พินัยกรรมเลือดและคำสาบานของกระหัง
ร่างของท่านอาบน้ำอบร่ำด้วยกลิ่นดอกไม้สีขาว ในโลงศพแกะสลักที่หรูหรานั้น ดูสงบนิ่งราวกับภาพวาดสีน้ำมันเก่าแก่ แต่ความสงบนั้นเป็นเพียงฉากหน้า สำหรับความขัดแย้งที่กำลังก่อตัวอยู่เบื้องหลัง
ราริน ยืนอยู่มุมห้อง ใบหน้าของเธอถูกซ่อนไว้ด้วยผ้าลูกไม้สีดำบางเบา เธออายุสี่สิบปี แต่ความเยาว์วัยของเธอถูกกัดกร่อน ด้วยความอิจฉาริษยาที่เธอเก็บงำมานานหลายปี เธอเป็นพี่สาวคนโต เป็นผู้หญิงที่ควรจะได้รับ ทุกสิ่งทุกอย่างของตระกูลนี้ แต่เธอกลับได้เพียงเศษเสี้ยว เมื่อเทียบกับน้องชายของเธอ
ภูผา น้องชายของราริน ยืนอยู่ข้างโลงศพด้วยความโศกเศร้าอย่างแท้จริง ความเศร้าของเขาสะอาดและบริสุทธิ์ ต่างจากความเศร้าของรารินที่ปนเปื้อนด้วยความโลภ ภูผาอายุสามสิบห้าปี เป็นวิศวกรที่ประสบความสำเร็จ เขาไม่เคยเรียกร้องอะไรจากพ่อแม่ แต่ทุกสิ่งทุกอย่างกลับหลั่งไหลมาหาเขาอย่างง่ายดาย
ทนายความวัยชราคนหนึ่งก้าวออกมาจากมุมมืด เขาถือแฟ้มหนังสีดำเก่าคร่ำคร่า บรรยากาศในห้องโถงใหญ่ของบ้านจึงเปลี่ยนไปทันที จากความอาลัยกลายเป็นความตึงเครียดที่มองไม่เห็น
“ตามเจตจำนงสุดท้ายของท่านผู้ล่วงลับ” เสียงของทนายความแหบแห้งและเป็นทางการ คำพูดทุกคำเป็นเหมือนการตอกย้ำความอยุติธรรม ในใจของราริน
“ทรัพย์สินทั้งหมด รวมถึงบริษัทอสังหาริมทรัพย์เจริญรุ่งเรือง และบ้านหลังนี้ จะถูกแบ่งปันในอัตรา…” ทนายความหยุดหายใจเพียงครู่หนึ่ง เป็นช่วงเวลาที่ยาวนานเหมือนชั่วนิรันดร์สำหรับราริน “…ภูผา ลูกชายคนเล็ก จะได้รับส่วนแบ่งเจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์”
รารินรู้สึกเหมือนพื้นใต้เท้าของเธอทรุดตัวลง เจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์! เธอได้แต่กำมือแน่นจนเล็บจิกลงไปในเนื้อ ความเจ็บปวดทางกายเล็กน้อยไม่สามารถเทียบได้ กับความเจ็บปวดของศักดิ์ศรีที่ถูกเหยียบย่ำ
ทนายความอ่านต่อโดยไม่สนใจใบหน้าซีดเผือดของราริน “ส่วนราริน ลูกสาวคนโต จะได้รับสามสิบเปอร์เซ็นต์ และที่สำคัญ…รารินจะต้องรับผิดชอบดูแลบ้านหลังนี้ รวมถึงการจัดการทรัพย์สินร่วมจนกว่าภูผาจะแต่งงานอย่างเป็นทางการ”
ความโกรธของรารินกลายเป็นรอยยิ้มเย็นชาที่ไม่มีใครสังเกตเห็น หน้าที่ดูแลบ้าน… การจัดการทรัพย์สินร่วม… คำเหล่านั้นมีความหมายซ่อนเร้น มันคือการมอบอำนาจให้เธอได้ควบคุมทุกอย่าง ตราบใดที่ภูผายังโสด
ภูผามองพี่สาวด้วยแววตาเป็นห่วง “พี่ริน…ผมขอโทษ” เขารู้สึกผิดที่ได้ทุกอย่างมาโดยง่าย “ผมไม่ต้องการบ้านหลังนี้ก็ได้ พี่เป็นคนดูแลมาตลอด พี่ควรจะได้มันทั้งหมด”
รารินสวมบทบาทของพี่สาวที่เสียสละ เธอเดินเข้าไปกอดน้องชายอย่างอ่อนโยน แต่ในอ้อมแขนนั้นมีพิษร้ายแฝงอยู่ “ไม่หรอกภูผา…พ่อคงคิดมาดีแล้ว” เธอพูดด้วยเสียงแผ่วเบาที่เต็มไปด้วยการเสแสร้ง “พี่รู้ว่าพ่อนับถือความสามารถของพี่ในการจัดการ พี่จะดูแลบ้านหลังนี้ให้ดีที่สุดเพื่อรอนาย นายแค่ไปใช้ชีวิตให้มีความสุขเถอะ”
คำพูดนั้นทำให้ภูผายิ่งเชื่อใจพี่สาวมากขึ้น เขาไม่รู้ว่าทุกคำที่รารินพูดออกมา เป็นแค่มีดที่ถูกซ่อนไว้ในดอกกุหลาบ ความรู้สึกของรารินคือเธอต้องทำ เธอต้องทวงคืนสิ่งที่ควรจะเป็นของเธอ
คืนนั้นหลังจากงานศพ ความเงียบเหงาปกคลุมบ้านหลังใหญ่ บ้านหลังนี้เต็มไปด้วยความทรงจำอันมืดมิด มันเป็นบ้านที่ร่ำรวย แต่ขาดความรัก รารินเดินขึ้นไปยังห้องใต้หลังคาที่ถูกปิดตาย กลิ่นอับชื้นและฝุ่นผงฟุ้งกระจายในอากาศ เธอเปิดหีบไม้เก่าแก่ที่ซ่อนอยู่ใต้ผ้าคลุม
ภายในหีบมีผ้าสีดำที่ห่อหุ้มวัตถุลึกลับไว้ มันคือสิ่งที่เธอเคยใช้มาแล้วครั้งหนึ่ง เมื่อหลายปีก่อน…
รารินขับรถออกไปในความมืดมิด เธอขับลึกเข้าไปในชนบท จนกระทั่งถึงกระท่อมหลังเล็กๆ ที่ถูกปกคลุมด้วยเถาวัลย์ มันเป็นสถานที่ที่คนรู้จักกันในชื่อ กระท่อมของลือชา
ลือชา ชายชราผิวคล้ำ ผมยาวรุงรัง นั่งรออยู่กลางความมืดโดยมีตะเกียงน้ำมันส่องสว่าง กลิ่นธูปและสมุนไพรแปลกๆ ลอยอบอวล
“ข้ารู้ว่าเจ้าจะมา ราริน” เสียงของลือชาก้องกังวานเหมือนมาจากหลุมศพ
รารินไม่เสียเวลาอ้อมค้อม “ฉันต้องการให้คุณจัดการน้องชายฉัน อย่างที่เคยจัดการกับพ่อแม่” คำสารภาพออกมาอย่างเลือดเย็น
ลือชายิ้มอย่างน่ากลัว ฟันของเขามีสีแดงจากหมากที่เคี้ยว “กระหัง…มันทำงานสะอาดเสมอ อุบัติเหตุรถยนต์ของพ่อแม่เจ้า เป็นเพียงการเริ่มต้น แต่นายภูผา…ต้องมีอะไรพิเศษหน่อย”
“เขาแค่ต้องตาย” รารินตอบสั้นๆ
ลือชาหัวเราะเสียงดังจนน่าขนลุก “กระหังไม่ได้ทำงานฟรี ราริน เจ้าต้องจำไว้ให้ดี…มันจะเอาชีวิตที่เจ้าสั่งให้มันเอาไป แต่หลังจากนั้น…มันจะต้องการ ‘เพื่อน’” เขาเน้นคำว่า ‘เพื่อน’ อย่างช้าๆ
“มันจะเอาผู้ชาย” รารินรู้สึกเย็นวาบไปทั้งตัว แต่มันสายเกินไปที่จะถอยหลังกลับ
ลือชาหยิบถ้วยดินเผาเล็กๆ ที่มีผงสีดำอยู่เต็ม “ผงนี่จะช่วยเร่งความอ่อนแอทางจิตใจของเขา ทำให้จิตวิญญาณของเขากลวง กระหังจะเข้าถึงได้ง่ายขึ้น เจ้าต้องผสมมันลงในเครื่องดื่มของเขาทุกวัน ไม่ต้องมาก…แค่วันละนิดจนกว่ามันจะมาหา”
รารินรับถ้วยมาด้วยมือที่สั่นเทา “แล้วเพื่อนที่มันต้องการล่ะ”
“หลังจากภูผาตาย…มันจะมาหาเจ้า” ลือชาพูดด้วยรอยยิ้มอันน่าขยะแขยง “มันจะบินวนอยู่บนหลังคาบ้านเจ้า มันจะกรีดร้องเรียกหาผู้ชาย… และเจ้า…จะต้องเป็นคนหามาให้มัน” ลือชาพูดพลางมองรารินตั้งแต่หัวจรดเท้า
รารินกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก แต่ความโลภที่ฝังรากลึกนั้นมีอำนาจเหนือความกลัว เธอพยักหน้าอย่างช้าๆ “ฉันจะทำ”
รุ่งเช้าแสงแดดส่องกระทบหน้าต่างบ้านเก่าแก่ รารินกลับมาพร้อมกับท่าทางที่ดูสงบ เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นในคืนที่ผ่านมา เธอเดินเข้าไปในครัว หยิบผงสีดำออกมาจากซองผ้าไหมที่ซ่อนไว้ในกระเป๋าเสื้อ เธอผสมมันลงในแก้วน้ำผลไม้คั้นสดของภูผา
“อรุณสวัสดิ์ภูผา” เธอพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนราวกับแม่ผู้ใจดี “วันนี้พี่ทำน้ำผลไม้สูตรพิเศษให้นายนะ บำรุงสุขภาพ จะได้ไม่เครียดเรื่องงาน”
ภูผารับแก้วมาดื่มอย่างไม่ลังเล ความขมเล็กน้อยที่ปลายลิ้นถูกกลบด้วยความหวานของผลไม้ เขาไม่มีทางรู้เลยว่าเขากำลังดื่มยาพิษทางวิญญาณ
หลายวันผ่านไป… ชีวิตในบ้านหลังใหญ่ดำเนินต่อไปอย่างเชื่องช้าและน่าเบื่อ รารินใช้เวลาส่วนใหญ่นั่งอยู่ในห้องทำงานของพ่อ จัดการเอกสารและดูเหมือนเป็นผู้ดูแลที่ซื่อสัตย์
ภูผาเริ่มมีอาการแปลกๆ เขานอนไม่หลับ เขาหงุดหงิดง่าย และเริ่มได้ยินเสียงแปลกๆ ในบ้าน
“พี่ริน…พี่ได้ยินเสียงอะไรไหม” วันหนึ่งภูผาถามพี่สาวขณะนั่งดูทีวี “เหมือนมีอะไรบางอย่างอยู่บนหลังคาบ้านเรา”
รารินเงยหน้าขึ้นจากหนังสือพิมพ์ สีหน้าของเธอดูสับสนเล็กน้อย “เสียงอะไรเหรอภูผา…พี่ไม่ได้ยินอะไรเลยนะ” เธอพูดด้วยน้ำเสียงที่ทำให้เขารู้สึกเหมือนตัวเองกำลังบ้า
“มันเหมือนเสียงใบพัดขนาดใหญ่…หรือปีกอะไรสักอย่าง” ภูผาขมวดคิ้วด้วยความรำคาญ “มันดังมากตอนกลางคืน”
“นายคงเครียดเรื่องงานมากไปนะภูผา” รารินลุกขึ้นและเดินไปตบไหล่น้องชายเบาๆ “พักผ่อนหน่อยเถอะ พี่ว่านายควรไปเที่ยวกับ…แฟนใหม่ของนายบ้าง” เธอพูดคำว่า “แฟนใหม่” ด้วยน้ำเสียงที่เยาะเย้ยเล็กน้อย
แฟนใหม่ของภูผาคือ นัตยา ครูสาววัยยี่สิบแปดปี เป็นคนเดียวที่รารินเกลียดมากกว่าการถูกแบ่งมรดก นัตยาเป็นคนนอก เธอมีความสดใสที่ทำให้บ้านเก่าแก่หลังนี้ดูเหมือนจะมีความสุขอีกครั้ง และที่สำคัญ…ภูผาเริ่มพูดถึงการแต่งงาน
การแต่งงานของภูผาหมายถึง การสิ้นสุดของอำนาจ ของราริน รารินเริ่มเร่งแผนการของเธอ
เย็นวันนั้นภูผาพานัตยามาทานอาหารเย็นที่บ้าน นัตยาพยายามทำตัวให้สนิทสนมกับราริน แต่รารินตอบโต้ด้วยความเย็นชาอย่างสุภาพ
“คุณณัตยาเป็นครูที่โรงเรียนอนุบาลเหรอคะ” รารินถามขณะรินไวน์ “งานหนักไหมคะ…ดูแลเด็กเล็กๆ”
“ก็หนักบ้างค่ะ แต่มีความสุข” นัตยาตอบด้วยรอยยิ้มจริงใจ
“ดีจังเลยนะคะ” รารินยิ้มกลับอย่างเฉียบคม “เป็นงานที่สบายกว่าการดูแลบัญชีบริษัทหลายเท่า โดยเฉพาะบัญชีบริษัทที่มีเงินเข้าออกเป็นสิบล้าน…” เธอหยุดพูดและมองไปที่ภูผา “พี่แค่เป็นห่วงภูผา…เขาอ่อนไหวเรื่องผู้หญิง พี่กลัวว่าจะมีใครบางคนเข้ามาเพราะผลประโยชน์เท่านั้น”
คำพูดนั้นแทงใจนัตยา และภูผาเองก็เริ่มรู้สึกอึดอัด
“พี่ริน! พี่พูดอะไรน่ะ” ภูผาตำหนิพี่สาว
“พี่แค่พูดความจริง ภูผา” รารินทำหน้าเศร้าสร้อย “เราเพิ่งสูญเสียพ่อไป นายก็เพิ่งหย่า นายใจอ่อนเกินไป…พี่แค่ไม่อยากให้นายถูกหลอกอีก”
คำพูดที่ดูเหมือนมาจากความรัก ยิ่งตอกย้ำความไม่มั่นคงในใจของภูผา
คืนนั้นนัตยานอนค้างที่ห้องรับแขก เธอไม่สามารถข่มตาให้หลับได้ เธอรู้สึกถึงความเย็นเยียบที่แผ่ซ่านไปทั่วบ้าน ไม่ใช่ความเย็นของอากาศ แต่เป็นความเย็นของเจตนาที่ชั่วร้าย
ราวตีสอง นัตยาได้ยินเสียงแผ่วเบา เหมือนเสียงครูดของอะไรบางอย่าง ดังมาจากด้านบนของบ้าน
เธอผุดลุกขึ้นนั่ง จ้องมองไปที่เพดานห้อง มันคือเสียงที่ภูผาพูดถึง เสียงที่คล้ายกับใบพัดขนาดใหญ่กำลังหมุนช้าๆ
ทันใดนั้น เสียงนั้นก็หยุดลง ความเงียบที่ตามมานั้นน่ากลัวยิ่งกว่าเสียงใดๆ
นัตยาเดินไปที่หน้าต่าง ม่านสีอ่อนถูกลมพัดเบาๆ ทำให้เกิดภาพลวงตาที่น่ากลัว เธอรู้สึกเหมือนมีใครบางคนกำลังจ้องมองเธอจากความมืดภายนอก
เธอรีบปิดผ้าม่านและล็อคประตูอย่างแน่นหนา ในใจเธอรู้ว่าสิ่งที่ภูผาและเธอกำลังเผชิญอยู่ ไม่ใช่แค่เรื่องมรดกหรือความเครียดจากการทำงาน แต่มันคือ สิ่งชั่วร้าย ที่มองไม่เห็น และมันกำลังจะมาถึง
วันต่อมา ภูผาดูเหนื่อยล้าและหวาดระแวงมากขึ้น เขาเริ่มทะเลาะกับนัตยา เขาโทษนัตยาที่ทำให้เขาวิตกกังวล ที่ทำให้เขานอนไม่หลับ
“เธอทำให้ฉันรู้สึกเหมือนฉันเป็นบ้า นัตยา!” ภูผาตะคอกใส่เธอในห้องรับประทานอาหาร “พี่รินไม่เคยได้ยินอะไรเลย ทำไมมีแค่เราสองคนเท่านั้นที่ได้ยิน!”
