Hồn Xác Không Thanh Tẩy | สังขารที่ไม่ถูกชำระ

ป่าทึบกลืนกินแสงสุดท้ายของวันเร็วกว่าที่คิด เสียงหรีดหริ่งเรไรรอบทิศทางดังราวกับม่านเสียงที่มองไม่เห็น กั้นขวางโลกภายนอกออกจาก ‘วัดป่าเมฆ’

ที่นี่เงียบเกินไป

กร (กรณ์) เด็กหนุ่มวัยสิบแปดปีในชุดนาคสีขาว หอบหายใจเล็กน้อยหลังจากเดินเท้าเข้าสู่เขตวัด เขาเพิ่งผ่านพ้นเรื่องราวหนักหนาของครอบครัวมา และการบวชครั้งนี้คือความหวังเดียวที่จะหาความสงบ

แต่ความสงบที่เขาพบ มันหนักอึ้งและเย็นเยียบ

วัดป่าเมฆตั้งอยู่ลึกเกินไป ถูกโอบล้อมด้วยภูเขาและต้นไม้โบราณที่สูงตระหง่านจนบดบังท้องฟ้า กุฏิแต่ละหลังตั้งอยู่ห่างกัน ทอดเงาทมึนอยู่ใต้ร่มไม้ใหญ่ ไม่มีแม้แต่เสียงสุนัขสักตัว

เสียงเดียวที่ทำลายความเงียบ คือเสียงไม้กวาดทางมะพร้าวที่กรถืออยู่ เขากำลังกวาดลานดินหน้ากุฏิรับรอง เสียงใบไม้แห้งที่เสียดสีกันฟังดูแหลมเล็กจนน่ารำคาญในความเงียบนี้

“ตั้งใจกวาดหน่อย”

กรสะดุ้งสุดตัว เขาหันขวับไปตามเสียงทุ้มต่ำนั้น

พระบุญ (พระบุญ) พระพี่เลี้ยงวัยสามสิบเศษ ยืนกอดอกมองเขาจากใต้ร่มไม้ตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ ใบหน้าของพระบุญเรียบเฉย แต่ดวงตามีแววประเมินอยู่ตลอดเวลา

“ขะ… ขออภัยครับหลวงพี่ ผมไม่ทันเห็น”

“ที่นี่เราไม่ใช้เสียงกันพร่ำเพรื่อ” พระบุญพูดเนิบนาบ ก้าวเดินเข้ามาหา “เสียงกิริยาของเธอมันดัง กิเลสมันฟุ้ง”

กรหน้าเจื่อนลง เขาก้มหน้ามองพื้นดินที่ยังกวาดไม่เสร็จ “ผมจะระวังครับ”

พระบุญพยักหน้าเบาๆ มองไปรอบวัดที่เริ่มโพล้เพล้ “วัดนี้มีกฎเหล็กอยู่ไม่กี่ข้อที่เธอต้องจำให้ขึ้นใจ โดยเฉพาะเมื่อเธอจะบวชเป็นสามเณรพรุ่งนี้”

“ครับหลวงพี่”

“หนึ่ง เราฉันมื้อเดียว สอง หลังตะวันตกดิน ห้ามส่งเสียงดังโดยไม่จำเป็น สาม ห้ามพูดคุยเรื่องทางโลก” พระบุญหยุดเว้นช่วง นิ้วชี้ค่อยๆ ยกขึ้นชี้ไปยังกุฏิหลังใหญ่ที่สุดที่ตั้งอยู่ลึกเข้าไปในสุด ล้อมรอบด้วยต้นไทรเก่าแก่จนรากของมันเลื้อยพันตัวกุฏิราวกับอสรพิษ

“และสี่… ข้อที่สำคัญที่สุด”

น้ำเสียงของพระบุญเย็นลงเล็กน้อย “เวลาทำวัตรเย็น หรือเวลาใดก็ตามที่อยู่ในโบสถ์ ห้ามจ้องมอง… ท่านเจ้าอาวาส”

กรขมวดคิ้ว “ท่านเจ้าอาวาสหรือครับ?”

“ใช่ ท่านสมชาย” พระบุญเอ่ยชื่อนั้นราวกับเป็นคำต้องห้าม “เวลาท่านนั่งสมาธิ ห้ามมองท่านเด็ดขาด ก้มหน้าสวดมนต์ของตัวเองไป นี่ไม่ใช่แค่กฎ แต่เป็นความเคารพอย่างสูงสุด”

“ทำไมหรือครับ” กรอดไม่ได้ที่จะถาม

แววตาของพระบุญดูตำหนิเล็กน้อยที่กรกล้าซักไซ้ “ท่านไม่เหมือนพระทั่วไป ท่าน… อยู่ในสมาบัติที่สูงกว่าเราจะเข้าใจได้ การจ้องมองคือการรบกวน”

พระบุญหันหลังเดินนำ “เก็บไม้กวาด แล้วตามฉันมา จะพาไปดูที่พัก คืนนี้เธอนอนที่กุฏิรวมกับนาคคนอื่นๆ พรุ่งนี้เช้าค่อยเข้าพิธี”

กรเก็บไม้กวาด รีบเดินตามแผ่นหลังกว้างของพระพี่เลี้ยงไป ความเงียบของวัดตอนนี้ไม่ได้แค่หนักอึ้ง แต่กลับมีความรู้สึกเหมือนถูกจับตามองเพิ่มเข้ามาด้วย

ระหว่างทาง พวกเขาเดินผ่านศาลาการเปรียญเก่าที่ดูทรุดโทรม กรเห็นนาคอีกสองสามคนกำลังนั่งพับดอกบัวอยู่เงียบๆ ทุกคนดูซีดเซียวและไม่พูดจากัน

“ที่นี่… พระเณรมีกี่รูปหรือครับหลวงพี่” กรพยายามชวนคุยเพื่อทำลายความอึดอัด

“พระห้ารูป เณรสี่ และนาคอย่างพวกเธออีกสาม” พระบุญตอบโดยไม่หันมา “น้อย แต่สงบ”

สงบ หรือ หวาดกลัว? กรคิดในใจ

คืนนั้น กรนอนไม่หลับ เสียงป่ารอบวัดดังโหยหวนกว่าที่เขาคุ้นเคย เขานอนฟังเสียงลมหายใจของนาคคนอื่นๆ พลางคิดถึงกฎข้อสุดท้าย

ห้ามจ้องมองท่านเจ้าอาวาส

ทำไมกฎข้อนี้ถึงสำคัญขนาดนั้น?

เช้าวันรุ่งขึ้น พิธีบวชผ่านไปอย่างเรียบง่ายและรวดเร็ว กรได้ครองผ้าเหลือง กลายเป็น ‘สามเณรกร’ เขารู้สึกดีขึ้นเล็กน้อย ความกังวลเมื่อคืนจางหายไปกับแสงตะวัน

หน้าที่แรกของเขาคือการเรียนรู้กิจวัตร เขาได้พบกับสามเณรรุ่นพี่อีกสองคน คือ เณรเอก กับ เณรปอ ทั้งคู่ดูผอมและพูดน้อย

ช่วงบ่าย ขณะที่เณรกรกำลังช่วยเณรเอกเช็ดถูพื้นศาลา เขาจึงตัดสินใจถามในสิ่งที่ค้างคาใจ

“พี่เอกครับ… ท่านเจ้าอาวาส… ท่านเป็นคนยังไงหรือครับ”

เณรเอกที่กำลังก้มหน้าถูพื้น ชะงักไปเล็กน้อย มือที่จับผ้าขี้ริ้วสั่นเทา “ทำไมถึงถาม”

“ก็… หลวงพี่บุญกำชับผมหนักหนาว่าห้ามมองท่าน”

เณรเอกถอนหายใจยาว วางผ้าลง ค่อยๆ หันมามองเณรกร ใบหน้าของเณรเอกดูอิดโรย “หลวงพี่บุญเตือนแล้ว ก็จงทำตามนั้นเถอะเณรกร อย่าได้สงสัย”

“แต่…”

“เธอรู้เรื่อง ‘ตบะมืด’ ของท่านไหมล่ะ” เสียงเณรปอแทรกขึ้นมาจากอีกมุมห้อง เณรปอตัวเล็กกว่าเณรเอก แต่ดวงตาดูวูบไหวและตื่นกลัว

“ตบะมืด?” เณรกรทวนคำ

เณรเอกถลึงตาใส่เณรปอ “ปอ! อย่าพูดจาเหลวไหล!”

“มันไม่ใช่เรื่องเหลวไหล!” เณรปอเถียงเสียงสั่น “ทุกคนในวัดก็รู้… แต่ไม่มีใครกล้าพูด”

เณรปอลุกขึ้น เดินเข้ามาชิดเณรกร ลดเสียงลงจนแทบเป็นกระซิบ “หกเดือนก่อน… ท่านเจ้าอาวาสสมชาย ท่านบำเพ็ญเพียรจนถึงขั้นสูงสุด ท่านบอกว่าดวงตาเนื้อของเรานี่แหละ คือสิ่งที่ขวางกั้นเราจาก ‘ความจริง’”

เณรกรขนลุกซู่ เขารู้สึกถึงความเย็นที่แล่นผ่านสันหลัง

“ท่านว่า… การจะมองเห็น ‘โลกหน้า’ เห็นวิญญาณ เห็นเจ้ากรรมนายเวร… เราต้องสละ ‘ดวงตาเนื้อ’ ทิ้งไป”

“หมายความว่ายังไง…” เณรกรถามเสียงแผ่ว

เณรปอกลืนน้ำลายอึกใหญ่ “ท่าน… ท่านทำพิธีด้วยตัวเอง ท่านสละดวงตาทั้งสองข้างของท่าน”

เณรกรเบิกตากว้าง รู้สึกเหมือนมีอะไรจุกที่คอหอย “ท่าน… ท่านตาบอดหรือ?”

“นั่นแหละประเด็น!” เณรปอเขย่าแขนเณรกร “ภายนอกน่ะใช่ แต่ท่านบอกว่า… การสละครั้งนี้ ทำให้ท่าน ‘เห็น’ ชัดกว่าเดิม ท่านเห็นในสิ่งที่คนเป็นมองไม่เห็น”

“พอได้แล้ว ปอ!” เณรเอกตะคอก “เณรใหม่จะตกใจหมด กลับไปทำงาน!”

เณรปอสะดุ้ง ทำท่าจะเถียง แต่เมื่อเห็นสายตาดุของเณรเอก ก็ยอมล่าถอยไปทำงานต่อเงียบๆ

เณรกรยืนตัวแข็งทื่อ คำพูดของเณรปอวนเวียนอยู่ในหัว

‘ท่านสละดวงตาทั้งสองข้าง’

‘ท่านเห็นในสิ่งที่คนเป็นมองไม่เห็น’

จู่ๆ กฎที่ว่า ‘ห้ามจ้องมองท่าน’ ก็มีความหมายที่น่าขนลุกขึ้นมาทันที

เย็นวันนั้น เป็นครั้งแรกที่เณรกรต้องรับหน้าที่นำน้ำปานะ (น้ำชา) ไปถวายท่านเจ้าอาวาสที่กุฏิ

หลวงพี่บุญเป็นคนนำทางไปเอง “จำไว้นะเณรกร วางถาดน้ำชาลงตรงหน้าท่าน แล้วกราบสามครั้ง จากนั้นก็ถอยออกมาเงียบๆ ห้ามพูดอะไรก่อนที่ท่านจะทัก ห้ามทำเสียงดัง และ… ห้ามมองหน้าท่านเด็ดขาด”

“ครับหลวงพี่” เณรกรรับคำ พยายามควบคุมมือไม่ให้สั่น

กุฏิของท่านเจ้าอาวาสสมชายตั้งอยู่โดดเดี่ยวที่สุด ใต้ต้นไทรใหญ่ที่แผ่กิ่งก้านสาขาจนแทบมองไม่เห็นตัวกุฏิ รากไทรหนาทึบเลื้อยพันเสาและผนัง บรรยากาศรอบกุฏิเย็นยะเยือกและชื้น

หลวงพี่บุญหยุดอยู่แค่บันได “เข้าไป ท่านรออยู่”

เณรกรกลั้นหายใจ ค่อยๆ ประคองถาดน้ำชาเดินขึ้นบันไดไม้ที่ผุพังไปตามกาลเวลา

ภายในกุฏิมืดสนิท มีเพียงแสงริบหรี่จากตะเกียงน้ำมันดวงเล็กๆ ที่มุมห้อง กลิ่นกำยานผสมกับกลิ่นอับชื้นของไม้เก่าลอยคลุ้งจนแทบสำลัก

และบนอาสนะที่ตั้งอยู่กลางห้อง… ท่านนั่งอยู่

เณรกรเห็นเพียงแผ่นหลัง ท่านเจ้าอาวาสสมชายนั่งหันหลังให้ประตู นั่งนิ่งสงบราวกับรูปปั้นหิน ร่างกายของท่านซูบผอมจนเห็นกระดูกไหปลาร้าชัดเจนภายใต้ร่มจีวรสีเก่า

เณรกรค่อยๆ ย่องเท้าเข้าไป วางถาดน้ำชาลงบนโต๊ะเล็กๆ ข้างหน้าท่านอย่างแผ่วเบาที่สุด เขาพยายามไม่หายใจแรง

เขาทำตามที่หลวงพี่บุญสอน กราบลงสามครั้งบนพื้นไม้กระดานเย็นเฉียบ

ขณะที่เขากำลังจะลุกขึ้นและถอยออกมา…

“ผ้าของเณรเปื้อน”

เสียงนั้นแหบพร่าและแก่ชรา ดังมาจากร่างที่ไม่ได้ขยับเขยื้อนเลยแม้แต่น้อย ท่านยังคงนั่งหันหลังให้เขา

เณรกรตัวแข็งทื่อ เขาก้มลงมองผ้าอังสะ (สบงที่พาดบ่า) ของตัวเองโดยอัตโนมัติ

…จริงด้วย

มีรอยเปื้อนโคลนเล็กๆ ติดอยู่ที่ชายผ้า ซึ่งเขาไม่ทันสังเกตเห็นเลยตั้งแต่ตอนบ่าย

หัวใจของเณรกรเต้นรัว เขารู้สึกเหมือนถูกกระชากลงไปในน้ำเย็น

ท่านหันหลังให้เขา กุฏิมืดขนาดนี้… ท่านเห็นได้อย่างไร?

“ขะ… ขอประทานอภัยครับหลวงปู่” เณรกรละล่ำละลัก กราบอีกครั้ง

“ออกไปได้” เสียงนั้นดังขึ้นอีกครั้ง ยังคงเรียบเฉยและไร้ความรู้สึก

เณรกรแทบจะคลานถอยหลังออกมาจากกุฏิ เขารีบสวมรองเท้าและวิ่งกลับไปหาหลวงพี่บุญที่ยืนรออยู่ด้วยใบหน้าซีดเผือด

“หลวงพี่ครับ! ท่าน… ท่านรู้!”

หลวงพี่บุญจับไหล่เณรกรแน่น “รู้อะไรของเธอ”

“ท่านรู้ว่าผ้าผมเปื้อน ทั้งที่ท่านหันหลังให้ผม!”

