สายฝนพรำลงมาไม่ขาดสาย มันไม่ใช่ฝนห่าใหญ่ แต่เป็นฝนเม็ดละเอียดที่โปรยปรายอย่างต่อเนื่อง ครอบคลุมเมืองเชียงใหม่ไว้ด้วยม่านหมอกสีเทาซีด ความชื้นเกาะตัวจับทุกอย่าง อากาศหนักอึ้งและเย็นเยียบ วัดอุโมงค์ศิลา ถูกลืมเลือนอยู่ท้ายเนินเขา ห่างไกลจากเส้นทางท่องเที่ยวที่สว่างไสว ที่นี่มีเพียงความเงียบและร่องรอยของกาลเวลา ภูมิ… หลงใหลในสถานที่แห่งนี้ เขานั่งอยู่บนขั้นบันไดหินที่ผุพัง แผ่นกระดาษสเก็ตช์ภาพบนตักของเขาเริ่มชื้น แต่นิ้วมือที่จับดินสอแท่งเล็กยังคงขยับไปมาอย่างรวดเร็ว เขาไม่ได้วาดภาพพระพุทธรูปที่ยังสมบูรณ์ เขาเลือกที่จะวาดรอยแตก รอยร้าวที่ลากผ่านพระพักตร์ขององค์พระ เขาวาดเงาที่ทอดตัวอยู่ในโพรงอิฐที่ผุสลาย และเขากำลังวาดกลุ่มมอสส์สีเขียวชื้น ที่กำลังเติบโตและกัดกินเนื้อปูนปั้นโบราณอย่างช้าๆ ภูมิอายุยี่สิบสองปี นักศึกษาปีสุดท้ายคณะสถาปัตยกรรม สาขาการอนุรักษ์ เขาไม่ใช่แค่นักศึกษา แต่เขาคือศิลปินผู้หลงใหลในความจริง และสำหรับเขา… ความจริงคือความเสื่อมสลาย เสียงฝีเท้าเบาๆ ดังขึ้นบนพื้นหญ้าที่เปียกชุ่ม ภูมิไม่ได้เงยหน้าขึ้น เขารู้ว่าเป็นใคร “นายจะนั่งตากฝนตรงนี้อีกนานแค่ไหน ภูมิ” เสียงของมีนาดังขึ้น ใสและชัดเจน ตัดกับบรรยากาศที่อึดอัดของวัดร้าง เธอคือแสงสว่างที่พยายามส่องเข้ามาในเงาที่เขาชอบ “ฝนไม่ได้ตกแรง” เขาตอบ เสียงทุ้มต่ำ สายตายังคงจดจ่ออยู่กับรอยแตกบนผนัง “แต่ฉันเห็นความงามที่นี่” มีนายื่นเสื้อกันฝนสีเหลืองสดให้เขา สีสันของมันดูแปลกแยกกับสถานที่แห่งนี้ “ฉันไม่ชอบที่นี่เลย มัน… มันวังเวง” “มันคือความสงบ” ภูมิเถียงเบาๆ เขาวางดินสอลง “เธอมองไม่เห็นเหรอ มีนา” เขาลุกขึ้น ชี้ไปที่ทางเดินอุโมงค์โบราณ “ดูแสงที่ส่องลงมากระทบพื้นหินนั่นสิ” “ดูเงาที่มันสร้างขึ้นในซอกหลืบ” “มันคือการต่อสู้ระหว่างการคงอยู่และการหายไป” มีนาถอนหายใจ เธอรู้ว่าเถียงกับเขาเรื่องนี้ไปก็ไม่มีประโยชน์ ภูมิไม่ใช่คนหยิ่งยโส แต่เขาเชื่อมั่นในมุมมองของตัวเองอย่างสุดหัวใจ เขาเชื่อว่าเขามองเห็นในสิ่งที่คนอื่นมองไม่เห็น “อาจารย์ตามหานายที่คณะ” มีนาเปลี่ยนเรื่อง “เรื่องหัวข้อวิทยานิพนธ์” “ฉันมีหัวข้อแล้ว” ภูมิพูด เขากำลังจดจ่อกับบางอย่างที่อยู่ลึกเข้าไปในเขตวัด บางอย่างที่ดึงดูดสายตาเขา “หัวข้ออะไรของนาย” “ฉันยังไม่แน่ใจ” เขาเดินนำเข้าไป ผ่านซุ้มประตูที่เหลือเพียงครึ่งเดียว ผ่านลานวัดที่บัดนี้เต็มไปด้วยวัชพืช มีนาเดินตามอย่างไม่ค่อยเต็มใจ เธอรู้สึกเหมือนมีคนมองอยู่ตลอดเวลา “กลับกันเถอะภูมิ มันเริ่มเย็นแล้ว” “เดี๋ยวก่อน” เขาหยุดกะทันหัน เสียงของเขาเกือบจะกระซิบ เบื้องหน้าของพวกเขา คือเขตป่าช้าเก่าท้ายวัด มันถูกทิ้งร้างมานานหลายสิบปี หลุมศพส่วนใหญ่จมหายไปกับดิน บางหลุมก็มีเพียงป้ายไม้ผุๆ หรือกองหิน แต่มันมีสิ่งหนึ่ง สิ่งหนึ่งที่ไม่เข้าพวก ท่ามกลางความเสื่อมโทรมสีน้ำตาลและสีเขียวเข้ม มีสีขาว… สว่างจ้าตั้งอยู่ มันเป็นหลุมศพขนาดเล็ก เล็กกว่าปกติ และมันถูกฉาบด้วยปูนขาวจนสะอาดหมดจด สะอาดราวกับเพิ่งมีคนมาดูแลมันเมื่อวานนี้ ฝนที่ตกลงมาทำให้สีขาวนั้นดูสว่างยิ่งขึ้น มันตัดกับสภาพแวดล้อมอย่างสิ้นเชิง บนหลุมศพนั้น ไม่มีชื่อ ไม่มีวันที่ มีเพียงสัญลักษณ์ลวดลายล้านนาโบราณ สลักไว้ตื้นๆ จนเกือบจะเลือนหายไป “มันคืออะไร” มีนาขมวดคิ้ว “แปลกจัง ใครจะมาดูแลหลุมศพนี้ในป่าช้าที่ถูกลืม” ภูมิไม่ตอบ เขาเดินเข้าไปใกล้ ราวกับถูกสะกด เขารู้สึกถึงบางอย่าง ไม่ใช่แค่ความสงสัย แต่เป็น… ความผูกพัน เขาคุกเข่าลงข้างๆ หลุมศพสีขาวนั้น นิ้วมือของเขาค่อยๆ ลูบไปบนผิวปูนที่เย็นเฉียบ มันเรียบเนียน ไม่เหมือนหินผุพังที่เขาเพิ่งวาด มันคือความสมบูรณ์แบบที่น่าอึดอัด “มันเหงา” ภูมิพึมพำ “อะไรนะ” “หลุมศพนี่” เขาเงยหน้ามองมีนา ดวงตาของเขาเป็นประกาย “มันกำลังรอคอย” มีนาส่ายหัว “ภูมินายคิดมากไปแล้ว มันก็แค่หลุมศพ” “ไม่” เขาลุกขึ้นยืน “นี่ไม่ใช่แค่หลุมศพ” “นี่คือ… โครงการของฉัน” ความกระตือรือร้นในน้ำเสียงของเขาทำให้มีนารู้สึกไม่สบายใจ “โครงการอะไร” “วิทยานิพนธ์ของฉัน” “นายจะทำวิจัยเรื่องหลุมศพเหรอ” “ไม่ใช่แค่ทำวิจัย” ภูมิยิ้ม “ฉันจะฟื้นฟูมัน” “ฟื้นฟูอะไร มันก็ดูใหม่เอี่ยมอยู่แล้ว” “ไม่ใช่ตัวหลุม” เขามองเหม่อไปไกล “ฉันจะฟื้นฟู… ความทรงจำ” มีนาไม่เข้าใจคำพูดของเขา แต่เธอเห็นความมุ่งมั่นในแววตาของเขา ความมุ่งมั่นที่เกือบจะกลายเป็นความหลงใหล “กลับกันเถอะ” เธอดึงแขนเขา “ฉันจะไปส่งที่หอ” ภูมิยอมเดินตามมาแต่โดยดี แต่ขณะที่เขาเดินหันหลังกลับ เขาก็รู้สึกได้ ความรู้สึกเย็นเยียบวาบผ่านแผ่นหลัง เหมือนมีคนกระซิบเรียกชื่อเขาตามสายลม คืนนั้น… ภูมิกลับมาที่วัดอีกครั้ง คนเดียว เขากลับมาพร้อมกับอุปกรณ์วาดภาพครบชุด และตะเกียงน้ำมันดวงเล็ก เขาไม่กลัวความมืด เขาไม่กลัวป่าช้า เขาคือผู้สังเกตการณ์ เขาคือผู้บันทึก เขาจุดตะเกียง วางมันลงข้างๆ หลุมศพสีขาว แสงสีส้มอุ่นส่องกระทบปูนสีขาวนวล สร้างเงาที่ดูมีชีวิตชีวา เขาจุดธูปหนึ่งดอก ปักลงไปในดินที่ชื้นแฉะ “ผมไม่รู้ว่าคุณคือใคร” เขาพูดกับหลุมศพ “แต่เรื่องราวของคุณจะไม่ถูกลืม” เขาเปิดสมุดสเก็ตช์ ดินสอของเขาเริ่มเต้นระบำบนหน้ากระดาษ เขาไม่ได้วาดแค่หลุมศพ เขากำลังพยายามจับความรู้สึก ความโดดเดี่ยว ความบริสุทธิ์ที่น่าขนลุก เวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ไม่รู้ เขาลืมโลกภายนอก ลืมเสียงแมลงกลางคืน ลืมความชื้นที่เกาะบนผิวหนัง เขากำลังจดจ่ออย่างเต็มที่ ทันใดนั้น… เขาก็ได้ยินเสียง เสียงดนตรี มันไม่ใช่เสียงจากโทรศัพท์ หรือจากบ้านเรือนแถวนั้น มันเป็นเสียงปี่ เสียงปี่ล้านนาโบราณ โหยหวนและเศร้าสร้อย มันลอยมาตามลม แผ่วเบา แต่ชัดเจน ภูมิชะงัก เขาเงยหน้าขึ้นจากแผ่นกระดาษ มองไปรอบๆ มีเพียงความมืดและต้นไม้ที่ไหวเอน เสียงปี่ยังคงดังอยู่ มันไม่ได้ทำให้เขากลัว แต่มันทำให้เขา… เศร้า เขารู้สึกเหมือนเคยได้ยินเสียงนี้มาก่อน ในความฝันที่ลืมเลือน วูบ! ลมกระโชกแรงพัดผ่านป่าช้า เปลวไฟในตะเกียงของเขาดับวูบ ทิ้งให้เขานั่งอยู่ท่ามกลางความมืดมิด เหลือเพียงแสงจันทร์จางๆ ที่ลอดผ่านเมฆฝน เขากำลังจะจุดไฟแช็ก แต่สายตาของเขาจับจ้องไปที่บางสิ่ง ที่ขอบป่า… ตรงที่ความมืดหนาทึบที่สุด เขามองเห็น รูปร่างสีขาว เป็นเพียงเสี้ยววินาที รูปร่างนั้นเคลื่อนไหว พลิ้วไหวราวกับผ้าไหมที่ลอยในน้ำ แล้วมันก็หายไป ภูมิหัวใจเต้นแรง เขารีบเก็บของ ตะเกียง สมุดสเก็ตช์ เขากลืนน้ำลาย “คงเป็น… หมอก” เขาบอกตัวเอง “หรือแค่แสงจันทร์หลอกตา” แต่ลึกๆ แล้วเขารู้ ว่าสิ่งที่เขาเห็นไม่ใช่หมอก และเขารู้… ว่าเขาจะกลับมาอีก เมื่อกลับถึงหอพัก เขารู้สึกเหนื่อยล้า เขาเทกระเป๋าอุปกรณ์ลงบนโต๊ะทำงาน สมุดสเก็ตช์ตกลงมาเปิดออก หน้าที่เขาวาดหลุมศพเมื่อครู่ เขามองมันใต้แสงไฟนีออน มันเป็นภาพวาดที่ดีที่สุดของเขา เส้นสายคมชัด แสงเงาดูสมจริง แต่มีบางอย่างที่เขาจำไม่ได้ว่าวาดมันลงไป ตรงมุมกระดาษ นอกกรอบของภาพหลุมศพ มีรอยดินสอจางๆ ที่เขาไม่ได้ตั้งใจวาด มันเป็นรูป… นิ้วมือ นิ้วที่เรียวยาว กำลังตั้งท่าร่ายรำ ภูมิขมวดคิ้ว เขาคงเผลอไผลไป เขาเหนื่อยเกินไป เขาปิดสมุดสเก็ตช์ โยนมันทิ้งไว้บนโต๊ะ แล้วล้มตัวลงนอนทั้งที่ยังไม่ได้อาบน้ำ ในคืนนั้น เขาฝันถึงเสียงปี่ และนิ้วมือสีขาวที่กำลังร่ายรำในความมืด เช้าวันต่อมา ภูมิไปที่คณะแต่เช้า เขารู้สึกสดชื่นอย่างประหลาด ราวกับว่าการได้ไปที่ป่าช้าเมื่อคืน ได้เติมเต็มพลังงานบางอย่างให้เขา เขานำเสนอหัวข้อวิทยานิพนธ์ต่ออาจารย์ “การฟื้นฟูความทรงจำที่หายไป : กรณีศึกษาป่าช้าโบราณวัดอุโมงค์ศิลา” อาจารย์ของเขาเลิกคิ้ว “หัวข้อแปลกดีนะ ภูมิ” “ปกติเธอสนใจแต่โครงสร้างสถาปัตยกรรม” “ผมว่ามันเชื่อมโยงกันครับ” ภูมิอธิบาย “สถาปัตยกรรมคือที่เก็บความทรงจำ” “แล้วเธอจะเริ่มยังไง” “ผมจะเริ่มจากหลุมศพที่ไม่มีชื่อแห่งนั้น” เขาโชว์ภาพสเก็ตช์ที่เขาวาดเมื่อคืน