สายฝนเทลงมาอย่างบ้าคลั่ง ราวกับฟากฟ้ากำลังร้องไห้ให้กับความอยุติธรรมบนโลกใบนี้
เสียงเม็ดฝนกระทบกับร่มสีดำนับร้อยคันดังอื้ออึง กลบเสียงสะอื้นไห้ของผู้คนที่มาร่วมงาน แต่สำหรับ “แนน” แล้ว เธอไม่ได้ยินเสียงอะไรเลย หูของเธออื้ออึง ร่างกายของเธอชาหนึบ เหมือนวิญญาณได้หลุดลอยออกจากร่างไปพร้อมกับร่างที่นอนไร้ลมหายใจอยู่ในโลงศพนั้น
ตรงหน้าเธอ คือรูปถ่ายใบใหญ่ที่ตั้งอยู่หน้าศาลาวัด ผู้หญิงในรูปมีใบหน้าเหมือนเธอราวกับแกะ ดวงตากลมโต รอยยิ้มหวานหยดย้อยที่ใครเห็นก็ต้องเอ็นดู “นุ่น” พี่สาวฝาแฝดของเธอ ผู้หญิงที่เปรียบเสมือนแสงสว่างเดียวในชีวิตของแนน
แต่ตอนนี้ แสงสว่างนั้นดับลงแล้ว ดับลงด้วยความมืดมิดที่น่าขยะแขยงที่สุด
แนนก้มลงมองกระดาษแผ่นหนึ่งในมือที่กำแน่นจนยับยู่ยี่ มันคือจดหมายลาตายฉบับสุดท้ายที่นุ่นทิ้งไว้ ลายมือที่สั่นเทาด้วยความหวาดกลัวและความอับอาย ปรากฏชัดเจนบนหน้ากระดาษที่เปื้อนคราบน้ำตาแห้งกรัง
“แนน… พี่ขอโทษ พี่ไม่ได้ทำผิด พี่สาบานได้ว่าพี่ไม่เคยทำเรื่องสกปรกแบบนั้น แต่พวกเขาไม่เชื่อ คุณหญิงสุดาเอาใบรับรองแพทย์ปลอมมาปาทใส่หน้าพี่ เธอบอกว่าพี่เป็นผู้หญิงสกปรก เป็นกาฝากที่จะมาเกาะลูกชายเธอ… พี่ทนสายตาดูถูกเหยียดหยามพวกนั้นไม่ไหวแล้ว พี่ขอโทษที่ต้องทิ้งแนนไป ลาก่อนนะน้องรักของพี่”
ความเจ็บปวดแล่นพล่านจากปลายนิ้วขึ้นสู่หัวใจ มันไม่ใช่ความเศร้า แต่มันคือไฟแค้นที่กำลังลุกโชนอยู่ท่ามกลางสายฝน แนนเงยหน้าขึ้นมองไปยังความว่างเปล่า งานศพวันนี้เงียบเหงาอย่างน่าใจหาย ไร้เงาของ “ภูมินทร์” คู่หมั้นที่เคยพร่ำบอกว่ารักนุ่นปานจะกลืนกิน และแน่นอน ไร้เงาของ “คุณหญิงสุดา” แม่ของเขา ผู้หญิงใจร้ายที่บงการทุกอย่างอยู่เบื้องหลัง
พวกเขาไม่แม้แต่จะส่งพวงหรีดมาแสดงความเสียใจ สำหรับครอบครัวมหาเศรษฐีตระกูลนั้น ชีวิตของลูกสาวชาวบ้านธรรมดาๆ อย่างนุ่น ก็คงมีค่าเป็นแค่ฝุ่นผงที่พวกเขาปัดทิ้งเมื่อไหร่ก็ได้
“พี่นุ่น…” แนนกระซิบเสียงแหบพร่า น้ำตาหยดหนึ่งไหลรินลงมาผสมกับน้ำฝนบนแก้ม “หลับให้สบายนะ ไม่ต้องห่วงอะไรทั้งนั้น ความเจ็บปวดที่พี่ได้รับ ความอับอายที่พวกเขาทำกับพี่… แนนจะคืนให้พวกมัน แนนจะเอาคืนให้สาสม ทุกหยดน้ำตาของพี่ พวกมันจะต้องชดใช้เป็นสายเลือด”
แนนกำหมัดแน่น เล็บจิกเข้าไปในเนื้อจนเลือดซิบ แต่เธอไม่รู้สึกเจ็บ ความเจ็บปวดทางกายเทียบไม่ได้เลยกับแผลเหวอะหวะในหัวใจ วันนี้ “แนน” คนเดิมที่อ่อนแอได้ตายไปพร้อมกับนุ่นแล้ว นับจากวินาทีนี้ จะมีเพียงปีศาจร้ายที่จะถือกำเนิดขึ้นมา เพื่อทวงความยุติธรรม
…
สามปีต่อมา ณ กรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้
แสงไฟในห้องผ่าตัดสว่างจ้าจนแสบตา กลิ่นยาฆ่าเชื้อและกลิ่นคาวเลือดจางๆ ลอยอบอวลอยู่ในอากาศ เสียงเครื่องวัดชีพจรดังเป็นจังหวะสม่ำเสมอ ติ๊ด… ติ๊ด… ติ๊ด… ราวกับเป็นเครื่องนับถอยหลังสู่ชีวิตใหม่
บนเตียงผ่าตัด ร่างบางนอนนิ่งสนิทภายใต้ฤทธิ์ยาสลบ ใบหน้าของเธอถูกพันด้วยผ้ากอซหนาเตอะจนมองไม่เห็นเค้าโครงเดิม มีเพียงท่อช่วยหายใจและสายน้ำเกลือระโยงระยางที่ยืนยันว่าเธอยังมีชีวิตอยู่
ย้อนกลับไปเมื่อหกชั่วโมงที่แล้ว ก่อนที่ยาสลบจะทำงาน ศัลยแพทย์มือหนึ่งได้ถามเธอย้ำเป็นครั้งสุดท้าย
“คุณแน่ใจนะครับว่าจะทำทั้งหมดนี้? การทุบโหนกแก้ม ตัดกราม และปรับโครงสร้างหน้าใหม่ทั้งหมด มันเป็นการผ่าตัดใหญ่ที่เจ็บปวดและเสี่ยงมาก หน้าเดิมของคุณก็สวยมากอยู่แล้ว ทำไมต้องเปลี่ยนขนาดนี้ครับ?”
แนน หรือที่ตอนนี้กำลังจะกลายเป็นคนอื่น มองหมอด้วยสายตาที่เด็ดเดี่ยว ไม่มีแววลังเลแม้แต่น้อย
“ฉันไม่ได้ต้องการแค่ความสวยค่ะคุณหมอ… แต่ฉันต้องการ ‘เกิดใหม่’ ฉันต้องการใบหน้าที่ไม่มีใครจำได้ แม้แต่คนในครอบครัว ใบหน้าที่สวยสง่า เยือกเย็น และทรงพลัง… ใบหน้าของคนที่จะไม่มีวันถูกใครรังแกได้อีก”
หมอถอนหายใจเบาๆ ก่อนจะพยักหน้า ยาสลบเริ่มแล่นเข้าสู่เส้นเลือด สติของเธอค่อยๆ เลือนราง สิ่งสุดท้ายที่เธอจำได้คือความตั้งใจอันแรงกล้า
เธอต้องฆ่า “แนน” ให้ตาย เพื่อให้ “ลิซ่า” ได้ถือกำเนิด
ความเจ็บปวดหลังการผ่าตัดนั้นทรมานสาหัส เหมือนมีรถบรรทุกวิ่งทับหน้า ใบหน้าของเธอบวมเป่ง ระบมจนขยับปากพูดไม่ได้ เธอต้องกินอาหารเหลวผ่านหลอดดูดเป็นเวลาหลายเดือน ทุกครั้งที่ส่องกระจก เธอเห็นแต่ปีศาจที่มีผ้าพันแผลพันรอบหัว แต่เธอไม่เคยร้องไห้
ทุกครั้งที่ความเจ็บปวดแล่นริ้วขึ้นมา เธอจะนึกถึงภาพงานศพของนุ่น นึกถึงใบหน้าเย่อหยิ่งของคุณหญิงสุดา และความขลาดเขลาของภูมินทร์ ภาพเหล่านั้นคือยาแก้ปวดชั้นดีที่ทำให้เธอกัดฟันทน
เวลาผ่านไป วันแล้ววันเล่า เดือนแล้วเดือนเล่า ผ้ากอซถูกแกะออก อาการบวมยุบลง ใบหน้าใหม่ค่อยๆ เผยโฉมออกมา
ในวันที่เธอส่องกระจกเป็นครั้งแรกหลังจากการพักฟื้นเสร็จสมบูรณ์ ผู้หญิงในกระจกจ้องตอบกลับมา เธอสวย… สวยจนน่าขนลุก ดวงตาเรียวยาวเฉี่ยวคม จมูกโด่งเป็นสันรับกับริมฝีปากอวบอิ่ม โครงหน้าเรียวได้รูปสมบูรณ์แบบ ไม่มีเค้าเดิมของ “แนน” หรือ “นุ่น” หลงเหลืออยู่เลย
เธอยกมือขึ้นลูบไล้แก้มของตัวเองเบาๆ ผิวเนียนละเอียดแต่เย็นเฉียบ
“สวัสดี ลิซ่า” เธอกระซิบกับเงาในกระจก รอยยิ้มที่มุมปากยกขึ้นเล็กน้อย เป็นรอยยิ้มที่ไม่ได้มาจากความสุข แต่มาจากความพึงพอใจในอาวุธชิ้นใหม่ “พร้อมจะไปลงนรกกันหรือยัง?”
…
สนามบินสุวรรณภูมิ ประเทศไทย
เสียงประกาศเที่ยวบินขาเข้าดังขึ้นสลับกับเสียงผู้คนจอแจ ประตูอัตโนมัติเปิดออก เผยให้เห็นร่างระหงของหญิงสาวคนหนึ่งที่เดินออกมาด้วยท่วงท่าสง่างามราวกับนางพญา
เสียงส้นสูงกระทบพื้นหินอ่อนดัง ตึก… ตึก… ตึก… เป็นจังหวะที่มั่นคงและหนักแน่น ทุกย่างก้าวของเธอเรียกสายตาของผู้คนรอบข้างให้หันมามองเป็นตาเดียว ไม่ใช่แค่เพราะความสวยที่โดดเด่นสะดุดตา แต่เป็นเพราะรัศมีบางอย่างที่แผ่ออกมาจากตัวเธอ รัศมีของความมั่นใจ ความแพง และความลึกลับ
ลิซ่า ในชุดเดรสสีแดงเลือดหมูเข้ารูป เผยให้เห็นสัดส่วนที่สมบูรณ์แบบ สวมแว่นกันแดดสีดำสนิทอำพรางสายตา ผมยาวสลวยดัดลอนใหญ่ทิ้งตัวลงกลางหลัง กระเป๋าแบรนด์เนมรุ่นลิมิเต็ดในมือและเครื่องประดับเพชรน้ำงาม บ่งบอกสถานะทางการเงินที่ไม่ธรรมดา
นี่คือ “ลิซ่า” ลูกสาวบุญธรรมของเศรษฐีนักลงทุนชาวไทยในอเมริกา โปรไฟล์ที่เธอสร้างขึ้นมาอย่างประณีตตลอดสามปีที่ผ่านมา ด้วยเงินประกันชีวิตของนุ่นและเงินเก็บทั้งหมดที่เธอมี บวกกับการลงทุนที่ชาญฉลาดและการช่วยเหลือจากผู้มีอิทธิพลบางคนที่เธอเข้าไปตีสนิทตอนอยู่ต่างประเทศ วันนี้เธอไม่ใช่เด็กกำพร้าจนๆ อีกต่อไป เธอคือไฮโซสาวนักเรียนนอกที่ใครๆ ก็ต้องเกรงใจ
คนขับรถในชุดสูทสุภาพเดินเข้ามาโค้งคำนับพร้อมรับกระเป๋าเดินทาง
“ยินดีต้อนรับกลับครับ คุณลิซ่า รถพร้อมแล้วครับ”
ลิซ่าพยักหน้าเล็กน้อย ก่อนจะถอดแว่นกันแดดออก ดวงตาคู่สวยกวาดมองไปรอบๆ สนามบิน ภาพความทรงจำเก่าๆ ไหลย้อนกลับมา ที่นี่คือที่ที่เธอเคยมาส่งนุ่นไปเที่ยวกับภูมินทร์ ที่นี่คือที่ที่มีแต่รอยยิ้มแห่งความหวังในอดีต แต่ตอนนี้ อากาศที่นี่อบอวลไปด้วยกลิ่นของการแก้แค้น
“ไปที่โรงแรมแมนดาริน” เธอสั่งเสียงเรียบ “ฉันมีนัดสำคัญ”
รถลีมูซีนสีดำสนิทเคลื่อนตัวออกจากสนามบิน มุ่งหน้าเข้าสู่ใจกลางกรุงเทพมหานคร ผ่านตึกระฟ้าและป้ายโฆษณาขนาดยักษ์ หนึ่งในนั้นคือป้ายโฆษณาโครงการคอนโดมิเนียมหรูริมแม่น้ำเจ้าพระยา ของ “พี.เอ็ม. กรุ๊ป”
รูปของ “ภูมินทร์” ประธานกรรมการหนุ่มหล่อ ปรากฏหราอยู่บนป้ายนั้น เขายังคงดูดีเหมือนเดิม สวมสูทสากล ยิ้มแย้มดูอบอุ่นและน่าเชื่อถือ ราวกับว่าเขาไม่เคยทำเรื่องเลวร้ายอะไรไว้เลยในชีวิตนี้
ลิซ่าจ้องมองรูปนั้นผ่านกระจกรถรถที่ติดฟิล์มทึบ แววตาของเธอแข็งกร้าวขึ้น
“มีความสุขให้พอนะคะ คุณภูมินทร์” เธอพึมพำเบาๆ “เพราะอีกไม่นาน รอยยิ้มนั้นจะหายไปตลอดกาล”
…
ณ โรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล
ห้องสวีทสุดหรูริมแม่น้ำเจ้าพระยาถูกจองไว้สำหรับลิซ่า เธอไม่ได้มาที่นี่เพื่อพักผ่อน แต่มาเพื่อเริ่มต้นเกมกระดานแรก
บนโต๊ะกระจกในห้องนั่งเล่น มีแฟ้มเอกสารวางอยู่หลายแฟ้ม มันคือข้อมูลเชิงลึกของเป้าหมายที่เธอจ้างนักสืบมือดีรวบรวมมาให้ รูปถ่าย กิจวัตรประจำวัน จุดอ่อน จุดแข็ง ของทุกคนในตระกูลของภูมินทร์ ถูกตีแผ่อยู่ตรงหน้า
แต่ลิซ่าไม่ได้หยิบแฟ้มของภูมินทร์หรือคุณหญิงสุดาขึ้นมาดู เธอรู้ดีว่าการจะเข้าถ้ำเสือ ไม่ควรเดินเข้าไปทางประตูหน้าตรงๆ ให้มันรู้ตัว เธอฉลาดพอที่จะรู้ว่าจุดอ่อนของป้อมปราการที่แข็งแกร่ง มักจะอยู่ที่ประตูหลัง
มือเรียวสวยหยิบแฟ้มเอกสารบางๆ แฟ้มหนึ่งขึ้นมา หน้าปกเป็นรูปชายวัยกลางคน รูปร่างท้วม หัวล้านเลี่ยน แต่สวมนาฬิกาเรือนทองฝังเพชรราคาแพงระยับ
“เสี่ยยุทธ”
เขาไม่ใช่คนในครอบครัวของภูมินทร์ แต่เขาคือ “กุญแจ” เสี่ยยุทธคือนักธุรกิจสีเทาที่เป็นหุ้นส่วนรายใหญ่และเป็นแหล่งเงินทุนลับๆ ของพี.เอ็ม. กรุ๊ป เขาเป็นคนโลภ บ้าตัณหา และที่สำคัญ เขาชอบของสวยๆ งามๆ และของแปลกใหม่
ลิซ่ารู้มาว่า คืนนี้จะมีการประมูลเครื่องเพชรการกุศลที่โรงแรมแห่งนี้ และเสี่ยยุทธจะต้องมาร่วมงานอย่างแน่นอน เพื่อสร้างภาพลักษณ์ใจบุญสุนทานบังหน้าธุรกิจมืดของเขา และแน่นอนว่า คุณหญิงสุดา ผู้หลงใหลในเครื่องเพชรและหน้าตาทางสังคม ก็ต้องไม่พลาดงานนี้เช่นกัน
นี่คือเวทีเปิดตัวที่สมบูรณ์แบบที่สุด
ลิซ่าลุกขึ้นเดินไปที่ตู้เสื้อผ้า ภายในนั้นมีชุดราตรีโอตกูตูร์สีน้ำเงินเข้มปักเลื่อมระยิบระยับแขวนอยู่ มันคือชุดที่ถูกออกแบบมาเพื่อ “ฆ่า” ทุกสายตาในงาน
“เอาล่ะ…” ลิซ่าพูดกับตัวเอง ขณะปลดชุดคลุมอาบน้ำออก เผยให้เห็นรอยแผลเป็นจางๆ ที่ข้อมือ ซึ่งเป็นร่องรอยเดียวที่เตือนใจว่าเธอคือใคร “คืนนี้ ฉันจะเป็นเหยื่อที่น่ากินที่สุด… เพื่อล่อให้พวกแกเดินเข้ามาติดกับดักด้วยตัวเอง”
เธอนั่งลงหน้าโต๊ะเครื่องแป้ง เริ่มบรรจงแต่งหน้าอย่างประณีต ทุกการปัดแก้ม ทุกการเขียนคิ้ว คือการสวมหน้ากาก ลิปสติกสีแดงสดถูกทาลงบนริมฝีปากเป็นขั้นตอนสุดท้าย มันแดงฉานราวกับสีของเลือด
แผนการคืนนี้เรียบง่ายแต่ทรงพลัง: ทำให้เสี่ยยุทธสนใจเธอ และใช้เขาเป็นสะพานข้ามไปหาคุณหญิงสุดาและภูมินทร์
ลิซ่าหยิบน้ำหอมกลิ่นกุหลาบผสมกลิ่นไม้กฤษณาขึ้นมาฉีดพรม เป็นกลิ่นหอมที่เย้ายวน ลึกลับ และอันตราย กลิ่นเดียวกับที่นุ่นเคยชอบ แต่เป็นเวอร์ชั่นที่ปรุงแต่งให้เข้มข้นและซับซ้อนขึ้น
เธอพร้อมแล้ว
ร่างระหงในชุดราตรีสีน้ำเงินเดินออกจากห้องพัก ทิ้งความอ่อนแอไว้เบื้องหลัง เหลือเพียงนางมารร้ายในคราบเทพธิดา ที่กำลังจะลงไปปั่นป่วนงานเลี้ยงของเหล่าผู้ดีจอมปลอมข้างล่างนั่น
ลิฟต์แก้วพาเธอดิ่งลงสู่ชั้นล่าง แสงไฟระยิบระยับของงานเลี้ยงสะท้อนเข้ามาในดวงตาของเธอ มันวาววับเหมือนตาของนักล่าที่มองเห็นฝูงแกะ
เกมได้เริ่มขึ้นแล้ว.
[Word Count: 2,380]
แสงไฟระย้าจากโคมคริสตัลขนาดมหึมาสาดส่องลงมายังห้องบอลรูมอันกว้างใหญ่ ประกายวูบวาบของเพชรนิลจินดาที่ประดับอยู่บนเรือนร่างของเหล่าคุณหญิงคุณนาย แข่งกันส่องแสงจนแสบตา เสียงแก้วแชมเปญกระทบกันเบาๆ เคล้าคลอไปกับเสียงไวโอลินที่บรรเลงเพลงคลาสสิกอย่างนุ่มนวล บรรยากาศที่นี่เต็มไปด้วยกลิ่นอายของเงินตรา อำนาจ และความจอมปลอม
ลิซ่าเดินเข้ามาในงานราวกับราชินีที่เสด็จมาตรวจเยี่ยมอาณาจักร ความสวยสง่าของเธอทำให้บรรยากาศในห้องเงียบลงไปชั่วขณะ ทุกสายตาจับจ้องมาที่เธอ ชุดราตรีสีน้ำเงินเข้มขับผิวขาวผ่องให้ดูโดดเด่น ยิ่งส่งให้เธอดูลึกลับและน่าค้นหา
เธอรู้ดีว่าเป้าหมายของเธออยู่ที่ไหน สายตาคมกริบภายใต้ขนตาหนางอนกวาดมองไปที่โต๊ะ VIP ด้านหน้าสุด ตรงนั้น… คือศูนย์รวมของความเน่าเฟะที่ถูกฉาบด้วยทองคำ
คุณหญิงสุดานั่งเชิดหน้าอยู่หัวโต๊ะ สวมชุดไหมไทยสีทองอร่าม บนคอมีสร้อยเพชรเส้นโตที่ดูเทอะทะมากกว่าสวยงาม ข้างกายเธอคือ ภูมินทร์ ชายหนุ่มในชุดสูทสีเทาเข้ม ใบหน้าหล่อเหลาของเขาดูเรียบเฉย แววตาว่างเปล่าเหมือนคนที่แบกโลกไว้ทั้งใบ และถัดไปไม่ไกล คือเสี่ยยุทธ ชายร่างท้วมที่กำลังหัวเราะร่าเสียงดังจนพุงกระเพื่อม
ลิซ่ากระตุกยิ้มมุมปากเล็กน้อย ก่อนจะเดินตรงเข้าไปหาเสี่ยยุทธตามแผนที่วางไว้ เธอจงใจเดินผ่านเขาอย่างเชื่องช้า ปล่อยให้ชายกระโปรงยาวลากผ่านรองเท้าหนังราคาแพงของเขาเบาๆ พร้อมกับทิ้งกลิ่นน้ำหอมเย้ายวนไว้ในอากาศ
เสี่ยยุทธชะงัก จมูกฟุดฟิดดมกลิ่นหอมประหลาด เขาหันขวับมามองตามร่างระหงที่เพิ่งเดินผ่านไป ตาของเขาลุกวาวทันทีเมื่อเห็นแผ่นหลังเนียนสวยไร้ที่ติ
“อุ๊ย! ขอโทษค่ะ” ลิซ่าแสร้งทำเป็นสะดุดพรมเล็กน้อย จังหวะที่เธอเซถลา เสี่ยยุทธก็รีบพุ่งตัวเข้ามารับไว้อย่างรวดเร็วตามสัญชาตญาณนักล่า
“ระวังครับคุณผู้หญิง!” มืออูมๆ ของเขาคว้าเข้าที่ต้นแขนของเธอ ลิซ่าข่มความรังเกียจที่พุ่งขึ้นมาจุกอก เธอเงยหน้าขึ้นมองเขา แสร้งทำเป็นตกใจเล็กน้อยก่อนจะเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มหวานหยดย้อย
“ขอบคุณมากค่ะ พอดีดิฉันไม่ค่อยชินกับรองเท้าคู่นี้เท่าไหร่… เกือบไปแล้วเชียว” เสียงของเธอหวานใสแต่มีจริตจะก้านที่ทำให้ผู้ชายใจสั่น
“ไม่เป็นไรครับ ยินดีเสมอสำหรับคนสวยๆ… เอ้อ ผมไม่เคยเห็นหน้าคุณมาก่อนเลย เพิ่งกลับมาจากเมืองนอกเหรอครับ?” เสี่ยยุทธถามเสียงกระเส่า สายตาโลมเลียไปทั่วร่างเธออย่างไม่ปิดบัง
“ใช่ค่ะ ดิฉันชื่อลิซ่า เพิ่งกลับมาจากอเมริกา มาดูช่องทางลงทุนธุรกิจในไทยน่ะค่ะ” เธอแนะนำตัวสั้นๆ แต่ทิ้งคีย์เวิร์ดคำว่า ‘ลงทุน’ ให้เขาหูผึ่ง
บทสนทนาสั้นๆ เพียงไม่กี่ประทีป ดึงดูดความสนใจของคนทั้งโต๊ะ VIP ภูมินทร์ที่นั่งเงียบอยู่ เงยหน้าขึ้นมองตามเสียงพูดคุย วินาทีที่สายตาของเขาปะทะกับใบหน้าของลิซ่า เขารู้สึกเหมือนมีกระแสไฟฟ้าแล่นผ่านร่าง
ผู้หญิงคนนี้… สวยมาก สวยจนน่ากลัว แต่ทำไม… ทำไมเขาถึงรู้สึกคุ้นเคยกับแววตาคู่นั้นอย่างประหลาด มันไม่ใช่ความคุ้นเคยทางใบหน้า แต่เป็นความรู้สึกบางอย่างที่อธิบายไม่ได้ เหมือนความเย็นยะเยือกที่แผ่ออกมาจากตัวเธอ
“สวัสดีครับ” ภูมินทร์เอ่ยทักทายตามมารยาท พยายามสลัดความรู้สึกแปลกๆ ทิ้งไป
ลิซ่าหันมามองเขา รอยยิ้มของเธอยังคงตรึงอยู่ที่มุมปาก แต่ดวงตาของเธอกลับนิ่งสนิทราวกับบ่อน้ำลึกที่มองไม่เห็นก้นบ่อ
“สวัสดีค่ะ คุณ…” เธอแกล้งทำเป็นไม่รู้จักเขา
“ผมภูมินทร์ครับ กรรมการผู้จัดการ พี.เอ็ม. กรุ๊ป ส่วนนี่คุณแม่ผม คุณหญิงสุดา” เขาแนะนำตัวอย่างสุภาพ
ลิซ่ายกมือไหว้คุณหญิงสุดาอย่างนอบน้อม แต่สายตาของเธอกวาดประเมินหญิงสูงวัยตรงหน้าอย่างรวดเร็ว ริ้วรอยแห่งความร้ายกาจยังคงปรากฏชัดเจนบนใบหน้าที่พยายามปกปิดด้วยเครื่องสำอางหนาเตอะ
“สวัสดีค่ะคุณหญิง ได้ยินชื่อเสียงของคุณหญิงมานาน ตัวจริงสง่างามกว่าที่คิดไว้อีกนะคะ” ลิซ่าเอ่ยคำชมที่เคลือบยาพิษ
คุณหญิงสุดาเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย รับคำชมด้วยความพึงพอใจ “ขอบใจจ้ะ หนูชื่อลิซ่าเหรอ? หน้าตาเก๋ดีนะ เป็นลูกเต้าเหล่าใครล่ะ?” คำถามแรกก็ส่อเจตนาเหยียดหยามและตรวจสอบสถานะทันที
“คุณพ่อดิฉันทำธุรกิจอสังหาฯ อยู่ที่แคลิฟอร์เนียค่ะ ส่วนคุณแม่เสียไปนานแล้ว” ลิซ่าตอบอย่างคล่องแคล่ว ตามประวัติที่เธอสร้างขึ้น
“อ๋อ… เด็กนอกนี่เอง” คุณหญิงพยักหน้า แววตาดูถูกลดลงไปนิดหน่อยเมื่อได้ยินคำว่าธุรกิจอสังหาฯ ในต่างประเทศ แต่ก็ยังคงความไว้ตัวอยู่
เสียงพิธีกรบนเวทีประกาศเริ่มการประมูลของชิ้นไฮไลท์ประจำค่ำคืนนี้ แสงไฟสปอร์ตไลท์ส่องไปที่ตู้กระจกกลางเวที ภายในนั้นมีเข็มกลัดไพลินล้อมเพชรสีน้ำเงินเข้มวางอยู่บนกำมะหยี่สีแดง มันส่องประกายวาววับสะกดทุกสายตา
“และนี่คือ ‘The Eye of Ocean’ เข็มกลัดไพลินน้ำงามจากพม่า ล้อมรอบด้วยเพชรน้ำร้อย หายากและทรงคุณค่าที่สุด เริ่มต้นประมูลที่ 1 ล้านบาทครับ!”