หลวงพี่บุญถอนหายใจยาว พยายามปั้นหน้าให้เรียบเฉย “ฉันลืมบอกเธอไป”

“…”

“หูของท่านดีเป็นเลิศ… ดีเกินมนุษย์ทั่วไป” หลวงพี่บุญพูด พลางจูงแขนเณรกรให้เดินห่างออกมาจากกุฏิหลังนั้น “ท่านได้ยินทุกอย่าง… เสียงผ้าของเธอเสียดสีกันตอนขยับตัว เสียงรอยเปื้อนที่มันหนืดกว่าผ้าส่วนอื่น”

เณรกรพยายามทำความเข้าใจ… เสียงรอยเปื้อน? มันมีเสียงด้วยหรือ? เขาไม่ได้ยินอะไรเลย

“อย่าคิดมาก” หลวงพี่บุญตบบ่าเขา “ท่านแค่… ละเอียดอ่อน นั่นคือสิ่งที่เกิดจากการบำเพ็ญเพียร”

เณรกรพยักหน้ารับ แต่ในใจของเขาไม่เชื่อเลยแม้แต่นิดเดียว

ความรู้สึกที่เขาสัมผัสได้ในกุฏินั้น ไม่ใช่ความ ‘ละเอียดอ่อน’

มันคือการ ‘รับรู้’ ที่น่าสะพรึงกลัว

และคืนนั้น ก็มาถึง… การทำวัตรเย็นครั้งแรกของสามเณรกร

โบสถ์เก่าของวัดป่าเมฆมืดและอับชื้น แสงสว่างเพียงแหล่งเดียวมาจากเทียนเล่มใหญ่สองสามเล่มหน้าพระประธาน ซึ่งส่องให้เห็นเพียงเงารางๆ ของพระพุทธรูปองค์ดำทะมึน

พระและเณรทุกรูปนั่งประจำที่บนอาสนะของตน ความเงียบเข้าครอบงำ มีเพียงเสียงสวดมนต์ทุ้มต่ำที่เริ่มดังขึ้น

เณรกรนั่งอยู่แถวหลังสุด เขาพยายามตั้งสมาธิ แต่สายตาของเขาก็อดไม่ได้ที่จะเหลือบมองไปยังตำแหน่งของเจ้าอาวาส

ท่านสมชายนั่งอยู่บนแท่นที่ยกสูงกว่าคนอื่น ในมุมที่มืดที่สุดของโบสถ์… มืดเสียจนเณรกรไม่สามารถมองเห็นรูปร่างของท่านได้เลย

เขาเห็นเพียงความมืดที่รวมตัวกันเป็นก้อนหนาทึบ… นั่งนิ่งอยู่ตรงนั้น

เณรกรจำคำเตือนของหลวงพี่บุญได้ เขาจึงรีบก้มหน้าลง มองปลายเท้าตัวเอง พนมมือสวดมนต์ตามเสียงของพระรูปอื่น

เสียงสวดมนต์ดังกระหึ่มขึ้นเรื่อยๆ สร้างบรรยากาศที่ทั้งศักดิ์สิทธิ์และน่าอึดอัดในเวลาเดียวกัน

เณรกรสวดไปได้ครู่หนึ่ง เขาก็รู้สึกถึงมัน…

ความรู้สึกเหมือนถูกจ้อง

มันไม่ใช่การจ้องมองธรรมดา มันเป็นความรู้สึกเย็นเยียบที่ไต่ขึ้นมาตามสันหลัง ราวกับมีใครบางคนกำลังเพ่งมองทะลุเสื้อผ้า ทะลุผิวหนัง เข้าไปถึงกระดูก

เขาสวดมนต์เสียงดังขึ้น พยายามข่มความกลัว

แต่ความรู้สึกนั้นไม่หายไป มันยิ่งชัดเจนขึ้น… ชัดเจนจนเขาหายใจไม่ออก

เขาฝ่าฝืนกฎ เขาทำในสิ่งที่หลวงพี่บุญห้ามไว้

เณรกรค่อยๆ… ค่อยๆ… เงยหน้าขึ้นมองไปยังแท่นที่ประทับของเจ้าอาวาส

ในตอนแรก เขายังคงไม่เห็นอะไรนอกจากความมืดมิดในมุมนั้น

แต่แล้ว… เมื่อดวงตาของเขาเริ่มปรับชินกับแสงเทียนสลัว…

เขาก็เห็นมัน

ในความมืดนั้น… ในตำแหน่งที่ควรจะเป็นใบหน้าของท่านสมชาย…

ไม่มีใบหน้า

แต่มีจุดสว่างเล็กๆ สองจุด…

มันเล็กมาก แต่สว่างไสว… ราวกับหยดน้ำค้างที่ต้องแสงจันทร์ หรือ… หรือดวงตาสัตว์ป่ายามค่ำคืน

ไม่… มันคือดวงตา

ดวงตาสองดวงที่เปียกชื้นและเป็นประกาย… กำลังลอยอยู่ในความมืด

และมัน… กำลังจ้องมองมาที่เขาโดยตรง

เณรกรตัวแข็งทื่อ ลืมสิ้นบทสวดมนต์ ลมหายใจของเขาติดขัดอยู่ในอก

นั่นไม่ใช่ดวงตาของมนุษย์ และยิ่งไม่ใช่ดวงตาของคนตาบอด

เขารีบก้มหน้าลงทันที หัวใจเต้นแรงราวกับจะทะลุออกมานอกอก เหงื่อเย็นเฉียบไหลอาบไปทั่วแผ่นหลัง

เขาหลับตาแน่น แต่ภาพของ ‘ดวงตา’ ที่ลอยอยู่ในความมืดนั้นยังคงติดตรึงอยู่ที่เปลือกตาด้านใน

ตลอดเวลาที่เหลือของการทำวัตรเย็น เณรกรไม่ได้เงยหน้าขึ้นมาอีกเลย

แต่เขาก็รู้… โดยไม่ต้องมอง…

ว่าดวงตาคู่นั้น… ยังคงจ้องมองเขาอยู่ไม่วางตา


เสียงสวดมนต์หยุดลงกะทันหัน ความเงียบที่ถาโถมเข้ามาแทนที่นั้นดังยิ่งกว่าเสียงใดๆ

เณรกรยังคงก้มหน้าตัวแข็งทื่อ เขาไม่ได้ยินเสียงพระรูปอื่นลุกขึ้นด้วยซ้ำ เขารู้สึกเหมือนถูกตรึงไว้กับพื้นด้วยสายตาคู่นั้น จนกระทั่งเณรเอกที่นั่งข้างๆ สะกิดเขาเบาๆ

“เสร็จแล้ว”

เณรกรสะดุ้ง เงยหน้าขึ้นมอง เณรเอกมองเขาด้วยความสงสัย โบสถ์เกือบจะว่างเปล่าแล้ว พระรูปอื่นทยอยกันเดินออกไปหมด

เณรกรมองไปยังแท่นประทับ… ว่างเปล่า

ความมืดตรงนั้นกลับไปเป็นความมืดธรรมดา ไม่มีดวงตา ไม่มีจุดสว่าง ท่านสมชายหายไปแล้ว

“ท่าน… ท่านไปตอนไหน” เณรกรถามเสียงสั่น

“ท่านลุกออกไปก่อนคนแรกเสมอ” เณรเอกตอบ “เธอเป็นอะไรหรือเปล่า หน้าซีดเหมือนเห็นผี”

“เปล่า… เปล่าครับ” เณรกรปฏิเสธ รีบลุกขึ้นยืน ขาของเขาสั่นจนแทบจะก้าวไม่ออก

เขากราบพระประธานอย่างลวกๆ แล้วรีบวิ่งออกจากโบสถ์ อากาศเย็นยามค่ำคืนภายนอกปะทะใบหน้า แต่ไม่ได้ช่วยให้เขารู้สึกดีขึ้นเลย เขายืนหอบอยู่ใต้ต้นลีลาวดี กลิ่นดอกไม้ที่เคยหอม ตอนนี้กลับเหม็นจนน่าเวียนหัว

เขาต้องคุยกับหลวงพี่บุญ เขาต้องรู้ให้ได้ว่าสิ่งที่เขาเห็นคืออะไร

เณรกรวิ่งไปดักรอหลวงพี่บุญที่กำลังเดินกลับกุฏิ

“หลวงพี่ครับ!” เขาร้องเรียก ทำลายกฎความเงียบยามวิกาลอีกครั้ง

หลวงพี่บุญหันมา ใบหน้าเคร่งขรึมอยู่แล้ว ยิ่งเคร่งขรึมหนักขึ้นไปอีกเมื่อเห็นว่าเป็นเณรกร “มีอะไรสามเณรกร ฉันบอกเธอแล้วเรื่องการใช้เสียง”

“หลวงปู่… ในโบสถ์…” เณรกรพูดติดอ่าง “ผม… ผมเห็นตาของท่าน!”

สีหน้าของหลวงพี่บุญเปลี่ยนไปทันที จากความรำคาญเป็นความตื่นตระหนก… และความโกรธ

“เธอพูดบ้าอะไร!” หลวงพี่บุญตวาดเสียงต่ำ แต่ดังพอที่จะทำให้เณรกรสะดุ้ง

“ผมเห็นจริงๆ ครับ!” เณรกรยืนยัน “มันอยู่ในความมืด… ตรงที่ท่านนั่ง… เป็นจุดสว่างสองจุด เหมือนตาเปียกๆ… จ้องผม… จ้องผมไม่กระพริบเลย!”

“วิปลาส!” หลวงพี่บุญจับแขนเณรกรแน่น บีบจนเณรกรนิ่วหน้า “เธอกำลังฟุ้งซ่าน! จิตของเธอกำลังปรุงแต่งเรื่องเลวร้าย!”

“แต่มันเหมือนจริงมากนะครับ!”

“มันคือแสงเทียน!” หลวงพี่บุญเถียงเสียงดังขึ้น “แสงเทียนมันสะท้อน! อาจจะสะท้อนกับหยดน้ำค้าง หรือเศษแก้วอะไรก็ได้! หรืออาจจะเป็นหิ่งห้อย!”

“มันไม่ใช่หิ่งห้อยครับหลวงพี่ มันจ้องผมนิ่ง… มัน…”

“พอ!” หลวงพี่บุญผลักเณรกรจนเกือบเซล้ม “นี่คือการปรามาส! เธอรู้ไหมว่าเธอกำลังพูดถึงใคร! ท่านเจ้าอาวาสสละดวงตาเพื่อการหลุดพ้น ท่านตาบอดสนิท! การที่เธอคิดอกุศลแบบนี้ จิตของเธอนั่นแหละที่กำลังป่วย!”

เณรกรอยากจะเถียง แต่เมื่อเขาสบตาหลวงพี่บุญ… เขาก็เห็นบางอย่าง

หลวงพี่บุญกำลังโกรธ… แต่ก็กำลังกลัวด้วย

มือของหลวงพี่บุญที่กำจีวรอยู่นั้น สั่นเทาอย่างเห็นได้ชัด

“อย่าพูดเรื่องนี้ให้ใครฟังอีก… เด็ดขาด” หลวงพี่บุญสั่งเสียงเด็ดขาด “ถ้าเธอยังอยากอยู่ที่นี่อย่างสงบ จงลืมสิ่งที่เธอ ‘คิด’ ว่าเห็นไปซะ… มันเป็นแค่ภาพลวงตาที่เกิดจากความกลัวของเธอเอง”

หลวงพี่บุญหมุนตัว เดินจากไปอย่างรวดเร็ว ทิ้งให้เณรกรยืนอยู่ตามลำพังในความมืดและความสับสน

ภาพลวงตาอย่างนั้นหรือ?

เณรกรยกมือขึ้นเช็ดเหงื่อที่หน้าผาก

ไม่… เขารู้ดีว่าสิ่งที่เขาเห็นไม่ใช่ภาพลวงตา

วันต่อมา เณรกรใช้ชีวิตราวกับคนละเมอ เขาพยายามหลีกเลี่ยงการเข้าใกล้กุฏิของท่านสมชาย และพยายามไม่สบตากับหลวงพี่บุญ

เขาเริ่มสังเกตเณรเอกกับเณรปอมากขึ้น ทั้งคู่ดูผอมซีด และมักจะมีรอยคล้ำใต้ตา เหมือนคนนอนไม่พอ เณรปอดูขวัญผวาเป็นพิเศษ ทุกครั้งที่มีเสียงใบไม้ไหว เขาก็จะสะดุ้ง

บรรยากาศในวัดมันอึดอัด… เหมือนทุกคนกำลังเก็บงำความลับดำมืดบางอย่างเอาไว้

และแล้ว… เหตุการณ์ที่ตอกย้ำความกลัวของเขาก็เกิดขึ้น

เวลาฉันเพล ซึ่งเป็นมื้อเดียวของวัน พระเณรทุกรูปนั่งล้อมวงกันในศาลาฉันอาหาร กฎเหล็กคือความเงียบ ห้ามมีเสียงใดๆ เล็ดลอดออกมานอกจากเสียงช้อนส้อมที่กระทบกับบาตร

ท่านเจ้าอาวาสสมชายนั่งอยู่ที่หัวโต๊ะบนอาสนะที่ยกสูงตามลำพัง

วันนี้เณรกรเลือกนั่งที่ท้ายสุด พยายามทำตัวให้ลีบเล็กที่สุด เขาไม่อยากให้ท่าน ‘รับรู้’ ถึงการมีอยู่ของเขา

ท่านสมชายนั่งนิ่ง… ใบหน้าของท่านอยู่ในเงามืดจากมุมเสา ก้มต่ำลงเล็กน้อย เณรกรเห็นเพียงรอยแผลเป็นลึกโบ๋ตรงเบ้าตาของท่านรำไร… มันดูน่ากลัวจนเขาต้องรีบก้มหน้ามองบาตรของตัวเอง

ความเงียบหนักอึ้ง มีเพียงเสียงเคี้ยวและเสียงช้อน

เณรกรพยายามตักข้าวเข้าปากอย่างระมัดระวัง มือของเขายังสั่นไม่หายจากเรื่องเมื่อคืน

ทันใดนั้น… เหรียญบาทเหรียญหนึ่งที่เขาอาจจะลืมไว้ในย่ามตั้งแต่ก่อนบวช มันหลุดร่วงลงมาจากผ้าอังสะของเขา

เคร้ง!

เสียงเหรียญโลหะกระทบพื้นไม้กระดาน ดังสนั่นราวกับเสียงระฆังแตกในความเงียบนั้น

ทุกการเคลื่อนไหวในศาลาหยุดชะงัก

พระเณรทุกรูปนิ่งค้าง… ช้อนจ่ออยู่ที่ปาก…

เณรกรตัวแข็งทื่อ เลือดในกายเย็นเฉียบ เขารู้สึกเหมือนถูกสาดด้วยน้ำแข็ง เขาก้มหน้าต่ำ ไม่กล้าแม้แต่จะหายใจ

ความเงียบที่ตามมานั้นน่าทรมานยิ่งกว่าเสียงใดๆ มันยืดเยื้อ… หนึ่งวินาที… สองวินาที…

แล้วเสียงแหบพร่าของท่านเจ้าอาวาสก็ดังขึ้นจากหัวโต๊ะ

“เณรกร”

เณรกรสะดุ้งสุดตัว ราวกับถูกไฟฟ้าช็อต

ท่าน… ท่านรู้ได้ยังไงว่าเป็นเขา?

“เก็บมันขึ้นมา”

เสียงนั้นเรียบเฉย ไร้อารมณ์ แต่ทรงอำนาจจนทุกคนต้องก้มหัวให้

เณรกรหน้าซีดเผือด เขารีบก้มลงคลำหาเหรียญบนพื้น มือสั่นจนหยิบมันแทบไม่ได้

“อย่า… สิ้นเปลืองศรัทธาของผู้อื่น”

ท่านสมชายพูดต่อ… โดยที่ไม่ได้หันมามอง… ไม่ได้ขยับตัวเลยแม้แต่น้อย

เณรกรกำเหรียญไว้แน่น เหงื่อแตกพลั่ก เขาก้มกราบลงกับพื้น “ขอ… ขอประทานอภัยครับหลวงปู่”

เขาไม่กล้าเงยหน้าขึ้นมองท่านเลย แต่เขากล้าเหลือบมองหลวงพี่บุญ…

หลวงพี่บุญนั่งอยู่ไกลออกไป ใบหน้าของท่านซีดขาวราวกับกระดาษ… และท่านกำลังหลบสายตาของเณรกร

เณรกรกลับมานั่งตัวเกร็ง เขาไม่ได้แตะอาหารในบาตรอีกเลย

หูทิพย์งั้นหรือ?