นัตยามองไปที่รารินซึ่งนั่งจิบชาอยู่เงียบๆ รอยยิ้มบางๆ ของรารินดูเหมือนจะซ่อนความพึงพอใจ
“ภูผา…เชื่อฉันเถอะ” นัตยาพูดเสียงสั่นเครือ “มันมีอะไรบางอย่างที่พี่สาวคุณซ่อนอยู่ ฉันรู้สึกได้…บรรยากาศในบ้านนี้มันไม่ปกติ”
ภูผาส่ายหน้าอย่างสิ้นหวัง “พี่รินรักฉัน…เธอแค่เป็นห่วง เธอทำทุกอย่างเพื่อดูแลฉันหลังจากพ่อเสีย”
ความไว้ใจของภูผาที่มีต่อพี่สาวเป็นกำแพงที่สูงใหญ่ ที่นัตยาไม่สามารถปีนข้ามไปได้
นัตยาตัดสินใจทำอะไรบางอย่างอย่างลับๆ เธอไปซื้อกล้องวงจรปิดขนาดเล็กพิเศษ ติดตั้งมันไว้ในห้องรับประทานอาหาร โดยซ่อนไว้ในแจกันดอกไม้
เธอตั้งเป้าหมายไปที่ราริน เธอต้องการหลักฐาน หลักฐานที่ภูผาไม่สามารถปฏิเสธได้
คืนนั้นรารินเข้ามาในห้องภูผาขณะที่เขากำลังนอนหลับ นี่คือช่วงเวลาที่เธอทำประจำทุกคืน เธอรินน้ำเปล่าใส่แก้วข้างเตียงของเขา และทำทีเหมือนกำลังจัดผ้าห่มให้เขา
เธอแอบหยิบซองผ้าไหมออกมา และโรยผงสีดำลงในแก้วน้ำ ผงนั้นละลายหายไปอย่างรวดเร็วราวกับไม่เคยมีอยู่จริง
ภาพทั้งหมดถูกบันทึกไว้ในกล้องที่ซ่อนอยู่
เช้าวันรุ่งขึ้น นัตยาตื่นขึ้นมาด้วยความตื่นเต้น เธอรีบเข้าไปในห้องรับประทานอาหาร ถอดการ์ดความจำออกจากกล้องวงจรปิด มือของเธอสั่นด้วยความหวัง
แต่เมื่อเธอกำลังจะเปิดดูวิดีโอ ภูผาก็เดินเข้ามาในห้อง ใบหน้าของเขาซีดเผือด ดวงตาของเขามีร่องรอยความหวาดกลัวอย่างเห็นได้ชัด
“นัตยา…” เสียงของภูผาแหบพร่า “เมื่อคืนนี้…ฉันฝันร้ายมาก”
เขานั่งลงบนเก้าอี้ เล่าเรื่องราวที่น่าสะพรึงกลัวให้เธอฟัง “ฉันฝันว่าฉันกำลังนอนอยู่ และมีเงาดำขนาดใหญ่มาก…เหมือนปีศาจมีปีก มันกำลังบินวนอยู่เหนือฉัน… และมันก็พยายามจะฉีกฉันออกจากกัน”
นัตยาฟังด้วยความสยดสยอง เธอกำการ์ดความจำในมือแน่น เธอรู้ว่าความฝันนี้ไม่ใช่แค่ความฝัน มันคือผลกระทบของผงที่รารินใส่ให้เขา
“และเมื่อฉันตื่นขึ้นมา” ภูผาพูดด้วยน้ำเสียงที่ทำให้นัตยาขนลุกซู่
“ฉันเห็น…ฉันเห็นรอยขีดข่วน”
ภูผาชี้ไปที่หน้าต่างห้องนอนของเขา รอยขีดข่วนสามรอยลึก ลากเป็นทางยาวบนกระจกหน้าต่าง ราวกับถูกกรีดด้วยกรงเล็บขนาดใหญ่และคมกริบ
มันเป็นรอยที่เห็นได้ชัด ไม่ใช่รอยเปื้อนหรือรอยข่วนของแมว แต่เป็นรอยที่แสดงถึงพละกำลังมหาศาล
นัตยาตกใจจนพูดไม่ออก รอยนี้มาจากภายนอก มันสูงเกินกว่าที่ใครจะเอื้อมถึง ยกเว้น… ถ้ามันบินได้
“ฉันแน่ใจว่ามันคือรอยที่พี่รินสร้างขึ้น” ภูผาหันมามองนัตยาด้วยความโกรธ “เธอพยายามทำให้ฉันเชื่อว่านี่คือสิ่งที่เธอทำตอนเมา! เธอต้องทำมันตอนที่ฉันกำลังนอน เธอต้องการให้ฉันเชื่อว่าฉันกำลังบ้า!”
นัตยารู้สึกเย็นชาไปทั้งร่างกาย เขาโทษเธอ? เขากำลังกล่าวหาเธอหลังจากที่เธอพยายามช่วยเขา?
“ภูผา…ฉันมีหลักฐาน” นัตยาพูดด้วยความพยายามที่จะทำให้เสียงของเธอมั่นคง เธอกำลังจะยื่นการ์ดความจำให้เขาดู
แต่ภูผากลับปฏิเสธที่จะรับมัน ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความหวาดระแวงที่ถูกปลูกฝังโดยราริน “ไม่! ฉันไม่ต้องการหลักฐานหลอกลวงของเธอ! พี่รินพูดถูก…เธอเข้ามาเพื่อเงินของฉัน และตอนนี้เธอกำลังพยายามทำให้ฉันแตกแยกกับพี่สาว!”
เขาผลักโต๊ะอาหารเบาๆ จานชามกระทบกันจนเกิดเสียงดัง
“ฉันต้องการให้เธอออกไปจากบ้านของฉันเดี๋ยวนี้ ณัตยา! ก่อนที่ฉันจะตัดสินใจว่าใครคือคนบ้าตัวจริง!”
นัตยาเจ็บปวดจนหัวใจแทบแตกสลาย ความพยายามของเธอไร้ผล ความรักและความไว้ใจของภูผาที่มีต่อพี่สาวนั้นแข็งแกร่งกว่าความจริงที่เธอพยายามนำเสนอ
เธอมองไปที่ห้องครัว รารินยืนอยู่ตรงนั้น มองดูเหตุการณ์ทั้งหมดด้วยแววตาของผู้ชนะ ไม่มีคำพูด มีเพียงรอยยิ้มเย็นชาที่บอกว่า ‘นี่คือสิ่งที่คุณจะได้เมื่อคุณยุ่งกับฉัน’
นัตยารีบเก็บข้าวของ เธอน้ำตาไหลอาบแก้มขณะที่เธอออกจากบ้านหลังใหญ่หลังนั้น ทิ้งภูผาไว้กับความหวาดระแวงและพี่สาวที่ดูเหมือนจะห่วงใย
ทันทีที่ประตูใหญ่ปิดลง รารินเดินเข้าไปกอดน้องชายของเธอ
“ไม่เป็นไรนะภูผา…พี่อยู่ตรงนี้” เธอพูดพลางลูบหลังเขาเบาๆ “พี่บอกนายแล้ว…คนพวกนั้นไม่จริงใจ”
ภูผาพิงศีรษะกับไหล่พี่สาว เขารู้สึกปลอดภัยอย่างแปลกประหลาด เขาไม่รู้ว่าเขาเพิ่งขับไล่คนเดียวที่พยายามช่วยชีวิตเขาไป
กลางดึกคืนนั้น รารินนอนอยู่บนเตียงอย่างสงบ ได้ยินเพียงเสียงหัวใจของตัวเองเต้นช้าๆ แต่แล้ว…
เสียงใบพัดที่หมุนช้าๆ ก็กลับมาอีกครั้ง เสียงดังกว่าครั้งไหนๆ ไม่ใช่แค่บนหลังคา แต่เป็นเสียงที่วนเวียนอยู่รอบๆ ห้องนอนของภูผา
ครืด… ครืด… ครืด…
เสียงนั้นหยุดลงที่หน้าต่างห้องนอนของภูผา รารินกลั้นหายใจ เธอได้ยินเสียง กรงเล็บ ขนาดใหญ่ กำลังกรีดลากอย่างช้าๆ ลงบนกระจกหน้าต่างห้องน้องชายของเธอ
แควก! แคร่ก! แคร่ก!
เสียงกรีดนั้นรุนแรงและลึกกว่ารอยเมื่อเช้า มันคือสัญญาณ กระหังกำลังจะมาถึงแล้ว รารินยิ้มออกมาในความมืด ชัยชนะอยู่ใกล้แค่เอื้อม เธอไม่ต้องรอให้ภูผาแต่งงาน อำนาจและทรัพย์สินทั้งหมดจะเป็นของเธออย่างสมบูรณ์ในไม่ช้า
แต่แล้ว เสียงกรีดลากนั้นก็ไม่ได้หายไป… มันไม่ได้จบลงที่ห้องภูผา…
ครืน!
มันบินขึ้นไปเหนือหลังคาอีกครั้ง และเสียงที่ตามมา ทำให้รารินถึงกับสะดุ้งสุดตัว
มันคือเสียงกระหังกำลังกรีดร่องรอย ลงบนประตูระเบียงห้องนอนของเธอเอง!
รอยร้าวขนาดใหญ่ปรากฏขึ้นบนบานประตูไม้สัก ราวกับมีใครบางคนกำลังพยายามจะ งัด เข้ามาในห้องของเธอ
รารินตัวแข็งทื่อ ทำไมมันถึงมาที่ห้องเธอ? มันยังไม่ถึงเวลา
แคร่ก! เสียงที่รุนแรงกว่าเดิม
เธอได้ยินเสียงกระซิบที่แหบแห้ง แทรกซึมผ่านรอยร้าวของประตูเข้ามาในห้อง
“เพื่อน… ผู้ชาย…”
รารินไม่เข้าใจ ความหวาดกลัวเข้าจู่โจมเธออย่างรุนแรง รอยยิ้มแห่งชัยชนะของเธอถูกแทนที่ด้วยความสยดสยอง
นี่ไม่ใช่แค่การฆ่า นี่คือการ ทวงหนี้ หนี้ที่มาพร้อมกับราคาที่เธอไม่เคยคาดคิดมาก่อน
รารินซ่อนตัวอยู่ใต้ผ้าห่ม ร่างกายของเธอสั่นสะท้านอย่างควบคุมไม่ได้ เสียงกรีดลากที่ประตูห้องนอนของเธอ หยุดลงชั่วขณะ แต่ความเงียบนั้นไม่ได้นำมาซึ่งความโล่งใจ กลับกัน มันนำมาซึ่งความรู้สึกที่ว่า มันกำลังรอ
เธอพยายามย้ำกับตัวเองว่า เธอได้ทำข้อตกลงที่ชัดเจนกับลือชาแล้ว เป้าหมายคือภูผา ภูผาต่างหากคือคนที่จะต้องตาย
ทันใดนั้น เสียงกระซิบก็ดังขึ้นอีกครั้ง เบาและห่างไกลกว่าเดิม ราวกับมันกำลังลอยอยู่บนหลังคาอีกครั้ง แต่คราวนี้มันเป็นเสียงหัวเราะ
เสียงหัวเราะที่แหบแห้งและเยือกเย็น คล้ายเสียงไม้ที่ถูกบิดจนแตกหัก มันคือเสียงหัวเราะที่ดูถูกเหยียดหยาม ต่อความโง่เขลาของมนุษย์
รารินกัดริมฝีปากตัวเองจนได้กลิ่นคาวเลือด เธอตัดสินใจลุกขึ้น ความโลภของเธอต่อสู้กับความกลัว เธอเปิดไฟหัวเตียง แสงสีส้มนวลส่องให้เห็นรอยร้าวบนประตูระเบียง รอยร้าวที่บ่งบอกถึงพละกำลังเหนือธรรมชาติ มันไม่ใช่ฝีมือของคนธรรมดาอย่างแน่นอน
เธอรู้ว่าเธอไม่สามารถปล่อยให้ภูผาตื่นขึ้นมา แล้วเห็นรอยพวกนี้ได้ ไม่เช่นนั้นแผนการทั้งหมดจะพังทลาย
รารินลงไปชั้นล่างในตอนเช้าด้วยใบหน้าที่อ่อนล้า เธอสวมบทบาทของพี่สาวที่นอนไม่หลับเพราะความกังวล เกี่ยวกับการทะเลาะกันระหว่างภูผากับนัตยา
ภูผาอยู่ในห้องรับประทานอาหารอยู่ก่อนแล้ว เขากำลังอ่านหนังสือพิมพ์อย่างเงียบๆ แต่ความเงียบนั้นเต็มไปด้วยความหดหู่
“อรุณสวัสดิ์ภูผา” รารินกล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล “พี่ขอโทษนะที่เมื่อวานพี่พูดจาไม่ดีกับนัตยา” เธอโกหกได้อย่างเป็นธรรมชาติ
“ไม่เป็นไรพี่ริน” ภูผาตอบโดยไม่มองหน้าพี่สาว “พี่พูดถูก…ผมคงใจอ่อนเกินไป”
รารินรู้สึกโล่งใจที่น้องชายยังคงอยู่ในกำมือของเธอ เธอยื่นแก้วน้ำผลไม้ที่มีผงสีดำผสมอยู่ให้เขา
“วันนี้พี่มีเรื่องสำคัญจะบอก” รารินพูดอย่างจริงจัง “พี่ตัดสินใจแล้ว…พี่จะซ่อมแซมบ้านครั้งใหญ่ โดยเฉพาะหลังคาและประตูหน้าต่าง บ้านมันเก่ามากแล้ว…พี่ไม่อยากให้นายต้องมาอยู่ ในที่ที่มันผุพังแบบนี้”
ภูผายกแก้วน้ำผลไม้ขึ้นดื่มอย่างว่าง่าย “ดีเลยพี่ริน…ผมก็สังเกตเห็นว่าบ้านมันโทรมลงมาก”
รารินใช้เหตุผลของการซ่อมแซมเพื่อปกปิดร่องรอยของ Krāhāng รวมถึงการสร้างฉากกั้นระหว่างเธอกับสิ่งชั่วร้าย ที่เธอกำลังจะปลดปล่อย
ในขณะที่ช่างเริ่มเข้ามาในบ้าน Krāhāng ก็เริ่มทวีความรุนแรงขึ้น
