Lời Mời Đến Ngôi Nhà 33 Vùng Ngoại Ô

คำเชิญสู่บ้าน 33 ชานเมือง

ล้อของรถกระบะเก่าบดขยี้ใบไม้แห้งและกรวดบนทางเข้าที่รกร้าง เสียงเครื่องยนต์ดับลง ทิ้งไว้เพียงความเงียบที่หนักอึ้งของยามบ่ายในนนทบุรี ความเงียบที่นี่แตกต่างออกไป มันไม่ใช่ความสงบ แต่มันคือการรอคอย

คาวินดึงเบรกมือและหันไปยิ้มให้มีนา ภรรยาของเขา “ถึงแล้ว” เขาพูด น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความตื่นเต้นอย่างปิดไม่มิด “บ้านใหม่ของเรา”

มีนาไม่ได้ยิ้มตอบ เธอกลืนน้ำลายที่ฝืดเฝื่อนในลำคอ ขณะจ้องมองสิ่งที่อยู่ตรงหน้า บ้านเลขที่ 33 มันไม่ได้ดูเหมือนในรูปถ่ายที่คาวินเคยให้เธอดู รูปถ่ายนั้นถ่ายในวันแดดจ้า แต่ในความเป็นจริงตอนนี้ แม้จะเป็นเวลาบ่ายสามโมง แสงอาทิตย์ก็ดูเหมือนจะเบือนหน้าหนีจากตัวบ้าน

มันเป็นบ้านไม้สองชั้นทรงเก่าที่ครั้งหนึ่งคงจะสวยงาม แต่ตอนนี้มันดูเหนื่อยล้า สีขาวที่เคยทาไว้ลอกร่อน เผยให้เห็นเนื้อไม้สีคล้ำข้างใต้เหมือนบาดแผล หน้าต่างบานเกล็ดบางบานแตก และเถาวัลย์ก็เลื้อยพันเสา ระเบียง ราวกับกำลังพยายามดึงรั้งบ้านทั้งหลังให้จมลงไปในดิน

“มัน… ใหญ่จัง” มีนากล่าวในที่สุด เสียงของเธอแผ่วเบา

คาวินหัวเราะ “พี่บอกแล้วไง ว่าโครงสร้างมันดีเยี่ยม! ราคานี้หาที่ไหนไม่ได้อีกแล้วนะมีน” เขากระโดดลงจากรถ ความกระตือรือร้นของเขาเปรียบเสมือนเกราะป้องกันความรู้สึกไม่สบายใจที่กำลังก่อตัวขึ้นในใจของมีนา

เธอสูดหายใจลึก พยายามปัดความรู้สึกสังหรณ์ใจออกไป “เราเพิ่งเสียลูกไปนะคาวิน” เธอเคยพูดไว้เมื่อสัปดาห์ก่อน “เราต้องการเริ่มต้นใหม่ ไม่ใช่มาซ่อมบ้านเก่า”

“และนี่แหละคือการเริ่มต้นใหม่!” เขาเถียงกลับ “การได้ลงมือทำอะไรสักอย่าง การสร้างบางสิ่งขึ้นมาด้วยมือของเรา มันจะดีต่อเราทั้งคู่ เชื่อพี่สิ”

มีนาก้าวลงจากรถ ฝุ่นละเอียดเกาะรองเท้าของเธอ กลิ่นอับชื้นและกลิ่นดินที่เย็นเยียบปะทะจมูกเธอ เธอเดินตามหลังคาวินอย่างเชื่องช้า เขาใช้กุญแจทองเหลืองดอกใหญ่ที่ดูใหม่กว่าตัวบ้านมาก ไขเข้าไปในรูกุญแจที่เก่าคร่ำคร่า

ประตูไม้เนื้อแข็งเปิดออกพร้อมกับเสียงเอี๊ยดอ๊าดที่ยาวนานและโหยหวน ราวกับเสียงคัดค้านจากบ้านที่ไม่ต้อนรับ

ความมืดและอากาศที่เย็นยะเยือกพุ่งออกมาปะทะร่างของพวกเขาทั้งสอง คาวินก้าวเข้าไปโดยไม่ลังเล “ว้าว! ดูเพดานสูงนั่นสิ! โล่งสบายมาก”

มีนาลังเลอยู่หน้าประตู เธอรู้สึกเหมือนกำลังก้าวข้ามธรณีประตูที่มองไม่เห็น เข้าไปสู่สถานที่ที่ไม่ควรรบกวน แต่คาวินเรียกเธอจากข้างใน “มีนา เข้ามาสิ! มัวยืนทำอะไรอยู่”

เธอจึงก้าวข้ามเข้าไป

ข้างในมืดกว่าที่ควรจะเป็น แสงจากหน้าต่างที่เต็มไปด้วยฝุ่นแทบจะไม่สามารถส่องทะลุความมืดทึบในห้องโถงได้ เฟอร์นิเจอร์เก่าถูกคลุมด้วยผ้าใบสีขาว สุมกันอยู่กลางห้องเหมือนร่างไร้วิญญาณ กลิ่นอับชื้นนั้นรุนแรงขึ้น ผสมกับกลิ่นฝุ่นเก่าและ… อะไรบางอย่างที่เธออธิบายไม่ถูก กลิ่นที่คล้ายกับโลหะที่ขึ้นสนิมและน้ำตาที่แห้งเหือด

“เดี๋ยวพี่ไปเปิดหน้าต่าง” คาวินพูดอย่างร่าเริง เดินลุยเข้าไปในความมืดเพื่อหาบานหน้าต่าง

มีนายืนนิ่งอยู่กลางห้องโถง เธอรู้สึกถึงสายตาที่จ้องมอง แม้ว่าเธอจะรู้ว่าในบ้านมีเพียงเธอกับคาวินก็ตาม พื้นไม้ใต้เท้าของเธอเย็นเฉียบทะลุพื้นรองเท้า

คาวินเปิดหน้าต่างบานหนึ่งได้สำเร็จ แสงแดดยามบ่ายสาดเข้ามา เผยให้เห็นฝุ่นละอองนับล้านที่ลอยวนอยู่ในอากาศ “เห็นไหม สว่างขึ้นเยอะ” เขายิ้ม “แค่ต้องทำความสะอาดนิดหน่อย”

มีนาพยักหน้า พยายามฝืนยิ้ม “พี่พูดถูก”

พวกเขาเริ่มขนของเข้าบ้าน คาวินมีพลังงานล้นเหลือ เขายกกล่องหนักๆ ทีละสองกล่อง วางแผนเสียงดังว่าจะทุบทิ้งกำแพงตรงไหน จะทาสีอะไร แต่มีนายิ่งทำ เธอก็ยิ่งรู้สึกหนักอึ้ง ความเหนื่อยล้าที่เกิดขึ้นไม่ใช่แค่จากร่างกาย แต่มาจากจิตใจ

เธอเริ่มจัดของในห้องครัว อ่างล้างจานเป็นคราบเหลืองและมีรอยบิ่น เธอเปิดลิ้นชักและพบช้อนเงินเก่าๆ สองสามคันที่ดำปี๋

ขณะที่เธอกำลังจะเก็บมัน เธอก็สังเกตเห็นบางอย่างบนพื้นไม้ปาร์เกต์ บริเวณมุมห้องครัวที่ค่อนข้างมืด มันเป็นคราบสีเข้ม ขนาดเท่าจานใบใหญ่ มันดูเหมือนรอยเปื้อนเก่าที่ใครบางคนพยายามขัดอย่างเอาเป็นเอาตาย แต่ก็ไม่สามารถลบออกได้

มีนานั่งยองลง เธอแตะที่ผิวของมัน รู้สึกถึงความหยาบที่แตกต่างจากไม้ส่วนอื่นๆ เธอขมวดคิ้ว มันดูเหมือน… ไม่ใช่แค่คราบไวน์หรือกาแฟ มันดู… เข้มข้นกว่านั้น

เธอไปหยิบฟองน้ำกับน้ำยาทำความสะอาดมา เธอนั่งลงบนพื้นและเริ่มขัด ขัดจนแขนของเธอเริ่มสั่น แต่คราบนั้นไม่ขยับเลย มันฝังแน่นอยู่ในเนื้อไม้ ราวกับว่ามันเป็นส่วนหนึ่งของบ้านหลังนี้ไปแล้ว

ความรู้สึกเย็นวาบแล่นผ่านสันหลังของเธอ เธอถอยห่างจากคราบนั้นอย่างรวดเร็ว

“เป็นอะไรไป” เสียงคาวินดังขึ้นข้างหลังเธอ ทำให้เธอสะดุ้งสุดตัว

“เปล่า” เธอรีบตอบ ซ่อนมือที่เปื้อนน้ำยาทำความสะอาดไว้ข้างหลัง “แค่… แค่คราบสกปรก”

คาวินมองไปที่คราบนั้นและยักไหล่ “อย่ากังวลเลย เดี๋ยวเราก็ปูพื้นใหม่ทับอยู่แล้ว” เขามองไปรอบๆ ห้องด้วยสายตาของสถาปนิก “พี่กำลังคิดเรื่องห้องใต้หลังคาอยู่ มันอยู่ตรงไหนนะ”

มีนาชี้ไปที่โถงทางเดิน “ฉันเห็นประตูเล็กๆ อยู่ตรงสุดทางเดิน”

คาวินเดินนำไป มีนาเดินตามอย่างไม่เต็มใจ ประตูที่ว่านั้นเป็นประตูไม้บานเล็กๆ ที่ดูไม่เข้ากับส่วนอื่นๆ ของบ้าน มันถูกทาสีเทาซีดๆ และมีแม่กุญแจทองเหลืองขนาดใหญ่ล็อคไว้

แม่กุญแจนั้นดูใหม่และเงางาม ผิดกับประตูที่เก่าและผุพัง

“แปลกจัง” คาวินพึมพำ “ในรายละเอียดบ้านไม่ได้บอกว่าห้องใต้หลังคาใช้การไม่ได้” เขาลองดึงแม่กุญแจ แต่มันไม่ขยับ “เจ้าของเดิมคงลืมกุญแจไว้”

“งั้นก็ปล่อยมันไว้ก่อนเถอะ” มีนารีบพูด ความรู้สึกไม่สบายใจพุ่งสูงขึ้น “เรายังมีอะไรต้องทำอีกเยอะ”

“ไม่เอาน่ามีนา” คาวินพูดอย่างไม่ใส่ใจ “พี่ต้องขึ้นไปดูโครงสร้างหลังคา เผื่อมันรั่ว” เขาหายไปครู่หนึ่งและกลับมาพร้อมกับชะแลงเหล็กที่เขาเอามาจากรถกระบะ

“คาวิน ไม่นะ!” มีนาอุทาน “มันเป็นทรัพย์สินของคนอื่น”

“ตอนนี้มันเป็นของเราแล้ว” เขาตอบ ก่อนที่จะสอดปลายชะแลงเข้าไปในห่วงแม่กุญแจ “และพี่ต้องแน่ใจว่ามันปลอดภัย”

“ฉันรู้สึกไม่ดีเลย” มีนาพูด เสียงสั่น

คาวินหยุดชะงักและหันมามองเธอ แววตาของเขาอ่อนลง “มีนา ฟังนะ พี่รู้ว่าเธอยังเสียใจเรื่องลูก แต่เราต้องก้าวต่อไป การซ่อนตัวจากโลกไม่ช่วยอะไร การซ่อมบ้านหลังนี้… นี่คือสิ่งที่เราต้องการ”

มีนาเม้มปาก เธอรู้ว่าเขาพูดถูกในแง่หนึ่ง แต่เขาก็ผิดในอีกแง่หนึ่ง เขาไม่เข้าใจความรู้สึกเย็นยะเยือกที่เธอรู้สึก เขาไม่เห็นเงาที่ขยับไหวอยู่หางตาของเธอ

คาวินหันกลับไปที่ประตู “เดี๋ยวเดียวก็เสร็จ”

เขาใช้แรงทั้งหมดงัดเพียงครั้งเดียว เสียงโลหะบิดเบี้ยวและแตกหักดังลั่น แม่กุญแจหลุดกระเด็นไปกระทบผนังอีกด้านหนึ่ง

คาวินเช็ดเหงื่อ “เห็นไหม ง่ายจะตาย”

เขาจับลูกบิดประตูที่เย็นเฉียบและหมุนมัน

ประตูเปิดออก…

ไม่มีเสียงเอี๊ยดอ๊าดเหมือนประตูหน้า มีเพียงเสียงลมที่ถูกดูดเข้าไปในความมืดที่เปิดออก

และสิ่งที่พุ่งออกมาปะทะใบหน้าของพวกเขาก็คืออากาศ… อากาศที่เย็นจัด เย็นจนแทบหายใจไม่ออก มันไม่ใช่แค่ความเย็นของสถานที่ที่ถูกปิดตาย มันคือความเย็นที่… ว่างเปล่า

และกลิ่น…

กลิ่นอับชื้นนั้นรุนแรงขึ้นเป็นสิบเท่า ผสมกับกลิ่นฝุ่นที่สะสมมานานหลายสิบปี และกลิ่นที่เธออธิบายไม่ถูกซึ่งเธอได้กลิ่นจางๆ ตอนเข้ามาในบ้าน… กลิ่นโลหะเก่าและน้ำตาที่แห้งเหือด

คาวินไอค่อกแค่กเพราะฝุ่นที่พวยพุ่งออกมา “ให้ตายสิ ข้างในคงเละน่าดู” เขาชะโงกหน้าเข้าไปในความมืด “มองไม่เห็นอะไรเลย”

เขาหยิบโทรศัพท์มือถือออกมา เปิดไฟฉาย และส่องเข้าไป แสงไฟเผยให้เห็นเพียงขั้นบันไดไม้แคบๆ ที่ทอดสูงขึ้นไปในความมืดมิดที่มองไม่เห็นสิ้นสุด

“โอเค” คาวินถอยกลับมา “พรุ่งนี้ค่อยหาไฟมาติดแล้วค่อยขึ้นไปดู วันนี้พอแค่นี้ก่อน”

เขาดึงประตูกลับมาปิด แต่ไม่ได้ล็อค

คืนนั้น พวกเขานอนบนฟูกที่ปูบนพื้นห้องนอนใหญ่ หน้าต่างเปิดกว้างเพื่อรับลม แต่ลมที่พัดเข้ามากลับไม่ช่วยให้ความรู้สึกอึดอัดในบ้านลดลงเลย

คาวินหลับไปอย่างรวดเร็วด้วยความเหนื่อยอ่อน แต่มีนานอนลืมตาจ้องมองเพดานที่มืดมิด

เธอได้ยินเสียงทุกอย่าง เสียงบ้านที่กำลังปรับตัว… เสียงไม้ลั่น… เสียงลมที่พัดผ่านรอยแตก…

