จมดิ่งสู่ดินขาว: วินาทีแห่งการไถ่บาปด้วยเลือดและน้ำตา
เสียงเครื่องจักรกลดังกระหึ่ม. มันคือเสียงเดียวที่ดังต่อเนื่อง. ไม่เคยหยุด. เสียงเหล็กบดขยี้ดิน. เสียงค้อนตอกเสาเข็ม. เสียงรถบรรทุกหนักที่คำรามไปมา. ทั้งหมดผสมปนเปกัน. กลายเป็นเสียงครวญครางของความทะเยอทะยาน.
อากาศร้อนอบอ้าว. ฝุ่นผงสีส้มแดงลอยคลุ้ง. ปกคลุมทุกสิ่ง. มันเกาะจับผิวหนังที่ชื้นเหงื่อ. เข้าไปในปาก. ทำให้ลิ้นสาก. ที่นี่คือโครงการก่อสร้างคอนโดมิเนียมหรู. ชานเมืองกรุงเทพมหานคร. แผ่นดินที่เคยสงบนิ่ง. กำลังถูกฉีกกระชากเพื่อรองรับตึกสูงเสียดฟ้า.
วิชัย… วิศวกรคุมงานวัย 35 ปี… ยืนตากแดดที่แผดเผา. เหงื่อไม่ใช่แค่ซึม. มันไหลเป็นทาง. เสื้อเชิ้ตสีฟ้าอ่อนเปียกชุ่ม. แนบไปกับแผ่นหลัง. รู้สึกเหนียวเหนอะหนะ. เขากำลังจ้องมองพิมพ์เขียวที่สั่นไหวในมือ. แสงแดดจ้าจนเขาต้องหรี่ตา. ตัวเลขและเส้นสายบนกระดาษเริ่มพร่าเลือน. เต้นระริกอยู่ตรงหน้า.
โทรศัพท์มือถือในกระเป๋ากางเกงสั่น. ไม่ใช่ครั้งแรก. มันสั่นแบบนี้มาทั้งเช้าแล้ว. เหมือนผึ้งที่โกรธเกรี้ยว. ถูกขังอยู่ในกระเป๋า. วิชัยหลับตาลงชั่วขณะ. ถอนหายใจยาว. เขารู้ว่าเป็นใคร. โดยไม่ต้องหยิบขึ้นมาดู.
คุณสมชาย. เจ้าของโครงการ. ชายผู้มีเงินเป็นพระเจ้า. และมีตารางเวลาเป็นศาสดา.
โทรศัพท์สั่นอีกครั้ง. รุนแรงกว่าเดิม. วิชัยยอมแพ้. เขากดรับสาย. ยังไม่ทันได้เอ่ยคำว่า “สวัสดีครับ”. เสียงแหลมเล็กที่ดังจนแสบแก้วหูก็ทะลุความดังของเครื่องจักรเข้ามา.
“วิศวกรวิชัย! ทำไมยังไม่เทปูนฐานรากอีก!” “เมื่อไหร่คุณจะเริ่มงาน! คุณรู้ไหมว่าเราช้ากว่ากำหนดการไปกี่ชั่วโมงแล้ว!” “ทุกนาทีที่เสียไป มันคือเงิน! เงินของผม!”
วิชัยพยายามพูดแทรก. พยายามอธิบายด้วยเหตุผลทางวิศวกรรม. “คุณสมชายครับ คือดินบริเวณโซนซีมัน…” “ผมไม่สนเรื่องดิน!” เสียงนั้นตวาดกลับมา. “ผมไม่ใช่นักธรณีวิทยา! ผมเป็นนักลงทุน!” “ผมจ้างคุณมาแก้ปัญหา ไม่ใช่มาสร้างปัญหา!” “ผมให้เวลาคุณถึงบ่ายนี้. ถ้าฐานรากยังไม่เริ่มเท. ผมจะเปลี่ยนตัววิศวกร!”
สายถูกตัดไป. ทิ้งไว้เพียงเสียง “ตื้ดๆๆ” ที่ดังแข่งกับเสียงเครื่องจักร. วิชัยกำโทรศัพท์แน่น. ความกดดันเหมือนเหล็กร้อนที่นาบอยู่บนผิวหนังของเขา. เขาอยากจะขว้างโทรศัพท์ทิ้ง. แต่เขาทำไม่ได้. เขายังมีภาระ. มีครอบครัวที่ต้องดูแล.
เขาเงยหน้าขึ้น. พยายามสงบสติอารมณ์. กวาดสายตาไปทั่วพื้นที่ก่อสร้างที่วุ่นวาย. คนงานในชุดสีน้ำเงินเข้มเคลื่อนไหวเหมือนมดงาน. ดูไร้ชีวิตชีวา. ทำงานไปตามคำสั่ง.
แล้วสายตาของเขาก็หยุดอยู่ที่มุมหนึ่งของไซต์งาน. ไกลออกไป. ใต้ร่มเงาของต้นไม้ใหญ่เพียงต้นเดียวที่ยังไม่ถูกโค่น. ห่างจากเครื่องจักรหนัก. ห่างจากความโกลาหล. ลุงพงษ์ศักดิ์. คนงานรุ่นเก่า. วัยหกสิบกว่าปี. ชายที่ทำงานก่อสร้างมาทั้งชีวิต. เห็นตึกเกิด. และเห็นตึกถล่ม.
ลุงพงษ์ศักดิ์ไม่ได้ทำงาน. แกกำลังนั่งยองๆ อยู่บนพื้นดิน. มือที่เหี่ยวย่นและหยาบกร้านของแก. กำลังบรรจงจัดเรียงเครื่องเซ่นไหว้เล็กๆ. มีพวงมาลัยดอกดาวเรืองที่เริ่มเหี่ยว. ธูปสามดอก. และขวดน้ำแดงที่เปิดฝาไว้.
แกกำลังไหว้เจ้าที่. เหมือนที่แกทำทุกเช้า. ตั้งแต่วันแรกที่เริ่มโครงการ. แกพึมพำอะไรบางอย่าง. เสียงเบาจนวิชัยไม่ได้ยิน. แต่เขาเห็นท่าทางที่นอบน้อมนั้น. แกก้มลงกราบ. หน้าผากเกือบจะแตะพื้นดิน.
วิชัยมองภาพนั้น. เขาส่ายหัวเบาๆ. ในใจเขารู้สึก… สมเพชเล็กน้อย. มันคือความงมงาย. ในยุคที่ตึกสูงเสียดฟ้าถูกสร้างด้วยการคำนวณทางฟิสิกส์และคณิตศาสตร์. ในยุคที่คอมพิวเตอร์สามารถจำลองความแข็งแรงของโครงสร้างได้. ลุงพงษ์ศักดิ์ยังคงเชื่อในสิ่งที่มองไม่เห็น. เชื่อในวิญญาณ. เชื่อในผีสางเทวดา.
วิชัยเชื่อในสิ่งที่เขาสัมผัสได้. เขาเชื่อในเหล็กเส้น. เชื่อในคอนกรีต. เขาเชื่อในปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ ประเภทที่ 5. นั่นคือสิ่งที่ค้ำจุนตึกไว้. ไม่ใช่คำอธิษฐาน.
แต่เขาก็ปล่อยผ่าน. มันเป็นความเชื่อส่วนบุคคล. ไม่ได้ทำให้งานล่าช้า. ก็แค่… ไร้สาระ. แต่ไม่เป็นพิษเป็นภัย.
เขากำลังจะหันหลังกลับ. เพื่อไปเผชิญหน้ากับความเป็นจริง. ไปสั่งคนงานให้เร่งมือ. แม้จะรู้ว่าดินมันมีปัญหาก็ตาม. แต่แล้วโทรศัพท์ก็สั่นอีกครั้ง. วิชัยขมวดคิ้ว. “คุณสมชายอีกแล้วเหรอ” แต่ไม่ใช่. หน้าจอแสดงชื่อ “ที่รัก”. ภรรยาของเขา. วิดีโอคอล.
รอยยิ้มเล็กๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้าเคร่งเครียดของวิชัย. นี่คือเวลาพักผ่อนเพียงไม่กี่นาทีของเขา. เขาเดินหลบไปที่ตู้คอนเทนเนอร์สำนักงาน. อย่างน้อยในนั้นก็เงียบกว่าข้างนอก. เขากดรับสาย.
“ว่าไงครับ” เขาพยายามทำเสียงให้สดใสที่สุด. ใบหน้ายิ้มแย้มของภรรยาปรากฏขึ้น. แต่รอยยิ้มนั้นมีความกังวลแฝงอยู่. “คุณเหนื่อยไหม” เธอถามคำถามเดิมๆ. “นิดหน่อยครับ” เขาตอบคำตอบเดิมๆ. “งานยุ่งมาก. ลูกล่ะครับ” “หลับไปแล้วค่ะ. เมื่อกี้ฉันคุยโทรศัพท์กับแม่คุณนะ” พอได้ยินคำว่า “แม่”. วิชัยก็รู้สึกหนักใจขึ้นมาอีก. “แม่เป็นยังไงบ้างครับ. ยังปวดหลังอยู่หรือเปล่า”
“ก็… เหมือนเดิมค่ะ” ภรรยาเขาตอบเสียงอ่อย. “แต่ท่านไม่ได้ห่วงตัวเองหรอก. ท่านห่วงคุณ” “ห่วงผมทำไม” “ก็คุณไปคุมงานก่อสร้างที่ใหม่. แม่บอกว่าที่ดินมันแรง. ท่านฝากของมาให้คุณด้วย” ภรรยาของเขาหยิบบางอย่างขึ้นมาโชว์หน้ากล้อง. มันคือเหรียญโลหะเก่าๆ. ถูกร้อยด้วยเชือกสีแดง. รูปทรงคล้ายใบเสมา. “เหรียญพระแม่ธรณีค่ะ” เธอบอก. “แม่บอกว่าท่านสวดมนต์อธิษฐานจิตให้ทุกคืน. ท่านเป็นห่วงคุณที่ต้องทำงานกับดิน. ต้องขุด ต้องเจาะ” “ท่านบอกว่านี่เป็นเครื่องรางคุ้มครอง. ให้คุณพกติดตัวไว้. จะได้แคล้วคลาดปลอดภัย”
วิชัยมองเหรียญนั้นผ่านหน้าจอ. เขาหัวเราะออกมาเบาๆ. ไม่ใช่หัวเราะเยาะ. แต่เป็นหัวเราะด้วยความเหนื่อยใจ. “โธ่ที่รัก. ผมจะพกไอ้นี่ไปตอกเสาเข็มเหรอครับ” “นี่มันยุค 5G แล้วนะ” “ฉันเชื่อในคอนกรีตเสริมเหล็ก. เชื่อในค่าความปลอดภัย (Safety Factor). มากกว่าไอ้ ‘เศษโลหะ’ นั่นอีก”
สีหน้าภรรยาดูไม่ค่อยดี. “วิชัย… อย่าพูดแบบนั้นสิคะ. นี่แม่คุณอุตส่าห์ส่งมาให้นะ. รับไว้หน่อยก็ยังดี” “ครับๆ” เขารีบตัดบท. รู้สึกผิดที่พูดแรงไป. “ฝากไว้ที่บ้านนั่นแหละครับ. ไว้เดี๋ยวผมกลับไปดูเอง” “แค่นี้นะครับ. เหมือนคุณสมชายจะเรียกผมแล้ว. งานยุ่งจริงๆ” เขารีบกดวางสาย. ทั้งที่ความจริง. คุณสมชายไม่ได้เรียก.
ความเงียบในตู้คอนเทนเนอร์ดังกว่าเสียงเครื่องจักรข้างนอก. เขารู้สึกหงุดหงิด. ทำไมทุกคนต้องเอาเรื่องความเชื่องมงายมายัดเยียดให้เขาด้วย. ทั้งลุงพงษ์ศักดิ์. ทั้งแม่ของเขา.
เขามองออกไปนอกหน้าต่าง. ลุงพงษ์ศักดิ์ไหว้เสร็จแล้ว. แกกำลังปักธูปลงบนพื้นดิน. ควันธูปสีเทาลอยขึ้น. แต่แทนที่จะลอยขึ้นฟ้า. มันกลับม้วนตัว. วนเวียนอยู่ต่ำๆ. ลอยเรี่ยผิวดิน. เหมือนถูกบางอย่างที่มองไม่เห็นกดทับไว้. เหมือนมันพยายามจะลอยหนี. แต่หนีไม่ได้. สุดท้าย. ควันธูปก็สลายไป. ซึมหายไปในพื้นดิน.
วิชัยสลัดความรู้สึกแปลกๆ นั้นทิ้งไป. เขาคิดมากไปเอง. มันก็แค่ทิศทางลม. เขาเปิดประตูตู้คอนเทนเนอร์. ก้าวกลับเข้าไปในเสียงอึกทึกครึกโครม. ก้าวกลับเข้าไปในโลกแห่งความเป็นจริง. โลกที่ขับเคลื่อนด้วยเครื่องจักร. และเงิน.
“เอาล่ะทุกคน!” เขาตะโกน. “เราต้องเร่งงาน! โซนซี! เตรียมรถขุดตักดินได้เลย!” “เราจะเริ่มขุดฐานรากเดี๋ยวนี้!”
เสียงเครื่องจักรกลหนักเริ่มเคลื่อนตัว. รถแบคโฮขนาดใหญ่. กางแขนกลเหล็กของมันออก. มุ่งหน้าไปยังโซนซี. จุดที่ลุงพงษ์ศักดิ์เพิ่งไหว้เจ้าที่เสร็จ. จุดที่ควันธูปซึมหายไป.
เสียงเครื่องยนต์ดังกระหึ่ม. บุ้งกี๋เหล็กขนาดมหึมา. ยกขึ้นสูง. แล้วจ้วงลงไป. ฉีกกระชากผิวดิน… เป็นครั้งแรก.
เสียงเครื่องจักรเปลี่ยนไป. กึก! ไม่ใช่. มันดัง… “เคร้ง!” เสียงเหมือนโลหะกระทบกับโลหะ. แต่ทึบกว่า. ลึกกว่า. เหมือนขุดไปโดนอะไรบางอย่างที่แข็งมากๆ.
คนขับรถแบคโฮชะงัก. เครื่องยนต์ยังติดอยู่. แต่แขนกลหยุดนิ่ง. ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะ. มีเพียงเสียงเครื่องยนต์ที่เดินเบา. คนขับโผล่หน้าออกมาจากห้องควบคุม. “วิศวกร! วิศวกรวิชัย!” “เหมือน… เหมือนจะขุดโดนอะไรเข้าแล้ว!”
วิชัยรีบวิ่งไปที่ขอบหลุม. หัวใจเขาเต้นแรงขึ้นมานิดหน่อย. “ท่อประปาเก่าเหรอ” เขาคิด. “หรือเป็นหินแข็ง” นั่นคือสิ่งที่เขาหวัง.
คุณสมชาย. ซึ่งไม่รู้โผล่มาจากไหน. คงจะเฝ้าดูอยู่ตลอดเวลา. เขารีบลงจากรถเมอร์เซเดส-เบนซ์สีดำมันวาว. ตะโกนโวยวายมาแต่ไกล. “มีปัญหาอะไรอีก! หยุดเครื่องทำไม! ผมบอกให้ขุด!”
“เราขุดเจออะไรบางอย่างครับคุณสมชาย” วิชัยรายงาน. “อาจจะเป็นท่อเก่า หรือ…” “หลบไป!” คุณสมชายผลักวิชัยจนเกือบเซ. เขาชะโงกหน้าลงไปดูในหลุม. มันเป็นหลุมที่เพิ่งเริ่มขุด. ลึกแค่ประมาณสามเมตร. ดินยังใหม่.
แต่คนที่ไปถึงก้นหลุมก่อนใคร. คือลุงพงษ์ศักดิ์. แกเหมือนรู้. แกไถลตัวลงไปในหลุมอย่างรวดเร็ว. ไม่กลัวว่าจะบาดเจ็บ. “ลุง! ระวังครับ!” วิชัยตะโกนตาม.
ลุงพงษ์ศักดิ์ไม่สนใจ. แกเดินไปตรงจุดที่บุ้งกี๋รถแบคโฮเพิ่งขุดผ่านไป. แกนั่งยองๆ. ใช้มือเปล่า. คุ้ยเขี่ยดินตรงนั้น.
ดินตรงนั้นมีสีแปลก. มันไม่ใช่สีน้ำตาลร่วน. แต่มันเป็นสีแดงเข้ม. เกือบดำ. และมันชื้นแฉะ. ชื้นเหมือนดินที่เพิ่งโดนฝนตกใส่. ทั้งที่แดดเปรี้ยงขนาดนี้.
“อะไรวะ. ตาน้ำใต้ดินเหรอ” คุณสมชายบ่นพึมพำ. เดินมามุงดูที่ขอบหลุม. “ถ้าเป็นตาน้ำ. เราต้องอัดปูนซีเมนต์เพิ่ม. บ้าจริง! เพิ่มต้นทุนอีกแล้ว!”
“เจอแล้ว…” เสียงลุงพงษ์ศักดิ์ดังมาจากก้นหลุม. เสียงนั้นสั่นเครือ. แกค่อยๆ ประคองบางอย่างขึ้นมา. ด้วยความนอบน้อม. เหมือนกำลังประคองของสูงค่า.
มันไม่ใช่ท่อน้ำ. ไม่ใช่ก้อนหิน. มันคือเหรียญโลหะ. ขนาดใหญ่ประมาณฝ่ามือ. เก่าคร่ำคร่า. ถูกปกคลุมด้วยดินสีแดงเหนียวหนืด.
