Linh Hồn Bị Kiến Trúc Sư Phong Ấn

วิญญาณที่ถูกสถาปนิกผนึก

ฉัน (Praw) เป็นสถาปนิก ฉันเชื่อในความสมมาตรและกฎเกณฑ์ ฉันไม่เชื่อในเรื่องเล่าที่พิสูจน์ไม่ได้จนกระทั่งฉันก้าวข้ามธรณีประตูนั้น บ้านตระกูลรุ่งฤทธิ์ไม่ใช่บ้าน แต่มันคือพิพิธภัณฑ์แห่งความมืดและกลิ่นหอมของดอกมะลิแห้งๆ กลิ่นที่ทำให้เยื่อบุโพรงจมูกฉันแสบและทำให้ฉันรู้สึกหนาวสั่นแปลกๆ เคมคู่หมั้นของฉันบอกว่านี่คือกลิ่นของความมั่งคั่งที่สั่งสมมานานหลายชั่วอายุคน แต่ฉันได้กลิ่นความตายและอะไรบางอย่างที่ถูกปิดบัง

เคมเป็นชายคนเดียวในชีวิตที่ฉันรักอย่างไม่มีข้อกังขา เขาทั้งอบอุ่นและเปราะบางในเวลาเดียวกัน แต่เมื่อเรามาถึงบ้านหลังนี้ ความเปราะบางของเขาดูเหมือนจะเปลี่ยนเป็นความหวาดกลัวเงียบๆ ทันอินทร์พ่อของเคม ผู้เป็นประมุขตระกูล ให้การต้อนรับฉันด้วยรอยยิ้มที่เย็นชาและสายตาที่ประเมินค่า ฉันถูกจ้างมาในฐานะสถาปนิกเพื่อปรับปรุงบ้านหลังนี้ให้ “มีชีวิตชีวาขึ้น” แต่ทันอินทร์ดูเหมือนจะต้องการเพียงแค่รักษาสิ่งเก่าไว้ไม่ให้มันพังทลายลงมากกว่า

“เธอตั้งครรภ์” ทันอินทร์ถามฉันในมื้อค่ำมื้อแรก คำถามของเขาไม่ใช่คำถามแสดงความยินดี แต่เป็นคำสั่งหรือการยืนยัน ฉันไม่ได้ตอบ แต่ยกมือลูบท้องที่เพิ่งนูนขึ้นเล็กน้อยแทน เคมทิ้งช้อนในมือลงบนจานเสียงดังจนทุกคนหันมามอง ใบหน้าของเขาซีดเผือดจนน่าตกใจ ความยินดีที่ฉันเคยเห็นเมื่อตอนที่ฉันบอกเขาในคอนโดของเราหายไปสิ้น มีเพียงความกลัวที่บริสุทธิ์และไร้การควบคุม

ฉันเดินเข้าไปในห้องนอนหลัก ห้องที่เราจะใช้ร่วมกัน มันเป็นห้องที่ใหญ่เกินไป ผ้าม่านหนาหนักและเฟอร์นิเจอร์สีเข้มทำให้นึกถึงงานศพ กลิ่นมะลิแห้งในห้องนี้เข้มข้นกว่าที่อื่น ฉันเริ่มสำรวจตามสัญชาตญาณของสถาปนิก ฉันแตะผนังแต่ละด้าน สัมผัสความหนาแน่นของปูนและโครงสร้าง ฉันสังเกตเห็นว่าผนังด้านหนึ่งดูหนากว่าและเย็นกว่าด้านอื่นๆ อย่างน่าประหลาดใจ ฉันเคาะมันเบาๆ มันให้เสียงทึบและแน่น เหมือนมีอะไรบางอย่างอยู่ด้านหลัง

“อย่าสนใจมันเลยพราว ห้องนี้เก่าแล้ว” เคมปรากฏตัวด้านหลังฉัน เขากุมมือฉันไว้แน่นราวกับพยายามดึงฉันออกจากสิ่งอันตราย ฉันมองเข้าไปในดวงตาของเขา มีความเจ็บปวดบางอย่างซ่อนอยู่ “มันเป็นห้องนอนของแม่ฉันมาก่อน ท่านป่วยหนักที่นี่” เคมอธิบายเสียงสั่น

ฉันพยายามเข้าใจความรู้สึกของเคม ฉันรู้ว่าแม่ของเขาเสียชีวิตด้วยโรคประหลาดเมื่อสิบห้าปีก่อน ในช่วงเวลาที่เธอกำลังตั้งครรภ์น้องของเคม ซึ่งเสียชีวิตในครรภ์ไปพร้อมกัน มันเป็นเรื่องน่าเศร้าที่ถูกซ่อนไว้ใต้พรมของความสมบูรณ์แบบของตระกูลนี้ ฉันปลอบโยนเคมและสัญญาว่าจะทำให้ห้องนี้อบอุ่นและมีแสงสว่างอีกครั้ง

ฉันเริ่มโครงการของฉันอย่างจริงจัง ฉันขอดูผังบ้าน แต่ทันอินทร์ปฏิเสธด้วยเหตุผลว่าเอกสารเก่าเกินไปและหายไปแล้ว ฉันต้องวาดผังขึ้นมาใหม่เองจากการวัดจริง ทุกๆ วันที่ฉันใช้เวลาในบ้านนี้ ความรู้สึกที่ว่ามีบางอย่างผิดปกติก็ยิ่งชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ฉันสังเกตเห็นว่ามีห้องหนึ่งที่ถูกปิดตายไว้ที่ชั้นบนสุด มันเป็นประตูไม้เก่าที่ไม่ถูกแตะต้องมานานและมีโซ่คล้องขนาดใหญ่ เคมบอกว่านั่นคือห้องเก็บของที่ไม่มีใครใช้ ฉันเชื่อเขาในตอนแรก

แต่คืนนั้น ในคืนที่ฉันนอนหลับคนเดียวเพราะเคมต้องไปธุระที่กรุงเทพฯ ทันใดนั้นฉันก็ได้ยินเสียง เสียงที่ไม่ควรมีอยู่ในโลกของความเป็นจริง มันเป็นเสียงที่แผ่วเบามาก แต่ชัดเจนและสั่นสะท้าน มันคือเสียงร้องของทารกแรกเกิดที่ถูกบีบคั้น เสียงร้องนั้นไม่ได้มาจากนอกหน้าต่าง ไม่ได้มาจากสวน แต่มาจาก ภายในผนัง ห้องนอนของเรา

ฉันลุกขึ้นนั่งบนเตียง หัวใจเต้นรัว ฉันคิดว่าฉันคงหูแว่ว หรืออาจจะเป็นเพราะความเครียดจากการตั้งครรภ์ ฉันพยายามทำให้ตัวเองสงบลง “พราว เธอเป็นสถาปนิก เธอเป็นนักวิทยาศาสตร์” ฉันพูดกับตัวเองซ้ำๆ แต่เสียงร้องนั้นไม่หยุด มันยังคงดังขึ้นเรื่อยๆ ค่อยๆ ดังขึ้น ราวกับกำลังเคลื่อนเข้าใกล้ ผนังด้านที่เย็นเฉียบและหนาหนักนั้นดูเหมือนจะสั่นสะเทือนเบาๆ

ฉันลุกขึ้นเดินไปที่ผนังนั้นด้วยความกล้าที่แปลกประหลาด ฉันแตะผนังอีกครั้ง คราวนี้ฉันรู้สึกได้ถึงความเย็นที่ทะลุผ่านผิวหนัง ความเย็นที่ไม่เหมือนความเย็นของหินหรือปูน แต่มันเหมือน ความเย็นของแก้ว ฉันกดหูแนบกับผนัง และเสียงร้องนั้นก็ดังขึ้นในโสตประสาทของฉันอย่างชัดเจน เสียงที่เปียกชื้นและสิ้นหวังของทารกที่เพิ่งเกิดและกำลังจะตาย มันไม่ใช่เสียงร้องของทารกที่มีความสุข แต่เป็นเสียงร้องของความทุกข์ทรมานที่ถูกกักขัง

ฉันถอยหลังอย่างรวดเร็ว ความหวาดกลัวเข้าจู่โจมฉันอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ฉันไม่ใช่คนที่เชื่อในผีสาง แต่เสียงนี้มันเกินกว่าเหตุผลใดๆ ฉันคว้าโทรศัพท์และโทรหาเคม แต่เขาไม่รับสาย ฉันรู้สึกโดดเดี่ยวอย่างถึงที่สุดในบ้านหลังใหญ่ที่เต็มไปด้วยความลับนี้

วันรุ่งขึ้นฉันดูเหมือนจะป่วย ฉันบอกทันอินทร์ว่าฉันได้ยินเสียงแปลกๆ ทันอินทร์มองฉันด้วยดวงตาที่สงบอย่างน่ากลัว “เสียงอะไรล่ะพราว” เขาถามด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล แต่แฝงไปด้วยอำนาจ “เสียงน้ำไหล หรือลมพัดผ่านช่องว่างของปูนเก่าๆ หรือเปล่า”

“มันไม่ใช่เสียงธรรมชาติค่ะ มันเป็นเสียงร้องของทารก” ฉันตอบอย่างหนักแน่น ทันอินทร์หัวเราะเบาๆ “อย่าคิดมากไปเลยนะ เธอท้องแก่แล้ว ฮอร์โมนอาจจะทำให้เธอจินตนาการมากไป” คำพูดของเขาทำให้ฉันรู้สึกเหมือนฉันเป็นบ้าและไม่น่าเชื่อถือ

แต่ฉันรู้ว่าฉันไม่ได้บ้า ฉันจึงตัดสินใจเริ่มสืบค้นด้วยวิธีของฉันเอง ฉันแอบเข้าไปในห้องทำงานเก่าของแม่เคมที่ถูกเก็บไว้เป็นอย่างดี ฉันพบกับสมุดบันทึกที่ถูกล็อกกุญแจไว้ ฉันต้องใช้คัตเตอร์ของสถาปนิกงัดแม่กุญแจเก่าๆ นั้นออก

ข้างในสมุดบันทึก แม่ของเคมไม่ได้บันทึกเรื่องราวความรักหรือความสุข แต่มีแต่ความหวาดระแวงและความกลัว บรรทัดสุดท้ายที่เขียนด้วยลายมือสั่นๆ เขียนว่า: “เสียงร้องนั้นมาอีกแล้ว มันกำลังเรียกชื่อฉัน เสียงมันมาจากผนัง มันไม่ยอมให้ฉันคลอดลูกคนที่สอง… พวกเขาไม่ยอมให้ฉันเปิด โลงแก้ว…”

โลงแก้ว? คำนี้ทำให้เลือดฉันเย็นเฉียบ ฉันตระหนักว่าเสียงร้องที่ฉันได้ยินอาจจะไม่ใช่แค่ความบังเอิญ แต่มันคือ คำสาป หรือ ผลลัพธ์ ของความลับที่ถูกฝังไว้ใต้ความมั่งคั่งนี้

ฉันเผชิญหน้ากับทันอินทร์อีกครั้ง คราวนี้ไม่ใช่ที่โต๊ะอาหาร แต่ในห้องสมุดส่วนตัวของเขาที่มีหนังสือเก่าเต็มไปหมด ฉันถือสมุดบันทึกของแม่เคมไว้ในมือ “แม่เคมรู้เรื่องโลงแก้วใช่ไหมคะ ท่านตายเพราะเสียงร้องนั้นใช่ไหม” ฉันถามเสียงสั่น

ทันอินทร์เปลี่ยนไปในทันที แสงในดวงตาของเขาวาววับด้วยความโกรธเกรี้ยวและหวาดระแวง เขาพยายามแย่งสมุดบันทึกไปจากมือฉัน “แกไม่ควรอยู่ที่นี่พราว แกไม่ควรมายุ่งกับเรื่องของตระกูลเรา!”

ฉันถอยหลังหนี “ฉันเป็นส่วนหนึ่งของตระกูลนี้แล้วค่ะ ฉันกำลังอุ้มหลานชายของท่าน”

ทันอินทร์หยุดชะงัก เขาพยายามควบคุมตัวเอง ใบหน้าของเขาเปลี่ยนกลับไปเป็นความสงบที่น่ากลัว “ฟังนะพราว คำสาปนี้มีจริง มันจะตามหลอกหลอนผู้หญิงทุกคนที่อุ้มท้องลูกของตระกูลรุ่งฤทธิ์จนกว่าดวงวิญญาณนั้นจะได้รับการปลดปล่อย แต่เราได้พยายามแล้ว เราได้ ผนึก มันไว้ในสิ่งที่มันคู่ควร”

“อะไรคือสิ่งที่มันคู่ควรคะ” ฉันถามอย่างกล้าหาญ

ทันอินทร์ก้าวเข้ามาใกล้ฉันมากจนฉันได้กลิ่นน้ำหอมฉุนๆ ของเขา เขากระซิบด้วยน้ำเสียงที่ทำให้ฉันขนลุก “อย่าริอาจเปิดประตูห้องเก็บของที่ชั้นบนสุด อย่าริอาจแตะต้องผนังในห้องนอนนั้นอีก และที่สำคัญที่สุด…” เขาจ้องมองมาที่ท้องของฉัน “…อย่าปล่อยให้วิญญาณนั้นมาแตะต้อง เลือดเนื้อเชื้อไข ของเรา”

คำพูดของเขาทิ้งความหนาวเหน็บไว้ในใจฉัน ฉันตระหนักว่าฉันไม่ได้กำลังต่อสู้กับตำนานปรัมปรา แต่กับ ความรู้ ของชายที่เย็นชาคนนี้ ผู้ที่พร้อมจะทำทุกอย่างเพื่อปกป้องตระกูลและทรัพย์สมบัติของเขา ฉันกำลังอุ้มชีวิตที่อ่อนแอที่สุดไว้ในท้อง และคำเตือนของทันอินทร์ก็เป็นเหมือน เส้นตาย ที่ถูกลากไว้บนพื้นห้องสมุดนี้

ฉันตัดสินใจว่าฉันจะต้องหาคำตอบ และถ้าคำตอบนั้นมันอันตรายถึงชีวิต ฉันจะพาเคมและลูกหนีออกไปให้ไกลที่สุด