และเธอก็รู้สึกได้ถึงความเย็นนั้น มันไม่ได้อยู่แค่ตรงประตูห้องใต้หลังคาอีกต่อไป

มันได้ออกมาแล้ว


เช้าวันรุ่งขึ้น คาวินตื่นแต่ไก่โห่ เขากระตือรือร้นที่จะเริ่มงานปรับปรุงบ้าน เขาติดตั้งหลอดไฟชั่วคราวที่บันไดห้องใต้หลังคา แสงไฟสีเหลืองส่องสว่างเผยให้เห็นฝุ่นหนาเตอะที่จับตัวกันเป็นก้อน และใยแมงมุมที่ถักทอจนเหมือนม่านสีเทา

“เดี๋ยวพี่ขึ้นไปดูโครงสร้างก่อนนะ” เขาตะโกนบอกมีนาที่กำลังชงกาแฟอยู่ในครัว “ถ้าทุกอย่างโอเค เราอาจจะทำเป็นห้องทำงานของเธอเลยก็ได้”

มีนาไม่ได้ตอบ เธอแค่รู้สึกถึงความเย็นที่แผ่ซ่านออกมาจากโถงทางเดิน แม้ว่าอากาศข้างนอกจะเริ่มร้อนแล้วก็ตาม

คาวินหายใจฟึดฟัดขณะที่เขาปีนบันไดที่สูงชัน เสียงฝีเท้าของเขาหนักอึ้งบนพื้นไม้ด้านบน เมื่อเขาก้าวพ้นขั้นสุดท้าย เขาก็ต้องหยุดชะงัก

ห้องใต้หลังคาไม่ได้ว่างเปล่าอย่างที่เขาคิด

มันเต็มไปด้วยข้าวของเครื่องใช้ที่ถูกทิ้งไว้ ทุกอย่างถูกคลุมด้วยผ้าใบเก่าๆ และฝุ่นหนาเตอะจนมองไม่ออกว่าเป็นอะไร กองกล่องกระดาษเปื่อยยุ่ยซ้อนกันอยู่ตรงมุมหนึ่ง เฟอร์นิเจอร์เก่าที่ขาหักวางกองสุมกัน แสงจากหลอดไฟดวงเดียวส่องให้เห็นเพียงพื้นที่แคบๆ ตรงกลาง

“พระเจ้า” คาวินพึมพำกับตัวเอง “อย่างกับสุสาน”

เขาสนใจแต่โครงสร้างหลังคา เขาเดินไปรอบๆ เคาะคานไม้และเสาต่างๆ “ยังแข็งแรงดีนี่นา” เขาพูดกับตัวเอง “แค่ต้องรมควันฆ่าแมลง แล้วก็ทำความสะอาดครั้งใหญ่”

ขณะที่เขากำลังจะหันหลังกลับ สายตาของเขาก็เหลือบไปเห็นบางอย่างที่มุมห้องที่มืดที่สุด มันไม่ได้ถูกคลุมผ้าไว้ มันตั้งอยู่อย่างโดดเดี่ยว ราวกับว่ามันถูกจงใจวางไว้ตรงนั้น

มันคือกล่องดนตรีไม้เก่าๆ รูปทรงกระต่ายสวมเสื้อกั๊กสีแดง สีของมันซีดจางและมีรอยถลอกปอกเปิกทั่วไปหมด

คาวินเดินเข้าไปใกล้ เขาลองไขลานที่อยู่ด้านหลัง มันฝืดและติดขัด แต่เขาก็ออกแรงหมุนจนสุด จากนั้นเขาก็เปิดฝา

ไม่มีเสียงอะไรเกิดขึ้น

กลไกข้างในคงจะพังหมดแล้ว เขายักไหล่ “ของเก่าเก็บ” เขาปิดฝามัน และด้วยเหตุผลบางอย่างที่เขาเองก็อธิบายไม่ถูก เขากลับรู้สึกไม่อยากทิ้งมัน เขาหยิบมันติดมือลงมาด้วย

มีนากำลังเช็ดเคาน์เตอร์ครัวเมื่อคาวินวางกล่องดนตรีลงตรงหน้าเธอ “ดูสิ พี่เจออะไร”

มีนาขมวดคิ้ว เธอมองกระต่ายตัวนั้น ความรู้สึกแปลกๆ แล่นผ่านตัวเธอ “มัน… เก่าจัง”

“น่ารักดีออก” คาวินพูด “น่าจะเป็นของเด็กผู้หญิง พี่คิดว่าถ้าซ่อมหน่อย มันอาจจะยังทำงานก็ได้”

มีนาเอื้อมมือไปสัมผัสพื้นผิวที่เย็นเฉียบของไม้ “ไม่รู้สิ” เธอพึมพำ “ฉันไม่ค่อยชอบมันเท่าไหร่”

คาวินถอนหายใจ “เธอนี่เป็นอะไรไปหมดเลยนะมีนา ตั้งแต่ย้ายมาที่นี่ เธอก็ดูหวาดระแวงไปซะทุกอย่าง”

“ฉันเปล่า” เธอเถียงกลับ แต่เสียงของเธอขาดความมั่นใจ “ฉันแค่… รู้สึกว่าบ้านหลังนี้มันเย็นๆ”

“มันก็แค่บ้านเก่า” เขายืนกราน “เดี๋ยวพอเราทาสีใหม่ จัดเฟอร์นิเจอร์ มันก็จะอบอุ่นขึ้นเอง” เขากลับไปสนใจแบบแปลนที่เขาร่างไว้บนโต๊ะอาหาร ทิ้งให้มีนายืนอยู่กับกล่องดนตรีรูปกระต่าย

คืนที่สองในบ้านหลังนั้นผ่านไปอย่างยากลำบากยิ่งกว่าคืนแรก

คาวินหลับสนิทเหมือนเดิม แต่มีนากลับข่มตาไม่ลง ทุกครั้งที่เธอใกล้จะเคลิ้มหลับ เธอก็จะได้ยินเสียง…

เสียงที่แผ่วเบาจนเธอไม่แน่ใจว่ามันคือเสียงจริงหรือแค่จินตนาการ

มันเหมือนเสียงเด็กร้องไห้… ไกลๆ

เธอพลิกตัวไปมา พยายามดึงผ้าห่มขึ้นมาปิดหู “มันแค่เสียงลม” เธอพยายามบอกตัวเอง “แค่เสียงลมที่พัดผ่านช่องว่างของบ้านเก่า”

แต่แล้วเธอก็ได้ยินมันอีกครั้ง

ชัดเจนขึ้น…

“แม่…”

มีนาลืมตาโพลง หัวใจของเธอเต้นกระหน่ำในอก เธอค่อยๆ ลุกขึ้นนั่งบนฟูก

“แม่…”

เสียงนั้น… มันไม่ได้มาจากข้างนอก มันมาจากข้างในบ้าน

มันมาจาก… ข้างบน

มาจากห้องใต้หลังคา

ความกลัวแล่นจับขั้วหัวใจของเธอ เธอเขย่าแขนคาวินอย่างแรง “คาวิน! คาวิน ตื่น!”

เขาสะดุ้งตื่น พรวดพราดลุกขึ้นนั่ง “อะไร! เกิดอะไรขึ้น! ไฟไหม้เหรอ!”

“ชู่ว์!” มีนาทำเสียงจุ๊ปาก เอามือปิดปากเขา “ฟัง… คุณได้ยินไหม”

คาวินขมวดคิ้ว ตั้งใจฟัง “ได้ยินอะไร” เขากระซิบกลับ “พี่ได้ยินแต่เสียงจิ้งหรีด”

“ไม่ใช่” มีนายืนกราน “มันเป็นเสียง… เสียงเรียก”

พวกเขานั่งนิ่งอยู่ในความมืดนานหลายนาที มีเพียงเสียงหายใจของทั้งสองคน คาวินถอนหายใจยาว “มีนา ไม่มีอะไรเลย” เขาพูดอย่างเหนื่อยหน่าย “เธอคงฝันร้าย”

“ฉันไม่ได้ฝัน!” เธอเถียง “ฉันได้ยินจริงๆ! มันดังมาจากห้องใต้หลังคา”

คาวินส่ายหัว “มันก็แค่เสียงท่อน้ำเก่าๆ หรือไม่ก็ไม้ลั่น เธอรู้ไหมว่าบ้านเก่ามันมีเสียงแบบนี้ตลอดเวลา” เขาล้มตัวลงนอนอีกครั้ง “นอนเถอะ พรุ่งนี้เราต้องตื่นแต่เช้า”

มีนามองตามหลังสามีของเธอ ความรู้สึกโดดเดี่ยวท่วมท้นหัวใจเธอ เขาไม่เชื่อเธอ เขาคิดว่าเธอเสียสติ

เธอค่อยๆ ล้มตัวลงนอน แต่เธอก็รู้ว่าเธอคงนอนไม่หลับอีกแล้วในคืนนี้

เธอจ้องมองความมืดบนเพดาน…

และเธอก็รู้ว่าเธอได้ยินมันจริงๆ

เสียงนั้นยังคงอยู่ มันแค่เบาลง… เหมือนกำลังรอคอย…

วันต่อมา มีนาพยายามทำตัวให้ยุ่งเข้าไว้ เธอพยายามไม่คิดถึงเสียงที่ได้ยินเมื่อคืน คาวินออกไปซื้อวัสดุก่อสร้าง ทิ้งเธอไว้ในบ้านตามลำพัง

ความเงียบในบ้านดังเสียดแทง เธอยิ่งพยายามทำความสะอาด เธอก็ยิ่งสังเกตเห็นรายละเอียดที่น่าขนลุกของบ้านหลังนี้… รอยขีดข่วนบนวงกบประตูห้องนอน เหมือนรอยเล็บ… อุณหภูมิที่ลดลงฮวบฮาบเมื่อเธอเดินผ่านหน้าห้องใต้หลังคา…

และความรู้สึกที่ว่ามีคนมอง…

เธอกำลังจัดหนังสือในห้องนั่งเล่น เมื่อเธอสังเกตเห็นว่ากล่องดนตรีรูปกระต่ายที่คาวินเอาลงมา มันไม่ได้อยู่ที่เดิมที่เขาวางไว้บนโต๊ะอาหาร

มันถูกย้ายมาวางไว้บนหิ้งเตาผิง

มีนาตัวแข็งทื่อ เธอแน่ใจว่าเธอไม่ได้ย้ายมัน และคาวินก็ออกไปตั้งแต่เช้า

เธอเดินเข้าไปใกล้มันอย่างระมัดระวัง หัวใจเต้นแรง

บางทีเธออาจจะจำผิด บางทีคาวินอาจจะย้ายมันก่อนออกไป

เธอเอื้อมมือไปแตะมัน…

และในวินาทีนั้นเอง เธอก็ได้ยินเสียง

“แม่…”

ครั้งนี้มันไม่ได้แผ่วเบา มันดังชัดเจน เหมือนมีเด็กมายืนกระซิบอยู่ข้างหูเธอ!

มีนาสะดุ้งถอยหลัง ชนเข้ากับโต๊ะกาแฟจนข้าวของหล่นกระจาย เธอหอบหายใจอย่างแรง มองไปรอบๆ ห้องอย่างตื่นตระหนก “ใครน่ะ! ใครอยู่ในบ้าน!”

ไม่มีใครตอบ

มีเพียงเสียงหัวใจของเธอที่เต้นดังอยู่ในหู

ความกลัวถูกแทนที่ด้วยความโกรธที่พุ่งพล่าน นี่มันมากเกินไปแล้ว “บ้านผีสิงงั้นเหรอ” เธอพึมพำกับตัวเอง “ไร้สาระสิ้นดี”

เธอถูกหลอกหลอนมามากพอแล้วในชีวิตจริง เธอจะไม่ยอมให้จินตนาการมาหลอกหลอนเธอในบ้านของเธอเอง

เธอตัดสินใจแน่วแน่ว่าจะต้องพิสูจน์ให้ได้ว่ามันไม่มีอะไรบนนั้น

เธอเดินตรงไปที่ห้องใต้หลังคา ประตูบานสีเทาซีดๆ นั้นแง้มอยู่เล็กน้อย ลมเย็นยะเยือกพัดออกมาจากช่องว่างนั้น

เธอสูดหายใจลึกและผลักประตูให้เปิดกว้าง แสงไฟชั่วคราวที่คาวินติดไว้ยังคงสว่างอยู่ เผยให้เห็นบันไดสูงชันที่ทอดขึ้นไปสู่ความมืดด้านบน

เธอวางเท้าลงบนขั้นแรก ไม้ลั่นเอี๊ยดใต้ฝ่าเท้าของเธอ “ไม่มีอะไร” เธอบอกตัวเอง “มันก็แค่ห้องเก็บของเก่าๆ”

เธอปีนขึ้นไปช้าๆ ทีละขั้น ทีละขั้น

เมื่อเธอขึ้นไปถึงชั้นบนสุด กลิ่นอับชื้นและฝุ่นก็ปะทะหน้าเธออย่างแรง ห้องนั้นมืดกว่าที่เธอคิด แสงไฟจากหลอดเดียวส่องสว่างได้เพียงวงแคบๆ

เธอก้าวเท้าลงบนพื้นห้องใต้หลังคา พื้นไม้เย็นเฉียบ

เธอเห็นข้าวของที่ถูกคลุมผ้าไว้ เหมือนภูเขาที่ไร้รูปทรงในความมืดสลัว

“มีใครอยู่ไหม” เธอเรียก เสียงของเธอสั่นเครือและถูกกลืนหายไปในความเงียบที่หนาหนัก

ไม่มีเสียงตอบ

เธอเดินสำรวจไปรอบๆ อย่างระมัดระวัง แสงจากโทรศัพท์มือถือของเธอส่องไปตามกองสิ่งของต่างๆ… โซฟาเก่าที่ผ้าขาดวิ่น… หีบไม้ที่ล็อคกุญแจ… กระจกเงาบานใหญ่ที่มัวหมองจนสะท้อนภาพไม่ชัด

ทุกอย่างดูปกติ… ถ้าไม่นับความรู้สึกที่ว่าสถานที่แห่งนี้ไม่ถูกต้อง

เธอกำลังจะหันหลังกลับ เมื่อเธอสังเกตเห็นบางอย่างที่พื้น ใกล้กับกองกล่องกระดาษ

มันเป็นหนังสือเล่มเล็กๆ ปกหนังสีน้ำตาลเข้มที่เปื่อยยุ่ย มันถูกซ่อนอยู่ใต้แผ่นกระดานปูพื้นที่เผยอขึ้นมาเล็กน้อย

เธอหยิบมันขึ้นมา ฝุ่นจับตัวหนาบนปก เธอเป่ามันออก

บนปกนั้นไม่มีชื่อ ไม่มีอะไรเลย

เธอเปิดมันออกอย่างระมัดระวัง หน้ากระดาษเหลืองกรอบและมีรอยด่างจากความชื้น ข้างในเต็มไปด้วยลายมือที่เขียนด้วยหมึกสีซีดจาง เป็นลายมือของผู้หญิงที่หวัดและสั่นเทา

มันคือสมุดบันทึก

มีนาขมวดคิ้ว เธอเริ่มอ่านข้อความที่พอจะจับใจความได้…

“…เขาเอาแต่ขึ้นไปที่นั่นอีกแล้ว…”

