Chốt Đơn Tử Thần

ออเดอร์สั่งตาย

ขวัญนั่งอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ผิวของเธอสว่างวาบด้วยแสงไฟจัดฉากราคาสูงต่างหูไข่มุกขนาดใหญ่สะท้อนความสำเร็จใหม่ที่เธอได้มาอย่างรวดเร็วความหรูหรานั้นเป็นเหมือนเกราะกำบังที่ซ่อนความหวาดกลัวไว้ข้างในเธอสัมผัสเบาๆที่สร้อยคอหยกสีดำบนลำคอราวกับเป็นเครื่องรางนำโชคสูงสุดมันเป็นหยกที่เย็นเฉียบและเธอต้องสวมมันไว้ตลอดเวลาราวกับเป็นเครื่องช่วยหายใจทางอารมณ์

“สวัสดีค่ะลูกค้าที่รักทุกคนของ ‘ขวัญนำโชค’ นะคะ” เสียงของเธอใสแต่แฝงไว้ด้วยความอิ่มเอิบในอำนาจอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนในชีวิตเธอจ้องมองกล้องด้วยสายตาที่มั่นใจเกินจริงแต่แววตาของเธอมีความมืดมิดซ่อนอยู่ “วันนี้ขวัญนำกำไลไหมทองนำเข้าจากทิเบตมาให้ทุกท่านได้บูชาค่ะรับรองว่าใครได้ไปยอดเงินเข้าบัญชีจะพุ่งขึ้นราวกับถูกหวยรางวัลที่หนึ่ง”

เธอใช้มืออีกข้างชี้ไปที่ฉากหลังที่เต็มไปด้วยกล่องพัสดุขนาดใหญ่ที่วางซ้อนกันสูงจนแทบจะแตะเพดานกล่องกระดาษเหล่านั้นเป็นสัญลักษณ์ของความสำเร็จและเป็นกรงขังทางจิตใจของเธอ ขวัญรู้สึกถึงแรงดึงดูดของกล่องเหล่านั้นราวกับมันมีชีวิตและเรียกร้องให้เธอสะสมมากขึ้น

“ไม่นานมานี้ขวัญก็เป็นแค่คนธรรมดาที่ชีวิตติดลบมีแต่หนี้สินที่ทำให้ต้องนอนร้องไห้ทุกคืนขวัญจำได้ดีถึงความอับอายที่ถูกเพื่อนร่วมงานดูถูกชุดทำงานเก่าๆที่ใส่ซ้ำๆและการถูกเจ้าหนี้โทรตามทวงเงินจนต้องปิดโทรศัพท์หนีแต่ตอนนี้ลองดูสิคะทุกอย่างเปลี่ยนไปหมดแล้ว” ขวัญหัวเราะในลำคออย่างเย้ยหยันอดีตของตัวเองเสียงหัวเราะที่ฟังดูแห้งแล้งและแปลกหูในความเงียบ “ความสำเร็จเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญแต่มันคือ ‘แรงดึงดูดระดับสูงสุด’ ที่ขวัญเลือกมอบให้คุณและแน่นอนมอบให้ตัวขวัญเองด้วย”

ช่องคอมเมนต์ไหลเร็วราวกับสายน้ำ “สวยค่ะพี่ขวัญขอให้รวยค่ะหนูรักพี่ขวัญ”, “โอนแล้วนะคะเอาทุกอย่างเลยค่ะฉันไม่สนราคา”, “รับรองว่าปังค่ะฉันขายที่ดินเพื่อมาซื้อของคุณขวัญเท่านั้นชีวิตฉันมีแต่ของคุณขวัญ” ขวัญอ่านแค่ข้อความที่สร้างความภาคภูมิใจเธอไม่สนใจคำถามเกี่ยวกับคุณภาพสินค้าหรือความทุกข์ใจเรื่องหนี้สินของลูกค้าเพราะเธอถือว่าความจนคือความอ่อนแอที่ต้องถูกลงโทษเธอเชื่อว่าทุกคนควรโลภเหมือนเธอ

ทันใดนั้นคอมเมนต์จากลูกค้าประจำชื่อ นิดา ก็ปรากฏขึ้นพร้อมกับสัญลักษณ์หัวใจสีดำที่ขวัญรู้สึกว่ามันมืดมัวเกินไป “คุณขวัญคะฉันเพิ่งโอนเงินก้อนสุดท้ายที่มีไปเมื่อกี้แต่ทำไมฉันรู้สึกว่าฉันต้องซื้อเพิ่มอีกคะฉันหยุดไม่ได้เลยค่ะเงินเดือนออกเท่าไหร่ก็ต้องมาซื้อของคุณเหมือนมีใครสั่งให้ฉันทำเหมือนมีด้ายสีแดงพันรอบตัวฉันไว้”

ขวัญเหลือบมองคอมเมนต์นั้นอย่างรวดเร็วรอยยิ้มของเธอแข็งทื่อไปเล็กน้อยเธอจำได้ว่านิดาเป็นหนึ่งในลูกค้าที่มีประวัติการซื้อมากที่สุดในร้านเธอรู้สึกถึงความเย็นเยือกที่แล่นผ่านสันหลังแต่ก็กลับมายิ้มได้ในเสี้ยววินาทีโดยอาศัยประสบการณ์การโกหกตัวเองที่ฝึกฝนมาอย่างดี

“น้องนิดาขา” ขวัญตอบด้วยน้ำเสียงที่ถูกควบคุมและเย้ายวน “นั่นคือสัญญาณที่ดีค่ะแปลว่าพลังงานของเงินทองกำลังตอบสนองต่อพลังศรัทธาของน้องยิ่งซื้อยิ่งรวยค่ะมันคือการลงทุนกับโชคชะตาที่สำคัญที่สุด”

เธอรีบจบการไลฟ์สดอย่างรวดเร็วเพราะไม่อยากให้ใครสังเกตเห็นความผิดปกติในดวงตาของเธอเมื่อจบลงแล้วเธอถอดต่างหูออกแล้วทิ้งตัวลงบนเก้าอี้หนังสั่งทำพิเศษความรู้สึกผิดชอบชั่วดีที่เธอพยายามฆ่ามันมานานเริ่มส่งเสียงครางเบาๆในหัว

ขวัญลุกขึ้นยืนเดินไปยังมุมห้องที่ถูกจัดไว้ราวกับเป็นศาลเจ้าเล็กๆที่นั่นมีรูปปั้นไม้สีดำขนาดเท่านิ้วมือสลักเป็นรูปผู้หญิงถูกมัดอย่างประณีตด้วยด้ายสีแดงเข้มจนมองไม่เห็นใบหน้าเธอจุดธูปสามดอกและนำขนมหวานและไวน์แดงมาถวาย

นี่คือ ‘แม่คะนา’ (Nang Phan) แรงดึงดูดและฝันร้ายของเธอ

“วันนี้ได้มาอีกเกือบห้าแสนแล้วนะแม่คะนา” ขวัญกระซิบเสียงแผ่วในความมืด “ขอให้ลูกค้าทุกคนจงคลั่งไคล้ในสินค้าของฉันขอให้พวกเขาโอนเงินมาจนหมดตัวเหมือนที่ฉันเคยจนมาก่อนฉันไม่ต้องการกลับไปเป็นคนนั้นอีกแล้ว”

เธอวางแก้วไวน์แดงราคาแพงลงไปเล็กน้อยตามคำแนะนำของอาจารย์สวัสดิ์เธอทำทุกอย่างอย่างระมัดระวังราวกับกำลังป้อนอาหารให้แก่สัตว์ร้ายที่กำลังหิวกระหาย

อาจารย์สวัสดิ์ที่กระท่อมเก่าๆในป่าลึกเคยเตือนเธอไว้: “นางพันจะพันทรัพย์สินเงินทองของคนอื่นมาให้เจ้า…แต่นางไม่ชอบการถูกทอดทิ้งหากวันใดที่เจ้าหยุดเลี้ยงดูหรือไม่ใส่ใจนางจะพันสิ่งที่สำคัญที่สุดของเจ้าเอาไว้…นางไม่ชอบความโดดเดี่ยว”

ขวัญเคยคิดว่าคำเตือนนี้เป็นเพียงพิธีกรรมที่ทำให้ดูน่ากลัวเท่านั้นเธอเชื่อว่าเธอฉลาดพอที่จะควบคุมความมืดมิดได้ตราบใดที่มีเงินเข้ามาอย่างไม่หยุดหย่อน

เธอกลับมาที่ปัจจุบันโทรศัพท์ของเธอสั่นแจ้งเตือนการโอนเงินก้อนสุดท้ายที่ดูดมาจากบัญชีของนิดาเธอไม่ได้รู้สึกดีใจเหมือนเมื่อก่อนแต่รู้สึกถึงความรุ่มร้อนที่แผดเผาอยู่ในอกเมื่อเงินเข้ามามากขึ้นความสุขกลับน้อยลงความหวาดกลัวเริ่มกัดกินจิตใจ

ขวัญเหลือบมองไปที่รูปปั้นอีกครั้งเธอมองเห็นรอยยิ้มที่บิดเบี้ยวของตัวเองสะท้อนอยู่บนความเงาวับของไม้ที่ถูกพันด้วยด้ายสีแดงเธอรู้สึกเหมือนถูกเชื่อมโยงกับรูปปั้นนี้อย่างแยกไม่ออก

ในขณะเดียวกันอีกไม่กี่ช่วงตึก นิดา นั่งนิ่งอยู่กลางห้องของเธอห้องนั้นเต็มไปด้วยกล่องพัสดุเปล่าๆจากร้านของขวัญแสงไฟในห้องถูกแทนที่ด้วยแสงสลัวๆจากหน้าจอโทรศัพท์ที่ดับลง

นิดาจับจ้องไปที่หน้าจอโทรศัพท์ของตัวเองดวงตาของเธอล่องลอยและว่างเปล่าเหมือนถูกถอดวิญญาณเธอทำภารกิจสุดท้ายสำเร็จแล้วเธอซื้อทุกสิ่งที่เธอต้องซื้อตามคำสั่งที่ดังอยู่ในหัว

  • “สำเร็จ…ฉันได้ซื้อสิ่งที่ต้องซื้อแล้ว…ฉันจะไม่โดดเดี่ยวอีกต่อไปแล้ว”

นิดาค่อยๆหยิบด้ายสีแดงเข้มที่ถูกใช้รัดกล่องพัสดุขึ้นมาด้ายนั้นมีกลิ่นน้ำหอมและกลิ่นไม้เก่าๆที่เธอคุ้นเคยเธอพันมันรอบลำคอของตัวเองอย่างเชื่องช้าในความเงียบงันของยามค่ำคืนในขณะที่ขวัญกำลังกอดเงินล้านก้อนใหม่ของเธอไว้ในความมืดมิด


ขวัญตื่นขึ้นมาด้วยเสียงแจ้งเตือนเงินเข้าบัญชีอย่างต่อเนื่องที่ดังถี่กว่าปกติจนน่ารำคาญความรู้สึกดีใจปนเปไปกับความกังวลที่เริ่มคืบคลานเข้ามายอดขายพุ่งทะยานจนน่ากลัวกว่าปกติแต่มันเป็นความร้อนรุ่มที่แลกมาด้วยฝันร้ายเมื่อคืน ขวัญยังคงเห็นภาพด้ายสีแดงเข้มพันรอบตัวเธอแน่นขึ้นเรื่อยๆดึงให้เธอลอยขึ้นสู่ความมืดมิดและมีเสียงกระซิบซ้ำๆว่า “อย่าหยุดซื้ออย่าหยุดขาย…เธอจะโดดเดี่ยวไม่ได้” เสียงนั้นเย็นเฉียบราวกับมาจากโลกอื่น

เธอเดินไปที่ห้องครัวเปิดตู้เย็นที่เต็มไปด้วยอาหารและเครื่องดื่มราคาสูงแต่เธอกลับรู้สึกว่าอาหารเหล่านั้นไม่มีรสชาติความหิวโหยของเธอไม่ได้อยู่ที่ท้องมันอยู่ที่จิตใจที่ต้องการความมั่งคั่งมากขึ้นเพื่อดับเสียงเตือนในหัวและเติมเต็มความว่างเปล่าที่เพิ่มขึ้น

ขวัญหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเช็กข่าวสารตามปกติแต่สายตาของเธอสะดุดเข้ากับพาดหัวข่าวในหน้าเว็บไซต์ท้องถิ่นพาดหัวนั้นใหญ่และตัวอักษรสีแดงน่ากลัว: “สลด! สาวออฟฟิศโดดตึกฆ่าตัวตายหนีปัญหาหนี้สินจากการซื้อของฟุ่มเฟือยออนไลน์ทิ้งข้อความสุดท้าย ‘ฉันซื้อสำเร็จแล้ว'”

รูปภาพประกอบคือเหตุการณ์ที่หญิงสาวตกลงมาจากคอนโดมิเนียมสูงใบหน้าของผู้ตายในรูปนั้นดูคุ้นตาอย่างประหลาด ขวัญเลื่อนดูรายละเอียดและชื่อของเหยื่อก็ปรากฏ: นิดา (Nida) เธอจำชื่อนี้ได้ชัดเจนนิดาคือลูกค้าวีไอพีที่เพิ่งโอนเงินก้อนสุดท้ายให้เธอเมื่อคืนและเป็นคนที่คอมเมนต์ว่า “ฉันหยุดไม่ได้เลยค่ะ”

มือของขวัญสั่นเทาจนทำโทรศัพท์หลุดมือมันตกกระทบพื้นไม้ปาเก้เสียงดัง “ปึก” ความรู้สึกผิดปนเปไปกับความกลัวเข้าโจมตีเธออย่างรุนแรงจนเธออาเจียนออกมาเล็กน้อยที่อ่างล้างจาน ร่างกายของเธอปฏิเสธความจริงอันน่าสยดสยองนี้