เมื่อเคมกลับมาถึงบ้านในคืนถัดไป ฉันพยายามซ่อนความหวาดกลัวไว้ภายใต้ใบหน้าที่เรียบเฉย ฉันพาเขาเข้าไปในห้องนอน และชี้ไปที่ผนังด้านที่ฉันได้ยินเสียงร้อง “เคม คุณได้ยินอะไรไหม” ฉันถามด้วยน้ำเสียงที่พยายามที่สุดที่จะไม่ให้สั่นเครือ

เคมยืนนิ่ง จ้องมองที่ผนังนั้นราวกับมันเป็นเหวที่พร้อมจะกลืนกินเขาไปทุกเมื่อ เขาปิดหูของตัวเองอย่างรวดเร็ว สีหน้าของเขาไม่ได้แสดงความฉงน แต่แสดงความรู้แจ้งและเจ็บปวด “พราว… อย่าสนใจมันเลยนะที่รัก มันเป็นแค่ลม มันเป็นแค่อาการหูแว่วของคนท้อง”

“มันไม่ใช่แค่อาการหูแว่ว” ฉันเดินเข้าไปหาเขา กุมมือที่สั่นเทาของเขาไว้ “ฉันได้ยินมันจริงๆ มันคือเสียงร้องของทารกที่กำลังจะตาย หรือตายไปแล้วก็ได้ และมันมาจากผนังห้องนี้ เคม คุณต้องบอกฉันมาว่าทันอินทร์กำลังซ่อนอะไรไว้”

เคมทรุดตัวลงนั่งบนขอบเตียง เขาซบหน้ากับฝ่ามือและเริ่มร้องไห้ มันไม่ใช่การร้องไห้แบบผู้ชายที่เสียใจ แต่เป็นการร้องไห้ของผู้ที่ถูกความหวาดกลัวเข้าครอบงำมานานหลายปี “พ่อ… พ่อบอกฉันแล้ว พ่อบอกว่ามันเป็นคำสาปของตระกูลเรา เป็นคำสาปที่ตามติดผู้หญิงทุกคนที่อุ้มท้องเลือดรุ่งฤทธิ์จนกระทั่งคลอด”

“ทำไมถึงเป็นเช่นนั้นล่ะ” ฉันถามอย่างร้อนรน “ใครเป็นคนสาป และคำสาปนั้นคืออะไรกันแน่”

เคมเงยหน้าขึ้น ดวงตาแดงก่ำไปด้วยน้ำตาและความสับสน “มันคือผีตายทั้งกลม พราว… เป็นวิญญาณของผู้หญิงคนหนึ่งที่ถูกผนึกไว้ในบ้านหลังนี้เมื่อหลายสิบปีก่อน ชื่อของเธอคือชบา เธอเป็นเพียงคนรับใช้ที่ตั้งท้องกับบรรพบุรุษของเรา และเพื่อปกป้องชื่อเสียงของตระกูล… พวกเขาเลยจัดการให้เธอหายไป”

ฉันรู้สึกคลื่นไส้กับความโหดร้ายของสิ่งที่ฉันได้ยิน “หายไป? หมายถึงพวกเขาฆ่าเธอเหรอ”

เคมส่ายหน้าอย่างอ่อนแรง “ฉันไม่รู้… พ่อบอกว่าเธอตายเพราะอุบัติเหตุ และวิญญาณของเธอไม่สงบ และพ่อกับปู่ได้ทำพิธีผนึกดวงวิญญาณของเธอไว้ใน โลงแก้ว เพื่อไม่ให้มาทำร้ายผู้หญิงคนอื่นในตระกูล แม่ของฉันเองก็… ก็ต้องทนทุกข์กับมันจนกระทั่งท่านเสียชีวิตไปพร้อมกับน้อง”

ความกลัวของเคมเป็นของจริง แต่ความหวาดกลัวของฉันได้เปลี่ยนเป็นความมุ่งมั่นทันที ฉันไม่ได้กลัวผี ฉันกลัวการกระทำของมนุษย์ที่สร้างผีขึ้นมา “ถ้ามันเป็นคำสาปจริง เคม เราจะหนีไปจากที่นี่ เราจะไปคลอดลูกที่อื่น”

“ไม่ได้!” เคมตะโกนขึ้นมา เขาจับไหล่ฉันแน่นจนเจ็บ “พ่อบอกว่าเราหนีไม่ได้แล้ว คำสาปมันผูกติดกับเลือดเนื้อเชื้อไขของเรา ถ้าลูกของเราเกิดที่นี่… ถ้ามันเป็น ลูกชาย พ่อบอกว่าดวงวิญญาณชบาจะถูกย้ายไปที่อื่นชั่วคราว หรืออาจจะถูกชดเชยด้วยชีวิตของใครบางคน พราว… เราต้องอยู่ให้ครบเก้าเดือนนะ”

คำพูดของเคมเหมือนเข็มแหลมทิ่มแทงใจฉัน ฉันตระหนักว่าเคมไม่ได้ปกป้องฉัน แต่เขากำลังปกป้องตัวเองและตระกูลของเขา เขาได้แลกเปลี่ยนชีวิตของฉันกับความปลอดภัยของลูกชายในท้องของฉันเอง ฉันถอยห่างจากเขาทันที ความอบอุ่นระหว่างเราสลายไปในพริบตา

“คุณรู้ใช่ไหมว่าฉันท้องลูกชาย” ฉันถามเสียงเย็นชา เคมหลบตา ไม่ตอบ แต่การกระทำของเขาก็เป็นคำตอบที่ชัดเจนที่สุด “คุณใช้ฉันเป็นเหยื่อเพื่อไถ่ถอนความผิดของบรรพบุรุษ คุณมันก็เหมือนทันอินทร์ คุณมันก็เป็นส่วนหนึ่งของตระกูลที่โสโครกนี่!”

ความสัมพันธ์ของเราพังทลายลงแล้ว ฉันรู้ว่าฉันไม่สามารถพึ่งพาเคมได้อีกต่อไป ฉันอยู่คนเดียวในบ้านหลังนี้ ทันอินทร์และเคมต่างก็เป็นศัตรูเงียบที่พร้อมจะทรยศฉันเมื่อใดก็ได้ ฉ

นับตั้งแต่นั้นมา ฉันจึงเริ่มปฏิบัติการสืบค้นของตัวเองอย่างลับๆ ฉันใช้ความรู้ทางสถาปัตยกรรมของฉันในการวิเคราะห์ผนัง ฉันเอาเครื่องวัดความชื้นและอุณหภูมิมาตรวจดู ฉันพยายามหาหลักฐานทางกายภาพเพื่ออธิบายเสียงร้องนั้น เพื่อพิสูจน์ว่ามันไม่ใช่เรื่องเหนือธรรมชาติ แต่เป็นความผิดพลาดของโครงสร้างที่ถูกสร้างขึ้นอย่างจงใจ

ทุกคืนตอนตีสาม เสียงร้องนั้นจะดังขึ้นเสมอ มันชัดเจนและสั้น แต่เต็มไปด้วยความสิ้นหวัง ทุกครั้งที่เสียงร้องดังขึ้น กลิ่นดอกมะลิแห้งๆ จะท่วมท้นไปทั้งห้องราวกับมีใครเอาพวงมาลัยมาวางไว้บนหมอนของฉัน ฉครั้งหนึ่ง ฉันเห็นเงาของผู้หญิงคนหนึ่งยืนอยู่ข้างหน้าต่าง เงาที่มีท้องนูนใหญ่เหมือนคนท้องแก่ เธอยืนอยู่เพียงชั่วครู่ก่อนที่จะหายไปในความมืด ฉันกรีดร้องออกมา แต่ไม่มีใครมาช่วย

ฉันรู้ว่าถ้าฉันพึ่งพาหลักฐานทางวิทยาศาสตร์เพียงอย่างเดียว ฉันคงจะกลายเป็นบ้าไปก่อน ฉันจึงเปลี่ยนไปใช้การสืบค้นประวัติศาสตร์แทน

ฉันเริ่มจากห้องที่ถูกปิดตายที่ชั้นบนสุด ห้องเก็บของที่เคมบอกว่าไม่มีใครใช้ ฉันใช้เวลาสามวันในการหาเครื่องมือที่สามารถงัดโซ่ที่คล้องประตูไม้เก่าๆ นั้นออกได้ ในที่สุดด้วยเครื่องมือช่างที่ฉันซ่อนไว้จากการปรับปรุง ฉันก็ทำสำเร็จ

เมื่อประตูเปิดออก กลิ่นอับชื้นและฝุ่นคละคลุ้งออกมาจนฉันต้องไอค่อกแค่ก ห้องนั้นไม่ได้เป็นห้องเก็บของ แต่เป็นห้องนอนเก่าที่ถูกทิ้งร้าง มันเต็มไปด้วยข้าวของเก่าๆ ที่ถูกคลุมด้วยผ้าขาวๆ ที่ซีดเซียว

ฉันเดินเข้าไปอย่างระมัดระวัง ฉันเห็นโต๊ะเครื่องแป้งเก่าๆ และในลิ้นชักที่ถูกล็อกไว้ ฉันพบสมุดบันทึกอีกเล่มหนึ่ง เล่มนี้เก่ากว่าสมุดของแม่เคมมาก ปกสมุดเป็นหนังที่เปื่อยยุ่ยและมีตัวอักษรไทยเก่าๆ เขียนว่า “ความลับของเรือนบัว”

ฉันรีบนำสมุดบันทึกนั้นลงมาที่ห้องใต้ดินซึ่งฉันจัดเป็นห้องเก็บเครื่องมือชั่วคราวและอ่านมันอย่างเงียบๆ สมุดเล่มนี้เป็นของปู่ทวดของเคม ซึ่งเป็นคนเดียวที่บันทึกเหตุการณ์การตายของชบาเมื่อห้าสิบปีที่แล้ว

บันทึกเขียนด้วยภาษาที่ละเอียดและซับซ้อน แต่ความจริงก็ปรากฏชัดเจน: ชบาไม่ได้ตายด้วยอุบัติเหตุ เธอถูก ทำให้อับอาย และ ถูกทรยศ เพราะการตั้งครรภ์ลูกนอกสมรสกับบุรุษในตระกูล และเพื่อรักษาหน้า พวกเขาจึงให้คนจัดการให้เธอ “หายไป” ในช่วงที่เธอใกล้คลอดที่สุด

แต่สิ่งที่น่าตกใจที่สุดไม่ใช่การฆาตกรรม แต่เป็น พิธีกรรมผนึกวิญญาณ ปู่ทวดเขียนบรรยายอย่างละเอียดถึงวิธีที่พวกเขาได้ใช้ โลงแก้ว ที่สั่งทำพิเศษ ซึ่งไม่ใช่โลงศพจริง แต่เป็นโครงสร้างที่ถูกออกแบบตามหลักไสยศาสตร์เพื่อ จับ วิญญาณของผีตายทั้งกลมเอาไว้ โดยวางไว้ในห้องที่ถูกปิดตาย และใช้รูปปั้นเหมือนจริงของชบาในสภาพที่กำลังตั้งครรภ์ใส่ไว้ในโลงแก้วนั้น เพื่อล่อวิญญาณ

บันทึกระบุว่า “เพื่อให้วิญญาณสงบและยอมจำนนต่อการกักขัง เราจะต้องให้กลิ่นที่เธอรัก นั่นคือ กลิ่นดอกมะลิ และเสียงที่เธอเฝ้ารอคอย นั่นคือ เสียงร้องของลูก

ทันใดนั้นทุกอย่างก็ปะติดปะต่อกัน! กลิ่นมะลิที่โชยมาในห้องนอนของเราทุกคืน เสียงร้องที่ดังจากผนังที่ถูกออกแบบมาให้เป็นช่องเก็บเสียง มันไม่ใช่เสียงร้องจริงๆ แต่เป็น การทำซ้ำทางพิธีกรรม เพื่อกักขังดวงวิญญาณ!

ฉันวิ่งกลับไปที่ห้องนอนของเรา ฉันเคาะผนังอีกครั้ง และคราวนี้ฉันใช้แรงทั้งหมดทุบไปที่ผนังนั้น ฉันรู้สึกได้ถึงการตอบสนองที่แน่นหนาของวัตถุแข็งที่อยู่ข้างใน มันไม่ใช่แค่ปูน แต่เป็นสิ่งที่ให้ความรู้สึก โปร่งแสงแต่แข็งแกร่ง ราวกับ… แก้ว

ฉันจ้องมองไปที่รอยร้าวเล็กๆ ที่เกิดขึ้นบนผนังนั้น ฉันได้กลิ่นมะลิที่รุนแรงจนเวียนหัว และเสียงร้องของทารกก็ดังขึ้นจากข้างใน ราวกับว่าผนังนี้เป็นผิวหนังที่กำลังปริแตกและวิญญาณกำลังพยายามออกมา

ฉันไม่ได้รู้สึกกลัวอีกต่อไป ความรู้สึกของฉันเปลี่ยนเป็นความเห็นใจและโกรธแค้น ผีตายทั้งกลม ชบา ไม่ได้เป็นปีศาจ แต่เป็น เหยื่อ ของตระกูลรุ่งฤทธิ์ที่โหดร้ายและเห็นแก่ตัว ฉันไม่ได้ต่อสู้เพื่อหนีอีกต่อไป แต่ฉันต่อสู้เพื่อ ปล่อย เธอ และเพื่อเปิดโปงความชั่วร้ายที่ถูกฝังไว้ภายใต้ความมั่งคั่งนี้

ฉันหยิบเครื่องมือของฉันออกมา ฉันตัดสินใจว่าฉันจะต้องทำลายผนังนี้ในคืนนี้เพื่อค้นหาว่าโลงแก้วนั้นอยู่ที่ไหน และความลับที่แท้จริงที่ทันอินทร์ปกปิดไว้นั้นคืออะไรกันแน่


คืนนั้น ฉันรอจนกระทั่งเคมหลับไปอย่างอ่อนเพลีย เขายังคงฝันร้ายและพึมพำเกี่ยวกับ “ความบริสุทธิ์ของเลือด” ฉันรู้ว่าเขาถูกฝังความเชื่อผิดๆ เหล่านี้ไว้ในสมองจนยากจะเยียวยา แต่ความรักที่ฉันมีต่อเขากำลังเปลี่ยนเป็นความสงสารและความขยะแขยง