“…เสียงนั่น มันเรียกเขา…”

“…ตะวันกลัว เขาบอกว่ามีผู้ชายอยู่บนนั้น…”

มีนารู้สึกหนาวเยือกไปถึงกระดูกสันหลัง ตะวัน… นั่นมันชื่อคนชัดๆ

เธอพลิกหน้าต่อไปอย่างรวดเร็ว ลายมือเริ่มอ่านยากขึ้น สั่นเทามากขึ้น ราวกับว่าคนเขียนกำลังอยู่ในความหวาดกลัวอย่างสุดขีด

“…มันไม่ใช่สามีของฉันอีกต่อไปแล้ว…”

“…บ้านหลังนี้ต้องการเขา…”

“…มันบอกว่ามันต้องการลูก…”

มีนาปิดสมุดบันทึกฉับ เธอกำลังจะยัดมันกลับไปที่เดิม เมื่อเธอได้ยินเสียง…

เสียงฝีเท้า

มันไม่ได้มาจากข้างล่าง

มันดังมาจากอีกฟากหนึ่งของห้องใต้หลังคา… ในส่วนที่มืดมิดที่สุดที่แสงไฟส่องไปไม่ถึง

เสียงฝีเท้าที่หนักอึ้ง… ของผู้ชาย


หัวใจของมีนากระตุกวูบและเหมือนจะหยุดเต้น เธอตัวแข็งทื่อ สมุดบันทึกเก่าหลุดจากมือที่สั่นเทาของเธอ

เสียงฝีเท้านั้นหยุดลง

ความเงียบที่ตามมาหนักหน่วงยิ่งกว่าเสียงใดๆ

มีนาพยายามกลั้นเสียงสะอื้นที่จุกอยู่ในลำคอ เธอรู้ตัวว่าเธอไม่ได้อยู่คนเดียวบนนี้

“ใครน่ะ” เธอกระซิบถาม แต่เสียงของเธอแหบพร่าจนแทบไม่ได้ยิน

ในความมืดสลัวสุดปลายห้องใต้หลังคา เธอเห็นบางอย่างขยับ

มันไม่ใช่รูปร่างที่ชัดเจน มันเป็นเพียงเงา… เงาที่ดำมืดและสูงใหญ่กว่ากองเฟอร์นิเจอร์เก่า มันขยับอย่างเชื่องช้า… ราวกับกำลังหันมามองเธอ

มีนาไม่รอคำตอบ

สัญชาตญาณเอาตัวรอดเข้าครอบงำ เธอหันหลังกลับและวิ่งสุดชีวิต วิ่งไปหาแสงสว่างตรงปากทางบันได

เธอได้ยินเสียงฝีเท้าดังตามหลังมา… หนักหน่วงและรวดเร็ว…

ตึง… ตึง… ตึง…

พื้นไม้สั่นสะเทือนใต้เท้าของเธอ

เธอไปถึงบันไดและแทบจะทิ้งตัวลงมา เธอเสียหลักล้มกลิ้งลงมาสองสามขั้น ทำให้เข่าของเธอถลอกกับขอบไม้ที่คมกริบ

เธอไม่สนใจความเจ็บปวด เธอรีบลุกขึ้นและวิ่งต่อไป วิ่งลงจากบันได วิ่งผ่านโถงทางเดิน

เธอได้ยินเสียงประตูดังลั่นอยู่ข้างล่าง… เสียงคาวินกลับมา

“คาวิน!” เธอตะโกนสุดเสียง ความหวาดกลัวและโล่งใจปนเปกัน

เธอพุ่งชนร่างของเขาที่หน้าประตูบ้าน เข่าของเธออ่อนแรงจนเธอล้มลงไปกองกับพื้นแทบเท้าของเขา

“มีนา! นี่เธอเป็นบ้าอะไรเนี่ย!” คาวินตะโกน เขากำลังถือถุงอุปกรณ์ก่อสร้างจนเต็มสองมือ “ตัวสั่นไปหมดแล้ว!”

“มัน… มันอยู่บนนั้น” เธอหอบหายใจ ชี้ไปทางห้องใต้หลังคา “มีคน… มีคนอยู่บนนั้น!”

คาวินขมวดคิ้วอย่างไม่เชื่อถือ “เธอพูดเรื่องอะไร” เขาเหลือบมองเลยบ่าของเธอไปที่บันไดห้องใต้หลังคาที่ยังคงเปิดอ้าอยู่ “เธอขึ้นไปบนนั้นทำไม พี่บอกแล้วไงว่าอย่าเพิ่งขึ้นไป”

“ฉันได้ยินเสียง… แล้วฉันก็…” เธอพยายามอธิบาย แต่คำพูดติดอยู่ในลำคอ

คาวินถอนหายใจอย่างแรง เสียงของเขาเต็มไปด้วยความหงุดหงิด “ฟังนะมีนา พี่เหนื่อย” เขาวางถุงของลงบนพื้นเสียงดังโครมคราม “พี่ต้องขับรถฝ่ารถติดไปกลับเป็นชั่วโมงเพื่อซื้อของมาซ่อมไอ้บ้านบ้าๆ นี่ แล้วพอกลับมาก็ต้องมาเจอเธอเพ้อเจ้อเรื่องผีสางเนี่ยนะ”

“ฉันไม่ได้เพ้อเจ้อ!” มีนาร้องไห้ออกมา “ฉันเห็นมัน! มันเป็นเงา… มันไล่ตามฉัน!”

คาวินจ้องมองเธอด้วยสายตาที่เย็นชา “เงาเหรอมีนา” เขาพูดเสียงลอดไรฟัน “มันก็แค่กองของเก่าๆ กับแสงไฟสลัวๆ เธอกำลังปล่อยให้จินตนาการมันทำร้ายตัวเอง”

เขาเดินผ่านเธอไปที่ห้องครัว “เธอควรไปล้างหน้าล้างตาซะนะ แล้วทำอะไรที่มีประโยชน์หน่อย”

น้ำตาของมีนาไหลอาบแก้ม ความกลัวของเธอถูกแทนที่ด้วยความโกรธและความอัปยศ เขาไม่เชื่อเธอ เขาไม่เคยเชื่อเธอเลย

ทันใดนั้น คาวินก็หยุดชะงักที่หน้าบันไดห้องใต้หลังคา

เขาเห็นมัน…

สมุดบันทึกปกหนังสีน้ำตาลที่เธอทำตกไว้ มันกลิ้งลงมาหยุดอยู่ที่ขั้นบันไดล่างสุด

เขาก้มลงหยิบมันขึ้นมา พลิกดูหน้ากระดาษที่เหลืองกรอบ

สีหน้าของเขาเปลี่ยนเป็นบึ้งตึง “นี่มันอะไร” เขาถามเสียงเข้ม

มีนาสะดุ้ง “ฉัน… ฉันเจอมันบนนั้น”

“แล้วเธอก็อ่านมันงั้นสิ” คาวินสบถ “เธอไปค้นของเก่าๆ ของคนอื่นแล้วก็เอามาคิดเป็นตุเป็นตะ”

“มันไม่ใช่แบบนั้นนะคาวิน! ในนั้นมันเขียนถึง…”

“พี่ไม่สนว่ามันเขียนว่าอะไร!” เขาตัดบทเสียงดัง “เธอกำลังทำตัวยังไงมีนา! เธอกำลังหมกมุ่นอยู่กับเรื่องไร้สาระพวกนี้!”

เขาก้าวไปที่ถังขยะในครัว และโดยไม่ลังเล เขาก็โยนสมุดบันทึกเล่มนั้นลงไป

“คาวิน! ไม่นะ!” มีนาร้อง พยายามจะคว้ามันไว้ แต่เขาขวางทางเธอ

“พอได้แล้ว!” เขาตะคอก “พี่จะไม่ยอมให้เธอเอาเรื่องบ้าๆ นี่มาป่วนประสาทในบ้านหลังนี้อีก” เขามองเธอเขม็ง “เข้าใจไหม”

มีนากัดริมฝีปากแน่นจนได้รสเลือด เธอจ้องมองเขาด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวดและผิดหวัง เธอไม่พูดอะไรอีก เธอเพียงแค่ลุกขึ้นและเดินหนีเข้าห้องนอนไป ล็อคประตู

คาวินถอนหายใจเฮือกใหญ่ เขาเอามือเสยผมที่ยุ่งเหยิง “ให้ตายสิ” เขาพึมพำกับตัวเอง เขาเดินไปหยิบเบียร์จากในตู้เย็นและกลับไปทำงานของเขา พยายามไม่สนใจความเงียบที่น่าอึดอัดซึ่งตอนนี้ได้เข้ามาแทนที่เสียงร้องไห้ของภรรยาเขา

คืนนั้น…

หลังจากที่คาวินหลับไปแล้ว เสียงกรนของเขาดังเป็นจังหวะสม่ำเสมอ

มีนาค่อยๆ ลุกออกจากเตียง

เธอเดินไปที่ห้องครัว ที่ถังขยะ

เธอเอื้อมมือลงไปในความมืดที่เย็นชื้น คุ้ยเขี่ยเศษกระดาษและฝุ่นผง จนกระทั่งนิ้วของเธอสัมผัสกับปกหนังที่คุ้นเคย

เธอดึงสมุดบันทึกเล่มนั้นออกมา กอดมันไว้แนบอกราวกับสมบัติล้ำค่า

เธอพามันกลับไปที่ห้องนอน ซ่อนมันไว้ใต้หมอนของเธอ

รอยร้าวระหว่างเธอกับคาวิน… มันไม่ใช่แค่รอยร้าวอีกต่อไปแล้ว มันคือเหวลึกที่กว้างขึ้นทุกขณะ

มีนานอนลืมตาจ้องมองเพดาน ความเหนื่อยล้าและความกลัวต่อสู้กันในใจของเธอ เธอรู้ว่าเธอกำลังอยู่คนเดียวในการต่อสู้ครั้งนี้

เวลาผ่านไป… เที่ยงคืน… ตีหนึ่ง…

บ้านทั้งหลังเงียบสงัด… เงียบเกินไป

และแล้ว… เธอก็ได้ยิน

“แม่…”

เสียงกระซิบที่คุ้นเคย… เสียงเรียกของเด็ก…

มันดังมาจากเพดาน… จากห้องใต้หลังคา…

หัวใจของมีนาเต้นแรง แต่ครั้งนี้ มันไม่ใช่แค่ความกลัว มันมีความโกรธและความท้าทายปนอยู่ด้วย

เธอถูกผลักจนมาถึงจุดนี้ เธอจะไม่ยอมหนีอีกต่อไป

เธอสูดหายใจลึก รวบรวมความกล้าทั้งหมดที่มี

“ใครน่ะ” เธอเรียกกลับไป เสียงของเธอดังชัดเจนในความเงียบยามค่ำคืน

ความเงียบ…

นานนับสิบวินาทีที่ไม่มีอะไรเกิดขึ้น

ทันใดนั้น…

เธอได้ยินเสียง…

เสียงฝีเท้าเปล่า… ที่กำลังวิ่ง

ไม่ใช่เสียงหนักๆ ของผู้ชายเหมือนตอนกลางวัน แต่มันคือเสียงฝีเท้าเล็กๆ ที่วิ่ง… เร็วมาก… วิ่งข้ามไปมาบนพื้นห้องใต้หลังคาเหนือหัวของเธอ

ตึก… ตึก… ตึก… ตึก… ตึก…

เสียงนั้นวิ่งวนไปมาอย่างบ้าคลั่ง ราวกับกำลังตื่นเต้นหรือหวาดกลัว

มีนากลั้นหายใจ

และแล้ว… เสียงวิ่งก็หยุดกะทันหัน

ตามมาด้วยเสียง…

โครม!!!

เสียงที่ดังสนั่นหวั่นไหว ราวกับว่ามีร่างของใครบางคนล้มฟาดลงบนพื้นอย่างแรง… ตรงจุดที่อยู่เหนือเตียงของเธอพอดี!

บ้านทั้งหลังสั่นสะเทือน ฝุ่นผงร่วงกราวลงมาจากเพดาน

มีนาเบิกตากว้าง ความกลัวทั้งหมดพุ่งกลับเข้าโจมตีเธออย่างรุนแรง

เธออ้าปาก… และกรีดร้องสุดเสียง

ประตูห้องนอนถูกกระแทกเปิดออก คาวินพรวดพราดเข้ามาในห้อง สภาพงัวเงียและเต็มไปด้วยความหงุดหงิด

“อะไรอีก!” เขาตะโกน “ตอนนี้มันอะไรอีก!”

มีนาร้องไห้จนตัวโยน เธอไม่สามารถพูดเป็นคำได้ เธอทำได้เพียงยกนิ้วที่สั่นเทาของเธอขึ้น… ชี้ไปที่เพดานห้อง…

“มันอยู่บนนั้น” เธอสะอื้น “มันอยู่บนนั้น!”


เสียงกรีดร้องของมีนาและเสียงโครมครามที่ดังลั่น ปลุกคาวินให้ตื่นเต็มตาในที่สุด เขาคว้าไฟฉายที่หัวเตียง ส่องลำแสงไปทั่วห้องที่ว่างเปล่า “ไม่มีอะไรนี่” เขาพูดอย่างหัวเสีย แต่เสียงของเขาก็สั่นเล็กน้อย

“คุณไม่ได้ยินเหรอ” มีนาสะอื้น “มันเหมือน… เหมือนใครบางคนล้ม”

คาวินขบกรามแน่น “อยู่ข้างล่างนี้” เขาพูดอย่างเด็ดขาด “พี่จะขึ้นไปดูเดี๋ยวนี้”

เขาก้าวออกจากห้องนอน มีนาคว้าแขนเขาไว้ “ไม่คาวิน! อย่าขึ้นไปคนเดียว!”

“ปล่อยพี่” เขาสะบัดแขนออก “พี่ทนเรื่องบ้าๆ นี่ไม่ไหวแล้ว พี่จะจบมันเอง”

มีนาวิ่งตามเขาไปที่โถงทางเดิน คาวินไม่ลังเลเลย เขาเปิดสวิตช์ไฟบันไดห้องใต้หลังคาและก้าวขึ้นไปทีละขั้นอย่างรวดเร็ว

“คาวิน!” มีนาร้องเรียกจากข้างล่าง

เมื่อเขาไปถึงชั้นบน เขาฉายไฟฉายไปทั่วทั้งห้อง กวาดแสงไปตามกองเฟอร์นิเจอร์เก่าที่คลุมผ้าไว้

ว่างเปล่า

ไม่มีอะไรผิดปกติ ทุกอย่างยังคงอยู่ในที่ของมัน ไม่มีร่องรอยของการต่อสู้ ไม่มีร่างที่ล้มลงบนพื้น

“เห็นไหม!” เขาตะโกนลงมา “ไม่มีอะไรเลย! มันว่างเปล่า!”

