Cơn Khát Máu Nơi Chùa Hoang

กระหายเลือดที่วัดร้าง

กลิ่นหอมของดอกมะลิและเปลือกไม้ซีดาร์ลอยอวลในห้องทำงานของไพลินเสมอ มันเป็นกลิ่นที่ถูกคำนวณอย่างแม่นยำเพื่อสร้างความรู้สึกสงบและเป็นระเบียบเรียบร้อย กลิ่นหอมเหล่านั้นไม่ใช่แค่ผลิตภัณฑ์ แต่เป็นมาตรวัดความสมบูรณ์แบบที่ไพลินใช้ในการดำรงชีวิต ไพลินวัยยี่สิบห้าปี ไม่ได้เพียงแค่เป็นช่างทำเทียน เธอคือศิลปินผู้หลงใหลในความบริสุทธิ์ถึงขั้นคลั่งไคล้ ทุกองค์ประกอบในร้านเล็ก ๆ ของเธอในตลาดกลางคืนต้องไร้ที่ติ พื้นผิวโต๊ะหินอ่อนถูกเช็ดด้วยแอลกอฮอล์ซ้ำแล้วซ้ำเล่าก่อนและหลังทำงาน เพื่อกำจัดฝุ่นละอองที่มองไม่เห็นแม้เพียงเล็กน้อย

ความหมกมุ่นในความสะอาดและความสมบูรณ์แบบนี้เป็นสิ่งที่ไพลินสร้างขึ้นเพื่อป้องกันตัวเองจากโลกภายนอกที่เธอรู้สึกว่ามันสกปรกและวุ่นวายเกินไป เธอเชื่อว่าถ้าเธอสามารถควบคุมความบริสุทธิ์ภายนอกได้ ความไม่สมบูรณ์แบบภายในที่เธอหวาดกลัวก็จะถูกกดทับไว้ได้เช่นกัน ทุกครั้งที่ไพลินสวมชุดผ้าฝ้ายสีขาวสะอาดและพันผ้าพันคอหนา ๆ รอบลำคอ เธอก็รู้สึกเหมือนถูกเกราะกำบังไว้จากทุกสิ่งที่คุกคามความเป็นตัวเธอเอง

ในทุกคืนก่อนนอน พิธีกรรมที่น่ากลัวจะเริ่มต้นขึ้น ไพลินยืนอยู่หน้ากระจกในห้องน้ำนานเป็นชั่วโมง นิ้วเรียวของเธอจะลูบไล้ไปตามผิวหนังที่ลำคอและท้ายทอยอย่างหวาดระแวง เธอตรวจหาสิ่งแปลกปลอม ร่องรอย หรือความผิดปกติที่อาจจะเป็นสัญญาณของการเสื่อมสลาย เธอใช้แสงไฟส่องดูผิวอย่างใกล้ชิดราวกับเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่กำลังค้นหาเชื้อโรค ไพลินมีความรู้สึกที่อธิบายไม่ได้ว่ามีบางสิ่งบางอย่างผิดปกติที่ลำคอของเธอ เป็นความรู้สึกแน่น ๆ เหมือนมีก้อนเนื้อเล็ก ๆ ที่ดิ้นรนจะออกมาจากภายใน

อรัญ นักศึกษาแพทย์ปีสุดท้าย คือความมั่นคงเดียวที่ไพลินมี เขาคือตัวแทนของตรรกะและเหตุผลที่ไพลินพยายามยึดมั่นไว้เสมอ อรัญจะมาที่ร้านของเธอทุกเย็น เขาเชื่อในตัวเลขและหลักฐาน ไม่เชื่อในเรื่องราวที่มองไม่เห็น แต่เขาก็ยอมรับในความเปราะบางทางอารมณ์ของไพลิน

“เธอต้องเชื่อในผลการวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการนะ ไพลิน” อรัญพูดพลางจัดเรียงขวดน้ำมันหอมระเหยที่ไพลินจัดวางไว้แล้ว “ร่างกายมนุษย์มันซับซ้อนกว่าขี้ผึ้งหลอมเยอะนะที่รัก แต่ทุกอย่างก็มีคำอธิบายได้ด้วยหลักการทางวิทยาศาสตร์เสมอ”

ไพลินยิ้มเบา ๆ แต่สายตาของเธอยังคงก้มมองลงไปที่งานของตัวเอง “ฉันหวังว่าจะเป็นอย่างนั้นนะคะอรัญ ฉันเกลียดความไม่แน่นอน ฉันเกลียดความผิดพลาด” เธอยื่นมือที่สวมถุงมือยางไปปรับอุณหภูมิของเตาหลอมขี้ผึ้งให้แม่นยำที่สุด

คำพูดของอรัญช่วยให้ไพลินสงบลงได้เพียงชั่วคราวเท่านั้น ในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ไพลินเริ่มมีความรู้สึกแปลกประหลาดที่ไม่อาจควบคุมได้ เธอรู้สึกว่ากลิ่นหอมของเทียนเริ่มจืดชืด และกลิ่นดอกไม้เหล่านั้นเริ่มทำให้เธอรู้สึกคลื่นไส้ เธอเริ่มต้องการกลิ่นที่แรงกว่า เผ็ดร้อนกว่า และที่น่ากลัวที่สุดคือเธอเริ่มสนใจกลิ่นอาหารคาวจากร้านค้าข้าง ๆ เธอรู้สึกหิวโหยในสิ่งที่เธอเกลียดชังมาตลอดชีวิต

คืนนั้นเป็นคืนเดือนเพ็ญ ดวงจันทร์เต็มดวงส่องแสงสว่างจ้าผิดปกติ ทำให้เงามืดในป่าดูมืดมิดและลึกลับยิ่งขึ้น ไพลินตัดสินใจปิดร้านเร็วกว่าปกติเพราะความรู้สึกกระสับกระส่ายที่ไม่อาจหาคำตอบได้ ขณะที่เธอกำลังเดินผ่านเส้นทางลัดใกล้กับวัดเก่าที่ถูกทิ้งร้าง ซึ่งเป็นที่ที่ยายอิ่มเคยเล่าว่ามีอาถรรพ์ กลิ่นคาวโลหิตที่จาง ๆ ก็ลอยมาแตะจมูกของเธออีกครั้ง กลิ่นนั้นไม่ได้ทำให้เธอคลื่นไส้ แต่กลับกระตุ้นความอยากอาหารที่ฝังลึกอยู่ในตัวเธอ

ไพลินพยายามเร่งฝีเท้า แต่เสียงบางอย่างก็ทำให้เธอต้องหยุด เสียงนั้นไม่ใช่เสียงกรีดร้อง แต่เป็นเสียง การฉีกทึ้ง เนื้อสัตว์ที่ดังมาจากด้านในกำแพงวัด เสียงนั้นรุนแรงและโหดเหี้ยม ราวกับสัตว์ป่ากำลังฉีกเหยื่อ

ความกลัวปะปนกับความอยากรู้อยากเห็นที่รุนแรงดึงดูดให้ไพลินเข้าไปใกล้กำแพงวัดมากขึ้น เธอพยายามมองผ่านช่องว่างเล็ก ๆ ระหว่างอิฐที่ผุพัง แล้วเธอก็เห็นเงาดำทะมึนบางอย่างกำลังเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วอยู่เหนือยอดไม้ เงาของมันทอดตัวยาวและบิดเบี้ยวผิดรูปไปตามแสงจันทร์

ในเสี้ยววินาทีนั้น ไพลินรู้สึกว่ามีพลังงานบางอย่างที่มองไม่เห็นพุ่งเข้ามาปะทะเธออย่างรุนแรง พลังงานนั้นไม่ได้เจ็บปวด แต่มันคือการถ่ายโอนความรู้สึกบางอย่าง ความรู้สึกของความหิวโหยที่บ้าคลั่ง ความรู้สึกของการเป็นอิสระจากการถูกพันธนาการ และความรู้สึกของ ตัณหา ที่ไม่รู้จักพอ

ทันใดนั้นเอง ไพลินก็รู้สึกเจ็บแปลบที่ท้ายทอย มันเป็นความรู้สึกเหมือนถูกดูดบางสิ่งบางอย่างออกไปจากร่างกายอย่างรวดเร็ว เธอไม่ได้ร้องออกมา แต่ร่างกายของเธอทรุดตัวลงเล็กน้อย เธอรีบวิ่งหนีกลับบ้านด้วยความตื่นตระหนกที่สุดในชีวิต เธอไม่กล้าแม้แต่จะหันกลับไปมองสิ่งที่เธอเพิ่งเห็น

เมื่อไพลินถึงบ้าน เธอล็อคประตูและวิ่งตรงไปที่ห้องน้ำทันที เธอถอดผ้าพันคอออกด้วยมือที่สั่นเทา เธอส่องกระจกดูร่องรอยที่ท้ายทอย แล้วเธอก็เห็น รอยขีดข่วนบาง ๆ สามเส้น สีแดงที่เพิ่งมีเลือดซึมออกมาเล็กน้อย รอยนั้นเล็กมากจนแทบมองไม่เห็น แต่ความเจ็บปวดที่ไพลินรู้สึกนั้นคือความจริงที่น่ากลัว

ไพลินทำความสะอาดบาดแผลนั้นด้วยน้ำยาฆ่าเชื้ออย่างรุนแรง เธอพยายามทำลายทุกเชื้อโรคและสิ่งแปลกปลอมที่อาจจะเข้าสู่ร่างกายเธอได้ เธอต้องการปฏิเสธความจริงที่เกิดขึ้น แต่กลิ่นคาวโลหิตที่ติดจมูกของเธอไม่ได้มาจากข้างนอกแล้ว แต่มันมาจาก ภายใน ตัวเธอเองอย่างชัดเจน

ไพลินเดินเข้าไปในห้องของยายอิ่มด้วยใบหน้าที่ซีดเผือด ยายอิ่มที่นอนไม่หลับอยู่แล้วเพราะความรู้สึกไม่สบายใจ ได้ลุกขึ้นมานั่งบนเตียง ยายมองไพลินด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความรู้และความกังวล

“เจ้าไปที่ไหนมา ไพลิน ทำไมตัวเจ้าถึงได้เย็นยะเยือกเช่นนี้ กลิ่นที่ไม่บริสุทธิ์นี้มันคืออะไรกัน” ยายอิ่มถามด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ

ไพลินบอกความจริงทั้งหมดกับยายอิ่ม เล่าถึงเสียงกรีดร้อง เงาดำทะมึน และรอยขีดข่วนที่ท้ายทอย ยายอิ่มแตะที่รอยแผลนั้น แล้วดวงตาของท่านก็เต็มไปด้วยความหวาดกลัวอย่างที่สุด

“นี่มัน… คือรอยของคำสาป” ยายอิ่มกระซิบเบา ๆ “มันได้ทิ้งเมล็ดพันธุ์แห่งกระสือไว้ในตัวเจ้าแล้ว ไพลิน เจ้าต้องต่อสู้กับมันนะลูก เจ้าต้องกลับไปสู่ความบริสุทธิ์ที่เจ้าเคยยึดมั่น” ยายอิ่มมอบสร้อยทำจากไม้จันทน์ที่ถูกปลุกเสกให้ไพลิน “พันมันไว้ที่คอเจ้าเสมอ อย่าให้มันสัมผัสกับผิวหนังที่ท้ายทอยโดยตรง จงใช้ความดีงามของเจ้าต่อต้านความมืดมิดนี้”

ไพลินรับสร้อยนั้นไว้ด้วยความหวังอันริบหรี่ แต่ในขณะที่ยายอิ่มกำลังพูดถึงความบริสุทธิ์ ความรู้สึกอยากอาหารที่บ้าคลั่งก็ปะทุขึ้นในตัวไพลินอย่างรุนแรง ความต้องการที่จะกินสิ่งที่สดและคาวนั้นทำให้เธอแทบจะควบคุมตัวเองไม่ได้

ตีสามของคืนนั้น ไพลินเดินลงไปในห้องครัวอย่างเงียบ ๆ สัญชาตญาณกำลังนำพาเธอไปสู่ตู้เย็น เธอเปิดตู้เย็นแล้วจ้องมองไปยังก้อนเนื้อหมูสด ๆ ที่อรัญนำมาฝากไว้ เธอหยิบเนื้อออกมาแล้วสัมผัสกับความเย็นและกลิ่นคาวของมัน ความรู้สึกพึงพอใจนั้นรุนแรงเกินกว่าที่จะปฏิเสธได้

เธอใช้เล็บจิกไปที่ก้อนเนื้อแล้วเตรียมจะกัดมันลงไป แต่ในวินาทีที่ปากของเธอกำลังจะสัมผัสกับเนื้อสด ๆ เสียงของอรัญก็ดังขึ้นอย่างกะทันหัน อรัญเพิ่งกลับมาถึงบ้านหลังจากเลิกงานดึก และเห็นภาพที่น่าตกตะลึง

“ไพลิน! เธอทำอะไร!” อรัญตะโกนด้วยความตื่นตระหนก

ไพลินสะดุ้งสุดตัว เธอซ่อนก้อนเนื้อไว้ด้านหลังแล้วหันมาหาอรัญด้วยใบหน้าที่ซีดเผือด เธอโกหกด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ แต่ดวงตาของเธอเต็มไปด้วยความหวาดกลัวและผิดหวังในตัวเอง อรัญเห็นความผิดปกติทั้งหมด แต่เขาเลือกที่จะเชื่อในเหตุผลของตัวเอง เขาปลอบโยนไพลินและบอกให้เธอกลับไปนอน