ฉันสวมถุงมือหนังและหยิบค้อนและสิ่วที่ฉันซ่อนไว้ในกล่องเครื่องมือออกมาอย่างเงียบเชียบ ทันอินทร์ออกไปพบลูกค้าที่ต่างจังหวัด เป็นโอกาสเดียวที่ฉันจะสามารถลงมือได้อย่างปลอดภัย ฉันยืนอยู่หน้าผนังที่เย็นยะเยือกนั้น แสงจันทร์สาดส่องเข้ามาจากหน้าต่าง ทำให้เห็นรอยร้าวเล็กๆ ที่ฉันทำไว้เมื่อคืนก่อน

ฉันเริ่มลงมือทุบผนังอย่างระมัดระวัง ฉันต้องระวังเสียงที่สุด ปูนเก่าๆ ร่วงหล่นลงบนพื้นอย่างเงียบเชียบ ฉันค้นพบว่าชั้นนอกของผนังเป็นเพียงปูนฉาบที่หนาผิดปกติ และข้างในมีชั้นของวัสดุที่คล้ายแผ่นใยแก้วหรือแผ่นฉนวนกันเสียงที่หนาแน่นมาก นั่นคือเหตุผลที่เสียงร้องนั้นฟังดูเหมือนถูกบีบคั้นและมาจาก “ภายใน”

เมื่อฉันเจาะทะลุชั้นกันเสียงได้สำเร็จ ฉันรู้สึกถึงช่องว่างด้านใน และสิ่งที่อยู่ด้านหลังนั้นก็คือสิ่งที่ปู่ทวดบันทึกไว้จริงๆ

ฉันค่อยๆ ขยายช่องว่างให้กว้างพอที่ฉันจะมองลอดเข้าไปได้ หัวใจของฉันเต้นแรงจนเกือบจะหลุดออกมาจากหน้าอก เมื่อมองลอดเข้าไป ดวงตาของฉันต้องปรับตัวให้ชินกับความมืดที่ดำมืดราวกับหลุมศพ แต่ทันทีที่ฉันเห็นสิ่งที่อยู่ด้านใน ความหวาดกลัวทางร่างกายก็ถูกแทนที่ด้วยความตกใจทางจิตใจ

มันคือห้องเล็กๆ ที่ถูกซ่อนไว้ระหว่างผนัง ห้องนั้นถูกจัดแต่งอย่างพิธีกรรม มีพวงมาลัยดอกมะลิแห้งจำนวนมากแขวนอยู่ทุกซอกทุกมุม กลิ่นหอมที่ตอนนี้เหมือนกลิ่นซากศพของดอกไม้ก็พุ่งออกมาอย่างรุนแรงจนฉันแทบอาเจียน และตรงกลางห้องนั้นก็คือสิ่งที่ถูกเรียกว่า โลงแก้ว

มันเป็นหีบที่ทำจากแก้วหนาพิเศษ รูปทรงคล้ายโลงศพวางอยู่บนแท่นหินอ่อน ภายในโลงแก้วนั้นไม่ใช่ศพ แต่เป็น รูปปั้นสตรีมีครรภ์ ที่ทำจากขี้ผึ้งหรือวัสดุสังเคราะห์อื่น มันถูกสร้างขึ้นอย่างเหมือนจริงจนน่าขนลุก ใบหน้าของรูปปั้นแสดงออกถึงความทรมานและสิ้นหวัง มือของรูปปั้นวางอยู่บนท้องที่นูนใหญ่

ฉันรู้ทันทีว่านี่คือ ชบา ในรูปแบบที่ถูกตรึงไว้ด้วยไสยศาสตร์ รูปปั้นนี้เป็นเพียง เหยื่อล่อ ให้ดวงวิญญาณมาติดกับ และสิ่งที่น่าสยดสยองที่สุดก็คือ ที่เท้าของรูปปั้นนั้น มีวัตถุสีขาวขุ่นคล้ายผ้าที่ห่อหุ้มสิ่งของบางอย่างไว้ และจากช่องว่างระหว่างผ้า ฉันเห็นว่ามันคือ กะโหลกศีรษะทารก ที่ดูเก่าแก่และเป็นสีน้ำตาลเข้ม

ทันใดนั้น เสียงร้องไห้ที่ฉันเคยได้ยินก็ดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้มันดังชัดเจนและใกล้มาก มันไม่ใช่เสียงร้องที่ถูกบีบคั้น แต่เป็นเสียงร้องของความโกรธแค้นที่ถูกปลดปล่อยจากการถูกผนังของฉันเจาะทะลุ

ขณะที่ฉันจ้องมองเข้าไปในโลงแก้วนั้น ร่างกายของฉันก็ชาไปหมด ฉันรู้สึกถึงการมีอยู่ของบางสิ่งที่มองไม่เห็นแต่มหาศาล มันคือดวงวิญญาณชบา เธอไม่ได้ถูกผนึกไว้ในรูปปั้น แต่เธอถูกผูกติดอยู่กับความเจ็บปวดที่ถูกสร้างขึ้นในห้องนี้เพื่อรอการแก้แค้น

แต่แล้ว สิ่งที่น่ากลัวกว่าก็เกิดขึ้น เมื่อฉันกำลังจะถอยออกมาเพื่อหาทางทำลายโลงแก้วนั้น ดวงตาของรูปปั้นชบาที่ทำจากแก้วก็ดูเหมือนจะหันมามองที่ท้องของฉัน มองที่ลูกชายของฉัน และทันใดนั้นเสียงกระซิบก็ดังขึ้นในใจฉัน ไม่ใช่ในหู แต่ในส่วนลึกของความคิด

“ลูกชาย… ลูกชาย… พวกมันแลกเจ้ากับความเจ็บปวดของฉัน… พวกมันต้องชดใช้ด้วยเลือด”

ทันใดนั้น แสงไฟในห้องก็ดับพรึ่บลง และความมืดก็เข้าครอบงำ ฉันได้ยินเสียงฝีเท้าหนักๆ และโกรธเกรี้ยวจากบันได ฉันรู้ว่าทันอินทร์กลับมาแล้ว และเขาได้รู้ถึงสิ่งที่ฉันทำ

ฉันพยายามปิดช่องว่างที่ผนังอย่างลวกๆ และซ่อนเครื่องมือทั้งหมดใต้เตียงในวินาทีที่ประตูห้องนอนเปิดผางออก ทันอินทร์ยืนอยู่ที่นั่น ใบหน้าของเขาแดงก่ำไปด้วยความโกรธที่บริสุทธิ์และน่ากลัว

“แกทำอะไรลงไป! แกบุกรุกเข้าไปในสิ่งที่แกไม่ควรยุ่ง!” ทันอินทร์ตะโกนเสียงแหบพร่า เขาไม่ได้สนใจเคมที่เพิ่งตื่นขึ้นมาด้วยความงุนงง แต่จ้องมองมาที่ฉันและผนังที่ถูกทำลาย

“ฉันแค่ต้องการรู้ความจริงค่ะ ความจริงที่ว่าตระกูลของคุณได้ ฆาตกรรม ชบาและลูกของเธอ และใช้เรื่องคำสาปเพื่อปกปิดความชั่วร้ายของตัวเอง!” ฉันตอบกลับอย่างไม่กลัวตาย ฉันไม่มีอะไรจะเสียอีกแล้ว

ทันอินทร์เดินตรงเข้ามาหาฉัน เขาบีบแขนฉันแน่นจนฉันรู้สึกเจ็บ “แกไม่เข้าใจอะไรเลยพราว! โลงแก้วนั้นไม่ได้กักขังวิญญาณชบา แต่มันคือ กลไก ที่จะดึงดูดความเจ็บปวดของเธอไว้กับตัวมันเอง ตราบใดที่มันยังอยู่ ลูกชายของแกก็จะปลอดภัย! ถ้าแกทำลายมัน…”

เขาหยุดพูดและมองไปยังผนังที่ถูกเจาะทะลุอย่างหวาดกลัว “…คำสาปจะถูกปลดปล่อย และมันจะตามเอาชีวิตลูกชายของแก และแกจะกลายเป็น ชบาคนต่อไป!”

เคมที่เพิ่งตื่นขึ้นมาและเข้าใจสถานการณ์ได้ทั้งหมด ก็กรีดร้องอย่างบ้าคลั่ง “พราว! หยุดนะ! พ่อพูดถูกแล้ว อย่าทำลายมัน!” เคมพยายามดึงฉันออกจากผนัง แต่ฉันสลัดเขาออก

ฉันมองไปที่ช่องว่างที่ฉันทำไว้บนผนัง เสียงร้องของทารกนั้นดังขึ้นเรื่อยๆ ตอนนี้มันฟังเหมือนเสียงหัวเราะเยาะเย้ย และกลิ่นมะลิก็หอมหวานเหมือนกลิ่นน้ำหอมที่ใช้ในพิธีศพ ฉฉันรู้ว่าถ้าฉันถอยตอนนี้ ฉันจะต้องใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ด้วยความหวาดกลัวและถูกควบคุมโดยคนเหล่านี้ ฉันตัดสินใจแล้ว

ฉันวิ่งไปที่ใต้เตียง คว้าค้อนออกมา และก่อนที่ทันอินทร์จะคว้าตัวฉันไว้ได้ ฉันก็หันกลับไปและทุบค้อนลงไปที่รอยร้าวบนผนังนั้นอย่างรุนแรงที่สุดเท่าที่ฉันจะทำได้

เสียงแตกของกระจกที่อยู่ภายในผนังนั้นดังสนั่นหวั่นไหวราวกับเสียงฟ้าร้อง เสียงโลงแก้วแตก เสียงก้องกังวานของมันทำลายความเงียบของคฤหาสน์ทั้งหลัง

ทันใดนั้น เสียงร้องของทารกก็หยุดลงทันที ความเงียบที่เข้ามาแทนที่เป็นความเงียบที่หนักอึ้งและน่ากลัวยิ่งกว่าเสียงใดๆ กลิ่นมะลิก็หายไปทันทีราวกับถูกดูดเข้าไปในอากาศ

ทันอินทร์จ้องมองมาที่ฉันด้วยความตกตะลึง ก่อนที่ดวงตาของเขาจะเบิกกว้างด้วยความหวาดกลัวสุดขีด “แก… แกทำอะไรลงไป!” เขาตะโกนอย่างบ้าคลั่ง

ฉันยืนนิ่ง ท้องของฉันปวดแปลบอย่างรุนแรงทันที แต่ฉันก็มองไปยังช่องว่างนั้นอย่างเด็ดเดี่ยว โลงแก้วแตกแล้ว แต่แทนที่จะเห็นวิญญาณที่ถูกปลดปล่อย ฉันเห็นเพียงรูปปั้นชบาที่ตอนนี้ดูเหมือนจะยิ้มอย่างพึงพอใจ

“ฉันปลดปล่อยเธอแล้วค่ะ” ฉันตอบอย่างแผ่วเบา แต่ในใจฉันรู้ว่าฉันไม่ได้ปลดปล่อยใคร แต่ฉันเพิ่ง ปลดปล่อยความโกรธแค้น ให้กับตัวเองและลูกในท้อง


ทันทีที่เสียงแก้วแตกสลายไป ความเงียบที่เข้ามาแทนที่นั้นหนักอึ้งราวกับก้อนหินที่ถูกทุ่มลงใส่บ่อโคลน ความปวดร้าวที่ท้องของฉันเกิดขึ้นทันทีราวกับสัญญาณเตือน ทันอินทร์ไม่ได้แสดงความโกรธเกรี้ยวอีกต่อไป แต่เขาทรุดตัวลงกับพื้น ราวกับชายที่สูญเสียทุกอย่าง ดวงตาของเขาจ้องเขม็งไปที่รอยร้าวบนผนังที่เผยให้เห็นเศษแก้วแตกและรูปปั้นชบาที่ถูกบิดเบือน

“แก… แกได้ปลดปล่อยความแค้นแล้ว” ทันอินทร์พึมพำ น้ำเสียงของเขาว่างเปล่าและเต็มไปด้วยความสิ้นหวัง “ความแค้นที่ไม่ต้องการอิสระ แต่ต้องการ การชดใช้

เคมเข้ามากอดฉันจากด้านหลัง ตัวเขาสั่นเทาอย่างควบคุมไม่ได้ เขาไม่ได้ถามว่าฉันทำไปทำไม แต่เขาพูดด้วยเสียงวิงวอนที่สิ้นหวัง “พราว ที่รัก เราทำอะไรผิดพลาดไปแล้ว เราต้องทำอย่างไรดี พ่อบอกว่ามันจะตามเราไปทุกที่”

ฉันหันไปมองเคม ฉันรู้สึกรังเกียจความอ่อนแอและความเห็นแก่ตัวของเขา แต่ตอนนี้ฉันไม่มีเวลามาตัดสินใจเรื่องความรัก เรามีภัยคุกคามที่ยิ่งใหญ่กว่านั้น “คุณต้องเชื่อฉัน เคม ฉันไม่ได้ปลดปล่อยผี แต่ฉันได้เปิดโปง ความจริง ที่พ่อคุณซ่อนไว้ และความจริงนั้นแหละคือสิ่งที่น่ากลัวที่สุด”

แต่เคมไม่ได้ฟังเหตุผล เขาถูกฝังหัวด้วยเรื่องคำสาปมาตั้งแต่เด็ก ความเป็นจริงทางวัตถุของโลงแก้วและรูปปั้นไม่สามารถสั่นคลอนความเชื่อทางจิตวิญญาณของเขาได้

เช้าวันรุ่งขึ้น ทันอินทร์เรียกช่างเข้ามาอย่างเงียบๆ เพื่อซ่อมแซมผนังที่ฉันทำลาย ทุกอย่างถูกจัดฉากให้กลับสู่สภาพเดิมอย่างรวดเร็ว ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น ทันอินทร์มองฉันด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความรังเกียจและความเกลียดชัง แต่เขาไม่ได้ทำอันตรายทางกายภาพกับฉัน เขากลัวลูกชายของฉันในท้องมากเกินกว่าจะเสี่ยงทำอะไรพลีผลาม