ลุงพงษ์ศักดิ์ปีนกลับขึ้นมา. มือไม้สั่นเทา. หน้าซีดเผือด. แกเดินตรงมาหาวิชัย. ไม่มองหน้าคุณสมชาย. ยื่นเหรียญนั้นให้วิชัย. “คุณวิชัย… แย่แล้ว” “เราเจอของ… ของที่เขาฝังไว้”
วิชัยรับเหรียญนั้นมา. สิ่งแรกที่เขารู้สึกคือ… มันหนักอึ้ง. หนักกว่าที่ตาเห็น. และมัน… เย็น. เย็นเฉียบ. เย็นเหมือนน้ำแข็ง. ทั้งที่มันเพิ่งถูกขุดขึ้นมาจากดินที่ตากแดดมาทั้งวัน.
วิชัยใช้ปลายนิ้ว. ค่อยๆ ปาดดินเหนียวสีแดงนั้นออก. เขาอยากจะพิสูจน์. ว่ามันก็แค่เศษโลหะเก่า. แต่ยิ่งปาด. เขาก็ยิ่งรู้สึกประหลาด.
ภายใต้ดินเหนียวนั้น. คือรูปสลักนูนต่ำ. เป็นรูปสตรี. มีรัศมีรอบศีรษะ. อยู่ในท่ายืน. กำลังบิดมวยผมยาวของเธอ. และมีสายน้ำไหลทะลักออกมาจากมวยผมนั้น.
“พระแม่ธรณี…” วิชัยพึมพำกับตัวเอง. ภาพเหรียญที่ภรรยาเพิ่งโชว์ให้เขาดูแวบเข้ามาในหัว. แต่มันไม่เหมือนกัน. เหรียญของแม่เขาดูเมตตา. ดูเปี่ยมไปด้วยความกรุณา. แต่เหรียญนี้… พระพักตร์ของพระแม่ธรณีที่ถูกสลักไว้. ดูบิดเบี้ยว. ดวงตาเบิกกว้าง. ริมฝีปากอ้า. เหมือนกำลัง… กรีดร้องด้วยความเจ็บปวด.
“เราต้องหยุดเดี๋ยวนี้” ลุงพงษ์ศักดิ์พูดเสียงสั่น. “เราต้องเชิญพราหมณ์มาทำพิธี. เรากำลังล่วงเกินท่าน. เราขุดโดนท่าน”
“หยุดเหรอ!” คุณสมชายตะคอก. เขาเดินเข้ามากระชากเหรียญนั้นไปจากมือวิชัย. “เพราะไอ้เศษทองแดงเก่าๆ นี่น่ะเหรอ! พวกคุณจะหยุดงานของผม!” คุณสมชายพลิกมันไปมา. “ของโบราณ? หรือของที่ใครทำตกไว้? ใครจะสน!” เขาหันไปทางคนงาน. “โยนมันทิ้งไป!”
“ไม่ได้นะครับคุณสมชาย!” ลุงพงษ์ศักดิ์พยายามเถียง. “นั่นคือพระแม่ธรณี! เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของแผ่นดิน!” “สิ่งศักดิ์สิทธิ์ของผมคือเงิน!” คุณสมชายตวาดลั่นไซต์งาน. “แผ่นดินนี้! ผมซื้อมันมาด้วยเงินหลายร้อยล้าน!” “ผมจะสร้างตึกบนนี้! ใครหน้าไหนก็ห้ามผมไม่ได้! ไม่ว่าจะเป็นผี หรือเทวดา!”
เขายื่นเหรียญนั้นคืนให้วิชัย. ยัดใส่มือวิชัย. ความเย็นเฉียบแล่นเข้าสู่ฝ่ามือของวิชัยอีกครั้ง. “วิศวกรวิชัย” คุณสมชายพูดเสียงเย็นชา. “ผมสั่งคุณ” “เอาไอ้นี่ไปทิ้งซะ. หรือจะเอาไปขายร้านของเก่าก็เรื่องของคุณ” “แล้วสั่งคนงาน. ขุดต่อ. เดี๋ยวนี้”
ทุกสายตาจับจ้องมาที่วิชัย. คนงานหลายคนหน้าซีด. บางคนถึงกับพนมมือไหว้ท่วมหัว. ลุงพงษ์ศักดิ์มองเขา. มองด้วยสายตาอ้อนวอน. วิชัยมองเหรียญในมือ. รูปพระแม่ธรณีกำลังกรีดร้อง.
ลึกๆ ในใจ. มีเสียงบางอย่างเตือนเขา. เสียงเล็กๆ ที่บอกว่านี่มันไม่ถูกต้อง. มันอันตราย. แต่เสียงของคุณสมชาย. เสียงของกำหนดการที่ล่าช้า. เสียงของอาชีพการงาน. เสียงของครอบครัวที่รออยู่ที่บ้าน. มันดังกว่า.
เขาหลับตา. แล้วลืมตาขึ้น. เขาตัดสินใจแล้ว.
เขาหลบตลุงพงษ์ศักดิ์. เขาหันไปยื่นเหรียญให้คนงานที่อยู่ใกล้ที่สุด. “เอาไป… ทิ้งซะ” เสียงของเขาเอง. แต่ฟังดูแปลก. มันแหบ. และเบา. เขาเลยต้องพูดอีกครั้ง. ดังกว่าเดิม. “เอาไปทิ้ง! แล้วกลับไปทำงาน!”
แล้วเขาหันไปตะโกนสั่งคนขับรถแบคโฮ. “ขุดต่อได้! ทำงาน!” “ทำตามที่คุณสมชายสั่ง!”
คำพูดนั้นหลุดออกจากปากเขา. เหมือนตอกย้ำการตัดสินใจ. ลุงพงษ์ศักดิ์มองเขา. แววตาที่เคยอ้อนวอน. ตอนนี้เปลี่ยนเป็นความผิดหวัง. และที่ซ่อนอยู่ลึกกว่านั้น. คือความกลัว. ความกลัวที่วิชัยไม่เคยเห็นในดวงตาของชายชราคนนี้มาก่อน.
คนงานที่รับเหรียญไป. มือสั่น. เขาไม่กล้าโยนมันทิ้งถังขยะ. เขามองซ้ายมองขวา. ลุงพงษ์ศักดิ์เดินไปคว้าเหรียญนั้นกลับมา. “ในเมื่อพวกคุณไม่เคารพ. ผมจะเคารพเอง” แกไม่พูดอะไรต่อ. แต่แอบซ่อนเหรียญนั้นไว้ในย่ามเก่าๆ ที่สะพายติดตัว. แกเดินกลับไปทำงาน. แต่คราวนี้. แกเดินไปทำงานอีกโซนหนึ่ง. ไกลจากหลุมนั้น.
คุณสมชายพ่นลมหายใจอย่างหัวเสีย. “เสียเวลาชะมัด! ทำงาน! ทำงาน!” เขายืนกอดอก. จ้องมอง. คราวนี้. เขาจะคุมด้วยตัวเอง.
รถแบคโฮสตาร์ทเครื่องอีกครั้ง. เสียงคำรามของมันดังกว่าเดิม. บุ้งกี๋เหล็กขนาดใหญ่จ้วงลงไปในดิน. ตรงจุดเดิม. คราวนี้. ไม่มีอะไรขวางมัน. ดินสีแดงเข้มถูกตักขึ้นมา. เทกองไว้ด้านข้าง.
วิชัยเดินกลับไปที่สำนักงาน. เขาพยายามสลัดความรู้สึกผิด. สลัดความเย็นที่ยังติดอยู่ที่ฝ่ามือ. เขาบอกตัวเองว่าเขาทำถูกแล้ว. เขาเป็นวิศวกร. เขาเชื่อในวิทยาศาสตร์. เหรียญเก่า. ความบังเอิญ. ดินชื้น. ทุกอย่างมีคำอธิบายทางธรณีวิทยา. ไม่มีอะไรน่ากลัว. มันก็แค่… วันทำงานที่แย่วันหนึ่ง.
เขาไม่รู้เลยว่า. คำอธิบายทางวิทยาศาสตร์. กำลังจะหมดความหมาย. เขาไม่รู้เลยว่า. การตัดสินใจของเขาเมื่อสักครู่. ได้ปลุกบางอย่างที่หลับใหล. บางอย่างที่เก่าแก่กว่าตึก. เก่าแก่กว่าเหล็ก. เก่าแก่กว่าแผ่นดินที่เขาเหยียบอยู่. บางอย่างที่กำลัง… โกรธ.
คืนนั้น. วิชัยไม่ได้กลับบ้าน. เขานั่งอยู่ในตู้คอนเทนเนอร์สำนักงาน. ท่ามกลางกองพิมพ์เขียวที่กระจัดกระจาย. แสงไฟนีออนสีขาวซีดส่องลงมา. สาดเงาคมกริบลงบนใบหน้าที่เหนื่อยล้าของเขา.
ข้างนอก. เสียงเครื่องจักรเงียบลงแล้ว. ความเงียบที่เข้ามาแทนที่. มันหนักอึ้ง. มันไม่ใช่ความเงียบที่สงบ. แต่เป็นความเงียบที่กำลังรอคอย. เหมือนโรงละครที่ม่านกำลังจะเปิด.
เขาต้องทำรายงานความคืบหน้าฉบับแก้ไข. รายงานที่ต้องอธิบายว่า. ทำไมถึงล่าช้าไปหลายชั่วโมง. และต้องรับประกันว่า. พรุ่งนี้จะเร่งงานชดเชยได้. เขาไม่อยากเขียนเรื่องที่เจอเหรียญนั่นลงไป. มันจะทำให้เขาดูกลายเป็นคนงมงายในสายตาผู้บริหาร. “อุปสรรคทางธรณีวิทยา” เขาพิมพ์ลงไป. “พบชั้นดินเหนียวแข็ง” เขาโกหก. เพื่อรักษาความเป็นมืออาชีพ. เพื่อรักษาโลกแห่งเหตุผลของเขาไว้.
เขาถูฝ่ามือไปมา. ความเย็นเฉียบจากเหรียญนั่น. มันเหมือนยังติดอยู่. ล้างมือแล้ว. เอามือลูบหน้าแล้ว. แต่ความรู้สึกนั้นไม่หายไป. มันเหมือนรอยสักที่มองไม่เห็น.
ทันใดนั้น. ฝนก็เริ่มตก. เสียงเม็ดฝนกระทบหลังคาเหล็กของตู้คอนเทนเนอร์. ดัง “เปาะแปะ”. แล้วดัง “ซ่า”. มันดังขึ้นเรื่อยๆ. จนกลายเป็นเสียงเหมือนคนนับพันกำลังรัวกลอง. หนักหน่วง. และรุนแรง.
วิชัยขมวดคิ้ว. เขาดูพยากรณ์อากาศเมื่อเช้า. มันบอกว่า “แจ่มใส. ไม่มีฝน” เขามองออกไปนอกหน้าต่าง. ท้องฟ้ามืดสนิท. แต่ที่แปลกคือ. เขาไม่เห็นแสงไฟจากถนนใหญ่ที่อยู่ไกลออกไป. ไม่เห็นแสงไฟจากอาคารอื่นๆ. เหมือนกับว่า. ฝนกำลังตกอยู่แค่ที่นี่. ที่เดียว. รอบๆ โครงการก่อสร้างนี้เท่านั้น.
เหมือนเมฆก้อนมหึมา. ลอยมาหยุดอยู่เหนือหัวพวกเขา. แล้วเทน้ำทั้งหมดลงมา. เป็นการลงโทษ.
เขาพยายามไม่คิดมาก. “อากาศแปรปรวน” เขาบอกตัวเอง. เขาลุกขึ้น. เดินไปที่เครื่องชงกาแฟ. เขาต้องการคาเฟอีน. ต้องการอะไรก็ได้ที่ทำให้ตาสว่าง. ทำให้สมองที่มึนงงของเขา. กลับมาทำงาน.
เขาเทกาแฟผงลงในแก้ว. กดน้ำร้อน. กลิ่นกาแฟถูกๆ คลุ้งไปทั่วห้อง. เขายกแก้วขึ้น. กำลังจะจิบ.
“กึก…” มันไม่ใช่เสียง. มันคือแรงสั่นสะเทือน. เบาๆ. มาจากใต้ฝ่าเท้าของเขา. พื้นตู้คอนเทนเนอร์สั่นไหว.
แก้วกาแฟในมือเขาสั่น. น้ำกาแฟสีดำกระฉอกออกมาเล็กน้อย. ลวกนิ้วเขา. “โอ๊ย!” เขาสบถ. เขารีบวางแก้วลงบนโต๊ะ. น้ำในแก้วยังคงสั่น. ผิวหน้าของมันกระเพื่อมเป็นวง.
“แผ่นดินไหวเหรอ” เขาคิด. “ไม่. กรุงเทพฯ ไม่ได้อยู่บนรอยเลื่อน” เขาหยุดนิ่ง. เงี่ยหูฟัง.
เสียงฝนยังคงดังกระหน่ำ. แต่ตอนนี้. มีเสียงอื่นแทรกเข้ามา. เป็นเสียงทุ้มต่ำ. “ครืด… คราด…” มันคือเสียงของดิน. เสียงของดินจำนวนมหาศาลกำลังเคลื่อนตัว. เหมือนยักษ์ใหญ่ที่กำลังพลิกตัวอยู่ใต้ดิน.
วิชัยกลั้นหายใจ. เขาแน่ใจว่าเขาไม่ได้คิดไปเอง. พื้นสั่นอีกครั้ง. คราวนี้แรงกว่าเดิม. กล่องใส่ปากกาบนโต๊ะสั่น. จนร่วงลงพื้น. พิมพ์เขียวม้วนหนึ่งกลิ้งตกลงมา.
เขารู้สึกถึงอะดรีนาลีนที่ฉีดพล่าน. ความกลัวเริ่มเกาะกุมหัวใจเขา. เขาคิดถึงหลุมฐานราก. “หรือว่า… ดินสไลด์” เขาเป็นวิศวกร. สิ่งแรกที่เขาคิดคือความปลอดภัย. เขาต้องออกไปดู. ต้องไปเตือนคนงานที่ยังอยู่ในแคมป์.
เขาคว้าไฟฉายกำลังสูงที่วางอยู่ข้างประตู. ดึงเสื้อกันฝนสีเหลืองมาสวมทับ. แล้วเปิดประตู. ก้าวออกไปสู่ความมืด.
ลมกระโชกแรง. ฝนสาดเข้าหน้าเขาทันที. เม็ดฝนเย็นเฉียบ. มันไม่ใช่ฝนธรรมดา. มันมีกลิ่น. กลิ่นดิน. กลิ่นโคลน. กลิ่นเหมือนรากไม้ที่เน่าเปื่อย. กลิ่นคาว. เหมือนเลือดจางๆ.
เขากดเปิดไฟฉาย. ลำแสงสีขาวพุ่งทะลุความมืด. สิ่งที่เขาเห็น. ทำให้เขาตัวแข็งทื่อ.
น้ำ. มีน้ำท่วมขัง. ระดับน้ำสูงเกือบถึงข้อเท้า. มันเป็นไปได้ยังไง. ฝนเพิ่งตกไม่ถึงสิบนาที. และนี่คือพื้นที่ก่อสร้าง. ที่ดินยังไม่ได้ถูกบดอัดทั้งหมด. น้ำควรจะซึมลงดินอย่างรวดเร็ว. แต่นี่. มันเหมือนดินไม่ยอมดูดน้ำ. เหมือนดิน… กำลังปฏิเสธสายฝน.
เขาส่องไฟฉายไปทางแคมป์คนงาน. ที่นั่นอยู่บนเนินที่สูงกว่า. ยังปลอดภัย. แต่เขาก็ต้องไปเตือน.
เขาเริ่มเดินลุยน้ำ. น้ำเย็นและหนืด. มันเกาะข้อเท้าเขา. เหมือนพยายามจะดึงรั้งเขาไว้.
“ครืด… คราด…” เสียงนั้นดังขึ้นอีกแล้ว. ดังมาจากใต้ฝ่าเท้าเขา. แผ่นดินกำลังร้องคราง.
ณ เวิ้งว้างอีกด้านหนึ่งของไซต์งาน. ในแคมป์คนงานที่ทำจากสังกะสี. ลุงพงษ์ศักดิ์นอนไม่หลับ. แกไม่ได้ยินเสียงฝน. แกไม่ได้ยินเสียงลม. แกได้ยินแต่เสียงอื่น.
เสียงที่แกได้ยินมาตั้งแต่บ่าย. หลังจากที่แกเก็บเหรียญพระแม่ธรณีใส่ย่าม. มันคือเสียงกระซิบ. เสียงผู้หญิง. ที่ดังมาจากพื้นดิน.
“เจ็บ…” “หนาว…” “เอาเขาออกไป…”
ลุงพงษ์ศักดิ์นั่งกอดเข่าอยู่บนแคร่ไม้ไผ่. แกตัวสั่น. ไม่ใช่เพราะอากาศหนาว. เหรียญพระแม่ธรณีวางอยู่บนตักแก. ตอนนี้. มันไม่เย็นแล้ว. มันเริ่มอุ่น. อุ่นขึ้นเรื่อยๆ.
แกพยายามสวดมนต์. “นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต…” แต่เสียงกระซิบจากพื้นดิน. มันดังกว่า. มันเริ่มบิดเบือน. กลายเป็นเสียงคร่ำครวญ. “ช่วยด้วย… ช่วยด้วย…” “ทำไมถึงทิ้งฉันไว้…”
แกมองไปที่เหรียญ. ในความมืดสลัวของห้องพัก. เหรียญนั้น… กำลังสั่น. มันสั่นเบาๆ อยู่บนตักของแก.