เมื่ออรัญกลับไปแล้ว ไพลินก็ทรุดตัวลงกับพื้นห้องครัวที่เย็นเฉียบ เธอรู้แล้วว่าคำสาปนี้ไม่ได้เป็นเพียงตำนาน แต่มันคือความจริงที่กำลังกัดกินเธอ เธอตัดสินใจที่จะต่อสู้ เธอพันสร้อยไม้จันทน์รอบลำคอของตัวเองอย่างแน่นหนาจนรู้สึกเจ็บปวด และเธอพยายามย้ำกับตัวเองซ้ำแล้วซ้ำอีกว่า “ฉันคือไพลิน ฉันชอบกลิ่นหอม ฉันเกลียดความมืด” แต่เสียงกระซิบจากภายในก็เริ่มดังขึ้น “ความหิวโหยนี้คือความจริงที่แท้จริงของเธอ”


หลังจากเหตุการณ์ในห้องครัว ไพลินก็เริ่มดำเนินชีวิตอย่างหวาดระแวงและระมัดระวังถึงขีดสุด เธอไม่ได้ไปที่ตลาดกลางคืนอีกต่อไปแล้ว โดยอ้างว่าร่างกายอ่อนเพลีย เธอปิดตัวเองอยู่ในบ้าน โดยมีเพียงยายอิ่มและอรัญเท่านั้นที่เข้าถึงได้ ไพลินเริ่มใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ในห้องทำงานของเธอ พยายามทำเทียนหอมกลิ่นที่แรงที่สุดและบริสุทธิ์ที่สุดราวกับพยายามสร้างเกราะป้องกันทางกลิ่นอาย

เธอผสมผสานกลิ่นดอกส้มและกำยานในปริมาณที่เข้มข้นจนเกินปกติ กลิ่นฉุนของมันอบอวลไปทั่วบ้าน แต่ไพลินกลับรู้สึกว่ากลิ่นเหล่านั้นเป็นเพียงภาพลวงตาที่อ่อนแอ เธอสามารถรับรู้ถึงกลิ่นคาวโลหิตที่ลอยอยู่ภายในจิตใจของเธอได้ชัดเจนกว่ากลิ่นหอมใด ๆ ที่เธอสร้างขึ้นมา ความขัดแย้งภายในนี้ทำให้เธอรู้สึกทรมานจนแทบจะหายใจไม่ออก

พิธีกรรมป้องกันตัวของไพลินเริ่มบิดเบี้ยวและรุนแรงขึ้น เธอพันสร้อยไม้จันทน์ที่ยายอิ่มให้มาไว้รอบคออย่างแน่นหนาจนเกิดรอยแดงช้ำ ยิ่งกว่านั้น เธอยังใช้เชือกฟางที่ใช้มัดกล่องเทียนมาพันทับสร้อยนั้นอีกชั้น มัดเป็นปมที่ซับซ้อนและแน่นหนาจนแทบจะกลั้นหายใจ การกระทำเช่นนี้เป็นความพยายามที่จะควบคุมและจำกัดการขยายตัวที่เธอรู้สึกได้ที่บริเวณลำคอ

ในยามค่ำคืน เมื่อความมืดมาเยือน ความทรมานจะยิ่งทวีคูณขึ้น ไพลินนอนไม่หลับ เธอรู้สึกถึงแรงดึงที่คออย่างรุนแรง แรงดึงนั้นไม่ใช่แรงภายนอก แต่เป็นแรงจากอวัยวะภายในของเธอที่พยายามจะยืดออกไปหาอิสระภายนอก เธอได้ยินเสียงกระซิบที่เย้ายวนและน่ากลัวที่ดังมาจากภายในจิตใจ

“ทำไมต้องทนทุกข์ทรมานด้วย ไพลิน? ปล่อยฉันออกมาสิ… ฉันคืออิสระที่เธอปรารถนามาตลอดชีวิต”

ไพลินตอบโต้ด้วยการดึงปมเชือกฟางให้แน่นขึ้นอีกนิดจนใบหน้าของเธอเปลี่ยนเป็นสีม่วงคล้ำ ความเจ็บปวดจากการรัดคอเป็นเครื่องเตือนใจสุดท้ายที่ทำให้เธอยังคงรู้สึกว่าเป็นมนุษย์อยู่ เธอเชื่อว่าตราบใดที่เธอรู้สึกเจ็บปวด เธอก็ยังไม่ได้ถูกกลืนกินโดยสมบูรณ์

อรัญเริ่มสังเกตเห็นถึงความเปลี่ยนแปลงที่น่าเป็นห่วงในตัวไพลิน เขาเห็นร่องรอยการช้ำที่ลำคอของเธอ เห็นความเครียดที่สะสมอยู่ในดวงตาของเธอ และที่สำคัญที่สุดคือเขาเห็นความเย็นชาที่ไพลินมอบให้กับเขา

“ไพลิน เธอต้องปลดเชือกนี้ออกนะ มันกำลังทำร้ายเธอ” อรัญพยายามจะแก้ปมเชือกที่ลำคอของไพลิน แต่ไพลินสะบัดมือออกอย่างรุนแรง

“อย่าแตะต้องฉัน อรัญ!” น้ำเสียงของไพลินแข็งกร้าวและเย็นชา “เธอไม่เข้าใจหรอกว่านี่คือสิ่งเดียวที่ทำให้ฉันยังอยู่ได้”

อรัญรู้สึกเจ็บปวดจากการถูกปฏิเสธ เขาหันไปหายายอิ่มเพื่อขอความช่วยเหลือ ยายอิ่มมองเขาด้วยความเศร้าสร้อย

“คำสาปนี้มันอยู่กับความปรารถนาของไพลินเอง อรัญ” ยายอิ่มกล่าวอย่างแผ่วเบา “เจ้าต้องหาทางดึงความรักและความดีงามของไพลินกลับมาให้ได้ก่อนที่ความมืดจะกลืนกินเธอจนหมดสิ้น”

อรัญตัดสินใจที่จะใช้ความรู้ทางการแพทย์ของเขาให้ถึงที่สุด เขาไปที่ห้องแล็บของโรงพยาบาลอย่างลับ ๆ เขาเก็บตัวอย่างเนื้อเยื่อจากบริเวณท้ายทอยของไพลินอย่างระมัดระวังในขณะที่เธอกำลังหลับ เขาทำการวิเคราะห์ทางจุลชีววิทยาและพยาธิวิทยาอย่างละเอียดถี่ถ้วน

แต่ผลการตรวจก็ออกมาเหมือนเดิมทุกประการ ร่างกายของไพลินแข็งแรงสมบูรณ์ ไม่มีสัญญาณของไวรัส แบคทีเรีย หรือเซลล์มะเร็งใด ๆ ที่จะอธิบายอาการแปลกประหลาดนี้ได้เลย วิทยาศาสตร์ไม่สามารถให้คำตอบกับเขาได้

ความเชื่อของอรัญเริ่มสั่นคลอน “มันเป็นไปไม่ได้ มันต้องมีคำอธิบายได้สิ” เขายืนอยู่หน้ากล้องจุลทรรศน์ มองดูเนื้อเยื่อของไพลินที่ดูปกติทุกอย่าง แต่ในใจของเขากลับเต็มไปด้วยภาพของเงาดำและเสียงกรีดร้องที่น่ากลัว

อรัญกลับมาที่บ้านด้วยความสับสนและความสิ้นหวัง เขาตัดสินใจที่จะทำในสิ่งที่เขาเคยเยาะเย้ย นั่นคือการค้นคว้าเกี่ยวกับตำนานกระสือโบราณ เขาพบว่าตำนานเหล่านั้นมีความสอดคล้องกันอย่างน่าประหลาดใจ คำสาปจะถูกถ่ายทอดผ่านการสัมผัสของกระสือตัวเดิม และมันจะค่อย ๆ กลืนกินจิตวิญญาณของผู้ถูกสาปให้กลายเป็นปีศาจที่ต้องหิวโหย

คืนนั้น อรัญตัดสินใจที่จะบันทึกพฤติกรรมของไพลินอย่างลับ ๆ เขาติดตั้งกล้องวิดีโออินฟราเรดขนาดเล็กไว้ในห้องของไพลินโดยไม่ให้เธอรู้ เขาเชื่อว่าการเห็นด้วยตาตัวเองจะช่วยให้เขายังคงยึดมั่นในความเป็นจริงได้

ตีสองของคืนนั้น กล้องของอรัญก็จับภาพได้สำเร็จ ไพลินตื่นขึ้นมาด้วยความรู้สึกกระหายที่รุนแรง เธอคลานออกจากเตียงอย่างช้า ๆ เธอไม่ได้ถอดเชือกพันคอออก แต่เธอกลับพยายามยัดไส้ตัวเองด้วยเนื้อดิบที่อรัญนำมาแช่แข็งไว้ในตู้เย็น เธอหยิบเนื้อหมูที่ยังไม่ละลายน้ำแข็งออกมาแล้วพยายามเคี้ยวมันด้วยความหิวโหยที่บ้าคลั่ง น้ำลายของเธอไหลเยิ้มไปตามมุมปาก

ภาพในกล้องนั้นชัดเจนและน่าสะพรึงกลัว ไพลินไม่ได้กินอย่างมนุษย์ แต่กินอย่างสัตว์ร้าย เธอฉีกทึ้งเนื้อหมูด้วยความรุนแรงและป่าเถื่อน หลังจากที่เธอกินเสร็จแล้ว เธอก็ทรุดตัวลงกับพื้นแล้วพยายามอาเจียนสิ่งที่เธอกินเข้าไปออกมาด้วยความรังเกียจในตัวเอง การต่อสู้ระหว่างมนุษย์กับสัตว์ร้ายในตัวเธอชัดเจนยิ่งกว่าสิ่งใด ๆ

อรัญดูภาพวิดีโอนั้นซ้ำแล้วซ้ำอีกด้วยความตกตะลึง เขาไม่สามารถปฏิเสธความจริงที่ว่าไพลินกำลังถูกครอบงำโดยสิ่งเหนือธรรมชาติได้อีกต่อไปแล้ว แต่สิ่งที่เขาเห็นคือความทรมานของคนรักของเขา ไม่ใช่ปีศาจ

อรัญทนไม่ไหว เขาปิดกล้องแล้วพุ่งเข้าไปในห้องของไพลินทันที เขาพบไพลินที่กำลังร้องไห้อย่างหนักอยู่บนพื้นด้วยความรู้สึกผิดและรังเกียจตัวเอง เธอรีบกุมลำคอที่พันด้วยเชือกไว้แน่น

“อรัญ! เธอเห็นใช่ไหม… ฉันมันบ้าไปแล้ว” ไพลินร้องออกมาด้วยความสิ้นหวัง

อรัญคุกเข่าลงกอดไพลินไว้แน่น “ไม่ ไพลิน… เธอไม่ได้บ้า เธอถูกบางสิ่งบางอย่างทำร้าย แต่ฉันจะอยู่กับเธอ ฉันจะหาทางรักษาเธอให้ได้”

แต่ไพลินส่ายหน้าอย่างอ่อนแรง “เธอโกหกตัวเอง อรัญ… เธอเห็นความจริงแล้ว เธอเห็นปีศาจในตัวฉัน… เธอต้องไปจากฉัน… ก่อนที่มันจะทำร้ายเธอ”

อรัญปฏิเสธที่จะปล่อยไพลิน เขาจ้องมองไปที่รอยช้ำที่ลำคอของไพลินที่เกิดจากการรัดคอด้วยเชือกฟาง เขาเริ่มเข้าใจแล้วว่าความพยายามที่จะควบคุมตัวเองของไพลินนั้นรุนแรงและทรมานเพียงใด

อรัญตัดสินใจที่จะทำในสิ่งที่บ้าบิ่นที่สุด เขาเดินกลับไปที่ห้องครัว แล้วหยิบเนื้อหมูสด ๆ ออกมา เขาใช้มีดหั่นมันเป็นชิ้นเล็ก ๆ แล้ววางไว้บนจาน เขานำจานนั้นกลับไปให้ไพลิน

“กินมันซะ ไพลิน” อรัญพูดด้วยน้ำเสียงที่เด็ดเดี่ยว “ฉันจะอยู่กับเธอตรงนี้ กินมันซะเพื่อเธอจะได้ไม่ทรมาน”

ไพลินมองอรัญด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความตกใจและความรู้สึกผิด เธอปฏิเสธที่จะกินมัน “ฉันทำไม่ได้ อรัญ! ถ้าฉันกินมัน ฉันก็ยอมแพ้แล้ว”

อรัญก้มลงไปจูบไพลินอย่างอ่อนโยน จูบที่เต็มไปด้วยความรักและความเมตตา “ไม่ ไพลิน นี่ไม่ใช่การยอมแพ้ นี่คือการยอมรับความจริง และฉันจะยอมรับความจริงนั้นไปพร้อมกับเธอ”

ไพลินน้ำตาไหลพรากด้วยความรู้สึกผิด เธอเริ่มกินเนื้อดิบนั้นอย่างช้า ๆ โดยมีอรัญนั่งอยู่ข้าง ๆ ภาพที่อรัญเห็นคือภาพที่น่าสะพรึงกลัว แต่เขาต้องทนดูเพื่อแสดงให้ไพลินเห็นว่าความรักของเขายิ่งใหญ่กว่าคำสาปใด ๆ


หลังจากคืนที่อรัญยอมให้ไพลินกินเนื้อดิบต่อหน้าเขา ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ความรักของอรัญไม่ได้เป็นเกราะป้องกันอีกต่อไป แต่มันกลายเป็น พันธะ ที่ไพลินต้องพึ่งพา ไพลินไม่ได้รู้สึกสำนึกผิดอีกต่อไปแล้ว เธอรู้สึกถึงความโล่งใจที่ได้ยอมรับความจริงอันมืดมิดของตัวเอง แต่เธอก็ยังคงยึดติดอยู่กับอรัญ เพราะเขายอมรับความจริงอันน่ากลัวของเธอได้