แต่ตั้งแต่โลงแก้วแตก สิ่งแปลกๆ ก็ไม่ได้หายไป กลับกัน มัน ทวีความรุนแรง ขึ้น

กลิ่นมะลิแห้งนั้นไม่ได้มาเป็นครั้งคราวอีกต่อไป แต่มันหอมหวานและรุนแรงจนเวียนหัวตลอดเวลา ไม่ว่าฉันจะอยู่ในห้องไหนในบ้านก็ตาม และเสียงร้องไห้ของทารกนั้นก็ไม่ได้มาจากผนังอีกต่อไป แต่ฉันได้ยินมันดังขึ้นจาก ทุกมุมของบ้าน บางครั้งมันก็ดังอยู่ข้างเตียง ราวกับมีเด็กคนหนึ่งกำลังหิวนมและต้องการถูกอุ้ม

สิ่งที่แย่ที่สุดคือ การสัมผัสทางจิตใจ ฉันเริ่มรู้สึกถึง ความเย็นยะเยือก ที่เจาะลึกเข้าไปในกระดูกสันหลังทุกครั้งที่ฉันอยู่คนเดียวในห้อง ความรู้สึกของใครบางคนกำลังจ้องมองฉันจากมุมมืด และบางครั้ง เมื่อฉันจับท้องของตัวเอง ฉันรู้สึกถึง รอยแผลเป็น บนผิวหนังที่ไม่มีอยู่จริง เป็นรอยแผลที่บ่งบอกว่าฉันถูกทำร้ายอย่างรุนแรง

ฉันรู้ว่านี่คือการส่งผ่านความเจ็บปวดของชบามาสู่ฉันแล้ว ฉันไม่ได้เป็นแค่เหยื่อ แต่ฉันกำลัง แบกรับความทุกข์ทรมาน ของเธอ และการแบกรับนี้ทำให้ฉันเข้าใจความรู้สึกของชบาอย่างลึกซึ้ง: ความรักที่ไม่สมหวัง, การถูกทรยศ, และความปวดร้าวที่ถูกพรากจากลูก

ฉันพยายามพูดคุยกับเคมอีกครั้ง ฉันบอกเขาว่าเสียงและกลิ่นเหล่านี้ไม่ได้ทำให้ฉันกลัว แต่ทำให้ฉันรู้สึกเห็นใจชบา “เคม ชบาไม่ได้ต้องการทำร้ายเรา เธอต้องการแค่ความยุติธรรม คุณต้องช่วยฉันหาว่าศพของเธออยู่ที่ไหน”

แต่เคมยังคงติดอยู่ในความกลัวของพ่อเขา “พราว คุณกำลังพูดเหมือนคนเสียสติ ชบาไม่ได้ต้องการความยุติธรรม เธอต้องการชีวิตของเรา เธอต้องการให้ลูกของเราเป็นของเธอ! พ่อพูดถูกแล้ว คุณไม่ควรยุ่งกับพิธีผนึกนั้นเลย”

ความขัดแย้งระหว่างเรากลายเป็นกำแพงน้ำแข็ง ฉันถูกโดดเดี่ยวอย่างสมบูรณ์ ฉันพยายามโทรหาเพื่อนและตำรวจ แต่ทันอินทร์ได้ตัดสายโทรศัพท์พื้นฐานทั้งหมดในห้องของฉัน และโทรศัพท์มือถือของฉันก็ถูก สกัดกั้น คลื่นสัญญาณอย่างเป็นระบบเมื่อฉันอยู่ในรั้วคฤหาสน์

ฉันเริ่มค้นคว้าเรื่องของชบาต่อไป ฉันพยายามหาหลักฐานทางกายภาพที่เหลืออยู่ของเธอ ฉันกลับไปที่ห้องเก็บของที่ชั้นบนสุด ที่ฉันเจอสมุดบันทึกของปู่ทวด ฉันพบแผนผังลายมือที่วาดไว้อย่างหยาบๆ บนหน้ากระดาษที่ถูกฉีกออก มันเป็นแผนผังของ ห้องเก็บไวน์ ใต้ดิน และมีเครื่องหมายกากบาทสีแดงขนาดใหญ่ที่มุมหนึ่ง

ฉันรู้ว่านั่นอาจจะเป็นสถานที่ที่ศพของชบาถูกฝังอยู่

แต่ทันอินทร์ระวังตัวมากขึ้น เขาให้คนใช้ที่ดูเหมือนจะเป็นสมุนของเขาเฝ้าดูฉันตลอดเวลา ฉันไม่สามารถลงไปที่ห้องเก็บไวน์ได้ง่ายๆ

ช่วงเวลาแห่งความสงสัย (Moment of Doubt) มาถึง เมื่อฉันเริ่มตั้งคำถามกับตัวเองจริงๆ “หรือฉันเป็นบ้าไปแล้วจริงๆ? หรือการตั้งครรภ์ทำให้ฉันอ่อนไหวจนถูกหลอกได้ง่ายๆ” แต่ทันใดนั้นฉันก็จำคำพูดของปู่ทวดในสมุดบันทึกได้: “เพื่อให้วิญญาณสงบและยอมจำนนต่อการกักขัง เราจะต้องให้กลิ่นที่เธอรัก นั่นคือ กลิ่นดอกมะลิ และเสียงที่เธอเฝ้ารอคอย นั่นคือ เสียงร้องของลูก

สิ่งที่ฉันได้ยินไม่ใช่ผี แต่เป็น กลไก ที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อหลอนจิตใจ! การที่เสียงและกลิ่นนั้นทวีความรุนแรงขึ้นหลังจากโลงแก้วแตก ไม่ได้หมายความว่าชบาโกรธ แต่หมายความว่า ทันอินทร์กำลังพยายามหลอนฉันด้วยตัวเอง เพื่อให้ฉันยอมแพ้!

ฉันตรวจสอบระบบระบายอากาศเก่าของบ้านอีกครั้งอย่างละเอียดถี่ถ้วนในห้องครัวที่ฉันได้รับอนุญาตให้เข้าถึง ฉันพบช่องระบายอากาศเล็กๆ ที่ถูกปิดบังด้วยงานไม้สลัก และภายในช่องนั้นมี เครื่องกำเนิดเสียงขนาดเล็ก และ เครื่องพ่นไอน้ำ ที่ผสมสารสกัดดอกมะลิเข้มข้น! ทันอินทร์ไม่ได้ใช้ไสยศาสตร์ แต่เขาใช้ เทคโนโลยีและสถาปัตยกรรม เพื่อควบคุมความกลัวของเหยื่อ!

ความจริงนี้ทำให้ฉันโกรธยิ่งกว่าการเผชิญหน้ากับผี! ทันอินทร์ไม่ได้ปกป้องตระกูล แต่เขาเป็น ฆาตกรต่อเนื่องที่ใช้ความเชื่อโชคลาง เป็นเกราะกำบัง และเขาได้ทำสิ่งนี้กับแม่ของเคมด้วย

คืนนั้น ฉันตัดสินใจที่จะแสดงให้ทันอินทร์เห็นว่าฉันรู้ความจริงแล้ว ฉันนั่งอยู่ในห้องรับประทานอาหารที่มืดมิด รอให้เสียงร้องไห้ของทารกดังขึ้น เมื่อเสียงนั้นดังขึ้น ฉันไม่ได้กรีดร้องหรือหวาดกลัว แต่ฉันหัวเราะออกมาเบาๆ แล้วฉันก็พูดด้วยน้ำเสียงที่ดังพอให้ทันอินทร์ที่นั่งอยู่บนชั้นสองได้ยิน

“ทันอินทร์… เสียงร้องนี้มันเก่าและเป็นเทปที่วนซ้ำนะคะ! คุณควรเปลี่ยนเทปใหม่บ้างนะคะ หรืออย่างน้อยก็เปลี่ยนกลิ่นมะลิเถอะ กลิ่นมันปลอมมากค่ะ!”

ทันใดนั้นเสียงร้องก็หยุดลงทันที และทันอินทร์ก็ปรากฏตัวที่หัวบันได ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความไม่เชื่อและการคุกคาม เขาลงมาหาฉันอย่างช้าๆ

“แกเป็นบ้าไปแล้วพราว” เขาพูดด้วยเสียงทุ้มต่ำ “คำสาปมันเข้าสิงแกแล้ว”

“ไม่ใช่ค่ะ” ฉันยิ้มอย่างเยือกเย็น “ฉันกำลังตั้งท้องลูกชายของคุณ และฉันยังเป็นสถาปนิกที่ฉลาดพอที่จะรู้ว่าความกลัวมันสร้างได้ด้วยสายไฟและสวิตช์ค่ะ ไม่ใช่ไสยศาสตร์”

ฉันมองเข้าไปในดวงตาของเขาอย่างตรงไปตรงมา “คุณฆ่าชบาและลูกของเธอ คุณฆ่าแม่ของเคมด้วยการใช้สารพิษที่สกัดจากดอกมะลิแห้ง เพื่อปิดปากคนที่รู้ความจริง และคุณใช้เสียงร้องของเด็กที่คุณฆ่าเป็นเครื่องมือในการหลอนเหยื่อคนต่อไป”

ทันอินทร์ตบหน้าฉันอย่างแรงจนฉันหันไปตามแรงตบ ความเจ็บปวดรุนแรง แต่ฉันรู้ว่าฉันได้ถึงจุดที่ไม่มีทางกลับแล้ว

“ใช่! ฉันทำ!” ทันอินทร์สารภาพเสียงดัง ใบหน้าของเขาบิดเบี้ยวด้วยความบ้าคลั่ง “และแกจะเป็นรายต่อไป! แกมันเป็นคนนอก ไม่มีใครเชื่อแกหรอก! แกจะถูกวินิจฉัยว่าเป็นโรคทางจิต และลูกของแกจะเป็นของฉันแต่เพียงผู้เดียว!”


แรงตบของทันอินทร์ทำให้ขอบปากของฉันแตกและมีรสเลือดจางๆ แต่ความเจ็บปวดทางกายนั้นไม่อาจเทียบได้กับความเจ็บปวดจากการทรยศหักหลังที่ฉันได้รับจากตระกูลนี้ ฉันยันตัวลุกขึ้นยืนตรง แม้จะรู้สึกวิงเวียน แต่สายตาของฉันยังคงมุ่งมั่นและเด็ดเดี่ยว

“คุณสารภาพแล้ว” ฉันพูดด้วยเสียงที่แหบพร่า “ต่อหน้าฉัน ต่อหน้าบ้านทั้งหลังนี้”

“ใครจะไปเชื่อแก” ทันอินทร์เยาะเย้ย สีหน้าของเขาเต็มไปด้วยความเย่อหยิ่งแบบผู้มีอำนาจ “แกเป็นแค่คนท้องที่กำลังเสียสติ และแกไม่มีหลักฐานอะไรเลยที่อยู่ในมือ”

ทันอินทร์สั่งให้คนใช้ของเขาจับฉันไว้ แต่ฉันได้เตรียมตัวไว้แล้ว เมื่อรู้ว่าความปลอดภัยของฉันอยู่ที่ความรู้เรื่องกลไกของบ้าน ฉันรีบวิ่งไปที่สวิตช์ไฟหลักที่ฉันพบระหว่างการปรับปรุงบ้าน และกดมันลงไปอย่างแรง ไฟทั้งบ้านดับวูบลงอีกครั้ง ทิ้งให้เราตกอยู่ในความมืดสนิท

ความโกลาหลเกิดขึ้นทันที คนใช้พยายามคลำทางหาฉัน ทันอินทร์ตะโกนสั่งการอย่างบ้าคลั่ง ฉันใช้ความมืดนี้เป็นโอกาส ฉันรู้ผังบ้านดีกว่าใครๆ เพราะฉันเป็นคนวาดมันขึ้นมาใหม่ ฉันรีบวิ่งไปยังทางเข้าห้องใต้ดิน ซึ่งเป็นทางเดียวที่ฉันจะไปยังห้องเก็บไวน์ตามแผนผังของปู่ทวดได้

ฉันคลานลงบันไดไม้เก่าๆ อย่างระมัดระวัง แม้จะรู้สึกเจ็บท้องอย่างรุนแรงจากการถูกทำร้ายเมื่อครู่ แต่ความปรารถนาที่จะหาความจริงให้ได้นั้นสำคัญกว่าความกลัว ห้องใต้ดินเย็นเฉียบและชื้นแฉะ กลิ่นสาบของดินและเชื้อราปะปนกับกลิ่นไวน์เก่าๆ

ฉันหาห้องเก็บไวน์ตามที่คาดไว้ มันเป็นห้องที่ถูกล็อกไว้อย่างแน่นหนาด้วยกุญแจทองเหลืองโบราณ ฉันไม่มีกุญแจ แต่ฉันเป็นสถาปนิก ฉันจึงใช้เครื่องมือที่ฉันซ่อนไว้ในกระเป๋าเครื่องมือที่ทิ้งไว้ที่ชั้นล่าง งัดลูกบิดประตูอย่างรวดเร็วและเป็นมืออาชีพ

เมื่อเข้าไปในห้องเก็บไวน์ ฉันใช้ไฟฉายจากโทรศัพท์ที่ฉันพกติดตัวไว้เพื่อหาทาง ห้องนี้มีชั้นวางไวน์ที่สูงจรดเพดาน และที่มุมหนึ่งของห้องตามที่ปู่ทวดวาดแผนที่ไว้ มีชั้นวางที่ดูเหมือนจะถูกยึดไว้กับที่อย่างแน่นหนา

ฉันผลักชั้นวางไวน์อย่างแรง แต่มันไม่ขยับ ฉันมองดูใกล้ๆ และพบว่ามันเป็น ประตูบานเลื่อน ที่ถูกซ่อนไว้ภายใต้การตกแต่งแบบเก่า ฉันหาที่จับลับที่ถูกซ่อนไว้ใต้เชิงเทียนที่เก่าแก่และดึงมันออกมาอย่างแรง

ประตูบานเลื่อนนั้นเปิดออก เผยให้เห็นทางเดินแคบๆ ที่นำไปสู่ห้องเล็กๆ ที่มืดมิดและไร้อากาศ ที่นี่ไม่มีกลิ่นมะลิ ไม่มีเสียงร้องไห้ มีแต่ความเงียบงันของสถานที่ที่ถูกทิ้งร้างและซ่อนเร้น

ภายในห้องนั้น มีเพียงโลงศพที่ทำจากไม้เก่าๆ เพียงใบเดียววางอยู่บนแท่นหินอ่อน โลงศพนั้นไม่ได้ถูกตกแต่งอย่างหรูหราเหมือนโลงแก้ว แต่มันเป็นโลงศพที่ดูหยาบและเรียบง่าย