แล้วลุงพงษ์ศักดิ์ก็ได้ยิน. เสียงเดียวกับที่วิชัยได้ยิน. เสียง “ครืด… คราด…” เสียงของแผ่นดินที่กำลังบิดตัว. มันเหมือนเสียงกระดูกสันหลังขนาดยักษ์กำลังถูกหัก.
แกผวาสุดตัว. แกกระโดดลงจากแคร่. เท้าเปล่าของแกสัมผัสกับพื้นดินเย็นเฉียบ. และในวินาทีนั้นเอง. เสียงกระซิบก็หยุด.
มันถูกแทนที่ด้วย. เสียงกรีดร้อง.
มันไม่ใช่เสียงกรีดร้องธรรมดา. ไม่ใช่เสียงมนุษย์. มันโหยหวน. สูง. และแหลมคม. มันดังมาจากทุกทิศทาง. ดังมาจากข้างนอก. ดังมาจากข้างใต้. เหมือนแผ่นดินทั้งผืน. กำลังอ้าปาก. และกรีดร้องออกมาพร้อมกัน.
วิชัย. ซึ่งกำลังเดินลุยน้ำอยู่. หยุดกึก. เขาได้ยินมัน. ชัดเจน. เสียงผู้หญิง. กรีดร้องอย่างโหยหวน. ทรมาน. มันดังทะลุเสียงฝนที่ดังกระหน่ำ. ดังทะลุเสียงลมที่พัดหวีดหวิว. ดังสะท้อนอยู่ในกะโหลกศีรษะของเขา.
“อ๊ากกกกกกกก!”
วิชัยยกมือขึ้นปิดหู. แต่เสียงนั้นมันไม่ได้มาจากข้างนอก. มันมาจากข้างใน. มาจากใต้ฝ่าเท้าของเขา. มันคือเสียงที่ดังมาจาก… ดิน.
เขาเสียการทรงตัว. เขาล้มลง. เข่ากระแทกกับพื้นน้ำโคลน. ไฟฉายหลุดมือ. ส่องสะเปะสะปะไปมา. แล้วดับวูบ.
รอบตัวเขามืดสนิท. มีเพียงเสียงฝน. และเสียงกรีดร้องที่ยังไม่หยุด. มันดังขึ้น. ดังขึ้น. เหมือนมันกำลังใกล้เข้ามา. เหมือนต้นตอของเสียง. กำลังเคลื่อนที่. อยู่ใต้ดิน. ตรงมาที่เขา.
วิชัยตะเกียกตะกาย. พยายามจะลุกขึ้น. เขาคลำหามือถือ. มือสั่นจนแทบจะกดอะไรไม่ได้. เขาเปิดไฟฉายจากมือถือ. แสงสว่างวาบขึ้นมา.
เขาเห็นมันแล้ว. เขาไม่ควรจะเห็น. แต่เขาเห็น.
ในสำนักงาน. บนโต๊ะทำงานของเขา. แก้วกาแฟที่เขาวางทิ้งไว้. มันแตก. ไม่. มันไม่ได้แตก. มันร้าว. มันร้าวจากก้นแก้ว. เป็นรอยร้าวเล็กๆ. เหมือนใยแมงมุม.
และตอนนี้. บนพื้นตู้คอนเทนเนอร์. พื้นคอนกรีตที่เพิ่งเทไปเมื่อเดือนที่แล้ว. ก็มีรอยร้าว. รอยร้าวเล็กๆ. เริ่มจากมุมห้อง. กำลังลามเข้ามา. ช้าๆ. แต่มั่นคง.
มันลามมาทางที่เขายืนอยู่. เหมือนงูสีดำที่เลื้อยอยู่บนพื้นสีเทา.
เสียงกรีดร้องดังถึงขีดสุด. แล้วหยุดกะทันหัน. “แกร๊ก!” เสียงรอยร้าวหยุด. มันหยุดอยู่ตรงหน้าวิชัยพอดี. ห่างจากเท้าเขาไม่ถึงหนึ่งนิ้ว.
ความเงียบกลับมาอีกครั้ง. เงียบจนน่าขนลุก. เสียงฝนเบาลง. กลายเป็นเสียงฝนพรำ. เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น.
วิชัยจ้องมองรอยร้าวนั้น. หัวใจเขาเต้นแรงจนแทบจะทะลุออกมาจากอก. นี่ไม่ใช่ปรากฏการณ์ทางธรณีวิทยา. ไม่ใช่ดินทรุดตัวธรรมดา. คอนกรีตไม่ร้าวแบบนี้. มันร้าวเหมือนมีคนเอามีดกรีด.
เขาคิดว่าเขาอยู่คนเดียว. แต่เขาไม่ใช่. เขาได้ยินเสียง. เสียงหายใจ. ในห้องทำงานของเขาเอง. มันไม่ใช่เสียงหายใจของเขา.
มันเป็นเสียงหายใจที่แผ่วเบา. และหนาวเย็น. เหมือนเสียงลมลอดผ่านซี่ฟัน.
“ใครน่ะ!” วิชัยตะโกน. เสียงเขาแหบพร่า. เขาสาดไฟฉายจากมือถือไปทั่วห้อง. ไม่มีใคร. ห้องว่างเปล่า. มีแค่โต๊ะ. เก้าอี้. และกองพิมพ์เขียว.
“ฮึ…” เสียงนั้น. เสียงหัวเราะเยาะ. เบาๆ. ดังมาจากใต้โต๊ะทำงานของเขา.
วิชัยค่อยๆ ก้าวถอยหลัง. ช้าๆ. เขาไม่อยากจะก้มลงไปดู. เขาไม่อยากรู้ว่าอะไรอยู่ตรงนั้น. แต่เขาต้องรู้.
เขาฝืนร่างกายที่กำลังสั่น. ย่อตัวลง. ส่องไฟเข้าไปใต้โต๊ะ.
ว่างเปล่า. มีแค่สายไฟระเกะระกะ. และฝุ่น.
“ฟู่ว์!” ลมเย็นวูบหนึ่งพัดผ่านต้นคอเขา. ทั้งที่หน้าต่างปิดสนิท. วิชัยสะดุ้งสุดตัว. เขารีบยืนขึ้น. หันขวับ.
ไม่มีอะไร. เขาอยู่คนเดียว. “บ้าไปแล้ว” เขาพึมพำ. “เราเครียดเกินไป” “เราทำงานหนักไป. เราแค่… เหนื่อย”
เขาพยายามหาเหตุผล. เสียงกรีดร้อง. อาจจะเป็นเสียงลมที่พัดผ่านโครงเหล็ก. รอยร้าว. อาจจะเพราะเทปูนไม่ได้มาตรฐาน. เสียงหัวเราะ. เขาคงหูแว่วไปเอง.
เขาต้องกลับบ้าน. เขาคิด. เขาต้องพักผ่อน. พรุ่งนี้ทุกอย่างจะกลับเป็นปกติ. เขาต้องเชื่อแบบนั้น.
เขาเดินไปที่ประตู. มือเอื้อมไปจับลูกบิด.
“เปรี๊ยะ!” เสียงเหมือนไฟฟ้าช็อต. ไฟนีออนบนเพดานกระพริบถี่ๆ. “พรึ่บ! พรึ่บ! พรึ่บ!” แสงสว่างกับความมืดสลับกันอย่างรวดเร็ว. เหมือนในหนังสยองขวัญ.
และในเสี้ยววินาทีของความมืด. ก่อนที่ไฟจะดับสนิท. วิชัยมองเห็น. ผ่านหน้าต่างตู้คอนเทนเนอร์. ที่สะท้อนภาพในห้อง.
มีคนยืนอยู่ข้างหลังเขา. ในเงาสะท้อน. เป็นร่างของผู้หญิง. ผมยาว. เปียกโชก. ยืนนิ่ง. กำลังจ้องมองเขา.
“พรึ่บ!” ไฟดับสนิท. ทุกอย่างจมอยู่ในความมืด.
วิชัยยืนตัวแข็ง. เขาไม่กล้าหันกลับไป. เขาได้ยินเสียงน้ำหยด. “ติ๋ง… ติ๋ง…” หยดลงบนพื้นคอนกรีต. ทั้งที่ฝน… หยุดตกแล้ว.
ความมืด. มันสมบูรณ์แบบ. มืดจนวิชัยรู้สึกเหมือนตัวเองตาบอด. เขาไม่ได้ยินเสียงอะไรเลย. นอกจากเสียงหัวใจตัวเองที่เต้นรัวเหมือนกลองศึก. และเสียงน้ำหยด. “ติ๋ง… ติ๋ง…”
เขาควรจะหันกลับไป. เขาเป็นวิศวกร. เขาเป็นคนมีเหตุผล. เขาควรจะหันไป. เปิดไฟฉายจากมือถือ. แล้วพิสูจน์ให้เห็นว่า. ไม่มีใครอยู่ที่นั่น. มันเป็นแค่แสงสะท้อน. เป็นแค่จินตนาการ.
แต่ขาทั้งสองข้างของเขาไม่ขยับ. มันหนักอึ้ง. เหมือนถูกยึดไว้กับพื้น. ความกลัวที่แท้จริง. มันไม่ใช่ความกลัวในสิ่งที่เห็น. แต่มันคือความกลัวในสิ่งที่… อาจจะ… เป็นไปได้.
“ติ๋ง…” เสียงน้ำหยดหยุด. ตามมาด้วยเสียง… ลากเท้า. เบาๆ. เสียงเท้าเปล่าที่เปียกน้ำ. กำลังลากไปบนพื้นคอนกรีต. “สวบ… สวบ…” มันกำลังเข้ามาใกล้ขึ้น.
วิชัยกลั้นหายใจ. เหงื่อเย็นเยียบไหลอาบแผ่นหลัง. เขาควรจะตะโกน. แต่ลำคอของเขาตีบตัน. ไม่มีเสียงเล็ดลอดออกมา.
“สวบ…” เสียงนั้นหยุด. อยู่ข้างหลังเขาพอดี. ใกล้มาก. เขารู้สึกได้ถึงความเย็น. ความเย็นที่แผ่ออกมาจาก “บางสิ่ง” ที่อยู่ตรงนั้น. ไม่ใช่ความเย็นจากเครื่องปรับอากาศ. มันคือความเย็นชื้น. เหมือนอากาศในหลุมศพ. เหมือนลมหายใจที่มาจากใต้ดิน.
กลิ่น. กลิ่นดินโคลน. กลิ่นสนิมเหล็ก. และกลิ่นคาวเลือดจางๆ. มันแรงขึ้น. จนวิชัยแทบจะสำลัก.
แล้วเขาก็รู้สึก. บางอย่างสัมผัสต้นคอของเขา. มันไม่ใช่มือ. มันเบากว่านั้น. เหมือน… เส้นผม. เส้นผมที่เปียกน้ำ. กำลังลูบไล้ผ่านผิวหนังของเขา. ช้าๆ. อย่างเยือกเย็น.
“อ๊ากกก!” วิชัยสติแตก. ความกลัวทะลุขีดจำกัด. เขาสะบัดตัว. หมุนตัวกลับ. ยกมือถือขึ้น. สาดแสงไฟฉายไปทั่วห้อง.
ไม่มีใคร. ห้องว่างเปล่า. ไม่มีผู้หญิงผมยาว. ไม่มีใครยืนอยู่ตรงนั้น. บนพื้น. ไม่มีรอยเท้าเปียกน้ำ. ไม่มีอะไรเลย.
มีเพียงเขา. ยืนหอบหายใจอย่างหนัก. ตัวสั่นเทา. อยู่ในตู้คอนเทนเนอร์ที่มืดมิด. และเงียบสงัด.
เขาพิงผนังตู้. ทรุดตัวลงนั่งกับพื้น. เขาหัวเราะออกมา. เป็นเสียงหัวเราะแห้งๆ. หัวเราะให้ความบ้าของตัวเอง. “เราประสาทหลอน… ใช่. มันต้องใช่แน่ๆ” “เราเครียดเกินไป. ทำงานมากไป. ฝนตก. ไฟดับ. ทุกอย่างรวมกัน”
เขานั่งอยู่ตรงนั้น. พยายามรวบรวมสติ. พยายามดึงความเป็นวิศวกรผู้ยึดมั่นในเหตุผลกลับคืนมา. รอยร้าวบนพื้น… มันยังอยู่. วิชัยส่องไฟไปที่มัน. มันคือของจริง. “โอเค” เขาคิด. “พรุ่งนี้ต้องตรวจสอบ. ดินอาจจะทรุดตัวจริงๆ” “เสียงกรีดร้อง… อาจจะแค่ลม. ที่พัดผ่านช่องว่างของโครงสร้าง” “เงาผู้หญิง… แค่แสงสะท้อนของตัวเราเอง… ผสมกับต้นไม้ข้างนอก” เขาพยายามหาคำอธิบายให้ทุกอย่าง. เขายึดมั่นในมัน. เพราะถ้าเขาไม่ยึดมั่น. เขาจะคลั่งตาย.
ทันใดนั้น. โทรศัพท์ในมือเขาก็สั่น. ไม่ใช่การสั่นเตือน. มันสั่นเหมือนมีคนโทรเข้า. หน้าจอสว่างวาบขึ้น.
“คุณสมชาย” ชื่อนั้นปรากฏขึ้น. เวลา ตีสอง สิบห้านาที. วิชัยถอนหายใจ. “มีอะไรอีก” เขากดรับสาย. “ครับคุณสมชาย. ไฟที่ไซต์งานดับครับ”
“ผมไม่สนเรื่องไฟ!” เสียงของคุณสมชายแผดดัง. แต่เสียงนั้นสั่น. วิชัยไม่เคยได้ยินคุณสมชายเสียงสั่นแบบนี้มาก่อน. “คุณอยู่ที่ไหนวิชัย! คุณต้องมาที่นี่เดี๋ยวนี้!” “ที่ไหนครับ. ผมก็อยู่ที่ไซต์งาน” “ไม่ใช่! ที่บ้านผม! คุณต้องมาเดี๋ยวนี้!”
วิชัยขมวดคิ้ว. “บ้านคุณเหรอครับ. มีปัญหาอะไร” เกิดความเงียบไปชั่วขณะ. วิชัยได้ยินเสียงคุณสมชายกลืนน้ำลาย. เสียงเหมือนคนกำลังหวาดกลัวสุดขีด. “มัน… มันอยู่ที่นี่” “อะไรอยู่ที่นี่ครับ” วิชัยถาม. เริ่มรู้สึกไม่ดี.
“ดิน!” คุณสมชายตะคอก. “ดินจากไซต์งาน! มันมาอยู่ที่นี่!” “คุณสมชาย. คุณเมาหรือเปล่าครับ. ดินมันจะไปบ้านคุณได้ยังไง” “ผมไม่ได้เมา!” วิชัยได้ยินเสียงของตกแตก. เสียงเหมือนแก้ว. ตามด้วยเสียงกรีดร้องของผู้หญิง. น่าจะเป็นภรรยาของคุณสมชาย.
“มันออกมาจากท่อระบายน้ำ!” คุณสมชายตะโกนแข่งกับเสียงกรีดร้อง. “ในห้องน้ำ! มันเป็นดินโคลนสีแดง! เหมือนที่ไซต์งาน!” “มันกำลัง… มันกำลังทะลักออกมา!” “วิชัย! คุณเป็นวิศวกร! คุณต้องรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น!”
วิชัยยืนพรวดขึ้น. ขนลุกซู่ไปทั้งตัว. บ้านคุณสมชายอยู่ห่างจากที่นี่เกือบยี่สิบกิโลเมตร. มันเป็นไปไม่ได้. ระบบท่อระบายน้ำไม่เกี่ยวข้องกัน.
“คุณต้องเอามันกลับไป!” คุณสมชายร่ำไห้. “มันบอกว่ามันจะเอาลูกสาวผมไป!” “มันบอกว่า… เราไปขุดโดนลูกสาวมัน!”
หัวใจของวิชัยหล่นวูบ. “มันพูดเหรอครับ” “ใช่! มันกระซิบ! เสียงผู้หญิง! มันบอกว่า… เจ็บ… หนาว… มันบอกว่า… มันจะเอาคืน!” คำพูดเดียวกับที่ลุงพงษ์ศักดิ์เคยเล่า.
“วิชัย… ช่วยด้วย… คุณต้องทำอะไรสักอย่าง!” “คุณเป็นคนสั่งให้ขุด! คุณต้องรับผิดชอบ!” “คุณต้องไปขอขมา… ไปเอาเหรียญนั่น… ไปคืน… อ๊ากกก!”
สายตัดไป. ทิ้งไว้เพียงเสียงซ่า… วิชัยพยายามโทรกลับ. แต่สายไม่ว่าง. ไม่สิ. มันไม่ใช่สายไม่ว่าง. มันคือ “ไม่มีสัญญาณ”. ทั้งที่เมื่อกี้เขายังคุยได้.
วิชัยมองหน้าจอมือถือที่ดับมืด. โลกแห่งเหตุผลของเขา. โลกที่สร้างจากคอนกรีตและเหล็กกล้า. มันกำลังแตกสลาย. เหมือนรอยร้าวบนพื้น.
สิ่งที่เกิดขึ้นในตู้คอนเทนเนอร์. มันไม่ใช่ภาพหลอน. สิ่งที่ลุงพงษ์ศักดิ์เตือน. มันไม่ใช่ความงมงาย. และสิ่งที่เกิดขึ้นที่บ้านคุณสมชาย… มันคือความจริงที่น่าสยดสยอง.
ความจริงที่ว่า. พวกเขาได้ปลุกบางอย่างขึ้นมา. บางอย่างที่โกรธแค้น. และบางอย่างที่… สามารถเคลื่อนที่ได้. ผ่านผืนดิน. ผ่านท่อระบายน้ำ. มันไม่ได้ถูกจำกัดโดยระยะทาง. มันไม่ได้ถูกจำกัดโดยกฎฟิสิกส์.