อาจารย์พยักหน้า “ระวังหน่อยแล้วกัน สถานที่แบบนั้น” “ประวัติศาสตร์มักมีเรื่องที่เราไม่ควรรู้ปะปนอยู่ด้วย” ภูมิเพียงแค่ยิ้มรับ เขาใช้เวลาทั้งวันในห้องสมุด พยายามค้นหาประวัติของวัดอุโมงค์ศิลา แต่ข้อมูลส่วนใหญ่เป็นเรื่องของตัวอุโมงค์ ไม่ใช่ป่าช้า ไม่มีใครพูดถึงหลุมศพสีขาว ไม่มีใครพูดถึงสัญลักษณ์ล้านนานั่น เขากลับมาที่หอพักตอนค่ำ มีนามายืนรออยู่หน้าห้อง “ไปกินข้าวกัน” เธอยิ้ม “ฉันเจอร้านข้าวซอยเปิดใหม่” “ไปไม่ได้หรอก” ภูมิเปิดประตูห้อง “ฉันต้องทำงาน” “งานอะไรของนาย” มีนาเดินตามเข้ามาในห้อง และเธอก็ต้องตกใจ ห้องพักของภูมิ ที่ปกติจะรกไปด้วยแบบร่างอาคาร ตอนนี้เต็มไปด้วยภาพสเก็ตช์ของหลุมศพสีขาว ภาพเล็ก ภาพใหญ่ ภาพมุมใกล้ มุมไกล ภาพที่วาดด้วยดินสอ ถ่านชาร์โคล และบางภาพ… วาดด้วยสีน้ำ สีขาวซีดที่โดดเด่นออกมาจากพื้นหลังสีเข้ม “ภูมิ… นี่มันอะไรกัน” “ฉันกำลังศึกษาองค์ประกอบของมัน” เขาตอบโดยไม่หันมามอง เขากำลังตั้งใจวาดภาพใหม่ ภาพหลุมศพภายใต้แสงจันทร์ “นายดูไม่ค่อยดีเลย” มีนาแตะแขนเขา “นายควรพักผ่อน” ภูมิสะบัดแขนออก “ฉันสบายดี” “เธอไม่เข้าใจหรอก” “ไม่เข้าใจอะไร” “ความงามของมัน” เขามองเธอ แววตาของเขาเปลี่ยนไป “เธอเป็นตัวแทนของปัจจุบัน มีนา” “เธอมีชีวิตชีวา” “แต่ที่นั่น… มันคือความจริงนิรันดร์” คำพูดของเขาทำให้มีนารู้สึกกลัว มันไม่ใช่ภูมิคนที่เธอรู้จัก คนที่เป็นนักเหตุผล คนที่เป็นนักวิทยาศาสตร์ทางสถาปัตยกรรม นี่คือคนอื่น “ฉันเป็นห่วงนายนะ” “ไม่ต้องห่วง” เขากลับไปวาดภาพต่อ มีนายืนมองเขาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเดินออกจากห้องไปเงียบๆ ภูมิไม่ได้สังเกตด้วยซ้ำว่าเธอไปแล้ว เขากำลังจดจ่ออยู่กับโลกของเขา โลกที่มีเพียงเขากับหลุมศพสีขาว คืนนั้น… เขากลับไปที่นั่นอีก คราวนี้เขาไม่ได้ยินเสียงปี่ แต่เขารู้สึกถึงมัน เขารู้สึกถึงจังหวะ จังหวะที่สอดคล้องกับการเต้นของหัวใจเขา เขานั่งลง และเริ่มวาดภาพ แต่ครั้งนี้… เขาวาดสิ่งที่แตกต่างออกไป เขาไม่ได้วาดหลุมศพ เขากำลังวาด… เส้นสายที่โค้งงอ ลวดลายที่อ่อนช้อย เขาปล่อยให้มือของเขาเคลื่อนไหวไปเอง เมื่อเขามองดูผลงาน เขาก็ต้องประหลาดใจ มันไม่ใช่ภาพสถาปัตยกรรม มันเป็นภาพร่างของผู้หญิง ผู้หญิงในชุดล้านนาโบราณ กำลังยืนอยู่บนหลุมศพ เธอหันหลังให้เขา ยกแขนขึ้นในท่าร่ายรำ ภูมิกลืนน้ำลาย เขาไม่ได้ตั้งใจวาดภาพนี้ มือมัน… ไปเอง เขาหลับไปบนโต๊ะทำงาน หน้ากองกระดาษสเก็ตช์ เขาตื่นขึ้นมากลางดึก ประมาณตีสาม อากาศในห้องเย็นจัด ทั้งที่เขาไม่ได้เปิดแอร์ เขาลุกขึ้นนั่ง ทุกอย่างเงียบสงัด เขาเหลือบไปเห็นสมุดสเก็ตช์ของเขา ที่เขาคิดว่าปิดมันไปแล้ว ตอนนี้มันเปิดอยู่ หน้าที่เขาวาดภาพหลุมศพเมื่อคืนก่อน ภาพที่เขาสังเกตเห็นรอยนิ้วมือ ตอนนี้มันไม่ใช่แค่รอยนิ้วมือ ภาพวาดหลุมศพที่คมชัดของเขา ถูกเปลี่ยนแปลง มีคน… หรือบางสิ่ง… วาดทับลงไป มันเป็นภาพผู้หญิงคนเดิม คนที่เขาวาดในป่าช้า แต่คราวนี้… เธอกำลังร่ายรำอยู่บนหลุมศพนั้น เธอยังคงหันหลังให้ แต่เธอบิดตัวเล็กน้อย ราวกับกำลังจะหันกลับมามอง ใบหน้าของเธอยังคงอยู่ในเงามืด แต่ภูมิรู้สึกได้ เขารู้สึกได้ถึงดวงตาคู่หนึ่ง กำลังจ้องมองเขาออกมาจากแผ่นกระดาษ จ้องมองทะลุความมืดในห้อง ตรงมาที่เขา ความกลัวแล่นจับขั้วหัวใจ แต่มันก็ปนเปไปกับ… ความตื่นเต้นที่อันตราย
ภูมิผุดลุกขึ้นจากเก้าอี้ เสียงเก้าอี้ไม้ไถลไปกับพื้นซีเมนต์ดังลั่นห้อง เขากระชากแผ่นกระดาษนั้นออกมา ขยำมันเป็นก้อนกลมในมือที่สั่นเทา เขากำลังจะขว้างมันทิ้ง แต่บางอย่างหยุดเขาไว้ เขาคลี่กระดาษที่ยับยู่ยี่นั้นออก จ้องมองมันเขม็ง ลายเส้นที่ถูกวาดทับลงไป มันไม่ใช่ลายเส้นของเขา ลายเส้นของเขาคือสถาปัตยกรรม มันคือตรรกะ คือโครงสร้าง แต่ลายเส้นนี้… มันคือชีวิต มันอ่อนช้อย โค้งมน และเต็มไปด้วยอารมณ์ มันคือการเคลื่อนไหว “เป็นไปไม่ได้” เขาพึมพำ “ฉันคงละเมอวาดเอง” เขาพยายามหาเหตุผลให้ตัวเอง แต่ลึกๆ แล้ว เขารู้ว่านั่นไม่ใช่ความจริง เขาจำความรู้สึกของถ่านชาร์โคลบนนิ้วมือได้ แต่เขาจำไม่ได้ว่าวาดภาพนี้ เขาทิ้งกระดาษแผ่นนั้นลง รีบไปเปิดไฟจนสว่างจ้าทั้งห้อง ความกลัวในตอนแรก ค่อยๆ ถูกแทนที่ด้วยความสงสัยที่รุนแรงกว่าเดิม ใครกันที่อยู่ในหลุมศพนั้น ทำไมเธอถึงปรากฏตัวในภาพวาดของเขา เธอต้องการอะไร เขาไม่ได้นอนเลยตลอดคืนที่เหลือ เช้าวันรุ่งขึ้น แทนที่จะไปที่วัด เขาตรงไปที่หอจดหมายเหตุของมหาวิทยาลัย สถานที่ที่เขาควรจะไปตั้งแต่แรก “ผมขอดูเอกสารเก่าเกี่ยวกับวัดอุโมงค์ศิลาครับ” เขาบอกกับบรรณารักษ์สูงอายุ “โดยเฉพาะ… ส่วนที่เป็นป่าช้า” บรรณารักษ์มองเขาอย่างแปลกใจ “ไม่ค่อยมีคนสนใจเรื่องนั้นนะ” “มันเป็นเขตที่ถูกปิดไปแล้ว” “ผมทำวิทยานิพนธ์ครับ” ภูมิอ้าง เขาใช้เวลาหลายชั่วโมง รื้อค้นกองเอกสารที่เต็มไปด้วยฝุ่นและกลิ่นอับชื้น แฟ้มส่วนใหญ่เป็นเรื่องการบูรณะองค์พระ หรือโครงสร้างของอุโมงค์ ไม่มีอะไรเกี่ยวกับหลุมศพสีขาว จนกระทั่ง… เขาเจอกล่องกระดาษสีน้ำตาลที่ถูกซ่อนไว้มุมในสุด มันไม่มีป้ายกำกับ ข้างในมีเพียงแฟ้มเอกสารบางๆ ที่กระดาษเหลืองกรอบ และม้วนฟิล์มข่าวเก่าๆ สองสามม้วน เขาเปิดแฟ้มออกอย่างระมัดระวัง มันคือบันทึกของวัดในช่วงปี พ.ศ. 2490 ถึง 2500 เขาไล่สายตาอ่านลายมือที่หวัดและซีดจาง ส่วนใหญ่เป็นเรื่องการทำบุญ การบวชพระ แต่แล้วเขาก็สะดุดตากับย่อหน้าหนึ่ง บันทึกในปี 2498 “เรื่องอื้อฉาว” หัวข้อเขียนไว้แค่นั้น เนื้อหาถูกขีดฆ่าไปหลายส่วน แต่เขายังพอจับใจความได้ “…นางคำดาว… นางรำผู้มีพรสวรรค์… ถูกนำตัวมาฝากไว้ที่วัด…” “…ความงามของนางคือพิษ… สร้างความไม่สงบ…” “…ท่านเจ้าอาวาส… ความพิโรธ…” และประโยคสุดท้ายที่อ่านได้ชัดเจน “…การลงทัณฑ์… ฐานลบหลู่สิ่งศักดิ์สิทธิ์… นางรำผู้นั้น… ได้หายสาบสูญไป…” ภูมิหัวใจเต้นแรง “คำดาว” เขาค้นหาชื่อนี้ในเอกสารอื่นๆ แต่ไม่พบอะไรอีก ราวกับว่าเธอถูกลบออกไปจากประวัติศาสตร์ เขาหันไปสนใจม้วนฟิล์ม เขาต้องใช้เวลาเกลี้ยกล่อมบรรณารักษ์อยู่นาน กว่าจะได้ใช้เครื่องฉายฟิล์มเก่าในห้องโสตทัศนศึกษา มันเป็นฟิล์มข่าวสั้นๆ รายงานเกี่ยวกับงานสมโภชวัดในเชียงใหม่ ภาพขาวดำกระตุกกระตัก และแล้ว… เขาก็เห็นเธอ ท่ามกลางกลุ่มชาวบ้าน มีเด็กสาวคนหนึ่งกำลังร่ายรำ การรำฟ้อนเล็บ เธอดูโดดเด่นออกมาจากฝูงชน แม้ในภาพที่ไร้สีสัน เขาก็สัมผัสได้ถึงพลังชีวิตของเธอ เธอยิ้ม เป็นรอยยิ้มที่ทั้งบริสุทธิ์และเย้ายยวน กล้องซูมเข้าไปที่ใบหน้าของเธอ ดวงตาของเธอเป็นประกาย ภูมิหยุดเครื่องฉาย เขาลุกขึ้นเดินไปที่จอ จ้องมองใบหน้าที่หยุดนิ่งนั้น “คำดาว” เขาเรียกชื่อเธอเบาๆ เขารู้สึกคุ้นเคยกับใบหน้านี้ เขารู้สึก… เหมือนเคยพบเธอมาก่อน นี่คือผู้หญิงในหลุมศพสีขาว เขามั่นใจ คืนนั้น ภูมิไม่ได้ไปที่วัด เขาขังตัวเองอยู่ในห้องพัก เขาพยายามวาดภาพเธอ ภาพใบหน้าของคำดาวจากฟิล์มข่าว แต่เขาทำไม่ได้ มือของเขาไม่ยอมขยับ เขารู้สึกหงุดหงิด เขาต้องการมากกว่านี้ เขาต้องการรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับเธอ เขาต้องการรู้ว่าทำไมเธอถึงถูกลงทัณฑ์ เขาเริ่มมองเห็นเธอ ไม่ใช่แค่ในความฝัน แต่ในความเป็นจริง ตอนแรก… มันเป็นแค่ภาพแวบๆ เงาสะท้อนในกระจกห้องน้ำ เขามองเห็นผู้หญิงผมยาวคนหนึ่งยืนอยู่ข้างหลังเขา แต่เมื่อเขาหันกลับไป… ก็ไม่มีใคร ตอนที่เขาเดินผ่านสระน้ำในมหาวิทยาลัย เขามองเห็นใบหน้าของเธอในผิวน้ำ แทนที่จะเป็นใบหน้าของเขาเอง เขาได้ยินเสียงดนตรีล้านนาบ่อยขึ้น ไม่ใช่แค่เสียงปี่ แต่เป็นวงดนตรีทั้งวง เสียงกลอง เสียงฆ้อง มันดังแว่วมาในหูของเขา โดยเฉพาะเวลาที่เขาอยู่คนเดียว เขาเริ่มนอนไม่หลับ เขาผอมลง ขอบตาของเขาคล้ำ มีนาพยายามติดต่อเขา เธอโทรหาเขา ส่งข้อความ แต่เขาไม่ตอบ เธอจึงมาหาเขาที่หอพัก เธอเคาะประตู “ภูมิ! เปิดประตูเดี๋ยวนี้นะ!” “ฉันรู้ว่านายอยู่ในนั้น!” เงียบ เธอตัดสินใจใช้กุญแจสำรองที่เขาเคยให้ไว้ เธอไขประตูเข้าไป กลิ่นในห้อง… มันไม่ใช่กลิ่นอับชื้นของห้องผู้ชาย แต่มันเป็นกลิ่น… หอม กลิ่นดอกมะลิ ดอกไม้ที่ใช้ร้อยมาลัย และอากาศในห้องก็เย็นจัด มีนาตัวสั่น เธอเห็นภูมินั่งอยู่ที่โต๊ะทำงาน หันหลังให้เธอ เขากำลังวาดรูป “ภูมิ… นายเป็นอะไร” เขาไม่หันมา “ฉันกำลังทำงาน” เสียงของเขาแหบพร่า “นายดูไม่สบายเลย” มีนาเดินเข้าไปใกล้ และเธอก็เห็นสิ่งที่เขากำลังวาด มันไม่ใช่หลุมศพ มันไม่ใช่ภาพร่างสถาปัตยกรรม มันเป็นภาพวาดสีน้ำมัน บนผืนผ้าใบขนาดใหญ่ ภาพของผู้หญิงคนหนึ่ง… คำดาว เธอกำลังร่ายรำ ในชุดฟ้อนเล็บเต็มยศ ฉากหลังคือวัดอุโมงค์ศิลาในคืนเดือนเพ็ญ มันเป็นภาพวาดที่งดงาม งดงามจนน่าขนลุก รายละเอียดของชุด ท่าทางการรำ และโดยเฉพาะ… ดวงตาของเธอ มันดูมีชีวิต ราวกับว่าเธอกำลังจะก้าวออกมาจากภาพวาด “นายวาดภาพนี้เหรอ” มีนาถาม เสียงสั่น “ไม่” ภูมิยังคงไม่หันมา “เธอ… นำทางฉัน” “ใครนำทางนาย ภูมิ” “คำดาว” มีนาถอยหลังกรูด “ภูมินายกำลังพูดเรื่องผีสางเหรอ” “นี่ไม่ใช่เรื่องตลกนะ” “ฉันไม่ได้ล้อเล่น” คราวนี้เขาหันมา มีนาแทบจะกรีดร้อง นี่ไม่ใช่ภูมิที่เธอรู้จัก ใบหน้าของเขาตอบลง ผิวซีดเผือด แต่ดวงตา… ดวงตาของเขาเป็นประกายวาววับ ด้วยพลังงานที่น่ากลัว “เธออยู่ที่นี่ มีนา” “เธออยู่กับฉัน” “เธอต้องการให้ฉันเล่าเรื่องของเธอ” “เรื่องที่ถูกปิดบัง” มีนากลัว เธอกลัวผู้ชายตรงหน้า “นายต้องไปหาหมอ” “ฉันไม่ได้บ้า!” ภูมิ ตะคอก เขาไม่เคยขึ้นเสียงใส่เธอแบบนี้มาก่อน “เธอต่างหากที่ไม่เข้าใจ!” “เธอไม่เห็นความงามในสิ่งที่ฉันเห็น!” “เธอไม่เห็นความเจ็บปวดของเธอ!” “เธอคือศิลปินที่ถูกจองจำ ภูมิ” “และฉัน… คือคนที่จะปลดปล่อยเธอ” มีนาวิ่งหนีออกจากห้อง เธอร้องไห้ ไม่ใช่เพราะเขาตะคอกใส่เธอ แต่เพราะเธอรู้สึกว่า… เธอกำลังสูญเสียเขาไป ภูมิไม่สนใจ เขากลับไปที่ภาพวาด ความรู้สึกผิดต่อมีนาจางหายไปอย่างรวดเร็ว ถูกแทนที่ด้วยความรู้สึกเป็นหนึ่งเดียวกับ… เธอ เขาเริ่มเปลี่ยนแปลงไป ไม่ใช่แค่จิตใจ แต่เป็นร่างกาย เขาเริ่มรำคาญเสื้อยืดย้วยๆ กับกางเกงยีนส์ มันรู้สึกหยาบกระด้าง เขาไปที่ตลาดวโรรส เขาซื้อผ้าไหม ผ้าฝ้ายพื้นเมือง เขากลับมาที่ห้อง และเริ่ม… ตัดเย็บ เขาสวมเสื้อผ้าที่ทำจากผ้าไหมล้านนาสีอ่อน เขาบอกว่ามัน “สบายตัว” กว่า เขากินน้อยลง เขาดื่มแต่น้ำเปล่า ราวกับว่าเขากำลังเตรียมร่างกายให้พร้อมสำหรับ… บางสิ่งบางอย่าง เขากลับไปที่ป่าช้าอีกครั้ง ในคืนเดือนมืด เขานั่งลงหน้าหลุมศพสีขาว “ผมรู้เรื่องของคุณแล้ว คำดาว” เขาพูดกับความเงียบ “ผมเห็นคุณ” ลมพัดแรงขึ้น เสียงดนตรีล้านนาดังขึ้นรอบตัวเขา ชัดเจนกว่าครั้งไหนๆ เขาหลับตาลง ปล่อยให้ตัวเองจมดิ่งไปกับเสียงดนตรี เมื่อเขาลืมตาขึ้น เธอ… ก็อยู่ที่นั่น คำดาว เธอยืนอยู่บนหลุมศพ เหมือนในภาพวาดของเขา แต่เธอไม่ใช่ภาพวาด เธอคือ… ร่างโปร่งแสง เธอยังสวยงาม แม้ในยามที่เป็นวิญญาณ เธอมองมาที่เขา ดวงตาของเธอเต็มไปด้วยความเศร้า ความโหยหา และความหวัง เธอไม่ได้พูด แต่เขารู้ว่าเธอต้องการอะไร เธอค่อยๆ ยกมือขึ้น ตั้งท่าร่ายรำ ท่าฟ้อนเล็บ มันเป็นท่ารำที่เขาเห็นในฟิล์มข่าว แต่ครั้งนี้… มันช้ากว่า มันเต็มไปด้วยความเจ็บปวด ราวกับว่าทุกการเคลื่อนไหว คือการกรีดร้องที่ไร้เสียง ภูมิ… โดยไม่รู้ตัว เขายกมือของเขาขึ้น เขาเริ่มขยับนิ้ว เลียนแบบท่าร ของเธอ ร่างกายของเขาเคลื่อนไหว มันไม่ใช่การเคลื่อนไหวแบบผู้ชาย แต่มันคือการเคลื่อนไหวที่อ่อนช้อย ที่เขาไม่เคยทำได้มาก่อน เขากับเธอ กำลังร่ายรำด้วยกัน คนเป็นกับคนตาย ภายใต้ความมืดมิดของป่าช้า เขาไม่รู้ตัวเลยว่า มีนากำลังซุ่มมองเขาอยู่ เธอแอบตามเขามา เธอเห็นทุกอย่าง เธอเห็นภูมิกำลังร่ายรำอยู่คนเดียว หน้าหลุมศพสีขาว เขาเคลื่อนไหวอย่างสง่างาม แต่ก็… น่าสยดสยอง เหมือนหุ่นเชิดที่ถูกดึงสายใย มีนาอยากจะวิ่งเข้าไปหาเขา อยากจะเขย่าตัวเขาให้ตื่น แต่ความกลัวทำให้เธอขยับไปไหนไม่ได้ เธอทำได้เพียงยืนตัวแข็งทื่อ มองดูเพื่อนของเธอ กำลังถูกบางสิ่ง กลืนกิน
–
มีนายืนอยู่ตรงนั้น ในเงามืดของต้นไม้ นานแค่ไหนไม่รู้ เธอยืนมองดูเพื่อนของเธอ ร่ายรำอย่างบ้าคลั่ง หรือ… อย่างสง่างาม เธอแยกไม่ออก ความกลัวที่เกาะกุมขาของเธอ ค่อยๆ ถูกแทนที่ด้วยความโกรธ และความมุ่งมั่น เธอจะไม่ยอมเสียเขาไป เธอจะไม่ยอมให้ผีสางที่ไหนมาพรากเพื่อนเธอไป แต่… ยังไม่ทันที่เธอจะได้ก้าวออกไป ภูมก็หยุด กะทันหัน ราวกับว่าดนตรีที่ไร้เสียงนั้นได้จบลง เขายืนนิ่ง ท่ามกลางความเงียบของป่าช้า เขาหันศีรษะมาอย่างช้าๆ ช้ามาก มองตรงมายังจุดที่เธอยืนซ่อนตัวอยู่ มีนาตัวแข็งทื่อ เขาเห็นเธอ เขารู้มาตลอดว่าเธอยืนอยู่ตรงนั้น ภูมิไม่ได้พูดอะไร เขาเพียงแค่… ยิ้ม มันไม่ใช่รอยยิ้มของภูมิ ไม่ใช่รอยยิ้มที่อบอุ่น ขี้เล่น ที่เธอคุ้นเคย มันเป็นรอยยิ้มที่เย็นชา ห่างเหิน และ… เหนือกว่า เขารู้ว่าเธอกำลังกลัว และเขาก็… เพลิดเพลินกับมัน มีนาทนไม่ไหว เธอหันหลังกลับ แล้ววิ่ง วิ่งหนีสุดชีวิต ไม่หันกลับไปมอง เสียงฝีเท้าของเธอดังหายไปในความมืด ทิ้งให้ภูมิอยู่กับความเงียบอีกครั้ง เขาหันกลับไปหาหลุมศพสีขาว “เธอไปแล้ว” เขาพูดเบาๆ “ตอนนี้เหลือแค่เรา” เขานั่งลง ลูบไล้ปูนสีขาวนั้น ราวกับกำลังปลอบประโลมคนรัก “ผมจะไม่ทิ้งคุณ” “ผมจะหาทางปลดปล่อยคุณให้ได้” เขานั่งอยู่ตรงนั้นจนเกือบเช้า เมื่อแสงแรกของวันเริ่มจับขอบฟ้า เขาก็ลุกขึ้น เดินกลับหอพัก ด้วยท่าทางที่เปลี่ยนไป เขาไม่ได้เดินเหมือนนักศึกษาที่อดนอน เขาเดิน… อย่างมั่นคง สง่างาม ราวกับว่าทุกย่างก้าว คือส่วนหนึ่งของพิธีกรรม เมื่อเขาเปิดประตูห้องพักเข้าไป สิ่งที่ต้อนรับเขาไม่ใช่ความรก แต่คือ… กลิ่น กลิ่นดอกมะลิ หอมอบอวล รุนแรงกว่าที่เคย จนเกือบจะหายใจไม่ออก และห้องของเขา… มันถูกจัดระเบียบใหม่ ไม่ใช่โดยเขา หนังสือพิมพ์เขียวและแบบร่างสถาปัตยกรรมของเขา ถูกกองรวมกันไว้ที่มุมห้อง เหมือนขยะ กลางห้อง… ภาพวาดสีน้ำมันของคำดาว ถูกตั้งตระหง่านอยู่บนขาตั้ง เหมือนแท่นบูชา ภูมิเดินเข้าไปใกล้ เขาสังเกตเห็น ภาพวาดนั้น… เปลี่ยนไป มันไม่ใช่แค่สีน้ำมันบนผืนผ้าใบอีกต่อไป มันดู… เปียกชื้น ราวกับว่า… เธอกำลังหลั่งเหงื่อ และดวงตาของเธอ ที่เคยมองมาที่เขา ตอนนี้ดูเหมือนกำลัง… ขอร้อง เขายื่นมือไปสัมผัส แต่ยังไม่ทันที่นิ้วของเขาจะแตะผืนผ้าใบ เขาก็ได้ยินเสียง ชัดเจน ไม่ใช่ในสายลม ไม่ใช่ในหัว แต่ดังขึ้นในโสตประสาทของเขา ราวกับมีคนมากระซิบที่ข้างหู “พวกเขาโกหก” เสียงนั้น… เป็นเสียงผู้หญิง หวาน แต่เต็มไปด้วยความแค้น “พวกเขาไม่ได้ลงทัณฑ์ฉัน” “พวกเขา… กักขังฉัน” ภูมิขนลุกซู่ “ใคร” เขาถามเสียงสั่น “ท่านเจ้าอาวาส” ภาพปรากฏขึ้นในหัวของภูมิ ชัดเจนราวกับภาพถ่าย ชายชราในผ้าเหลือง ดวงตาเต็มไปด้วยตัณหา “เขามองฉัน… ไม่ใช่ในฐานะแม่ชี” “เขามองฉัน… ในฐานะนางรำ” “เขาต้องการฉัน” “และเมื่อฉันปฏิเสธ…” “เขาก็สาปแช่งฉัน” เสียงนั้นสั่นเครือด้วยความโกรธ “เขาผูกวิญญาณของฉันไว้กับหลุมศพนั่น” “ไม่ใช่การลงทัณฑ์… แต่คือการกักขังชั่วนิรันดร์” “เพื่อให้ฉัน… เป็นของเขาตลอดไป” “แม้ในความตาย” ภูมิรู้สึกถึงความโกรธที่แล่นพล่านในตัว ไม่ใช่ความโกรธของเขา แต่เป็นของเธอ “ผมจะช่วยคุณ” เขาพูด “คุณต้องทำยังไง” “การร่ายรำ…” เสียงนั้นกระซิบ “การร่ายรำคือกุญแจ” “มันคือพิธีกรรมที่เขาขัดขวาง” “ฉัน… ฉันรำไม่จบ” “ร่างกายของฉันสลายไปแล้ว” “แต่คุณ…” ภูมิเงยหน้าขึ้น สบตากับภาพวาดนั้น “คุณ… คือมือของฉัน” “คุณ… คือเท้าของฉัน” “คุณต้องเรียนรู้” “เรียนรู้… ท่ารำที่เหลือ” “ท่ารำ… ที่จะทำลายคำสาป” ภูมิเข้าใจแล้ว นี่คือชะตากรรมของเขา ไม่ใช่การฟื้นฟูสถาปัตยกรรม แต่คือการฟื้นฟูวิญญาณ คือการปลดปล่อยศิลปินผู้ถูกจองจำ เขาหันไปมองกองแบบร่างสถาปัตยกรรมที่มุมห้อง “โลกเก่า” ของเขา เขาก้าวเข้าไป ใช้เท้าเขี่ยมัน กวาดมันไปที่มุมห้องอย่างไม่ใยดี เขากลับมาที่กลางห้อง หยิบธูปที่เขาซื้อมาจากตลาด จุดมัน ควันสีขาวลอยอ้อยอิ่ง ผสมกับกลิ่นดอกมะลิ เขานั่งลง ขัดสมาธิ ตรงหน้าภาพวาดของคำดาว เขาก้มศีรษะลง นี่คือการตัดสินใจ การตัดสินใจที่จะก้าวข้ามเส้นแบ่ง ระหว่างคนเป็นกับคนตาย ระหว่างเหตุผลกับความลุ่มหลง เขากำลังจะก้าวเข้าสู่โลกของเธอ อย่างเต็มตัว เขาหลับตาลง สูดกลิ่นหอมนั้นเข้าไปเต็มปอด และพูดออกมา ด้วยเสียงที่มั่นคง “สอนผม”