มีนาปีนตามขึ้นมาอย่างลังเล เธอมองไปรอบๆ ห้องด้วยความหวาดระแวง “แต่… แต่ฉันได้ยินมัน”

“เธอก็ได้ยินแต่สิ่งที่มันไม่มีอยู่จริงนั่นแหละมีนา!” คาวินตะคอก เขากำลังโกรธจัด “มันก็แค่เสียงบ้านเก่าๆ เสียงไม้ลั่น! หรืออาจจะเป็นหนูตัวใหญ่ๆ! พรุ่งนี้พี่จะวางยาเบื่อ”

เขาเดินกระทืบเท้ากลับลงมา ปิดประตูห้องใต้หลังคาเสียงดังปัง และกลับไปที่ห้องนอนโดยไม่พูดอะไรอีก

มีนายืนนิ่งอยู่ที่เดิม ความเย็นยะเยือกจากห้องใต้หลังคาแผ่ซ่านรอบตัวเธอ เธอรู้ว่าเธอไม่ได้จินตนาการไปเอง เสียงที่เธได้ยินมันจริง… และมันก็หนักแน่นเกินกว่าจะเป็นแค่หนู

คืนนั้นเธอนอนไม่หลับเลย แม้ว่าคาวินจะหลับไปแล้วก็ตาม

วันต่อมา คาวินเริ่มทำตัวแปลกไป

เขาตื่นแต่เช้าและมุ่งตรงไปที่ห้องใต้หลังคา “พี่จะจัดการเรื่องเสียงนั่นเอง” เขาบอกเธอ โดยไม่มองหน้า “เธอไม่ต้องยุ่ง”

มีนาได้ยินเสียงเขาตอกตะปู เสียงเลื่อยไม้ ดังมาจากข้างบนตลอดทั้งวัน

แต่เสียงที่ทำให้เธอหวาดหวั่นที่สุดไม่ใช่เสียงเครื่องมือ… มันคือเสียงฝีเท้า

มันไม่ใช่เสียงฝีเท้าเล็กๆ ของเด็กอีกต่อไป

มันเป็นเสียงฝีเท้าที่หนักอึ้ง… ของผู้ชาย… เดินไปเดินมา… เดินวนไปวนมา…

“คาวิน!” เธอตะโกนเรียกเขาตอนมื้อเที่ยง “คุณเดินอะไรนักหนาข้างบนน่ะ!”

เขาชะโงกหน้าลงมาจากบันได “พี่กำลังวัดขนาดพื้น” เขาตอบสั้นๆ “อย่ากวนสมาธิพี่”

แต่มีนารู้สึกได้… เสียงฝีเท้านั้น มันไม่ได้มีแค่คู่เดียว บางครั้งเธอก็ได้ยินเสียงฝีเท้าของคาวิน… แต่บางครั้ง เธอก็ได้ยินเสียงฝีเท้าอีกคู่หนึ่ง… ที่หนักกว่า… และลากขาเล็กน้อย

บ่ายวันนั้น เธอแอบได้ยินคาวินพูด

เธอคิดว่าเขาคงกำลังคุยโทรศัพท์ แต่เมื่อเธอลองเงี่ยหูฟัง… เธอก็ไม่เห็นเขาถือโทรศัพท์

เขาพูดกับใครบางคน… หรือบางสิ่ง… บนนั้น

“เงียบ” เธอได้ยินเขาพึมพำเสียงเข้ม “บอกให้เงียบไง… ฉันกำลังทำงานอยู่…”

มีนารู้สึกขนลุกซู่ไปทั้งตัว

เมื่อคาวินลงมาทานอาหารเย็นในวันนั้น เขาดูเหนื่อยล้าและหงุดหงิด ดวงตาของเขาแดงก่ำ และมีกลิ่นเหม็นอับแปลกๆ ติดตัวเขามาด้วย กลิ่นฝุ่นและไม้เก่า

“ข้างบนเป็นไงบ้าง” เธอถามอย่างระมัดระวัง

“ก็เรื่อยๆ” เขาตอบ หงุดหงิด “งานมันเยอะกว่าที่คิด”

เขากินข้าวอย่างรวดเร็วและเงียบขรึม ไม่เหมือนคาวินคนเดิมที่เธอรู้จัก คนที่เคยช่างพูดและร่าเริง

“ฉันคิดว่า… บางทีเราควรจ้างช่างมาช่วยนะ” มีนาเสนอ

คาวินวางส้อมลงเสียงดังเคร้ง “พี่บอกแล้วไงว่าพี่ทำเองได้!” เขาตะคอก “ทำไมเธอถึงไม่เคยเชื่อใจพี่เลย!”

มีนาสะดุ้งกับความเกรี้ยวกราดของเขา “ฉันแค่เป็นห่วง… คุณดูเหนื่อย”

“พี่ไม่เหนื่อย!” เขายืนกราน “พี่แค่ต้องมีสมาธิ” เขาลุกขึ้นจากโต๊ะ “และพี่ก็ต้องการความเงียบ”

เขาหันหลังเดินกลับไปที่ห้องใต้หลังคา ปล่อยให้มีนานั่งอยู่กับอาหารค่ำที่เย็นชืดตามลำพัง

และเขาก็ออกคำสั่งกับเธอ

“ห้ามขึ้นไปบนนั้น” เขาพูดจากบนบันได โดยไม่หันกลับมามอง “มันยังไม่ปลอดภัย พี่ปูกระดานใหม่บางแผ่น เธอาจจะตกลงมาได้”

“แต่…”

“พี่บอกว่าห้ามขึ้นไป!” เขาคำราม “ให้พี่จัดการเอง”

เขาปิดประตูห้องใต้หลังคา… และมีนาก็ได้ยินเสียงเขาล็อคลูกบิดจากด้านใน

คืนนั้น เสียงฝีเท้าหนักๆ นั่นกลับมาอีกแล้ว มันเดินวนเวียนอยู่เหนือห้องนอนของเธอ… เดินไป… เดินมา… ทั้งคืน

และครั้งนี้ คาวินก็ได้ยินมันเช่นกัน

เธอนอนตัวแข็งข้างๆ เขา ได้ยินเสียงลมหายใจของเขาที่เปลี่ยนไป เขาก็ไม่ได้หลับ

“นั่นไง… คุณได้ยินไหม” เธอกระซิบในความมืด

คาวินนิ่งเงียบไปนาน “มอด” เขาพูดในที่สุด เสียงของเขาแหบพร่า “คงเป็นมอดกินไม้… ตัวใหญ่มาก”

มีนารู้ว่าเขาโกหก แต่มอดที่ไหนกันจะเดินได้เสียงดังขนาดนั้น

ในเมื่อคาวินตัดขาดเธอ และบ้านทั้งหลังก็เริ่มทำให้เธอรู้สึกเหมือนเป็นคนแปลกหน้า มีนาจึงหันไปหาสิ่งเดียวที่เธอมี… สมุดบันทึกเล่มนั้น

เธอซ่อนมันไว้ใต้เตียง และเมื่อใดก็ตามที่คาวินขึ้นไปบนห้องใต้หลังคา เธอก็จะเอามันออกมาอ่าน

เธอนั่งอยู่ในห้องครัว แสงแดดยามเช้าส่องกระทบหน้ากระดาษที่เหลืองกรอบ เธอค่อยๆ ถอดความลายมือที่สั่นเทาของนิตรา (ผู้หญิงในสมุดบันทึก)

มันคือเรื่องราวของความรักที่กลายเป็นความหวาดกลัว

นิตราเขียนถึงสามีของเธอที่เป็นนักดนตรี… นักเชลโล่… ที่ตกหลุมรักบ้านหลังนี้เหมือนที่คาวินเป็น “เขาบอกว่าที่นี่มีพลัง… มีแรงบันดาลใจ” นิตราเขียนไว้

แต่แล้วบ้านก็เริ่ม “พูด” กับเขา

“…เขาเริ่มใช้เวลาส่วนใหญ่บนห้องใต้หลังคา เขาบอกว่าเสียงมันดีกว่า…”

“…เขาเริ่มพูดคุยกับ… ตะวัน ลูกของเรา… เขาบอกว่าตะวันได้ยินเสียงเหมือนกัน…”

“…ไม่ใช่เสียงเพลงอีกต่อไปแล้ว มันคือเสียงกระซิบ… เสียงฝปาดน้ำ… เสียงที่บอกให้เขาทำเรื่องเลวร้าย…”

มีนารู้สึกเย็นวาบไปทั้งสันหลัง เธอหยุดอ่านและเงี่ยหูฟัง…

เธอได้ยินเสียง…

ไม่ใช่เสียงตอกตะปู…

มันเป็นเสียงดนตรี… หรือเกือบจะเป็นดนตรี…

เสียงที่แหบพร่าและผิดเพี้ยน… ดังแผ่วเบามาจากห้องใต้หลังคา

มันคือเสียงฮัมเพลง…

เสียงฮัมเพลงของผู้ชาย…

มีนาวางสมุดบันทึกไว้ และถูกดึงดูดด้วยความกลัวและความอยากรู้ เธอเดินไปที่ประตูห้องใต้หลังคาที่ปิดสนิท

เธอยืนอยู่ตรงนั้น… ฟังเสียงคาวิน… หรืออะไรก็ตามที่อยู่บนนั้นกับเขา… กำลังฮัมเพลงกล่อมเด็กที่น่าขนลุกเพลงหนึ่งซ้ำไปซ้ำมา

เธอกลับไปที่คอมพิวเตอร์ของเธอ ความกลัวกระตุ้นให้เธอต้องค้นหาความจริง

เธอค้นหา “บ้านเลขที่ 33 นนทบุรี โศกนาฏกรรม”

ข่าวหนังสือพิมพ์เก่าๆ หลายสิบลิงก์เด้งขึ้นมา…

ภาพของบ้านหลังนั้น… ที่ยังดูใหม่กว่าตอนนี้… พร้อมกับรถตำรวจจอดอยู่ข้างหน้า

พาดหัวข่าวตัวใหญ่: “โศกนาฏกรรมยกครัว! นักดนตรีฆ่าภรรยาและลูกชาย ก่อนปลิดชีพตัวเอง”

มีนาคลิกเข้าไปอ่าน รายละเอียดมันน่าสยดสยอง ตำรวจพบศพของนิตราและเด็กชายตะวันในห้องนอน… ถูกทุบตีอย่างรุนแรง

ส่วนสามี…

มีนารีบอ่านต่อไป…

“…หลักฐานชี้ชัดว่าสามีเป็นผู้ก่อเหตุ ก่อนที่จะขึ้นไปบนห้องใต้หลังคาและจบชีวิตตัวเอง…”

หัวใจของเธอเต้นแรง…

แต่แล้วเธอก็สังเกตเห็นลิงก์เล็กๆ ที่อยู่ด้านล่างสุดของหน้า… ลิงก์ไปยังบล็อกท้องถิ่น… หัวข้อ “เรื่องลึกลับที่ยังไม่คลี่คลายของบ้านเลขที่ 33”

เธอคลิกเข้าไป

ผู้เขียนบล็อกอ้างว่าเป็นญาติห่างๆ ของนิตรา และยืนยันว่าเรื่องราวที่ตำรวจปิดคดีไปนั้นมีบางอย่างไม่ถูกต้อง

“…ใช่ นิตรากับตะวันถูกฆ่าตาย แต่พวกเขาก็ไม่เคยพิสูจน์ได้ว่าสามีเป็นคนทำ…”

“…และที่สำคัญที่สุด…” มีนาต้องเพ่งสายตาอ่านข้อความต่อไป…

“…ตำรวจไม่เคยพบศพของเขา”

มีนาตัวแข็งทื่อ

“…พวกเขาค้นหาทั่วทั้งบ้าน พวกเขาพบเพียงแค่สิ่งที่เหลืออยู่… เชลโล่ของเขาถูกทุบจนแหลกละเอียดเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย… กองอยู่กลางห้องใต้หลังคา”

เสียงบางอย่างกระทบพื้นอย่างแรงดังมาจากชั้นบน ทำให้มีนาสะดุ้งสุดตัวและปิดหน้าจอแล็ปท็อปทันที

เสียงฝีเท้าหนักๆ เริ่มเดินไปมาบนหัวเธออีกครั้ง…

เดิน… เดิน… และเดิน…

และครั้งนี้… มีนาสาบานได้ว่า… เธอได้ยินเสียงลากอะไรบางอย่างที่หนักมากๆ… ไปตามพื้นไม้ที่เก่าแก่…


หลายวันผ่านไป… หรืออาจจะหลายสัปดาห์… มีนาเริ่มนับวันเวลาไม่ถูกอีกต่อไป

บ้านหลังนี้กลายเป็นโลกทั้งใบของเธอ และโลกใบนี้ก็กำลังหดเล็กลงเรื่อยๆ

คาวินแทบจะไม่ลงมาจากห้องใต้หลังคาอีกแล้ว

เขาไม่ได้เป็น “คาวิน” อีกต่อไปแล้ว

การเปลี่ยนแปลงนั้นเริ่มจากรูปลักษณ์ภายนอก เขาเลิกโกนหนวดเคราจนมันขึ้นดกรุงรัง ผมเผ้าของเขายาวและมันเยิ้ม เสื้อผ้าที่เขาใส่คือชุดเดิมที่เขาใส่ทำงานเมื่อหลายวันก่อน ตอนนี้มันมอมแมมและมีกลิ่นเหม็นอับ… กลิ่นเดียวกับที่โชยออกมาจากห้องใต้หลังคา

แต่สิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือดวงตาของเขา

เมื่อมีนาบังเอิญสบตากับเขาในตอนที่เขาลงมาหยิบน้ำในครัว… ดวงตาคู่นั้นเคยเต็มไปด้วยประกายแห่งความทะเยอทะยานและความรัก… แต่ตอนนี้มันว่างเปล่า มันขุ่นมัว… และมันมองทะลุผ่านเธอไป ราวกับว่าเธอเป็นเพียงเฟอร์นิเจอร์ชิ้นหนึ่งในบ้าน

เขากลายเป็นคนเงียบขรึมอย่างน่าสะพรึงกลัว เขาไม่ตะคอกเธออีกต่อไปแล้ว เขาแค่ไม่พูดเลย

ความเงียบของเขาเลวร้ายยิ่งกว่าเสียงตะโกนเป็นพันเท่า

มีนาพยายามจะพูดกับเขา “คาวินคะ… ลงมาทานข้าวเถอะ… ฉันทำของโปรดคุณไว้”

เขาเพียงแค่ส่ายหัวช้าๆ โดยไม่หันมามอง และกลับขึ้นไปบนบันไดนั้น

มีนากลายเป็นนักโทษในบ้านของเธอเอง และห้องใต้หลังคาก็คือคุกของผู้คุมที่เธอเคยรัก

ในขณะที่คาวินจมดิ่งลงในความมืด… มีนากลับถูกครอบงำด้วยเสียงเรียกนั้น

“แม่…”