วิชัยมองไปที่รอยร้าวบนพื้น. เขาตระหนักได้ในวินาทีนั้น. ว่านี่ไม่ใช่แค่ปัญหาทางวิศวกรรม. นี่คือ… คำสาป. คือการทวงคืน.
เขาหันหลัง. กระชากประตูตู้คอนเทนเนอร์เปิดออก. เขาวิ่ง. วิ่งฝ่าความมืด. ฝ่าโคลนตม. เขาไม่ได้วิ่งหนี. เขาไม่ได้วิ่งไปบ้านคุณสมชาย.
เขาวิ่งไปที่แคมป์คนงาน. เขามีเพียงความคิดเดียวในหัว. สิ่งเดียวที่อาจจะช่วยได้. สิ่งเดียวที่เชื่อมต่อระหว่างโลกของเขา. กับโลกที่มองไม่เห็น.
ลุงพงษ์ศักดิ์. และเหรียญพระแม่ธรณีเหรียญนั้น. เหรียญที่สลักรูปใบหน้าที่กำลังกรีดร้อง.
เขาวิ่งไป. และตลอดทาง. เขารู้สึกเหมือนพื้นดินใต้ฝ่าเท้ากำลังเคลื่อนไหว. เหมือนมันกำลัง… หัวเราะเยาะเขา.
เช้าวันรุ่งขึ้น. แสงแดดส่องสว่าง. เหมือนเมื่อคืนไม่มีอะไรเกิดขึ้น. ท้องฟ้าแจ่มใส. ฝนหยุดแล้ว. น้ำที่เคยท่วมขัง… หายไปหมด. ซึมลงดิน. ราวกับว่าแผ่นดินกระหายน้ำ.
แต่ไซต์งานไม่เหมือนเดิม. มันเงียบ. คนงานหายไปเกือบครึ่ง. พวกเขาหนีไปในตอนกลางคืน. หนีไปพร้อมกับเรื่องเล่าสยองขวัญ. เรื่องเสียงกรีดร้องจากใต้ดิน.
วิชัยยืนอยู่. ขอบตาเขาดำคล้ำ. เขาไม่ได้นอนทั้งคืน. เขายืนอยู่ข้างๆ ลุงพงษ์ศักดิ์. ทั้งสองคนมองไปที่หลุมฐานราก.
หลุมนั้น. มันกว้างขึ้น. และลึกขึ้น. ขอบหลุมพังทลายลงไป. เหมือนถูกบางอย่าง… ขุดแทะจากข้างใต้.
และที่ก้นหลุม. มีน้ำสีแดงขุ่นข้นขังอยู่. มันไม่ใช่สีของดิน. มันคือสีของเลือดเก่า.
“เมื่อคืนผมไปหาลุง” วิชัยพูดเสียงแหบ. “ลุงไม่อยู่” “ผมไปวัด” ลุงพงษ์ศักดิ์ตอบ. เสียงเรียบ. “ผมไปสวดมนต์” แกมองวิชัย. “ผมบอกคุณแล้ว. ว่าอย่าล่วงเกิน”
“คุณสมชาย…” วิชัยเริ่มพูด. “ผมรู้” ลุงพงษ์ศักดิ์ตัดบท. “ผมก็ได้ยินเสียงเขาเหมือนกัน” “ไม่ใช่จากโทรศัพท์. แต่จากพื้นดิน” “ท่านกำลังเตือน”
วิชัยกลืนน้ำลาย. “เราต้องทำยังไงลุง. เราต้อง… ขอขมา” “มันสายไปแล้ว” ลุงพงษ์ศักดิ์ส่ายหน้า. “ตอนที่เราเจอเหรียญ. เรายังมีโอกาส. แต่ตอนที่คุณสมชายสั่งให้ทิ้ง. ตอนที่คุณ… เห็นด้วย.” แกเน้นคำว่า “คุณ”. “ประตูมันเปิดแล้วล่ะคุณวิชัย”
ลุงพงษ์ศักดิ์หยิบเหรียญพระแม่ธรณีออกมาจากย่าม. ตอนนี้. มันไม่ใช่สีทองแดงเก่าๆ. มันกลายเป็นสีดำสนิท. ดำเหมือนถ่าน. และมัน… ร้อน. ร้อนจนมีควันจางๆ ลอยออกมา. “ท่านไม่ได้กรีดร้องเพราะเจ็บปวด” ลุงพงษ์ศักดิ์พูด. “ท่านกรีดร้อง. เพื่อเตือนเราถึงสิ่งที่อยู่ข้างใต้ท่าน” “วิญญาณที่ถูกฝังไว้. วิญญาณที่ถูกลืม” “วิญญาณ… ที่ตอนนี้เป็นหนึ่งเดียวกับดินไปแล้ว”
วิชัยมองเหรียญสีดำในมือชายชรา. โลกแห่งวิทยาศาสตร์ของเขาพังทลายหมดสิ้น. เขารู้แล้วว่าต้องทำอะไร. นี่ไม่ใช่การก่อสร้างอีกต่อไป. นี่คือการเอาชีวิตรอด.
“เราต้องหยุด” วิชัยพูด. เสียงหนักแน่น. “ผมจะสั่งหยุดโครงการ” “ผมจะอพยพคนงานที่เหลือทั้งหมด. เดี๋ยวนี้”
ลุงพงษ์ศักดิ์มองเขา. “คุณคิดว่า. คุณสมชายจะยอมเหรอ” “ผมไม่สน!” วิชัยตะคอก. “ผมจะโทรแจ้งตำรวจ. แจ้งกรมแรงงาน. แจ้งทุกที่!” “เรื่องเมื่อคืน. มันไม่ใช่แค่อุบัติเหตุ!”
เขากำลังจะยกมือถือขึ้น. แต่แล้ว. เสียงรถยนต์หรูคันหนึ่ง. ก็ดังขึ้น. รถเมอร์เซเดส-เบนซ์สีดำมันวาว. คันเดียวกับเมื่อวาน. เลี้ยวเข้ามาจอด. ประตูเปิดออก.
คุณสมชายก้าวลงมา. ชุดสูทของเขายับยู่ยี่. ใบหน้าซีดเผือด. ดวงตาแดงก่ำ. แต่แววตา… มันไม่ใช่แววตาของคนที่หวาดกลัว. มันคือแววตาของคนที่… สิ้นหวัง. และบ้าคลั่ง.
“วิศวกรวิชัย” เขาเรียก. “คุณจะไปไหนไม่ได้ทั้งนั้น” “ทำงานต่อ”
วิชัยอ้าปากค้าง. “คุณพูดอะไรของคุณ! เมื่อคืนที่บ้านคุณ…” “ไม่มีอะไรเกิดขึ้นที่บ้านผม!” คุณสมชายตะโกน. “ผมแค่… ฝันร้าย!” “ลูกสาวผมปลอดภัยดี! ภรรยาผมสบายดี!” “มันเป็นแค่ความเครียด! แค่นั้น!”
“แต่ดินโคลน…” “ท่อประปาแตก!” คุณสมชายสวนทันควัน. “ผมซ่อมแล้ว! จบ!” เขาเดินตรงมาหาวิชัย. จ้องหน้า. “ผมลงทุนไปหลายพันล้าน. ผมจะไม่อะไรมาหยุดผม. ไม่ว่าจะเป็นดินถล่ม. หรือผีสางเทวดาหน้าไหน.”
เขากวาดสายตาไปที่คนงานที่เหลืออยู่. “ใครไม่ทำงาน. ไล่ออก!” “วิชัย! สั่งคนงานลงไปสูบน้ำออกจากหลุม!” “เราจะเทปูนวันนี้. เดี๋ยวนี้!”
นี่คือการตัดสินใจ. นี่คือทางแยก. วิชัยมองหน้าคุณสมชาย. มองเห็นความบ้าคลั่งในดวงตาที่เบิกกว้างนั้น. เขามองไปที่ลุงพงษ์ศักดิ์. ที่กำลังกำเหรียญสีดำไว้แน่น. แล้วเขามองลงไปในหลุม. มองผิวน้ำสีแดงเลือดนั่น. ที่กำลังกระเพื่อมเบาๆ. ทั้งที่… ไม่มีลม.
ความเงียบที่ตึงเครียด. มันหนักยิ่งกว่าคอนกรีต. วิชัยจ้องหน้าคุณสมชาย. เขาเห็นรอยช้ำจางๆ ใต้ตาที่แดงก่ำนั้น. เห็นรอยขีดข่วนเล็กๆ บนแก้ม. เหมือนรอยเล็บ. นี่ไม่ใช่ใบหน้าของคนที่ “ฝันร้าย”. นี่คือใบหน้าของคนที่ต่อสู้มาทั้งคืน. ต่อสู้กับบางสิ่งที่จับต้องไม่ได้.
“คุณสมชาย” วิชัยพูดเสียงเรียบ. พยายามควบคุมไม่ให้สั่น. “ผมไม่ทำ” “อะไรนะ” คุณสมชายหรี่ตา. “ผมไม่สั่งให้คนงานลงไป. มันอันตรายเกินไป” “น้ำนั่น. ดินนั่น. มันไม่ปกติ” “ผมในฐานะวิศวกรคุมงาน. ผมขอสั่งหยุดโครงการชั่วคราว. เพื่อตรวจสอบความปลอดภัย”
คุณสมชายหัวเราะ. เป็นเสียงหัวเราะที่แห้งและแหลม. “ตรวจสอบความปลอดภัยเหรอ. วิศวกรวิชัย” “คุณกำลังจะบอกว่าที่นี่… ผีสิง งั้นเหรอ” เขาหันไปทางคนงานที่เหลืออยู่ไม่กี่สิบคน. “ฟังนะ! พวกคุณก็เห็น! วิศวกรของพวกคุณมันกลัวผี!” “มันจะทำให้พวกคุณอดตาย!”
“ผมไม่สนว่าคุณจะเรียกมันว่าอะไร!” วิชัยตะโกนกลับ. ความกลัวจากเมื่อคืน. แปรเปลี่ยนเป็นความโกรธ. “ผมสนแค่ว่าถ้ามีคนลงไป. อาจจะไม่ได้กลับขึ้นมา!”
คุณสมชายชี้หน้าเขา. “ถ้าคุณไม่ทำ. ผมจะฟ้องคุณ. ฟ้องจนคุณหมดตัว” “ผมจะทำให้คุณไม่มีที่ยืนในวงการวิศวกรอีกต่อไป!” “เลือกเอา. ระหว่างตกงาน. หรือทำงานต่อ”
มันคือการข่มขู่. มันคือทางตัน. วิชัยมองไปที่ลุงพงษ์ศักดิ์. ชายชราพยักหน้าช้าๆ. ไม่ใช่พยักหน้าให้ยอมแพ้. แต่พยักหน้า. เหมือนจะบอกว่า “ทำในสิ่งที่ถูกต้อง”
วิชัยสูดหายใจลึก. “ผมเลือกตกงาน” เขากำลังจะหันหลังเดิน. “เดี๋ยวก่อน!” คุณสมชายตะโกน. เขาหยิบมือถือขึ้นมา. กดโทรออก. “ฮัลโหล. คุณเหรอ. ผมเอง. สมชาย” เขาเปิดลำโพง. วิชัยได้ยินเสียงผู้หญิง. เสียงภรรยาของเขา. “ที่รัก” “คุณคะ. คุณเป็นยังไงบ้าง. เมื่อคืนมีคนโทรมาบอกว่าที่ไซต์งานไฟดับ…”
“ใช่” คุณสมชายพูด. แต่สายตาจ้องวิชัยไม่กระพริบ. “แล้วผมก็เพิ่งรู้ข่าวร้าย. เรื่องเงินกู้ของแม่คุณวิชัย. ที่เอาบ้านที่ต่างจังหวัดไปจำนองไว้. เพื่อรักษาตัว.” วิชัยตัวแข็ง. “คุณ… คุณรู้เรื่องนี้ได้ยังไง”
“ธนาคารที่แม่คุณไปกู้. เป็นของเพื่อนผม” คุณสมชายยิ้ม. เป็นรอยยิ้มที่น่ารังเกียจ. “ผมเพิ่งคุยกับเขาเมื่อเช้า. หนี้ก้อนนั้น. ถ้าผมจ่ายให้. มันก็จบ” “แต่ถ้าผมไม่จ่าย… และถ้าวิศวกรวิชัย. ทำให้ผมไม่พอใจ… ธนาคารอาจจะต้อง… ยึดบ้านหลังนั้น. ภายใน 24 ชั่วโมง”
นี่ไม่ใช่การข่มขู่. นี่คือการจับเป็นตัวประกัน. โลกของวิชัยพังทลายลงมาอีกครั้ง. เขาไม่ได้สู้เพื่อตัวเองคนเดียวอีกต่อไป. เขากำลังสู้เพื่อบ้านของแม่. เพื่อชีวิตของแม่.
“คุณมันเลว” วิชัยกัดฟันพูด. “ผมคือนักลงทุน” คุณสมชายแก้. “ผมแค่ปกป้องผลประโยชน์ของผม. ตอนนี้. ผมจะถามคุณอีกครั้ง. คุณจะสั่งคนงาน. หรือจะให้ผมโทรหาธนาคาร”
วิชัยหลับตาลง. เขาเห็นภาพแม่ที่นอนป่วยอยู่บนเตียง. เขาเห็นภาพบ้านที่เขาเติบโตมา. เขาพ่ายแพ้. หมดรูป.
เขาหันไปทางคนงาน. เขาพยายามจะพูด. แต่ไม่มีเสียงออกมา. เขาไอ. แล้วพูดด้วยเสียงที่แตกพร่า. “เตรียม… เตรียมเครื่องสูบน้ำ” “เราจะ… สูบน้ำออกจากหลุม”
คนงานมองหน้ากันเลิ่กลั่ก. พวกเขาไม่อยากทำ. แต่พวกเขาเป็นแค่ลูกจ้างรายวัน. พวกเขาไม่มีทางเลือก. ถ้าวิศวกรสั่ง. พวกเขาก็ต้องทำ.
ลุงพงษ์ศักดิ์จ้องมองวิชัย. แววตาผิดหวังอย่างรุนแรง. “คุณกำลังจะฆ่าพวกเขา” ชายชรากระซิบ. “ผมไม่มีทางเลือก!” วิชัยตะโกนใส่ลุงพงษ์ศักดิ์. ระบายความอัดอั้นทั้งหมดใส่ชายชรา. “คุณไม่เข้าใจหรอก! ผมไม่มีทางเลือก!” เขาเดินกระแทกเท้า. หนีไปจากสายตาของลุงพงษ์ศักดิ์.
เครื่องสูบน้ำขนาดใหญ่ถูกลากมา. คนงานสองสามคน. จำใจต้องเดินลงไปที่ขอบหลุม. เพื่อหย่อนท่อสูบลงไปในน้ำสีแดงขุ่น. วิชัยยืนมองจากระยะไกล. เหมือนคนขี้ขลาด. เขาเกลียดตัวเอง. เกลียดคุณสมชาย. และเกลียด “อะไรก็ตาม” ที่อยู่ในดินนั่น.
เครื่องยนต์เริ่มทำงาน. เสียง “วูมมม” ดังขึ้น. น้ำสีแดงถูกสูบขึ้นมา. พ่นใส่พื้นที่ว่างใกล้ๆ. มันส่งกลิ่นเหม็นคาว. กลิ่นสนิมและกลิ่นเน่าเหม็น.
ระดับน้ำในหลุมเริ่มลดลง. ช้าๆ. ทุกอย่างดูเหมือนจะเป็นปกติ. คุณสมชายยืนกอดอก. ยิ้มเยาะวิชัย. “เห็นไหม. วิศวกร. ไม่มีผีสางอะไรทั้งนั้น. มีแต่ปัญหาที่ต้องแก้.”
วิชัยภาวนา. ภาวนาให้มันเป็นอย่างนั้นจริงๆ. ภาวนาให้เขาแค่คิดมากไปเอง.
แต่แล้ว. เครื่องสูบน้ำก็เริ่มมีเสียงแปลกๆ. “วูม… แคร่ก… แคร่ก…” เหมือนมีบางอย่างเข้าไปติดในท่อ. “เครื่องเป็นอะไร!” คุณสมชายตะโกน.
คนงานที่คุมเครื่อง. ตรวจสอบ. “มีอะไรเข้าไปอุดท่อครับ! มันดูดไม่ขึ้น!”
น้ำที่พ่นออกมา. หยุดไหล. กลายเป็นเสียงลมดัง “ฟู่ๆ” แล้วเครื่องยนต์ก็ดับ. “แกร๊ก… ชิ…” เงียบ.
“ลงไปดูสิ!” คุณสมชายสั่งคนงานที่อยู่ปากหลุม. “ลงไปดูว่าอะไรมันติด!” คนงานสองคนมองหน้ากัน. พวกเขาไม่อยากลง. น้ำในหลุมยังเหลืออยู่ประมาณครึ่งหนึ่ง. มองไม่เห็นก้น.
“ผมให้เบิ้ลค่าแรง! วันนี้! สองเท่า!” เงิน. มันคือเหยื่อล่อ. คนงานคนหนึ่ง. อายุยังน้อย. อาจจะเพิ่งทำงานที่นี่. กลืนน้ำลาย. “ก็ได้ครับนาย” เขาหยิบเชือกเส้นใหญ่. ผูกติดกับเสาเหล็ก. ค่อยๆ โรยตัวลงไปในหลุม.
วิชัยอยากจะห้าม. แต่เขาพูดไม่ออก. เขาเหมือนถูกสาปให้ยืนดู.
