เสียงกระซิบจากเจ้าพระยา
ฉันชื่อพลอย ฉันไม่ใช่พยาบาล และตอนนี้ฉันกำลังนั่งอยู่ในโรงพยาบาลร้าง ในความมืดที่เปียกชื้นของตึกเก่าแก่ที่ถูกทอดทิ้งริมแม่น้ำเจ้าพระยา ชุดพยาบาลสีขาวสะอาดของพี่ฟ้า ตอนนี้สวมอยู่บนร่างของฉัน มันเหมือนเสื้อเกราะที่ไม่มีวันป้องกันฉันจากอันตรายใดๆ ได้เลย มันคับแคบและหนักอึ้ง ไม่ใช่เพราะขนาด แต่เพราะน้ำหนักของความลับที่ฉันกำลังสวมใส่
มันเป็นคืนแรกของฉัน ฉันถูกจ้างมาให้เฝ้าตึก ตึกที่ทุกคนรู้ว่าอีกไม่กี่วันข้างหน้าจะถูกทุบทิ้งเพื่อสร้างคอนโดหรู ตึกที่ทุกคนบอกว่าถูกทิ้งร้างมานาน แต่ตึกนี้ไม่ได้ร้าง มันมีชีวิต มันหายใจด้วยกลิ่นอับชื้นของปูนที่ผุพัง กลิ่นของยาฆ่าเชื้อที่ฝังลึกในเนื้อไม้ และกลิ่นคาวสนิมของเหล็กเก่าที่กร่อนอยู่ใต้ฐานราก
ฉันมองออกไปนอกหน้าต่าง แม่น้ำเจ้าพระยาในยามค่ำคืนเป็นสีดำสนิท แสงไฟจากฝั่งตรงข้ามสะท้อนวูบวาบบนผิวน้ำ แต่ตรงนี้ ตรงที่เรายืนอยู่ มันมืดมิด เสียงน้ำซัดเข้ากระทบฐานรากของตึก เสียง “ซู่… ซ่า…” มันฟังเหมือนเสียงคนกำลังหายใจเข้าออกอย่างแผ่วเบา เหมือนเสียงของคนป่วยที่กำลังรอความตาย
พี่ฟ้า… ภาพใบหน้ายิ้มแย้มของพี่สาวยังคงติดตาฉัน พี่ฟ้าเป็นพยาบาลโดยสายเลือด เธอมีความมุ่งมั่น มีความอ่อนโยน และที่สำคัญที่สุดคือเธอไม่เคยกลัวอะไรเลย จนกระทั่งสามเดือนก่อน วันที่พี่ฟ้าโทรมาหาฉันในคืนฝนตก “พลอย” เสียงของพี่สั่นเครือ “รีบหนีไป… พวกมัน… พวกมันกำลังทำอะไรบางอย่างกับคนไข้” “พวกเขาไม่ใช่คน” ประโยคสุดท้ายของพี่ ยังคงเป็นรอยบาดลึกในใจฉัน แล้วสายก็ตัดไป
สองวันต่อมา ร่างของพี่ฟ้าถูกพบ ในสภาพที่อิดโรยและบวมน้ำ ตำรวจสรุปว่าเป็นการฆ่าตัวตายจากความเครียด “ทำงานหนักเกินไป” “ซึมเศร้า” คำเหล่านี้เหมือนมีดกรีดหัวใจฉัน พี่ฟ้าไม่เคยซึมเศร้า พี่ฟ้ากำลังจะหมั้นกับแฟนหนุ่ม พี่ฟ้ามีชีวิตที่รัก ฉันไม่เชื่อคำอธิบายง่ายๆ นั้น ฉันรู้ว่าเบื้องหลังความตายของพี่ ต้องมีเรื่องราวที่มืดมิดกว่านั้นมาก
ฉันใช้เวลาสามเดือน ปลอมแปลงเอกสาร ขโมยตัวตน ฉันปลอมเป็นพยาบาลชั่วคราว เข้ามาทำงานที่นี่ ที่โรงพยาบาลที่ทุกคนอยากจะลืม ที่ที่พี่ฟ้าตาย ฉันรู้ว่ามันบ้าคลั่ง ฉันรู้ว่าทุกเข็มฉีดยา ทุกการเดินผ่านเครื่องมือแพทย์ มันคือการทรมานทางจิตใจสำหรับฉัน ฉันกลัวเข็มฉีดยาอย่างรุนแรง แต่ความรักที่มีต่อพี่ ความโกรธแค้นต่อฆาตกร มันแข็งแกร่งกว่าความกลัวทั้งหมดนั้น
ฉันนั่งลงที่โต๊ะพยาบาลเก่าๆ มันเป็นโต๊ะไม้สีน้ำตาลที่เต็มไปด้วยรอยขูดขีด ฉันเปิดลิ้นชักออก ที่นั่น ฉันพบสมุดบันทึกเล่มแรกของพี่ฟ้า เล่มที่เต็มไปด้วยลายมือที่หวัดและตัวย่อ ตัวย่อที่ฉันกำลังพยายามถอดรหัส มันดูเหมือนเป็นบันทึกประจำวันของพยาบาลที่เครียด แต่ฉันรู้ว่าไม่ใช่ มันคือการพยายามส่งสารลับ สารที่พี่ฟ้าไม่กล้าพูดออกมา
ฉันกำลังจดจ่ออยู่กับการตีความคำว่า ‘อ.’ และ ‘ปร.’ ที่ถูกขีดเส้นใต้ย้ำๆ ในบันทึก ‘อ.’ ต้องหมายถึงหมออาทิตย์ ผู้ที่ฉันสืบมาว่าคือหัวหน้าคนเก่าของตึกนี้ ผู้ที่ถูกย้ายไปโรงพยาบาลหลักอย่างเงียบๆ หลังการตายของพี่ฟ้า และ ‘ปร.’ คืออะไร หรือว่าจะเป็นคนอื่น
ทันใดนั้น ท่ามกลางความเงียบที่กดดัน เสียงกริ่งเรียกพยาบาลก็ดังขึ้น “กริ๊งงงงงงง!” เสียงแหลมสูง ดังสะท้อนก้องไปทั่วโถงทางเดินที่มืดมิด ฉันสะดุ้งจนตัวลอย สมุดบันทึกร่วงจากมือ ฉันมองไปที่แผงสัญญาณไฟเหนือเคาน์เตอร์ ไฟสีแดงดวงเล็กๆ กำลังกะพริบ ชั้น 3 ห้อง 304
ฉันหายใจหอบ ชั้นสามถูกล็อกตายแล้ว ฉันเห็นแม่กุญแจสนิมเขรอะคล้องอยู่ที่ประตูเหล็ก ไม่มีคนไข้ ไม่มีใครอยู่ในตึกนี้ นอกจากฉัน
มันต้องเป็นไฟฟ้าลัดวงจร ฉันพยายามคิดอย่างมีเหตุผล สายไฟเก่า ความชื้น มันต้องเป็นแบบนั้น
แต่เสียงกริ่งไม่หยุด มันดังย้ำๆ ต่อเนื่อง บีบคั้น เหมือนมีใครกำลังกดมันอย่างบ้าคลั่ง “ช่วยด้วย… ” ฉันรู้สึกเหมือนได้ยินเสียงกระซิบแว่วๆ มันไม่ใช่เสียงจากลำโพง แต่เป็นเสียงที่ดังขึ้นในหัวฉันเอง
ฉันรู้ว่าตัวเองไม่ควรไป แต่ความอยากรู้อยากเห็นที่น่ากลัว และความรู้สึกผิดที่ฉันไม่ได้ช่วยพี่ฟ้าในคืนนั้น มันกำลังบังคับฉัน ฉันหยิบไฟฉายขึ้นมา ไฟฉายกระบอกเล็กๆ ที่ให้แสงสว่างได้เพียงน้อยนิดในความมืดมหาศาลนี้ มือของฉันสั่นเทาจนแทบจับไฟฉายไม่อยู่ ฉันเดินไปที่บันได ก้าวขึ้นสู่ความมืดของชั้นสอง แล้วมุ่งหน้าสู่ชั้นสาม
เมื่อถึงชั้นสาม อากาศเย็นลงทันที เหมือนฉันก้าวเข้าไปในห้องเก็บศพ ประตูเหล็กยังคงถูกล็อก แม่กุญแจยังคงคล้องโซ่อยู่ แต่มันไม่สำคัญ เพราะเสียงกริ่ง มันดังมาจากด้านใน ดังชัดเจน ดังใกล้หู
ฉันหยุดอยู่หน้าประตู จ้องมองแม่กุญแจที่แน่นหนา แต่แล้ว สิ่งที่ทำให้เส้นประสาทฉันขาดผึงก็เกิดขึ้น เสียงกริ่งเงียบลง แทนที่ด้วยเสียงอื่น เสียงที่น่าขนลุกยิ่งกว่า
“แคร๊ก… แคร๊ก…” เสียงเหล็กเสียดสีกัน โซ่ที่คล้องแม่กุญแจไว้ มันกำลังบิดเบี้ยว ทีละนิด ทีละนิด ด้วยแรงที่มองไม่เห็น ฉันยืนดูด้วยความหวาดกลัว จนกระทั่งโซ่นั้น ถูกฉีกขาดออกจากกัน แม่กุญแจหลุดลงพื้น เสียงดัง “แก๊ง!” ประตูเหล็กเปิดออกเล็กน้อย เผยให้เห็นความมืดที่ดำมืด และเสียงกระซิบที่แว่วมา
“เธอมาแล้ว… พยาบาลฟ้า” เสียงของใครบางคน เรียกชื่อพี่สาวฉัน เรียกชื่อที่ฉันกำลังสวมรอยอยู่
ฉันก้าวถอยหลัง อย่างลืมตัว ความกลัวเข้าเกาะกุมจนแทบจะหยุดหายใจ ใคร… ใครเรียกชื่อพี่ฟ้า
ฉันจ้องมองประตูเหล็กที่เปิดอ้า ความมืดที่รออยู่ข้างในมันหนาแน่นยิ่งกว่าความมืดปกติ มันเหมือนกับว่าความมืดนั้นมีน้ำหนัก มีกลิ่นเฉพาะตัว กลิ่นฉุนจัดของยาฆ่าเชื้อและกลิ่นคาวสนิมที่กัดกร่อนความรู้สึก ฉันพยายามส่งเสียง แต่ลำคอแห้งผาก ทำได้เพียงส่งเสียงครางเบาๆ ในลำคอ
“ใครน่ะ” ฉันพยายามบังคับให้เสียงของฉันแข็งแกร่ง แต่เสียงที่ออกมานั้นสั่นเครือจนน่าสมเพช ไม่มีคำตอบ มีเพียงความเงียบที่น่าสะพรึงกลัว ความเงียบที่เต็มไปด้วยการเฝ้ารอ