มันไม่ได้ดังมาจากห้องใต้หลังคาอีกต่อไปแล้ว

มันเปลี่ยนไป มันฉลาดขึ้น

ตอนนี้มันเรียกเธอจากที่อื่นๆ ในบ้าน…

“แม่…” เสียงกระซิบดังมาจากตู้เสื้อผ้าในห้องนอน

“แม่…” เสียงสะท้อนแผ่วเบามาจากก้นบ่อในสวนหลังบ้านที่แห้งเหือด

เสียงนั้นไม่ได้ฟังดูน่ากลัวอีกต่อไปแล้ว… มันฟังดู… โดดเดี่ยว

มันฟังดูเหมือนเด็กที่หลงทางและเจ็บปวด…

และมันก็เริ่มปลุกสัญชาตญาณบางอย่างในตัวมีนา… สัญชาตญาณที่เธอพยายามกดข่มไว้ตั้งแต่เธอสูญเสียลูก

ความปรารถนาที่จะเป็น… แม่

เธอเริ่มตอบสนองต่อมัน ไม่ใช่ด้วยคำพูด แต่ด้วยการกระทำ

วันหนึ่ง เธอได้ยินเสียงสะอื้นไห้เบาๆ มาจากห้องครัว เธอมองไปรอบๆ และเห็นกล่องดนตรีรูปกระต่ายตัวนั้น… ตัวที่คาวินเคยเอาลงมา… วางอยู่บนเคาน์เตอร์

เธอจำได้ว่าคาวินเคยบอกว่ามันพังแล้ว

แต่ตอนนี้… เธอกลับรู้สึกสงสารมัน

เธอหยิบมันขึ้นมา… ลูบไล้ไปตามรอยแตกบนไม้… “ไม่เป็นไรนะ” เธอกระซิบกับมัน “เดี๋ยวแม่ซ่อมให้”

และเธอก็เริ่มทำเช่นนั้นจริงๆ

ในขณะที่คาวินกำลังตอกตะปูและลากของหนักอยู่ข้างบน… มีนาก็นั่งอยู่ที่โต๊ะอาหาร พยายามซ่อมกลไกเล็กๆ ของกล่องดนตรีอย่างสุดความสามารถ เธออ่านคู่มือจากอินเทอร์เน็ต สั่งซื้ออะไหล่เล็กๆ

มันกลายเป็นภารกิจของเธอ… การไถ่โทษอย่างหนึ่ง

ในเวลาเดียวกัน เธอก็เริ่มทำสิ่งแปลกๆ

เธอได้ยินเสียงร้องไห้ว่า “หิวจัง” ดังมาจากหน้าประตูห้องใต้หลังคาที่ถูกล็อค

เธอจึงอุ่นนม… และอบคุกกี้…

เธอวางถาดเล็กๆ ที่มีแก้วนมและคุกกี้สองสามชิ้นไว้หน้าประตูห้องใต้หลังคา เหมือนการเซ่นไหว้

“สำหรับตะวันนะ” เธอกระซิบกับประตูไม้ที่เย็นเฉียบ

เธอเดินเลี่ยงไปทำอย่างอื่น… และเมื่อเธอกลับมาในอีกหนึ่งชั่วโมงต่อมา…

ถาดนั้น… ว่างเปล่า

แก้วนมถูกดื่มจนหมดเกลี้ยง เหลือเพียงคราบน้ำนมจางๆ และคุกกี้ก็หายไปอย่างไร้ร่องรอย

หัวใจของมีนาสั่นระรัว

“คาวิน!” เธอตะโกนเรียกเขาผ่านประตู “คุณกินมันใช่ไหม!”

ไม่มีเสียงตอบ… นอกจากเสียงฮัมเพลงที่ผิดเพี้ยนเพลงเดิม… ที่ดังขึ้นเล็กน้อย…

มีนารู้ดีว่าไม่ใช่คาวินที่กินมัน

เขาไม่เคยเปิดประตูออกมาเลย

ความสัมพันธ์ระหว่างมีนากับ “ตะวัน” เริ่มลึกซึ้งขึ้น ในขณะที่ความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับคาวินได้ตายจากไปแล้ว

วันหนึ่ง ความอยากรู้และความกังวลที่มีต่อคาวินมีมากจนเธอทนไม่ไหวอีกต่อไป

เธอต้องรู้ให้ได้ว่าเขาทำอะไรอยู่บนนั้น

ประตูห้องใต้หลังคาถูกล็อคจากข้างใน แต่เธอสังเกตเห็นบางอย่าง… บานพับอันหนึ่งมันเก่าและขึ้นสนิมจนเกือบจะหลุดออกมา

เธอใช้ไขควงเล็กๆ และค้อน ค่อยๆ แงะสลักบานพับออกอย่างเงียบเชียบที่สุดเท่าที่จะทำได้ เสียงตอกตะปูและเสียงเลื่อยจากข้างบนกลบเสียงของเธอจนหมด

หลังจากใช้เวลาเกือบครึ่งชั่วโมง ในที่สุดเธอก็สามารถดึงสลักบานพับอันบนสุดออกได้ ทำให้ประตูเกิดช่องว่างเล็กๆ พอที่เธอจะแอบมองเข้าไปได้

เธอกดตาแนบกับช่องว่างนั้น…

สิ่งที่เธอเห็นทำให้เลือดในกายเธอเย็นเฉียบ

ห้องใต้หลังคาไม่ได้มืดอีกต่อไป มันสว่างไสว… แต่ไม่ใช่ด้วยแสงไฟที่คาวินติดไว้

เขานำเทียนมาจุด… เทียนหลายสิบเล่ม… วางไว้ตามพื้นและขอบเฟอร์นิเจอร์ แสงเทียนสีส้มส่องให้เห็นภาพที่เหมือนฝันร้าย

คาวินไม่ได้กำลัง “ซ่อมแซม” อะไรเลย

เขาไม่ได้ปูพื้นใหม่ เขาไม่ได้ทาสีผนัง

เขากำลัง… “สร้าง”

เขากำลังสร้างฉากจำลอง…

กลางห้องใต้หลังคา… เขากำลังสร้างห้องนอนเด็กขึ้นมาใหม่…

เขาลากเตียงเด็กเก่าๆ มาวางไว้ เขากำลังทาสีผนังส่วนหนึ่งให้เป็นสีฟ้าอ่อน… เขากำลังแขวนโมบายรูปดวงดาวที่ทำจากลวด…

และเขาก็ไม่ได้อยู่คนเดียว…

มีนาขยี้ตา… เธอต้องตาฝาดไปแน่ๆ…

เงามืดที่เธอเคยเห็นในวันแรก… มันไม่ได้หายไปไหน

มันอยู่ที่นั่น… ยืนอยู่ในมุมที่มืดที่สุดของห้อง…

มันยืนอยู่ข้างๆ คาวิน…

มันสูงและผอมเกร็ง… และมันกำลัง… “มองดู” คาวินทำงาน

คาวินกำลังพูดกับมัน

“เกือบเสร็จแล้ว” คาวินพึมพำ เสียงแหบพร่า “เขาจะต้องชอบมันมาก… ใช่ไหม”

เงาดำนั้นไม่ตอบ… มันเพียงแค่… โน้มตัวลงมาเล็กน้อย…

มีนาแทบจะอาเจียนออกมา เธอถอยหลังออกมาจากประตูอย่างเงียบเชียบ หัวใจของเธอเต้นแรงจนแทบจะทะลุออกมาจากอก

เขาไม่ได้กำลังซ่อมบ้าน…

เขาไม่ได้กำลังสร้างห้องทำงานให้เธอ…

เขากำลังสร้างห้อง… ให้กับตะวัน

เขากำลังถูกบางสิ่งบางอย่าง “สั่งการ”

และแล้ว เธอก็มองไปที่สิ่งที่อยู่ในมือของคาวิน

เขาไม่ได้ถือค้อน… หรือเลื่อย…

เขากำลังนั่งอยู่บนพื้น… ท่ามกลางวงล้อมของเทียนไข… และเขากำลัง… ซ่อมบางอย่าง

เขากำลังพยายามอย่างสุดความสามารถที่จะซ่อม… กล่องดนตรีรูปกระต่าย

เป็นกล่องเดียวกับที่เธอพยายามซ่อมอยู่ข้างล่าง

แต่กล่องของเธอคือกล่องที่คาวินนำลงมา…

แล้วกล่องที่เขาถือนั่นล่ะ… มันมาจากไหน

ทันใดนั้น คาวินก็หยุดชะงัก

เขาวางกล่องดนตรีในมือลง… และหันศีรษะที่เต็มไปด้วยผมเผ้ารุงรังนั้น…

เขาหันมามองตรง… ตรงมายังประตู… ตรงมายังช่องว่างที่เธอกำลังแอบดูอยู่

ราวกับว่าเขารู้… เขารู้ว่าเธออยู่ตรงนั้นตลอดเวลา

มีนากลั้นหายใจ

เขาค่อยๆ ลุกขึ้นยืน… เงาดำข้างหลังเขาก็ลุกขึ้นตาม…

เขาเริ่มเดิน… เดินตรงมาที่ประตู

มีนารีบใส่สลักบานพับกลับเข้าที่อย่างลนลาน มือของเธอสั่นจนทำอะไรไม่ถูก

เธอได้ยินเสียงฝีเท้าหนักๆ ของเขาใกล้เข้ามา…

ตึง… ตึง… ตึง…

และเสียงลูกบิดประตูก็ถูกบิดอย่างแรง!

แกร๊ก! แกร๊ก!

เขาพยายามเปิดประตู!

มีนาถลันหลังกลับ วิ่งหนีเข้าไปในห้องนอนของเธอและล็อคประตู ขดตัวอยู่บนเตียง ตัวสั่นเทาอย่างควบคุมไม่ได้

เธอได้ยินเสียงเขาบิดลูกบิดห้องใต้หลังคาซ้ำแล้วซ้ำเล่า…

แกร๊ก! แกร๊ก! แกร๊ก!

จากนั้น… ก็เงียบไป

เธอรอ… หัวใจจมดิ่งลงไปอยู่ที่ตาตุ่ม

และแล้ว… เธอก็ได้ยินเสียงฮัมเพลง…

เพลงกล่อมเด็กที่น่าขนลุกเพลงนั้น…

มันไม่ได้ดังมาจากห้องใต้หลังคาอีกต่อไปแล้ว…

มันดังมาจาก… อีกฟากหนึ่งของประตูห้องนอนเธอ…

เขายืนอยู่หน้าห้องของเธอ… และเขากำลังฮัมเพลงนั้น


เสียงฮัมเพลงที่หน้าประตูห้องนอนดังอยู่นานหลายชั่วโมง มันหยุด… แล้วก็เริ่มใหม่… วนเวียนซ้ำซาก… เหมือนแผ่นเสียงตกร่องที่ไม่มีวันจบสิ้น

มีนาซุกตัวอยู่ใต้ผ้าห่ม เอามืออุดหูแน่น แต่มันไร้ประโยชน์ เสียงนั้นมันเจาะทะลวงเข้ามาในหัวของเธอ

เธอไม่รู้ว่าเธอเผลอหลับไปตอนไหน… หรือว่าเธอแค่หมดสติไปเพราะความกลัว

แต่เธอก็ “ตื่น” ขึ้นมาในสถานที่ที่แตกต่างออกไป

เธอกำลังยืนอยู่ในโถงทางเดินของบ้าน… แต่บ้านมันดู… แตกต่าง…

มันสะอาดสะอ้าน… สว่างไสว… มีกลิ่นหอมของดอกมะลิจางๆ ไม่ใช่กลิ่นอับชื้นและฝุ่นผง

มีเสียงหัวเราะ… เสียงหัวเราะที่มีความสุขของเด็ก…

หัวใจของมีนาพองโต… “ตะวัน” เธอกระซิบ

เธอเดินตามเสียงหัวเราะไปที่หน้าบันไดห้องใต้หลังคา ประตูบานสีเทาซีดๆ นั้นเปิดกว้าง และมีแสงสีทองอบอุ่นส่องออกมาจากด้านใน

เธอได้ยินเสียง…

“แม่… มานี่สิ… แม่…”

เสียงนั้นไม่ได้ฟังดูน่ากลัวอีกต่อไปแล้ว มันคือเสียงเรียกที่เต็มไปด้วยความรัก ความปรารถนาที่เธอโหยหามาตลอด… การได้เป็นแม่คน

เธอยิ้ม… น้ำตาเอ่อคลอ… เธอกำลังจะได้พบเขา

เธอก้าวเท้าไปที่บันไดขั้นแรก…

“อย่าไป”

เสียงหนึ่งดังขึ้นข้างหลังเธอ… เสียงของผู้หญิง… ที่แหบพร่าและเต็มไปด้วยความเจ็บปวด

มีนาหันกลับมา

ผู้หญิงคนหนึ่งยืนอยู่ที่นั่น… สวมชุดนอนผ้าฝ้ายสีขาวที่ขาดวิ่นและเปื้อนคราบสีน้ำตาลเข้ม… ผมเผ้ายาวสยายปิดบังใบหน้า…

เธอคือผู้หญิงที่เธอเคยเห็นในรูปถ่ายจากข่าว…

“นิตรา…” มีนากระซิบ

นิตรายกมือที่สั่นเทาขึ้นชี้ไปที่ห้องใต้หลังคา “มันไม่ใช่ลูกของเธอ” เธอพูดเสียงสะอื้น “มันไม่เคยเป็น… มันคือเหยื่อล่อ”

“คุณหมายความว่ายังไง” มีนาถาม สับสน “แต่เขาเรียกฉันว่าแม่… เขาต้องการฉัน”

“มันต้องการ ‘แม่'” นิตราแก้คำพูดของเธอ “มันต้องการผู้หญิงคนใหม่… มาแทนที่ฉัน”

นิตราค่อยๆ เงยหน้าขึ้น เผยให้เห็นใบหน้าที่ซีดเผือดและดวงตาที่เบิกกว้างด้วยความหวาดกลัวชั่วนิรันดร์

“บ้านหลังนี้” นิตรากระซิบ “มันมีชีวิต… มันกินความผิดหวังของสามีฉัน… และมันก็ใช้ความปรารถนาของฉัน… ความรักที่ฉันมีต่อตะวัน… มาผูกมัดฉันไว้”

ภาพในหัวของมีนาฉายชัด… คุกกี้ที่หายไป… นมที่หมดแก้ว… เสียงเรียกที่ฟังดูน่าสงสาร…

“มันหลอกลวง” นิตราพูดต่อ น้ำตาไหลเป็นสายเลือด “มันใช้เสียงของตะวันเพื่อล่อเธอ… เหมือนที่มันเคยใช้ความฝันของสามีฉันเพื่อควบคุมเขา”

“แล้วคาวินล่ะ” มีนาถาม เสียงสั่น “เขา… เขากำลังสร้างห้องให้ตะวัน”

นิตราส่ายหัวอย่างช้าๆ “เขาไม่ได้สร้างให้ตะวัน” เธอกล่าว “เขากำลังสร้างมันให้ ‘บ้าน’… มันคือแท่นบูชา… และเมื่อมันเสร็จ… มันจะเอามันไป”

“เอามันไปเหรอ”

“มันจะเอา ‘ผู้ชาย’ ไป” นิตรามองลึกเข้าไปในดวงตาของมีนา “เหมือนที่มันเอาสามีของฉันไป… เขาไม่ได้ฆ่าตัวตาย… บ้านหลังนี้… มัน ‘กลืน’ เขา… เหลือไว้เพียงความรุนแรงของเขา… ที่มันเก็บไว้ใช้กับคนต่อไป”

มีนาตัวสั่นเทา… “คนต่อไป… ก็คือคาวิน”

“และมันก็จะเอา ‘แม่’ ไปด้วย” นิตราพูดจบ “มันต้องมีคนคอยปลอบโยนวิญญาณเด็กๆ… เพื่อให้วงจรมันดำเนินต่อไป… ตลอดกาล”

“แม่…” เสียงเรียกดังขึ้นอีกครั้งจากห้องใต้หลังคา คราวนี้ฟังดูร้อนรนและโกรธเกรี้ยวที่เธอใช้เวลานาน

“อย่าตอบมัน!” นิตรากรีดร้อง “อย่าตอบรับมันเด็ดขาด! หนีไปมีนา! พาสามีเธอหนีไป… ก่อนที่มันจะสายเกินไป!”