  • ‘ไม่จริงนี่มันเป็นแค่เรื่องบังเอิญที่น่ากลัวเท่านั้นเธอเลือกเองที่จะทำแบบนั้น’
  • ‘ฉันไม่ได้ทำฉันแค่เป็นผู้ขายสินค้า…ฉันไม่ได้ฆ่าเธอฉันไม่รับผิดชอบ’

เธอพยายามหาเหตุผลเข้าข้างตัวเองอย่างบ้าคลั่งแต่น้ำเสียงที่ว่างเปล่าของนิดาในคอมเมนต์ก็ย้อนกลับมาหลอกหลอนคำพูดของอาจารย์สวัสดิ์ที่เคยเตือนก็ดังชัดขึ้นมาอีกครั้งในความมืด: “เมื่อพวกเขาหมดสิ้นทุกอย่างจนไม่เหลืออะไรให้พันอีกแล้วนางจะพันคอพวกเขาด้วยความโดดเดี่ยวที่เกิดจากการไม่มีเงินซื้อของอีก”

ขวัญรีบเก็บโทรศัพท์แล้วเดินตรงไปที่หิ้งบูชาแม่คะนาเธอจ้องมองรูปปั้นไม้ที่ถูกพันด้วยด้ายสีแดงเข้มอย่างรังเกียจและหวาดกลัวเธอรู้สึกว่าด้ายนั้นดูหนาและชุ่มฉ่ำมากขึ้นกว่าเมื่อวานราวกับมันเพิ่งได้รับอาหารชิ้นใหญ่ซึ่งก็คือวิญญาณของนิดา

“ไม่นะแกต้องไม่ทำแบบนั้น” ขวัญกระซิบเสียงต่ำใบหน้าของเธอเต็มไปด้วยหยาดเหงื่อ “ฉันแค่ให้โอกาสพวกเขาให้พวกเขาได้มีโชคลาภในชีวิตฉันไม่ได้ต้องการให้ใครตายฉันไม่ต้องการให้วิญญาณมาตามฉัน”

เธอเดินหนีออกจากมุมบูชาแล้วตรงไปที่ห้องน้ำเธอเปิดน้ำเย็นล้างหน้าเพื่อเรียกสติเธอมองตัวเองในกระจกเงาใบหน้าของเธอซีดเผือดดวงตาเต็มไปด้วยความกลัวและความโลภที่ปะปนกัน

ทันใดนั้นภาพสะท้อนในกระจกก็เริ่มบิดเบี้ยวใบหน้าของขวัญยังอยู่ที่นั่นแต่บนศีรษะของเธอกลับปรากฏ ด้ายสีแดงเข้ม พันอยู่รอบดวงตาและปากราวกับกำลังปิดผนึกเธอไว้รอยยิ้มบนใบหน้าของภาพสะท้อนนั้นไม่ใช่รอยยิ้มของขวัญแต่เป็นรอยยิ้มของ แม่คะนา ที่เต็มไปด้วยความเย็นชา

ขวัญกรีดร้องอย่างเงียบๆแล้วถอยหลังไปชนกับอ่างล้างหน้าเสียงดัง “แคว๊ก!” เธอปิดตาทั้งสองข้างแล้วลืมตาขึ้นมาอีกครั้งภาพนั้นหายไปแล้วมีเพียงขวัญที่ตกตะลึงยืนอยู่

  • ‘ฉันเริ่มบ้าไปแล้วจริงๆ…แม่คะนากำลังครอบงำฉัน’

ความกลัวกลายเป็นความจริงจัง ขวัญพยายามหาทางหนีจากความโดดเดี่ยวและภาพหลอนเธอตัดสินใจโทรหา ต้อย (Toi) ลูกค้าวีไอพีอีกคนหนึ่งที่เพิ่งซื้อกำไลจากเธอไปเมื่อวานนี้เธอต้องการแค่ให้ใครสักคนยืนยันว่ายังมีชีวิตอยู่และยังควบคุมตัวเองได้

ต้อยรับสายทันทีด้วยเสียงที่ตื่นเต้นและดังกว่าปกติมากจนน่าประหลาดใจ

“คุณขวัญคะ” ต้อยพูดเสียงสูงและรวดเร็วราวกับถูกกระตุ้นด้วยสารเสพติด “กำไลที่คุณให้มามันดีมากเลยค่ะวันนี้ยอดขายเครื่องสำอางฉันพุ่งขึ้นเป็นเท่าตัวเลยค่ะฉันรู้สึกเหมือนเป็นคนใหม่ที่ทรงพลังกว่าเดิมเงินเข้าไม่หยุดเลยค่ะ”

ขวัญรู้สึกโล่งใจไปชั่วขณะแต่ก็มีความระแวงปนอยู่ “คุณต้อยคะคุณรู้สึกว่าคุณ…ควบคุมตัวเองได้ดีใช่ไหมคะคุณยังใช้ชีวิตปกติอยู่ใช่ไหม”

“ควบคุมเหรอคะ” ต้อยหัวเราะอย่างประหลาดใจเสียงหัวเราะของเธอฟังดูเป็นโลหะและเย็นชา “ฉันควบคุมได้ดีมากค่ะแต่ฉันแค่รู้สึกว่าฉันต้องซื้อของจากคุณขวัญอีกเยอะๆฉันเปิดร้านของคุณไว้ตลอดเวลาเลยค่ะฉันต้องซื้อสร้อยข้อมือทองคำที่เข้ากับกำไลเส้นนี้ให้ได้เพราะถ้าฉันไม่ซื้อ…ฉันรู้สึกเหมือนฉันจะ โดดเดี่ยว เหมือนถูกทอดทิ้งในความมืดไม่มีใครรักและไม่มีใครสนใจ”

คำว่า “โดดเดี่ยว” เหมือนถูกตอกย้ำเข้ามาในสมองของขวัญอีกครั้งมันคือคำสำคัญที่อาจารย์สวัสดิ์เคยเตือน ขวัญตัดสินใจถามสิ่งที่เธอสงสัยมาตลอด

“คุณต้อยคะ…ก่อนหน้านี้คุณรู้สึกมีความสุขกับการใช้จ่ายไหมคะ”

ต้อยเงียบไปครู่หนึ่งแล้วเสียงของเธอก็เปลี่ยนไปเป็นโทนที่เย็นชาและไร้อารมณ์อย่างน่ากลัว

“ฉันไม่รู้ค่ะคุณขวัญฉันจำไม่ได้” ต้อยตอบ “ฉันจำได้แค่ว่าฉันต้องซื้อของคุณฉันไม่สนใจเรื่องอื่นแล้วค่ะชีวิตของฉันตอนนี้มีแค่สินค้าของคุณถ้าคุณไม่ขายฉัน…ฉันก็ไม่รู้ว่าจะอยู่ต่อไปได้ยังไงฉันจะโดดเดี่ยว”

ขวัญตัดสายทันทีเธอทิ้งตัวลงบนโซฟาหนังด้วยความอ่อนล้าทางจิตใจเธอตระหนักว่าแม่คะนาไม่ได้ต้องการแค่เงินแต่ต้องการความ หลงใหล ที่จะกลืนกินทุกสิ่งในชีวิตเหยื่อความกลัวนั้นเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นความมุ่งมั่นที่น่ากลัว

เธอขับรถออกไปข้างนอกด้วยความเร็วสูงเธอตรงไปที่หิ้งบูชาของแม่คะนาเธอหยิบรูปปั้นนั้นขึ้นมามองด้วยความรังเกียจและความกลัวปนกันและสังเกตเห็นรอยเลือดจางๆติดอยู่บนด้ายสีแดงเข้มมันเป็นสีแดงเข้มที่ดูเหมือนสดใหม่มาก

ขวัญกรีดร้องแล้วโยนรูปปั้นนั้นลงกับพื้นอย่างรุนแรงแต่รูปปั้นนั้นไม่ได้แตกหักมันเพียงแค่กลิ้งไปที่มุมห้องด้ายสีแดงเข้มที่พันรอบตัวมันดูเหมือนจะคลายตัวออกเล็กน้อยแล้วก็พันตัวเองกลับเข้าไปแน่นกว่าเดิมพร้อมกับส่งเสียง “ฟู่…” ราวกับงูที่กำลังเยาะเย้ย

ในความเงียบนั้นขวัญได้ยินเสียงกระซิบที่เย็นเยียบและเย้ายวนดังมาจากรูปปั้นอีกครั้ง: “เจ้าจะทิ้งข้าไปไม่ได้หรอกขวัญความโลภของเจ้าคืออาหารของข้าและเจ้าจะต้องหาอาหารมาให้ข้าเรื่อยๆถ้าเจ้าหยุด…ข้าจะพันเจ้าไว้แทน…และเจ้าจะโดดเดี่ยวที่สุดในโลกเหมือนพวกมันทุกคน”

ขวัญล้มตัวลงคุกเข่าต่อหน้ารูปปั้นน้ำตาแห่งความหวาดกลัวไหลอาบแก้มเธอรู้แล้วว่าเธอได้เซ็นสัญญากับปีศาจที่ไม่ใช่แค่ดูดเงินแต่ดูดกินวิญญาณคนแล้วเธอต้องทำลายมันให้ได้สิ่งแรกที่เธอทำคือหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาแล้วกดอัดวิดีโอเพื่อเตรียมไลฟ์สดขายของอีกครั้งในคืนนี้ด้วยรอยยิ้มที่บิดเบี้ยวเพื่อซ่อนความจริงทั้งหมด


ขวัญเตรียมตัวสำหรับไลฟ์สดครั้งต่อไปด้วยสภาพจิตใจที่ย่ำแย่ที่สุดในชีวิตมันคือการแสดงครั้งสุดท้ายที่เธอต้องป้อนอาหารแก่แม่คะนารอยยิ้มบนใบหน้าของเธอเป็นเพียงหน้ากากที่ปกปิดความหวาดกลัวดวงตาของเธอจับจ้องไปที่รูปปั้นแม่คะนาที่วางอยู่ใต้โต๊ะอย่างไม่วางตาเหมือนเป็นระเบิดเวลาที่กำลังจะระเบิด

เธอแต่งหน้าจัดเต็มอย่างหนาแน่นเพื่อปกปิดร่องรอยของความตื่นตระหนกและอาการอดนอนที่เห็นได้ชัดบนใบหน้าเธอสวมชุดราตรีที่หรูหราที่สุดและเริ่มการถ่ายทอดสดด้วยเสียงที่ฟังดูตึงเครียดและสั่นเครือเล็กน้อย

“สวัสดีค่ะลูกค้าผู้มีบุญวาสนาทุกท่าน” เสียงของขวัญฟังดูเร่งรีบและสูงกว่าปกติเล็กน้อยความมั่นใจที่ฉาบไว้เริ่มสั่นคลอนอย่างรุนแรง “วันนี้ขวัญนำของหายากมาเปิดให้บูชาค่ะแหวนเพชรพญานาคคู่จากคำชะโนดที่ได้นำไปปลุกเสกถึงเก้าวัดใครได้ไปรับรองว่าเงินทองไหลมาเทมาไม่ขาดสายชีวิตจะร่ำรวยจนคนรอบข้างอิจฉาและทุกคนจะคลั่งไคล้ในตัวคุณ”

ลูกค้าหลั่งไหลเข้ามาอย่างบ้าคลั่งเช่นเคยช่องคอมเมนต์วิ่งเร็วมากจนแทบจะอ่านไม่ทันพวกเขาไม่สนใจราคาพวกเขาแค่ต้องการซื้อสินค้าด้วยความต้องการที่ควบคุมไม่ได้มันเป็นภาพที่น่ากลัวของความโลภที่กำลังระบาด

ขวัญเริ่มสังเกตเห็นคอมเมนต์ที่ผิดปกติมากขึ้นเรื่อยๆและพวกมันเริ่มปรากฏซ้ำๆเหมือนมีใครพิมพ์วนซ้ำๆด้วยข้อความที่น่ากลัว

  • “ฉันยอมอดข้าวอดน้ำเพื่อซื้อค่ะชีวิตนี้มีแค่ของของคุณขวัญเท่านั้นฉันจะตายเพราะหนี้สินแต่ฉันก็ยังต้องซื้อ”
  • “ฉันต้องให้ได้มาถ้าไม่ได้ฉันต้องตายแน่ๆฉันรู้สึกเหมือนวิญญาณฉันจะหลุดออกจากร่างถ้าฉันไม่ได้มัน”
  • “พี่ขวัญคะ…คุณนิดา…เธอก็ซื้ออันนี้ไปใช่ไหมคะ…ทำไมฉันเห็นเธออยู่ในเงาข้างหลังคุณ”

คอมเมนต์สุดท้ายทำให้ขวัญตัวแข็งทื่อความเย็นยะเยือกแล่นจากศีรษะถึงปลายเท้าเธอพยายามมองข้ามมันไปแล้วรีบเสนอขายสินค้าชิ้นต่อไปเพื่อเปลี่ยนความสนใจของลูกค้าแต่ไม่ทันการณ์

ในระหว่างที่เธอสาธิตการใส่แหวนอยู่จู่ๆหน้าจอโทรศัพท์ของเธอก็สั่นอย่างรุนแรงไม่ใช่การแจ้งเตือนแต่เป็นสายเรียกเข้าจากเบอร์แปลกๆที่ไม่มีชื่อผู้ติดต่อและหน้าจอคอมพิวเตอร์ก็เริ่มกระพริบ

ขวัญพยายามจะตัดสายแต่โทรศัพท์ยังคงสั่นไม่หยุดอย่างน่ารำคาญความถี่ของการสั่นนั้นรบกวนสมาธิของเธอจนเธอทำแหวนเพชรหลุดมือมันกลิ้งตกลงไปใต้โต๊ะ เสียงกระทบพื้นดังก้องอยู่ในสตูดิโอที่เงียบสนิท

ลูกค้าในคอมเมนต์เริ่มแสดงความไม่พอใจและสับสน

  • “เกิดอะไรขึ้นคะคุณขวัญไม่เป็นมืออาชีพเลย”
  • “มือสั่นทำไมคะป่วยหรือเปล่าคุณขวัญ”
  • “เอาแหวนมาให้ฉันเดี๋ยวนี้ฉันต้องซื้อไม่อย่างนั้นฉันจะบ้าตาย”