ความรู้สึกผิดของฉัน… มันหนักอึ้ง พี่ฟ้าถูกฆ่าตาย และฉันมาที่นี่เพื่อสืบหาความจริง ฉันจะถอยหลังไม่ได้ ถ้าฉันหนีตอนนี้ ฉันก็จะหนีความจริงของพี่ฟ้าไปตลอดกาล ฉันกัดฟัน กำไฟฉายแน่น แล้วก้าวเท้าข้ามธรณีประตูที่เต็มไปด้วยเศษสนิมเข้าไปในชั้นสามที่ถูกปิดตาย
แสงไฟฉายของฉันสาดส่องไปตามทางเดิน เผยให้เห็นห้องพักผู้ป่วยที่เรียงราย ทุกห้องประตูเปิดแง้ม เหมือนดวงตาที่กำลังจ้องมองฉันอยู่ มีเตียงเหล็กขึ้นสนิม และอุปกรณ์การแพทย์เก่าๆ ถูกทิ้งไว้ระเกะระกะ ฝุ่นหนาเตอะ แต่สิ่งที่แปลกคือ… บางส่วนของพื้นกลับดูสะอาด เหมือนเพิ่งถูกถูด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อเมื่อไม่นานมานี้
ฉันเดินช้าๆ ย่ำเท้าเบาที่สุด หัวใจเต้นระรัวราวกับกำลังจะทะลุหน้าอกออกมา “ห้อง 304” ฉันพึมพำ ห้องที่ไฟกะพริบ ห้องที่พี่ฟ้าบันทึกไว้ในสมุด ห้องที่ฉันรู้ว่าต้องมีความลับซ่อนอยู่
เมื่อฉันเดินมาถึงหน้าห้อง 304 ประตูห้องปิดไม่สนิท มีช่องว่างเล็กๆ ให้แสงจันทร์สีซีดส่องลอดออกมา สร้างเงาของบางสิ่งที่อยู่ข้างใน ฉันกลืนน้ำลายฝืดๆ ยื่นมือไปผลักประตู เสียงบานพับเสียดสีกันดัง “เอี๊ยดดด” เสียงดังจนฉันต้องยกมือขึ้นปิดหู
ภายในห้องมืดสนิท แต่ฉันก็เห็น บนเตียงผู้ป่วยเก่าๆ ที่ตั้งอยู่กลางห้อง มีร่างหนึ่งนั่งอยู่ หันหลังให้ฉัน กำลังไอ ไออย่างหนัก ไอจนตัวโยน เสียงไอแหบแห้งและทรมาน เหมือนปอดของเขาเต็มไปด้วยน้ำ
ฉันหยุดนิ่งอยู่ตรงธรณีประตู ความกลัวแปรเปลี่ยนเป็นความมึนงง “คุณเป็นใคร” ฉันถาม เสียงของฉันสั่นเทาจนฉันแทบจะไม่ได้ยินตัวเอง “คุณเข้ามาในนี้ได้ยังไง”
ชายชราหยุดไอ เขาหันกลับมามองฉันช้าๆ ช้ามาก ใบหน้าของเขาซีดเผือดจนเกือบเป็นสีเขียวอ่อน ดวงตาเบิกกว้าง กลวงโบ๋ เขาไม่ได้เปียก แต่ไอน้ำบางๆ กำลังลอยคุกรุ่นออกมาจากเสื้อผ้าของเขา อากาศรอบตัวเขาร้อนผิดปกติ
เขายื่นมือที่เหี่ยวย่นและสั่นเทามาทางฉัน มือของเขาเป็นสีม่วงคล้ำ “พยาบาลฟ้า” เขากระซิบ เสียงแหบพร่า “ยา… ขอยาหน่อย” “มันร้อน… ข้างในมันร้อนเหลือเกิน” เขากุมหน้าอกตัวเองแน่น แสดงอาการเจ็บปวดอย่างแสนสาหัส
ฉันถอยหลังกรูด หัวใจของฉันกระหน่ำตีอยู่ในซี่โครง นี่ไม่ใช่คนเป็น ไม่ใช่ภาพหลอนที่เกิดจากความเหนื่อยล้า นี่คือสิ่งที่พี่ฟ้ากลัว นี่คือสิ่งที่เขาหมายถึง “ปีศาจ”
ฉันวิ่งหนีออกมาจากห้อง 304 วิ่งลงบันได ไม่สนใจความเจ็บปวดใดๆ ฉันวิ่งกลับมาที่เคาน์เตอร์พยาบาลชั้นล่าง ฉันทรุดตัวลงกับพื้นเย็นเฉียบ ตัวสั่นเทาเหมือนลูกนกที่ถูกทิ้งไว้กลางพายุ
ฉันพยายามหายใจเข้าลึกๆ แต่ปอดของฉันปฏิเสธอากาศ ฉันคลานไปที่ลิ้นชัก คว้าแฟ้มประวัติผู้ป่วยที่พี่ฟ้าซ่อนไว้ แฟ้มที่ฉันเปิดอ่านไปแล้ว ชื่อ “นายชาญ” ห้อง 304 ฉันเปิดมันอีกครั้ง สายตาของฉันจ้องไปยังวันที่เสียชีวิต: 2 กรกฎาคม
สี่เดือนก่อน เขาตายไปแล้วสี่เดือน เขาคือชายชราที่ฉันเห็นเมื่อครู่
ฉันกัดปากล่างตัวเองจนเลือดออก พยายามดึงสติ ถ้าเขาตายไปแล้ว… เขาคืออะไร ผี วิญญาณ หรือว่า… ผลกระทบของยาที่พี่ฟ้าพูดถึง
ฉันเงยหน้าขึ้นจากแฟ้ม น้ำตาไหลอาบแก้ม ความรู้สึกผิด ความกลัว และความโกรธ มันหลอมรวมเป็นก้อนเดียวกันในอกฉัน
และแล้ว ฉันก็ได้เห็น เขา นายชาญ กำลังยืนอยู่ที่หน้าประตูห้องพักพยาบาล ห่างจากฉันไม่ถึงสิบก้าว เขายืนนิ่ง เสื้อผ้าของเขาตอนนี้ดูเปียกชุ่ม ดวงตาที่กลวงโบ๋จ้องมาที่ฉันโดยตรง ไม่ได้จ้องผ่าน แต่จ้องมาที่ “พลอย”
“เธอไม่เป็นฟ้า” เสียงกระซิบดังขึ้นในหัวฉัน ชัดเจน เยือกเย็น “ฟ้า… ไม่หนี” เขายกมือชี้ไปที่แฟ้มที่ฉันกำลังกำอยู่ “ฟ้า… รู้ว่ายาอยู่ที่ไหน” เขาก้าวเท้าเข้ามาหนึ่งก้าว ร่างกายของเขาไม่ได้ลอย เขาเดิน เดินเหมือนมนุษย์ที่กำลังทรมาน “หมออาทิตย์… ให้ฉันกินไฟ” “เธอต้องเอาไฟนั้นออกไป”
ฉันหลับตาปี๋ ปล่อยแฟ้มในมือร่วงหล่นลงพื้น นี่คือจุดจบ ฉันไม่สามารถหนีความจริงได้ ทั้งจากความตายของพี่ และจากวิญญาณที่ถูกทรมานเหล่านี้
ฉันนั่งตัวสั่นอยู่บนพื้น ใบหน้าของนายชาญยังคงติดอยู่ในมโนภาพ ภาพไอน้ำที่ลอยออกมาจากร่าง ภาพดวงตาที่กลวงโบ๋ด้วยความเจ็บปวดจากการถูกเผาผลาญจากภายใน แล้วอยู่ๆ เขาก็หายไป เหมือนกับว่าเขาปรากฏตัวขึ้นเพียงเพื่อตอกย้ำความจริงที่ฉันพยายามจะปฏิเสธ
ฉันค่อยๆ ลืมตาขึ้น ร่างกายเต็มไปด้วยหยาดเหงื่อเย็นเฉียบ ความเงียบกลับมาอีกครั้ง แต่เป็นความเงียบที่ถูกฉาบด้วยความหวาดระแวง ฉันรู้ว่านายชาญไม่ได้ไปไหนไกล เขาอยู่ที่นี่ เฝ้ามองฉันอยู่
ฉันพยุงตัวเองขึ้นอย่างยากลำบาก มือของฉันกำแฟ้มประวัติผู้ป่วยของนายชาญที่ร่วงหล่นบนพื้น ฉันไม่ได้หนีแล้ว ความกลัวได้ถูกแทนที่ด้วยความโกรธที่เย็นชา และความรู้สึกผิดต่อพี่ฟ้าที่เพิ่มพูนขึ้น พี่ฟ้าเผชิญหน้ากับความจริงนี้เพียงลำพัง ฉันจะไม่ทำอย่างนั้น
ฉันก้มลงเก็บแฟ้มที่เหลือ มันคือแฟ้มชุดที่พี่ฟ้าจงใจซ่อนไว้ ฉันเปิดแฟ้มที่สอง “นางสาวนิดา” อายุ 24 ปี ท้อง 8 เดือน เสียชีวิต: ภาวะช็อกจากการแพ้ยาอย่างรุนแรง ฉันกำแฟ้มแน่น ท้อง 8 เดือน เธอตายไปพร้อมกับลูกในท้อง
ทันใดนั้น เสียงที่ฉันเคยได้ยินเมื่อคืนก็ดังขึ้นอีกครั้ง เสียงร้องไห้ของเด็กทารก แผ่วเบา โหยหวน มันดังมาจากชั้นสอง แผนกสูตินรีเวช เสียงนั้นเจาะลึกเข้าไปในจิตใจฉัน ราวกับเป็นคำสาป ฉันเห็นภาพนิดา ผู้หญิงที่ตายไปพร้อมกับความหวังที่จะได้เห็นหน้าลูก
ฉันเดินไปที่บันได ฉันต้องไปที่นั่น ฉันต้องไปดู ฉันเดินขึ้นไปอย่างเชื่องช้า แต่ละก้าวที่ย่ำลงบนพื้นบันได เหมือนกำลังเหยียบย่ำลงบนสุสาน เมื่อถึงชั้นสอง กลิ่นของที่นี่ต่างจากชั้นล่าง มันมีกลิ่นนมเปรี้ยวจางๆ กลิ่นของความเป็นแม่ ที่ผสมกับกลิ่นยาที่เก่าเก็บ
ทางเดินของแผนกสูตินรีเวชเคยเป็นที่อบอุ่น มีภาพวาดสัตว์น่ารักๆ บนผนัง แต่ตอนนี้มันดูบิดเบี้ยว มองเห็นรอยเท้าเล็กๆ รอยเท้าที่เปียกน้ำจางๆ เดินนำฉันไปยังห้องสุดท้าย
ฉันหยุดอยู่หน้าห้องที่เคยเป็นห้องทารกแรกเกิด ประตูแง้มอยู่ ฉันผลักเข้าไป ในความมืดสลัว ฉันเห็นเธอ นิดา เธอนั่งอยู่บนเก้าอี้โยกเก่าๆ ที่ขึ้นสนิม โยกตัวไปมา ฮัมเพลงกล่อมเด็กที่ผิดเพี้ยน เธอไม่ได้อุ้มอะไรเลย แต่เธอทำราวกับว่ากำลังโอบกอดทารกน้อยที่หลับใหล
