Ngôi nhà số 103 và cái hồ chôn sống cô gái.

บ้านเลขที่ 103 ตั้งอยู่อย่างโดดเดี่ยวที่ปลายถนนกรวดเส้นเล็กๆ มันคือความฝันที่ถูกสร้างขึ้นจากเหล็ก กระจก และไม้สีเข้ม ทั้งหมดคือผลงานการออกแบบของกวินทร์ สถาปนิกหนุ่มผู้กำลังมาแรง

วันนี้คือวันแรกของพวกเขา

ลลิน ภรรยาของเขาก้าวลงจากรถเป็นคนแรก เธอเป็นจิตรกร รูปร่างบอบบางและมีดวงตาที่ไวต่อความรู้สึก ลมเดือนพฤศจิกายนพัดเบาๆ ทำให้เธอต้องกระชับเสื้อคลุม กลิ่นชื้นของดินและใบไม้ที่กำลังจะตายลอยมาปะทะจมูก

“มัน…สมบูรณ์แบบ” เธอกระซิบ คำพูดนั้นควรจะเต็มไปด้วยความสุข แต่กลับแฝงความลังเล

กวินทร์เดินมาโอบไหล่เธอ เขาคือชายหนุ่มที่เต็มไปด้วยความมั่นใจ ทุกย่างก้าวของเขาหนักแน่น “แน่นอนสิ ผมออกแบบมันเองกับมือ” เขายิ้ม และเมื่อเขายิ้ม โลกทั้งใบก็ดูเหมือนจะสว่างไสวขึ้น

เด็กหญิงตัวเล็กๆ ในชุดเอี๊ยมสีเหลืองก้าวตามลงมา ด.ญ.อันนา ลูกสาววัยห้าขวบของพวกเขา เธอกอดตุ๊กตาผ้าแน่น ดวงตาเล็กๆ กวาดมองไปรอบๆ อย่างเงียบเชียบ

บ้านหลังนี้คือการเริ่มต้นใหม่ คือการหลีกหนีจากความวุ่นวายในเมือง และที่สำคัญที่สุด คือการหลบหนีจากความทรงจำที่เกือบจะทำลายครอบครัวของพวกเขา

กวินทร์จูงมือลูกสาวเดินนำไปยังหลังบ้าน ที่นั่นคือจุดขายสำคัญของบ้านหลังนี้

ทะเลสาบขนาดเล็กรูปทรงคล้ายหยดน้ำวางตัวนิ่งสงบอยู่ห่างจากระเบียงไม้เพียงไม่กี่ก้าว ผิวน้ำเรียบสนิทราวกับแผ่นกระจกสีนิล สะท้อนท้องฟ้าสีเทาหม่นยามเย็น มันนิ่งเกินไป

“มันสวยจังค่ะพ่อ” อันนากล่าวเบาๆ

แต่ลลินกลับรู้สึกถึงความเย็นเยียบที่แล่นผ่านสันหลัง “มันนิ่งจังเลยค่ะกวิน” เธอดึงแขนเสื้อของสามี “นิ่งเหมือน…เหมือนไม่มีอะไรมีชีวิตอยู่ข้างใต้เลย”

กวินทร์หัวเราะเบาๆ “นั่นแหละที่เขาเรียกความสงบ ลิน” เขาหอมขมับเธอ “ที่นี่ไม่มีมลพิษ ไม่มีเสียงรบกวน มีแค่เรากับธรรมชาติ”

ลลินพยายามยิ้มตอบ แต่ดวงตาของเธอยังคงจับจ้องไปที่ผิวน้ำที่ไร้ระลอกคลื่นนั้น

ชีวิตใหม่เริ่มต้นขึ้น กวินทร์จมอยู่กับงานในห้องทำงานที่บ้าน ห้องนั้นเป็นห้องกระจกขนาดใหญ่ที่เขาสร้างให้มองเห็นทะเลสาบได้ชัดเจนที่สุด เขากล่าวว่ามันเป็นแรงบันดาลใจ

ลลินพยายามจัดสตูดิโอวาดภาพของเธอที่อีกฟากหนึ่งของบ้าน เธอแกะผ้าใบ ตั้งขาตั้ง แต่พู่กันในมือกลับไม่ขยับ เธอรู้สึกเหมือนมีบางอย่างกำลังจับตามองเธออยู่ตลอดเวลา ความรู้สึกที่เธอพยายามบอกตัวเองมาหลายเดือนว่ามันเป็นแค่ผลพวงจากความเครียด

ส่วนอันนาดูเหมือนจะปรับตัวได้ดีที่สุด เธอมักจะใช้เวลาเล่นคนเดียวเงียบๆ ที่ริมระเบียงไม้ เธอนั่งยองๆ เอาหลังพิงเสา พูดคุยพึมพำกับบางสิ่งที่มองไม่เห็น

ลลินเคยถามลูกว่าคุยกับใคร

“คุยกับเพื่อนใหม่ค่ะแม่” อันนาตอบ โดยไม่ละสายตาจากผิวน้ำ “เขาอยู่ในน้ำค่ะ”

หัวใจของลลินกระตุก แต่กวินทร์ก็พูดแทรกขึ้นมาอย่างรวดเร็วว่ามันเป็นแค่จินตนาการของเด็ก เด็กทุกคนมีเพื่อนในจินตนาการ ลลินจึงพยายามปัดมันทิ้งไป

สามวันผ่านไป ทุกอย่างดูเหมือนจะเข้าที่เข้าทาง

คืนที่สาม ลลินตื่นกลางดึก เธอฝันร้าย ฝันว่าเธอกำลังจมน้ำ หายใจไม่ออก เธอลุกขึ้นดื่มน้ำ มองออกไปนอกหน้าต่างห้องนอนที่หันหน้าไปทางทะเลสาบ

คืนนี้ไม่มีดวงจันทร์ ความมืดเกือบจะสมบูรณ์แบบ

แต่แล้วเธอก็เห็นมัน

กลางทะเลสาบ ผิวน้ำที่เคยเรียบสนิทบัดนี้กลับมีฟองอากาศผุดขึ้นเบาๆ ราวกับมีคนเป่าน้ำจากข้างใต้ จากนั้น สิ่งหนึ่งก็ลอยขึ้นมา มันคือเศษผ้าสีซีด ดูเหมือนเป็นชิ้นส่วนของชุดกระโปรงเก่าๆ และข้างๆ กันนั้น มีเชือกเส้นเล็กๆ สีน้ำตาลปนเปียกลอยอยู่ด้วย

ลลินขยี้ตา เธอคิดว่าเธอยังไม่ตื่นดี

สิ่งเหล่านั้นลอยนิ่งอยู่ประมาณสิบวินาที ก่อนที่ผิวน้ำจะกระเพื่อมอีกครั้ง และพวกมันก็ถูกดึงจมหายไปอย่างรวดเร็ว ทิ้งไว้เพียงความนิ่งสงัดดังเดิม

“กวิน! กวิน ตื่นสิคะ!” เธอเขย่าตัวสามีอย่างแรง

กวินทร์งัวเงียตื่นขึ้นมา “มีอะไรลิน ฝันร้ายเหรอ”

“ไม่ใช่ค่ะ ฉันเห็น…ฉันเห็นอะไรบางอย่างในทะเลสาบ” เธอลากเขาไปที่หน้าต่าง “มีเศษผ้ากับเชือกลอยขึ้นมา แล้วมันก็จมลงไป”

กวินทร์มองออกไปในความมืด มีเพียงเงาสะท้อนของต้นไม้ที่ไร้ใบอยู่บนผิวน้ำ “ลิน ที่รัก” เขาถอนหายใจ พยายามข่มความหงุดหงิด “คุณแค่เหนื่อยจากการย้ายบ้าน มันไม่มีอะไร”

“ฉันเห็นจริงๆ นะคะ!”

“ผิวน้ำเรียบขนาดนั้น มันจะเป็นไปได้ยังไง” เขาชี้ “ถ้ามีอะไรลอยขึ้นมา มันต้องมีคลื่นสิ แต่นี่มันนิ่งเหมือนกระจก”

ลลินมองอีกครั้ง เขาพูดถูก มันนิ่งสนิท “แต่ฉัน…”

“กลับไปนอนเถอะ” เขาจูงมือเธอกลับไปที่เตียง “พรุ่งนี้คุณจะรู้สึกดีขึ้น”

แต่ลลินนอนไม่หลับอีกเลยตลอดคืนนั้น เธอรู้ว่าสิ่งที่เธอเห็นคือความจริง

เช้าวันรุ่งขึ้น ลลินเล่าเรื่องนี้อีกครั้งด้วยท่าทีที่จริงจังกว่าเดิม เพื่อทำให้ภรรยาสบายใจ กวินทร์จึงยอมโทรแจ้งตำรวจท้องที่

“ผมรู้ว่ามันอาจจะฟังดูแปลก” กวินทร์พูดทางโทรศัพท์ พยายามใช้เสียงที่ปกติที่สุด “แต่ภรรยาผมไม่ค่อยสบายใจ เธอเห็นเหมือนมีของลอยขึ้นมาจากทะเลสาบหลังบ้านเราเมื่อคืนนี้ครับ… ครับ บ้านเลขที่ 103”

ไม่ถึงหนึ่งชั่วโมง รถตำรวจคันเล็กก็มาจอดหน้าบ้าน พร้อมกับทีมประดาน้ำสองคน

ลลินยืนตัวสั่นอยู่ที่ระเบียง เธอกอดอกแน่น กวินทร์ยืนอยู่ข้างๆ เขาดูสงบ แต่ลลินสังเกตเห็นบางอย่างที่แปลกไป

ขณะที่นักประดาน้ำคนหนึ่งกำลังเตรียมอุปกรณ์และกำลังจะก้าวลงน้ำ กวินทร์ก็บีบมือตัวเองแน่นโดยไม่รู้ตัว เหงื่อเม็ดเล็กๆ ผุดขึ้นที่ขมับของเขา ทั้งที่อากาศตอนเช้าค่อนข้างเย็น

ลลินขมวดคิ้ว เธอเหลือบมองสามี ทำไมเขาต้องเครียดขนาดนั้น

นักประดาน้ำหายลงไปใต้ผิวน้ำสีนิล ทิ้งไว้เพียงฟองอากาศที่ลอยตามขึ้นมา เวลาผ่านไปราวสิบห้านาทีที่ยาวนานเหมือนชั่วนิรันดร์

ในที่สุด เขาก็โผล่ขึ้นมา ถอดหน้ากากออก และส่ายหัว

“ไม่มีอะไรเลยครับคุณผู้หญิง” เขาตะโกนบอก “ก้นทะเลสาบสะอาดมาก มีแต่โคลนกับหินไม่กี่ก้อน ไม่มีเศษผ้า ไม่มีเชือก ไม่มีอะไรเลย”

ลลินรู้สึกเหมือนโลกทั้งใบกำลังหมุน เธอมองหน้ากวินทร์อย่างสับสน “เป็นไปไม่ได้…”

กวินทร์ถอนหายใจยาว เหมือนยกภูเขาออกจากอก “เห็นไหมลิน ผมบอกแล้วว่าคุณตาฝาด” เขากอดเธอ “มันจบแล้วนะ ไม่มีอะไรต้องกังวล”

ตำรวจกล่าวขอโทษที่รบกวนและจากไป

แต่ลลินรู้ว่ามันยังไม่จบ

จากมุมหนึ่งของถนน ห่างออกไปไม่ไกล มีชายชราคนหนึ่งหยุดยืนมอง เขาคือตาเบิ้ม เพื่อนบ้านที่อาศัยอยู่เพียงลำพังในบ้านหลังเก่าที่อยู่ถัดไปสองหลัง เขาเป็นอดีตตำรวจสืบสวนเก่าที่เกษียณแล้ว เขามีนิสัยชอบเดินเล่นรอบๆ บริเวณนี้ทุกเช้าและทุกค่ำ

ตาเบิ้มมองตามรถตำรวจไป และหยุดสายตาที่กวินทร์เป็นพิเศษ เขามองชายหนุ่มที่กำลังปลอบโยนภรรยาด้วยแววตาที่อ่านไม่ออก ก่อนจะเดินช้าๆ จากไป

คืนนั้น ลลินตัดสินใจว่าจะไม่นอน เธอชงกาแฟเข้มๆ นั่งบนเก้าอี้เท้าแขนในห้องนอน จ้องเขม็งไปยังทะเลสาบ

เที่ยงคืน ตีหนึ่ง ตีสอง ทุกอย่างเงียบสงัด

เธอเริ่มคิดว่าบางทีกวินทร์อาจจะพูดถูก บางทีเธออาจจะแค่เครียดไปเอง

เกือบตีสาม ขณะที่เปลือกตาของเธอกำลังจะปิดลง

มันเกิดขึ้นอีกครั้ง

ไม่ใช่ที่เดิม แต่ขยับเข้ามาใกล้ฝั่งมากขึ้น ผิวน้ำสั่นไหวเล็กน้อย ก่อนที่บางสิ่งจะลอยขึ้นมา

ครั้งนี้มันชัดเจนกว่าเดิมมากท่ามกลางแสงจันทร์ที่ลอดผ่านก้อนเมฆ

มันคือตุ๊กตาผ้าเก่าๆ ตัวหนึ่ง ผมของมันทำจากไหมพรมสีแดงยุ่งเหยิง ชุดกระโปรงผ้าดิบของมันลอยแผ่บนผิวน้ำ มันลอยนิ่งอยู่ตรงนั้น จ้องมองมาที่บ้าน จ้องมองมาที่เธอ

ลลินตัวแข็งทื่อ ลมหายใจของเธอติดขัด

ก่อนที่เธอจะทันได้กรีดร้องหรือปลุกกวินทร์ พลังงานบางอย่างที่มองไม่เห็นก็กระชากตุ๊กตาตัวนั้นจมดิ่งลงไปใต้ผิวน้ำอย่างรวดเร็ว หายไปในความมืดมิด

ลลินไม่ได้กรีดร้อง เธอทรุดตัวลงนั่งกับพื้นอย่างเงียบเชียบ ร่างกายสั่นเทาอย่างควบคุมไม่ได้

เธอไม่ได้ตาฝาด และนี่ไม่ใช่ความฝัน

มีบางอย่างอยู่ในทะเลสาบหลังนั้น

กวินทร์ตื่นขึ้นเพราะเสียงสะอื้นไห้ที่ถูกกลั้นไว้ เขาพบเธอนั่งตัวงออยู่บนพื้นห้องนอน ร่างกายสั่นสะท้าน

“ลิน เกิดอะไรขึ้นอีก” น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้า “ฝันร้ายเหรอ”

ลลินเงยหน้าขึ้น ดวงตาเธอเบิกกว้างด้วยความหวาดกลัวอย่างแท้จริง “ตุ๊กตาค่ะ กวิน ฉันเห็นตุ๊กตา มันลอยขึ้นมา…แล้วก็…จมลงไป”

กวินทร์เดินไปที่หน้าต่างและมองออกไป แน่นอนว่าที่นั่นไม่มีอะไรเลย “พอแล้ว ลิน” เสียงของเขาเริ่มแข็งขึ้น “คุณกำลังปล่อยให้ความเครียดทำร้ายตัวเอง คุณกำลังจินตนาการ”

“ฉันไม่ได้จินตนาการ!” เธอตะโกนเสียงแหลม ก่อนจะลดเสียงลงเป็นกระซิบ “มันมีอยู่จริง ฉันเห็น”

“ตำรวจก็มาดูแล้ว นักประดาน้ำก็ลงไปแล้ว มันไม่มีอะไร!”

“ถ้าอย่างนั้น…คุณอธิบายเรื่องนี้ว่ายังไง” ลลินจ้องหน้าเขาอย่างท้าทาย น้ำตาไหลอาบแก้ม “คุณคิดว่าฉันบ้าเหรอ”

กวินทร์หลับตาลง ถอนหายใจยาว เขากำลังสูญเสียความอดทน “ผมคิดว่าคุณต้องการการพักผ่อน พรุ่งนี้เราจะขับรถเข้าเมือง ไปหาหมอคนเก่าของคุณ”

คำพูดนั้นเหมือนตบหน้าลลิน “หาหมอเหรอ” เธอลุกขึ้นยืน “คุณคิดว่าฉันกลับไปเป็นเหมือนเดิมอีกแล้วเหรอ คุณคิดว่าฉันสร้างเรื่องขึ้นมาเอง”

“ผมไม่ได้พูดอย่างนั้น”

“แต่คุณคิด!”

การโต้เถียงจบลงด้วยความเงียบที่เยียบเย็น กวินทร์กลับไปนอนที่โซฟาในห้องทำงาน ลลินนั่งตัวแข็งอยู่บนเตียงจนถึงเช้า จ้องมองผิวน้ำที่ไม่ไหวติงนั้นด้วยความเกลียดชังและความกลัว

วันต่อมา บรรยากาศในบ้านตึงเครียวยิ่งกว่าเส้นลวดเปียโนที่ขึงจนสุด

การเปลี่ยนแปลงแรกที่ลลินทำคือการห้ามเด็ดขาดไม่ให้อันนาเข้าใกล้ทะเลสาบ

“ทำไมล่ะคะแม่” อันนาถามด้วยความสับสนขณะที่ลลินกำลังล็อคประตูระเบียงหลังบ้าน

“มันอันตรายลูก น้ำมันลึก” ลลินพยายามยิ้ม แต่รอยยิ้มของเธอบิดเบี้ยว

“แต่เพื่อนของหนู…”

“ไม่มีเพื่อนอะไรทั้งนั้นอันนา!” ลลินตวาดเสียงดังจนลูกสาวสะดุ้ง “ห้ามพูดถึงเรื่องนี้อีก และห้ามไปที่นั่นเด็ดขาด เข้าใจไหม!”