ขวัญรีบก้มลงไปใต้โต๊ะเพื่อหาแหวนขณะที่มือของเธอกำลังคลำหากล่องเครื่องประดับนั้นเธอกลับสัมผัสถูกกับบางอย่างที่เย็นเฉียบและแข็งกระด้างอย่างไม่คาดคิด

มันคือรูปปั้นแม่คะนาที่เธอโยนลงพื้นไปเมื่อตอนกลางวันรูปปั้นนั้นมาอยู่ใต้โต๊ะทำงานของเธอได้อย่างไรโดยที่เธอไม่ได้เคลื่อนย้ายมันเลย

ทันใดนั้นโทรศัพท์ที่สั่นไม่หยุดก็ปรากฏชื่อผู้โทรอย่างชัดเจนบนหน้าจอแม้ว่าจะไม่มีชื่อบันทึกไว้ในรายชื่อ: “วิญญาณนิดา”

ขวัญตกใจมากจนมือที่ถือโทรศัพท์ปล่อยมันหลุดลงพื้นเสียงที่ลอดออกมาจากลำโพงของโทรศัพท์ไม่ใช่เสียงของคนเป็นแต่เป็นเสียงกระซิบที่เย็นยะเยือกและเต็มไปด้วยความเจ็บปวดที่ถูกบิดเบือน

“ฉันซื้อของเธอจนหมดตัวแล้วขวัญ…เธอ…เธอทำลายฉันด้วยความโลภของเธอ…ตอนนี้ถึงตาเธอแล้วที่ต้องซื้อ…ซื้อวิญญาณของตัวเองคืนจากนางพัน…”

เป็นเสียงของ นิดา ขวัญจำได้ดีแม้ว่าเสียงนั้นจะฟังดูบิดเบี้ยวและทรมานราวกับมาจากใต้บาดาลเสียงนั้นเต็มไปด้วยความอาฆาตมาดร้ายและเสียงด้ายพันกันดัง ‘ฟู่…ฟู่…’ ก็ดังคลอตามมา

ขวัญกรีดร้องอย่างสุดเสียงจนเผลอทำโทรศัพท์หลุดมือไปเสียงของนิดาขาดหายไปแต่ในหูของขวัญยังมีเสียงด้ายพันกันก้องอยู่ในความมืด

บนหน้าจอไลฟ์สดที่เปิดอยู่ลูกค้าในคอมเมนต์เริ่มแสดงปฏิกิริยาแปลกๆมากขึ้น

  • “มีเสียงอะไรคะคุณขวัญเสียงเหมือนคนร้องไห้เหมือนเสียงผู้หญิง”
  • “ทำไมห้องมืดลงเรื่อยๆฉันเห็นเงาดำอยู่ข้างหลังคุณขวัญ”
  • “ฉันเห็นผู้หญิงคนนึง…ยืนอยู่ข้างหลังคุณขวัญ…ใส่ชุดสีขาว…และมีด้ายสีแดงพันรอบคอ”

ขวัญรีบหันขวับไปมองด้านหลังแต่ก็ไม่พบอะไรมีเพียงความมืดมิดที่เริ่มคืบคลานเข้ามาจากมุมห้องอย่างรวดเร็วราวกับเงามืดที่กำลังกลืนกินแสงสว่าง

เธอหันกลับมาที่กล้องอย่างตื่นตระหนกแต่ภาพสะท้อนของเธอในหน้าจอกลับไม่ใช่ใบหน้าของขวัญที่ถูกแต่งแต้มอย่างสวยงาม

ใบหน้าของเธอถูกบิดเบี้ยวกลายเป็นใบหน้าของ แม่คะนา ที่มีรอยยิ้มเย็นชาด้ายสีแดงเข้มพันรอบศีรษะของเธอแทนที่จะเป็นสร้อยเพชรเธอเห็นดวงตาสีแดงจางๆของภาพสะท้อนนั้นจ้องมองเธอราวกับกำลังบอกว่า ‘เจ้าเป็นส่วนหนึ่งของข้าแล้ว…และเจ้าจะไม่มีวันหลุดพ้น’

เธอล้มลงกับพื้นอย่างหมดแรงการไลฟ์สดถูกตัดขาดไปอย่างกะทันหันลูกค้าทุกคนได้เห็นการล่มสลายของเธอแล้วความลับของเธอเริ่มถูกเปิดเผยในสายตาของสาธารณชน

ขวัญคลานไปที่หิ้งบูชาด้วยความหวาดกลัวและโกรธแค้นเธอหยิบรูปปั้นแม่คะนาขึ้นมากำไว้ในมือแน่นเธอตั้งใจจะทุบมันทิ้งแต่เมื่อเธอเงื้อมือขึ้นเธอกลับเห็นภาพหลอนของนิดาต้อยและลูกค้าอีกหลายสิบคนที่ใบหน้าถูกพันด้วยด้ายสีแดงเข้มพวกเขายืนเรียงรายอยู่รอบตัวเธอแล้วกระซิบพร้อมกันด้วยความโหยหา

“เธอต้องขายต่อ…อย่าหยุด…ถ้าหยุดพวกเราจะมาอยู่กับเธอ…ตลอดไป…เธอจะต้องโดดเดี่ยวไม่ได้…”

ขวัญหยุดมือลงร่างกายของเธอสั่นเทาเธอเข้าใจแล้วว่าเธอไม่สามารถทำลายมันได้การทำลายแม่คะนาอาจเป็นการปลดปล่อยวิญญาณของลูกค้านับสิบที่ผูกติดอยู่กับมันแต่ก็หมายถึงการปลดปล่อยความแค้นและพลังงานลบทั้งหมดมาสู่ตัวเธอเอง

ขวัญตัดสินใจที่จะไปหาอาจารย์สวัสดิ์อีกครั้งเพื่อขอคำปรึกษาสุดท้ายเธอรู้ว่านี่คือทางเลือกเดียวเธอแต่งตัวอย่างรวดเร็วเธอคว้าเอารูปปั้นแม่คะนาไว้ในมือแล้วรีบเดินออกจากห้องหรูหราที่เต็มไปด้วยสินค้ามากมายของตัวเองแต่เธอกลับรู้สึกว่าเธอไม่มีอะไรเป็นของตัวเองอีกแล้วนอกจากความโดดเดี่ยวและความหวาดกลัว

เธอขับรถออกไปในยามค่ำคืนด้วยความหวังอันริบหรี่ที่จะหาทางรอดแต่ทุกครั้งที่เธอเหยียบคันเร่งเธอกลับได้ยินเสียงกระซิบที่เย็นเยียบและเย้ยหยันของแม่คะนาแว่วมาในความมืด “ขับเร็วเท่าไหร่ก็หนีไม่พ้นหรอกขวัญ…นางพันเจ้าไว้แล้ว…ไปหาอาจารย์สวัสดิ์สิ…ดูว่าเขาจะช่วยคนที่โลภอย่างเจ้าได้ไหม”


ขวัญขับรถฝ่าความมืดมิดของยามค่ำคืนด้วยความเร็วสูงอย่างบ้าคลั่งราวกับปีศาจกำลังไล่ตามไฟหน้ารถส่องนำทางไปตามถนนที่คดเคี้ยวสู่ชนบทลึกอย่างสิ้นหวังเธอไม่สนใจสภาพรถที่สั่นคลอนเธอสนใจเพียงแค่จุดหมายปลายทางเดียวคือกระท่อมเก่าๆของอาจารย์สวัสดิ์ที่ตั้งอยู่กลางป่า

แม่คะนาในมือเธอถูกกำไว้แน่นความรู้สึกเย็นเฉียบของไม้แกะสลักซึมผ่านฝ่ามือเข้ามาในกระแสเลือดราวกับเป็นพิษที่กำลังกัดกินเธอจากภายใน

  • ‘ฉันต้องให้เขาถอนของให้ได้’ ขวัญคิดซ้ำๆราวกับเป็นคาถาที่ช่วยปลอบใจ
  • ‘ฉันต้องทำให้ทุกอย่างกลับไปเป็นเหมือนเดิมฉันจะทิ้งเงินทั้งหมดก็ได้แต่ฉันไม่ต้องการความตายของคนอื่นฉันไม่ต้องการให้วิญญาณตามฉัน’

แต่ลึกๆในใจขวัญรู้ดีว่าไม่มีอะไรจะกลับไปเป็นเหมือนเดิมได้อีกแล้วความโลภได้เปลี่ยนเธอให้กลายเป็นสัตว์ประหลาดที่กินวิญญาณคนและเป็นช่องทางให้แม่คะนาได้ทำงานอย่างไม่หยุดหย่อน

ขณะที่รถวิ่งผ่านไร่นาเปลี่ยวๆขวัญก็เหลือบมองกระจกมองหลังอีกครั้งเงาของเธอในกระจกดูมืดกว่าปกติราวกับถูกห่อหุ้มด้วยควันสีดำจางๆมันเป็นเงาของความผิดบาปที่เธอไม่สามารถหนีพ้นได้

แล้วเธอก็เห็นบางสิ่งในที่นั่งเบาะหลังมันไม่ใช่แค่เงาจางๆแต่เป็นเงาของผู้หญิงที่ถูกพันด้วยด้ายสีแดงเข้มดวงตาของเงาดวงนั้นจ้องมองมาที่ขวัญอย่างว่างเปล่าและมีรอยยิ้มที่บิดเบี้ยวบนใบหน้ามันคือใบหน้าของ นิดา และ ต้อย ที่ทับซ้อนกันราวกับเป็นหนึ่งเดียว

ขวัญกรีดร้องแล้วหักพวงมาลัยอย่างแรงรถเสียหลักเกือบจะตกข้างทางเธอเหยียบเบรกจนมิดแล้วหันขวับไปมองเบาะหลังทันที

ไม่มีใครอยู่เบาะหลังเลยมีเพียงความว่างเปล่าและความเย็นยะเยือกของอากาศเธอได้ยินเพียงเสียงหัวใจตัวเองเต้นรัวและเสียงกระซิบที่แว่วมาในความเงียบ: “เราอยู่นี่ขวัญ…เราอยู่ในความโลภของเธอ…เราคือเธอ”

ขวัญขับรถต่อไปอย่างบ้าคลั่งเธอต้องใช้สมาธิอย่างมากเพื่อแยกแยะระหว่างความจริงกับภาพหลอนเธอพยายามเปิดเพลงร็อกเสียงดังเพื่อกลบเสียงกระซิบที่เรียกชื่อเธอซ้ำๆว่า “ขวัญ…ซื้อฉันสิ…ขวัญ…อย่าให้เราโดดเดี่ยว…”

ในที่สุดเธอก็มาถึงบริเวณป่ารกที่อยู่ห่างไกลออกไปกระท่อมของอาจารย์สวัสดิ์ตั้งอยู่ท่ามกลางต้นไม้ใหญ่ที่ยืนต้นตายดูเหมือนเป็นจุดศูนย์กลางของพลังงานด้านลบ

ขวัญรีบวิ่งออกจากรถโดยไม่ดับเครื่องยนต์เธอวิ่งตรงไปยังกระท่อมแล้วผลักประตูเข้าไปอย่างแรงจนบานพับไม้เก่าๆส่งเสียงดังลั่น

อาจารย์สวัสดิ์นั่งสมาธิอยู่กลางห้องแสงเทียนที่ริบหรี่เพียงพอให้เห็นใบหน้าที่มีรอยย่นของเขาเขาไม่แสดงความแปลกใจแต่ดวงตาของเขากลับเต็มไปด้วยความเศร้าสร้อยเมื่อเห็นขวัญในสภาพที่ตื่นตระหนกและเต็มไปด้วยเครื่องประดับที่ดูมืดมัว

“ข้าว่าแล้วว่าเจ้าจะต้องกลับมา” อาจารย์พูดด้วยเสียงแหบพร่า “ไฟโลภของเจ้ามันรุนแรงจนนางพันอดใจไม่ไหวที่จะเก็บเกี่ยวไปแล้ว”

ขวัญทรุดตัวลงคุกเข่าต่อหน้าอาจารย์ร่างกายสั่นเทาน้ำตาของเธอไหลออกมาอย่างควบคุมไม่ได้

“อาจารย์คะช่วยหนูด้วย” ขวัญอ้อนวอนพร้อมกับยื่นรูปปั้นแม่คะนาให้อาจารย์ด้วยความรังเกียจ “หนูไม่ได้อยากให้มันเป็นแบบนี้ลูกค้าของหนู…พวกเขาตายเพราะมันหนูเห็นพวกเขา…พวกเขาตามหนูมา”

อาจารย์สวัสดิ์มองรูปปั้นด้วยสายตาที่เย็นชาเขาไม่แตะต้องมันเขาเพียงแค่เหลือบมองแล้วส่ายหน้าช้าๆ

“สายไปแล้วขวัญ” อาจารย์กล่าวด้วยน้ำเสียงที่เด็ดขาดแต่เศร้าสร้อย “วิชานางพันไม่ใช่แค่ไสยศาสตร์ซื้อขายแต่มันคือ พันธะแห่งกรรม ที่โบราณมากเมื่อใดที่เจ้าเลือกใช้ความโลภของตัวเองเป็นเหยื่อล่อนางพันก็จะพันกรรมนั้นไว้ที่ตัวเจ้าความแค้นและความต้องการของนางจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของวิญญาณเจ้า”

“หนูยอมเสียเงินทั้งหมดคืนค่ะหนูยอมจนเหมือนเดิม” ขวัญเสนออย่างสิ้นหวัง “ขอแค่ถอนวิญญาณของพวกเขาออกไปให้หมดวิญญาณของนิดา…วิญญาณของต้อยหนูยอมแลกทุกอย่าง”