“คุณนิดา” ฉันเรียกชื่อเธอ ด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนที่สุดเท่าที่จะทำได้ เธอหยุดโยกตัว เงยหน้าขึ้น ดวงตาของเธอเต็มไปด้วยน้ำตา แต่ไม่มีแววแห่งความโกรธ มีเพียงความเศร้าที่ไร้ที่สิ้นสุด “พยาบาลฟ้า” เธอเรียกชื่อพี่สาวฉัน เสียงกระซิบเบาหวิว “คุณเห็นลูกฉันไหม” เธอชี้ไปที่เปลเหล็กที่ว่างเปล่า “เขาเอาลูกฉันไป… หมออาทิตย์เอาลูกฉันไป”
ฉันไม่รู้จะตอบว่าอย่างไร ฉันทรุดตัวลง ปล่อยให้ความเศร้าและความรู้สึกผิดกัดกิน ทันใดนั้น ร่างของนิดาก็เริ่มโปร่งแสง แล้วค่อยๆ จางหายไป แต่เสียงร้องไห้ของทารกยังคงอยู่ ดังวนเวียนอยู่ในห้อง เหมือนเสียงที่ถูกบันทึกไว้ ไม่มีวันเงียบลง
ฉันรีบออกจากห้องนั้น วิ่งหนีเสียงร้องไห้ที่ตามหลอนฉัน ฉันรู้แล้วว่าเธอต้องการอะไร เธอต้องการความจริงว่าลูกของเธออยู่ที่ไหน และใครคือฆาตกรที่พรากชีวิตลูกของเธอไป
ฉันกลับมาที่เคาน์เตอร์พยาบาล รีบเปิดแฟ้มสุดท้าย “เด็กชายกฤษ” อายุ 8 ขวบ เสียชีวิต: ปอดอักเสบเฉียบพลัน
ฉันขมวดคิ้ว เด็กชาย 8 ขวบ ทำไมถึงมาอยู่ในกลุ่มเดียวกับผู้ป่วยสูงอายุและหญิงมีครรภ์ ความสงสัยของฉันถูกขัดจังหวะ ด้วยเสียงที่ดังมาจากชั้นสามอีกครั้ง เสียงนี้ ไม่เหมือนเสียงกริ่ง ไม่เหมือนเสียงร้องไห้ มันคือเสียงของวัตถุแข็งกระทบกับผนัง ตึง… ตึง… ตึง…
เสียงลูกเทนนิส ฉันจำได้จากบันทึกก่อนหน้า กฤษ เขาอยู่ชั้นสาม ในห้อง 304
ฉันเดินขึ้นไปยังชั้นสามอีกครั้ง ความกลัวตอนนี้มันชินชาไปแล้ว แทนที่ด้วยความมุ่งมั่น ฉันเดินไปที่ห้อง 304 ประตูยังคงแง้มอยู่ ฉันผลักเข้าไป ในห้อง มีเด็กชายตัวเล็กๆ หันหลังให้ฉัน กำลังโยนลูกเทนนิสอัดเข้ากับผนังซ้ำๆ
“กฤษ” ฉันเรียกเบาๆ เด็กชายหยุดนิ่ง เขาหันกลับมา รอยยิ้มของเขาดูบริสุทธิ์ แต่ดวงตาของเขากลับเต็มไปด้วยความสับสนและหวาดกลัว “พี่สาวฟ้า… ” เขาพูด “ผมต้องตี… ต้องตีสัตว์ประหลาดในกำแพง” เขาชี้ไปที่ผนัง แล้วโยนลูกเทนนิสไปอีกครั้ง ครั้งนี้ ลูกบอลหายเข้าไปในผนัง ไม่เด้งกลับมา
เขายิ้มให้ฉัน แล้ววิ่ง วิ่งทะลุผนังตามลูกบอลไป
ฉันก้าวเข้าไปใกล้ผนัง ตรงที่ลูกบอลหายไป มีรอยร้าวเล็กๆ ที่ถูกฉาบปูนทับไว้ ดูรีบร้อนและไม่เรียบร้อย เหมือนเพิ่งถูกปิดบังเมื่อไม่นานมานี้ ฉันใช้ปลายนิ้วขูดไปที่รอยแตกนั้น ปูนร่อนออกอย่างง่ายดาย เผยให้เห็นช่องว่างแคบๆ ด้านใน
ฉันล้วงมือเข้าไปในช่องว่าง ความรู้สึกเย็นเฉียบ ฉันคลำเจอบางสิ่งที่อ่อนนุ่มและเป็นกระดาษ ฉันดึงมันออกมา สมุดบันทึกเล่มที่สอง เล่มที่พี่ฟ้าซ่อนไว้ มันถูกห่อด้วยถุงพลาสติกบางๆ
ฉันเปิดหน้าแรกของสมุดบันทึก ลายมือของพี่ฟ้าหวัดและสั่นเทา แต่ชัดเจน “พลอย… ถ้าเธออ่านสิ่งนี้” “ฉันถูกฆ่า” “ไม่ใช่ด้วยมือของเขา แต่ด้วยยาของเขา”
“หมออาทิตย์” “เขาไม่ได้ต้องการรักษา” “เขากำลังสร้าง… สวรรค์เทียม และนรกสำหรับคนไข้ของเขา”
ฉันปิดสมุดบันทึก กำมันไว้แน่นในมือที่สั่นเทา ความจริงถูกเปิดเผยแล้ว พี่ฟ้าถูกฆ่า ไม่ใช่ด้วยความตายทางกายภาพ แต่ด้วยการทำลายจิตวิญญาณ ฉันมองออกไปนอกหน้าต่าง มองไปยังแม่น้ำเจ้าพระยาที่มืดมิด ฉันไม่ได้อยู่คนเดียว ฉันมีผู้เสียชีวิตเหล่านี้เป็นพยาน
ฉันรู้แล้วว่าสิ่งที่ต้องทำคืออะไร ฉันต้องเปิดโปงหมออาทิตย์ ก่อนที่เขาจะมาเผาทำลายหลักฐานทั้งหมดนี้ ความสงสัยหายไปแล้ว เหลือเพียงความมุ่งมั่น และสมุดบันทึกในมือ คืนนี้ ฉันจะไม่ใช่แค่พลอย ฉันคือตัวแทนของความยุติธรรม ฉันคือความจริงที่พี่ฟ้าพยายามจะเปิดเผย
ฉันนั่งลงกลางห้อง 304 ห้องที่เต็มไปด้วยความทรงจำแห่งความตายอันโหดร้าย แสงไฟฉายสาดส่องลงบนสมุดบันทึกเล่มที่สองของพี่ฟ้า เล่มนี้ไม่ใช่แค่การบันทึกประจำวัน แต่มันคือพินัยกรรมแห่งความจริง มันถูกเขียนขึ้นด้วยเลือดเนื้อและจิตวิญญาณที่แตกสลายของพี่สาวฉัน
ฉันพลิกหน้ากระดาษ ทุกตัวอักษรของพี่ฟ้าสั่นเทาและหวาดกลัว ฉันต้องใช้เวลาทำความเข้าใจถึงแรงจูงใจที่บิดเบี้ยวของหมออาทิตย์
พี่ฟ้าเขียนว่าหมออาทิตย์ไม่ได้ทำเพื่อเงิน เขาทำเพื่อ “ความรัก” ความรักที่ป่วยไข้ของเขา ที่หมายถึงภรรยาของเขา คุณนลิน
“นลินกำลังจะตาย” พี่ฟ้าเขียน “โรคกล้ามเนื้อเสื่อมจะพรากเธอไปจากเขา หมออาทิตย์ไม่ยอมรับ เขาเชื่อว่าเขาคืออัจฉริยะ เขาเชื่อว่าเขาสามารถ ‘ย้อนกลับ’ ความเสียหายทางชีวภาพได้” “ยาของเขา… มันเป็นส่วนผสมของเคมีและคำหลอกลวง เขาอ้างว่ามันจะ ‘ฟื้นฟูเซลล์ที่เสื่อม’ แต่จริงๆ แล้ว มันแค่เร่งปฏิกิริยาการตาย ด้วยการสร้างความสุขสุดขีดในสมอง”
ฉันสูดหายใจเข้าลึก นั่นคือเหตุผลที่พี่ฟ้าโทรมาหาฉัน ด้วยเสียงที่สั่นเครือ “พลอย พวกมันไม่ใช่คน” “พวกเขาคือปีศาจที่ถูกสร้างโดยยาของเขา”
ฉันอ่านเรื่องราวของนายชาญอย่างละเอียดอีกครั้ง พี่ฟ้าพรรณนาถึงความทุกข์ทรมานของเขา นายชาญไม่ได้ตายเพราะโรคหัวใจกำเริบ เขาตายเพราะอุณหภูมิร่างกายสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ยาตัวนั้นกระตุ้นให้เกิดปฏิกิริยาเผาผลาญภายในอย่างรุนแรง ทำให้เขารู้สึกเหมือนถูกไฟคลอก พี่ฟ้าเห็นนายชาญดิ้นรน เห็นพยาบาลคนอื่นเมินเฉย เพราะหมออาทิตย์บอกว่ามันคือ ‘อาการชักจากความเครียด’ แต่พี่ฟ้าเห็นไอน้ำ ไอน้ำที่ลอยออกมาจากผิวหนังที่แดงก่ำ พี่ฟ้าพยายามจะให้ยาแก้ปวด แต่ถูกหมออาทิตย์สั่งห้ามอย่างเด็ดขาด
“ฉันให้ยาเขาไม่ได้” พี่ฟ้าเขียนด้วยลายมือหวัดจนแทบอ่านไม่ออก “ฉันยืนดูเขาตายด้วยความทรมาน ฉัน… ฉันคือคนขี้ขลาด ฉันกลัวเขา”
ความเจ็บปวดจากความรู้สึกผิดของพี่ฟ้าแผ่ซ่านมาถึงฉัน ฉันน้ำตาไหล ไม่ใช่แค่เพราะความกลัว แต่เพราะความเข้าใจ พี่ฟ้าไม่ได้กลัวผี พี่ฟ้ากลัวความโหดร้ายของมนุษย์ และนั่นคือเหตุผลที่เธอเรียกพวกเขาว่า “ปีศาจ”