อันนาเบะปาก น้ำตาคลอหน่วย เธ วิ่งหนีไปที่ห้องของตัวเองและปิดประตูเสียงดัง

ลลินทรุดตัวลงพิงประตู รู้สึกผิดที่ตะคอกใส่ลูก แต่ความกลัวที่เธอรู้สึกนั้นมีพลังมากกว่า เธอกำลังปกป้องลูกของเธอ

กวินทร์เห็นเหตุการณ์ทั้งหมดจากห้องทำงาน เขาเปิดประตูออกมาเผชิญหน้าเธอ

“คุณกำลังทำให้ลูกกลัวนะ ลิน”

“ฉันกำลังปกป้องลูกต่างหาก”

“ปกป้องจากอะไร จากจินตนาการของคุณน่ะเหรอ คุณกำลังยัดเยียดความกลัวของคุณให้ลูก”

“แล้วตุ๊กตาตัวนั้นล่ะคะ กวิน” ลลินสวนกลับ “นั่นก็จินตนาการของฉันเหรอ เศษผ้ากับเชือกนั่นด้วยเหรอ”

“ใช่!” กวินทร์ระเบิดอารมณ์ออกมา “ใช่ มันอาจจะเป็นทั้งหมดนั่นแหละ ลิน คุณไม่ปกติมาตั้งแต่…ตั้งแต่เรื่องคราวนั้นแล้ว!”

เขาสะดุดคำพูดของตัวเองทันทีที่มันหลุดออกมา “เรื่องคราวนั้น” คือการที่ลลินเกือบจะเสียสติไปตอนที่เธอแท้งลูกคนท่สองเมื่อสองปีก่อน มันคือเหตุผลที่พวกเขาต้องย้ายมาที่นี่

ความเงียบที่น่าอึดอัดตกลงมาระหว่างพวกเขาทั้งสอง ลลินมองสามีด้วยสายตาที่แตกสลาย “คุณมันใจร้าย” เธอกระซิบ “คุณใช้แผลเก่าของฉันมาทำร้ายฉัน”

เธอผลักเขาและเดินหนีไปที่สตูดิโอของเธอ ล็อคประตูจากด้านใน

เธอไม่ได้วาดรูป เธอยืนนิ่งอยู่หน้าหน้าต่างบานใหญ่ที่มองเห็นทะเลสาบ เธอกำลังเฝ้าดูมัน รอคอยมัน เหมือนนักโทษที่กำลังรอคำพิพากษา

ด้านนอก กวินทร์ทุบกำแพงด้วยความโกรธ ก่อนจะหยิบกุญแจรถและขับออกไปจากบ้านอย่างรวดเร็ว

ในช่วงบ่าย ขณะที่ลลินยังคงขังตัวเองอยู่ในสตูดิโอ มีคนมาเคาะประตูหน้าบ้านเบาๆ อันนาซึ่งแอบอยู่ในห้องตลอดทั้งวัน ค่อยๆ แง้มประตูห้องออกมา

เป็นตาเบิ้ม ชายชราข้างบ้าน เขาสวมหมวกเก่าๆ และถือตะกร้าส้มใบเล็กๆ อยู่ในมือ

อันนาจำได้ว่าแม่บอกไม่ให้คุยกับคนแปลกหน้า แต่ชายชราคนนี้ดูใจดี

“สวัสดีจ้ะ หนูชื่ออันนาใช่ไหม” ตาเบิ้มยิ้ม ดวงตาของเขามีรอยเหี่ยวย่น แต่แววตานั้นคมกริบ “ตาอยู่บ้านโน้น เอาส้มมาฝาก”

อันนาพยักหน้าเงียบๆ

“พ่อกับแม่หนูอยู่ไหม”

“แม่อยู่ในห้องวาดรูปค่ะ” อันนากระซิบ “แม่กำลังโกรธทะเลสาบ”

ตาเบิ้มเลิกคิ้ว “โกรธทะเลสาบเหรอ ทำไมล่ะ”

“ทะเลสาบมันไม่ดีค่ะ มันเอาเพื่อนของหนูไป”

“เพื่อนเหรอ”

“ใช่ค่ะ” อันนาเริ่มมีน้ำตาคลอ “เพื่อนที่อยู่ในน้ำ เขาบอกว่าเขาหนาว แต่ตอนนี้แม่ไม่ให้หนูไปคุยกับเขาแล้ว”

ตาเบิ้มหยุดยิ้ม เขามองข้ามไหล่ของอันนาไปยังประตูหลังบ้านที่ถูกล็อคไว้แน่นหนา เขามองไปยังผิวน้ำนิ่งๆ นั้น

“หนูบอกตาได้ไหม ว่าเพื่อนคนนั้น…เขาชื่ออะไร”

“เขาชื่อ…” อันนาลังเล “เขาบอกว่าเขาไม่มีชื่อค่ะ เขาแค่…รอ”

ในขณะนั้นเอง ลลินก็เปิดประตูสตูดิโอออกมา เธอได้ยินเสียงคนคุยกัน เมื่อเธอเห็นลูกสาวกำลังคุยกับชายชราแปลกหน้า หัวใจของเธอก็แทบจะหยุดเต้น

“อันนา!” เธอวิ่งเข้ามาดึงลูกสาวไปไว้ข้างหลัง “คุณเป็นใครคะ มีอะไรหรือเปล่า”

ตาเบิ้มมองลลินอย่างพินิจพิเคราะห์ เขาสังเกตเห็นขอบตาที่ดำคล้ำและความหวาดระแวงในแววตาของเธอ

“ผมชื่อเบิ้มครับ อยู่บ้านข้างๆ” เขายื่นตะกร้าส้มให้ “แค่แวะมาทักทายเพื่อนบ้านใหม่”

“ขอบคุณค่ะ” ลลินรับตะกร้ามาอย่างระแวง “แต่ตอนนี้เราไม่สะดวก”

“บ้านสวยนะครับ” ตาเบิ้มพูดต่อ ไม่ได้สนใจท่าทีของเธอ “โดยเฉพาะทะเลสาบนั่น สามีคุณคงภูมิใจมากที่สร้างมันขึ้นมา”

ลลินขมวดคิ้ว “สร้างขึ้นมาเหรอคะ หมายความว่ายังไง”

“อ้าว ผมก็นึกว่าคุณรู้” ตาเบิ้มชี้ไปที่ทะเลสาบ “เมื่อสองปีก่อน ตรงนี้มันไม่ใช่ทะเลสาบหรอกครับ มันเป็นแค่หลุมก่อสร้างขนาดใหญ่ ลึกมากๆ แล้วก็มีน้ำฝนขังอยู่”

เลือดในกายของลลินเย็นเฉียบ “หลุม…ก่อสร้างเหรอ”

“ใช่ครับ บริษัทที่ดูแลโครงการนี้เป็นของสามีคุณนี่แหละ ผมจำได้ว่าเคยมีข่าวลือแปลกๆ เกี่ยวกับหลุมนี่ แต่แล้ววันหนึ่ง เขาก็สั่งให้คนงานเทคอนกรีตทับมันทั้งหมด แล้วก็สร้างทะเลสาบสวยๆ นี่ขึ้นมาแทน”

ตาเบิ้มยิ้ม “เขาคงอยากให้ภรรยาได้เห็นวิวสวยๆ ล่ะมั้ง”

ลลินยืนนิ่ง พูดไม่ออก

กวินทร์ไม่เคยบอกเธอเรื่องนี้ เขาบอกแค่ว่าเขาเจอบ้านพร้อมที่ดินผืนนี้ และออกแบบมันใหม่

ทำไมเขาต้องโกหกเรื่องที่มาของทะเลสาบด้วย

“ผมขอตัวก่อนนะครับ” ตาเบิ้มขยับหมวก “อ้อ อีกอย่าง” เขาหันกลับมา “ตอนที่ผมเป็นตำรวจ ผมเรียนรู้อย่างหนึ่งว่า…บางครั้ง สิ่งที่น่ากลัวที่สุด มันไม่ได้อยู่ในน้ำหรอกครับ มันอยู่ในสิ่งที่คนเราพยายามจะฝังกลบมันไว้ต่างหาก”

เขาเดินจากไป ทิ้งให้ลลินยืนตัวแข็งทื่ออยู่กับความคิดที่น่าสะพรึงกลัว

คืนนั้น กวินทร์กลับมาดึก เขาเมาเล็กน้อย เขาพยายามจะขอโทษลลิน แต่เธอนิ่งเงียบ เธอไม่ถามเขาเรื่องที่ตาเบิ้มพูด เธอแค่รอดู

ความกลัวของเธอได้เปลี่ยนไปแล้ว มันไม่ใช่แค่ความกลัวสิ่งลี้ลับอีกต่อไป

มันคือความสงสัย

เที่ยงคืน ลลินแกล้งทำเป็นหลับ เธอได้ยินเสียงกวินทร์พลิกตัวไปมาบนโซฟาในห้องทำงาน เขาเองก็นอนไม่หลับเช่นกัน

เธอรอจนกระทั่งเสียงหายใจของเขาเริ่มสม่ำเสมอ แต่เธอก็รู้ว่าเขาก็แค่แกล้งหลับเหมือนกัน

ตีสอง ตีสาม… ไม่มีอะไรเกิดขึ้น

บางทีตาเบิ้มอาจจะแค่พูดไปเรื่อย บางทีเธออาจจะคิดมากไปเอง

ทันใดนั้น ลลินได้ยินเสียง

ไม่ใช่จากทะเลสาบ

แต่เป็นเสียงคลิกเบาๆ ของประตูหลังบ้าน

เธอลุกพรวดจากเตียง หัวใจเต้นแรง เธอจำได้แม่นว่าเธอล็อคมันไว้ และยังเอาเก้าอี้ขวางไว้อีกชั้น

เธอวิ่งออกไปที่ห้องโถง

ประตูหลังบ้านเปิดอ้าออก เก้าอี้ที่เธอใช้ขวางถูกเลื่อนออกไปวางไว้อย่างเรียบร้อย ลมหนาวพัดเข้ามาในบ้าน

“อันนา!” เธอตะโกน

เธอวิ่งไปที่ห้องลูกสาว เตียงว่างเปล่า

“ไม่นะ ไม่ๆๆ” ลลินกรีดร้อง วิ่งเท้าเปล่าออกไปที่ระเบียงหลังบ้าน

เธอมองเห็นลูกสาวของเธอ

อันนาสวมชุดนอนบางๆ กำลังยืนอยู่ที่ขอบไม้ยื่นของทะเลสาบ เท้าเปล่าของเธอจุ่มอยู่ในน้ำที่เย็นจัด

เธอกำลังก้มตัวลง มองบางอย่างในความมืด และกระซิบว่า

“ไม่เป็นไรนะคะ เดี๋ยวหนูจะเอาผ้าห่มมาให้”

ลลินกรีดร้องสุดเสียง พุ่งเข้าไปคว้าตัวลูกสาวกลับมา อันนาร้องไห้จ้า ไม่ใช่เพราะความกลัวทะเลสาบ แต่เพราะตกใจเสียงของแม่

กวินทร์วิ่งตามออกมาจากห้องทำงาน เขาเห็นลลินกอดอันนาแน่น ตัวสั่นเทา

“คุณทำบ้าอะไร!” กวินทร์ตะคอก “ดึกดื่นป่านนี้ พาลูกมาตากน้ำค้างทำไม!”

ลลินเงยหน้ามองเขา น้ำตาไหลนองหน้า “ฉันเปล่า” เธอกระซิบเสียงสั่น “ประตูมันล็อคอยู่ กวิน ฉันล็อคมันเอง แต่ลูกออกมาที่นี่ได้ยังไง”

กวินทร์มองหน้าภรรยาที่กำลังสติแตก แล้วมองไปที่ประตูที่เปิดอยู่ เขาเริ่มรู้สึกถึงความกลัวที่แท้จริงเป็นครั้งแรก ไม่ใช่กลัวผี แต่กลัวว่าภรรยาของเขากำลังจะพังทลายลงต่อหน้าต่อตา

หรืออาจจะ…มีบางอย่างที่เลวร้ายกว่านั้นกำลังเกิดขึ้นในบ้านหลังนี้

ความโกลาหลในคืนนั้นจบลงด้วยความตึงเครียดที่แทบจะระเบิด กวินทร์พาลลินและอันนากลับเข้ามาในบ้าน เขาเป็นคนตรวจดูประตูหลังบ้านด้วยตัวเอง

“มันก็แค่กลอนมันเก่า ลิน” เขาพูดเสียงเรียบ พยายามหาเหตุผลมาอธิบาย “มันคงไม่แน่นพอ ลูกคงเปิดมันเองได้”

“ลูกละเมอเหรอคะ” ลลินถามเสียงสั่น กอดอันนาที่ยังสะอื้นไม่หยุด “ลูกไม่เคยละเมอ”

“พรุ่งนี้ผมจะเปลี่ยนกลอนใหม่ทั้งหมด” กวินทร์ตัดบท เขาไม่อยากเถียงอีกแล้ว เขามองภรรยาและลูกสาวด้วยแววตาที่ซับซ้อน ก่อนจะกลับไปที่ห้องทำงานและล็อคประตู

ลลินพาลูกสาวกลับไปที่ห้องนอนของเธอ คืนนี้เธอจะนอนกับลูก เธอวางอันนาลงบนเตียง ห่มผ้าให้แน่นหนา

“แม่คะ” อันนากระซิบ ดวงตายังเบิกกว้าง “เพื่อนคนนั้น เขาบอกว่าเขาหนาวมาก เขาบอกว่าเขาอยู่ข้างล่างมานานแล้ว”

ลลินตัวแข็ง “อย่าพูดถึงเขาอีกนะลูก” เธอสั่งเสียงเข้ม “ไม่มีเพื่อนคนนั้น มันไม่จริง”

“แต่เขาบอกว่าเขารู้จักพ่อด้วยค่ะ”

คำพูดนั้นเหมือนค้อนที่ทุบลงกลางอกของลลิน “เขา…เขาพูดว่าอะไรนะลูก”

“เขาบอกว่า…พ่อใจร้าย พ่อไม่ยอมช่วยเขา” อันนาเริ่มร้องไห้อีกครั้ง “หนูกลัวค่ะแม่”

ลลินกอดลูกแน่น หัวใจของเธอเต้นราวกับจะหลุดออกมาจากอก ความสงสัยที่เธอมีต่อกวินทร์เมื่อตอนบ่ายหลังจากได้คุยกับตาเบิ้ม ตอนนี้มันได้กลายเป็นความหวาดกลัวที่จับต้องได้

ไม่ใช่ผี ไม่ใช่ทะเลสาบ

แต่เป็นกวินทร์ สามีของเธอ

เขาโกหกเรื่องหลุมก่อสร้างนั่น ทำไม

“เพื่อนคนนั้น” ที่ลูกสาวเธอเห็น รู้จักกวินทร์ได้ยังไง

เช้าวันรุ่งขึ้น ลลินทำในสิ่งที่เธอไม่เคยคิดจะทำมาก่อน เธอกลายเป็นคนขี้ระแวงและช่างสังเกต

เธอลุกขึ้นมาก่อนกวินทร์ ทำตัวเหมือนปกติ ชงกาแฟให้เขาเหมือนทุกวัน แต่สายตาของเธอจับจ้องทุกการกระทำของเขา

กวินทร์ดูอิดโรยอย่างเห็นได้ชัด ขอบตาเขาก็ดำคล้ำไม่ต่างจากเธอ เขาดื่มกาแฟอย่างรวดเร็วและประกาศว่าเขาจะเข้าเมืองไปซื้อของและหากุญแจล็อคใหม่ๆ

“ฉันไปด้วยได้ไหมคะ” ลลินถาม พยายามให้เสียงเป็นปกติที่สุด “ฉันอยากซื้อผ้าใบใหม่ๆ ด้วย”

กวินทร์ลังเลเล็กน้อย แต่ก็พยักหน้า “ก็ได้ งั้นไปเตรียมตัวเถอะ ผมจะไปดูอันนา”

ขณะที่กวินทร์เดินไปดูอันนาในห้องนอน ลลินก็เคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว เธอเดินตรงไปที่ห้องทำงานของเขา ห้องที่เขามักจะล็อคไว้เสมอ แต่เมื่อคืนเขาไม่ได้ล็อคจากข้างนอก

เธอกลั้นหายใจและเปิดประตูเข้าไป

ห้องทำงานของเขาสะอาดสะอ้าน เป็นระเบียบเรียบร้อยเหมือนนิสัยของเขา บนโต๊ะมีแบบร่างของตึกสูงที่เขากำลังออกแบบ ทุกอย่างดูปกติ

ยกเว้นอย่างเดียว

กลิ่น

มันมีกลิ่นอับชื้นจางๆ เหมือนกลิ่นดินเปียกน้ำ หรือเสื้อผ้าที่ไม่ได้ตากแดด กลิ่นเดียวกับที่เธอได้กลิ่นที่ริมทะเลสาบ