อรัญยังคงเฝ้าดูไพลินอย่างไม่ลดละ เขายังคงเชื่อว่าความรักและความเข้าใจจะสามารถยับยั้งคำสาปนี้ได้ เขาได้ทำการศึกษาตำนานพื้นบ้านอย่างจริงจังมากขึ้น เขาพบว่าสิ่งที่จำเป็นในการทำลายคำสาปคือการทำลายหัวใจของกระสือในขณะที่มันลอยอยู่ข้างนอกร่าง หรือการเผาทำลายร่างที่ไร้ศีรษะให้สิ้นซาก อรัญปฏิเสธทางเลือกทั้งสองอย่างสิ้นเชิง เขาไม่สามารถทำร้ายไพลินได้

“เราจะหาทางอื่น ไพลิน” อรัญปลอบใจเธอขณะที่เขากำลังช่วยเธอแก้ปมเชือกที่รัดคออย่างแน่นหนา “ฉันจะหาผู้เชี่ยวชาญด้านไสยศาสตร์หรือพิธีกรรมโบราณมาช่วยเธอให้ได้”

ไพลินมองอรัญด้วยแววตาที่ว่างเปล่าและเย็นชา “เธอไม่ต้องเสียเวลาหรอก อรัญ… ฉันได้เลือกแล้ว” ไพลินสารภาพบาปกับอรัญอย่างช้า ๆ “ความจริงแล้วฉันไม่ได้เกลียดความสกปรก ฉันเกลียดความบริสุทธิ์ของตัวเองต่างหาก ฉันเกลียดที่ฉันต้องทำตัวเป็นคนดี ต้องเป็นดอกไม้ที่หอมหวานในโลกที่เต็มไปด้วยโคลนตม”

ไพลินลูบไล้ไปตามลำคอของตัวเองอย่างอ่อนโยน “ความหิวโหยนี้คือความปรารถนาที่ฉันเก็บกดไว้มาตลอดชีวิต ความหิวโหยที่จะเป็นอิสระจากการถูกคาดหวัง” เธอเงยหน้าขึ้นมองอรัญ “เธอเป็นตัวแทนของความสมบูรณ์แบบที่ฉันพยายามจะเป็น และตอนนี้… ฉันก็ไม่ต้องการมันอีกต่อไปแล้ว”

คำพูดของไพลินทำให้หัวใจของอรัญแตกสลาย เขาตระหนักว่าเขาไม่ได้กำลังต่อสู้กับคำสาป แต่กำลังต่อสู้กับความต้องการของไพลินเอง

คืนนั้นเป็นคืนที่มืดมิดที่สุด ไพลินรู้สึกว่าสัญชาตญาณกระสือของเธอถูกปลุกขึ้นมาอย่างรุนแรง เธอตื่นขึ้นมาด้วยเสียงกรีดร้องที่แหบแห้งที่ดังมาจากด้านในลำคอ อรัญพยายามปลุกเธอให้ตื่น แต่ไพลินไม่ตอบสนอง

“ไม่… ไม่!” ไพลินร้องออกมาด้วยความทรมาน เธอคลานออกจากเตียงแล้ววิ่งไปที่ห้องน้ำ เธอจ้องมองตัวเองในกระจก ลำคอของเธอบวมขึ้นจนน่ากลัว และรอยขีดข่วนที่ท้ายทอยเริ่มเรืองแสงสีแดงจาง ๆ

อรัญตามไพลินเข้าไปในห้องน้ำ เขาพยายามจับตัวเธอไว้ แต่ไพลินปัดมือของเขาออกอย่างรุนแรง

“ปล่อยฉัน อรัญ! ฉันควบคุมตัวเองไม่ได้แล้ว!” ไพลินตะโกนด้วยน้ำเสียงที่ผิดปกติ

ในวินาทีนั้นเอง ยายอิ่มที่นอนไม่หลับก็ปรากฏตัวที่หน้าประตูห้องน้ำ ยายอิ่มเห็นภาพที่น่าสะพรึงกลัว ยายรู้แล้วว่าถึงเวลาสุดท้ายแล้ว

“ไพลิน! เจ้าต้องต้านทานมันไว้! อย่าปล่อยให้มันออกมา!” ยายอิ่มพยายามตะโกนพร้อมกับชูสร้อยไม้จันทน์ที่เคยให้ไพลินไว้

แต่คำพูดของยายอิ่มก็สายเกินไปแล้ว ความปรารถนาในการเป็นอิสระของไพลินนั้นรุนแรงเกินกว่าที่สร้อยไม้จันทน์จะต้านทานได้ ไพลินยิ้มออกมา—รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความพึงพอใจและความโลภ

“สายเกินไปแล้วค่ะยาย… ฉันได้เป็นอิสระแล้ว” ไพลินพูดด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบแต่เย็นชา

เสียงเชือกและสร้อยไม้จันทน์ขาดดัง ‘เปรี๊ยะ’ อย่างรุนแรง ลำคอของไพลินปลดปล่อยตัวเอง แสงสีแดงที่รุนแรงพุ่งออกมาจากคอของเธอพร้อมกับอวัยวะภายในที่ยืดยาวออกไปอย่างรวดเร็วและน่าขยะแขยง

อรัญกรีดร้องด้วยความหวาดกลัวที่รุนแรงที่สุดในชีวิต ภาพที่เขาเห็นนั้นคือการทำลายล้างที่เกินกว่าความเข้าใจของมนุษย์ ศีรษะของไพลินลอยคว้างอยู่กลางอากาศ ดวงตาของมันเป็นสีแดงฉานและเต็มไปด้วยความหิวโหยที่บ้าคลั่ง ทิ้งร่างที่ไร้ศีรษะให้ร่วงลงสู่พื้นอย่างหมดสภาพ

ยายอิ่มล้มลงกับพื้นด้วยความอ่อนแรงและความเจ็บปวดจากการสูญเสียที่เกิดขึ้นต่อหน้าต่อตา

กระสือที่ถูกปลดปล่อยแล้วหันมามองอรัญ ดวงตาของมันแสดงออกถึงความสับสนเล็กน้อยเมื่อเห็นคนรักของตัวเอง แต่แล้วความหิวโหยก็เข้าครอบงำอย่างสมบูรณ์ กระสือส่งเสียงกรีดร้องที่แหบแห้งแล้วพุ่งเข้าใส่หน้าอรัญอย่างรวดเร็ว

อรัญพยายามหลบ แต่กระสือเร็วกว่า อวัยวะภายในที่ห้อยย้อยสัมผัสกับใบหน้าของอรัญ กลิ่นคาวเลือดที่รุนแรงทำให้อรัญคลื่นไส้และรู้สึกถึงความเย็นเยือกที่กัดกินจิตใจของเขา

“เธอเป็นของฉัน อรัญ!” เสียงกระซิบของกระสือดังเข้าสู่จิตใจของอรัญโดยตรง

ในวินาทีสุดท้ายที่กระสือกำลังจะพุ่งเข้าโจมตี ยายอิ่มก็ตัดสินใจทำสิ่งที่น่ากลัวที่สุด ยายอิ่มคว้ามีดสั้นที่อรัญเคยนำมาใช้ในการเตรียมการ แล้วพุ่งเข้าใส่ร่างที่ไร้ศีรษะของไพลินที่นอนอยู่บนพื้น

“ถ้าเจ้าจะทำร้ายเขา! เจ้าก็จะไม่เหลือรังให้กลับมา!” ยายอิ่มตะโกนด้วยความเจ็บปวด

การกระทำของยายอิ่มทำให้กระสือหยุดชะงักอย่างรุนแรง มันหันกลับไปหายายอิ่มด้วยความโกรธที่พุ่งสูง มันส่งเสียงกรีดร้องที่รุนแรงที่สุดแล้วพุ่งเข้าใส่ยายอิ่มอย่างรวดเร็ว

อรัญเห็นภาพที่น่าสยดสยอง กระสือพุ่งเข้าทำร้ายยายอิ่มอย่างบ้าคลั่งเพื่อป้องกันไม่ให้ยายทำลายร่างของมัน ก่อนที่จะพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าอย่างรวดเร็วพร้อมกับความหิวโหยที่ไม่อาจยับยั้งได้ ทิ้งไว้เพียงยายอิ่มที่นอนจมกองเลือดอยู่บนพื้นห้องน้ำ

อรัญคลานเข้าไปหายายอิ่ม น้ำตาของเขาไหลอาบแก้ม “ยายครับ! ไม่! ผมขอโทษ!”

ยายอิ่มพยายามยิ้มอย่างอ่อนแรง “จงไปซะ… อรัญ… ก่อนที่มันจะกลับมา… เจ้าต้องทำลายมัน… เจ้าต้องทำลายมันให้ได้” ยายอิ่มพูดด้วยน้ำเสียงที่ขาดห้วงก่อนที่ลมหายใจสุดท้ายจะดับลง

อรัญนั่งอยู่ท่ามกลางความมืดมิดและกลิ่นคาวเลือด เขาสูญเสียทุกอย่างแล้ว ไพลินถูกกลืนกินโดยคำสาป และยายอิ่มเสียชีวิตเพราะความพยายามที่จะปกป้องเขา อรัญรู้แล้วว่าเขาต้องต่อสู้ในสงครามนี้เพียงลำพัง และทางเลือกสุดท้ายของเขากำลังจะเริ่มต้นขึ้น


อรัญนั่งจมอยู่กับกองเลือดในห้องน้ำนานหลายชั่วโมงจนกระทั่งแสงอาทิตย์ยามเช้าสาดส่องเข้ามาทางหน้าต่างเล็ก ๆ ร่างกายของยายอิ่มนอนแน่นิ่งอยู่บนพื้นอย่างสงบ ใบหน้าของท่านยังคงเปื้อนรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความเมตตาและการเสียสละ การตายของยายอิ่มไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นการฆ่าตัวตายเพื่อปลดปล่อยอรัญจากพันธะทางอารมณ์กับไพลิน อรัญรู้ดีว่ายายอิ่มทำไปเพื่อเขา

ความเจ็บปวดจากการสูญเสียและความรู้สึกผิดเข้ากัดกินจิตใจของอรัญจนหมดสิ้น เขาไม่ได้ร้องไห้อีกต่อไปแล้ว น้ำตาของเขาแห้งเหือดไปหมดสิ้น อรัญลุกขึ้นยืนด้วยความรู้สึกว่างเปล่าและเย็นชา เขาเริ่มปฏิบัติการทำความสะอาดและซ่อนความลับที่น่ากลัวนี้ด้วยสัญชาตญาณของการเอาชีวิตรอดที่เย็นชา เขาทำลายหลักฐานทั้งหมด ทำความสะอาดคราบเลือดอย่างละเอียดถี่ถ้วน แล้วนำร่างของยายอิ่มไปประกอบพิธีทางศาสนาอย่างเรียบง่าย โดยอ้างว่ายายอิ่มเสียชีวิตด้วยโรคชราในระหว่างหลับ

เขาไม่สามารถทิ้งร่างที่ไร้ศีรษะของไพลินที่นอนอยู่ในห้องน้ำไว้เช่นนั้นได้ อรัญนำร่างนั้นไปซ่อนไว้ในหลุมลึกใต้ต้นมะม่วงหลังบ้าน แล้วใช้ดินและหินกลบทับอย่างแน่นหนา เขาทำอย่างเงียบเชียบและรวดเร็ว ราวกับกำลังฝังความทรงจำที่น่ากลัวที่สุดในชีวิตของเขาเอง

อรัญหยุดทุกกิจกรรมในชีวิตของเขา เขาทิ้งการฝึกงานที่โรงพยาบาลและตัดขาดจากเพื่อนร่วมงานทั้งหมด เขาไม่สามารถกลับไปสู่โลกของวิทยาศาสตร์และเหตุผลที่บิดเบือนความจริงได้อีกต่อไปแล้ว อรัญรู้แล้วว่าเขาไม่ได้กำลังเผชิญหน้ากับความเจ็บป่วย แต่กำลังเผชิญหน้ากับ ปีศาจ ที่สวมหน้ากากคนรักของเขา

ในขณะเดียวกัน ไพลินในร่างกระสือที่ถูกปลดปล่อยแล้วก็กำลังเริ่มต้นชีวิตใหม่ เธอไม่ได้กลับมาที่บ้านอีกเลย เธอเลือกที่จะอยู่ในป่าลึกใกล้กับวัดร้างเก่าแก่ ความตายของยายอิ่มไม่ได้ทำให้เธอรู้สึกผิดอีกต่อไป แต่กลับเสริมสร้างความเชื่อของเธอว่า อิสระที่แท้จริงต้องแลกมาด้วยการทำลายพันธะทุกชนิด

กระสือไม่ได้ออกล่าอย่างบ้าคลั่งแล้ว การล่าของเธอมีความระมัดระวังและประณีตมากขึ้น เธอเลือกเหยื่อที่เป็นสัตว์ป่าและสัตว์เลี้ยงที่อยู่ห่างไกลจากหมู่บ้าน เธอสามารถคงสภาพกระสือไว้ได้นานขึ้นโดยไม่จำเป็นต้องกลับเข้าสู่ร่างมนุษย์ที่ไร้ศีรษะที่ถูกฝังไว้ เธอรู้สึกถึงพลังที่มหาศาลและความสุขที่ไม่อาจบรรยายได้ในการเป็นอิสระจากน้ำหนักของร่างกายและจิตสำนึก

ไพลินเริ่มมีความสุขกับการเฝ้าดูโลกจากมุมสูง เธอเห็นอรัญที่กำลังทุกข์ทรมานกับการต่อสู้กับตัวเอง เห็นเขาที่เริ่มค้นคว้าตำราโบราณที่เขาเคยเยาะเย้ย ไพลินไม่ได้รู้สึกสงสาร แต่รู้สึกเย้ยหยันต่อความพยายามที่ไร้สาระของเขา