คุณหญิงสุดาจ้องเข็มกลัดนั้นตาเป็นมัน เธอชอบสะสมเครื่องเพชร และชิ้นนี้ก็ดูสมฐานะเธอมาก เธอรีบยกป้ายประมูลขึ้นทันที
“หนึ่งล้านห้าแสน!” เธอเสนอราคาอย่างมั่นใจ กะว่าจะข่มขวัญคนอื่นในงานให้ถอยไป
“สองล้านครับ!” เสียงจากนักธุรกิจอีกมุมหนึ่งดังขึ้น
“สองล้านห้า!” คุณหญิงสุดาสู้ไม่ถอย หน้าตาเธอเริ่มตึงเครียด เธอเกลียดการพ่ายแพ้ โดยเฉพาะเรื่องการอวดรวย
ราคาพุ่งขึ้นไปเรื่อยๆ จนแตะที่ 4 ล้านบาท ผู้คนในงานเริ่มถอดใจ เพราะราคานี้สูงเกินมูลค่าจริงไปมาก คุณหญิงสุดายิ้มมุมปากอย่างผู้ชนะ เธอกำลังจะได้ครอบครองมัน และประกาศศักดาให้ทุกคนรู้ว่าใครคือเบอร์หนึ่ง
“สี่ล้านบาท นับหนึ่ง… สี่ล้านบาท นับสอง…” พิธีกรกำลังจะเคาะค้อน
“ห้าล้านบาทค่ะ”
เสียงหวานใสแต่กังวานดังขึ้นท่ามกลางความเงียบ ทุกคนหันขวับไปมองต้นเสียง ลิซ่านั่งไขว่ห้างอย่างสบายอารมณ์ มือข้างหนึ่งถือแก้วแชมเปญ อีกมือหนึ่งยกป้ายประมูลขึ้นค้างไว้
คุณหญิงสุดาหน้าชาดิก หันมาจ้องลิซ่าด้วยสายตาเกรี้ยวกราด เด็กเมื่อวานซืนคนนี้กล้าดียังไงมาหักหน้าเธอ?
“ห้าล้านห้าแสน!” คุณหญิงกัดฟันตะโกนสู้ ทั้งที่ในใจเริ่มเสียดายเงิน เพราะราคามันเวอร์เกินไปแล้ว แต่ศักดิ์ศรีมันค้ำคอ
“หกล้านบาทค่ะ” ลิซ่าต่อคำทันทีด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ราวกับกำลังซื้อผักในตลาด ไม่มีความลังเลแม้แต่น้อย
เสียงฮือฮาดังเซ็งแซ่ไปทั่วห้อง หกล้านบาทสำหรับเข็มกลัดชิ้นเดียว? ผู้หญิงคนนี้ต้องรวยขนาดไหนถึงกล้าจ่ายขนาดนี้?
คุณหญิงสุดามือสั่น เธอกำป้ายแน่น เหงื่อซึมตามไรผม หกล้านบาท… ถ้าเธอสู้ต่อ เธอต้องจ่ายมากกว่านี้ และนั่นอาจทำให้กระแสเงินสดส่วนตัวเธอมีปัญหา เธอโกรธจนตัวสั่น แต่สุดท้ายความงกก็ชนะศักดิ์ศรี เธอกระแทกป้ายลงกับโต๊ะอย่างหงุดหงิด ยอมแพ้ด้วยความเจ็บใจ
“หกล้านบาท นับสาม! ขายครับ! ยินดีด้วยครับคุณผู้หญิง!”
เสียงปรบมือดังสนั่น ลิซ่ายิ้มรับบางๆ เธอลุกขึ้นเดินขึ้นไปบนเวทีเพื่อรับเข็มกลัด ท่วงท่าของเธอสง่างามจนน่าหมั่นไส้ในสายตาของคุณหญิงสุดา
แต่แล้ว สิ่งที่ไม่มีใครคาดคิดก็เกิดขึ้น
ลิซ่ารับกล่องกำมะหยี่มาถือไว้ เธอไม่ได้เดินกลับไปที่ที่นั่งของตัวเอง แต่เธอเดินตรงดิ่งมาที่โต๊ะ VIP มาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าคุณหญิงสุดา
บรรยากาศตึงเครียดขึ้นทันที ภูมินทร์มองดูเหตุการณ์ด้วยความประหลาดใจ เขาไม่รู้ว่าผู้หญิงคนนี้จะทำอะไร
ลิซ่าย่อตัวลงเล็กน้อย ให้ระดับสายตาอยู่ต่ำกว่าคุณหญิงสุดา เป็นท่าทางที่แสดงความนอบน้อมสูงสุด เธอเปิดกล่องกำมะหยี่ออก เผยให้เห็นเข็มกลัดไพลินที่ส่องประกายวิบวับ
“คุณหญิงคะ…” ลิซ่าเอ่ยเสียงนุ่ม “ดิฉันสังเกตเห็นตั้งแต่ต้นว่าคุณหญิงชื่นชอบเข็มกลัดชิ้นนี้มาก และพูดตามตรงนะคะ เพชรน้ำงามขนาดนี้ ถ้าอยู่บนคอเสื้อของเด็กสาวๆ อย่างดิฉัน คงดูไม่สมเกียรติเท่าไหร่ มันคู่ควรกับผู้หญิงที่มีบารมีและสง่างามอย่างคุณหญิงมากกว่าค่ะ”
เธอยื่นกล่องไปตรงหน้าคุณหญิงสุดา “ดิฉันขอมอบให้คุณหญิง เป็นของขวัญสำหรับการพบกันครั้งแรกของเรานะคะ ถือซะว่าเป็นการฝากเนื้อฝากตัวของเด็กที่เพิ่งกลับมาทำธุรกิจที่เมืองไทยค่ะ”
ความเงียบปกคลุมไปทั่วโต๊ะ เสี่ยยุทธตาโตเท่าไข่ห่าน เงินหกล้านบาท… ยกให้คนอื่นฟรีๆ? ภูมินทร์อึ้งจนพูดไม่ออก เขาจ้องมองลิซ่าอย่างไม่เชื่อสายตา
คุณหญิงสุดาเองก็ตะลึงงัน ความโกรธเกรี้ยวเมื่อครู่หายวับไปราวกับปลิดทิ้ง แทนที่ด้วยความประหลาดใจและความโลภที่พุ่งขึ้นมา เข็มกลัดราคาหกล้าน… ฟรี? แถมยังได้หน้าได้ตาว่ามีเด็กมาเคารพนบนอบขนาดนี้
“เอ่อ… หนูพูดจริงเหรอจ๊ะ?” เสียงของคุณหญิงอ่อนลงจนหวานเชื่อม “มันแพงมากเลยนะ หนูจะให้ฉันจริงๆ เหรอ?”
“สำหรับดิฉัน มิตรภาพสำคัญกว่าเงินทองค่ะ” ลิซ่าตอบพร้อมรอยยิ้มจริงใจ(ที่แฝงยาพิษ) “ดิฉันมาช้าไปหน่อย เลยทำให้คุณหญิงต้องขุ่นเคืองใจตอนประมูล ต้องขอโทษด้วยนะคะ หวังว่าคุณหญิงจะเมตตารับไว้นะคะ”
คุณหญิงสุดายิ้มกว้างจนเห็นฟันครบทุกซี่ รีบหยิบกล่องมาจากมือลิซ่าทันที “โถๆๆ หนูลิซ่านี่น่ารักจริงๆ รู้จักสัมมาคารวะ ฉันชอบเด็กแบบนี้ที่สุด! ขอบใจมากนะจ๊ะ ฉันจะรับไว้ด้วยความยินดีเลย”
ลิซ่าลอบยิ้มในใจ ปลาติดเบ็ดแล้ว ปลาตัวใหญ่ที่หิวเงินและหน้าตา
ในขณะที่คุณหญิงสุดากำลังชื่นชมของขวัญชิ้นใหม่ ลิซ่าหันไปสบตากับภูมินทร์อีกครั้ง คราวนี้เธอส่งสายตาที่สื่อความหมายลึกซึ้งกว่าเดิม เป็นสายตาที่ท้าทายและเชิญชวนในเวลาเดียวกัน
ภูมินทร์จ้องตอบ เขารู้สึกสับสนอย่างหนัก ผู้หญิงคนนี้คือใครกันแน่? เธอรวย เธอฉลาด เธอใจป้ำ และเธอดู… อันตราย แต่ทำไมหัวใจของเขาถึงเต้นแรงแปลกๆ แรงในแบบที่เขาไม่ได้รู้สึกมานานถึงสามปี นับตั้งแต่วันที่นุ่นจากไป
“ยินดีที่ได้รู้จักอย่างเป็นทางการนะคะ คุณภูมินทร์” ลิซ่ายื่นมือออกไปหาเขา
ภูมินทร์ยื่นมือไปจับมือเธอ สัมผัสจากมือของลิซ่าเย็นเฉียบ ผิดกับรอยยิ้มที่อบอุ่น วินาทีที่เนื้อสัมผัสเนื้อ เขาได้กลิ่นน้ำหอมจากตัวเธอชัดเจน กลิ่นกุหลาบ… ผสมกับอะไรบางอย่างที่ลึกลับ
ภาพของนุ่นซ้อนทับขึ้นมาในหัวของเขาชั่ววูบ นุ่นชอบดอกกุหลาบ… แต่ไม่ใช่นุ่น ผู้หญิงตรงหน้าดูแข็งแกร่งและทรงพลังเกินกว่าจะเป็นนุ่นได้
“ยินดี… เช่นกันครับ” เขาตอบเสียงเบาหวิว เหมือนคนละเมอ
ลิซ่าบีบมือเขาเบาๆ ก่อนจะค่อยๆ ดึงมือกลับ การสัมผัสเพียงเสี้ยววินาทีนั้น เป็นการประกาศสงครามทางความรู้สึก เธอรู้ดีว่าภูมินทร์เป็นคนอ่อนไหว และความสงสัยนี้แหละ จะเป็นเชือกที่รัดคอเขาให้แน่นขึ้นเรื่อยๆ
“เสี่ยยุทธคะ ดิฉันขอตัวไปทักทายแขกท่านอื่นก่อนนะคะ ไว้คุยเรื่องโครงการลงทุนวันหลัง” ลิซ่าตัดบทอย่างชาญฉลาด ทิ้งจังหวะให้พวกเขารู้สึกเสียดาย
เธอเดินจากไป ทิ้งให้โต๊ะ VIP ตกอยู่ในภวังค์ คุณหญิงสุดายังคงลูบคลำเข็มกลัดด้วยความหลงใหล พร่ำชมลิซ่าไม่ขาดปาก ส่วนภูมินทร์มองตามแผ่นหลังของเธอไปจนสุดสายตา ความรู้สึกปั่นป่วนในใจเขารุนแรงขึ้นเรื่อยๆ
เขาไม่รู้ตัวเลยว่า เข็มกลัดชิ้นนั้นไม่ใช่แค่เครื่องประดับ แต่มันคือโซ่ตรวนเส้นแรกที่ลิซ่าโยนมาคล้องคอแม่ของเขา และรอยยิ้มนั้น… คือใบมีดโกนที่เคลือบน้ำผึ้ง ที่กำลังจะกรีดหัวใจของเขาให้แหลกสลายอย่างช้าๆ
ลิซ่าเดินออกมาที่ระเบียงด้านนอก ลมแม่น้ำเจ้าพระยาพัดมาปะทะใบหน้า เธอสูดอากาศลึกๆ รอยยิ้มจางหายไป เหลือเพียงความเย็นชาที่น่าสะพรึงกลัว
“ด่านแรกผ่านไปแล้ว พี่นุ่น…” เธอกระซิบกับสายลม “แม่ผัวของพี่ มันขายศักดิ์ศรีได้ง่ายกว่าที่คิดซะอีก แค่เพชรเม็ดเดียว มันก็ลืมกำพืดตัวเองจนหมดสิ้น”
เธอมองลงไปที่แม่น้ำสายใหญ่ที่ไหลเชี่ยว เหมือนกับชะตากรรมที่เธอกำลังปั่นป่วนมันให้บ้าคลั่ง
“รอก่อนนะ ภูมินทร์ ความเจ็บปวดที่แท้จริง… มันเพิ่งจะเริ่มต้น”
[Word Count: 2,450]
ข่าวร้ายมักจะมาเร็วกว่าแสงเสมอ
เช้าวันรุ่งขึ้น ณ สำนักงานใหญ่ของ พี.เอ็ม. กรุ๊ป บรรยากาศตึงเครียดจนแทบจะจุดไฟติด พนักงานวิ่งวุ่นกันด้วยสีหน้าตื่นตระหนก เสียงโทรศัพท์ดังระงมไม่ขาดสาย
ภูมินทร์นั่งกุมขมับอยู่ในห้องประชุมใหญ่ ตรงหน้าเขาคือรายงานด่วนที่ระบุว่า โครงการคอนโดมิเนียมหรูแห่งใหม่ที่กำลังจะเปิดตัว ถูกกลุ่มชาวบ้านและ NGO ประท้วงอย่างหนัก โดยอ้างว่าโครงการรุกล้ำพื้นที่ป่าชายเลน ทั้งที่เขาตรวจสอบเอกสารทุกอย่างถูกต้องตามกฎหมายแล้ว
“ทำไมถึงเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นได้!” ภูมินทร์ทุบโต๊ะเสียงดัง เขาไม่เคยเกรี้ยวกราดขนาดนี้มาก่อน แต่ความกดดันจากการต้องพิสูจน์ตัวเองให้แม่เห็น มันทำให้เขาแทบระเบิด
“เราพยายามเจรจาแล้วครับบอส แต่แกนนำม็อบไม่ยอมคุยเลย ยืนยันจะให้ระงับโครงการท่าเดียว ข่าวเริ่มกระจายไปในโซเชียลแล้ว หุ้นของเราตกไปสามจุดตั้งแต่เช้า” เลขาฯ รายงานด้วยเสียงสั่นเครือ
ประตูห้องประชุมเปิดผางออก คุณหญิงสุดาเดินเข้ามาด้วยสีหน้าบึ้งตึง เธอไม่ได้มาเพื่อช่วยแก้ปัญหา แต่มาเพื่อซ้ำเติม
“เห็นไหมตาภู! แม่บอกแล้วว่าให้จัดการเรื่องที่ดินให้เรียบร้อยตั้งแต่แรก! ทีนี้จะทำยังไง? ชื่อเสียงบริษัทป่นปี้หมด ถ้าหุ้นตกไปมากกว่านี้ ผู้ถือหุ้นต้องแห่กันมาถล่มเราแน่!”
ภูมินทร์ได้แต่ก้มหน้า ความรู้สึกไร้ค่าถาโถมเข้ามาอีกครั้ง เขาไม่เคยดีพอในสายตาแม่ ไม่เคยปกป้องอะไรได้เลย ไม่ว่าจะเป็นคนรักในอดีต หรือบริษัทในปัจจุบัน
“ขออนุญาตนะคะ”
เสียงหวานใสแต่ทรงอำนาจดังขึ้นที่หน้าประตู ทุกคนหันไปมองเป็นตาเดียว ลิซ่ายืนอยู่ตรงนั้น ในชุดสูทสีขาวสะอาดตา ดูสง่างามและเยือกเย็นราวกับเทพธิดาที่ลงมาโปรดสัตว์
“คุณลิซ่า…” ภูมินทร์ครางชื่อเธอเบาๆ
“ดิฉันพอจะทราบเรื่องแล้วค่ะ พอดีรู้จักกับผู้ใหญ่ที่ดูแลพื้นที่ตรงนั้น และ… บังเอิญรู้จักกับคนที่อยู่เบื้องหลังแกนนำม็อบกลุ่มนี้ด้วย” ลิซ่าเดินเข้ามาในห้องด้วยท่าทีมั่นใจ เธวางกระเป๋าลงบนโต๊ะประชุม แล้วหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมา
“ให้ดิฉันลองจัดการดูไหมคะ?”
ภูมินทร์และคุณหญิงสุดามองหน้ากัน ไม่มีทางเลือกอื่นแล้วในตอนนี้ ภูมินทร์พยักหน้า “รบกวนด้วยครับคุณลิซ่า”
ลิซ่ายิ้มมุมปาก เธอเดินเลี่ยงไปที่มุมห้อง ยกหูโทรศัพท์พูดคุยด้วยภาษาอังกฤษสำเนียงอเมริกันเป๊ะปัง สลับกับภาษาไทยที่ดูสนิทสนมและมีอำนาจ เธอคุยอยู่ไม่ถึงห้านาที ก็วางสายแล้วเดินกลับมา
“เรียบร้อยค่ะ อีกสิบนาที แกนนำจะประกาศสลายตัว และจะมีการแถลงข่าวขอโทษว่าเป็นการเข้าใจผิดเรื่องข้อมูลเขตแดนค่ะ”
ทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบงัน สิบนาทีต่อมา เสียงเฮลั่นดังมาจากแผนกประชาสัมพันธ์ ข่าวในทีวีกำลังรายงานสดว่าม็อบยอมถอยแล้วจริงๆ หุ้นที่กำลังดิ่งลงเริ่มดีดตัวกลับขึ้นมาทันที
คุณหญิงสุดาตาโตเท่าไข่ห่าน เธอมองลิซ่าด้วยสายตาที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง จากที่แค่มองว่ารวย ตอนนี้เธอมองเห็น “อิทธิพล” และ “คอนเนคชั่น” ที่ประเมินค่าไม่ได้
“หนูลิซ่า… หนูทำได้ยังไงลูก! เก่งมาก! เก่งจริงๆ!” คุณหญิงรีบปรี่เข้าไปจับมือลิซ่า เขย่าเบาๆ ด้วยความตื่นเต้น “นี่แหละ สะใภ้… เอ๊ย คนเก่งที่แม่… เอ๊ย ที่บริษัทเราต้องการ!”
ลิซ่ายิ้มรับอย่างอ่อนน้อม “ไม่เป็นไรค่ะคุณหญิง เรื่องเล็กน้อย พอดีคุณพ่อดิฉันเคยบริจาคเงินช่วยเหลือมูลนิธิของแกนนำคนนั้นไว้เยอะ เขาเลยเกรงใจน่ะค่ะ”
คำโกหกคำโตถูกป้อนเข้าปากเหยื่ออย่างแนบเนียน จริงๆ แล้วแกนนำม็อบพวกนั้นคือคนที่ลิซ่าจ้างมาสร้างสถานการณ์ตั้งแต่แรกด้วยเงินเพียงไม่กี่แสนบาท เพื่อแลกกับการได้เป็น “ฮีโร่” ในวันนี้
ภูมินทร์มองลิซ่าด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความชื่นชมและขอบคุณ เขาเดินเข้าไปหาเธอ “ผมไม่รู้จะขอบคุณคุณยังไงดี คุณช่วยชีวิตผมไว้แท้ๆ”
“ถ้าอยากขอบคุณ…” ลิซ่าสบตาเขา แววตาเป็นประกายวูบวาบ “เย็นนี้เลี้ยงข้าวฉันสักมื้อสิคะ ขอเป็นร้านบรรยากาศดีๆ ริมแม่น้ำ ฉันอยากฉลองความสำเร็จก้าวแรกของเรา”
“ได้ครับ! ด้วยความยินดีที่สุดครับ” ภูมินทร์รับคำทันทีโดยไม่ลังเล
…
เวลา 19:30 น. ณ ร้านอาหาร “เดอะ ริเวอร์ไซด์ เวอแรนด้า”
นี่คือร้านอาหารไทยโบราณริมแม่น้ำเจ้าพระยา บรรยากาศโรแมนติกและเงียบสงบ แสงเทียนสลัวๆ บนโต๊ะอาหารสร้างบรรยากาศที่เป็นใจ ลมแม่น้ำพัดเอื่อยๆ พาเอากลิ่นหอมของดอกราตรีลอยมาแตะจมูก
แต่สำหรับภูมินทร์ ร้านนี้เต็มไปด้วยความทรงจำที่เจ็บปวด
เขาจำได้แม่น… โต๊ะตัวนี้ มุมนี้ คือที่ที่เขาเคยพา “นุ่น” มาฉลองวันครบรอบ นุ่นชอบบรรยากาศที่นี่มาก เธอบอกว่ามันเงียบสงบเหมือนไม่ได้อยู่ในกรุงเทพฯ
ลิซ่านั่งลงตรงข้ามเขา แสงเทียนส่องกระทบใบหน้าสวยเฉี่ยวของเธอ ทำให้เธอดูเหมือนภาพวาดที่มีชีวิต เธอเลือกจองโต๊ะนี้… โต๊ะเดิมของเขาและนุ่น โดยอ้างว่า “วิวสวยที่สุด”
“ร้านสวยมากเลยนะคะ คุณภูมินทร์มาที่นี่บ่อยเหรอคะ?” ลิซ่าถามพลางเปิดเมนูอาหาร นิ้วเรียวยาวไล่ไปตามรายการอาหาร
“เอ่อ… ครับ เคยมาบ้าง… นานมาแล้ว” ภูมินทร์ตอบเสียงแผ่ว พยายามไม่สบตาเธอตรงๆ เพราะทุกครั้งที่มองหน้าเธอ ภาพของนุ่นจะซ้อนทับขึ้นมาจนเขาใจสั่น
“งั้นคุณแนะนำหน่อยสิคะ ว่าอะไรอร่อย” เธอยื่นเมนูให้เขา
“ที่นี่… ต้มยำกุ้งแม่น้ำอร่อยครับ แล้วก็… ปูหลน” ภูมินทร์พูดไปตามความเคยชิน
ลิซ่าพยักหน้า เธอเรียกพนักงานมารับออเดอร์
“เอาต้มยำกุ้งแม่น้ำหม้อไฟค่ะ ขอรสจัดๆ นะคะ แล้วก็ปูหลน…” เธอสั่งอาหารอย่างคล่องแคล่ว แล้วหยุดคิดนิดหนึ่ง ก่อนจะพูดต่อด้วยน้ำเสียงปกติ
“แล้วขอ… ยำถั่วพูใส่กุ้งสดเพิ่มอีกที่หนึ่งค่ะ”
ภูมินทร์สะดุ้งเฮือก มือที่ถือแก้วน้ำอยู่สั่นจนน้ำกระฉอก
‘ยำถั่วพู’ คือเมนูโปรดของนุ่น แต่นุ่นกินกุ้งไม่ได้… นุ่นแพ้กุ้งอย่างรุนแรง แค่กินเข้าไปคำเดียวก็จะผื่นขึ้นและหายใจไม่ออก
หัวใจของภูมินทร์เต้นรัวเร็ว เขาจ้องมองลิซ่าอย่างค้นหา ถ้าเธอคือนุ่น หรือเกี่ยวข้องกับนุ่น เธอต้องไม่สั่งเมนูนี้ หรือเธอจะไม่ใช่นุ่นจริงๆ? ความหวังเล็กๆ ในใจเขามอดดับลง ลิซ่าคงเป็นแค่คนหน้าเหมือน เธอสั่งกุ้งมากินหน้าตาเฉย
พนักงานจดรายการอาหารเสร็จแล้วกำลังจะเดินไป
“เดี๋ยวก่อนค่ะน้อง!”