ฉันพลิกไปหน้าถัดไป เรื่องราวของนิดา มันโหดร้ายยิ่งกว่า พี่ฟ้าพบว่านิดาเป็นเพียงเครื่องเพาะพันธุ์ของหมออาทิตย์ เขาไม่ได้สนใจนิดา เขาสนใจ ‘ตัวอย่าง’ ที่เติบโตอย่างรวดเร็วในครรภ์ พี่ฟ้าแอบขโมยฟิล์มอัลตราซาวนด์ สิ่งที่เธอเห็น… เธอไม่สามารถบรรยายได้เป็นคำพูด เธอวาดรูป ภาพวาดเด็กทารกที่บิดเบี้ยว มีหนามแหลมงอกออกมาจากผิวหนัง ดวงตาที่กลวงโบ๋ “ฉันไม่กล้าให้ตำรวจดู” พี่ฟ้าเขียน “พวกเขาจะหาว่าฉันบ้า”
พี่ฟ้าเฝ้าดูหมออาทิตย์ทำการผ่าตัดคลอด อย่างลับๆ เขาไม่ได้พยายามช่วยเด็ก เขาแค่ต้องการ ‘ตัวอย่าง’ ที่สมบูรณ์ นิดาตายเพราะตกเลือด ไม่ใช่เพราะแพ้ยา หมออาทิตย์ปล่อยให้เธอตาย เพื่อปกปิดร่องรอยของการทดลองที่ผิดพลาดของเขา
“ฉันได้ยินเสียงเธอ” พี่ฟ้าเขียน “ทุกคืน เสียงคร่ำครวญของนิดาตามหาลูก เสียงร้องไห้ของเด็กที่ไม่มีวันเกิดมา” “ฉันทนไม่ไหวอีกแล้ว”
และแล้ว ฉันก็มาถึงเรื่องราวของกฤษ เด็กชายผู้ไร้เดียงสา ถูกใช้เป็นหนูทดลองเพื่อศึกษา ‘ขีดจำกัด’ ของยา หมออาทิตย์เพิ่มปริมาณยา เพื่อดูว่าจิตใจของเด็กจะทนได้แค่ไหน ยาไม่ได้ทำลายปอด แต่มันทำลายการรับรู้ ทำให้กฤษเห็นภาพหลอน ภาพหลอนที่เขาสมมติว่าเป็น “สัตว์ประหลาด” เขาโยนลูกเทนนิส ตีเข้ากำแพง เพื่อที่จะสู้กับความบ้าคลั่งที่กำลังครอบงำเขา
“ฉันร้องขอเขาแล้ว” พี่ฟ้าบันทึกไว้ “ฉันคุกเข่าอ้อนวอนหมออาทิตย์ ‘ปล่อยเด็กไปเถอะค่ะ’ เขาหัวเราะ” “เขาบอกว่า ‘ฟ้า… พวกเขาเป็นแค่คนจรจัด ไร้ค่า การเสียสละของพวกเขาจะช่วยชีวิตนลินได้ทั้งชีวิต'” “เขาบอกว่าการตายของเด็กคนนี้คือ ‘ของขวัญอันยิ่งใหญ่ของวิทยาศาสตร์'”
ความสับสนของฉันมลายหายไป แทนที่ด้วยความเกลียดชังที่แผดเผา หมออาทิตย์ เขาไม่ใช่แค่ฆาตกรต่อเนื่อง เขาคือผู้ทรมานจิตวิญญาณ เขาขโมยความตายที่สงบสุขไปจากเหยื่อของเขา บังคับให้พวกเขาตายในความหวาดกลัวและภาพหลอนที่สร้างขึ้นจากยาของเขา
ฉันปิดสมุดบันทึก กำมันไว้แน่นจนข้อนิ้วขาวซีด พี่ฟ้า พี่สาวฉัน ต้องตายเพราะเธอได้รู้ความจริงนี้
ฉันลุกขึ้นยืน ความหวาดกลัวต่อสิ่งเหนือธรรมชาติได้หายไป สิ่งที่ฉันกลัวจริงๆ คือมนุษย์ ฉันมองไปรอบๆ ห้อง 304 มองไปยังผนังที่กฤษเคยตีลูกบอล ห้องนี้คือสุสานแห่งความลับของหมออาทิตย์ ฉันต้องหาหลักฐานเพิ่มเติม หลักฐานที่หนักแน่นพอที่จะล้มล้างอำนาจของเขาได้
ตึง… ตึง… ตึง…
เสียงลูกเทนนิส ดังขึ้นอย่างแผ่วเบา แต่สม่ำเสมอ มันไม่ใช่เสียงที่น่ากลัวอีกต่อไป มันคือเสียงเรียก เสียงแห่งความร่วมมือ กฤษกำลังเตือนฉัน กฤษกำลังนำทางฉัน
ฉันเดินไปที่ผนัง ใช้มือที่สั่นเทาเคาะไปที่รอยปูนที่แตก เคาะ… เคาะ… มันมีช่องว่างด้านใน
ฉันเริ่มขูดปูนออกด้วยกิ๊บติดผมที่ฉันซ่อนไว้ในชุดพยาบาล ปูนเก่าๆ ร่อนออกอย่างง่ายดาย ช่องว่างนั้นใหญ่ขึ้น แสงไฟฉายส่องเข้าไป ฉันเห็น ไม่ใช่มนุษย์ แต่เป็นอุปกรณ์ หลอดทดลอง เวชระเบียนที่แท้จริง ถูกซ่อนไว้ในช่องว่าง นี่คือห้องทดลองลับของหมออาทิตย์ ที่ที่เขาเก็บ ‘ผลงาน’ ของเขา
ขณะที่ฉันกำลังล้วงมือเข้าไป เสียงดัง “ครืดดด” เสียงรองเท้าบูทหนักๆ ดังมาจากบันไดชั้นล่าง
ไม่ ไม่นะ
หมออาทิตย์มาแล้ว
เสียงฝีเท้าหนักๆ นั้นดังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ มันไม่ใช่เสียงของคนเฝ้ายามธรรมดา มันเต็มไปด้วยอำนาจและความชั่วร้ายที่ฉันสัมผัสได้จากบันทึกของพี่ฟ้า หมออาทิตย์
ฉันรีบคว้าเวชระเบียนที่ซ่อนอยู่ในผนัง ปึกกระดาษเย็นเฉียบแนบกับอก เป็นหลักฐานที่รอคอยการเปิดเผย ฉันยัดสมุดบันทึกของพี่ฟ้าและแฟ้มเหล่านี้รวมกัน ซ่อนไว้ใต้ชุดพยาบาลของฉัน ก่อนจะถอยห่างจากผนัง
ฉันไม่มีเวลาจะปิดช่องว่างนั้นแล้ว ฉันวิ่งพรวดออกจากห้อง 304 พุ่งไปทางปลายสุดของทางเดิน ทางเดียวที่ฉันรู้ว่านำไปสู่ห้องเก็บของเก่า ฉันวิ่งให้เร็วที่สุดเท่าที่ขาจะพาไปได้
“ใครนั่น!” เสียงหมออาทิตย์ตะโกนมาจากชั้นล่าง เสียงของเขาดังก้องไปทั่วโถงทางเดินที่มืดมิด ฉันรู้ว่าเขามาแล้ว เขามาเพื่อทำลาย และฆ่าฉัน
ฉันถึงห้องเก็บของ ห้องเก็บอุปกรณ์ทำความสะอาดเก่าๆ ที่เต็มไปด้วยกลิ่นน้ำยาที่จางหาย ฉันผลักประตูเข้าไป แล้วปิดมันอย่างเงียบเชียบที่สุด ก่อนจะแทรกตัวเข้าไปหลังกองไม้กวาดและถังขยะเก่าๆ ฉันกลั้นหายใจ หัวใจเต้นรัวจนแทบจะหลุดออกมาจากช่องอก
ฉันได้ยินเสียงฝีเท้าของหมออาทิตย์ดังอยู่เชิงบันได เขาก้าวขึ้นมาบนชั้นสามแล้ว เขากำลังเดินช้าๆ ย่ำไปตามทางเดิน เหมือนคนที่มั่นใจว่าจะจับเหยื่อได้
“ออกมาซะ” เสียงของเขาเยือกเย็น แต่มีร่องรอยของความตื่นเต้น เหมือนเขาเล่นเกมล่าสัตว์ “ฉันรู้ว่าเธออยู่บนนี้ ฉันได้กลิ่นความกลัวของเธอ กลิ่นของพยาบาลฟ้า”
เขาเดินผ่านห้อง 304 ไปแล้ว เขาต้องเห็นช่องว่างบนผนัง เขารู้ว่าฉันเจออะไร
ทันใดนั้น เสียงโลหะหนักกระทบพื้นก็ดังขึ้น “โครม!” เสียงดังมาจากทางเดิน ฉันได้ยินเสียงสบถของหมออาทิตย์ เขาไม่ได้โกรธ แต่เขาหงุดหงิด
ฉันแง้มประตูห้องเก็บของมองออกไป หมออาทิตย์กำลังยืนอยู่กลางทางเดิน ในมือของเขามีถังน้ำมันสีแดงสด และเขากำลังราดมันลงบนพื้น กลิ่นน้ำมันเบนซินฉุนกึก เริ่มซึมซาบไปทั่วอากาศ
“แกทำได้แค่นี้เหรอ พยาบาลฟ้า” เขาพูด ไม่ได้พูดกับฉัน แต่พูดกับอากาศที่ว่างเปล่า “ถึงกับต้องหลอกให้ฉันมาที่นี่เพื่อเผาหลักฐาน” เขาหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง “ดี… ฉันจะเผาให้ เผาทั้งหลักฐาน เผาทั้งตึก เผาเธอ”
เขาย่างเท้าเดินต่อไป ราดน้ำมันเป็นทางไปตามทางเดิน มุ่งหน้ามาทางฉัน ความมืดมิดของทางเดินนั้น ถูกแทนที่ด้วยความดำมืดของเงา และกลิ่นแห่งการทำลายล้าง
ฉันแนบตัวเองกับผนัง ร้องไห้อย่างเงียบๆ ไม่มีทางหนี ถ้าฉันวิ่ง เขาจะได้ยิน และเขาจะยิงฉัน ฉันรู้ คนอย่างเขาจะไม่ลังเลที่จะทำ
ตึง… ตึง… ตึง…
เสียงลูกเทนนิส เสียงของกฤษ ดังขึ้นอย่างกะทันหัน ไม่ใช่จากในผนัง แต่ดังมาจากด้านหลังของหมออาทิตย์ ดังมาจากบริเวณบันได
หมออาทิตย์ชะงัก เขาหันขวับ ไฟฉายแรงสูงสาดส่องไปทางบันได ว่างเปล่า
“ใครน่ะ!” เขาตะโกน ความโกรธเริ่มเข้ามาแทนที่ความมั่นใจ “มาเล่นตลกอะไรกันวะ!”