ฉันเดินเข้าไปใกล้โลงศพนั้น หัวใจเต้นรัวด้วยความคาดหวังและความกลัว ฉันรู้ว่าสิ่งที่อยู่ข้างในคือคำตอบสุดท้ายสำหรับทุกอย่าง ฉันเอามือแตะที่ฝาโลงศพ ไม้มันเย็นเฉียบและมีตะไคร่เกาะ

ฉันพยายามเปิดฝาโลงศพ แต่กลไกการล็อกมันแข็งและเก่าเกินไป ฉันต้องใช้สิ่วและค้อนขนาดใหญ่ที่ฉันพกติดตัวมางัดมันออกทีละนิด เสียงโลหะกระทบกันดังก้องไปทั่วห้องใต้ดิน

“พราว! แกอยู่ที่ไหน!” เสียงของทันอินทร์ตะโกนมาจากด้านบน ฉันได้ยินเสียงเท้าวิ่งลงบันไดมาอย่างรวดเร็ว เคมตามมาด้วย เขาร้องเรียกชื่อฉันอย่างสิ้นหวัง

ฉันไม่มีเวลาแล้ว ฉันออกแรงทั้งหมดสุดท้าย ทุบสิ่วเข้าไปในช่องว่างที่แคบที่สุด และงัดฝาโลงศพขึ้นมาอย่างแรง มันเปิดออกพร้อมกับเสียงครูดที่น่าขนลุก

กลิ่นที่โชยออกมาไม่ใช่กลิ่นของความเน่าเปื่อย แต่เป็นกลิ่นของ ดินและพืชสมุนไพรแห้ง ที่คุ้นเคย ฉันส่องไฟฉายเข้าไปในโลงศพนั้น และสิ่งที่ฉันเห็นทำให้ฉันตกใจอย่างที่สุด

ภายในโลงศพ ไม่มีศพของชบา แต่มี โลงศพเล็กๆ อีกใบ ที่วางอยู่ข้างๆ ผ้าห่อศพเก่าๆ ที่มี ผงสีเขียวอ่อนๆ ที่ถูกโรยทับไว้ และผงนั้นมีกลิ่นหอมของ ใบมะลิแห้ง เข้มข้น

ฉันรีบหยิบผ้าห่อศพนั้นขึ้นมา เนื้อผ้าเปื่อยยุ่ยและผงสมุนไพรแห้งก็ร่วงหล่นลงพื้น ฉันค้นพบว่ามันเป็น หลักฐาน ที่อยู่ภายในโลงศพเล็กๆ ที่ฉันเพิ่งทุบแตกบนผนังห้องนอน

ในโลงศพหลัก มีเพียง กล่องไม้เล็กๆ ที่ถูกแกะสลักอย่างสวยงาม และภายในกล่องนั้นมี เอกสารเก่าๆ ที่ถูกผนึกด้วยตราประจำตระกูล

ฉันคว้ากล่องนั้นไว้ในมือทันที ก่อนที่ทันอินทร์และเคมจะกรูกันเข้ามาในห้องใต้ดิน แสงไฟฉายส่องใบหน้าของพวกเขาที่บิดเบี้ยวด้วยความโกรธและความกลัว

“แกทำอะไรลงไป!” ทันอินทร์พุ่งเข้ามาหาฉัน แต่เคมเข้ามาขวางไว้ “พ่อ! พอได้แล้ว! เธอท้องอยู่นะ!”

“แกก็เป็นส่วนหนึ่งของมันเคม! แกก็ทรยศตระกูล!” ทันอินทร์ผลักเคมออกไปอย่างรุนแรงจนล้มลงไปที่พื้น

ฉันยกกล่องไม้ขึ้นมาในมือ “ฉันพบสิ่งที่อยู่ข้างในโลงศพแล้วค่ะ ทันอินทร์ และมันไม่ใช่กระดูก แต่มันคือ ความผิด ของคุณ”

ฉันรีบเปิดผนึกเก่าๆ นั้นออกอย่างระมัดระวัง ภายในเอกสารนั้นเป็น พินัยกรรมเก่าแก่ ของเจ้าของบ้านคนแรกของตระกูล ที่ระบุว่าบ้านหลังนี้จะถูกยกให้กับทายาทคนสุดท้ายที่เป็น ผู้หญิง เพื่อเป็นการไถ่โทษให้กับ “ความผิดบาปที่ทำไว้ต่อเรือนบัว”

และที่สำคัญที่สุด มันมี ใบรับรองการตาย ของชบา ซึ่งระบุว่าเธอ ไม่ได้ตายเพราะการคลอดลูก แต่ตายด้วย ภาวะหัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน ที่เกิดจาก สารพิษ ที่มีฤทธิ์กัดกร่อนจาก ดอกมะลิที่ถูกปรุงแต่ง

ทันอินทร์จ้องมองมาที่เอกสารในมือฉัน สีหน้าของเขาเปลี่ยนเป็นสีขาวซีด เขาไม่ได้กลัวผี แต่เขากลัวกฎหมายและการเปิดโปงที่กำลังจะมาถึง

“แกไม่มีวันออกไปจากที่นี่พร้อมกับเอกสารนั้นได้หรอกพราว” ทันอินทร์กระซิบอย่างเหี้ยมเกรียม เขาหยิบขวดไวน์เก่าๆ ที่ว่างเปล่าขึ้นมาจากชั้นวาง และเดินตรงเข้ามาหาฉัน

“พ่อ! อย่าทำ!” เคมตะโกน เขารีบคลานเข้ามาจับขาพ่อไว้ แต่ทันอินทร์ไม่สนใจ เขาเงื้อขวดไวน์ขึ้นและทุบลงไปที่หัวของฉันอย่างสุดแรง


ความเจ็บปวดจากการถูกตีด้วยขวดไวน์พุ่งเข้าสู่สมองของฉันราวกับกระแสไฟฟ้า ฉันรู้สึกถึงเลือดอุ่นๆ ที่ไหลอาบใบหน้าและศีรษะ แต่สิ่งที่ฉันกอดไว้แน่นที่สุดไม่ใช่ศีรษะที่กำลังปวดร้าว แต่เป็นกล่องไม้ที่มีเอกสารหลักฐานนั้น

ฉันล้มลงกับพื้นเย็นๆ ของห้องใต้ดิน ภาพทุกอย่างพร่ามัว เสียงตะโกนของทันอินทร์และเคมดูเหมือนจะมาจากที่ไกลแสนไกล ฉันรับรู้ได้เพียงแค่ว่ามือของทันอินทร์กำลังควานหาเอกสารจากมือที่อ่อนแรงของฉัน

“มันเป็นของฉัน! มันเป็นของตระกูลรุ่งฤทธิ์!” ทันอินทร์คำราม เขาดึงกล่องไม้ไปจากมือฉันอย่างรุนแรงจนข้อมือของฉันแทบจะหัก

เคมพุ่งเข้าใส่พ่ออย่างบ้าคลั่ง เขาทั้งโกรธแค้นและสิ้นหวัง “พ่อ! พ่อทำร้ายเธอ! เธอท้องอยู่นะ!” การต่อสู้ทางกายระหว่างพ่อลูกเกิดขึ้นอย่างดุเดือดในห้องใต้ดินที่มืดมิด

ฉันพยายามลุกขึ้น แต่ความมืดและความเจ็บปวดทำให้ฉันทรุดลงอีกครั้ง ภาพที่ฉันเห็นเริ่มชัดเจนขึ้นและฉันเห็นเคมและทันอินทร์กำลังยื้อยุดฉุดกระชากกันอยู่ข้างโลงศพไม้เก่าๆ

“แกทรยศฉันเคม! แกเลือกคนนอกตระกูล!” ทันอินทร์ตะโกน

“ผมเลือกสิ่งที่ถูกต้อง! พ่อเป็นฆาตกร!” เคมตอบกลับ

ในจังหวะนั้น ทันอินทร์เสียหลักและล้มลงไปที่พื้น ส่วนเคมก็ล้มตามลงไปด้วย แต่แทนที่จะล้มลงที่พื้น เคมล้มลงไปทับ ขอบหินอ่อนของโลงศพ อย่างจัง เสียงกระดูกที่แตกหักดังขึ้นพร้อมกับเสียงร้องที่เจ็บปวดอย่างแสนสาหัสของเคม

ฉันคลานไปหาเคมอย่างยากลำบาก เลือดไหลออกจากศีรษะของฉันไม่หยุด “เคม! ไม่!”

เคมนอนนิ่งอยู่ข้างโลงศพเก่าๆ ดวงตาของเขาเบิกกว้างด้วยความตกใจและความเจ็บปวดที่เหนือการควบคุม “พราว… ฉัน… ฉันเจ็บ…” เขาพยายามจะยื่นมือมาหาฉัน แต่เขาก็ทำได้เพียงกระตุกเบาๆ และหมดสติไป

ทันอินทร์ยืนขึ้นอย่างช้าๆ ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความหวาดผวา เขาไม่ได้หวาดกลัวต่อการกระทำของตัวเอง แต่กลัวผลลัพธ์ที่ตามมา

“ฉันไม่ได้ตั้งใจ…” ทันอินทร์พึมพำอย่างควบคุมไม่ได้ เขามองไปที่เคมที่แน่นิ่ง จากนั้นก็มองมาที่ฉันด้วยดวงตาที่เต็มไปด้วยความแค้นที่เปลี่ยนเป็นความบ้าคลั่ง

“แก… แกเป็นคนนำคำสาปมาสู่ลูกชายฉัน! แกเป็นคนทำลายตระกูลรุ่งฤทธิ์!” ทันอินทร์พูด เขาเดินเข้ามาหาฉันอย่างช้าๆ

ฉันพยายามถอยหนี แต่หลังของฉันชนกับผนังที่เย็นเฉียบ “ฉันไม่ได้ทำอะไรทั้งนั้น ทันอินทร์… คุณต่างหากที่ทำทุกอย่าง”

ทันอินทร์หัวเราะอย่างบ้าคลั่ง “ใช่… ฉันทำ… และฉันจะทำให้มันสมบูรณ์แบบ!”

เขาหยิบผ้าห่อศพเก่าๆ ที่มีผงสมุนไพรแห้งที่ฉันทำตกไว้บนพื้นขึ้นมา “นี่คือยาพิษที่ฉันใช้จัดการกับชบาและแม่ของแก… กลิ่นมะลิที่หอมหวาน… มันคือ การแก้แค้น ของตระกูลรุ่งฤทธิ์”

ทันอินทร์พยายามยัดผงมะลิแห้งผสมยาพิษนั้นเข้าที่ปากของฉัน ฉันต่อสู้สุดชีวิต พยายามที่จะกัดและข่วนเขา เลือดไหลออกจากบาดแผลที่ศีรษะของฉันลงมาที่ใบหน้าของเขา

ในจังหวะที่ฉันสิ้นหวังที่สุดนั้นเอง…

ฉันได้ยินเสียง เสียงที่แท้จริง ไม่ใช่เสียงจากเทป ไม่ใช่เสียงบีบคั้นจากผนัง แต่มันคือ เสียงหัวเราะของเด็ก ที่ดังมาจากมุมห้องใต้ดินนั้น เสียงหัวเราะที่สดใสและร่าเริงอย่างน่าประหลาดใจ

ทันอินทร์หยุดชะงักทันที สีหน้าของเขาเปลี่ยนเป็นความหวาดกลัวที่แท้จริง เขามองไปรอบๆ ห้องใต้ดินที่มืดมิดด้วยความสับสนและความหวาดผวา

“ชบา… แกกลับมาแล้วเหรอ…” เขาพึมพำ

เสียงหัวเราะนั้นหยุดลง และแทนที่ด้วย เสียงกระซิบ ที่ดังอยู่ข้างหูของทันอินทร์ “เขาเป็นของฉัน” เสียงกระซิบนั้นไม่น่ากลัว แต่เต็มไปด้วยความเย้ยหยันและอำนาจ

ทันอินทร์กรีดร้องออกมาอย่างบ้าคลั่ง เขาทิ้งฉันลงบนพื้นและรีบวิ่งออกไปจากห้องใต้ดินในความมืด เขาไม่ได้หนีจากฉัน แต่หนีจากสิ่งที่เขาสร้างขึ้นมา

ฉันนอนอยู่ข้างเคม ฉันยื่นมือไปสัมผัสใบหน้าของเคมที่ซีดเซียว เขายังคงหายใจ แต่การบาดเจ็บของเขาดูเหมือนจะรุนแรงมาก

ในความเงียบสงัดนั้น ฉันรู้สึกถึง การเคลื่อนไหว ภายในตัวฉัน เด็กในท้องของฉันกำลังดิ้นอย่างรุนแรงราวกับรับรู้ถึงอันตราย ฉันกอดท้องตัวเองไว้แน่นด้วยความรักและความหวาดกลัว

“ลูกแม่… เราต้องรอดนะ…” ฉันกระซิบ

ฉันมองไปยังโลงศพไม้เก่าๆ ที่เปิดอยู่ และหันไปมองรอยร้าวบนผนังที่ถูกซ่อมแซมอย่างเร่งรีบ ฉันรู้ว่าสิ่งที่ฉันเจอไม่ใช่ผีชบา แต่เป็น อำนาจของการรับรู้ผิด ที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อควบคุมเหยื่อ และตอนนี้อำนาจนั้นได้กลับมาทำร้ายผู้ที่สร้างมันขึ้นมาแล้ว

ฉันคลานไปที่เคมอีกครั้ง พยายามจะดึงตัวเขาขึ้นมา แต่ทำไม่ได้ การบาดเจ็บของฉันทำให้ฉันอ่อนแรงเกินไป ฉันจึงตัดสินใจทำสิ่งเดียวที่ฉันทำได้ในตอนนี้ คือคว้าเอกสารจากกล่องไม้ที่ตกอยู่ข้างๆ มือฉัน และซ่อนมันไว้ในเสื้อคลุมของฉัน

ฉันใช้แรงเฮือกสุดท้าย คลานขึ้นบันไดห้องใต้ดินอย่างช้าๆ เสียงร้องของทารกนั้นดังแผ่วเบาในหัวของฉัน แต่คราวนี้มันไม่ใช่เสียงที่ข่มขู่ แต่มันเหมือน เสียงเรียกนำทาง ให้ฉันออกไปจากความมืดนี้