แสงสีทองที่อบอุ่นจากห้องใต้หลังคากลายเป็นสีแดงฉานน่าขนลุก…

เสียงหัวเราะของเด็กกลายเป็นเสียงคำรามต่ำๆ…

นิตรายกมือขึ้นปิดหน้า… และร่างของเธอก็สลายกลายเป็นฝุ่นผง…

มีนาสะดุ้งตื่น!

เธออยู่บนเตียง… ในห้องนอนที่มืดมิด… เสียงฮัมเพลงของคาวินหยุดไปแล้ว…

เช้าวันใหม่ได้เริ่มขึ้นแล้ว… แสงแดดสีเทาซีดส่องผ่านหน้าต่างเข้ามา

แต่มีนาไม่รู้สึกถึงการเริ่มต้นใหม่… เธอรู้สึกถึงจุดจบ

ความฝันนั้น… มันจริง… มันจริงยิ่งกว่าความเป็นจริงใดๆ ที่เธอเคยสัมผัสในบ้านหลังนี้

ความรู้สึกสงสารที่เธอมีต่อ “ตะวัน” หายไปหมดสิ้น… ถูกแทนที่ด้วยความกลัวที่เย็นเยียบและความมุ่งมั่นที่ชัดเจน

เธอถูกหลอก… สัญชาตญาณความเป็นแม่ของเธอถูกใช้เป็นเครื่องมือ…

เธอต้องพาคาวินออกไปจากที่นี่… เดี๋ยวนี้!

เธอลุกจากเตียง… ปลดล็อคประตูห้องนอน…

โถงทางเดินว่างเปล่า… ประตูห้องใต้หลังคาปิดสนิทและเงียบกริบ

เธอพบเขานั่งอยู่ในห้องนั่งเล่น… นั่งอยู่บนพื้น… ท่ามกลางกองกระดาษแบบแปลนที่ฉีกขาดของเขา

เขากำลังจ้องมองกล่องดนตรีรูปกระต่ายที่เธอซ่อมเสร็จแล้ว… มันวางอยู่บนโต๊ะกาแฟ…

“คาวิน” เธอเรียกเสียงแผ่วเบา

เขาหันมามอง… ช้าๆ…

ดวงตาของเขา… พระเจ้า… ดวงตาของเขา… มันไม่ใช่แค่ว่างเปล่าอีกต่อไป… มันเต็มไปด้วย… บางอย่างที่เก่าแก่… และชั่วร้าย…

“เธอซ่อมมัน” เขาพูด เสียงแหบพร่า ไม่ใช่เสียงของเขา

“คาวิน… ฟังฉันนะ” มีนาก้าวเข้าไปหาเขาช้าๆ “เราต้องไปจากที่นี่… ตอนนี้เลย”

เขายิ้ม… รอยยิ้มที่บิดเบี้ยวและไม่สมส่วนบนใบหน้าที่เต็มไปด้วยหนวดเครา “ไปเหรอ” เขาหัวเราะเสียงต่ำในลำคอ “ทำไมเราต้องไปด้วยล่ะ”

“บ้านหลังนี้… มันไม่ปกติ… มัน… มันกำลังทำอะไรบางอย่างกับคุณ!”

“มันกำลัง ‘ปลดปล่อย’ พี่ต่างหาก” เขาพูด เขาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง… สูงกว่าที่เธอจำได้… “พี่เห็นแล้วมีนา… พี่เห็นทุกอย่าง… ความล้มเหลว… ความผิดหวัง… มันไม่สำคัญอีกต่อไปแล้ว… ที่นี่… เราสามารถสร้างอะไรก็ได้… เราสามารถเป็นอะไรก็ได้”

“ไม่!” มีนาร้องไห้ “นี่ไม่ใช่คุณ! นี่มันคือบ้านหลังนี้พูด!” เธอคว้าแขนเขา “ได้โปรดเถอะคาวิน! เพื่อฉัน… เพื่อเรา… ไปกันเถอะ!”

เธอพยายามดึงเขาไปที่ประตูหน้า…

และเขาก็ผลักเธอ

เขาไม่ได้แค่ “ผลัก”… เขา “เหวี่ยง” เธอ…

ร่างของมีนาลอยไปกระแทกกับชั้นหนังสืออย่างแรง หนังสือและของประดับตกร่วงลงมารอบตัวเธอ ความเจ็บปวดแล่นแปลบไปทั่วแผ่นหลังของเธอ

เธอจ้องมองเขาด้วยความตกใจและเจ็บปวด…

“ที่นี่คือบ้านของพี่” เขาพูดเสียงเย็นชา ดวงตาของเขาส่องประกายด้วยความโกรธเกรี้ยวที่ไร้มนุษยธรรม “ที่นี่คือที่ของพี่… และมันก็คือที่ของ ‘เขา’ ด้วย”

เขากำลังจะก้าวเข้ามาหาเธอ…

ทันใดนั้น…

“แม่…”

เสียงเรียกนั้น…

มันไม่ได้ดังมาจากห้องใต้หลังคา…

มันไม่ได้ดังมาจากในหัวของเธอ…

มันดังมาจาก… ข้างหลัง เธอ…

ดังมาจากโถงทางเดินที่ว่างเปล่า…

มีนาหันขวับไปมอง…

ไม่มีใคร…

ไม่มีใครอยู่ที่นั่นเลย… มีเพียงอากาศที่เย็นเยียบและเงามืดที่ทอดตัวยาว

“แม่… ทำไมแม่ไม่ตอบล่ะ…”

เสียงนั้นดังขึ้นอีกครั้ง… คราวนี้มันดังมาจากในครัว…

“แม่ใจร้าย…”

มันกำลังเล่นกับเธอ… มันรู้ว่าเธอรู้ความจริงแล้ว… และมันก็กำลังสนุก…

คาวินหัวเราะเบาๆ… “เห็นไหม” เขาพูด “เขาแค่อยากเล่นด้วย… เขารอแม่คนใหม่มานานแล้ว”

มีนาติดอยู่ตรงกลาง… ระหว่างสามีที่ถูกครอบงำ… และวิญญาณร้ายที่กำลังเยาะเย้ยเธอ

กับดัก… มันได้ปิดลงแล้ว


ราวกับว่าท้องฟ้าได้ตอบรับความโกลาหลที่เกิดขึ้นภายในบ้านหลังนั้น

บ่ายวันนั้น เมฆสีเทาดำทะมึนได้เคลื่อนตัวเข้ามาปกคลุมนนทบุรีอย่างรวดเร็ว มันไม่ได้มาอย่างช้าๆ มันถาโถมเข้ามา… ราวกับมือขนาดยักษ์ที่บีบรัดท้องฟ้าจนแสงอาทิตย์ดับสิ้น

ลมเริ่มส่งเสียงโหยหวน

มันไม่ใช่เสียงลมธรรมดา มันคือเสียงกรีดร้อง… เสียงที่ลากยาวและเต็มไปด้วยความเกรี้ยวกราด มันพัดกระโชกใส่หน้าต่างบานเกล็ดเก่าๆ จนสั่นสะเทือนไปทั้งหลัง ราวกับมีบางสิ่งพยายามจะทุบทำลายเข้ามา

มีนานั่งขดตัวอยู่บนโซฟาในห้องนั่งเล่น เธอกอดเข่าแน่น จ้องมองความมืดที่คืบคลานเข้ามานอกหน้าต่าง

คาวิน… อยู่ข้างบน

เขาขึ้นไปตั้งแต่เช้า… หลังจากที่เขาผลักเธอล้ม… เขาก็ไม่พูดอะไรอีกเลย เขาแค่เดินกลับขึ้นไปบนนั้น… และล็อคประตู

เธอไม่ได้ยินเสียงตอกตะปูอีกแล้ว… ไม่ได้ยินเสียงเลื่อย…

เธอได้ยินเพียงเสียง… เสียงลากของ…

เสียงที่หนักอึ้ง… ของบางสิ่งที่ใหญ่โต… กำลังถูกลากไปมาบนพื้นห้องใต้หลังคา…

แล้วฝนก็ตกลงมา

ไม่ใช่แค่ฝนตก… แต่มันคือการเทลงมา…

เสียงเม็ดฝนที่กระทบหลังคาราวกับเสียงฝีเท้านับพัน… วิ่งพล่านอยู่เหนือหัวของเธอ

เปรี้ยง!

เสียงฟ้าร้องดังสนั่นหวั่นไหวจนบ้านสั่นสะเทือน

และในวินาทีนั้น…

พรึ่บ!

ไฟทั้งบ้านก็ดับลง

ความมืดมิด… ที่สมบูรณ์แบบ… เข้ามาแทนที่ในทันที

มีนาอ้าปากค้าง แต่ไม่มีเสียงเล็ดลอดออกมา เธอถูกทิ้งให้อยู่ท่ามกลางความมืดสนิท… กับเสียงพายุที่บ้าคลั่งอยู่ภายนอก… และเสียงลากของที่ดังมาจากข้างบน

เธอลนลานหาโทรศัพท์มือถือ… แสงจากหน้าจอสว่างวาบขึ้น เผยให้เห็นเงาที่น่าสะพรึงกลัวของเฟอร์นิเจอร์ที่คลุมผ้าไว้

เธอต้องออกไปจากที่นี่… เธอต้องหนี…

เธอค่อยๆ ลุกขึ้นยืน… ใช้แสงจากมือถือส่องนำทางไปยังประตูหน้า…

และในตอนนั้นเอง…

เสียงลากของ… หยุดลง

ความเงียบที่เกิดขึ้นกะทันหันนั้น… น่ากลัวยิ่งกว่าเสียงพายุ

เธอหยุดนิ่ง… เงี่ยหูฟัง…

เธอได้ยินเสียง…

เสียงฝีเท้า

เสียงฝีเท้าที่หนักอึ้ง… ก้าวช้าๆ…

มันไม่ได้เดินวนไปมาอีกต่อไปแล้ว

มันกำลังเดิน… ตรงมายัง… ประตูห้องใต้หลังคา

ตึง…

ตึง…

ตึง…

หัวใจของมีนาเต้นรัวอยู่ในอก… “คาวิน…” เธอกระซิบ… แต่นั่นไม่ใช่เสียงฝีเท้าของคาวิน

เธอจ้องมองไปยังความมืดตรงโถงทางเดิน… จ้องไปยังประตูบานสีเทาที่เธอแทบจะมองไม่เห็น…

เสียงฝีเท้าหยุดลง… ตรงหน้าประตู

ความเงียบ…

มีเพียงเสียงลมที่หอนอยู่ข้างนอก…

และแล้ว…

เอี๊ยดดดด….

เสียงที่แหบแห้ง… โลหะบดโลหะ…

เสียงลูกบิดประตูห้องใต้หลังคา… กำลังถูกปลดล็อค… จากด้านใน

มีนาเอามือปิดปากเพื่อกลั้นเสียงกรีดร้อง

ประตู… มันเปิดออก…

เธอได้ยินเสียงไม้บิดตัว…

และเธอก็ได้ยินมัน…

ตึง…

เสียงฝีเท้าแรก… บนขั้นบันไดไม้…

มันหยุดชะงักไปครู่หนึ่ง… ราวกับกำลังลิ้มรสอากาศภายนอก…

ตึง…

ขั้นที่สอง…

มันกำลังลงมา…

ช้าๆ… หนักแน่น… ทีละขั้น… ทีละขั้น…

มันไม่ใช่คาวิน… มันหนักเกินไป… มันลากขา… เสียงนั้น… มันคือ “ผู้ชายบนห้องใต้หลังคา”…

มีนาไม่คิดอีกต่อไป… สัญชาตญาณสั่งให้เธอวิ่ง

เธอหันหลังกลับ… ไม่ใช่ไปที่ประตูหน้า… มันไกลเกินไป…

เธอวิ่งไปที่ห้องนอน… ที่หลบภัยเดียวของเธอ… ที่ที่มีล็อค…

เธอกระโจนเข้าไปในห้อง…

ตึง… ตึง…

เสียงฝีเท้าลงมาถึงพื้นโถงทางเดินแล้ว…

เธอกระแทกประตูปิด… มือที่สั่นเทาของเธอคลำหาลูกบิดล็อค…

“ล็อคสิ! ล็อค!” เธอกระซิบกับตัวเองอย่างบ้าคลั่ง

คลิก!