สำหรับอรัญ การค้นคว้าตำราโบราณกลายเป็นความหวังสุดท้ายของเขา เขาศึกษาตำราไสยศาสตร์ ตำนานพื้นบ้าน และพิธีกรรมโบราณอย่างจริงจัง เขาพบว่ามีวิธีการหนึ่งที่จะช่วยไพลินได้โดยที่ไม่ต้องทำลายเธอ นั่นคือ พิธีพันธะโลหิต

อรัญใช้ความรู้ด้านเคมีและชีววิทยาที่เขามีในการเตรียมการสำหรับพิธีนี้ เขาทราบว่าการถ่ายโอนเลือดที่ถูกผสมด้วยสมุนไพรโบราณและสารกระตุ้นบางชนิดจะสามารถสร้างความเชื่อมโยงทางจิตวิญญาณกับกระสือได้ คำสาปจะไม่หายไป แต่มันจะถูกแบ่งปัน กระสือจะไม่ต้องหิวโหยอย่างบ้าคลั่งอีกต่อไป และส่วนที่เป็นมนุษย์ของไพลินอาจจะกลับมามีอำนาจควบคุมได้มากขึ้น แต่เขาจะต้องรับคำสาปนั้นไว้ด้วยตัวเอง

อรัญรู้ถึงความเสี่ยงทั้งหมด การกระทำนี้อาจจะทำให้เขาต้องกลายเป็นกระสือตัวใหม่ แต่เขาก็ไม่สนใจอีกต่อไปแล้ว ความรักที่บิดเบี้ยวและสิ้นหวังของเขาทำให้เขาเชื่อว่าการที่เขาได้อยู่กับไพลิน แม้จะเป็นในร่างปีศาจ ก็ยังดีกว่าการอยู่คนเดียวในโลกที่ไร้ความหมาย

เขาใช้เวลาหลายสัปดาห์ในการเตรียมการ เขาเตรียมสมุนไพรหายากที่สกัดจากพืชที่มีคุณสมบัติในการขับไล่สิ่งชั่วร้าย และผสมผสานมันกับยาที่ใช้ในการควบคุมอาการทางจิต เขาเตรียมเข็มฉีดยาขนาดใหญ่ที่บรรจุส่วนผสมนั้นไว้เต็มหลอด เขาต้องการฉีดสารนั้นเข้าสู่บาดแผลของเขาเองในขณะที่กระสือกำลังดูดดื่มเลือดของเขา

อรัญเลือกคืนวันเพ็ญถัดไปเป็นวันประกอบพิธี เขาไปที่วัดร้างเก่าแก่ ที่แห่งนี้เป็นจุดเริ่มต้นของคำสาปทั้งหมด เขาขุดร่างที่ไร้ศีรษะของไพลินขึ้นมาจากหลุม แล้ววางร่างนั้นไว้บนแท่นบูชาหินที่เต็มไปด้วยเถาวัลย์ การทำเช่นนี้เป็นการเชิญชวนให้กระสือกลับมายังรังของมัน

อรัญกรีดแขนของตัวเองด้วยมีดสั้นที่ผ่านพิธีกรรมอย่างช้า ๆ เลือดสีแดงสดไหลซึมลงสู่พื้นหิน ความเจ็บปวดไม่ได้รุนแรงเท่ากับความรู้สึกผิดที่กัดกินจิตใจของเขา

เขาเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าที่มืดมิด เขาเห็นแสงสีแดงเรืองรองที่คุ้นเคยกำลังเคลื่อนที่เข้ามาอย่างรวดเร็ว กระสือของไพลินถูกดึงดูดด้วยกลิ่นของ เลือดที่บริสุทธิ์และผสมด้วยมนต์ดำ ที่อรัญเตรียมไว้

อรัญยิ้มอย่างอ่อนโยนแต่บิดเบี้ยว เขารู้แล้วว่าเขาพร้อมแล้วที่จะสละทุกอย่างเพื่อความรักสุดท้ายของเขา


กระสือของไพลินมาถึงอย่างรวดเร็วและเงียบเชียบ มันร่อนลงเหนือแท่นบูชาหินที่เต็มไปด้วยเถาวัลย์ มันไม่ได้ส่งเสียงร้องหรือคำราม แต่ดวงตาของมันเป็นสีแดงเข้มที่เต็มไปด้วยความหิวโหยที่ไม่อาจยับยั้งได้ มันถูกดึงดูดด้วยกลิ่นของเลือดสดที่ผสมผสานกับกลิ่นแปลกประหลาดของสมุนไพรและยาเคมีที่อรัญเตรียมไว้

อรัญมองไพลินในร่างกระสือด้วยความสงบที่น่าประหลาดใจ เขายอมรับชะตากรรมของตัวเองแล้ว เขารู้ว่านี่คือโอกาสสุดท้ายที่จะดึงส่วนเสี้ยวของไพลินกลับมา

“ไพลิน… ฉันมาที่นี่เพื่อเธอ” อรัญกล่าวด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนที่สุด แต่เสียงของเขาก็แหบพร่าจากความอ่อนเพลีย “ฉันมาที่นี่เพื่อแบ่งปันคำสาปนี้กับเธอ… เพื่อที่เราจะได้อยู่ด้วยกัน”

กระสือหยุดชะงักเล็กน้อย มันจ้องมองไปที่อรัญด้วยความสับสน ดวงตาที่เต็มไปด้วยความหิวโหยนั้นฉายแววความรู้สึกผิดและความลังเลเพียงเสี้ยววินาที ส่วนที่เป็นไพลินยังคงต่อสู้กับสัญชาตญาณสัตว์ร้าย กระสือส่งเสียงในลำคอที่คล้ายกับการครางที่เจ็บปวด

“เธอโง่เขลา… อรัญ” เสียงกระซิบของกระสือดังเข้าสู่จิตใจของอรัญโดยตรง เสียงนั้นเย็นชาและเย้ยหยัน “เธอคิดว่าความรักจะทำลายคำสาปได้เหรอ… มันจะทำลายเธอต่างหาก”

แต่ความหิวโหยก็มีอำนาจเหนือทุกสิ่ง กระสือไม่สามารถต้านทานกลิ่นและรสชาติของเลือดที่อรัญเตรียมไว้ได้อีกต่อไป มันพุ่งเข้าใส่บาดแผลที่แขนของอรัญอย่างรวดเร็ว ลิ้นที่ยาวและเหนียวนุ่มของมันดูดซับเอาเลือดที่ถูกผสมด้วยสมุนไพรและสารเคมีเข้าไปอย่างตะกละตะกราม

ในขณะที่กระสือดูดดื่มเลือดของอรัญ การผูกพันธะโลหิตก็เริ่มต้นขึ้น อรัญรู้สึกเหมือนถูกฉีกออกเป็นสองส่วน ความเจ็บปวดไม่ได้อยู่ที่บาดแผล แต่เป็นความเจ็บปวดที่จิตวิญญาณของเขากำลังถูกดึงเข้าสู่มิติที่มืดมิดและน่ากลัว

อรัญเห็นภาพนิมิตที่รุนแรงและสับสน: ภาพของไพลินที่กำลังร้องไห้เมื่อเธอทำเทียนหก ภาพของยายอิ่มที่ตายอย่างโดดเดี่ยว ภาพของกระสือตัวอื่น ๆ ที่ถูกทรมานด้วยความหิวโหยและความโดดเดี่ยว ภาพเหล่านั้นสื่อถึงความทุกข์ทรมานที่ไพลินต้องเผชิญมาทั้งหมด

เลือดที่ถูกถ่ายโอนเข้าไปนั้นเริ่มส่งผลต่อกระสือทันที ความหิวโหยที่รุนแรงได้สงบลงอย่างน่าอัศจรรย์ ความรู้สึกของการถูกทรมานด้วยความกระหายได้หายไปชั่วขณะ แต่สิ่งที่เข้ามาแทนที่คือความรู้สึกที่หนักอึ้งของ ความเป็นมนุษย์ ที่ถูกส่งกลับมาพร้อมกับเลือดของอรัญ กระสือรู้สึกถึงความรู้สึกผิดต่อการกระทำของมัน รู้สึกถึงความเศร้าโศกต่อการตายของยายอิ่ม

กระสือผละออกจากอรัญอย่างรวดเร็ว ดวงตาของมันเต็มไปด้วยความตกตะลึงและความสับสน มันมองไปยังร่างที่เน่าเปื่อยของตัวเองที่นอนอยู่บนแท่นบูชาหิน แล้วมองกลับมาที่อรัญที่กำลังหายใจรวยรินอยู่บนพื้น

ไพลินกลับเข้าสู่ร่างมนุษย์ที่เน่าเปื่อยของเธออย่างทุลักทุเล แสงสีแดงหายไป และไพลินก็ล้มลงข้าง ๆ อรัญ เธออยู่ในสภาพที่อ่อนแอและเต็มไปด้วยน้ำตา

“อรัญ! เธอทำอะไรลงไป! เธอทำลายตัวเองเพื่อฉันทำไม!” ไพลินร้องออกมาด้วยความเจ็บปวดและความรู้สึกผิดที่กัดกินจิตใจ เธอพยายามกอดอรัญไว้แน่น

อรัญยิ้มอย่างอ่อนแรง “ฉันให้สิ่งที่เธอต้องการ… อิสระจากความหิวโหย… ตอนนี้เธอไม่จำเป็นต้องทำร้ายใครอีกแล้ว… เราจะอยู่ด้วยกัน”

แต่ไพลินก็ตระหนักถึงสิ่งหนึ่งที่น่ากลัวที่สุด เธอมองไปที่อรัญ เขากำลังจ้องมองไปที่คอของเธอด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความอยากอาหารแบบเดียวกับที่เธอมองเนื้อสด ๆ ก่อนหน้านี้ การผูกพันธะโลหิตได้ผลจริง แต่ราคาที่ต้องจ่ายคืออรัญต้องรับคำสาปนั้นไว้ด้วย

“เธอ… กำลังจะกลายเป็น…” ไพลินพูดด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ

อรัญพยักหน้าอย่างช้า ๆ “ใช่… ฉันกำลังจะกลายเป็น… กระสือตัวใหม่… แต่เราจะอยู่ด้วยกัน… ในโลกของเธอ”

ไพลินรู้สึกถึงความทุกข์ทรมานที่รุนแรง ความรักของอรัญได้มอบพลังให้เธอ แต่ในขณะเดียวกันก็ได้สร้างพันธะที่แข็งแกร่งที่สุดขึ้นมา พันธะที่จะผูกมัดเธอไว้กับโลกมนุษย์ตลอดไป เธอไม่ต้องการการไถ่บาป เธอต้องการเพียงอิสระ

ในวินาทีนั้นเอง ไพลินตัดสินใจอย่างโหดร้ายที่สุด เธอผลักอรัญออกไปอย่างแรง แล้วลุกขึ้นยืนด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความว่างเปล่า ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีที่ถูกถ่ายโอนมากับเลือดของอรัญถูกบดบังด้วยความปรารถนาในการเป็นอิสระที่รุนแรงกว่า

ไพลินหันหลังให้กับอรัญ เธอไม่ได้สนใจร่างที่เน่าเปื่อยของตัวเองอีกต่อไปแล้ว เธอเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าที่มืดมิด

“ฉันไม่ต้องการความรักที่บิดเบี้ยวนี้ อรัญ” ไพลินพูดด้วยน้ำเสียงที่เย็นชาที่สุด “ฉันต้องการอิสระที่แท้จริง… ที่ไม่มีเงื่อนไขใด ๆ”

ไพลินปลดปล่อยศีรษะและอวัยวะภายในออกจากร่างมนุษย์ที่เน่าเปื่อยของเธออย่างรวดเร็วและราบรื่น แสงสีแดงสว่างวาบขึ้นมาอย่างรุนแรง กระสือที่ถูกปลดปล่อยแล้วลอยอยู่กลางอากาศด้วยพลังงานที่เต็มเปี่ยม มันมองอรัญเป็นเพียงโซ่ตรวนที่ต้องถูกตัดทิ้ง


อรัญนอนนิ่งอยู่บนพื้นดินเย็นเฉียบของวัดร้าง เขาจ้องมองไปยังจุดที่กระสือของไพลินหายลับไปในความมืดมิดด้วยดวงตาที่ว่างเปล่า ความเจ็บปวดจากการสูญเสียและความรู้สึกถูกทรยศนั้นรุนแรงยิ่งกว่าบาดแผลทางกายที่แขนของเขา เลือดที่ไหลออกมาเริ่มแข็งตัว แต่ความเย็นเยือกที่แล่นผ่านร่างกายของเขานั้นไม่ใช่ความเย็นจากอากาศภายนอก แต่เป็นความเย็นเยือกจากภายใน จากคำสาปที่ไพลินทิ้งไว้เป็นมรดก

เขาได้สละทุกอย่างเพื่อเธอ สละความเป็นมนุษย์ สละเหตุผลทางวิทยาศาสตร์ และสุดท้ายคือสละจิตวิญญาณของเขาเอง แต่ผลลัพธ์ที่ได้กลับไม่ใช่การไถ่บาปหรือการได้อยู่ร่วมกัน มันคือการปลดปล่อยปีศาจให้เป็นอิสระอย่างสมบูรณ์ และการสร้างปีศาจตัวใหม่ขึ้นมาในร่างของเขาเอง

อรัญหัวเราะออกมาอย่างขมขื่น เสียงหัวเราะนั้นแหบแห้งและเต็มไปด้วยความวิปลาส เขามองไปยังร่างที่เน่าเปื่อยของไพลินที่นอนอยู่บนแท่นบูชาหิน ร่างนั้นบัดนี้เป็นเพียงเปลือกนอกที่ไร้ความหมาย เป็นเพียงซากศพที่ถูกทอดทิ้งอย่างไม่ไยดี ความรักที่เขาเคยมีต่อร่างนี้ บัดนี้กลายเป็นสัญลักษณ์ของความโง่เขลาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเขา

ในขณะเดียวกัน ไพลินในร่างกระสือที่ถูกปลดปล่อยแล้ว กำลังสัมผัสกับอิสรภาพที่แท้จริงเป็นครั้งแรกในชีวิต พลังชีวิตที่เธอได้รับจากเลือดของอรัญนั้นมหาศาล มันไม่ได้เป็นเพียงอาหารที่ช่วยบรรเทาความหิวโหย แต่มันเป็นพลังงานบริสุทธิ์ที่หล่อเลี้ยงแก่นแท้ของความเป็นกระสือของเธอ

เธอไม่จำเป็นต้องกลับเข้าร่างมนุษย์อีกต่อไปแล้ว ร่างที่เน่าเปื่อยนั้นเป็นเพียงกรงขังที่เธอเคยติดอยู่ บัดนี้เธอเป็นอิสระจากมันอย่างสมบูรณ์ ความรู้สึกผิดชอบชั่วดี ความเมตตา และความรักที่เคยผูกมัดเธอไว้กับโลกมนุษย์ผ่านทางอรัญและยายอิ่ม บัดนี้ได้ถูกชำระล้างออกไปจนหมดสิ้นด้วยการเสียสละของอรัญเอง

ไพลินบินสูงขึ้นไปเหนือหมู่บ้าน เธอไม่ได้มองหาสัตว์เลี้ยงในฟาร์มอีกต่อไป เธอเริ่มมองเห็นโลกด้วยสายตาที่แตกต่างออกไป เธอเห็นพลังงานมืดที่ซ่อนอยู่ในจิตใจของมนุษย์ทุกคนที่กำลังหลับใหล เธอเห็นความโลภ ความอิจฉา และความปรารถนาที่ถูกเก็บกดไว้ภายใต้หน้ากากของศีลธรรม

“พวกเขาทุกคนต่างก็เป็นกระสือที่ถูกพันธนาการ” เสียงกระซิบของเธอดังขึ้นในสายลม “พวกเขาเพียงแค่ยังไม่รู้ตัว”

ไพลินไม่ได้รู้สึกถึงความหิวโหยแบบเดิมอีกต่อไป ความหิวโหยของเธอไม่ได้มาจากความต้องการทางกายภาพ แต่มาจากความปรารถนาที่จะดูดซับพลังงานทางอารมณ์ที่มืดมิดเหล่านั้น เธอเริ่มเฝ้ามองมนุษย์ ไม่ใช่ในฐานะเหยื่อ แต่ในฐานะแหล่งพลังงานที่น่าสนใจ เธอคือผู้สังเกตการณ์ที่อยู่เหนือทุกสิ่ง เธอคือความมืดที่สมบูรณ์แบบ

กลับมาที่อรัญ เขาใช้พลังงานเฮือกสุดท้ายลุกขึ้นยืน เขาแบกร่างที่ไร้ศีรษะของไพลินกลับไปยังหลุมที่เขาขุดไว้ เขาฝังร่างนั้นอีกครั้ง แต่ครั้งนี้เขาไม่ได้ทำด้วยความรัก แต่ทำด้วยความรู้สึกของการจบสิ้น เขาต้องซ่อนหลักฐานชิ้นสุดท้ายของความผิดพลาดของเขาไว้

เมื่ออรัญกลับถึงบ้าน เขาล้มตัวลงบนเตียง ร่างกายของเขาสั่นเทาอย่างรุนแรง ไม่ใช่เพราะความหนาว แต่เพราะการเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้นภายใน สารพิษที่เขาเตรียมไว้ในเลือดเพื่อไพลิน บัดนี้กำลังทำปฏิกิริยากับร่างกายของเขาเอง มันไม่ได้ฆ่าเขา แต่มันกำลัง เปลี่ยนแปลง เขาในระดับเซลล์

ความรู้สึกกระหายเลือดเริ่มปะทุขึ้นมาอย่างรุนแรงยิ่งกว่าที่เขาเคยรู้สึกในคืนแรก ๆ มันไม่ใช่แค่ความอยากอาหาร แต่เป็นความต้องการที่จะฉีกทึ้งและกินเนื้อสด ๆ อรัญพยายามต่อสู้กับมัน เขาพันผ้าพันคอรอบคอตัวเองอย่างแน่นหนาเหมือนที่ไพลินเคยทำ แต่เขารู้ว่ามันไร้ประโยชน์

ลำคอของเขาเริ่มบวมขึ้น แสงสีแดงจาง ๆ เริ่มเรืองรองออกมาจากใต้ผิวหนัง อรัญจ้องมองตัวเองในกระจกด้วยความหวาดกลัวและรังเกียจ ใบหน้าที่เคยเต็มไปด้วยเหตุผลและความมุ่งมั่น บัดนี้กำลังบิดเบี้ยวด้วยความทุกข์ทรมานและความปรารถนาที่น่ารังเกียจ

เขาไม่ใช่เหยื่อของคำสาปอีกต่อไปแล้ว เขาคือ ผู้สืบทอด คำสาป

อรัญกรีดร้องออกมาด้วยความเจ็บปวดทางจิตใจ เขาทำลายข้าวของในบ้านอย่างบ้าคลั่ง เขาเกลียดไพลินที่ทอดทิ้งเขา เขาเกลียดยายอิ่มที่ตายไป และที่สำคัญที่สุด เขาเกลียดตัวเองที่โง่เขลาจนยอมสละทุกอย่างเพื่อความรักที่ไม่มีอยู่จริง

เขาตระหนักว่าเขาเหลือทางเลือกเพียงสองทาง: ยอมจำนนต่อคำสาปและกลายเป็นปีศาจแบบเดียวกับที่ไพลินเป็น หรือหาทางทำลายตัวเองก่อนที่เขาจะสูญเสียความเป็นมนุษย์ไปอย่างสมบูรณ์

อรัญเลือกทางที่สาม เขาจะใช้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ที่เขายังหลงเหลืออยู่เพื่อควบคุมคำสาปนี้ เขาจะใช้ร่างกายของเขาเป็นห้องทดลองสุดท้าย เขาจะศึกษาการเปลี่ยนแปลงของตัวเอง และหาทางที่จะต่อสู้กับมันจากภายใน เขาจะใช้ความเจ็บปวดนี้เป็นเชื้อเพลิงในการล้างแค้นไพลิน

อรัญเริ่มบันทึกการเปลี่ยนแปลงของตัวเองอย่างละเอียด เขาเจาะเลือดของตัวเองทุกชั่วโมง สังเกตการเปลี่ยนแปลงของเซลล์เม็ดเลือดแดงที่เริ่มบิดเบี้ยว เขากินยาควบคุมอาการทางจิตในปริมาณที่สูงมากเพื่อระงับสัญชาตญาณสัตว์ร้าย แต่เขาก็รู้ว่ามันเป็นเพียงการซื้อเวลาเท่านั้น

คืนนั้น เมื่อความมืดมาเยือน อรัญรู้สึกถึงแรงดึงที่คออย่างรุนแรงจนแทบจะฉีกขาด เขาต่อสู้กับมันด้วยพลังใจทั้งหมด แต่เขาก็พ่ายแพ้ในที่สุด

ศีรษะและอวัยวะภายในของอรัญถูกปลดปล่อยออกจากร่างเป็นครั้งแรก มันไม่ได้สง่างามเหมือนของไพลิน มันเต็มไปด้วยความเจ็บปวดและความทุลักทุเล อรัญในร่างกระสือตัวใหม่กรีดร้องออกมาด้วยความทรมาน เขาไม่ได้เป็นอิสระ เขาคือทาสของความหิวโหยที่ไพลินทิ้งไว้ให้

กระสือของอรัญพุ่งออกจากบ้านอย่างบ้าคลั่ง มันไม่ได้มองหาสัตว์ป่า มันมองหา เธอ มันมองหาไพลิน ผู้ที่สร้างมันขึ้นมา


ความเจ็บปวดจากการเปลี่ยนแปลงครั้งแรกของอรัญนั้นรุนแรงยิ่งกว่าที่เขาเคยจินตนาการไว้หลายร้อยเท่า มันไม่ใช่การปลดปล่อยที่สง่างามเหมือนที่เขาจินตนาการจากไพลิน แต่มันคือการฉีกกระชากที่โหดร้าย ร่างกายของเขาต่อต้านคำสาปในทุกวิถีทาง กล้ามเนื้อบิดเกร็งอย่างรุนแรง กระดูกสันหลังรู้สึกเหมือนกำลังถูกหักออกเป็นชิ้น ๆ

อรัญในร่างกระสือกรีดร้องออกมาด้วยความทรมาน มันไม่ใช่เสียงร้องแห่งอิสรภาพ แต่เป็นเสียงของสัตว์ที่บาดเจ็บและกำลังจะตาย ความรู้ทางการแพทย์ของเขาพยายามวิเคราะห์สิ่งที่เกิดขึ้น “นี่มันเป็นไปไม่ได้… ระบบประสาทส่วนกลางกำลังถูกตัดขาด… แต่อวัยวะภายในยังคงทำงาน… นี่มันฝืนกฎชีววิทยา!” จิตสำนึกของนักวิทยาศาสตร์ในตัวเขากำลังกรีดร้อง แต่สัญชาตญาณที่มืดมิดกว่านั้นกำลังเข้าครอบงำ

ความหิวโหยที่ไพลินทิ้งไว้ให้ ไม่ใช่แค่ความอยากอาหาร แต่มันคือความเจ็บปวดที่แผดเผา ราวกับมีกรดเข้มข้นกำลังกัดกินอวัยวะภายในที่ห้อยย้อยของเขา มันคือความต้องการที่จะเติมเต็มความว่างเปล่าที่ถูกสร้างขึ้นจากการเสียสละที่โง่เขลา

กระสือของอรัญไม่ได้ลอยขึ้นอย่างสง่างาม มันเคลื่อนที่อย่างทุลักทุเลและเจ็บปวด มันกระแทกเข้ากับต้นไม้และพื้นดินหลายครั้งในความมืด โลกในสายตาของเขากลายเป็นภาพเบลอที่เต็มไปด้วยสีแดงและความร้อน เขาสามารถรับรู้ถึงกลิ่นของสิ่งมีชีวิตทุกชนิดที่อยู่รอบตัว กลิ่นของเลือดในเส้นเลือดของสัตว์เล็ก ๆ กลิ่นของความกลัวจากไก่ในเล้าที่อยู่ห่างไกล

แต่มีกลิ่นหนึ่งที่ชัดเจนที่สุด กลิ่นที่ดึงดูดเขาอย่างรุนแรง มันไม่ใช่กลิ่นของเหยื่อ แต่เป็นกลิ่นของ เธอ กลิ่นของกระสือตัวเดิม กลิ่นของไพลิน

สัญชาตญาณของอรัญไม่ได้นำพาเขาไปหาอาหาร แต่นำพาเขาไปหาผู้ที่สร้างเขาขึ้นมา เขาพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าด้วยความโกรธและความสับสน เขาต้องการคำตอบ เขาต้องการ… อะไรกันแน่? เขาต้องการให้เธอกลับมา หรือต้องการทำลายเธอ? จิตใจของเขาแตกสลายจนไม่สามารถแยกแยะได้อีกต่อไป

เขาบินตามกลิ่นนั้นไปจนถึงวัดร้างเก่าแก่ ที่ซึ่งพิธีกรรมอันน่าสยดสยองได้เกิดขึ้น และเขาก็พบเธอ

ไพลินไม่ได้กำลังออกล่า เธอลอยนิ่งอยู่เหนือเจดีย์ที่พังทลาย แสงจันทร์อาบร่างของเธอราวกับเทพธิดาแห่งความมืด ดวงตาของเธอไม่ได้เป็นสีแดงฉานด้วยความหิวโหย แต่เป็นสีแดงทับทิมที่ลุ่มลึกและสงบนิ่ง เธอกำลังเฝ้ามองหมู่บ้านที่หลับใหลอยู่เบื้องล่าง ไม่ได้มองหาเหยื่อ แต่กำลัง เพลิดเพลิน กับอารมณ์ด้านมืดของผู้คน ความกลัว ความอิจฉา ความลับที่ซ่อนอยู่ พลังงานเหล่านั้นคืออาหารชั้นเลิศสำหรับเธอ ไพลินได้ก้าวข้ามความหิวโหยทางกายภาพไปแล้ว เธอคือผู้เสพติดอารมณ์ด้านลบ

เมื่อกระสือของอรัญมาถึง ไพลินหันมามองอย่างช้า ๆ ใบหน้าของเธอดูเรียบเฉย ไม่มีความตกใจ ไม่มีความยินดี และที่สำคัญที่สุดคือ ไม่มีความรัก

“อรัญ… เธอยังอยู่ที่นี่อีกเหรอ” เสียงกระซิบของเธอดังเข้าสู่จิตใจของอรัญโดยตรง เสียงนั้นเย็นชาและห่างเหินราวกับพูดกับคนแปลกหน้า

“ไพลิน! เธอทำอะไรกับฉัน!” อรัญพยายามตะโกน แต่สิ่งที่ออกมาคือเสียงคำรามที่น่าเกลียดน่ากลัว “ฉันเจ็บปวด! ฉันหิว! ช่วยฉันด้วย!”

ไพลินมองอรัญด้วยสายตาที่เกือบจะเรียกได้ว่า รังเกียจ “ช่วยเธอ? ฉันมอบอิสรภาพให้เธอแล้วต่างหาก อรัญ นี่คือสิ่งที่เธอเลือกเองไม่ใช่เหรอ? เธอเลือกที่จะเข้ามาในโลกของฉัน”

“แต่นี่ไม่ใช่โลก! นี่คือนรก!” อรัญกรีดร้อง พุ่งเข้าหาไพลินด้วยความสิ้นหวัง

ไพลินหลบการโจมตีที่งุ่มง่ามของอรัญได้อย่างง่ายดาย เธอลอยสูงขึ้นเล็กน้อย มองเขาด้วยความสมเพช “เธอยังไม่เข้าใจอีกเหรอ อรัญ เธอยังคงเป็นมนุษย์ที่น่าสมเพช เธอยังคงยึดติดอยู่กับความเจ็บปวด ความรัก และความรู้สึกผิด เธอมันน่ารังเกียจ”

“เธอต่างหากที่น่ารังเกียจ! เธอกลายเป็นปีศาจไปแล้ว!”