–
คำว่า “สอนผม” หลุดออกจากปากของภูมิ มันคือคำเชิญ คือการอนุญาต คือการยอมจำนน ในห้องที่อบอวลไปด้วยกลิ่นมะลิและควันธูป ภาพวาดของคำดาว… ตอบสนอง สีน้ำมันที่ยังไม่แห้งสนิท เริ่มไหลเยิ้ม ดวงตาในภาพวาดเบิกกว้าง ร่างของเธอบนผืนผ้าใบ เริ่มบิดตัว ราวกับว่าเธอกำลังพยายามดึงตัวเองออกมาจากกรอบสี่เหลี่ยม ภูมิไม่ได้กระพริบตา เขาจ้องมอง ร่างโปร่งแสงของคำดาว ค่อยๆ ก้าวออกมาจากภาพวาด เธอไม่ได้ลอย แต่เท้าของเธอสัมผัสพื้นห้อง เธอยืนอยู่ตรงหน้าเขา งดงาม และเย็นเยียบ เธอไม่พูด เธอเพียงแค่… ยกมือขึ้น นิ้วมือทั้งสิบ ที่เรียวยาวราวกับเทียนไข ค่อยๆ กรีดกรายในอากาศ มันคือการเริ่มต้น… บทเรียนแรก ภูมิพยายามเลียนแบบ เขายกมือของตัวเองขึ้น แต่มือของเขา… มันคือมือของผู้ชาย มือของสถาปนิก มือที่ใช้จับดินสอและค้อน ข้อนิ้วของเขาใหญ่ และแข็งกระด้าง เขาลองหักข้อมือ ลองดัดนิ้ว “อึก…” เสียงร้องหลุดออกมาจากลำคอ มันเจ็บ กล้ามเนื้อและเส้นเอ็นของเขากำลังประท้วง คำดาวส่ายหน้า ช้าๆ ใบหน้าของเธอยังคงเรียบเฉย แต่ภูมรับรู้ได้ถึง… ความผิดหวัง ความผิดหวังที่รุนแรง ราวกับถูกตบหน้า เธอรำท่าเดิมอีกครั้ง ช้ากว่าเดิม ทุกการเคลื่อนไหว คือความหมาย คือภาษา ภูมิกัดฟัน เขาลองอีกครั้ง ครั้งนี้ เขาไม่ได้ใช้แค่กล้ามเนื้อ เขาใช้… จิต เขาจินตนาการว่านิ้วของเขาคือเทียนไข จินตนาการว่ากระดูกของเขาคือไม้ไผ่ แกร๊ก… เสียงข้อนิ้วของเขาลั่น ดังลั่นห้อง เขาทำได้ เขาสามารถดัดนิ้วให้โค้งงอ ในแบบที่คนปกติทำไม่ได้ คำดาวยิ้ม เป็นครั้งแรก รอยยิ้มนั้น ส่งความเย็นเยียบแล่นไปทั่วสันหลังของภูมิ แต่มันก็คือ… รางวัล เขาต้องการเห็นมันอีก วัน… คืน เวลาสูญเสียความหมายไป โลกภายนอกหายไป เหลือเพียงห้องสี่เหลี่ยม ที่กลายเป็นวิหารของพวกเขา กลิ่นมะลิ… บัดนี้มันไม่ได้มาจากธูป มันมาจาก… ตัวเธอ มันคือกลิ่นของคำดาว ภูมิหยุดกิน ร่างกายของเขาไม่ต้องการอาหาร มันต้องการ… การร่ายรำ เขาหยุดนอน เขาจะเผลอหลับไปในท่านั่งขัดสมาธิ และตื่นขึ้นมา เมื่อเธอ… ปลุกเขา เธอปลุกเขาด้วยเสียงดนตรี เสียงปี่ เสียงกลอง ที่ดังอยู่ในหัวของเขา เขาตื่นขึ้นมา และเริ่มฝึกต่อ ร่างกายของเขา กำลังถูก “ออกแบบ” ใหม่ เขาผอมลงอย่างรวดเร็ว น้ำหนักหายไป เหลือเพียงผิวหนังที่หุ้มกระดูกและเส้นเอ็น แต่เป็นเส้นเอ็นที่แข็งแกร่ง และยืดหยุ่น อย่างน่าประหลาด ท่าเดินของเขาเปลี่ยนไป เขาไม่ได้เดิน เขา… ลอยตัว ทุกย่างก้าวเงียบกริบ หลังของเขาตรง คอของเขาตั้ง ราวกับนักฟ้อนรำตลอดเวลา มีนา… เธอกลับมา วันแล้ววันเล่า เธอเคาะประตู “ภูมิ! เปิดประตู!” “คุยกับฉันเถอะ ขอร้องล่ะ!” เธอทุบประตู “ฉันรู้ว่านายอยู่ข้างใน! ฉันได้กลิ่นธูป!” ไม่มีเสียงตอบ นอกจาก… เสียงดนตรีล้านนา ที่เล็ดลอดออกมาจากใต้ประตู แผ่วเบา แต่บาดลึกเข้าไปในหัวใจของมีนา เธอร้องไห้ เธอโทรหาเขา ข้อความนับร้อย ถูกส่งไป และไม่เคยถูกเปิดอ่าน โทรศัพท์ของภูมิ แบตเตอรี่หมด นอนตายอย่างเงียบๆ ในกองแบบร่างสถาปัตยกรรม ที่ตอนนี้ ถูกใช้เป็นที่รองขาโต๊ะ มีนารู้สึกหมดหนทาง เธอไม่สามารถพังประตูเข้าไปได้ เธอไม่สามารถช่วยเขาได้ ถ้าเขา… ไม่ต้องการความช่วยเหลือ เธอคิดถึงอาจารย์ อาจารย์ที่ปรึกษาของภูมิ บางที… โลกแห่งเหตุผล อาจจะยังดึงเขากลับมาได้ เธอวิ่งไปที่คณะ อาจารย์กำลังนั่งเครียดอยู่ในห้องทำงาน “อ้าว มีนา” “เธอเห็นภูมิบ้างไหม” “เขาทิ้งงานวิทยานิพนธ์ไปเลย” “ไม่ส่งความคืบหน้ามาอาทิตย์กว่าแล้ว” มีนาสูดหายใจลึกๆ “อาจารย์คะ” “หนูคิดว่า… ภูมิเขากำลังมีปัญหา” “ปัญหาอะไร” “เขา… เขาแปลกไป” “เขาขังตัวเองอยู่ในห้อง” “เขาพูดถึง… ผี” อาจารย์ถอนหายใจ “นักศึกษาศิลปะก็แบบนี้” “เครียด… กดดัน… บางทีก็จินตนาการไปไกล” “ไม่ค่ะอาจารย์!” มีนาเถียง “มันมากกว่านั้น!” “เขาไปเจอเอกสารในหอจดหมายเหตุ” “เกี่ยวกับนางรำที่ชื่อ… คำดาว” คำว่า “คำดาว” ทำให้อาจารย์ชะงัก สีหน้าของเขาเปลี่ยนไป “เธอว่าอะไรนะ” “คำดาว… ที่วัดอุโมงค์ศิลา” อาจารย์ลุกขึ้นยืนทันที เขาเดินไปที่ตู้เก็บเอกสาร รื้อค้น “ฉันนึกแล้วว่าเขาต้องเจอแฟ้มนั่น” “ฉันไม่น่าอนุญาตให้เขาดูเลย” “มันคืออะไรคะอาจารย์” “มันคือเรื่องต้องห้าม มีนา” อาจารย์ดึงแฟ้มสีน้ำตาลเก่าๆ ออกมา แฟ้มเดียวกับที่ภูมิเคยเปิด “ประวัติศาสตร์ที่นี่… มันไม่ได้สวยงาม” “โดยเฉพาะเรื่องความเชื่อ” เขาเปิดแฟ้ม ชี้ไปที่ข้อความที่ถูกขีดฆ่า “คำดาว… ไม่ได้ ‘หายสาบสูญ’ ไปเฉยๆ” “และเธอก็ไม่ได้ถูก ‘ลงทัณฑ์’ ด้วย” “มัน… ซับซ้อนกว่านั้น” “ยังไงคะ” “ตำนานท้องถิ่น… ที่คนเก่าแก่เขากระซิบกัน” “เขาว่ากันว่า… ท่านเจ้าอาวาสในตอนนั้น” “ท่านไม่ได้แค่หลงใหลในความงามของเธอ” “ท่าน… ศึกษาไสยเวทย์” มีนาตัวเย็นวาบ “ท่านต้องการกักขังเธอไว้” “ไม่ให้เธอไปเป็นของคนอื่น” “ดังนั้น… ท่านจึงทำพิธี” “ผูกวิญญาณของเธอไว้” “แต่ท่านทำพลาด” “หรืออาจจะ… ตั้งใจ” “คำสาปมันผิดเพี้ยนไป” “มันไม่ได้แค่ผูกวิญญาณเธอไว้กับหลุมศพ” “แต่มันสร้าง… ‘ความหิวโหย’ ให้เธอ” “ความหิวโหยอะไรคะ” “เธอถูกกักขังในฐานะนางรำ” “เธอรำไม่จบ” “พิธีกรรมของเธอไม่สมบูรณ์” “วิญญาณของเธอ… ต้องการร่างกาย” “ร่างกาย… ที่จะมารำต่อให้จบ” “ร่างกาย… ที่จะมาเป็น ‘ตัวตายตัวแทน'” มีนาหน้าซีด เธอเข้าใจแล้ว เธอต่อจิ๊กซอว์ได้ครบ “ภูมิ…” เธอกระซิบ “เขากำลัง… เรียนรำ” อาจารย์มองหน้าเธอ “แย่แล้ว” “นี่ไม่ใช่เรื่องจินตนาการแล้ว” “นี่คือ… การสิงสู่” กลับมาที่ห้องพักของภูมิ การฝึกฝน ก้าวหน้าไปอีกขั้น ภูมิไม่ได้เรียนแค่ท่ารำ เขาเรียน… จิตวิญญาณของมัน คำดาวสอนให้เขาเข้าใจ ความโกรธ ความอัปยศ และความปรารถนา ที่จะได้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง ร่างกายของภูมิ ตอนนี้เคลื่อนไหวได้ดั่งใจนึก นิ้วมือของเขา สามารถดัดงอไปด้านหลัง จนเกือบจะขนานกับแขน เข่าของเขา สามารถบิดและย่อ ในท่าที่ผิดธรรมชาติ เขาไม่ได้รู้สึกเจ็บปวดอีกต่อไป เขารู้สึก… ถึงพลัง เขาเคลื่อนไหวไปทั่วห้อง ร่ายรำ ท่ามกลางกองหนังสือ และเฟอร์นิเจอร์ เขาไม่ได้วาดภาพอีกต่อไป เขาใช้ร่างกายของเขา เป็นพู่กัน เขารู้ว่า… มันใกล้จะพร้อมแล้ว แต่… มันยังขาดอะไรบางอย่าง องค์ประกอบสุดท้าย ที่จะทำให้การร่ายรำ… สมบูรณ์ เขาเดินไปที่โต๊ะทำงาน ที่ตอนนี้ว่างเปล่า ยกเว้น… แผ่นโลหะ และคีม ที่เขาซื้อมาจากร้านวัสดุก่อสร้าง เขาหยิบมันขึ้นมา ความรู้ทางสถาปัตยกรรม ความแม่นยำในการวัด ทักษะการ “ฟื้นฟู” ของเขา กำลังจะถูกนำมาใช้ ในรูปแบบใหม่ เขาไม่ได้จะสร้างอาคาร เขา… กำลังจะสร้าง “เล็บ” เครื่องประดับสำหรับการฟ้อนเล็บ “ฝนเล็บ” ทำจากทองเหลือง เขารู้รูปทรงของมัน เขารู้ขนาดของมัน คำดาว… ได้แสดงภาพให้เขาเห็นในความฝัน เขาจุดตะเกียงแอลกอฮอล์ เริ่มทุบ เริ่มดัด เริ่มตะไบ เสียงโลหะกระทบกัน ดังแหลม สอดประสานกับเสียงดนตรีที่ดังอยู่ในหัว เขากำลังสร้างสรรค์ผลงานชิ้นเอก ผลงาน… ที่จะใช้ปลดปล่อยเธอ และ… ผนึกชะตากรรมของเขาเอง เขานั่งทำงาน ไม่ได้สนใจโลกภายนอก เขาทุบโลหะ ในขณะที่… มีนาและอาจารย์ กำลังวิ่งไปที่รถ “เราต้องไปที่วัด” อาจารย์พูด “ไม่ใช่” มีนาส่ายหน้า “เราต้องไปหาคน… ที่รู้เรื่องนี้ดีกว่าเรา” “เราต้องไปหา… ‘หมอผี'” ภูมิทำงานไปเรื่อยๆ เขาไม่รู้เลยว่า สงครามเพื่อแย่งชิงวิญญาณของเขา ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว เขามองดู “เล็บ” ชิ้นแรกที่เสร็จสมบูรณ์ มันสะท้อนแสงไฟในห้อง แวววาว เขาลองสวมมันเข้ากับนิ้วนาง มันพอดี ราวกับวัดมาเพื่อนิ้วของเขาโดยเฉพาะ เขายกมือขึ้น มองดูนิ้วที่ประดับด้วยโลหะสีทอง เขายิ้ม ในกระจกที่มืดสลัวตรงข้ามห้อง เงาสะท้อนของเขา ไม่ได้ยิ้ม แต่เป็น… ผู้หญิงคนหนึ่ง ในชุดนางรำโบราณ กำลังมองตอบกลับมา ด้วยแววตาที่… พึงพอใจ