เณรกรไม่เชื่อ

นี่มันไม่ใช่หูทิพย์… นี่มันคือการหยั่งรู้ที่ผิดธรรมชาติ

ความสงสัยของเขาแปรเปลี่ยนเป็นความหวาดระแวง เขาเริ่มจับตามองทุกสิ่งรอบตัว

ช่วงบ่ายวันนั้น เณรกรได้รับมอบหมายให้ไปกวาดใบไม้ที่ลานกว้างหน้ากุฏิของท่านสมชาย (แต่กวาดอยู่ไกลๆ ไม่ได้เข้าไปใกล้)

เขามองเห็นท่านสมชายนั่ง “นั่งสมาธิ” อยู่บนชานระเบียงกุฏิของท่าน นั่งนิ่งเหมือนเดิม หันหน้าออกไปทางป่า

เณรกรอยู่ห่างออกไปเกือบห้าสิบเมตร

เขากวาดใบไม้… เสียงดัง ซ่ก… ซ่ก… ซ่ก…

แล้วเขาก็ตัดสินใจลองอะไรบางอย่าง

เขาแกล้งกวาดใบไม้ไปที่เดิมซ้ำๆ ซ่ก… ซ่ก… ซ่ก… วนอยู่ที่เดิมนานเกือบนาที

ไม่มีปฏิกิริยาใดๆ จากร่างนั้น

จากนั้น… เณรกรก็หยุดกวาดกะทันหัน เขายืนถือไม้กวาดนิ่งอยู่กลางลาน… ยืนเงียบ… รอคอย…

หนึ่งนาทีผ่านไป…

สองนาที…

ลมพัดผ่านยอดไม้เสียงหวีดหวิว

แล้วเสียงแหบพร่านั้นก็ดังลอยข้ามลานกว้างมา… มันไม่ได้ตะโกน… แต่มันชัดเจนราวกับท่านมายืนกระซิบอยู่ข้างหู

“งานของเธอยังไม่เสร็จ”

เณรกรผวาสุดตัว…

ไม้กวาดหลุดจากมือเขาร่วงลงพื้น

เขาวิ่ง… วิ่งหนีออกมาจากตรงนั้นโดยไม่คิดชีวิต

เขาวิ่งไปจนถึงกุฏิเณร ล้มตัวลงนั่งหอบอยู่หลังโอ่งน้ำ หัวใจเต้นระรัว

เขาถูกจับตามอง… ตลอดเวลา

ไม่ว่าเขาจะทำอะไร… ไม่ว่าเขาจะอยู่ที่ไหน…

ท่านสมชาย… “เห็น” เขาเสมอ


ความกลัวที่เกาะกุมเณรกรไม่ได้จางหายไปตามกาลเวลา ตรงกันข้าม มันกลับฝังรากลึกลงไปในจิตใจของเขา เปลี่ยนความสงบที่เขาเคยโหยหาให้กลายเป็นความหวาดระแวงทุกฝีก้าว

เขากลายเป็นคนตื่นกลัว เงียบขรึม และผวาต่อเสียงที่เบาที่สุด

เขารู้สึกได้ว่าตัวเองกำลังถูกจับตามอง… ไม่ใช่แค่จากท่านสมชาย แต่จากทุกคน

หลวงพี่บุญมองเขาด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยคำเตือนที่เย็นชา เณรเอกพยายามหลีกเลี่ยงที่จะอยู่กับเขาตามลำพัง ส่วนเณรปอ… เณรปออยู่ในสภาพที่ไม่ต่างจากเขาเท่าไหร่นัก

บ่ายวันหนึ่ง เณรกรตัดสินใจว่าเขาไม่สามารถทนอยู่ในความโดดเดี่ยวนี้ได้อีกต่อไป เขาต้องการพันธมิตร หรืออย่างน้อยก็คนที่เข้าใจ

เขาพบเณรปอกำลังซักจีวรอยู่ที่บ่อน้ำหลังวัดเพียงลำพัง เณรกรเดินเข้าไปหาอย่างเงียบเชียบ

“พี่ปอ”

เณรปอสะดุ้งสุดตัว ทำผ้าที่ซักอยู่หลุดมือตกลงไปในบ่อ “เณรกร! ตกใจหมด!”

“ขอโทษครับ” เณรกรก้มหัว “ผม… ผมมีเรื่องอยากจะถาม”

แววตาของเณรปอเปลี่ยนจากตกใจเป็นตื่นกลัวในทันที เขาหันซ้ายหันขวาอย่างลุกลี้ลุกลน “เรื่องอะไร… ฉันรีบอยู่”

“เรื่อง… ท่านเจ้าอาวาสครับ” เณรกรลดเสียงลง “คืนก่อน… ตอนทำวัตร… ผมเห็น…”

“อย่าพูด!” เณรปอแทรกขึ้นมาทันที เสียงสั่น “ห้ามพูดเรื่องนั้น! เธออยากตายหรือไง!”

“ตาย? ทำไมต้องตายครับ?” เณรกรขมวดคิ้ว “ผมแค่เห็น… ดวงตา…”

“ฉันบอกให้หยุดไง!” เณรปอผลักเณรกรออกห่าง “เธอไม่รู้อะไร! ที่นี่ไม่เหมือนที่อื่น! ความเงียบคือเกราะป้องกันตัวเรา! ยิ่งเธออยากรู้ เธอก็ยิ่งเข้าใกล้อันตราย!”

“อันตรายอะไรครับพี่ปอ” เณรกรจับแขนเณรปอไว้ “พี่ก็รู้สึกเหมือนกันใช่ไหม พี่ก็กลัวท่านใช่ไหม”

เณรปอสบตาเณรกร… ในดวงตาคู่นั้นเต็มไปด้วยความหวาดผวาจนแทบจะกลายเป็นความวิกลจริต “กลัวเหรอ?” เณรปอหัวเราะแห้งๆ “เธอยังใช้คำว่า ‘กลัว’ ได้อีกเหรอ… ฉันน่ะ… ฉันเลยคำนั้นไปไกลแล้ว”

“หมายความว่ายังไง”

“เณรรูปก่อนหน้าเธอ… เณรจัน… เขาหายไป” เณรปอกระซิบ “เขาเป็นคนช่างสงสัยเหมือนเธอ ชอบตั้งคำถามเหมือนเธอ… แล้ววันหนึ่งเขาก็หายไป”

เณรกรใจหายวาบ “หายไปไหนครับ… สึกเหรอ?”

“หลวงพี่บุญบอกว่าเขาสึกกลางพรรษา… แต่ฉันไม่เชื่อ” เณรปอส่ายหัวช้าๆ น้ำตาคลอหน่วย “คืนก่อนที่เขาจะหายไป… เขาบอกฉันว่า… เขาจะเข้าไปดูให้เห็นกับตา… ว่าในกุฏิของท่านสมชาย… มีอะไรซ่อนอยู่กันแน่”

เณรกรนิ่งอึ้ง…

“หลังจากนั้นก็ไม่มีใครเห็นเณรจันอีกเลย” เณรปอดึงแขนตัวเองออกจากมือเณรกร “ถ้าเธอยังอยากมีชีวิตอยู่… จงก้มหน้าก้มตาทำหน้าที่ของตัวเองไปซะ… แล้วอย่า… อย่าไปอยากรู้เรื่องของท่าน… อย่าไปท้าทาย ‘การมองเห็น’ ของท่าน”

เณรปอรีบคว้าผ้าผืนใหม่ขึ้นมาซักต่อ โดยไม่หันมามองเณรกรอีกเลย

คำพูดของเณรปอเหมือนค้อนหนักๆ ที่ทุบลงมากลางใจของเณรกร

นี่มันไม่ใช่แค่เรื่องตบะแก่กล้าหรือหูทิพย์อีกต่อไปแล้ว… นี่มันมีเรื่องของการ ‘หายตัวไป’ เกี่ยวข้องด้วย

ความกลัวของเขาเริ่มมีน้ำหนักของความตายเข้ามาปะปน

และในบ่ายวันนั้นเอง… เหตุการณ์ที่สั่นคลอนความศรัทธาสุดท้ายของเขาก็เกิดขึ้น

มีสุนัขจรจัดตัวหนึ่งหลงเข้ามาในวัด มันเป็นสุนัขพันธุ์ทาง ผอมโซจนเห็นซี่โครง ขนร่วงเป็นหย่อมๆ ท่าทางตื่นกลัวผู้คน แต่ก็คงจะหิวมากจนต้องเสี่ยงเข้ามา

มันเดินกะเผลกๆ ผ่านลานวัด เณรเอกเห็นเข้าก็เกิดความสงสาร จึงเอาเศษข้าว้นบาตรที่เหลือจากมื้อเพล (ซึ่งปกติจะนำไปเททิ้ง) มาโยนให้มัน

เจ้าสุนัขผอมโซลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แต่สุดท้ายความหิวก็ชนะความกลัว มันรีบวิ่งเข้ามากินเศษข้าวนั้นอย่างตะกละตะกลาม

เณรกรยืนมองอยู่ห่างๆ เขารู้สึกสงสารมันจับใจ

หลังจากกินอิ่ม มันก็ดูผ่อนคลายลงเล็กน้อย มันกระดิกหางช้าๆ ให้เณรเอก เณรเอกลูบหัวมันเบาๆ “น่าสงสาร… คงหลงมาจากป่า”

เจ้าสุนัขดูเป็นมิตร มันเดินดมกลิ่นไปทั่วบริเวณอย่างมีความสุข มันเดินผ่านกุฏิของหลวงพี่บุญ… เดินผ่านศาลาฉัน… มันดูเหมือนสุนัขธรรมดาทั่วไปที่กำลังหาที่พักพิง

แล้วมันก็เดินไปถึงเขตลานหน้ากุฏิของท่านเจ้าอาวาสสมชาย

ในตอนนั้น… ท่านสมชายกำลังนั่ง “สมาธิ” อยู่บนชานระเบียงกุฏิของท่านเหมือนเช่นทุกวัน… นั่งนิ่ง… หันหน้าออกไปทางป่าทึบ… ไม่ไหวติง

เณรกรที่กำลังยืนดูอยู่ รู้สึกถึงความเย็นวาบที่สันหลังขึ้นมาดื้อๆ

เจ้าสุนัขตัวนั้น… มันยังไม่รู้ตัว มันยังคงเดินดมกลิ่นพื้นดินไปเรื่อยๆ… เข้าใกล้ระเบียงกุฏิเข้าไปทุกขณะ

สิบเมตร…

ห้าเมตร…

สามเมตร…

ทันใดนั้น… เจ้าสุนัขก็หยุดกึก…

มันหยุดนิ่งราวกับถูกแช่แข็ง ขนทั้งตัวของมันลุกชันขึ้นพร้อมกัน หางที่เคยกระดิกก็แข็งทื่อและม้วนงอเข้าหว่างขา

มันยืนจ้องไปยังร่างของท่านสมชายที่นั่งนิ่งอยู่…

แล้วมันก็เริ่ม… คำราม…

ไม่ใช่การคำรามแบบดุร้าย… แต่เป็นการคำรามที่แฝงไปด้วยความหวาดกลัวสุดขีด… เสียงขู่ในลำคอที่สั่นเทา

ท่านสมชายยังคงนั่งนิ่ง… ไม่ได้ขยับเลยแม้แต่เซนติเมตรเดียว

แต่เณรกร… เขารู้สึกได้… เขารู้สึกถึง ‘แรงกดดัน’ ที่มองไม่เห็น… ความหนักอึ้งในอากาศที่เคยเกิดขึ้นในกุฏิของท่าน… ตอนนี้มันกำลังแผ่ออกมาจากร่างที่นั่งนิ่งนั้น

เจ้าสุนัขเริ่มถอยหลัง… ก้าวถอยอย่างช้าๆ… ตาของมันยังคงจับจ้องไปที่ท่านสมชายไม่วางตา…

แล้วมันก็เห่า!

เสียงเห่าของมันแหลมสูง… เต็มไปด้วยความตื่นตระหนก…

หลังจากเห่าเพียงครั้งเดียว มันก็หันหลังกลับ… แล้ววิ่งสุดชีวิต

มันวิ่งเตลิดเปิดเปิง… ร้องครางหงิงๆ ไปตลอดทาง… วิ่งหนีเข้าไปในป่าลึกทิศทางเดิมที่มันมา… หายลับไป… ทิ้งไว้เพียงเสียงสะท้อนของความหวาดกลัว

เณรกรยืนอ้าปากค้าง…

เขามองตามสุนัขตัวนั้นไปจนลับสายตา… แล้วค่อยๆ หันกลับมามองที่ท่านสมชาย

ท่านยังคงนั่งอยู่ที่เดิม… ในท่าเดิม… ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น

แต่เณรกรแน่ใจ…

สุนัขตัวนั้น… มันไม่ได้กลัว ‘คน’…

มันกลัว ‘อะไรบางอย่าง’ ที่อยู่ในร่างของท่านสมชาย

เย็นวันนั้น เณรกรนอนไม่หลับอย่างสิ้นเชิง เขาพยายามข่มตาให้หลับ แต่ภาพดวงตาเรืองแสงในโบสถ์… คำพูดของเณรปอเรื่องเณรจันที่หายไป… และท่าทีหวาดกลัวของสุนัขตัวนั้น… มันวนเวียนตอกย้ำอยู่ในหัวของเขา

ดึกสงัด… เวลาประมาณตีสอง… เณรกรได้ยินเสียงเปิดประตูเบาๆ

เขาลืมตาในความมืดของกุฏิรวมเณร เขาเห็นเงาตะคุ่มของใครบางคนกำลังย่องออกไป

เณรกรตัดสินใจลุกตามไปเงียบๆ

เขาแอบเดินตามเงาร่างนั้นไปในความมืด… ร่างนั้นคือเณรเอก

เณรเอกไม่ได้ไปเข้าห้องน้ำ… แต่เขากำลังเดินตรงไปยังทิศทางของ… โรงครัว?

เณรกรแอบซุ่มมองจากหลังพุ่มไม้ เขาเห็นเณรเอกจุดตะเกียงในโรงครัว แล้วเริ่มจัดเตรียมอาหาร

…อาหาร? ในเวลาตีสอง?

มันไม่ใช่แค่อาหารธรรมดา… เณรเอกกำลังจัดอาหารคาวหวานหลายอย่าง… มากกว่ามื้อเพลปกติเสียอีก… มีข้าวสวยร้อนๆ… แกง… ของหวาน… และผลไม้ที่แกะสลักอย่างสวยงาม

เณรกรขมวดคิ้ว… นี่มันเหมือน… ‘เครื่องเซ่น’

เณรเอกจัดทุกอย่างลงในถาดขนาดใหญ่ ยกมันขึ้นทูนหัว แล้วเดินออกจากโรงครัว

เณรกรหัวใจเต้นแรง เขาเดินตามเงาของเณรเอกไปในระยะห่าง

และจุดหมายปลายทางของเณรเอก… ก็คือที่ที่เณรกรกลัวที่สุด

…กุฏิของท่านเจ้าอาวาสสมชาย

เณรกรเห็นเณรเอกเดินขึ้นบันไดไปอย่างเงียบเชียบ เคาะประตูเบาๆ สามครั้ง

ประตูเปิดออก… ความมืดภายในกุฏิกลืนร่างของเณรเอกเข้าไป…

เณรกรยืนตัวแข็งอยู่หลังต้นไม้…

นี่มันอะไรกัน?

วัดป่า… ฉันมื้อเดียว… บำเพ็ญทุกรกิริยา…

แล้วอาหารคาวหวานมื้อดึกนี่มันคืออะไร?