มันไม่ได้ปรากฏตัวต่อหน้าใคร แต่ทุกคนในบ้านเริ่มรับรู้ถึงมัน
- ช่างซ่อมหลังคา รายงานกับรารินว่า “คุณผู้หญิงครับ…ผมไม่รู้ว่ามันคือรอยอะไร หลังคาบ้านคุณเหมือนถูกรื้อด้วยเครื่องจักรหนักๆ บางส่วนของกระเบื้องมันเหมือนถูกฉีกออก เหมือนมีสัตว์ป่าขนาดใหญ่มาทำรังอยู่ข้างบน”
- ราริน ได้แต่ยิ้มและบอกว่า “คงเป็นนกตัวใหญ่เท่านั้นแหละค่ะ”
- คนทำสวน มักจะพบซากศพของหนูและงูตัวเล็กๆ ถูกฉีกขาดอย่างแปลกประหลาดทิ้งไว้ที่สนามหญ้า โดยเฉพาะในบริเวณใต้หน้าต่างห้องนอนของภูผา
ความรู้สึกของความ ‘ผิดปกติ’ ปกคลุมบ้าน แต่ทุกคนพยายามหาเหตุผลทางโลกมาอธิบายมัน
ส่วนภูผา…อาการของเขาแย่ลงอย่างรวดเร็ว เขาเริ่มคุยกับตัวเอง เขาตื่นขึ้นมากลางดึกด้วยความหวาดกลัว และเขากล่าวโทษ นัตยา เสมอ
“เธอพยายามทำร้ายฉัน” ภูผาพึมพำกับพี่สาว “เธอพยายามทำให้ฉันเป็นคนบ้า” ความเป็นจริงของเขาเริ่มบิดเบือนไปหมด อำนาจของผงสีดำเริ่มเข้าครอบงำจิตใจของเขาอย่างสมบูรณ์
รารินมองดูน้องชายของเธอด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อน ความโล่งใจที่แผนการใกล้สำเร็จ และความรำคาญที่ Krāhāng ยังคงวนเวียนอยู่รอบๆ ตัวเธอ
คืนหนึ่ง ขณะที่รารินกำลังนั่งตรวจสอบบัญชีในห้องทำงาน เธอก็ได้ยินเสียงจากโทรศัพท์ นัตยาโทรมา
รารินลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะรับสาย “คุณณัตยา…” เสียงของรารินราบเรียบและเย็นชา
“ฉันต้องการพบคุณราริน” เสียงของนัตยาเต็มไปด้วยความเด็ดเดี่ยว “ฉันรู้ว่าคุณกำลังทำอะไร ฉันมีหลักฐานอยู่ในมือ”
รารินหัวเราะเบาๆ “หลักฐานอะไรคะ? หลักฐานที่คุณพยายามกล่าวหา น้องชายที่อ่อนโยนของฉันคนนี้ ว่ากำลังจะถูกพี่สาวตัวเองวางยาพิษเหรอคะ”
“ฉันเห็นคุณผสมอะไรบางอย่างลงในแก้วน้ำของภูผา” นัตยาพูดอย่างมั่นใจ “ฉันมีวิดีโอ…และฉันจะส่งมันให้ตำรวจ”
รารินเปลี่ยนท่าทางทันที เธอเงียบไปครู่หนึ่ง แล้วจึงตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวลอย่างยิ่ง
“คุณณัตยา…คุณยังรักภูผาอยู่ใช่ไหมคะ” รารินใช้จุดอ่อนของนัตยาเป็นอาวุธ “ถ้าคุณรักเขา…คุณก็ไม่ควรส่งวิดีโอนั้นให้ตำรวจ”
“หมายความว่ายังไง” นัตยาถามด้วยความระแวง
“ภูผาไม่สามารถทนต่อความอับอายได้หรอกค่ะ” รารินกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ดูเหมือนเป็นห่วง “จู่ๆ พี่สาวคนเดียวของเขาก็ถูกจับในข้อหาวางยาพิษ บริษัทต้องพังทลายลงแน่ๆ เขาจะต้องตกอยู่ในสภาวะซึมเศร้าอย่างรุนแรง และสิ่งที่เลวร้ายที่สุด…คือเขาจะอยู่คนเดียว”
รารินหยุดพูดและปล่อยให้คำพูดของเธอซึมซับเข้าไปในใจนัตยา “เขาจะไม่เชื่อคุณหรอกค่ะ เขาจะเชื่อว่าคุณกำลังใส่ร้ายพี่สาวของเขา และคุณจะสูญเสียเขาไปตลอดกาล”
นัตยาเงียบไป… คำพูดของรารินมีความจริงที่แฝงด้วยพิษร้าย ภูผาจะไม่เชื่อเธอ เขาจะพังทลายลงเมื่อความจริงถูกเปิดเผย
“ฉันต้องการคำอธิบาย” นัตยาพูดด้วยเสียงที่อ่อนลง “คุณผสมอะไรลงไปในน้ำของเขา”
“มันเป็นแค่สมุนไพรที่ช่วยให้หลับสบายเท่านั้นค่ะ” รารินโกหกได้อย่างราบรื่น “เขาเครียดมาก…ฉันทำทุกอย่างเพื่อเขา ตอนนี้คุณออกไปแล้ว…เขาเริ่มดีขึ้นแล้ว คุณควรจะอยู่เฉยๆ…ปล่อยให้เขามีความสุข”
นัตยาถอนหายใจด้วยความเจ็บปวด “ฉันจะเก็บวิดีโอนั้นไว้” เธอกล่าว “แต่ฉันจะไม่ส่งให้ตำรวจ…ตราบใดที่คุณไม่ทำอะไรบ้าๆ”
“ขอบคุณมากนะคะ คุณณัตยา” รารินยิ้มอย่างลับๆ เธอรู้ว่าเธอได้กำจัดภัยคุกคามที่ใหญ่ที่สุดไปแล้ว ความจริงที่ว่านัตยาเต็มใจที่จะเก็บวิดีโอไว้ เพื่อปกป้องภูผาพิสูจน์ให้เห็นว่า เธอไม่สามารถเป็นศัตรูที่แท้จริงได้
ในห้องทำงานของพ่อ รารินหยิบเอกสารเก่าๆ ขึ้นมาอ่าน เธอต้องการรู้รายละเอียดเกี่ยวกับ ‘หนี้’ ที่พ่อแม่เธอเคยสร้างไว้ ก่อนอุบัติเหตุรถยนต์เมื่อหลายปีก่อน
เธอพบสมุดบันทึกเล่มเล็กๆ ของผู้เป็นพ่อ มันเต็มไปด้วยลายมือที่สั่นเครือและหวาดกลัว
- วันที่… “รินเอาแต่พูดถึงความไม่ยุติธรรม เราลำเอียงต่อเธอมากเกินไปหรือเปล่า”
- วันที่… “มีเสียงแปลกๆ บนหลังคา เหมือนเสียงปีก…ลือชาเคยเตือนฉัน ว่าราคาที่ต้องจ่ายมันสูงกว่าที่คิด”
- วันที่… “ลือชาบอกว่า Krāhāng ต้องการ ‘เพื่อน’ ฉันทำเรื่องผิดพลาดครั้งใหญ่แล้ว ฉันไม่ควรเชื่อใจความโลภของริน”
- วันที่… “คืนนี้ Krāhāng มาที่หน้าต่างห้องนอนฉัน มันไม่ได้มาเพื่อฆ่า…มันมาเพื่อ ทวง ฉันต้องหาทางให้รินแต่งงานให้เร็วที่สุด เพื่อส่งต่อ ‘หนี้’ นี้ไปให้คนอื่น”
รารินอ่านด้วยความตกใจ พ่อแม่ของเธอไม่ได้ตายเพราะความโลภของเธออย่างเดียว พวกเขาตายเพราะ หนี้ที่ต้องจ่ายให้ Krāhāng และ Krāhāng ต้องการผู้ชายมาเป็น ‘เพื่อน’
เธอตระหนักว่า Krāhāng ไม่ได้มาเพื่อฆ่าภูผาเพื่อเธอ มันมาเพื่อฆ่าภูผาเพื่อ ‘รับสมัคร’ เขาเป็นเพื่อนต่างหาก! หรืออาจจะเป็นผู้ชายคนแรกที่มันเห็นในบ้านหลังนี้
ความหวาดกลัวที่แท้จริงเข้าจู่โจมราริน ไม่ว่าภูผาจะตายด้วยวิธีใด Krāhāng ก็จะมาทวง ‘เพื่อน’ ของมันที่บ้านหลังนี้! และตอนนี้มันรู้แล้วว่ารารินคือคนกลาง
รารินรีบโทรหาลือชาในทันที โทรศัพท์มือถือของเธอสั่นอยู่ในมือ
“ลือชา! นายโกหกฉัน!” รารินตะคอกอย่างบ้าคลั่ง “Krāhāng มันมาที่ห้องฉัน! มันกำลังจะเอาตัวน้องชายฉันไปเป็น ‘เพื่อน’!”
ลือชายิ้มอย่างเย็นชา เสียงของเขาแฝงด้วยความสมเพช “ข้าไม่เคยโกหก ราริน” “ข้าบอกแล้วว่ามันจะเอาชีวิตที่เจ้าต้องการ และหลังจากนั้น…มันจะต้องการ ‘เพื่อน’ และเจ้า…จะต้องเป็นคนจัดหามาให้”
“ฉันไม่ต้องการให้นาย…จัดการ Krāhāng ให้ฉัน!” รารินร้องขออย่างสิ้นหวัง
“สายเกินไปแล้ว” ลือชากล่าวอย่างเฉยเมย “การอัญเชิญนั้นง่าย…แต่การส่งกลับต้องใช้ชีวิต” เขาหยุดพูดเพื่อสร้างความตื่นตระหนก “หรืออีกทางหนึ่ง…คือการหา ตัวแทน ที่สมบูรณ์แบบ”
“ตัวแทน?”
“ใช่…ผู้ชายที่หลงใหลในความโลภ ผู้ชายที่ยอมทำทุกอย่างเพื่อเงินหรืออำนาจ ผู้ชายที่ตกเป็นเหยื่อของการหลอกลวงของเจ้า” ลือชาหัวเราะ “เจ้าทำให้น้องชายของเจ้าเป็นเช่นนั้นแล้ว”
รารินตระหนักว่าเธอได้สร้างเหยื่อที่สมบูรณ์แบบ ไม่ใช่แค่สำหรับมรดก แต่สำหรับ Krāhāng
คืนนั้น Krāhāng ตัดสินใจที่จะไม่รออีกต่อไป เสียงใบพัดดังสนั่นอยู่บนหลังคา รุนแรงจนบ้านทั้งหลังสั่นสะเทือน
รารินซ่อนตัวอยู่ในห้อง ได้ยินเสียงกระจกห้องของภูผาสั่นไหวอย่างรุนแรง เธอรู้ว่ามันกำลังเกิดขึ้น
เธอไม่ได้ต้องการให้น้องชายของเธอเป็น ‘เพื่อน’ ของ Krāhāng เธอต้องการให้เขาตาย…ตายอย่างเดียว
เธอได้ยินเสียงกรีดร้อง เสียงร้องของภูผาที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัวและความเจ็บปวด เป็นเสียงที่ยาวนานและน่าเวทนา
รารินปิดหูตัวเอง เธอไม่ต้องการได้ยิน เธอต้องการเพียงความเงียบสงบที่มาพร้อมกับมรดก
เสียงกรีดร้องเงียบลงอย่างฉับพลัน ความเงียบที่ตามมานั้นน่ากลัวยิ่งกว่าเสียงใดๆ
รารินเฝ้ารอ…รอให้แสงอาทิตย์ขึ้น เธอพยายามทำตัวให้เป็นปกติ แต่ความรู้สึกบางอย่างบอกเธอว่า ความตายของภูผาครั้งนี้…มันไม่ปกติ
แสงอาทิตย์สาดส่องเข้ามาในห้องนอนของราริน เป็นแสงที่อ่อนโยน แต่ไม่สามารถขับไล่ความหนาวเหน็บ ที่เกาะกุมจิตใจเธอได้
ความเงียบ… ความเงียบที่สมบูรณ์แบบ เป็นสิ่งที่น่ากลัวที่สุดสำหรับราริน มันหมายถึง ภารกิจสำเร็จ และ หนี้กำลังจะมาถึง
รารินเปิดประตูห้องนอนอย่างระมัดระวัง ทุกย่างก้าวของเธอบนพื้นไม้สัก ดูเหมือนจะเป็นเสียงที่ดังที่สุดในโลก
เธอเดินตรงไปยังห้องนอนของภูผา ห้องนั้นถูกปิดล็อกตามปกติ รารินใช้กุญแจสำรองไขเข้าไปอย่างช้าๆ หัวใจของเธอเต้นรัวเหมือนกลองศึก
บรรยากาศในห้องของภูผาเย็นยะเยือกผิดปกติ ม่านถูกปิดสนิท ทำให้ห้องมืดสลัว
รารินเห็นร่างของภูผานอนนิ่งอยู่บนเตียง เขานอนหงาย ผ้าห่มถูกคลุมถึงคออย่างเรียบร้อย ดูเหมือนเขากำลังหลับอย่างสงบ
รารินเดินเข้าไปใกล้เตียง เธอไม่กล้าสัมผัสเขา เธอเพียงแค่ยืนมอง
“ภูผา…” เธอเรียกเบาๆ ไม่มีการตอบสนอง
เธอเรียกอีกครั้งด้วยเสียงที่ดังกว่าเดิม “ภูผา ตื่นได้แล้ว”
เมื่อไม่มีการเคลื่อนไหว รารินจึงเอื้อมมือไปแตะที่หน้าผากของน้องชาย ผิวของเขาเย็นและแข็งกระด้าง
เขาตายแล้ว.