สายตาของเธอไล่ไปตามพื้น พยายามหาที่มาของกลิ่น และเธอก็สังเกตเห็น ที่มุมห้อง หลังชั้นหนังสือไม้โอ๊คขนาดใหญ่ มีรอยเปื้อนสีเข้มบนพื้นไม้ปาร์เก้ รอยนั้นดูเหมือนรอยน้ำที่เพิ่งแห้ง

เธอก้มลงไปดูใกล้ๆ มันเป็นรอยน้ำผสมโคลน และมีบางอย่างติดอยู่…เส้นไหมพรมสีแดงเล็กๆ

เหมือนกับสีผมของตุ๊กตาตัวนั้น

“ลิน! คุณทำอะไรน่ะ”

ลลินสะดุ้งสุดตัว หันขวับกลับไป กวินทร์ยืนอยู่ที่ประตู ใบหน้าของเขาไร้สีเลือด ดวงตาจ้องเขม็งมาที่เธอและรอยเปื้อนบนพื้น

“ฉัน…” ลลินพยายามหาคำแก้ตัว “ฉันแค่จะมาบอกว่าฉันพร้อมแล้ว”

กวินทร์ไม่พูดอะไร เขาก้าวเข้ามาในห้อง ก้าวข้ามตัวเธอไป และใช้เท้าเขี่ยรอยเปื้อนนั้น พยายามจะลบมันออก

“ผมคงทำกาแฟหกเมื่อคืนนี้” เขาพูดเสียงเรียบ แต่สายตาแข็งกร้าว “ห้องนี้เป็นห้องส่วนตัวของผม ผมบอกคุณแล้ว”

“มันไม่ใช่กาแฟ กวิน” ลลินยืนขึ้นเผชิญหน้าเขา “มันมีกลิ่นเหมือนทะเลสาบ”

“คุณคิดไปเอง”

“และไหมพรมสีแดงนี่ล่ะ” เธอท้าทาย “เหมือนผมของตุ๊กตาที่ฉันเห็นไม่มีผิด”

ความตึงเครียดในห้องนั้นหนักหนาจนแทบจะจับต้องได้ กวินทร์จ้องหน้าเธอนิ่งอยู่หลายวินาที ก่อนที่สีหน้าของเขาจะเปลี่ยนเป็นความเจ็บปวด

“ผมเหนื่อยเหลือเกิน ลิน” เขากระซิบ “เหนื่อยที่ต้องสู้กับจินตนาการของคุณ”

“งั้นก็อธิบายมาสิคะ” ลลินไม่ยอมถอย “อธิบายเรื่องหลุมก่อสร้างนั่น ทำไมคุณถึงโกหกว่ามันเป็นทะเลสาบมาตั้งแต่แรก”

กวินทร์หน้าซีดเผือด “ใครบอกคุณเรื่องนั้น”

“ตาเบิ้ม เพื่อนบ้านเรา เขาเป็นตำรวจเก่า”

กวินทร์สบถออกมาเบาๆ “ตาแก่นั่น… ยุ่งไม่เข้าเรื่อง”

“เขารู้เหรอคะ กวิน เขารู้เรื่องอะไร”

“เขาไม่รู้อะไรทั้งนั้น!” กวินทร์ตะคอก “มันก็แค่การตัดสินใจทางธุรกิจ ผมต้องกลบหลุมนั่นเพราะมันอันตรายและผิดแบบก่อสร้าง ผมเลยเปลี่ยนมันเป็นทะเลสาบเพื่อเพิ่มมูลค่าให้บ้าน มันก็แค่นั้น!”

“แล้วทำไมต้องปิดบังฉัน”

“เพราะผมไม่อยากให้คุณกังวล! ผมแค่อยากให้เราเริ่มต้นใหม่!” กวินทร์กุมศีรษะตัวเอง “คุณกำลังทำให้ทุกอย่างพังนะ ลิน”

เขาผลักเธอออกไปจากห้องทำงานและล็อคประตูเสียงดัง

ลลินยืนตัวสั่นอยู่หน้าประตู เธอไม่เชื่อเขาเลยแม้แต่คำเดียว คำโกหกของเขา คำแก้ตัวของเขา และความโกรธของเขา มันมีบางอย่างไม่ถูกต้อง

เธอต้องหาความจริงด้วยตัวเอง

บ่ายวันนั้น ขณะที่กวินทร์ขับรถเข้าเมืองไปคนเดียว (เขาอ้างว่าเขาจะไปได้เร็วกว่าถ้าไปคนเดียว) ลลินก็เริ่มแผนของเธอ

เธอพาอันนาไปเล่นในห้องนั่งเล่น เปิดการ์ตูนให้ดู และย้ำว่าห้ามออกไปไหน

จากนั้น เธอก็เดินไปที่บ้านของตาเบิ้ม

ชายชรายืนรดน้ำต้นไม้อยู่หน้าบ้าน ราวกับกำลังรอเธออยู่

“ผมรู้ว่าคุณต้องมา” เขาพูดเบาๆ วางบัวรดน้ำลง

“ช่วยฉันด้วยค่ะ” ลลินพูดเสียงสั่น “ฉันคิดว่าสามีฉันกำลังปิดบังอะไรบางอย่างที่เลวร้ายเกี่ยวกับทะเลสาบนั่น”

ตาเบิ้มมองเธอนิ่ง “ทำไมคุณถึงคิดว่าผมจะช่วยคุณได้”

“เพราะคุณเป็นตำรวจ คุณมองคนออก และคุณก็รู้เรื่องหลุมนั่น”

ตาเบิ้มถอนหายใจ “ผมเกษียณแล้ว คุณลลิน”

“ได้โปรดเถอะค่ะ” เธอกอดแขนตัวเอง “ฉันกลัว…ฉันกลัวว่าฉันกำลังจะบ้า หรือไม่ก็…ฉันกลัวว่าฉันกำลังอยู่กับฆาตกร”

คำว่า “ฆาตกร” ลอยอยู่ในอากาศ ทำให้ตาเบิ้มขมวดคิ้ว

“เข้ามาข้างในก่อน” เขาพูด

ในบ้านหลังเล็กๆ ที่เต็มไปด้วยหนังสือพิมพ์เก่า ตาเบิ้มเล่าให้เธอฟัง

“ผมไม่ได้โกหกเรื่องหลุมนั่น” เขาเริ่ม “แต่มันมีมากกว่านั้น สองปีก่อน ตอนที่หลุมนั่นยังอยู่ มีคดีคนหายเกิดขึ้นในย่านนี้”

ลลินกลั้นหายใจ

“นักศึกษาสาวคนหนึ่ง ชื่อ วิภาดา” ตาเบิ้มหยิบสมุดบันทึกเก่าๆ ออกมา “เธอมาฝึกงานที่บริษัทก่อสร้างของสามีคุณ เธอหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย”

“แล้ว…ตำรวจ…”

“เราสืบสวนแล้ว แต่ก็ทางตัน” ตาเบิ้มส่ายหน้า “เราสอบปากคำทุกคน รวมถึงสามีคุณด้วย เขาบอกว่าเขาเจอเธอเป็นคนสุดท้ายที่ไซต์งานนั่น เธอมาขอลาออกเพราะมีปัญหาส่วนตัว แล้วเธอก็ขับรถออกไป ไม่มีใครเห็นเธออีกเลย”

“คุณเชื่อเขาเหรอคะ”

ตาเบิ้มมองลลินตรงๆ “ตอนนั้น ผมไม่มีเหตุผลที่จะไม่เชื่อ แต่…มันมีบางอย่างติดอยู่ในใจผมตลอดมา”

“อะไรเหรอคะ”

“กระเป๋าถือของเธอ” ตาเบิ้มพูด “เพื่อนร่วมห้องของเธอบอกว่า วันที่เธอหายไป เธอเอาตุ๊กตาผ้าที่เธอเย็บเองใส่กระเป๋าไปด้วย บอกว่าจะเอาไปให้เด็กกำพร้า เธอยังเอาเศษผ้ากับเชือกไหมพรมไปด้วย กะว่าจะไปนั่งเย็บต่อที่ไซต์งาน”

ลลินยกมือขึ้นปิดปาก หัวใจของเธอแทบจะหยุดเต้น

ตุ๊กตา…เศษผ้า…เชือก

“และที่น่าแปลกที่สุด” ตาเบิ้มพูดต่อ “คือวันต่อมา สามีคุณก็สั่งให้เทคอนกรีตกลบหลุมนั่นทันที อ้างว่าเพื่อความปลอดภัย ทั้งที่ยังไม่ถึงกำหนด”

“ไม่…ไม่จริง” ลลินพึมพำ

“ผมพยายามจะขอหมายค้นเพื่อขุดหลุมนั่น แต่หัวหน้าผมไม่อนุมัติ เขาบอกว่ามันไม่มีหลักฐานเชื่อมโยงกัน คดีของวิภาดาก็เลยกลายเป็นคดีคนหายไปเฉยๆ”

ลลินทรุดตัวลงบนเก้าอี้ ขาทั้งสองข้างของเธอไร้เรี่ยวแรง

“สิ่งที่คุณเห็นลอยขึ้นมาในทะเลสาบ” ตาเบิ้มพูดเสียงเรียบ “มันคือสิ่งที่อยู่ในความทรงจำของคุณ…หรือความทรงจำของใครบางคนที่พยายามจะกลบฝังมัน”

ลลินกลับมาที่บ้านเหมือนคนไร้วิญญาณ เธอรู้แล้วว่าต้องทำอะไร

คืนนั้น กวินทร์กลับมาพร้อมกับกลอนประตูใหม่ เขาดูอารมณ์ดีขึ้น เขาขอโทษลลินที่ตะคอกใส่เธอ และสัญญาว่าทุกอย่างจะกลับมาเป็นปกติ

ลลินแกล้งยิ้มและให้อภัยเขา

เธอรอจนกระทั่งกวินทร์หลับไปบนโซฟาในห้องทำงาน (เขาบอกว่าเขาจะนอนที่นั่นเพื่อเฝ้าประตูหลังบ้าน)

เที่ยงคืน

ลลินค่อยๆ ลุกจากเตียงที่เธอนอนกับอันนา เธอย่องไปที่ห้องทำงานของสามี เธอไม่ได้จะเข้าไป

แต่เธอหยิบโทรศัพท์มือถือของเธอขึ้นมา เปิดแอพพลิเคชั่นบันทึกวิดีโอ และวางมันไว้บนชั้นหนังสือเล็กๆ ที่อยู่ตรงโถงทางเดิน

เลนส์กล้องถูกหันไปทางประตูห้องทำงานของกวินทร์ และอีกมุมหนึ่ง…มันจับภาพสะท้อนของทะเลสาบที่มืดมิดบนกระจกหน้าต่างบานใหญ่ได้พอดี

เธอจะจับผีตัวจริง ผีที่อยู่ในบ้านหลังนี้

เธอกลับไปนอน กอดลูกสาวไว้แน่น และรอคอยรุ่งเช้าด้วยหัวใจที่แตกสลาย

เช้าวันรุ่งขึ้น ลลินตื่นตัวเต็มที่ เธอแกล้งทำเป็นว่าคืนที่ผ่านมาไม่มีอะไรเกิดขึ้น เธอไม่ได้แตะต้องโทรศัพท์ที่เธอซ่อนไว้ เธอรอจังหวะที่เหมาะสม

กวินทร์ตื่นมาด้วยท่าทีระแวดระวัง เขาติดตั้งกลอนใหม่ที่ประตูหลังบ้านอย่างแน่นหนา ล็อคถึงสามชั้น “ทีนี้คงไม่มีอะไรเล็ดลอดเข้ามาได้แล้ว” เขาพูด เหมือนจะพยายามโน้มน้าวตัวเองมากกว่าลลิน

“ขอบคุณค่ะ” ลลินยิ้มตอบ รอยยิ้มที่บางเบาจนแทบมองไม่เห็น

เธอไปตรวจสอบกล้องที่ซ่อนไว้ในตอนบ่าย ตอนที่กวินทร์ออกไปคุยโทรศัพท์ที่หน้าบ้าน (ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่แปลกใหม่ เพราะปกติเขาจะคุยในห้องทำงาน)

หัวใจของเธอเต้นแรงขณะที่เธอกดดูไฟล์วิดีโอ

วิดีโอจากกล้องที่หันไปทางทะเลสาบ…ว่างเปล่า ไม่มีอะไรเกิดขึ้นตลอดคืน ผิวน้ำนิ่งสนิทเหมือนทุกครั้ง มันสะอาดบริสุทธิ์ ไร้ซึ่งการเคลื่อนไหว

เธอถอนหายใจด้วยความผิดหวังระคนโล่งอก

จากนั้น เธอเปิดวิดีโอจากกล้องที่ซ่อนไว้ในโถงทางเดิน มันจับภาพประตูห้องทำงานของกวินทร์

เวลาเที่ยงคืน…ตีหนึ่ง…ตีสอง…ทุกอย่างเงียบสงัด

เกือบตีสาม ประตูห้องทำงานแง้มเปิดออกอย่างช้าๆ ไร้เสียง

กวินทร์ในชุดนอนก้าวออกมา เขาไม่ได้ละเมอ ท่าทางของเขาตื่นตัวเต็มที่ แต่แววตาของเขากลวงโบ๋น่ากลัว เขาเดินไปที่ประตูหลังบ้าน ตรวจสอบกลอนใหม่ที่เขาเพิ่งติดอย่างละเอียด เขาดึง เขากระตุก เขาทดสอบมันอยู่หลายนาที

จากนั้น เขาก็หันกลับมา และทำในสิ่งที่ลลินไม่คาดคิด

เขามองตรงมาที่กล้อง

ไม่สิ เขาไม่ได้มองที่กล้อง เขามองไปที่ชั้นหนังสือที่เธอมองซ่อนมันไว้ แต่สายตาของเขาจับจ้องไปยังเงาสะท้อนของตัวเองบนกระจกหน้าต่างบานใหญ่ที่อยู่ใกล้ๆ

เขายืนจ้องมองตัวเองในความมืดอยู่นานหลายนาที ราวกับกำลังเผชิญหน้ากับคนแปลกหน้า

แล้วเขาก็กระซิบออกมา คำพูดที่เบาจนกล้องแทบจับเสียงไม่ได้ แต่ลลินอ่านปากของเขาได้

“ปล่อยฉันไป”

เขายืนนิ่งอยู่ตรงนั้นอีกครู่หนึ่ง ก่อนจะหันหลังกลับเข้าห้องทำงานไปและปิดประตู

ลลินปิดวิดีโอ มือสั่นเทา นี่มันหมายความว่ายังไง เขาไม่ได้ทำอะไรที่น่าสงสัยในเชิงอาชญากรรม แต่พฤติกรรมของเขามันบิดเบี้ยว เขาเหมือนคนที่กำลังถูกทรมาน

ความสงสัยของเธอยังไม่คลายลง แต่ตอนนี้มันมีมิติที่ซับซ้อนมากขึ้น

ลลินกลายเป็นคนหมกมุ่น เธอต้องรู้ให้ได้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับ วิภาดา นักศึกษาคนนั้น เธอบอกกวินทร์ว่าเธอจะพาลูกไปเดินเล่น แต่เธอกลับขับรถเข้าเมือง ตรงไปยังห้องสมุดประชาชน

เธอใช้เวลาหลายชั่วโมงค้นหาข่าวเก่าๆ ในไมโครฟิล์ม และเธอก็พบมัน

ข่าวเล็กๆ ในหน้าหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นเมื่อสองปีก่อน “นักศึกษาสถาปัตยกรรมหายตัวไปอย่างลึกลับ” มีรูปถ่ายขาวดำเล็กๆ ของหญิงสาวหน้าตาน่ารักคนหนึ่ง เธอยิ้มให้กล้องอย่างสดใส

วิภาดา

ลลินอ่านเนื้อข่าวซ้ำไปซ้ำมา “เพื่อนร่วมห้องให้การว่าวิภาดาดูมีอาการซึมเศร้าเล็กน้อยก่อนหายตัวไป” และ “ตำรวจไม่พบร่องรอยการต่อสู้”

แต่สิ่งที่ทำให้ลลินขนลุกคือประโยคสุดท้าย

“ผู้ที่พบเห็นเธอเป็นคนสุดท้ายคือ นายกวินทร์ หัวหน้าโครงการก่อสร้างที่เธอฝึกงานอยู่ เขาให้การว่าเธอมาขอลาออกและขับรถจากไป”

ลลินจ้องมองใบหน้ายิ้มแย้มของวิภาดาในรูป ความรู้สึกผิดบาปที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ถาโถมเข้าใส่เธอ

เธอเริ่มเชื่อมโยงบางอย่างเข้าด้วยกันอย่างช้าๆ

การแท้งลูกของเธอเมื่อสองปีก่อน…มันเกิดขึ้นช่วงเวลาไล่เลี่ยกับการหายตัวไปของวิภาดา

ตอนนั้น กวินทร์ดูแลเธออย่างดี เข้มแข็ง เป็นหลักให้เธอมาตลอด แต่ในขณะเดียวกัน เขาก็กำลังรับมือกับการสืบสวนของตำรวจเรื่องวิภาดาด้วย

เขาแบกรับมันไว้คนเดียวได้อย่างไร

หรือว่า…เขาไม่ได้แบกรับ

เขากำลังปกปิดมันอยู่

ที่บ้าน สถานการณ์ของกวินทร์เลวร้ายลง เขาเริ่มดื่มหนักขึ้น แม้จะเป็นเวลากลางวัน เขามักจะเหม่อลอย และที่น่ากลัวที่สุดคือ เขาเริ่มมีอาการประสาทหลอน

ลลินกำลังทำอาหารเย็นอยู่ในครัว เธอได้ยินเสียงกวินทร์ตะโกนลั่นมาจากห้องน้ำชั้นบน

“ออกไป! ออกไปจากหัวฉัน!”