มันขัดแย้งกับทุกสิ่งที่เขารู้มา… มันขัดแย้งกับภาพลักษณ์ของพระนักปฏิบัตินิยมที่หลวงพี่บุญพยายามพร่ำบอก

สิบห้านาทีต่อมา… เณรเอกก็เดินกลับออกมา… มือเปล่า

ใบหน้าของเณรเอกภายใต้แสงจันทร์ดูซีดเผือดและอิดโรยอย่างเห็นได้ชัด เขารีบเดินกลับกุฏิไปโดยไม่หันมามองข้างหลัง

เณรกรยังคงยืนนิ่งอยู่ที่เดิม

ความสงสัยของเขาถูกแทนที่ด้วยความรู้สึกขยะแขยง

นี่ไม่ใช่การบำเพ็ญเพียร… นี่คือการหลอกลวง

มีบางอย่างที่เน่าเฟะ… ซ่อนอยู่ภายใต้ความเงียบสงบจอมปลอมของวัดป่าเมฆแห่งนี้

คืนนั้น เณรกรฝันร้าย

เขาฝันว่าเขากำลังนั่งทำวัตรเย็นอยู่ในโบสถ์… แต่ครั้งนี้… โบสถ์ว่างเปล่า… ไม่มีพระ ไม่มีเณร… มีแค่เขาคนเดียว

เขานั่งอยู่ท่ามกลางความมืดและกลิ่นธูปที่เหม็นอับ

เขาสวดมนต์… แต่เสียงสวดมนต์ของเขากลับฟังดูโหยหวนและผิดเพี้ยน

เขาพยายามจะหยุดสวด แต่ปากของเขากลับขยับต่อไปเอง…

แล้วเขาก็เงยหน้าขึ้น…

บนแท่นประทับ… ที่เคยเป็นที่นั่งของท่านสมชาย…

บัดนี้… ท่านนั่งหันหน้ามาหาเขา

ร่างของท่านยังคงนิ่ง… แต่ศีรษะของท่าน… เอียงห้อยลงมาด้านข้างในองศาที่ผิดธรรมชาติ… ราวกับคอหัก

และในเบ้าตาที่ลึกโบ๋…

ดวงตาสองดวงที่เปียกชื้นและเรืองแสง… กำลังจ้องมองมาที่เขา

จ้องเขม็ง…

แล้วท่านก็ยิ้ม… ปากของท่านฉีกกว้างออก… เผยให้เห็นความมืดมิดที่ไร้ที่สิ้นสุดภายใน

เณรกรกรีดร้อง…

เขาสะดุ้งตื่นขึ้นมาบนที่นอนของตัวเอง เหงื่อท่วมตัว… หายใจหอบ…

เสียงกรีดร้องของเขาดังลั่นไปทั่วกุฏิ เณรเอกกับเณรปอสะดุ้งตื่นขึ้นมามองเขาด้วยความตกใจ

“ฝันร้าย… ผมแค่ฝันร้าย” เณรกรละล่ำละลักบอก

แต่เขารู้… มันไม่ใช่แค่ความฝัน

มันคือคำเตือน

เช้าวันรุ่งขึ้น เณรกรตัดสินใจแน่วแน่

เขาไม่สามารถทนอยู่กับความกลัวและความหลอกลวงนี้ได้อีกต่อไป เขาจะไม่หนี… แต่เขาต้องรู้ความจริง

เขาจะไม่ยอมเป็นเหมือนเณรจันที่หายสาบสูญไป

เขาจะต้องรู้ให้ได้… ว่า ‘อะไร’ กันแน่… ที่สิงสถิตอยู่ในร่างของท่านเจ้าอาวาสสมชาย

และ ‘อะไร’ กันแน่… ที่ซ่อนอยู่ในกุฏิหลังนั้น

เขามองไปยังกุฏิของท่านสมชายที่ตั้งตระหง่านอยู่ไกลๆ… วันนี้… เงามืดของมันดูทมึนและน่าสะพรึงกลัวกว่าทุกวัน


เสียงกรีดร้องของเณรกรยังคงก้องสะท้อนอยู่ในความเงียบของกุฏิ แม้ว่าเขาจะตื่นเต็มตาแล้วก็ตาม เณรเอกกับเณรปอจ้องมองเขาด้วยสายตาที่ผสมปนเประหว่างความรำคาญและความสมเพช

“ฝันร้าย… อีกแล้วเหรอ” เณรเอกถามเสียงเรียบ

เณรกรพยักหน้า หอบหายใจถี่ เหงื่อกาฬยังคงไหลซึมตามไรผม “ครับ… ผม… ขอโทษที่รบกวน”

เณรปอไม่พูดอะไร เพียงแค่ดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมโปง สั่นเทาอยู่ภายใต้ผ้านั้น

เณรกรลุกขึ้นนั่ง เขารู้ว่าสิ่งที่เขาเห็นในฝัน… รอยยิ้มที่ฉีกกว้างและความมืดมิดในปากของท่านสมชาย… มันไม่ใช่แค่จินตนาการ มันคือสภาวะที่แท้จริงของวัดแห่งนี้

ความกลัวไม่ได้หายไป… แต่มันถูกความโกรธและความอยากรู้อยากเห็นเข้าครอบงำ

เขาจะต้องรู้ความจริง

เช้าวันนั้น กิจวัตรทุกอย่างดำเนินไปเหมือนเดิม… แต่เณรกรไม่เหมือนเดิม

สายตาของเขาไม่ได้ก้มต่ำอีกต่อไป เขามอง… เขาสังเกต… เขากำลังวางแผน

เขามองหลวงพี่บุญที่กำลังสั่งงานพระเณรรูปอื่นด้วยท่าทีเคร่งขรึม… ดวงตาของหลวงพี่บุญตวัดมาสบตาเขาวูบหนึ่ง… เป็นสายตาที่เย็นชาและเต็มไปด้วยคำเตือน

เขามองเณรเอกที่กำลังกวาดลานวัด… เณรเอกหลบตาทันทีที่เณรกรมองไป

ทุกคนในที่นี้… กำลังแสดงละคร

ละครแห่งความศรัทธาจอมปลอมที่ถูกควบคุมโดยความกลัว

เณรกรต้องการข้อมูล… เขาต้องการรู้ตารางเวลาของท่านสมชาย… เขาต้องการหน้าต่างแห่งโอกาสที่จะเข้าไปในกุฏิหลังนั้น

แต่เขาจะถามใครได้? เณรปอขวัญหนีดีฝ่อ เณรเอกก็ดูเหมือนจะสมรู้ร่วมคิด

เขาต้องเสี่ยง… เขาต้องเผชิญหน้ากับคนที่คุมกฎ

ช่วงสาย เณรกรสบโอกาสเมื่อเห็นหลวงพี่บุญเดินไปตรวจดูโรงครัวตามลำพัง เขาตัดสินใจเดินตามเข้าไป

“หลวงพี่ครับ”

หลวงพี่บุญหันขวับ ใบหน้าไม่พอใจอย่างเห็นได้ชัด “มีอะไรอีก เณรกร เมื่อคืนเธอก่อเรื่องวุ่นวาย…”

“ผมมีคำถามครับ” เณรกรพูดขัดขึ้น เสียงเรียบและหนักแน่นอย่างน่าประหลาด “เกี่ยวกับ… ข้อวัตรปฏิบัติ”

หลวงพี่บุญเลิกคิ้ว “ว่ามา”

“ผมเข้าใจว่าเราถือธุดงควัตร ฉันมื้อเดียว… ใช่ไหมครับ”

“ก็ใช่น่ะสิ”

“แล้ว… อาหารมื้อดึกที่เณรเอกนำไปถวายหลวงปู่ที่กุฏิเมื่อคืนก่อนล่ะครับ… นั่นเรียกว่าอะไร”

ความเงียบ… เข้ามาแทนที่ในทันที

อากาศในโรงครัวที่เคยร้อนอบอ้าว กลับเย็นเยียบลงถนัดใจ

สีหน้าของหลวงพี่บุญเปลี่ยนจากความรำคาญ… เป็นความว่างเปล่า… และนั่น… น่ากลัวยิ่งกว่าความโกรธ

“เธอ…” หลวงพี่บุญพูดเสียงลอดไรฟัน “เห็นอะไร”

“ผมเห็นเณรเอก… ยกถาดอาหารใหญ่… เหมือนเครื่องเซ่น… เข้าไปในกุฏิหลวงปู่ตอนตีสอง” เณรกรจ้องตาหลวงพี่บุญไม่กระพริบ

วินาทีต่อมา… หลวงพี่บุญก็กระโจนเข้าคว้าแขนเณรกรอย่างแรง!

“อ๊ะ!”

หลวงพี่บุญลากเณรกรออกไปหลังโรงครัว ผลักร่างของเณรกรกระแทกกับกำแพงไม้เก่าๆ

“แกมันตัวปัญหา!” หลวงพี่บุญคำราม พยายามกดเสียงให้ต่ำ “แกเห็นในสิ่งที่ไม่ควรเห็น!”

“ท่านป่วย… ใช่ไหมครับ” เณรกรถามสวนขึ้นไป แม้จะเจ็บแขนจนชา “อาหารนั่น… มันคือ ‘ยา’ ใช่ไหม”

คำว่า ‘ยา’ ของเณรกรทำให้หลวงพี่บุญชะงักไปเล็กน้อย แววตาที่ดุร้ายอ่อนลงแวบหนึ่ง ก่อนจะแข็งกร้าวขึ้นมาใหม่ “ใช่! ท่านป่วย! ท่านแก่แล้ว! การบำเพ็ญเพียรของท่านมันหนักหนาเกินกว่าที่ร่างกายจะรับไหว! ท่านต้องการยาบำรุง!”

“ยา… ตอนตีสอง?” เณรกรย้อน

“มันเรื่องของแกหรือ!” หลวงพี่บุญตะคอก “แกกำลังก้าวก่ายในสิ่งที่แกไม่จำเป็นต้องรู้! ความอยากรู้ของแกมันจะทำลายแก!”

“เหมือนที่มันเคยทำลาย… หลวงพี่จัน… ใช่ไหมครับ”

สิ้นคำพูดนั้น… มือของหลวงพี่บุญที่บีบแขนเณรกรอยู่ก็คลายออกทันที

หลวงพี่บุญเบิกตากว้าง… ไม่ใช่ด้วยความโกรธ… แต่ด้วยความตื่นตระหนกอย่างแท้จริง “แก… แกไปได้ยินชื่อนั้นมาจากไหน”

เณรกรไม่ตอบ

“ใครบอกแก… เณรปอใช่ไหม!”

หลวงพี่บุญถอยหลังไปก้าวหนึ่ง มองเณรกรราวกับเห็นผี “แกมันเหมือนมันไม่มีผิด… เณรจัน… มันก็ช่างสงสัยแบบนี้… ตั้งคำถามในสิ่งที่ไม่ควรถามแบบนี้”

“แล้วเขาไปไหนครับ” เณรกรถามจี้

“เขาสึกไปแล้ว!” หลวงพี่บุญตอบเสียงสั่น “เขา… เขาอ่อนแอ ศรัทธาไม่พอ! เขาเห็นในสิ่งที่เขาไม่เข้าใจ แล้วเขาก็กลัว… เขารับมันไม่ไหว… เขาเลยหนีไป!”

“เขาหนีไป… หรือเขาถูกทำให้หายไป”

เพียะ!

ฝ่ามือหนักๆ ของหลวงพี่บุญตบเข้าที่หน้าของเณรกรเต็มแรงจนหน้าหัน เณรกรไม่ได้ตั้งตัว ล้มลงไปกองกับพื้น

“แกมันปากดี!” หลวงพี่บุญหอบหายใจอย่างแรง “ศรัทธาของแกมันไม่บริสุทธิ์! จิตของแกมันมีแต่มาร!”

เณรก ค่อยๆ ยันตัวลุกขึ้น เขายกมือขึ้นแตะมุมปากที่มีเลือดซิบ รสชาติคาวเลือดผสมกับความอดสูทำให้ไฟในใจเขายิ่งลุกโชน

เขาไม่กลัวอีกต่อไปแล้ว… เขามั่นใจแล้วว่าที่นี่มีความลับ

“ในเมื่อแกอยากรู้นัก… ในเมื่อแกอยากจะวุ่นวายกับเรื่องของผู้ใหญ่นัก…” หลวงพี่บุญแสยะยิ้ม… เป็นรอยยิ้มที่น่ารังเกียจ “แกก็มารับหน้าที่ของเณรจันไปก็แล้วกัน”

“…”

“เณรจัน… มันเคยมีหน้าที่เตรียมน้ำสรงสมุนไพรให้หลวงปู่ทุกวัน… ตอนนี้เณรเอกทำอยู่ แต่ดูท่าทางแกจะว่างมากนัก”

หลวงพี่บุญโยนห่อผ้าเล็กๆ ใส่หน้าเณรกร “นี่คือสมุนไพร… ทุกวัน… เวลาสี่โมงเย็นตรง… แกต้องเอาสมุนไพรพวกนี้ไปต้มที่โรงสรงน้ำ… เตรียมน้ำสรงให้พร้อม”

โรงสรงน้ำ… เป็นเรือนไม้เล็กๆ ที่ตั้งแยกออกไปต่างหาก… ลึกเข้าไปในเขตป่าหลังกุฏิของท่านสมชาย

“เตรียมเสร็จแล้ว… ให้รีบกลับออกมา” หลวงพี่บุญสั่งเสียงเด็ดขาด “หลวงปู่… ท่านชอบสรงน้ำตามลำพัง… ห้าม… ห้ามรบกวนท่านเด็ดขาด… เข้าใจที่ฉันสั่งไหม!”

เณรกรมองห่อสมุนไพรในมือ… กลิ่นของมันฉุนแปลกประหลาด… ไม่เหมือนสมุนไพรอาบน้ำทั่วไป

เขากำห่อผ้าไว้แน่น… แล้วเงยหน้าขึ้นสบตาหลวงพี่บุญ

“เข้าใจครับ… หลวงพี่”

หลวงพี่บุญมองเขาอย่างประเมินอีกครั้ง ก่อนจะสะบัดจีวรเดินจากไป

เณรกรยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น…

หลวงพี่บุญคิดว่านี่คือการลงโทษ… คือการส่งเขาไปใกล้กับสิ่งที่เขาควรจะกลัว…

แต่หลวงพี่บุญไม่รู้เลย…

ว่าเขาเพิ่งมอบ ‘กุญแจ’ ที่เณรกรต้องการมากที่สุดให้

เขาเพิ่งบอกเณรกร… ถึงช่วงเวลาที่ท่านเจ้าอาวาสสมชาย… จะไม่อยู่ในกุฏิ

สี่โมงเย็น

เวลาเดินไปอย่างเชื่องช้า… หัวใจของเณรกรเต้นแรงตลอดทั้งวัน เขาท่องบทสวด… ไม่ใช่เพื่อความสงบ… แต่เพื่อรวบรวมความกล้า

สามโมงห้าสิบนาที…

เณรกรเดินถือถังน้ำร้อนที่ต้มสมุนไพรกลิ่นฉุนจัด… มุ่งหน้าไปยังโรงสรงน้ำที่อยู่ลึกเข้าไปในป่า

โรงสรงน้ำเก่าและอับชื้น… มีเพียงอ่างไม้ขนาดใหญ่ตั้งอยู่กลางห้อง

เขาเทน้ำสมุนไพรลงไป… ควันสีเขียวอ่อนลอยคลุ้ง… กลิ่นของมันทำให้เขามึนหัวเล็กน้อย

เขาจัดเตรียมทุกอย่างให้พร้อม… ผ้าเช็ดตัวผืนใหม่… ขันน้ำ…

แล้วเขาก็ได้ยินเสียงฝีเท้า…

เสียงย่ำใบไม้แห้ง… กำลังเดินตรงมา

เณรกรหัวใจแทบหยุดเต้น…

เขารีบหลบออกมายืนรออยู่หน้าโรงสรงน้ำ

ร่างของท่านสมชาย… ปรากฏขึ้นจากทางเดินในป่า

วันนี้… ท่านไม่ได้เดินมาคนเดียว…

หลวงพี่บุญ… เป็นคนพยุงท่านมา

เณรกรเบิกตากว้าง… นี่คือครั้งแรกที่เขาเห็นท่านสมชาย… “เดิน”

ท่านเดินช้ามาก… ช้าจนน่าประหลาด… ขาของท่านดูเหมือนจะไร้เรี่ยวแรง… ท่านต้องใช้หลวงพี่บุญเป็นที่ยึดเหนี่ยวเกือบจะทั้งหมด

“เตรียมเสร็จแล้วหรือ” หลวงพี่บุญถามเสียงห้วน

“สะ… เสร็จแล้วครับ” เณรกรก้มหน้า

หลวงพี่บุญพยุงท่านสมชายเข้าไปในโรงสรงน้ำ… เณรกรได้ยินเสียงหลวงพี่บุญพูดเบาๆ กับท่านสมชาย… จากนั้น… หลวงพี่บุญก็เดินออกมาคนเดียว…

เขาปิดประตูโรงสรงน้ำจากด้านนอก… แต่ไม่ได้ล็อก

“ท่านจะใช้เวลาประมาณสามสิบนาที” หลวงพี่บุญหันมาพูดกับเณรกร “ระหว่างนี้… แกไป… กวาดใบไม้แถวกุฏิท่านให้สะอาด… แล้วค่อยกลับมารอรับท่าน”

เณรกรแทบไม่เชื่อหูตัวเอง

นี่มัน… ง่ายเกินไป

หลวงพี่บุญกำลัง… เปิดทางให้เขางั้นหรือ? หรือนี่คือกับดัก?