ลิซ่าเรียกพนักงานไว้กะทันหัน สีหน้าของเธอเปลี่ยนไปเล็กน้อย เหมือนเพิ่งนึกอะไรขึ้นได้
“ขอยกเลิกยำถั่วพูกุ้งสดค่ะ เปลี่ยนเป็น… ยำถั่วพูมังสวิรัติแทน ไม่ใส่กุ้ง ไม่ใส่น้ำปลาที่หมักจากกุ้งเคยนะคะ”
ภูมินทร์มองเธอตาค้าง “ทำไม… ทำไมถึงเปลี่ยนล่ะครับ?”
ลิซ่าหันมามองเขา ยิ้มแห้งๆ อย่างขอโทษ มือเรียวยกขึ้นแตะที่ลำคอของตัวเองเบาๆ
“ขอโทษทีค่ะ ฉันลืมตัวไปหน่อย… พอดีฉันแพ้กุ้งน่ะค่ะ แพ้รุนแรงมากด้วย แค่ได้กลิ่นแรงๆ หรือกินเข้าไปนิดเดียว หลอดลมจะตีบ หายใจไม่ออก… หมอบอกว่าถ้าส่งโรงพยาบาลไม่ทัน อาจตายได้เลย”
เปรี้ยง!
เหมือนสายฟ้าฟาดลงกลางใจภูมินทร์ หน้าเขาซีดเผือดลงทันตาเห็น คำพูดนั้น… อาการนั้น… มันเหมือนกับสิ่งที่นุ่นเคยบอกเขาไม่มีผิดเพี้ยน
“แพ้… กุ้งเหรอครับ?” เขาถามเสียงสั่น
“ใช่ค่ะ เป็นมาตั้งแต่เกิดแล้ว น่าเสียดายนะคะ ทั้งที่มันดูน่าอร่อยขนาดนั้น” ลิซ่าตอบเสียงเรียบ แต่ดวงตาของเธอจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของภูมินทร์ ราวกับจะอ่านทะลุเข้าไปถึงก้นบึ้งของความรู้สึกผิด
บรรยากาศบนโต๊ะอาหารเปลี่ยนไปทันที ความโรแมนติกจางหายไป เหลือเพียงความอึดอัดและคำถามมากมายที่วนเวียนอยู่ในหัวของภูมินทร์
ผู้หญิงตรงหน้า… แพ้กุ้งเหมือนนุ่น… ชอบดอกกุหลาบเหมือนนุ่น… มีแววตาบางอย่างเหมือนนุ่น… แต่นุ่นตายไปแล้ว เขาเห็นศพเธอเองกับตา แล้วคนตรงหน้านี้คือใคร?
“คุณภูมินทร์คะ? เป็นอะไรไปหรือเปล่าคะ หน้าซีดจัง” ลิซ่าเอื้อมมือมาแตะหลังมือเขาเบาๆ ความเย็นจากมือเธอส่งผ่านมาถึงเขาอีกครั้ง
“ป… เปล่าครับ ผมแค่… นึกถึงเพื่อนน่ะครับ เพื่อนผมเขาก็แพ้กุ้งเหมือนกัน”
“ตายจริง… บังเอิญจังเลยนะคะ” ลิซ่ายิ้ม แต่เป็นรอยยิ้มที่ไปไม่ถึงดวงตา “เขาว่ากันว่า คนที่มีอะไรคล้ายๆ กัน มักจะมีโชคชะตาที่ผูกพันกันนะคะ… คุณว่าไหม?”
ภูมินทร์กลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก เขารู้สึกเหมือนกำลังเดินหลงทางอยู่ในเขาวงกตที่ไร้ทางออก และลิซ่าคือคนที่ถือแผนที่ แต่ไม่ยอมบอกทาง
มื้ออาหารดำเนินต่อไป แต่รสชาติอาหารในปากของภูมินทร์จืดชืดสนิท เขากินอะไรไม่ลง ในขณะที่ลิซ่านั่งทานอย่างเอร็ดอร่อย พูดคุยเรื่องสัพเพเหระอย่างเป็นธรรมชาติ แต่ทุกคำพูด ทุกอิริยาบถของเธอ คอยกระตุ้นเตือนให้เขานึกถึงคนรักเก่าอยู่ตลอดเวลา
เมื่อเช็คบิลเสร็จ ภูมินทร์อาสาขับรถไปส่งลิซ่าที่โรงแรม
ตลอดทางในรถ ทั้งคู่เงียบกันไปพักใหญ่ จนกระทั่งรถเลี้ยวเข้าจอดที่หน้าโรงแรมแมนดาริน
“ขอบคุณสำหรับมื้อเย็นนะคะ วันนี้ฉันมีความสุขมาก” ลิซ่าหันมาบอก ก่อนจะปลดเข็มขัดนิรภัย
“คุณลิซ่าครับ…” ภูมินทร์เรียกเธอไว้ก่อนที่เธอจะลงจากรถ ความสงสัยมันอัดอั้นจนทนไม่ไหว “ผมขอถามอะไรหน่อยได้ไหมครับ?”
“เชิญค่ะ”
“เรา… เคยเจอกันมาก่อนไหมครับ? ก่อนหน้านี้… นานมาแล้ว?”
ลิซ่าชะงักไปครู่หนึ่ง เธอหันกลับมามองเขาช้าๆ ภายใต้แสงไฟสลัวในรถ ใบหน้าของเธอดูคล้ายนุ่นจนน่าตกใจ เธอโน้มตัวเข้ามาใกล้เขา จนภูมินทร์ได้กลิ่นน้ำหอมนั้นชัดเจน
“ทำไมคุณถึงคิดแบบนั้นล่ะคะ?” เธอกระซิบเสียงเบา
“เพราะคุณ… ทำให้ผมนึกถึงคนที่ผมรักมากที่สุด… และผมก็ทำร้ายเธอมากที่สุด” ภูมินทร์สารภาพเสียงสั่น ความอ่อนแอของเขาถูกเปิดเผยออกมาจนหมดเปลือก
ลิซ่ามองดูน้ำตาที่เริ่มคลอเบ้าตาของชายหนุ่มตรงหน้า ในใจของเธอมีความรู้สึกวูบไหวเพียงเสี้ยววินาที แต่ภาพจดหมายลาตายของพี่สาวก็เข้ามาแทนที่ทันที
เธอยกมือขึ้น แตะที่แก้มของภูมินทร์เบาๆ ราวกับจะปลอบโยน แต่แล้วเธอก็ชักมือกลับ และส่งยิ้มที่ลึกลับที่สุดให้เขา
“โลกนี้มีเรื่องบังเอิญเสมอค่ะคุณภูมินทร์… หรือบางที… พระเจ้าอาจจะส่งฉันมา เพื่อให้โอกาสคุณได้แก้ไขสิ่งที่ผิดพลาดก็ได้นะคะ”
พูดจบ เธอก็เปิดประตูลงจากรถ เดินเข้าโรงแรมไปโดยไม่หันกลับมามอง ทิ้งให้ภูมินทร์นั่งตัวแข็งทื่ออยู่หลังพวงมาลัย คำพูดทิ้งท้ายของเธอดังก้องอยู่ในหัว
‘โอกาสแก้ไขสิ่งที่ผิดพลาด…’
หรือว่า… นุ่นยังไม่ตาย? หรือนี่คือปาฏิหาริย์? หรือคือกรรมตามสนอง?
ภูมินทร์ไม่รู้คำตอบ แต่สิ่งเดียวที่เขารู้คือ เขาไม่สามารถละสายตาจากผู้หญิงคนนี้ได้อีกแล้ว เขาต้องรู้ความจริงให้ได้ ว่าภายใต้หน้ากากที่สวยงามนั้น… เธอคือใครกันแน่
บนห้องพักสุดหรู ลิซ่ายืนมองลงมาจากหน้าต่าง เห็นรถของภูมินทร์ค่อยๆ เคลื่อนตัวออกไป เธอจิบไวน์แดงในมือ รสชาติฝาดเฝื่อนเหมือนรสชาติของชีวิต
“เหยื่อติดเบ็ดแล้ว…”
เธอวางแก้วไวน์ลง แล้วเดินไปหยิบกรอบรูปที่คว่ำหน้าอยู่บนหัวเตียงขึ้นมาดู รูปของนุ่นที่ยิ้มอย่างมีความสุข
“พี่เห็นไหม… เขาเริ่มเจ็บแล้วนะ แต่แค่นี้มันยังน้อยไป… พรุ่งนี้ ลิซ่าจะทำให้เขาหลงจนโงหัวไม่ขึ้น แล้วแม่ของเขา… จะต้องเป็นคนมาขอร้องให้เราแต่งงานด้วยตัวเอง”
ลิซ่าดับไฟในห้อง ทิ้งตัวลงนอนในความมืด พร้อมกับแผนการร้ายกาจสำหรับวันพรุ่งนี้
[Word Count: 2,420] [Total Act 1 Word Count: ~7,250]
ธุรกิจคือสงครามที่ไม่หลั่งเลือด และอาวุธที่ร้ายกาจที่สุดไม่ใช่ปืนผาหน้าไม้ แต่คือ “ผลประโยชน์”
ภายในห้องประชุมวีไอพีชั้นสูงสุดของอาคาร พี.เอ็ม. กรุ๊ป บรรยากาศเงียบกริบจนได้ยินเสียงเครื่องปรับอากาศทำงาน ลิซ่ายืนอยู่หน้าจอโปรเจกเตอร์ขนาดใหญ่ บนจอปรากฏกราฟและตัวเลขที่พุ่งทะยานขึ้นเป็นเส้นสีเขียวสวยงาม
“โครงการ ‘Eden Valley’ ที่เขาใหญ่ครับคุณหญิง” ลิซ่าเอ่ยด้วยน้ำเสียงมั่นใจ ขณะใช้เลเซอร์พอยเตอร์ชี้ไปที่ตัวเลขกำไรสุทธิ “ที่ดินแปลงนี้เป็นของเพื่อนคุณพ่อดิฉัน ท่านต้องการขายด่วนในราคาที่ต่ำกว่าราคาประเมินถึง 30% เพื่อย้ายไปอยู่ต่างประเทศ ถ้า พี.เอ็ม. กรุ๊ป เข้าซื้อตอนนี้ และพัฒนาเป็นเวลเนส รีสอร์ท (Wellness Resort) จับกลุ่มลูกค้ากระเป๋าหนัก… ดิฉันการันตีผลตอบแทนการลงทุน (ROI) ที่ 200% ภายในสองปีค่ะ”
คุณหญิงสุดานั่งอยู่หัวโต๊ะ ดวงตาที่เป็นประกายอยู่แล้วยิ่งเบิกกว้างขึ้นเมื่อเห็นตัวเลข 200% มือที่ประดับด้วยแหวนเพชรเม็ดโตเคาะลงบนโต๊ะเบาๆ อย่างใช้ความคิด แต่ริมฝีปากกลับยกยิ้มอย่างปิดไม่มิด
“สองร้อยเปอร์เซ็นต์… แน่ใจนะหนูลิซ่า?” คุณหญิงถามเสียงสูง พยายามเก็บอาการโลภ
“ดิฉันไม่เคยทำงานพลาดค่ะคุณหญิง” ลิซ่าตอบกลับทันควัน พร้อมส่งแฟ้มเอกสารปึกหนาให้เลขาฯ แจกจ่าย “นี่คือผลการวิจัยตลาดและหนังสือแสดงเจตจำนงจากกลุ่มทุนต่างชาติที่พร้อมจะร่วมทุนกับเราทันทีที่เราได้ที่ดิน… ทุกอย่างพร้อมเสิร์ฟใส่พานแล้วค่ะ เหลือแค่คุณหญิงจะตกลงหรือไม่”
ภูมินทร์ที่นั่งอยู่ข้างๆ แม่ เปิดดูเอกสารด้วยความทึ่ง ข้อมูลทุกอย่างละเอียด ยิบย่อย และดูเป็นมืออาชีพมาก เขาไม่เคยเห็นดีลไหนที่หอมหวานและสมบูรณ์แบบขนาดนี้มาก่อน
“ข้อเสนอนี้น่าสนใจมากครับคุณลิซ่า” ภูมินทร์เอ่ยชมจากใจจริง “แต่เงินลงทุนก้อนแรกค่อนข้างสูง เราอาจต้องดึงกระแสเงินสดจากโครงการอื่นมาหมุน…”
“ไม่ต้องห่วงเรื่องนั้นค่ะ” ลิซ่าขัดขึ้นนิ่มๆ “ดิฉันยินดีจะลงเงินส่วนตัวร่วมด้วย 20% เพื่อเป็นการการันตีความมั่นใจ… และถือเป็นการซื้อตั๋วเข้ามาร่วมงานกับครอบครัวคุณอย่างเป็นทางการ”
คำว่า “ลงเงินส่วนตัว” เปรียบเสมือนกุญแจดอกสุดท้ายที่ไขประตูห้องนิรภัยในใจของคุณหญิงสุดา เธอตบโต๊ะดังปัง
“ตกลง! แม่เอาด้วย!” คุณหญิงหันไปหาลูกชาย “ตาภู รีบให้ฝ่ายกฎหมายร่างสัญญาด่วนเลยนะ อย่าให้หลุดมือเด็ดขาด! แหม… หนูลิซ่านี่นอกจากจะสวยแล้ว ยังฉลาดเป็นกรด แถมยังใจป้ำอีกต่างหาก หายากจริงๆ สมัยนี้”
ลิซ่ายิ้มรับคำชม แต่ในใจเธอกำลังหัวเราะเยาะ ‘Eden Valley’ คือหลุมพรางขนาดมหึมา ที่ดินแปลงนั้นมีปัญหาเรื่องกรรมสิทธิ์ทับซ้อนที่เธอมกเม็ดไว้ และกลุ่มทุนต่างชาติที่อ้างถึง ก็คือบริษัทนอมินีของเธอเอง เงินที่เธอบอกจะลงทุน ก็เป็นเพียงตัวเลขในกระดาษที่จะหมุนกลับเข้ากระเป๋าเธอในที่สุด
“ขอบพระคุณที่ไว้วางใจค่ะ” ลิซ่าไหว้สวยงาม
“เอ้อ… เย็นนี้หนูลิซ่าว่างไหมจ๊ะ?” คุณหญิงสุดาถามเสียงหวาน เปลี่ยนโหมดจากนักธุรกิจเขี้ยวลากดินเป็นคุณป้าใจดี “แม่อยากเชิญหนูไปทานข้าวเย็นที่บ้าน ฉลองความร่วมมือของเราหน่อย ถือซะว่าเป็นการต้อนรับสมาชิกใหม่… อย่างไม่เป็นทางการ”
ลิซ่าชะงักไปเล็กน้อย ‘บ้าน’… คฤหาสน์หรูหลังนั้น สถานที่ที่นุ่นเคยถูกลากออกมาเหมือนหมูเหมือนหมา สถานที่ที่เต็มไปด้วยความทรงจำเลวร้าย
“ยินดีค่ะคุณหญิง เป็นเกียรติอย่างยิ่งค่ะ” ลิซ่าตอบรับโดยไม่แสดงความลังเลแม้แต่น้อย แต่ภายใต้โต๊ะ มือของเธอกำแน่นจนเล็บจิกเข้าเนื้อ
…
รถเบนซ์คันหรูของลิซ่าแล่นผ่านรั้วอัลลอยด์ดัดลวดลายวิจิตรตระการตา เข้าสู่บริเวณคฤหาสน์ตระกูล “วัชรตระกูล”
สวนสไตล์อังกฤษที่ได้รับการดูแลอย่างดี น้ำพุรูปปั้นกามเทพพ่นน้ำอยู่กลางลาน ทุกอย่างยังคงเหมือนเดิม เหมือนเมื่อสามปีก่อน ไม่มีความเปลี่ยนแปลง… ยกเว้นตัวเธอ
ลิซ่าก้าวลงจากรถ ความรู้สึกคลื่นไส้ตีตื้นขึ้นมาจุกที่คอหอย ภาพในอดีตซ้อนทับขึ้นมา… ภาพนุ่นที่คุกเข่าอยู่หน้าประตูบ้าน ร้องไห้อ้อนวอนขอความเมตตา ท่ามกลางสายฝน แต่ประตูบานใหญ่นั้นกลับปิดใส่หน้าอย่างเลือดเย็น
“ใจเย็นๆ ลิซ่า… วันนี้แกเดินเข้ามาในฐานะแขกผู้มีเกียรติ ไม่ใช่ขอทาน” เธอเตือนสติตัวเอง สูดหายใจลึกๆ ปรับสีหน้าให้เรียบเฉยและสง่างามที่สุด
ภูมินทร์เดินออกมารับเธอที่หน้าประตูด้วยตัวเอง วันนี้เขาแต่งตัวสบายๆ ในชุดลำลอง แต่ยังคงดูดีสมฐานะ
“ยินดีต้อนรับสู่บ้านของเราครับคุณลิซ่า” เขายิ้มให้เธอ เป็นรอยยิ้มที่ดูผ่อนคลายกว่าตอนอยู่ที่ทำงาน
“บ้านสวยมากเลยนะคะ ร่มรื่นจัง” ลิซ่าชมตามมารยาท พลางกวาดตามองไปรอบๆ ราวกับเพิ่งเคยเห็นที่นี่เป็นครั้งแรก
“เชิญด้านในครับ คุณแม่รออยู่แล้ว”
ภายในคฤหาสน์ตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์หลุยส์สีทองอร่าม แจกันลายครามราคาแพงตั้งโชว์อยู่ทุกมุม พรมเปอร์เซียหนานุ่มรองรับฝีเท้า ทุกตารางนิ้วตะโกนคำว่า ‘รวย’ ออกมาจนน่ารำคาญ
บนโต๊ะอาหารยาวเหยียด อาหารเลิศรสนับสิบอย่างถูกจัดวางไว้อย่างสวยงาม คุณหญิงสุดานั่งรออยู่ที่หัวโต๊ะ สวมชุดผ้าไหมสีม่วงเม็ดมะปราง ใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใสผิดหูผิดตา
“มาแล้วเหรอจ๊ะลูกสาว! มาๆ นั่งข้างแม่นี่เลย” คุณหญิงกวักมือเรียกอย่างสนิทสนม
ลิซ่าเดินไปนั่งลงเก้าอี้ฝั่งขวาของคุณหญิง ซึ่งตามธรรมเนียมคือที่นั่งของแขกคนสำคัญที่สุด หรือ… ว่าที่ลูกสะใภ้
“อาหารวันนี้แม่สั่งแม่ครัวทำพิเศษเพื่อหนูเลยนะ มีแต่ของดีๆ ทั้งนั้น ไม่รู้จะถูกปากไหม คนเคยอยู่อเมริกาอาจจะชินกับสเต็กมากกว่าอาหารไทย”
“ไม่เลยค่ะคุณหญิง ดิฉันชอบอาหารไทยที่สุดค่ะ โดยเฉพาะรสฝีมือต้นตำรับแบบนี้ หาที่ไหนไม่ได้แล้ว” ลิซ่าหยอดคำหวาน
บรรยากาศบนโต๊ะอาหารดำเนินไปอย่างชื่นมื่น(จอมปลอม) คุณหญิงสุดาชวนคุยเรื่องครอบครัวของลิซ่าไม่หยุดปาก พยายามซักไซ้ไล่เลียงถึงทรัพย์สิน มรดก และธุรกิจที่อเมริกา ลิซ่าตอบคำถามได้อย่างไหลลื่น ไม่มีสะดุด เพราะเธอท่องจำบทละครชีวิตนี้มาเป็นพันรอบแล้ว
“ดีจริงๆ… หนูลิซ่านี่เพียบพร้อมไปหมด ผิดกับ…” คุณหญิงสุดาหยุดพูดกะทันหัน เหมือนเพิ่งนึกได้ว่าไม่ควรพูด แต่สายตาเธอกลับเหลือบไปมองภูมินทร์อย่างจงใจ
“ผิดกับอะไรเหรอคะ?” ลิซ่าแกล้งถามหน้าซื่อ
“อ๋อ… ไม่มีอะไรหรอกจ้ะ แม่แค่จะบอกว่า หนูไม่เหมือนพวกผู้หญิงไร้หัวนอนปลายเท้าที่เคยเข้ามาเกาะแกะตาภูเมื่อก่อน… พวกนั้นนะ หน้าตาก็พอดูได้ แต่กริยามารยาททราม ตระกูลก็ต่ำต้อย หวังแต่จะมาตกถังข้าวสาร” คุณหญิงพูดด้วยน้ำเสียงเหยียดหยาม ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความรังเกียจเมื่อพูดถึงอดีต
ภูมินทร์วางช้อนลงเสียงดังเคร้ง เขาหน้าตึงขึ้นมาทันที “คุณแม่ครับ… ทานข้าวเถอะครับ”
“ทำไมล่ะตาภู! แม่พูดความจริง แม่แค่เตือนให้รู้ไว้ ว่าการเลือกคู่ครองต้องดูที่ความเหมาะสม ‘กา’ ก็ควรอยู่ส่วนกา อย่าริอาจมาบินปะปนกับ ‘หงส์’ ไม่อย่างนั้นมันจะพาหงส์เปื้อนโคลนไปด้วย”
ลิซ่ากำส้อมในมือแน่นจนมือสั่นระริก คำว่า ‘กา’ และ ‘พวกไร้หัวนอนปลายเท้า’ กรีดแทงหัวใจเธอ มันคือคำด่าที่แม่ของภูมินทร์เคยด่าพี่สาวเธอต่อหน้าธารกำนัล ความโกรธแค้นพุ่งพล่านจนเธออยากจะคว้าแก้วไวน์สาดใส่หน้าหญิงแก่มารยาททรามคนนี้
แต่เธอทำไม่ได้… ยังไม่ใช่ตอนนี้
ลิซ่าฝืนยิ้มที่มุมปาก เป็นรอยยิ้มที่เย็นยะเยือก “คุณหญิงพูดถูกค่ะ… คนเราต้องรู้ที่ต่ำที่สูง แต่บางครั้ง… กาบางตัวอาจจะฉลาดกว่าหงส์ก็ได้นะคะ ใครจะไปรู้”
“หือ? หนูหมายความว่ายังไงจ๊ะ?” คุณหญิงเลิกคิ้วสงสัย
“ดิฉันหมายถึง… ในโลกธุรกิจน่ะค่ะ บางทีคนที่ดูไม่มีอะไร อาจจะมีเขี้ยวเล็บซ่อนอยู่ก็ได้ เราประมาทไม่ได้หรอกค่ะ” ลิซ่าแก้ต่างอย่างแนบเนียน แล้วตักอาหารเข้าปากอย่างใจเย็น “แกงเผ็ดเป็ดย่างนี่อร่อยมากค่ะ เผ็ดร้อน… ถึงใจดี”
หลังมื้ออาหารที่แสนอึดอัดสำหรับภูมินทร์จบลง เขาชวนลิซ่าออกไปเดินเล่นในสวนเพื่อหลีกหนีบทสนทนาที่เป็นพิษของแม่
แสงจันทร์สาดส่องลงมาในสวนสวย ลมพัดใบไม้ไหวเบาๆ ภูมินทร์เดินนำลิซ่าไปที่ศาลาริมน้ำสีขาวสะอาดตา
