Tiếng Khóc Lúc Ba Giờ Sáng Ở Laem Phromthep

เสียงร่ำไห้ยามสาม ณ แหลมพรหมเทพ

แหลมพรหมเทพ.

สถานที่ที่ถูกขนานนามว่ามีพระอาทิตย์ตกที่สวยที่สุดในประเทศไทย.

ในทุกเย็น, รถทัวร์นับสิบคันจะปลดปล่อยนักท่องเที่ยวหลายร้อยชีวิตลงบนลานกว้าง. ผู้คนถือกล้อง, ถือไม้เซลฟี่, ยืนรอคอยช่วงเวลาที่ดวงอาทิตย์สีทองดวงใหญ่ ค่อยๆ หย่อนตัวลงสัมผัสกับเส้นขอบฟ้า.

แสงสีทองอาบทั่วทั้งแผ่นดินและผืนน้ำ. มันควรจะเป็นภาพที่โรแมนติก. มันควรจะเป็นช่วงเวลาแห่งความสุข.

แต่อริศราไม่ได้มาที่นี่เพื่อสิ่งนั้น.

เธอยืนพิงรถเช่า, ห่างจากกลุ่มนักท่องเที่ยว. ในมือของเธอไม่ใช่กล้องถ่ายรูป, แต่เป็นแท็บเล็ตที่แสดงผลข้อมูลตัวเลขยุ่งเหยิง.

อริศ หรือ ด็อกเตอร์อริศรา คือนักชีววิทยาทางทะเล. อายุยี่สิบเก้า, ไฟแรง, และเชื่อมั่นในข้อมูลมากกว่าสิ่งอื่นใด.

เธอมาที่นี่เพราะ “เขตมรณะ” (Dead Zone) ที่ปรากฏขึ้นในแผนที่โซนาร์ของเธอ.

ที่อื่นในภูเก็ต, ปะการังฟอกขาวเพราะอุณหภูมิน้ำ. แต่ที่นี่, ใต้หน้าผาแหลมพรหมเทพ, ปะการังไม่ได้แค่ฟอกขาว.

พวกมัน ‘ตาย’ อย่างสมบูรณ์. สลายไป.

ข้อมูลของอริศบอกว่ามีบางอย่างผิดปกติร้ายแรง. มันไม่ใช่แค่ภาวะโลกร้อน. มันเป็นปรากฏการณ์เฉพาะจุดที่รุนแรงและอธิบายไม่ได้.

แบบจำลองมลพิษของเธอไม่ตรง. แบบจำลองกระแสน้ำก็ไม่ตรง.

สำหรับนักท่องเที่ยว, นี่คือสวรรค์. สำหรับอริศ, นี่คือปริศนาที่น่าขนลุก.

เธอจ้องมองดวงอาทิตย์ที่กำลังจะลับขอบฟ้า. แสงสีทองสุดท้ายสาดส่อง, และในวินาทีนั้น, โลกก็เปลี่ยนไป.

ดวงอาทิตย์หายไปแล้ว.

ความมืดมาเยือนเร็วอย่างน่าตกใจ. นักท่องเที่ยวเริ่มทยอยกลับ. เสียงหัวเราะและเสียงพูดคุยจางหายไป, ถูกแทนที่ด้วยเสียงลม.

ไม่ใช่ลมทะเลที่พัดเอื่อยๆ. แต่เป็นลมที่หวีดหวิวผ่านโขดหิน.

และเสียงคลื่น.

คลื่นที่นี่ไม่เหมือนที่หาดป่าตอง. มันไม่ใช่เสียงคลื่นซัดสาดที่นุ่มนวล. แต่มันคือเสียงกระแทกกระทั้นของน้ำที่โถมเข้าใส่หินผา.

ซู่ม…

เสียงนั้นดัง ก้องกังวาน และฟังดูเหมือน… เสียงถอนหายใจยาวๆ ของสิ่งที่ยิ่งใหญ่และเหนื่อยล้า.

อริศรู้สึกเย็นวาบที่สันหลัง. เธอดึงเสื้อแจ็คเก็ตให้กระชับขึ้น, พยายามบอกตัวเองว่าเป็นเพราะอากาศ.

“มืดแล้ว, คุณผู้หญิง”

อริศสะดุ้ง. เธอหันไป.

ชายชราคนหนึ่งยืนอยู่ในเงาของประภาคารเก่า. เขาปรากฏตัวขึ้นมาเงียบๆ.

เขาคือลุงศร. ชายวัยหกสิบกว่า, ผิวกร้านแดด, ดวงตาลึก. ชาวบ้านบอกว่าเขาเป็นคนดูแลประภาคาร, แต่บางคนก็บอกว่าเขาแค่ “อยู่ที่นี่” มานานพอๆ กับโขดหิน.

“ฉันกำลังจะเก็บของค่ะ” อริศตอบอย่างสุภาพ. “แค่มาดูพระอาทิตย์ตกน่ะค่ะ”

ลุงศรหรี่ตามองเธอ. “คุณไม่เหมือนนักท่องเที่ยว. คุณจ้องทะเล…เหมือนมันติดหนี้คุณ”

อริศยิ้มเล็กน้อย. “ฉันเป็นนักวิทยาศาสตร์ค่ะ. ฉันมาศึกษาปะการังที่นี่”

รอยยิ้มหายไปจากใบหน้าของลุงศรทันที. “ปะการังมันตายแล้ว. ไม่มีอะไรให้ศึกษา”

“ฉันมาหาสาเหตุค่ะลุง”

ชายชรามองออกไปที่ผืนน้ำสีดำทะมึนเบื้องหน้า. “สาเหตุ… บางครั้งก็ไม่ต้องการให้ใครมาค้นพบ”

“ฉันเชื่อในข้อมูลค่ะ” อริศยืนยัน, กอดแท็บเล็ตไว้แนบอก.

“ข้อมูลของคน, ไม่ใช่ข้อมูลของทะเล” ลุงศรพูดช้าๆ. “ทะเลมีตา. โดยเฉพาะในเวลากลางคืน”

นี่มันเรื่องงมงายชัดๆ. อริศพยักหน้ารับแบบขอไปที. “ขอบคุณสำหรับคำเตือนนะคะ”

“คืนนี้อย่าเพิ่งทำอะไร” ลุงศรพูด, ไม่ได้มองหน้าเธอ. “ปล่อยให้คืนแรกมันผ่านไปอย่างเงียบๆ. ปล่อยให้มันรับรู้การมาเยือนของคุณก่อน”

คำพูดนั้นทำให้อริศรู้สึกไม่สบายใจ. “รับรู้การมาเยือน?”