เสียงล็อคดังขึ้น… ในวินาทีเดียวกับที่เสียงฝีเท้าหยุดลง…

…ตรงหน้าประตูห้องนอนของเธอ…

ความเงียบ…

ด้านนอกประตูบานนั้น… เงียบกริบ…

มีนาแนบหลังพิงประตู… ตัวสั่นเทา… น้ำตาไหลอาบแก้ม…

พายุยังคงคำรามอยู่ข้างนอก… แต่ในโถงทางเดิน… มันเงียบสงัด…

เธอรอ… กลั้นหายใจ…

…รอให้มันทุบประตูเข้ามา…

แต่… ไม่มีอะไรเกิดขึ้น

มีเพียงความเงียบ… ที่ตึงเครียดจนแทบจะฉีกกระชากโสตประสาท

และแล้ว…

เสียงที่เธอไม่อยากได้ยินที่สุด… ก็เริ่มขึ้น…

แป๊ง… แป๊ง… แป๊ง…

เสียงดนตรี…

เสียงดนตรีที่ใส… แต่ผิดเพี้ยน…

ทำนองเพลงกล่อมเด็กที่คุ้นเคย…

…มันคือกล่องดนตรีรูปกระต่าย…

ไม่ใช่กล่องที่เธอซ่อม… แต่เป็นกล่องอีกอัน… กล่องที่อยู่บนห้องใต้หลังคา…

มันเอาลงมาด้วย…

เสียงดนตรีดังชัดเจน… ราวกับว่ามันยืนถือกล่องดนตรีนั้นอยู่หน้าประตูห้องเธอ…

แป๊ง… แป๊ง… แป๊ง…

เสียงเพลงเล่นวนไปมา… เยาะเย้ยเธอในความมืด…

มีนาทรุดตัวลงกับพื้น… เธออยากจะกรีดร้อง… แต่คอของเธอแข็งทื่อ…

เสียงดนตรีเล่นต่อไป… นานราวชั่วนิรันดร์…

แล้วมันก็หยุด…

หยุดลงกะทันหัน… กลางทำนองเพลง…

ความเงียบกลับมาอีกครั้ง… หนักอึ้งยิ่งกว่าเดิม…

มีนาปิดตาแน่น… “ไปซะ… ไปซะ…”

ก๊อก

เสียงเคาะ…

ไม่ใช่การเคาะแบบปกติ… มันคือเสียงเคาะที่หนัก… ทื่อ… และจงใจ…

เสียงเดียว… ดังลั่น…

มีนาสะดุ้งสุดตัว…

เธอจ้องมองไปที่ประตู…

…ความเงียบ…

ก๊อก

เสียงที่สอง…

หนักแน่นกว่าเดิม… ดังกว่าเดิม…

เธอได้ยินเสียงไม้บนประตูสั่นสะเทือน…

ก๊อก

เสียงที่สาม…

มันไม่ได้กำลัง “ขอ” เข้ามา…

มันกำลัง “บอก” เธอ… ว่ามันอยู่นั่น… และมันกำลังจะเข้ามา


ก๊อก

เสียงเคาะครั้งสุดท้าย… ดังและหนักหน่วง… ทิ้งไว้เพียงความเงียบที่อื้ออึง

มีนานั่งพิงประตูที่สั่นสะเทือน ตัวแข็งทื่อราวกับรูปสลักหิน เธอแทบไม่กล้าหายใจ

พายุข้างนอกยังคงบ้าคลั่ง… เสียงลมกรีดร้อง… เสียงฝนสาดกระหน่ำ… แต่ในโถงทางเดิน… มันเงียบ…

เงียบอย่างน่าสะพรึงกลัว

เธอรอ… รอให้ขวานจามลงมา… รอให้ประตูพังทลาย…

แต่… ไม่มีอะไร

เสียงเพลงกล่อมเด็กจากกล่องดนตรีก็เงียบไปแล้ว

หรือว่ามัน… ไปแล้ว

ไม่… เธอรู้ดีกว่านั้น… บ้านหลังนี้ไม่เคยปล่อยเหยื่อไปง่ายๆ

เธอได้ยินเสียง…

เสียงฝีเท้าที่หนักอึ้ง… ลากขา…

มันกำลังเดิน… เดินจากไป

เสียงฝีเท้าค่อยๆ แผ่วลง… มุ่งหน้าไปทาง… ห้องครัวงั้นหรือ

มันกำลังทำอะไร มันกำลังจะไปหาอาวุธอื่นงั้นหรือ มีด ขวาน หรืออะไรที่มันจะใช้พังประตูเข้ามาได้

ความไม่รู้นี้… ความตึงเครียดของการรอคอย… มันเลวร้ายยิ่งกว่าการเผชิญหน้าโดยตรง

มีนาตัวสั่นเทาอย่างควบคุมไม่ได้ ความสิ้นหวังเข้าเกาะกุมหัวใจเธอ

เธอจะทำอย่างไร เธอจะนั่งรอความตายอยู่ที่นี่งั้นหรือ

ไม่…

เธอจะไม่ยอมแพ้…

เธอนึกถึงคำพูดของนิตราในความฝัน… “หนีไป… พาสามีเธอหนีไป…”

แต่เธอจะหนีได้อย่างไรในเมื่อเธอไม่เข้าใจด้วยซ้ำว่าเธอกำลังสู้อยู่กับอะไร

ความจริง…

เธอต้องการความจริงทั้งหมด…

สมุดบันทึก…

เธอลนลานคลำหาโทรศัพท์มือถือที่พื้น แสงจากหน้าจอสว่างวาบขึ้น แบตเตอรี่เหลือเพียง 15%

พอ… มันต้องพอ…

เธอคลานอย่างเงียบเชียบที่สุดไปยังเตียงนอน… เอื้อมมือสอดเข้าไปใต้ฟูกที่นอน…

นิ้วของเธอสัมผัสกับปกหนังที่เย็นชืด…

เธอดึงมันออกมา… กอดมันไว้แนบอก…

นี่คือโอกาสสุดท้ายของเธอ…

เธอกลับไปนั่งพิงประตู… อาวุธเพียงชิ้นเดียวของเธอคือสมุดบันทึกเล่มนี้… กับแสงไฟริบหรี่จากมือถือ

เธอเปิดไปที่หน้าท้ายๆ… หน้าที่ลายมือหวัดและสั่นเทาจนแทบอ่านไม่ออก… หน้าที่เธอเคยข้ามไปเพราะแปลความหมายไม่รู้เรื่อง

แต่ตอนนี้… ด้วยความกลัวที่เฉียบคม… ทุกคำกลับชัดเจนขึ้นมา…

“…ข้าพเจ้าเข้าใจแล้ว… ในที่สุดข้าพเจ้าก็เข้าใจ…”

“…มันไม่ใช่สามีของข้าพเจ้า… ไม่ใช่ความบ้าคลั่งของเขา…”

มีนาอ่านต่อไป… หัวใจเต้นรัว…

“…มันคือ ‘บ้าน’ หลังนี้… มันมีชีวิต… และมัน… หิวโหย…”

“…มันไม่ได้กินอาหาร… มันกิน ‘ความสิ้นหวัง'”

ลมหายใจของมีนาติดขัด…

“…สามีของข้าพเจ้า… เขาล้มเหลว… เขาเป็นนักดนตรีที่ไม่มีใครต้องการ… บ้านหลังนี้สูบกินความฝันที่แตกสลายของเขา… มันหล่อเลี้ยงความผิดหวัง… จนกระทั่งมันแข็งแกร่งพอที่จะ ‘สวมใส่’ เขาได้… มันเปลี่ยนความอับอายของเขาให้กลายเป็นความเกรี้ยวกราด…”

มีนานึกถึงคาวิน… นึกถึงความตื่นเต้นที่เขาได้บ้านหลังนี้มาในราคาถูก… ความมุ่งมั่นที่จะ “พิสูจน์ตัวเอง” ด้วยการซ่อมแซมมัน… ความหงุดหงิดที่เขามีต่องานสถาปนิกของเขา…

พระเจ้า… เขาคือเหยื่อที่สมบูรณ์แบบ

เธออ่านต่อไป… นิ้วสั่นจนแทบจับโทรศัพท์ไม่อยู่…

“…แล้วก็ข้าพเจ้า… มันต้องการข้าพเจ้าด้วย… วงจรมันต้องการสองส่วนเสมอ…”

“…มันใช้ ‘ตะวัน’… ลูกชายของข้าพเจ้า… มันใช้เสียงของเขา… ความไร้เดียงสาของเขา… มาล่อลวงข้าพเจ้า…”

“…มันไม่ได้กินแค่ความสิ้นหวังของผู้ชาย… มันยังกิน ‘ความโศกเศร้า’ ของผู้หญิงด้วย…”

มีนาหน้าซีดเผือด…

ความโศกเศร้า…

การสูญเสียลูกของเธอ…

ความปรารถนาอันแรงกล้าที่จะได้เป็นแม่…

นั่นคือสิ่งที่เธอป้อนให้มัน… ทุกครั้งที่เธอตอบรับเสียงเรียก… ทุกครั้งที่เธอวางคุกกี้และนมไว้… เธอไม่ได้กำลังปลอบโยนวิญญาณเด็ก…

เธอ… กำลัง… ให้อาหาร… สัตว์ร้ายตัวนี้

“…มันหลอกลวงเราทั้งคู่… มันจับคู่ความล้มเหลวของพ่อ… กับความหัวใจสลายของแม่… เพื่อสร้างพลังงานให้ตัวมันเอง… เพื่อให้วงจรมันดำเนินต่อไป…”

มีนาเข้าใจแล้ว…

มันไม่ใช่แค่ผีสิง… มันคือกลไก… กลไกของความเจ็บปวดที่ดำเนินซ้ำแล้วซ้ำเล่า

บ้านหลังนี้คือปรสิตทางอารมณ์…

“…ข้าพเจ้าพยายามพาลูกหนี… แต่ข้าพเจ้าช้าไป…” นิตราเขียนไว้ในย่อหน้าสุดท้าย… หมึกซึมเลอะกระดาษราวกับน้ำตา

“…เขาไม่ใช่สามีของข้าพเจ้าอีกต่อไปแล้ว… เขาคือ ‘ผู้คุม’ ของบ้าน… และข้าพเจ้า… มันต้องการให้ข้าพเจ้าเป็น ‘พี่เลี้ยง'”

“…มันไม่เคยต้องการให้เราตาย… มันต้องการให้เรา ‘อยู่’… ตลอดไป…”

และแล้ว… บรรทัดสุดท้าย…

คำที่สลักลึกเข้าไปในจิตวิญญาณของมีนา…

*”…วงจรนี้ไม่มีวันแตกสลาย… มันแค่รอ… รอ ‘แม่’ คนใหม่” *

มีนาปิดสมุดบันทึก…

แบตเตอรี่โทรศัพท์ดับวูบลง… ทิ้งเธอไว้ในความมืดมิดอีกครั้ง…

แต่ตอนนี้… มันไม่ใช่ความมืดแห่งความไม่รู้… มันคือความมืดแห่งความจริงที่น่าสะพรึงกลัว

เธอคือคนนั้น…

เธอคือ “แม่คนใหม่” ที่มันเลือก

คาวินไม่ใช่ภัยคุกคามหลัก… เขาเป็นเพียงเครื่องมือที่ถูกใช้แล้ว…

เป้าหมายที่แท้จริง… คือเธอ

มันไม่ได้ต้องการฆ่าเธอ… มันต้องการ… จับตัวเธอ

และในขณะที่ความคิดนั้นก่อตัวขึ้น…

ความเงียบในโถงทางเดินก็แตกสลาย

โครม!!!

เสียงที่ดังสนั่นหวั่นไหว… ไม่ใช่เสียงเคาะ…

มันคือเสียงของการถูกกระแทก…

ประตูสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง… บานพับส่งเสียงร้องโหยหวน…

โครม!!!

อีกครั้ง…

แรงกระแทกมหาศาล… มาจากร่างของคาวิน… หรืออะไรก็ตามที่ใช้ร่างของเขา…

มันไม่ได้ไปหาอาวุธ…

มันใช้ตัวเองเป็นอาวุธ…

มีนาคลานถอยหลัง… หนีจากประตู…

โครม!!!

ไม้เริ่มแตก… รอยร้าวปรากฏขึ้นรอบๆ ลูกบิด…

มันรู้แล้วว่าเธอรู้ความจริง…

มันรู้แล้วว่าเกมการล่อลวงได้จบลง…

ตอนนี้… คือการใช้กำลัง…

เธอกุมสมุดบันทึกไว้แน่น… ความจริงอยู่ในมือเธอ… แต่ความจริงจะหยุดสิ่งที่กำลังจะพังประตูเข้ามาได้อย่างไร…

แคร๊กกก…

วงกบประตู… แตกออก…


โครม!!!

บานประตูไม้เก่าๆ ทนรับแรงกระแทกครั้งสุดท้ายไม่ไหวอีกต่อไป

มันระเบิดออก…

เศษไม้และบานพับที่บิดเบี้ยวกระเด็นไปทั่วห้อง

มีนากรีดร้อง… เธอยกแขนขึ้นมาบังใบหน้า…

ความเงียบ…

พายุยังคงคำรามอยู่ข้างนอก… แต่ในห้อง… ทุกอย่างหยุดนิ่ง

มีนาค่อยๆ ลดแขนลง…

เขายืนอยู่ที่นั่น… ในกรอบประตูที่พังยับเยิน…

ร่างของคาวิน…

แสงฟ้าผ่าสว่างวาบขึ้นเพียงชั่วพริบตา… ส่องให้เห็นใบหน้าของเขา

เขาไม่ได้โกรธเกรี้ยว… เขาไม่ได้บ้าคลั่ง…

ใบหน้าของเขา… สงบนิ่ง…

สงบนิ่งอย่างน่าสยดสยอง

ดวงตาของเขาจ้องมองมาที่เธอ… แต่ไม่ได้ “เห็น” เธอ ดวงตานั้นมืดบอดและว่างเปล่า… เหมือนดวงตาของตุ๊กตาแก้ว

เขาก้าวเข้ามาในห้อง… ช้าๆ… ลากขาที่หนักอึ้ง

มีนาคลานถอยหลัง… จนแผ่นหลังของเธอชนเข้ากับผนังที่เย็นเฉียบ “คาวิน… อย่า…”

เขาหยุด… ยืนอยู่กลางห้อง…

ในมือของเขา…

มันไม่ใช่ขวาน… ไม่ใช่ค้อน… ไม่ใช่มีด…

สิ่งที่เขากำลังถืออยู่อย่างประคอง… คือกล่องดนตรีรูปกระต่าย

ไม่ใช่กล่องที่เธอซ่อม… แต่มันคือกล่องอีกอัน… กล่องที่อยู่บนห้องใต้หลังคา

มันดูเก่ากว่า… และสีแดงบนเสื้อกั๊กของกระต่ายก็เข้มกว่า… เกือบจะเหมือนสีเลือดที่แห้งกรัง

คาวิน… หรือ “สิ่งนั้น” ในร่างคาวิน… ค่อยๆ ยื่นกล่องดนตรีนั้นมาให้เธอ

“พี่ซ่อมมันแล้ว”

เสียงที่ออกมาจากลำคอของเขา… มันแหบพร่า… แตกสลาย… เหมือนเสียงใบไม้แห้งที่ถูกบดขยี้ มันไม่ใช่เสียงของคาวิน

มีนาจ้องมองกล่องดนตรีนั้น…

ความจริงจากสมุดบันทึกแล่นผ่านเข้ามาในหัวของเธอ…

…มันหลอกลวงเราทั้งคู่…

…มันต้องการ ‘แม่’ คนใหม่…

นี่ไม่ใช่การโจมตี…

นี่คือ… การ “ส่งมอบ”

นี่คือการที่เธอยอมรับตำแหน่ง…

“เขาอยากให้เธอ” เสียงแหบพร่านั้นพูดอีกครั้ง “เขา… รอมานานแล้ว”

“เขา” … ตะวัน…

มีนามองลึกเข้าไปในดวงตาที่ว่างเปล่าของสามี… เธอเห็นความสิ้นหวังของคาวินที่ถูกสูบกลืนไปจนหมดสิ้น… เหลือเพียงเปลือกที่ว่างเปล่า…