“ผมต้องขอโทษแทนคุณแม่ด้วยนะครับ… ปากท่านเป็นแบบนั้นเอง แต่ท่านไม่ได้มีเจตนาจจะว่าคุณหรอก” ภูมินทร์แก้ตัวเสียงอ่อย
“ฉันไม่ถือสาหรอกค่ะ คนเป็นแม่ก็ต้องรักและหวงลูกชายเป็นธรรมดา โดยเฉพาะลูกชายที่สมบูรณ์แบบอย่างคุณ” ลิซ่านั่งลงบนม้านั่งในศาลา ท่าทางผ่อนคลาย
“สมบูรณ์แบบเหรอครับ…” ภูมินทร์หัวเราะขมขื่น “ถ้าผมสมบูรณ์แบบจริง ผมคงไม่…” เขาหยุดพูด แววตาหม่นลง
ลิซ่ารู้ดีว่าเขากำลังคิดอะไร นี่คือศาลาที่นุ่นชอบมานั่งรอเขา นุ่นเคยถักผ้าพันคอให้เขาที่นี่ เคยป้อนขนมเขาที่นี่ ความทรงจำของเขากำลังทำงานอย่างหนัก
“คุณดูมีความทุกข์นะคะ… เรื่องคนรักเก่าคนนั้นเหรอคะ?” ลิซ่าถามจี้จุด
ภูมินทร์หันมามองเธอ สายตาของเขาอ่อนแอและต้องการที่พึ่งพิง
“ครับ… เธอเคยนั่งอยู่ตรงนี้ ตรงที่คุณนั่ง… เธอกับผม เราเคยวาดฝันว่าจะสร้างครอบครัวด้วยกัน แต่ผม… ผมมันอ่อนแอเกินไป ผมปกป้องเธอไม่ได้ ผมปล่อยให้แม่ทำร้ายเธอจน…” เสียงเขาขาดห้วง น้ำตาของผู้ชายเริ่มคลอเบ้า
ลิซ่ามองเขาด้วยสายตาที่ซับซ้อน ส่วนหนึ่งในใจเธอสะใจที่เห็นเขาเจ็บปวด แต่อีกส่วนหนึ่ง… ส่วนลึกๆ ของความเป็นมนุษย์ ก็อดสมเพชผู้ชายคนนี้ไม่ได้ เขาไม่ได้เลวร้ายโดยสันดาน เขาแค่ขี้ขลาด และความขี้ขลาดนั้นฆ่าคนได้
ลิซ่าขยับตัวเข้าไปใกล้เขา วางมือบนไหล่เขาเบาๆ
“คนเราแก้ไขอดีตไม่ได้หรอกค่ะคุณภูมินทร์…” เธอพูดเสียงนุ่ม ลูบไล้ต้นแขนเขาเบาๆ ปลุกเร้าประสาทสัมผัส “แต่เราเลือกที่จะทำปัจจุบันให้ดีขึ้นได้… ถ้าเธอคนนั้นรักคุณจริง เธอคงไม่อยากเห็นคุณจมอยู่กับความทุกข์แบบนี้ตลอดไปหรอกค่ะ”
“คุณ… คิดแบบนั้นเหรอครับ?” ภูมินทร์หันมาสบตาเธอ ระยะห่างระหว่างใบหน้าของทั้งสองเหลือเพียงคืบ
“ค่ะ… ฉันเชื่อว่าเธอคงอยากให้คุณมีความสุข… หรือไม่ก็…” ลิซ่าลดเสียงลงจนเกือบเป็นเสียงกระซิบ ดวงตาจ้องลึกเข้าไปในดวงตาเขาเหมือนงูจ้องเหยื่อ “…อยากให้คุณเจอคนที่ดูแลคุณได้ดีกว่าเธอ”
ภูมินทร์เหมือนถูกมนต์สะกด กลิ่นน้ำหอมของลิซ่า แววตาที่คล้ายคลึงนุ่น และคำพูดที่ปลอบประโลมใจ ทำให้สติของเขาพร่าเลือน เขาเผลอโน้มหน้าเข้าไปหาเธอโดยไม่รู้ตัว ริมฝีปากของเขาเกือบจะสัมผัสกับเธอ
แต่ลิซ่าเบี่ยงหน้าหลบเล็กน้อยอย่างมีจริต ทำให้จมูกของเขาชนเข้ากับแก้มเนียนนุ่มของเธอแทน
“ดึกแล้วค่ะ…” เธอกระซิบที่ข้างหูเขา ลมหายใจอุ่นๆ รดต้นคอทำให้เขาขนลุกชัน “ฉันควรกลับได้แล้ว เดี๋ยวคุณหญิงจะสงสัยเอา”
เธอผละตัวออกอย่างนุ่มนวล ทิ้งให้ภูมินทร์ค้างเติ่งอยู่กับความปรารถนาที่พุ่งขึ้นมาและดับวูบลงอย่างรวดเร็ว ความรู้สึกเสียดายและความโหยหาแล่นพล่านไปทั่วร่าง
นี่คือเกม “แมวหยอกหนู” ที่ลิซ่าเชี่ยวชาญ ทำให้เขาอยาก… แล้วก็จากไป ทำให้เขารู้สึกว่าเข้าใกล้ได้… แต่ก็จับต้องไม่ได้
“ผม… ผมขอไปส่งคุณที่รถนะครับ” ภูมินทร์รีบลุกขึ้นตามเธอไป เหมือนลูกหมาที่กลัวเจ้าของทิ้ง
ที่หน้าคฤหาสน์ ลิซ่าบอกลาคุณหญิงสุดาอย่างนอบน้อม
“ไว้เจอกันใหม่นะคะคุณหญิง ขอบคุณสำหรับอาหารมื้ออร่อย”
“จ้ะๆ มาบ่อยๆ นะลูก บ้านนี้ยินดีต้อนรับหนูเสมอ” คุณหญิงยิ้มแก้มปริ มองเห็นถุงเงินถุงทองเดินขึ้นรถไป
เมื่อรถเบนซ์เคลื่อนตัวพ้นรั้วบ้าน ลิซ่าเอนหลังพิงเบาะด้วยความเหนื่อยล้า หน้ากากนางเอกผู้แสนดีถูกถอดออกทันที ใบหน้าของเธอเต็มไปด้วยความรังเกียจขยะแขยง
“ขยะ…” เธอพึมพำออกมาคำเดียวสั้นๆ
เธอยกมือขึ้นเช็ดแก้มตรงที่จมูกของภูมินทร์สัมผัส เช็ดแรงๆ จนผิวแดงเถือก ราวกับจะลบรอยมลทิน
“รอให้ฉันได้ทุกอย่างก่อนเถอะ… ฉันจะเผาบ้านหลังนี้ให้วอดวาย จะไม่ให้เหลือแม้แต่ซาก”
โทรศัพท์ของเธอดังขึ้น ลิซ่ากดรับสาย ปลายสายคือทนายความส่วนตัวที่เธจ้างมาดูแลเรื่อง “การกุศล”
“ครับคุณลิซ่า เรื่องมูลนิธิที่จะใช้ชื่อคุณนุ่นจดทะเบียนเรียบร้อยแล้วครับ”
“ดีมาก” ลิซ่าตอบเสียงเย็น “เตรียมเอกสารโอนหุ้นล่วงหน้าไว้ได้เลย อีกไม่นาน… หุ้นของพี.เอ็ม. กรุ๊ป จะไหลมาอยู่ในบัญชีนี้ทั้งหมด”
เธอวางสาย มองออกไปนอกหน้าต่าง ท้องฟ้ายามค่ำคืนมืดมิดไร้ดาว แต่ในใจของลิซ่า ไฟแห่งความแค้นกำลังลุกโชติช่วงยิ่งกว่าแสงอาทิตย์
ก้าวแรกในบ้านศัตรูสำเร็จแล้ว เธอกลายเป็น “ว่าที่ลูกสะใภ้” ในฝันของคุณหญิงสุดา และเป็น “ที่พึ่งทางใจ” ของภูมินทร์
ต่อไป… คือการบีบคั้นให้พวกเขา “คาย” ทุกอย่างออกมา ด้วยความเต็มใจ
[Word Count: 3,150]
ความเงียบในยามค่ำคืนของกรุงเทพมหานคร ช่างแตกต่างจากความเงียบในใจของลิซ่า
บนเพนท์เฮาส์หรูใจกลางเมือง ลิซ่านั่งอยู่บนโซฟาหนังสีดำเพียงลำพัง ในมือถือแก้วไวน์ที่ว่างเปล่า ร่างกายของเธอห่อหุ้มด้วยชุดนอนผ้าซาตินลื่นผิว แต่ความหนาวเหน็บกลับกัดกินมาจากข้างในกระดูก
ไม่มีเสียงดนตรี ไม่มีแสงไฟสว่างไสว มีเพียงแสงสลัวจากตึกระฟ้าด้านนอกที่ส่องเข้ามา กระทบกับใบหน้าสวยเฉี่ยวที่ไร้เครื่องสำอาง เผยให้เห็นความเหนื่อยล้าที่ซ่อนอยู่ภายใต้หน้ากากแห่งความสมบูรณ์แบบ
เธอกดรีโมทเครื่องเสียง ไม่ใช่เพื่อฟังเพลง แต่เพื่อฟัง “เสียงจากอดีต”
“…แนน… ฮึก… ช่วยพี่ด้วย… เขาไม่เชื่อพี่… คุณหญิงบอกว่าพี่ท้องกับคนอื่น… ฮือ… ภูมินทร์ก็ไม่มองหน้าพี่เลย… พี่กลัว… พี่ไม่อยากอยู่แล้ว…”
เสียงร้องไห้คร่ำครวญของนุ่นดังออกมาจากลำโพงระดับไฮเอนด์ เสียงที่สั่นเครือ เต็มไปด้วยความสิ้นหวังและความเจ็บปวดที่เกินกว่ามนุษย์คนหนึ่งจะรับไหว
ลิซ่าหลับตาลง ปล่อยให้เสียงนั้นกรีดแทงหัวใจของเธอซ้ำแล้วซ้ำเล่า นี่คือกิจวัตรประจำวันของเธอ การตอกย้ำความแค้นไม่ให้จางหายไปตามกาลเวลา เธอต้องไม่ลืมว่าทำไมเธอถึงมาอยู่ที่นี่ เธอต้องไม่เผลอใจอ่อนให้กับศัตรู
“พี่นุ่น…” เธอกระซิบตอบเสียงในลำโพง น้ำตาไหลพรากอาบแก้มโดยไร้เสียงสะอื้น “อดทนนะพี่… ตอนนี้พวกมันกำลังยิ้ม กำลังฝันหวาน… แต่แนนสัญญา อีกไม่นาน เสียงหัวเราะพวกนั้นจะกลายเป็นเสียงกรีดร้องเหมือนที่พี่เคยเป็น”
เธอเอื้อมมือไปหยิบกรอบรูปของนุ่นมากอดแนบอก ความเย็นชาในแววตาเมื่อตอนกลางวันมลายหายไป เหลือเพียงความเปราะบางของน้องสาวที่สูญเสียครึ่งหนึ่งของชีวิตไป
ทันใดนั้น เสียงโทรศัพท์มือถือก็ดังขึ้น ทำลายความเงียบสงัด
หน้าจอโชว์ชื่อ “Phumin”
ลิซ่าปาดน้ำตาทิ้งอย่างรวดเร็ว สูดหายใจลึกๆ ปรับน้ำเสียงให้กลับมาเป็นปกติ ก่อนจะกดรับสาย
“ฮัลโหลค่ะ คุณภูมินทร์ มีอะไรด่วนหรือเปล่าคะ โทรมาซะดึกเชียว?” น้ำเสียงของเธอหวานใส ไร้ร่องรอยความเศร้าเมื่อครู่
“คุณลิซ่า… ผม… ผมรบกวนคุณไหมครับ?” เสียงปลายสายฟังดูอ้อแอ้ เหมือนคนเมา “ผม… ผมแค่อยากหาเพื่อนคุย… ผมรู้สึกแย่มาก…”
“คุณเมาเหรอคะ? อยู่ที่ไหนคะเนี่ย?”
“ผมอยู่ที่ ‘Blue Jazz Bar’… บาร์ประจำของผม… คุณ… พอจะออกมาหาผมหน่อยได้ไหมครับ? ผมไม่อยากอยู่คนเดียว…”
ลิซ่ายิ้มมุมปาก เหยื่อกำลังอ่อนแอถึงขีดสุด นี่คือโอกาสทองที่จะล้วงลึกเข้าไปในแผลใจของเขา
“รอเดี๋ยวนะคะ ฉันจะรีบไป”
…
Blue Jazz Bar เป็นบาร์ลับๆ ที่ซ่อนตัวอยู่ในตรอกเล็กๆ บรรยากาศมืดสลัว มีเพียงเสียงแซกโซโฟนที่เป่าทำนองเศร้าสร้อยคลอเบาๆ
ภูมินทร์นั่งฟุบหน้าอยู่กับเคาน์เตอร์บาร์ ตรงหน้ามีแก้ววิสกี้วางเรียงรายอยู่หลายใบ เขาเงยหน้าขึ้นเมื่อรู้สึกถึงสัมผัสแผ่วเบาที่ไหล่
“คุณภูมินทร์คะ… ดื่มหนักไปแล้วนะคะ” ลิซ่าเอ่ยทักด้วยน้ำเสียงห่วงใย เธอแต่งตัวเรียบง่ายแต่ดูดีในชุดเดรสสีครีม รวบผมตึงเผยลำคอระหง
“คุณลิซ่า… คุณมาจริงๆ ด้วย…” ภูมินทร์มองเธอตาเยิ้ม เขายิ้มอย่างดีใจเหมือนเด็กเห็นแม่ “ขอบคุณครับ… ขอบคุณที่ไม่ทิ้งผม…”
“มีเรื่องไม่สบายใจอะไรคะ? ระบายกับฉันได้นะ” ลิซ่านั่งลงข้างๆ สั่งน้ำเปล่ามาให้เขา
ภูมินทร์ยกแก้ววิสกี้ขึ้นดื่มรวดเดียวหมดแก้ว ก่อนจะหันมามองลิซ่าด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวด
“วันนี้… เป็นวันครบรอบวันตายของเธอครับ…” เขาเริ่มพูดเสียงสั่น “วันตายของนุ่น… ผู้หญิงที่ผมเล่าให้คุณฟัง”
ลิซ่าทำหน้านิ่ง แต่ภายในใจกระตุกวาบ เธอจำได้ดี วันนี้เมื่อสามปีก่อน คือวันที่เธอต้องไปยืนยันศพพี่สาวที่โรงพยาบาล
“ผมมันเลวครับคุณลิซ่า…” ภูมินทร์ฟูมฟาย “ผมรู้… ผมรู้อยู่เต็มอกว่าแม่ผมทำอะไรลงไป… วันนั้น นุ่นเอาใบรับรองแพทย์มายืนยันว่าเธอบริสุทธิ์ แต่แม่ผมฉีกมันทิ้ง แล้วเอาใบปลอมที่แม่จ้างหมอทำขึ้นมาปาใส่หน้าเธอ… แม่หาว่าเธอไปนอนกับผู้ชายอื่นมา…”
ลิซ่ากำมือแน่นใต้โต๊ะ เล็บจิกเข้าไปในฝ่ามือจนเลือดซิบ นี่เป็นครั้งแรกที่เธอได้ยินจากปากเขาตรงๆ ว่าเขารู้เรื่องนี้มาตลอด
“แล้ว… คุณทำยังไงคะตอนนั้น?” เธอถามเสียงเย็นเยียบ พยายามข่มความโกรธ
“ผม… ผมกลัว…” ภูมินทร์ก้มหน้าร้องไห้ “ผมกลัวแม่… ผมกลัวจะถูกตัดออกจากกองมรดก… ผมกลัวจะสูญเสียทุกอย่าง… ผมเลยยืนเงียบ… ปล่อยให้นุ่นโดนด่า โดนไล่ออกไปตากฝน… ผมคิดว่าเดี๋ยวแม่คงหายโกรธ แล้วค่อยไปง้อทีหลัง… แต่ผมไม่คิดว่า… ไม่คิดว่านุ่นจะตัดสินใจแบบนั้น…”
ความขลาดเขลา คำแก้ตัวของคนเห็นแก่ตัว
ลิซ่ามองดูผู้ชายตรงหน้าด้วยความสมเพชและขยะแขยงถึงขีดสุด ผู้ชายที่บอกว่ารักพี่สาวเธอปานจะกลืนกิน แต่กลับเลือกเงินและอำนาจมากกว่าศักดิ์ศรีของคนรัก เขาไม่ได้ฆ่านุ่นด้วยมีด แต่เขาฆ่านุ่นด้วยความเงียบ
“คุณภูมินทร์…” ลิซ่าเอื้อมมือไปจับมือเขา ไม่ใช่เพื่อปลอบโยน แต่เพื่อพันธนาการเขาไว้ “อดีตมันผ่านไปแล้วค่ะ การที่คุณมานั่งโทษตัวเองแบบนี้ มันไม่ได้ทำให้อะไรดีขึ้นหรอกค่ะ”
“แต่ผมลืมเธอไม่ได้… ทุกครั้งที่ผมมองหน้าคุณ ผมเห็นเธอ… ผมเห็นความเข้มแข็งในตาคุณ สิ่งที่นุ่นไม่มี… ถ้าวันนั้นนุ่นเข้มแข็งเหมือนคุณ เรื่องมันคงไม่จบแบบนี้”
คำพูดนั้นทำให้ฟางเส้นสุดท้ายในใจลิซ่าแทบขาดผึง เขากล้าดียังไงมาโทษว่าพี่สาวเธออ่อนแอ? คนที่ถูกรุมทึ้งจากทั้งแม่ผัวและสังคม ถูกคนรักหักหลัง จะให้เอาแรงที่ไหนมาเข้มแข็ง?
แต่ลิซ่าต้องเล่นตามบท เธอสูดหายใจลึก ปั้นหน้าเศร้าสร้อย
“คนเรามีความเปราะบางไม่เหมือนกันค่ะ… แต่ฉันเชื่อว่า นุ่นคงไม่อยากเห็นคุณเป็นแบบนี้… เธอคงอยากให้คุณใช้ชีวิตต่อไป อย่างมีความสุข… กับคนที่คู่ควร”
เธอขยับหน้าเข้าไปใกล้เขา ใช้มนต์สะกดแห่งความลึกลับ
“เลิกโทษตัวเองเถอะค่ะ แล้วมาเริ่มต้นใหม่… สร้างสิ่งดีๆ เพื่อชดใช้ให้เธอ ดีไหมคะ?”
ภูมินทร์เงยหน้ามองเธอ น้ำตาเปรอะเปื้อนใบหน้า เขาเห็นลิซ่าเป็นแสงสว่างเดียวในชีวิตที่มืดมนตอนนี้
“คุณจะช่วยผมใช่ไหม? คุณจะอยู่ข้างๆ ผมใช่ไหม?”
“ค่ะ… ฉันจะอยู่ตรงนี้ จนกว่าคุณจะไม่ต้องการฉัน” ลิซ่าตอบเสียงนุ่ม
แต่ในใจเธอตะโกนก้อง: ‘ใช่ ฉันจะอยู่ตรงนี้ อยู่เพื่อดูแกตายทั้งเป็น!’
…
วันต่อมา ณ ห้างสรรพสินค้าหรูย่านสยาม
ลิซ่าพาภูมินทร์มาเดินเลือกซื้อของขวัญวันเกิดให้หุ้นส่วนทางธุรกิจคนสำคัญ นี่เป็นส่วนหนึ่งของแผนการสร้างภาพลักษณ์คู่รักที่เหมาะสมกัน ภูมินทร์ดูสดใสขึ้นมากหลังจากได้ระบายความในใจเมื่อคืน เขาเดินเคียงข้างลิซ่าอย่างภาคภูมิใจ
ขณะที่ทั้งคู่กำลังเดินผ่านร้านขายเครื่องประดับ เสียงเรียกหนึ่งก็ดังขึ้น
“แนน? ไอแนน! ใช่แกจริงๆ ด้วย!”
ลิซ่าชะงักกึก หัวใจหล่นวูบไปอยู่ที่ตาตุ่ม ชื่อเก่าที่ไม่มีใครเรียกมาสามปี ดังขึ้นกลางห้างสรรพสินค้า
เธอหันไปมองต้นเสียง หญิงสาวร่างเล็ก หน้าตาบ้านๆ แต่ดูจริงใจ กำลังวิ่งตรงเข้ามาหาเธอด้วยความตื่นเต้น
“เมย์…” ลิซ่าอุทานในใจ เพื่อนสนิทสมัยมัธยมของเธอและนุ่น คนที่รู้ทุกเรื่อง คนที่เคยร้องไห้กอดคอกับเธอในงานศพ
เมย์วิ่งเข้ามาหยุดตรงหน้าลิซ่า หอบหายใจแฮกๆ ดวงตาเบิกกว้างด้วยความดีใจระคนตกใจ
“แนน! แกยังไม่ตาย! หรือแกเป็นนุ่น? ไม่สิ นุ่นตายไปแล้ว… นี่แกแนนใช่ไหม? แกหายไปไหนมาตั้งสามปี! พวกเราเป็นห่วงแกแทบแย่ ทำไมหน้าตาแกเปลี่ยนไปขนาดนี้… แต่ฉันจำสายตาแกได้!”
ภูมินทร์ยืนงง “คุณครับ… คุณทักผิดคนหรือเปล่าครับ? นี่คุณลิซ่า แฟนผมครับ”
เมย์หันไปมองภูมินทร์ แล้วตาโตยิ่งกว่าเดิม “คุณภูมินทร์? นี่คุณจำแนนไม่ได้เหรอ? นี่น้องสาวฝาแฝดของนุ่นไง! แฟนเก่าคุณไง!”
สถานการณ์วิกฤต ลิซ่ารู้ว่าถ้าเมย์พูดมากกว่านี้ แผนทั้งหมดจะพังทลาย เธอต้องตัดสินใจทำสิ่งที่โหดร้ายที่สุด คือการตัดบัวไม่เหลือใย
ลิซ่าปรับสีหน้าให้เรียบตึง เย็นชา และดูถูกเหยียดหยาม เธอถอดแว่นกันแดดออก จ้องมองเมย์ด้วยสายตาของคนแปลกหน้า
“ขอโทษนะคะ คุณคงจำผิดคนแล้วล่ะค่ะ ฉันชื่อลิซ่า เพิ่งกลับมาจากอเมริกา ไม่ใช่ ‘แนน’ หรือ ‘นุ่น’ อะไรที่คุณพูดถึง”
เมย์หน้าเสีย “ไม่จริง… แกจำฉันไม่ได้เหรอ? ฉันเมย์ไง เพื่อนสนิทแกไง! ดูสิ… แผลเป็นที่ข้อมือแก!”
เมย์คว้าข้อมือซ้ายของลิซ่าขึ้นมา ตรงนั้นมีรอยแผลเป็นจางๆ รูปพระจันทร์เสี้ยว ซึ่งเกิดจากอุบัติเหตุตอนเด็กที่เมย์เป็นคนทำแผลให้
“นี่ไง! แผลนี้แกโดนสังกะสีบาดตอน ป.4 ฉันจำได้แม่น!”
ภูมินทร์เริ่มมองที่ข้อมือลิซ่าด้วยความสงสัย
ลิซ่าสะบัดมือออกอย่างแรง จนเมย์เซถลาเกือบล้ม
“อย่ามาเสียมารยาทกับฉันนะ!” ลิซ่าตวาดเสียงดังจนคนรอบข้างหันมามอง “ฉันไม่รู้จักคุณ! และแผลนี้ฉันได้มาจากอุบัติเหตุขี่ม้าที่แคลิฟอร์เนียต่างหาก กรุณาให้เกียรติกันด้วย!”