“ไปสิ! มัวยืนเหม่ออะไร!” หลวงพี่บุญตวาด

“ครับ! ครับ!” เณรกรรับคำ รีบคว้าไม้กวาดแล้วเดินตรงไป

เขารู้สึกได้ถึงสายตาของหลวงพี่บุญที่มองตามหลังเขามา… จนกระทั่งเขาเลี้ยวลับหัวมุม

เณรกรไม่ได้ไปกวาดใบไม้…

เขายืนหลบอยู่หลังต้นไม้ใหญ่… เฝ้ามองหลวงพี่บุญ…

หลวงพี่บุญยืนรออยู่หน้าโรงสรงน้ำนั้น… ประมาณห้านาที… ราวกับกำลังรอให้แน่ใจว่าท่านสมชายเริ่มสรงน้ำแล้ว…

จากนั้น… หลวงพี่บุญก็หมุนตัว… และเดินกลับไปทางกุฏิของตัวเอง…

เณรกรยืนนิ่ง…

นี่คือโอกาส…

ท่านสมชายอยู่ในโรงสรงน้ำ… หลวงพี่บุญกลับไปแล้ว… เณรเอกกับเณรปอทำงานอยู่ที่ศาลา…

กุฏิของท่านสมชาย… ตอนนี้… ว่างเปล่า

หัวใจของเณรกรเต้นเหมือนจะทะลุออกมานอกอก…

เขากลืนน้ำลายอึกใหญ่…

แล้วเขาก็เริ่มวิ่ง…

วิ่งสุดฝีเท้า… เหยียบย่ำความกลัวของตัวเอง… มุ่งตรงไปยังกุฏิที่มืดมิดและน่าสะพรึงกลัวที่สุดในวัดป่าเมฆ


เณรกรวิ่งโดยไม่คิดชีวิต ปอดของเขาแทบจะฉีกขาด แต่ความกลัวที่อยู่ข้างหลัง… ความกลัวต่อสิ่งที่อยู่ในโรงสรงน้ำ… มันน่ากลัวน้อยกว่าความลับที่อยู่ตรงหน้า

กุฏิของท่านเจ้าอาวาสสมชายตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้า รากไทรที่เลื้อยพันตัวกุฏิดูราวกับกรงเล็บของอสูรกายที่กำลังพิทักษ์ความลับดำมืดเอาไว้

เขากระโดดขึ้นบันไดสามขั้นรวดเดียว มือที่สั่นเทาผลักประตูไม้ที่แง้มอยู่

เอี๊ยด…

เสียงบานพับที่ฝืดเคืองดังเสียดแทงความเงียบ

ภายในกุฏิมืดและเย็นยิ่งกว่าข้างนอก กลิ่นกำยานฉุนกึ้กผสมกับกลิ่นอับชื้นและกลิ่นสมุนไพรประหลาดที่เขาเพิ่งต้ม… มันคือกลิ่นของความเจ็บป่วย… และความตาย

แสงสลัวจากหน้าต่างบานเล็กส่องให้เห็นเพียงเงารางๆ ของห้อง

“ขออภัยครับหลวงปู่… ขออภัย” เณรกรพึมพำกับตัวเอง ราวกับสวดมนต์ เขากำลังล่วงละเมิดสถานที่ต้องห้ามที่สุด

เขาไม่รู้ว่ากำลังมองหาอะไร… แต่สัญชาตญาณบอกเขาว่าคำตอบมันอยู่ที่นี่

เขาตรงไปที่อาสนะที่ท่านสมชายนั่งทุกวัน… ไม่มีอะไร… มีเพียงเบาะรองนั่งที่เก่าและแบน

เขาหันไปที่โต๊ะหมู่บูชาเล็กๆ ที่มุมห้อง… มีพระพุทธรูปองค์เล็ก… กระถางธูปที่เต็มไปด้วยก้านธูป…

แล้วสายตาของเขาก็เหลือบไปเห็นมัน…

สิ่งที่ซ่อนอยู่ในเงามืด… ใต้โต๊ะหมู่บูชา…

หีบไม้ใบเล็ก…

มันเป็นหีบไม้เก่าๆ ที่สลักลวดลายจางๆ ดูไม่น่าจะมีค่าอะไร เณรกรคุกเข่าลง มือของเขาสั่นจนควบคุมไม่ได้

เขายื่นมือออกไป… นิ้วของเขาสัมผัสกับความเย็นชื้นของไม้

เขาดึงมันออกมาอย่างแผ่วเบา… มันไม่ได้ล็อก

เณรกรกลั้นหายใจ… ค่อยๆ เปิดฝาหีบนั้นขึ้น

สิ่งที่อยู่ข้างใน… ไม่ใช่ทองคำ… ไม่ใช่พระเครื่อง…

มันคือ…

ดวงตา

บนผ้ากำมะหยี่สีแดงคล้ำ… มีดวงตาหนึ่งคู่… วางอยู่อย่างบรรจง

เณรกรผงะ… เขาล้มก้นจ้ำเบ้า…

มันไม่ใช่ดวงตาของมนุษย์ที่ถูกควักออกมา…

แต่มันคือ… ดวงตาแก้ว

มันเป็นงานฝีมือที่ประณีตจนน่าขนลุก… ถูกสร้างขึ้นให้ดูเหมือนจริงทุกกระเบียดนิ้ว… มีเส้นเลือดฝอยสีแดง… มีแววตาที่มันวาว…

และมัน… ถูกทำขึ้นให้ดู ‘เปียกชื้น’ อยู่ตลอดเวลา

เณรกรหายใจไม่ออก…

นี่คือสิ่งที่เขาเห็นในโบสถ์…

นี่คือ ‘ดวงตา’ ที่เรืองแสงในความมืด…

มันไม่ใช่ตาทิพย์… มันไม่ใช่การเห็นแจ้ง…

มันคือ… แสงเทียนที่สะท้อนกับลูกแก้ว

“ตบะมืด…” เณรกรพึมพำเสียงสั่น “การสละดวงตา…”

ทุกอย่าง… คือเรื่องโกหก

ความศรัทธาทั้งหมดที่เขามี… ความกลัวที่เขารู้สึก… ความศักดิ์สิทธิ์ของวัดป่าเมฆ…

มันพังทลายลงในวินาทีเดียว

เขาไม่ได้กลัวผี… เขาไม่ได้กลัวตาทิพย์…

เขา… กำลังอยู่ท่ามกลางการหลอกลวงครั้งยิ่งใหญ่

ความรู้สึกขยะแขยงพุ่งขึ้นมาจุกที่คอ… ทำไม? ท่านสมชายทำแบบนี้ไปเพื่ออะไร? เพื่อรักษาศรัทธา? หรือเพื่อ… ปกปิดอะไรบางอย่าง?

เขาจ้องมองดวงตาแก้วคู่นั้น… มันกำลังจ้องเขากลับ… เย้ยหยันในความโง่เขลาของเขา

เขาหมกมุ่นอยู่กับความจริงที่น่าสะพรึงกลัวนั้น… จนกระทั่ง…

“เณร… กำลังทำอะไร!!!”

เสียงตวาดที่ดังลั่น… ทำให้เณรกรสะดุ้งสุดตัว!

เขารีบหันขวับไปที่ประตู…

หลวงพี่บุญ… ยืนอยู่ที่นั่น

ใบหน้าของหลวงพี่บุญซีดเผือด… ดวงตาเบิกกว้างด้วยความโกรธจัดและ… ความตื่นตระหนก

เณรกรยังคงนั่งอยู่ที่พื้น… หีบไม้เปิดอ้า… ดวงตาแก้วจ้องมองทุกคน… หลักฐานคาตา…

“แก! ไอ้เณรจัญไร!” หลวงพี่บุญคำราม ก้าวพรวดเข้ามา

เณรกรพยายามจะลุกหนี… แต่เขาจนมุม

“ผม… ผมแค่…”

“แกเข้ามาในนี้ได้ยังไง! แกมัน…!” หลวงพี่บุญง้างมือขึ้น…

แต่ก่อนที่ฝ่ามือจะฟาดลงมา…

ก่อนที่เณรกรจะได้ทันได้อธิบาย…

ทั้งคู่ก็ได้ยิน…

เสียง…

เสียงที่น่ากลัวที่สุดในตอนนี้…

ซ่ก… ซ่ก…

เสียงย่ำใบไม้แห้ง… ช้าๆ… เนิบนาบ…

ซ่ก…

และเสียง… เคาะ…

ก๊อก…

เสียงไม้เท้ากระทบพื้นดิน…

ก๊อก…

มันดังมาจากทางเดิน… กำลังตรงมาที่กุฏิ…

เณรกรหน้าถอดสี… เขามองหลวงพี่บุญ

หลวงพี่บุญ… ที่เมื่อครู่นี้ยังโกรธจัด… บัดนี้กลับตัวแข็งทื่อ… ใบหน้าซีดขาวยิ่งกว่าเดิม… เหงื่อแตกพลั่ก

“ท่าน…” หลวงพี่บุญพึมพำเสียงสั่น “ท่าน… ท่านกลับมาแล้ว”

ท่านกลับมา… เร็วกว่าที่คิด

เณรกรถูกขังไว้ในกุฏิ… พร้อมกับหลวงพี่บุญ… และหลักฐานชิ้นสำคัญที่เขากำลังถืออยู่

และเจ้าของดวงตาคู่นั้น… กำลังจะกลับมาทวงมันคืน


เสียงไม้เท้ากระทบพื้น… ก๊อก… ก๊อก…

มันใกล้เข้ามาแล้ว…

ก๊อก… ก๊อก…

เสียงนั้นหยุดอยู่หน้าบันได

หลวงพี่บุญตัวแข็งทื่อราวกับถูกสาป ใบหน้าที่เคยโกรธเกรี้ยวเมื่อครู่นี้ บัดนี้ซีดเผือดราวกับคนตาย เหงื่อเม็ดโป้งผุดขึ้นเต็มหน้าผาก

“ซ่อน!” หลวงพี่บุญหันมาตวาดเณรกรเสียงสั่น “ซ่อนมันเดี๋ยวนี้!”

เณรกรยังคงนั่งตะลึงกับพื้น… ในมือยังกำดวงตาแก้วคู่นั้น…

“ซ่อนสิโว้ย!” หลวงพี่บุญกระโจนเข้ามา ตบมือเณรกรจนหีบไม้หลุดมือ “เก็บมัน! เก็บมันเข้าที่!”

เณรกรเพิ่งได้สติ เขารีบกวาดดวงตาแก้วกลับเข้าหีบอย่างลนลาน ปิดฝา แล้วยัดมันกลับเข้าไปใต้โต๊ะหมู่บูชา

ก๊อก…

เสียงไม้เท้ากระทบพื้นบันไดขั้นแรก…

“ทำยังไงดี… ทำยังไง…” หลวงพี่บุญละล่ำละลัก มองซ้ายมองขวาอย่างสิ้นหวัง กุฏิมันเล็กเกินไป…

“ในนั้น!” หลวงพี่บุญชี้ไปที่มุมมืดที่สุดของห้อง… เป็นซอกเล็กๆ ที่มีตู้ไม้เก่าๆ บังอยู่… และมีจีวรเก่าแขวนซ้อนกันอยู่หลายผืน

ก๊อก… ก๊อก…

เสียงขึ้นบันไดมาถึงขั้นสุดท้ายแล้ว

“เข้าไป! เร็ว!” หลวงพี่บุญแทบจะโยนร่างของเณรกรเข้าไปในซอกนั้น “ห้ามขยับ! ห้ามหายใจ! ถ้าแกส่งเสียง… เราตายกันหมด!”

เณรกรแทรกตัวเข้าไปในซอกมืด จีวรเก่าๆ ที่เหม็นอับคลุมหน้าเขาจนแทบหายใจไม่ออก เขานั่งยองๆ ตัวสั่นเทา… หัวใจเต้นแรงจนเหมือนจะทะลุออกมานอกซี่โครง

หลวงพี่บุญรีบวิ่งไปยืนอยู่กลางห้อง พยายามจัดจีวรให้เข้าที่… พยายามปรับลมหายใจ… แต่ก็สายเกินไป

เอี๊ยด…

ประตูเปิดออก…

ร่างของท่านเจ้าอาวาสสมชาย… ยืนอยู่ที่นั่น

ท่านเปียกโชกเล็กน้อยจากไอน้ำสมุนไพร… หรือจากอะไรบางอย่าง… ท่านยังคงถือไม้เท้าในมือขวา… ใบหน้าของท่านหันมาทางหลวงพี่บุญ… เบ้าตาที่ลึกโบ๋เป็นแผลเป็นนั้น… ว่างเปล่าและน่ากลัวในแสงสลัว

ความเงียบ… เข้าครอบงำ

ท่านสมชายไม่ได้ก้าวเข้ามา… ท่านยืนนิ่งอยู่ที่ธรณีประตู…

แล้วท่านก็… สูดหายใจ…

ท่านสูดหายใจลึก… ราวกับกำลังดมกลิ่น…

“บุญ…”

เสียงแหบพร่าของท่านดังขึ้น… ทำลายความเงียบ

“คะ… ครับ… หลวงปู่” เสียงของหลวงพี่บุญสั่นอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน

“เจ้ามาทำอะไรที่นี่… ข้าไม่ได้เรียก”

เณรกรที่ซ่อนอยู่แทบจะหยุดหายใจ…

“ผม… ผม… มาดูความเรียบร้อยครับ” หลวงพี่บุญโกหกคำโต “ผมเกรงว่า… กลิ่นสมุนไพร… มันจะฉุนเกินไป… เลยจะมาเปิดหน้าต่าง”

ท่านสมชายเอียงศีรษะเล็กน้อย… ท่าทางเหมือนกำลัง ‘ฟัง’ คำโกหกนั้น

“กลิ่นสมุนไพร… รึ…”

ท่านก้าวเข้ามาในห้อง… ช้าๆ…

ก๊อก…

ไม้เท้ากระทบพื้นไม้

“ข้า… ไม่ได้กลิ่นสมุนไพร”

ก๊อก…

ท่านเดินเข้ามาใกล้หลวงพี่บุญมากขึ้น

“ข้าได้กลิ่น… ที่รุนแรงกว่านั้น”

ท่านหยุด…

“ข้าได้กลิ่น… ความกลัว”

หลวงพี่บุญตัวสั่นเทิ้ม…

“หลวงปู่… ผม…”

ท่านสมชายยกมือขึ้น… ห้ามไม่ให้หลวงพี่บุญพูดต่อ

ท่านยืนนิ่งอยู่กลางห้อง… คราวนี้… ท่านหันศีรษะที่เต็มไปด้วยรอยแผลเป็นนั้น… ช้าๆ…

ท่านหันมา…

ในทิศทาง… ที่เณรกรซ่อนตัวอยู่…

เณรกรแทบจะสิ้นสติ เขายกมือขึ้นปิดปากตัวเอง… กลัวแม้กระทั่งเสียงหัวใจเต้น…

ท่านรู้…

ท่านรู้ว่าเขาอยู่ที่นี่…

ท่าน ‘เห็น’ เขา… แม้จะไม่มีดวงตา…

เปรี้ยง!!!

เสียงฟ้าร้องดังสนั่นหวั่นไหว… ดังราวกับโลกกำลังจะแตก!

พายุที่ตั้งเค้ามาทั้งบ่าย… บัดนี้ได้เวลาของมันแล้ว!

ลมกระโชกแรงพัดผ่านช่องหน้าต่าง… สาดเม็ดฝนเข้ามาในกุฏิ…

พรึ่บ!

ตะเกียงน้ำมันดวงเดียวในห้อง… ดับลง

ความมืด…

ความมืดสนิท… เข้าครอบงำทุกสิ่ง

เณรกรไม่เห็นอะไรเลย… เขาได้ยินเพียงเสียงสายฝนที่กระหน่ำหลังคา… เสียงลมหวีดหวิว… และเสียงหอบหายใจที่ตื่นกลัวของหลวงพี่บุญ

“หลวงปู่…?” หลวงพี่บุญเรียก… เสียงสั่นเครือ “ตะเกียงดับ… เดี๋ยวผม…”

ความเงียบ…

ไม่มีเสียงตอบจากท่านสมชาย

เณรกรที่ซ่อนอยู่ในความมืด… รู้สึกถึงบางสิ่งที่เปลี่ยนไป…

อากาศในซอกที่เขาซ่อนตัว… มันเย็นลง… เย็นจนจับขั้วหัวใจ…

เขาได้ยินเสียงฝน… เสียงลม…

แต่เขา… ไม่ได้ยินเสียงหายใจของท่านสมชาย…

ท่านหายไปไหน?