อาจารย์สวัสดิ์หัวเราะเบาๆในลำคอซึ่งฟังดูเหมือนเสียงไม้เสียดสีกัน “นางพันไม่คืนสิ่งที่นางได้ไปแล้ว” อาจารย์อธิบาย “วิญญาณที่ถูกพันไว้ในด้ายสีแดงเข้มนั้นตอนนี้พวกเขาถูกหลอมรวมเข้ากับพลังงานความโลภของเจ้าและของแม่คะนาแล้วทุกครั้งที่เจ้าขายของทุกครั้งที่เจ้าอยากได้อยากมีมากขึ้นนั่นคือการป้อนอาหารให้กับด้ายสีแดงนั้น”

ขวัญรู้สึกเหมือนโลกกำลังพังทลายเธอตระหนักว่าเธอไม่ใช่แค่ผู้ขายแต่เธอเป็น ผู้เลี้ยง และ ผู้ถูกพันธนาการ ไปพร้อมกัน

“แล้วหนูจะทำยังไงคะอาจารย์” ขวัญถามด้วยเสียงที่สั่นเครือ “หนูต้องทำลายมันใช่ไหมคะหนูต้องเผามัน”

อาจารย์สวัสดิ์มองไปที่รูปปั้นแม่คะนาที่วางอยู่บนพื้น

“เจ้าทำลายไม่ได้” อาจารย์ตอบอย่างเด็ดขาด “ถ้าเจ้าทำลายมันวิญญาณของพวกเขาทั้งหมดที่ถูกพันจะถูกปลดปล่อยออกมาและพวกเขาจะมารวมกันอยู่ที่เจ้าเจ้าจะกลายเป็นที่สถิตของความแค้นและความต้องการที่ไม่สิ้นสุดและเจ้าจะถูกพันธนาการด้วยความโดดเดี่ยวชั่วนิรันดร์”

ความจริงนี้ช่างน่ากลัวกว่าความตายขวัญเงียบไปพักใหญ่ก่อนจะพูดออกมาอย่างแผ่วเบา

“มีทางเดียวใช่ไหมคะที่จะหยุดนางพันได้อย่างน้อยก็หยุดหนูจากความบ้าคลั่งนี้และได้ชีวิตกลับคืนมา”

อาจารย์สวัสดิ์พยักหน้าอย่างช้าๆดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความเศร้าสร้อย

“มีทางเดียวคือการ หยุดป้อนอาหาร” อาจารย์กล่าว “เจ้าต้องหยุดความโลภในตัวเจ้าเองอย่างสิ้นเชิงเจ้าต้องตัดขาดจากเงินทองและสินค้าทั้งหมดของเจ้าแล้วใช้ชีวิตอยู่กับความบริสุทธิ์เพื่อให้นางพันอดอาหารจนกว่าจะสลายไปเอง…แต่นั่นก็หมายความว่าเจ้าต้องยอมรับที่จะอยู่ร่วมกับวิญญาณเหล่านั้นในความโดดเดี่ยวจนกว่าพวกเขาจะสงบและต้องเผชิญกับความจนและความถูกดูถูกที่เจ้ากลัวที่สุด”

ขวัญมองไปที่รูปปั้นอีกครั้งเธอเห็นภาพซ้อนของใบหน้าลูกค้าที่เสียชีวิตปรากฏขึ้นบนรูปปั้นนั้นพวกเขาจ้องมองมาที่เธอด้วยความโกรธแค้นและความต้องการที่ไม่มีวันสิ้นสุด

เธอรู้สึกถึงแรงดึงดูดของเงินทองและสินค้าที่เธอสะสมไว้มันเหมือนยาเสพติดที่เธอไม่สามารถเลิกได้

  • ‘ฉันจะอยู่โดยไม่มีความร่ำรวยได้ยังไง’
  • ‘ฉันจะกลับไปเป็นคนจนที่ถูกดูถูกอีกครั้งได้ยังไงฉันจะโดดเดี่ยวเพราะไม่มีใครสนใจได้ยังไง’

ความโลภและความกลัวการถูกทอดทิ้งยังคงแข็งแกร่งกว่าความปรารถนาที่จะบริสุทธิ์ ขวัญลุกขึ้นยืนเธอไม่ได้ดูสิ้นหวังอีกต่อไปแต่ดวงตาของเธอดูแข็งกร้าวขึ้นมาอย่างน่ากลัว

“หนูจะหาวิธีอื่นค่ะอาจารย์” ขวัญพูดเสียงเย็นชาด้วยความมุ่งมั่นที่น่ากลัว “หนูจะไม่ยอมจนอีกแล้วหนูจะไม่ยอมโดดเดี่ยวหนูจะควบคุมมันให้ได้…หนูจะหา เหยื่อรายใหม่ ที่เต็มไปด้วยความโลภมาแทนที่หนู”

ขวัญหันหลังกลับเดินออกจากกระท่อมไปโดยไม่รอคำตอบของอาจารย์สวัสดิ์เธอตัดสินใจแล้วว่าเธอจะควบคุมแม่คะนาให้ได้หรืออย่างน้อยก็ใช้ประโยชน์จากมันให้ถึงที่สุดเธอหยิบรูปปั้นแม่คะนาขึ้นมาถือไว้แน่นแล้วขับรถออกไปในความมืดโดยทิ้งอาจารย์สวัสดิ์ไว้เบื้องหลังพร้อมกับความเสียใจที่มาพร้อมกับการทำนายถึงความหายนะ


ขวัญกลับมาถึงคอนโดมิเนียมหรูหราของเธอในตอนเช้ามืดใบหน้าของเธอเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นที่น่ากลัวและเย็นชาเธอรู้สึกเหมือนอยู่ในสนามรบที่ไม่มีวันสิ้นสุดแต่คราวนี้เธอเปลี่ยนยุทธวิธีจากความกลัวเป็นการต่อรองเธอจะใช้อำนาจของแม่คะนาให้ถึงที่สุดเพื่อหลุดพ้นจากพันธนาการของมัน

เธอเดินตรงไปที่ห้องทำงานที่เต็มไปด้วยสินค้าและอุปกรณ์ไลฟ์สดเธอหยิบรูปปั้นแม่คะนาขึ้นมาแล้ววางไว้บนแท่นบูชาที่สูงที่สุดเธอเปลี่ยนน้ำหวานสีแดงเข้มเป็นไวน์แดงราคาแพงที่สุดจากยุโรปเธอต้องการป้อนสิ่งที่ดึงดูดและเย้ายวนที่สุดให้กับนางพันเพื่อแลกกับความร่วมมือที่สมบูรณ์

“แกอยากได้วิญญาณคนใช่ไหม” ขวัญพูดกับรูปปั้นด้วยน้ำเสียงเย็นชาและท้าทาย “ฉันจะให้แต่แกต้องทำตามคำสั่งฉันแกต้องทำให้ฉันรวยที่สุดในประเทศนี้แกต้องทำให้ฉันปลอดภัยจากพวกมัน…พวกวิญญาณที่ตามฉันมา”

เธอเปิดคอมพิวเตอร์แล้วค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับลูกค้าที่เสียชีวิตหรือมีหนี้สินล้นพ้นเธอพบรายชื่อลูกค้านับสิบคนที่มีรูปแบบการซื้อของซ้ำๆคล้ายกับนิดาและต้อยโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับลูกค้าที่ชื่อ แดง (Daeng) ซึ่งเป็นแม่ค้าออนไลน์รายย่อยที่เพิ่งประกาศขายบ้านเพราะไม่สามารถควบคุมการซื้อสินค้าออนไลน์ได้

แทนที่จะรู้สึกสงสารหรือหวาดกลัวขวัญกลับเห็นโอกาสเธอตัดสินใจใช้แดงเป็นเครื่องมือในการทำลายหลักฐานและปกป้องตัวเองจากเงื่อนงำทางกฎหมายที่อาจตามมา

ขวัญจัดการส่งข้อความส่วนตัวไปหาแดงด้วยบัญชีปลอมที่ดูน่าเชื่อถือและเร่งเร้าความกลัวของแดง “คุณแดงคะมีคนกำลังสืบสวนเกี่ยวกับยอดซื้อสินค้าออนไลน์ที่มากผิดปกติของคุณค่ะตำรวจกำลังจับตาดูคุณอยู่คุณควรจะทำลายหลักฐานทุกอย่างก่อนที่พวกเขาจะมาถึง”

แดงตอบกลับมาอย่างตื่นตระหนกข้อความนั้นเต็มไปด้วยตัวพิมพ์ใหญ่และเครื่องหมายอัศเจรีย์ “ฉันต้องทำยังไงคะฉันทำลายไม่ได้ฉันรักทุกสิ่งที่คุณขวัญขายฉันไม่สามารถทิ้งมันไปได้เลย!”

ขวัญยิ้มอย่างเย็นชาที่หน้าจอแล้วตอบกลับไปอย่างเยือกเย็น “ถ้าคุณรักสินค้าของขวัญจริงๆคุณก็ควรจะ ส่งคืน ให้ขวัญเก็บรักษาไว้ก่อนมันถึงจะปลอดภัยที่สุดเพราะขวัญเป็นคนเดียวที่เข้าใจพลังงานของมัน”

แผนการของขวัญคือการเรียกคืนสินค้าทั้งหมดที่ขายให้กับลูกค้าที่มีปัญหาเพื่อทำลายร่องรอยการเชื่อมโยงระหว่างการซื้อสินค้ากับโศกนาฏกรรมต่างๆและเพื่อรวบรวมพลังงานของเหยื่อไว้ในที่เดียวเพื่อควบคุมแม่คะนา

หลายวันต่อมากล่องพัสดุขนาดใหญ่จำนวนมากถูกส่งกลับมาที่คอนโดของขวัญไม่ใช่การคืนสินค้าตามปกติแต่เป็นการ “ส่งคืนด้วยความภักดีและความกลัว” จากลูกค้าที่ถูกพันธนาการ

ขวัญเปิดกล่องพัสดุเหล่านั้นภายในเต็มไปด้วยเครื่องประดับหยกกำไลและวัตถุมงคลที่เธอเคยขายไปแต่วัตถุเหล่านั้นไม่ได้ดูสวยงามอีกต่อไปมันดูมืดมัวและมีกลิ่นอับชื้นที่น่าสะอิดสะเอียนเหมือนมีบางสิ่งที่ไม่บริสุทธิ์เกาะติดอยู่

ขณะที่ขวัญกำลังจัดเก็บสินค้าอยู่นั้นเธอสังเกตเห็นว่า ด้ายสีแดงเข้ม ที่พันรอบแม่คะนากลับคลายตัวออกเล็กน้อยแล้วยืดตัวออกมาหาขวัญอย่างช้าๆด้ายนั้นดูเหมือนงูที่หิวกระหายและกำลังจะรัดเหยื่อรายใหม่

ขวัญรีบถอยหลังด้วยความตกใจด้ายนั้นหยุดนิ่งไม่ขยับอีกต่อไปแต่ขวัญรู้ว่าแม่คะนากำลัง รอ ให้เธอทำอะไรบางอย่างที่มันต้องการจริงๆไม่ใช่แค่การจัดเก็บสินค้า

เธอตัดสินใจที่จะเริ่มไลฟ์สดอีกครั้งคราวนี้เธอไม่ขายสินค้าแต่เธอใช้เวทีนี้ในการ ส่งสาร และ ปลดปล่อยความรู้สึกผิด

ขวัญนั่งอยู่หน้ากล้องด้วยใบหน้าที่ดูซีดเซียวแต่แววตาเฉียบคมเธอไม่ได้ยิ้มแต่จ้องมองกล้องด้วยความกดดัน

“ลูกค้าที่รักทุกคน” ขวัญพูดเสียงต่ำและตึงเครียด “มีข่าวลือที่ไม่ดีเกี่ยวกับสินค้าของเรามีคนพยายามทำลายชื่อเสียงของเราแต่ขวัญอยากจะบอกว่า เงินทองเป็นของมายาวิเศษเป็นของจริง ที่ต้องแลกด้วยความโลภของเรา”

“ถ้าใครที่รู้สึกว่าถูกสินค้าของเรา พันธนาการ หรือรู้สึกควบคุมตัวเองไม่ได้คุณไม่ได้โดนผีหลอกแต่คุณกำลังโดนพลังงานความโลภของตัวเองครอบงำคุณต้องแข็งแกร่งกว่ามัน”

เธอโยนความผิดทั้งหมดไปที่ลูกค้าเธอหลีกเลี่ยงที่จะพูดถึงแม่คะนาโดยตรงแต่เธอกำลังใช้เวทีนี้ในการปลดปล่อยความรู้สึกผิดของตัวเองด้วยการปฏิเสธความรับผิดชอบ

ทันใดนั้นหน้าจอคอมเมนต์ก็แสดงข้อความที่แปลกประหลาดอย่างน่ากลัว

  • “โกหก”
  • “คุณขวัญ…คุณฆ่าพวกเราด้วยด้ายสีแดงเข้มของคุณ”
  • “ฉันคือ นิดา และฉันจะตามคุณไปฉันไม่ต้องการให้คุณโดดเดี่ยว”

ข้อความเหล่านั้นถูกส่งมาจากบัญชีลูกค้าที่เสียชีวิตไปแล้วและบัญชีที่ไม่เคยมีอยู่จริงขวัญตัวแข็งทื่อความหวาดกลัวกลืนกินเธอจนหมดสิ้นเธอพยายามกดบล็อกบัญชีเหล่านั้นแต่พวกมันก็ปรากฏขึ้นมาใหม่ไม่สิ้นสุด

ขวัญเห็นภาพหลอนของนิดายืนอยู่ข้างหลังเธอในกระจกมองหลังนิดาไม่ได้ดูโกรธแค้นแต่นิดาดู เศร้า และ ว่างเปล่า ดวงตาของนิดาเต็มไปด้วยด้ายสีแดงเข้ม

“คุณขวัญ…คุณหนีไม่พ้นหรอกค่ะ” นิดากระซิบด้วยเสียงที่ดังมาจากเบาะหลังรถที่เธอได้ยินมาเมื่อวาน “คุณได้กินวิญญาณพวกเราแล้วตอนนี้พวกเราต้อง อยู่กับคุณ เพราะนางพันไม่ชอบความโดดเดี่ยว”