เธอวิ่งขึ้นไปดู พบเขายืนอยู่หน้าอ่างล้างหน้า เขาทุบกระจกจนแตกละเอียด เลือดไหลอาบข้อนิ้วของเขา

“กวิน! คุณทำอะไรคะ!”

เขามองเธอด้วยดวงตาที่เบิกกว้างด้วยความหวาดกลัว “ผมเห็น…ในกระจก” เขาหอบหายใจ “หน้าผม…มันเปียก มัน…เหมือนคนจมน้ำ”

ลลินพยายามจะเข้าไปช่วยเขา แต่เขากลับปัดมือเธอออก “อย่าจับผม!” เขาตะโกน “มือคุณเย็น…เย็นเหมือนน้ำ”

เขาขังตัวเองอยู่ในห้องทำงานทั้งคืน ลลินได้ยินเสียงเขารื้อของ และเสียงขวดแก้วกระทบกัน

ในขณะเดียวกัน อันนาก็เริ่มแสดงพฤติกรรมที่น่ากลัวไม่แพ้กัน

เธอยังคงถูกห้ามไม่ให้ไปที่ทะเลสาบ แต่เธอก็หาวิธีสื่อสารกับ “เพื่อน” ของเธอได้

ลลินตื่นขึ้นมากลางดึกเพราะเสียงเคาะเบาๆ ที่หน้าต่างห้องนอนของอันนา เธอคิดว่าตัวเองหูฝาด

แต่เสียงนั้นดังขึ้นอีก…แต๊ก…แต๊ก…แต๊ก

เธอค่อยๆ ลุกจากเตียง ย่องไปที่ห้องลูกสาว

อันนายืนอยู่ริมหน้าต่าง เธอกดหน้าผากเล็กๆ ของเธอกับบานกระจกที่เย็นเฉียบ อีกฟากหนึ่งของกระจก แม้จะมองไม่เห็นอะไรในความมืด แต่ลลินกลับรู้สึกได้ถึงบางสิ่งที่กำลังรออยู่

“เขาบอกว่าเขาหนาวค่ะแม่” อันนากระซิบโดยไม่หันมา “เขาบอกว่าพ่อไม่ยอมดึงเขาขึ้นมา”

“อันนา ลูก” ลลินพยายามดึงลูกสาวกลับมา แต่เด็กหญิงตัวแข็งทื่อ

“เขาโกรธแล้วค่ะ” อันนาพูดต่อ เสียงเรียบไร้อารมณ์ “เขาบอกว่าถ้าพ่อไม่ยอมรับ เขาจะมาเอาหนูไปอยู่ด้วย”

ลลินกรีดร้อง เธออุ้มลูกสาววิ่งออกมาจากห้องนั้น ปิดประตูอย่างแรง

เช้าวันรุ่งขึ้น ลลินเผชิญหน้ากับกวินทร์ที่ดูเหมือนซากศพเดินได้ เขานั่งอยู่ที่โต๊ะกินข้าว จ้องมองแก้วกาแฟที่เย็นชืด

“เมื่อคืนอันนาพูดเรื่องแปลกๆ” ลลินเปิดฉาก เธอไม่รู้จะอ้อมค้อมไปทำไมอีกแล้ว “เธอพูดถึง ‘เพื่อน’ ที่หนาวเหน็บ ที่คุณไม่ยอมดึงเขาขึ้นมา”

กวินทร์ยกแก้วกาแฟขึ้นดื่มรวดเดียว แต่ทันทีที่ของเหลวสัมผัสริมฝีปากของเขา เขาก็พ่นมันออกมาอย่างรุนแรง

“แค่กๆ!” เขาไอโขลกจนหน้าดำหน้าแดง “นี่มันรสชาติอะไร! มัน…มันเหมือนโคลน!”

“กาแฟค่ะ” ลลินตอบเสียงเย็นชา “กาแฟที่ฉันชงเหมือนทุกวัน”

“ไม่!” เขากวาดแก้วตกโต๊ะ แตกกระจาย “มันคือโคลน! มันมาจากทะเลสาบ! พวกเขากำลังพยายามจะเข้ามา!”

เขาวิ่งไปที่อ่างล้างจาน เปิดน้ำล้างปากอย่างบ้าคลั่ง ลลินยืนมองภาพสามีของเธอที่กำลังพังทลายลงตรงหน้า

ความสงสารที่เธอเคยมีให้เขา บัดนี้มันเหือดหายไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงความเย็นชาและความมุ่งมั่นที่แน่วแน่

เธอต้องรู้ความจริง ไม่ใช่เพื่อเธอ แต่เพื่ออันนา

เธอต้องหาทางเข้าไปในห้องทำงานของเขาให้ได้

โอกาสมาถึงเร็วกว่าที่คิด สองวันต่อมา กวินทร์ซึ่งตอนนี้ดูเหมือนผีดิบเดินได้มากกว่ามนุษย์ ประกาศว่าเขาต้องเข้าเมืองไป “ประชุมด่วน”

“ผมอาจจะกลับค่ำ” เขาพูด พยายามหลบสายตาเธอ “คุณกับลูกล็อคบ้านให้ดี อย่าออกไปไหน”

“ค่ะ” ลลินตอบสั้นๆ

ทันทีที่รถของเขาแล่นหายไปจากถนนกรวด ลลินก็เริ่มเคลื่อนไหว

เธอลองหากุญแจสำรองของห้องทำงานทุกที่ที่เธอนึกออก ในลิ้นชักโต๊ะทำงานรวม ในครัว ในห้องเก็บของ และในที่สุด เธอก็เจอมัน

ซ่อนอยู่ในกล่องเครื่องมือช่างของเขาในโรงรถ

เธอยืนอยู่หน้าประตูห้องทำงานที่ล็อคอยู่ กลั้นหายใจ เสียบกุญแจเข้าไปและบิด

กลไกทำงานอย่างเงียบเชียบ ประตูเปิดออก

กลิ่นอับชื้นที่เธอเคยได้กลิ่นในวันนั้น ตอนนี้มันรุนแรงขึ้นมาก มันคือกลิ่นของดินเปียก กลิ่นของใบไม้เน่า และกลิ่นคาวจางๆ ของน้ำนิ่ง

ห้องยังคงเป็นระเบียบเรียบร้อย แต่บรรยากาศหนักอึ้งจนแทบหายใจไม่ออก

เธอตรงไปที่โต๊ะทำงานของเขา ลองเปิดลิ้นชัก ลิ้นชักส่วนใหญ่ไม่ได้ล็อค มีแต่แบบร่างและเครื่องเขียน

ยกเว้นลิ้นชักล่างสุดด้านขวามือ มันถูกล็อคไว้

ลลินไม่ลังเล เธอวิ่งกลับไปที่โรงรถ เอาไขควงปากแบนอันเล็กและค้อนกลับมา เธอใช้เวลาเกือบสิบนาทีในการงัดมันอย่างระมัดระวังที่สุดเพื่อไม่ให้ทิ้งร่องรอย

ในที่สุด มันก็เปิดออก

ข้างในนั้นแทบจะว่างเปล่า มีเพียงกล่องกำมะหยี่สีน้ำเงินเข้มกล่องหนึ่งวางอยู่

มือของลอ ินสั่นขณะที่เธอเปิดมันออก

หัวใจของเธอร่วงหล่นลงไปถึงตาตุ่ม

ข้างในนั้น คือสิ่งที่เธอภาวนาว่าจะไม่ได้เจอ

ถุงซิปล็อคพลาสติกใบหนึ่ง ภายในบรรจุของที่เปียกชื้น: เศษผ้าสีซีดจากชุดกระโปรง… เชือกเส้นเล็กสีน้ำตาล… และตุ๊กตาผ้าผมสีแดงยุ่งเหยิงตัวนั้น

ตัวเดียวกับที่เธอเห็นในทะเลสาบ

ตัวเดียวกับที่ตำรวจหาไม่เจอ

มันไม่ได้อยู่ในทะเลสาบ มันอยู่ที่นี่มาตลอด

เธอกำลังจะบ้าไปแล้วจริงๆ หรือ

ไม่… เธอมองไปที่พื้นมุมห้อง ที่ที่เธอเคยเห็นรอยเปื้อน รอยนั้นมันจางไปแล้ว แต่พอมองใกล้ๆ เธอก็เห็นรอยขีดข่วนจางๆ บนพื้นไม้ เหมือนรอยลากของหนัก

เธอรีบปิดลิ้นชัก กลับไปที่โรงรถ และหยิบของอีกชิ้นหนึ่งมา

กล้องวงจรปิดขนาดเล็กจิ๋วที่เธอซื้อมาทางอินเทอร์เน็ตหลังจากคืนที่อันนาละเมอ เธอตั้งใจจะติดมันไว้ในห้องลูกสาว แต่ตอนนี้ มันมีจุดประสงค์ใหม่ที่สำคัญกว่า

เธอกลับเข้าไปในห้องทำงาน ติดตั้งกล้องตัวเล็กนั้นอย่างแนบเนียนบนชั้นหนังสือสูง มันถูกซ่อนอยู่หลังกองแบบร่างเก่าๆ เลนส์ของมันเล็งตรงไปยังโต๊ะทำงานและลิ้นชักที่ถูกล็อค

เธอจัดทุกอย่างให้เข้าที่ ล็อคประตูห้องทำงาน เอากุญแจไปซ่อนไว้ที่เดิม

ตอนนี้ เธอไม่ใช่ภรรยาที่หวาดกลัวอีกต่อไปแล้ว เธอคือนักล่าที่กำลังรอเหยื่อ

เธอใช้เวลาที่เหลือของวันเล่นกับอันนา พยายามทำตัวให้ปกติที่สุด หัวใจของเธอเต้นเป็นจังหวะที่หนักหน่วงและเย็นชา

ค่ำนั้น กวินทร์กลับมา เขาดูย่ำแย่กว่าตอนเช้าเสียอีก เขาแทบไม่พูดอะไรกับเธอ แค่พยักหน้าให้ลูกสาว และตรงไปที่ห้องทำงาน ล็อคประตูจากด้านในทันที

ลลินได้ยินเสียงขวดเหล้าถูกเปิดออก ตามด้วยความเงียบ

เธอรอจนตีสอง

เธอมั่นใจว่าเขาหลับแล้ว หรืออย่างน้อยก็เมาจนไม่ได้สติ

เธอย่องไปที่ห้องทำงาน ใช้กุญแจสำรองไขเข้าไปอย่างเงียบเชียบที่สุด

กวินทร์ฟุบหลับอยู่บนโต๊ะทำงาน ขวดเหล้าเกือบเกลี้ยงวางอยู่ข้างๆ

ลลินกลั้นหายใจ เดินไปที่ชั้นหนังสือ หยิบกล้องตัวเล็กนั้นออกมา และถอยกลับออกมาจากห้องโดยไม่ทำเสียงใดๆ

เธอกลับมาที่ห้องนอน ล็อคประตู ต่อกล้องเข้ากับแล็ปท็อปของเธอ

วิดีโอที่กล้องบันทึกไว้เริ่มเล่น

ชั่วโมงแรก ไม่มีอะไร กวินทร์แค่ทำงานและดื่ม

ชั่วโมงที่สอง เขาก็ยังคงดื่ม

ชั่วโมงที่สาม เขาเริ่มร้องไห้เงียบๆ คนเดียว

จากนั้น ประมาณสี่ทุ่ม กวินทร์ลุกขึ้นยืน เขาไม่ได้เมา เขาแค่แกล้งเมา

เขาเดินไปที่ลิ้นชักที่ล็อคอยู่ งัดมันเปิดออก (เขาไม่ได้ใช้กุญแจ เขางัดมันเหมือนที่เธอทำ แต่ชำนาญกว่า)

เขาหยิบกล่องกำมะหยี่นั้นออกมา

เขานั่งลงที่โต๊ะ เอาถุงซิปล็อคออกมา วางของทั้งสามสิ่งไว้ตรงหน้าเขา

เศษผ้า เชือก และตุ๊กตา

เขาลูบไล้มันอย่างแผ่วเบา

แล้วเขาก็เริ่มพูดกับมัน

“วิ” เขากระซิบ น้ำตาไหลอาบแก้ม “วิภาดา…พี่ขอโทษ”

ลลินยกมือปิดปากตัวเอง แทบจะกรีดร้องออกมา

“พี่ไม่ได้ตั้งใจ” กวินทร์สะอื้น “มันเป็นอุบัติเหตุ พี่กลัว…พี่กลัวเกินไป”

เขานั่งคร่ำครวญอยู่แบบนั้นเกือบชั่วโมง พูดขอโทษซ้ำไปซ้ำมา พูดถึงความหนาวเย็น พูดถึงความมืด

จากนั้น เขาก็เก็บของทั้งหมดใส่ถุงซิปล็อคอย่างระมัดระวัง ใส่กลับเข้าไปในกล่อง

แต่เขาไม่ได้เก็บมันเข้าลิ้นชัก

เขาลุกขึ้น เดินไปที่มุมห้อง หลังชั้นหนังสือ และงัดแผ่นไม้ปาร์เก้แผ่นหนึ่งขึ้นมาอย่างชำนาญ

ข้างใต้มันคือช่องว่างเล็กๆ ที่ซ่อนอยู่ และมันเปียกชื้น

เขาวางกล่องนั้นลงไป ปิดแผ่นไม้ทับ

และนั่นคือตอนที่ลลินสังเกตเห็น…มีถุงซิปล็อคอีกหลายใบอยู่ในหลุมนั้น ถุงที่ว่างเปล่า

ทันใดนั้น ความจริงที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดก็ปรากฏขึ้นในใจของลลิน

เขาไม่ได้เก็บมันไว้

เขา “ผลัดเปลี่ยน” มัน

สิ่งที่เธอเห็นในทะเลสาบเป็นของจริง…แต่มันเป็นของจริงที่กวินทร์เอาไปทิ้งเอง

เขากำลังทำพิธีกรรมอะไรบางอย่าง เขาเอาของไปทิ้งในทะเลสาบ ปล่อยให้มันลอยขึ้นมา แล้วเขาก็แอบไปเก็บมันกลับมาในตอนเช้าก่อนที่คนอื่นจะเห็น

เขาทำซ้ำแล้วซ้ำเล่า

เขาคือผี เขากำลังหลอกหลอนตัวเอง

ลลินปิดแล็ปท็อป ตัวสั่นเทาจนควบคุมไม่ได้ เธอรู้แล้วว่าต้องทำอะไร

คืนต่อมา ลลินไม่ได้เผชิญหน้ากับเขา เธอทำในสิ่งที่เลวร้ายยิ่งกว่านั้น

เธอรอจังหวะที่กวินทร์เข้าไปอาบน้ำ

เธอใช้กุญแจสำรอง ไขเข้าไปในห้องทำงานของเขา ตรงไปที่ช่องลับใต้พื้น งัดมันเปิดออก

เธอมองเห็นกล่องกำมะหยี่สีน้ำเงินวางอยู่ข้างๆ ถุงซิปล็อคเปล่าๆ ที่เปียกชื้น

เธอไม่ได้แตะต้องมัน

แต่เธอหยิบโทรศัพท์มือถือของเธอออกมา ถ่ายรูปทุกอย่างในช่องลับนั้น ถ่ายรูปถุงที่เปียกชื้น ถ่ายรูปกล่องกำมะหยี่

จากนั้น เธอเปิดกล่องออก ถ่ายรูปสิ่งที่อยู่ข้างใน…ตุ๊กตา เชือก และเศษผ้า

เธอปิดทุกอย่างให้เหมือนเดิม ล็อคห้องทำงาน และกลับไปที่ห้องนอน

เธอส่งรูปภาพทั้งหมด พร้อมกับคำอธิบายสั้นๆ ว่าเธอพบมันที่ไหน และความสงสัยของเธอเกี่ยวกับคดีของวิภาดา

เธอส่งมันไปหาคนคนเดียวที่เธอเชื่อใจได้ในตอนนี้

“ตาเบิ้ม”

เช้าวันรุ่งขึ้น ทุกอย่างดูเหมือนจะสงบลงอย่างน่าประหลาด กวินทร์ดูผ่อนคลายขึ้นเล็กน้อย อาจเพราะเขาได้ “สารภาพบาป” กับวัตถุเหล่านั้นเมื่อคืนก่อน

เขาพยายามจะคุยเล่นกับอันนา พยายามจะจับมือลลิน

แต่ลลินกลับรู้สึกเหมือนกำลังสัมผัสกับซากศพ

“ฉันจะพาอันนาไปเดินเล่นที่สวนสาธารณะในเมืองนะคะ” เธอพูด เสียงเรียบ “ฉันอยากให้เราออกไปสูดอากาศข้างนอกบ้าง”

“ดีสิ” กวินทร์ยิ้มอย่างโล่งอก “ไปเถอะ ผมจะเคลียร์งานที่นี่”

ลลินจูงมืออันนาออกจากบ้าน แต่เธอไม่ได้ขับรถไปที่สวนสาธารณะ

เธอขับรถไปจอดที่ร้านกาแฟเล็กๆ ปลายถนน และรอ

ไม่ถึงสิบนาที รถตำรวจสองคันก็ขับสวนทางเธอไป มุ่งหน้าไปยังบ้านเลขที่ 103

หนึ่งในนั้นคือตาเบิ้ม เขาไม่ได้สวมเครื่องแบบ แต่เขานั่งมาในรถคันหน้า

ลลินจอดรถในจุดที่เธอมองเห็นบ้านของตัวเองได้จากระยะไกล

“เรามาทำอะไรที่นี่คะแม่” อันนาถาม

“เรารอค่ะลูก” ลลินกระซิบ กอดลูกสาวไว้แน่น “รอให้ฝันร้ายมันจบ”

ที่บ้านเลขที่ 103 กวินทร์กำลังชงกาแฟ เมื่อเขาได้ยินเสียงเคาะประตูหน้าบ้าน

เขาเปิดประตูและพบกับตำรวจสองนาย และชายชราที่เขาเกลียดขี้หน้าที่สุด

“คุณกวินทร์ใช่ไหมครับ” ตำรวจนายหนึ่งถามอย่างสุภาพ “เราขออนุญาตเข้าไปตรวจค้นภายในบ้านหน่อยได้ไหมครับ เราได้รับแจ้งเบาะแสเกี่ยวกับคดีคนหายเมื่อสองปีก่อน”

โลกทั้งใบของกวินทร์หยุดหมุน “คดีอะไร ผมไม่…”

“วิภาดาครับ” ตาเบิ้มพูดแทรกขึ้นมาเสียงเย็น “นักศึกษาฝึกงานของคุณ”

สีหน้าของกวินทร์ซีดเผือด “ผมให้การไปหมดแล้ว ผมไม่รู้อะไรทั้งนั้น”

“ถ้าอย่างนั้น คุณคงไม่ว่าอะไรถ้าเราจะขอเข้าไปดูในห้องทำงานของคุณ” ตำรวจกล่าว “เรามีหมายค้นครับ”

กวินทร์ถอยหลังไปหนึ่งก้าว ความตื่นตระหนกฉายชัดในดวงตาของเขา “ไม่! นั่นมันห้องส่วนตัวของผม พวกคุณไม่มีสิทธิ์!”