ฉันคลานออกมาจากประตูห้องใต้ดิน และสิ่งที่ฉันเห็นบนพื้นโถงทางเดินหลักทำให้ฉันแทบจะหยุดหายใจ

ทันอินทร์ยืนอยู่กลางห้องโถงที่มืดมิด เขายืนอยู่หน้า รูปปั้นเจ้าแม่กวนอิม องค์ใหญ่ที่ตั้งอยู่กลางบ้าน ที่มือของเขาคือ เครื่องกำเนิดเสียงขนาดเล็ก และ ขวดน้ำมันดอกมะลิเข้มข้น ที่เขาใช้หลอนฉัน เขาไม่ได้ถือมันอย่างผู้ควบคุม แต่ถืออย่างคนวิกลจริต

ทันอินทร์มองมาที่ฉัน สายตาของเขาไม่ได้จ้องมาที่พราวผู้รอดชีวิต แต่จ้องมาที่ ชบา เขาเห็นฉันเป็นวิญญาณแค้นที่เขาผนึกไว้

“แกออกมาแล้ว! แกไม่ควรออกมา!” ทันอินทร์กรีดร้องอย่างบ้าคลั่ง เขาทุบเครื่องกำเนิดเสียงนั้นลงกับพื้นจนแตกกระจาย ทำให้เสียงร้องไห้ของทารกดังขึ้นเป็นครั้งสุดท้ายและเงียบหายไปอย่างสิ้นเชิง

ทันอินทร์พยายามวิ่งหนี แต่ในความมืดที่สลัว เขาสะดุดเข้ากับ ขั้นบันได ที่ฉันพังมันลงมาเล็กน้อยเมื่อตอนฉันลงมา และเขาก็ล้มลงไปอย่างไม่เป็นท่า ศีรษะของเขากระแทกกับ ขอบหินอ่อน อย่างแรง เลือดพุ่งกระจาย และเขาก็นอนแน่นิ่งอยู่ใต้เงาของรูปปั้นเจ้าแม่กวนอิมนั้น

ความเงียบที่ตามมาเป็นความเงียบที่แท้จริง ไม่มีความบ้าคลั่ง ไม่มีความหวาดกลัว ไม่มีเสียงร้องไห้ มีเพียงเสียงลมหายใจที่อ่อนแรงของฉันและเคมที่ยังอยู่ในห้องใต้ดิน

ฉันรู้ว่านี่ไม่ใช่การแก้แค้นของชบา แต่เป็น ผลกรรม ที่เกิดจากการต่อสู้เพื่อปกปิดความชั่วร้ายของตัวเอง

ฉันคลานไปที่ประตูหน้าบ้าน รวบรวมกำลังสุดท้าย และกดกริ่งสัญญาณกันขโมยที่ฉันซ่อมแซมไว้เงียบๆ เพื่อให้มันเป็นสัญญาณขอความช่วยเหลือ

ฉันหมดสติไปตรงนั้น โดยที่มือของฉันกุมเอกสารหลักฐานนั้นไว้แน่น และสิ่งที่ฉันรู้สึกสุดท้ายก่อนความมืดจะเข้าครอบงำคือ แรงดิ้น ของลูกชายที่กำลังจะเกิดมาในโลกที่เต็มไปด้วยความมืดมิดและเรื่องโกหกนี้


ฉันตื่นขึ้นมาในโรงพยาบาล กลิ่นของยาฆ่าเชื้อและผ้าปูที่นอนสีขาวสะอาดแทนที่กลิ่นดอกมะลิแห้งที่ค้างอยู่ในความทรงจำของฉัน ฉันพยายามลุกขึ้น แต่ความเจ็บปวดที่ศีรษะและร่างกายทำให้ฉันทำไม่ได้

สิ่งแรกที่ฉันทำคือการสัมผัสท้องของตัวเอง ท้องของฉันยังคงนูนขึ้นอย่างปลอดภัย การที่ฉันหมดสติไปนั้นไม่ได้ทำให้ลูกชายของฉันได้รับอันตราย ฉันถอนหายใจด้วยความโล่งอกอย่างที่สุด

ข้างเตียงของฉันมีตำรวจสองนายและพยาบาลหนึ่งคนยืนอยู่ พยาบาลพยายามปลอบฉันให้ใจเย็น แต่สายตาของตำรวจแสดงออกถึงความสงสัยและระแวดระวัง

“คุณพราว คุณอยู่ในที่เกิดเหตุคนเดียวกับผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บ เราต้องการคำให้การของคุณอย่างละเอียด” นายตำรวจนายหนึ่งกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เข้มงวด

ฉันพยายามเรียบเรียงเหตุการณ์ทั้งหมด แต่มันยากเหลือเกินที่จะทำให้พวกเขาเชื่อเรื่องราวของโลงแก้ว, การทรยศของเคม, แผนผังซ่อนเร้น, ยาพิษดอกมะลิ, และการที่ทันอินทร์สร้างกลไกเสียงหลอน ฉันเลือกที่จะบอกความจริงทั้งหมด แต่ในมุมมองของฉันเอง

ฉันบอกพวกเขาเกี่ยวกับความขัดแย้งกับทันอินทร์เรื่องการปรับปรุงบ้าน การที่เขาไม่ต้องการให้ฉัน ‘รื้อ’ อะไรก็ตามที่ซ่อนความลับของตระกูลไว้ ฉันเล่าถึงการที่ฉันพบเอกสารเก่าๆ ที่แสดงให้เห็นว่าทันอินทร์และบรรพบุรุษของเขาได้ปกปิดความจริงเกี่ยวกับการตายของหญิงสาวคนใช้ที่ชื่อชบา และเรื่องยาพิษที่ทำจากดอกมะลิแห้ง

ฉันเล่าถึงการต่อสู้ในห้องใต้ดินที่มืดมิด และการที่ทันอินทร์ทำร้ายฉันอย่างรุนแรงจนศีรษะแตกเพื่อแย่งเอกสารนั้นคืนไป ฉันยังบอกพวกเขาด้วยว่า เคม ลูกชายของเขาเองที่พยายามปกป้องฉันจากความบ้าคลั่งของพ่อ จนกระทั่งเขาได้รับบาดเจ็บสาหัสจากการล้มทับขอบโลงศพ

เมื่อฉันเล่าเรื่องของทันอินทร์ที่สะดุดล้มลงเองจนศีรษะกระแทกพื้นเสียชีวิต เพราะเขากำลังหนีจาก บางสิ่งบางอย่าง ที่เขาเชื่อว่าเป็นคำสาป… นายตำรวจทั้งสองคนมองหน้ากันด้วยความไม่เชื่ออย่างเห็นได้ชัด

“คุณพราว ในที่เกิดเหตุ เราพบร่องรอยการต่อสู้ แต่เราไม่พบเอกสารใดๆ ที่คุณกล่าวถึง และผู้เชี่ยวชาญด้านเสียงของเราไม่พบอุปกรณ์สร้างเสียงในบริเวณที่เกิดเหตุ… ส่วนคุณเคม เขากล่าวว่าเขาจำเหตุการณ์ที่ชัดเจนไม่ได้ เขาอยู่ในภาวะตื่นตระหนก”

หัวใจของฉันหล่นวูบ! ฉันจำได้ว่าฉันซ่อนเอกสารไว้ในเสื้อคลุมของฉัน แต่ในช่วงที่ฉันหมดสติไปที่ประตูบ้าน อาจจะมีคนใช้คนใดคนหนึ่งของทันอินทร์เก็บมันไป หรือบางทีอาจจะถูกทำลายไปแล้วในการต่อสู้

ฉันมองไปที่ตำรวจด้วยความสิ้นหวัง “ฉันรู้ว่าฟังดูเหลือเชื่อ แต่เอกสารนั้น… มันมีใบรับรองการตายของชบาที่พิสูจน์ว่าเธอถูกฆาตกรรม! ฉันต้องหาเอกสารนั้นให้เจอ”

“เราจะสอบสวนเพิ่มเติมครับ แต่ตอนนี้คุณอยู่ในฐานะผู้ต้องสงสัยคนสำคัญ”

หลังจากที่ตำรวจออกไป ฉันถูกทิ้งให้อยู่กับความรู้สึกของการถูกทรยศและโดดเดี่ยวอีกครั้ง

ฉันรีบถามพยาบาลถึงอาการของเคม “เขาเป็นอย่างไรบ้างคะ”

พยาบาลทำหน้าเศร้า “คุณเคม… เขาบาดเจ็บที่กระดูกสันหลังรุนแรงครับ การผ่าตัดผ่านไปด้วยดี แต่แพทย์บอกว่า… เขาอาจจะเดินไม่ได้อีกต่อไปแล้ว”

ความรู้สึกของการสูญเสียอย่างหนัก (Loss and Sacrifice) เข้าจู่โจมฉันอย่างรวดเร็ว เคมถูกลงโทษสำหรับการตัดสินใจที่ไม่เด็ดขาดของเขา เขาไม่ได้ทรยศฉันอย่างสิ้นเชิง แต่ความอ่อนแอของเขาทำให้เขาถูกพ่อทำร้ายและลงโทษอย่างสาสม และตอนนี้เขาก็ต้องสูญเสียความสามารถในการใช้ชีวิตไปตลอดกาล

ฉันขอไปเยี่ยมเคมทันที พวกเขาเข็นเตียงฉันไปที่ห้องของเคม เขาถูกพันผ้าไว้หลายแห่งและมีเครื่องช่วยหายใจขนาดเล็กอยู่ข้างๆ

เคมมองฉันด้วยสายตาที่ว่างเปล่าและเต็มไปด้วยความเจ็บปวด เขาพยายามยิ้ม แต่รอยยิ้มนั้นบิดเบี้ยวและน่าสงสาร

“พราว… ฉัน… ฉันขอโทษ” เคมกระซิบด้วยเสียงที่แหบแห้ง “พ่อ… พ่อบอกความจริงกับฉันเมื่อไม่นานมานี้… เรื่องที่ฉันไม่ได้เกิดจากคำสาป แต่… ฉันเกิดจากความเห็นแก่ตัวของตระกูลเรา”

ฉันนั่งข้างเตียงเขา จับมือที่เย็นเฉียบของเขาไว้ “คุณไม่ต้องขอโทษ เคม… คุณทำดีที่สุดแล้ว”

“ไม่… ฉันไม่ได้ทำดีที่สุด ฉันพยายามจะใช้คุณเป็นเครื่องสังเวยเพื่อให้ลูกของเราปลอดภัย… ฉันรู้เรื่องยาพิษดอกมะลิ… ฉันเคยเห็นพ่อทำลายบันทึกของแม่ที่กล่าวถึงมัน” น้ำตาไหลออกจากหางตาของเคม “แต่ตอนนี้… ฉันเดินไม่ได้แล้ว… พ่อก็ตายไปแล้ว… ตระกูลนี้มันพังพินาศแล้ว”

เคมจ้องมองมาที่ท้องของฉัน “ลูกของเรา… พราว… อย่าให้เขารู้เรื่องราวเหล่านี้เลยนะ ปล่อยให้มันจบที่รุ่นของเรา”

ฉันรู้สึกถึงความรักสุดท้ายที่ฉันมีต่อเคม มันเป็นความรักที่เต็มไปด้วยความสงสารและความเสียใจต่อผู้ชายที่ถูกทำลายโดยความโลภของพ่อเขาเอง แต่สิ่งที่สำคัญกว่าตอนนี้คือ การอยู่รอด

สุดท้ายของ: ฉันได้รับจดหมายจากทนายความของตระกูลรุ่งฤทธิ์ พวกเขายื่นข้อเสนอให้ฉัน: ทันอินทร์เสียชีวิตโดยไม่มีพินัยกรรมอย่างเป็นทางการ และเคมไม่สามารถดูแลกิจการได้

“ตระกูลรุ่งฤทธิ์ตระหนักดีว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นการทำร้ายร่างกายที่มีเจตนาร้าย และเพื่อหลีกเลี่ยงคดีความและชื่อเสียงที่เสียหาย ตระกูลพร้อมที่จะให้ ทรัพย์สมบัติทั้งหมด แก่ลูกชายของคุณ… แต่มีเงื่อนไขเดียว” ทนายความกล่าวด้วยใบหน้าที่เรียบเฉย

“เงื่อนไขอะไรคะ”

“คุณต้อง เซ็นรับรอง ว่าเหตุการณ์การเสียชีวิตของทันอินทร์และอาการบาดเจ็บของเคมเป็น อุบัติเหตุ ที่เกิดจาก ความหวาดระแวง ของทันอินทร์เอง เนื่องจากปัญหาทางจิตเวช และคุณจะไม่เปิดเผยเรื่องราวความเชื่อโชคลางหรือเรื่องราวของ ‘ชบา’ สู่สาธารณะชน ตลอดไป

ทันใดนั้นทุกอย่างก็ชัดเจน ตระกูลรุ่งฤทธิ์ไม่ได้กลัวผีหรือคำสาป แต่กลัว ความอับอายขายหน้า และ กฎหมาย พวกเขาต้องการให้เรื่องนี้จบลงด้วยการจัดฉากให้ทันอินทร์เป็นบ้า

ฉันมองไปที่ท้องของฉัน ลูกชายของฉันกำลังจะได้รับมรดกทั้งหมด แต่ต้องแลกมากับ การปิดปาก และ การโกหก ที่จะกลายเป็นรากฐานของชีวิตเขา

ฉันนึกถึงชบา… หญิงสาวที่ถูกทรยศและถูกทำลายโดยตระกูลนี้สองครั้ง ครั้งแรกโดยการฆาตกรรม และครั้งที่สองโดยการใช้ความทุกข์ของเธอมาเป็น ‘คำสาป’ เพื่อปกปิดอาชญากรรม ถ้าฉันรับข้อเสนอนี้ ฉันก็จะกลายเป็นผู้ทรยศชบาคนที่สาม

แต่ถ้าฉันปฏิเสธ ฉันจะไม่มีอะไรเลย ฉันจะกลายเป็นผู้ต้องสงสัยที่ถูกทิ้งให้อยู่ตามลำพังกับลูกชายที่กำลังจะเกิดมา โดยไม่มีทรัพยากรใดๆ