“ฉันคือวิวัฒนาการ” ไพลินสวนกลับอย่างเย็นชา “ฉันได้ทิ้งความอ่อนแอของมนุษย์ไปหมดแล้ว ส่วนเธอ… เธอยังคงเป็นแค่ทาสของอารมณ์เหล่านั้น”

ไพลินตัดสินใจที่จะสั่งสอนเขา เธอพุ่งเข้าใส่อรัญอย่างรวดเร็ว การเคลื่อนไหวของเธอลื่นไหลและคาดเดาไม่ได้ อวัยวะภายในของเธอที่เคยดูน่าขยะแขยง บัดนี้กลายเป็นอาวุธที่อันตราย มันรัดร่างของอรัญไว้แน่นจนเขาแทบจะหายใจไม่ออก

“เธอคิดว่าเธอเป็นใคร อรัญ? ผู้ไถ่บาปเหรอ? นักวิทยาศาสตร์ผู้กอบกู้โลกเหรอ?” ไพลินเย้ยหยัน “เธอมันก็แค่ก้อนเนื้อที่เต็มไปด้วยความรักโง่ ๆ ที่รอวันเน่าเปื่อยเท่านั้นแหละ”

เธอเหวี่ยงอรัญกระแทกกับกำแพงวัดเก่าอย่างแรง อรัญกรีดร้องด้วยความเจ็บปวด ความหิวโหยในตัวเขาพุ่งสูงขึ้นจนถึงขีดสุด เขาต้องการพลังงาน เขาต้องการเลือด

“ไปซะ อรัญ” ไพลินพูดเป็นคำสั่งสุดท้าย “ไปหาอาหารของเธอซะ อย่ามายุ่งกับฉันอีก เธอไม่ใช่ส่วนหนึ่งของโลกของฉัน เธอเป็นแค่ความผิดพลาดที่ฉันทิ้งไว้ข้างหลัง”

ไพลินบินหายไปในความมืดมิด ทิ้งอรัญไว้เพียงลำพังกับความเจ็บปวดและความหิวโหยที่กำลังจะฉีกร่างเขาออกเป็นชิ้น ๆ

อรัญคลั่ง เขาไม่สนใจอีกต่อไปแล้วว่าเขาเป็นใคร หรือกำลังทำอะไร สัญชาตญาณดิบเข้าครอบงำอย่างสมบูรณ์ เขามองเห็นคอกหมูที่อยู่ไม่ไกลจากวัด กลิ่นเลือดและกลิ่นของสิ่งมีชีวิตที่อ่อนแอดึงดูดเขาอย่างรุนแรง

กระสือของอรัญพุ่งเข้าใส่คอกหมูอย่างบ้าคลั่ง เขาไม่ได้ล่าอย่างมีประสิทธิภาพเหมือนไพลิน แต่เขา ทำลายล้าง ทุกสิ่งที่ขวางหน้า เขาฉีกทึ้งเนื้อหมูด้วยความโกรธแค้นและความรังเกียจตัวเอง เขากินอย่างตะกละตะกราม น้ำตาไหลออกมาจากดวงตาสีแดงฉานของเขา มันคือน้ำตาของมนุษย์ที่กำลังร่ำไห้ให้กับความตายของจิตวิญญาณตัวเอง แม้ในขณะที่ปากของเขากำลังดื่มด่ำกับเลือดสด ๆ

เขาทำลายคอกหมูทั้งคอกจนไม่เหลือสิ่งมีชีวิตใด ๆ รอด

เมื่อแสงแรกของรุ่งอรุณเริ่มปรากฏ แรงดึงดูดอันเจ็บปวดก็ดึงเขากลับไปยังร่างมนุษย์ที่เขาทิ้งไว้ที่บ้าน อรัญเชื่อมต่อกับร่างของตัวเองอย่างทุลักทุเลและเจ็บปวด เขาล้มลงบนพื้นห้องนอนที่เย็นเฉียบ ร่างกายของเขาเต็มไปด้วยโคลน เลือด และเศษซากของสัตว์ที่เขาเพิ่งสังหาร

อรัญมองไปที่มือของตัวเอง มือที่เคยใช้ในการผ่าตัดเพื่อช่วยชีวิตผู้คน บัดนี้มันเปรอะเปื้อนไปด้วยเลือดที่เกิดจากการฆ่าฟัน เขาก้มลงอาเจียนอย่างรุนแรง แต่สิ่งที่ออกมามีเพียงน้ำดีสีเหลืองขม

เขาได้กลายเป็นสัตว์ประหลาดแล้ว ไพลินได้ปลดปล่อยตัวเองโดยใช้เขาเป็นเครื่องสังเวย และตอนนี้เขาถูกทิ้งไว้เพียงลำพังกับคำสาปที่น่ารังเกียจที่สุดในโลก อรัญไม่มีอะไรเหลืออีกต่อไปแล้ว ไม่มีไพลิน ไม่มียายอิ่ม ไม่มีวิทยาศาสตร์ และไม่มีความเป็นมนุษย์

ความสิ้นหวังเข้าครอบงำเขาอย่างสมบูรณ์ แต่ท่ามกลางความสิ้นหวังนั้น ความคิดหนึ่งก็ก่อตัวขึ้นอย่างช้า ๆ ความคิดที่มืดมิดและเย็นชา… ถ้าเขาไม่สามารถเป็นมนุษย์ได้ และเขาก็ไม่สามารถเป็นอิสระเหมือนไพลินได้… บางที… เขาอาจจะเป็นผู้ทำลายล้างก็ได้


อรัญลากตัวเองกลับมาที่บ้านในสภาพที่น่าสมเพชที่สุด ร่างกายของเขาโชกไปด้วยเลือด โคลน และเศษซากของสัตว์ที่เขาเพิ่งสังหาร ความรู้สึกขยะแขยงตัวเองนั้นรุนแรงจนแทบจะทำให้เขาเสียสติ เขาก้าวเข้าไปในห้องน้ำ สถานที่ที่ยายอิ่มเสียชีวิต สถานที่ที่ไพลินปลดปล่อยตัวเองเป็นครั้งแรก และตอนนี้ คือสถานที่ที่เขายอมรับความจริงอันน่าสะพรึงกลัวของตัวเอง

เขายืนอยู่หน้ากระจก จ้องมองเงาสะท้อนของสัตว์ประหลาดที่สวมใบหน้าของเขา ดวงตาสีแดงก่ำที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวดและสับสน ปากที่เปรอะเปื้อนไปด้วยเลือดสด ๆ กลิ่นคาวเลือดที่ติดตัวเขานั้นไม่ได้มาจากภายนอกอีกต่อไปแล้ว มันคือกลิ่นของตัวเขาเอง

“นี่คือสิ่งที่เธอต้องการเหรอ… ไพลิน” อรัญกระซิบกับเงาสะท้อนในกระจก “นี่คืออิสรภาพที่เธอพูดถึงเหรอ”

เขาเปิดน้ำร้อนจนสุดแล้วเริ่มชำระล้างร่างกายอย่างบ้าคลั่ง เขาขัดผิวหนังของตัวเองจนถลอกปอกเปิก พยายามล้างกลิ่นคาวเลือดและความรู้สึกสกปรกนี้ออกไป แต่ไม่ว่าเขาจะล้างมันมากแค่ไหน กลิ่นนั้นก็ยังคงติดอยู่ที่ปลายจมูก มันฝังลึกเข้าไปในจิตวิญญาณของเขาแล้ว

หลังจากที่เขาทำความสะอาดร่างกายภายนอกเสร็จสิ้น อรัญก็ตระหนักว่าเขาไม่สามารถหนีความจริงที่อยู่ภายในได้อีกต่อไป เขาไม่ได้เป็นมนุษย์อีกแล้ว แต่เขาก็ไม่สามารถเป็นอิสระเหมือนไพลินได้ เขาคือลูกผสมที่น่ารังเกียจ คือความผิดพลาดของธรรมชาติที่ถูกสร้างขึ้นจากความรักที่โง่เขลา

แต่ในฐานะนักวิทยาศาสตร์ อรัญไม่สามารถยอมจำนนต่อโชคชะตาได้โดยง่าย ถ้าเขาจะต้องเป็นปีศาจ เขาก็จะเป็นปีศาจที่เข้าใจตัวเอง

อรัญเปลี่ยนบ้านของเขาให้กลายเป็นห้องทดลองส่วนตัวที่น่าขนลุก เขาล็อคประตูหน้าต่างทุกบาน ตัดขาดจากโลกภายนอกอย่างสมบูรณ์ เขาใช้เวลาทั้งวันในการศึกษาและบันทึกการเปลี่ยนแปลงของร่างกายตัวเองอย่างละเอียด เขากลายเป็นทั้งนักโทษและผู้คุมขังในเวลาเดียวกัน

เขานำอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่เหลืออยู่จากโรงพยาบาลมาใช้ เขาสร้างห้องกักกันขนาดเล็กในห้องนอนของตัวเอง โดยใช้โซ่เหล็กและกุญแจที่แข็งแรงที่สุดเพื่อพันธนาการตัวเองไว้ในยามค่ำคืน เขาติดตั้งกล้องอินฟราเรดเพื่อบันทึกพฤติกรรมของตัวเองในขณะที่กลายร่างเป็นกระสือ

ภาพที่เขาเห็นในกล้องนั้นน่าสยดสยองยิ่งกว่าที่เขาจินตนาการไว้ กระสือของอรัญไม่ได้มีความสง่างามเหมือนไพลิน มันเต็มไปด้วยความเจ็บปวดและการดิ้นรน มันจะกรีดร้องและทุบทำลายสิ่งของรอบข้างด้วยความโกรธแค้นและความหิวโหยที่ไม่อาจควบคุมได้

“บันทึกการทดลอง วันที่ 3” อรัญบันทึกเสียงของตัวเองลงในเครื่องอัดเสียงด้วยน้ำเสียงที่แหบแห้งและไร้ความรู้สึก “อาการ: การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและรุนแรง ความเจ็บปวดระดับ 10 ความหิวโหย… เกินกว่าจะวัดได้ ข้อสังเกต: คำสาปในตัวฉันดูเหมือนจะก้าวร้าวกว่าในตัวไพลิน อาจเป็นเพราะพิธีพันธะโลหิตได้ดูดซับเอาพลังชีวิตส่วนเกินของฉันไป ทำให้ร่างกายไม่สามารถต้านทานคำสาปได้อย่างมีประสิทธิภาพ”

เขาวิเคราะห์เลือดของตัวเองภายใต้กล้องจุลทรรศน์ เขาเห็นเซลล์เม็ดเลือดแดงที่บิดเบี้ยวและเคลื่อนไหวอย่างผิดปกติ ราวกับมีชีวิตของมันเอง “มันไม่ใช่แค่คำสาปทางจิตวิญญาณ” เขาพึมพำ “มันคือการเปลี่ยนแปลงทางชีวภาพในระดับเซลล์… ไพลินไม่ได้แค่ถ่ายโอนคำสาป แต่เธอ… เธอติดเชื้อฉัน”

ในขณะที่อรัญกำลังจมดิ่งอยู่กับการวิเคราะห์ที่น่าสะพรึงกลัว ไพลินก็กำลังเฝ้ามองเขาจากระยะไกล เธอกลับมาที่บ้านหลังนี้ทุกคืน ไม่ใช่เพราะความผูกพัน แต่เพราะบ้านหลังนี้ได้กลายเป็นแหล่งอาหารทางอารมณ์ชั้นเลิศสำหรับเธอ

กระสือของไพลินลอยนิ่งอยู่นอกหน้าต่างห้องทดลองของอรัญ เธอมองเห็นเขาที่กำลังพันธนาการตัวเองด้วยโซ่ตรวน มองเห็นความเจ็บปวดและความสิ้นหวังที่ฉายชัดอยู่บนใบหน้าของเขา อารมณ์ด้านลบเหล่านั้น—ความกลัว ความโกรธ ความรังเกียจตัวเอง—คืออาหารที่หอมหวานที่สุดสำหรับเธอ มันทำให้เธอแข็งแกร่งขึ้นและรู้สึกพึงพอใจยิ่งกว่าเลือดสัตว์ใด ๆ

“เธอยังคงเป็นหนูทดลองที่น่าสมเพชเหมือนเดิมนะ อรัญ” เสียงกระซิบของเธอดังเข้าสู่จิตใจของอรัญโดยตรง การปรากฏตัวของเธอกระตุ้นความหิวโหยในตัวอรัญให้รุนแรงขึ้น

“ออกไปจากหัวฉัน!” อรัญตะโกน เขาทุบกำแพงจนมือแตก “เธอต้องการอะไรจากฉันอีก!”

“ฉันต้องการเห็นเธอปลดปล่อยตัวเอง อรัญ” ไพลินเย้ยหยัน “ยอมรับความหิวโหยของเธซะ ทุบทำลายโซ่ตรวนนั่นซะ แล้วออกมาบินกับฉัน… หรือเธอจะยอมตายอย่างน่าสมเพชในกรงที่เธอสร้างขึ้นเอง”

“ฉันไม่ใช่มือสังหารเหมือนเธอ!”