คนงานหนุ่มคนนั้น. ค่อยๆ หย่อนเท้าลงไปในน้ำสีแดง. น้ำสูงถึงอกเขา. “เย็น… เย็นมาก” เขาพึมพำ. เขาดำผุดดำว่าย. ไปที่ปลายท่อสูบน้ำ. “ผมจะดูเดี๋ยวนี้ครับ”
เขามุดหัวลงไปใต้น้ำ. ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะ. มีเพียงเสียงหายใจของคนที่ยืนอยู่ขอบหลุม.
สิบวินาที. ยี่สิบวินาที. “ทำไมนานจัง” คนงานอีกคนที่อยู่บนขอบบ่น.
ทันใดนั้น. ผิวน้ำที่นิ่งสงบ. ก็ปั่นป่วน. “บุ๋งๆๆๆ” เหมือนมีอะไรบางอย่างกำลังดิ้นรนอยู่ใต้น้ำ. คนงานหนุ่มโผล่พรวดขึ้นมา. หน้าตาตื่น. ไอสำลักน้ำ. “ช่วยด้วย! ช่วยด้วย!”
“เป็นอะไร!” วิชัยตะโกน. วิ่งไปที่ขอบหลุม. “มันจับขาผม! มีอะไรบางอย่างจับขาผม!” คนงานหนุ่มร้องลั่น. เขาพยายามว่ายน้ำกลับเข้าฝั่ง. แต่ตัวเขาไม่ขยับ. เหมือนถูกสมอถ่วงไว้.
“มันไม่ใช่… มันไม่ใช่ขยะ!” เขากรีดร้อง. “มันคือ… ผม! มันคือเส้นผม!” “ผมยาวๆ! สีดำ! มันพันขาผม!”
ผิวน้ำรอบตัวเขาเริ่มหมุนวน. เป็นวงเล็กๆ. แล้วขยายกว้างขึ้น. น้ำสีแดงขุ่น. ค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสีดำ. ดำเหมือนน้ำหมึก. และกลิ่นเหม็นเน่า. รุนแรงจนแสบจมูก.
“ดึงเขาขึ้นมา!” วิชัยตะโกนสั่งคนงานที่อยู่บนขอบ. “ดึงเชือก!” คนงานข้างบนพยายามดึงเชือกที่ผูกเอวเพื่อนไว้. “ดึงไม่ขึ้นครับ! มันหนักมาก!”
“ช่วยด้วย! อ๊ากกกก!” ร่างของคนงานหนุ่มถูกกระชาก. อย่างรุนแรง. จนจมหายไปใต้น้ำ. “บุ๋ม!” เหลือไว้เพียงวงน้ำที่ยังหมุนวน.
“ไม่!” วิชัยกรีดร้อง. ความสยองขวัญเกิดขึ้นตรงหน้าเขา. ลุงพงษ์ศักดิ์วิ่งเข้ามา. ในมือแกถือเหรียญพระแม่ธรณีสีดำ. “สวดมนต์! ทุกคนสวดมนต์!” ลุงพงษ์ศักดิ์ตะโกน. “นะโม ตัสสะ…”
แต่มันสายไป. ผิวน้ำที่เคยหมุนวน. ระเบิดออก. ร่างของคนงานหนุ่มถูก “โยน” ขึ้นมาจากน้ำ. เขาลอยขึ้นมา. แล้วตกลงไปบนพื้นดินขอบหลุม. “ตุบ!”
เขายังไม่ตาย. แต่เขากำลังชักกระตุก. ดวงตาเบิกกว้าง. น้ำลายฟูมปาก. และที่ขาของเขา. ตั้งแต่ข้อเท้าจนถึงหัวเข่า. ถูกพันด้วยบางสิ่ง. มันคือเส้นผม. เส้นผมผู้หญิงสีดำยาว. พันแน่น. รัดจนเนื้อปลิ้น. รัดจนเห็นกระดูก. และเส้นผมนั้น… กำลังขยับ. เหมือนงู. มันกำลังเลื้อย… คลายตัวออก. แล้วหดกลับ. ลงไปในน้ำสีดำในหลุม. หายไป.
คนงานคนอื่นๆ กรีดร้อง. พวกเขาผงะถอยหลัง. บางคนวิ่งหนีไปเลย. ทิ้งหมวก. ทิ้งเครื่องมือ. วิ่งหนีเอาชีวิตรอด.
คุณสมชายยืนตัวแข็ง. ใบหน้าซีดเผือด. เขาอ้าปากค้าง. พึมพำกับตัวเอง. “ไม่จริง… ไม่จริง…”
วิชัยรีบวิ่งเข้าไปดูอาการคนงาน. “เรียกรถพยาบาล! เร็ว!” แต่ขาทั้งสองข้างของคนงานหนุ่ม. มันบิดเบี้ยวผิดรูป. กระดูกคงหักละเอียด.
ลุงพงษ์ศักดิ์เดินมา. ยื่นเหรียญสีดำร้อนจัดนั้น. ไปจ่อใกล้ๆ ขาของคนงาน. แกไม่ได้แตะ. แค่จ่อไว้. “ในนามของพระแม่ธรณี. ผู้ค้ำจุนแผ่นดิน” “ข้าขอสั่งให้เจ้า. ปล่อยเขาไป” “ความแค้นของเจ้า. อยู่ที่คนสั่ง. ไม่ใช่เด็กคนนี้”
เหรียญนั้นส่องแสงสีแดงจางๆ. เหมือนถ่านที่ยังไม่มอด. ควันสีเทาลอยออกมา. คนงานหนุ่มหยุดชัก. เขาสลบไป. แต่เขายังหายใจ.
“เห็นหรือยัง” ลุงพงษ์ศักดิ์หันไปพูดกับคุณสมชาย. “นี่คือสิ่งที่ท่านเตือน” “นี่คือ… วิญญาณของแผ่นดิน”
คุณสมชายถอยหลังไปสองก้าว. ความบ้าคลั่งในแววตาเขา. ถูกแทนที่ด้วยความกลัวสุดขีด. ความกลัวแบบเดียวกับเมื่อคืน. “ผม… ผมไม่รู้… ผมไม่รู้ว่ามันจะแรงขนาดนี้”
“คุณรู้!” วิชัยตะคอกใส่หน้าเขา. “คุณรู้ตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว! แต่คุณก็ยังบังคับเรา!” “คุณเกือบฆ่าเขา!”
รถพยาบาลมาถึง. คนงานที่บาดเจ็บถูกหามขึ้นรถไป. ไซต์งานกลับสู่ความเงียบอีกครั้ง. แต่คราวนี้. มันคือความเงียบของสุสาน.
คนงานหนีไปเกือบหมดแล้ว. เหลือเพียงวิชัย. ลุงพงษ์ศักดิ์. และคุณสมชาย. ที่ทรุดตัวลงนั่งกับพื้น. เหมือนคนหมดแรง.
“มันจะเอาผม” คุณสมชายพึมพำ. “เมื่อคืนมันบอก. มันจะเอาผม” “มันบอกว่า… ถ้าผมไม่หยุด. มันจะมาเอาลูกสาวผม. มันจะมาแทนที่ลูกสาวผม” เขาน้ำตาไหลพราก. “ผมไม่อยากเสียลูกสาวผมไป”
วิชัยมองชายที่น่าสมเพชตรงหน้า. ความโกรธของเขาหายไป. เหลือแต่ความรู้สึกว่างเปล่า. “แล้วคุณจะทำยังไง” วิชัยถาม.
“ผมจะ… ผมจะทำบุญ” คุณสมชายพูดเหมือนคนละเมอ. “ผมจะจ้างพราหมณ์เก่งๆ. มาปัดรังควาน. ผมจะสร้างศาลให้. ใหญ่ๆ เลย” “ผมจะทำทุกอย่าง. ขอแค่มันปล่อยครอบครัวผมไป”
ลุงพงษ์ศักดิ์ส่ายหน้า. “วิญญาณดวงนี้. เขาไม่ต้องการศาล. เขาไม่ต้องการเงินทอง. เขาต้องการ… ความยุติธรรม”
“ความยุติธรรมอะไร” คุณสมชายถาม. “เขาตายยังไง” ลุงพงษ์ศักดิ์ถามกลับ. “เขาถูกฝังไว้ที่นี่. แต่เขาตายยังไง. ใครทำ”
คุณสมชายหน้าซีด. “ผม… ผมไม่รู้. มันเป็นเรื่องเก่า. แค่… แค่ข่าวลือ. เขาว่า… เป็นคนงานพม่า. ถูก… ถูกนายจ้างคนเก่า… ฆ่า. แล้วฝังไว้. เพื่อปิดปาก”
“แล้วนายจ้างคนนั้นล่ะ” วิชัยถาม. “ก็… ก็ลอยนวลไป” คุณสมชายตอบเสียงอ่อย. “เขาขายที่ดินผืนนี้. แล้วก็หนีไป”
“นั่นแหละ” ลุงพงษ์ศักดิ์พูด. “ท่านไม่ได้โกรธที่เราขุด. ท่านโกรธ. ที่เราขุด. แล้วเจอ. แต่ก็ยัง… เพิกเฉย. เหมือนกับที่ทุกคนเพิกเฉยต่อการตายของเขา” “ท่านไม่ได้ต้องการศาล. ท่านต้องการให้คนผิด… ถูกลงโทษ”
ความเงียบเข้าปกคลุม. วิชัยเริ่มเข้าใจ. นี่ไม่ใช่แค่เรื่องผีสาง. นี่คือเรื่องของการฆาตกรรม. และการปกปิด.
“ผมต้องทำยังไง” คุณสมชายถาม. เสียงสั่นเครือ. “ผมต้องทำยังไงมันถึงจะหยุด” “ผมจะไปหาตำรวจ!” วิชัยพูด. “ผมจะไปรื้อคดีนี้. ผมจะไปแจ้งความ. ว่าเราขุดเจอหลักฐาน.”
“ไม่ได้!” คุณสมชายร้องลั่น. “ถ้าคุณแจ้งตำรวจ. โครงการนี้จะถูกระงับทันที!” “ธนาคารจะฟ้องผมล้มละลาย! ผมจะหมดตัว! ไม่! ผมยอมไม่ได้!”
ความเห็นแก่ตัว. มันกลับมาอีกแล้ว. แม้ในสถานการณ์แบบนี้. “คุณยังห่วงเงินอีกเหรอ!” วิชัยไม่อยากจะเชื่อ. “ลูกสาวคุณกำลังตกอยู่ในอันตราย!”
“ผมจะแก้ปัญหาเอง!” คุณสมชายลุกขึ้น. แววตาเปลี่ยนไปอีกครั้ง. “ผมจะหา… หมอผี. หมอผีที่เก่งที่สุด. ที่สามารถ… สะกดวิญญาณได้. ผมจะสะกดมันไว้! กดมันกลับลงไปในดิน! ไม่ให้มันขึ้นมาอีก!”
ลุงพงษ์ศักดิ์เบิกตากว้าง. “อย่า! คุณสมชาย! อย่าทำแบบนั้น!” “นั่นมันคือการประกาศสงคราม! คุณจะยิ่งทำให้ท่านโกรธ!” “มันจะกลายเป็น… หายนะ!”
“ผมไม่สน!” คุณสมชายตะโกน. “ผมจะทำทุกทาง. เพื่อรักษาโครงการของผมไว้. และรักษาครอบครัวของผมไว้!” เขาหันไปหาวิชัย. “ส่วนคุณ. วิศวกรวิชัย. คุณก็ต้องอยู่ที่นี่. คอยดู. ว่าอำนาจของเงิน. กับอำนาจของผี. ใครจะชนะ!”
คุณสมชายเดินกลับไปที่รถ. สตาร์ทเครื่อง. ขับออกไปอย่างบ้าคลั่ง. ทิ้งวิชัยกับลุงพงษ์ศักดิ์ไว้. ท่ามกลางความเงียบ. และหลุมน้ำสีดำ. ที่ตอนนี้. นิ่งสนิท. เหมือนกำลัง… รอคอย. รอคอยการต่อสู้ครั้งต่อไป.
วันรุ่งขึ้น. ไซต์งานเงียบสงัด. ไม่มีเสียงเครื่องจักร. ไม่มีเสียงคนงาน. คนงานที่เหลืออยู่… ก็หนีไปหมดแล้ว. หลังจากได้ยินเรื่องราวของคนงานที่ถูก “เส้นผม” โจมตี.
เหลือเพียงวิชัย. และลุงพงษ์ศักดิ์. วิชัยไม่ได้ถูกบังคับให้อยู่. แต่เขาไปไม่ได้. คำขู่เรื่องบ้านของแม่. มันคือโซ่ตรวนที่มองไม่เห็น. ล่ามเขาไว้กับที่นี่. เขานั่งอยู่ในตู้คอนเทนเนอร์สำนักงาน. มองออกไปที่หลุมสีดำนั่น. ที่ตอนนี้. นิ่งสนิท. เหมือนอสูรกายที่กำลังหลับรอ.
ลุงพงษ์ศักดิ์นั่งอยู่ข้างนอก. สวดมนต์. แกสวดมนต์ไม่หยุด. เหรียญพระแม่ธรณีสีดำวางอยู่บนพื้นดินตรงหน้า. แกบอกว่า. “มันร้อนเกินไป. ถือไว้ไม่ได้แล้ว” เหรียญนั้น. กำลังทำให้ดินรอบๆ ตัวมันแห้งผาก. เป็นวงกลมเล็กๆ. แม้ว่าดินส่วนอื่นจะยังชื้น.
เวลาผ่านไปจนเกือบเที่ยง. ความเงียบถูกทำลาย. ไม่ใช่โดยรถของคุณสมชาย. แต่เป็นรถตู้สีดำทึบ. ไม่มีป้ายทะเบียน. มันแล่นฝ่าฝุ่นเข้ามาจอด.
คุณสมชายก้าวลงมาจากรถคันนั้น. ใบหน้าเขาดูดีขึ้น. เหมือนได้นอนหลับ. เหมือนได้ยาดี. “วิศวกรวิชัย” เขาเรียก. “ออกมานี่”
วิชัยเดินออกไป. ลุงพงษ์ศักดิ์ลุกขึ้นยืน. ประตูรถตู้เลื่อนเปิดออก. กลิ่นกำยาน. และกลิ่นสาบแปลกๆ โชยออกมา. ชายสี่คนในชุดดำก้าวลงมา. พวกเขาหามแคร่ไม้ออกมา. บนแคร่. มีชายชราคนหนึ่งนั่งอยู่. ผอมเกร็ง. ผิวหนังเหี่ยวย่น. สวมชุดคล้ายฤๅษี. ผมยาวสีเทา. แต่สิ่งที่น่าขนลุกที่สุด. คือดวงตาของเขา. มันเป็นสีขาวขุ่น. ทั้งสองข้าง. เขาตาบอด.
“นี่คือ อาจารย์ฆรณี” คุณสมชายแนะนำ. น้ำเสียงเต็มไปด้วยความมั่นใจ. “ท่านเก่งที่สุดในเรื่อง… การสะกด. การปราบ” “ท่านจะมาจัดการ ‘ปัญหา’ นี้ให้เรา”
ฤๅษีตาบอดหันหน้ามาทางวิชัย. แม้จะมองไม่เห็น. แต่วิชัยรู้สึกเหมือนถูกจ้องทะลุปรุโปร่ง. “ที่นี่. มีกลิ่นแรง” ฤๅษีพูด. เสียงแหบ. เหมือนกระดาษทราย. “กลิ่นของดินที่ถูกรบกวน. กลิ่นของเลือดที่ยังไม่แห้ง. และกลิ่นของ… ความกลัว” เขาหันไปทางลุงพงษ์ศักดิ์. “และกลิ่นของความศรัทธา… ที่กำลังจะสูญเปล่า”
ลุงพงษ์ศักดิ์กำหมัดแน่น. “ท่านอาจารย์. สิ่งที่อยู่ที่นี่. ไม่ใช่ผีเร่ร่อน” “เขาคือดวงวิญญาณที่ถูกกระทำ. เขาคือแผ่นดินที่โกรธเกรี้ยว” “ท่านไม่ควรสะกดเขา. ท่านควรช่วยเขา”
ฤๅษีฆรณีหัวเราะเบาๆ. “ช่วยเหรอ” “โลกนี้ไม่มีการช่วยเปล่า. มีแต่การแลกเปลี่ยน. เจ้าของที่นี่. เขาจ่ายหนัก. เขาต้องการความสงบ. ข้าก็จะให้ความสงบ.” เขาหันไปทางคุณสมชาย. “เริ่มพิธี”
ลูกศิษย์ชุดดำเริ่มเคลื่อนไหว. พวกเขาขนของลงจากรถ. ไม่ใช่เครื่องเซ่นไหว้. ไม่ใช่ดอกไม้ธูปเทียน. แต่เป็น… ไหดินเผาเก่าๆ หลายสิบใบ. เชือกอาคมสีแดงสด. และ… กรงไม้. ในกรง. มีไก่ดำสามตัว. และ… แมวดำอีกหนึ่งตัว.
“อย่า!” ลุงพงษ์ศักดิ์ร้อง. “ท่านจะใช้สัตว์! นั่นมันผิด!” “การจะสะกดสิ่งที่ทรงพลัง” ฤๅษีพูดเสียงเย็นชา. “ก็ต้องใช้ ‘พลัง’ มาแลก. ต้องใช้ ‘ชีวิต’ มาต่อรอง”
พวกเขาเริ่มตั้งเครื่องพิธี. รอบปากหลุม. ไหดินถูกวางเป็นวงกลม. เชือกอาคมถูกขึง. เชื่อมไหทุกใบเข้าด้วยกัน. สร้างเป็น “เขตอาคม”. เพื่อกักขัง. ไม่ให้สิ่งที่อยู่ข้างใต้ออกมา.