“ทุกอย่างที่มีชีวิต…และไม่มีชีวิต…ที่นี่. พวกเขารู้ว่ามีคนแปลกหน้ามา” ลุงศรหันหลังเดินกลับเข้าไปในความมืด. “พรุ่งนี้เช้าค่อยว่ากัน. ถ้าคุณยังอยากจะทำ”

อริศมองตามหลังชายชราไป. เธอส่ายหัว. เธอไม่ได้ขับรถหลายชั่วโมงมาที่นี่เพื่อมาฟังนิทานพื้นบ้าน.

คืนนั้น, อริศไม่ได้นอน.

เธอตั้งสถานีชั่วคราวในรถตู้ของเธอที่จอดอยู่ไม่ไกลจากจุดชมวิว. แสงจากหน้าจอแล็ปท็อปส่องสว่างใบหน้าของเธอ.

เธอมาที่นี่เพื่อทำงาน. และเวลาที่ดีที่สุดในการตรวจสอบ “เขตมรณะ” คือตอนที่ไม่มีนักท่องเที่ยว, ไม่มีเรือประมง…คือตอนกลางคืน.

เธอเปิดกระเป๋าอุปกรณ์ไฮเทคของเธอ.

“โอเค, น้องเล็ก” เธอลูบวัตถุทรงกระบอกสีเหลือง. มันคือ ROV – หุ่นยนต์สำรวจใต้น้ำขนาดเล็ก. ดวงตาของเธอในความลึก.

เธอแบกมันไปที่ขอบหน้าผา, เดินลงไปตามทางหินอย่างระมัดระวัง จนถึงจุดที่คลื่นซัดเกือบถึงเท้า.

ทะเลตอนกลางคืนน่ากลัว. มันดำสนิท. เสียงคลื่นดังกว่าตอนเย็น. มันเหมือนเสียงคำราม.

อริศสูดหายใจลึกๆ. “เพื่อวิทยาศาสตร์”

เธอปล่อย ROV ลงน้ำ. เครื่องยนต์ใต้น้ำส่งเสียงหึ่งเบาๆ. ไฟสปอตไลท์สว่างวาบขึ้นใต้น้ำ, แล้วร่างสีเหลืองก็จมหายไปในความมืด.

อริศเดินกลับมาที่รถตู้.

บนหน้าจอมอนิเตอร์, ภาพปรากฏขึ้น.

แสงไฟของ ROV ส่องให้เห็นโลกใต้ทะเล. มันเหมือนฉากในหนังสยองขวัญ.

ปะการังที่นี่ไม่เหลือสีสัน. พวกมันเป็นสีขาวโพลน, แตกหัก, ปกคลุมไปด้วยเมือกสีเขียวแกมเทา. เหมือนสุสาน.

“อุณหภูมิคงที่” อริศพึมพำ, บันทึกเสียงตัวเอง. “ค่า pH ปกติ. ไม่พบสารปนเปื้อนที่ชัดเจน”

เธอควบคุม ROV ให้ดำดิ่งลงไป, ลึกขึ้น… ลึกเข้าไปใน “เขตมรณะ”.

ภาพใต้น้ำเงียบสงบ. เงียบเกินไป. ไม่มีปลา. ไม่มีสิ่งมีชีวิตใดๆ.

“มันเกิดอะไรขึ้นที่นี่กันแน่…”

แล้วเธอก็เห็นมัน.

มีบางอย่างเคลื่อนไหวที่ขอบของแสงไฟ.

“อะไรน่ะ?” อริศขมวดคิ้ว.

เงามืดขนาดใหญ่พุ่งผ่านหน้ากล้องไปเร็วมาก. เร็วกว่าปลาฉลาม.

“กระแสน้ำเหรอ? ไม่…”

เธอพยายามหันกล้องตาม. แต่เงานั้นหายไปแล้ว.

เธอเริ่มรู้สึกถึงคำเตือนของลุงศร. ไร้สาระ. มันอาจจะเป็นแค่ฝูงปลาทูน่า.

เธอสั่งการให้ ROV ดำเนินการต่อ. มุ่งหน้าสู่ก้นบึ้งของเขตมรณะ, ที่ซึ่งสัญญาณโซนาร์ของเธอ “แบน” ที่สุด.

ROV ลอยผ่านซากปะการังที่เหมือนกิ่งไม้แห้ง.

ทันใดนั้น, ภาพในจอก็กระตุก.

“สัญญาณรบกวนเหรอ?”

ไม่ใช่. มีบางอย่างพาดผ่านหน้าเลนส์. มันไม่ใช่ปลา. มันดูเหมือน…สาหร่ายทะเล?

ไม่. มันเป็นเส้นยาวๆ สีดำ. เหมือนเส้นผมของผู้หญิง.

“เป็นไปไม่ได้” อริศพึมพำ. “สาหร่ายอะไรจะยาวขนาดนี้”

เธอกำลังจะซูมเข้าไป.

แต่จู่ๆ, สิ่งที่เหมือนเส้นผมนั้นก็เคลื่อนไหว.

มันไม่ได้ลอยตามกระแสน้ำ.

มัน “ว่าย” ทวนกระแสน้ำ.

อริศรู้สึกชาวาบไปทั้งตัว. “นั่นมัน…”

ก่อนที่เธอจะพูดจบ. สัญญาณเตือนภัยในรถตู้ก็ดังขึ้น.

“Proximity Alert! วัตถุเข้าใกล้!”

บนหน้าจอ. เส้นผมเหล่านั้น…มันไม่ได้มีแค่เส้นเดียว. พวกมันมาจากทุกทิศทาง. พวกมันกำลังมุ่งหน้ามาที่ ROV.

“ถอย! ถอยกลับมา!” อริศกระแทกจอยสติ๊ก.

แต่ ROV ไม่ตอบสนอง.

ภาพบนหน้าจอสั่นไหวอย่างรุนแรง. กล้องหมุนคว้าง. แสงไฟสาดไปมา.

อริศเห็นมันแวบหนึ่ง.

มันไม่ใช่เส้นผม. มันไม่ใช่สาหร่าย.