ฉันรู้สึกถึงความขัดแย้งที่รุนแรงที่สุดในชีวิต

“ฉัน… ฉันจะรับข้อเสนอนั้น” ฉันตอบด้วยน้ำเสียงที่แข็งกระด้างที่สุดเท่าที่ฉันจะทำได้ ฉันจะใช้ทรัพย์สมบัติของตระกูลรุ่งฤทธิ์เพื่อปกป้องลูกชายของฉันจากพวกเขา และวันหนึ่ง… ฉันจะเปิดเผยความจริงนี้ในแบบของฉันเอง


ห้าปีผ่านไปอย่างรวดเร็วราวกับฝันร้ายที่ถูกซ่อนไว้ใต้แสงแดดที่เจิดจ้า ฉันไม่ได้อาศัยอยู่ในคฤหาสน์รุ่งฤทธิ์อีกต่อไป ฉันใช้เงินทุนก้อนมหาศาลที่ได้มาจากการทำข้อตกลงกับตระกูลเพื่อซื้อบ้านใหม่ที่ทันสมัยและโปร่งสบายในกรุงเทพฯ ฉันใช้เงินทุนเหล่านั้นเพื่อสร้างชีวิตใหม่ที่มั่นคงให้กับ ธาม ลูกชายของฉัน

ธามเติบโตมาอย่างร่าเริงและชาญฉลาด เขาเป็นลูกชายที่น่ารักและเต็มไปด้วยชีวิตชีวา ฉันพยายามมอบความรักและความอบอุ่นทั้งหมดที่ฉันไม่เคยได้รับจากครอบครัวของเคม แต่ถึงแม้ฉันจะพยายามอย่างหนักแค่ไหนก็ตาม… อดีต ก็ยังคงตามหลอกหลอนเราอยู่เสมอ

เคม คู่หมั้นของฉันถูกดูแลโดยพยาบาลที่ฉันจ้างมาอย่างดี เขาใช้ชีวิตอยู่บนรถเข็นตลอดไป การบาดเจ็บที่กระดูกสันหลังทำให้เขาเป็นอัมพาตครึ่งท่อนล่าง เคมไม่ได้พูดถึงเรื่องที่เกิดขึ้นในคฤหาสน์อีกเลย ราวกับพยายามที่จะลบมันออกไปจากความทรงจำ เขาใช้ชีวิตอย่างสงบเสงี่ยมและรับผิดชอบในฐานะพ่อที่ดีที่สุดเท่าที่เขาจะทำได้

แต่ความเงียบของเคมนั้นไม่ได้ทำให้ฉันปลอดภัย ฉันรู้ว่าทุกครั้งที่เขาจ้องมองมาที่ฉัน มันมีความรู้สึกผิดที่ถูกฝังอยู่ และทุกครั้งที่เขามองไปที่ธาม มันมีความหวาดกลัวเงียบๆ ที่ฉันสัมผัสได้

ส่วนตัวฉันเอง อาการทางจิตวิทยา ที่ทันอินทร์พยายามสร้างขึ้นมาดูเหมือนจะกลายเป็นจริงไปแล้วบางส่วน แม้จะไม่อยู่ในคฤหาสน์ แต่ฉันยังคง ได้กลิ่นดอกมะลิแห้ง อยู่เป็นประจำ โดยเฉพาะเวลาที่ฉันอยู่ใกล้ธามมากๆ กลิ่นนั้นไม่ได้ทำให้ฉันกลัวเหมือนเมื่อก่อน แต่มันทำให้ฉันรู้สึกเหมือนฉันเป็น ผู้เฝ้าดู ชบา ที่กำลังเฝ้ามองลูกชายของฉันอยู่

ฉันยังคงเป็นสถาปนิก แต่ตอนนี้ฉันทำงานจากบ้าน ฉันไม่สามารถกลับไปใช้ชีวิตแบบเดิมได้ เพราะทุกความสัมพันธ์ใหม่ๆ หรือการติดต่อกับโลกภายนอกทำให้ฉันรู้สึกเหมือนฉันกำลังจะ ทรยศ ข้อตกลงที่ฉันทำไว้กับทนายของตระกูลรุ่งฤทธิ์

วันหนึ่ง ธามเล่นในห้องนั่งเล่นและจู่ๆ เขาก็เริ่มร้องไห้ “แม่! หนูเจ็บ!”

ฉันรีบเข้าไปหาเขาและถามว่าเกิดอะไรขึ้น ธามชี้ไปที่กำแพงห้องนั่งเล่นของเรา ซึ่งเป็นผนังที่ฉันออกแบบให้มีช่องลมและช่องเก็บของที่เป็นระบบระบายอากาศที่ทันสมัย

“หนูได้ยินเสียงเด็กผู้หญิงร้องไห้จากข้างในผนังค่ะแม่ และหนูก็รู้สึกหนาวมากๆ” ธามพูด น้ำตาไหลอาบแก้ม

คำพูดนั้นทำให้เลือดในตัวฉันเย็นเฉียบ เสียงร้องไห้… ผนัง… ฉันคิดว่าฉันได้ทิ้งความบ้าคลั่งนั้นไว้ข้างหลังแล้ว แต่ดูเหมือนว่ามันจะตามเรามาที่นี่

ฉันโอบกอดธามไว้แน่น “ไม่เป็นไรนะลูก ที่นี่ไม่มีใครร้องไห้ มันอาจจะเป็นเสียงของท่อประปา”

แต่ฉันรู้ว่ามันไม่ใช่ ฉันรีบพาธามออกไปเล่นนอกบ้าน และเมื่อธามไปโรงเรียน ฉันก็รีบเรียกเคมมาที่ห้องนั้นทันที

เคมนั่งรถเข็นมาที่ผนังที่ธามชี้ “คุณได้ยินไหมเคม” ฉันถามด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ

เคมปิดตาของเขาอย่างรวดเร็วและสั่นศีรษะ “ไม่… ฉันไม่ได้ยินอะไรเลย พราว… อย่าทำให้ตัวเองเป็นบ้าไปอีกคนเลยนะ”

“แต่มันเกิดขึ้นแล้วเคม! มันตามเรามาที่นี่! หรือว่า…” ฉันจ้องมองไปที่เขาด้วยความสงสัย “…หรือว่าคุณทำอะไรบางอย่าง? คุณแอบนำสิ่งที่มาจากบ้านหลังนั้นมาที่นี่หรือเปล่า?”

เคมดูตกใจมากกับคำถามของฉัน “ไม่! ฉันสาบาน! ฉันอยากจะเผาบ้านหลังนั้นทิ้งด้วยซ้ำ! ฉันไม่อยากจะจำเรื่องอะไรได้อีกแล้ว!”

ฉันรู้ว่าเคมพูดความจริง ความหวาดกลัวของเขาเป็นของจริง แต่สิ่งที่ตามมานั้นไม่ใช่สิ่งที่เคมหรือฉันคาดเดาได้

ฉันกลับไปที่ห้องนั่งเล่นและเริ่มตรวจสอบผนังอย่างละเอียด ฉันพบว่าบริเวณนั้นมีความเย็นผิดปกติเมื่อเทียบกับจุดอื่นๆ ในห้อง มันไม่ใช่ความเย็นของเครื่องปรับอากาศ แต่มันเป็นความเย็นแบบเดียวกับที่ฉันเคยสัมผัสที่คฤหาสน์รุ่งฤทธิ์

ฉันใช้เครื่องมือสแกนผนังที่ฉันซื้อมาใช้ในการออกแบบ และสิ่งที่ฉันเห็นบนหน้าจอทำให้ฉันหยุดหายใจ ภายในผนังนั้นมีช่องว่างเล็กๆ ที่ถูกสร้างขึ้นอย่างจงใจ และในช่องว่างนั้น… มี บางสิ่งบางอย่าง ที่ให้สัญญาณเป็น วัตถุแข็งที่ซ่อนอยู่

ฉันใช้สว่านเจาะผนังอย่างระมัดระวัง และเมื่อฉันเจาะทะลุไปถึงช่องว่างนั้น ฉันรู้สึกถึง กลิ่นมะลิแห้ง ที่พุ่งออกมาอย่างรุนแรงจนน้ำตาฉันไหล

ฉันขยายรูเจาะให้กว้างขึ้น และใช้ไฟฉายส่องเข้าไป ในช่องว่างที่ถูกซ่อนไว้อย่างแนบเนียนนั้น ฉันพบโลงแก้วเล็กๆ ขนาดเท่ากล่องเครื่องประดับ มันถูกออกแบบอย่างประณีตและถูกผนึกไว้ด้วยตราของตระกูลรุ่งฤทธิ์

ฉันดึงมันออกมาด้วยความสั่นสะท้าน มือของฉันเปียกชื้นไปด้วยเหงื่อและความหวาดกลัว ภายในโลงแก้วนั้นไม่ใช่รูปปั้นสตรีมีครรภ์ แต่เป็น แหวนทองคำโบราณ ที่มีอัญมณีสีเข้ม และข้างๆ แหวนนั้น มี กระดาษม้วนเล็กๆ ที่เปื่อยยุ่ย

ฉันเปิดกระดาษม้วนนั้นออกอย่างระมัดระวัง และสิ่งที่ฉันอ่านทำให้ความเข้าใจทั้งหมดที่ฉันมีต่อชบาเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง

มันไม่ใช่บันทึกของทันอินทร์ หรือปู่ทวด แต่เป็น จดหมายลาตาย ของชบาเอง

“ถึงลูกรักของฉัน… แม่รู้ว่าพวกเขาจะพรากชีวิตฉันไป เพราะฉันมันสกปรกในสายตาของพวกเขา แต่แม่ไม่ยอมให้พวกเขาพราก ความรัก ไปจากแก

พวกเขาจะใช้ร่างของฉันเป็นเหยื่อล่อ… แต่แม่ได้ซ่อน ความจริง ไว้ในที่เดียวที่พวกเขาจะไม่คิดค้นหา นั่นคือที่ๆ แม่ถูกฝังจริงๆ… ใต้ต้นมะลิ ที่เรารัก

แหวนนี้จะนำทางแก… เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม… ลูกชายของฉันจะต้องรับผิดชอบต่ออาชญากรรมของพ่อเขาเอง

แม่ไม่ได้ต้องการแก้แค้น แต่ต้องการ ความสงบ ที่มาพร้อมกับ การสารภาพ

ฉันตระหนักว่าชบาไม่เคยเป็นผีร้าย เธอเป็นแค่ เหยื่อ ที่พยายามส่งต่อความจริงให้ลูกชายของเธอเอง ทันอินทร์ไม่ได้ผนึกวิญญาณชบา แต่ผนึก หลักฐาน ที่เธอพยายามทิ้งไว้

และตอนนี้ฉันก็รู้แล้วว่าทำไมฉันถึงได้กลิ่นมะลิ… ชบาไม่ได้ตามหลอนฉัน แต่เธอกำลัง สื่อสาร กับฉันผ่านกลิ่นที่เธอรัก เพื่อขอให้ฉันไปที่ ที่ฝังศพจริงๆ ของเธอ


การค้นพบโลงแก้วจิ๋วและจดหมายลาตายของชบาเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญที่สุด ฉันเข้าใจว่าการต่อสู้ที่แท้จริงไม่ใช่การหลบหนีจากคำสาป แต่เป็นการ เปิดโปงความจริง ที่ถูกฝังอยู่ใต้สวนดอกมะลิของคฤหาสน์รุ่งฤทธิ์

ฉันเก็บโลงแก้วจิ๋วและแหวนทองคำโบราณไว้ในที่ปลอดภัย และเริ่มวางแผนที่จะกลับไปยังคฤหาสน์รุ่งฤทธิ์อีกครั้ง แต่คราวนี้ไม่ใช่ในฐานะเหยื่อ แต่ในฐานะ สถาปนิกที่พร้อมจะรื้อทำลายความลับ

ฉันตัดสินใจที่จะไม่บอกเคมเรื่องนี้ เพราะฉันไม่สามารถเสี่ยงให้ความกลัวหรือความอ่อนแอของเขามาขัดขวางฉันได้ ฉันบอกเขาเพียงว่าฉันต้องกลับไปที่คฤหาสน์เพื่อจัดการเรื่องเอกสารของที่ดินที่ยังค้างอยู่

วันรุ่งขึ้น ฉันขับรถกลับไปที่คฤหาสน์รุ่งฤทธิ์ มันถูกปิดตายและเงียบสงบ ไม่มีใครอยู่ที่นั่นนอกจากเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยที่ถูกจ้างโดยสำนักงานทนายความของตระกูล ฉันแสดงเอกสารอนุญาตการเข้าถึงในฐานะผู้จัดการทรัพย์สินของธาม และได้รับอนุญาตให้เข้าไปได้อย่างง่ายดาย

คฤหาสน์ยังคงมืดมิดและเต็มไปด้วยความอับชื้นที่คุ้นเคย กลิ่นมะลิแห้งยังคงค้างอยู่ในอากาศ แม้จะจางลงมากแล้วก็ตาม ฉันเดินตรงไปยัง สวนดอกมะลิ ที่ฉันจำได้ว่าตั้งอยู่ด้านหลังบ้าน

สวนนั้นเคยเป็นสถานที่ที่สวยงาม แต่ตอนนี้มันถูกปล่อยปละละเลย ต้นมะลิแห้งเหี่ยวและเถาวัลย์ก็พันรอบต้นไม้ใหญ่จนดูน่ากลัว ฉันเดินไปที่ต้นมะลิที่ดูเก่าแก่ที่สุด ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากกำแพงบ้านพอสมควร และฉันสังเกตเห็นว่าที่โคนต้นนั้นมี หินก้อนใหญ่ ถูกวางทับไว้

ฉันคุกเข่าลงและวางมือลงบนพื้นดินเย็นๆ ใกล้โคนต้นมะลิ ฉันมองไปที่แหวนทองคำโบราณในมือของฉัน จู่ๆ ฉันก็รู้สึกถึง ความรู้สึก ของชบา ความเศร้าและความปรารถนาที่จะพักผ่อนอย่างสงบ

ฉันเริ่มขุดดินรอบๆ หินก้อนใหญ่นั้น ดินชื้นและแข็งมาก ฉันใช้พลั่วขนาดเล็กที่ฉันนำติดตัวมาอย่างระมัดระวัง ใช้เวลาเกือบหนึ่งชั่วโมงในการขุดลึกลงไป