–
มีนากับอาจารย์ นั่งอยู่บนเสื่อทอเก่าๆ ในห้องแถวไม้ที่มืดและอับชื้น สุดซอยลึกในย่านเมืองเก่าของเชียงใหม่ อากาศในห้อง… หนักอึ้ง ไม่ใช่แค่ด้วยความชื้น แต่ด้วยกลิ่นสมุนไพร และกลิ่นบางอย่างที่เหมือน… ความตายที่ถูกดองไว้ เบื้องหน้าพวกเขา คือ “หมอผี” หญิงชราที่ผอมเกร็ง ดวงตาของเธอ… ขาวขุ่น มองไม่เห็น แต่เธอกำลัง “จ้อง” มาที่อาจารย์ ราวกับอ่านทะลุเข้าไปในความคิด “สิบปี” หญิงชราพูด เสียงของเธอแหบเหมือนกระดาษทราย “สิบปี… กว่าจะมีคนโง่พอ ที่จะกลับไปยุ่งกับหลุมศพนั่นอีก” “คุณยายรู้” มีนาอุทาน “ข้ารู้” หมอผีหันใบหน้าที่ไร้แววตามาทางมีนา “ข้าได้กลิ่นนาง” “กลิ่นมะลิ… กลิ่นแห่งการหลอกลวง” “คำดาว” “ใช่” อาจารย์พยักหน้า “เธอกำลังสิงนักศึกษาของผม” หมอผีหัวเราะ เสียงหัวเราะที่น่าขนลุก “สิงเหรอ” “นั่นมันเด็กเล่น” “นางไม่ได้ ‘สิง'” “นางกำลัง ‘เกิดใหม่'” (การเกิดใหม่) หมอผีขยับตัว “คำสาปของเจ้าอาวาสนั่น” “มันไม่ได้แค่กักขังนาง” “มันทำให้นาง ‘หิวโหย'” “นางรอ… รอคนที่มีคุณสมบัติ” “คนที่หลงใหลในความตาย” “คนที่จิตใจเปราะบาง… แต่หยิ่งทะนง” “คนที่เชื่อว่าตัวเอง… ‘เหนือกว่า’ คนอื่น” มีนานึกถึงคำพูดของภูมิ …เธอมองไม่เห็นความงาม… “หลุมศพสีขาวนั่น” หญิงชราพูดต่อ “มันไม่ใช่คุก” “มันคือ… ‘เหยื่อล่อ'” “มันถูกดูแลให้สะอาด” “ด้วยพลังที่เหลืออยู่ของนาง” “เพื่อดึงดูดแมลงเม่าแบบเพื่อนของเจ้า” “แล้วนางต้องการอะไรกันแน่” อาจารย์ถาม “ชีวิต” หมอผีตอบสั้นๆ “นางไม่ต้องการแค่อิสรภาพ” “นางต้องการ… ร่างกายนี้” “ร่างกายของภูมิ” “ตลอดไป” “นางกำลังสอนเขารำ” มีนารีบพูด “เพื่อทำลายคำสาป” “โง่เขลา!” หมอผีตบเสื่อดัง ‘เพียะ!’ “การร่ายรำนั้น” “ไม่ใช่การทำลายคำสาป” “มันคือ… ‘การถ่ายโอน'” “เมื่อท่ารำสุดท้ายจบลง” “วิญญาณของนางจะสมบูรณ์ในร่างนั้น” “และวิญญาณของเพื่อนเจ้า…” “จะถูกขังไว้ในหลุมศพ” “เป็น ‘ตัวตายตัวแทน’ ตลอดกาล” มีนาแทบจะหยุดหายใจ “เราจะหยุดเขายังไง” “ต้อง… ทำลายจังหวะ” หมอผีตอบ “ก่อนที่ท่ารำสุดท้ายจะเริ่ม” “แต่… มันอันตราย” “พลังของนางแข็งแกร่งขึ้น” “มันกำลังดูดกลืนพลังชีวิตของเพื่อนเจ้า” “ถ้ายุ่งผิดจังหวะ” “วิญญาณของภูมิ… จะแตกสลาย” “ติดอยู่ระหว่างสองโลก” “กลายเป็นบ้า… ตลอดไป” มีนากำหมัดแน่น เธอกลัว แต่เธอก็ตัดสินใจแล้ว “บอกมาว่าต้องทำยังไง” หมอผีหยิบด้ายสายสิญจน์สีขาวม้วนเล็ก และถุงผ้าดิบที่บรรจุเกลือ ยื่นให้มีนา “นี่” “มันหยุดนางไม่ได้” “แต่… มันจะซื้อเวลาให้เจ้า” “เกลือ… จะเผาผลาญพลังงานของนาง” “สายสิญจน์… จะขัดขวางการเชื่อมต่อ” “แต่มันจะต้านได้แค่… ชั่วคราว” “นาง… กำลังจะทำพิธีเร็วๆ นี้” “นางรอไม่ไหวแล้ว” “นางได้ลิ้มรสชาติของชีวิตอีกครั้ง” “นางเป็นนางรำ… นางต้องการคนดู” “นางจะไปในที่ที่มีพลังงาน” “ก่อนที่จะกลับไปที่หลุมศพ” “เพื่อ… ‘ตัดสายสะดือ'”
กลับมาที่ห้องพักของภูมิ เสียงเคาะ เสียงตะไบ เงียบลงแล้ว บนโต๊ะ… “ฝนเล็บ” ทองเหลืองแปดชิ้น วางเรียงราย สะท้อนแสงไฟในห้อง มันงดงาม และอันตราย ภูมิ… ค่อยๆ สวมมัน ทีละนิ้ว ทีละนิ้ว ความเย็นของโลหะ แนบสนิทไปกับผิวหนังของเขา เขายกมือทั้งสองข้างขึ้น ระดับสายตา มันไม่ใช่… มือของเขาอีกต่อไป มันคือ… มือของเธอ มือของนางรำ เขาลองขยับนิ้ว ดัดให้โค้งงอ เล็บทองเหลืองกระทบกัน ดัง… ‘เคร้ง…’ เสียงใสกังวาน เขาอ้าปาก พยายามจะพูด “ฉัน…” เสียงที่ออกมา มันคือเสียงของเขา แต่ก็ไม่ใช่ มันคือเสียงทุ้มต่ำของเขา ที่ถูกเคลือบไว้ด้วยเสียงหวานสูง… ของเธอ มันคือสองเสียง ที่พูดออกมา… พร้อมกัน “ฉัน… สวยเหลือเกิน” เขาลุกขึ้นยืน เขารู้สึกถึงเธอ ไม่ใช่ในฐานะวิญญาณที่อยู่ข้างนอก แต่… อยู่ข้างใน เธอกับเขา กำลังจะหลอมรวมกัน เขาเดินไปที่กระจกเงา บานที่มืดสลัว เขามองเข้าไป วินาทีแรก เขาเห็นใบหน้าที่ซูบตอบ ดวงตาที่ลึกโบ๋ ของตัวเอง แต่… เขากระพริบตา ภาพนั้น… ก็เปลี่ยนไป เขาเห็น… เธอ คำดาว เธอกำลังมองตอบกลับมา จากในกระจก เธอยิ้ม …และเขาก็ยิ้ม… มันคือรอยยิ้มเดียวกัน รอยยิ้มที่พึงพอใจ ทันใดนั้น… เขาก็ได้ยิน เสียงดนตรี ครั้งนี้ มันไม่ใช่แค่ในหัว มัน… ดังมาจากข้างนอก เสียงกลอง เสียงแตร เสียงจอแจของผู้คน เสียงหัวเราะ มันคือเสียง… ของชีวิต เสียงของ… ตลาดโต้รุ่ง ที่อยู่ห่างออกไปไม่กี่ช่วงตึก วิญญาณของคำดาว ที่บัดนี้ผสมปนเปกับภูมิ รู้สึกถึงแรงดึงดูด นาง… คือศิลปิน นาง… คือนางรำ นางโหยหา… เวที นางโหยหา… สายตาของผู้คน นางไม่ต้องการแค่อิสรภาพ นางต้องการ… การแสดง “ได้เวลาแล้ว” เสียงสองเสียง… กระซิบพร้อมกัน “ภูมิ” ลุกขึ้น เขาสวมชุดผ้าไหมล้านนา ที่เขาตัดเย็บ มันพริ้วไหว แนบไปกับร่างกายที่ผอมบางของเขา เขาติด “ฝนเล็บ” จนครบแปดนิ้ว เขาคือ… ภาชนะ ที่สมบูรณ์แบบ เขาเดินไปที่ประตู เป็นครั้งแรกในรอบหลายสัปดาห์ เขา… เปิดมันออก กว้าง กลิ่นมะลิ ที่เคยอบอวลอยู่แค่ในห้อง บัดนี้… ทะลักออกมา ฟุ้งกระจายไปตามทางเดิน เหมือนผ้าคลุมศพ เขาเดิน ไม่ใช่การเดินของภูมิ มันคือ… การลอยตัว ปลายเท้าสัมผัสพื้น เบาหวิว เล็บทองเหลือง กระทบกันเบาๆ ‘คลิก… คลิก… คลิก…’ เขาเดินผ่านทางเดินมืดๆ ของหอพัก มุ่งหน้า… สู่แสงไฟ
“เร็วเข้า!” มีนาตะโกน อาจารย์เหยียบคันเร่ง รถพุ่งไปตามถนนที่เปียกชื้น “เราต้องไปที่ห้องของเขา!” “เราต้องหยุดเขา!” รถเลี้ยวโค้ง ใกล้จะถึงมหาวิทยาลัย ทันใดนั้น… มีนาก็กรีดร้อง “หยุดรถ!” “จอดดดด!” อาจารย์เหยียบเบรกกะทันหัน เสียงยางบดถนนดังลั่น ท่ามกลางความสับสนอลหม่าน ของการจราจรยามค่ำ มีนาชี้ไปที่ทางเท้า “นั่น!” “ภูมิ!” ท่ามกลางฝูงชน ที่เดินขวักไขว่ มีร่างหนึ่ง เคลื่อนไหว… แตกต่าง ร่างในชุดผ้าไหมสีอ่อน เดิน… อย่างสง่างาม มุ่งหน้าไปยังแสงสี ของตลาดโต้รุ่ง เขาไม่สนใจรถ ไม่สนใจคน เขาคือวิญญาณ… ที่กำลังเดินเข้าหาแสงไฟ มีนาเปิดประตู กระโจนลงจากรถ “ภูมิ!” “ภูมิ!” ร่างนั้นไม่หันกลับมา เขา… หรือเธอ… ยังคงเดินต่อไป อย่างมั่นคง มีนากับอาจารย์ วิ่งตาม แหวกฝูงชน “ภูมิ!” เสียงเรียกของเธอ จมหายไป ในเสียงดนตรี และเสียงอึกทึก… ของค่ำคืน
–
ตลาดโต้รุ่ง คือหัวใจของเชียงใหม่ยามค่ำคืน มันคือ… ชีวิต แสงไฟนีออนสว่างจ้า เสียงดนตรีสมัยใหม่ดังกระหึ่มจากร้านเหล้า เสียงพ่อค้าแม่ค้าตะโกนเรียกลูกค้า กลิ่นอาหาร ควันปิ้งย่าง เสียงหัวเราะ ความโกลาหลที่เต็มไปด้วยพลัง และท่ามกลางความโกลาหลนั้น… “ภูมิ” กำลังเคลื่อนผ่าน ราวกับวิญญาณ ผู้คน… แหวกทางให้เขา ไม่ใช่เพราะความกลัว แต่เพราะ… ความประหลาดใจ พวกเขามองเห็น ชายหนุ่มรูปร่างผอมบาง ในชุดผ้าไหมสีซีด ที่ดูเหมือนหลุดออกมาจากยุคอื่น พวกเขามองเห็น… เล็บทองเหลือง ที่สะท้อนแสงไฟนีออน แวววาว พวกเขามองเห็น… ดวงตา ที่ลึกโบ๋ แต่กลับมีประกาย ราวกับถ่านไฟที่กำลังคุ “ภูมิ” ไม่ได้มองใคร เขา… หรือเธอ… กำลังถูกดึงดูด ไม่ใช่ด้วยอาหาร ไม่ใช่ด้วยเสียงเพลง แต่ด้วย… บางสิ่งที่เก่าแก่กว่านั้น ที่ลานกว้างกลางตลาด มีเวทีเล็กๆ ตั้งอยู่ เวทีสำหรับการแสดงทางวัฒนธรรม เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยว บนเวที กลุ่มนักศึกษาสาว กำลังร่ายรำ… ฟ้อนเล็บ เสียงดนตรีล้านนาบรรเลง ดังออกมาจากลำโพงคุณภาพต่ำ พวกเธอกำลังยิ้ม ให้กับกล้องของนักท่องเที่ยว นี่คือ… การแสดง ไม่ใช่พิธีกรรม “ภูมิ” หยุด เขายืนอยู่หน้าเวที จ้องมอง นักรำบนเวที… เริ่มสังเกตเห็นเขา รอยยิ้มของพวกเธอ… จางหายไป พวกเธอ… เริ่มรำผิดจังหวะ ทำไม… ผู้ชายคนนั้นถึงมองพวกเธอ ด้วยสายตา… ที่… ดูถูกเหยียดหยาม ราวกับว่า… การร่ายรำของพวกเธอ คือการลบหลู่ คือการเล่นตลก ทันใดนั้น… ลำโพง… ก็เริ่มส่งเสียง ซ่า…. แคร่ก…. เสียงดนตรีล้านนา เริ่มบิดเบี้ยว ช้าลง จนเหมือนเสียงคร่ำครวญ นักรำคนหนึ่ง… ทำ “ฝนเล็บ” หลุดจากนิ้ว มันตกลงบนพื้นเวที ดัง… ‘แกร๊ง!’ ความเงียบ… เข้าปกคลุมบริเวณนั้น “ภูมิ!” เสียงตะโกนของมีนาดังขึ้น เธอกับอาจารย์ วิ่งแหวกฝูงชนเข้ามา “ภูมิ! หยุดนะ!” “ภูมิ” หันมา ช้าๆ ใบหน้าของเขา เรียบเฉย แต่ดวงตา… ลุกโชน ด้วยความโกรธ “ไม่ใช่ภูมิ!” อาจารย์ตะโกนเตือน “ถอยออกมา มีนา!” แต่มีนาไม่ถอย เธอกำถุงผ้าดิบในมือแน่น “ฉันรู้ว่านายยังอยู่ข้างใน ภูมิ!” “สู้กับมันสิ!” “ภูมิ” (หรือ คำดาว) มองเธอ เอียงคอเล็กน้อย ราวกับกำลังมองแมลงที่น่ารำคาญ “สู้เหรอ” เสียงสองเสียง กระซิบออกมาพร้อมกัน “เขา… ยอมแล้ว” “ไม่จริง!” มีนาคลั่ง เธองัดความกล้าทั้งหมดที่มี เปิดถุงผ้า กำ… เกลือ ที่หมอผีให้มา สาดมัน… เข้าใส่ใบหน้าของภูมิ “ออกไปจากตัวเขา!” “อ๊ากกกกกก!” เสียงกรีดร้อง… ดังลั่น มันไม่ใช่เสียงของภูมิ และไม่ใช่เสียงของคำดาว มันคือเสียงของ… สองวิญญาณ ที่ถูกฉีกออกจากกัน เกลือ… สัมผัสกับผิวหนังของภูมิ มัน… เผาไหม้ ควันสีดำ… พวยพุ่งออกมาจากใบหน้า และลำคอของเขา ผิวหนังบริเวณที่โดนเกลือ… กลายเป็นสีแดงก่ำ พุพอง ราวกับถูกน้ำกรดสาด “ภูมิ!” มีนากรีดร้อง เธอตกใจกับผลลัพธ์ มันรุนแรงกว่าที่เธอคิด “ภูมิ” ทรุดตัวลง กุมใบหน้า ร่างกายของเขาสั่นสะท้าน เล็บทองเหลือง กระทบกัน ดัง ‘เคร้งๆๆๆ!’ อย่างบ้าคลั่ง ฝูงชนเริ่มแตกตื่น กรีดร้อง “ผีเข้า!” “คนโดนของ!” ผู้คนเริ่มวิ่งหนี ทิ้งให้ลานกว้าง… ว่างเปล่า เหลือเพียง… พวกเขาสามคน และนักรำที่ตัวสั่นอยู่บนเวที “ตอนนี้แหละ!” อาจารย์ตะโกน เขาวิ่งเข้าไป ดึงสายสิญจน์สีขาว ที่หมอผีปลุกเสก พยายามจะพันมัน รอบข้อมือของภูมิ “จับเขามีนา!” มีนา… ยังคงตกตะลึง กับภาพที่เห็น “เร็วเข้า!” มีนาได้สติ เธอกำลังจะพุ่งเข้าไป แต่… “ภูมิ” ที่กำลังก้มหน้าอยู่ ก็… หัวเราะ เสียงหัวเราะ แหลมสูง ของผู้หญิง ที่เต็มไปด้วย… ความเกลียดชัง “คิดว่า… แค่นี้” “จะหยุดข้าได้เหรอ” เขาลุกขึ้นยืน ช้าๆ ใบหน้าที่พุพอง… รอยไหม้จากเกลือ… มัน… กำลัง… “สมานตัว” เนื้อเยื่อ… กำลังก่อตัวขึ้นใหม่ ต่อหน้าต่อตาพวกเขา ผิวหนัง… กลับมาเรียบเนียน เหมือนเดิม ภายใน… ไม่กี่วินาที “พวกเจ้า… ไม่เข้าใจ” “ภูมิ” (คำดาว) ปัดมือ เพียงแค่… ปัดมือ เบาๆ ราวกับปัดฝุ่น “อ๊อก!” อาจารย์… กระเด็น เหมือนถูกรถชน ร่างของเขาลอย กระแทกเข้ากับเสาเวที และร่วงลงไปนอนแน่นิ่ง “อาจารย์!” มีนาร้อง “ภูมิ” หันมาหาเธอ ดวงตาของเขา… ไม่มีความเป็นมนุษย์หลงเหลืออยู่ มันคือดวงตา ของนักล่า “ส่วนเจ้า…” เขา… หรือเธอ… กระดิกนิ้ว สายสิญจน์ ที่อยู่ในมือของอาจารย์ ลอยขึ้น และ… พุ่งมารัดคอของมีนา “อึก… อ่อก…” มีนาล้มลง มือตะเกียกตะกาย พยายามดึงสายสิญจน์ ที่มองไม่เห็น ซึ่งกำลังรัดคอเธอ แน่นขึ้น… แน่นขึ้น… “การแสดงจบแล้ว” เสียงสองเสียงกระซิบ “น่ารำคาญ” “ภูมิ” (คำดาว) มองไปรอบๆ ตลาดที่แตกตื่น เวทีที่ว่างเปล่า “ไม่ใช่ที่นี่” “ที่นี่… สกปรกเกินไป” “มีแต่พวก… ไร้รสนิยม” เขา… หรือเธอ… รู้แล้ว ว่าต้องการอะไร พลัง… กลับมาแล้ว ร่างกาย… พร้อมแล้ว เหลือเพียง… พิธีกรรมสุดท้าย การ “ตัดสายสะดือ” การ “ถ่ายโอน” เขา… หรือเธอ… คลายนิ้ว มีนา… หลุดจากพันธนาการ เธอนอนไอ อย่างหนัก บนพื้น “ภูมิ” ไม่สนใจเธออีกต่อไป ไม่สนใจอาจารย์ที่นอนสลบ เขาหันหลัง… ให้กับแสงสี ของตลาดโต้รุ่ง หันหลัง… ให้กับ “ชีวิต” ที่เขาเคยโหยหา เขา… เริ่มเดิน อย่างสง่างาม มั่นคง มุ่งหน้า… สู่ความมืด ที่ปลายถนน ที่ซึ่ง… วัดอุโมงค์ศิลา… และ… สุสานสีขาว… กำลัง… รอคอย
–
เสียงไอ… แหบพร่า เจ็บปวด มีนาดิ้นรนอยู่บนพื้น อากาศ… พุ่งกลับเข้าปอด แสบร้อน เธอสัมผัสลำคอ รอยแดงเป็นแนวยาว… จากสายสิญจน์ ที่บัดนี้… กลายเป็นแค่ด้ายธรรมดา ร่วงหล่นอยู่ข้างตัว “อาจารย์!” เธอจำได้ เธอมองไปรอบๆ ลานกว้างที่แตกกระเจิง เก้าอี้พลาสติกล้มระเนนระนาด เศษอาหารกระจาย เธอมองเห็นเขา อาจารย์… นอนกองอยู่ข้างเสาเวที ไม่ไหวติง เธอคลาน สุดชีวิต “อาจารย์! ตื่นสิคะ!” เธอเขย่าตัวเขา “อึก…” เสียงครางหลุดออกมา เขาลืมตา แววตาพร่ามัว “เขา… ไปแล้ว…” “เขาไปแล้ว…” “ไปไหนคะ!” “ไป… ที่วัด…” อาจารย์กระซิบ เขาพยายามยันตัวลุกขึ้น แต่ก็ล้มลง ซี่โครง… คงหัก “มัน… มันกำลังจะทำพิธี…” “พิธี… ถ่ายโอน…” “หนูจะตามไป!” มีนาลุกขึ้น ขาของเธอยังสั่น “ไม่ได้!” อาจารย์คว้าข้อมือเธอไว้ แน่น “เธอ… สู้มันไม่ได้” “เธอเห็นพลังของมันแล้ว” “เกลือ… สายสิญจน์… ทำอะไรมันไม่ได้” “มันคือ… คำสาป” “มันคือ… ไสยเวทย์” ความสิ้นหวัง… ท่วมท้น เข้าครอบงำมีนา เธอทรุดตัวลงนั่ง น้ำตา… ที่เธอกลั้นไว้ บัดนี้… ไหลทะลักออกมา เธอแพ้แล้ว เธอสูญเสียเพื่อนของเธอไปแล้ว ภูมิ… เพื่อนที่เธอรู้จัก คนที่ชอบวาดรอยแตก คนที่ยิ้มขี้เล่น เขา… ไม่อยู่แล้ว ถูกกลืนกิน โดยนางรำเมื่อเจ็ดสิบปีก่อน เธอสะอื้น ท่ามกลางความโกลาหล ที่ไม่มีใครสนใจเธอ
ในขณะเดียวกัน… “ภูมิ” (คำดาว) กำลังเดิน… ผ่านความมืด ถนน… ที่เคยสว่างไสว บัดนี้… ดูซีดจาง เสียงอึกทึกของเมือง… ค่อยๆ เงียบลง ถูกแทนที่ด้วย… เสียงดนตรี เสียงดนตรีล้านนาโบราณ เสียงปี่ เสียงกลอง เสียงฆ้อง ครั้งนี้… มันไม่ใช่แค่ในหัว มันดัง… ก้องกังวาน อยู่ในอากาศรอบตัว ราวกับว่า… ทั้งป่า กำลังบรรเลงเพลง ต้อนรับ… การกลับมาของ “เธอ” ย่างก้าวของเขา… สง่างาม มั่นคง เขาไม่ได้เดิน… เขา “ฟ้อน” นี่คือ… ขบวนแห่ ขบวนแห่… ของวิญญาณดวงเดียว ที่กำลังจะกลับสู่… บัลลังก์ เขามาถึงแล้ว วัดอุโมงค์ศิลา ป่าช้า… ที่ถูกลืม แสงจันทร์คืนนี้… สว่าง สาดส่องลงมา อาบไล้… สุสานสีขาว ที่ตั้งตระหง่าน อยู่กลางลาน มัน… กำลังเรืองแสง แสงสีขาวนวล เย็นเยียบ เต้นระริก ราวกับ… หัวใจ ที่กำลังรอคอย “ภูมิ” (คำดาว) เดินเข้าไป ช้าๆ นี่คือ… เวทีที่แท้จริง ไม่ใช่เวทีราคาถูก สำหรับนักท่องเที่ยว ที่นี่… คือที่ที่ศิลปะของเธอ ถูก… ฆาตกรรม และที่นี่… คือที่ที่มันจะ… เกิดใหม่ เขา… คุกเข่าลง เบื้องหน้าสุสาน ยกมือทั้งสองข้างขึ้น นิ้วมือ… ที่ประดับด้วย “ฝนเล็บ” ทองเหลือง ลูบไล้… ไปบนปูนสีขาว ที่เย็นจัด เขา… หรือเธอ… หลับตาลง สัมผัส ถึงการเชื่อมต่อ พลังงาน… กำลังไหลเวียน จากหลุมศพ… เข้าสู่ร่างกายนี้ และจากร่างกายนี้… กลับไปยังหลุมศพ มันคือ… วงจร ที่กำลังจะ… สมบูรณ์ ทันใดนั้น… น้ำตา หยดหนึ่ง ไหลออกมา จากดวงตาที่ปิดสนิท ของภูมิ มันคือ… การประท้วง ครั้งสุดท้าย ของวิญญาณ… ที่กำลังจะถูกจองจำ “ภูมิ” (คำดาว) ลืมตาขึ้น ความรู้สึก… รำคาญ ฉายชัด เขา… หรือเธอ… ใช้ปลายนิ้ว ที่สวมเล็บทองเหลือง ปาดน้ำตาหยดนั้นทิ้ง อย่าง… ไม่ใยดี “เงียบซะ” เสียงสองเสียง… กระซิบ สั่ง… ร่างกาย ที่เป็นของตน “เจ้า… หมดหน้าที่แล้ว”
ณ ตลาดโต้รุ่ง มีนา… ยังคงร้องไห้ เธอซบหน้าลงบนตักของอาจารย์ ที่บัดนี้นอนหายใจรวยริน “หนู… ทำอะไรไม่ได้เลย…” “หนูขอโทษ…” “ไม่…” อาจารย์พยายามพูด “มัน… ยังมี…” เขายกมือที่สั่นเทา ชี้ไปที่พื้น แฟ้มเอกสาร… สีน้ำตาล ที่เขาทำหล่นไว้ ตอนที่ถูกเหวี่ยงกระแทก แฟ้ม… จากหอจดหมายเหตุ แฟ้ม… ของภูมิ มีนาเงยหน้าขึ้น เธอมองเห็นมัน เธอคลาน… ไปหยิบมันมา เปิดออก อย่างสิ้นหวัง น้ำตาของเธอ… หยดลงบนกระดาษ ที่เหลืองกรอบ เธอเห็นชื่อ… “คำดาว” เธอเห็นคำว่า… “ลงทัณฑ์” และ “ท่านเจ้าอาวาส” เธออ่านข้อความ… ที่ถูกขีดฆ่า เธอพยายาม… เพ่งมอง และเธอก็เห็น… สิ่งที่ภูมิมองไม่เห็น สิ่งที่อาจารย์… อาจจะลืมไปแล้ว มันคือ… ข้อความเล็กๆ ที่เขียนด้วยดินสอ ที่มุมกระดาษ ไม่ใช่ลายมือโบราณ แต่เป็นลายมือของบรรณารักษ์… หรือนักวิจัยคนก่อน ที่บันทึก… ตำนานท้องถิ่น “เจ้าอาวาส… มิได้ตายดี” “ท่าน… ผูกตนเอง” “ไว้กับนาง” “อำนาจ… ต่อกรอำนาจ” “สุสาน… “เป็นทั้ง… ‘คุก’… และ ‘กุญแจ'” “ทั้งสอง… ถูกขัง… ‘ด้วยกัน'” มีนา… หยุดหายใจ เธอเข้าใจแล้ว ในหลุมศพนั้น… ไม่ได้มีแค่คำดาว มันมี… วิญญาณของเจ้าอาวาส คนที่สาปเธอ เขาก็… ถูกขัง… อยู่กับเธอ! คำสาป… มันผูกเขาทั้งสองไว้ พิธีกรรม… การร่ายรำ… มันไม่ใช่แค่… การ “ถ่ายโอน” มันคือ… การ “ทำลาย” ทำลาย… พันธนาการ ที่เจ้าอาวาส… สร้างขึ้น เพื่อ… ปลดปล่อยคำดาว …ให้เป็นอิสระ …อย่างสมบูรณ์ หมอผีบอกว่า… “ทำลายจังหวะ” มีนามองไปในความมืด ทิศทาง… ที่ภูมิมุ่งหน้าไป เธอกลัว เธอกลัวจนแทบสิ้นสติ แต่ตอนนี้… ความกลัว ถูกแทนที่ด้วย… ความชัดเจน ที่น่าสะพรึงกลัว เธอรู้แล้ว ว่าต้องทำอะไร ณ สุสานสีขาว “ภูมิ” (คำดาว) ลุกขึ้นยืน มั่นคง สง่างาม เสียงดนตรี… ดังกระหึ่ม ถึงจุดสูงสุด เขา… หรือเธอ… ยกมือทั้งสองขึ้น ระดับอก เล็บทองเหลือง… สะท้อนแสงจันทร์ แวววาว นี่คือ… ท่าเริ่มต้น ท่าเริ่มต้น… ของบทสรุป ท่ารำ… ต้องห้าม บทสุดท้าย ที่ไม่มีใคร… เคยเห็น การร่ายรำ… แห่งการ… “ถ่ายโอนวิญญาณ”