มันคือมวลสีดำขนาดมหึมาที่กำลังคลี่ตัวออกมาจากความมืด… บางสิ่งที่ยาว, เหนียวหนืด, และกำลัง…พันรอบตัวหุ่นยนต์.

“ไม่! ไม่!”

เสียงกรีดร้องดิจิทัลดังแสบแก้วหู.

ภาพบนหน้าจอแตกเป็นลาย.

ซ่า… ซ่า…

จากนั้น, ทุกอย่างก็ดับลง.

“NO SIGNAL”

ตัวอักษรสีแดงเรืองแสงบนหน้าจอสีดำ.

ROV ของเธอหายไปแล้ว.

อริศนั่งนิ่งแข็งทื่อในรถตู้. ความเงียบดังกว่าเสียงสัญญาณเตือนเมื่อครู่.

เธอมองออกไปนอกหน้าต่าง.

ทะเลสีดำผืนนั้น. มันไม่ได้ดูเหมือนผืนน้ำอีกต่อไป.

มันเหมือนช่องว่างสีดำขนาดมหึมาที่กำลังจ้องมองเธอกลับมา.

คำพูดของลุงศรดังก้องในหัวของเธอ.

“ทะเลมีตา”

คืนแรกของเธอยังไม่จบ. และเธอก็เพิ่งรู้ตัวว่า…

เธอไม่ได้อยู่ที่นี่คนเดียว.


อริศแทบไม่ได้นอน.

ภาพหน้าจอที่ดับวูบไปนั้น ฉายซ้ำอยู่ในหัวของเธอ. เส้นผมสีดำที่เคลื่อนไหวทวนกระแสน้ำ.

เช้าวันใหม่มาถึง. แสงแดดสาดส่อง, ขับไล่ความน่ากลัวของเมื่อคืนไป…เกือบหมด.

แหลมพรุมเทพในยามเช้าเงียบสงัด. มีเพียงนักท่องเที่ยวที่มาวิ่งออกกำลังกายไม่กี่คน.

อริศจ้องมองผืนน้ำ. ตอนนี้มันเป็นสีฟ้าครามสดใส. สวยงาม. และหลอกลวง.

เธอต้องเอามันกลับคืนมา. ROV ราคาหลายแสน. และที่สำคัญกว่านั้น, มันคือกล่องดำ. มันอาจบันทึกภาพสุดท้ายก่อนที่สัญญาณจะตัดไป.

เธอสวมชุดดำน้ำ. อุปกรณ์ทุกชิ้นถูกตรวจสอบอย่างละเอียด.

เมื่อเธอเดินไปที่ริมผา, เธอพบลุงศร. เขากำลังกวาดใบไม้แห้งอยู่เงียบๆ.

“อรุณสวัสดิ์ค่ะ” อริศทัก.

ลุงศรหยุดกวาด. เขามองเธอตั้งแต่หัวจรดเท้า, มองถังออกซิเจนบนหลังของเธอ.

“จะลงไปเหรอ” เขาถามเรียบๆ.

“ค่ะ. อุปกรณ์ฉันเสียเมื่อคืน. ฉันต้องไปเก็บมัน”

“เสีย?” ลุงศรทวนคำ. “หรือ ‘ถูกเอาไป’?”

อริศขมวดคิ้ว. “ฉันไม่เชื่อเรื่องงมงายค่ะลุง. มันคงไปติดซอกหิน”

ชายชราถอนหายใจ. “ทะเลน่ะ… มันไม่ชอบคืนของที่มันเอาไปแล้วหรอกนะ”

“ฉันจะไปเอามันคืนมาเอง” อริศพูดอย่างมุ่งมั่น.

“ตามใจ” ลุงศรพูด. “แต่อย่าเอาอย่างอื่น…ที่ไม่ใช่ของคุณ…ติดกลับขึ้นมาด้วยล่ะ”

คำพูดนั้นทำให้อริศขนลุก. แต่เธอก็สลัดมันทิ้งไป. เธอเป็นนักวิทยาศาสตร์.

เธอโดดลงจากโขดหิน.

ตูม!

โลกใต้น้ำในตอนกลางวันแตกต่างจากกลางคืนอย่างสิ้นเชิง. แสงแดดส่องลงมาเป็นลำ, เผยให้เห็นความงาม…และความเสื่อมโทรม.

ฝูงปลาเล็กๆ ว่ายผ่านไป.

แต่เมื่อเธอดำลึกลง… ความรู้สึกนั้นก็กลับมา.

ความรู้สึกเหมือนถูกจ้องมอง.

อุณหภูมิลดลงฮวบฮาบ.

และแล้วเธอก็มาถึง “เขตมรณะ”

สุสานปะการังที่เธอเห็นเมื่อคืน. ตอนนี้, ในแสงธรรมชาติ, มันน่าขนลุกยิ่งกว่า. ซากสีขาวโพลนบิดเบี้ยวเหมือนโครงกระดูก.

และที่นั่น…

เธอมองเห็นสีเหลืองสะท้อนแสง.

ROV ของเธอ!

มันไม่ได้แค่ติดซอกหิน. มันถูก “อัด” เข้าไปในรอยแยกของหินปะการังขนาดใหญ่สองก้อน. เหมือนมีคนจงใจจับมันยัดเข้าไป.

อริศว่ายเข้าไปใกล้.

แล้วเธอก็เห็นสายเคเบิล.

มันไม่ได้ขาด. มันไม่ได้เปื่อย.

มันถูก “ฉีก”

รอยขาดนั้นไม่เรียบ. มันเหมือนถูกกระชากด้วยแรงมหาศาล. เหมือนมีสัตว์ยักษ์กัดมัน.

หัวใจของอริศเต้นแรง.

เธอพยายามดึง ROV ออกมา. มันติดแน่น.

ในขณะที่เธอกำลังใช้มีดดำน้ำงัดมัน, เธอก็สังเกตเห็น…เมือก.

เมือกสีเทาแกมเขียว. เหนียวหนืด.

มันปกคลุมอยู่ทั่วบริเวณที่ ROV ติดอยู่.

มันไม่ใช่สาหร่าย. มันไม่ใช่สิ่งที่ปะการังคายออกมา.

มันเป็นสารอินทรีย์บางอย่างที่เธอไม่เคยเห็นมาก่อน.

และมัน “เหม็น”

แม้จะอยู่ใต้น้ำ, เธอก็รับรู้ได้ถึงกลิ่น. กลิ่นคาวรุนแรง. กลิ่นคาวที่เหมือนเลือดเก่าผสมกับแอมโมเนีย.