เณรกรพยายามเพ่งมองในความมืด… แต่ก็ไร้ประโยชน์…

เขาได้ยินแต่เสียงหัวใจตัวเอง…

…และแล้ว…

เขาก็ได้ยินมัน…

ไม่ใช่เสียงจากกลางห้อง…

มันคือ… เสียงลมหายใจ…

แผ่วเบา… แต่เย็นเฉียบ…

…อยู่ข้างหูเขา

“เธอกำลังหาอะไรอยู่”

เสียงกระซิบ… มันแหบพร่า… มันคือเสียงของท่านสมชาย!

มันดัง… อยู่ในซอกมืด… ชิดใบหูของเณรกร!

“อ๊ากกกก!”

เณรกรกรีดร้องออกมาสุดเสียง… เขาถีบตัวออกจากซอกนั้นด้วยความตื่นกลัวสุดขีด… ล้มกลิ้งออกมากลางห้อง…

เปรี้ยง!!!

ฟ้าแลบ!

แสงสว่างวาบ… สาดเข้ามาในกุฏิเพียงชั่ววินาที…

ในเสี้ยววินาทีนั้น… เณรกรเห็นภาพที่เขาจะไม่มีวันลืมไปชั่วชีวิต…

เขาเห็น… หลวงพี่บุญ… ยืนตัวแข็งทื่อ… ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความหวาดกลัว… อยู่ที่หน้าประตู…

และเขาเห็น…

ท่านเจ้าอาวาสสมชาย…

ไม่ได้ยืนอยู่กลางห้อง…

แต่ท่าน… “ยืน” อยู่ในซอกมืดที่เขาเพิ่งหนีออกมา…

ท่านยืน… หันหน้ามาทางเขา… ใบหน้าอยู่ห่างจากจุดที่เขาเคยซ่อนตัวเพียงไม่กี่นิ้ว…

เบ้าตาที่โบ๋ลึก… จ้องมองมาที่เขา…

แล้วแสงสว่างก็หายไป…

ความมืด… กลับเข้ามาอีกครั้ง…

เณรกรพยายามตะเกียกตะกาย… “ท่าน… ท่าน… “

เขารู้สึกเหมือนมีมือเย็นๆ มาจับที่ข้อเท้าเขา…

“เจ้าเห็นแล้ว… ในสิ่งที่เจ้าไม่ควรเห็น”

เสียงนั้นไม่ได้กระซิบอีกต่อไป… มันดัง… อยู่ตรงหน้าเขา…

สติของเณรกรดับวูบลง…

เณรกรลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง…

เขาสะดุ้งเฮือก… หอบหายใจ…

เขากลับมาอยู่ที่กุฏิเณร…

เขานอนอยู่บนที่นอนของตัวเอง… เหงื่อท่วมตัว…

ข้างนอก… พายุยังคงคำราม… แต่เสียงเบาลงแล้ว…

“ตื่นแล้วรึ”

เณรกรหันไปมอง…

หลวงพี่บุญ… นั่งกอดอกมองเขาอยู่ข้างๆ… ใบหน้าเคร่งเครียด… และอิดโรยอย่างเห็นได้ชัด

“ผม… ผมฝันไป…” เณรกรพึมพำ…

“ไม่ใช่ฝัน” หลวงพี่บุญตอบเสียงเรียบ “เธอสลบไป… เธอไข้ขึ้นสูง”

เณรกรพยายามยันตัวลุกขึ้น… เขารู้สึกปวดหัวตุบๆ… ร่างกายหนักอึ้ง

“หลวงปู่…”

“ท่านอยู่ในกุฏิของท่าน” หลวงพี่บุญพูดขัดขึ้น “เธอก่อเรื่องใหญ่มากนะ เณรกร… ใหญ่เกินกว่าที่เณรอย่างเธอจะรับไหว”

เณรกรมองหลวงพี่บุญ… ความสับสน… ความกลัว… และความจริงที่เขาเห็น… มันปนเปกันไปหมด

“ดวงตา… ดวงตาแก้ว…” เณรกรพูด “มันคือเรื่องโกหก… ทั้งหมด… ใช่ไหมครับ”

หลวงพี่บุญถอนหายใจยาว… เป็นการถอนหายใจของคนที่แบกรับความลับมานานเกินไป

“เธอน่ะ… ไม่ได้เห็น… แม้แต่ครึ่งเดียวของความจริง”

“แล้ว… ท่าน… ท่านมาอยู่ข้างผมได้ยังไง… ในความมืด…”

แววตาของหลวงพี่บุญวูบไหว… มีแววของความกลัวอย่างชัดเจน “นั่น… ไม่ใช่หลวงปู่”

เณรกรตัวชา “หมายความว่ายังไง…”

“ฉันเตือนเธอแล้ว… ฉันเตือนเธอแล้วว่าอย่าเข้าไปยุ่ง” หลวงพี่บุญลุกขึ้นยืน “สิ่งที่เธอเห็นในหีบ… ดวงตาแก้ว… มันเป็นแค่ ‘ส่วนหนึ่ง’ ของการหลอกลวง”

“แล้วอะไรคือความจริงล่ะครับ!” เณรกรตะโกน

หลวงพี่บุญหันมา… สบตาเณรกรนิ่ง

“ความจริงก็คือ… หลวงปู่สมชาย… ท่านไม่ได้ ‘ตาบอด’… เพราะท่าน… ไม่ได้ ‘มีชีวิต’ อยู่แล้ว”


เณรกรจ้องมองหลวงพี่บุญ… พยายามประมวลผลคำพูดที่เพิ่งได้ยิน

“ไม่… ไม่จริง” เณรกรส่ายหัวช้าๆ “หมายความว่ายังไง… ‘ไม่มีชีวิต’?”

ไข้ที่รุมเร้าทำให้หัวของเขาหนักอึ้ง แต่ความจริงที่หลวงพี่บุญเพิ่งพูดออกมา… มันหนักยิ่งกว่า

“ก็อย่างที่พูด” หลวงพี่บุญตอบเสียงแหบแห้ง ท่านั่งของเขาดูทรุดโทรม… หมดสิ้นแล้วซึ่งอำนาจและการควบคุมที่เณรกรเคยเห็น “หลวงปู่สมชาย… ท่านมรณภาพไปแล้ว”

“ตั้งแต่เมื่อไหร่…”

“หกเดือนก่อน”

เณรกรเบิกตากว้าง… “หกเดือน… นั่นมัน… นั่นมันตอนที่ท่านทำพิธี ‘ตบะมืด’!”

“นั่นแหละ” หลวงพี่บุญพยักหน้าช้าๆ “มันไม่ใช่พิธีสละดวงตา… เณรกร… มันคือพิธี… ‘ต่ออายุ’”

หลวงพี่บุญลุกขึ้น… เดินไปที่หน้าต่าง… มองสายฝนที่เริ่มซาเม็ดลง แต่ความมืดข้างนอกยังคงน่ากลัว

“หลวงปู่… ท่านป่วย” หลวงพี่บุญเริ่มเล่า… เสียงของเขาราวกับคนละเมอ “ท่านเป็นมะเร็ง… ระยะสุดท้าย… ท่านรู้ตัวว่าจะอยู่ได้อีกไม่นาน”

“…”

“ท่านสมชายไม่ใช่พระอรหันต์… ท่านก็แค่คนแก่… ที่กลัวตาย” หลวงพี่บุญหัวเราะในลำคอ “ท่านกลัว… กลัวว่าทุกอย่างที่สร้างมา… วัดป่าเมฆแห่งนี้… จะต้องร้างไปเมื่อท่านไม่อยู่ ท่านกลัวการถูกลืม”

“แล้วท่านก็ไปเจอ… ตำราเก่า… ที่ก้นหีบในกุฏิเจ้าอาวาสองค์ก่อน… ตำราว่าด้วย ‘การยึดร่าง’”

เณรกรตัวสั่น… “วิชาอาคม… มนต์ดำ…”

“ท่านเรียกมันว่า ‘พุทธคุณสายมืด’” หลวงพี่บุญพูดต่อ “พิธีที่ต้องใช้ศรัทธา… และ… การหลอกลวง… เพื่อยึดเหนี่ยววิญญาณไว้กับร่างเนื้อ… แม้ว่าร่างนั้นจะตายไปแล้ว”

“ท่านบังคับให้ฉันช่วย”

“แล้ว… พิธี ‘ตบะมืด’…?”

“นั่นคือส่วนหนึ่งของพิธี… ท่านไม่ได้ควักลูกตาตัวเอง… แต่ท่านใช้ยาสมุนไพรบางอย่าง… ที่ทำให้ดวงตาของท่าน ‘ตาย’ ก่อนร่างกายส่วนอื่น” หลวงพี่บุญหันมาสบตาเณรกร “ท่านบอกว่า… การจะมองเห็น ‘โลกหน้า’… ท่านต้องทำลาย ‘โลกนี้’ ก่อน”

“แต่พิธีมัน… ผิดพลาด”

“คืนนั้น… คืนที่ทำพิธี… ท่านสิ้นลม” หลวงพี่บุญเสียงสั่น “ฉันคิดว่าทุกอย่างจบแล้ว… ฉันกำลังจะไปแจ้งทางการ… แต่แล้ว… สองวันต่อมา… ขณะที่ฉันกำลังจะจัดการกับร่างของท่าน…”

“…”

“ท่าน… ลืมตา”

เณรกรกลั้นหายใจ

“ไม่ใช่… ไม่ใช่แบบคนฟื้น” หลวงพี่บุญส่ายหน้า “มัน… มันไม่มีแววตา… มันว่างเปล่า… ท่านลุกขึ้นนั่ง… แล้วท่านก็พูด… ด้วยเสียงเดิม… ‘พิธีสำเร็จแล้ว บุญ’”

“แต่ดวงตาของท่าน… มันเน่าไปแล้ว… มันกลายเป็นแผลโบ๋… เหมือนที่เธอเห็น”

“แล้ว… แล้วดวงตาแก้วล่ะครับ” เณรกรถาม

“นั่นคือสิ่งที่ฉันสร้างขึ้นมา!” หลวงพี่บุญตะโกน! “ฉันสร้างมันขึ้นมา… เพื่อ ‘ปกปิด’ ความจริง! เพื่อให้คนอื่นคิดว่าท่านแค่ตาบอด! เพื่อให้คนอื่นมี ‘เหตุผล’ ที่จะอธิบายว่าทำไมท่านถึงไม่เคยลุกเดินไปไหน! ทำไมท่านถึงนั่งนิ่งอยู่ในความมืด!”

ความจริง… มันซับซ้อนและน่าขยะแขยงยิ่งกว่าที่เณรกรคิด

การหลอกลวงเรื่อง “ตาทิพย์” (ดวงตาแก้ว) ถูกสร้างขึ้น… เพื่อปกปิดการหลอกลวงที่ใหญ่กว่า… นั่นคือ “ร่างที่ตายแล้ว”

“แล้ว… ที่ท่านรู้ทุกอย่าง… ที่ผมทำผ้าเปื้อน… ที่ผมทำเหรียญตก…”

“ฉัน!” หลวงพี่บุญทุบกำปั้นลงบนขอบหน้าต่าง “ฉันเอง! ฉันคือหู… คือตา… ของท่าน! ฉันคอยเฝ้ามองพวกเธอทุกคน! ฉันรายงานท่าน… เอ๊ย… ฉันรายงาน ‘ร่าง’ นั้นทุกฝีก้าว!”

“ฉันคือคนที่ไปกระซิบข้างหูเธอในโบสถ์คืนนั้น!”

เณรกรนิ่งอึ้ง…

“แล้ว… แล้วที่ท่านเดินไปโรงสรงน้ำ…”

“นั่นก็ฉัน!” หลวงพี่บุญพูดอย่างสิ้นหวัง “ฉัน… ฉันแบกร่างของท่านไป… ทุกวัน… เพื่อ ‘ทำความสะอาด’… เพื่อรักษาสภาพ… สมุนไพรที่เธอต้มนั่น… มันไม่ใช่ยาบำรุง… มันคือ ‘ยาดองศพ’!”

เณรกรแทบจะอาเจียน… กลิ่นสมุนไพรฉุนกึ้กที่เขาได้กลิ่นในกุฏิ… มันคือกลิ่นของศพที่ถูกอาบน้ำยาทุกวัน

“แต่…” เณรกรกลืนน้ำลายที่ขมปร่า “แต่ในกุฏิ… ตอนที่ไฟดับ… สิ่งที่มาอยู่ข้างผมในซอกมืด… มันรวดเร็ว… นั่นไม่ใช่ท่าน… และนั่น… ก็ไม่ใช่หลวงพี่ด้วย!”

คำถามนี้… ทำให้หลวงพี่บุญหยุดชะงัก

ใบหน้าที่สิ้นหวัง… บัดนี้แปรเปลี่ยนเป็นความหวาดกลัวสุดขีดอีกครั้ง

“นั่น…” หลวงพี่บุญเสียงสั่น “นั่นคือ… ‘ความผิดพลาด’ ที่ฉันบอก”

“พิธีมันไม่ได้แค่… ‘ยึด’ วิญญาณของหลวงปู่สมชายไว้…”

“แต่มัน… ‘เปิดประตู’”

“หลวงปู่สมชาย… วิญญาณของท่าน… มันอ่อนแอเกินไป… ท่านตายไปแล้ว… ร่างของท่านมันก็แค่เปลือก… เป็นกุฏิว่างๆ… ที่รอให้ ‘บางสิ่ง’ เข้ามาอาศัย”

“สิ่งที่เธอเจอในความมืด… สิ่งที่ทำให้หมาตัวนั้นวิ่งหนี… สิ่งที่เณรจันเจอ…”

“มันไม่ใช่… หลวงปู่สมชาย”

“มันคือ… ‘เจ้าของ’ ร่างคนใหม่”

หัวใจของเณรกรดิ่งวูบ…

“มันคืออะไร…”

“ฉันไม่รู้!” หลวงพี่บุญเกือบจะกรีดร้อง “ฉันเรียกมันว่า ‘ท่าน’ เพื่อให้เกียรติ… เพื่อหลอกตัวเอง… แต่มันไม่ใช่ท่าน! มันคือบางสิ่งที่มาจากความมืด… บางสิ่งที่หิวกระหาย… บางสิ่งที่ถูกดึงดูดมาโดยพิธีกรรมโสโครกนั่น!”

“อาหาร… อาหารตอนตีสอง…” เณรกรพึมพำ

“ใช่!” หลวงพี่บุญจ้องเณรกรเขม็ง “มันไม่ใช่ ‘ยาบำรุง’… มันคือ ‘เครื่องเซ่น’! ฉันต้องป้อนมัน! ฉันต้องเลี้ยงมัน! เพื่อให้มัน… พอใจ… เพื่อให้มัน… ยังคง ‘สิง’ อยู่ในร่างนั้น… และไม่ออกมาเพ่นพ่านข้างนอก!”

“เณรจัน…” เณรกรแทบไม่มีเสียงจะถาม

หลวงพี่บุญหลับตาลง… น้ำตาไหลออกมา…

“เณรจัน… มันรู้เรื่อง… เหมือนเธอ… มันเห็น… มันเห็นฉันกำลัง ‘อาบน้ำ’ ให้กับร่างนั้น… มันขู่ว่าจะไปบอกคนทั้งโลก…”

“หลวงพี่ทำอะไรเขา…”

“ฉันไม่ได้ทำ!” หลวงพี่บุญลืมตาโพลง… เต็มไปด้วยความเจ็บปวด “ฉันแค่… ขังเขาไว้ในห้องเก็บของ… ขังไว้คืนเดียว… แค่จะขู่ให้เขากลัว… ให้เขาสัญญาว่าจะเงียบ…”

“แต่คืนนั้น…” หลวงพี่บุญตัวสั่น “ฉันลืม… ฉันลืมถวายเครื่องเซ่น… ‘มัน’ หิว… และ ‘มัน’ รู้… ว่าเณรจันอยู่ที่ไหน…”

“พอเช้า… ฉันไปเปิดห้องเก็บของ…”

“เณรจัน… หายไปแล้ว”

“…”

“ไม่… ไม่ใช่… เขาไม่ได้หายไปทั้งหมด” หลวงพี่บุญล้วงเข้าไปในย่าม… หยิบบางอย่างออกมา…

มันคือ… เศษผ้าจีวร… สีเหลืองเก่าๆ… ที่เปื้อนคราบเลือดจนดำคล้ำ…

“เหลือ… แค่นี้”

เณรกรผงะ… เขารู้สึกถึงความเย็นที่แล่นจากปลายเท้าขึ้นมาจับขั้วหัวใจ

นี่ไม่ใช่การหลอกลวง… นี่ไม่ใช่วัดที่เสื่อมทราม…

นี่คือ… นรก

นี่คือคุก… ที่มีหลวงพี่บุญเป็นผู้คุม… และมี ‘อสูรกาย’ เป็นนักโทษ…

“แล้ว… แล้วทำไมหลวงพี่ไม่หนีไป” เณรกรถามเสียงสั่น

หลวงพี่บุญหัวเราะ… เป็นเสียงหัวเราะที่บ้าคลั่งและสิ้นหวัง

“หนี?”