เขาพยายามจะปิดประตู แต่ตำรวจก็ดันมันไว้

ตาเบิ้มเดินสวนเขาเข้าไปในบ้าน ตรงไปที่ห้องทำงานที่ล็อคอยู่

“เปิดประตู” ตาเบิ้มสั่ง

“ผมไม่มีกุญแจ!” กวินทร์ตะโกน

“งั้นเราคงต้องพังมันเข้าไป”

“ไม่!” กวินทร์พุ่งเข้าไปขวาง แต่ถูกตำรวจอีกนายรวบตัวไว้

ตำรวจใช้เครื่องมืองัดประตูเปิดออกภายในไม่กี่วินาที

กลิ่นอับชื้นโชยปะทะใบหน้าของทุกคน

ตาเบิ้มเดินตรงไปที่มุมห้อง หลังชั้นหนังสือ เขารู้ตำแหน่งแน่ชัดจากรูปที่ลลินส่งให้

เขาก้มลง และงัดแผ่นไม้ปาร์เก้นั้นขึ้นมา

ความเงียบเข้าครอบงำห้องนั้น

ตำรวจหนุ่มมองลงไปในช่องลับ เห็นกล่องกำมะหยี่และถุงพลาสติกเปียกๆ

“นั่นอะไร” เขาถามกวินทร์

แต่กวินทร์ไม่ตอบ เขาหยุดดิ้นรนแล้ว เขายืนนิ่งเหมือนรูปปั้น ดวงตาเบิกกว้างจ้องมองไปยังความลับที่ถูกเปิดเผย

ตาเบิ้มสวมถุงมือ ค่อยๆ หยิบกล่องนั้นขึ้นมา เปิดมันออก

ตุ๊กตาผ้าผมสีแดงจ้องมองพวกเขาทุกคนด้วยดวงตาที่ทำจากกระดุมสีดำ

“คุณเก็บของที่ระลึกไว้เหรอ คุณกวินทร์” ตาเบิ้มถามเสียงเรียบ “ของที่ระลึกจากวิภาดาน่ะ”

“ผม…” กวินทร์เริ่มสั่น “ผม…ผมอธิบายได้ มัน…มันไม่ใช่แบบที่คุณคิด”

“งั้นมันเป็นแบบไหนล่ะ”

“ผมไม่ได้ฆ่าเธอ!” กวินทร์ตะโกนสุดเสียง “ผมไม่ได้ฆ่าเธอ!”

“ถ้าอย่างนั้น ทำไมคุณต้องซ่อนของพวกนี้ไว้ใต้พื้นห้องทำงานของคุณด้วยล่ะ”

“ผม…”

และแล้ว เขาก็พังทลายลง

กวินทร์ทรุดตัวลงกับพื้น ร้องไห้ออกมาอย่างไม่อาย ราวกับเด็กที่หลงทาง “ผมไม่ได้ตั้งใจ” เขาสะอื้น “มันเป็นอุบัติเหตุ”

จากในรถที่จอดอยู่ไกลๆ ลลินเห็นสามีของเธอถูกตำรวจสวมกุญแจมือ และพาตัวออกมาจากบ้าน

เธอมองภาพนั้นนิ่งๆ ไม่รู้สึกอะไรเลย ไม่มีความสุข ไม่มีความเศร้า ไม่มีความโล่งใจ

มันว่างเปล่า

“พ่อไปไหนคะแม่” อันนาถามเสียงสั่น

ลลินหันไปมองลูกสาว ลูบผมเธอเบาๆ “พ่อ…ต้องไปไถ่โทษในสิ่งที่เขาทำจ้ะลูก”

“แล้วเพื่อนในน้ำล่ะคะ”

ลลินหลับตาลงช้าๆ เมื่อเธอลืมตาขึ้นอีกครั้ง มันมีความมุ่งมั่นที่ชัดเจน “เขาเป็นอิสระแล้วลูก” เธอกระซิบ “ในที่สุด เขาก็เป็นอิสระแล้ว”

คืนนั้น ลลินกลับไปที่บ้านเลขที่ 103 คนเดียว หลังจากฝากอันนาไว้กับตาเบิ้มและภรรยาของเขา (ที่เพิ่งกลับมาจากต่างจังหวัด) ชั่วคราว

บ้านเงียบสงัดเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่พวกเขาย้ายมา

ไม่มีเสียงประหลาด ไม่มีกลิ่นอับชื้น

เธอเดินไปที่ทะเลสาบ ผิวน้ำยังคงเรียบสนิทเหมือนกระจกสีนิล มันไม่เคยมีผีสิง มันเป็นแค่ผืนน้ำธรรมดาๆ

ความน่ากลัวทั้งหมด มันเกิดขึ้นในใจของกวินทร์

เธอคิดว่าเรื่องราวทั้งหมดจบลงแล้ว

แต่เมื่อเธอเดินกลับเข้าไปในบ้าน เธอก็สังเกตเห็นบางอย่างที่เธอไม่เคยเห็นมาก่อน

บนโต๊ะทำงานของกวินทร์ ท่ามกลางความวุ่นวายที่ตำรวจทิ้งไว้ มีซองจดหมายสีน้ำตาลปิดผนึกซองหนึ่งวางอยู่

มันจ่าหน้าถึงเธอ “ลลิน”

มันไม่ใช่ลายมือของกวินทร์

เธอมองไปรอบๆ บ้านที่ว่างเปล่า รู้สึกถึงความเย็นเยียบที่แล่นผ่านสันหลังอีกครั้ง

บางที…มันอาจจะยังไม่จบ

มือของลลินสั่นขณะที่เธอจ้องมองซองจดหมายสีน้ำตาลซองนั้น

“ลลิน”

ลายมือหวัดๆ แต่ทว่าตั้งใจเขียน ไม่มีนามสกุล ไม่มีที่อยู่ มันวางอยู่บนโต๊ะทำงานของกวินทร์ ราวกับรอให้เธอมาพบ หลังจากที่ตำรวจได้รื้อค้นทุกอย่างไปแล้ว

บางทีมันอาจจะตกหล่นออกมาจากหนังสือเล่มใดเล่มหนึ่ง

เธอค่อยๆ พลิกมัน มันไม่ได้ปิดผนึกแน่นหนา เธอเปิดมันออก

ข้างในเป็นกระดาษแผ่นเดียวที่เริ่มจะเหลืองกรอบ มันคือจดหมาย

“กวินทร์คะ”

หัวใจของเธอหยุดเต้น นี่ไม่ใช่จดหมายถึงเธอ

“วันนี้วิไปหาหมอมาอีกแล้วค่ะ หมอเปิดเสียงหัวใจของลูกให้ฟัง มันดัง…ตึก…ตึก…ตึก…เหมือนเสียงกลองเล็กๆ เลยค่ะ วิร้องไห้เลย ไม่รู้จะบอกคุณยังไงว่าวิมีความสุขแค่ไหน”

ลลินต้องทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ทำงานของสามี ลมหายใจของเธอติดขัด

“วิรู้ว่าคุณกำลังเครียดเรื่องที่บ้าน เรื่องภรรยาของคุณ แต่เสียงหัวใจดวงเล็กๆ นี่ มันคืออนาคตของเรานะคะ คุณเคยบอกวิว่า วิคือแรงบันดาลใจที่ดีที่สุดของคุณ ตอนนี้ เรามีแรงบันดาลใจชิ้นน้อยๆ เพิ่มมาอีกหนึ่งแล้วนะคะ”

“วิจะรอคุณที่ไซต์งานเหมือนเดิมนะคะ หกโมงเย็น วิมีของจะให้คุณด้วย เป็นของขวัญสำหรับลูกของเรา”

“รักคุณสุดหัวใจ” “วิภาดา”

ลลินปล่อยจดหมายฉบับนั้นร่วงหล่นลงบนโต๊ะ

ความสยดสยองที่เธอรู้สึกมาตลอดหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา มันเทียบไม่ได้เลยกับความขยะแขยงที่เธอกำลังรู้สึกในวินาทีนี้

นี่ไม่ใช่เรื่องผีสาง ไม่ใช่คำสาปจากทะเลสาบ

มันคือเรื่องจริงที่โสโครกและเห็นแก่ตัว

กวินทร์ไม่ได้ถูกหลอกหลอนโดยวิญญาณของวิภาดา

เขาถูกหลอกหลอนโดยอนาคตที่เขาสังหารด้วยมือของตัวเอง

เสียงหัวใจ…ตึก…ตึก…ตึก…

มันคือเสียงที่เขาพยายามจะกลบฝังไว้ใต้ชั้นคอนกรีตหนา


ในห้องสอบสวนที่สว่างจ้าและเย็นเฉียบ กวินทร์นั่งนิ่งอยู่ตรงข้ามกับนักสืบสองนาย เขาดูเหมือนคนที่ถูกดูดวิญญาณออกไปแล้ว

ตาเบิ้มยืนพิงกำแพงอยู่ที่มุมห้อง เขาไม่ได้มาในฐานะตำรวจ แต่เป็นพยาน เป็นผู้สังเกตการณ์ที่รอคอยฉากสุดท้ายของละครเรื่องนี้

“เราพบของกลาง” นักสืบหนุ่มพูดเสียงเรียบ วางถุงพลาสติกที่บรรจุตุ๊กตาผ้า เชือก และเศษผ้าลงบนโต๊ะ “เรายังพบจดหมายจากคุณวิภาดาในช่องลับนั้นด้วย คุณจะอธิบายยังไง”

กวินทร์จ้องมองวัตถุเหล่านั้น ริมฝีปากของเขาสั่น

“ผมไม่ได้ฆ่าเธอ” เขากระซิบคำเดิมซ้ำๆ

“ถ้าอย่างนั้น ทำไมต้องซ่อนของพวกนี้” นักสืบถาม “ทำไมต้องสร้างเรื่องโกหก ทำไมต้องเทคอนกรีตทับหลุมนั่นในวันรุ่งขึ้น”

“ผม…”

“พูดความจริงเถอะ คุณกวินทร์” ตาเบิ้มพูดแทรกขึ้นมาเป็นครั้งแรก เสียงของเขาแหบแต่ทรงพลัง “คุณสร้างบ้านหลังนั้นทับหลุมศพของเธอ คุณนอนอยู่บนความผิดของคุณทุกคืน คุณไม่เหนื่อยบ้างเหรอ”

คำพูดนั้นเหมือนกุญแจที่ไขทุกอย่าง

กวินทร์เงยหน้าขึ้น ดวงตาของเขาแดงก่ำ น้ำตาที่เขาพยายามกลั้นไว้ไหลทะลักออกมา

“ผมเหนื่อย” เขาสะอื้น “ผมเหนื่อยเหลือเกิน”

และความจริงทั้งหมดก็พรั่งพรูออกมา


(ภาพย้อนอดีต – สองปีก่อน)

ฝนตกหนักในคืนนั้น ไซต์ก่อสร้างบ้านเลขที่ 103 ในตอนนั้นยังเป็นเพียงหลุมโคลนขนาดมหึมา หลุมที่ขุดไว้สำหรับวางรากฐานและสระว่ายน้ำใต้ดิน แต่ฝนที่ตกหนักมาหลายวันได้เปลี่ยนมันให้กลายเป็นบ่อโคลนสีน้ำตาลแดงที่ลึกและเย็นเยียบ

กวินทร์จอดรถ กวาดไฟหน้าไปที่ร่างของหญิงสาวที่ยืนตากฝนอยู่

วิภาดา นักศึกษาฝึกงานที่เก่งกาจ ฉลาด และเต็มไปด้วยความรัก…ความรักที่เธอมีให้เขา

“คุณต้องเลือกนะคะ กวิน!” เธอตะโกนแข่งกับเสียงฝน “วิจะไม่ยอมเป็นเงามืดอีกต่อไปแล้ว!”

“ผมเลือกไม่ได้!” กวินทร์ตะโกนกลับไปจากในรถ “ลลิน…เธอเพิ่งแท้งลูก! คุณเข้าใจไหม ผมทิ้งเธอไปตอนนี้ไม่ได้!”

“แท้งเหรอ” วิภาดาหัวเราะทั้งน้ำตา “นั่นมันสวรรค์ส่งมาบอกคุณต่างหาก ว่าเราต้องอยู่ด้วยกัน! แต่ลูกของเรานี่สิ ลูกของเรายังมีชีวิตอยู่!”

เธอเดินเข้ามาตบที่หน้าต่างรถเขา “ออกมาสิคะ ออกมาคุยกันให้รู้เรื่อง!”

กวินทร์กุมพวงมาลัยแน่น เขามาที่นี่เพื่อจะบอกเลิกเธอ เขามาเพื่อจะสะสางทุกอย่าง เขาไม่ได้ตั้งใจให้มันกลายเป็นแบบนี้

เขาดับเครื่องยนต์ ก้าวลงจากรถ

“วิ มันจบแล้ว” เขาพูดเสียงเย็นชา “ผมจะส่งเสียคุณกับลูก แต่ผมกลับไปหาลลิน”

แววตาของวิภาดาเปลี่ยนจากความสิ้นหวังเป็นความเดือดดาล “จบเหรอคะ” เธอกระซิบ “คุณกำลังจะทิ้งลูกของคุณเหรอ คุณมันก็เหมือนผู้ชายเห็นแก่ตัวคนอื่นๆ!”

“อย่าพูดแบบนั้น”

“ฉันจะพูด! และฉันจะบอกภรรยาคุณด้วย! ฉันจะบอกทุกคน!”

เธอหันหลัง วิ่งไปที่รถของเธอที่จอดอยู่ไม่ไกล คว้ากระเป๋าถือของเธอออกมา “คุณรู้ไหมฉันเอาอะไรมาให้คุณ” เธอร้องไห้ “ของขวัญ…ตุ๊กตาตัวแรกของลูกเรา”

เธอปาถุงกระดาษใส่เขา ตุ๊กตาผ้าผมสีแดงร่วงลงบนโคลน พร้อมกับเศษผ้าและเชือกที่เธอตั้งใจจะเอามาเย็บปักเพิ่ม

“คุณมันเลว” เธอกรีดร้อง “คุณมันขี้ขลาด!”

เธอหันหลังวิ่งหนี แต่ในความมืดและสายฝน เธอไม่ทันเห็นขอบหลุมที่ลื่นไปด้วยโคลน

“วิ! ระวัง!” กวินทร์ตะโกน

มันสายเกินไป

เท้าของเธอลื่นไถล ร่างของเธอเสียหลัก หงายหลังตกลงไปในบ่อโคลนที่เย็นจัด

ตูม!

เสียงน้ำกระจาย

“กวิน! ช่วยด้วย! กวิน!”