“ร้อน… ร้อนเหลือเกิน… คุณหมอ” เสียงกระซิบแหบพร่าดังขึ้นจากห้อง 304 เสียงของนายชาญ หมออาทิตย์หน้าซีดเผือด เขาไม่ได้กลัว เขาคิดว่ามันเป็นภาพหลอนจากความเครียด แต่เสียงนี้มันชัดเจนเกินไป
“มันคือภาพลวงตา!” เขาตะโกนใส่ตัวเอง เหมือนกำลังต่อสู้กับจิตใต้สำนึกของตัวเอง
ขณะที่เขาหันหลังให้ฉัน กำลังจดจ่ออยู่กับการควบคุมจิตใจที่กำลังแตกสลายของตัวเอง ฉันรู้ว่านี่คือโอกาส เป็นโอกาสที่เหล่าวิญญาณมอบให้ฉัน
ฉันผลักประตูห้องเก็บของ อย่างแผ่วเบา แล้ววิ่ง ไม่ใช่ไปที่บันได แต่ฉันวิ่งสวนทางเขา วิ่งไปทางปลายทางเดินอีกฝั่ง ฉันต้องไปที่ระเบียง ที่ที่พี่ฟ้ากระโดดลงไป ฉันรู้ว่าที่นั่นมีทางลงสู่ชั้นสอง ทางหนีเดียวที่พี่ฟ้าเคยบอกฉัน ในยามฉุกเฉิน
“เฮ้ย!” หมออาทิตย์หันกลับมา เขาเห็นฉันแล้ว ไฟฉายสาดมาที่ร่างของฉัน “หยุดนะ! พลอย!” เขาตะโกน เขาทิ้งถังน้ำมันที่เหลืออยู่ วิ่งไล่ตามฉันมา
ฉันวิ่งไปตามทางเดินที่มืดมิด กลิ่นน้ำมันเบนซินที่เขาราดไว้ ตอนนี้คือคำสาปที่ไล่ตามหลังฉัน เขาเร็วเกินไป ฉันรู้สึกถึงลมหายใจของเขาที่อยู่ใกล้แค่เอื้อม
แต่แล้ว ฉันก็ได้ยินเสียง เสียงที่ตัดผ่านเสียงฝีเท้าที่ไล่ตามมา
“แว้! แว้!” เสียงร้องไห้ของทารก เสียงของนิดา มันดังมาจากชั้นสอง แต่คราวนี้ มันดังขึ้นจากโถงทางเดินหลัก มันดังเหมือนอยู่ใกล้แค่เอื้อม
หมออาทิตย์หยุดกึก เสียงร้องไห้นั้นไม่ใช่แค่การหลอกหลอน มันคือเสียงที่เขาไม่สามารถเพิกเฉยได้ มันคือเสียงของการกระทำที่โหดร้ายที่สุดของเขา เขาหยุดวิ่ง หันกลับไปมองทางเดินที่ทอดลงไปชั้นสอง
ฉันรู้ว่านี่คือวินาทีทอง ฉันวิ่งไปถึงระเบียงชั้นสาม มันเป็นระเบียงเล็กๆ ที่เคยใช้สำหรับคนไข้สูบบุหรี่ ฉันปีนข้ามราวระเบียงที่ขึ้นสนิม มองลงไป ด้านล่างคือทางระบายน้ำขนาดใหญ่ ที่นำไปสู่หลังคาชั้นสอง
ฉันไม่ได้คิด ฉันปล่อยตัวเองร่วงลงไป ร่างกายกระแทกกับหลังคาชั้นสองอย่างแรง เจ็บปวดไปทั้งตัว แต่ฉันไม่สน
เสียงหมออาทิตย์กรีดร้องอยู่บนชั้นสาม “ออกมานะ! ออกมาสู้กับฉันสิวะ!” เขาไม่ได้ตะโกนใส่ฉัน เขากำลังตะโกนใส่เหล่าวิญญาณ ความบ้าคลั่งเริ่มเข้าครอบงำเขาแล้ว
ฉันคลานไปตามหลังคาที่ลื่น มุ่งหน้าไปยังบันไดหนีไฟ ฉันต้องหนี พร้อมกับหลักฐานที่อยู่ในชุดของฉัน
ฉันคลานไปตามหลังคาที่เปียกชื้น หัวเข่าและฝ่ามือถลอกปอกเปิก แต่ความเจ็บปวดทางกายเทียบไม่ได้กับความหวาดกลัวที่กัดกินจิตใจ เสียงกรีดร้องของหมออาทิตย์ยังคงดังแว่วมาจากชั้นสาม เขาด่าทอเหล่าวิญญาณด้วยคำพูดหยาบคาย เขาไม่ได้ตามฉันมาทันที เพราะเหล่าเหยื่อของเขากำลังเล่นงานจิตใจเขาอย่างหนัก
ฉันคลานไปจนถึงบันไดหนีไฟ มันเป็นเหล็กขึ้นสนิม ฉันจับราวบันไดแน่น แล้วค่อยๆ ไต่ลงมาสู่พื้นชั้นสอง ชั้นที่มีห้องทารกแรกเกิดที่ว่างเปล่า
ทันทีที่เท้าฉันแตะพื้นคอนกรีตของชั้นสอง ความเงียบก็กลับมาอีกครั้ง เงียบสนิท เหมือนเสียงกรีดร้องและเสียงลูกเทนนิสทั้งหมดถูกดูดกลืนหายไปในอากาศ ฉันหยุดพัก พยายามหอบหายใจ สูดเอาอากาศที่เต็มไปด้วยกลิ่นนมเปรี้ยวและยาฆ่าเชื้อเข้าปอด
ฉันต้องรีบหนีออกจากตึกนี้ ก่อนที่หมออาทิตย์จะสงบสติอารมณ์และลงมาตามหาฉัน ฉันวิ่งไปที่บันไดหลัก พยายามจะลงไปยังชั้นล่างสุด
แต่แล้ว ฉันก็ได้ยินเสียง เสียงฝีเท้าอีกครั้ง ไม่ใช่เสียงที่กำลังตามล่า แต่เป็นเสียงที่กำลังเดินตรงมาจากทางเดินหลักของชั้นสอง
หมออาทิตย์ เขาไม่ได้โง่ เขาลงมาทางบันไดหลัก แล้วดักรอฉันอยู่ที่ทางออกชั้นสอง
ฉันหยุดนิ่งอยู่ตรงมุมทางเดิน ซ่อนตัวอยู่หลังเสาที่ถูกปกคลุมไปด้วยเถาวัลย์แห้งๆ ฉันได้ยินเสียงของเขา เขาไม่ได้กรีดร้องแล้ว เสียงของเขาตอนนี้กลับมาเยือกเย็น แต่เย็นชาจนน่าขนลุก
“พลอย” เขาเรียกชื่อฉัน เสียงของเขาแผ่วเบา แต่ดังชัดเจนในความเงียบ “เธอทำให้ฉันเสียเวลาไปเยอะมากนะ” “เธอรู้ไหม การเผาตึกนี้ให้ไหม้เป็นเถ้าถ่าน มันคือพิธีกรรมที่ฉันเตรียมการมาอย่างดี”
เขาหยุดเดิน ฉันแง้มมองออกไป เขาถือไฟฉาย แต่ตอนนี้ในมืออีกข้าง เขากำเข็มฉีดยาไว้ เข็มฉีดยาที่ฉันเคยปัดให้ตกไป เขาตามหามันจนเจอ
“ฉันพบมันแล้ว” เขาพูดราวกับกำลังคุยกับลูกแมวที่ดื้อรั้น “ยาของฉัน สมบูรณ์แบบเสมอ” เขาย่างเท้าเดินมาทางฉันช้าๆ ย่างเท้าบนพื้นที่มีร่องรอยการต่อสู้ด้วยภาพหลอนของเขาเอง “เธอมาที่นี่เพื่อพี่สาวเธอใช่ไหม” “ดี” “ฉันจะให้เธอได้ ‘พบ’ กับพี่สาวเธอ”
ฉันไม่มีทางเลือก ทางออกเดียวคือวิ่งไปที่ระเบียงที่พี่ฟ้าเคยโดดลงไป ฉันพุ่งตัวออกจากที่ซ่อน วิ่งสุดชีวิตไปที่ปลายทางเดิน
“หยุดนะ!” เขาตะโกน แล้ววิ่งไล่ตามมา ครั้งนี้เขาเร็วกว่า เพราะเขาไม่มีเหล่าวิญญาณมาคอยรบกวนสติแล้ว ฉันรู้สึกถึงลมหายใจของเขาที่รดรินอยู่ด้านหลัง
ฉันพุ่งไปที่ประตูระเบียง ผลักมันออก แล้วปีนข้ามราวระเบียง หันหน้าเข้าหาเขา
เขาหยุดอยู่ห่างจากฉันไม่ถึงสองเมตร เหนื่อยหอบ แต่ดวงตาของเขาลุกวาวด้วยความมุ่งร้าย ในมือของเขามีกระบอกฉีดยาที่เต็มไปด้วยของเหลวสีอำพัน
“เธอพลาดไปแล้ว พลอย” เขายิ้ม เป็นรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความเย้ยหยัน “ที่นี่คือจุดจบของฟ้า”
“คุณฆ่าพี่ฟ้า” ฉันตะโกน น้ำตาไหลอาบแก้ม แต่ฉันจะไม่แสดงความอ่อนแอให้เขาเห็น
“ฉันไม่ได้ฆ่า” เขาหัวเราะ “ฉันแค่ปลดปล่อยจิตวิญญาณของเธอ” เขาเดินเข้ามาใกล้ จ่อเข็มฉีดยามาที่ฉัน “ฟ้าค้นพบความจริงทั้งหมด” “เรื่องชาญ เรื่องนิดาและลูก เรื่องกฤษ” “เธอรับไม่ได้ เธอเสียสติไปแล้ว”
“แล้วคุณทำอะไรกับเธอ” ฉันถาม เสียงของฉันสั่นเครือ แต่ความมุ่งมั่นยังคงอยู่
“ฉันแสดงความเมตตา” เขาพูด “คืนนั้น ฟ้าวิ่งมาที่ระเบียงนี้ เธอหวาดกลัว ฉันตามเธอมา” “เธอร้องไห้ เธอพูดว่าเธอไม่ต้องการอยู่กับความจริงอันโหดร้ายนี้อีกต่อไป” “ฉันบอกเธอว่ามีทางออก ฉันบอกเธอว่ายาตัวนี้จะพาเธอไปยังสถานที่ที่เธอต้องการไป”
“ฉันฉีดมันเข้าไป” เขาพูดต่อ น้ำเสียงของเขาเรียบง่ายราวกับกำลังพูดถึงสภาพอากาศ “และเธอ… เธอยิ้ม” “รอยยิ้มที่งดงามที่สุดเท่าที่ฉันเคยเห็นมา”