อริศรู้สึกคลื่นไส้.

เธอหยิบหลอดเก็บตัวอย่างออกมา. เธอต้องรู้ว่านี่คืออะไร.

ทันทีที่ปลายหลอดสัมผัสกับเมือก…

มัน “หดตัว”

อริศผงะ. ฟองอากาศพุ่งออกจากเครื่องช่วยหายใจของเธอ.

เธอจ้องมองมัน. มันหดตัวเหมือนเนื้อเยื่อที่มีชีวิต! เหมือนมันรังเกียจการสัมผัส.

อริศไม่รอช้า. เธอรีบเก็บตัวอย่างใส่หลอด, ปิดฝาแน่น.

เธอรู้สึกว่าต้องรีบขึ้นไปจากที่นี่. เดี๋ยวนี้.

ความรู้สึกเหมือนถูกจ้องมองนั้นรุนแรงขึ้น. มันไม่ได้มาจากทิศทางเดียว. มันมาจากรอบตัว. จากความมืดใต้โขดหิน. จากรอยแยกของปะการัง.

“ทะเลมีตา”

คำพูดของลุงศรดังก้อง.

เธอทิ้ง ROV ไว้. เธอไม่สนใจมันอีกต่อไป.

อริศถีบตัว, พุ่งตรงขึ้นสู่ผิวน้ำ. เธอขึ้นเร็วเกินไป, เสี่ยงต่อการเกิดภาวะลดความกดอากาศ (The Bends). แต่เธอไม่สน.

เธอโผล่พ้นผิวน้ำ, หอบหายใจอย่างหนัก.

ท้องฟ้าสีครามไม่เคยดูปลอดภัยเท่านี้มาก่อน.


คืนนั้น, อริศขังตัวเองอยู่ในรถตู้.

เธอนั่งจ้องกล้องจุลทรรศน์แบบพกพา.

ตัวอย่างเมือกที่เธอเก็บมา…มันแปลกประหลาด.

ภายใต้กำลังขยายสูง, มันไม่มีเซลล์. ไม่มีโครงสร้างที่เธอรู้จัก. มันเหมือน…ของเหลวที่มีชีวิต.

และทันทีที่มันสัมผัสกับอากาศ, มันก็ “ตาย” สลายตัวกลายเป็นน้ำเกลือธรรมดา.

หลักฐานสลายไปต่อหน้าต่อตาเธอ.

เธอเหนื่อย. ล้า. แต่เธอนอนไม่หลับ.

เธอปิดไฟ. พยายามข่มตา.

ความมืดในรถตู้เงียบสงัด.

ไม่… ไม่เงียบ.

เธอได้ยินเสียง.

เสียงลมหวีดหวิวข้างนอก.

ไม่… ไม่ใช่เสียงลม.

มันเป็นเสียงที่แหลมสูง. แผ่วเบา.

มันดังปนมากับเสียงคลื่น.

“ฮือ… ฮือ…”

อริศลุกพรวด.

มันคือเสียงร้องไห้.

เสียงผู้หญิงกำลังร้องไห้. ร้องไห้ด้วยความเจ็บปวด.

“ใครน่ะ?” เธอตะโกนถาม, ทั้งที่รู้ว่าไม่มีใครอยู่ข้างนอก.

เสียงร้องไห้ยังคงดังต่อเนื่อง. มันมาจากทิศทางเดียว.

“ฮือ… ช่วยด้วย…”

มันมาจากทะเล.

อริศเอามืออุดหู. “หูแว่ว. เธอกำลังหูแว่ว. เธอเครียดเกินไป”

แต่เสียงนั้นมันจริงเหลือเกิน. มันแทรกผ่านฝ่ามือของเธอเข้ามา.

เสียงร้องโหยหวนของคนที่กำลังจมน้ำ, หรือ…สิ่งที่เลวร้ายกว่านั้น.

เธอเปิดไฟฉายแรงสูง, ส่องออกไปนอกหน้าต่าง.

ลำแสงตัดผ่านความมืด. ส่องไปยังคลื่นสีดำ.

ไม่มีอะไร.

มีเพียงโขดหินและฟองคลื่น.

แต่เสียงร้องไห้ยังไม่หยุด.

“ฮือออ…”

มันฟังดูใกล้เข้ามา.

อริศปิดหน้าต่างรถตู้จนสนิท, ล็อคประตูทุกบาน.

คืนนั้น, เธอนั่งตัวแข็งทื่อ, ฟังเสียงผู้หญิงปริศนาร้องไห้จนกระทั่งแสงแรกของวันมาถึง.


เช้าวันต่อมา.

อริศดูเหมือนผีดิบ. ขอบตาดำคล้ำ. ผมเผ้ายุ่งเหยิง.

เธอขับรถเข้าไปในเมือง. เธอต้องการกาแฟ. เธอต้องการพบปะผู้คน. เธอต้องการบางสิ่งที่ “ปกติ”

เธอแวะที่สถานีตำรวจเล็กๆ แห่งหนึ่งในราไวย์, ไม่ใช่เพื่อแจ้งความ, แต่เพื่อซื้อกาแฟจากร้านข้างๆ.

ขณะที่เธอกำลังรอ, เธอก็เห็นความวุ่นวายเล็กๆ ที่หน้าสถานี.

นักท่องเที่ยวคู่หนึ่ง. หนุ่มสาวชาวตะวันตก, ท่าทางเหมือนพวกแบ็คแพ็คเกอร์.

ผู้หญิงกำลังร้องไห้ฟูมฟาย. ผู้ชายกำลังพยายามอธิบายบางอย่างกับตำรวจด้วยท่าทางตื่นกลัวสุดขีด.

“ผมพูดจริงๆ นะครับ!” ผู้ชายคนนั้นพูดภาษาอังกฤษติดๆ ขัดๆ. “พวกเราเห็นมัน!”

ตำรวจที่รับเรื่องดูเบื่อหน่าย. “เห็นอะไร. เมาเหรอเมื่อคืน?”

“ไม่เมา!” ผู้หญิงคนนั้นกรีดร้อง. “มัน…มัน…หัว! หัวผู้หญิง! มันลอยอยู่บนน้ำ!”

อริศที่ถือกาแฟอยู่, หยุดชะงัก.

“ใจเย็นๆ” ตำรวจพูด. “หัวคนเหรอ? ศพเหรอ?”