เธอตะเกียกตะกายในน้ำโคลน เธอว่ายน้ำไม่เป็น

“วิ!” กวินทร์วิ่งไปที่ขอบหลุม เขามองเห็นเธอกำลังจะจม

เขายื่นมือออกไป…แต่แล้วเขาก็ชะงัก

เขามองเห็นเธอที่กำลังจะตาย เขามองเห็นปัญหาทั้งหมดของเขากำลังจะจมหายไปพร้อมกับเธอ

เขามองเห็นภรรยาของเขาที่บ้าน

เขามองเห็นอาชีพการงานของเขา

เขามองเห็นความอัปยศอดสู

เขามองเห็นความลับของเขาที่กำลังจะถูกฝัง

เขาลังเลอยู่ตรงนั้น ห้าวินาทีที่ยาวนานราวชั่วนิรันดร์

…หนึ่ง… “กวิน! ได้โปรด! ลูก!”

…สอง… เสียงของเธอเริ่มอู้อี้

…สาม… ฟองอากาศผุดขึ้นมา

…สี่…

…ห้า…

ทุกอย่างเงียบสงัด มีเพียงเสียงฝนที่ตกกระทบผิวน้ำ

เขายืนนิ่ง ขนลุกซู่ไปทั้งตัว

เขาไม่ได้ฆ่าเธอ

เขาแค่ปล่อยให้เธอตาย

ความตื่นตระหนกเข้าครอบงำ เขามองไปรอบๆ ไม่มีใครเห็น เขาอยู่คนเดียว

เขามองเห็นกระเป๋าถือของเธอที่ตกอยู่ริมขอบหลุม เขากลัวว่าจะมีหลักฐาน เขากระทืบมันให้จมลงไปในโคลน แล้วเตะมันลงไปในน้ำด้วย

เขาวิ่งกลับไปที่รถ ขับออกไปจากที่นั่นให้เร็วที่สุด

วันรุ่งขึ้น เก้าโมงเช้า เขาโทรหาหัวหน้าคนงาน

“หลุมนั่นมันอันตราย” เขาพูดด้วยเสียงที่ควบคุมให้เรียบที่สุด “น้ำขังเยอะเกินไป ผมกลัวเด็กแถวนี้จะตกลงไป เทคอนกรีตปิดมันเลยวันนี้ ผมจะแก้แบบเอง”

(กลับมาที่ห้องสอบสวน)

กวินทร์ฟุบหน้าลงกับโต๊ะ ร้องไห้จนตัวโยน

“ผมไม่ได้ตั้งใจ” เขาร่ำไห้ “ผมแค่กลัว”

นักสืบหนุ่มมองเขาด้วยสายตาว่างเปล่า ก่อนจะจดบันทึกต่อ

ตาเบิ้มเดินมาที่โต๊ะ เขามองหน้ากวินทร์

“คุณไม่ได้แค่กลัว คุณมันขี้ขลาด” ตาเบิ้มพูดเสียงเรียบ “และคุณก็ไม่ได้แค่กลบหลุม คุณพยายามจะฝังความผิดของตัวเอง”

“ผม…”

“คุณซื้อที่ดินผืนนั้น” ตาเบิ้มพูดต่อ “คุณออกแบบบ้านหลังนั้น คุณสร้างทะเลสาบปลอมๆ ขึ้นมาทับหลุมศพของเธอ คุณคิดว่าคุณกำลังทำอะไรอยู่ สร้างอนุสรณ์สถานให้เธอเหรอ”

กวินทร์เงยหน้าขึ้น ดวงตาเขาบ้าคลั่ง “ผมแค่อยากจะลืม!”

“ไม่” ตาเบิ้มส่ายหน้า “คุณไม่อยากลืม คุณอยากจะทรมานตัวเอง”

ตาเบิ้มชี้ไปที่ถุงของกลาง “คุณเก็บของพวกนั้นไว้ทำไม ถ้าคุณอยากจะลืม”

กวินทร์ตัวสั่น “ผม…ผมไม่รู้”

“คุณรู้” ตาเบิ้มจ้องเขม็ง “คุณเก็บมันไว้ เพราะคุณรู้ว่าคุณสมควรถูกลงโทษ คุณทนความเงียบสงบไม่ได้ คุณเลยต้องสร้างผีของคุณขึ้นมาเอง”

“ผีเหรอ”

“ใช่” ตาเบิ้มกล่าว “ผีที่ชื่อกวินทร์ ผีที่ต้องคอยเอาของไปทิ้งในทะเลสาบ แล้วก็แอบไปเก็บมันกลับมาในตอนเช้า ทำซ้ำๆ เหมือนคนบ้า เพื่อย้ำเตือนตัวเองถึงสิ่งที่ทำลงไป”

“ไม่ใช่…”

“ตุ๊กตาที่ภรรยาคุณเห็น เศษผ้าที่เธอกลัว” ตาเบิ้มสรุป “มันคือคุณมาโดยตลอด คุณคือผีในบ้านหลังนั้น คุณคือปีศาจที่หลอกหลอนลูกสาวของคุณเอง”

กวินทร์กรีดร้องออกมาเหมือนสัตว์ที่บาดเจ็บ

ความจริงได้ถูกเปิดเผยแล้ว ไม่ใช่ความจริงที่ว่าเขาฆ่าคน แต่เป็นความจริงที่ว่าเขาได้กลายเป็นสัตว์ประหลาดในคุกที่เขาสร้างขึ้นเอง

ข่าวการสารภาพของกวินทร์แพร่กระจายไปอย่างรวดเร็วในแวดวงเล็กๆ ของสถานีตำรวจ แต่สำหรับโลกภายนอก มันยังคงเป็นความลับที่รอวันเปิดเผย

ลลินไม่ได้รอฟังข่าวจากตำรวจ

เธอใช้เวลาทั้งคืนที่บ้านของตาเบิ้ม กอดอันนาไว้แน่นในห้องพักแขกที่อบอุ่น ปล่อยให้ภรรยาที่ใจดีของตาเบิ้มคอยปลอบประโลมเธอ

แต่ลลินไม่ได้ร้องไห้

เธอนั่งนิ่งเหมือนหิน จ้องมองผนังว่างเปล่า จิตใจของเธอประมวลผลความจริงที่โหดร้ายซ้ำไปซ้ำมา

จดหมายของวิภาดา…เสียงหัวใจที่กำลังเต้น…การทรยศที่ซ้อนกันเป็นชั้นๆ

ไม่ใช่แค่การนอกใจ

ไม่ใช่แค่อุบัติเหตุ

แต่มันคือการ “เลือก”

กวินทร์เลือกที่จะปล่อยให้ผู้หญิงคนหนึ่ง—และลูกในท้องของเธอ—ตาย เพื่อรักษาชีวิตที่ “สมบูรณ์แบบ” ของเขาไว้กับเธอ

เช้าวันรุ่งขึ้น ลลินรู้ว่าเธอต้องทำอะไร

เธอฝากอันนาไว้กับภรรยาของตาเบิ้ม “หนูจะกลับไปที่บ้านหลังนั้น” เธอพูดเสียงเรียบ “หนูมีเรื่องต้องทำ”

“อย่าไปคนเดียวเลยลูก” หญิงชรากล่าวอย่างเป็นห่วง

“หนูต้องไปคนเดียวค่ะ” ลลินตอบ “หนูต้องไปปิดฉากมันด้วยตัวเอง”

เธอขับรถกลับไปยังบ้านเลขที่ 103

วันนี้ แสงแดดส่องสว่างจ้า แต่ตัวบ้านกลับดูมืดมนและไร้ชีวิตชีวายิ่งกว่าเดิม มันคือเปลือกกลวงๆ ที่ความลับได้ถูกกระชากออกไปแล้ว

เธอไขกุญแจเข้าไป กลิ่นแรกที่ปะทะจมูกเธอไม่ใช่กลิ่นอับชื้นของทะเลสาบอีกต่อไป

มันคือกลิ่นของความรุนแรงที่เพิ่งผ่านพ้นไป กลิ่นของฝุ่นจากการรื้อค้นของตำรวจ และกลิ่นเหม็นเปรี้ยวจางๆ ของแอลกอฮอล์

เธอเดินตรงไปที่ห้องทำงานของกวินทร์

ประตูเปิดอ้าทิ้งไว้

สิ่งที่ตำรวจทิ้งไว้คือความโกลาหล แผ่นไม้ปาร์เก้ถูกงัดเปิดออก เผยให้เห็นช่องลับที่ว่างเปล่าเหมือนปากแผลที่เปิดกว้าง

บนโต๊ะทำงาน แบบร่างต่างๆ ถูกทิ้งกระจัดกระจาย

และตรงกลางนั้น จดหมายของวิภาดาที่เธออ่านเมื่อคืน ยังคงวางอยู่

ลลินหยิบมันขึ้นมาอ่านอีกครั้ง

“เสียงหัวใจของลูก”

“อนาคตของเรา”

“รักคุณสุดหัวใจ”

ลลินพับจดหมายอย่างช้าๆ เธอมองไปรอบห้องทำงานของสามี ห้องที่เขาใช้สร้างอนาคตที่รุ่งโรจน์ของเขา

แล้วสายตาเธอก็ไปสะดุดกับปึกกระดาษม้วนหนึ่งที่มุมห้อง มันคือแบบร่างดั้งเดิมของบ้านหลังนี้

เธอดึงมันออกมา คลี่มันแผ่ออกบนโต๊ะ

มันคือแบบร่างของบ้านเลขที่ 103 แต่สิ่งที่ทำให้เธอขนลุก ไม่ใช่การออกแบบตัวบ้าน

แต่เป็นวันที่ที่ประทับอยู่มุมกระดาษ

วันที่ที่ออกแบบ…คือสามวันหลังจากวันที่วิภาดาหายตัวไป

หัวใจของลลินเย็นเฉียบ

นี่ไม่ใช่การตัดสินใจแบบฉับพลัน เขาไม่ได้แค่ซื้อที่ดินผืนนี้เพราะมันบังเอิญเป็นที่เกิดเหตุ

เขาวางแผนมัน

เขาจงใจเลือกที่ดินผืนนี้ เขาจงใจออกแบบบ้านหลังนี้ทับหลุมศพนั้น

ความจริงที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดได้ปรากฏขึ้นในใจเธอ

บ้านหลังนี้…ชีวิตใหม่ของพวกเขา…การที่เขาย้ายเธอและอันนามาที่นี่…

มันไม่ใช่การหลบหนีจากความทรงจำ มันไม่ใช่การเริ่มต้นใหม่

มันคือการ “กลบ” ชั้นสุดท้าย

เขาสร้างบ้านหลังนี้ขึ้นมา ไม่ใช่เพื่อทรมานตัวเอง แต่เพื่อเป็น “อนุสรณ์สถาน” แห่งชัยชนะของเขา ชัยชนะที่เขาสามารถรอดพ้นจากความผิดได้

เขาใช้เธอ ลลิน และอันนา ลูกสาวของเขา เป็นชั้นดินที่บริสุทธิ์ ชั้นใหม่ เพื่อปิดทับหลุมศพโสโครกที่อยู่ข้างใต้

ความรักของเธอ ความเจ็บปวดจากการแท้งลูกของเธอ ความหวังครั้งใหม่ของเธอ…ทั้งหมดเป็นเพียงเครื่องมือในการปกปิดอาชญากรรมของเขา

“คุณมันไม่ใช่แค่คนขี้ขลาด” ลลินกระซิบกับความว่างเปล่า “คุณมันปีศาจ”

ความรู้สึกกลัวที่เธอเคยมีต่อทะเลสาบมันหายไปหมดสิ้น มันถูกแทนที่ด้วยความเกลียดชังที่เย็นเยียบและลึกสุดขั้วหัวใจ

เธอเดินออกจากห้องทำงาน ถือแบบร่างแผ่นนั้นและจดหมายของวิภาดาไปด้วย

เธอเดินผ่านห้องนั่งเล่น ผ่านห้องครัว ผ่านห้องนอนของอันนา และห้องนอนของเธอ ทุกย่างก้าวคือการบอกลาความทรงจำจอมปลอมที่ถูกสร้างขึ้นในสถานที่แห่งนี้

เธอเปิดประตูระเบียงหลังบ้าน ก้าวออกไปเผชิญหน้ากับทะเลสาบเป็นครั้งสุดท้าย

ผิวน้ำยังคงนิ่งสนิท สะท้อนท้องฟ้าสีครามสดใส มันดูสวยงามและสงบสุข…เหมือนที่กวินทร์ตั้งใจออกแบบให้มันเป็น

มันคือหลุมศพที่สวยที่สุดในโลก

ลลินยืนอยู่ที่ขอบน้ำ เธอมองเงาสะท้อนของตัวเองในน้ำ

เธอไม่เห็นผี เธไม่เห็นตุ๊กตา

เธอเห็นแต่ผู้หญิงโง่ๆ คนหนึ่งที่เกือบจะจมหายไปพร้อมกับคำโกหกของผู้ชายคนหนึ่ง

เธอค่อยๆ คุกเข่าลง วางแบบร่างแผ่นนั้นลงบนแผ่นไม้ริมน้ำ

เธอวางจดหมายของวิภาดาไว้ด้านบน

“ฉันขอโทษ” ลลินกระซิบ ไม่ใช่กับกวินทร์ แต่กับวิญญาณของวิภาดาและลูกของเธอ “ขอโทษที่ฉันโง่เขลามาตลอด”

เธอไม่ได้ร้องไห้

เธอลุกขึ้นยืน หันหลังให้กับทะเลสาบนั้น หันหลังให้กับบ้านหลังนั้น

เธอเดินกลับเข้าไปในบ้านเป็นครั้งสุดท้าย หยิบเพียงสิ่งเดียวที่สำคัญกับเธอ นั่นคือกระเป๋าเป้ใบเล็กของอันนาที่วางอยู่ตรงโถงทางเดิน

เธอเดินออกจากประตูหน้าบ้านโดยไม่หันกลับมามอง

เธอก้าวขึ้นรถ สตาร์ทเครื่องยนต์

ขณะที่เธอกำลังจะขับรถออกไป เธอเห็นตาเบิ้มขับรถมาจอดขวางหน้า เขาลงจากรถและเดินมาหาเธอ

“ผมเพิ่งได้ข่าว” ตาเบิ้มพูดเสียงเรียบ “เขาสารภาพทั้งหมดแล้วเรื่องการปล่อยให้เธอตาย แต่เขาอ้างว่ามันเป็นอุบัติเหตุ และเขาแค่ตื่นตระหนก”

ลลินพยักหน้า “มันไม่สำคัญอีกต่อไปแล้วค่ะ”

“คุณจะไปไหน”

“ไปจากที่นี่” ลลินตอบ “ไปในที่ที่ไม่มีเงาของเขา”

“นี่ครับ” ตาเบิ้มยื่นกล่องกระดาษแข็งเล็กๆ กล่องหนึ่งให้เธอ “ของที่ตำรวจไม่ได้เก็บเป็นหลักฐาน มันอยู่ในห้องทำงานของเขา ตกอยู่ใต้โต๊ะ”

ลลินเปิดกล่องนั้น

ข้างในคือรูปอัลตราซาวนด์เล็กๆ ที่เริ่มจะซีดจาง

มันคือรูปของทารก

มันคือเสียงหัวใจ “ตึก…ตึก…ตึก” ที่วิภาดาพูดถึงในจดหมาย

นี่คือสิ่งที่กวินทร์เก็บไว้…ไม่ใช่แค่ตุ๊กตา แต่คือหลักฐานยืนยันถึงชีวิตที่เขาเลือกจะละทิ้ง

น้ำตาหยดแรกของลลินไหลออกมาในที่สุด ไม่ใช่น้ำตาแห่งความเศร้า แต่เป็นน้ำตาแห่งความโกรธแค้น

เธอกำรูปนั้นไว้แน่น

“ลาก่อนค่ะ คุณตาเบิ้ม” เธอพูด “ขอบคุณสำหรับทุกอย่าง”

“โชคดีนะ คุณลลิน”

ลลินขับรถออกไปจากบ้านเลขที่ 103 จากถนนกรวดเส้นนั้น จากชีวิตที่สร้างขึ้นบนหลุมศพ

เธอมองกระจกหลังเป็นครั้งสุดท้าย

บ้านหลังนั้นยืนตระหง่านอยู่เงียบๆ ทะเลสาบส่องประกายระยิบระยับภายใต้แสงอาทิตย์

มันคือฉากที่สมบูรณ์แบบ มันคือคำโกหกที่งดงาม

และตอนนี้ มันได้กลายเป็นเพียงสุสานที่ว่างเปล่า รอคอยการพิพากษาครั้งสุดท้าย

บ้านเลขที่ 103 ถูกปิดตาย มันถูกยึดเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการทางกฎหมาย เทปสีเหลืองของตำรวจขึงกั้นรอบบริเวณ ห้ามเข้าโดยเด็ดขาด

ทะเลสาบที่เคยถูกดูแลอย่างดี บัดนี้เริ่มมีใบไม้ร่วงหล่นปกคลุม ผิวน้ำที่เคยเรียบสนิทเริ่มขุ่นมัวเล็กน้อยที่ขอบฝั่ง มันกำลังกลับคืนสู่สภาพธรรมชาติที่แท้จริง