“ฉันคือคนที่ช่วยมันทำพิธี… ฉันคือคนที่ ‘ผูก’ มันไว้กับที่นี่… ถ้าฉันหนี… มันจะตาม! และถ้าไม่มีเครื่องเซ่น… มันจะ ‘ออกล่า’!”

“เธอก็เหมือนกัน เณรกร” หลวงพี่บุญจ้องเขา “ตอนนี้… ‘มัน’ รู้จักเธอแล้ว… มัน ‘สัมผัส’ เธอแล้ว… ในซอกมืดนั่น… มัน ‘หมายหัว’ เธอแล้ว”

“เราไม่มีทางหนี… เราถูกขังไว้กับมัน”

ทันใดนั้น…

ฆ้อง…

เสียงฆ้องดังขึ้น…

กัง… วาน…

มันดังมาจากทิศทางของกุฏิเจ้าอาวาส… ดังฝ่าสายฝนที่เริ่มซา…

มันไม่ใช่เวลาตีฆ้อง… มันดึกเกินไป…

ก๊อง…

หลวงพี่บุญหน้าถอดสี…

“มัน… มันรู้แล้ว” หลวงพี่บุญพึมพำ “มันรู้ว่าเราตื่น… มันรู้ว่าเธออยู่ที่นี่… มันรู้ว่าความลับแตกแล้ว”

ก๊อง…

เสียงฆ้องดังขึ้นอีก… ครั้งนี้… ดังและเร่งเร้ากว่าเดิม…

“มัน… มันเรียก” หลวงพี่บุญตัวสั่นราวกับลูกนก

“เรียกอะไรครับ…”

“มันเรียก… เครื่องเซ่น”

หลวงพี่บุญมองเณรกร… ดวงตาของเขาเบิกกว้างด้วยความหวาดกลัวที่เณรกรไม่เคยเห็นมาก่อน…

“มันหิว… เณรกร… และคราวนี้… อาหารธรรมดา… คงไม่พออีกต่อไปแล้ว”


ก๊อง…

เสียงฆ้องยังคงดัง… กังวาน… เย็นเยียบ… มันแทรกซึมผ่านสายฝนและผนังไม้เข้ามา

ก๊อง…

มันไม่ใช่เสียงฆ้องปกติ มันทุ้มต่ำและสั่นสะเทือน… ราวกับดังมาจากใต้ดิน

“มัน… มันเรียกผม” เณรกรพึมพำ ใบหน้าของเขาซีดจนไร้สีเลือด

หลวงพี่บุญจ้องมองเขา… ดวงตาที่เคยเต็มไปด้วยความกลัว บัดนี้เริ่มมีประกายของความบ้าคลั่ง… ประกายของคนที่ถูกต้อนจนจนตรอก

“ใช่” หลวงพี่บุญตอบเสียงสั่น “มันเรียก… ‘อาหารใหม่’”

“อาหารที่มัน ‘หมายหัว’ ไว้… อาหารที่ ‘รู้’ เรื่องของมัน… อาหารที่เต็มไปด้วย ‘ความกลัว’”

คำพูดของหลวงพี่บุญตอกย้ำความจริงที่น่าสะพรึงกลัว… ‘มัน’ ไม่ได้ต้องการแค่ข้าวปลาอาหารอีกต่อไป… ‘มัน’ ต้องการ… เขา

“เรา… เราต้องหนี” เณรกรพยายามยันตัวลุกขึ้นจากที่นอน ขาของเขายังคงสั่นเทาจากไข้และความกลัว “เราต้องไปจากที่นี่! เดี๋ยวนี้!”

“หนี?” หลวงพี่บุญหัวเราะ… เป็นเสียงหัวเราะที่แห้งผากและสิ้นหวัง “เธอโง่หรือเณรกร! ฉันบอกเธอแล้ว… ไม่มีทางหนี!”

“ทำไมจะไม่มี! เราก็วิ่งออกไป! วิ่งไปแจ้งตำรวจ! บอกชาวบ้าน!”

“แล้วเธอคิดว่า ‘มัน’ จะปล่อยเราไปง่ายๆ งั้นรึ” หลวงพี่บุญชี้ไปทางประตู “ทันทีที่เราก้าวขาออกจากวัดนี้… ทันทีที่ ‘เครื่องเซ่น’ ประจำวันของมันขาดหาย… มันจะตาม! มันไม่สนหรอกว่ากลางวันหรือกลางคืน! มันจะฉีกเราเป็นชิ้นๆ ก่อนที่เราจะทันได้เห็นถนนลาดยางด้วยซ้ำ!”

ก๊อง…

เสียงฆ้องดังถี่ขึ้น… เร่งเร้า… เหมือนหัวใจที่เต้นระรัวด้วยความโกรธ

“มันหงุดหงิดแล้ว…” หลวงพี่บุญพึมพำ “มันรู้ว่าเรารู้… มันกำลัง… ขู่”

“แล้วเราจะทำยังไง!” เณรกรตะโกน “เราจะนั่งรอให้มันมาเอาตัวผมไปเหรอ! หลวงพี่จะยอมเหรอ!”

หลวงพี่บุญนิ่งไป… ท่านยืนอยู่กลางห้อง… หอบหายใจ…

แววตาของท่านเปลี่ยนไป… ความกลัวเริ่มถูกแทนที่ด้วย… ความคิด…

“ไม่…” หลวงพี่บุญพูดช้าๆ “มันไม่ได้เรียก… ‘เธอ’”

เณรกรขมวดคิ้ว “อะไรนะครับ”

“มันเรียก… ‘เครื่องเซ่น’” หลวงพี่บุญหันมาสบตาเณรกร… ดวงตาของท่านตอนนี้เย็นชาและไร้ความปรานี “มันหิว… มันไม่ได้ระบุ… ว่าต้องเป็น ‘เธอ’”

ความเย็นยะเยือกแล่นผ่านสันหลังของเณรกร… เย็นยิ่งกว่าตอนที่เขาได้ยินเสียงกระซิบในซอกมืด

“หลวงพี่… หมายความว่ายังไง”

“มันแค่ต้องการ… ใครสักคน” หลวงพี่บุญพูดเสียงเรียบ “มันต้องการ ‘ชีวิต’… เพื่อมาทดแทนความลับที่รั่วไหล… เพื่อเป็นการ ‘ขอขมา’”

“ใคร… ใครสักคน…” เณรกรเริ่มถอยหลัง…

“ใช่” หลวงพี่บุญก้าวเข้ามาหาเขา “เราอยู่ที่นี่กันกี่คน… เณรกร… พระห้า… เณรสี่…”

“ไม่… ไม่…”

“มันคือทางเดียวที่เราจะรอด!” หลวงพี่บุญคว้าแขนเณรกรไว้แน่น “เธอคิดว่าฉันอยากทำแบบนี้เหรอ! ฉันติดอยู่ที่นี่มาหกเดือน! ฉันเลี้ยงมัน! ฉันป้อนมัน! ฉันปกป้องคนอื่นๆ มาตลอด!”

“แต่วันนี้… ความลับแตก… เพราะ ‘เธอ’!”

“มันคือความผิดของเธอ! เณรกร!”

เณรกรพยายามสะบัดแขนออก “ไม่จริง! หลวงพี่ต่างหากที่เป็นคนเริ่ม! หลวงพี่ช่วยท่านสมชายทำพิธีบ้าๆ นั่น!”

“ฉันไม่มีทางเลือก!” หลวงพี่บุญตวาด “แต่ตอนนี้… เรา ‘มี’ ทางเลือก!”

“มันหิว… และมันรออยู่” หลวงพี่บุญชี้ไปที่กุฏิรวมอีกหลังหนึ่ง… ที่เณรเอกกับเณรปอนอนอยู่

“พวกเขา… ไม่รู้อะไรเลย” หลวงพี่บุญพูด… น้ำเสียงของเขาราวกับปีศาจ “พวกเขายัง ‘บริสุทธิ์’… ยังเต็มไปด้วยศรัทธา… ‘มัน’ … น่าจะชอบ”

เณรกรตัวสั่นด้วยความโกรธและความขยะแขยง “หลวงพี่… มันบาป! นั่นมันฆาตกรรม!”

“แล้วการที่ฉันปล่อยให้มันฆ่าเธอล่ะ… ไม่บาปเหรอ” หลวงพี่บุญย้อนถาม “หรือการที่ฉันปล่อยให้มันออกไปอาละวาดข้างนอก… นั่นไม่บาปกว่าเหรอ!”

“นี่คือการ ‘เสียสละ’!” หลวงพี่บุญพยายามหาเหตุผลเข้าข้างตัวเอง “หนึ่งชีวิต… เพื่ออีกหลายชีวิต! นี่คือพุทธวิธี!”

“นั่นไม่ใช่วิถีของพระ! นั่นมันวิถีของสัตว์เดรัจฉาน!”

เพียะ!

หลวงพี่บุญตบหน้าเณรกรอีกครั้ง… แต่ครั้งนี้เณรกรไม่ล้ม

เขายืนจ้องหลวงพี่บุญกลับ… ดวงตาเต็มไปด้วยความชิงชัง

ก๊อง… ก๊อง… ก๊อง…

เสียงฆ้องดังรัว… ราวกับเสียงกลองสงคราม

“มันไม่รอแล้ว!” หลวงพี่บุญหน้าเสีย “เราต้องทำอะไรสักอย่าง! เดี๋ยวนี้!”

“ผมไม่ทำ” เณรกรพูดเสียงเด็ดขาด “ผมจะไม่ยอมให้หลวงพี่เอาใครไปสังเวยมันทั้งนั้น”

“งั้นแกก็ต้องเป็นคนไปเอง!” หลวงพี่บุญผลักเณรกรล้มลง “มันเป็นทางเลือกของแก! เณรกร! ไม่แก… ก็พวกมัน!”

หลวงพี่บุญวิ่งไปที่ประตู… เปิดมันออก

“เณรปอ… มันขวัญอ่อน… น่าจะลากตัวไปง่ายที่สุด” หลวงพี่บุญพึมพำกับตัวเองเหมือนคนเสียสติ

“อย่า!” เณรกรตะโกน พยายามลุกขึ้น

“แกหยุดฉันไม่ได้หรอก!” หลวงพี่บุญวิ่งหายไปในความมืด… มุ่งหน้าไปยังกุฏิของเณรปอ

เณรกรกัดฟัน… เขารู้สึกเจ็บแปลบที่หน้าอก… ไม่ใช่จากไข้… แต่จากความสิ้นหวัง

เขามองตามร่างของหลวงพี่บุญไป…

เขาต้องหยุด… เขาต้องหยุดคนบ้าคนนี้…

แต่… เขาจะหยุด ‘มัน’ ได้ยังไง?

เณรกรเหลือบไปเห็นย่ามของตัวเองที่แขวนอยู่ข้างฝา…

ในย่าม… ยังมีเหรียญบาท… เหรียญที่เขาทำตกในวันนั้น…

เขากำเหรียญนั้นไว้แน่น… มันเย็นเฉียบ…

เขาไม่มีอาวุธ… เขาไม่มีกำลัง…

เขามีเพียง… ความจริง

เณรกรตัดสินใจ…

เขาจะไม่หนี… และเขาจะไม่ยอมให้ใครตาย…

เขาจะไป…

เขาจะไปเผชิญหน้ากับ ‘มัน’

เขาจะไปที่กุฏิของท่านสมชาย…

เณรกรวิ่งสวนทางกับหลวงพี่บุญ… เขาวิ่งฝ่าความมืด… มุ่งหน้าไปยังสถานที่ที่ทุกอย่างเริ่มต้น…

มุ่งหน้า… ไปยังเสียงฆ้องที่ยังคงดังไม่หยุด


เณรกรวิ่ง…

เขาวิ่งฝ่าสายฝนที่เริ่มกลับมาโปรยปรายอีกครั้ง… ไม่สนใจความเจ็บปวดที่ข้อเท้า… ไม่สนใจไข้ที่กำลังเผาไหม้ร่างกาย…

เสียงฆ้อง… ก๊อง… ก๊อง…

มันคือสัญญาณนำทาง… นำทางไปสู่ใจกลางของความมืดมิด

เขามาถึงแล้ว…

กุฏิของท่านเจ้าอาวาสสมชาย

ประตูไม้เปิดอ้า… ราวกับปากของอสูรกายที่กำลังรอเหยื่อ

ข้างใน… มืดสนิท… และเงียบ…

ทันทีที่เท้าของเณรกรเหยียบลงบนบันไดขั้นแรก…

กริบ…

เสียงฆ้อง… หยุดลงกะทันหัน

ความเงียบที่เข้าแทนที่นั้น… หนักอึ้ง… และเต็มไปด้วย ‘การรอคอย’

กลิ่นเหม็นอับ… กลิ่นสมุนไพรดองศพ… และกลิ่นคาวเลือดจางๆ… ลอยปะทะจมูกของเขาจนแทบสำลัก

เขาฝืนร่างกายที่สั่นเทา… ก้าวเข้าไปในความมืด

เขาไม่เห็นอะไรเลย…

แต่เขา… ได้ยินมัน

เสียง… หายใจ

มันไม่ใช่เสียงหายใจของมนุษย์… มันแหบ… พร่า… และ… ‘เปียก’

เสียงนั้นดังมาจากมุมห้อง… จากอาสนะที่ ‘ร่าง’ นั้นนั่งอยู่เสมอ

“กรณ์…”

เสียงกระซิบ… มันคือเสียงของท่านสมชาย… แต่บัดนี้มันทุ้มต่ำ… และสั่นสะเทือน… ราวกับดังมาจากก้นบ่อ

เณรกรกำเหรียญบาทในมือแน่น… จนขอบของมันบาดเนื้อ

“ผม… ผมอยู่นี่” เขาตอบ… พยายามคุมเสียงไม่ให้สั่น

“เจ้า… กล้ามาก” เสียงนั้นหัวเราะในลำคอ… เป็นเสียงที่น่าขยะแขยง “กล้า… ที่มาขัดจังหวะ… ‘มื้ออาหาร’ ของข้า”

“หลวงพี่บุญ… เขากำลังไปหา… ‘ของขวัญ’ มาให้ข้า”

“ท่าน… ไม่ใช่พระ” เณรกรพูด “ท่านมัน… ปีศาจ”

“พระ… ปีศาจ…” เสียงนั้นเย้ยหยัน “มันก็แค่… ‘ชื่อเรียก’… ข้าคือ… ‘ความหิว’… ที่ถูกปลุกขึ้นมา… โดย ‘ความกลัว’ ของพวกเจ้า”

มีเสียง… ขยับ…

ในความมืด… เณรกรเห็นเงาตะคุ่มบนอาสนะ… กำลัง… ‘เคลื่อนไหว’

มันไม่ใช่การเคลื่อนไหวของคน… มันกระตุก… แข็งทื่อ… ราวกับหุ่นกระบอกที่สายบังคับพันกัน

‘ร่าง’ ของท่านสมชาย… กำลังพยายาม… ‘ลุกขึ้น’

“ร่างนี้… มันเก่า… มันแข็ง…” เสียงนั้นบ่นพึมพำ “แต่มัน… ก็ยังใช้ได้… ยัง… ‘กิน’ ได้”

เณรกรถอยหลังไปก้าวหนึ่ง… ชนเข้ากับขอบประตู

เขาต้องทำอะไรสักอย่าง… แต่จะทำอะไร?