วิชัยยืนมอง. หัวใจเต้นแรง. นี่มันบ้าไปแล้ว. นี่มันไม่ใช่ศตวรรษที่ 21. มันเหมือนหลุดไปอยู่อีกโลกหนึ่ง. โลกแห่งไสยศาสตร์มนต์ดำ.
“คุณวิชัย” คุณสมชายเดินมาตบไหล่. “เดี๋ยวทุกอย่างก็จบ. อาจารย์ฆรณีบอกว่า. พอสะกดได้. เราก็เทปูนทับหลุมนี้เลย. สร้างตึกทับมัน. ฝังมันไว้ตลอดกาล.”
“คุณกำลังจะฝัง… คนตาย. เป็นครั้งที่สอง” วิชัยพูดเสียงสั่น. “ผมกำลังจะสร้างอนาคต” คุณสมชายสวน.
พิธีเริ่ม. ฤๅษีตาบอดยืนที่ปากหลุม. ลูกศิษย์คนหนึ่ง. หยิบไก่ดำขึ้นมา. เชือดคอ. เลือดสีเข้มสาดกระเซ็น. หยดลงไปในหลุมน้ำสีดำ. “ข้าขอเปิดทาง. ด้วยโลหิต” ฤๅษีเริ่มสวด. ภาษาที่วิชัยฟังไม่ออก. มันเก่าแก่. และน่ากลัว.
ไก่ตัวที่สอง. ตัวที่สาม. ถูกฆ่า. เลือดไหลลงไปในหลุมมากขึ้น. น้ำในหลุม… จากที่เคยนิ่ง. เริ่มกระเพื่อม. เบาๆ.
“มันได้ผล!” คุณสมชายกระซิบอย่างดีใจ. “มันกำลังกินเครื่องเซ่น!”
“มันไม่ใช่การกิน” ลุงพงษ์ศักดิ์พึมพำ. หน้าซีดเผือด. “มันคือการ… ยั่วยุ”
เหรียญพระแม่ธรณีที่วางบนพื้น. เริ่มสั่น. มันสั่นแรงขึ้น. จนเต้น “แกรกๆ” อยู่บนพื้นดิน.
“ตัวสุดท้าย!” ฤๅษีตะโกน. ลูกศิษย์หยิบแมวดำขึ้นมา. มันดิ้นรน. ส่งเสียงร้องโหยหวน. “เมี๊ยววว!” เสียงนั้นแหลม. บาดแก้วหู. “อย่า!” วิชัยตะโกน. เขาเป็นวิศวกร. แต่เขาก็เป็นมนุษย์. เขาดูต่อไม่ไหว.
“เงียบ!” คุณสมชายสั่ง. มีดถูกเงื้อขึ้น. “ด้วยวิญญาณดวงนี้. ข้าขอปิดผนึก!” ฤๅษีคำราม. มีดกำลังจะกรีดลง.
“ครืนนนนนนน!” แผ่นดินสั่นสะเทือน. ไม่ใช่การสั่นเบาๆ แบบเมื่อคืน. แต่มันสั่นไหวอย่างรุนแรง. เหมือนแผ่นดินไหวขนาดใหญ่.
วิชัย. คุณสมชาย. ลุงพงษ์ศักดิ์. ล้มลงไปกองกับพื้น. ลูกศิษย์ชุดดำร้องลั่น. ไหดินที่วางไว้รอบหลุม. แตก! “เพล้ง! เพล้ง! เพล้ง!” แตกพร้อมกัน. ทุกใบ. เชือกอาคมสีแดง. ขาดสะบั้น. เหมือนถูกกรรไกรที่มองไม่เห็นตัด.
“เป็นไปได้ยังไง!” ฤๅษีฆรณีตะโกน. ดวงตาที่บอดเบิกกว้าง. “อาคมข้า!”
“มันไม่ใช่วิญญาณธรรมดา!” ลุงพงษ์ศักดิ์ตะโกน. “ข้าบอกแล้ว! นี่คือพระแม่ธรณี!”
“ตูมมมมมม!” น้ำสีดำในหลุม. ระเบิดขึ้นฟ้า. เหมือนน้ำพุที่เกิดจากความโกรธ. สูงสิบเมตร. สาดกระเซ็นไปทั่ว.
น้ำโคลนสีดำ. ที่ผสมเลือดไก่. สาดใส่ร่างของทุกคน. มันเหม็นเน่า. และมัน… กัดกร่อน. วิชัยรู้สึกแสบร้อนที่ผิวหนัง. เหมือนถูกน้ำกรด.
ลูกศิษย์คนหนึ่ง. ถูกน้ำสาดเข้าเต็มหน้า. เขากรีดร้อง. ดวงตาของเขา… กำลังละลาย.
“หนี!” ฤๅษีคำราม. “มันทำลายอาคมข้าแล้ว! มันกำลังจะออกมา!”
แต่แล้ว. น้ำที่พุ่งขึ้นไป. มันไม่ตกลงมา. มันค้างอยู่กลางอากาศ. ก่อตัว. บิดเบี้ยว. กลายเป็น… รูปร่าง.
รูปร่างของผู้หญิง. สูงใหญ่. ทำจากโคลนสีดำ. ผมยาวสยาย. ดวงตา. ไม่มีดวงตา. มีแต่หลุมโบ๋สองข้าง. และปากที่อ้ากว้าง. กรีดร้อง. แต่ไม่มีเสียง. เป็นความเงียบที่ดังกว่าเสียงใดๆ.
ร่างนั้น. ก้มลงมอง. มองไปที่ฤๅษีตาบอด. “เจ้า… กล้าดียังไง. มาปลุกข้า” เสียงนั้น. ไม่ใช่เสียงผู้หญิง. ไม่ใช่เสียงเดียว. มันคือเสียงนับพัน. เสียงของผู้หญิง. เด็ก. คนชรา. ดังประสานกัน. ดังมาจากทุกทิศ. ดังมาจาก… ใต้ดิน.
“เจ้ากล้าดียังไง. เอาเลือดสกปรก. มาราดรดแผ่นดินของข้า!”
ฤๅษีฆรณีตัวสั่น. เขาทรุดลงคุกเข่า. “ข้า… ข้าไม่รู้… ข้าแค่มาทำตามหน้าที่…” “หน้าที่ของเจ้า. คือความตาย” ร่างโคลนนั้นยกมือขึ้น. มือที่ทำจากดินเหนียว. พุ่งตรงไปที่ฤๅษี.
“อาจารย์! ระวัง!” ลูกศิษย์ที่เหลือ. พยายามเข้ามาขวาง. แต่พื้นดินใต้เท้าพวกเขา. เปิดออก. “อ๊าก!” มือ. มือที่ทำจากดิน. นับสิบนับร้อย. พุ่งขึ้นมาจากพื้น. คว้าข้อเท้าพวกเขา. ดึง. กระชาก. จมลงไปในดิน. หายไป. เหลือไว้เพียงพื้นดินที่ราบเรียบ. เหมือนไม่เคยมีใครยืนอยู่ตรงนั้น.
“ไม่… ไม่…” ฤๅษีคลานหนี. “ช่วยด้วย! คุณสมชาย! ช่วยข้าด้วย!”
คุณสมชาย. ยืนแข็งเป็นหิน. ฉี่ราดกางเกง. เขากลัวจนขยับไม่ได้.
“เจ้าบอกว่า. จะสะกดข้า” ร่างโคลนพูด. “เจ้าบอกว่า. จะฝังข้า.” ร่างนั้นเคลื่อนตัว. มันไม่ได้เดิน. มันเลื้อยมาบนพื้น. มาหยุดอยู่ตรงหน้าฤๅษี. “ข้าจะให้เจ้า. ได้อยู่ในดิน. อย่างที่เจ้าต้องการ”
ร่างโคลนอ้าปาก. “ไม่! ไม่! ไม่!” ฤๅษีถูก “สูบ” เข้าไป. ไม่ใช่. ดินใต้เท้าเขา. กลายเป็นทรายดูด. ดูดร่างของเขาลงไป. ช้าๆ. ทรมาน. เขาดิ้นรน. มือตะเกียกตะกายอากาศ. “ช่วยด้วย…!” จนกระทั่ง. ปลายนิ้วสุดท้าย. จมหายไป.
ทุกอย่างเงียบ. ร่างโคลนนั้น. สลายตัว. ตกลงไปในหลุม. “ซ่า…” เหมือนฝน.
เหลือเพียง. วิชัย. ลุงพงษ์ศักดิ์. และคุณสมชาย. ยืนตัวสั่น. เปียกปอนไปด้วยโคลนเหม็นเน่า.
รถตู้สีดำ. จู่ๆ เครื่องยนต์ก็ติด. “บรึ้ม!” ไฟหน้าสว่างวาบ. แล้วมันก็พุ่งถอยหลัง. กระแทกเข้ากับกองเหล็กเส้น. เกิดประกายไฟ. น้ำมันรั่ว. “ตูม!” รถระเบิด. กลายเป็นลูกไฟขนาดใหญ่.
“มัน… มันฆ่าทุกคน” คุณสมชายพึมพำ. “มันฆ่าหมอผี. มันฆ่าลูกศิษย์” “มัน… มันจะฆ่าเราด้วย”
“มันยังไม่ฆ่าเรา” ลุงพงษ์ศักดิ์พูด. เสียงสั่น. “เพราะมันยังไม่ได้สิ่งที่มันต้องการ”
วิชัยมองไปที่หลุม. น้ำในหลุม. กลับมานิ่งสงบอีกครั้ง. แต่คราวนี้. มันไม่ดำแล้ว. มันเป็นสีแดง. แดงสด. เหมือนเลือดที่เพิ่งไหลออกมาใหม่ๆ.
วิชัยหันไปมองคุณสมชาย. ความกลัวในดวงตาของชายคนนั้น. มันมากเกินไปแล้ว. มันได้ทำลายสติของเขา. “ผมต้องไป” คุณสมชายละเมอ. “ผมต้องไปหาลูกสาวผม” “ผมต้องไปปกป้องลูกสาวผม”
เขาหันหลัง. แล้วเริ่มวิ่ง. วิ่งหนี. ไม่สนใจวิชัย. ไม่สนใจลุงพงษ์ศักดิ์. เขาวิ่งเหมือนคนบ้า. สะดุดล้ม. ลุกขึ้นวิ่งต่อ. จนลับสายตาไป. เขาทิ้งไซต์งาน. ทิ้งโครงการ. ทิ้งทุกอย่าง. เพื่อหนีตาย.
วิชัยยืนนิ่ง. เขาเป็นอิสระแล้ว. คุณสมชายหนีไปแล้ว. คำขู่เรื่องแม่. มันคงสลายไปพร้อมกับสติของเขา. วิชัยควรจะดีใจ. เขาควรจะวิ่งหนีตามไป.
แต่เขาขยับไม่ได้. เขามองไปที่ลุงพงษ์ศักดิ์. “ลุง… เราก็ไปกันเถอะ”
ลุงพงษ์ศักดิ์ส่ายหน้า. “เราไปไม่ได้” “ทำไม” “เพราะเราเป็นสองคนสุดท้าย. ที่รู้ความจริง” ลุงพงษ์ศักดิ์ชี้ไปที่เหรียญพระแม่ธรณี. ที่ตอนนี้. หยุดสั่นแล้ว. “ท่านเลือกเรา” “เลือกให้เรา… จบเรื่องนี้”
“จบยังไง” วิชัยถาม. “เราจะสู้กับมันเหรอ. เราจะตายนะลุง” “ไม่ใช่การสู้” ลุงพงษ์ศักดิ์ตอบ. “คือการ… ชดใช้” “เราต้องไปหา. ว่าผู้หญิงคนนั้นคือใคร” “เราต้องไปหา… ว่าใครฆ่าเธอ” “เราต้องเอากระดูกของเธอ… ขึ้นมา” “และเราต้อง… เอาคนผิด. มารับโทษ”
วิชัยมองไปที่หลุมสีเลือด. เขารู้สึกถึงสายตาที่มองไม่เห็น. กำลังจ้องมองเขาจากก้นหลุม. มันไม่ได้โกรธอีกต่อไป. มันกำลัง… รอคอย. รอคอยคำตอบจากเขา.
ความเงียบ. มันดังยิ่งกว่าเสียงระเบิดเมื่อครู่. เหลือเพียงเสียงแตก “เปรี๊ยะ” ของไฟที่ยังลุกไหม้ซากรถตู้. ควันสีดำลอยเป็นเกลียว. กลิ่นยางไหม้. กลิ่นกำมะถัน. และกลิ่นคาวเลือด. ผสมปนเปกัน. จนอากาศหนักอึ้ง. หายใจแทบไม่ออก.
วิชัยยืนตัวแข็ง. โคลนสีดำที่เปรอะเปื้อนตัวเขา. เริ่มแห้ง. แต่มันยังคงแสบร้อน. “เขา… หนีไปแล้ว” วิชัยพึมพำ. เขาหมายถึงคุณสมชาย. ชายผู้เป็นต้นเหตุของทุกอย่าง. ชายผู้กุมชะตาชีวิตแม่ของเขาไว้. ตอนนี้. เขาหนีไปแล้ว. “ผม… ผมเป็นอิสระแล้วเหรอ”
“คุณคิดอย่างนั้นเหรอ” เสียงลุงพงษ์ศักดิ์ดังขึ้น. ชายชราค่อยๆ พยุงตัวลุกขึ้นยืน. แกไม่เปื้อนโคลนเท่าวิชัย. เหมือน “มัน” ตั้งใจสาดข้ามแกไป. “คุณสมชายหนีไป. แต่ ‘ท่าน’ ยังอยู่”
ลุงพงษ์ศักดิ์ชี้ไปที่หลุม. หลุมสีเลือด. “คำขู่เรื่องแม่ของคุณ. มันยังไม่จบ” “ทำไม” วิชัยหันขวับ. “เพราะ ‘ท่าน’ ได้ยิน. ท่านรู้เรื่องแม่ของคุณ. ท่านรู้ว่านั่นคือจุดอ่อนของคุณ.”
วิชัยหน้าซีด. “หมายความว่าไง” “คุณสมชายใช้แม่ของคุณ. เพื่อบังคับให้คุณ ‘ทำลาย’ ที่นี่” ลุงพงษ์ศักดิ์เดินไปหยิบเหรียญพระแม่ธรณีขึ้นมา. มันยังร้อน. แต่ไม่เท่าเดิม. “แต่ตอนนี้. ‘ท่าน’ จะใช้แม่ของคุณ. เพื่อบังคับให้คุณ ‘แก้ไข’ มัน”
วิชัยรู้สึกเหมือนโลกหมุน. เขาหนีเสือ. ปะจระเข้. เขาไม่ได้เป็นอิสระ. เขาแค่… เปลี่ยนนาย. จากนายทุนผู้ละโมบ. เป็นวิญญาณที่อาฆาต.
“ท่านต้องการความยุติธรรม” ลุงพงษ์ศักดิ์ย้ำ. “และท่านเลือกเรา. เพราะผม. มีศรัทธา. และคุณ… คุณคือวิศวกร.”
“ผมจะทำอะไรได้!” วิชัยตะโกน. เขาเหนื่อย. เขาตื่นกลัว. “ผมตอกเสาเข็มได้! ผมคำนวณโครงสร้างได้! ผมจะไปหาฆาตกรได้ยังไง! เรายังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขาเป็นใคร! มันเป็นแค่ข่าวลือ!”
“งั้นก็ไปหาความจริง” ลุงพงษ์ศักดิ์พูดเสียงเรียบ. “คุณสมชายพูดถูก. คุณคือวิศวกร. คุณมีการศึกษา. คุณอ่านแบบแปลนออก. คุณเข้าถึงเอกสารได้. ที่ดินผืนนี้. มันมีประวัติ.”
ความคิดหนึ่งแล่นเข้ามาในหัววิชัย. เอกสาร. ในตู้คอนเทนเนอร์สำนักงาน. ตู้ที่เขาเกือบจะประสาทหลอนตายเมื่อคืน. มีแฟ้มเอกสารเก่า. ประวัติการครอบครองที่ดิน. แบบสำรวจธรณีวิทยาฉบับเก่า. ที่ทีมของคุณสมชาย “เผลอ” ทำตกหล่นไว้.
เขาต้องกลับเข้าไปในนั้น. เขาไม่อยาก. เขากลัว. แต่ความคิดเรื่องแม่ที่นอนป่วยอยู่. มันน่ากลัวกว่า.
“ลุงรออยู่ที่นี่” วิชัยตัดสินใจ. “ผมจะไปดูเอกสาร. ส่วนลุง… ลุงทำอะไรได้บ้าง”
ลุงพงษ์ศักดิ์มองลงไปในหลุมสีเลือด. “ผมจะคุยกับท่าน” “คุยเหรอ” “ใช่” ชายชราตอบ. “ผมจะใช้เหรียญนี่. ไม่ใช่เพื่อสู้. แต่เพื่อ ‘ฟัง’. ผมจะถามท่าน. ว่าท่านต้องการอะไร. ท่านชื่ออะไร.”
วิชัยพยักหน้า. ต่างคน. ต่างทำหน้าที่. โลกแห่งเหตุผล. และโลกแห่งวิญญาณ. ต้องทำงานร่วมกัน. เพื่อหาทางรอด.
วิชัยก้าวเดิน. ทุกย่างก้าว. เขารู้สึกเหมือนดินกำลัง… จับตาดูเขา. มันไม่โจมตี. แต่มัน… “อนุญาต” ให้เขาเดิน. เหมือนนักโทษที่ถูกคุมตัว.