ขวัญกรีดร้องแล้วปัดคอมพิวเตอร์ล้มลงเสียงดังสนั่นการไลฟ์สดถูกตัดขาดไปอีกครั้ง

เธอรู้สึกถึงความรุ่มร้อนในอกความรู้สึกเหมือนถูกดึงดูดเข้าหาสินค้าทั้งหมดที่ถูกส่งคืนมาเธอเริ่มหยิบเครื่องประดับที่มืดมัวเหล่านั้นขึ้นมาสวมใส่ทีละชิ้นทีละชิ้น

เธอสวมสร้อยคอที่เคยเป็นของนิดาสวมกำไลที่เคยเป็นของต้อยเธอสวมใส่ความโลภและความแค้นของเหยื่อทั้งหมดของเธอไว้บนร่างกาย

เมื่อขวัญมองตัวเองในกระจกอีกครั้งเธอไม่ได้เห็นขวัญที่สวยงามอีกแล้วเธอเห็นผู้หญิงคนหนึ่งที่ถูกห่อหุ้มด้วยเครื่องประดับมืดมัวมากมายใบหน้าของเธอถูกบิดเบี้ยวด้วยความโลภและดวงตาของเธอว่างเปล่าเหมือนกับเหยื่อทุกคนของแม่คะนา

ขวัญรู้แล้วว่านี่คือบทลงโทษของเธอเธอไม่สามารถหยุดขายได้และเธอไม่สามารถอยู่คนเดียวได้เธอจะต้องอยู่กับ ความโลภ และ วิญญาณ ของเหยื่อทุกคนที่เธอได้หลอกใช้และเธอต้องหาวิธีที่จะส่งต่อพันธนาการนี้ไปให้คนอื่นตามคำพูดของอาจารย์สวัสดิ์อย่างเดียวเท่านั้น


ขวัญใช้ชีวิตในช่วงหลายวันที่ผ่านมาในสภาพที่เหมือนอยู่ในกรงทองที่กำลังถูกเผาไหม้และถูกคุมขังเธอถูกพันธนาการด้วยทรัพย์สินและวิญญาณของเหยื่อที่ตอนนี้ถูกรวมเข้าเป็นหนึ่งกับความโลภของเธอเธอไม่สามารถนอนหลับได้โดยปราศจากภาพหลอนของใบหน้าที่ถูกพันด้วยด้ายสีแดง

เธอตัดสินใจที่จะตัดขาดจากโลกภายนอกทั้งหมดเธอลบแอปพลิเคชันโซเชียลมีเดียปิดโทรศัพท์แล้วนั่งอยู่ท่ามกลางสินค้าที่ถูกส่งคืนมาเธอหวังว่าการหยุดกิจกรรมทางธุรกิจทั้งหมดจะทำให้นางพันอ่อนกำลังลงหรืออย่างน้อยก็ทำให้เธอมีเวลาหายใจ

แต่แล้วความจริงอันน่าสะพรึงกลัวก็ปรากฏขึ้นเมื่อเธอพยายามทำความสะอาดบริเวณหิ้งบูชาและจัดเรียงสินค้าที่ส่งคืนมาอย่างบ้าคลั่ง

ในความเงียบนั้นขวัญเริ่มได้ยินเสียงกระซิบไม่ใช่เสียงของนิดาหรือต้อยแล้วแต่เป็นเสียงที่ดังขึ้นจาก รูปปั้นแม่คะนา เสียงนั้นหวานหยดย้อยและเย้ายวนเหมือนเสียงของผู้หญิงที่กำลังเกลี้ยกล่อมแต่แฝงไว้ด้วยอำนาจที่เหนือกว่าและเย้ยหยันในตัวเธอ

“ขวัญ…เธอหยุดไม่ได้หรอก” เสียงนั้นกระซิบ “ความโลภของเธอไม่ได้อยู่ที่ลูกค้ามันอยู่ที่ เธอ เอง…เธออยากให้ฉันหยุดทำงานงั้นเหรอเธอคิดว่าเจ้าของวิชาคนก่อนๆไม่มีใครเคยลองทำลายฉันแล้วหรือ”

ทันใดนั้นเองขวัญก็รู้สึกถึงการบีบรัดที่คอราวกับมีด้ายที่มองไม่เห็นกำลังพันแน่นขึ้นเรื่อยๆจนหายใจติดขัดเธอเซถลาไปชนเข้ากับโต๊ะที่เต็มไปด้วยสินค้าที่ส่งคืนมาสินค้าเหล่านั้นร่วงลงพื้นเสียงดังสนั่น

ในความโกลาหลนั้นแสงไฟในห้องก็ดับลงมืดสนิทมีเพียงแสงจันทร์สลัวๆลอดผ่านหน้าต่างเข้ามาขวัญรู้สึกว่าอุณหภูมิในห้องลดต่ำลงอย่างรวดเร็วความเย็นนั้นกัดกินเข้าสู่กระดูก

ขวัญกรีดร้องด้วยความกลัวเธอคลานไปหาแสงสว่างแต่ระหว่างทางเธอกลับสัมผัสถูกกับเครื่องประดับที่เธอสวมใส่มันรู้สึกหนักอึ้งและเย็นเฉียบราวกับโซ่ตรวนที่มองไม่เห็นเธอพยายามจะถอดมันออกแต่เครื่องประดับเหล่านั้นกลับติดแน่นกับผิวของเธอราวกับมันเป็นส่วนหนึ่งของร่างกายเธอไปแล้ว

ขวัญมองไปที่รูปปั้นแม่คะนาในความมืดรูปปั้นนั้นเรืองแสงสีแดงจางๆด้ายสีแดงเข้มที่พันรอบตัวมันคลายตัวออกแล้วยืดยาวออกมาสู่พื้นห้องอย่างช้าๆด้ายนั้นดูเหมือนกำลัง ค้นหา และ พันรัด อะไรบางอย่างที่กำลังจะเข้ามาแทนที่

เสียงกระซิบจากแม่คะนายังคงดำเนินต่อไป “เธอพยายามจะหักหลังฉันเหรอ…เธอคิดว่าเธอจะหนีความโลภของตัวเองได้หรือถ้าเธอทำลายฉันเธอก็จะโดดเดี่ยวที่สุดในความมืดชั่วนิรันดร์”

ทันใดนั้นขวัญก็เห็นเงาจางๆปรากฏขึ้นรอบตัวเธอเงาเหล่านั้นเป็นวิญญาณของลูกค้าที่เสียชีวิตพวกเขาไม่ได้จ้องมองเธอด้วยความแค้นแล้วแต่พวกเขากำลังมองด้วยความ โหยหา ที่จะให้เธอทำอะไรบางอย่างเพื่อเติมเต็มความว่างเปล่าของพวกเขา

“ขายสิขวัญ…ขายต่อไป” “ฉันอยากได้อีก…ฉันขาดไม่ได้แล้ว” “อย่าทิ้งฉันไว้คนเดียว…เราต้องการความโลภของเธอเพื่อคงอยู่”

ขวัญรู้สึกว่าเงาเหล่านั้นกำลังดึงเสื้อผ้าของเธอกำลังพันรอบขาของเธอเธอรู้สึกเหมือนกำลังถูกดึงลงสู่หลุมดำแห่งความต้องการที่ไม่มีวันสิ้นสุดของตัวเองและของวิญญาณเหล่านั้น

ขวัญตัดสินใจวิ่งหนีเธอพังประตูห้องทำงานแล้ววิ่งออกมายังโถงทางเดินของคอนโดมิเนียมที่ว่างเปล่าความหรูหรานั้นไม่ได้ให้ความปลอดภัยกับเธอเลย

เธอวิ่งไปที่ลิฟต์กดปุ่มลงอย่างบ้าคลั่งแต่ลิฟต์ไม่ยอมเปิดประตูกระจกของลิฟต์สะท้อนภาพของขวัญที่บิดเบี้ยวผมของเธอยุ่งเหยิงเครื่องประดับที่เธอสวมใส่ดูเหมือนเป็นโซ่ตรวนที่พันธนาการ

ในภาพสะท้อนนั้นขวัญเห็นใบหน้าของนิดาและต้อยปรากฏซ้อนทับบนใบหน้าของเธอพวกเขาไม่ได้ตามเธอมาจากข้างหลังแต่พวกเขา อยู่ในตัวเธอ แล้วตอนนี้พวกเขาใช้ดวงตาของเธอในการจ้องมอง

ขวัญหมดหนทางเธอรู้ว่าเธอไม่สามารถทำลายมันได้และไม่สามารถอยู่กับมันได้เธอต้องหาทางสุดท้ายที่อาจารย์สวัสดิ์บอกใบ้ไว้

ขวัญขับรถกลับไปที่กระท่อมของอาจารย์สวัสดิ์อีกครั้งในช่วงเที่ยงวันเธอไปถึงในสภาพที่เสื้อผ้าขาดวิ่นดวงตาแดงก่ำร่างกายอ่อนแอ

อาจารย์สวัสดิ์กำลังนั่งเหลาไม้แกะสลักรูปปั้นเล็กๆอย่างใจเย็นเขาไม่แสดงความประหลาดใจกับการกลับมาของขวัญแต่ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความเศร้าสร้อย

“เจ้ากลับมาเพราะเจ้าหยุดไม่ได้ใช่ไหม” อาจารย์ถามโดยไม่มองหน้า “นางพันมันอยู่ในจิตวิญญาณของเจ้าแล้วมันไม่ต้องการให้เจ้าโดดเดี่ยวอีกต่อไป”

ขวัญทรุดตัวลงคุกเข่าต่อหน้าอาจารย์เธอรวบรวมความกล้าสุดท้ายเพื่อสารภาพความจริงอันน่ารังเกียจ

“หนูพยายามที่จะหยุดแล้วค่ะอาจารย์” ขวัญพูดเสียงแหบแห้ง “หนูพยายามที่จะทิ้งมันไปแต่หนูก็ทำไม่ได้หนูไม่กล้าที่จะจนอีกแล้วหนูไม่กล้าที่จะอยู่คนเดียว…หนูจะทำลายรูปปั้นนี้ได้ยังไงคะอาจารย์”

อาจารย์สวัสดิ์หยุดมือเขาวางรูปปั้นที่กำลังแกะสลักลงแล้วหันมามองขวัญอย่างจริงจัง

“ทางเดียวที่จะทำลายนางพันได้ไม่ใช่การทำลายรูปปั้น” อาจารย์พูดด้วยน้ำเสียงที่เด็ดขาด “แต่คือการ เสียสละ สิ่งที่นางต้องการมากที่สุดสิ่งที่นางพันไว้กับตัวเจ้า”

“คืออะไรคะอาจารย์เงินทองเหรอคะ” ขวัญถามอย่างมีความหวัง “หนูจะบริจาคให้หมดเลยค่ะหนูจะไม่เอาไว้แม้แต่บาทเดียว”

อาจารย์สวัสดิ์ส่ายหน้าช้าๆ “นางไม่ได้ต้องการเงินทองของมายาอีกแล้วสิ่งที่นางต้องการคือ ความโลภบริสุทธิ์ ที่เจ้าได้ป้อนให้เธออย่างไม่หยุดหย่อนและ วิญญาณที่ถูกพันธนาการ ที่เจ้าเป็นคนรวบรวมไว้”

“เจ้าต้อง ส่งต่อ นางพันไปให้คนอื่น” อาจารย์เปิดเผยความจริงอันน่าตกใจที่ขวัญไม่เคยคาดคิด “เจ้าต้องหา เหยื่อรายใหม่ ที่มีความโลภแรงกล้าพอที่จะรับพันธนาการนี้ไปจากเจ้าเมื่อพวกเขาผูกพันกับนางพันอย่างสมบูรณ์แล้วเท่านั้นพันธะกรรมระหว่างเจ้ากับนางจึงจะถูกตัดขาด”

ขวัญเงียบไปพักใหญ่ความโลภของเธอถูกท้าทายด้วยจริยธรรมที่เหลืออยู่เล็กน้อยเธอต้องโยนพันธนาการนี้ไปให้คนอื่นเพื่อแลกกับอิสรภาพของตัวเอง

แต่แล้วเสียงกระซิบที่เย้ายวนและน่ากลัวของแม่คะนาก็แทรกเข้ามาในหัวของเธอ: “ทำสิขวัญ…ทำเพื่อตัวเธอเอง…ทำเพื่อความร่ำรวยและความอยู่รอดของเธอ…ถ้าเธอไม่ทำ…เธอจะกลายเป็น นางพัน คนต่อไป…ผู้ถูกพันธนาการด้วยความโดดเดี่ยว”

ความหวาดกลัวการกลับไปสู่ความยากจนและความโดดเดี่ยวมีพลังมากกว่าความดีงามใดๆขวัญลุกขึ้นยืนดวงตาของเธอไม่ได้เต็มไปด้วยน้ำตาแล้วแต่เต็มไปด้วยการตัดสินใจที่เย็นชาและไร้ความรู้สึก

“หนูจะทำค่ะอาจารย์” ขวัญพูดเสียงต่ำ “หนูจะหาเหยื่อรายใหม่และหนูจะส่งต่อความโลภนี้ไปให้พวกเขาหนูจะไม่ยอมเป็นทาสของมันอีกแล้ว”


ขวัญกลับมาถึงคอนโดด้วยจิตใจที่มืดมัวและเย็นชาถึงขีดสุดเธอไม่ได้รู้สึกผิดอีกต่อไปแล้วมีแต่ความกระหายที่จะต้องหลุดพ้นจากพันธนาการนี้ให้เร็วที่สุดเธอต้องหาคนที่โลภพอที่จะรับเอานางพันไปจากเธอแล้วรับเอาความโดดเดี่ยวและคำสาปนี้ไปแทนที่เธอเพื่อความอยู่รอดของตัวเอง