เขายกเข็มฉีดยาขึ้นสูง แสงไฟสลัวๆ สะท้อนกับปลายเข็มที่แหลมคม “เธอเห็นทะเล” “เธอเห็นคลื่นสีคราม” “เธอเชื่อว่าเธอเป็นอิสระแล้ว” “เธอก้าวข้ามราวระเบียงนี้ไป” “ด้วยความสุขอย่างแท้จริง”
“และตอนนี้” เขาจ้องลึกเข้าไปในดวงตาฉัน “ถึงตาเธอแล้ว พลอย ฉันจะให้เธอได้ ‘เจอ’ กับพี่สาวเธอ บนชายหาดแห่งความสุข เธอจะเป็นอิสระจากความกลัว จากความโกรธ และจากความจริงที่น่ารังเกียจนี้”
เขาย่างเท้าเข้าหาฉัน เข็มฉีดยาถูกจ่อมาที่คอของฉัน ฉันสัมผัสได้ถึงปลายเข็มที่เย็นเฉียบ ความหวาดกลัวเข้าโจมตีฉัน มันไม่ใช่แค่ความกลัวตาย แต่เป็นความกลัวที่จะถูกควบคุมจิตใจ กลัวที่จะตายอย่างมีความสุขจอมปลอม
“ลาขาดนะ” หมออาทิตย์ยิ้มอย่างพึงพอใจ แล้วพุ่งเข็มมาที่ฉัน ฉันหลับตาปี๋ เตรียมรับความตายที่มาพร้อมกับภาพลวงตา
แต่แล้ว ในวินาทีสุดท้าย เสียงที่ฉันไม่คาดคิดก็ดังขึ้น เสียงที่มาจากด้านหลังหมออาทิตย์
“นั่นไม่ใช่ฟ้า” เสียงนั้นแผ่วเบา แต่ชัดเจน เสียงร้องไห้ของนิดา เปลี่ยนเป็นเสียงที่เต็มไปด้วยความเกลียดชัง
หมออาทิตย์ชะงัก เขาไม่ได้หันไป แต่สีหน้าของเขาแสดงความรำคาญถึงขีดสุด
ฉันรู้ว่านี่คือโอกาสสุดท้าย ฉันต้องสู้ ฉันต้องไม่ตายอย่างเงียบๆ
เสียงของนิดาดังแว่วมาจากด้านหลังหมออาทิตย์ ไม่ใช่เสียงร้องไห้ แต่เป็นเสียงที่เต็มไปด้วยความคับแค้นและคำสาป “เขาไม่ได้ตายอย่างมีความสุข เขาเห็นแต่ไฟ”
หมออาทิตย์ชะงัก ร่างกายของเขากลายเป็นหิน เขากำเข็มฉีดยาไว้แน่น แต่ไม่สามารถขยับตัวได้
ฉันรู้ว่านี่คือโอกาส เป็นโอกาสที่เหล่าวิญญาณมอบให้ฉัน ฉันใช้แรงทั้งหมดที่เหลืออยู่ เตะเข้าที่ขาของเขา อย่างรุนแรง
“อั๊ก!” หมออาทิตย์ร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด ความสมดุลของเขาเสียไป เขาล้มเซถอยหลัง และในจังหวะนั้น ฉันก็กระโดดข้ามราวระเบียง ลงไปยืนบนพื้นด้านใน
ฉันไม่ได้หนี ฉันจ้องมองเขา ตอนนี้ฉันรู้แล้วว่าอะไรคือจุดอ่อนของเขา ไม่ใช่ความกลัวความตาย แต่คือความกลัวที่จะสูญเสียการควบคุม และกลัวความจริงที่เขาพยายามจะปกปิด
เขาลุกขึ้นยืน ใบหน้าของเขาบิดเบี้ยวด้วยความโกรธ เขาไม่เสียเวลา พุ่งเข้ามาหาฉันอีกครั้ง เข็มฉีดยาในมือส่องประกายวาววับ
“เธอจะต้องตาย! พลอย!” เขาคำราม เสียงของเขาดังก้องไปทั่วโถงทางเดินที่ว่างเปล่า
ฉันถอยไปติดผนัง ไม่มีที่ให้ไปแล้ว “คุณไม่ได้มอบความสุขให้พี่ฟ้า” ฉันตะโกน “คุณมอบความบ้าคลั่งให้เธอต่างหาก!”
ฉันคว้าปึกกระดาษในอกเสื้อออกมา มันคือสมุดบันทึกของพี่ฟ้าและแฟ้มเวชระเบียนที่แท้จริง ฉันปาแฟ้มไปที่ใบหน้าของหมออาทิตย์
เขาปัดมันทิ้งด้วยความรำคาญ กระดาษปลิวว่อน แต่ในจังหวะที่เขาปัดแฟ้มนั้นเอง เขาก็ได้ยินเสียงที่ทำให้ร่างกายเขาแข็งทื่อไปอีกครั้ง
“ที่รัก… ฉันยังอยู่ที่นี่” เสียงนั้นแผ่วเบา แต่เต็มไปด้วยความเจ็บปวดที่บาดลึก หมออาทิตย์หันขวับ ไม่เชื่อในสิ่งที่ตัวเองได้ยิน
ที่ปลายสุดทางเดิน เงาของหญิงสาวคนหนึ่งปรากฏขึ้น เธอไม่ได้ชัดเจนเหมือนนายชาญหรือนิดา เธอโปร่งแสง เหมือนภาพที่ซ้อนทับกัน เธอสวมชุดผู้ป่วยที่ดูหรูหรากว่าคนอื่นๆ เธออยู่บนรถเข็น และมองเขาด้วยดวงตาที่ว่างเปล่า
“นลิน…” หมออาทิตย์คราง ชื่อภรรยาของเขา
“คุณไม่เคยช่วยฉันเลย… อาทิตย์” เสียงของเธอเต็มไปด้วยความผิดหวัง “คุณใช้ยาของคุณกับฉันด้วย”
คำพูดของนลินเหมือนสายฟ้าฟาด ฉันเบิกตากว้างด้วยความตกใจ หมออาทิตย์… เขาใช้ยาที่สร้างปีศาจกับภรรยาของเขาเอง
หมออาทิตย์ล้มเข่าลง ความแข็งแกร่งของเขาหายไปหมดสิ้น เขาพยายามจะคลานไปหาภรรยาของเขา
“ผมทำเพื่อคุณ… ที่รัก” เขาร้อง น้ำตาไหลอาบแก้ม “ผมอยากให้คุณมีชีวิตอยู่!”
นลินส่ายหน้า “แต่คุณทำให้ฉันถูกควบคุม… เหมือนพวกคนไข้ที่น่าสงสารของคุณ” “ฉันเห็นทุกอย่าง เห็นชาญกรีดร้องด้วยความร้อน เห็นนิดาดิ้นรนหาลูก” “คุณพาฉันไปสวรรค์เทียมของคุณ… แต่ฉันเห็นนรกที่แท้จริง”
ในขณะที่หมออาทิตย์กำลังจมดิ่งลงสู่ความบ้าคลั่ง เข็มฉีดยาหลุดจากมือเขา กลิ้งไปบนพื้น
ฉันมองไปที่เข็มฉีดยา แล้วมองไปที่หมออาทิตย์ เขาไม่ได้สนใจฉันอีกแล้ว เขาสนใจแต่ภรรยาที่กำลังจะหายไปของเขา
ฉันคลานไปที่เข็มฉีดยา หยิบมันขึ้นมา ความรู้สึกสยองขวัญแล่นปราดเข้าสู่สมอง ฉันกลัวเข็มฉีดยา มันคือสิ่งที่ฆ่าพี่ฟ้า
แต่แล้ว ภาพของพี่ฟ้าก็ปรากฏขึ้นข้างนลิน พี่ฟ้าในชุดพยาบาล เธอยิ้มให้ฉัน รอยยิ้มที่อ่อนโยน และเป็นอิสระ
“พลอย” เสียงของพี่ฟ้า ดังขึ้นในหัวฉัน “อย่ากลัว เธอไม่ใช่ฉัน เธอแข็งแกร่งกว่า” “เอาความจริงของฉัน… ออกไปจากที่นี่”
ฉันกำเข็มฉีดยาแน่น ความกลัวถูกแทนที่ด้วยความกล้าหาญที่แปลกประหลาด ฉันไม่จำเป็นต้องใช้มัน แต่ฉันรู้ว่าฉันมีอำนาจที่จะทำลายมัน
ฉันหันกลับมาหาหมออาทิตย์ เขากำลังคลานไปหาเงาของภรรยาของเขาที่กำลังจางหายไป
“หมออาทิตย์!” ฉันตะโกน เขาเงยหน้าขึ้น ดวงตาเต็มไปด้วยความสับสน
ฉันโยนเข็มฉีดยา ทิ้งมันลงบนพื้นคอนกรีต แล้วใช้ส้นเท้ากระทืบมันอย่างแรง
“เพล้ง!” เข็มฉีดยาแตกละเอียด ของเหลวสีอำพันสาดกระจาย สูญสลายไปกับความมืด
หมออาทิตย์มองไปยังเศษเข็มที่แตก ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความสิ้นหวังอย่างถึงที่สุด “ไม่… สวรรค์ของฉัน…” เขาคราง
ในขณะนั้น เหล่าวิญญาณทั้งหมดก็ปรากฏขึ้น รายล้อมหมออาทิตย์ไว้ นายชาญ นิดา กฤษ และนลิน พวกเขาไม่ได้สัมผัสเขา พวกเขาแค่ยืนอยู่ตรงนั้น เป็นพยาน
“ถึงเวลาที่ต้องเผชิญหน้ากับความจริงของคุณแล้ว” ฉันกระซิบ “ไม่ใช่ความสุขปลอมๆ”
เสียงกรี๊ดของหมออาทิตย์ไม่ได้ดังออกมาจากความโกรธ แต่มันดังออกมาจากความหวาดกลัวที่บริสุทธิ์ ความหวาดกลัวต่อความจริงที่เขาไม่สามารถควบคุมได้อีกต่อไป
“ไม่! ฉันคือพระเจ้า!” เขาคำราม แต่น้ำเสียงนั้นสั่นเครือ เต็มไปด้วยความพ่ายแพ้
เขาไม่สนใจฉันอีกแล้ว ดวงตาของเขากลอกไปมาอย่างบ้าคลั่ง จับจ้องไปยังเหล่าวิญญาณที่ล้อมรอบเขาไว้ วิญญาณของเหยื่อที่เขาเคยเชื่อว่าไร้ค่า บัดนี้พวกเขาคือคณะลูกขุน ที่พร้อมจะตัดสินความผิดของเขา