เขามาถึงหน้าตู้คอนเทนเนอร์. ประตูยังเปิดอ้า. รอยร้าวบนพื้นคอนกรีต. มันยังอยู่. แต่ดูเหมือน… กว้างขึ้น. และลึกขึ้น. ขอบรอยร้าว. มีตะไคร่สีแดงเข้มเกาะ.
เขากลั้นหายใจ. ก้าวข้ามรอยร้าวนั้น. เข้าไปข้างใน.
กลิ่นในห้อง. ไม่ใช่กลิ่นกาแฟอีกต่อไป. มันคือกลิ่นอับชื้น. กลิ่นดิน. เหมือนเขาไม่ได้อยู่ในตู้เหล็ก. แต่เหมือนกำลังยืนอยู่ในอุโมงค์ใต้ดิน.
เขาตรงไปที่ตู้เก็บเอกสาร. มือไม้สั่น. เขาเปิดลิ้นชัก. รื้อค้น. แฟ้ม. แฟ้ม. แฟ้ม. แบบแปลน. ใบเสนอราคา. ไม่มีอะไร.
เขาเปิดลิ้นชักล่างสุด. มันฝืด. เขาออกแรงดึง. “แคร่ก!” มันเปิดออก. มีแฟ้มสีน้ำตาลเก่าๆ. ถูกยัดไว้ลึกสุด. “ประวัติที่ดินแปลง 34-B”
เขากระชากมันออกมา. เปิดมันบนโต๊ะทำงาน. ฝุ่นคลุ้ง. เอกสารเก่าจนเหลืองกรอบ. โฉนดที่ดิน. เปลี่ยนมือมาแล้วสี่ครั้ง. เขาเห็นชื่อเจ้าของคนเก่า. บริษัทรับเหมาก่อสร้างเล็กๆ. ที่ล้มละลายไปเมื่อสิบกว่าปีก่อน. “สยามมงคล ก่อสร้าง”
เขาพลิกไปเรื่อยๆ. รายงานการสำรวจดิน. ฉบับที่ถูก “ซ่อน” ไว้. เขาอ่าน. อ่าน… แล้วก็เจอ. “ภาคผนวก C: หมายเหตุพิเศษ” “พบโพรงใต้ดินขนาดเล็ก บริเวณโซนซี. มีรายงาน… ‘กลิ่นผิดปกติ’ จากชาวบ้าน. และ… ข่าวลือเรื่องคนงานสูญหาย”
หัวใจวิชัยเต้นแรง. เขาพลิกไปหน้าสุดท้ายของแฟ้ม. มีบางอย่างหล่นออกมา. มันคือ… เศษกระดาษหนังสือพิมพ์. ถูกพับไว้. เก่าจนแทบจะเปื่อยยุ่ย.
เขาค่อยๆ คลี่มันออก. พาดหัวข่าวเล็กๆ. ในหน้าอาชญากรรม. จากสิบห้าปีที่แล้ว. “คนงานพม่าหายตัวปริศนา. คาดหนีตามนายจ้างใหม่” แต่มีข้อความสั้นๆ ที่ถูกวงไว้ด้วยปากกาสีแดง. “เพื่อนคนงานเชื่อถูกฆาตกรรม. หลังทะเลาะกับ ‘เถ้าแก่’ เรื่องเงิน” และมีชื่อ. ชื่อของผู้สูญหาย. “นางสาวมาลี. อายุ 19 ปี”
มาลี. เขาเจอชื่อแล้ว. วิชัยกำกระดาษแผ่นนั้นไว้. เขาได้ชื่อแล้ว.
ในขณะเดียวกัน. ที่ปากหลุม. ลุงพงษ์ศักดิ์คุกเข่า. วางเหรียญพระแม่ธรณีสีดำลงบนขอบหลุม. “ข้าแต่ดวงวิญญาณผู้ทุกข์ทน” “ข้าแต่พระแม่ธรณีผู้เป็นพยาน” “ข้ามาที่นี่. ไม่ใช่ศัตรู. ข้ามา. เพื่อรับฟัง.” “บอกข้าเถิด. ท่านชื่ออะไร”
หลุมสีเลือดยังนิ่ง. แต่แล้ว. บนผิวน้ำ. เกิดเป็น… ตัวอักษร. มันไม่ใช่ตัวอักษรไทย. มันคือ… ตัวอักษรพม่า. ที่ก่อตัวขึ้นจากฟองอากาศ. แล้วสลายไป.
ลุงพงษ์ศักดิ์อ่านไม่ออก. “ท่าน… ท่านต้องการอะไร” แกถามอีกครั้ง. คราวนี้. เหรียญพระแม่ธรณี. ที่วางอยู่บนดิน. มันแตก. “เปรี๊ยะ!”
ไม่ใช่แตกเป็นเสี่ยงๆ. แต่มันร้าว. เปลือกสีดำที่เคลือบอยู่. มันแตกออก. เหมือนเปลือกไข่. และข้างใน. วิชัย ซึ่งกำลังเดินกลับมา. เห็นมันพอดี. ข้างในเหรียญ. ไม่ใช่โลหะ. มันคือ… หิน. หินสีทอง. ส่องแสงเรืองรอง. อ่อนโยน. ไม่น่ากลัว.
“ลุง!” วิชัยวิ่งเข้ามา. “ผมได้ชื่อแล้ว! เธอชื่อ มาลี!” “ลุงดูนี่!”
ลุงพงษ์ศักดิ์มองไปที่เหรียญ. “นี่ไม่ใช่เหรียญพระแม่ธรณี” แกพึมพำ. “นี่คือ… ‘หินศักดิ์สิทธิ์’. ของที่เธอพกติดตัวไว้. พระแม่ธรณีไม่ได้กรีดร้อง. พระแม่ธรณี… พยายามปกป้องสิ่งนี้ไว้. ปกป้อง… ‘หัวใจ’ ของเธอ.”
“ท่านไม่ได้โกรธ” ลุงพงษ์ศักดิ์น้ำตาไหล. “ท่าน… เจ็บปวด”
ทันใดนั้น. โทรศัพท์มือถือของวิชัยก็ดังขึ้น. เสียงเรียกเข้าดังลั่น. จนน่าตกใจ. ในความเงียบนี้. วิชัยสะดุ้ง. เขาหยิบขึ้นมา. “ที่รัก” ภรรยาของเขา.
ความกลัวแล่นจับหัวใจ. เขากลัวที่จะรับสาย. เขากดรับ. “ฮัลโหล” “วิชัย!” เสียงภรรยาร้องไห้. “แย่แล้วค่ะ! แม่! แม่คุณ…” “แม่เป็นอะไร!”
“ท่าน… ท่านชัก. เมื่อกี้ท่านชักเกร็ง. หมอบอกว่า… ปอดติดเชื้อรุนแรง. แต่… แต่มันแปลกมาก” “แปลกยังไง!” “ตอนที่ท่านชัก. ท่านไม่ได้บ่นว่าเจ็บ. ท่าน… พึมพำ… ท่านพูดแต่คำเดิมๆ” “พูดว่าอะไร!” วิชัยตะคอก.
ภรรยาของเขาสะอื้น. “ท่านพูดว่า… ‘เอาหัวฉันคืนมา'” วิชัยขนลุกซู่. “ท่านพูดว่า… ‘มันเอาหัวฉันไป'” “วิชัย. มันหมายความว่ายังไง. ท่านพูดเหมือนไม่ใช่เสียงท่าน. มันเหมือน… เสียงผู้หญิงคนอื่น. เสียงเด็กสาว…”
วิชัยทรุดลงคุกเข่า. มันไม่ใช่แค่การฆาตกรรม. มันไม่ใช่แค่การฝัง. “มาลี” เขาพึมพำ. “เขา… พวกมัน… ตัดหัวเธอ”
แผ่นดินใต้เท้าเขาสั่นสะเทือนอีกครั้ง. “ครืนนน…” คราวนี้. มันไม่ได้มาจากหลุม. มันมาจาก… ทั่วทั้งไซต์งาน. เหมือน “ท่าน” กำลังยืนยัน.
“วิชัย! เกิดอะไรขึ้น!” เสียงภรรยาในสาย. วิชัยมองไปที่ลุงพงษ์ศักดิ์. ดวงตาเต็มไปด้วยความสิ้นหวัง. “ท่านไม่ได้แค่ต้องการความยุติธรรม” ลุงพงษ์ศักดิ์พูด. “ท่านต้องการ… ร่างกายที่สมบูรณ์. ท่านต้องการ… ‘หัว’ ของท่านคืน.”
“เราต้องหามันให้พบ” วิชัยพูด. ไม่ใช่พูดกับลุงพงษ์ศักดิ์. เขาพูดกับ “แผ่นดิน” “ผมจะหามันให้พบ! ผมสัญญา!” “แต่ปล่อยแม่ผมไป! ได้โปรด!”
“วิชัย! คุยกับใคร!” “ผม… ผมจะรีบกลับบ้าน!” วิชัยบอกภรรยา. “ไม่!” เสียงลุงพงษ์ศักดิ์ดังลั่น. “คุณกลับไม่ได้” “ทำไม!” “ถ้าคุณก้าวขาออกจากที่นี่. โดยที่ยังไม่พบ. ‘ท่าน’ จะถือว่าคุณผิดสัญญา. และแม่ของคุณ…”
วิชัยมองมือถือในมือ. เสียงภรรยาเขายังร้องไห้. เขามองไปที่หลุม. เขาติดกับ. เขาถูกบีบ. นี่คือการเดิมพันที่เลวร้ายที่สุด.
เขาต้องเลือกระหว่าง. ความพยายามอันริบหรี่. ที่จะหา “หัว” ของวิญญาณที่ถูกฆ่าเมื่อ 15 ปีก่อน. ในพื้นที่ก่อสร้างที่กว้างใหญ่นี้. หรือ. กลับบ้าน. และปล่อยให้แม่ของเขา… ตาย.
วิชัยวางโทรศัพท์ลง. มือเขาชา. ภรรยายังคงร้องไห้. เสียงนั้นยังก้องอยู่ในหัว. “ท่านพูดว่า… ‘เอาหัวฉันคืนมา’.” ความสิ้นหวัง. ความกลัว. ความรัก. ทุกอย่างปะปนกันจนแทบสำลัก.
เขาต้องเลือก. แม่. อยู่ในโรงพยาบาล. กำลังจะตาย. วิญญาณของมาลี. กำลังใช้ชีวิตของแม่เขา. เป็นตัวประกัน. เขาเหลือเวลาไม่มาก.
วิชัยหันไปมองลุงพงษ์ศักดิ์. “ลุง. ผมต้องอยู่ต่อ” น้ำเสียงหนักแน่น. ไม่มีแม้แต่ความลังเล. “ถ้าผมหนี. แม่ผมตาย. และผมจะไม่มีวันให้อภัยตัวเองได้เลย” “เราต้องหามันให้เจอ. หัวของมาลี”
ลุงพงษ์ศักดิ์พยักหน้า. ใบหน้าซีดเผือด. แต่แววตาเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น. แกชูเศษเหรียญพระแม่ธรณีที่แตกออกมา. ก้อนหินสีทองข้างใน. ตอนนี้ส่องแสงอ่อนๆ. “เรามี ‘หัวใจ’ ของท่าน” แกพูด. “เราต้องใช้มัน. เพื่อนำทาง”
ลุงพงษ์ศักดิ์หลับตาลง. แกเริ่มสวดมนต์. เสียงสั่นเครือ. วิชัยยืนนิ่ง. เฝ้ามอง. ดินใต้เท้าลุงพงษ์ศักดิ์. เริ่มยุบลงไปเล็กน้อย. แสงจากก้อนหินสีทอง. สว่างวาบ. มันไม่ได้ร้อนรน. แต่มันสงบ.
ลุงพงษ์ศักดิ์ลืมตาขึ้น. “ท่านบอกว่า…” แกหอบ. “ไม่. ท่านไม่ได้พูด. ท่าน… ‘แสดง’ ให้เห็น” แกชี้ไปที่มุมตะวันตกเฉียงเหนือของไซต์งาน. เป็นบริเวณที่ห่างไกลจากหลุมศพเดิม. เป็นบริเวณที่มีต้นไทรโบราณต้นเดียว. ต้นไทรที่อยู่ในเขตที่ดินแต่ถูกกันไว้.
“ต้นไทร” วิชัยพึมพำ. “ทำไมต้องเป็นต้นไทร” “ท่านบอกว่า. ‘ใต้รากที่ลึกที่สุด. ใต้เงาของพยานเก่าแก่ที่สุด’ ” “ตอนที่เขาย้ายศพ. เขาไม่สามารถเอา ‘หัว’ ออกไปจากที่ดินผืนนี้ได้” “แต่เขาย้ายไปไว้ในที่. ที่พวกเรา ‘ไม่คาดคิด’ ” “ที่… ‘ที่ปลอดภัย’ “
“ที่ปลอดภัย?” “เขากลัว. ว่าถ้า ‘ท่าน’ โกรธ. ท่านจะรวมร่างได้. เขาเลยเอาไปไว้ในที่. ที่พระแม่ธรณี. ไม่สามารถ… ‘เข้าถึง’ โดยตรงได้” ลุงพงษ์ศักดิ์ชี้ไปที่สมุดบันทึกในมือวิชัย. “ในแผนที่ก่อสร้างของคุณ. ต้นไทรนั้น. มันอยู่ติดกับ… ‘ถังบำบัดน้ำเสียเก่า’ “
วิชัยตาเบิกกว้าง. “บ่อเกรอะเก่า!” “ใช่. โครงสร้างคอนกรีตเก่า. หนา. ปิดมิดชิด. มันคือ ‘ป้อมปราการ’ ของเขา. เพื่อกันไม่ให้ดิน. เข้าถึง”
“ไปกันเถอะลุง” วิชัยไม่รอช้า. เขาวิ่งไปที่ตู้คอนเทนเนอร์. คว้าพลั่วและเสียม. เขาวิ่งไปที่บริเวณต้นไทร. เป็นต้นไทรใหญ่. ลำต้นอ้วน. แผ่กิ่งก้านสาขา. ใต้ต้นไทร. มีโครงสร้างคอนกรีตเก่าๆ โผล่พ้นดินเล็กน้อย. เป็นฝาปิด. ของบ่อเกรอะเก่า.
ฉากที่ 2: การขุดค้น
วิชัยเริ่มขุด. เขาออกแรงเต็มที่. ดินบริเวณนั้นแข็งมาก. รากไทรพันกันยุ่งเหยิง. ลุงพงษ์ศักดิ์นั่งยองๆ อยู่ข้างๆ. สวดมนต์เบาๆ. เหงื่อวิชัยไหลเป็นทาง. ความเหนื่อยล้าทางร่างกาย. ช่วยให้เขาไม่คิดถึงความกลัว. เขามุ่งมั่นอย่างเดียว. ‘หัวของมาลี. ชีวิตของแม่.’
“แกร่ก!” เสียมกระทบกับของแข็ง. ไม่ใช่ก้อนหิน. มันเป็นโลหะ. เขาเร่งขุด. โกยดินออก. เผยให้เห็น. กล่องเหล็กสนิมเขรอะ. ขนาดเล็ก. พอดีสำหรับ… หัวของมนุษย์.
“เจอแล้ว!” วิชัยตะโกน. ลุงพงษ์ศักดิ์ลืมตาขึ้น. แสงในตาแกเป็นประกาย. “เร็ว! เปิดมัน!”
วิชัยใช้เสียมงัดฝากล่อง. สนิมทำให้มันติดแน่น. เขาออกแรงงัด. “แคร่ก… แคร่ก… แป๊ง!” ฝากล่องเปิดออก. กลิ่นฉุนกึ้ก. กลิ่นเน่า. ตีเข้าจมูก.
ข้างในกล่อง. มีถุงพลาสติกสีดำห่ออยู่. วิชัยรู้ดีว่าข้างในคืออะไร. เขาไม่กล้าแตะ.
ทันใดนั้น. แผ่นดินสั่นสะเทือนเบาๆ. “ครืนนน…” แสงแดดที่ส่องลงมา. เริ่มลดความเข้มลง. เหมือนมีเมฆดำมาบดบัง. แต่ท้องฟ้ายังใส.
แล้วพวกเขาก็ได้ยิน. เสียงรถ. เสียงเครื่องยนต์ที่คุ้นเคย. คุณสมชาย. กลับมาแล้ว.
“วิชัย! อย่าแตะต้องมัน!” คุณสมชายวิ่งหน้าตั้งมา. เสื้อผ้าขาดรุ่งริ่ง. ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยขีดข่วน. เหมือนคนหนีตายในป่า. ความกลัวได้เปลี่ยนเขาเป็นคนบ้า.
“คุณสมชาย!” วิชัยตะโกน. “คุณกลับมาทำไม! คุณฆ่าเธอ! คุณตัดหัวเธอ! คุณกำลังจะทำลายแม่ผม!”
คุณสมชายหยุด. หอบหายใจ. มองไปที่กล่องเหล็กเปิดอยู่. ดวงตาเบิกกว้างด้วยความหวาดกลัว. “แก! แกจะเอาไปไม่ได้! ถ้ามันรวมร่างได้. มันจะตามฉันไปทุกที่!” “แกก็รู้ว่าฉันไม่ได้ทำ!”
“คุณโกหก!” “ฉันไม่ได้โกหก! ฉันแค่… สั่งให้ปิดงาน!” คุณสมชายทรุดลง. น้ำตาไหล. “ฉันแค่สั่งให้ ‘จัดการ’ ศพ. ฉันสั่งให้ย้าย. แต่คนที่ ‘ฆ่า’. คนที่ ‘ตัดหัว’ จริงๆ. มันคือ… สุชาติ!”