เธอใช้เวลาหลายชั่วโมงในการค้นหาในโซเชียลมีเดียสอดส่องหาใครสักคนที่มีความทะเยอทะยานที่ไม่มีขีดจำกัดคนที่เต็มไปด้วยความแค้นและความต้องการความร่ำรวยอย่างรวดเร็วเหมือนกับที่เธอเคยเป็นและคนที่ดูเหมือนจะอ่อนแอทางจิตใจพอที่จะถูกควบคุมได้ง่าย

ขวัญใช้ชื่อบัญชีปลอมที่ดูเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านไสยศาสตร์และเริ่มติดต่อกับ ปิ่น (Pin) ซึ่งเป็นหญิงสาวที่กำลังสร้างตัวเป็นแม่ค้าออนไลน์ขายเสื้อผ้ามือสองปิ่นมีเรื่องราวชีวิตที่คล้ายกับขวัญในอดีตเธอเคยถูกดูถูกเหยียดหยามเรื่องความจนและแสดงความปรารถนาอย่างเปิดเผยที่จะร่ำรวยเพื่อล้างแค้นต่อทุกคนที่เคยเหยียบย่ำเธอ

ขวัญเห็นความมืดมิดในดวงตาของปิ่นความปรารถนาที่จะทำทุกวิถีทางเพื่อให้ได้มาซึ่งเงินทองมันคือ ความโลภบริสุทธิ์ ที่แม่คะนาต้องการมันคืออาหารชั้นเลิศสำหรับนางพัน

  • ‘ใช่…นี่แหละคือคนที่นางพันต้องการจริงๆคนที่จะป้อนอาหารให้มันได้อย่างเต็มที่’

ขวัญสร้างความเชื่อมั่นอย่างช้าๆมอบคำแนะนำในการไลฟ์สดและการจัดการพลังงานดึงดูดทรัพย์สินจนกระทั่งปิ่นเริ่มไว้ใจและยกย่องขวัญในฐานะอาจารย์ผู้ชี้ทาง

เมื่อปิ่นเริ่มไว้ใจขวัญก็เสนอที่จะให้ “เครื่องรางระดับสูงสุด” เพื่อช่วยให้ปิ่นก้าวกระโดดข้ามขีดจำกัดความสำเร็จไปอย่างรวดเร็ว

“คุณปิ่นคะ” ขวัญส่งข้อความไปในยามวิกาลด้วยน้ำเสียงที่เย็นชาและควบคุม “ฉันมีของวิเศษที่ได้รับการปลุกเสกมาเป็นอย่างดีมันคือเครื่องรางที่พันทรัพย์สมบัติทั้งโลกมาให้คุณแต่มันต้องการ ความโลภอันบริสุทธิ์ เป็นอาหารและผู้ที่จะไม่ทิ้งมันให้โดดเดี่ยว”

ปิ่นตอบกลับมาอย่างตื่นเต้นข้อความนั้นเต็มไปด้วยความกระหายที่ไม่ปิดบัง “ฉันจะทำทุกอย่างค่ะเพื่อให้ฉันรวยกว่าทุกคนที่เคยดูถูกฉันฉันจะให้ความโลภทั้งหมดที่ฉันมีฉันยอมแลกทุกอย่างเพื่อความสำเร็จ”

ขวัญรู้แล้วว่าปิ่นได้กลายเป็นเหยื่อที่สมบูรณ์แบบแล้วเธอวางแผนการส่งมอบแม่คะนาอย่างรอบคอบเธอตัดสินใจที่จะจัดส่งรูปปั้นไปให้ปิ่นพร้อมกับ สร้อยคอหยกดำ ที่เธอสวมใส่ซึ่งตอนนี้มันเต็มไปด้วยวิญญาณและความแค้นของเหยื่อคนก่อนๆมันคือการถ่ายโอนพันธนาการอย่างสมบูรณ์

ขวัญจัดเตรียมกล่องพัสดุเธอวางแม่คะนาไว้ข้างในพร้อมกับสร้อยคอหยกดำที่เต็มไปด้วยพลังงานมืดมัวแล้วเขียนจดหมายกำกับไว้ด้วยลายมือที่สั่นเทาแต่เนื้อหาเต็มไปด้วยความเย้ายวนของความโลภ

  • “แด่ปิ่นผู้ทะเยอทะยาน: จงรับเครื่องรางนี้ไปแล้วจงป้อนมันด้วยความโลภอย่างไม่หยุดหย่อนอย่าหยุดซื้ออย่าหยุดขายและ อย่าทิ้งมันไว้เพียงลำพัง เพราะมันต้องการ companionship จากความทะเยอทะยานของผู้เป็นเจ้าของ”

เมื่อปิดกล่องพัสดุนั้นลงขวัญรู้สึกถึงการปลดปล่อยอันยิ่งใหญ่ความหนักอึ้งที่อยู่บนร่างกายเธอมานานได้ถูกยกออกไปในทันทีเครื่องประดับที่เธอสวมใส่มาหลายวันก็หลุดร่วงลงสู่พื้นอย่างง่ายดาย

แต่แล้วเสียงกระซิบของแม่คะนากลับดังขึ้นมาจากภายในกล่อง

“เจ้าคิดว่าเจ้าจะหลุดพ้นจากฉันได้ง่ายๆอย่างนั้นหรือขวัญ…พันธนาการของฉันไม่ได้อยู่ที่รูปปั้นแต่มันอยู่ที่ความโลภที่ฝังอยู่ในจิตใจของเจ้า”

ขวัญรีบวิ่งออกจากห้องทำงานด้วยความตื่นตระหนกเธอรีบนำกล่องพัสดุไปที่สำนักงานไปรษณีย์ที่ใกล้ที่สุดแล้วส่งออกไปอย่างรวดเร็วราวกับกำลังกำจัดระเบิดเวลาที่ไม่ต้องการให้ระเบิดใส่ตัวเอง

หลังจากส่งพัสดุแล้วขวัญกลับมาที่ห้องเธอรู้สึกถึงความว่างเปล่าที่แท้จริงเธอไม่ได้ร่ำรวยเหมือนเดิมแต่เธอก็ไม่ได้จนเหมือนเดิมเช่นกันร่างกายของเธอรู้สึกเบาหวิวแต่จิตใจกลับรู้สึก โดดเดี่ยว อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนความเงียบที่เข้าปกคลุมน่ากลัวกว่าเสียงวิญญาณใดๆ

เธอไม่ได้ยินเสียงกระซิบของวิญญาณอีกแล้วไม่มีภาพหลอนของนิดาหรือต้อยแต่ความเงียบนั้นน่ากลัวยิ่งกว่าเสียงใดๆมันคือความเงียบของวิญญาณที่ถูกทอดทิ้ง

ขวัญมองไปที่ตัวเองในกระจกเงาสร้อยคอหยกดำได้หายไปแล้วพร้อมกับเครื่องประดับอื่นๆที่เคยพันธนาการเธอไว้แต่เธอกลับเห็นร่องรอยบางอย่างบนผิวของเธอ

รอยสีแดงจางๆคล้าย รอยไหม ปรากฏขึ้นรอบคอและข้อมือของเธอราวกับว่าด้ายสีแดงเข้มได้พันเธอไว้ในระดับที่มองไม่เห็นแล้วมันคือร่องรอยของกรรมที่เธอไม่สามารถลบออกได้

ขวัญรู้แล้วว่าพันธนาการไม่ได้หายไปไหนมันเพียงแค่เปลี่ยนรูปแบบจากเครื่องรางภายนอกมาเป็น พันธนาการภายใน ที่เธอต้องแบกรับความโดดเดี่ยวและความผิดบาป

ในขณะเดียวกันอีกหลายสิบกิโลเมตร ปิ่น ได้รับกล่องพัสดุนั้นเธอเปิดมันออกด้วยความตื่นเต้นใบหน้าของเธอเต็มไปด้วยความโลภและความทะเยอทะยานที่พุ่งสูงถึงขีดสุด

ปิ่นหยิบรูปปั้นแม่คะนาขึ้นมาพร้อมกับสร้อยคอหยกดำเธอสวมสร้อยคอทันทีและวางรูปปั้นไว้บนโต๊ะทำงานของเธออย่างระมัดระวัง

“ฉันจะให้ทุกสิ่งที่แกต้องการนางพัน” ปิ่นพูดกับรูปปั้นด้วยความมุ่งมั่น “และแกต้องให้ความรวยทั้งหมดที่ฉันต้องการฉันจะไม่ทำให้แกโดดเดี่ยวแน่นอน”

ในขณะที่ปิ่นกำลังยิ้มอย่างพึงพอใจนั้นสายตาของเธอก็เหลือบไปเห็นเงาจางๆในมุมห้องเงาเหล่านั้นดูคล้ายผู้หญิงที่ถูกพันด้วยด้ายสีแดงเงาเหล่านั้นกำลังจ้องมองเธอด้วยความ ยินดี ที่ได้มีเหยื่อรายใหม่และเป็นที่สถิตแห่งความแค้น

ปิ่นไม่ได้รู้สึกกลัวเลยแม้แต่น้อยเธอรู้สึกเพียงแค่ว่า เธอไม่ได้อยู่คนเดียวแล้ว และการมีอยู่ของเงาเหล่านั้นก็เป็นสัญญาณของความร่ำรวยที่กำลังจะมาถึง

ขวัญที่กำลังนั่งอยู่คนเดียวในห้องที่ว่างเปล่าได้รับข้อความสั้นๆจากเบอร์ที่ไม่รู้จัก: “ขอบคุณสำหรับของขวัญค่ะพี่ขวัญฉันรู้สึกได้ถึงพลังงานแล้วค่ะตอนนี้ฉันไม่โดดเดี่ยวอีกต่อไปแล้ว”

ขวัญอ่านข้อความนั้นแล้วน้ำตาแห่งความว่างเปล่าก็ไหลออกมาเธอรู้แล้วว่าเธอได้รับอิสรภาพทางกายแต่เธอได้ถูก พันธนาการทางจิตวิญญาณ ด้วยความโดดเดี่ยวและความผิดบาปไปตลอดกาลและวงจรแห่งความโลภและความแค้นก็เริ่มขึ้นใหม่อีกครั้งอย่างไม่มีที่สิ้นสุด


ขวัญใช้ชีวิตอย่างโดดเดี่ยวในคอนโดมิเนียมหรูหราของเธอหลายวันผ่านไปความว่างเปล่าเข้าแทนที่ความทะเยอทะยานที่เคยมีทรัพย์สินเงินทองยังคงกองอยู่รอบตัวเธอราวกับเป็นภูเขาทองคำแต่มันไม่ได้มีความหมายอะไรอีกต่อไปสำหรับเธอความรู้สึกของเธอไม่ต่างจากนักโทษที่ถูกคุมขังในปราสาทที่ไร้ชีวิต

เธอไม่ได้ไลฟ์สดขายของอีกแล้วไม่ได้ตอบอีเมลหรือข้อความใดๆจากใครๆเธอตัดขาดจากโลกภายนอกอย่างสิ้นเชิงเธอรู้สึกถึงอิสรภาพที่ได้จากการปลดปล่อยแม่คะนาไปให้ปิ่นแต่มันเป็นอิสรภาพที่ไร้ซึ่งความสุขมันคืออิสรภาพที่ถูกพันด้วย ความผิดบาป และ ความโดดเดี่ยว ที่หนักอึ้งกว่าพันธนาการใดๆ

ร่างกายของขวัญผอมซูบลงอย่างเห็นได้ชัดเธอไม่ค่อยกินไม่ค่อยนอนสายตาของเธอเหม่อลอยอยู่ตลอดเวลาทุกครั้งที่เธอส่องกระจกเธอจะเห็นรอยสีแดงจางๆที่คอและข้อมือมันไม่ใช่รอยแผลเป็นทางกายภาพแต่มันคือ รอยพันธนาการ ที่มองไม่เห็นซึ่งฝังลึกเข้าไปในจิตวิญญาณของเธอและเตือนเธอถึงความโลภที่เคยครอบงำ

ในความเงียบงันขวัญยังคงได้ยินเสียงกระซิบไม่ใช่เสียงของนิดาหรือต้อยแล้วแต่เป็นเสียงของ ตัวเธอเอง ในอดีตเสียงของขวัญที่กำลังหัวเราะเยาะคนจนเสียงของขวัญที่กำลังสั่งให้ลูกค้าโอนเงินมันเป็นเสียงสะท้อนของความโลภที่ไม่มีวันตายซึ่งเธอได้ส่งต่อให้ปิ่นแล้ว

วันหนึ่งขวัญเปิดโทรทัศน์ด้วยความรู้สึกว่างเปล่าเธอเห็นข่าวธุรกิจที่กำลังเป็นที่พูดถึงมากที่สุดนั่นคือเรื่องราวของ ปิ่น แม่ค้าออนไลน์ที่ประสบความสำเร็จอย่างก้าวกระโดดภายในเวลาเพียงไม่กี่สัปดาห์ปิ่นทำลายสถิติยอดขายทั้งหมดของขวัญไปแล้ว

ภาพของปิ่นปรากฏบนหน้าจอเธอกำลังไลฟ์สดขายสินค้าด้วยพลังงานที่บ้าคลั่งและรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความทะเยอทะยานที่ขวัญเคยมีดวงตาของปิ่นนั้นว่างเปล่าแต่เต็มไปด้วยความกระหายอย่างไม่มีที่สิ้นสุด

ผู้ประกาศข่าวชื่นชมความสามารถของปิ่นแต่ขวัญรู้ดีว่าเบื้องหลังความสำเร็จนั้นคือ แม่คะนา ที่กำลังทำงานอย่างบ้าคลั่งมันกำลังป้อนความโลภให้ปิ่นและกำลังเก็บเกี่ยววิญญาณของผู้คนในอัตราที่เร็วกว่าที่เธอเคยทำ

ขวัญรู้สึกถึงความปวดร้าวที่หน้าอกมันคือความรู้สึกผิดที่เธอได้ส่งต่อคำสาปนี้ไปให้คนอื่นแต่มันก็ปนเปไปกับความโล่งอกที่ตัวเองได้หลุดพ้นมาแล้ว