นายชาญยืนอยู่ข้างหน้าเขา ร่างกายยังคงมีไอน้ำเดือดพล่าน “หมออาทิตย์… คุณให้ไฟผม” เขาพูด เสียงของเขาไม่ได้โกรธ แต่เย็นชา และเต็มไปด้วยความเจ็บปวดที่ไม่มีวันสิ้นสุด “ไฟกำลังไหม้… ข้างใน”
นิดาและลูกที่ถูกบิดเบือนของเธอยืนอยู่ด้านข้าง ลูกของเธอเป็นภาพที่น่าสยดสยอง ร่างเล็กๆ ที่พิการ กำลังจ้องมองหมออาทิตย์ด้วยดวงตาที่กลวงโบ๋ นิดายื่นมือที่ว่างเปล่าไปหาเขา “ลูกฉัน… คุณเอาสวรรค์ของฉันไป”
กฤษอยู่ด้านหลัง เสียงลูกเทนนิสที่ถูกโยนจากความว่างเปล่า ดัง ตึง… ตึง… ตึง… ดังสะท้อนก้องอยู่ในกะโหลกศีรษะของหมออาทิตย์ ไม่ใช่เสียงของเด็กที่กำลังเล่นสนุก แต่เป็นเสียงที่ขับความบ้าคลั่งเข้ามาในสมอง
แต่ที่หนักหนาที่สุด คือภรรยาของเขา นลิน เธอไม่ได้พูด เธอแค่ยืนดู บนรถเข็นที่โปร่งแสง จ้องมองเขาด้วยความผิดหวัง ความผิดหวังที่ใหญ่หลวง ที่ฆ่าเขาได้ทั้งเป็น
“โกหก! พวกแกโกหก!” หมออาทิตย์พยายามคลานหนี เขากวาดแขนไปมาอย่างบ้าคลั่ง พยายามจะปัดป้องภาพที่อยู่ตรงหน้า เขาคิดว่ามันเป็นผลข้างเคียงของยา เป็นภาพหลอน แต่ภาพหลอนเหล่านั้นมันสมจริงเกินไป มันคือภาพที่จิตใต้สำนึกของเขาสร้างขึ้นจากความรู้สึกผิดอันมหาศาล
ฉันนั่งมองเขาจากพื้น ร่างกายยังคงอ่อนแรง แต่จิตใจของฉันสงบแล้ว ความกลัวได้ถูกชะล้างออกไป เหลือเพียงความรู้สึกของการเป็นพยาน
“คุณไม่สามารถหนีความจริงได้” ฉันกระซิบ “พวกเขาเป็นพยานของคุณ คุณทำให้พวกเขาตายอย่างทรมาน และตอนนี้ พวกเขาจะทำให้คุณเห็นความทรมานนั้น”
คำพูดของฉันเหมือนตัวเร่งปฏิกิริยา ทันใดนั้น ภาพรอบตัวหมออาทิตย์ก็เริ่มเปลี่ยนไป ผนังห้อง 304 ที่มืดมิด เริ่มลุกไหม้ด้วยไฟที่มองไม่เห็น ไม่ใช่น้ำมันเบนซิน แต่มันคือไฟที่เกิดจากความร้อนรุ่มของความรู้สึกผิดของนายชาญ
หมออาทิตย์กรีดร้อง เขาเห็นตัวเองอยู่กลางเปลวไฟ เขาเห็นผิวกายตัวเองเริ่มแดงก่ำ เขาเห็นอวัยวะภายในตัวเองกำลังถูกเผาผลาญ
“ร้อน! ร้อนเหลือเกิน!” เขาตะโกน เขาไม่ได้พูดเลียนแบบนายชาญ เขากำลังรู้สึกถึงความทรมานเดียวกับที่นายชาญได้รับ
เขาคลานหนี ไปทางระเบียง หวังว่าจะได้สัมผัสอากาศเย็นจากแม่น้ำ แต่เมื่อเขาคลานผ่านนิดา ภาพก็เปลี่ยนไปอีกครั้ง
เขาเห็นตัวเอง อยู่บนเตียงผ่าตัด มีดผ่าตัดกำลังกรีดลงบนท้อง เขาเห็นตัวเองตกเลือดอย่างรุนแรง เห็นตัวเองดิ้นรน แต่ไม่มีใครช่วย เขาเห็นลูกของนิดา ร่างที่บิดเบี้ยว กำลังหัวเราะเยาะเขาอยู่ ในฐานะผู้ทำการผ่าตัด และในฐานะผู้ป่วยที่กำลังจะตาย
เขาคลั่ง เขากระโดดลุกขึ้นยืน วิ่งไปที่ระเบียง แล้วมองลงไป เขาไม่ได้เห็นความมืดของแม่น้ำ เขากำลังเห็นภาพที่พี่ฟ้าเห็น
แต่ไม่ใช่ภาพทะเลสีคราม เขาเห็นตัวเองกำลังก้าวลงไปในน้ำ แต่ไม่ใช่ทะเลที่อบอุ่น มันคือบึงโคลนที่เย็นเฉียบ เต็มไปด้วยศพที่เขาฆ่า พวกเขากำลังชูมือขึ้นมา ไม่ได้เพื่อขอยา แต่เพื่อฉุดเขาลงไป สู่ความมืดมิดของความจริง
“ไม่! ฉันไม่ต้องการนรกนี้!” เขาตะโกน เขากรีดร้องหาความสุขที่เขาสร้างขึ้นมา เขาต้องการ “ยา” ยาที่จะพาเขาไปยังชายหาด ยาที่จะทำให้เขาลืมความจริง
เขาหันกลับมาอย่างบ้าคลั่ง มองหาเข็มฉีดยาที่ฉันทำลายไปแล้ว เขาคลานสี่เท้า ตะกุยตะกายไปบนพื้น เศษแก้วจากเข็มฉีดยาที่แตกบาดมือเขา เลือดไหลซิบๆ แต่เขาไม่รู้สึก
เขาพบแต่เพียงเศษแก้วและของเหลวสีอำพันที่แห้งกรัง “สวรรค์ของฉัน… ” เขาร้องไห้ “ฉันต้องการมัน! คืนมันมาให้ฉัน!”
นลินเดินเข้ามายืนตรงหน้าเขา ใบหน้าของเธอเต็มไปด้วยความสงสาร และเธอพูดประโยคสุดท้ายที่ทำลายทุกอย่างในตัวเขา
“อาทิตย์… ฉันรอคุณอยู่” เธอพูด “ในนรกนี้”
เขาทรุดตัวลง ไม่มีอะไรเหลือให้เขาแล้ว สวรรค์ของเขาถูกทำลาย ความรักของเขาพิพากษาเขา และเหล่าเหยื่อของเขากำลังรอเขาอยู่
หมออาทิตย์เงยหน้าขึ้น ดวงตาเบิกกว้างด้วยความหวาดกลัวที่ควบคุมไม่ได้ คำพูดของนลิน “ฉันรอคุณอยู่ในนรกนี้” มันเป็นประโยคสุดท้าย ที่ปิดประตูแห่งความหวังทั้งหมดของเขา
เขาเห็นภาพหลอนอย่างสมบูรณ์แล้ว เขาไม่ได้เห็นแค่ไฟ ไม่ได้เห็นแค่เตียงผ่าตัด แต่ตอนนี้ เขากำลังเห็นตัวเอง ในร่างของเหยื่อทั้งหมดรวมกัน
เขาเห็นตัวเองมีไอน้ำลอยออกจากผิวหนัง (ชาญ) เห็นตัวเองกำลังอุ้มทารกที่บิดเบี้ยว (นิดา) เห็นตัวเองกำลังโยนลูกบอลเข้าใส่สัตว์ประหลาดในกำแพง (กฤษ) และความรู้สึกของพี่ฟ้า ความรู้สึกของการถูกบังคับให้มีความสุขในขณะที่กำลังจะตาย
เขาตะโกน ไม่ใช่คำพูด แต่เป็นเสียงกรีดร้องที่ไร้ภาษา เสียงที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวดจากการถูกทรมานทางจิตวิญญาณ เขาลุกขึ้นยืนอย่างบ้าคลั่ง เสื้อผ้าขาดวิ่น เลือดไหลซิบๆ จากบาดแผลที่มือ เขาไม่ได้พุ่งมาที่ฉัน เขาพุ่งไปที่ทางออก ทางออกเดียวที่เหลืออยู่
ระเบียง
เขาปีนข้ามราวระเบียงที่ขึ้นสนิมอย่างลนลาน ไม่สนใจความสูง ไม่สนใจความตาย เขาต้องการหนี หนีจาก “ผู้ป่วย” ของเขา
ฉันตามไปที่ระเบียง ยืนมองเขาจากด้านใน เหล่าวิญญาณ พวกเขาไม่ได้ตามเขาไปที่นั่น พวกเขาเพียงแค่ยืนอยู่หน้าประตู เป็นพยานอย่างเงียบๆ
หมออาทิตย์ยืนอยู่บนขอบระเบียง มองลงไปยังแม่น้ำเจ้าพระยาที่มืดมิด สายน้ำที่เคยเป็นสัญลักษณ์ของความสงบ บัดนี้กลายเป็นทางเข้าสู่นรกที่เขาเห็น
“ไปสิ… คุณหมอ” เสียงกระซิบรวมกันดังขึ้น มาจากแม่น้ำ เสียงที่เต็มไปด้วยความคาดหวัง
หมออาทิตย์เงยหน้าขึ้น มองฉันเป็นครั้งสุดท้าย ในดวงตาของเขา ฉันเห็นความบ้าคลั่งและความเจ็บปวดที่น่าสมเพช เขาไม่ได้มองเห็นฉัน เขาเห็น “ฟ้า” พี่สาวฉัน
“ฟ้า… ฉันไม่ได้ตั้งใจ” เขาพึมพำ “ฉัน… ฉันแค่ต้องการความสุข”
แล้วเขาก็ปล่อยมือ ปล่อยร่างกายให้ร่วงหล่น ดิ่งลงสู่ความมืด เสียงร่างกายกระทบกับผิวน้ำดัง “จ๋อม” เบา แผ่ว เหมือนก้อนกรวดที่ถูกโยนลงไปในบ่อน้ำลึก แล้วความเงียบก็กลับคืนมา ความเงียบที่กินเวลานาน นานกว่าเสียงกรีดร้องใดๆ
ฉันยืนอยู่ที่ระเบียง เฝ้ามองสายน้ำที่ไหลเอื่อย เขาจากไปแล้ว ความตายทางกายภาพ แต่ฉันรู้ว่าสำหรับหมออาทิตย์ นี่ไม่ใช่การปลดปล่อย มันคือการเริ่มต้น
ในขณะที่สายน้ำกำลังกลืนกินเขา ฉันได้ยินเสียงกระซิบอีกครั้ง เสียงนั้นไม่ได้มาจากเหล่าวิญญาณ มันมาจากแม่น้ำ