ข่าวของ “คดีทะเลสาบ” กลายเป็นเรื่องอื้อฉาวในท้องถิ่น กวินทร์ สถาปนิกดาวรุ่ง กลายเป็น “ฆาตกรเลือดเย็น” ในพาดหัวข่าว แม้ว่าในทางเทคนิค เขาจะไม่ได้ลงมือฆ่าก็ตาม

ข้อหาของเขาคือการละเลยจนเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย และการปกปิดหลักฐาน มันคือคดีที่ซับซ้อนทั้งทางกฎหมายและศีลธรรม

ลลินไม่ได้อ่านข่าว เธอและอันนาไปอาศัยอยู่กับพี่สาวของเธอในอีกเมืองหนึ่ง ห่างไกลจากทุกสิ่งที่เคยเกิดขึ้น

เธอใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการบำบัดทางจิตใจ และพยายามอย่างหนักที่จะเป็นแม่ที่ปกติที่สุดให้กับอันนา

อันนาเองก็ดูเหมือนจะดีขึ้น เด็กน้อยเลิกพูดถึง “เพื่อนในน้ำ” แล้ว เธอเริ่มวาดรูปอีกครั้ง แต่รูปของเธอตอนนี้มีสีสันสดใส มีพระอาทิตย์ มีดอกไม้ ไม่มีเงามืดของทะเลสาบอีกต่อไป

ดูเหมือนว่าฝันร้ายได้ผ่านพ้นไปแล้วสำหรับพวกเขาสองแม่ลูก

แต่สำหรับลลิน มันยังไม่จบ

เธอยังคงเก็บของสามสิ่งไว้ในกล่องเล็กๆ ที่ซ่อนไว้ใต้เตียง

จดหมายของวิภาดา

แบบร่างดั้งเดิมของบ้านหลังนั้น

และรูปอัลตราซาวนด์

เธอไม่รู้ว่าเธอเก็บมันไว้ทำไม บางทีอาจจะเป็นเครื่องเตือนใจถึงความจริง หรือบางที…เธอแค่ยังปล่อยวางมันไปไม่ได้

คืนหนึ่ง เธอฝัน

ในฝัน เธอกลับไปที่บ้านเลขที่ 103 เธอยืนอยู่ริมทะเลสาบ แต่ครั้งนี้ น้ำในทะเลสาบไม่ได้นิ่ง มันกำลังเดือดพล่านเป็นฟองคลื่นสีแดงเลือด

ร่างของวิภาดาลอยขึ้นมาเหนือน้ำ ไม่ใช่ในสภาพที่น่ากลัว แต่ในสภาพที่ดูเศร้าสร้อยอย่างที่สุด เธอมองมาที่ลลิน และยื่นบางสิ่งให้

มันคือตุ๊กตาผ้าผมสีแดงตัวนั้น

“เขาขโมยมันไปจากฉัน” วิภาดากระซิบ “เขาขโมยทุกอย่างไปจากฉัน”

แล้ววิภาดาก็ถามคำถามที่ทำให้ลลินสะดุ้งตื่นทั้งน้ำตา

“แล้วคุณล่ะ คุณจะขโมยความยุติธรรมไปจากฉันด้วยหรือเปล่า”

ลลินตื่นขึ้นมาในความมืด เหงื่อท่วมตัว เธอรู้แล้วว่าเธอต้องทำอะไร

วันรุ่งขึ้น คือวันแรกของการพิจารณาคดีในศาล

ลลินปรากฏตัวที่ศาล ท่ามกลางนักข่าวที่พยายามจะยิงคำถามใส่เธอ เธอเดินผ่านทุกคนด้วยสีหน้าเรียบเฉย กอดกล่องเล็กๆ นั้นไว้แน่น

เธอไม่ได้มาในฐานะภรรยาของจำเลย

เธอมาในฐานะพยานคนสำคัญ

ในห้องพิจารณาคดี กวินทร์ดูผอมโซและแก่ลงไปนับสิบปี เขาถูกนำตัวเข้ามาในชุดนักโทษ ดวงตาของเขากลวงโบ๋

เมื่อเขาเห็นลลินนั่งอยู่ที่แถวหน้า ดวงตาของเขาก็เบิกกว้างขึ้น มันมีแววของความหวังริบหรี่

ทนายความของเขา กำลังสร้างเรื่องราวที่น่าเห็นใจ

“ลูกความของผมเป็นคนดีครับท่าน” ทนายกล่าว “เขาทำผิดพลาดครั้งใหญ่ในชีวิต เขาตื่นตระหนก เขากลัว เขาไม่ได้ตั้งใจ เขาแค่พยายามจะปกป้องครอบครัวของเขา ปกป้องภรรยาของเขาที่เพิ่งบอบช้ำจากการแท้งลูก”

กวินทร์มองลลิน สายตาของเขาวิงวอน ขอความเห็นใจ

“เขาสร้างบ้านหลังนั้น” ทนายพูดต่อ “เพราะความรู้สึกผิดบาปมันกัดกินเขา เขาต้องการจะอยู่ใกล้ๆ สถานที่เกิดเหตุ เพื่อเป็นการไถ่บาปในแบบของเขาเอง”

ลลินฟังคำโกหกที่ถูกปรุงแต่งอย่างสวยหรูเหล่านั้นด้วยหัวใจที่เย็นชา

และเมื่อถึงตาที่เธอต้องขึ้นให้การ

“คุณลลิน” อัยการถาม “คุณเชื่อหรือไม่ว่าสามีของคุณสร้างบ้านหลังนั้นขึ้นมาเพื่อเป็นการไถ่บาป”

ลลินยืนขึ้น เดินไปที่แท่นพยาน เธอวางกล่องเล็กๆ นั้นลง

เธอหันไปมองกวินทร์ สบตาเขาโดยตรงเป็นครั้งแรกในรอบหนึ่งเดือน

“ไม่ค่ะ” เธอตอบเสียงดังฟังชัด “ฉันไม่เชื่อ”

ห้องทั้งห้องเงียบกริบ

“สามีของฉันไม่ได้สร้างบ้านนั้นเพื่อไถ่บาป” ลลินพูดต่อ เสียงของเธอสั่นเล็กน้อย แต่เต็มไปด้วยความแน่วแน่ “เขาสร้างมันขึ้นมาเพื่อเป็นอนุสรณ์สถานของการโกหกที่สมบูรณ์แบบของเขา”

เธอยื่นแบบร่างดั้งเดิมของบ้านให้อัยการ “นี่คือแบบร่างที่เขาเขียนขึ้น สามวันหลังจากที่ผู้หญิงคนนั้นหายตัวไป นี่คือการกระทำที่ไตร่ตรองไว้ล่วงหน้า ไม่ใช่การกระทำของคนที่ตื่นตระหนก”

ทนายของกวินทร์พยายามจะคัดค้าน แต่ผู้พิพากษาโบกมือให้เขาเงียบ

จากนั้น ลลินหยิบจดหมายของวิภาดาขึ้นมา

“นี่คือจดหมายที่ผู้หญิงคนนั้นเขียนถึงสามีฉันในวันที่เธอเสียชีวิต เธอไม่ได้มาเพื่อบอกเลิก เธอมาเพื่อบอกข่าวดีเรื่องลูกของพวกเขา”

กวินทร์หลับตาลง ตัวสั่นเทา

และสุดท้าย ลลินก็หยิบสิ่งชิ้นเล็กที่สุด แต่อาจจะหนักหน่วงที่สุดขึ้นมา

รูปอัลตราซาวนด์

“และนี่” เธอกล่าว น้ำตาเริ่มคลอหน่วย “คือ ‘ปัญหา’ ที่สามีฉันเลือกที่จะปล่อยให้จมน้ำตายไปพร้อมกับแม่ของเขา”

เธอยื่นมันให้ผู้พิพากษา

“เขาไม่ได้แค่ปล่อยให้คนตายค่ะ ท่านผู้พิพากษา” ลลินสรุป “เขาเลือกที่จะฆ่าอนาคตถึงสองชีวิต เพื่อรักษาอนาคตจอมปลอมของตัวเองไว้ และเขาใช้ฉันกับลูกสาว เป็นเครื่องมือในการกลบฝังความจริง”

กวินทร์ก้มหน้าฟุบลงกับโต๊ะ เริ่มร้องไห้ออกมาอย่างหมดสิ้นทุกสิ่ง

เขาไม่ได้ร้องไห้เพราะความรู้สึกผิด

เขาร้องไห้เพราะเขารู้ว่าเขาเพิ่งจะสูญเสียสิ่งสุดท้ายที่เขายึดเหนี่ยวไว้…ภาพลักษณ์ของเขาในสายตาของลลิน

ลลินเดินลงจากแท่นพยาน ไม่หันกลับไปมองกวินทร์อีก

เธอเดินออกจากห้องพิจารณาคดี ท่ามกลางแสงแฟลชที่สว่างวาบ

เธอเดินออกมาสู่แสงแดดภายนอก รู้สึกเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี…ว่าเธอหายใจได้เต็มปอด

เธอได้มอบความยุติธรรมคืนให้กับวิภาดาแล้ว

คำพิพากษามาถึงเร็วกว่าที่คาด

คำให้การของลลิน, แบบร่าง, และจดหมายของวิภาดา ได้ผนึกชะตากรรมของกวินทร์ หลักฐานที่แสดงถึงการไตร่ตรองไว้ล่วงหน้า (การออกแบบบ้าน) และเจตนาที่จะปกปิด (การเก็บซ่อนของกลาง) ได้ทำลายคำแก้ต่างของทนายที่ว่าเขา “ตื่นตระหนก” จนสิ้น

กวินทร์ถูกตัดสินว่ามีความผิดฐานละเลยจนเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย และการทำลายหลักฐาน แม้เขาจะไม่ใช่ฆาตกร แต่การกระทำของเขาหลังจากนั้นได้ผนึกเขาไว้ในฐานะอาชญากร เข ถูกตัดสินจำคุกสิบห้าปี

พาดหัวข่าวในวันรุ่งขึ้นโหดร้ายพอๆ กับความจริง

“สถาปนิกดาวรุ่ง สู่ นักโทษในสุสานที่สร้างเอง”

“ภรรยาผู้กล้าหาญแฉความจริง สิ้นสุดฝันร้ายที่บ้านเลขที่ 103”

ลลินกลายเป็นสัญลักษณ์ของผู้หญิงที่ถูกทรยศ แต่เธอก็เป็นสัญลักษณ์ของความแข็งแกร่งด้วย แต่ลลินไม่ได้อ่านข่าวเหล่านั้น เธอไม่สนใจโลกภายนอกอีกต่อไป

หกเดือนต่อมา

ในอพาร์ตเมนต์เล็กๆ ที่สว่างไสวในเมืองชายทะเลที่ห่างไกล ชีวิตใหม่ได้เริ่มต้นขึ้นอย่างเงียบๆ

ไม่มีกระจกบานใหญ่ ไม่มีเฟอร์นิเจอร์หรูหรา มีเพียงผนังสีขาวสะอาดตา เฟอร์นิเจอร์ไม้ราคาไม่แพง และกลิ่นสีน้ำมันจางๆ

ลลินกลับมาวาดรูปอีกครั้ง

แต่ภาพวาดของเธอไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป มันไม่ใช่ภาพทิวทัศน์นามธรรมที่เลื่อนลอยและอ่อนไหวอีกแล้ว ตอนนี้ เธอวาดภาพเหมือน ภาพใบหน้าของผู้คนธรรมดา แต่ด้วยฝีแปรงที่หนักแน่น ดิบเถื่อน และเต็มไปด้วยความจริง แววตาของคนในภาพที่เธอวาด…มันบอกเล่าเรื่องราว มันไม่ปิดบังอะไรเลย

อันนานั่งระบายสีอยู่บนพื้นข้างๆ เธอ เด็กหญิงฮัมเพลงเบาๆ ในสมุดวาดภาพของเธอเต็มไปด้วยรูปแมวสีส้มและดอกทานตะวัน ไม่มีทะเลสาบ ไม่มีเงา ไม่มี “เพื่อนที่หนาวเหน็บ” อีกต่อไป

เสียงหัวเราะของเธอกลับมาใสเหมือนเดิมแล้ว

คืนหนึ่ง ขณะที่ลลินกำลังดูข่าวในทีวีจอเล็ก รายการท้องถิ่นกำลังรายงานเกี่ยวกับการประมูลทรัพย์สิน

และเธอก็เห็นมัน

บ้านเลขที่ 103

ภาพจากโดรนแสดงให้เห็นบ้านที่เคยทันสมัย บัดนี้ดูรกร้างและน่ากลัว วัชพืชขึ้นสูงรอบๆ ทะเลสาบน้ำขุ่น

“…และบ้านที่เคยเป็นข่าวดังหลังนี้” ผู้ประกาศข่าวกล่าว “ยังคงไม่มีผู้ใดสนใจเข้าร่วมการประมูล ธนาคารได้ลดราคาลงเป็นครั้งที่สามแล้ว แต่ดูเหมือนว่าตำนาน ‘สุสานทะเลสาบ’ จะทำให้มันกลายเป็นทรัพย์สินที่ขายไม่ออกไปตลอดกาล…”

ลลินปิดทีวี เธอไม่รู้สึกอะไรเลย มันเหมือนการดูข่าวจากดาวเคราะห์ดวงอื่น

สัปดาห์ต่อมา มีแขกมาเยี่ยมเธอโดยไม่คาดคิด

ตาเบิ้ม

เขาดูผอมลงเล็กน้อย แต่แววตายังคงคมกริบเหมือนเดิม เขายิ้มให้ลลินและยื่นถุงขนมเปี๊ยะให้อันนา

“หนูสบายดีไหม” เขาถามลลิน ขณะที่เธอยกชามาเสิร์ฟ

“ดีกว่าที่เคยเป็นค่ะ” ลลินตอบตามความจริง “ขอบคุณที่มาเยี่ยมนะคะ มีข่าวอะไรเหรอคะ”

ตาเบิ้มจิบชา “ก็เรื่อยๆ” เขาเว้นจังหวะ “กวินทร์…เขาไม่ค่อยดีเท่าไหร่ในเรือนจำ เขาไม่ยอมพูดกับใคร เอาแต่เหม่อลอย”

ลลินพยักหน้าเงียบๆ เธอไม่รู้จะตอบว่าอะไร

“แต่ผมไม่ได้มาเพราะเรื่องนั้น” ตาเบิ้มพูดต่อ เขาล้วงเข้าไปในกระเป๋าเสื้อโค้ตตัวเก่า หยิบห่อพัสดุสีน้ำตาลเล็กๆ ออกมา “ตอนที่ธนาคารเข้าไปเก็บกวาดบ้านนั้นรอบสุดท้ายเพื่อเตรียมประมูล พวกเขาเจอของอีกชิ้นหนึ่งที่ตำรวจเราพลาดไป”

เขาวางมันลงบนโต๊ะ

“มันซ่อนอยู่ในช่องลับใต้ตู้ในห้องน้ำ ไม่ใช่ในห้องทำงาน” เขาอธิบาย “มันไม่ใช่หลักฐานสำคัญในคดีอีกแล้ว อัยการเลยอนุญาตให้ผมเอามันมาให้คุณ…ในฐานะเจ้าของทรัพย์สินร่วม”

ลลินมองห่อนั้น “มันคืออะไรคะ”

“ผมไม่รู้” ตาเบิ้มตอบ “แต่มันเป็นของคุณ ไม่ใช่ของผม”

คืนนั้น หลังจากที่อันนาหลับแล้ว ลลินนั่งอยู่คนเดียวในความเงียบ เธอมองห่อพัสดุนั้นนานหลายชั่วโมง

ในที่สุด เธอก็ตัดสินใจเปิดมัน

ข้างในไม่ใช่ของมีค่า ไม่ใช่ปืน ไม่ใช่หลักฐาน

มันคือสมุดบันทึกเก่าๆ เล่มหนึ่ง ปกหนังสีดำที่ขึ้นราเล็กน้อย

มันคือสมุดบันทึกของกวินทร์

มือของเธอสั่นขณะที่เปิดหน้าแรก มันคือลายมือของเขา ลายมือที่เธอคุ้นเคยที่สุดในโลก

บันทึกถูกเขียนขึ้นเมื่อสองปีครึ่งที่แล้ว…ช่วงเวลาก่อนที่วิภาดาจะหายตัวไป

เธอเริ่มอ่าน และความจริงอีกชั้นหนึ่ง…ความจริงที่น่าสะพรึงกลัวและซับซ้อนยิ่งกว่า…ก็เริ่มคลี่คลาย

“14 พฤษภาคม” “ลลินแท้งลูกแล้ว หมอบอกว่าเป็นเพราะความเครียด ผมรู้ว่าเป็นเพราะผม ผมทำงานหนักเกินไป ผมทิ้งเธอไว้คนเดียว…ผมมันเป็นสามีที่แย่มาก”

“28 พฤษภาคม” “วิภาดาเข้ามาในห้องทำงานผมวันนี้ เธอมองผมด้วยสายตาที่…ผมไม่รู้จะอธิบายยังไง เธอรู้ว่าผมกำลังเจ็บปวด เธอบอกว่าผมเป็นแรงบันดาลใจให้เธอ แต่เธอกลับเป็นแสงสว่างให้ผมในตอนนี้”