แต่ไม่ใช่การตายอย่างที่เธอคาดไว้ ไม่มีบาดแผล ไม่มีเลือด ไม่มีร่องรอยของการต่อสู้ เขามีเพียงสีหน้าของความหวาดกลัวอย่างที่สุด ดวงตาของเขายังคงเบิกกว้าง สะท้อนภาพเพดานห้องที่มืดมิด
มันคืออาการของ หัวใจวายเฉียบพลัน แพทย์จะลงความเห็นว่าเป็นผลจากความเครียด และความผิดปกติทางจิตที่ถูกปลูกฝังอย่างต่อเนื่อง แผนการของรารินสมบูรณ์แบบในทางโลก
เธอหันไปมองรอบห้อง ทุกอย่างเป็นระเบียบ ยกเว้น…
รอยขีดข่วนขนาดใหญ่และลึกบนกระจกหน้าต่าง ที่เธอเห็นเมื่อวานนี้ มันลึกกว่าเดิมมาก และมี รอยเล็บ ของ Krāhāng ที่ดูเหมือนจะถูกกรีดด้วยความโกรธแค้น
แต่สิ่งที่ทำให้รารินสยดสยองที่สุดคือ รอยเท้า บนพื้นห้องข้างเตียงของภูผา รอยเท้านั้นไม่ธรรมดา มันเป็นรอยเท้าของ คนที่มีปีก มีลักษณะคล้ายเท้าไก่ขนาดใหญ่ และรอยนั้นเปื้อนด้วย โคลนสีแดง
รารินรีบมองไปที่ร่างของภูผาอีกครั้ง ผ้าห่มที่คลุมร่างเขาอยู่นั้นสะอาดสะอ้าน แต่เมื่อเธอดึงผ้าห่มออก เธอเห็นรอยเปื้อนสีแดงจางๆ ที่บริเวณหน้าอกของเขา
รารินรู้ทันทีว่า Krāhāng ไม่ได้เพียงแค่ทำให้ภูผาหัวใจวาย มันสัมผัสเขา
ความกลัวเปลี่ยนเป็นความตื่นเต้น เธอได้รับทุกสิ่งที่เธอต้องการแล้ว ตอนนี้เธอเป็นเจ้าของทั้งหมด
รารินใช้เวลาเพียงไม่กี่วินาทีในการเปลี่ยนบทบาท จากผู้ร้ายกลายเป็นพี่สาวที่น่าสงสาร เธอโทรศัพท์แจ้งตำรวจและโรงพยาบาลด้วยเสียงที่สั่นเครือ
เมื่อทุกอย่างเสร็จสิ้น และร่างของภูผาถูกนำออกไปแล้ว รารินก็กลับมาอยู่ในบ้านหลังใหญ่ที่เงียบเหงา ความเงียบที่ครั้งนี้มาพร้อมกับ ความเป็นเจ้าของ
ทนายความยืนยันการสืบทอดมรดกทั้งหมดให้ราริน เนื่องจากภูผาเสียชีวิตโดยไม่มีบุตรและไม่มีภรรยาตามกฎหมาย รารินเป็นผู้เดียวที่เหลืออยู่
วันต่อมา รารินเฉลิมฉลองชัยชนะอย่างเงียบๆ เธอเดินไปรอบๆ บ้าน สัมผัสเฟอร์นิเจอร์ราคาแพง และมองออกไปนอกหน้าต่างห้องทำงานของเธอ ในที่สุด…ทั้งหมดนี้ก็เป็นของเธอ
แต่แล้ว ในบ่ายวันนั้น เธอก็ได้ยินเสียงที่คุ้นเคย
ครืด… ครืด… ครืด…
เสียงใบพัดขนาดใหญ่ที่กำลังหมุนช้าๆ ไม่ได้อยู่บนหลังคาแล้ว มันอยู่ เหนือห้องนอนของเธอโดยตรง
รารินตัวแข็งทื่อกลางห้องทำงาน ความสุขของเธอจางหายไปทันที
เสียงนั้นดังขึ้นเรื่อยๆ และตามมาด้วยเสียง กรีดร้อง
มันไม่ใช่เสียงกรีดร้องของมนุษย์ แต่เป็นเสียงที่เหมือนโลหะถูกครูด ผสมกับเสียงลมพายุที่บ้าคลั่ง เป็นเสียงที่เต็มไปด้วยความต้องการและความเร่งเร้า
“เพื่อน… ผู้ชาย… ผู้ชาย…”
เสียงกระซิบแหบแห้งดังแทรกผ่าน ปล่องไฟและช่องลมเข้ามาในห้อง
รารินวิ่งหนีขึ้นไปบนห้องนอน เธอต้องการเห็นด้วยตาตัวเอง ว่า Krāhāng กำลังทำอะไรอยู่
เมื่อเธอไปถึงห้อง เธอก็พบกับความสยดสยองที่แท้จริง
ประตูระเบียงห้องของเธอ ที่เธอเคยเห็นรอยร้าวเมื่อคืนก่อน ถูกฉีกขาดเป็นชิ้นๆ! บานประตูไม้สักแข็งถูกทำลาย เหมือนกระดาษเปียกน้ำ
Krāhāng ไม่ได้พยายามจะงัดเข้ามาอีกต่อไป มันได้เข้ามาแล้ว
รารินไม่เห็นร่างของมัน แต่เธอเห็นสิ่งที่มันทิ้งไว้
บนพื้นห้อง มีรอยโคลนสีแดงแบบเดียวกับที่เธอเห็นในห้องภูผา แต่คราวนี้มันเป็นรอยเท้าที่ชัดเจนกว่ามาก รอยเท้าของ สัตว์ร้ายที่มีปีก
และที่น่ากลัวที่สุดคือ…
กระจกแต่งตัว ขนาดใหญ่ของราริน ที่เธอใช้มองตัวเองทุกวัน ถูกทุบจนแตกละเอียด และบนผนังด้านหลังกระจก Krāhāng ใช้โคลนสีแดงนั้น เขียนข้อความขนาดใหญ่ด้วยอักขระโบราณ
รารินอ่านออก เพราะมันเป็นอักขระที่ลือชาเคยสอนให้เธอ
“เจ้าเป็นของข้า – จงจัดหามาให้”
Krāhāng ไม่ได้ต้องการฆ่าเธอ มันต้องการให้เธอ ทำงานให้มัน
ทันใดนั้น เสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้นอย่างไม่คาดคิด
มันคือนัตยา
รารินรับสายด้วยมือที่สั่นสะท้าน เธอไม่สามารถพูดอะไรได้
“คุณราริน…ฉันรู้ว่าคุณอยู่ที่นั่น” เสียงของนัตยาฟังดูเศร้าหมอง “ฉันเพิ่งได้ข่าวภูผา…ฉันเสียใจด้วยจริงๆ”
“เขา…เขาไปแล้ว” รารินตอบด้วยเสียงกระซิบ
“ฉันไม่เชื่อเรื่องหัวใจวาย” นัตยาพูดอย่างหนักแน่น “ฉันไปที่บ้านเมื่อเช้า…ฉันไม่เห็นใครอยู่ แต่ฉันเห็นบางอย่าง”
“อะไร…” รารินถามอย่างกลัวๆ
“รอย…รอยเล็บขนาดใหญ่บนกระจกห้องภูผา” นัตยาหยุดพูดครู่หนึ่ง “ฉันรู้ว่าคุณทำอะไร คุณราริน แต่ดูเหมือนคุณไม่ได้ควบคุมมันอีกต่อไป”
นัตยาพูดต่อ ราวกับเธอเป็นหมอดูที่กำลังทำนายโชคชะตาที่มืดมิด
” Krāhāng…มันมาทวงคืนแล้วใช่ไหมคะ”
คำพูดนั้นทำให้รารินหวาดกลัวจนแทบสิ้นสติ
“คุณ…คุณรู้ได้ยังไง”
“ฉันไปหาลือชา” นัตยาพูดด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความเสียใจ “เขาบอกฉันทุกอย่าง…เขาบอกฉันเรื่องพ่อแม่คุณ และเขาบอกฉันเรื่อง หนี้“
“นัตยา! ฟังฉันนะ!” รารินตะโกนใส่โทรศัพท์อย่างบ้าคลั่ง “เธอต้องช่วยฉัน! ฉันจะให้เงินเธอทั้งหมด! ขอแค่ให้เธอช่วยส่งไอ้…Krāhāng นี่ไป!”
“ฉันไม่ต้องการเงินของคุณ ราริน” นัตยาตอบอย่างเย็นชา “ฉันต้องการความจริง…และฉันต้องการความยุติธรรมให้ภูผา แต่ตอนนี้…มันสายเกินไปแล้วสำหรับความยุติธรรมทางโลก”
นัตยาพูดต่อ “ลือชาบอกฉันว่า…Krāhāng ต้องการผู้ชาย และมันจะกลับมาทวงหนี้จากคนที่อัญเชิญมันมา คุณคือคนต่อไป ราริน…คุณคือเหยื่อ ตอนนี้คุณต้องหาผู้ชายมาให้มัน ก่อนที่มันจะเอาคุณไปแทน”
นัตยาวางสายไปอย่างเงียบๆ ทิ้งรารินไว้กับความสยดสยองที่แท้จริง Krāhāng ไม่ใช่แค่การแก้แค้น มันคือวงจรที่ไม่มีวันสิ้นสุด
รารินทรุดตัวลงบนพื้น มองไปยังประตูที่ถูกฉีกขาดของห้องเธอ เธอเป็นผู้ชนะ…ผู้ชนะที่น่าสมเพช เธอได้ทรัพย์สินทั้งหมดมาอยู่ในมือ แต่ตอนนี้ บ้านทั้งหลังกลายเป็นกรงขังของเธอ
เธอได้ยินเสียง ใบพัด ดังสนั่นอีกครั้ง คราวนี้มันไม่ได้อยู่บนหลังคา มันกำลังบินวนอยู่ รอบๆ ตัวบ้าน มันกำลัง ตามล่า
รารินรู้ว่าเธอต้องทำอะไรบางอย่าง เธอต้องหา ตัวแทน มาให้ Krāhāng ใครก็ได้…ผู้ชายคนไหนก็ได้ เพื่อแลกกับอิสรภาพของเธอ
นี่คือการเริ่มต้นของ ห้วงแห่งความอำมหิต ที่ถูกขับเคลื่อนด้วยความกลัวและสัญชาตญาณของการเอาชีวิตรอด
รารินลุกขึ้นยืนด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่นที่น่ากลัว เธอไม่ใช่ผู้หญิงที่ถูกขับเคลื่อนด้วยความโลภอีกต่อไป เธอคือ ผู้รอดชีวิต และเธอจะทำทุกอย่างเพื่อรักษาชีวิตของเธอไว้ แม้จะต้องสังเวยชีวิตผู้บริสุทธิ์นับสิบคนก็ตาม
รารินเดินผ่านบ้านของเธอเองอย่างคนแปลกหน้า บ้านที่เคยเป็นสัญลักษณ์ของความสำเร็จและความมั่งคั่ง บัดนี้กลายเป็นห้องขังสีทองที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัว ทุกมุมห้อง ทุกเงาตะคุ่ม ดูเหมือนจะซ่อนความมืดมิดและอันตรายเอาไว้
Krāhāng ไม่ได้แสดงตัวอย่างโจ่งแจ้ง แต่มันอยู่ที่นั่นเสมอ เสียงใบพัดที่หมุนช้าๆ ในยามค่ำคืน คล้ายเสียงนาฬิกาโบราณที่กำลังนับถอยหลังสู่ความหายนะ เสียงนั้นไม่ได้ดังแค่ในหูของเธอ แต่ดังอยู่ในทุกอนูของจิตวิญญาณ
นับตั้งแต่วันที่ภูผาตาย รารินก็ไม่ได้นอนอย่างสงบอีกเลย เธอมักจะตื่นขึ้นมาด้วยความรู้สึกว่า มีบางสิ่งกำลังจ้องมองเธอจากด้านบนของเพดาน และบ่อยครั้ง เธอพบรอยเท้าโคลนสีแดงที่ประตูห้องของเธอ เป็นเครื่องเตือนใจว่า ‘เพื่อน’ ของ Krāhāng ยังไม่ถูกจัดหามาให้
ภารกิจแรกของรารินคือการหาเหยื่อ เธอต้องหาผู้ชายที่ ถูกหลอกง่าย ผู้ชายที่ ไม่มีใครตามหา
รารินเปิดหนังสือพิมพ์ส่วน ‘งานบริการ’ เธอต้องการใครสักคนที่เข้ามาในบ้านของเธอ โดยไม่มีข้อสงสัยใดๆ คนแปลกหน้า… คนที่อยู่คนเดียว… คนที่สิ้นหวัง
เธอตัดสินใจจ้าง คนงานชั่วคราว เพื่อทำความสะอาดและซ่อมแซมความเสียหาย ที่ Krāhāng ทิ้งไว้ที่ประตูและหน้าต่างของเธอ
ชายคนแรกที่เธอจ้างชื่อ ประจักษ์ เป็นชายวัยสี่สิบปลายๆ ดูซื่อๆ และต้องการเงินอย่างมาก
รารินสวมบทบาทใหม่ของเธออย่างสมบูรณ์แบบ เธอเป็น คุณผู้หญิงที่น่าสงสาร ภรรยาม่ายที่เพิ่งสูญเสียน้องชายไป และต้องการความช่วยเหลือจากใครสักคน
“คุณประจักษ์คะ…บ้านนี้มันใหญ่เกินกว่าที่ฉันจะดูแลคนเดียว” รารินพูดด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนและโศกเศร้า “ฉันแค่ต้องการคนช่วยซ่อมแซมสิ่งที่เสียหาย และช่วยดูแลสวน…คุณทำได้ไหมคะ”
ประจักษ์มองไปรอบๆ บ้านด้วยความตะลึงในความร่ำรวย “ได้ครับคุณผู้หญิง…ผมทำได้ทุกอย่าง ผมต้องการงานนี้จริงๆ”
รารินยิ้มเบาๆ รอยยิ้มที่ไม่ได้มาจากความสุข แต่มาจากความโล่งใจที่พบเหยื่อ
ประจักษ์เริ่มทำงานทันที เขาทำงานหนักและไม่สงสัยอะไรเลย เขาไม่เคยเห็นรารินในบทบาทอื่น นอกจากคุณผู้หญิงที่โศกเศร้า
แต่เมื่อเวลาผ่านไป ประจักษ์ก็เริ่มสังเกตเห็น ความผิดปกติ
- เสียงแปลกๆ: “คุณผู้หญิงครับ…ทำไมหลังคาถึงมีเสียงเหมือนเครื่องบินเล็กๆ วิ่งอยู่ตลอดเวลาครับ”
- รอยประหลาด: “รอยที่ประตูระเบียงนี่…มันไม่เหมือนรอยงัดแงะเลยนะครับ เหมือนโดนอะไรมีกรงเล็บขนาดใหญ่ข่วนมากกว่า”
ทุกคำถามของประจักษ์ ทำให้รารินรู้สึกเหมือนตัวเองถูกบีบคั้น
รารินใช้เทคนิคการ บิดเบือนความเป็นจริง ที่เธอใช้กับภูผา
“คุณประจักษ์คะ…คุณเหนื่อยเกินไปหรือเปล่า” เธอพูดด้วยความห่วงใยปลอมๆ “บ้านเราอยู่ใกล้สนามบินเล็กๆ และเรื่องรอยที่ประตู…ฉันคิดว่าอาจจะเป็นงูหรือสัตว์เลื้อยคลานก็ได้ค่ะ คุณไม่สบายใจเหรอคะ”
รารินเสนอเงินค่าจ้างเพิ่มให้ประจักษ์ เป็นวิธีการปิดปากที่ง่ายและมีประสิทธิภาพ ความโลภในใจของประจักษ์ถูกปลุกขึ้น ความอยากได้เงินทำให้เขาลืมความกลัวไปชั่วขณะ
Krāhāng เริ่มทวีความกดดัน มันไม่ได้รออย่างเงียบๆ อีกต่อไป
รารินตื่นขึ้นมาในคืนหนึ่ง เพราะได้ยินเสียง กรีดร้อง ที่ชัดเจน
เสียงนั้นมาจากด้านหลังบ้าน รารินรู้ว่ามันคือ Krāhāng มันกำลังส่งสัญญาณถึงเธอ ว่ามัน หิว
รารินรีบวิ่งไปที่หน้าต่างห้อง หัวใจของเธอเต้นรัวเหมือนกลอง
เธอเห็นเงาขนาดใหญ่สีดำ กำลังบินวนอยู่เหนือสวนหลังบ้าน มันใหญ่โต ปีกของมันดูเหมือนใบพัดขนาดใหญ่ที่บิดเบี้ยว และมันกำลัง โฉบลงมา
รารินมองเห็นประจักษ์ เขากำลังนอนหลับอยู่บนเตียงพับในห้องเก็บของหลังบ้าน เขาถูก Krāhāng โจมตีในความมืด
รารินไม่เห็นรายละเอียดของการโจมตี เธอเพียงแค่ได้ยินเสียง ปีกที่ตวัด อย่างรุนแรง และเสียง กรีดร้องอันน่าเวทนา ของประจักษ์ เสียงกรีดร้องนั้นสั้นและขาดห้วงไปอย่างรวดเร็ว
จากนั้น…ทุกอย่างก็เงียบสงบ เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
รุ่งเช้า รารินเดินไปที่ห้องเก็บของด้วยใบหน้าที่ซีดเผือด ห้องนั้นถูกล็อกไว้จากด้านใน ซึ่งทำให้รารินสับสน
เธอไขกุญแจเข้าไป ประจักษ์หายตัวไปแล้ว มีเพียง เตียงพับที่ว่างเปล่า และ รอยโคลนสีแดง ที่มีกลิ่นคาว เปื้อนอยู่บนพื้นและผนัง มันคือรอยเท้าของ Krāhāng ที่มาพร้อมกับสัญญาณใหม่
รารินมองเห็นสิ่งที่ทิ้งไว้บนหมอนของประจักษ์
มันคือ กระดองเต่า ที่ถูกแกะสลัก ซึ่งเป็นวัตถุที่ลือชาเคยใช้ในพิธีอัญเชิญ และบนกระดองเต่านั้น มีข้อความเขียนด้วยโคลนสีแดง เป็นอักขระโบราณอีกครั้ง
“ไม่สมบูรณ์ – ต้องมีเจตนา”
รารินตระหนักว่า Krāhāng ไม่ได้ต้องการแค่ ‘ผู้ชาย’ มันต้องการ ‘เหยื่อที่ถูกเลือกอย่างมีเจตนา’ มันต้องการ ‘เพื่อน’ ที่เต็มไปด้วยความมืดมิด หรืออย่างน้อยก็ต้องการให้เหยื่อถูกนำมาให้มัน โดยผ่าน ความโลภ หรือ ความกลัว ของรารินเอง
ประจักษ์เป็นแค่คนงานบริสุทธิ์ ความบริสุทธิ์ของเขาทำให้ Krāhāng ปฏิเสธ Krāhāng ต้องการเหยื่อที่มี ‘หนี้บาป’ บางอย่าง หรือคนที่รารินต้องแลกมาด้วย ‘ราคา’
รารินต้องคิดแผนใหม่ แผนที่เกี่ยวข้องกับการใช้ ความสัมพันธ์ และ ความเชื่อใจ เพื่อล่อลวงเหยื่อที่ Krāhāng ต้องการ
เป้าหมายของรารินเปลี่ยนไป เธอตัดสินใจใช้ วงสังคมเก่า ของภูผาเป็นกับดัก
เธอเริ่มโทรศัพท์หาเพื่อนร่วมงานและหุ้นส่วนทางธุรกิจของภูผา โดยอ้างถึง การจัดการมรดก
เธอเชิญ วิชัย เพื่อนสนิทของภูผาที่กำลังมีปัญหาทางการเงินอย่างหนัก มาที่บ้านเพื่อ ปรึกษาเรื่องการลงทุน ในธุรกิจใหม่ของเธอ
วิชัยมาถึงบ้านด้วยความกระตือรือร้น ใบหน้าของเขามีร่องรอยความเครียดจากหนี้สิน
รารินใช้เสน่ห์และอำนาจของเธอ ในการสร้างภาพลวงตาแห่งโอกาส เธอพาเขาไปดูเอกสารทางการเงินปลอม ที่แสดงให้เห็นถึงความร่ำรวยที่จะได้รับจากการลงทุนครั้งนี้
“วิชัยคะ…ภูผาเชื่อใจคุณมาก” รารินพูดด้วยสายตาที่เย้ายวน “ฉันก็เชื่อใจคุณ ฉันจะให้คุณร่วมทุนกับฉัน…แต่คุณต้องนำเงินสด มาลงทุนก้อนแรกในคืนนี้”
วิชัยลังเล เงินก้อนนั้นเป็นเงินที่เขาต้องใช้คืนเจ้าหนี้ แต่มันคือ โอกาสสุดท้าย ของเขา
Krāhāng เริ่มแสดงสัญญาณอีกครั้ง เสียงใบพัดเริ่มดังขึ้นเรื่อยๆ แต่วิชัยไม่ได้สังเกต เพราะความโลภในใจของเขานั้นดังกว่าเสียงใดๆ
วิชัยโทรหาเจ้าหนี้ของเขา โกหกเรื่องการลงทุนใหม่ และนัดให้เจ้าหนี้มาเก็บเงินที่บ้านของรารินในวันรุ่งขึ้น เขาพร้อมที่จะ ทิ้งทุกอย่าง เพื่อความมั่งคั่งนี้
รารินสังเกตเห็น ความโลภ ที่ส่องประกายในดวงตาของวิชัย นี่แหละคือ เจตนา ที่ Krāhāng ต้องการ
คืนนั้น ขณะที่วิชัยกำลังดื่มไวน์ฉลอง ‘ความสำเร็จ’ ของเขา รารินแอบเดินไปที่ห้องเก็บของ เธอได้ยินเสียง Krāhāng ชัดเจนที่หน้าต่างห้องนอนของเธอ
เสียงนั้นเต็มไปด้วยความตื่นเต้น
รารินเปิดประตูห้องเก็บของ และทิ้งประจักษ์ไว้เป็นอาหารของ Krāhāng โดยไม่ได้มองกลับไป
แต่รารินไม่ได้ต้องการให้วิชัยตายในบ้านของเธอ เธอต้องการให้เขาเป็น ‘เพื่อน’ ของ Krāhāng ที่สมบูรณ์แบบ
ขณะที่วิชัยกำลังเดินไปที่ห้องน้ำ รารินรีบออกไปจากบ้าน ทิ้งวิชัยไว้ข้างใน… ในบ้านที่ไม่มีทางออก
รารินนั่งอยู่ในรถของเธอ จอดอยู่ห่างจากบ้านประมาณหนึ่งช่วงถนน เธอใช้มือปิดหู แต่เสียง กรีดร้อง ของ Krāhāng ที่พุ่งทะลุหลังคาบ้าน ยังคงก้องอยู่ในโสตประสาท
เสียงกรีดร้องนั้นแตกต่างจากเสียงของประจักษ์ มันไม่ใช่เสียงของความเจ็บปวด แต่เป็นเสียงของ ชัยชนะ
รารินรอจนกระทั่งเสียงนั้นเงียบลง และบ้านกลับสู่ความเงียบอันน่ากลัว เธอขับรถกลับบ้านอย่างช้าๆ
เมื่อรารินกลับมาถึง เธอพบว่าประตูหน้าบ้าน ถูกปิดอย่างแน่นหนาจากด้านใน และมี รอยเล็บขนาดใหญ่ กรีดลากอยู่บนพื้นหินอ่อนหน้าบ้าน เป็นร่องรอยของการต่อสู้ที่สิ้นหวัง
รารินรู้ว่าวิชัยไม่ได้หนีไปไหน เขาหายตัวไปแล้ว ถูกนำไปเป็น ‘เพื่อน’ ของ Krāhāng และ Krāhāng ก็ได้ ตัวแทน ที่สมบูรณ์แบบแล้ว
รารินเดินเข้าบ้าน ด้วยความรู้สึกที่ผสมปนเปกัน ระหว่างความโล่งใจที่พ้นจากคำสาป และความรังเกียจตัวเองที่ได้กระทำลงไป
เธอขึ้นไปบนห้องนอน และพบว่า รอยเท้าโคลนสีแดงหายไปหมดแล้ว เสียงใบพัดก็เงียบสนิท
Krāhāng ได้รับสิ่งที่มันต้องการ หนี้ได้รับการชำระแล้ว
รารินทรุดตัวลงบนเตียง หัวเราะออกมาอย่างบ้าคลั่ง เธอเป็นอิสระแล้ว!
แต่ทันใดนั้น เธอก็ได้ยินเสียง ปีกตวัด เบาๆ มาจากด้านนอกหน้าต่างห้องนอนของเธอ มันไม่ใช่เสียงที่เต็มไปด้วยความรังเกียจ แต่เป็นเสียงที่เต็มไปด้วย ความขอบคุณ
รารินหันไปมองหน้าต่าง เธอเห็น เงาดำ ขนาดใหญ่ บินผ่านแสงจันทร์ไปอย่างช้าๆ มันไม่ได้โจมตี…มันเพียงแค่ เตือน
และสิ่งที่ Krāhāng ทิ้งไว้ ทำให้รารินถึงกับตัวแข็งทื่อ
บนขอบหน้าต่างด้านนอก มี แหวนทองคำ วงหนึ่งวางอยู่ มันคือแหวนแต่งงานที่ภูผาเคยใส่
และภายใต้แหวนวงนั้น มีข้อความขนาดเล็กเขียนด้วยรอยเล็บ บนขอบหน้าต่างไม้
“เจ้าคือคนของเรา – เราจะกลับมาทวงคืน”
รารินตระหนักว่า Krāhāng ไม่ได้จากไปตลอดกาล มันมองว่าเธอเป็น หุ้นส่วน เป็น ผู้จัดหา และมันจะกลับมาเมื่อมันต้องการ ‘เพื่อน’ คนใหม่
หลายเดือนผ่านไปหลังจากเหตุการณ์ของวิชัย รารินใช้ชีวิตอยู่ภายใต้ความสงบที่น่าหวาดกลัว Krāhāng หายตัวไปอย่างสมบูรณ์ เหมือนฝันร้ายที่ไม่เคยเกิดขึ้นจริง
รารินตอนนี้เป็น เศรษฐินีม่าย เธอจัดการทรัพย์สินทั้งหมดของตระกูล เธอใช้เงินอย่างฟุ่มเฟือย เพื่อชดเชยความรู้สึกที่ว่างเปล่าในใจ บ้านได้รับการซ่อมแซมอย่างหรูหรา ร่องรอยของรอยข่วนและรอยเท้าโคลนสีแดงถูกลบออกไปทั้งหมด ยกเว้นรอยสักที่มองไม่เห็นบนจิตวิญญาณของเธอ
ภายนอก รารินดูเหมือนผู้หญิงที่มีความสุขและประสบความสำเร็จ แต่ภายใน…เธอคือผู้หญิงที่ถูกพันธนาการ เธอรู้ว่า Krāhāng ไม่ได้ไปไหนไกล มันแค่อยู่ในสถานะ พักผ่อน และเมื่อถึงเวลา…มันจะ กลับมาทวงคืน อีกครั้ง
รารินเริ่มใช้ชีวิตอย่างหวาดระแวง เธอไม่กล้าสร้างความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับใคร โดยเฉพาะกับผู้ชาย เพราะเธอรู้ว่าผู้ชายคนนั้นอาจกลายเป็น เหยื่อรายต่อไป
แต่ความกดดันที่แท้จริงมาจาก นัตยา
นัตยาไม่ได้หายไป เธอยังคงวนเวียนอยู่ในชีวิตของราริน เหมือนเงาแห่งความผิดบาปที่ไม่มีวันจางหาย
นัตยาติดต่อรารินภายใต้ข้ออ้างของการ แสดงความเสียใจ แต่รารินรู้ว่านัตยากำลัง ตามล่าหาความจริง
วันหนึ่งนัตยามาเยี่ยมรารินที่บ้าน บรรยากาศเต็มไปด้วยความตึงเครียดที่มองไม่เห็น
“บ้านของคุณสวยขึ้นมากเลยนะคะ คุณราริน” นัตยากล่าวขณะมองไปที่บานประตูใหม่เอี่ยม
“ฉันแค่อยากจะให้บ้านของพ่อแม่ดูดีที่สุดค่ะ” รารินตอบด้วยรอยยิ้มเย็นชา
“ฉันดีใจที่คุณดูมีความสุขขึ้นนะคะ” นัตยาจ้องมองเข้าไปในดวงตาของราริน “ฉันแค่สงสัย…ทำไมเพื่อนเก่าของภูผาถึงหายไปหลายคนจังคะ”
คำถามนั้นทำให้รารินรู้สึกเย็นวาบไปทั้งหลัง “คุณหมายถึงอะไรคะ”
“วิชัยน่ะค่ะ…เขาหายไปไหนคะ” นัตยากล่าวด้วยเสียงที่ต่ำลง “เขามาหาคุณที่นี่ในคืนที่เขาหายตัวไป ฉันเป็นเพื่อนกับเจ้าหนี้ของเขาน่ะค่ะ พวกเขาบอกว่าวิชัยมาที่นี่เพื่อเอาเงินมาลงทุน และหลังจากนั้นเขาก็หายไปพร้อมกับหนี้สินทั้งหมด”
รารินตอบด้วยน้ำเสียงที่มั่นคง “ฉันไม่รู้เรื่องหรอกค่ะ วิชัยมาปรึกษาฉันจริง…แต่เขาบอกว่าเขาจะเดินทางไปต่างประเทศ เพื่อหาช่องทางลงทุนใหม่ๆ เขาอาจจะหนีหนี้ไปแล้วก็ได้ ใครจะรู้”
นัตยาไม่ยอมแพ้ “ตำรวจไม่เจอศพของภูผาในสภาพที่น่าสงสัย แต่ฉันเชื่อว่า Krāhāng ไม่ได้ฆ่าเขาด้วยหัวใจวายธรรมดาๆ มันต้องการ ‘เพื่อน’ และมันก็ได้ไปแล้ว…ทั้งภูผาและวิชัย”
รารินลุกขึ้นยืนด้วยความโกรธ ความโกรธที่แท้จริงคือความกลัวที่ถูกเปิดโปง “คุณณัตยา! นี่มันเรื่องบ้าอะไรกันคะ! ฉันคิดว่าคุณรักภูผา แต่ดูเหมือนคุณกำลังพยายามทำลายชื่อเสียงของครอบครัวเรา ด้วยเรื่องผีสางที่ไร้สาระ!”
นัตยาตอบกลับด้วยความเศร้า “ฉันรักภูผา…ฉันถึงต้องตามหาความจริง ฉันรู้ว่าฉันไม่สามารถทำอะไรคุณได้ทางกฎหมาย แต่ฉันอยากให้คุณรู้ว่า…คุณไม่เป็นอิสระหรอก“
“Krāhāng มองเห็นคุณเป็น หุ้นส่วน” นัตยากระซิบ “คุณคือผู้จัดหาของมัน คุณได้แลกจิตวิญญาณของคุณกับมัน คุณได้รับความร่ำรวย…แต่คุณต้องจ่ายด้วย ชีวิตผู้ชาย“
รารินรู้สึกเหมือนนัตยากำลังมองทะลุเข้าไปในจิตใจของเธอ
“คุณณัตยา…ฉันว่าคุณควรกลับไปนะคะ” รารินกล่าวด้วยเสียงที่เย็นชาที่สุดที่เธอทำได้
ก่อนที่นัตยาจะออกจากบ้าน เธอก็ทิ้งระเบิดลูกสุดท้ายไว้
“ลือชาโทรหาฉัน” นัตยาหยุดที่หน้าประตู
รารินตกใจจนตัวแข็ง “เขา…เขาว่าอะไร”
“เขาบอกว่า…Krāhāng กำลังจะกลับมา และคราวนี้มันต้องการ ‘เพื่อน’ ที่มีจิตวิญญาณที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิม’” นัตยาจ้องมองรารินด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยการเตือน “เตรียมตัวนะคะ คุณราริน เพราะ วงจร กำลังจะเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง”
หลังจากนัตยาจากไป รารินทรุดตัวลงบนโซฟา เธอรู้ว่าคำเตือนนั้นเป็นจริง Krāhāng กำลังจะกลับมาทวงหนี้อีกครั้ง
รารินเริ่มศึกษาและวางแผน เธอตัดสินใจว่าเธอจะจัดการกับ Krāhāng ก่อนที่มันจะจัดการกับเธอและบ้านของเธอ
ทางออกเดียวคือการกำจัด Krāhāng ตลอดไป แต่การจะกำจัดมันได้ เธอต้องเข้าใจมันอย่างถ่องแท้
รารินกลับไปยังห้องทำงานของพ่อ เธอค้นหาเอกสารเก่าๆ และสมุดบันทึกที่ถูกซ่อนไว้อีกครั้ง
เธอพบ แผนผังโบราณ ที่ถูกวาดด้วยมือ มันเป็นแผนผังของบ้าน และมีวงกลมสีแดงขนาดใหญ่ ถูกวาดทับลงบน ห้องใต้หลังคา
ใต้แผนผังนั้นมีข้อความที่เขียนด้วยลายมือของพ่อเธอ: “จุดเชื่อมต่อ – ที่ที่ Krāhāng สถิตย์อยู่”
รารินตระหนักว่า Krāhāng ไม่ได้บินอยู่บนหลังคา แต่มัน ซ่อนตัว อยู่ในห้องใต้หลังคา มันใช้ห้องใต้หลังคาเป็น ฐานปฏิบัติการ
คืนนั้น รารินตัดสินใจปีนขึ้นไปบนห้องใต้หลังคา ห้องใต้หลังคาที่ถูกปิดตายมานานหลายสิบปี กลิ่นอับชื้นและกลิ่นธูปเก่าๆ คละคลุ้งในอากาศ แสงจากไฟฉายของรารินส่องให้เห็นใยแมงมุมหนาทึบ
ท่ามกลางกองขยะและเฟอร์นิเจอร์เก่าๆ รารินเห็น แท่นบูชา ขนาดเล็ก ที่ถูกซ่อนไว้อย่างแนบเนียน
บนแท่นบูชานั้น มี หม้อดินเผา ขนาดเล็กวางอยู่ หม้อที่ถูกปิดผนึกด้วยขี้ผึ้งสีดำ
รารินรู้ว่านี่คือสิ่งที่ Krāhāng ใช้เป็น ร่างกายทางวัตถุ นี่คือ หัวใจ ของมัน
ข้างๆ หม้อดินเผา มีสมุดบันทึกอีกเล่มหนึ่งของพ่อเธอ
- วันที่… “ลือชาบอกว่า Krāhāng ไม่สามารถทำลายได้ด้วยไฟหรือน้ำมนต์ มันสามารถถูก ‘ผนึก’ ได้เท่านั้น”
- วันที่… “การผนึกต้องใช้ สิ่งของที่เปื้อนด้วยความโลภและอำนาจ ของเจ้าของบ้าน และต้องทำในขณะที่ Krāhāng กำลัง กิน ‘เพื่อน’ ของมัน”
- วันที่… “Krāhāng จะกลับมาทวงคืนทุกๆ ห้าปี… และมันจะต้องการ เพื่อน ที่มีจิตวิญญาณที่เข้มแข็งขึ้นเรื่อยๆ”
รารินอ่านด้วยความตื่นตระหนก ห้าปี! เธอต้องอยู่กับความหวาดกลัวนี้ไปอีกห้าปี! และเธอต้องหาเหยื่อที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิม
รารินมองไปที่หม้อดินเผา เธอมีโอกาส เธอต้องหา สิ่งของที่เปื้อนด้วยความโลภและอำนาจ เพื่อใช้ในการผนึก
ทันใดนั้น รารินก็รู้สึกว่า อากาศในห้องใต้หลังคาเย็นยะเยือก ใบพัดของพัดลมเพดานที่เก่าแก่เริ่ม หมุนช้าๆ ทั้งๆ ที่ไม่มีลม
รารินรู้ว่า มันกลับมาแล้ว Krāhāng กำลังเฝ้ามองเธอจากความมืดมิดของห้องใต้หลังคา
รารินรีบคว้าสมุดบันทึกของพ่อ และรีบหนีลงมาจากห้องใต้หลังคา ปิดประตูและล็อกมันอย่างแน่นหนา
Krāhāng ส่งเสียง คำราม ที่แหบแห้ง เสียงนั้นทำให้ผนังบ้านสั่นสะเทือน
มันไม่ได้โกรธที่เธอค้นพบความลับของมัน แต่…มันดีใจที่เธอรู้แล้วว่าใครเป็นเจ้าของ
รารินกลับไปที่ห้องทำงาน เธอจ้องมองไปที่ ตู้เซฟ ของพ่อ ภายในตู้เซฟนั้น มี ตราประทับทองคำ ของบริษัทอสังหาริมทรัพย์ ตราประทับที่พ่อของเธอรักมาก ตราประทับที่เป็นสัญลักษณ์ของความมั่งคั่งและอำนาจของตระกูล
ตราประทับทองคำ สิ่งที่เปื้อนด้วยความโลภและอำนาจ
รารินรู้ว่านี่คือสิ่งที่เธอต้องใช้ในการผนึก Krāhāng
แต่ก่อนอื่น เธอต้องหา ‘เพื่อน’ คนต่อไปให้มัน Krāhāng จะเปิดเผยตัวเอง และเปิดช่องโหว่ในการถูกผนึก ก็ต่อเมื่อมันกำลัง กิน ‘เพื่อน’ ของมันเท่านั้น
ใครคือเหยื่อที่มีจิตวิญญาณที่ยิ่งใหญ่กว่าวิชัย?