เมื่อฉันขุดลงไปได้ลึกพอ ฉันก็สัมผัสได้ถึง วัตถุแข็งๆ ที่ซ่อนอยู่ข้างใต้ มันไม่ใช่หิน แต่เป็น แผ่นป้ายหินอ่อน ที่มีตะไคร่เกาะ ฉันทำความสะอาดแผ่นป้ายนั้น และอ่านตัวอักษรที่ถูกสลักไว้ด้วยความประหลาดใจ

มันไม่ใช่ชื่อของชบา แต่เป็นชื่อของ บุตรชายของชบา ที่ถูกตั้งให้เป็น เครื่องรางป้องกัน ของตระกูล

“ดวงวิญญาณแห่งความบริสุทธิ์… จงนำความสงบมาสู่ตระกูลรุ่งฤทธิ์”

ฉันรู้ว่านี่ไม่ใช่ศพของชบา แต่เป็นศพของลูกชายของเธอที่ถูกฝังไว้ที่นี่เพื่อใช้เป็นเครื่องรางตามความเชื่อที่บ้าคลั่งของตระกูล

ฉันขุดลึกลงไปอีก และในที่สุดฉันก็เจอ โลงศพเล็กๆ ที่ทำจากไม้สน โลงศพนั้นเล็กเกินกว่าจะเป็นโลงศพผู้ใหญ่ ฉันเปิดมันออกด้วยความสั่นเทา และสิ่งที่ฉันเห็นคือ โครงกระดูกเล็กๆ ของทารกแรกเกิด ที่ถูกคลุมไว้ด้วยผ้าไหมเก่าๆ ที่เปื่อยยุ่ยและผงดอกมะลิแห้งจำนวนมาก

แต่สิ่งที่ทำให้ฉันเข้าใจทุกอย่างคือ สิ่งที่ถูกซ่อนอยู่ใต้โลงศพของทารกนั้น

มันคือ หีบเหล็กเก่าๆ ที่ถูกผนึกด้วยโซ่และกุญแจที่ซับซ้อน มันเป็นงานที่ประณีตและถูกออกแบบมาเพื่อ ปกป้อง สิ่งที่อยู่ข้างในอย่างที่สุด ไม่ใช่เพื่อป้องกันวิญญาณออกมา แต่เพื่อป้องกันไม่ให้ หลักฐาน ถูกเปิดเผย

ฉันใช้เครื่องมือช่างของสถาปนิกงัดกุญแจเก่าๆ นั้นออกอย่างช้าๆ มันต้องใช้ความพยายามอย่างมาก แต่ในที่สุดฉันก็ทำสำเร็จ

เมื่อฝาหีบเหล็กเปิดออก ฉันเห็น บันทึกประจำวัน เล่มหนาของทันอินทร์! มันเป็นบันทึกที่เขาเก็บไว้ตลอดหลายสิบปี ซึ่งถูกซ่อนไว้ในสถานที่ที่เขาคิดว่า ศักดิ์สิทธิ์ที่สุด และไม่มีใครกล้าแตะต้อง นั่นคือใต้ศพของเด็กที่เขาฆ่า

บันทึกนั้นไม่ได้เป็นเพียงแค่บันทึกประจำวัน แต่มันคือ หลักฐานของความบ้าคลั่ง

ทันอินทร์บันทึกทุกอย่าง ตั้งแต่การที่เขาไป ปรุงยาพิษ จากดอกมะลิเพื่อกำจัดชบาที่กำลังจะคลอดลูกชายของพ่อเขาเอง การที่เขาทรมานแม่ของเคมด้วยการ สร้างเสียงหลอน และค่อยๆ วางยาพิษดอกมะลิที่ปรุงแต่งแล้วลงในอาหาร เพื่อทำให้แม่ของเคมดูเหมือนว่าเสียชีวิตเพราะโรคประหลาดที่เกิดจากคำสาป

และที่น่าตกใจที่สุด… ทันอินทร์บันทึกถึง ความสัมพันธ์ลับ ที่ทำให้เกิดโศกนาฏกรรมทั้งหมดนี้

ความลับที่ถูกเปิดเผย : ทันอินทร์ไม่ได้ฆ่าชบาเพื่อปกป้องตระกูล แต่เขาฆ่าเพราะ ความอิจฉาริษยา

ชบาไม่ได้ตั้งท้องกับปู่ทวด แต่เธอตั้งท้องกับ น้องชายที่ทันอินทร์รักที่สุด ซึ่งเสียชีวิตไปในช่วงวัยหนุ่ม และทันอินทร์เชื่อว่าชบาเป็น มาร ที่เข้ามาทำลายความบริสุทธิ์ของน้องชายเขา การกำจัดชบาคือการชำระล้างตระกูล และการใช้ศพทารกเป็นเครื่องรางคือการที่เขาจะสามารถ ควบคุม วิญญาณของน้องชายเขาได้

ฉันรู้สึกคลื่นไส้กับความบ้าคลั่งของทันอินทร์ แต่มันก็ทำให้ฉันเข้าใจแรงจูงใจที่ซับซ้อนของเขา ความโลภถูกขับเคลื่อนด้วยความรักที่บิดเบือน

ฉันรีบถ่ายรูปทุกหน้าของบันทึกนั้นด้วยโทรศัพท์มือถือของฉัน จากนั้นฉันก็เก็บหีบเหล็กนั้นไว้ในกระเป๋าของฉัน และจัดการฝังศพทารกและหินก้อนใหญ่กลับคืนสู่สภาพเดิม

ก่อนที่ฉันจะเดินออกจากสวน ฉันพูดกับต้นมะลิด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยน “ชบา… ฉันพบลูกชายคุณแล้ว และฉันพบความจริงทั้งหมดแล้ว… คุณจะได้พักผ่อนอย่างสงบเสียที”

ทันใดนั้น กลิ่นมะลิ ที่หอมหวานบริสุทธิ์อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ก็โชยมาจากสวนนั้น มันไม่ใช่กลิ่นที่ทำให้ฉันหวาดกลัวอีกต่อไป แต่มันเป็น กลิ่นของการให้อภัย และ การขอบคุณ


การค้นพบสมุดบันทึกของทันอินทร์ที่ถูกซ่อนไว้ใต้หลุมฝังศพของทารกถือเป็นชัยชนะที่สมบูรณ์แบบ มันเป็นทั้งหลักฐานทางอาญาและหลักฐานทางจิตวิทยาที่พิสูจน์ทุกอย่าง

ฉันออกจากคฤหาสน์รุ่งฤทธิ์อย่างเงียบๆ โดยไม่มีใครสังเกตเห็น ฉันถือหีบเหล็กและสมุดบันทึกไว้ในรถราวกับถือระเบิดเวลาที่พร้อมจะระเบิด

เมื่อกลับถึงบ้าน ฉันไม่ได้เปิดเผยเรื่องนี้กับใครในทันที สิ่งแรกที่ฉันทำคือการนั่งข้างเตียงเคม

เคมนอนอยู่บนเตียง โดยมีธามนั่งดูการ์ตูนอยู่ข้างๆ ธามวิ่งมากอดฉันเมื่อฉันเข้ามา “แม่! วันนี้หนูไม่ได้ยินเสียงร้องไห้จากผนังเลยค่ะ!”

ฉันกอดลูกชายแน่น “ใช่แล้วลูกรัก บางครั้ง… เมื่อความจริงถูกเปิดเผย ความมืดก็ไม่มีที่ซ่อน”

ฉันส่งสัญญาณให้ธามออกไปเล่นข้างนอก จากนั้นฉันก็วางสมุดบันทึกของทันอินทร์ลงบนตักของเคม

“คุณจำเป็นต้องอ่านนี่เคม” ฉันพูดด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวลแต่หนักแน่น “มันคือคำสารภาพทั้งหมดของพ่อคุณ มันอธิบายว่าทำไมแม่ของคุณถึงตาย ทำไมชบาถึงตาย และทำไมความกลัวถึงครอบงำตระกูลของคุณมาโดยตลอด”

เคมใช้มือที่สั่นเทาพลิกเปิดหน้าบันทึกนั้น แสงจากโคมไฟส่องให้เห็นลายมือที่หวาดระแวงและบ้าคลั่งของพ่อเขา เคมใช้เวลาเกือบสองชั่วโมงในการอ่านบันทึกนั้น ทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบงัน มีเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศเท่านั้นที่ดัง

เมื่อเคมอ่านจบ เขาทิ้งสมุดบันทึกนั้นลงบนพื้น ใบหน้าของเขาเปียกโชกไปด้วยน้ำตาและความขยะแขยง เขานอนนิ่งราวกับหมดสิ้นทุกอย่างในชีวิต

“พ่อ… พ่อไม่ได้แค่บ้า พ่อคือปีศาจ” เคมพึมพำ “ฉัน… ฉันรักเขาได้อย่างไร”

“ความรักและความกลัวทำให้เราทำสิ่งที่ผิดได้เสมอเคม” ฉันตอบ “แต่ตอนนี้คุณต้องตัดสินใจ คุณจะให้ตระกูลรุ่งฤทธิ์ที่เต็มไปด้วยความลับนี้อยู่ต่อไป หรือคุณจะมอบความยุติธรรมให้กับชบาและแม่ของคุณ”

การตัดสินใจของเคม : เคมมองมาที่ฉันด้วยดวงตาที่ตัดสินใจแล้ว “ฉัน… ฉันตัดสินใจแล้วพราว ตระกูลนี้จะต้องจบลงที่รุ่นเรา ฉันไม่ต้องการให้ธามแบกรับชื่อสกุลที่แปดเปื้อนนี้”

เคมเป็นคนโทรหาทนายความของตระกูลด้วยตัวเอง และนัดประชุมฉุกเฉินในวันรุ่งขึ้น

การประชุมถูกจัดขึ้นที่สำนักงานกฎหมายใหญ่ใจกลางกรุงเทพฯ ฉันและเคมไปพร้อมกับสมุดบันทึกของทันอินทร์ ในห้องประชุมมีทนายความของตระกูลที่พยายามจะควบคุมสถานการณ์มาตลอดห้าปี และผู้บริหารระดับสูงบางคนที่ได้รับผลประโยชน์จากตระกูลรุ่งฤทธิ์

เมื่อฉันวางสมุดบันทึกบนโต๊ะกลางห้อง และเปิดภาพถ่ายบันทึกการฆาตกรรมและการวางยาพิษที่ฉันถ่ายไว้จากโทรศัพท์ ทนายความของตระกูลก็หน้าซีดเผือด

“นี่คือสิ่งที่ตระกูลรุ่งฤทธิ์ซ่อนไว้ภายใต้คำว่า ‘คำสาป’ นี่คือหลักฐานที่พิสูจน์ว่าทันอินทร์ฆ่าชบา ลูกของชบา และแม่ของเคม” ฉันกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เด็ดเดี่ยว

เคมมองไปที่พวกเขาด้วยสายตาที่ว่างเปล่าและไร้ความรู้สึก “ผมในฐานะทายาทคนสุดท้าย… ขอ ยกเลิก นามสกุลรุ่งฤทธิ์ และ โอนทรัพย์สินทั้งหมด ที่ได้มาจากอาชญากรรมนี้ให้กับมูลนิธิเพื่อสิทธิมนุษยชน ผมไม่ต้องการอะไรอีกแล้ว”

การตัดสินใจของเคมทำให้ทุกคนในห้องแตกตื่น แต่ไม่มีใครสามารถขัดขวางได้ เพราะหลักฐานในสมุดบันทึกนั้นชัดเจนเกินกว่าจะถูกปกปิดได้อีกต่อไป

การชดใช้ : ในที่สุด ชบาและลูกของเธอก็ได้รับความยุติธรรมอย่างสมบูรณ์ ไม่ใช่ด้วยการแก้แค้นทางวิญญาณ แต่ด้วยการตัดสินใจที่กล้าหาญของมนุษย์คนหนึ่ง

ฉันและเคมออกจากสำนักงานกฎหมายนั้นพร้อมกับความโล่งใจที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิต เราสูญเสียความมั่งคั่งและชื่อเสียง แต่ได้คืนมาซึ่ง ความบริสุทธิ์ของจิตใจ

หลายปีต่อมา เคมใช้ชีวิตอย่างมีความสุขกับภรรยาและลูกชาย เขาใช้เวลาสอนธามเกี่ยวกับความสำคัญของความจริงและคุณธรรม

สำหรับฉัน… พราว ได้กลับไปเป็นสถาปนิกที่ฉันเป็นมาตั้งแต่แรก ฉันออกแบบบ้านและอาคารที่โปร่งสบาย เต็มไปด้วยแสงสว่าง และที่สำคัญที่สุด… ไม่มีผนังซ่อนเร้น

คืนหนึ่งขณะที่ฉันกำลังอุ้มธามนอน กลิ่นมะลิก็โชยมาอีกครั้ง คราวนี้มันอ่อนโยนและอบอุ่น ฉันมองไปที่กลิ่นนั้นด้วยรอยยิ้ม

บทสรุปทางปรัชญา :

คำสาปของตระกูลรุ่งฤทธิ์ไม่ใช่ผีหรือวิญญาณแค้น แต่เป็น ความกลัวต่อความจริง และ ความโลภ ที่ทำให้ผู้คนพร้อมที่จะทรยศและฆ่ากันเอง

ฉันได้เรียนรู้ว่า โลงแก้ว ที่แท้จริงไม่ใช่สิ่งที่ถูกซ่อนไว้ในผนังบ้าน แต่มันคือ ความเงียบ ที่เราเลือกที่จะใช้ปิดผนึกความชั่วร้ายของตัวเอง

และ เสียงร้องไห้ของทารก นั้น ไม่ใช่เสียงเรียกร้องการแก้แค้นของชบา แต่เป็น เสียงเรียกร้องของจิตสำนึก ที่ต้องการการปลดปล่อย

ฉันหอมแก้มธามเบาๆ ลูกชายของฉันกำลังหลับอย่างสงบ เขาจะไม่ต้องโตขึ้นมาพร้อมกับเสียงร้องไห้จากผนังอีกต่อไป เพราะแม่ของเขาได้ทลายกำแพงนั้นลงแล้วอย่างแท้จริง

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Facebook Twitter Instagram Linkedin Youtube