“15 มิถุนายน” “ผมทำเรื่องเลวร้ายลงไป ผมนอนกับวิภาดา ผมมันสารเลว แต่ตอนที่ผมอยู่กับเธอ ผมลืมความเจ็บปวดที่บ้านได้ ลลินไม่ยอมให้ผมแตะต้องตัวเธอเลยตั้งแต่เสียลูกไป เธอกลายเป็นคนแปลกหน้า”

ลลินหายใจติดขัด เธออ่านต่อไป หัวใจเต้นแรงราวกับจะทะลุออกมา

“5 กรกฎาคม” “วิภาดาเปลี่ยนไป เธอบอกว่าเธอท้อง เธอบอกว่านี่คืออนาคตของเรา เธอหัวเราะ…แต่ผมไม่ตลกด้วยเลย นี่มันไม่ใช่ความรัก นี่มันกับดักชัดๆ”

“20 กรกฎาคม” “เธอเริ่มน่ากลัวขึ้นทุกวัน เธอโทรหาผมวันละยี่สิบครั้ง เธอบอกว่าถ้าผมไม่เลิกกับลลิน เธอจะไปบอกลลินเอง เธอกำลังจะทำลายทุกอย่างที่ผมสร้างมา”

“2 สิงหาคม – วันนั้น” “เธอนัดผมที่ไซต์งานตอนค่ำ ฝนตกหนัก เธอกรีดร้อง เธอบอกว่าเธอรักผม แต่แววตาเธอมันบ้าคลั่ง เธอยื่นจดหมายรักที่เธอเขียนให้ผม (จดหมายที่ลลินพบในภายหลัง) และตุ๊กตานั่น”

“เธอบอกว่าถ้าเธอไม่มีผม ก็อย่าหวังว่าใครจะได้ไป เธอลื่น…หรือเธอตั้งใจ…ผมไม่รู้ เธ ตกลงไปในหลุมน้ำนั่น”

“เธอตะโกนเรียกผม ผมเห็นเธอ ผมยืนอยู่ตรงนั้น ผมมองเธอจมลงไป ห้าวินาที ผมไม่ได้ขยับตัวเลย ผมไม่ได้อยากช่วยเธอ ผม…ผม…ผมดีใจ”

ลลินตัวสั่นเทา “เขาดีใจ”

“ผมดีใจที่ปัญหาของผมมันจบแล้ว ผมดีใจที่ผมเป็นอิสระ”

“ผมกลับบ้านในคืนนั้น ลลินกำลังนอนหลับ ผมมองหน้าเธอ และผมก็รู้ว่าผมได้ทำอะไรลงไป ผมไม่ได้แค่ปล่อยให้วิภาดาตาย…ผมเพิ่งจะฆ่าส่วนที่ดีที่สุดในตัวผมเอง”

“3 สิงหาคม” “ผมสั่งให้กลบหลุมนั่น ผมต้องฝังมัน ฝังความรู้สึกโล่งใจที่น่าขยะแขยงของผม”

ลางสังหรณ์แปลกๆ ทำให้ลลินพลิกไปที่หน้าสุดท้ายของสมุดบันทึก มีกระดาษแผ่นหนึ่งพับครึ่งและสอดไว้อย่างดี มันไม่ใช่ลายมือของกวินทร์

มันคือลายมือของผู้หญิง

“ถึงใครก็ตามที่อ่าน”

“ฉันชื่อวิภาดา ฉันกำลังจะตาย ฉันไม่ได้ท้อง ฉันโกหก ฉันแค่ต้องการให้เขารักฉัน แต่เขาเลือกเธอเสมอ”

“ฉันจะทำให้เขาจำฉันไปตลอดชีวิต ฉันจะตายในที่ของเขา ในหลุมที่เขาสร้าง ฉันจะทำให้เขาจมอยู่กับความผิดไปตลอดกาล”

“นี่ไม่ใช่การฆ่าตัวตาย นี่คือการแก้แค้น”

มันคือจดหมายลาตาย

วิภาดาไม่ได้ลื่น วิภาดาไม่ได้ถูกฆ่า วิภาดากระโดดลงไปเอง

กวินทร์รู้เรื่องนี้ เขาต้องรู้แน่ๆ

ลลินพลิกกลับไปที่บันทึกของกวินทร์อีกครั้ง เธอหาจนเจอ…รายการที่เขียนขึ้นหนึ่งสัปดาห์หลังจากโศกนาฏกรรม

“10 สิงหาคม” “วันนี้ผมไปที่รถของวิภาดาที่จอดทิ้งไว้ ตำรวจยังไม่เจอมัน ผมแค่จะไปดูให้แน่ใจว่าไม่มีอะไร…แล้วผมก็เจอมัน…จดหมายลาตายของเธอซ่อนอยู่ใต้เบาะ”

“เธอหลอกผม เธอกระโดดลงไปเอง เธอมันบ้า”

“ผมเผาจดหมายนั่นทิ้งทันที ผมเป็นอิสระแล้ว…ผมพ้นผิดแล้ว…ผมไม่ได้ทำอะไรเลย”

“แต่ทำไม…ทำไมผมถึงยังรู้สึกเหมือนเป็นฆาตกรอยู่”

“…เพราะผมดีใจในห้าวินาทีนั้น ห้าวินาทีที่ผมคิดว่าผมปล่อยให้เธอตาย ห้าวินาทีที่ผมเป็นปีศาจ…ความจริงที่ว่าเธอฆ่าตัวตาย มันไม่ช่วยอะไรเลย เพราะในใจของผม…ผมได้ฆ่าเธอไปแล้ว”

“ผมต้องชดใช้”

ลลินปิดสมุดบันทึก

ความจริงทั้งหมดได้ปรากฏแล้ว

กวินทร์ไม่ได้ถูกหลอกหลอนโดยผีของวิภาดา เขาถูกหลอกหลอนโดยห้าวินาทีที่เขาเป็นปีศาจ

เขาสร้างบ้านหลังนั้น ซ่อนของเหล่านั้น ทำพิธีกรรมบ้าๆ นั้น ไม่ใช่เพื่อปกปิดความผิด แต่เพื่อ “ลงโทษ”ตัวเอง สำหรับความโล่งใจที่น่ารังเกียจที่เขารู้สึกในคืนนั้น

เขาจงใจสร้างคุกที่ไม่มีทางหนี และลากทุกคนลงไปกับเขา

ลลินมองไปที่อันนาที่กำลังหลับอย่างมีความสุข เธอหยิบสมุดบันทึกและจดหมายลาตายฉบับจำลองที่เธอเพิ่งอ่าน (เธอรู้ได้ทันทีว่านี่คือสิ่งที่กวินทร์คัดลอกไว้ก่อนเผาฉบับจริง)

ความจริงนี้…มันหนักเกินไปที่โลกจะรับไหว

มันเป็นความจริงที่จะทำลายอันนา มันเป็นความจริงที่จะทำให้การเสียสละของเธอในศาลไร้ความหมาย

ศาลตัดสินไปแล้ว สังคมตัดสินไปแล้ว

ลลินตัดสินใจแล้ว

เธอต้องเผาทำลายความจริงชิ้นสุดท้ายนี้

ลลินนั่งอยู่ในความมืดในห้องครัวของอพาร์ตเมนต์เล็กๆ ของเธอ แสงจันทร์สาดส่องเข้ามาทางหน้าต่างบานเล็ก เผยให้เห็นสมุดบันทึกปกหนังสีดำ และกระดาษที่คัดลอกจดหมายลาตายของวิภาดา วางอยู่ตรงหน้าเธอ

ความจริงชิ้นสุดท้าย

มันคือความจริงที่ซับซ้อนและน่าขยะแขยงที่สุด

กวินทร์ไม่ได้ถูกหลอกหลอนโดยผีของวิภาดา เขาไม่ได้ถูกหลอกหลอนโดยการฆาตกรรมที่เขาไม่ได้ก่อ

เขาถูกหลอกหลอนโดยตัวเขาเอง

เขาถูกหลอกหลอนโดยห้าวินาทีแห่งความโล่งใจ ห้าวินาทีที่เขาเฝ้ามองผู้หญิงคนหนึ่งจมน้ำตายและรู้สึก “ดีใจ” ห้าวินาทีที่เขากลายเป็นปีศาจโดยสมบูรณ์

วิภาดาต้องการแก้แค้นด้วยความตายของเธอ และเธอก็ทำสำเร็จ กวินทร์กลายเป็นนักโทษของความรู้สึกผิดบาปนั้น ไม่ใช่เพราะเขาปล่อยให้เธอตาย แต่เพราะเขา “อยาก” ให้เธอตายในเสี้ยววินาทีนั้น

บ้านหลังนั้น ทะเลสาบนั้น พิธีกรรมบ้าๆ กับตุ๊กตาและเศษผ้า…

มันไม่ใช่การปกปิดอาชญากรรม

มันคือการ “ลงโทษ” ตัวเองอย่างเจ็บปวดและซับซ้อน การสร้างคุกที่มองไม่เห็นซึ่งเขาเป็นทั้งนักโทษและผู้คุม เขาจงใจสร้างผีขึ้นมาหลอกหลอนตัวเอง เพราะความจริงที่ว่าเขาพ้นผิด (จากการที่วิภาดาฆ่าตัวตาย) มันน่าทรมานยิ่งกว่าการถูกตัดสินว่าเป็นฆาตกรเสียอีก

และเขาก็ลากเธอ ลลิน และอันนา ลงไปในนรกส่วนตัวของเขาด้วย

ลลินมองกระดาษแผ่นนั้น “นี่คือการแก้แค้น”

เธอไม่รู้สึกสงสารกวินทร์เลยแม้แต่น้อย เธอรู้สึกเพียงความว่างเปล่าที่เหน็บหนาว

สมุดบันทึกเล่มนี้…มันคือสุสานที่แท้จริง มันคือที่ฝังศพของความจริงทุกชิ้นที่ถูกบิดเบือน

เธอไม่สามารถเก็บมันไว้ได้ ความจริงนี้มันเป็นพิษ มันจะทำลายอันนาหากมันถูกค้นพบในอนาคต มันจะทำให้การต่อสู้ของเธอในศาลกลายเป็นเรื่องไร้สาระ

กวินทร์ถูกตัดสินไปแล้วในสายตาของโลก…และในสายตาของเธอ

ลลินลุกขึ้นยืน เธอหยิบสมุดบันทึกและกระดาษแผ่นนั้น เดินไปที่อ่างล้างจานสแตนเลสเล็กๆ

เธอไม่ลังเล

เธอจุดไม้ขีดไฟ ก้านแรก

แสงไฟสว่างวาบสะท้อนในดวงตาที่แน่วแน่ของเธอ

เธอจุดไฟที่กระดาษซึ่งคัดลอกจดหมายลาตายของวิภาดาก่อน

“ฉันจะทำให้เขาจมอยู่กับความผิดไปตลอดกาล”

เปลวไฟสีส้มเลียกระดาษแผ่นนั้น คำพูดแห่งการแก้แค้นม้วนตัวกลายเป็นเถ้าถ่านสีดำ

ไม้ขีดก้านที่สอง

เธอจุดไฟที่สมุดบันทึกของกวินทร์

“ผมดีใจ”

“ผมได้ฆ่าเธอไปแล้ว (ในใจของผม)”

ปกหนังเก่าเริ่มหงิกงอ เปลวไฟค่อยๆ กัดกินหน้ากระดาษทีละหน้า ทีละหน้า ลายมือที่คุ้นเคยของเขาบิดเบี้ยวและสลายไปในความร้อน

นี่ไม่ใช่การกระทำที่เกิดจากความโกรธ มันคือการทำความสะอาด

มันคือการฌาปนกิจครั้งสุดท้าย เผาทำลายเศษซากสุดท้ายของบ้านเลขที่ 103 เผาทำลายห้าวินาทีที่เป็นพิษ เผาทำลายทั้งฆาตกรและเหยื่อที่ผูกพันกันด้วยคำโกหก

ลลินยืนมองจนกระทั่งทุกอย่างกลายเป็นเถ้าถ่านสีเทาที่ไร้รูปทรง

เธอเปิดก๊อกน้ำ น้ำเย็นๆ ไหลทะลักลงมา ชะล้างเถ้าถ่านทั้งหมดให้หายไปในท่อระบายน้ำที่มืดมิด

ทุกอย่างจบลงแล้ว

เสียงสุดท้ายของกวินทร์ ความจริงสุดท้ายของวิภาดา ได้หายไปตลอดกาล


เช้าวันรุ่งขึ้น

แสงแดดอบอุ่นสาดส่องเข้ามาในอพาร์ตเมนต์ กลิ่นกาแฟจางๆ ลอยอยู่ในอากาศ

“แม่คะ! แม่!”

อันนาวิ่งออกมาจากห้องนอน ในชุดนอนลายแมวสีส้ม เธอโผเข้ากอดลลินแน่น

“อรุณสวัสดิ์ค่ะ ตัวเล็ก” ลลินหอมแก้มลูกสาว กอดที่เธอตอบกลับไปนั้น…มันเบาลง เป็นครั้งแรกที่มันไม่ใช่การกอดเพื่อปกป้อง แต่เป็นการกอดเพื่อแบ่งปันความสุข

“วันนี้หนูวาดรูปเสร็จแล้วนะคะ” อันนาจูงมือแม่ไปที่โต๊ะเล็กๆ ของเธอ

บนกระดาษแผ่นใหญ่ คือภาพวาดที่สดใสที่สุดเท่าที่ลลินเคยเห็น

มันเป็นภาพบ้านหลังใหม่ของพวกเขา แต่มีหน้าต่างเยอะกว่าเดิม และมีดอกไม้บานเต็มระเบียง มีอันนา มีลลิน และมีแมวสีส้มตัวอ้วนที่พวกเขาวางแผนจะไปรับมาเลี้ยง

ไม่มีสีเทา ไม่มีสีดำ ไม่มีเงามืด

“มันสวยที่สุดเลยค่ะลูก” ลลินพูดจากใจจริง

“วันนี้เราไปทะเลกันนะคะ นะคะแม่” อันนาเขย่าแขน

“ไปสิคะ” ลลินยิ้ม “ไปทะเลกัน”


ณ ชายหาดที่ทอดยาวสุดสายตา

น้ำทะเลสีครามสดใส คลื่นซัดเข้าฝั่งเป็นจังหวะที่สม่ำเสมอ เสียงของชีวิต

อันนากำลังหัวเราะเอิ๊กอ๊าก เธ วิ่งไล่นกนางนวลอยู่บนผืนทรายที่เปียกชื้น เสียงของเธอใสและเต็มไปด้วยความสุข

ลลินยืนอยู่ที่ริมน้ำ ปล่อยให้คลื่นเย็นๆ ซัดสาดข้อเท้าของเธอ เธอกางแขนออก รับลมทะเลที่พัดเอาเกลือไอมาปะทะใบหน้า

เธอรู้สึกสะอาด

เธอก้มลงมองผืนทรายที่เปียกชื้น มันสะท้อนท้องฟ้าสีคราม

เธอหยิบหอยกาบสีขาวที่แตกครึ่งขึ้นมาดู

ทันใดนั้น คลื่นลูกเล็กๆ ซัดเข้ามาและถอยกลับออกไปอย่างรวดเร็ว ทิ้งแอ่งน้ำเล็กๆ ไว้บนพื้นทรายตรงหน้าเธอ

เพียงชั่วพริบตาเดียว…แค่เสี้ยววินาทีเท่านั้น

แอ่งน้ำนั้นหยุดนิ่ง

มันกลายเป็นสีดำสนิท เรียบสนิท ไร้ระลอกคลื่น

เหมือนกระจกสีนิล

เหมือนผิวน้ำในทะเลสาบหลังบ้านเลขที่ 103

ลลินตัวแข็งทื่อ ลมหายใจของเธอสะดุด ความเย็นเยียบที่คุ้นเคยแล่นผ่านสันหลังของเธอ

ทะเลสาบ…มันยังอยู่ที่นั่น…ในความทรงจำของเธอ

แต่แล้ว…

ปูเสฉวนตัวเล็กๆ วิ่งข้ามแอ่งน้ำนั้นอย่างรวดเร็ว ทำลายภาพลวงตานั้นจนหมดสิ้น

มันก็แค่แอ่งน้ำทะเลธรรมดาๆ

“แม่คะ! มาเร็ว! หนูเจอปลาดาว!” เสียงของอันนาดังขึ้น ดึงเธอให้กลับมาสู่ปัจจุบัน

ลลินเงยหน้าขึ้น หายใจเข้าลึกๆ กลิ่นเค็มของทะเลที่มีชีวิต…ไม่ใช่กลิ่นอับชื้นของน้ำที่ตายแล้ว

เธมองไปที่ลูกสาวของเธอที่กำลังโบกมือเรียก

เธอมองกลับไปที่แอ่งน้ำเล็กๆ นั้นเป็นครั้งสุดท้าย

เธอยิ้ม

เธอกำหอยกาบในมือแน่น และเดินออกจากเงามืดนั้น…มุ่งหน้าไปหาลูกสาวของเธอ ไปหาแสงสว่าง ไปหาผืนทะเลที่กว้างใหญ่และมีชีวิต

กล้องค้างอยู่ที่แอ่งน้ำเล็กๆ นั้น…ก่อนที่คลื่นลูกใหม่จะซัดเข้ามา กลืนกินมัน…และชะล้างทุกอย่างให้สะอาดหมดจด

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Facebook Twitter Instagram Linkedin Youtube