“ไม่ใช่!” ผู้ชายคนนั้นส่ายหน้าอย่างแรง. “มันไม่มีตัว! มัน…โอ้พระเจ้า…มันมีแต่ไส้! มันมีไส้ห้อยออกมาจากคอ! แล้วมันก็ดำน้ำหายไป!”

“ผมสาบานได้! มันมองมาที่พวกเรา!”

แก้วกาแฟเกือบร่วงจากมืออริศ.

หัว. ลอยน้ำ. ห้อยไส้.

“กระสือ”

คำๆ นี้แวบเข้ามาในหัวเธอ.

ตำรวจถอนหายใจยาว. เขาชี้ไปที่ป้ายเตือนบนผนัง. “เมื่อคืนพระจันทร์เต็มดวง. พวกคุณคงเห็นนี่. แมงกะพรุนกล่อง. พิษร้ายแรง”

“มันไม่ใช่แมงกะพรุน! มันคือผี!” ผู้หญิงคนนั้นตะโกน.

“ภูเก็ตไม่มีผีแบบนั้นหรอก” ตำรวจโบกมือไล่. “มีแต่คนเมา. กลับไปนอนไป. ถ้าไม่มีศพ, ก็ไม่มีคดี”

คู่รักนักท่องเที่ยวมองหน้ากันอย่างสิ้นหวัง. พวกเขาถูกมองว่าเป็นคนบ้า.

พวกเขาเดินคอตกออกไป.

อริศยืนนิ่ง.

สิ่งที่เธอเห็นในจอ ROV… เส้นผมสีดำ.

สิ่งที่เธอได้ยินเมื่อคืน… เสียงร้องไห้ของผู้หญิง.

และสิ่งที่นักท่องเที่ยวคู่นั้นเห็น…

ทุกอย่างกำลังเชื่อมโยงกัน.

แต่มันเป็นไปไม่ได้. กระสือเป็นผีของป่า. ผีที่หากินของสกปรกบนบก.

นี่มันทะเล. ทะเลน้ำเค็ม.

ตำรวจหันมามองอริศ. “คุณล่ะ? มีอะไรให้ช่วยรึเปล่า?”

อริศอ้าปาก.

เธอจะพูดอะไร?

“ฉันคิดว่าอุปกรณ์ของฉันถูกกระสือทำลายค่ะ” งั้นเหรอ?

เธอส่ายหน้าช้าๆ. “เปล่าค่ะ. ฉัน…แค่…มาถามทาง”

อริศเดินออกจากสถานีตำรวจ.

ความมั่นใจในหลักการและเหตุผลของเธอกำลังแตกสลาย.

กาแฟในมือเย็นชืด.

ตอนนี้เธอรู้แล้วว่า…เธอกำลังเผชิญหน้ากับอะไรบางอย่างที่วิทยาศาสตร์อธิบายไม่ได้.

และเธอก็รู้ด้วยว่า…เธอไม่สามารถบอกเรื่องนี้กับใครได้เลย.


อริศขับรถกลับมาที่แหลมพรหมเทพ.

แต่เธอไม่ได้กลับมาที่รถตู้.

เธอมุ่งหน้าตรงไปยังประภาคาร.

เธอพบว่าลุงศรกำลังนั่งสานอะไรบางอย่างจากเถาวัลย์. งานของเขาดูประณีต แต่ก็ดู…เก่าแก่.

อริศหยุดยืนตรงหน้าเขา. หัวใจเธอเต้นแรง.

“ที่โรงพัก… นักท่องเที่ยวคู่หนึ่ง…” เธอเริ่มพูด.

“พวกเขาเห็นมัน” ลุงศรพูดแทรก, ไม่ได้เงยหน้าขึ้นมอง. “มันไม่ใช่ครั้งแรก. และจะไม่ใช่ครั้งสุดท้าย”

ความหนาวเย็นแล่นไปทั่วร่างอริศ, ทั้งที่ไม่ใช่เพราะลมทะเล.

“มันคืออะไรคะ” อริศถามเสียงสั่น. “ลุงรู้ว่ามันคืออะไร”

ลุงศรหยุดมือ. เขาวางเถาวัลย์ลง.

เขาเงยหน้าขึ้น, ดวงตาที่เหี่ยวย่นของเขาจ้องลึกเข้ามาในตาของอริศ.

“คุณเรียกมันว่าอะไรล่ะ. ‘ปรากฏการณ์ทางชีวภาพที่อธิบายไม่ได้’ งั้นเหรอ” เขาย้อนถาม.

“ฉัน… ฉันไม่รู้”

“ถูกต้อง. คุณไม่รู้” ลุงศรลุกขึ้นยืนช้าๆ. “คุณมาจากเมืองใหญ่. พวกคุณอ่านหนังสือ. พวกคุณเชื่อในสิ่งที่จับต้องได้. แต่ทะเลน่ะ…มันเก่าแก่กว่าหนังสือทุกเล่มของคุณ”

เขากวาดมือออกไปยังผืนน้ำสีคราม.

“ที่นี่มีผู้เฝ้า”

“ผู้เฝ้า?”

“ชาวบ้านเรียกแบบนั้น. บางคนเรียก ‘นาง’. บางคนเรียก ‘ผีพรายน้ำ'”

“แต่…นักท่องเที่ยวบอกว่ามันคือ…กระสือ” อริศพึมพำคำนั้นออกมา. คำที่เธอไม่เคยคิดว่าจะพูดในฐานะนักวิทยาศาสตร์.

“กระสือ” ลุงศรหัวเราะในลำคอ. “กระสือหากินบนบก. กินของเน่า. กินซาก. แต่ ‘นาง’ ที่นี่… นางไม่เหมือน”

เขาก้าวเข้ามาใกล้อริศ. “นางถูก ‘ผูก’ ไว้ที่นี่. นางหิว. และนาง…ปกป้องบางอย่าง”

“ปกป้องอะไรคะ”

“สมบัติ” ลุงศรพูด. “และที่ที่นางอยู่”

อริศนิ่งอึ้ง. ข้อมูลกำลังประมวลผลในหัว. มันไม่สมเหตุสมผล. มันขัดแย้งกับทุกสิ่งที่เธอเรียนมา.