รารินมองไปที่โทรศัพท์ และกดหมายเลขโทรศัพท์ของ ลือชา ชายชราที่เป็นผู้เปิดประตูสู่นรกแห่งนี้
รารินโทรหาลือชาด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความสิ้นหวังและความเด็ดขาด เธอไม่ใช่นายจ้างที่เสแสร้งอีกต่อไป แต่เป็นพันธมิตรที่ถูกสถานการณ์บีบคั้น
“ลือชา! นายต้องช่วยฉัน!” รารินตะคอกใส่โทรศัพท์ “ฉันรู้ว่า Krāhāng มันซ่อนตัวอยู่ในห้องใต้หลังคา ฉันมีวิธีผนึกมัน…แต่ฉันต้องการ เหยื่อ“
เสียงของลือชาเงียบสงบอย่างน่าขนลุก “ข้าเคยบอกเจ้าแล้ว ราริน… ราคาของ Krāhāng ไม่ใช่แค่เงิน แต่คือ ความมืดมิดในจิตใจ ของเจ้า เจ้าต้องการเหยื่อที่ใหญ่กว่าเดิม… ที่สามารถทำให้ Krāhāng เปิดเผยตัวตนได้อย่างสมบูรณ์”
“ใคร? ใครคือคนที่มีจิตวิญญาณยิ่งใหญ่ขนาดนั้น?” รารินถามอย่างร้อนรน
“คนที่รักความยุติธรรม…คนที่รักความจริง” ลือชาตอบอย่างช้าๆ “คนที่พยายามขุดคุ้ยความผิดของเจ้า คนที่พยายามเปิดโปงความลับของบ้านหลังนี้”
รารินรู้สึกเหมือนหัวใจหยุดเต้น เธอรู้ทันทีว่าลือชากำลังหมายถึงใคร
นัตยา
นัตยาคือแสงสว่างที่พยายามจะส่องถึงความมืดมิดในบ้านนี้ ความปรารถนาในความยุติธรรมของเธอคือสิ่งที่ Krāhāng ต้องการที่สุด
“ฉันทำไม่ได้!” รารินปฏิเสธอย่างรุนแรง “เธอเป็นผู้หญิง! และเธอ…เธอไม่ได้โลภ!”
“Krāhāng ไม่ได้สนใจแค่ความโลภแล้ว ราริน” ลือชาอธิบายอย่างเย็นชา “มันได้รับรสชาติของ การทรยศ และ ความมืดมิดในความรัก จากภูผาแล้ว…และมันได้รับรสชาติของ ความโลภ จากวิชัย ตอนนี้…มันต้องการ ความบริสุทธิ์ ที่พ่ายแพ้ ต้องการ ความหวัง ที่ถูกทำลาย”
ลือชาบอกรารินถึง เงื่อนไขสำคัญ ในการผนึก “เจ้าต้องล่อให้นัตยาเข้ามาในบ้าน เจ้าต้องทำให้เธอนึกถึงภูผา… และเจ้าต้องทำให้เธอ เชื่อ ว่าเธอสามารถช่วยเขาได้ หรือช่วยเปิดโปงความจริง”
“เมื่อนัตยาเข้ามาในบ้าน… Krāhāng จะตื่นขึ้นเพราะมันรับรู้ถึง พลังงานของความหวัง” ลือชาหยุดพูด “ข้าจะมาที่บ้านเจ้า…เพื่อทำพิธีผนึก แต่ข้าต้องการ ค่าตอบแทนที่สาสม ข้าต้องการ เงินสดทั้งหมด ที่เจ้าได้จากกองมรดก”
รารินรู้สึกเจ็บปวดจากการสูญเสียเงินทอง แต่เมื่อเทียบกับอิสรภาพของเธอ…มันไม่มีค่าอะไรเลย
“ฉันตกลง” รารินตอบด้วยความเด็ดขาด “แต่นายต้องทำพิธีให้สำเร็จ”
รารินวางแผนการอันชั่วร้าย แผนการที่ใช้ ความเป็นแม่ และ ความรัก เป็นอาวุธ
เธอโทรหานัตยา “คุณณัตยา…ฉัน…ฉันฝันร้ายถึงภูผา” รารินพูดด้วยเสียงที่สั่นเครือ “ฉันรู้สึกผิด…ฉันรู้ว่าคุณพูดถูก ฉันไม่ได้บอกความจริงคุณทั้งหมด ฉันต้องการให้คุณมาที่บ้าน… ฉันมี วิดีโอหลักฐาน บางอย่างที่ภูผาทิ้งไว้ให้คุณ”
นัตยาลังเลอยู่ครู่หนึ่ง “หลักฐานอะไรคะ”
“หลักฐานที่เกี่ยวข้องกับ…สมบัติลับ ที่ภูผาต้องการให้คุณ” รารินรู้ว่านัตยาไม่ได้โลภ แต่เธอก็รู้ว่านัตยาต้องการ ความทรงจำสุดท้าย ของภูผา
“มาคนเดียวเท่านั้นนะคะ…ฉันกลัว Krāhāng มันจะทำร้ายใครอีก” รารินกล่าว คำเตือนนี้ทำให้นัตยายิ่งรู้สึกว่าเธอต้องมา
นัตยามาถึงบ้านของรารินในคืนนั้น เธอสวมชุดสีขาว…เป็นสัญลักษณ์ของความบริสุทธิ์ที่กำลังจะถูกทำลาย
รารินต้อนรับนัตยาด้วยใบหน้าที่ดูโศกเศร้าอย่างแท้จริง ความรู้สึกผิดในใจของรารินนั้นเป็นของจริง แต่ความต้องการเอาชีวิตรอดนั้นมีอำนาจเหนือกว่า
“ฉันเก็บมันไว้ในห้องใต้หลังคาค่ะ” รารินกล่าวขณะที่พานัตยาเดินขึ้นบันได “มันคือของที่ภูผาซ่อนไว้ก่อนที่เขาจะ…จากไป”
ขณะที่รารินและนัตยาเดินขึ้นบันได ลือชาก็มาถึงที่ประตูหน้าบ้าน เขามองไปที่ท้องฟ้า ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความตื่นเต้น
“Krāhāng…มันกำลังมาแล้ว” ลือชาพึมพำ
ในห้องใต้หลังคา รารินใช้ไฟฉายส่องไปที่หีบไม้เก่าแก่
“ภูผาเคยบอกว่ามันเป็น…ของขวัญสำหรับคนที่เขารักที่สุด” รารินกล่าว
นัตยาเดินเข้าไปใกล้หีบ รารินยืนอยู่ข้างหลังเธอ
ขณะที่นัตยากำลังจะเปิดหีบ… เสียงใบพัดที่ดังสนั่น ก็พุ่งทะลุหลังคาเข้ามา!
มันไม่ใช่เสียงที่อยู่บนหลังคาอีกต่อไป แต่มันอยู่ เหนือศีรษะ ของพวกเขาทั้งสอง! เศษไม้และฝุ่นผงร่วงหล่นลงมา
นัตยาตกใจสุดขีด เธอมองขึ้นไปที่เพดาน เธอเห็นเงาดำขนาดใหญ่ที่มีปีก กำลัง โฉบลงมา
“Krāhāng!” นัตยาอุทานด้วยความกลัว
รารินผลักนัตยาเข้าไปในมุมห้อง และล็อคตัวเองไว้ในอีกด้านของห้องใต้หลังคา
Krāhāng ไม่ได้เข้าโจมตีทันที มันลอยอยู่เหนือศีรษะของนัตยา พลังงานแห่งความบริสุทธิ์และความหวัง ของนัตยา เป็นสิ่งที่ทำให้ Krāhāng รู้สึกพึงพอใจ
“ผู้หญิง… ความหวัง…” เสียงกระซิบแหบแห้งดังในโสตประสาทของนัตยา
นัตยาไม่หนี เธอหยิบไม้เท้าเก่าๆ ที่อยู่ใกล้ๆ ขึ้นมาถือไว้ “ฉันไม่กลัวแก! แกต้องรับผิดชอบชีวิตของภูผา!” ความกล้าหาญของนัตยาทำให้ Krāhāng ยิ่งรู้สึกตื่นเต้น
Krāhāng เริ่ม เปล่งแสงสีแดงเรืองรอง พลังงานของมันกำลังถูกปล่อยออกมาอย่างสมบูรณ์ มันกำลัง เตรียมพร้อมที่จะกิน ‘เพื่อน’ คนใหม่
นี่คือ ช่วงเวลาที่เปราะบางที่สุด ของ Krāhāng เป็นช่วงเวลาที่ลือชาบอกว่า มันสามารถถูกผนึกได้!
ในขณะนั้นเอง รารินรีบวิ่งลงไปจากห้องใต้หลังคา
เธอมองเห็นลือชายืนรออยู่กลางโถงทางเดินชั้นล่าง ลือชามีกระบอกไม้ไผ่ที่เต็มไปด้วยน้ำมนต์ และถาดโลหะที่มีตราประทับทองคำของบริษัทวางอยู่
“เร็วเข้า ราริน! เอาเงินมาให้ข้า!” ลือชาตะโกน “ข้าจะทำพิธี…แต่เจ้าต้องรีบ!”
รารินโยนกระเป๋าที่เต็มไปด้วยเงินสดให้ลือชา ลือชารับมันอย่างตะกละตะกลาม และเขาก็ วิ่งหนี ออกไปทันที!
“ลือชา! นายโกหกฉัน!” รารินกรีดร้องด้วยความตกใจ
ลือชาหยุดอยู่หน้าประตูใหญ่ หันมามองรารินด้วยรอยยิ้มที่น่าขยะแขยงที่สุด ” Krāhāng ต้องการ เพื่อน…แต่ข้าต้องการ เงิน ราริน และตอนนี้…ข้าได้รับมันแล้ว เจ้ากับ Krāhāng…อยู่ด้วยกันอย่างมีความสุขเถิด!”
ลือชาหายตัวไปในความมืด ทิ้งรารินไว้กับ Krāhāng ที่กำลังโฉบลงมาใส่นัตยา
รารินตระหนักว่า เธอถูก ทรยศ โดยคนที่เธอเคยใช้เป็นเครื่องมือ! แต่ตอนนี้…เธอเป็นเพียงคนเดียวที่จะสามารถช่วยนัตยาได้
รารินวิ่งกลับขึ้นไปบนห้องใต้หลังคา เธอเห็น Krāhāng กำลังจะเข้าโจมตีนัตยา
รารินคว้า ตราประทับทองคำ ที่เตรียมไว้ และวิ่งเข้าไปหา Krāhāng อย่างบ้าคลั่ง
“แกต้องการฉันใช่ไหม! แกต้องการความมืดมิด!” รารินกรีดร้อง “เอาฉันไปแทน!”
Krāhāng ชะงักไป มันรู้สึกได้ถึง พลังงานแห่งความสิ้นหวัง ของราริน ความสิ้นหวังที่ยิ่งใหญ่กว่าความบริสุทธิ์ใดๆ
รารินใช้ตราประทับทองคำ ทุบ ลงไปที่หม้อดินเผาที่ถูกผนึก หม้อดินเผา แตกออก ทันที!
Krāhāng กรีดร้องด้วยความเจ็บปวดอย่างรุนแรง มันปล่อยนัตยาและโฉบเข้าหาราริน เพราะรารินได้ทำลาย ร่างวัตถุ ของมันแล้ว
Krāhāng ไม่ได้ต้องการฆ่าราริน มันต้องการ ครอบครอง เธอ มันพุ่งเข้ามาหาร่างของราริน พยายาม รวมร่าง กับเธอ
รารินไม่กลัวอีกต่อไป เธอรู้ว่าเธอต้องทำอะไร
เธอใช้ มือเปล่า คว้าเศษหม้อดินเผา และ แทง มันเข้าไปที่ หัวใจ ของตัวเอง!
เลือดพุ่งออกมา Krāhāng กรีดร้องด้วยความสับสน มันกำลังจะรวมร่างกับราริน แต่ร่างกายของรารินกำลังจะตาย
Krāhāng จึงไม่ได้รวมร่างกับราริน แต่ถูก ดูดซับ เข้าไปในบาดแผลของราริน
แสงสีดำพุ่งออกมาจากบาดแผลของราริน พร้อมกับเสียงใบพัดสุดท้ายที่ดังสนั่น และ เงียบสงบ ลง
นัตยาพุ่งเข้ามาหารารินที่กำลังล้มลง “ราริน! คุณทำอะไรน่ะ!”