เธอมองเมย์ด้วยสายตาที่แฝงความข่มขู่ ‘หยุดเดี๋ยวนี้ ถ้าไม่อยากเดือดร้อน’
เมย์อึ้งไป เธอไม่เคยเห็นแววตาที่น่ากลัวขนาดนี้จากเพื่อนสนิท เธอเริ่มลังเล หรือว่าเธอจะจำผิดจริงๆ? เพราะแนนคนเดิมเป็นคนอ่อนโยน ขี้เกรงใจ ไม่มีทางแต่งตัวหรูหราและพูดจาดูถูกคนแบบนี้
“ไปกันเถอะค่ะคุณภูมินทร์ ฉันไม่อยากเสียเวลากับคนบ้า แถวนี้คนแปลกๆ เยอะจังนะคะ สงสัยจะพวกมิจฉาชีพแกล้งมาตีสนิท” ลิซ่าหันไปควงแขนภูมินทร์ ดึงเขาให้เดินหนี
ภูมินทร์มองหน้าเมย์สลับกับลิซ่า แม้จะยังมีความสงสัยลึกๆ แต่ความเชื่อใจที่เขามีต่อลิซ่า และท่าทางที่มั่นใจของเธอ ทำให้เขาเลือกที่จะเชื่อคนข้างกาย
“ครับ… ไปกันเถอะ อย่าไปถือสาเลยครับ”
ทั้งคู่เดินจากไป ทิ้งให้เมย์ยืนน้ำตาคลออยู่กลางห้าง เธอเจ็บปวดที่ถูกเพื่อนรักปฏิเสธและดูถูก แต่ลึกๆ ในใจ เธอก็ยังรู้สึกว่าผู้หญิงคนนั้นคือแนน… แต่เป็นแนนที่เปลี่ยนไปจนกู้ไม่กลับแล้ว
…
บนรถ ลิซ่านั่งเงียบตลอดทาง มือของเธอกำกระโปรงแน่นจนยับ
“คุณโอเคไหมครับคุณลิซ่า?” ภูมินทร์ถามด้วยความเป็นห่วง
“ฉันโอเคค่ะ…” ลิซ่าตอบเสียงเบา “แค่ตกใจนิดหน่อย ไม่คิดว่าจะมีคนมาทักผิดแบบจู่โจมขนาดนี้… น่ากลัวนะคะสังคมสมัยนี้”
“ไม่ต้องกลัวนะครับ ผมอยู่ตรงนี้ ผมจะปกป้องคุณเอง” ภูมินทร์เอื้อมมือมากุมมือเธอไว้
ลิซ่าก้มมองมือของเขา มือของผู้ชายที่เพิ่งบอกว่าจะปกป้องเธอ แต่เมื่อกี้กลับยืนบื้อทำอะไรไม่ถูก มือของคนที่เคยทิ้งพี่สาวเธอให้ตาย
เธอรู้สึกอยากจะอ้วก แต่เธอต้องกลั้นไว้
“ขอบคุณค่ะภู…” เธอแกล้งเรียกชื่อเล่นเขาเป็นครั้งแรก เพื่อเบี่ยงประเด็นและสร้างความใกล้ชิด “ฉันเชื่อใจคุณค่ะ”
ภูมินทร์ยิ้มกว้าง หัวใจพองโต นี่เป็นครั้งแรกที่เธอเรียกชื่อเล่นเขา กำแพงระหว่างพวกเขาพังทลายลงแล้ว
แต่สำหรับลิซ่า กำแพงหัวใจของเธอกลับยิ่งก่อตัวสูงขึ้น หนาขึ้น และแข็งแกร่งขึ้น วันนี้เธอได้เรียนรู้แล้วว่า บนเส้นทางแห่งการแก้แค้น ไม่มีที่ว่างสำหรับมิตรภาพ หรือความทรงจำสีจางๆ
เธอต้องฆ่าอดีตให้ตายสนิท เพื่อให้ปัจจุบันดำเนินต่อไปได้ แม้จะต้องเหยียบย่ำหัวใจของเพื่อนรักก็ตาม
“ขอโทษนะเมย์…” เธอขอโทษในใจ “แต่มันจำเป็น… เมื่อทุกอย่างจบลง ฉันจะไปขอโทษแกด้วยชีวิตของฉันเอง”
สายตาของลิซ่าทอดมองไปข้างหน้า ถนนเส้นนี้มุ่งหน้าสู่บ้านของภูมินทร์ บ้านที่เธอกำลังจะเข้าไปเปลี่ยนมันให้กลายเป็นนรกบนดิน
[Word Count: 3,250]
ความโลภ เปรียบเสมือนน้ำเค็ม ยิ่งดื่ม ก็ยิ่งกระหาย ยิ่งอยากได้ ก็ยิ่งขาดสติ
ภายในห้องทำงานหรูหราของประธานกรรมการ พี.เอ็ม. กรุ๊ป บรรยากาศไม่ได้สดใสเหมือนตัวเลขผลกำไรที่ลิซ่าเคยนำเสนอเมื่อเดือนก่อน ตอนนี้อากาศเต็มไปด้วยความตึงเครียดและกลิ่นอายของหายนะที่กำลังคืบคลานเข้ามา
คุณหญิงสุดานั่งเหงื่อตกมือกุมขมับอยู่บนเก้าอี้หนังราคาแพง ตรงหน้าเธอคือเอกสารแจ้งหนี้และรายงานปัญหาจากโครงการ ‘Eden Valley’
“ทำไมถึงมีปัญหาเรื่องที่ดินทับซ้อนได้! ไหนบอกว่าเคลียร์หมดแล้วไง!” คุณหญิงตวาดใส่ทนายความประจำตระกูลที่ยืนตัวสั่นอยู่หน้าโต๊ะ
“เอ่อ… ทางกรมที่ดินแจ้งมาว่ามีโฉนดรุ่นเก่าโผล่ขึ้นมาครับคุณหญิง เป็นของนายทุนท้องถิ่นที่มีอิทธิพล เขาฟ้องระงับการก่อสร้าง เรียกค่าเสียหายสามร้อยล้าน ไม่งั้นจะไม่ยอมถอนฟ้อง…”
“สามร้อยล้าน! มันจะบ้าเหรอ! ฉันเอาเงินไปลงหน้าตักกับค่าที่ดินกับค่าปรับภูมิทัศน์ไปเกือบหมดแล้ว จะไปหาเงินสดที่ไหนมาอีกตั้งสามร้อยล้าน!” คุณหญิงสุดากรีดร้องเหมือนคนเสียสติ
จังหวะนั้น ประตูห้องเปิดออก ลิซ่าเดินเข้ามาด้วยท่าทีสงบนิ่ง ในมือถือถุงขนมหวานเจ้าดัง
“เกิดอะไรขึ้นคะคุณหญิง? เสียงดังไปถึงข้างนอกเลย” เธอถามด้วยน้ำเสียงเป็นห่วง วางถุงขนมลง แล้วเดินมาบีบนวดไหล่ให้คุณหญิงอย่างรู้ใจ
คุณหญิงสุดาหันมามองลิซ่าเหมือนเห็นขอนไม้ลอยมาในทะเลที่กำลังบ้าคลั่ง
“หนูลิซ่า! ช่วยแม่ด้วยลูก… โครงการมีปัญหา ไอ้พวกคนโกงมันจะรีดไถเรา!” เธอละล่ำละลักเล่าปัญหาให้ฟัง โดยไม่รู้เลยว่า “คนโกง” ตัวจริงกำลังยืนนวดไหล่ให้เธออยู่
ลิซ่าฟังอย่างตั้งใจ สีหน้าเคร่งเครียดตาม
“แย่จังเลยนะคะ… พวกนายทุนท้องถิ่นพวกนี้กัดไม่ปล่อยซะด้วย ถ้าเราไม่จ่าย โครงการจะชะงัก เงินที่ลงไปแล้วจะจมหายไปหมด นักลงทุนต่างชาติที่หนูดีลไว้ก็จะถอนตัว… ถึงตอนนั้น พี.เอ็ม. กรุ๊ป ล้มละลายแน่ค่ะ”
คำว่า ‘ล้มละลาย’ เหมือนค้อนปอนด์ทุบเข้าที่กลางแสกหน้าคุณหญิงสุดา เธอหน้าซีดเผือด มือไม้สั่น
“มะ… ไม่นะ แม่ยอมไม่ได้! ชื่อเสียงวงศ์ตระกูลที่สั่งสมมา… จะมาพังเพราะเรื่องแค่นี้ไม่ได้! หนูลิซ่า… หนูพอจะมีทางช่วยแม่ไหม? หนูรวยนี่ลูก หนูช่วยออกเงินตรงนี้ไปก่อนได้ไหม?”
ลิซ่าหยุดมือที่นวดไหล่ เธอเดินอ้อมมานั่งที่เก้าอี้ตรงข้าม สบตาคุณหญิงด้วยแววตาลำบากใจ
“คุณหญิงคะ… เงินสดส่วนตัวของหนู หนูโอนมาหมุนในระบบเพื่อเตรียมสั่งซื้อวัสดุนำเข้าหมดแล้วค่ะ ตอนนี้ในบัญชีหนูเหลือไม่กี่สิบล้าน… สามร้อยล้านนี่มัน…” เธอแกล้งถอนหายใจยาว
คุณหญิงสุดาเริ่มร้องไห้ “แล้วแม่จะทำยังไงดี… ตาภูก็ไม่รู้เรื่องบริหารเงินหมุนเวียนเท่าแม่ ขืนให้รู้เรื่องนี้มันต้องสติแตกแน่ๆ”
ลิซ่านั่งเงียบไปครู่หนึ่ง ทำท่าครุ่นคิดอย่างหนัก ก่อนจะเอ่ยขึ้นมาเบาๆ
“จริงๆ… มันก็พอมีวิธีอยู่นะคะ คุณลุงของหนูที่อเมริกา ท่านมีกองทุนฉุกเฉินอยู่ ท่านน่าจะช่วยได้ แต่…”
“แต่อะไรลูก! บอกแม่มาเถอะ แม่ยอมทุกอย่าง!”
“ท่านเป็นนักธุรกิจเขี้ยวลากดินค่ะ การจะให้ยืมเงินก้อนใหญ่ขนาดนี้โดยไม่มีหลักประกันที่มั่นคง… ท่านคงไม่ยอม ท่านคงต้องการอะไรที่จับต้องได้… เช่น หุ้นของบริษัท หรือโฉนดที่ดินโครงการอื่นๆ มาค้ำประกัน”
คุณหญิงสุดาชะงัก หุ้นของบริษัท… นั่นคืออำนาจในการควบคุม พี.เอ็ม. กรุ๊ป ทั้งหมด ถ้าหลุดมือไป เธอจะกลายเป็นแค่คนแก่ที่ไม่มีอำนาจอะไรเลย
“หุ้นเหรอ…” เธอลังเล
“หนูเข้าใจค่ะว่าคุณหญิงลำบากใจ งั้นเราลองหาวิธีอื่น…” ลิซ่าทำท่าจะตัดบท
“เดี๋ยว!” คุณหญิงรีบพูดขึ้น “ถ้า… ถ้าแม่เอาหุ้นค้ำประกัน แล้วเมื่อไหร่จะได้คืน?”
“ทันทีที่เราขายโครงการ Eden Valley ได้กำไรค่ะ เราก็แค่ไถ่ถอนคืนพร้อมดอกเบี้ยนิดหน่อย ระหว่างนี้สิทธิการบริหารก็ยังเป็นของคุณหญิงเหมือนเดิม… แค่เปลี่ยนชื่อผู้ถือหุ้นชั่วคราวเพื่อความสบายใจของนายทุนเท่านั้นเอง” ลิซ่าอธิบายด้วยน้ำเสียงที่ดูจริงใจและไร้พิษภัย
คุณหญิงสุดากัดริมฝีปาก คิดคำนวณในหัวอย่างรวดเร็ว โครงการ Eden Valley ทำกำไรแน่นอน (ตามที่ลิซ่าบอก) แค่กู้ระยะสั้นๆ คงไม่เป็นไร อีกอย่าง ลิซ่าก็เป็นว่าที่ลูกสะใภ้ เงินทองก็เหมือนกระเป๋าเดียวกัน
“ตกลงจ้ะ… แม่จะให้ทนายเตรียมเอกสาร แต่หนูต้องรับปากแม่นะ ว่าจะคุยกับคุณลุงให้จบเรื่องนี้โดยเร็วที่สุด”
“วางใจเถอะค่ะคุณหญิง หนูเห็น พี.เอ็ม. กรุ๊ป เหมือนบ้านของหนู หนูไม่ปล่อยให้พังหรอกค่ะ” ลิซ่ายิ้มหวาน
แต่ในใจเธอกำลังแสยะยิ้ม… ‘ใช่… ฉันจะไม่ปล่อยให้พัง… จนกว่าฉันจะได้เป็นเจ้าของมันทั้งหมดยังไงล่ะ’
…
สองสัปดาห์ต่อมา ณ ร้านอาหารบนดาดฟ้าตึกระฟ้าใจกลางกรุงเทพฯ
ภูมินทร์เหมาโซนวีไอพีทั้งชั้นเพื่อค่ำคืนนี้ บรรยากาศถูกเนรมิตให้เหมือนสวรรค์ ดอกกุหลาบสีขาวนับพันดอกถูกจัดวางอย่างประณีต แสงเทียนสว่างไสว และวงดนตรีเครื่องสายบรรเลงเพลงรักหวานซึ้ง
ลิซ่าเดินเข้ามาในชุดราตรีสีแดงเพลิง เปิดไหล่โชว์ผิวขาวเนียน เธอรู้ดีว่าจะเกิดอะไรขึ้นคืนนี้ เธอเตรียมตัวมาเพื่อสิ่งนี้
ภูมินทร์ยืนรออยู่กลางดงกุหลาบ เขาดูหล่อเหลาและประหม่าอย่างเห็นได้ชัด เมื่อลิซ่าเดินมาถึง เขาคุกเข่าลงทันที ท่ามกลางเสียงเชียร์ของพนักงานที่แอบลุ้นอยู่ห่างๆ
“ลิซ่า…” ภูมินทร์หยิบกล่องกำมะหยี่ออกมา เปิดให้เห็นแหวนเพชรเม็ดโตที่ส่องประกายวาววับ “ตลอดชีวิตของผม ผมเคยทำผิดพลาดมามาก… ผมเคยปล่อยมือจากคนที่รักเพราะความขี้ขลาด แต่การได้เจอคุณ… มันเหมือนสวรรค์ให้โอกาสผมแก้ตัว”
เขาจ้องมองตาเธอด้วยความรักที่ล้นปรี่ “คุณคือคนที่ดึงผมขึ้นมาจากความมืด คุณทำให้ผมกล้าที่จะเป็นผู้นำ และกล้าที่จะรักอีกครั้ง… ได้โปรด แต่งงานกับผมนะครับ ให้ผมได้ดูแลคุณไปตลอดชีวิต”
ลิซ่ามองดูแหวนเพชรวงนั้น มันสวย… และแพงกว่าวงที่เขาเคยให้นุ่นร้อยเท่า
เธอนิ่งเงียบไปนานจนภูมินทร์เริ่มใจเสีย
“ลิซ่า…?”
“คุณแน่ใจเหรอคะภู…” ลิซ่าเอ่ยเสียงสั่นเครือ น้ำตาคลอเบ้าอย่างน่าสงสาร “คุณแน่ใจเหรอว่าจะแต่งงานกับผู้หญิงอย่างฉัน… ผู้หญิงที่ไม่มีหัวนอนปลายเท้าในสายตาแม่คุณ?”
“อย่าพูดแบบนั้น! แม่ผมรักคุณ ท่านชื่นชมคุณมาก!” ภูมินทร์รีบแย้ง
“แต่นั่นเพราะฉันมีเงิน… เพราะฉันมีผลประโยชน์…” ลิซ่าเบือนหน้าหนี น้ำตาไหลรินลงมา “ถ้าวันหนึ่งฉันไม่มีเงิน… ถ้าวันหนึ่งฉันหมดประโยชน์… คุณกับแม่คุณจะทิ้งฉันเหมือนที่ทำกับนุ่นไหม?”
คำถามนั้นแทงใจดำภูมินทร์อย่างจัง เขาหน้าชา รีบลุกขึ้นมากุมมือเธอแน่น
“ไม่! ไม่มีวัน! ผมสาบานลิซ่า ผมสาบานต่อหน้าฟ้าดิน ผมจะไม่มีวันทิ้งคุณเด็ดขาด ไม่ว่าคุณจะเป็นยังไง ผมรักที่คุณเป็นคุณ ไม่ใช่เพราะเงินของคุณ!”
“คำสาบานของผู้ชาย…” ลิซ่ามองเขาด้วยสายตาตัดพ้อ “มันเชื่อได้แค่ไหนคะ? นุ่นก็คงเคยได้ยินคำนี้เหมือนกัน”
“แล้วผมต้องทำยังไง… ทำยังไงคุณถึงจะเชื่อใจผม?” ภูมินทร์ถามด้วยความสิ้นหวัง เขาพร้อมจะทำทุกอย่างเพื่อไม่ให้เสียเธอไป
ลิซ่าค่อยๆ หันกลับมามองเขา แววตาของเธอเปลี่ยนจากความเศร้าเป็นความเด็ดเดี่ยว
“ฉันต้องการความมั่นคงค่ะภู… ไม่ใช่แค่คำพูด แต่เป็นการกระทำ” เธอสูดหายใจลึก “ถ้าเราแต่งงานกัน ฉันต้องการหลักประกัน… ว่าฉันจะมีที่ยืนในครอบครัวของคุณอย่างสมศักดิ์ศรี ไม่ใช่แค่ในฐานะเมีย แต่ในฐานะหุ้นส่วนชีวิต”
“คุณต้องการอะไร บอกผมมาเลย”
“ฉันต้องการให้งานแต่งงานของเราเป็นงานแห่งศตวรรษ ให้ทุกคนรับรู้ว่าฉันคือภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมาย และ…” เธอเว้นจังหวะ เลื่อนหน้าเข้าไปใกล้เขา “ฉันต้องการสิทธิ์ในการร่วมตัดสินใจเรื่องทรัพย์สินของครอบครัว… เพื่อที่ฉันจะได้มั่นใจว่า จะไม่มีใครไล่ฉันออกจากบ้านนี้ได้เหมือนหมูเหมือนหมา”
ภูมินทร์พยักหน้ารัวๆ โดยไม่ต้องคิด “ได้! ได้ทุกอย่างเลยลิซ่า ผมจะจัดการให้ ผมจะให้ทนายร่างสัญญาตามที่คุณต้องการ ทุกอย่างของผม ก็คือของคุณ”
เขาสวมแหวนให้เธอ ลิซ่ายิ้ม… รอยยิ้มที่งดงามที่สุดเท่าที่ภูมินทร์เคยเห็น แต่เขาไม่รู้เลยว่า นั่นคือรอยยิ้มของมัจจุราชที่เพิ่งได้ดวงวิญญาณเพิ่มอีกหนึ่งดวง
…
หนึ่งสัปดาห์ต่อมา ณ คฤหาสน์วัชรตระกูล
บรรยากาศในห้องรับแขกตึงเครียดขึ้นมาอีกครั้ง เมื่อทนายความของลิซ่าวางสัญญาฉบับหนาลงบนโต๊ะ ตรงหน้าคุณหญิงสุดาและภูมินทร์
“นี่คือสัญญาก่อนสมรส และบันทึกข้อตกลงการโอนหุ้นครับ” ทนายความกล่าวเรียบๆ
คุณหญิงสุดาหยิบแว่นสายตามาสวม แล้วก้มลงอ่านเนื้อหา ยิ่งอ่าน คิ้วของเธอก็ยิ่งขมวดเข้าหากัน
“อะไรกัน! การโอนหุ้น 40% ของ พี.เอ็ม. กรุ๊ป ให้เป็นสินสมรสที่ลิซ่ามีอำนาจจัดการแต่เพียงผู้เดียว? แถมยังมีข้อระบุว่า ถ้ามีการหย่าร้างไม่ว่ากรณีใดๆ ทรัพย์สินทั้งหมดจะตกเป็นของฝ่ายหญิง?” คุณหญิงสุดาเงยหน้าขึ้นมองลิซ่าด้วยความไม่พอใจ “นี่มันสัญญาเอาเปรียบชัดๆ! หนูลิซ่า… นี่มันหมายความว่ายังไง?”
ลิซ่านั่งจิบชาอย่างใจเย็น ข้างๆ เธอคือภูมินทร์ที่นั่งก้มหน้า
“มันคือหลักประกันความรักและความจริงใจค่ะคุณหญิง” ลิซ่าวางแก้วชาลง แล้วสบตาหญิงสูงวัยอย่างท้าทาย “หนูกำลังจะเอาเงินมรดกทั้งหมดของหนู มาโปะหนี้สามร้อยล้านที่คุณหญิงสร้างไว้ และอัดฉีดเข้าบริษัทอีกห้าร้อยล้านเพื่อขยายกิจการ… เงินเกือบพันล้านนะคะคุณหญิง หนูขอแค่ความมั่นใจว่าหนูจะไม่สูญเงินฟรี ผิดตรงไหนคะ?”
“แต่… แต่มันมากเกินไป! นี่มันบริษัทของตระกูลฉัน!”
“แล้วตระกูลของคุณหญิงกำลังจะล้มละลายไม่ใช่เหรอคะ?” ลิซ่าสวนกลับเสียงแข็ง “ถ้าไม่มีเงินหนู พรุ่งนี้เจ้าหนี้ก็จะมายึดโครงการ มะรืนนี้ธนาคารก็จะมายึดบ้านหลังนี้… คุณหญิงเลือกเอาเถอะค่ะ ว่าจะเป็นเจ้าของบริษัทที่ล้มละลาย หรือจะแบ่งหุ้นให้ลูกสะใภ้ แล้วกอดคอกันรวยต่อไป”
คุณหญิงสุดาอึกอัก เถียงไม่ออก สถานการณ์ทางการเงินของเธอกำลังวิกฤตจริงๆ และเงินก้อนโตของลิซ่าคือทางรอดเดียว
เธอหันไปหาลูกชายหวังจะให้ช่วยพูด “ตาภู… แกยอมเหรอ? ยอมให้เมียมาขี่คอแบบนี้?”
ภูมินทร์เงยหน้าขึ้น สายตาของเขาว่างเปล่าและเหนื่อยล้า แต่แฝงด้วยความดื้อรั้น “แม่ครับ… ผมรักลิซ่า และผมเชื่อใจเธอ อีกอย่าง… ลิซ่าพูดถูก ถ้าไม่มีเธอ เราก็ตายกันหมด ให้เธอเข้ามาช่วยบริหารก็ดีแล้วนี่ครับ แม่จะได้พักผ่อนเสียที”
“แก!” คุณหญิงสุดาอยากจะกรี๊ดออกมาให้สุดเสียง ลูกชายที่เธอเลี้ยงมา กลายเป็นลูกไก่ในกำมือผู้หญิงคนนี้ไปแล้ว
“ตกลงค่ะ…” ลิซ่ายื่นปากกาด้ามทองให้คุณหญิงสุดา “เซ็นเถอะค่ะคุณแม่… เพื่ออนาคตของเรา เพื่อหน้าตาของวงศ์ตระกูล งานแต่งงานเดือนหน้า จะได้ยิ่งใหญ่สมเกียรติไงคะ”
มือของคุณหญิงสุดาสั่นระริกขณะจรดปากกาลงบนกระดาษ เธอรู้สึกเหมือนกำลังเฉือนเนื้อตัวเองออกมา แต่ความกลัวจน และความโลภที่หวังจะฮุบเงินลิซ่าในระยะยาว ทำให้เธอกัดฟันเซ็นชื่อลงไป
แกรก… แกรก…
เสียงปากกาขูดกับกระดาษ ดังเหมือนเสียงตอกฝาโลง
ลิซ่ามองลายเซ็นนั้นด้วยแววตาพึงพอใจ เธอหยิบเอกสารขึ้นมาเป่าหมึกเบาๆ
“ขอบคุณค่ะคุณแม่… รับรองว่าหนูจะดูแลสมบัติชิ้นนี้… ให้ดีที่สุด”
เธอหันไปยิ้มให้ภูมินทร์ “ขอบคุณนะคะที่รัก ที่เชื่อใจลิซ่า”
“เพื่อคุณ… ผมยอมทุกอย่าง” ภูมินทร์ตอบ พร้อมกุมมือเธอขึ้นมาจูบ
ลิซ่าลูบหัวเขาเบาๆ เหมือนเจ้าของลูบหัวสุนัขแสนรู้
ในที่สุด กุญแจดอกสำคัญก็อยู่ในมือเธอแล้ว อำนาจ เงินตรา และกฎหมาย ตอนนี้เธอมีครบทุกอย่าง เหลือเพียงฉากสุดท้าย… งานแต่งงานที่จะกลายเป็นลานประหาร
“เตรียมตัวให้ดีนะนังแก่มหาภัย…” ลิซ่าคิดในใจขณะมองหน้าแม่สามีที่กำลังนั่งหน้าบอกบุญไม่รับ “งานแต่งงานของลูกชายแก จะเป็นวันที่แกจดจำไปจนวันตาย”
[Word Count: 3,120]
ห้องลองชุดของบูติกเวดดิ้งระดับไฮเอนด์ใจกลางทองหล่อ ตกแต่งด้วยกระจกเงาบานใหญ่รอบทิศทาง สะท้อนภาพหญิงสาวในชุดเจ้าสาวสีขาวบริสุทธิ์นับสิบมุมมอง
ลิซ่ายืนนิ่งอยู่บนแท่นทรงกลม ช่างเสื้อสามคนกำลังง่วนอยู่กับการจัดชายกระโปรงลูกไม้ฝรั่งเศสที่ยาวลากพื้นกว่าสามเมตร ให้แผ่สยายออกอย่างงดงามที่สุด แสงไฟสีนวลตาขับเน้นให้ชุดที่ปักเลื่อมระยิบระยับดูราวกับชุดของเจ้าหญิงในเทพนิยาย
แต่นี่ไม่ใช่แค่ชุดเจ้าสาวธรรมดา
มันคือชุดคอวีลึก แขนยาวลูกไม้ซีทรู ทรงหางปลาที่เน้นสัดส่วนโค้งเว้า ดีไซน์ที่ดูวินเทจแต่หรูหราทันสมัย มันคือดีไซน์เดียวกับที่ “นุ่น” เคยสเก็ตช์ภาพไว้ในสมุดไดอารี่เมื่อสามปีก่อน… ชุดที่นุ่นเคยฝันว่าจะใส่ในวันที่ได้แต่งงานกับผู้ชายที่เธอรัก
ลิซ่ามองเงาตัวเองในกระจก เธอไม่ได้เห็นตัวเอง แต่เธอเห็นพี่สาวฝาแฝดกำลังยืนอยู่ตรงนั้น สวมชุดนี้ด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้มและน้ำตาแห่งความสุข
“สวย… สวยมากเลยค่ะคุณน้องลิซ่า” เจ้าของร้านเดินเข้ามาชมเปาะ “ชุดนี้เข้ากับหุ่นของคุณน้องมาก เหมือนเกิดมาเพื่อคุณน้องเลยค่ะ เรียบหรู ดูแพง ผู้ดีอังกฤษสุดๆ”
ผ้าม่านกำมะหยี่สีแดงค่อยๆ เลื่อนเปิดออก เผยให้เห็นผู้ชมกิตติมศักดิ์ที่นั่งรออยู่บนโซฟาหลุยส์ด้านนอก
คุณหญิงสุดาวางแก้วชาเอิร์ลเกรย์ลงทันทีที่เห็นว่าที่ลูกสะใภ้ ดวงตาของนางพญาฉายแววพึงพอใจอย่างปิดไม่มิด ไม่ใช่แค่เพราะความสวย แต่เพราะมูลค่าของชุดนี้ที่สูงถึงเจ็ดหลัก และที่สำคัญ… ลิซ่าเป็นคนจ่ายเอง
“โอ้โห… แม่เจ้าโว้ย! สวยจนแม่ตะลึงเลยลูก!” คุณหญิงสุดาลุกขึ้นเดินเข้ามาลูบคลำเนื้อผ้า “สมฐานะสะใภ้วัชรตระกูลจริงๆ ราศีจับมากเลยหนูลิซ่า แบบนี้สิถึงจะเรียกว่า ‘หงส์’ ของจริง”
ลิซ่ายิ้มตอบบางๆ แต่สายตาของเธอพุ่งตรงไปที่ชายหนุ่มที่นั่งอยู่ข้างหลังคุณหญิง
ภูมินทร์นั่งตัวแข็งทื่อ ตะลึงงันจนพูดไม่ออก เขาลุกขึ้นยืนช้าๆ สายตาจับจ้องไปที่ชุดเจ้าสาวชุดนั้น… ความทรงจำที่เขาพยายามฝังกลบแล่นพล่านขึ้นมาอีกครั้ง
ภาพวาดในสมุดไดอารี่… วันที่นุ่นเอารูปวาดมาอวดเขาด้วยแววตาเป็นประกาย ‘ภู… ถ้าเราแต่งงานกัน นุ่นอยากใส่ชุดแบบนี้ ภูว่าสวยไหม?’