“ทำไมมันถึงฆ่าปะการัง”

“นางไม่ได้ฆ่า” ลุงศรตอบ. “นาง ‘กิน’. นางดูดเอาชีวิต. ปะการังคือสิ่งแรกที่นางกินได้. มันง่าย. มันอยู่กับที่. แต่ตอนนี้…มันคงไม่อิ่ม”

อริศนึกถึง ROV ของเธอที่ถูกฉีก. “มันต้องการอะไรจากฉัน”

“คุณเข้าไปในบ้านของนาง” ลุงศรจ้องเธอ. “คุณรบกวนนาง. และเมื่อคืน… คุณได้ยินเสียงนางแล้วใช่ไหม”

อริศพยักหน้าช้าๆ. เสียงร้องไห้.

“นางเหงา. นางเจ็บปวด” ลุงศรพูด. “และตอนนี้นางรู้แล้วว่ามี ‘เพื่อน’ ใหม่มาเยี่ยม”

ความกลัวจู่โจมเธออย่างรุนแรง. นี่ไม่ใช่เรื่องล้อเล่น. ชายชราคนนี้ไม่ได้บ้า.

“ฉันต้องทำยังไง” อริศถาม.

“กลับไป” ลุงศรพูดทันที. “เก็บของ. ขับรถออกไปจากที่นี่. อย่าหันกลับมามอง. ลืมเรื่องปะการัง. ลืมเรื่อง ROV. ลืมทุกอย่าง. ถ้าคุณไปตอนนี้, นางอาจจะปล่อยคุณไป”

“ฉัน… ฉันทำแบบนั้นไม่ได้” อริศส่ายหน้า. “ฉันเป็นนักวิทยาศาสตร์. ฉันหนีจากปัญหาไม่ได้. นี่มัน…มันฆ่าระบบนิเวศน์”

“มันไม่ใช่ระบบนิเวศน์!” ลุงศรตวาด. “มันคือคำสาป!”

อริศถอยหลังก้าวหนึ่ง.

ลุงศรหายใจแรง. “คุณไม่เข้าใจ. คุณยังคิดว่านี่คือ ‘สิ่งมีชีวิต’ ที่คุณจะจับใส่กล้อง, เอาไปวิเคราะห์. คุณคิดผิด”

“ฉันต้องมีหลักฐาน” อริศยืนกราน, แม้ว่าเสียงของเธอจะสั่น. “ฉันจะปล่อยให้มัน…ฆ่าทุกอย่างที่นี่ไม่ได้. ฉันต้องพิสูจน์ให้โลกเห็น”

ลุงศรมองเธอด้วยสายตาที่เหมือนมองคนตาย.

“งั้นก็เชิญ” เขาพูดอย่างเย็นชา. “พิสูจน์ไปเลย. แต่จำไว้… บางครั้ง, การพิสูจน์…ก็คือการยืนยันว่าคุณกำลังจะตายยังไง”

เขาหันหลังให้เธอ, กลับไปนั่งสานเถาวัลย์ต่อ. “เย็นนี้, อย่าลงน้ำ. คืนนี้, อย่าส่องไฟ. ล็อครถ. อุดหู. และภาวนา”


อริศไม่ได้กลับไป.

แต่เธอก็ไม่ได้ภาวนา.

เธอกำลังทำงาน.

ความกลัวของเธอถูกแทนที่ด้วยความโกรธ. ความโกรธของนักวิทยาศาสตร์ที่ถูกท้าทาย. ความโกรธของมนุษย์ที่ถูกคุกคาม.

ถ้ามันมีอยู่จริง, เธอจะจับภาพมัน.

เธอใช้เวลาทั้งบ่าย. ไม่ใช่เพื่อหนี. แต่เพื่อวาง “กับดัก”

เธอกลับไปที่รถตู้. รื้อค้นอุปกรณ์ทั้งหมดที่เธอมี.

เธอมีกล้องใต้น้ำแบบติดตั้ง, ทนแรงกดสูง. มีเซ็นเซอร์จับความเคลื่อนไหว.

เธอจะสร้าง “ขอบเขต” รอบเขตมรณะ.

เธอทำงานอย่างบ้าคลั่ง. บัดกรีสายไฟ. ทดสอบแบตเตอรี่.

เธอไม่ได้กำลังศึกษาปะการังอีกต่อไป.

เธอกำลังล่าผี.


พลบค่ำมาเยือนอีกครั้ง.

เร็วกว่าเมื่อวาน. หรือเธอแค่รู้สึกไปเอง.

ท้องฟ้าไม่ได้เป็นสีทอง. แต่มันเป็นสีม่วงเข้ม, อมแดง, เหมือนรอยช้ำ.

อริศสวมชุดดำน้ำอีกครั้ง.

ครั้งนี้, อุปกรณ์ของเธอหนักกว่าเดิม. เธอกระจายกล้องสี่ตัวรอบเอว, พร้อมกับแบตเตอรี่สำรอง.

เธอไม่ได้ตั้งใจจะแค่โยนมันลงไป.

เธอจะติดตั้งมันด้วยตัวเอง.

เธอต้องลงไปที่นั่น.

“แกอยากได้หลักฐานใช่ไหม, อริศ” เธอพูดกับตัวเอง, เสียงสะท้อนในหน้ากาก. “แกก็ต้องไปเอามา”

เธอรู้สึกเหมือนทหารที่กำลังจะออกรบ.

เมื่อเธอเดินไปที่จุดเดิม… จุดที่เธอโดดลงน้ำเมื่อเช้า…

เสียงนั้นก็เริ่มขึ้น.

“ฮือ… ฮือ…”

เสียงร้องไห้ของผู้หญิง.

มันไม่ได้แว่วมาไกลๆ อีกต่อไป. มันดังชัดเจน. เหมือน…มันกำลังรอเธออยู่.

มันดังมาจากผิวน้ำเบื้องล่าง.

“ช่วยด้วย…”

อริศชะงัก.

“มันเย็น… มันเหงา…”

มันกำลังเรียกเธอ.

อริศกำไฟฉายในมือแน่น. เธอพยายามควบคุมการหายใจ.

“ฉันมาแล้ว” เธอพึมพำ. “ฉันมาช่วยแล้ว”

เธอโกหก. เธอไม่ได้มาช่วย. เธอมาจับผิด.

“คุณกำลังทำความผิดพลาดที่เลวร้ายที่สุดในชีวิต”

เสียงของลุงศรดังขึ้นข้างหลังเธอ.

อริศหันขวับ. ลุงศรยืนอยู่ที่นั่น. เขาไม่ได้ถือไม้กวาด. เขาไม่ได้สานเถาวัลย์.