“เธอก็เป็นไปแล้วไม่ใช่เหรอ อรัญ?” ไพลินหัวเราะ เสียงหัวเราะนั้นบาดลึกเข้าไปในจิตใจของเขา “เธอลืมรสชาติของเลือดที่คอกหมูไปแล้วเหรอ? มันหอมหวานใช่ไหมล่ะ? นั่นแหละคือตัวตนที่แท้จริงของเธอ”

การเย้ยหยันของไพลินทำให้อรัญตระหนักถึงความจริงที่โหดร้าย เขาไม่สามารถเอาชนะเธอได้ เขาไม่สามารถเป็นเหมือนเธอได้ และเขาก็ไม่สามารถกลับไปเป็นมนุษย์ได้อีกต่อไปแล้ว

ทางเลือกเดียวที่เหลืออยู่คือการ จบสิ้น

อรัญมองไปยังเข็มฉีดยาที่เขาเคยใช้ในการวิเคราะห์เลือด ความคิดที่เยือกเย็นและเฉียบขาดเริ่มก่อตัวขึ้นในใจของนักวิทยาศาสตร์ที่กำลังจะตาย ถ้าคำสาปนี้เชื่อมโยงพวกเขาไว้ด้วยเลือด ถ้าเลือดของเขาสามารถทำให้เธอสงบลงได้ชั่วคราว… บางที เลือดที่ถูกทำลายอย่างสมบูรณ์ก็สามารถทำลายเธอได้เช่นกัน

เขาไม่ได้ต้องการแก้แค้น เขาต้องการการไถ่บาป เขาต้องการยุติความทุกข์ทรมานนี้ ไม่ใช่แค่เพื่อตัวเขาเอง แต่เพื่อไพลินด้วย… ไพลินคนเดิมที่เขารัก ผู้ซึ่งถูกขังอยู่ภายใต้หน้ากากของปีศาจตนนั้น

อรัญเริ่มวางแผนการสุดท้าย เขาจะสร้างพิธีกรรมพันธะโลหิตอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ มันจะไม่ใช่การแบ่งปัน มันจะเป็นการ ทำลายล้าง

เขาเริ่มค้นคว้าหาสารพิษที่มีประสิทธิภาพสูงสุดและรวดเร็วที่สุด เขาไม่สามารถใช้ยาพิษธรรมดาได้ เพราะร่างกายของกระสืออาจจะต้านทานได้ เขาต้องการบางสิ่งที่สามารถทำลายระบบชีวภาพที่บิดเบี้ยวนี้ได้จากภายใน

เขาคิดถึงพิษของงูเห่า สารพิษที่ทำลายระบบประสาทอย่างรุนแรง แต่เขาต้องการสิ่งที่รุนแรงกว่านั้น เขาตัดสินใจที่จะ สังเคราะห์ สารพิษใหม่ขึ้นมาเองโดยใช้ความรู้ด้านเภสัชวิทยาที่เขามี เขาจะผสมผสานสารเคมีที่ใช้ในการทดลองในห้องแล็บเข้ากับสมุนไพรโบราณที่มีฤทธิ์ในการทำลายล้างสูงสุด

อรัญเริ่มทำงานอย่างเงียบ ๆ ในห้องทดลองที่มืดมิดของเขา เขากลายเป็นนักวิทยาศาสตร์ผู้บ้าคลั่งที่กำลังสร้างอาวุธชีวภาพเพื่อฆ่าตัวตายและฆ่าคนที่เขารักที่สุดในเวลาเดียวกัน เขารู้ว่าเขามีเวลาไม่มาก ก่อนที่ความหิวโหยจะเข้าครอบงำจิตใจของเขาจนไม่สามารถทำงานได้อีกต่อไป

เขาต้องล่อลวงให้ไพลินกลับมาดื่มเลือดของเขาเป็นครั้งสุดท้าย เขาต้องทำให้เลือดของเขาน่าดึงดูดใจที่สุด… และเป็นพิษที่สุดในเวลาเดียวกัน


เวลาของอรัญเหลือน้อยลงทุกที ความหิวโหยที่ปะทุขึ้นในยามค่ำคืนรุนแรงขึ้นจนโซ่ตรวนแทบจะรับไม่ไหว ร่างกายของเขากำลังปรับตัวเข้ากับคำสาปอย่างรวดเร็ว จิตสำนึกของความเป็นมนุษย์กำลังถูกกัดกร่อนไปทีละน้อย เขาต้องรีบลงมือก่อนที่ส่วนที่เป็น “อรัญ” จะหายไปอย่างสมบูรณ์

ห้องทดลองที่มืดมิดของเขาเต็มไปด้วยกลิ่นฉุนของสารเคมีและสมุนไพรโบราณที่ถูกต้มเคี่ยว อรัญทำงานอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ใบหน้าของเขาซูบตอบและดวงตาโหลลึก แต่แววตาของเขากลับเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นที่น่ากลัว เขากำลังสังเคราะห์ยาพิษที่สมบูรณ์แบบ มันไม่ใช่แค่สารพิษที่ทำลายร่างกาย แต่เป็นสารพิษที่ออกแบบมาเพื่อทำลาย “แก่นแท้” ของกระสือโดยเฉพาะ

เขาผสมสารสกัดจากพิษงูเห่าเข้ากับสารประกอบที่ยับยั้งการทำงานของระบบประสาทอย่างรุนแรง และที่สำคัญที่สุด เขาได้ผสม เลือดของตัวเขาเอง ที่ถูกสกัดและปั่นแยกในเครื่องหมุนเหวี่ยงเข้าไปด้วย เขาเชื่อว่าการใช้เลือดของเขาเป็น “พาหะ” จะทำให้สารพิษสามารถแทรกซึมเข้าสู่กระแสพลังงานของไพลินได้อย่างรวดเร็วที่สุดเมื่อเธอดื่มมัน

“เธอต้องการเลือดของฉันใช่ไหม ไพลิน” อรัญหัวเราะเบา ๆ ในลำคอ เสียงหัวเราะนั้นแหบพร่าและฟังดูวิปลาส “เธอก็จะได้มันไป… ได้มันไปทั้งหมด”

เขาบรรจุสารพิษสีเข้มข้นนั้นลงในเข็มฉีดยาขนาดใหญ่ที่ทำจากโลหะ มันคืออาวุธสุดท้ายของเขา คือตั๋วเที่ยวเดียวสู่การไถ่บาปหรือการทำลายล้างที่สมบูรณ์

ขั้นตอนต่อไปคือการล่อลวงไพลิน อรัญรู้ดีว่าไพลินในตอนนี้ไม่ได้ถูกขับเคลื่อนด้วยความหิวโหยทางกายภาพอีกต่อไปแล้ว เธอเสพติดอารมณ์ด้านลบและความสิ้นหวัง เขาต้องสร้างสถานการณ์ที่เต็มไปด้วยอารมณ์เหล่านั้น และเขาต้องใช้ “เหยื่อล่อ” ที่ทรงพลังที่สุด

เขามองออกไปนอกหน้าต่าง ไปยังทิศทางที่เขารู้ว่าร่างที่ไร้ศีรษะของไพลินถูกฝังอยู่ใต้ต้นมะม่วง ร่างนั้นคือสัญลักษณ์ของความรักที่ตายไปแล้วของเขา และมันคือสิ่งที่ไพลินทอดทิ้งอย่างไม่ไยดี

ในคืนเดือนมืด อรัญขุดร่างของไพลินขึ้นมาเป็นครั้งสุดท้าย ร่างนั้นเน่าเปื่อยไปมากจนแทบไม่เหลือเค้าโครงเดิม กลิ่นเหม็นเน่าคละคลุ้งไปทั่ว แต่สำหรับอรัญ มันคือกลิ่นของความล้มเหลว เขาไม่ได้รู้สึกรังเกียจ แต่รู้สึกถึงความเศร้าโศกที่ลึกสุดหยั่ง เขายกร่างนั้นขึ้นมาอย่างทุลักทุเล กอดมันไว้แนบอกเป็นครั้งสุดท้าย

“ฉันขอโทษนะ ไพลิน… ฉันขอโทษที่ปกป้องเธอไม่ได้… แต่ฉันจะปลดปล่อยเธอเอง”

อรัญแบกร่างที่น่าสยดสยองนั้นฝ่าความมืดมุ่งหน้าไปยังวัดร้างเก่าแก่ ที่แห่งนี้คือจุดเริ่มต้นและจะต้องเป็นจุดจบ เขาเดินผ่านป่าที่เงียบสงัด เสียงฝีเท้าของเขาเหยียบย่ำใบไม้แห้งดังกรอบแกรบ ร่างกายของเขาสั่นเทา ไม่ใช่เพราะความกลัว แต่เพราะความหิวโหยที่กำลังต่อสู้กับความมุ่งมั่นของเขา

เมื่อถึงวัดร้าง เขาวางร่างของไพลินลงบนแท่นบูชาหินที่พังทลายอย่างแผ่วเบา เขาจัดท่าทางของร่างนั้นให้ดูเหมือนกำลังนอนหลับอย่างสงบ แม้ว่ามันจะเป็นภาพที่น่าขยะแขยงที่สุดก็ตาม เขาจุดเทียนหอมที่เขาเก็บไว้จากร้านของไพลิน เทียนกลิ่นมะลิและไม้จันทน์ กลิ่นแห่งความบริสุทธิ์จอมปลอมที่ไพลินเคยหลงใหล กลิ่นหอมนั้นผสมปนเปกับกลิ่นเหม็นเน่าของซากศพ สร้างบรรยากาศที่เหนือจริงและน่าสะพรึงกลัว

อรัญนั่งลงข้างแท่นบูชา เขาซ่อนเข็มฉีดยาไว้ในแขนเสื้อ เขาไม่ได้พันธนาการตัวเองในคืนนี้ เขาต้องการให้ไพลินเห็นว่าเขายอมจำนนแล้ว

เขาหลับตาลง แล้วเริ่มแผ่กระแสจิตของเขาออกไป เขาไม่ได้เรียกหาเธอด้วยความรัก แต่เรียกหาเธอด้วย ความสิ้นหวัง เขาฉายภาพความเจ็บปวดที่เขากำลังเผชิญ ความทรมานจากการกลายร่าง ความรังเกียจตัวเอง ความโดดเดี่ยว และความรักที่บิดเบี้ยวจนกลายเป็นความเกลียดชัง เขากำลังสร้างบุฟเฟ่ต์ทางอารมณ์ที่หรูหราที่สุดสำหรับเธอ

และเธอก็มา

กระสือของไพลินปรากฏตัวขึ้นอย่างเงียบงันราวกับเงา เธอลอยนิ่งอยู่บนยอดเจดีย์ที่พังทลาย ดวงตาสีทับทิมของเธอมองลงมายังภาพที่อรัญจัดฉากไว้ เธอมองเห็นร่างเก่าของตัวเองที่นอนอยู่บนแท่นบูชา เห็นเทียนหอมที่กำลังลุกไหม้ และเห็นอรัญที่นั่งนิ่งราวกับรูปปั้นที่แตกสลาย

เธอไม่ได้รู้สึกสะเทือนใจกับภาพนั้น แต่รู้สึก พึงพอใจ อารมณ์ด้านลบที่เข้มข้นที่แผ่ออกมาจากอรัญนั้นช่างหอมหวานและทรงพลัง มันคืออาหารทิพย์ที่เธอกำลังเสพสม

“โรแมนติกจังเลยนะ อรัญ” เสียงกระซิบของเธอดังเข้าสู่จิตใจของเขาอย่างเยือกเย็น “เธอจัดงานศพให้ความรักของเราเหรอ? หรือเธอคิดจะชวนฉันกลับเข้าร่างเน่า ๆ นั่น?”

อรัญลืมตาขึ้นช้า ๆ ดวงตาของเขาแดงก่ำ ไม่ใช่แค่จากคำสาป แต่จากการอดนอนและความเจ็บปวด “ฉัน… ฉันยอมแพ้แล้ว ไพลิน” เขาพูดด้วยน้ำเสียงที่แหบแห้งและแตกสลาย “เธพูดถูก… ฉันมันอ่อนแอ ฉันมันน่าสมเพช… ฉันไม่สามารถเป็นอิสระเหมือนเธอได้”

ไพลินร่อนลงมาต่ำเล็กน้อย ความประหลาดใจฉายชัดในดวงตาของเธอ นี่เป็นครั้งแรกที่อรัญยอมรับความพ่ายแพ้

“และเธอก็พูดถูก” อรัญพูดต่อ มือของเขากำเข็มฉีดยาที่ซ่อนไว้แน่น “ฉันไม่สามารถอยู่ได้โดยไม่มีเธอ ฉันพยายามต่อสู้กับมัน แต่ความหิวโหย… มันทรมานเหลือเกิน”

“ในที่สุดเธอก็เข้าใจ” ไพลินยิ้มเยาะ “แล้วเธอจะทำยังไงล่ะ อรัญ? จะฆ่าตัวตายต่อหน้าฉันเหรอ? นั่นคงจะเป็นอาหารมื้อค่ำที่วิเศษที่สุดเลย”

“ไม่” อรัญส่ายหน้าช้า ๆ เขาจ้องมองเธอด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความรักที่บิดเบี้ยวที่สุด “ฉันต้องการเข้าร่วมกับเธอ… อย่างสมบูรณ์”

อรัญยกมีดสั้นที่เขาใช้กรีดเลือดในพิธีครั้งก่อนขึ้นมา “ฉันจะมอบเลือดทั้งหมดของฉันให้เธอ… มอบพลังชีวิตทั้งหมดของฉันให้เธอ เพื่อที่เราจะได้อยู่ด้วยกันตลอดไป… ในโลกของเธอ”

ไพลินนิ่งเงียบไปชั่วขณะ เธอจ้องมองอรัญอย่างพินิจพิเคราะห์ เธอสัมผัสได้ถึงความจริงใจในความสิ้นหวังของเขา เขาไม่ได้โกหก เขายอมจำนนแล้วจริง ๆ

“เธอคิดว่าเธอกับฉันจะเหมือนกันเหรอ อรัญ?” ไพลินถามอย่างเย้ยหยัน “เธอคิดว่าแค่ดื่มเลือดแล้วเธอก็จะเป็นอิสระเหมือนฉันเหรอ?”