ทำไม… ทำไมต้องเป็นชุดแบบนี้?
“ภูคะ…?” ลิซ่าเรียกเขาเสียงหวาน “ไม่สวยเหรอคะ? ทำไมทำหน้าแบบนั้น?”
ภูมินทร์สะดุ้งตื่นจากภวังค์ เขาพยายามกลืนก้อนสะอื้นลงคอ ปรับสีหน้าให้ยิ้มแย้ม “สวยครับ… สวยมาก… สวยจนผม… พูดไม่ออก”
“จริงเหรอคะ? ฉันกลัวคุณไม่ชอบจัง พอดีฉันไปเจอแบบนี้ในนิตยสารเก่าๆ รู้สึกว่ามันคลาสสิกดี เลยสั่งตัดตามแบบเป๊ะๆ เลย” ลิซ่าโกหกหน้าตาย พลางหมุนตัวช้าๆ ให้เขาดูชัดๆ “เหมือนฝันที่เป็นจริงเลยเนอะ”
“ครับ… เหมือนฝัน…” ภูมินทร์พึมพำ ใช่ มันเหมือนฝัน… แต่เป็นฝันร้ายที่แสนหวาน เขาเริ่มสับสนระหว่างอดีตกับปัจจุบัน ระหว่างนุ่นกับลิซ่า แต่ความสวยตรงหน้ามันสะกดให้เขาหยุดคิดไม่ได้
“เอาล่ะๆ อย่ามัวแต่จ้องตากันจนมดขึ้นสิจ๊ะ” คุณหญิงสุดาขัดจังหวะ หัวเราะร่าเริง “รีบตกลงเอาชุดนี้แหละ แม่ชอบ แล้วเครื่องเพชรที่จะใส่กับชุดนี้ล่ะหนูลิซ่า เตรียมไว้หรือยัง? ต้องเอาให้ตาแตกเลยนะ นักข่าวมากันเยอะ”
“ไม่ต้องห่วงค่ะคุณแม่” ลิซ่าหันไปตอบ แววตาเป็นประกายวาววับ “หนูเตรียม ‘เซอร์ไพรส์’ ไว้แล้ว รับรองว่าวันงาน… ทุกคนจะต้องพูดถึงเครื่องประดับของหนูไปอีกนานแสนนานเลยค่ะ”
…
คืนก่อนวันแต่งงาน
สายลมยามดึกพัดแรงจนยอดไม้ไหวเอน เสียงใบไม้เสียดสีกันดังหวีดหวิวราวกับเสียงกระซิบของวิญญาณ ท้องฟ้ามืดมิดไร้แสงจันทร์ มีเพียงแสงไฟสลัวจากตะเกียงน้ำมันดวงเล็กที่ลิซ่าถืออยู่
ที่นี่ไม่ใช่โรงแรมหรู หรือเพนท์เฮาส์ใจกลางเมือง แต่เป็นสุสานเงียบสงบชานเมือง สถานที่พำนักสุดท้ายของคนที่ถูกลืม
ลิซ่าในชุดเดรสสีดำสนิท ใบหน้าไร้เครื่องสำอาง นั่งคุกเข่าอยู่หน้าหลุมศพเรียบง่ายที่มีชื่อสลักว่า “นริศรา (นุ่น)”
เธวางช่อดอกกุหลาบสีขาวที่เริ่มเหี่ยวเฉาลงบนแท่นหิน พร้อมกับซองจดหมายเชิญงานแต่งงานสีทองหรูหรา
“พี่นุ่น…” ลิซ่าเอ่ยเรียกชื่อพี่สาว ท่ามกลางความเงียบสงัด “พรุ่งนี้แล้วนะ… วันที่พี่รอคอย วันที่พี่จะได้เป็นเจ้าสาว”
มือเรียวสวยลูบไล้รูปถ่ายหน้าศพที่เริ่มซีดจาง “พี่จำได้ไหม พี่เคยบอกว่าอยากจัดงานแต่งงานใหญ่ๆ มีดอกไม้เยอะๆ มีดนตรีเพราะๆ… พรุ่งนี้ลิซ่าจัดให้พี่หมดแล้วนะ ทุกอย่างที่พี่ชอบ ทุกอย่างที่พี่ฝัน”
น้ำตาหยดหนึ่งไหลรินลงมา แต่ลิซ่ารีบปาดมันทิ้ง เธอไม่อนุญาตให้ตัวเองอ่อนแอในคืนสำคัญนี้
เธอหยิบไฟแช็กขึ้นมา จุดไฟเผาการ์ดแต่งงานใบนั้น เปลวไฟลุกโชนขึ้น ลามเลียกระดาษสีทองจนมอดไหม้กลายเป็นเถ้าถ่าน ปลิวว่อนไปในอากาศ
“บัตรเชิญนี้… หนูส่งให้พี่นะ” เธอพูดเสียงแข็งกร้าวขึ้น “พี่ไม่ต้องห่วงเรื่องแม่ผัวใจร้ายคนนั้น พรุ่งนี้… หนูจะกระชากหน้ากากมันออกมา จะเหยียบย่ำศักดิ์ศรีของมันให้จมดิน ให้มันเจ็บยิ่งกว่าที่พี่เคยเจ็บ”
“ส่วนผู้ชายคนนั้น… ภูมินทร์…” เสียงของลิซ่าสั่นเครือเล็กน้อย “หนูจะทำให้เขารู้ซึ้งว่า การสูญเสียสิ่งที่รักที่สุด… มันทรมานแค่ไหน”
ลมพัดแรงขึ้นวูบหนึ่งจนเปลวไฟในตะเกียงเกือบดับ เหมือนวิญญาณของนุ่นกำลังรับรู้ ลิซ่ายิ้มบางๆ ที่มุมปาก
“หลับให้สบายนะพี่ พรุ่งนี้ตื่นมาดูละครฉากสุดท้ายด้วยกัน… ละครที่พี่เป็นนางเอกตัวจริง”
ลิซ่าลุกขึ้นยืน เต็มเปี่ยมไปด้วยพลังแห่งความแค้น เธอหันหลังเดินออกจากสุสานโดยไม่เหลียวหลังกลับ ทิ้งไว้เพียงความมืดมิดและคำสัญญาเลือด
…
เช้าวันแต่งงาน ณ ห้องแกรนด์บอลรูม โรงแรมระดับ 6 ดาวริมแม่น้ำเจ้าพระยา
ความวุ่นวายเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง กองทัพนักข่าวจากทุกสำนักสื่อเบียดเสียดกันอยู่หน้าทางเข้า รถตู้ขนดอกไม้นับสิบคันวิ่งเข้าออกไม่ขาดสาย ทีมงานออแกไนซ์นับร้อยชีวิตวิ่งวุ่นเพื่อเนรมิตงานวิวาห์แห่งปี
ภายในห้องบอลรูม อลังการงานสร้างยิ่งกว่าพระราชวัง ดอกกุหลาบสีขาวและสีชมพูอ่อนนับแสนดอกถูกประดับตกแต่งเป็นอุโมงค์ทางเดิน แชนเดอเลียร์คริสตัลระย้าส่องแสงวิบวับ แขกเหรื่อระดับวีไอพี รัฐมนตรี ดารา และไฮโซทั่วฟ้าเมืองไทย ทยอยเดินทางมาร่วมงานกันอย่างคับคั่ง
คุณหญิงสุดายืนต้อนรับแขกอยู่หน้างานด้วยใบหน้าบานแฉ่ง สวมชุดไทยประยุกต์สีทองอร่าม เครื่องเพชรเต็มตัว วันนี้เธอคือผู้ชนะ เธอได้ทั้งหน้าตา ได้ทั้งเงินทอง และได้กู้สถานะของบริษัทกลับคืนมา
“สวัสดีค่ะคุณหญิงป้า! ยินดีด้วยนะคะ งานใหญ่อลังการมากเลยค่ะ!”
“ขอบใจจ้ะหนู! ก็แหม… ลูกสะใภ้คนนี้เขาทุ่มไม่อั้น อยากให้งานออกมาสมเกียรติเราที่สุด แม่ก็ไม่ได้ขัดใจอะไร” คุณหญิงหัวเราะร่า คุยโวโอ้อวดไม่หยุดปาก
“ได้ข่าวว่าสินสอดทองหมั้นอลังการมากเลยเหรอคะ?” นักข่าวคนหนึ่งยื่นไมค์ถาม
“แน่นอนจ้ะ! ทั้งเงินสด ทั้งที่ดิน ทั้งหุ้น… เรียกว่ารวมทรัพย์สินกันแล้ว พี.เอ็ม. กรุ๊ป ของเราจะก้าวขึ้นเป็นเบอร์หนึ่งของวงการอสังหาฯ แน่นอน!” คุณหญิงประกาศเสียงดังฟังชัด ให้ทุกคนได้รับรู้ถึงความมั่งคั่ง (จอมปลอม) นี้
อีกมุมหนึ่ง ในห้องแต่งตัวเจ้าบ่าว
ภูมินทร์ยืนอยู่หน้ากระจก เขาสวมทักซิโด้สีขาวสะอาดตา ใบหน้าหล่อเหลาถูกแต่งแต้มเล็กน้อยให้ดูสดใส แต่แววตาของเขากลับมีความกังวลบางอย่างซ่อนอยู่
เขามองแหวนแต่งงานในมือ แหวนที่จะผูกมัดเขากับลิซ่าตลอดไป
“นุ่นครับ…” เขากระซิบกับตัวเองในกระจก “ผมขอโทษนะ… ผมต้องเริ่มชีวิตใหม่แล้ว ผมสัญญาว่าผมจะรักลิซ่า และดูแลเธอให้ดีที่สุด… แทนในส่วนของคุณด้วย”
เขากำลังพยายามล้างบาปในใจด้วยการรักผู้หญิงอีกคน โดยหารู้ไม่ว่า บาปกรรมนั้นกำลังมายืนรอเขาอยู่ที่หน้าประตูแล้ว
“บอสครับ! ได้เวลาแล้วครับ พิธีจะเริ่มแล้ว” เลขาฯ วิ่งเข้ามาตาม
ภูมินทร์สูดหายใจลึกๆ พยักหน้า “ไปกันเถอะ”
…
ภายในห้องบอลรูม แสงไฟหรี่ลง ดนตรีบรรเลงเพลง Wedding March ดังกระหึ่มขึ้น สปอร์ตไลท์ทุกดวงส่องไปที่ประตูบานใหญ่ยักษ์ที่แกะสลักลวดลายวิจิตร
แขกเหรื่อกว่าพันคนลุกขึ้นยืน ปรบมือเกรียวกราว สายตาทุกคู่จับจ้องไปที่จุดเดียวกัน
ภูมินทร์ยืนรออยู่กลางเวที หัวใจเต้นรัวจนแทบทะลุอก เขามองไปที่ประตูบานนั้น รอคอยนางฟ้าของเขา
ประตูบานใหญ่ค่อยๆ เปิดออกช้าๆ…
ควันดรายไอซ์ลอยฟุ้งออกมาสร้างบรรยากาศเหมือนสรวงสวรรค์ และท่ามกลางหมอกควันนั้น ร่างระหงของเจ้าสาวก็ปรากฏขึ้น
ลิซ่า… สวยงามจนลืมหายใจ
เธอสวมชุดเจ้าสาวลูกไม้แขนยาววินเทจที่ภูมินทร์เคยเห็นตอนลองชุด แต่วันนี้เมื่ออยู่บนเรือนร่างเธอ ท่ามกลางแสงไฟและบรรยากาศจริง มันดูทรงพลังและขลังยิ่งกว่าเดิม บนศีรษะของเธอสวมเทียร่าเพชรเม็ดงาม และมีผ้าคลุมหน้าบางเบาปิดบังใบหน้าอยู่ครึ่งหนึ่ง
แต่สิ่งที่ทำให้ทุกคนตะลึง ไม่ใช่แค่ความสวย
ในมือของลิซ่า ไม่ได้ถือช่อดอกไม้สีขาวตามธรรมเนียม แต่เธอถือช่อดอกกุหลาบสีแดงสด… แดงก่ำราวกับสีเลือด ตัดกับชุดสีขาวอย่างรุนแรง และที่ข้อมือซ้ายของเธอ… เธอสวมกำไลเงินเก่าๆ วงหนึ่ง ที่ดูไม่เข้ากับชุดราคาแพงระยับเลยแม้แต่น้อย
คุณหญิงสุดาขมวดคิ้ว “เอ๊ะ? ทำไมถือดอกไม้สีแดง? แล้วกำไลเก่าๆ นั่นอะไร?” แต่ก็ไม่มีเวลาให้ทักท้วง พิธีได้เริ่มขึ้นแล้ว
ลิซ่าก้าวเดินเข้ามาในงานอย่างช้าๆ สง่างาม ทุกย่างก้าวของเธอมั่นคง สายตาของเธอภายใต้ผ้าคลุมหน้า จ้องเขม็งไปที่ภูมินทร์และคุณหญิงสุดา
เธอไม่ได้เดินเข้ามาเพื่อแต่งงาน
เธอเดินเข้ามาเพื่อพิพากษา
เมื่อลิซ่าเดินมาถึงกลางทางเดิน เธอยกยิ้มมุมปากเล็กน้อย เป็นรอยยิ้มที่ถ้าภูมินทร์เห็นชัดๆ เขาคงต้องเข่าอ่อน
ในใจของลิซ่า เสียงกระซิบสุดท้ายดังก้อง:
‘ยินดีต้อนรับสู่นรกค่ะ… ที่รักของฉัน’
ดนตรีบรรเลงถึงท่อนฮุค แสงแฟลชวูบวาบ ลิซ่ายื่นมือออกไปหาภูมินทร์ที่รอรับอยู่ปลายทาง มือที่พร้อมจะกระชากเขาลงสู่หุบเหวแห่งความหายนะในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้า
ฉากละครฉากสุดท้าย… เริ่มต้นขึ้นแล้ว
[Word Count: 3,080] [Total Act 2 Word Count: ~9,450]
เสียงดนตรีบรรเลงเพลงรักหวานซึ้งค่อยๆ เบาลง เมื่อพิธีกรบนเวทีประกาศเข้าสู่ช่วงเวลาสำคัญ
“และก่อนที่เราจะเข้าสู่พิธีสวมแหวนมงคลในวันนี้ เจ้าสาวของเรา คุณลิซ่า มีเซอร์ไพรส์พิเศษที่เตรียมมาเพื่อมอบให้กับเจ้าบ่าวและแขกผู้มีเกียรติทุกท่านครับ ขอเชิญชม VTR ประมวลภาพความประทับใจได้เลยครับ!”
ไฟในห้องบอลรูมดับพรึ่บลง เหลือเพียงแสงสลัวจากเทียนไข แขกเหรื่อต่างพากันอมยิ้ม เตรียมตัวชมภาพหวานแหววของคู่บ่าวสาว
ภูมินทร์หันไปยิ้มให้ลิซ่า “คุณเตรียมอะไรมาเหรอครับ?”
ลิซ่าภายใต้ผ้าคลุมหน้า ไม่ตอบอะไร เธอเพียงแค่กระชับมือที่จับเขาไว้แน่นขึ้น… แน่นจนเล็บจิกเข้าไปในเนื้อเขา
บนจอ LED ขนาดยักษ์กลางเวที ภาพเริ่มปรากฏขึ้น… แต่มันไม่ใช่ภาพถ่ายพรีเวดดิ้งสวยหรู ไม่ใช่ภาพคู่รักเดินจับมือกันริมทะเล
จอภาพซ่าอยู่ครู่หนึ่ง เป็นภาพสีขาวดำที่สั่นไหวเล็กน้อย เหมือนถ่ายจากกล้องมือถือในห้องมืดๆ
แล้วภาพก็ชัดเจนขึ้น…
ใบหน้าของผู้หญิงคนหนึ่งปรากฏขึ้นเต็มจอ ใบหน้าที่บวมช้ำจากการร้องไห้อย่างหนัก ดวงตาแดงก่ำ ริมฝีปากสั่นระริก ผมเผ้ายุ่งเหยิง
เสียงฮือฮาดังขึ้นทั่วห้องบอลรูม
“นั่นใครน่ะ?” “ทำไมหน้าตาเหมือนเจ้าสาวเลย?” “แต่นั่นมัน… ดูเหมือนคนกำลังจะตายเลยนะ”
ภูมินทร์ตัวชาวาบ เขารู้จักใบหน้านั้นดี… นั่นไม่ใช่ลิซ่า… นั่นคือ “นุ่น” ในวาระสุดท้ายของชีวิต!
“ปิด! ปิดเดี๋ยวนี้!” คุณหญิงสุดาที่นั่งอยู่แถวหน้าสุด ตะโกนลั่นด้วยความตกใจ เธอจำภาพนั้นได้ดี มันคือวันเดียวกับที่นุ่นฆ่าตัวตาย
แต่ไม่มีใครสนใจเสียงตะโกนของเธอ เสียงจากลำโพงดังกระหึ่มขึ้น กลบเสียงทุกอย่างในห้อง
“…สวัสดีค่ะทุกคน…” เสียงของนุ่นในวิดีโอแหบพร่าและสั่นเครือ “ถ้าคลิปนี้ได้เปิดขึ้น… แสดงว่าหนูคงไม่อยู่บนโลกนี้แล้ว…”
ภูมินทร์ยืนตัวแข็งทื่อ ขาของเขาเหมือนถูกตอกหมุดไว้กับพื้น ดวงตาเบิกโพลงจ้องมองภาพคนรักเก่าบนจอ
“หนูชื่อนุ่นค่ะ… ผู้หญิงที่ถูกตราหน้าว่าเป็นคนสกปรก เป็นผู้หญิงร่านที่ท้องไม่มีพ่อ…” นุ่นในจอสะอื้นไห้ ยกมือขึ้นปาดน้ำตา “แต่วันนี้… ก่อนที่หนูจะตัดสินใจลาจากโลกที่โหดร้ายนี้ไป หนูอยากบอกความจริงให้ทุกคนรู้…”
ภาพตัดไปที่นุ่นชูเอกสารบางอย่างขึ้นมา
“นี่คือใบรับรองแพทย์ฉบับจริงค่ะ… ผลตรวจยืนยันว่าหนูยังบริสุทธิ์ หนูไม่เคยผ่านมือชายใด… แต่คุณหญิงสุดา…” นุ่นพูดชื่อนี้ด้วยความเจ็บปวด “คุณหญิงฉีกมันทิ้ง… แล้วเอาใบปลอมที่เขียนว่าหนูตั้งครรภ์มาปาใส่หน้าหนู… คุณหญิงด่าว่าพ่อแม่หนู ด่าว่าหนูเป็นขยะ…”
ในห้องบอลรูมเงียบกริบจนได้ยินเสียงเข็มตก บรรดานักข่าวรีบยกกล้องขึ้นมารัวชัตเตอร์ แสงแฟลชวูบวาบราวกับพายุฟ้าผ่า
คุณหญิงสุดาหน้าซีดเป็นไก่ต้ม เธอลุกขึ้นชี้หน้าไปที่ห้องควบคุมเสียง “บอกให้ปิดไง! ไอ้พวกโง่! ปิดสิโว้ย!”
แต่คลิปยังคงดำเนินต่อไป
“หนูทนไม่ได้แล้วค่ะ… หนูรักภูมาก แต่หนูทนความอัปยศนี้ไม่ไหว… ภูคะ ถ้าภูได้เห็นคลิปนี้… ขอให้รู้ว่านุ่นรักภูนะ แต่ความรักของเรา… มันเอาชนะความชั่วร้ายของแม่ภูไม่ได้… ลาก่อนค่ะ”
ภาพนุ่นก้มหน้าร้องไห้โฮ แล้วจอก็ดบวูบไป
แต่ฝันร้ายยังไม่จบ…
หน้าจอขึ้นเป็นสีดำสนิท แต่มีเสียงบันทึกการสนทนาดังขึ้นแทน เสียงที่ทุกคนในแวดวงไฮโซจำได้แม่นยำ
“หมอ… ฉันจะจ่ายให้แกหนึ่งล้าน เขียนใบรับรองแพทย์ใหม่เดี๋ยวนี้! เขียนว่านังเด็กนั่นมันไม่ซิง! เขียนว่ามันท้องกับใครก็ได้ที่ไม่ใช่ลูกชายฉัน!”
นั่นคือเสียงของคุณหญิงสุดา! ชัดเจนทุกถ้อยคำ ทุกน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความอำมหิต
“แต่คุณหญิงครับ… แบบนี้มันผิดจรรยาบรรณ…” เสียงผู้ชายแย้ง
“จรรยาบรรณมันกินได้ไหม! ถ้าแกไม่ทำ ฉันจะสั่งปิดคลินิกแก แล้วจะทำให้แกไม่มีที่ยืนในสังคมแพทย์! เลือกเอา จะเอาเงินล้าน หรือจะเอาอนาคตดับวูบ!”
เสียงคลิปจบลง
ความเงียบที่ตามมานั้นน่ากลัวยิ่งกว่าเสียงระเบิด สายตานับพันคู่ในห้องหันขวับไปมองที่คุณหญิงสุดาเป็นตาเดียว สายตาที่เต็มไปด้วยความรังเกียจ ขยะแขยง และไม่เชื่อสายตา
“ไม่จริง! มันตัดต่อ! เสียงปลอม! ใครก็ได้จับนังแพศยาบนเวทีนั่นลงมา!” คุณหญิงสุดากรีดร้องเสียงหลง ชี้นิ้วสั่นเทาไปที่ลิซ่า ท่าทางของเธอดูเหมือนคนบ้าที่กำลังสติแตก
ภูมินทร์หันขวับไปมองแม่ตัวเองด้วยสายตาที่ว่างเปล่า… ว่างเปล่าจนน่าใจหาย ความจริงที่เขาปฏิเสธมาตลอด วันนี้มันตบหน้าเขาฉาดใหญ่
“แม่…” ภูมินทร์ครางเสียงเบา “แม่ทำจริงๆ เหรอ… แม่ฆ่านุ่นจริงๆ เหรอ?”