เขายืนนิ่ง, มองเธอด้วยแววตาที่ว่างเปล่า.

“ฉันต้องทำ”

“ไม่. คุณไม่ ‘ต้อง’ ทำ” ลุงศรพูด. “คุณ ‘อยาก’ ทำ. คุณอยากเอาชนะ. วิทยาศาสตร์ของคุณมันหยิ่งผยอง. มันคิดว่ามันอธิบายได้ทุกอย่าง”

“แล้วลุงจะให้ฉันทำยังไง? ปล่อยมันไว้แบบนี้เหรอ!”

“ใช่!” ลุงศรตะคอก. “ปล่อยมันไว้! มันอยู่ที่นี่มาก่อนคุณ. มันจะอยู่ที่นี่หลังจากคุณไปแล้ว…ถ้าคุณโชคดีพอที่จะได้ไป”

“ฉันต้องรู้ว่ามันคืออะไร”

“รู้ไปก็ไม่ช่วยให้คุณรอด” ลุงศรพูด, เสียงเย็นเยียบ. “มันแค่จะทำให้คุณรู้ว่า…คุณกำลังตายยังไง”

เขาก้าวเข้ามา. “เมื่อคืน, มันแค่เล่นกับคุณ. มันแค่แตะต้องอุปกรณ์ของคุณ. แต่วันนี้… คุณลงไปหามันเอง”

“…”

“มันดมกลิ่นคุณได้แล้ว, อริศรา”

คำพูดนั้นแทงทะลุชุดดำน้ำของเธอ.

“กลิ่นของคนเป็น. กลิ่นของความกลัว. กลิ่นของความอยากรู้”

“มันหิว. มันรอมานาน”

ลุงศรจ้องมองผืนน้ำสีดำที่กำลังปั่นป่วนข้างล่าง.

“ของที่จมลงไปแล้ว… บางทีมันก็แค่อยากได้ ‘ของใหม่’ มาแทนที่”

อริศตัวแข็งทื่อ. “แทนที่อะไร”

ลุงศรไม่ตอบ.

เสียงร้องไห้ดังขึ้นอีก. “ฮือออ… มาหาฉันสิ… มาที่นี่…”

มันคือจุดเปลี่ยน.

หนี, หรือ สู้.

อริศเลือกแล้ว.

เธอเปิดกล้องที่ติดอยู่บนหน้ากากของเธอ. ไฟสีแดงเล็กๆ สว่างขึ้น.

เธอมองลุงศรเป็นครั้งสุดท้าย. “ถ้าฉันไม่กลับขึ้นมาในสองชั่วโมง… เรียกคนมาด้วย”

ลุงศรหัวเราะเบาๆ. “ถ้าคุณไม่กลับขึ้นมาในสิบนาที… ก็ไม่มีใครช่วยคุณได้แล้วล่ะ”

อริศหันหลังให้เขา.

เธอยืนอยู่ที่ขอบหน้าผา.

เบื้องล่าง, ทะเลสีดำกำลังคำราม.

เสียงร้องไห้นั้น…ดังเหมือนมันอยู่ใต้เท้าเธอพอดี.

เธอสูดหายใจเข้าลึกๆ. กักเก็บอากาศไว้ในปอด.

แล้วเธอก็โดดลงไป.

ตูม!

ความมืดและความเย็นเฉียบกลืนกินร่างของเธอในทันที.


โลกใต้สมุทรในเวลากลางคืนคือความว่างเปล่าที่สมบูรณ์แบบ.

อริศรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังลอยอยู่ในอวกาศ. แสงไฟฉายบนหน้ากากของเธอคือดวงดาวเพียงดวงเดียว, ส่องสว่างได้เพียงไม่กี่เมตรข้างหน้า.

ทุกอย่างที่อยู่นอกวงแสง…คือความมืด. ความมืดที่หนักอึ้ง, กดทับเธอจากทุกทิศทาง.

เธอพยายามจดจ่ออยู่กับมาตรวัดความลึก. 10 เมตร… 15 เมตร…

เสียงเดียวที่เธอได้ยินคือเสียงฟองอากาศจากเครื่องช่วยหายใจของตัวเอง.

ฟู่… ฟู่…

มันดังเกินไป. ดังจนน่ารำคาญ. เหมือนมันกำลังประกาศตำแหน่งของเธอให้ทุกสิ่งในความมืดรู้.

“ฮือ… ฮือ…”

เสียงร้องไห้นั่น.

มันไม่ได้มาจากทิศทางใดทิศทางหนึ่งอีกต่อไป.

มันอยู่รอบตัวเธอ.

มันอยู่ในน้ำ. มันสั่นสะเทือนผ่านกระดูกของเธอ.

อริศพยายามสลัดมันทิ้ง. “คลื่นเสียงใต้น้ำ. แรงดัน. มันแค่เล่นตลกกับหูของเธอ”

เธอหลอกตัวเอง.

เธอดำดิ่งลงไป.

20 เมตร.

เขตมรณะ.

สุสานปะการังปรากฏขึ้นในวงแสง. กิ่งก้านสีขาวโพลนบิดเบี้ยวยื่นออกมา, เหมือนมือของโครงกระดูกที่พยายามจะคว้าเธอ.

เธอมาถึงจุดหมาย.

งานต้องมาก่อน.

อริศหยิบกล้องตัวแรกออกมา. มันมีฐานแม่เหล็ก. เธอหาซอกหินที่เหมาะสม, ติดตั้งมัน. ไฟสีเขียวกะพริบ. ทำงาน.

หนึ่งตัว.

เธอว่ายต่อไปอีกสิบเมตร, ลึกเข้าไปในเขตมรณะ.

“ช่วยด้วย… หนาว…”

เสียงนั้นชัดเจนขึ้น. เหมือนมีคนกระซิบที่ข้างหูเธอ.

อริศสะบัดหัว. ไม่มีใคร.

เธอติดตั้งกล้องตัวที่สอง. ไฟสีเขียวกะพริบ.

สองตัว.

ความรู้สึกเหมือนถูกจ้องมอง…มันรุนแรงขึ้นเป็นร้อยเท่า.

เธอรู้, ด้วยสัญชาตญาณที่นอกเหนือวิทยาศาสตร์, ว่ามันกำลังมองเธออยู่.

มันกำลังรอ.

มันกำลังสนุก.