รารินจ้องมองนัตยา ใบหน้าของเธอเปื้อนเลือด แต่รอยยิ้มของเธอเป็นรอยยิ้มแห่งความสงบที่แท้จริง
“มันจบแล้ว…นัตยา” รารินพูดด้วยเสียงกระซิบแผ่วเบา “ฉัน…ฉันคือคนบาป…ฉันต้องจ่าย”
Krāhāng ถูกทำลายแล้ว แต่ จิตวิญญาณของราริน ก็ถูกสังเวยไปด้วย
นัตยาโอบกอดร่างของรารินไว้ เลือดสีแดงฉานไหลซึมผ่านเสื้อสีขาวของนัตยา ในห้องใต้หลังคาที่มืดมิดและเต็มไปด้วยฝุ่นผง ความเงียบที่ตามมานั้นหนักอึ้งและน่าเศร้า
“ราริน…คุณต้องอยู่” นัตยาพูดด้วยเสียงที่สั่นเครือ “คุณทำมันสำเร็จแล้ว…คุณทำลายมันแล้ว”
รารินส่ายหน้าอย่างอ่อนแรง ดวงตาของเธอมองไปยังเพดานที่เพิ่งถูก Krāhāng ฉีกขาด
“ไม่…นัตยา” เสียงของรารินแผ่วเบาจนแทบไม่ได้ยิน “Krāhāng ไม่ได้ถูกทำลาย…มันถูกผนึกไว้ในตัวฉัน“
นัตยาตกตะลึง “หมายความว่ายังไงคะ”
“ฉันทำลายหม้อ…แต่ฉันไม่มีเวลาใช้ตราประทับทองคำผนึกมันไว้ในนั้น” รารินไอออกมาเป็นเลือดเล็กน้อย “มัน…มันพยายามจะเข้าครอบครองฉัน แต่ฉัน…ฉันแทงตัวเองก่อน มันจึงถูก ขัง ไว้ในร่างของฉัน… Krāhāng เป็นแค่พลังงาน…มันไม่มีทางอยู่รอดได้ถ้าไม่มีร่างที่สมบูรณ์”
รารินมองตรงไปที่ดวงตาของนัตยา ใบหน้าของเธอเต็มไปด้วยความสงบ ซึ่งเป็นสิ่งที่นัตยาไม่เคยเห็นมาก่อนในตัวราริน
“ฉันยอมทำทุกอย่างเพื่อเงิน… แต่สุดท้าย…ฉันก็รักน้องชายฉัน” รารินเริ่มร้องไห้ น้ำตาที่เปื้อนเลือดบนใบหน้าของเธอเป็นเครื่องยืนยันความสำนึกผิดที่แท้จริง “ฉัน…ฉันแค่ไม่อยากให้ภูผาเป็น เพื่อน ของมัน”
“ฉันเห็นความกล้าหาญของคุณนะคะ ราริน” นัตยากระซิบ
“ไม่ใช่นัตยา…มันคือความเห็นแก่ตัวครั้งสุดท้าย” รารินพูดอย่างยากลำบาก “ฉันต้องทำลายตัวเอง…เพื่อทำลายมันไปพร้อมกับฉัน”
รารินเอื้อมมือที่เปื้อนเลือดของตัวเอง ไปคว้า ตราประทับทองคำ ที่หล่นอยู่ข้างๆ เธอวางมันไว้ในมือของนัตยา
“เก็บมันไว้…นัตยา” “มันคือสัญลักษณ์ของทุกอย่างที่ฉันทำผิด และมันคือหลักฐานที่เดียวว่า ฉันรักภูผา“
รารินหายใจรวยริน ดวงตาของเธอเริ่มปิดลง
“นัตยา…ไปจากที่นี่ซะ” “ไปจากบ้านหลังนี้…ก่อนที่…ก่อนที่…”
คำพูดสุดท้ายของรารินขาดหายไปในอากาศ ร่างของเธอแน่นิ่งในอ้อมแขนของนัตยา
นัตยาปล่อยให้ความเงียบครอบคลุมห้องใต้หลังคา เธอไม่ร้องไห้ออกมา แต่ความเจ็บปวดจากการสูญเสียและความจริงอันโหดร้าย ทำให้เธอรู้สึกเหมือนตัวเองถูกฉีกขาดเป็นชิ้นๆ
นัตยาไม่ได้เรียกตำรวจในทันที เธอรู้ว่าเรื่องราวนี้จะไม่มีใครเชื่อ และเธอไม่ต้องการให้เรื่องราวการตายของภูผาและราริน กลายเป็นเรื่องตลกขบขันในหน้าหนังสือพิมพ์
นัตยาอยู่คนเดียวในห้องใต้หลังคา เธอใช้ผ้าเก่าๆ ที่พบในห้องใต้หลังคา เช็ดเลือดออกจากใบหน้าของรารินอย่างอ่อนโยน
ในความเงียบ นัตยาได้ยินเสียงแปลกๆ
แควก… แควก… แควก…
เสียงที่คล้ายกับ ใบพัดเล็กๆ กำลังหมุน
นัตยามองไปรอบห้องอย่างหวาดระแวง เธอรู้ว่า Krāhāng ไม่ได้ถูกทำลายอย่างสมบูรณ์ มันเป็นแค่ พลังงาน ที่ถูกขังไว้ในร่างที่กำลังจะตายของราริน
เสียงนั้นมาจาก ภายใน ร่างของรารินเอง มันคือ เสียงสุดท้าย ของ Krāhāng ที่กำลังต่อสู้ดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด
นัตยาตัดสินใจทำสิ่งที่รารินไม่สามารถทำได้
เธออุ้มร่างของรารินลงมาจากห้องใต้หลังคาอย่างยากลำบาก พาเธอไปยังห้องโถงใหญ่ เธอเดินไปที่ห้องทำงานของราริน และหยิบ เอกสารฉบับสุดท้าย ของบริษัทออกมา
ในเอกสารนั้น รารินได้มอบอำนาจทั้งหมด ให้กับ องค์กรการกุศล ที่ดูแลเด็กด้อยโอกาส และมอบ บ้านหลังนี้ ให้กับนัตยา
นัตยามองไปที่เอกสารนั้น ความโลภไม่ได้อยู่ในดวงตาของเธอ มีเพียงความเศร้า
นัตยาหยิบ ตราประทับทองคำ ที่รารินมอบให้ เธอกำมันไว้แน่น
นัตยาไม่ได้ต้องการบ้านหลังนี้ บ้านที่เปื้อนไปด้วยเลือดและความชั่วร้าย
นัตยาตัดสินใจ ทำลายหลักฐาน ทั้งหมด
เธอรวบรวมเอกสารทางการเงินทั้งหมด พร้อมกับสมุดบันทึกของพ่อราริน เธอพาพวกเขาไปไว้ที่ห้องใต้หลังคา
นัตยาใช้ไฟแช็ก จุดไฟ เผากองเอกสารเหล่านั้น เพลิงลุกโชนอย่างรวดเร็ว
ไฟเริ่มไหม้ไม้เก่าๆ ในห้องใต้หลังคา เปลวไฟสะท้อนบนใบหน้าของนัตยา
นัตยาเดินลงมาชั้นล่าง ไปที่ห้องโถงใหญ่ เธอจ้องมองร่างไร้วิญญาณของรารินเป็นครั้งสุดท้าย
“คุณได้พักผ่อนแล้ว ราริน” นัตยากระซิบ
นัตยาเดินออกจากบ้าน ปิดประตูใหญ่ลงอย่างช้าๆ
เพลิงจากห้องใต้หลังคาเริ่มลุกลามลงมาชั้นล่าง ไฟกินทุกอย่าง เอกสาร…เฟอร์นิเจอร์…ความทรงจำที่ชั่วร้าย
เมื่อนัตยาเดินออกมาไกลพอสมควร เธอก็ได้ยิน เสียงระเบิด บ้านหลังใหญ่ของตระกูลที่เต็มไปด้วยความโลภ ถูกเพลิงเผาจนพังทลายลง
นัตยาไม่ได้มองกลับไป เธอเดินต่อไปในความมืด พร้อมกับ ตราประทับทองคำ ในมือ ตราประทับที่เป็นสัญลักษณ์สุดท้ายของบาป
ตำรวจและรถดับเพลิงมาถึง แต่ก็สายเกินไป บ้านถูกเผาวอด ร่องรอยการต่อสู้ทั้งหมดถูกทำลายด้วยไฟ
ในรายงานการสอบสวน ลงความเห็นว่า:
- ราริน เสียชีวิตจากอุบัติเหตุไฟไหม้
- ภูผา เสียชีวิตจากหัวใจวาย
- วิชัย ถูกบันทึกเป็นบุคคลสูญหาย
ความจริงเกี่ยวกับ Krāhāng ถูกเผาไปพร้อมกับบ้าน มีเพียงนัตยาเท่านั้นที่รู้ความจริง
หลายปีผ่านไปนับตั้งแต่คืนที่เปลวเพลิง ได้กลืนกินบ้านหลังใหญ่ของตระกูลที่เต็มไปด้วยความลับและคำสาป นัตยา ใช้ชีวิตอยู่ในเมืองอย่างเรียบง่าย เธอลาออกจากงานครู และใช้เวลาส่วนใหญ่ทำงานอาสาสมัคร เธอไม่ได้ใช้เงินแม้แต่บาทเดียวจากกองมรดกที่รารินมอบไว้ ทุกอย่างถูกบริจาคตามเจตนารมณ์สุดท้ายของราริน
นัตยาดูภายนอกเหมือนผู้หญิงที่เข้มแข็งและสงบเงียบ แต่ภายในของเธอ ยังคงมี เงา ของบ้านหลังนั้นติดตามมา
เธอไม่เคยลืมเสียงใบพัดที่หมุนวน และคำพูดสุดท้ายของรารินที่บอกว่า Krāhāng ถูกผนึกไว้ในร่างของเธอ
ความสงบของนัตยาถูกรบกวนด้วย ลือชา
ลือชา…ผู้ชายที่ทรยศรารินเพื่อเงิน ได้หลบหนีไปใช้ชีวิตอย่างหรูหราในช่วงแรก แต่เงินที่ได้มานั้น ไม่ได้นำมาซึ่งความสุข
ทุกคืน ลือชาจะฝันถึงเสียง ใบพัด ที่หมุนวน และเสียง กรีดร้อง ของผู้ชายที่ถูก Krāhāng กิน
ลือชาเริ่มหวาดระแวง เขากลัวว่า Krāhāng จะหาทางหลุดพ้นจาก พันธนาการ และมาทวงคืน หนี้ จากผู้ที่ทำพิธีอัญเชิญมัน
วันหนึ่ง ลือชาติดต่อมาหานัตยา เขาต้องการ ขอโทษ แต่จริงๆ แล้ว…เขาต้องการ ความมั่นใจ
ลือชานัดพบนัตยาที่วัดเก่าแก่แห่งหนึ่ง นัตยามาตามนัด ไม่ได้มาด้วยความโกรธ แต่มาด้วยความอยากรู้ใน ชะตากรรมของวิญญาณ
ลือชาดูแก่ลงกว่าเดิมมาก ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยริ้วรอยแห่งความกลัว มือของเขาสั่นตลอดเวลา
“นัตยา…ข้ารู้สึกผิด” ลือชากล่าวอย่างน่าสมเพช “ข้ารู้ว่าข้าผิดที่ข้าทิ้งเจ้ากับรารินไว้”
“คุณไม่ได้ทิ้งฉัน คุณทิ้งรารินไว้กับบาปของเธอ” นัตยาตอบอย่างใจเย็น “คุณมาที่นี่เพื่ออะไรคะ ลือชา”
“ข้าต้องการรู้ว่า…Krāhāng มันถูกทำลายจริงหรือ” ลือชาถามด้วยเสียงกระซิบ “ข้ากลัวว่ามันจะฟื้นคืนชีพ ข้ากลัวว่ามันจะหาทางหลุดพ้นจากร่างของราริน และกลับมาทวงหนี้…จากผู้ที่ทำพิธีเรียกมันมา”
นัตยามองไปที่พระพุทธรูปปางมารวิชัยที่สง่างาม “รารินเสียชีวิตไปพร้อมกับความสำนึกผิด” “คุณไม่ควรกลัวผี Krāhāng หรอกค่ะ ลือชา”
“คุณควรกลัว บาป ที่คุณสร้างขึ้นมามากกว่า”
คำพูดของนัตยาทำให้ลือชาหน้าซีดเผือด เขาไม่ได้ขออภัยโทษจากนัตยา แต่เขาต้องการให้เธอ ยืนยันความปลอดภัย ของเขา
นัตยาเปิดกระเป๋าของเธอ และวาง ตราประทับทองคำ ของบริษัทไว้บนโต๊ะหินอ่อน ตราประทับนั้นยังคงเปล่งประกายอย่างเยือกเย็น
ลือชาจ้องมองตราประทับด้วยความโลภและความกลัวที่ผสมปนเปกัน
“คุณรารินไม่ได้ต้องการให้มันเป็นสัญลักษณ์ของความมั่งคั่งอีกต่อไป” นัตยากล่าว “มันคือ สิ่งของต้องคำสาป ที่ควรจะถูกผนึกไว้”
ลือชากำลังจะเอื้อมมือไปคว้าตราประทับ แต่เขาหยุดชะงัก
“เจ้า…เจ้าจะทำยังไงกับมัน” ลือชาถามด้วยความระแวง
“ฉันจะใช้มันเป็น สัญลักษณ์ของการให้อภัย” นัตยาพูด “ฉันจะนำมันไปทำลายที่ที่มันถือกำเนิด เพื่อทำลาย พลังงาน แห่งความโลภทั้งหมด”
คำพูดของนัตยาทำให้ลือชามีความคิดที่ชั่วร้ายอีกครั้ง
“ไม่! อย่าทำลายมัน นัตยา!” ลือชาเปลี่ยนจากความกลัวเป็นความโลภอีกครั้ง “มันคือของมีค่า! มันคือพลังอำนาจ! ถ้าเจ้านำมันมาให้ข้า…ข้าจะใช้มันเพื่อ ควบคุม Krāhāng เราจะใช้มันเพื่อสร้างความร่ำรวยอีกครั้ง!”
นัตยาส่ายหน้าด้วยความผิดหวัง
“คุณไม่เคยเปลี่ยนเลย ลือชา” “ความโลภของคุณเป็นสิ่งที่ Krāhāng ต้องการที่สุด”
นัตยาเก็บตราประทับทองคำ และเดินจากไปอย่างเงียบๆ ทิ้งลือชาไว้กับ เงาของความโลภ ที่ไม่มีวันจางหาย
ลือชา ไม่สามารถปล่อยให้ตราประทับทองคำหลุดมือไปได้ เขาเชื่อว่ามันคือ กุญแจสำคัญ ในการควบคุม Krāhāng หรืออย่างน้อยก็คือ ความร่ำรวย ที่เขาสูญเสียไป
เขาเริ่ม สะกดรอยตาม นัตยา
นัตยาเดินทางไปที่ บ้านหลังเก่า ของลือชา กระท่อมที่ซ่อนอยู่ในป่า เป็นสถานที่ที่ Krāhāng ถูกอัญเชิญมาครั้งแรก และเป็นสถานที่ที่นัตยาเชื่อว่า เธอสามารถ ปลดปล่อย วิญญาณของทุกคน และทำลายวงจรของบาปได้
นัตยามาถึงกระท่อมในคืนที่มืดมิด กระท่อมนั้นถูกทิ้งร้างและปกคลุมด้วยเถาวัลย์
เธอจุดเทียนและวาง ตราประทับทองคำ ไว้บนแท่นบูชาเก่าแก่ เธอทำพิธีง่ายๆ เพื่อ อุทิศบุญ ให้กับภูผา ราริน วิชัย และ Krāhāng เธอทำเพื่อ ให้อภัย
ขณะที่นัตยากำลังทำพิธี ลือชาก็ปรากฏตัวขึ้นจากเงามืด ดวงตาของเขาลุกวาวด้วยความโลภ
“ตราประทับนั่นเป็นของข้า นัตยา!” ลือชาตะโกน “เจ้าทำลายมันไม่ได้! มันคืออำนาจ!”
ลือชาวิ่งเข้าหานัตยา พยายามจะแย่งตราประทับทองคำไป
ในขณะที่มือของลือชาสัมผัสกับตราประทับ พลังงานสีดำ ก็พุ่งออกมาจากตราประทับนั้น
ตราประทับทองคำถูก ชุบด้วยเลือด และ ความโลภ มานาน มันไม่ใช่แค่โลหะมีค่าอีกต่อไป มันคือ สิ่งของต้องคำสาป
ลือชาไม่รู้สึกถึงความเจ็บปวดทางกาย แต่เขาได้ยิน เสียงใบพัด ดังสนั่นในหูของเขา! เสียงดังกว่าครั้งไหนๆ!
เสียงนั้นไม่ได้มาจากภายนอก แต่มาจาก ภายใน ของตราประทับทองคำ และตอนนี้…มันกำลังพุ่งเข้าสู่ร่างกายของลือชา!
ลือชาทรุดตัวลงบนพื้น เขาเห็น เงา ของ Krāhāng กำลัง รวมร่าง กับเขา!