“ตาภู! อย่าไปเชื่อมัน! มันใส่ร้ายแม่!” คุณหญิงพยายามจะวิ่งขึ้นมาบนเวที แต่ขาแข้งอ่อนแรงจนล้มพับลงไปกองกับพื้น
ทันใดนั้น ลิซ่าที่ยืนนิ่งมาตลอด ก็ยกไมโครโฟนขึ้นมา
เธอค่อยๆ เปิดผ้าคลุมหน้าออก เผยให้เห็นใบหน้าที่แต่งแต้มมาอย่างงดงาม แต่แววตานั้นเย็นยะเยือกดุจน้ำแข็งขั้วโลก
“ชอบของขวัญวันแต่งงานชิ้นแรกไหมคะ… คุณแม่?” ลิซ่าถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบที่ดังก้องไปทั่วห้อง
เธอหันไปมองแขกเหรื่อทุกคน แล้วพูดต่อด้วยเสียงที่หนักแน่น
“สามปีที่แล้ว… ผู้หญิงในคลิปนั้นตายอย่างโดดเดี่ยว ท่ามกลางคำครหาที่ถูกสร้างขึ้นโดยผู้หญิงหน้าเนื้อใจเสือคนนี้!” เธอชี้ไปที่คุณหญิงสุดา
“และผู้ชายคนนี้…” เธอหันไปมองภูมินทร์ “ผู้ชายที่ยืนอยู่ข้างๆ ฉัน… เลือกที่จะปิดหู ปิดตา และปิดปาก ปล่อยให้คนรักของตัวเองตายไปต่อหน้าต่อตา เพราะกลัวจะอดมรดก!”
ภูมินทร์สะอึกเหมือนโดนมีดแทงที่หัวใจ เขามองลิซ่าด้วยความสับสน “ลิซ่า… คุณ… คุณทำแบบนี้ทำไม…”
ลิซ่าหัวเราะเบาๆ เป็นเสียงหัวเราะที่ขมขื่นที่สุด
“ลิซ่าเหรอ? หึ…” เธอแสยะยิ้ม “คุณยังจำหน้าแฟนเก่าตัวเองไม่ได้เลยเหรอภูมินทร์?”
เธอยกมือขวาขึ้น ปลดปิ่นปักผมออก ปล่อยให้ผมยาวสลวยตกลงมาปรกหน้าเล็กน้อย ท่าทางเดียวกับที่นุ่นชอบทำเวลาเขินอาย แต่วันนี้มันคือท่าทางของยมทูต
“ฉันไม่ใช่ลิซ่า… ฉันคือ แนน… พี่สาวฝาแฝดของนุ่น คนที่พวกคุณลืมไปแล้วว่ายังมีตัวตนอยู่บนโลกใบนี้!”
เสียงฮือฮาดังระเบิดขึ้นอีกครั้ง นักข่าววิ่งกรูเข้ามาที่หน้าเวที แสงแฟลชรัวจนตาพร่า
“แนน…” ภูมินทร์พึมพำชื่อนี้ เขาถอยหลังกรูดไปสองก้าว ขาเขาสั่นจนยืนไม่อยู่ “เป็นไปไม่ได้… หน้าคุณ… ไม่เหมือน…”
“เงินไงคะ!” แนนตะโกนใส่หน้าเขา “เงินประกันชีวิตของพี่นุ่น… ฉันเอามาเฉือนเนื้อตัวเอง ทุบหน้าตัวเองทิ้ง เพื่อเปลี่ยนเป็นคนใหม่… เพื่อกลับมาลากคอพวกแกทุกคนลงนรก!”
เธอก้าวเข้าไปประชิดตัวภูมินทร์ จ้องตาเขาเขม็ง
“คุณบอกว่าคุณรักนุ่นเหรอ? โกหก! ถ้ารักจริง คุณต้องปกป้องเธอสิ! ไม่ใช่ปล่อยให้แม่คุณฆ่าเธอทางอ้อมแบบนั้น!”
“ผมขอโทษ…” ภูมินทร์ทรุดฮวบลงคุกเข่ากับพื้น ร้องไห้โฮออกมาไม่อายใคร “ผมผิดไปแล้ว… แนน… ผมขอโทษ…”
แนนมองดูผู้ชายที่คุกเข่าอยู่แทบเท้าด้วยสายตาว่างเปล่า ความรักความหลงใหลที่เธอแกล้งทำมาตลอดหลายเดือน มลายหายไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงความสมเพช
“คำขอโทษของคุณ… ไปบอกกับศพพี่นุ่นเถอะค่ะ”
ที่ด้านล่างเวที คุณหญิงสุดาที่เพิ่งได้สติ พยายามจะคลานหนีความอับอาย แต่กลุ่มเจ้าหนี้หนี้นอกระบบ (ที่ลิซ่าแอบเชิญมาเงียบๆ) ก็เดินฝ่าวงล้อมการ์ดเข้ามาขวางทางไว้
“จะไปไหนครับคุณหญิง?” ชายร่างยักษ์หน้าบากถามเสียงเหี้ยม “หนี้สามร้อยล้านที่กู้ไปลงทุนโครงการลมๆ แล้งๆ นั่น… ถึงกำหนดจ่ายแล้วนะครับ”
“หนี้? หนี้อะไร? ฉันไม่รู้เรื่อง!” คุณหญิงปฏิเสธพัลวัน
“ไม่รู้เรื่องได้ไง สัญญาเงินกู้มีลายเซ็นคุณหญิงชัดเจน” ชายคนนั้นชูเอกสารขึ้น “แถมทรัพย์สินที่เอามาค้ำประกัน ก็ถูกอายัดไว้หมดแล้ว ตอนนี้คุณหญิงหมดตัวแล้วนะครับ”
คุณหญิงสุดามองไปรอบๆ อย่างเลิ่กลั่ก สายตาดูถูกเหยียดหยามจากสังคมที่เธอเคยเชิดหน้าชูตาใส่ ตอนนี้กำลังทิ่มแทงเธอจนพรุน ชื่อเสียงที่สร้างมาทั้งชีวิตพังทลายลงในพริบตา ทรัพย์สินหายวับไปกับตา
“กรี๊ดดดดด! ไม่จริง! อีแนน! มึง! มึงหลอกกู!”
คุณหญิงสุดากรีดร้องเสียงแหลมปรี๊ด เส้นเลือดในสมองเต้นตุบๆ จนหน้าแดงก่ำ ก่อนจะตาเหลือก แล้วชักเกร็ง น้ำลายฟูมปาก ล้มลงไปกองกับพื้นแน่นิ่งไป
“คุณแม่!!” ภูมินทร์ตะโกนลั่น รีบกระโดดลงจากเวทีไปดูแม่
ความโกลาหลเกิดขึ้นอย่างสมบูรณ์แบบ แขกเหรื่อวิ่งหนีตายกันอลหม่าน รถพยาบาลหวอมารอรับ แต่ไม่มีใครสนใจจะช่วยพยุงร่างของคุณหญิงผู้สูงศักดิ์นอกจากลูกชายของเธอเอง
แนนยืนมองภาพความพินาศนั้นจากบนเวทีสูง เธอยืนนิ่งสงบ ท่ามกลางพายุที่เธอเป็นคนก่อ
เธอค่อยๆ ถอดแหวนเพชรเม็ดโตที่นิ้วนางข้างซ้ายออก แหวนที่ภูมินทร์สวมให้ด้วยคำสัญญาจอมปลอม เธอโยนมันลงพื้น แล้วใช้ส้นรองเท้าส้นสูงบดขยี้มันจนเป็นรอย
“จบกันที…”
เธอหันหลังกลับ เดินลงจากเวทีไปทางประตูหลัง ท่ามกลางแสงแฟลชที่สาดส่องไล่หลังมา แต่เธอไม่สนใจอีกแล้ว
ภารกิจเสร็จสิ้น นรกได้เปิดต้อนรับคนบาปแล้ว และเธอก็เป็นอิสระเสียที
[Word Count: 2,750]
ความโกลาหลในห้องบอลรูมค่อยๆ จางหายไป แขกเหรื่อทยอยกลับกันหมดแล้ว เหลือทิ้งไว้เพียงซากปรักหักพังของงานวิวาห์ที่เคยสวยหรู ดอกไม้ราคาแพงถูกเหยียบย่ำจนช้ำ เศษแก้วแตกกระจายเกลื่อนพื้น และคราบไวน์แดงที่หกเลอะเทอะดูราวกับคราบเลือด
ในห้องรับรองวีไอพีหลังเวที บรรยากาศเงียบสงัดจนน่าขนลุก ผิดกับความวุ่นวายเมื่อครู่ราวกับคนละโลก
คุณหญิงสุดานอนแน่นิ่งอยู่บนโซฟาบุหนัง ทีมแพทย์ฉุกเฉินกำลังปฐมพยาบาลเบื้องต้น สายออกซิเจนระโยงระยางอยู่ที่จมูกของเธอ ดวงตาของเธอเบิกโพลงแต่ไร้แวว จ้องมองเพดานอย่างว่างเปล่า ร่างกายซีกขวาของเธอขยับไม่ได้… เส้นเลือดในสมองแตก อาการสาหัสที่อาจทำให้เธอต้องนอนเป็นผักไปตลอดชีวิต
ภูมินทร์นั่งคุกเข่าอยู่ข้างโซฟา กุมมือแม่ที่เย็นเฉียบไว้แน่น น้ำตาของลูกผู้ชายไหลอาบแก้ม เขาดูหมดสภาพ ไม่เหลือเค้าของประธานบริษัทหนุ่มผู้สง่างาม เสื้อทักซิโด้หลุดลุ่ย เนคไทถูกกระชากออก ผมเผ้ายุ่งเหยิง
“แม่ครับ… แม่ต้องไม่เป็นอะไรนะ…” เขาพร่ำบอกเสียงสั่น ทั้งที่รู้ดีว่าแม่ของเขาอาจจะไม่มีวันกลับมาเหมือนเดิมได้อีก
ประตูห้องเปิดออก ทนายความประจำตัวของลิซ่า เดินเข้ามาพร้อมกระเป๋าเอกสารสีดำ ใบหน้าเรียบเฉยไร้ความรู้สึก ตามมาด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจและกลุ่มเจ้าหนี้หน้าโหดที่ยืนคุมเชิงอยู่หน้าประตู
“คุณภูมินทร์ครับ” ทนายความเอ่ยเรียก
ภูมินทร์เงยหน้าขึ้นมองด้วยดวงตาแดงก่ำ “ออกไป… ออกไปให้หมด! เห็นไหมว่าแม่ผมกำลังป่วย!”
“ผมเกรงว่าเราคงรอไม่ได้ครับ” ทนายความพูดเสียงเรียบ เดินเข้ามาวางเอกสารปึกหนึ่งลงบนโต๊ะกระจกตรงหน้าภูมินทร์ “นี่คือหมายศาล และเอกสารสรุปสถานะทางการเงินล่าสุดของ พี.เอ็ม. กรุ๊ป และทรัพย์สินส่วนตัวทั้งหมดของตระกูลวัชรตระกูล”
“คุณหมายความว่ายังไง?” ภูมินทร์ขมวดคิ้ว ความกลัวเริ่มเกาะกุมหัวใจอีกครั้ง
“ตามสัญญาที่คุณหญิงสุดาได้เซ็นมอบอำนาจให้คุณลิซ่า (หรือคุณแนน) จัดการทรัพย์สินเพื่อค้ำประกันเงินกู้… คุณลิซ่าได้ใช้อำนาจนั้นดำเนินการ ‘ชำระบัญชี’ ทั้งหมดเรียบร้อยแล้วครับ”
“ชำระบัญชี?”
“ใช่ครับ” ทนายความขยับแว่นสายตา “หุ้น 40% ที่คุณแม่คุณโอนให้คุณลิซ่า รวมกับหุ้นส่วนตัวของคุณอีก 20% ที่คุณเซ็นโอนให้ในสัญญาก่อนสมรส… ทั้งหมดถูกเทขายในตลาดหลักทรัพย์ตั้งแต่เมื่อวานตอนราคาขึ้นสูงสุด และเงินสดที่ได้มาทั้งหมด…”
ทนายความเว้นจังหวะ หันไปมองที่ประตู
“…ถูกบริจาคเข้าสู่ ‘มูลนิธินริศราเพื่อสตรีและเด็กด้อยโอกาส’ เป็นที่เรียบร้อยแล้วครับ”
ภูมินทร์ตาเบิกกว้าง สมองมึนงง “บริจาค? ทั้งหมดเลยเหรอ? พันล้านเนี่ยนะ?”
“ครับ ทุกบาททุกสตางค์ ใบอนุโมทนาบัตรออกในนามของคุณนริศรา (นุ่น) ผู้วายชนม์” ทนายความยื่นเอกสารให้ดู “ส่วนอสังหาริมทรัพย์ บ้าน คอนโด และที่ดินแปลงอื่นๆ ที่ติดจำนองอยู่… ตอนนี้กรรมสิทธิ์ถูกโอนไปยังเจ้าหนี้เพื่อชำระหนี้สินคงค้างที่คุณหญิงสุดาก่อไว้”
“หมายความว่า…” ภูมินทร์เสียงสั่นจนแทบฟังไม่ได้ศัพท์
“หมายความว่า ตอนนี้คุณและคุณแม่… หมดตัวครับ” ทนายความสรุปสั้นๆ ได้ใจความ “และหนี้สินส่วนเกินอีกประมาณห้าสิบล้านบาท จากโครงการ Eden Valley ที่ล้มเหลว… คุณภูมินทร์ในฐานะผู้ค้ำประกัน ต้องเป็นผู้รับผิดชอบตามกฎหมาย”
ภูมินทร์ทรุดฮวบลงกับพื้น เหมือนตึกสูงที่ถูกระเบิดฐานรากจนพังครืน หมดแล้ว… ทุกอย่างที่ปู่ย่าตายายสร้างมา ทุกอย่างที่แม่เขาบูชาเชิดชูยิ่งกว่าชีวิต… หายวับไปในพริบตาเดียว
“ทำแบบนี้ได้ยังไง… นี่มันปล้นกันชัดๆ!” ภูมินทร์ตะโกนอย่างคนเสียสติ
“ทุกอย่างถูกต้องตามกฎหมายครับ มีลายเซ็นพวกคุณครบถ้วน” ทนายความตอบอย่างเย็นชา “เชิญคุณหาทนายมาสู้คดีได้เลย แต่ผมบอกได้เลยว่า… ยาก”
เสียงรองเท้าส้นสูงกระทบพื้นหินอ่อนดัง กึก… กึก… กึก… เข้ามาในห้อง
ภูมินทร์เงยหน้ามอง ร่างระหงของ “แนน” ยืนตระหง่านอยู่ตรงนั้น เธอถอดชุดเจ้าสาวที่รุ่มร่ามออกแล้ว เปลี่ยนเป็นชุดสูทสีดำสนิท ดูทะมัดทะแมงและทรงพลัง ใบหน้าของเธอไร้ซึ่งความสงสาร มีเพียงความเยือกเย็นดุจมัจจุราช
“ออกไปก่อนค่ะทนาย ฉันขอคุยกับเขาเป็นครั้งสุดท้าย” แนนสั่งเสียงเรียบ
ทนายความและคนอื่นๆ ถอยออกไป ปิดประตูห้อง ทิ้งให้เหลือเพียง แนน ภูมินทร์ และร่างที่หายใจรวยรินของคุณหญิงสุดา
“สะใจคุณหรือยัง…” ภูมินทร์ถามเสียงแหบแห้ง น้ำตาไหลพราก “คุณทำลายครอบครัวผม คุณทำลายชีวิตผม… คุณฆ่าแม่ผมทั้งเป็น… คุณมันปีศาจ!”
แนนเดินเข้ามาใกล้เขา มองลงต่ำด้วยสายตาเหยียดหยาม
“ปีศาจเหรอ?” เธอแค่นหัวเราะ “ภูมินทร์… ลองมองดูสภาพแม่คุณตอนนี้สิ แล้วมองย้อนกลับไปสามปีก่อน… สภาพพี่สาวฉันก็ไม่ต่างกันหรอก ต่างกันแค่พี่นุ่นเลือกที่จะตายเพื่อหนีอาย แต่แม่คุณ… ต้องอยู่เพื่อรับกรรม”
“ทำไมคุณไม่ฆ่าผมให้ตายไปเลย!” ภูมินทร์ลุกขึ้นพุ่งเข้าใส่เธอ เขย่าไหล่เธออย่างแรง “ฆ่าผมสิ! เอาปืนมายิงผมเลย! อย่าปล่อยให้ผมอยู่แบบนี้!”
แนนยืนนิ่ง ไม่สะทกสะท้านกับแรงเขย่า เธอจ้องตาเขา แววตาที่เคยอ่อนหวานในคราบลิซ่า ตอนนี้แข็งกร้าวดุจหินผา
“ฆ่าคุณเหรอ? เปลืองมือเปล่าๆ” เธอผลักอกเขาออกอย่างแรงจนเขาล้มลงไปกองที่โซฟา
“ความตายมันสบายเกินไปภู… คนตายไม่เจ็บปวด คนตายไม่ต้องรับรู้อะไร… แต่คนเป็นต่างหากที่ต้องทนทุกข์”
แนนเดินไปหยุดที่ข้างเตียงพยาบาลของคุณหญิงสุดา เธอก้มลงกระซิบที่ข้างหูหญิงชราที่นอนตาค้าง
“ได้ยินไหมคะคุณหญิง… เงินทองที่คุณรัก อำนาจที่คุณหวงแหน… หนูบริจาคให้เด็กกำพร้าไปหมดแล้ว บ้านหลังนี้ที่คุณภูมิใจ พรุ่งนี้เขาจะมายึดแล้ว… ต่อไปนี้ คุณต้องไปนอนโรงพยาบาลรัฐบาล ห้องรวม พัดลมเพดาน… ไม่มีคนใช้ ไม่มีห้องแอร์… นอนจมกองอึตัวเอง รอความตายไปวันๆ”
น้ำตาไหลออกมาจากหางตาของคุณหญิงสุดา ร่างกายเธอกระตุกเกร็ง แต่ทำอะไรไม่ได้นอกจากส่งเสียง อือ… อา… ในลำคอ มันคือความทรมานที่โหดร้ายที่สุดสำหรับคนเย่อหยิ่งอย่างเธอ
แนนหันกลับมาหาภูมินทร์
“ส่วนคุณ… ภูมินทร์…” เธอโยนซองเอกสารสีขาวใส่หน้าเขา
“นี่คือใบสมัครงาน… ตำแหน่งพนักงานรายวันในโรงงานปลากระป๋องที่ต่างจังหวัด ฉันฝากฝังไว้ให้แล้ว”
ภูมินทร์มองซองเอกสารนั้นด้วยความงุนงง
“คุณเคยบอกว่าคุณเป็นลูกผู้ชาย คุณจะรับผิดชอบ… ตอนนี้โอกาสมาถึงแล้ว ภูมินทร์ จงใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ของคุณ ทำงานใช้หนี้ ดูแลแม่ที่เป็นอัมพาต และจดจำไว้ทุกลมหายใจว่า… ความขี้ขลาดของคุณทำลายชีวิตคนไปกี่คน”
“แนน…” ภูมินทร์ครางชื่อเธอ เหมือนคนหมดแรง “คุณ… ไม่เคยรักผมเลยเหรอ? ตลอดเวลาที่เราอยู่ด้วยกัน… ในฐานะลิซ่า… คุณไม่รู้สึกอะไรเลยเหรอ?”
คำถามนี้ทำให้แนนชะงักไปครู่หนึ่ง ภาพความทรงจำตอนที่เขาดูแลเธอ ตอนที่เขายิ้มให้เธอ แวบเข้ามาในหัว แต่มันถูกกลบด้วยภาพศพของพี่สาวทันที
“ฉันคือนักแสดง ภูมินทร์” แนนตอบเสียงเย็น “และคุณ… ก็เป็นแค่ตัวประกอบโง่ๆ ในฉากละครแก้แค้นของฉัน”
“ลิซ่า… ผู้หญิงที่คุณรัก เธอไม่มีตัวตน เธอตายไปตั้งแต่วินาทีที่คุณทิ้งนุ่นแล้ว”
แนนหันหลัง เดินตรงไปที่ประตู มือจับลูกบิดกำลังจะหมุนออกไป
“ลาก่อน ภูมินทร์… หวังว่าเราคงไม่ต้องเจอกันอีก ไม่ว่าชาตินี้ หรือชาติไหน”
“เดี๋ยวก่อน!” ภูมินทร์ตะโกนเรียกเสียงหลง
แนนหยุดเดิน แต่ไม่หันกลับมา
“ผม… ผมรักนุ่นจริงๆ นะ…” ภูมินทร์ร้องไห้โฮ “ผมขอโทษ… ผมขอโทษ…”
แนนหลับตาลง น้ำตาหยดหนึ่งไหลลงมาอาบแก้ม เธอสูดหายใจลึก เช็ดน้ำตานั้นทิ้งอย่างรวดเร็ว
“เก็บคำว่ารักของคุณไว้เถอะ… มันไม่มีค่าอะไรอีกแล้ว”
ปัง!