ไกลออกไป มีนา ลุกขึ้นยืน เธอมองอาจารย์ “มีคนเรียกรถพยาบาลแล้ว” เธอพูด เสียงของเธอ… ไม่สั่นอีกต่อไป มัน… นิ่ง และ… เย็นชา “หนู… จะไปหยุดเขา” เธอไม่รอคำตอบ เธอหันหลัง และ… เริ่มวิ่ง มุ่งหน้า… สู่วัดอุโมงค์ศิลา มุ่งหน้า… สู่การเผชิญหน้า ครั้งสุดท้าย
–
ความเงียบ… ที่น่าสะพรึงกลัว ได้เข้าครอบงำป่าช้า มันไม่ใช่ความเงียบที่ว่างเปล่า แต่มันคือความเงียบ… ที่อัดแน่น ไปด้วยพลังงาน ที่กำลังรอการปลดปล่อย เสียงดนตรีล้านนา… ที่เคยดังกระหึ่ม บัดนี้… ได้เปลี่ยนไป มันไม่ใช่เสียงบรรเลง แต่มันคือ… เสียงสวด เสียงทุ้มต่ำ ที่สั่นสะเทือน ก้องอยู่ในอก “ภูมิ” (คำดาว) ยืนอยู่เบื้องหน้าสุสานสีขาว ร่างกายของเขา… คือศูนย์กลาง ของพายุที่กำลังจะเกิดขึ้น แสงจันทร์… อาบไล้ร่างเขา ชุดผ้าไหมสีอ่อน… พลิ้วไหว แม้ไม่มีสายลม เขา… หรือเธอ… เริ่มเคลื่อนไหว ช้าๆ การร่ายรำ… ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว มันไม่ใช่การฟ้อนเล็บ ที่อ่อนช้อย สวยงาม ที่ผู้คนเคยเห็น นี่คือ… การรำ… แห่งไสยเวทย์ ทุกการเคลื่อนไหว… คือ… อักขระ ทุกท่วงท่า… คือ… คาถา เขา… ยกมือขึ้น เล็บทองเหลือง… กรีดอากาศ ‘เคร้ง…’ เสียงของมัน… ไม่ใช่แค่เสียงโลหะ แต่มันคือ… เสียงของการ… ปลดล็อค สุสานสีขาว… ตอบสนอง แสงสีขาวนวล… ที่เคยเรืองรอง บัดนี้… เริ่มเต้น เป็นจังหวะ ตามการเคลื่อนไหว ของภูมิ ราวกับ… มันคือหัวใจ ที่กำลังเต้น… เพื่อรอรับวิญญาณดวงใหม่ “ภูมิ” (คำดาว) กำลังร่ายรำ… ด้วยความปีติยินดี การรอคอย… เจ็ดสิบปี กำลังจะสิ้นสุดลง ร่างกายนี้… ช่างสมบูรณ์แบบ มันแข็งแรง มันยืดหยุ่น มันคือ… ภาชนะ ที่คู่ควร เขา… หมุนตัว ผ้าไหม… สะบัด เล็บทองเหลือง… วาดเป็นวงกลม พลังงาน… ถูกดึง… ออกมาจากผืนดิน มารวมศูนย์ที่ตัวเขา ในขณะที่เขากำลัง… ดื่มด่ำ กับพลังที่กำลังจะได้รับ เขาก็… ได้ยินเสียง เสียงฝีเท้า ที่วิ่งเหยียบใบไม้แห้ง ‘ซวบ… ซวบ… ซวบ…’ “ภูมิ” (คำดาว) หยุดชะงัก การร่ายรำ… ขัดจังหวะ ความโกรธ… ฉายชัดขึ้นมา บนใบหน้าที่เรียบเฉย “มัน… ยังไม่จบอีก” เขาหันไป มองไปยังความมืด ที่ทางเข้าป่าช้า ร่างของมีนา… ปรากฏขึ้น เธอ… ยืนหอบ ตัวสั่น ไม่ใช่แค่จากความเหนื่อย แต่จาก… ความกลัว แต่ดวงตาของเธอ… ที่จ้องมองมา มัน… ไม่ได้มีแต่ความกลัว มันมี… ความแน่วแน่ ที่น่ารำคาญ “เจ้า… ยังอยากตายอีกเหรอ” เสียงสองเสียง… กระซิบ เย้ยหยัน “ฉันไม่ได้มา… เพื่อสู้กับเธอ” มีนาพูด เสียงของเธอสั่น แต่ชัดเจน “ฉันมา… เพื่อเตือนเธอ” “เตือน?” “ภูมิ” (คำดาว) หัวเราะ “เจ้า… เด็กโง่” “เจ้าจะเตือนอะไรข้าได้” “ในหลุมศพ!” มีนาตะโกน “ในหลุมศพ… ไม่ได้มีแค่เธอ!” คำพูดนั้น… ได้ผล “ภูมิ” (คำดาว) ชะงัก รอยยิ้ม… จางหายไป “เจ้า… พูดเรื่องอะไร” “เจ้าอาวาส!” มีนาชี้ไปที่สุสานสีขาว “คนที่สาปเธอ!” “เขาก็อยู่ที่นั่น!” “เขาผูกตัวเอง… ไว้กับเธอ!” ความเงียบ… เข้าปกคลุมอีกครั้ง แต่คราวนี้… มันคือความเงียบ ที่ตึงเครียด “ภูมิ” (คำดาว) มองไปที่สุสาน แล้วหันกลับมามองมีนา “โกหก” “เจ้า… กำลังโกหก” “เพื่อ… ถ่วงเวลา” “ฉันไม่ได้โกหก!” มีนา… ก้าวเข้าไปใกล้ หนึ่งก้าว “เธอ… ก็รู้สึกได้… ใช่ไหม” “คำดาว!” “ตลอดเจ็ดสิบปีที่ผ่านมา!” “ความรู้สึก… “ที่ไม่ได้มีแค่… ความเหงา” “แต่มีความรู้สึก… “ถูกจองจำ… “ถูกเฝ้ามอง… “ถูกครอบงำ… “ตลอดเวลา!” “ภูมิ” (คำดาว) เริ่มสั่น ไม่ใช่… ด้วยความโกรธ แต่ด้วย… ความกลัว ที่ถูกฝังลึก ใบหน้าของภูมิ… เริ่มบิดเบี้ยว เสียงของ “คำดาว” กรีดร้องออกมา ผ่านลำคอของเขา “ไม่จริง! ไม่!” “เขาทำแบบนั้นไม่ได้!” “เขาทำ!” มีนาตะโกนกลับ “คำสาป… มันคือโซ่” “ที่ล่าม… เธอกับเขา… ไว้ด้วยกัน!” “และการร่ายรำนี่!” มีนาชี้ไปที่ภูมิ “พิธีกรรมของเธอ!” “มันไม่ใช่แค่การ ‘ถ่ายโอน’ วิญญาณของภูมิ!” “มันคือการ… ‘ปลดปล่อย’ เขาด้วย!” “เธอ… กำลังจะปลดปล่อย… “วิญญาณของคนที่กักขังเธอ… “ให้เป็นอิสระ… “ไปพร้อมกับเธอ!” “ไม่!!!!” เสียงกรีดร้อง… ดังลั่นป่าช้า มันคือเสียง… ของคำดาว ที่เต็มไปด้วย… ความตระหนก และความเกลียดชัง ที่ถูกทรยศ… อีกครั้ง ร่างของภูมิ… ทรุดลง เขากุมศีรษะ ร่างกาย… เริ่มชักกระตุก การต่อสู้… ภายใน ได้เริ่มต้นขึ้น วิญญาณของคำดาว… ที่กำลังสับสน และเกรี้ยวกราด กำลังสูญเสีย… การควบคุม และวิญญาณของภูมิ… ที่ซ่อนอยู่ลึกสุด กำลัง… ดิ้นรน เพื่อแย่งชิง… ร่างกายกลับคืน “อ๊ากกกก!” เขากลิ้งไปกับพื้น เล็บทองเหลือง… จิกทึ้ง… ใบหน้าของตัวเอง เลือด… เริ่มไหล ผสมกับดิน สุสานสีขาว… ที่เคยส่องสว่าง บัดนี้… แสงเริ่ม… กระพริบ จังหวะการเต้นของมัน… เริ่ม… ผิดเพี้ยน มัน… สับสน มันไม่รู้ว่า… จะเชื่อมต่อกับใคร มีนามองดูภาพนั้น ด้วยความหวาดกลัว และ… ความหวัง เธอ… ทำลายจังหวะ ได้สำเร็จ แต่… เธอก็รู้ว่า… มันยังไม่จบ หมอผีบอกว่า… “อันตราย” “ถ้ายุ่งผิดจังหวะ” “วิญญาณของภูมิ… จะแตกสลาย” และตอนนี้… มันคือ… ความโกลาหล ที่สมบูรณ์แบบ มีนา… ต้องตัดสินใจ เธอจะ… ฉวยโอกาสนี้ ดึงภูมิกลับมา หรือ… เธอจะ… ทำลายคำสาป ให้สิ้นซาก ก่อนที่… มันจะหาทาง… กลับมาได้อีก
–
ร่างของภูมิ… นอนบิดเกร็ง อยู่บนพื้นดิน เสียง… ที่เปล่งออกมา ไม่ใช่เสียงเดียว ไม่ใช่สองเสียง แต่มันคือ… เสียงกรีดร้อง ที่โหยหวน หลากหลาย ปนเปกัน เหมือนวิญญาณนับสิบ… กำลังฉีกทึ้งกัน อยู่ภายใน “ภูมิ!” มีนา… ก้าวเข้าไป เธอลืมความกลัว เธอเห็นแค่… เพื่อนของเธอ ที่กำลังทรมาน “ภูมิ! กลับมานะ!” เธอเขย่าตัวเขา “สู้สิ! สู้มัน!” ทันใดนั้น… มือ… ที่สวม “ฝนเล็บ” ทองเหลือง ก็คว้า… ข้อมือของเธอ บีบ… แรง แรงเหมือนคีมเหล็ก “อ๊ะ!” มีนาร้อง เธอพยายามดึงมือออก แต่… สู้แรงไม่ได้ ร่างที่นอนอยู่บนพื้น… หยุดชักกระตุก ทุกอย่าง… นิ่งสนิท มีเพียงเสียงลม… ที่พัดผ่านป่าช้า แล้ว… ร่างของภูมิ… ก็ลุกขึ้น ช้าๆ ลุกขึ้นยืน… อย่างมั่นคง เขา… ไม่ได้ยืน เหมือนภูมิ (ที่มักจะยืนไหล่ห่อ) เขา… ไม่ได้ยืน เหมือนคำดาว (ที่สง่างาม อ่อนช้อย) เขา… ยืน… อกผาย ไหล่ตั้ง สงบนิ่ง และ… น่าเกรงขาม เหมือน… นักรบ หรือ… ราชครู เขา… ยังคงบีบข้อมือของมีนา แน่น เขาหันศีรษะมา ช้าๆ ใบหน้า… ที่เปื้อนเลือดและดิน แต่ดวงตา… ดวงตาของเขา ที่เคยลุกโชน… ด้วยความคลั่งไคล้ หรือ… ความเกลียดชัง บัดนี้… มัน… นิ่ง สงบ และ… เย็นชา เย็นชายิ่งกว่า… น้ำแข็ง “เจ้า…” เสียง… ดังออกมา จากลำคอของภูมิ มันไม่ใช่เสียงของภูมิ ไม่ใช่เสียงของคำดาว มันคือเสียง… ที่สาม เสียงทุ้ม กังวาน แหบพร่า และ… แก่ชรา เสียง… ของผู้ชาย “เจ้า… เด็กน้อยผู้ฉลาด” เสียงนั้น… พูด เขา… ปล่อยข้อมือของมีนา “เจ้า… ทำได้ดี” มีนา… ถอยหลังกรูด เธอ… กำลังเผชิญหน้า กับ… อะไร “คำดาว…” ร่างของภูมิ… พูด เขา… มองไปที่อากาศว่างเปล่า ข้างๆ ตัว ราวกับ… กำลังพูดกับใครบางคน ที่มองไม่เห็น “เจ้าโง่… เสมอ” “เจ้าคิดว่า… “เจ้าร่ายรำ… “เพื่อปลดปล่อยตัวเองงั้นหรือ” “ไม่” เขาหัวเราะ เสียงหัวเราะ… ที่แห้งผาก “เจ้า… ร่ายรำ… “เพื่อ ‘ปลุก’ ข้า” “ข้า… “คือเจ้าอาวาส” มีนา… ยืนตัวแข็งทื่อ นี่คือ… ความจริง ที่น่าสะพรึงกลัว ที่สุด “คำสาป…” เจ้าอาวาส (ในร่างภูมิ) พูดต่อ เขา… ลูบไล้ “ฝนเล็บ” ทองเหลือง บนนิ้วของตัวเอง “มันไม่ใช่… โซ่” “ที่ล่ามข้า… ไว้กับนาง” “แต่มันคือ… ‘สมอ'” “สมอ… “ที่ข้า… “ทอดทิ้งไว้… “ในโลกนี้” “ข้ารู้… “ว่าวันหนึ่ง… “ความเกลียดชังของนาง… “ความทะยานอยากของนาง… “จะดึงดูด… “ภาชนะใหม่… มาให้” เขามองมีนา “นาง… คือ ‘เหยื่อล่อ'” “และเด็กหนุ่มนี่… “คือ ‘เหยื่อ'” “ส่วนข้า…” เขา… ยิ้ม “คือ… ‘ผู้ชนะ'” “นางคิดว่า… “นางจะ ‘ถ่ายโอน’ วิญญาณ… “มาสู่ร่างนี้ “แล้วทิ้งวิญญาณเด็กนี่… “ไว้เป็น ‘ตัวตายตัวแทน'” “โง่เขลา!” “นางไม่เคยเข้าใจ… “พลังที่แท้จริง” “พิธีกรรมนี้… “มันไม่ใช่… “การ ‘ถ่ายโอน'” “มันคือ… “การ ‘เปิดประตู'” “ประตู… “ที่จะให้… “วิญญาณที่ ‘แข็งแกร่งที่สุด’… “ได้ครอบครอง” “และตลอดเจ็ดสิบปี… “ข้า… “ได้ ‘กลืนกิน’… “ความเกลียดชังของนาง” “ข้า… “แข็งแกร่ง… “กว่านาง” “และตอนนี้…” เขา… หันไปเผชิญหน้า… กับสุสานสีขาว สุสาน… ที่บัดนี้… หยุดสั่นไหว มัน… นิ่งสนิท ราวกับ… กำลังรอ… คำสั่ง “ข้า… “ได้ร่างกายใหม่แล้ว” “ข้า… “ไม่ต้องการ ‘สมอ’ … “อีกต่อไป” เขา… ยกมือทั้งสองข้างขึ้น (มือที่สวม “ฝนเล็บ”) เขา… ไม่ได้ร่ายรำ เขา… เพียงแค่… ‘กำ’ หมัด แน่น “อ๊ากกกกกก!” เสียงกรีดร้อง… ที่มองไม่เห็น ดังขึ้น จากสุสาน มันคือเสียง… ของคำดาว ที่บัดนี้… ตระหนักแล้ว ว่าเธอ… พ่ายแพ้ อย่างสมบูรณ์ เธอ… ไม่ได้กำลังจะถูกปลดปล่อย เธอ… กำลังจะถูก… ‘ผนึก’ “และ… “ข้า… “ก็ไม่ต้องการ… “วิญญาณดวงอื่น… “ในบ้าน… “หลังใหม่ของข้า” เจ้าอาวาส (ในร่างภูมิ) พูด เขา… หันมามองมีนา แล้ว… ยกมืออีกข้าง ชี้… มาที่หน้าอก… ของตัวเอง เขา… เริ่มสวด ภาษา… ที่เธอฟังไม่ออก ภาษาบาลีโบราณ… ที่บิดเบี้ยว ด้วย… ไสยเวทย์ “อ่อก!” ร่างของภูมิ… กระตุก อย่างรุนแรง มี… แสงสีฟ้าจางๆ พุ่งออกมา จากหน้าอกของเขา มันคือ… วิญญาณของภูมิ ที่กำลัง… ถูกขับไล่ “ไม่!” มีนากรีดร้อง เธอพยายามจะพุ่งเข้าไป แต่… พลังที่มองไม่เห็น กระแทกเธอ… จนล้มลง แสงสีฟ้า… (วิญญาณของภูมิ) ลอยคว้าง… อย่างสับสน ในอากาศ เพียง… เสี้ยววินาที ก่อนที่… สุสานสีขาว… จะ ‘เปิดออก’ ไม่ใช่… การระเบิด แต่… รอยแตก… ปรากฏขึ้น บนปูนสีขาว และ… แรงดึงดูด มหาศาล ดูด… เอาแสงสีฟ้า… (วิญญาณของภูมิ) เข้าไป “ไม่! ภูมิ!” สุสาน… ปิดผนึก รอยแตก… หายไป ราวกับ… ไม่เคยเกิดขึ้น ณ บัดนี้ ในสุสานสีขาว… ที่เคยว่างเปล่า บัดนี้… มันคือ… คุก ที่กักขัง… สองวิญญาณ วิญญาณ… ของคำดาว (นักรำผู้ถูกทรยศ) และวิญญาณ… ของภูมิ (นักศึกษาผู้หยิ่งทะนง) …ถูกขัง… ไว้ด้วยกัน ตลอดกาล และ… บนผืนดิน ร่างของภูมิ… ยืนนิ่ง เขา… กะพริบตา ช้าๆ ปรับตัว… ให้เข้ากับ… บ้านหลังใหม่ เขา… (เจ้าอาวาส) มองดูมือของตัวเอง มือ… ที่หนุ่มแน่น แข็งแรง เขากำ… และแบ เขายิ้ม… อย่างพึงพอใจ เขา… มองไปที่… มีนา ที่นอน… สิ้นหวัง ร้องไห้ จนแทบขาดใจ อยู่บนพื้น ความกลัว… ได้จบลงแล้ว เหลือเพียง… ความจริง ที่… โหดร้าย ที่สุด
–
เสียงสะอื้น… ของมีนา คือเสียงเดียว… ที่ทำลายความเงียบ ของป่าช้า เธอนอน… ขดตัวอยู่บนพื้นดิน ไร้เรี่ยวแรง ที่จะหนี ไร้เรี่ยวแรง… ที่จะสู้ ทุกอย่าง… จบสิ้นแล้ว “ภูมิ” (หรือ… ‘เจ้าอาวาส’ ในร่างของภูมิ) ยืนนิ่ง เขา… กำลังดื่มด่ำ กับ… ความรู้สึก ความรู้สึก… ของการ ‘มีชีวิต’ เขา… ก้มลงมอง ร่างกายใหม่ ของเขา เขากำหมัด สัมผัสได้ถึง… กล้ามเนื้อ ที่ตึงแน่น เขาสูดหายใจ ลึก อากาศ… ที่เย็นชื้น เต็มปอด “เจ็ดสิบปี…” เขาพึมพำ เสียง… เริ่มชัด มันคือเสียงของภูมิ แต่… สำเนียง และ… จังหวะการพูด มันคือ… ของคนแก่ ที่เต็มไปด้วย… อำนาจ เขา… ยกมือขึ้น มองดู… “ฝนเล็บ” ทองเหลือง ที่ยังคงสวมอยู่ บนนิ้วมือ สิ่งนี้… คือสัญลักษณ์ ของคำดาว สัญลักษณ์… ของความทะยานอยาก …ที่เขา… ใช้เป็นเครื่องมือ บัดนี้… มันไร้ค่าแล้ว เขา… ค่อยๆ ถอดมันออก ทีละชิ้น ทีละนิ้ว ‘แคล้ง…’ โลหะ… กระทบหิน เสียง… แผ่วเบา เขาถอดมัน… อย่างใจเย็น ราวกับ… กำลังแกะ… เปลือกหอย ที่เน่าเหม็น เมื่อนิ้วมือ… เป็นอิสระ เขา… ก็สะบัดมือ ราวกับ… รังเกียจ เขาก้มลงมอง… เล็บทองเหลือง ทั้งแปดชิ้น ที่บัดนี้… กองอยู่บนพื้น ข้างๆ… สุสานสีขาว เหยื่อล่อ… ได้ถูก… ทิ้งขว้าง เมื่อ… จับเหยื่อได้แล้ว บัดนี้… เหลือเพียง… พยาน เขา… หันมา ช้าๆ เผชิญหน้า… กับมีนา เธอนอน… ตัวสั่น จ้องมองเขา ด้วยดวงตา… ที่เบิกกว้าง ด้วยความ… สยดสยอง เขา… ก้าว เข้าไปหาเธอ หนึ่งก้าว มีนา… ถอยกรูด เธอ… พยายามคลานหนี แต่… แผ่นหลัง… ชนเข้ากับ… ต้นไม้ ไม่มี… ทางหนี เขา… เดินตาม ช้าๆ ทุกย่างก้าว… มั่นคง เขา… มาหยุดยืน ค้ำหัวเธอ เงา… ของเขา ทาบทับ… ร่างของเธอ บดบัง… แสงจันทร์ เขา… ควรจะฆ่าเธอ มันคือ… ตรรกะ ที่ถูกต้อง การ… ปิดปากพยาน แต่… เขามองเธอ ไม่ใช่… ด้วยความโกรธ ไม่ใช่… ด้วยความเกลียดชัง เขา… มองเธอ ด้วย… ความสงสาร ที่… เย็นชา เหมือน… นักปราชญ์ มองดู… มดปลวก ที่ดิ้นรน “เจ้า…” เขาพูด “เจ้า… “ทำให้ข้า… “ประทับใจ” “แต่… “มันจบแล้ว” เขา… ย่อตัวลง นั่ง… ยองๆ อยู่ตรงหน้าเธอ ระดับสายตา… เท่ากัน แต่… สถานะ… ต่างกัน ราวฟ้ากับดิน มีนา… ตัวแข็งทื่อ จ้องมอง… ใบหน้า ของเพื่อนเธอ ที่บัดนี้… ถูกควบคุม โดย… ปีศาจ ในคราบ… นักบุญ “ข้า… “จะไว้ชีวิตเจ้า” เขาพูด เบาๆ คำพูดนั้น… ไม่ได้นำมา… ซึ่งความโล่งใจ แต่มันนำมา… ซึ่ง… ความสยดสยอง ที่ลึกกว่า “ทำไม…” มีนา… เค้นเสียง ออกมา “ทำไม…” เจ้าอาวาส (ในร่างภูมิ) ยิ้ม เป็นครั้งแรก มันคือ… รอยยิ้ม ที่อบอุ่น รอยยิ้ม… ของผู้ใหญ่ ที่… เมตตา แต่… ดวงตา มัน… ไม่ยิ้ม “เพราะ…” เขาตอบ “การที่เจ้า… “มีชีวิตอยู่… “คือ ‘ชัยชนะ’ … “ที่แท้จริง… “ของข้า” “จงออกไป…” “ไป… “บอกเล่า… “เรื่องราวนี้” “ไปบอก… “ว่าเพื่อนของเจ้า… “ถูกผีสิง “ถูก… “ขังวิญญาณ “ไว้ในสุสาน” เขา… หัวเราะ เบาๆ ในลำคอ “ไปบอก… “ว่ามี… “ปีศาจ… “ในร่างเขา “กำลัง… “เดิน… “อยู่บนโลกนี้” เขา… ยื่นมือ ที่ปราศจากเล็บ ลูบ… ผม ของมีนา อย่าง… แผ่วเบา “แล้ว… “จงดู… “ว่าใคร… “จะเชื่อเจ้า” “จงมีชีวิตอยู่… “กับความจริง… “ที่… “ไม่มีใคร… “ได้ยิน” “จงมีชีวิตอยู่… “ในฐานะ… “คนบ้า” “นั่น… “คือ… “การลงทัณฑ์ “ที่… “สาสม “กว่าความตาย… “สำหรับ… “คนฉลาด… “อย่างเจ้า” เขา… ลุกขึ้นยืน เต็มความสูง เขา… มองข้าม… ศีรษะเธอ มองไปที่… สุสานสีขาว ที่บัดนี้… เงียบสนิท มัน… เสร็จสิ้น ภารกิจแล้ว มัน… เป็นเพียง… ก้อนหิน ที่บรรจุ… สองวิญญาณ ที่กำลัง… กรีดร้อง ในความเงียบ ชั่วนิรันดร์ เจ้าอาวาส (ในร่างภูมิ) หันหลัง… ให้กับมีนา หันหลัง… ให้กับสุสาน เขา… จัด… เสื้อผ้าไหมล้านนา ที่เปื้อนดิน ให้เข้าที่ เขา… สูดหายใจ ลึก รับ… อากาศยามค่ำคืน เข้าปอด ที่… หนุ่มแน่น เขา… มองขึ้นไป บนท้องฟ้า มอง… พระจันทร์ ที่กำลัง… ส่องแสง เขา… ยิ้ม รอยยิ้ม… แห่ง… ความพึงพอใจ อย่าง… ที่สุด เขา… ได้เกิดใหม่แล้ว ไม่ใช่… ในฐานะ… วิญญาณ ที่ถูกกักขัง แต่ในฐานะ… นาย ผู้… เป็นอมตะ เขา… เริ่มเดิน เขา… ไม่ได้เดิน… กลับไป ทาง… แสงสี ของเมือง (ที่คำดาว… ปรารถนา) เขา… เดิน… ลึกเข้าไป ในความมืด ของ… เขตวัด มุ่งหน้า… ไปยัง… กุฏิเจ้าอาวาส หลังเก่า ที่ถูก… ทิ้งร้าง เขา… กำลังกลับบ้าน กลับไป… ทวง… บัลลังก์ ใน… ร่างกายใหม่ เสียงฝีเท้า… ของเขา ค่อยๆ… เงียบหายไป ทิ้ง… มีนา ไว้… เบื้องหลัง เพียง… ลำพัง เธอนั่ง… พิงต้นไม้ ตัวแข็งทื่อ เธอมอง… สุสานสีขาว ที่… ไร้ความรู้สึก เพื่อนของเธอ… อยู่ในนั้น แต่… ไม่มีใครรู้ ไม่มีใคร… ช่วยได้ เธอมอง… ความมืด ที่… กลืนกิน… ร่างของภูมิ (ปีศาจ) หายไป เสียงกรีดร้อง… ที่ไร้เสียง ดัง… ก้อง อยู่ใน… หัวใจ ของเธอ นี่… ไม่ใช่… จุดจบ ของเรื่องเล่า มันคือ… จุดเริ่มต้น ของ… ฝันร้าย ที่… ไม่มีวัน… ตื่น (จบ)
–