ทันใดนั้น…

“หลวงปู่ครับ! หลวงปู่!”

เสียงของหลวงพี่บุญดังขึ้นจากด้านนอก!

เณรกรมองออกไป…

เขาเห็น… หลวงพี่บุญ… กำลังลากใครบางคนมา!

ร่างนั้น… ผอมเล็ก… สั่นเทา…

เณรปอ!

เณรปอถูกผ้าอุดปาก… ดวงตาเบิกกว้างด้วยความหวาดกลัวสุดขีด… เขาดิ้นรน… แต่สู้แรงของหลวงพี่บุญที่กำลังคลุ้มคลั่งไม่ได้

“ผมพามันมาแล้วครับ!” หลวงพี่บุญตะโกนเหมือนคนบ้า “เครื่องเซ่น! ของใหม่! สด… และ… ‘กลัว’ มาก!”

หลวงพี่บุญผลักร่างของเณรปอ… เข้ามาในกุฏิ!

เณรปอล้มลงกับพื้น… เขามองไม่เห็น… เขาได้ยินแต่เสียงหายใจที่น่าสะพรึงกลัวในความมืด… เขากรีดร้องผ่านผ้าที่อุดปาก

เณรกรตัวแข็งทื่อ…

‘ร่าง’ ของท่านสมชาย… หยุดพยายามที่จะลุกขึ้น

มัน… ‘หัน’ ศีรษะ… ที่คอแข็งทื่อ… ไปทางเณรปอ…

เณรกรได้ยินเสียง… สูดจมูก…

ฟืด…

“ใช่…” เสียงนั้นกระซิบ… อย่างพึงพอใจ “กลิ่นนี้… ‘ความกลัวบริสุทธิ์’… ข้า… ชอบ”

หลวงพี่บุญยืนหอบอยู่ที่ประตู… “เอาไปเลย! เอาตัวมันไป! แล้วปล่อยเรา! ปล่อยวัดนี้ไป!”

‘มัน’ เริ่มคลาน… สี่ขา… ออกจากอาสนะ… มุ่งตรงไปหาเณรปอที่นอนตัวสั่นอยู่…

ไม่!

เณรกรไม่รู้ว่าเขาเอาเรี่ยวแรงมาจากไหน…

เขาไม่ได้พุ่งเข้าไปหา ‘มัน’…

เขาพุ่งเข้าใส่… ‘หลวงพี่บุญ’!

“ไอ้คนชั่ว!”

เณรกรใช้แรงทั้งหมดที่มี… กระแทกร่างของหลวงพี่บุญอย่างจัง!

หลวงพี่บุญไม่ทันตั้งตัว… เขาร้องอุทาน… เสียหลัก… ล้มหงายหลัง… ตกจากบันไดกุฏิ… ลงไปกองกับพื้นดินโคลนข้างล่าง

“หนีไป! เณรปอ! วิ่ง!” เณรกรตะโกนสุดเสียง… พร้อมกับดึงผ้าที่อุดปากเณรปอออก

เณรปอที่เพิ่งหลุดจากพันธนาการ… เห็นช่องทาง… เขาลนลาน… ตะเกียกตะกาย… คลานหนีออกจากกุฏิ… วิ่งเตลิดหายไปในความมืด…

“ไม่!!!”

เสียงกรีดร้อง… ดังขึ้นจากในกุฏิ…

มันไม่ใช่เสียงของท่านสมชาย… มันไม่ใช่เสียงของมนุษย์…

มันคือเสียงแหลมสูง… ที่เต็มไปด้วยความโกรธเกรี้ยว… ของสิ่งที่ถูก ‘ขัดใจ’

“เจ้า… มัน… ทำลาย… ‘อาหาร’ ของข้า!”

‘มัน’ เปลี่ยนเป้าหมาย…

เณรกรเห็นเงาดำทะมึน… พุ่งออกมาจากความมืด… มันรวดเร็ว… รวดเร็วอย่างไม่น่าเชื่อ…

มันไม่ได้พุ่งมาที่เณรกร…

มันพุ่งผ่านประตู… กระโจนลงจากกุฏิ…

ไปยังร่างของหลวงพี่บุญ… ที่กำลังพยายามจะลุกขึ้นจากพื้นโคลน…

“อ๊ากกกก!”

หลวงพี่บุญกรีดร้อง…

มันเป็นเสียงกรีดร้องสั้นๆ… ที่ถูกตัดจบ… ด้วยเสียง… ‘บางอย่าง’… ที่เปียกแฉะ…

เสียง… ฉีกกระชาก…

เณรกรยืนตัวแข็งอยู่บนกุฏิ… เขาเห็น…

ในแสงจันทร์สลัวที่ลอดผ่านเมฆฝน… เขาเห็น ‘ร่าง’ ของท่านสมชาย… กำลัง ‘ก้ม’ … ทึ้ง… ร่างของหลวงพี่บุญ…

เณรกรไม่รอ…

เขาหันหลัง…

แล้ววิ่ง…

เขากระโดดลงจากกุฏิอีกด้าน… วิ่งโดยไม่มองหลัง…

เขาวิ่งผ่านศาลา… วิ่งผ่านโบสถ์… เขาวิ่งชนทุกอย่างที่ขวางหน้า…

เสียงกรีดร้องที่บ้าคลั่งของหลวงพี่บุญ… และเสียงคำรามที่น่าพึงพอใจของ ‘มัน’ … ยังคงก้องอยู่ในหูของเขา…

เขาวิ่ง… จนมาถึงประตูวัด…

เขาวิ่งทะลุออกไป… เข้าสู่ป่าทึบ…

เขาวิ่ง… และวิ่ง…

วิ่ง… จนกระทั่งเสียงสวดมนต์… เสียงฆ้อง… และเสียงกรีดร้อง… ถูกความมืดของป่ากลืนหายไปจนหมดสิ้น


เณรกรไม่รู้ว่าเขาวิ่งไปนานแค่ไหน

เขาวิ่ง… จนกระทั่งปอดของเขารู้สึกเหมือนถูกฉีกเป็นชิ้นๆ… จนกระทั่งขาของเขาพับลง…

เขาล้มลุกคลุกคลานอยู่ในป่า… ท่ามกลางความมืด… สายฝน… และเสียงหรีดหริ่งเรไรที่บัดนี้ฟังดูเหมือนเสียงกรีดร้อง…

ไข้ขึ้นสูงจนทำให้เขามองเห็นภาพหลอน… เขาเห็นรากไม้กลายเป็นแขนขาที่พยายามจะคว้าตัวเขา… เขาเห็นเงาของท่านสมชาย… ในทุกพุ่มไม้…

เขาสูญเสียการรับรู้เรื่องเวลา…

จนกระทั่ง… แสงแรกของรุ่งอรุณ… ส่องทะลุผ่านม่านใบไม้ลงมา

เขายังมีชีวิตอยู่…

เขาพาร่างที่บอบช้ำ… ทั้งกายและใจ… ลากสังขารต่อไป… ตามสัญชาตญาณ… มุ่งหน้าไปยังทิศที่เขาคิดว่าคือโลกภายนอก

เขาเดินโซซัดโซเซไปอีกหลายชั่วโมง… จนกระทั่ง… เขามาถึงลำธารสายเล็กๆ

เขาซบหน้าลงดื่มน้ำ… น้ำที่เย็นเฉียบช่วยเรียกสติเขากลับมาได้บ้าง

เขามองเห็นตัวเองในเงาสะท้อน… เด็กหนุ่มที่หวังจะมาบวชหาความสงบ… บัดนี้กลายเป็นคนจรจัด… ดวงตาเบิกกว้างด้วยความหวาดกลัว… ผ้าจีวรที่เคยเหลืองอร่าม… บัดนี้ขาดวิ่นและเปรอะเปื้อนโคลน… และ… คราบเลือด…

เลือดของหลวงพี่บุญ… ที่กระเด็นมาโดนเขา…

เณรกรอาเจียน… เขาอาเจียนเอาความขยะแขยงและความหวาดกลัวทั้งหมดออกมา… จนหมดไส้หมดพุง

เขาถอดจีวรผืนนั้นออก… ขยี้มันกับก้อนหินในลำธาร… พยายามล้าง… พยายามลบ… แต่คราบนั้นมันฝังลึก…

เหมือนกับภาพที่เขาเห็น… ‘ร่าง’ นั้นกำลังฉีกทึ้งผู้คุมของมัน…

เขาไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับเณรปอ… หรือเณรเอก… หรือพระรูปอื่นๆ…

เขาไม่อยากรู้…

เขารู้แค่ว่า… เขาต้องไปให้ไกลที่สุด

สิบปีต่อมา…

กรุงเทพมหานคร… เมืองที่ไม่เคยหลับใหล

เสียงรถไฟฟ้า… เสียงแตรรถ… เสียงผู้คน…

‘กร’… ไม่ใช่ ‘เณรกร’ อีกต่อไป… เขากลับมาใช้ชื่อเดิม…

เขากลายเป็นชายหนุ่มวัยยี่สิบแปด… ที่ดูแก่กว่าวัย… เขาทำงานเป็นพนักงานออฟฟิศธรรมดาๆ… ในบริษัทขนส่งเล็กๆ…

เขาไม่เคยเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นในคืนนั้นให้ใครฟัง…

ครั้งหนึ่ง… ตอนที่เขาหนีออกมาได้… เขาพยายามจะเล่าให้ชาวบ้านที่พบเขาเป็นคนแรกฟัง…

พวกเขาบอกว่าเขา ‘เสียสติ’… บอกว่าเขา ‘ถูกผีป่าเล่นงาน’…

ไม่มีใครเชื่อเรื่องวัด… เรื่องเจ้าอาวาสที่ตายแล้ว… หรือเรื่องอสูรกายที่ถูกเลี้ยงไว้ด้วยเครื่องเซ่น…

ตำรวจ… ไปที่วัดป่าเมฆในอีกหลายวันต่อมา…

พวกเขาพบเพียง… วัดร้าง…

ไม่พบหลวงพี่บุญ… ไม่พบเณรปอ… ไม่พบใครเลย…

พบเพียง… รอยเลือดจางๆ บนพื้นดินหน้ากุฏิหลังในสุด…

คดีถูกปิดไป… ว่าเป็นการ ‘หายสาบสูญ’

กรใช้ชีวิต… พยายามจะลืม… แต่เขาก็ไม่เคยลืมได้

เขานอนไม่หลับ… ถ้าไม่กินยา…

เขากลัวความมืด…

และเขา… เกลียดเสียงฆ้อง…

คืนนั้น… กรนั่งดูโทรศัพท์มือถือในอพาร์ตเมนต์เล็กๆ ของเขา… เขากำลังเลื่อนดูยูทูป… พยายามฆ่าเวลา…

นิ้วของเขาหยุด… ที่คลิปวิดีโอหนึ่ง…

หน้าปกเป็นภาพวัดร้าง… ที่มีรากไทรพัน…

หัวข้อคลิปเขียนว่า: “บุก! วัดป่าต้องสาป… สถานที่จริง… ที่เณรทั้งวัดหายสาบสูญ!”

หัวใจของกรดิ่งวูบ…

มันคือรายการ… ‘ล่าท้าผี’… ที่กำลังดังในอินเทอร์เน็ต

มือของเขาสั่น… แต่เขาก็กดเล่น…

ภาพในคลิปสั่นไหว… เป็นมุมมองจากกล้อง ‘โกโปร’ ของพิธีกรวัยรุ่นสองคน…

“สวัสดีครับ! วันนี้เราอยู่ที่นี่ครับ… วัดป่าเมฆ!” พิธีกรพูดเสียงดังฟังชัด “สถานที่ในตำนาน… ที่ว่ากันว่า… ผีดุที่สุดในประเทศ!”

พวกเขากำลังเดินอยู่ในวัด… ในตอนกลางวัน…

กรจำได้ทุกซอกทุกมุม… ศาลาที่เขาเคยนั่ง… ลานวัดที่เขาเคยกวาด…

“และนี่ครับ… ไฮไลท์ของเรา…” พิธีกรเดินนำไป “กุฏิเจ้าอาวาส! ที่ว่ากันว่า… เณรจัน… หายตัวไปในนี้!”

กรแทบจะหยุดหายใจ…

พิธีกรสองคน… เดินขึ้นบันได… ผลักประตูที่ผุพังเข้าไป…

“โอ้โห… ข้างในมืดมากครับ… แล้วก็… กลิ่น… กลิ่นเหม็นอับแปลกๆ”

ภาพในกล้องสั่นไหว… พวกเขาเปิดไฟฉาย… ส่องไปทั่วห้อง…

กรเห็น… โต๊ะหมู่บูชาที่ล้มคว่ำ…

และ…

กล้องแพนไปที่มุมมืด… ที่อาสนะ…

“เฮ้ย… นั่นอะไรวะ” พิธีกรคนหนึ่งพูด…

ไฟฉายส่องไปที่อาสนะ…

มัน… ว่างเปล่า…

“ไม่มีอะไรนี่หว่า… มึงหลอกกู” พิธีกรอีกคนหัวเราะ

“ไม่… เมื่อกี้กูเห็น… เหมือน… เหมือนมีอะไรนั่งอยู่…”

ทันใดนั้น…

พรึ่บ!

ไฟฉายในมือของพวกเขา… ดับลงพร้อมกัน

“เฮ้ย! อะไรวะ!”

“แบตหมดเหรอ!”

“กูเพิ่งชาร์จมา!”

ในความมืด… กล้องอินฟราเรดของโกโปรทำงาน… จับภาพเป็นสีเขียว…

“ออกไปกันเถอะ… กูว่าไม่ดีแล้ว”

“เดี๋ยวดิ… มึงได้ยินปะ”

“ได้ยินอะไร”

“เสียง… หายใจ…”

ในความมืด… ผ่านกล้องอินฟราเรด… กรเห็น…

‘ร่าง’… ที่นั่งอยู่บนอาสนะ…

มันนั่งอยู่ที่นั่นตลอด… แต่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า…

พิธีกร… ยังไม่เห็น…

แล้ว…

‘ร่าง’ นั้น… ก็หันศีรษะที่เน่าเปื่อย… ช้าๆ…

มัน ‘หัน’ … มามองที่ ‘กล้อง’

มามอง… ‘คนดู’

“อ๊ากกกกกกก!”

พิธีกรกรีดร้อง… ภาพสั่นไหวรุนแรง… พวกเขาวิ่งชนกัน… ล้มลุกคลุกคลาน… หนีออกมาจากกุฏิ…

คลิปวิดีโอ… ตัดจบ…

กรโยนโทรศัพท์ทิ้ง… ราวกับมันเป็นของร้อน…

เขายืนหอบ… เหงื่อแตกพลั่ก… อยู่กลางห้องของตัวเอง

มันยังอยู่ที่นั่น…

สิบปีผ่านไป… ‘มัน’ … ก็ยังรออยู่ที่นั่น…

เขาพยายามสงบสติอารมณ์… “มันอยู่ในป่า… มันอยู่ในวัด… มันไม่ได้อยู่ที่นี่” เขาบอกตัวเอง…

เขาเดินไปที่หน้าต่าง… พยายามสูดอากาศ…

เขาจ้องมองลงไปยังถนนที่เต็มไปด้วยแสงไฟของกรุงเทพฯ…

“มันไกล… มันไกลมากแล้ว…”

เขาพึมพำ…

เขาจ้องมอง… แผ่นกระจกหน้าต่าง…

กระจก… ที่สะท้อนภาพห้องของเขาเอง…

สะท้อน… ใบหน้าของเขา… ที่ซีดเผือด…

และในเงาสะท้อนนั้น…

ด้านหลัง… ไหล่ของเขา…

ในความมืดของห้อง… ที่สะท้อนอยู่ในกระจก…

กร… เห็นมัน

จุดสว่างเล็กๆ สองจุด…

มันเล็กมาก…

สว่างไสว…

และ… ‘เปียกชื้น’…

…กำลังลอยอยู่…

และจ้องมอง… มาที่เขา…

กรไม่เคยหนีออกมาได้เลย…

เขาแค่… พามัน… กลับมาด้วย

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Facebook Twitter Instagram Linkedin Youtube