ประตูห้องปิดลง เสียงล็อคประตูดังกริ๊ก เหมือนเสียงปิดตายชีวิตเก่าของทั้งคู่
แนนเดินออกมาที่โถงทางเดินยาวเหยียดของโรงแรม เธอถอดรองเท้าส้นสูงราคาแพงทิ้ง เดินเท้าเปล่าไปบนพรม
ความรู้สึกเบาหวิวเกิดขึ้นในอก ภาระอันหนักอึ้งที่แบกมาสามปีได้ถูกวางลงแล้ว ความแค้นได้ถูกชำระจนหมดสิ้น แต่ทำไม… ทำไมหัวใจของเธอมันถึงโหวงเหวงขนาดนี้
ชัยชนะรสชาติเป็นยังไง? มันไม่ได้หวานหอมเหมือนที่คิด มันมีรสขมฝาดและเค็มปร่าเหมือนน้ำตา
แต่เธอก็ไม่เสียใจ เธอเลือกทางนี้แล้ว และเธอจะไม่มีวันหันหลังกลับไป
…
ด้านหลังประตูห้องวีไอพี เสียงร้องไห้โหยหวนของภูมินทร์ดังเล็ดลอดออกมา ผสมกับเสียงครางอืออาของหญิงชราที่หมดสภาพ
เจ้าหนี้ยืนรออยู่หน้าห้อง เตรียมจะเข้าไปยึดทรัพย์สินที่เหลือติดตัว ตำรวจกำลังเขียนรายงาน
อาณาจักร พี.เอ็ม. กรุ๊ป ที่เคยยิ่งใหญ่ คฤหาสน์ที่เคยหรูหรา และตระกูลผู้ดีเก่าแก่ บัดนี้… เหลือเพียงชื่อที่ถูกจารึกไว้ในฐานะเรื่องอื้อฉาวแห่งปี
และบทเรียนราคาแพงที่ว่า… “อย่าเหยียบย่ำหัวใจคนจนจนตรอก เพราะเมื่อมันลุกขึ้นสู้… มันจะกัดไม่ปล่อยจนกว่าจะตายกันไปข้างหนึ่ง”
[Word Count: 2,850]
กาลเวลาคือสายน้ำที่ไม่เคยไหลย้อนกลับ มันพัดพาเรื่องราวเก่าๆ ให้จางหายไป และพัดพาตะกอนใหม่ๆ ให้มาทับถม
หนึ่งปีผ่านไป…
ข่าวในโทรทัศน์เครื่องเก่าภายในห้องเช่าซอมซ่อกำลังรายงานสกู๊ปพิเศษประจำปี
“…จากมหากาพย์การล่มสลายของ พี.เอ็ม. กรุ๊ป ยักษ์ใหญ่แห่งวงการอสังหาริมทรัพย์ สู่การก่อตั้ง ‘มูลนิธินริศรา’ องค์กรการกุศลที่ช่วยเหลือผู้หญิงและเด็กด้อยโอกาสทั่วประเทศ ซึ่งได้รับเงินบริจาคเริ่มต้นกว่าพันล้านบาทจากนักธุรกิจสาวลึกลับ…”
ภูมินทร์นั่งอยู่บนพื้นห้องที่ปูด้วยเสื่อน้ำมันขาดๆ ในมือถือข้าวกล่องราคาถูก เขามองดูภาพข่าวบนจอด้วยแววตาที่ว่างเปล่า ร่างกายของเขาผ่ายผอมลงไปมาก ผิวคล้ำแดดเพราะต้องทำงานรับจ้างแบกหามในตลาดสด เสื้อยืดที่สวมใส่เก่าซีดและมีรูขาด
เขาไม่ใช่คุณชายภูมินทร์ผู้สง่างามอีกต่อไป เขาเป็นเพียง “นายภู” กรรมกรรายวันที่ต้องหาเช้ากินค่ำเพื่อซื้อยาและผ้าอ้อมให้แม่
“อือ… อือ…”
เสียงครางดังมาจากฟูกนอนมุมห้อง คุณหญิงสุดาในสภาพผมเผ้ากระเซอะกระเซิง ร่างกายซูบผอมจนเห็นกระดูก นอนเป็นอัมพาตครึ่งซีก ดวงตาข้างซ้ายบอดสนิทจากอาการเส้นเลือดในสมองแตกในวันนั้น ส่วนดวงตาข้างขวายังคงกลอกไปมาด้วยความหวาดกลัวและหิวโหย
ภูมินทร์วางช้อนลง ถอนหายใจยาวอย่างเหนื่อยอ่อน เขาเดินไปประคองแม่ขึ้นป้อนข้าว
“กินซะแม่… เดี๋ยวต้องกินยา” เขาบอกเสียงเรียบ ไร้ความอ่อนโยน แต่ก็ไม่ทอดทิ้ง
คุณหญิงสุดาอ้าปากรับข้าวอย่างตะกละตะกลาม น้ำตาไหลซึมออกมาจากดวงตาข้างดี เธอจำได้… เธอจำความรุ่งโรจน์ในอดีตได้ แต่ตอนนี้ แม้แต่ศักดิ์ศรีความเป็นคน เธอก็แทบไม่เหลือ
ภูมินทร์ป้อนข้าวไป มองหน้าแม่ไป ความโกรธเกลียดในใจจางหายไปแล้ว เหลือเพียงความเวทนาและสำนึกผิด เขาชดใช้กรรมนี้ร่วมกับแม่ ทุกวันที่เขาต้องแบกกระสอบข้าวสารหนักๆ หลังแทบหัก เขาจะนึกถึงความเจ็บปวดของนุ่น
“นี่แหละครับแม่…” ภูมินทร์พึมพำ “นรกที่เราสร้างกันมา… มันมีจริง”
บนหน้าจอทีวี ปรากฏภาพเด็กๆ ในมูลนิธินริศรากำลังยิ้มแย้มถือป้ายขอบคุณ “พี่นุ่น”
ภูมินทร์ยิ้มทั้งน้ำตา… อย่างน้อย เงินสกปรกของครอบครัวเขา ก็ถูกเปลี่ยนเป็นสิ่งสวยงามที่สุดแล้ว
…
ณ ชายหาดอันเงียบสงบในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์
ห่างไกลจากความวุ่นวายของกรุงเทพฯ บ้านไม้สีขาวหลังเล็กตั้งอยู่ริมทะเล ลมทะเลพัดผ่านม่านสีขาวปลิวไสว กลิ่นเกลือและเสียงคลื่นกระทบฝั่งสร้างจังหวะดนตรีแห่งธรรมชาติ
หน้ากระจกเงาบานเล็ก หญิงสาวคนหนึ่งกำลังนั่งมองตัวเอง
ไม่มี “ลิซ่า” ที่แต่งหน้าจัดจ้าน สวมชุดแบรนด์เนม และสวมหน้ากากนางพญาอีกต่อไป
มีเพียง “แนน” หญิงสาวในชุดเดรสผ้าฝ้ายสีขาวเรียบง่าย ใบหน้าเกลี้ยงเกลาไร้เครื่องสำอาง เผยให้เห็นรอยกระเล็กๆ ตามธรรมชาติที่เธอเคยปกปิดไว้ ผมยาวสลวยถูกตัดสั้นปะบ่าดูทะมัดทะแมง
เธอยกมือขึ้นลูบใบหน้าที่ผ่านมีดหมอมานับครั้งไม่ถ้วน ความเจ็บปวดจากการผ่าตัดหายไปนานแล้ว แต่ความทรงจำยังคงอยู่
“สวัสดี… แนน” เธอยิ้มให้ตัวเองในกระจก เป็นรอยยิ้มที่ออกมาจากดวงตาจริงๆ ไม่ใช่การแสดง
เธอลุกขึ้น เดินไปหยิบกล่องไม้ใบเก่าที่วางอยู่บนหัวเตียง ภายในนั้นมีของสำคัญเพียงไม่กี่ชิ้น… รูปถ่ายใบเก่าของเธอกับนุ่นตอนเด็กๆ และสมุดไดอารี่ของนุ่นที่ขอบกระดาษเริ่มเหลือง
แนนกอดกล่องนั้นไว้แนบอก แล้วเดินเท้าเปล่าออกจากบ้าน ย่ำลงบนผืนทรายที่อุ่นระอุจากแสงแดดยามเย็น
ท้องฟ้าเริ่มเปลี่ยนเป็นสีส้มอมม่วง ดวงอาทิตย์กำลังจะลาลับขอบฟ้า นกนางนวลบินโฉบไปมาเหนือเกลียวคลื่น
แนนเดินไปหยุดที่โขดหินริมน้ำ จุดที่คลื่นซัดสาดแรงที่สุด เธอมองออกไปที่เส้นขอบฟ้า ที่ซึ่งน้ำทะเลบรรจบกับท้องฟ้า
“พี่นุ่น…” เธอเอ่ยเรียกชื่อพี่สาวแข่งกับเสียงคลื่น “แนนทำสำเร็จแล้วนะ… คนพวกนั้นได้รับผลกรรมแล้ว พี่เห็นไหม?”
ลมทะเลพัดแรงขึ้นวูบหนึ่ง หอบเอาความเย็นสดชื่นมาปะทะใบหน้า เหมือนอ้อมกอดที่มองไม่เห็น
“แต่พี่รู้ไหม…” แนนพูดต่อ น้ำเสียงสั่นเครือเล็กน้อย “ตอนที่แนนเห็นพวกเขาล่มจม… แนนไม่ได้มีความสุขอย่างที่คิดเลย แนนรู้สึกว่างเปล่า… เหมือนหัวใจมันกลวงโบ๋”
เธอก้มมองสมุดไดอารี่ในมือ
“ตลอดสามปีที่ผ่านมา แนนแบกความเกลียดชังไว้หนักอึ้ง แนนยอมทิ้งชีวิตตัวเองเพื่อเป็นคนอื่น เพื่อแก้แค้น… จนแนนเกือบจะลืมไปแล้วว่า ‘ความสุข’ สะกดว่ายังไง”
แนนสูดหายใจลึกๆ รับกลิ่นไอทะเลเข้าเต็มปอด
“แต่วันนี้… แนนจะวางมันลงแล้วนะพี่”
เธอเปิดกล่องไม้ หยิบไฟแช็กออกมา จุดไฟเผาสมุดไดอารี่เล่มนั้น… บันทึกความเจ็บปวด บันทึกความฝันที่แตกสลายของนุ่น เปลวไฟลุกโชน กินกระดาษทีละหน้า… ทีละหน้า… ลามเลียความทรงจำอันโหดร้ายให้กลายเป็นเถ้าถ่าน
แนนมองดูเปลวไฟนั้นด้วยสายตาที่สงบนิ่ง ไม่มีความเสียดาย มีเพียงความโล่งใจ
เมื่อไฟมอดลง เหลือเพียงเถ้าถ่านสีเทาในกล่อง เธอเดินลงไปที่น้ำทะเล ปล่อยให้คลื่นซัดสาดข้อเท้า
เธอเทเถ้าถ่านเหล่านั้นลงสู่ทะเล… ให้กระแสน้ำพัดพามันออกไป… ออกไปสู่มหาสมุทรอันกว้างใหญ่ไพศาล ที่ไม่มีจุดเริ่มต้นและไม่มีจุดสิ้นสุด
“ไปเถอะพี่นุ่น… ไปเป็นอิสระ ไม่ต้องเจ็บปวด ไม่ต้องผูกพันกับความแค้นอีกแล้ว… พี่เป็นอิสระแล้ว”
“และแนน…” เธอยิ้มกว้าง ทั้งน้ำตาแห่งความปิติ “แนนก็เป็นอิสระแล้วเหมือนกัน”
เธอยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น ปล่อยให้ลมทะเลพัดพาความทุกข์โศกสุดท้ายออกจากจิตวิญญาณ แสงอาทิตย์สุดท้ายลับขอบฟ้าไป แต่แสงสว่างในใจเธอกำลังเริ่มต้นขึ้น
แนนหันหลังกลับ เดินขึ้นมาจากทะเล ทิ้งรอยเท้าไว้บนผืนทราย แต่เพียงไม่นาน คลื่นลูกใหม่ก็ซัดเข้ามา ลบรอยเท้านั้นจนหายไป… เหมือนอดีตที่ไม่สามารถทำร้ายเธอได้อีก
เธอเดินกลับไปที่บ้านหลังน้อย ที่ซึ่งวันพรุ่งนี้… เธอจะตื่นขึ้นมาในฐานะ “ครูแนน” ครูสอนศิลปะใจดีของเด็กๆ ในหมู่บ้านชาวประมง
เธอจะไม่แต่งงานกับความแค้นอีกต่อไป แต่เธอจะแต่งงานกับ “ชีวิตใหม่” ที่เธอเป็นคนเลือกเอง
เสียงโทรศัพท์ในบ้านดังขึ้น แนนเดินเข้าไปรับสาย
“ฮัลโหลค่ะ… ครูแนนพูดสายค่ะ”
ปลายสายเป็นเสียงเจื้อยแจ้วของเด็กหญิงตัวน้อย
“ครูแนนขา! พรุ่งนี้หนูจะเอาเปลือกหอยสวยๆ ไปฝากนะคะ ครูแนนสอนหนูวาดรูปทะเลนะ!”
แนนหัวเราะเสียงใส เสียงหัวเราะที่แท้จริง
“จ้ะ… ครูจะรอนะ รีบนอนล่ะ พรุ่งนี้เจอกัน”
เธอวางสาย มองออกไปนอกหน้าต่าง ท้องฟ้ามืดสนิทแล้ว แต่ดาวบนฟ้ากลับส่องแสงระยิบระยับสวยงามกว่าคืนไหนๆ
“ฝันดีนะ พี่นุ่น”
แนนปิดไฟ เข้านอนด้วยหัวใจที่เปี่ยมสุข สงบ และสมบูรณ์
Dưới đây là 3 đoạn trích gây tranh cãi (kịch tính nhất) song ngữ Thái – Việt để bạn làm short video hoặc teaser, cùng với 150 prompt tạo ảnh AI chuyên dụng.
PHẦN 1: 3 ĐOẠN TRÍCH GÂY TRANH CÃI (THÁI – VIỆT)
Đoạn 1: Sự tàn độc của mẹ chồng (Flashback – Nguyên nhân cái chết) Đây là đoạn ghi âm vạch trần bộ mặt thật của bà Suda, gây phẫn nộ tột độ cho khán giả.
Tiếng Thái: “หมอ… ฉันจะจ่ายให้แกหนึ่งล้าน เขียนใบรับรองแพทย์ใหม่เดี๋ยวนี้! เขียนว่านังเด็กนั่นมันไม่ซิง! เขียนว่ามันท้องกับใครก็ได้ที่ไม่ใช่ลูกชายฉัน! ถ้าแกไม่ทำ ฉันจะสั่งปิดคลินิกแก แล้วจะทำให้แกไม่มีที่ยืนในสังคมแพทย์!”
Tiếng Việt: “Bác sĩ… tôi sẽ trả cho ông một triệu. Viết lại giấy chứng nhận y tế ngay lập tức! Viết rằng con ranh đó không còn trinh trắng! Viết rằng nó có thai với bất kỳ ai cũng được, miễn không phải con trai tôi! Nếu ông không làm, tôi sẽ ra lệnh đóng cửa phòng khám và khiến ông không còn chỗ đứng trong giới y khoa!”
Đoạn 2: Sự hèn nhát của người đàn ông (Lời thú tội) Đoạn này khiến khán giả vừa ghét vừa khinh bỉ nam chính Phu, tạo ra tranh cãi về việc “có nên tha thứ hay không”.
Tiếng Thái: “ผมกลัวแม่… ผมกลัวจะถูกตัดออกจากกองมรดก… ผมกลัวจะสูญเสียทุกอย่าง… ผมเลยยืนเงียบ… ปล่อยให้นุ่นโดนด่า โดนไล่ออกไปตากฝน… ผมคิดว่าเดี๋ยวแม่คงหายโกรธ แล้วค่อยไปง้อทีหลัง… แต่ผมไม่คิดว่านุ่นจะตายเพราะความขี้ขลาดของผม”
Tiếng Việt: “Tôi sợ mẹ… tôi sợ bị cắt quyền thừa kế… tôi sợ mất tất cả… nên tôi đã đứng im. Tôi để mặc Nune bị chửi rủa, bị đuổi ra ngoài dầm mưa. Tôi cứ nghĩ mẹ sẽ nguôi giận rồi tôi đi dỗ dành sau… nhưng tôi không nghĩ Nune sẽ chết vì sự hèn nhát của tôi.”
Đoạn 3: Sự trả thù tàn khốc (Lời phán xét cuối cùng) Đoạn Lisa (Nan) ghé tai bà Suda đang bị đột quỵ, thể hiện sự “ác” của nữ chính để trả thù, gây tranh cãi về đạo đức.
Tiếng Thái: “ได้ยินไหมคะคุณหญิง… เงินทองที่คุณรัก อำนาจที่คุณหวงแหน… หนูบริจาคให้เด็กกำพร้าไปหมดแล้ว ต่อไปนี้ คุณต้องไปนอนโรงพยาบาลรัฐบาล ห้องรวม… นอนจมกองอึตัวเอง รอความตายไปวันๆ นี่คือนรกที่คุณสร้างขึ้นเองค่ะ”
Tiếng Việt: “Bà có nghe thấy không thưa bà… Tiền bạc bà yêu quý, quyền lực bà gìn giữ… tôi đã quyên góp cho trẻ mồ côi hết rồi. Từ giờ trở đi, bà phải nằm ở bệnh viện công, phòng tập thể… nằm trên đống phân của chính mình chờ chết qua ngày. Đây chính là địa ngục do bà tự tạo ra đấy.”
150 PROMPT TẠO ẢNH (MỖI PROMPT 1 DÒNG)
- Cinematic shot, Thai funeral at a temple, heavy rain, crowd of people in black holding black umbrellas, sorrowful atmosphere, photorealistic, 8k.
- High angle shot, group of mourners crying in front of a coffin decorated with white flowers, Thai temple architecture in background, gloomy weather.
- A young Thai woman crying desperately on her knees in the rain outside a luxury mansion gate, security guards blocking her, crowd of onlookers watching.
- Flashback scene, crowded hospital corridor in Bangkok, nurses and doctors rushing, chaotic atmosphere, cinematic lighting.
- Angry wealthy Thai woman throwing papers at a crying young girl, surrounded by shocked servants in a luxury living room.
- A group of gossipers whispering in a Thai market, looking at a newspaper with a scandal headline, busy street background.
- Funeral pyre ceremony in Thailand, smoke rising, silhouette of a large crowd standing in silence, sunset light.
- A lonely twin sister standing in the middle of a crowded funeral, holding a picture frame, looking vengeful, dark tone.
- Busy Bangkok street in the rain, traffic jam, people walking with umbrellas, focus on a sad woman walking against the crowd.
- Inside a Thai temple pavilion, monks chanting, large group of relatives sitting on the floor, somber mood.
- Modern plastic surgery hospital operation room, team of doctors and nurses surrounding a patient, bright surgical lights.
- Post-surgery recovery room, many nurses attending to a patient with bandaged face, medical equipment around.
- Bangkok Suvarnabhumi Airport arrival hall, crowd of travelers with luggage, focus on a mysterious woman in red dress and sunglasses walking out.
- Paparazzi and reporters crowding around a luxury limousine at the airport, flashes going off, chaotic scene.
- A beautiful Thai woman in high fashion walking down a busy Bangkok street, people turning their heads to look at her, city skyline background.
- Luxury hotel lobby in Bangkok, staff bowing to a wealthy woman, many tourists and guests in the background.
- A team of makeup artists and stylists working on a beautiful woman in a dressing room, mirrors reflecting many faces.
- Business district in Bangkok, crowd of office workers walking during lunch hour, modern skyscrapers background.
- A woman standing on a rooftop bar in Bangkok, overlooking the city lights and crowd below, holding a wine glass.
- Private jet interior, a woman surrounded by attendants and bodyguards, luxury lifestyle.
- Grand ballroom in a luxury Thai hotel, charity gala event, crowd of Thai socialites in evening gowns and suits.
- Wide shot of a jewelry auction, many rich people raising paddles, chandeliers hanging from ceiling, opulent atmosphere.
- Focus on a beautiful woman in blue dress entering a crowded party, everyone staring at her, spotlight effect.
- A wealthy older Thai woman showing off her jewelry to a group of friends at a round table, party background.
- A handsome Thai man in suit staring at a woman across a crowded room, blurry guests in foreground.
- Waiters serving champagne trays to a large group of guests standing and talking, bokeh lights background.
- A tense conversation between a young woman and an older woman at a gala table, surrounded by other guests eating.
- Photographers taking pictures of celebrities on a red carpet event in Bangkok, crowd of fans screaming behind barriers.
- A woman handing a gift box to an older woman, crowd applauding in the background, stage lighting.
- Luxury hotel balcony, group of people smoking and chatting, night view of Chao Phraya river with boats.
- Modern corporate meeting room, glass walls, a woman presenting to a board of directors, many men in suits listening.
- Busy open-plan office in Bangkok, dozens of employees working at computers, frantic atmosphere.
- Construction site in Thailand, group of investors and engineers looking at blueprints, workers in background.
- A protest mob in front of a company building, holding signs in Thai, security guards holding the line.
- Press conference room, many microphones, reporters raising hands to ask questions, flashes firing.
- A woman signing documents at a large table surrounded by lawyers and witnesses, serious atmosphere.
- Stock market trading floor, screens showing graphs, people shouting and trading, chaotic energy.
- Elegant restaurant lunch, business lunch meeting with many people at different tables, waiters moving around.
- A woman walking through a factory floor, inspecting workers, authoritative presence.
- Group of bank executives shaking hands with a woman, pile of money contracts on the table.
- Romantic riverside restaurant in Bangkok, Wat Arun view in background, many couples dining at tables.
- A couple walking in a beautiful garden at night, security guards following at a distance.
- Shopping mall in Siam Paragon, a couple walking with many shopping bags, crowd of shoppers around.
- Inside a luxury jewelry store, staff showing rings to a couple, other customers watching.
- A man kneeling to propose in a crowded rooftop bar, people clapping and cheering, city lights.
- A woman looking at a man with cold eyes while he hugs her, surrounded by a crowd in a park.
- Flashback scene, a couple eating street food in a night market, happy crowd background.
- A tense dinner with a large family at a long table in a mansion, servants standing by the wall.
- A woman whispering to a man in a jazz bar, other patrons drinking and listening to music.
- Couple dancing in a ballroom, surrounded by other dancing couples, swirling motion blur.
- Wedding dress boutique, bride standing on podium, many assistants adjusting the long veil, mirrors everywhere.
- Older woman looking happy while looking at jewelry sets, surrounded by shop staff.
- Flower market in Bangkok, workers loading trucks with thousands of white roses, busy morning scene.
- Cemetery at night, a woman standing alone among many tombstones, holding a lantern, eerie atmosphere.
- A group of bridesmaids in matching dresses laughing, but one looks worried.
- Printing shop, workers printing thousands of gold wedding invitations, stacks of paper.
- Construction crew setting up a massive stage for a wedding, lights and sound equipment, many workers.
- A lawyer presenting a thick contract to an older woman, surrounded by family members in a living room.
- A woman burning a photo in a metal bin, sparks flying, dark room background.
- Man looking at himself in mirror in a tuxedo, groomsmen standing behind him joking.
- Massive grand ballroom wedding, thousands of guests seated, aisle lined with flowers, majestic ceiling.
- Bride walking down the aisle holding red roses, guests turning heads to look, mixed expressions.
- Groom waiting at the altar, looking nervous, priest and parents standing nearby.
- Wide shot of the wedding stage, giant LED screen behind the couple, spotlight on them.
- Close up of guests’ faces looking shocked, jaws dropped, staring at the stage.
- Reporters and cameramen rushing towards the stage, pushing security guards, chaotic scene.
- An older woman in gold traditional Thai dress fainting, people rushing to catch her.
- The bride standing on stage pointing a finger at the crowd, fierce expression, wind blowing her hair.
- Giant LED screen showing a crying woman’s face (video call style), contrasting with the luxury wedding hall.
- A man kneeling on stage crying, grabbing the bride’s dress, bride looking down coldly.
- Debt collectors in black suits entering the wedding hall, blocking the exits, guests looking terrified.
- Police officers entering the scene, handcuffing someone, press taking photos wildly.
- Guests running out of the ballroom in panic, overturning chairs and tables, disaster movie vibe.
- A woman throwing a diamond ring onto the floor, stomping on it, crowd watching in silence.
- An older woman screaming on the floor, having a stroke, people making a circle around her but not helping.
- The bride walking away from the altar barefoot, leaving the chaos behind, silhouette shot.
- Outside the hotel, ambulances and police cars arriving, lights flashing, crowd gathering on the street.
- News vans broadcasting live from outside the hotel, reporters speaking into microphones.
- Social media feed montage on a phone screen, showing shocking wedding photos and comments.
- A lawyer reading a document to a crying man in a messy dressing room, security guards watching.
- Mansion gate being locked with chains by bank officials, moving trucks loading furniture, neighbors watching.
- An older woman in a wheelchair in a dirty hospital ward, crowded with other patients, flies buzzing.
- A man in dirty clothes carrying heavy sacks in a Thai fresh market, sweating, busy morning market scene.
- People throwing garbage at a luxury car leaving a house, angry mob.
- A once-rich man eating cheap street food on a sidewalk, looking at a luxury condo advertisement.
- Hospital corridor in a public hospital, long queue of poor people, grim atmosphere.
- A woman signing donation papers, handing a large check to a charity foundation, children cheering.
- News report on TV showing a man working as a laborer, people in a shop watching the news.
- An empty luxury living room, dust sheets covering furniture, dark and abandoned.
- A man counting coins and small bills on a wooden table, looking stressed.
- Peaceful beach in Thailand at sunset, golden hour, gentle waves.
- A woman in a white cotton dress walking on the sand, wind blowing her short hair.
- Close up of hands holding a burning diary, fire consuming the pages, beach background.
- Ashes being scattered into the ocean, waves washing them away, cinematic shot.
- A woman smiling genuinely at the horizon, tears in her eyes, feeling free.
- A small wooden house by the sea, white curtains blowing, peaceful vibe.
- A woman teaching a group of village children to draw on the beach, happy atmosphere.
- Night sky full of stars over the ocean, silhouette of a woman sitting on a rock.
- A woman answering an old telephone in a beach house, smiling.
- Final shot, footprints on the sand being washed away by the tide, fading to white.
- Close up of a fake medical certificate being torn apart.
- Reflection of a woman’s face in a shattered mirror, showing two different expressions.
- A red rose with thorns dripping blood, symbolic image.
- A pile of gold jewelry being sold at a pawn shop.
- A twin sister looking at her reflection in a shop window, seeing her dead sister.
- Raindrops falling on a black umbrella, cinematic macro shot.
- A hand gripping a bed sheet in a hospital, veins popping out.
- A microphone dropped on a stage floor, feedback noise visual.
- A bank account balance on a screen showing zero.
- A pair of high heels abandoned on a hotel carpet.
- Tuk-tuk driving through a neon-lit street in Bangkok at night, motion blur.
- Traditional Thai dancers performing at the wedding before the chaos.
- Monk receiving alms in the morning, saffron robes, peaceful street.
- Street food vendor cooking Pad Thai, steam rising, hungry crowd waiting.
- Overview of Bangkok skyline with skytrain passing, sunset.
- Lotus flowers floating in a large clay bowl, Thai decor.
- Golden Buddha statue in a temple, incense smoke swirling.
- Thai garland Phuang Malai made of jasmine, withered on the floor.
- Old wooden Thai house on stilts, riverside community.
- Songthaew red truck taxi full of passengers.
- Group of hi-so ladies gossiping behind fans, malicious expressions.
- Shocked waiters dropping trays of glasses.
- Security guards struggling to hold back a crowd of reporters.
- Children at an orphanage playing with new toys, happy group.
- Doctors looking concerned at an X-ray film.
- A friend crying while hugging a woman in a mall.
- Construction workers eating lunch on a high beam.
- Bank staff looking at a computer screen with wide eyes.
- Cleaners sweeping up the mess after the wedding disaster.
- Neighbors peeking through curtains at the mansion.
- Two masks, one crying, one smiling, lying on a table.
- A chess board with the Queen knocking over the King.
- A snake wrapping around a bundle of cash.
- A white dress stained with red wine, looking like blood.
- A puppet with strings being cut.
- A phoenix rising from ashes, artistic illustration style.
- A broken mirror reflecting a distorted face.
- A scale weighing a heart against a gold bar.
- A caged bird flying out of an open cage door.
- An hourglass running out of sand.
- Woman slapping a man in the face in public, crowd gasping.
- Car chase scene in Bangkok traffic, blurred background.
- Woman standing on a balcony throwing clothes down to the street.
- Man begging on his knees in the rain, woman walking away with umbrella.
- Crowd of protesters holding signs with the company logo crossed out.
- Secret meeting in a dark car, handing over an envelope.
- Woman laughing hysterically while drinking wine alone in a dark room.
- Man looking at an old photo album, crying in a messy room.
- Woman walking into the ocean symbolic, dress floating.
- The sun rising over the horizon, symbolizing a new beginning, bright light.