“แม่น้ำเจ้าพระยาไม่เคยหลับใหล” เสียงนั้นพูด “มันเฝ้ามอง มันเฝ้ารอ มันจะเก็บความลับของเขาไว้ จนกว่าจะถึงเวลาที่เหมาะสม”
ฉันเข้าใจแล้ว แม่น้ำเจ้าพระยาคือผู้คุมคนใหม่ของเขา เขาจะไม่ได้พักผ่อนอย่างสงบ เขาจะลอยวนเวียนอยู่ใต้ผิวน้ำที่มืดมิด ติดอยู่กับเหล่าเหยื่อของเขา ติดอยู่ในโรงพยาบาลใต้น้ำที่เขาไม่สามารถหนีไปได้
ความหวาดกลัวที่เคยมีต่อเข็มฉีดยาและวิญญาณ ถูกแทนที่ด้วยความเย็นยะเยือกที่แท้จริง ความเย็นยะเยือกของความรู้สึกที่ว่า ไม่มีที่ใดในโลกนี้ที่สามารถหนีพ้นจากผลกรรมที่ตัวเองก่อได้
ฉันหันหลังให้ระเบียง มองไปที่ห้อง 304 มันว่างเปล่าแล้ว เหล่าวิญญาณหายไปหมดสิ้น พวกเขาไม่ได้ตามหมออาทิตย์ลงไป พวกเขาไม่ต้องทำอย่างนั้น
ความยุติธรรมของพวกเขาได้สิ้นสุดลงแล้ว ความจริงได้ถูกเปิดเผย และผู้พิพากษาก็คือจิตสำนึกของฆาตกรเอง
ฉันเดินไปที่ประตูห้อง หยุดอยู่ตรงนั้นครู่หนึ่ง แล้วฉันก็เดินออกจากห้อง 304 ฉันไม่ได้วิ่ง ฉันเดินช้าๆ อย่างสงบ ลงบันได ผ่านเคาน์เตอร์พยาบาล
ฉันหยิบสมุดบันทึกของพี่ฟ้า แฟ้มเวชระเบียนที่แท้จริง ใส่ไว้ในกระเป๋าเสื้อ มันหนักอึ้ง เป็นน้ำหนักของความจริง
ฉันเดินไปที่ประตูทางออก แสงแรกของวันใหม่กำลังสาดส่องเข้ามา สีส้มแดงฉายแสงบนพื้นโถงทางเดิน ขับไล่ความมืดมิดของค่ำคืนออกไป
ฉันก้าวข้ามธรณีประตู ออกจากโรงพยาบาลที่เต็มไปด้วยความลับแห่งความตาย ฉันไม่หันกลับไปมอง ฉันไม่จำเป็นต้องทำอย่างนั้น
ฉันเดินไปตามถนนที่ว่างเปล่า ชุดพยาบาลของพี่ฟ้าเปียกโชกและเปื้อนไปด้วยฝุ่นและเลือด แต่ฉันรู้สึกว่าตัวเองสะอาดบริสุทธิ์ ฉันไม่ใช่ “ฟ้า” ฉันคือ “พลอย”
ฉันมองไปยังแม่น้ำเจ้าพระยา สายน้ำที่ดูเป็นมิตรและเงียบสงบในยามเช้า แต่ฉันรู้ว่าภายใต้ผิวน้ำนั้น มีนรกที่กำลังต้อนรับ “คุณหมอ” คนใหม่
ฉันมีหลักฐาน ฉันมีเรื่องราว และตอนนี้ ฉันมีหน้าที่ ที่จะต้องทำให้แน่ใจว่า ความจริงของพี่ฟ้า ความจริงของชาญ นิดา กฤษ และนลิน จะไม่ถูกฝังไว้ใต้น้ำนี้อีกต่อไป
ฉันเดินเท้าไปตามถนนเลียบแม่น้ำ แสงอาทิตย์ยามเช้าสาดกระทบใบหน้า มันไม่ได้อบอุ่น แต่มันคือสัญญาณของการเริ่มต้นใหม่ ฉันเหลือบมองชุดพยาบาลที่เปื้อนฝุ่นและรอยเลือดของหมออาทิตย์ มันคือสัญลักษณ์ของการปลอมแปลง และการต่อสู้ที่เพิ่งจบสิ้น
ฉันถอดชุดนั้นออก อย่างไม่ลังเล ปล่อยให้มันร่วงลงสู่พื้นคอนกรีตข้างถังขยะ ฉันทิ้งมันไว้ที่นั่น ฉันไม่จำเป็นต้องสวมบทบาทของพี่สาวอีกต่อไปแล้ว ฉันยังคงเป็นพลอย แต่เป็นพลอยที่แข็งแกร่งกว่าเดิม เป็นพลอยที่ได้ผ่านความมืดมิดมาแล้ว
ฉันเดินต่อไป ความเจ็บปวดที่มือ ที่ถูกหมออาทิตย์กระทืบ มันเริ่มปวดร้าวขึ้นมา แต่ฉันไม่ได้สนใจ ฉันกำสมุดบันทึกและแฟ้มเวชระเบียนไว้แน่น ภายใต้เสื้อยืดเก่าๆ ที่ฉันสวมไว้ด้านใน นี่คืออาวุธของฉัน อาวุธแห่งความจริง
ฉันเดินมาถึงสะพานใหญ่ สะพานที่ทอดข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา ที่แห่งนี้ คือจุดที่ร่างของพี่ฟ้าถูกพบ
ฉันหยุดยืน มองลงไปยังสายน้ำ มันดูสงบ เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นในค่ำคืนที่ผ่านมา แต่ฉันรู้ ว่าภายใต้ความสงบนั้น มีความจริงที่เย็นยะเยือกกำลังรอคอยการเปิดเผย
ฉันหยิบโทรศัพท์มือถือที่ซ่อนไว้ในกระเป๋ากางเกง กดหมายเลขฉุกเฉิน มือของฉันสั่น ไม่ใช่เพราะความกลัว แต่เพราะความตื่นเต้น ฉันต้องเป็นคนสุดท้ายที่จะพูด เป็นคนสุดท้ายที่จะเล่าเรื่องราวนี้
“ฮัลโหล… ตำรวจใช่ไหมคะ” เสียงของฉันแหบพร่า แต่หนักแน่น ฉันเริ่มต้นเล่าเรื่อง ไม่พูดถึงผี ไม่พูดถึงวิญญาณ ฉันเล่าเรื่องของ “พยาบาลฟ้า” ที่สงสัยในความตายของคนไข้ ที่ค้นพบโครงการทดลองที่ผิดกฎหมาย ที่ถูกข่มขู่ และสุดท้าย… ที่ถูกฆ่า
ฉันเล่าถึงนายชาญ นิดาและลูกของเธอ กฤษ ฉันเล่าถึงหมออาทิตย์ แรงจูงใจที่บิดเบี้ยวของเขา และความบ้าคลั่งที่นำไปสู่การฆาตกรรมหมู่
ฉันไม่ได้บอกว่าเขาตกลงไปในแม่น้ำ ฉันแค่บอกว่า “เขาอยู่ที่นั่นค่ะ… ในโรงพยาบาลร้าง… เขาพยายามทำลายหลักฐานทั้งหมด” “ศพของเหยื่อที่แท้จริง ถูกบันทึกไว้ในสมุดเล่มนี้”
ฉันใช้เวลาเกือบชั่วโมงในการรอ รอจนกระทั่งเสียงไซเรนดังใกล้เข้ามา รถตำรวจ รถพยาบาล และรถของสื่อมวลชนที่มารวมตัวกันอย่างรวดเร็ว ทันทีที่พวกเขามาถึง ฉันเดินเข้าไปหาตำรวจนายหนึ่ง ที่ดูจริงจังและมุ่งมั่น
“ฉันชื่อพลอย” ฉันพูดอย่างชัดเจน “ฉันคือน้องสาวของพยาบาลฟ้า” “และนี่คือความจริงทั้งหมด” ฉันยื่นสมุดบันทึกที่เปียกชื้น และแฟ้มเวชระเบียนที่แท้จริงให้เขา
ฉันไม่ได้ขอความเห็นใจ ฉันต้องการความยุติธรรม
ทวิสต์สุดท้าย (ความยุติธรรมจากแม่น้ำ):
สามวันต่อมา ข่าวดังไปทั่วประเทศ ร่างของหมออาทิตย์ถูกพบ ลอยอืดอยู่ในแม่น้ำเจ้าพระยา ห่างจากโรงพยาบาลร้างไม่กี่กิโลเมตร สาเหตุการตาย: จมน้ำ พร้อมกับหลักฐานที่ยืนยันการทดลองผิดกฎหมายที่อยู่ในแฟ้ม ตำรวจพบร่องรอยการต่อสู้ และรอยเข็มที่ถูกทำลายบนพื้นระเบียง
แต่สิ่งที่ทำให้ฉันเชื่อว่า นี่ไม่ใช่แค่จุดจบทางโลก คือคำให้การของทีมกู้ภัย พวกเขาบอกว่าตอนที่พบร่างของหมออาทิตย์ ร่างของเขากำลังกุมก้อนกรวดเล็กๆ ก้อนกรวดสีขาวที่ดูเหมือน ลูกเทนนิสที่ถูกน้ำกัดกร่อน
ฉันยิ้ม รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความโล่งใจ นั่นคือกฤษ เด็กชายที่โยนลูกบอลสู้กับความบ้าคลั่งของเขา เขาไม่ได้ทิ้งหมออาทิตย์ไว้ตามลำพัง
โรงพยาบาลร้างถูกทุบทิ้งในสัปดาห์ต่อมา กำแพงที่เคยซ่อนความลับ ถูกทำลายลงจนสิ้น ความมืดมิดถูกแทนที่ด้วยแสงแดด
ฉันยืนมองกองซากปรักหักพัง ไม่มีใครเห็นวิญญาณอีกแล้ว พวกเขาเป็นอิสระแล้ว พวกเขาส่งมอบความจริง และได้รับความสงบ
ฉันมองไปที่แม่น้ำเจ้าพระยาอีกครั้ง ในยามนี้ มันไม่ได้ดูน่ากลัว แต่มันดูเหมือนผู้รักษาความจริงที่ยิ่งใหญ่ มันกลบฝังความลับของหมออาทิตย์ไว้ และส่งมอบความยุติธรรมคืนมาให้โลก
ฉันก้าวเดินต่อไป แสงอาทิตย์ส่องสว่างนำทาง ฉันจะไม่หยุด จนกว่าเรื่องราวของพี่ฟ้า และเรื่องราวของเหยื่อทุกคน จะถูกเล่าขาน และจดจำตลอดไป