วิชัยชะงัก. สุชาติ. หัวหน้าคนงานคนเก่า. คนที่โครงการเลิกจ้างไปอย่างเงียบๆ. คนที่หายตัวไปพร้อมกับ “เงินค่าชดเชยก้อนใหญ่”.
“สุชาติทำเหรอ” วิชัยถาม. “ใช่! มันทะเลาะกับมาลีเรื่องเงิน. มันพลั้งมือฆ่า. แล้วมาหาฉัน. ฉัน… ฉันแค่กลัวโครงการจะล่ม. ฉันเลยให้เงินมันปิดปาก. แล้วให้มัน… จัดการให้ ‘เด็ดขาด’! ฉันไม่เคยคิดว่ามันจะ… ตัดหัว!”
“คุณก็เป็นฆาตกรเหมือนกัน!” ลุงพงษ์ศักดิ์ตะคอก. “คุณปกปิดอาชญากรรม! คุณฝังเธอ!”
“ไม่! ฉันไม่ยอม!” คุณสมชายเห็นว่าวิชัยกำลังจะหยิบถุงดำขึ้นมา. เขากระโดดเข้าใส่. พุ่งเข้าแย่งกล่อง.
วิชัยไม่ยอม. ทั้งสองยื้อยุดฉุดกระชากกัน. พลั่ว. เสียม. ล้มกระจัดกระจาย. คุณสมชายตัวใหญ่กว่า. มีแรงมากกว่า. เขากำลังจะคว้าถุงดำไป.
“ปล่อย!” วิชัยร้อง. เขาเห็นเงาสะท้อนในดวงตาของคุณสมชาย. เป็นความคลุ้มคลั่ง. คุณสมชายกำลังจะทำลายหลักฐาน. ทำลายความหวังสุดท้ายของวิชัย.
ทันใดนั้น. พื้นดินใต้เท้าของคุณสมชาย. เริ่มเปียกชื้น. ไม่ใช่โคลน. แต่มันคือ… น้ำ. น้ำสีดำ. ที่ผุดขึ้นมาจากพื้นดินที่แห้งผาก. ผุดขึ้นจากใต้รากไทร.
น้ำนั้น. พันรอบข้อเท้าของคุณสมชาย. เหมือน… งูน้ำ.
“อะไรน่ะ!” คุณสมชายร้องลั่นด้วยความตกใจ. เขาพยายามดึงขาออก. แต่ยิ่งดิ้น. น้ำยิ่งรัดแน่น. มันหนาขึ้น. กลายเป็นโคลนหนืด.
“ปล่อยฉันนะ! ปล่อย!”
วิชัยเห็นดวงตาของคุณสมชาย. ที่เคยเต็มไปด้วยความกลัว. ตอนนี้. มันเต็มไปด้วย… ความเข้าใจ. เขาเข้าใจแล้ว.
“มัน… มันรู้แล้ว” คุณสมชายพึมพำ. “มันรู้ว่าใครทำ. มัน… มันจะเอาฉันไป…”
ร่างของคุณสมชาย. ค่อยๆ จมลงไปในโคลนที่ผุดขึ้นมา. ช้าๆ. เขาพยายามยื่นมือมาคว้าวิชัย. “ช่วยฉันด้วย!” “วิชัย! ฉันแค่ปกปิด! ฉันไม่ได้ฆ่า!”
วิชัยไม่ขยับ. เขายืนถือกล่องเหล็กไว้แน่น. โคลนนั้น. จมมิดถึงเอวคุณสมชายแล้ว. จนถึงหน้าอก.
ลุงพงษ์ศักดิ์หลับตาลง. “กรรมตามสนอง”
“ไม่! ไม่! อ๊ากกกกก!” เสียงสุดท้ายของคุณสมชาย. ถูกกลืนหายไป. เมื่อโคลนปิดทับเหนือศีรษะ.
ทุกอย่างเงียบสงบอีกครั้ง. โคลนสีดำ. กลับกลายเป็นดินที่แห้ง. ไม่ทิ้งร่องรอย. เหมือนไม่เคยมีใครยืนอยู่ตรงนั้น. รถกระบะของคุณสมชาย. ยังจอดอยู่เงียบๆ.
ฉากที่ 3: การไถ่ถอน
วิชัยทรุดตัวลง. เขาหอบหายใจ. มองไปที่กล่องเหล็ก. และถุงพลาสติกสีดำข้างใน.
“เรา… เราทำสำเร็จแล้ว” วิชัยพูด. เสียงเขาแหบ. “ลุง. เราต้องเอามันไปที่หลุม”
ลุงพงษ์ศักดิ์ลุกขึ้น. แกเดินไปหยิบผ้าขาวที่เหลืออยู่จากเมื่อคืน. มาคลุมกล่องเหล็กไว้. “มาลี” ลุงพงษ์ศักดิ์พูด. “พวกเราขอโทษแทนพวกเขา. พวกเราจะนำ ‘หัวใจ’ และ ‘ร่างกาย’ ของท่าน. กลับสู่แผ่นดินแม่. ขอท่านจงเป็นอิสระ.”
วิชัยประคองกล่องเหล็กนั้น. เดินกลับไปที่หลุมสีเลือด. แสงแดดเริ่มกลับมาจ้าอีกครั้ง. ความรู้สึกกดดัน. หายไปแล้ว. เหลือเพียง… ความรู้สึกเคารพ.
พวกเขามาถึงปากหลุม. น้ำในหลุม. ยังเป็นสีแดง. วิชัยค่อยๆ วางกล่องเหล็ก. ลงบนขอบหลุม.
ลุงพงษ์ศักดิ์นำสวด. “ข้าขออัญเชิญพระแม่ธรณี. จงเปิดทางให้ลูกหลานของท่าน. จงให้วิญญาณผู้ทุกข์ทน. ได้กลับสู่ความสงบ”
วิชัยเปิดฝากล่อง. เขาค่อยๆ ประคองถุงดำ. แล้วปล่อยมันลงไปในหลุมสีแดง. “ตู้ม…” น้ำกระเซ็นเล็กน้อย. จมหายไป.
ทันใดนั้น. น้ำสีแดงในหลุม. ก็เปลี่ยนสี. จากแดง. กลายเป็นสีขาว. ขาวบริสุทธิ์. เหมือนน้ำนม. แล้ว. น้ำทั้งหมดก็… หายไป. ซึมลงดินไป. หลุมนั้น. กลายเป็นหลุมดินว่างเปล่า. ดินสีขาว. ไม่มีร่องรอยของเลือด. ไม่มีโคลนเน่า. มีเพียง. ดินที่สะอาด.
“ท่านไปแล้ว” ลุงพงษ์ศักดิ์กล่าว. “ท่านสงบแล้ว”
วิชัยทรุดตัวลงคุกเข่า. รู้สึกถึงความโล่งอก. แล้วเขาก็นึกขึ้นได้. แม่!
เขารีบคว้าโทรศัพท์ขึ้นมา. กดโทรหาภรรยา. กด. แล้วรอ. ใจเต้นแรง. “ฮัลโหล!”
“วิชัย!” เสียงภรรยาดังขึ้น. คราวนี้. ไม่ใช่เสียงร้องไห้. แต่เป็นเสียงที่เต็มไปด้วยความโล่งใจ. “เกิดปาฏิหาริย์แล้วค่ะ!”
“อะไร! แม่เป็นยังไง!” “หมอ. หมอบอกว่าอาการแม่ดีขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ! ไข้ลดลง. ปอด… ปอดสะอาดขึ้น. เหมือนไม่เคยติดเชื้อมาก่อน. หมอมาตรวจ. ยังงงเลยค่ะ!” “แม่… แม่พูดอะไรไหม”
“ท่านหลับค่ะ. หลับสบายเลย. แต่ก่อนหน้านั้น. ท่านยิ้ม… ยิ้มกว้างเลยค่ะ. แล้วท่านก็พูดคำเดียว”
“พูดว่าอะไร” วิชัยถาม. เขากำลังรอคำตอบสุดท้าย. จากวิญญาณ.
ภรรยาเขาหยุดนิ่งไปครู่หนึ่ง. “ท่านพูดว่า… ‘ลูกกลับมาแล้ว'”
วิชัยน้ำตาไหล. เขาไม่ได้ช่วยแค่แม่. เขาไม่ได้ช่วยแค่มาลี. เขาช่วย. “ทุกคน”
วิชัยวางสาย. เขานั่งอยู่บนพื้นดินที่เคยโกรธเกรี้ยว. ตอนนี้. มันสงบแล้ว. เขามองไปที่ลุงพงษ์ศักดิ์. “เรา… เราต้องทำยังไงต่อไปลุง”
ลุงพงษ์ศักดิ์มองไปที่ซากรถบรรทุก. ซากตู้คอนเทนเนอร์. และหลุมที่ถูกถมด้วยดินขาวบริสุทธิ์. “โครงการนี้. มันจบแล้ววิชัย” “เราต้องทำในสิ่งที่ถูกต้อง. คุณสมชายหายไปแล้ว. สุชาติก็คงหนีไปแล้ว. หลักฐานทุกอย่าง. ก็อยู่ในดิน”
“แต่การฆาตกรรม. ก็ยังเป็นการฆาตกรรม” “ใช่” ลุงพงษ์ศักดิ์ตอบ. “แต่ความยุติธรรมของแผ่นดิน. ได้สิ้นสุดลงแล้ว. ส่วนความยุติธรรมของมนุษย์. เป็นหน้าที่ของเราที่ต้องทำต่อไป”
วิชัยพยักหน้า. เขาลุกขึ้นยืน. หยิบโทรศัพท์ขึ้นมา. กดโทรออก.
“สถานีตำรวจ… ใช่ครับ. ผมวิชัย…” “ผมมีเรื่องแจ้งความ. ที่ไซต์งานก่อสร้าง…”
วิชัยยืนอยู่ตรงนั้น. ท่ามกลางซากปรักหักพัง. เขาอยู่ในชุดที่เต็มไปด้วยโคลนแห้ง. กลิ่นคาวเลือดจางๆ ยังติดอยู่. แต่ตอนนี้. เขารู้สึกสะอาดอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน. เหมือนถูกชำระล้าง. ทั้งจากภายนอก. และภายใน. โทรศัพท์แนบหู. เขาให้การอย่างละเอียด. เล่าเรื่องราวทั้งหมด. ตั้งแต่เหรียญ. เสียงกรีดร้อง. อุบัติเหตุ. จนถึง… การยุติโครงการอย่างถาวร. แน่นอน. เขาเลือกที่จะละเว้นเรื่องราวเหนือธรรมชาติ. เขาเลือกที่จะรายงานในสิ่งที่ตำรวจสามารถ “จับต้อง” ได้. การหายตัวไปอย่างลึกลับของคุณสมชาย. การพบหลักฐานอาชญากรรมเก่า. และการละเมิดกฎหมายอย่างร้ายแรง.
ลุงพงษ์ศักดิ์ยืนอยู่ข้างๆ. เฝ้ามองวิชัย. ด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความภาคภูมิใจ. แกไม่ได้พูดอะไร. แกแค่ยิ้ม. รอยยิ้มที่ไม่ใช่แค่การแสดงความดีใจ. แต่เป็นรอยยิ้มที่บอกว่า. “คุณได้เลือกเส้นทางที่ถูกต้องแล้ว.”
ไม่นาน. รถตำรวจก็มาถึง. ตามมาด้วยรถพยาบาล. และรถจากหน่วยงานพิสูจน์หลักฐาน. พวกเขาปิดกั้นพื้นที่ทั้งหมด. วิชัย. ถูกนำตัวไปสอบปากคำ. เขาเล่าเรื่องราวที่ “น่าเชื่อถือ” ที่สุด. เรื่องราวของวิศวกรที่ค้นพบความลับดำมืด. ของนายทุนผู้ละโมบ. และการฆาตกรรม. ที่ถูกฝังไว้ใต้ฐานรากของความทะเยอทะยาน.
เขาเล่าถึงสุชาติ. ในฐานะฆาตกรตัวจริง. เล่าถึงคุณสมชาย. ในฐานะผู้สมรู้ร่วมคิด. ที่ถูก “ดิน” พรากไปในที่สุด.
ก่อนที่จะขึ้นรถตำรวจ. วิชัยหันไปหาลุงพงษ์ศักดิ์. “ลุง… แล้วลุงจะไปไหน” “บ้านผมอยู่ข้างหลัง” ลุงพงษ์ศักดิ์ตอบ. ชี้ไปที่บ้านหลังเล็กๆ ในชุมชน. “แต่ตอนนี้. ผมจะไปวัด.” แกหยิบเศษเหรียญพระแม่ธรณีที่แตกแล้วขึ้นมา. “ผมจะเอา ‘หัวใจ’ นี้. ไปถวายวัด. ให้พระท่านสวดมนต์. เพื่ออุทิศส่วนกุศลให้มาลี. เพื่อให้วิญญาณของเธอ. ไปสู่สุคติจริงๆ”
“ขอบคุณครับลุง” วิชัยพูด. มันเป็นคำพูดที่เบา. แต่มาจากใจจริง. “ขอบคุณที่ช่วยผมไว้.” “เราต่างช่วยกัน” ลุงพงษ์ศักดิ์ยิ้ม. “เพราะคุณเลือกที่จะเชื่อ. เชื่อในสิ่งที่ถูกต้อง. และนั่นคือสิ่งที่สำคัญที่สุด.”
วิชัยถูกนำตัวออกไป. รถตำรวจแล่นออกไปจากไซต์งาน. เขามองกลับมาเป็นครั้งสุดท้าย. ภาพของลุงพงษ์ศักดิ์. ยืนอยู่ข้างหลุมสีขาว. ดูสง่างาม. เหมือนเป็นผู้เฝ้าประตู.
…
หลายเดือนผ่านไป. คดีนี้กลายเป็นข่าวใหญ่. โครงการก่อสร้างถูกยกเลิกอย่างถาวร. ผืนดินตรงนั้น. กลายเป็น “เขตอาถรรพ์” ที่ไม่มีใครกล้าแตะต้อง. นายสุชาติ. ฆาตกรตัวจริง. ถูกตามล่าอย่างหนัก. คุณสมชาย. ถูกประกาศเป็นผู้สูญหาย. และสันนิษฐานว่าเสียชีวิต. แต่ความยุติธรรมของแผ่นดิน. ได้ลงทัณฑ์เขาไปแล้ว.
วิชัยถูกปลดจากทุกข้อกล่าวหา. เขากลายเป็น “วีรบุรุษ” ในสายตาประชาชน. วีรบุรุษที่ต่อสู้กับความชั่วร้ายของวงการก่อสร้าง. ชีวิตส่วนตัวของเขา. กลับคืนสู่ความสงบ. แม่ของเขาหายป่วยราวปาฏิหาริย์. และกลับมาอยู่บ้าน. อย่างปลอดภัย.
วิชัยออกจากวงการวิศวกรโครงการขนาดใหญ่. เขาเปิดบริษัทที่ปรึกษาเล็กๆ. เน้นเรื่องการก่อสร้างที่ “เคารพธรรมชาติ”. ทุกครั้งที่เขาเริ่มโครงการใหม่. สิ่งแรกที่เขาทำ. คือการทำพิธีขอขมาดิน. ด้วยความนอบน้อม. ด้วยตัวเอง. เขาไม่เชื่อในผีสางเทวดาอย่างงมงายอีกต่อไป. แต่เขาเชื่อใน… “จิตวิญญาณของแผ่นดิน”.
เขาเรียนรู้แล้วว่า. โลกนี้มีหลายมิติ. และวิทยาศาสตร์. ไม่ใช่คำตอบเดียว. ความจริงที่ว่า. มนุษย์เรา. ไม่สามารถอยู่เหนือทุกสิ่งได้.
…
วันหนึ่ง. วิชัยขับรถผ่านไซต์งานเก่า. ที่ตอนนี้. ถูกปกคลุมไปด้วยวัชพืช. ลุงพงษ์ศักดิ์. ไม่อยู่ที่นั่นแล้ว. แกย้ายไปอยู่กับลูกที่ต่างจังหวัด. แต่ที่ใจกลางผืนดินอาถรรพ์. วิชัยเห็นบางอย่าง.
ท่ามกลางวัชพืชที่รกทึบ. มีต้นไม้เล็กๆ. งอกขึ้นมา. ไม่ใช่ต้นไทร. แต่มันคือ. ต้นมะลิ. ดอกมะลิสีขาว. บานสะพรั่ง. ส่งกลิ่นหอมอ่อนๆ. หอมเหมือน… ความสงบ.
ตรงใต้ต้นมะลินั้น. มีป้ายไม้เล็กๆ ปักอยู่. ป้ายนั้น. ถูกสลักด้วยลายมือที่คุ้นเคย. ลายมือของลุงพงษ์ศักดิ์. ข้อความสั้นๆ. เขียนไว้ว่า.
“ดินนี้… ได้หลับแล้ว”
วิชัยจอดรถ. เดินลงไป. เขายืนมองต้นมะลิ. เขาโค้งคำนับ. โค้งคำนับให้แก่ผืนดิน. โค้งคำนับให้แก่มาลี. และโค้งคำนับให้แก่บทเรียนที่เจ็บปวดที่สุดในชีวิตของเขา.
เขาได้สูญเสียความไร้เดียงสา. แต่เขาได้รับ. ความเข้าใจ. ความเคารพ. และ… การไถ่ถอน.
เรื่องราวของเขา. ไม่ได้จบลงด้วยความสุขชั่วนิรันดร์. แต่มันจบลงด้วยความจริง. ความจริงที่ว่า. ทุกการกระทำ. ล้วนมีราคาต้องจ่าย. และ แผ่นดิน. ไม่เคยลืม.