  • ‘ฉันไม่ได้ทำมันแล้วนะปิ่นเป็นคนเลือกเองที่จะรับมันไป’

ขวัญพยายามจะหาเหตุผลเข้าข้างตัวเองแต่เธอไม่สามารถหนีความจริงได้ว่าเธอคือคนส่งมอบความชั่วร้ายนี้ให้ปิ่นและในไม่ช้าปิ่นก็จะพบกับชะตากรรมเดียวกับนิดาและต้อยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

เธอเริ่มเห็นความผิดปกติในข่าวที่เกี่ยวข้องกับปิ่นลูกค้าของปิ่นเริ่มมีอาการคล้ายกับลูกค้าของเธอเมื่อก่อนพวกเขาเริ่มโพสต์ข้อความแปลกๆเกี่ยวกับการซื้อของอย่างบ้าคลั่งเกี่ยวกับการขายทุกอย่างที่มีเพื่อซื้อสินค้าจากปิ่นความโลภกำลังระบาดอย่างรุนแรงอีกครั้งเหมือนโรคระบาดที่ไม่มียารักษา

ขวัญรู้แล้วว่าวงจรแห่งกรรมกำลังดำเนินต่อไปเธอหยุดมันได้แค่ชั่วคราวเท่านั้นแต่ไม่ได้ทำลายมันเธอตัดสินใจว่าเธอไม่สามารถปล่อยให้ปิ่นเดินตามรอยเท้าของเธอได้เธอต้องรับผิดชอบในสิ่งที่เธอได้ก่อไว้โดยการทำลายต้นตอของคำสาปทั้งหมด

ขวัญจึงตัดสินใจที่จะออกเดินทางอีกครั้งจุดหมายปลายทางของเธอคือกระท่อมของ อาจารย์สวัสดิ์ เธอต้องรู้ความจริงทั้งหมดเกี่ยวกับแม่คะนาและวิธีทำลายมันอย่างถาวร

เธอขับรถไปในเวลากลางวันซึ่งแตกต่างจากครั้งก่อนที่ขับรถหนีในยามค่ำคืนครั้งนี้เธอไม่ได้หนีแต่เธอกำลังเผชิญหน้ากับความจริงที่โหดร้ายของกรรมที่เธอสร้างขึ้น

เมื่อขวัญไปถึงกระท่อมของอาจารย์สวัสดิ์มันกลับดูเงียบสงบกว่าที่เธอจำได้อาจารย์สวัสดิ์ไม่ได้นั่งสมาธิอยู่แล้วเขาหายไปราวกับหายตัวไปในอากาศ

ขวัญเดินเข้าไปในกระท่อมที่ว่างเปล่าเธอเห็นแต่ฝุ่นและหยากไย่ราวกับไม่มีใครอาศัยอยู่ที่นี่มานานหลายสัปดาห์ความหวังของขวัญพังทลาย

เธอเหลือบไปเห็นกระดาษแผ่นหนึ่งวางอยู่บนแท่นบูชาเก่าๆกระดาษนั้นเขียนด้วยลายมือหวัดๆของอาจารย์สวัสดิ์มันคือการบอกลาและคำแนะนำสุดท้าย

“ขวัญ: วิชานางพันไม่ใช่ของข้าแล้วมันโบราณกว่าที่เจ้าคิดมันคือวิชาที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อลงโทษความโลภของมนุษย์ทุกคนที่ใช้มันจะต้องเป็นทาสของมันและส่งต่อมันไปเรื่อยๆ”

“ข้าไม่ได้ถอนพันธะให้เจ้าได้สิ่งที่ข้าทำได้คือชี้ทางเดียวที่จะทำลายนางพันได้ตลอดไป…เจ้าต้องหาต้นตอ…หาที่ที่นางพันถือกำเนิด…หาที่ที่ด้ายสีแดงเข้มนั้นถูกพันไว้เป็นครั้งแรก”

“นางพันเกิดจากความแค้นของหญิงสาวที่ถูกทอดทิ้งและถูกปล้นทรัพย์สินจนสิ้นเนื้อประดาตัว…เจ้าต้องหาหลุมศพของนางคนนั้น…และเผาทำลายทุกสิ่งที่พันอยู่บนร่างของนางที่นั่นเพื่อปลดปล่อยวิญญาณของนางอย่างแท้จริง”

ข้อความนั้นทำให้ขวัญรู้สึกเย็นวาบไปทั่วร่างเธอตระหนักว่าแม่คะนาไม่ใช่แค่รูปปั้นไม้แต่เป็น วิญญาณโบราณ ที่ถูกกักขังไว้ด้วยพันธะแห่งความแค้นและความโลภของมนุษย์ที่ไม่มีวันสิ้นสุด

ขวัญตัดสินใจที่จะค้นหาต้นตอของเรื่องนี้เธอค้นหาทุกอย่างที่อาจารย์สวัสดิ์ทิ้งไว้ในกระท่อมจนกระทั่งเธอพบ บันทึกโบราณ เล่มหนึ่งที่เต็มไปด้วยอักขระและภาพวาดเก่าๆ

ในบันทึกนั้นมีเรื่องราวที่น่าสะพรึงกลัวเรื่องราวของหญิงสาวในสมัยโบราณชื่อ คำแก้ว (Kham Kaew) คำแก้วเป็นหญิงสาวที่รักการค้าขายแต่ถูกสามีและเพื่อนร่วมค้าโกงจนหมดตัวเมื่อเธอตายไปแล้วความแค้นของเธอไม่ได้สงบลงวิญญาณของเธอถูกกักขังไว้ในรูปปั้นที่ถูกพันด้วยด้ายสีแดงซึ่งเป็นด้ายที่ใช้พันหีบสมบัติของเธอ

รูปปั้นนั้นถูกฝังไว้ในสุสานเก่าแก่แห่งหนึ่งในจังหวัดทางภาคเหนือขวัญรู้แล้วว่า คำแก้ว คือแม่คะนาและเธอต้องทำลายพันธะแห่งความแค้นที่ฝังอยู่กับคำแก้วที่หลุมศพเท่านั้นเธอถึงจะยุติวงจรนี้ได้

ขวัญออกเดินทางสู่ภาคเหนือทันทีเธอไม่ได้สนใจเงินทองอีกแล้วเธอทิ้งทุกสิ่งไว้เบื้องหลังเธอขับรถไปหลายร้อยกิโลเมตรด้วยความมุ่งมั่นเดียวคือการทำลายคำสาปนี้เพื่อตัวเองและเพื่อปิ่น

ระหว่างทางขวัญหยุดพักที่ปั๊มน้ำมันเล็กๆเธอเข้าไปในร้านสะดวกซื้อเธอเห็นนิตยสารฉบับหนึ่งวางอยู่บนชั้นนิตยสารนั้นมีภาพของปิ่นอยู่บนหน้าปก

พาดหัวข่าวระบุว่า “ปิ่นรวยแล้ว…แต่แฟนหนุ่มของเธอถูกพบว่าผูกคอตายในห้องเก็บของที่เต็มไปด้วยสินค้าของเธอ”

ขวัญทรุดตัวลงกับพื้นน้ำตาของเธอไหลออกมาอย่างควบคุมไม่ได้วงจรไม่ได้หยุดลงเลยมันยังคงดำเนินต่อไปเรื่อยๆและครั้งนี้เหยื่อของปิ่นก็เริ่มปรากฏตัวแล้วขวัญรู้แล้วว่าเธอต้องแข่งกับเวลาเธอต้องไปถึงหลุมศพคำแก้วก่อนที่ความแค้นจะสายเกินแก้ไข


ขวัญขับรถมาถึงบริเวณภาคเหนือที่บันทึกของอาจารย์สวัสดิ์ระบุไว้มันเป็นพื้นที่ชนบทห่างไกลที่เต็มไปด้วยสุสานเก่าแก่และป่ารกทึบแสงอาทิตย์กำลังจะลับขอบฟ้าทิ้งไว้เพียงเงาอันมืดมิดและหมอกจางๆที่เริ่มปกคลุมผืนดิน

เธอจอดรถไว้ริมถนนแล้วเดินเท้าเข้าไปในสุสานตามแผนที่โบราณในบันทึกของอาจารย์สวัสดิ์บรรยากาศรอบตัวขวัญหนาวเย็นลงอย่างรวดเร็วแม้อากาศภายนอกจะยังไม่มืดสนิทความเย็นนั้นไม่ใช่ความเย็นของอากาศแต่เป็นความเย็นของพลังงานลบที่เข้มข้น

เธอรู้สึกถึงแรงกดดันที่มองไม่เห็นเหมือนมีใครบางคนกำลังจ้องมองเธออยู่จากทุกทิศทางเธอรู้ว่าวิญญาณของลูกค้าเก่าและวิญญาณของ คำแก้ว (แม่คะนา) กำลังรู้สึกถึงการมาถึงของการทำลายพันธนาการ

ขวัญใช้ไฟฉายส่องนำทางเธอเดินผ่านหลุมศพที่ไม่มีป้ายชื่อที่ถูกปกคลุมด้วยเถาวัลย์ผ่านต้นไม้ใหญ่ที่ดูเหมือนจะยื่นกิ่งก้านออกมาเพื่อจับตัวเธอแต่ละก้าวเต็มไปด้วยความระมัดระวังและหวาดกลัวแต่เธอไม่ยอมถอย

ในขณะที่เธอเดินไปนั้นขวัญก็เริ่มได้ยินเสียงกระซิบอีกครั้งคราวนี้มันไม่ใช่เสียงที่เรียกร้องให้ซื้อแต่เป็นเสียงที่เต็มไปด้วยความแค้นและความเจ็บปวดที่ซ้ำซาก

“เธอเหมือนฉัน…เธอก็โลภจนต้องแลกด้วยชีวิตของคนอื่น…” “เธอเอาความรวยไป…แล้วทิ้งความโดดเดี่ยวไว้ให้ฉัน…ฉันต้องพันทุกคนที่เข้ามาใกล้เธอ” “เธอคือผู้ขาย…ฉันคือผู้ซื้อ…พวกเราถูกพันไว้ด้วยกันไม่มีวันแยกจาก”

เสียงกระซิบนั้นทำให้ขวัญตัวสั่นแต่เธอก็พยายามควบคุมตัวเองเธอหยิบไม้ขีดไฟและเทียนไขออกมาจากกระเป๋าสิ่งเดียวที่อาจารย์สวัสดิ์แนะนำให้เธอเตรียมมาพร้อมกับความมุ่งมั่นที่จะยุติความบ้าคลั่งนี้

ในที่สุดเธอก็พบหลุมศพตามที่ระบุในแผนที่มันเป็นหลุมศพเก่าแก่ที่แตกต่างจากหลุมศพอื่นๆมีศาลพระภูมิเก่าๆตั้งอยู่ข้างๆและมีต้นไม้ใหญ่สองต้นโอบล้อมอยู่เหมือนกำลังกักขังอะไรบางอย่างไว้ที่นั่นมีป้ายหินเก่าๆที่สลักชื่อว่า “คำแก้ว” ที่เริ่มผุพังตามกาลเวลา

ขวัญรู้สึกได้ถึงพลังงานมืดมิดที่แข็งแกร่งที่สุดพุ่งออกมาจากหลุมศพนี้ที่นี่คือจุดกำเนิดของนางพันที่นี่คือที่ที่ความโลภและความแค้นได้ถูกพันไว้ด้วยด้ายสีแดงเข้มเป็นครั้งแรก

ขวัญวางเทียนไขลงแล้วจุดไฟเธอวางบันทึกโบราณของอาจารย์สวัสดิ์ลงข้างๆเทียนไข

“คำแก้ว…” ขวัญพูดเสียงแหบพร่าราวกับกำลังพูดกับคนเป็นๆ “ฉันรู้ว่าเธอคือใครและฉันรู้ว่าเธอถูกทอดทิ้งและถูกโกงจนเกิดความแค้นที่ไม่มีวันสลาย…ฉันมาที่นี่เพื่อขอโทษแทนความโลภของตัวเองและทุกคนที่ใช้ความแค้นของเธอในการทำมาหากิน”

ขณะที่ขวัญพูดจบนั้นพื้นดินรอบหลุมศพก็สั่นสะเทือนอย่างรุนแรงแสงเทียนดับลงทันทีลมพัดแรงราวกับมีพายุขนาดเล็กก่อตัวขึ้นรอบตัวขวัญ

ขวัญอยู่ในความมืดมิดความกลัวเข้าครอบงำเธออย่างสมบูรณ์เธอได้ยินเสียงกรีดร้องที่ยาวนานและเจ็บปวดดังมาจากใต้ดินเสียงนั้นเต็มไปด้วยความโกรธแค้นของผู้หญิงที่ถูกหลอกลวงซ้ำแล้วซ้ำเล่า

แล้วขวัญก็เห็น ภาพหลอนที่ชัดเจนที่สุด

เธอเห็นร่างของหญิงสาวคนหนึ่งในชุดไทยโบราณร่างนั้นถูกพันด้วยด้ายสีแดงเข้มหลายร้อยเส้นด้ายเหล่านั้นไม่ได้พันแค่ร่างกายแต่พันรอบทรัพย์สินเครื่องประดับและหีบใส่เงินของเธอราวกับเป็นใยแมงมุมที่กักขังวิญญาณไว้

ร่างของคำแก้วเงยหน้าขึ้นมามองขวัญดวงตาของเธอเป็นสีแดงเข้มที่เต็มไปด้วยความอาฆาตมาดร้ายและรอยยิ้มที่บิดเบี้ยว

“แกจะทำลายฉันไม่ได้หรอกขวัญ” เสียงของคำแก้วดังขึ้นในหัวของขวัญ “แกคือฉันและฉันคือแกแกคือความโลภที่เกิดใหม่แกคือผู้ที่ส่งต่อด้ายสีแดงเข้มนี้ไปให้ปิ่นวงจรนี้ไม่มีวันสิ้นสุดตราบใดที่มนุษย์ยังคงโลภ”