เธอรู้ว่าเธอไม่มีทางหนี… การต่อสู้ทางกายภาพมันไร้ความหมาย

เธอต้องรู้… เธอต้องเห็น…

มือของเธอสั่นเทา… แต่เธอก็ยื่นมันออกไป…

เธอยื่นมือออกไป… ข้ามผ่านความมืดที่เย็นเยียบ…

และนิ้วของเธอก็สัมผัสกับ… ไม้ที่เย็นเฉียบของกล่องดนตรีรูปกระต่าย

…วูบ…

โลกทั้งใบ… หายไป

มันไม่ใช่แค่ความฝัน… มันคือความทรงจำ…

เธอไม่ได้ “เห็น”… เธอ “เป็น” …

เธอเป็นนิตรา… ที่กำลังกรีดร้อง… เมื่อสามีของเธอ… ที่ดวงตาเหมือนคาวินตอนนี้… ยกค้อนขึ้นสูง…

…โครม…

เธอเป็นตะวัน… ที่กำลังร้องไห้… ถูกลาก… ไม่ใช่โดยพ่อ… แต่โดย “เงาดำ”… เงาที่ไม่มีรูปร่าง… ลากเขาขึ้นไปบนบันไดห้องใต้หลังคา…

…แม่! ช่วยด้วย! แม่!…

เธอเป็นพ่อ… นักเชลโล่… ที่ยืนอยู่กลางห้องใต้หลังคา… ตระหนักได้ว่าตัวเองเพิ่งทำอะไรลงไป…

ความสิ้นหวัง… ความเจ็บปวด… ความโกรธแค้น… ไม่ใช่ต่อครอบครัว… แต่ต่อ “บ้าน”

เขาเห็นเงาดำนั่นกำลังรวมตัวกันอยู่ที่มุมห้อง…

“แกเอาฉันไปไม่ได้!” เขากรีดร้อง…

เขาไม่ได้ฆ่าตัวตาย…

เขา “ต่อสู้”

เขาคว้าเชลโล่ของเขา… อาวุธเพียงชิ้นเดียว… และทุบมันลงบนพื้น… ทุบมันใส่ผนัง…

เขาไม่ได้ทุบเชลโล่… เขาทุบ “บ้าน”…

…แกเอาวิญญาณฉันไปไม่ได้!…

เสียงกรีดร้องสุดท้ายของเขา…

และเธอก็เห็นมัน…

ผนังห้องใต้หลังคา… ที่ไม่ใช่ไม้อีกต่อไป… มันกลายเป็น… เนื้อหนัง… มันอ้าออก… และ “ดูด” กลืนร่างของนักดนตรีเข้าไป… ผนังปิดผนึกเขาทั้งเป็น…

เขากลายเป็นส่วนหนึ่งของบ้าน… กลายเป็น “ผู้คุม” ที่ถูกจองจำ…

ภาพทั้งหมดหายไป…

มีนากลับมาอยู่ในห้องนอนที่มืดมิด…

พายุยังคงคำราม…

เธอกำลังหอบหายใจ… และในมือของเธอ… คือกล่องดนตรีรูปกระต่าย

คาวิน…

“สิ่งนั้น” ที่เคยอยู่ในตัวเขา… ได้หายไปแล้ว

เป้าหมายของมันสำเร็จแล้ว… มันได้ “แม่” คนใหม่แล้ว…

ดวงตาของคาวินกระพริบ… ความว่างเปล่าหายไป… ถูกแทนที่ด้วยความสับสน… ความเหนื่อยล้า…

เขาไม่ได้ถูก “สวมใส่” อีกต่อไป… เขาแค่… แตกสลาย

เขาเงยหน้ามองมีนา… ริมฝีปากสั่นระริก…

“มีนา…” เขากระซิบ… เสียงที่แท้จริงของเขา… อ่อนแอและหวาดกลัว

แล้วเขาก็ล้มลง

ร่างของเขาร่วงลงมากระแทกพื้น… เหมือนหุ่นเชิดที่ถูกตัดสายป่าน… เขาสลบไป…

มีนายืนนิ่ง… จ้องมองร่างของสามีที่นอนกองอยู่บนพื้น…

ความเงียบ…

มีเพียงเสียงฝน…

เธอทำได้…

มันจบแล้ว…

คาวินปลอดภัยแล้ว… เธอดึงเขากลับมาได้…

เธอทรุดตัวลงนั่งพิงผนัง… ความอ่อนล้าถาโถมเข้าใส่… เธอกอดกล่องดนตรีไว้แนบอก…

เธอรอดแล้ว…

…ใช่ไหม…


มีนานั่งนิ่งอยู่บนพื้นห้องที่พังทลาย

พายุข้างนอกเริ่มอ่อนกำลังลงแล้ว… เสียงกรีดร้องโหยหวนของลมแปรเปลี่ยนเป็นเสียงครางต่ำๆ… เสียงฝนเริ่มซาลง… เหลือเพียงเสียงหยดน้ำที่ร่วงหล่นจากหลังคาที่รั่ว…

ในความเงียบที่เข้ามาแทนที่… มีเพียงเสียงหายใจหอบลึกของเธอ… และเสียงลมหายใจที่แผ่วเบา สม่ำเสมอ… ของคาวินที่นอนสลบอยู่บนพื้น

มันจบแล้ว…

เธอรอดแล้ว…

เธอมองร่างของสามี… ความรู้สึกเหนื่อยล้าอย่างที่สุดแผ่ซ่านไปทั่วร่าง… ความตึงเครียดที่สะสมมาหลายสัปดาห์คลายตัวลง… ทิ้งไว้เพียงความว่างเปล่า…

เธอชนะ… แต่เธอก็สูญเสีย…

เธอสูญเสียคาวินคนที่เธอเคยรู้จัก… เธอสูญเสียความรู้สึกปลอดภัยในโลกใบนี้…

เธอเหลือบมองกล่องดนตรีรูปกระต่ายในมือ… กล่องที่ “สิ่งนั้น” มอบให้เธอ

นิ้วของเธอ… ลูบไล้ไปตามเนื้อไม้ที่เย็นเฉียบ…

เธอไม่รู้สึกกลัวมันอีกต่อไปแล้ว

มันให้ความรู้สึก… คุ้นเคย…

มันให้ความรู้สึก… ถูกต้อง

และแล้ว… เธอก็ได้ยิน

“แม่…”

เสียงกระซิบที่แผ่วเบา… ใสกระจ่าง…

มันไม่ได้ดังมาจากเพดาน… ไม่ได้ดังมาจากในหัว…

มันดังมาจาก… ข้างๆ เธอ

มีนาค่อยๆ หันศีรษะไป… อย่างเชื่องช้า…

ในมุมห้องที่มืดมิดที่สุด… ตรงที่กรอบประตูเคยอยู่… แสงจันทร์ซีดๆ ที่ส่องผ่านเมฆที่เริ่มจาง… เผยให้เห็น…

ร่างเล็กๆ…

เป็นเพียงเงา… เงาของเด็กผู้ชายตัวเล็กๆ… ยืนนิ่ง…

ตะวัน…

เขาไม่ได้ดูน่ากลัว… เขาไม่ได้ดูโกรธเกรี้ยว…

เขาแค่ยืนอยู่ที่นั่น… มองเธอ…

เขาดู… โดดเดี่ยว…

ใบหน้าของมีนา… ที่เคยตึงเครียดด้วยความหวาดกลัว… ค่อยๆ ผ่อนคลายลง

กล้ามเนื้อรอบปากของเธอ… ที่เม้มแน่นมานานหลายวัน… เริ่มคลายออก

และรอยยิ้ม… ก็ปรากฏขึ้น

มันไม่ใช่รอยยิ้มแห่งความสุข… ไม่ใช่รอยยิ้มแห่งชัยชนะ…

มันคือรอยยิ้ม… แห่งการ “ยอมรับ”

รอยยิ้ม… ของการ “ค้นพบ”

ความเจ็บปวดจากการสูญเสียลูกของเธอ… ความว่างเปล่าในใจที่มันทิ้งไว้… มันไม่เคยหายไปไหน…

บ้านหลังนี้… มันไม่ได้แค่ “พราก”

มัน “มอบ” บางสิ่ง… มาเติมเต็มช่องว่างนั้น

เธอสูญเสียสามี… แต่เธอกำลังจะได้… ลูกชาย

“แม่…” เธอกระซิบตอบกลับไป เสียงของเธอแหบพร่า แต่เต็มไปด้วยความอ่อนโยนที่เธอเก็บงำไว้เนิ่นนาน “…อยู่นี่แล้ว”

เงาเล็กๆ นั้น… ยื่นมือที่โปร่งแสงออกมาหาเธอ

มีนากำลังจะลุกขึ้น… กำลังจะเอื้อมมือไปหาเขา…

“มีนา…”

เสียงคาวิน…

เขากำลังรู้สึกตัว… เขากระพริบตา… ความสับสนฉายชัดบนใบหน้า… เขากุมขมับ…

“หัว… ปวดหัว…” เขาคราง “เกิดอะไรขึ้น… พายุ…”

เขาค่อยๆ พยุงตัวลุกขึ้นนั่ง “มีนา… เราต้อง… เราต้องหนี…”

เขาหันไปมอง… ตรงจุดที่เธอนั่งอยู่…

ว่างเปล่า…

มีนา… หายไปแล้ว

บนพื้น… ตรงที่เธอนั่ง… มีเพียงสมุดบันทึกปกหนังเก่าๆ… และกล่องดนตรีรูปกระต่าย… กล่องที่ “เธอ” ซ่อม… วางอยู่

แต่กล่องดนตรีสีเลือดกล่องนั้น… กล่องที่เขาถือมา… มันหายไป… พร้อมกับเธอ

“มีนา!” คาวินตะโกนสุดเสียง ความตระหนกเข้าครอบงำจิตใจที่ยังคงสับสน “มีนา! เธออยู่ไหน!”

เขาคลานไปที่ประตู… มองออกไปในโถงทางเดินที่มืดมิด…

เขาตะโกนเรียกชื่อเธอซ้ำแล้วซ้ำเล่า…

แต่ไม่มีเสียงตอบกลับ…

สายตาของเขา… ถูกดึงดูด… ราวกับมีแม่เหล็ก… ให้เงยหน้าขึ้นมอง…

มองไปยัง… บันไดห้องใต้หลังคา

ประตูบานสีเทาซีดๆ นั้น… เปิดอ้า…

ความมืดที่เย็นเยียบและเงียบสงัด… กำลังจ้องมองเขากลับลงมา


[Hồi kết – Epilogue]

คาวินวิ่งเตลิดออกมาจากบ้านหลังนั้น… ท่ามกลางสายฝนที่เริ่มกลับมาโปรยปราย… เขากรีดร้องไม่เป็นภาษา…

ตำรวจพบเขาในอีกหลายชั่วโมงต่อมา… นั่งตัวสั่นอยู่ข้างถนน… พร่ำพูดแต่คำว่า “มันเอาเธอไปแล้ว… บ้านหลังนั้น… มันเอาเธอไปแล้ว”

แน่นอน… ตำรวจทำการสืบสวน

พวกเขาเข้าไปในบ้านเลขที่ 33…

บ้านทั้งหลังว่างเปล่า… ไม่มีร่องรอยการต่อสู้… ไม่มีอะไรนอกจากเฟอร์นิเจอร์เก่าที่คลุมผ้า และกลิ่นอับชื้น…

คาวินถูกส่งตัวไปโรงพยาบาล… แล้วก็ต่อไปยังสถานบำบัดจิต… ไม่มีใครเชื่อเรื่องที่เขาเล่า

จนกระทั่ง…

นายตำรวจหนุ่มคนหนึ่ง… ที่ถูกสั่งให้มาตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุเป็นครั้งสุดท้าย… ตัดสินใจ… ขึ้นไปบนห้องใต้หลังคา

เขาฉายไฟฉายขึ้นไป…

และเขาก็พบเธอ

มีนา…

เธอนั่งอยู่ในมุมที่มืดที่สุด… ใน “ห้องเด็กเล่น” ที่คาวินสร้างขึ้น…

เธอกำลังโยกตัวไปมา… ช้าๆ…

ในมือของเธอ… ถือกล่องดนตรีสีเลือดกล่องนั้นไว้… และในอ้อมแขนอีกข้าง… เธอกำลังกอด…

กอดอากาศที่ว่างเปล่า…

เธอกำลังฮัมเพลงกล่อมเด็กเพลงนั้น…

ดวงตาของเธอเบิกกว้าง… ว่างเปล่า… แต่… “มีความสุข”

“คุณผู้หญิงครับ” นายตำรวจเรียก… เสียงสั่น “คุณผู้หญิง… ลงมาเถอะครับ”

มีนาไม่หันมามอง… เธอแค่โยกตัวต่อไป…

“ชู่ว์…” เธอกระซิบ “อย่าส่งเสียงดังสิ… เดี๋ยวลูกตื่น”


หลายปีผ่านไป…

เทปสีเหลืองของตำรวจขาดรุ่งริ่งและจางหายไปตามกาลเวลา…

บ้านเลขที่ 33 ถูกทิ้งร้างอีกครั้ง… เถาวัลย์เลื้อยพันจนเกือบมิด… กลายเป็นเพียงตำนานสยองขวัญของท้องถิ่น

เด็กวัยรุ่นสองคน… ท้าทายความกล้ากัน… แอบย่องเข้ามาในบ้านตอนค่ำคืน

“เขาว่ากันว่า… ผู้หญิงคนนั้นยังอยู่ที่นี่… ยังร้องเพลงกล่อมลูกอยู่”

พวกเขากลั้นหายใจ… ปีนบันไดที่ผุพัง… ขึ้นไปยังห้องใต้หลังคา

ไฟฉายในมือสั่นเทา… ส่องลำแสงไปในความมืด…

และพวกเขาก็เห็นเธอ

มีนา…

เธอยังคงนั่งอยู่ที่มุมเดิม… ในชุดนอนเก่าๆ ตัวเดิม… เธอดูไม่แก่ลงเลย… หรืออาจจะแก่จนจำไม่ได้…

เธอกำลังโยกตัว… กอดอากาศ…

เด็กสองคนตัวแข็งทื่อ… กรีดร้องไม่ออก…

และแล้ว… มีนาก็หยุดโยกตัว

เธอค่อยๆ… ค่อยๆ… เงยหน้าขึ้น

เธอมองตรงมาที่พวกเขา…

และเธอก็ยิ้ม…

รอยยิ้มที่กว้าง… อบอุ่น… รอยยิ้มของ… “แม่”

ริมฝีปากที่ซีดเซียวของเธอ… เผยอออก…

“แม่…”

เสียงที่เล็ดลอดออกมา…

…ไม่ใช่เสียงของเธอ

มันคือเสียงแหลมเล็ก… ใสกระจ่าง… ของเด็กผู้ชายตัวเล็กๆ

เด็กวัยรุ่นทั้งสองกรีดร้องสุดเสียง… หันหลังวิ่งหนี… ล้มลุกคลุกคลานลงจากบันได

ไฟฉายหลุดมือ… ตกกระแทกพื้น… หมุนคว้าง…

ลำแสงสุดท้ายของมัน… สาดจับไปยังอ้อมแขนที่ว่างเปล่า… ที่กำลังโยกไกวอย่างอ่อนโยน…

ของ “แม่” คนใหม่… แห่งบ้านเลขที่ 33

วงจร… ได้สมบูรณ์แล้ว

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Facebook Twitter Instagram Linkedin Youtube