Krāhāng ไม่ได้ถูกทำลาย มันแค่ รอ ร่างกายใหม่ที่สมบูรณ์แบบ ร่างกายที่เต็มไปด้วย ความโลภ และ ความชั่วร้าย ซึ่งเป็นสิ่งที่ลือชามีอย่างสมบูรณ์
Krāhāng เลือก ลือชา เป็น ‘เพื่อน’ คนสุดท้ายของมัน
ลือชากรีดร้องด้วยความเจ็บปวด เสียงกรีดร้องนั้นค่อยๆ กลายเป็นเสียง ใบพัด ที่กำลังหมุนช้าๆ
นัตยามองดูเหตุการณ์ทั้งหมดด้วยความตกตะลึง Krāhāng ได้เข้าครอบครองลือชาแล้ว
ลือชา…หรือ Krāhāng ที่อยู่ในร่างลือชา ลุกขึ้นยืน มันจ้องมองนัตยาด้วยดวงตาที่ว่างเปล่า แต่แฝงด้วยความชั่วร้าย
“ขอบคุณ…เพื่อน” เสียงกระซิบแหบแห้งดังออกมาจากปากของลือชา แต่เป็นเสียงของ Krāhāng
นัตยาถอยหลังไป เธอกำลังจะหนี
แต่ Krāhāng ไม่ได้ต้องการฆ่านัตยา มันได้ ผู้จัดหา คนใหม่แล้ว…ลือชา
Krāhāng ในร่างลือชา… หยิบตราประทับทองคำขึ้นมาถือไว้ และ เดินจากไป ในความมืดมิด
นัตยาทรุดตัวลงบนพื้นดิน เธอรู้ว่า Krāhāng ยังไม่จบสิ้น แต่ วงจร ได้ถูกเปลี่ยนไปแล้ว
นัตยาไม่สามารถกลับไปใช้ชีวิตแบบเดิมได้อีกต่อไป เธอคือผู้เดียวที่รู้ถึงการดำรงอยู่ของ Krāhāng ในร่างของ ลือชา ชายที่เคยเป็นผู้สร้างความหวาดกลัว บัดนี้ได้กลายเป็น สิ่งชั่วร้าย ที่สมบูรณ์แบบ
Krāhāng ที่อยู่ในร่างลือชา สามารถใช้ชีวิตในสังคมได้อย่างแนบเนียน ไม่มีใครสงสัยในตัวหมอผีเฒ่าที่หายสาบสูญไปนาน แต่นัตยารู้ว่า ภายใต้ผิวหนังของลือชา คือ ความมืดมิด ที่กำลังรอคอยเวลาที่จะ ทวงคืน
นัตยาตัดสินใจ สืบค้น หาอดีตของ Krāhāng เธอใช้เงินที่เหลืออยู่เพียงเล็กน้อย เดินทางไปยังห้องสมุดเก่าแก่และสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ เพื่อค้นหาตำนานและการทำลายล้างของมัน
เธอพบ บันทึกโบราณ ที่อธิบายถึง Krāhāng อย่างละเอียด
“ Krāhāng ไม่ใช่แค่ผี มันคือ พลังงานแห่งความริษยาและความโลภ ที่ถูกดึงดูด ด้วยอำนาจที่มนุษย์สร้างขึ้น วิธีเดียวที่จะทำลายมันได้ ไม่ใช่การใช้ไฟหรือน้ำมนต์ แต่คือ การทำลายสัญลักษณ์แห่งความโลภ ด้วย การเสียสละที่แท้จริง”
นัตยาเข้าใจแล้ว Krāhāng เข้าครอบครองลือชาเพราะ ตราประทับทองคำ และ ความโลภ ของลือชา ตราประทับนั้นกลายเป็น แหล่งพลังงาน และ สัญลักษณ์ ที่ทำให้ Krāhāng ดำรงอยู่ได้
นัตยาจึงวางแผนที่จะ ชิง ตราประทับทองคำคืน และ ทำลายมัน ที่สถานที่ที่เต็มไปด้วย ความบริสุทธิ์
เธอรู้ว่า Krāhāng ในร่างลือชา จะต้องกลับไปยัง บ้านหลังเก่าที่ถูกไฟไหม้ เพื่อค้นหาสิ่งที่เหลืออยู่ของ อำนาจ
นัตยาเดินทางกลับไปยัง ซากปรักหักพัง ของบ้านตระกูลราริน สถานที่ที่เต็มไปด้วยเถ้าถ่านและความทรงจำอันขมขื่น เธอมาถึงในยามค่ำคืน แสงจันทร์ส่องกระทบเศษกำแพงที่ไหม้เกรียม
Krāhāng ในร่างลือชา กำลังยืนอยู่กลางเถ้าถ่าน ดวงตาของเขามองไปยังท้องฟ้าด้วยความเย่อหยิ่ง เขากำลัง ถือตราประทับทองคำ ไว้ในมือ ตราประทับนั้นเปล่งประกายสีทองอร่าม ภายใต้แสงจันทร์ที่มืดมิด
Krāhāng ไม่ได้แสดงออกถึงความเป็นมนุษย์ใดๆ มันคือ อำนาจ ที่บริสุทธิ์ของความชั่วร้าย
“ข้ารู้ว่าเจ้าจะมา นัตยา” เสียงของลือชาที่ออกมาจากร่างนั้น แหบแห้งและเย็นชา “เจ้ามาที่นี่เพื่ออะไร…มาเป็น เพื่อน อีกคนของข้าหรือ”
“ฉันมาที่นี่เพื่อ จบวงจร ที่คุณสร้างขึ้น” นัตยาตอบอย่างกล้าหาญ เธอกำไม้กางเขนเล็กๆ ในมือแน่น
“จบวงจร?” Krāhāng หัวเราะเยาะ “ความโลภไม่มีวันจบสิ้น นัตยา ตราบใดที่มนุษย์ยังต้องการอำนาจและความร่ำรวย ข้าก็จะยังมี ร่างกาย ใหม่ให้สิงสถิตย์” Krāhāng ชูตราประทับทองคำขึ้น “นี่คือ หัวใจ ของข้า เจ้าไม่สามารถทำลายมันได้”
“ฉันทำได้” นัตยาตอบด้วยความมั่นใจที่มาจากการให้อภัย “ฉันจะทำลายมัน…ที่ที่มันจะไม่มีวันฟื้นคืนชีพได้อีก”
นัตยาไม่ได้พุ่งเข้าโจมตี Krāhāng เธอใช้ คำพูด เป็นอาวุธ
“คุณเคยรักภูผาไหมคะ ลือชา” นัตยาถามอย่างไม่คาดคิด
Krāhāng ชะงักไปเล็กน้อย ความสับสนฉายในดวงตาของลือชาเพียงเสี้ยววินาที
“ภูผา…ราริน…วิชัย…พวกเขาเป็นแค่ อาหาร ของข้า” Krāhāng กล่าวอย่างเยือกเย็น
“ไม่จริง” นัตยาโต้กลับอย่างรุนแรง “พวกเขาคือ เหยื่อ ที่คุณหลอกล่อด้วย อำนาจ คุณทำให้ภูผาเชื่อว่าพี่สาวเขาบ้า คุณทำให้รารินเชื่อว่าคุณจะช่วยเธอได้ คุณหลอกล่อ ความโลภ ของพวกเขา แล้วคุณก็ทรยศพวกเขา”
“และสุดท้าย…คุณก็ทรยศ ราริน” คำพูดนั้นแทงใจ Krāhāng ที่สิงอยู่ในร่างของลือชา
Krāhāng ในร่างลือชาเริ่ม สั่นสะเทือน ความรู้สึกของ การทรยศ ที่ Krāhāng ได้ลิ้มรส จากวิญญาณของผู้ที่มันกิน กำลังย้อนกลับมาทำร้ายมัน
“เจ้าโกหก!” Krāhāng ตะโกน
นัตยาวิ่งเข้าไปใกล้ Krāhāng เธอใช้ ความรัก ที่เธอมีต่อภูผา เป็นพลังในการเผชิญหน้า
“ความจริงต่างหากที่โกหกคุณ” นัตยากล่าว “คุณจะไม่มีวันเข้าใจ การเสียสละ รารินยอมตายเพื่อทำลายคุณ เธอทิ้งเงินทั้งหมดไว้…เป็นสัญลักษณ์ของการให้อภัย”
นัตยาชี้ไปที่เถ้าถ่านรอบๆ ตัว “บ้านหลังนี้ถูกเผาเพื่อทำลาย ความโลภ และฉันจะทำลาย หัวใจ ของคุณ”
Krāhāng โกรธจัด มันยกตราประทับทองคำขึ้น และ พุ่งเข้าโจมตีนัตยา
นัตยาไม่ได้หลบหนี เธอรอจนกระทั่ง Krāhāng เข้ามาใกล้ แล้วเธอก็ โยน ไม้กางเขนเล็กๆ เข้าไปที่ ตราประทับทองคำ
ไม้กางเขนไม่ได้ทำร้าย Krāhāng แต่มัน สัมผัส กับตราประทับทองคำ
เมื่อไม้กางเขนสัมผัสตราประทับ ตราประทับก็ เรืองแสง ด้วยพลังงานศักดิ์สิทธิ์ และพลังงานที่ชั่วร้ายของ Krāhāng ก็เริ่ม ต่อสู้ กับพลังงานที่บริสุทธิ์
Krāhāng ในร่างลือชา กรีดร้องด้วยความเจ็บปวด เสียงใบพัด ที่หมุนวนในร่างของเขาเริ่ม ช้าลง
นัตยาใช้โอกาสนี้ กระชาก ตราประทับทองคำออกมาจากมือของ Krāhāng
นัตยาวิ่งหนีไปยัง แท่นบูชา เก่าแก่ ที่เธอสร้างขึ้นจากเศษหินที่ยังหลงเหลืออยู่
Krāhāng พยายามจะไล่ตามเธอ แต่มันถูกตรึงไว้ด้วย พลังงาน ของไม้กางเขน
นัตยาวางตราประทับทองคำลงบนแท่นบูชา เธอใช้ มีดสั้น ที่เตรียมมา ทำลาย ตราประทับทองคำ!
แคร่ก! เสียงโลหะแตกหักดังสนั่น ตราประทับทองคำแตกออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย
Krāhāng ในร่างลือชา กรีดร้องด้วยความเจ็บปวดที่แท้จริง มันไม่ได้เป็นเสียงของผีอีกต่อไป แต่เป็นเสียงของ มนุษย์ ที่กำลังจะตาย
ลือชาทรุดตัวลงบนพื้น ร่างของเขา อ่อนยวบยาบ ลง Krāhāng ได้ หายไปแล้ว มันไม่มีแหล่งพลังงานที่จะดำรงอยู่ได้อีกต่อไป
นัตยามองดูร่างของลือชาที่แน่นิ่งอยู่บนพื้นดิน ใบหน้าของเขาซีดเผือด ดวงตาที่เคยเต็มไปด้วยความโลภและความชั่วร้าย บัดนี้กลับกลายเป็นดวงตาที่ว่างเปล่าและสงบเงียบ Krāhāng ได้จากไปอย่างถาวรแล้ว
นัตยารู้สึกเหนื่อยล้าอย่างที่สุด แต่ความรู้สึกที่ยิ่งใหญ่กว่านั้นคือ ความสงบ วงจรแห่งความโลภและความแค้นได้สิ้นสุดลงแล้ว เธอช่วยปลดปล่อยวิญญาณของทุกคนที่เกี่ยวข้อง
นัตยาโทรศัพท์แจ้งตำรวจ โดยบอกว่าเธอพบศพของลือชาที่กระท่อมเก่า เธอไม่สามารถบอกความจริงทั้งหมดได้ แต่เธอสามารถมอบ ความยุติธรรม ทางโลกได้ในรูปแบบที่จำกัด
หลังจากการสอบสวนเสร็จสิ้น นัตยากลับมายัง ซากปรักหักพัง ของบ้านตระกูลรารินอีกครั้ง บ้านที่เคยเป็นสัญลักษณ์ของความมั่งคั่งและความมืดมิด บัดนี้เหลือเพียงกองเถ้าถ่าน
นัตยาเดินไปที่จุดที่ภูผาและรารินเคยยืนอยู่ เธอรู้สึกถึง การปลดปล่อย
เธอตัดสินใจทำตาม เจตนารมณ์ที่แท้จริง ของราริน รารินผู้ที่บริจาคทรัพย์สินทั้งหมดให้กับองค์กรการกุศล
นัตยาทำงานอย่างเงียบๆ เธอใช้เงินส่วนตัวที่เธอเก็บไว้ ซื้อที่ดินที่เคยเป็นที่ตั้งของบ้านหลังนี้ และเธอเริ่ม สร้างใหม่
แต่เธอไม่ได้สร้าง บ้าน ที่เต็มไปด้วยความโลภ เธอสร้าง โรงเรียนอนุบาล เล็กๆ ที่เต็มไปด้วยแสงสว่างและความรัก
สถานที่ที่เคยเป็นที่ตั้งของความมืดมิด บัดนี้ได้กลายเป็นแหล่งกำเนิดของ ความหวัง และ ความรู้
นัตยากลับไปทำงานเป็น ครู อีกครั้ง แต่คราวนี้เธอสอนเด็กๆ ในโรงเรียนของตัวเอง โรงเรียนอนุบาลที่ถูกสร้างขึ้นบน เถ้าถ่าน ของตระกูลที่สาปแช่ง เป็นสัญลักษณ์ที่ชัดเจนที่สุดของการ ไถ่บาป
วันหนึ่ง ขณะที่นัตยากำลังดูแลเด็กๆ ในสนามเด็กเล่น เธอเห็น ลุงแก่ๆ คนหนึ่งยืนอยู่ไกลๆ
เขาคือ คนทำสวน เก่าของบ้านราริน ที่เคยเห็นความผิดปกติในบ้านหลังนั้น แต่ถูกรารินจ้างให้เงียบไป
ชายชราเดินเข้ามาหานัตยา “คุณผู้หญิง…ผมดีใจที่คุณสร้างโรงเรียนที่นี่” เขากล่าวด้วยเสียงที่เต็มไปด้วยความโล่งใจ “ผมรู้สึกว่า…ความมืดมิดมันหายไปหมดแล้ว”
นัตยายิ้มอย่างอ่อนโยน “ใช่ค่ะลุง…มันหายไปหมดแล้ว”
ชายชราเดินไปที่ สวน เล็กๆ ที่นัตยาสร้างขึ้นตรงจุดที่ห้องนอนของภูผาเคยตั้งอยู่
“ผมเคยคิดว่าบ้านหลังนั้นมีอะไรบางอย่างไม่ดีอยู่” ชายชราพึมพำ “แต่ตอนนี้…ที่นี่มีแต่ เสียงหัวเราะ ของเด็กๆ”
นัตยามองไปที่เด็กๆ ที่กำลังวิ่งเล่นอย่างมีความสุข เธอรู้ว่านี่คือ การเริ่มต้นใหม่ ที่แท้จริง
สัญลักษณ์สุดท้าย
นัตยาหยิบ ตราประทับทองคำ ที่ถูกทำลายแล้วออกมาจากกระเป๋าเสื้อ ตราประทับที่แตกออกเป็นสองส่วน ตอนนี้ไม่มีพลังอำนาจใดๆ อีกต่อไป มันเป็นเพียง เศษทองคำ
นัตยาเดินไปยัง ต้นไม้ ที่เธอปลูกไว้กลางสนามเด็กเล่น ต้นไม้ที่สูงใหญ่และเขียวชอุ่ม เธอขุดหลุมเล็กๆ ที่โคนต้นไม้
เธอวาง ตราประทับทองคำที่แตกหัก ลงในหลุมนั้น เป็นสัญลักษณ์ของการ ฝังความโลภ ลงดิน
แล้วเธอก็นำ แหวนแต่งงาน ของภูผา ที่ Krāhāng เคยทิ้งไว้ที่หน้าต่าง วางลงไปข้างๆ เศษตราประทับนั้น
ความโลภถูกทำลาย ความรักยังคงอยู่
นัตยาฝังกลบหลุมนั้นอย่างช้าๆ การกระทำของเธอไม่ได้ทำเพื่อตัวเธอเอง แต่เพื่อ วิญญาณ ของภูผาและราริน
ผลที่ตามมา (Catharsis)
นัตยาไม่ได้ได้รับมรดกเป็น เงินทอง แต่เธอได้รับมรดกเป็น ความสงบทางจิตใจ และ การให้อภัย
เธอพบความรักที่แท้จริง ความรักที่ยิ่งใหญ่กว่าชีวิต ที่สามารถเอาชนะ สิ่งชั่วร้าย ได้ทุกรูปแบบ
ชีวิตของนัตยาดำเนินต่อไปอย่างเรียบง่าย เธอไม่เคยพูดถึง Krāhāng หรือเรื่องราวสยองขวัญในบ้านหลังเก่าอีกเลย มีเพียง เสียงหัวเราะ ของเด็กๆ และ แสงสว่าง ของโรงเรียนอนุบาลเล็กๆ ที่ส่องสว่างอยู่กลางคืน
นัตยา คือ ผู้รอดชีวิต ที่แท้จริง เธอไม่เพียงแต่รอดชีวิตจาก Krāhāng แต่รอดชีวิตจาก ความมืดมิดในใจของมนุษย์
และทุกครั้งที่นัตยามองไปยัง ต้นไม้ กลางสนาม เธอก็จำได้ว่า ภายใต้พื้นดินนั้น มี ความโลภ ถูกฝังอยู่ และเหนือพื้นดินนั้น มี ความรัก กำลังเติบโต