“ฉันจะทำลายมัน” ขวัญตอบกลับไปอย่างเด็ดเดี่ยวแม้ว่าร่างกายของเธอจะสั่นเทา “ฉันยอมรับความผิดของตัวเองและฉันจะยุติมันที่นี่ฉันจะไม่ยอมให้ความแค้นของเธอทำลายใครอีกต่อไป”

ขวัญรวบรวมความกล้าแล้วเปิดกระเป๋าของเธอเธอหยิบสิ่งที่เธอต้องนำติดตัวมาออกมามันคือ แหวนเพชรพญานาคคู่ ที่เธอเคยขายให้ลูกค้าและ เศษด้ายสีแดงเข้ม ที่เธอแอบเก็บไว้จากรูปปั้นแม่คะนาเพื่อเป็นสัญลักษณ์ของการพันธนาการ

เธอวางแหวนเพชรลงบนพื้นดินเหนือหลุมศพมันเป็นสัญลักษณ์ของความโลภที่เธอและคำแก้วเคยต้องการ

“ฉันขอคืนทรัพย์สินของเธอ” ขวัญกล่าวด้วยเสียงที่สั่น “ฉันขอคืนความโลภของฉันกลับไปที่นี่และฉันขอถอนพันธะระหว่างฉันกับความแค้นของเธอ”

ขวัญหยิบเศษด้ายสีแดงเข้มขึ้นมาเธอใช้ไม้ขีดไฟที่เหลืออยู่จุดไฟที่ปลายด้ายด้ายนั้นลุกไหม้อย่างรวดเร็วและกลายเป็นเปลวไฟเล็กๆที่สว่างวาบท่ามกลางความมืดมิด

เมื่อด้ายไหม้ไฟนั้นลามไปยังแหวนเพชรที่วางอยู่บนพื้นแหวนเพชรนั้นไม่ได้หลอมละลายแต่กลับเปล่งแสงสีขาวบริสุทธิ์ออกมาอย่างรุนแรงราวกับเป็นการชำระล้าง

แสงสีขาวนั้นพุ่งตรงลงสู่พื้นดินเหนือหลุมศพของคำแก้วทันใดนั้นขวัญก็ได้ยินเสียงกรีดร้องที่แตกต่างออกไปมันไม่ใช่เสียงกรีดร้องของความโกรธแค้นแต่เป็นเสียงกรีดร้องของ การปลดปล่อย วิญญาณของคำแก้วและวิญญาณของเหยื่อทั้งหมดที่ถูกพันไว้

ขวัญล้มตัวลงกับพื้นด้วยความอ่อนล้าเธอรู้สึกเหมือนมีพลังงานมหาศาลพุ่งออกจากร่างของเธอไปอย่างรวดเร็วความหนักอึ้งทางจิตใจที่แบกรับมานานได้หายไป

เมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้งความมืดมิดได้จางหายไปแล้วมีเพียงแสงจันทร์ที่สาดส่องลงมาอย่างอ่อนโยนไม่มีเงาของคำแก้วไม่มีเสียงกระซิบของวิญญาณอีกต่อไปรอยสีแดงจางๆบนคอและข้อมือของเธอก็ได้หายไปแล้ว

ขวัญรู้สึก บริสุทธิ์ อีกครั้งแต่ความบริสุทธิ์นั้นมาพร้อมกับความเข้าใจอันขมขื่นถึงสิ่งที่เธอได้สูญเสียไปและชะตากรรมของปิ่นที่เธอต้องรับผิดชอบ


ขวัญนั่งอยู่ข้างหลุมศพของคำแก้วเธอรู้สึกถึงความอ่อนล้าทางกายและทางใจที่เข้ามาแทนที่ความหวาดกลัวแต่ในขณะเดียวกันเธอก็รู้สึกถึงความสงบที่แท้จริงเป็นครั้งแรกในรอบหลายเดือนความสงบที่เกิดจากการยอมรับความจริงทั้งหมด

แสงอาทิตย์กำลังจะขึ้นเหนือขอบฟ้าทางทิศตะวันออกแสงสีทองอ่อนๆสาดส่องลงมายังสุสานเก่าแก่บริเวณนั้นเงียบสงบไม่มีเสียงกระซิบไม่มีภาพหลอนของด้ายสีแดงเข้มความโลภและความแค้นได้ถูกเผาไหม้ไปพร้อมกับเศษด้ายเส้นสุดท้ายแล้ว

ขวัญใช้เวลาช่วงเช้ามืดที่นั่นเธอมองไปยังหลุมศพของคำแก้วที่ตอนนี้ดูเหมือนหลุมศพธรรมดาๆแล้วพึมพำกับตัวเอง “หลับให้สบายนะคำแก้วความแค้นของเธอได้จบลงแล้วแต่กรรมของฉันเพิ่งจะเริ่มต้น” เธอรู้สึกว่าเธอไม่ใช่ ขวัญ คนเดิมอีกต่อไปแล้วความทะเยอทะยานที่เคยเป็นไฟกำลังมอดดับลงเหลือเพียงเถ้าถ่านของความสำนึกผิดที่เธอต้องแบกรับ

ก่อนที่แสงอาทิตย์จะขึ้นขวัญก็ตัดสินใจที่จะกลับเธอทิ้งทุกสิ่งไว้ที่นั่นทั้งบันทึกโบราณของอาจารย์สวัสดิ์และร่องรอยของแหวนเพชรที่ถูกเผาไหม้เธอไม่ได้ต้องการอะไรที่เป็นของวิเศษหรือสัญลักษณ์ของความโลภอีกต่อไปแล้ว

ขวัญขับรถกลับสู่กรุงเทพฯด้วยความรู้สึกที่ว่างเปล่าแต่มั่นคงเธอไม่เปิดวิทยุไม่เปิดโทรศัพท์เธอขับรถไปท่ามกลางความเงียบเพื่อฟังเสียงที่แท้จริงในจิตใจของตัวเองเสียงที่บอกให้เธอเริ่มต้นใหม่

เธอขับรถกลับมาถึงคอนโดมิเนียมของเธอในช่วงเย็นของวันถัดมาทุกอย่างยังคงเหมือนเดิมความหรูหราของห้องยังคงอยู่แต่ขวัญไม่ได้รู้สึกเป็นเจ้าของมันอีกต่อไปแล้วมันเหมือนกับฉากละครที่เธอต้องแสดงแต่ตอนนี้ม่านได้ปิดลงแล้ว

ขวัญตัดสินใจที่จะทำสิ่งที่ถูกต้องเธอขายคอนโดมิเนียมขายรถยนต์หรูหราขายสินค้าที่เหลือทั้งหมดและบริจาคเงินจำนวนมากให้กับองค์กรการกุศลที่ช่วยผู้ที่ติดหนี้สินจากการซื้อของออนไลน์เธอทำทุกอย่างอย่างเงียบๆและรวดเร็วราวกับเป็นพิธีกรรมไถ่บาปสุดท้ายของเธอ

เธอไม่ได้รู้สึกเสียดายเงินแม้แต่น้อยความร่ำรวยนั้นไม่ได้นำมาซึ่งความสุขแต่นำมาซึ่งความโดดเดี่ยวและความมืดมิดเท่านั้น

สองสัปดาห์ต่อมาขวัญย้ายออกจากคอนโดมิเนียมหรูหราเธอไปเช่าห้องเล็กๆที่เรียบง่ายในย่านชานเมืองเธอใช้เงินจำนวนหนึ่งที่เหลือจากการบริจาคทั้งหมดในการเริ่มต้นชีวิตใหม่

เธอตัดสินใจที่จะกลับไปทำงานเดิมที่เธอเคยทำก่อนที่จะหลงระเริงในความโลภเธอเริ่มทำงานเป็นพนักงานบัญชีในบริษัทขนาดเล็กด้วยเงินเดือนที่ไม่มากนักแต่เธอก็รู้สึกว่าการทำงานหนักด้วยความสุจริตนั้นมีคุณค่ามากกว่าเงินที่ได้มาอย่างไม่ถูกต้องที่แลกมาด้วยชีวิตคน

ขวัญใช้ชีวิตอย่างสงบเธอไม่ได้แต่งหน้าไม่ได้สวมใส่เสื้อผ้าหรูหราเธอไม่ได้ต้องการการยกย่องจากใครเธอเพียงแค่ต้องการการให้อภัยจากตัวเองและจากวิญญาณเหล่านั้นที่เธอทำบาปด้วย

แต่แล้วความจริงอันแสนเจ็บปวดสุดท้ายก็มาถึง

ขวัญเปิดโทรศัพท์มือถือที่เธอเพิ่งซื้อมาใหม่เพื่อเช็กข่าวสารเธอเห็นพาดหัวข่าวในหน้าเว็บไซต์ท้องถิ่นรูปภาพประกอบคือเหตุการณ์ที่ผู้หญิงคนหนึ่งตกลงมาจากตึกสูง

ชื่อของเหยื่อคือ ปิ่น แม่ค้าออนไลน์ที่ประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็วที่เธอเป็นคนส่งต่อคำสาปให้

ข่าวรายงานว่าปิ่นฆ่าตัวตายหลังจากที่แฟนหนุ่มของเธอฆ่าตัวตายไปก่อนหน้านั้นและทิ้งไว้แต่ความว่างเปล่าในห้องที่เต็มไปด้วยสินค้าที่เธอซื้อมา

ขวัญรู้สึกว่าโลกทั้งใบหยุดหมุนเธอไม่สามารถช่วยปิ่นได้แม้ว่าเธอจะทำลายต้นตอของแม่คะนาไปแล้วแต่ เมล็ดพันธุ์แห่งความโลภ ที่เธอส่งต่อให้ปิ่นนั้นมันเติบโตและเบ่งบานจนทำลายชีวิตของปิ่นไปแล้วขวัญรู้แล้วว่า กรรม ของเธอไม่ได้จบลงแค่การทำลายรูปปั้นแต่เป็นการรับผิดชอบต่อผลกระทบที่เธอสร้างขึ้น

เธอไปที่สถานีตำรวจอย่างเงียบๆและสารภาพความผิดทั้งหมดที่เธอทำในการขายสินค้าโดยใช้หลักจิตวิทยาและไสยศาสตร์เพื่อควบคุมลูกค้าเธอเล่าเรื่องราวของแม่คะนาทั้งหมดตั้งแต่ต้นจนจบแต่ตำรวจมองว่าเธอเป็นผู้หญิงที่ป่วยทางจิตที่กำลังพยายามหาเหตุผลแปลกๆให้กับคดีฆ่าตัวตายต่อเนื่อง

ไม่มีใครเชื่อเรื่องราวของวิญญาณและคำสาปขวัญตระหนักว่าเธอไม่สามารถถูกลงโทษด้วยกฎหมายได้แต่เธอต้องรับโทษทัณฑ์ทางจิตวิญญาณและความโดดเดี่ยวไปตลอดชีวิตเพื่อชดใช้กรรม


วันสุดท้ายขวัญนั่งอยู่ที่โต๊ะทำงานของเธอในบริษัทใหม่เธอจดจ่อกับการทำงานด้วยตัวเลขที่เรียบง่ายและเป็นจริงเธอไม่ได้คิดถึงเงินหลายล้านที่เธอเคยมีแต่คิดถึงความสุขเล็กๆน้อยๆที่เธอได้รับจากการทำงานสุจริต

เธอรู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงในตัวเองเธอได้ไถ่บาปด้วยการใช้ชีวิตที่เรียบง่ายและซื่อสัตย์แต่ความโดดเดี่ยวก็ยังคงอยู่มันเป็น ความโดดเดี่ยวที่เธอเลือกเอง เพื่อชดใช้กรรมที่เธอได้ส่งต่อให้คนอื่น

ในขณะที่เธอทำงานอยู่นั้นขวัญเหลือบมองไปที่ผนังห้องที่ว่างเปล่าเธอเห็นเงาจางๆปรากฏขึ้นที่มุมห้องเงาเหล่านั้นไม่ได้ดูน่ากลัวแล้วแต่มันดูเหมือนกับวิญญาณที่สงบแล้วที่กำลังเฝ้าดูการไถ่บาปของเธอ

ขวัญยิ้มอย่างเศร้าสร้อยให้กับเงานั้นเธอรู้ว่า นิดา ต้อย และ ปิ่น ไม่ได้หายไปไหนพวกเขาไม่ได้ถูกพันด้วยด้ายอีกต่อไปแล้วแต่พวกเขาถูกพันด้วย ความทรงจำ และ ความสำนึกผิด ของเธอไปตลอดกาล

ขวัญปิดคอมพิวเตอร์และเดินออกจากที่ทำงานเธอเดินไปตามถนนที่เต็มไปด้วยผู้คนเธอสังเกตเห็นร้านค้าออนไลน์แห่งใหม่ที่กำลังได้รับความนิยมอย่างรวดเร็วบนป้ายโฆษณามีรูปแม่ค้าสาวที่กำลังยิ้มอย่างมั่นใจดวงตาของเธอเต็มไปด้วยประกายแห่งความทะเยอทะยานที่ขวัญคุ้นเคย

ขวัญยิ้มอย่างรู้ทันเธอรู้ว่า ด้ายสีแดงเข้ม ไม่ได้ถูกทำลายมันเพียงแค่เปลี่ยนมือและจะหาเหยื่อรายต่อไปที่ถูกขับเคลื่อนด้วยความโลภไม่มีที่สิ้นสุดตราบใดที่มนุษย์ยังคงโลภ

ขวัญเลือกที่จะเดินออกจากวงจรแห่งกรรมนั้นแล้วทิ้งไว้แต่ความจริงอันโหดร้ายที่ว่า ในโลกของการซื้อขายที่ถูกขับเคลื่อนด้วยความโลภไม่มีใครที่ไม่ถูกพันธนาการ…มันขึ้นอยู่กับว่าใครจะถูกพันด้วยด้ายสีแดงเข้มของความแค้นและโลภก่อนเท่านั้น ขวัญเดินจากไปพร้อมกับความโดดเดี่ยวที่เป็นนิรันดร์ของเธอ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Facebook Twitter Instagram Linkedin Youtube