“ฉันไม่สนว่าจะเป็นอะไร” อรัญตอบ “ฉันขอแค่ให้ความเจ็บปวดนี้มันจบลง… และได้อยู่กับเธอ”

ไพลินร่อนลงมาตรงหน้าอรัญ ระยะห่างระหว่างพวกเขามีน้อยมาก อรัญสามารถสัมผัสได้ถึงความเย็นเยือกที่แผ่ออกมาจากอวัยวะภายในของเธอ เขาได้กลิ่นคาวเลือดจาง ๆ ที่ติดตัวเธอ

“เธอมันโง่เขลาจนวินาทีสุดท้ายจริง ๆ นะ อรัญ” ไพลินกระซิบ “แต่ความโง่เขลาของเธอก็ช่างหอมหวานเหลือเกิน”

เธอมองไปยังแขนของเขาที่เตรียมพร้อมสำหรับการกรีดเลือด “ทำสิ อรัญ… มอบของขวัญชิ้นสุดท้ายให้ฉัน… มอบจิตวิญญาณที่แตกสลายของเธอให้ฉัน”

อรัญพยักหน้าอย่างช้า ๆ มือของเขาสั่นเทา เขากำลังจะทำแล้ว เขาจะกรีดเลือด และในขณะที่เธอกำลังดื่มด่ำกับชัยชนะของเธอ เขาจะฉีดสารพิษทั้งหมดเข้าสู่กระแสเลือดของตัวเอง

นี่คือการเผชิญหน้าครั้งสุดท้าย การพนันครั้งสุดท้ายของนักวิทยาศาสตร์ผู้สิ้นหวัง


อรัญเงยหน้าขึ้นสบตากับดวงตาสีทับทิมที่ลุ่มลึกของไพลิน ในดวงตานั้น เขาไม่เห็นคนรักที่เขาเคยรู้จักอีกต่อไปแล้ว เขาเห็นเพียงความว่างเปล่าที่เยือกเย็น ความพึงพอใจของนักล่าที่กำลังจะลิ้มรสเหยื่อที่ยอมจำนนโดยสมบูรณ์

“ฉันพร้อมแล้ว ไพลิน” เขากระซิบ คำพูดนั้นสั่นเครือ แต่แฝงไปด้วยความเด็ดเดี่ยวที่น่ากลัว

เขาใช้มีดสั้นกรีดลงบนแขนของตัวเองอย่างช้า ๆ และลึกพอสมควร เลือดสีแดงเข้มที่ผสมด้วยสารเคมีและสมุนไพรโบราณไหลทะลักออกมา กลิ่นของมันรุนแรงและเย้ายวนอย่างประหลาด มันคือกลิ่นของความตาย ความสิ้นหวัง และความรักที่บิดเบี้ยวถึงขีดสุด มันคือเหยื่อล่อที่สมบูรณ์แบบที่สุด

กระสือของไพลินไม่สามารถต้านทานได้อีกต่อไป สัญชาตญาณดิบและความเย่อหยิ่งในชัยชนะเข้าครอบงำเธออย่างสมบูรณ์ เธอมองว่านี่คือการยอมจำนนครั้งสุดท้ายของอรัญ คือการที่เขาเลือกที่จะมอบจิตวิญญาณทั้งหมดให้เธอ

เธอไม่ได้จู่โจมอย่างบ้าคลั่งเหมือนครั้งแรก แต่เธอเคลื่อนตัวเข้าหาอย่างช้า ๆ และสง่างามราวกับราชินีที่กำลังรับเครื่องบรรณาการ เธอใช้ลิ้นที่ยาวและเหนียวของเธอสัมผัสกับบาดแผลของอรัญอย่างแผ่วเบา ก่อนที่จะเริ่มดูดดื่มเลือดที่เต็มไปด้วยพิธีกรรมนั้นอย่างตะกละตะกราม

อรัญกัดฟันแน่น เขารู้สึกถึงพลังชีวิตที่กำลังถูกสูบออกไปอย่างรวดเร็ว เขาสัมผัสได้ถึงความปีติยินดีที่เย็นเยียบที่แผ่ออกมาจากไพลินในขณะที่เธอกำลัง “เสพ” ความสิ้นหวังของเขา

“ใช่… ไพลิน… เอาไปให้หมด” อรัญพึมพำขณะที่สติเริ่มเลือนลาง

นี่คือวินาทีที่เขารอคอย

ในขณะที่ไพลินกำลังหลงระเริงอยู่กับรสชาติของชัยชนะ อรัญใช้พลังเฮือกสุดท้ายที่เหลืออยู่ทั้งหมด เขาขยับมืออีกข้างที่ซ่อนเข็มฉีดยาโลหะไว้ในแขนเสื้ออย่างช้า ๆ และมั่นคง เขาเล็งไปที่เส้นเลือดใหญ่บนแขนข้างเดียวกับที่ไพลินกำลังดูดเลือดอยู่ เขาต้องฉีดมันเข้าสู่กระแสเลือดโดยตรง เพื่อให้สารพิษผสมกับเลือดที่กำลังไหลเข้าสู่ตัวเธอทันที

เขาแทงเข็มฉีดยานั้นเข้าไปจนสุด ปลายนิ้วของเขากดลงบนลูกสูบอย่างแรง

“เพื่อเธอ… ไพลิน”

สารพิษสีเข้มข้นที่เขาสังเคราะห์ขึ้น ถูกฉีดอัดเข้าไปในกระแสเลือดของเขา และถูกดูดเข้าสู่ร่างกายของกระสือไพลินในเสี้ยววินาที

ปฏิกิริยาเกิดขึ้นทันทีและรุนแรงอย่างที่สุด

กระสือของไพลินผละออกจากร่างของอรัญราวกับถูกไฟฟ้าแรงสูงช็อต เธอไม่ได้กรีดร้องด้วยความโกรธ แต่กรีดร้องด้วยความเจ็บปวดที่เหนือจินตนาการ เป็นความเจ็บปวดที่เธอไม่เคยสัมผัสมาก่อนในฐานะสิ่งมีชีวิตที่อยู่เหนือความตาย

“เธอ… ทำ… อะไร!” เสียงของเธอไม่ใช่เสียงกระซิบในจิตใจอีกต่อไป แต่เป็นเสียงกรีดร้องที่แหบแห้งและแตกพร่าดังออกมาจากลำคอของเธอ

ดวงตาสีทับทิมที่เยือกเย็นของเธอบัดนี้เบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนกและไม่เชื่อสายตา แสงสีแดงที่เคยส่องสว่างอย่างมั่นคงเริ่มสั่นไหวอย่างรุนแรงและเปลี่ยนเป็นสีดำคล้ำ สารพิษที่อรัญออกแบบมาไม่ได้โจมตีร่างกายของเธอ แต่มันกำลังโจมตี “แก่นแท้” ของคำสาป มันกำลังทำลายการเชื่อมต่อทางชีวภาพที่บิดเบี้ยวซึ่งทำให้เธอคงสภาพเป็นกระสือได้

อวัยวะภายในที่เคยห้อยย้อยอย่างน่าสะพรึงกลัวเริ่มบิดเกร็งและเปลี่ยนสี มันกลายเป็นสีดำคล้ำและเริ่มลุกไหม้จากภายในด้วยปฏิกิริยาเคมีที่รุนแรง ควันสีดำที่มีกลิ่นฉุนของสารเคมีและเนื้อไหม้พวยพุ่งออกมาจากร่างของเธอ

“ไม่! ไม่! มันเป็นไปไม่ได้!” ไพลินกรีดร้องอย่างบ้าคลั่ง เธอพยายามบินหนี แต่พลังของเธอหายไปแล้ว ร่างของเธอกระตุกอย่างรุนแรงกลางอากาศก่อนที่จะร่วงหล่นลงมากระแทกพื้นหินอย่างแรง

อรัญนอนพิงแท่นบูชา เลือดของเขายังคงไหลไม่หยุด และสารพิษก็เริ่มทำปฏิกิริยากับร่างกายของเขาเองเช่นกัน เขารู้สึกชาไปทั้งตัว ความเจ็บปวดจากคำสาปและความหิวโหยหายไปแล้ว ถูกแทนที่ด้วยความสงบที่เย็นเยือกของความตายที่กำลังคืบคลานเข้ามา

เขามองไปยังไพลินที่กำลังดิ้นรนอย่างทุรนทุรายบนพื้นหิน ร่างกระสือของเธอกำลังสลายตัวอย่างรวดเร็ว แสงสีแดงในดวงตาของเธอริบหรี่ลงจนเกือบจะดับสนิท

ในวินาทีสุดท้าย ก่อนที่แสงนั้นจะหายไปตลอดกาล อรัญเห็นบางสิ่งบางอย่าง… หรืออาจจะเป็นเพียงภาพหลอนสุดท้ายที่สมองของเขาสร้างขึ้น

แววตาที่เต็มไปด้วยความเย่อหยิ่งและความมืดมิดของกระสือได้หายไป ถูกแทนที่ด้วยแววตาของ ไพลิน คนเดิม แววตาที่เต็มไปด้วยความสับสน ความกลัว และที่สำคัญที่สุดคือ… ความขอบคุณ

เธอไม่ได้พูดอะไร แต่ริมฝีปากที่บิดเบี้ยวของกระสือพยายามขยับเป็นคำว่า “ขอบ… คุณ”

แล้วร่างนั้นก็สลายตัวไปอย่างสมบูรณ์ กลายเป็นเถ้าถ่านสีดำกองหนึ่งที่ถูกลมยามเช้าพัดปลิวไปอย่างรวดเร็ว ทิ้งไว้เพียงกลิ่นไหม้จาง ๆ

คำสาปได้ถูกทำลายแล้ว

อรัญหลับตาลง เขารู้สึกถึงความเหนื่อยล้าที่สะสมมาตลอดชีวิตกำลังถาโถมเข้ามา เขาไม่ได้รู้สึกเสียใจอีกต่อไปแล้ว เขาไม่ได้รู้สึกผิด เขาไม่ได้รู้สึกรัก หรือเกลียด เขาไม่รู้สึกอะไรเลยนอกจากความสงบ

เขาได้ทำในสิ่งที่วิทยาศาสตร์ทำไม่ได้ และทำในสิ่งที่ความรักไม่ควรทำ เขาได้กลายเป็นทั้งผู้ทำลายและผู้ไถ่บาปในเวลาเดียวกัน

บนใบหน้าที่เปื้อนเลือดและซีดเซียวของอรัญปรากฏ รอยยิ้มสุดท้าย ขึ้นอย่างช้า ๆ มันไม่ใช่รอยยิ้มแห่งชัยชนะ ไม่ใช่รอยยิ้มแห่งความสุข แต่มันคือรอยยิ้มแห่งการปลดปล่อย รอยยิ้มของนักโทษที่ได้รับการอภัยโทษในนาทีสุดท้าย รอยยิ้มของนักวิทยาศาสตร์ที่ได้ไขปริศนาข้อสุดท้ายสำเร็จ แม้ว่าคำตอบนั้นคือความตายของเขาเอง

เมื่อแสงอาทิตย์ยามเช้าสาดส่องเข้ามาในวัดร้าง มันได้เผยให้เห็นภาพที่น่าสยดสยองและเงียบสงัด ร่างของอรัญนอนแน่นิ่งพิงแท่นบูชาหิน ใบหน้าของเขายังคงประดับด้วยรอยยิ้มที่สงบสุขนั้น ข้าง ๆ เขาคือร่างที่เน่าเปื่อยและไร้ศีรษะของไพลินที่ถูกจัดวางไว้อย่างประณีต เทียนหอมกลิ่นมะลิมอดดับไปแล้ว เหลือเพียงคราบน้ำตาเทียนที่แข็งตัว

ตำรวจมาถึงในเวลาต่อมา พวกเขาสรุปคดีนี้อย่างรวดเร็วตามหลักฐานที่เห็น: นักศึกษาแพทย์ผู้มีอนาคตไกลเกิดอาการวิปลาสอย่างรุนแรงหลังจากการหายตัวไปของคนรัก เขาหมกมุ่นอยู่กับไสยศาสตร์ ขุดศพของเธอขึ้นมา (หรือฆ่าเธอแล้วอำพรางศพ) และจัดฉากพิธีกรรมที่น่าขนลุกนี้ ก่อนที่จะฆ่าตัวตายด้วยสารพิษที่เขาสังเคราะห์ขึ้นเองในห้องทดลองที่บ้านของเขา

คดีนี้ถูกปิดลงในฐานะ “โศกนาฏกรรมจากความรักที่บิดเบี้ยว”

หมู่บ้านกลับสู่ความสงบสุขอีกครั้ง ไม่มีการพบเห็นกระสืออีกต่อไป ตำนานถูกลืมเลือนไปตามกาลเวลา และบ้านของไพลินก็ถูกทิ้งร้าง กลายเป็นเพียงสัญลักษณ์ของความทรงจำที่น่ากลัว

โลกยังคงดำเนินต่อไป แต่ไม่มีใครรู้ถึงความจริงที่เกิดขึ้นในคืนนั้น ความจริงที่ว่าอิสรภาพที่แท้จริง (ที่ไพลินแสวงหา) และความรักที่สมบูรณ์แบบ (ที่อรัญพยายามมอบให้) เมื่อถูกผลักดันไปจนถึงจุดสูงสุด ต่างก็สามารถกลายเป็นคำสาปที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดได้ทั้งสิ้น

และรอยยิ้มสุดท้าย ไม่ใช่รอยยิ้มของกระสือที่ได้เป็นอิสระ แต่เป็นรอยยิ้มของมนุษย์คนหนึ่งที่ยอมรับการทำลายล้าง เพื่อยุติความทุกข์ทรมานทั้งหมดลงด้วยมือของเขาเอง

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Facebook Twitter Instagram Linkedin Youtube