เธอว่ายต่อไป. ลึกขึ้น. ความมืดดูเหมือนจะ “ข้น” ขึ้น.

เธอเริ่มรู้สึกถึงเมือกนั้น.

มันไม่ได้เกาะแค่ที่ซากปะการังอีกต่อไป. มันลอยอยู่ในน้ำ. เป็นสาย. เป็นริ้ว.

มันลอยมาสัมผัสชุดดำน้ำของเธอ. เย็น. ลื่น.

อริศพยายามปัดมันออก. แต่มันก็แค่ลอยกลับมา, พันรอบแขน, รอบขา, เหมือนใยแมงมุมที่มองไม่เห็น.

กลิ่นคาวนั่น. มันซึมผ่านหน้ากากเข้ามาได้ยังไง?

อริศเริ่มหายใจติดขัด. “ใจเย็นๆ. แกคืออริศรา. แกคือนักวิทยาศาสตร์”

เธอติดตั้งกล้องตัวที่สาม.

“เจ็บ… ฮือออ… เจ็บเหลือเกิน…”

เสียงร้องไห้กลายเป็นเสียงครวญคราง. มันไม่ใช่แค่ความเศร้า. มันคือความทรมาน.

อริศอยากจะอุดหู. แต่เธอทำไม่ได้.

เหลืออีกตัวเดียว.

เธอต้องติดตั้งมันที่จุดศูนย์กลาง. จุดที่ ROV ของเธอหายไป.

เธอว่ายไปที่นั่น.

และเธอก็เห็นมัน.

รอยแยกขนาดใหญ่ในแนวปะการัง. มันเหมือนรอยแผลที่เปิดอ้า.

เมือกนั้น…มันไหลทะลักออกมาจากรอยแยกนี้. เหมือนเลือด.

อริศลังเล.

“มาสิ… เข้ามาใกล้ๆ…”

เสียงนั้นเปลี่ยนไป. มันไม่ใช่เสียงร้องไห้. มันคือเสียงเชิญชวน.

อริศส่ายหัว. “ไม่”

เธอจะติดตั้งกล้องตัวสุดท้ายที่ขอบรอยแยก. แล้วเธอจะไปจากที่นี่.

เธอยินดีที่จะยอมรับว่าเธอแพ้.

เธอยกกล้องตัวที่สี่ขึ้น.

ทันใดนั้น.

“ติ๊ด!”

เสียงเตือนดังขึ้นในหูฟังของเธอ.

มันคือเซ็นเซอร์ตรวจจับความเคลื่อนไหว…จากกล้องตัวแรกที่เธอติดตั้ง!

“ติ๊ด! ติ๊ด!”

กล้องตัวที่สอง!

“ติ๊ด! ติ๊ด! ติ๊ด!”

กล้องตัวที่สาม!

มีบางอย่างกำลังเคลื่อนไหว.

มันเคลื่อนไหว “รอบตัว” เธอ.

มันกำลังสร้างวงล้อม.

อริศหมุนตัว. แสงไฟฉายบนหัวของเธอสาดไปมาอย่างบ้าคลั่ง.

“อยู่ไหน!” เธอตะโกนในหน้ากาก.

ฟองอากาศพุ่งขึ้นบดบังทัศนวิสัย.

ไม่มีอะไร.

มีแค่สุสานปะการัง. มีแค่ความมืด.

“ฮ่า… ฮ่า… ฮ่า…”

เสียงร้องไห้…กลายเป็นเสียงหัวเราะ.

เสียงหัวเราะที่เย็นเยียบ. เสียงหัวเราะของผู้หญิงที่เสียสติ.

“ติ๊ดดดดดดด!”

เซ็นเซอร์…จากกล้องตัวที่สี่.

ตัวที่ยังอยู่ในมือเธอ.

มันตรวจจับบางอย่าง…ที่อยู่ “ข้างหลัง” เธอ.

อริศตัวแข็ง.

เธอไม่กล้าหันไป.

“เธอนี่เอง…” เสียงนั้นกระซิบ, ดังชัดเจนเหมือนมันกำลังพูดอยู่ในกะโหลกศีรษะของเธอ. “คนที่มาแทน…”

ความเย็นเฉียบพุ่งเข้าจับหัวใจของเธอ.

เธอรวบรวมความกล้าทั้งหมดที่มี.

เธอหันกลับไป.

ช้าๆ.

แสงไฟฉายสาดไปที่…ความว่างเปล่า.

อริศถอนหายใจ. “บ้าไปแล้ว. ฉันบ้าไปแล้ว”

เธอคิดว่าเธอปลอดภัย.

เธอคิดผิด.

เธอแค่…มองผิดที่.

“ฉันอยู่นี่”

เสียงนั้นดังมาจาก “ข้างบน”

อริศเงยหน้าขึ้น.

และเธอก็เห็นมัน.

ในวงแสงไฟฉาย.

มันลอยอยู่เหนือเธอประมาณสามเมตร.

มันคือ “หัว”

หัวของผู้หญิง.

ผิวซีดเซียว, บวมน้ำ. ดวงตาเบิกกว้าง, แต่ไม่มีแววตา. เป็นสีขาวขุ่น, เหมือนไข่มุกที่ตายแล้ว.

ปากของเธออ้าค้าง, เหมือนกำลังจะกรีดร้อง.

ผมสีดำยาวเหยียด…ลอยแผ่สยายออกไปในน้ำ…

มันคือเส้นผมที่เธอเห็นในจอ ROV.

แต่สิ่งที่น่าสะพรึงกลัวที่สุด…ไม่ใช่หัว.

คือสิ่งที่อยู่ “ข้างใต้”

จากลำคอที่ถูกตัดขาด, ไม่ได้มีเลือดไหล.

แต่เป็น “พวงเครื่องใน”

หัวใจ. ปอด. ตับ. และลำไส้.

พวกมันไม่ได้ห้อยต่องแต่ง.

พวกมัน “มีชีวิต”

พวกมันบิดตัว, เคลื่อนไหว, เหมือนงูจำนวนนับไม่ถ้วนที่ขดพันกัน.

พวกมันเรืองแสง.

แสงสีเขียวแกมฟ้าจางๆ… แสงเดียวกับเมือกที่เธอเห็น.

มันคือกระสือ.

กระสือ…น้ำ.

ผีนางนั้นลอยนิ่ง. จ้องมองเธอ.

อริศกรีดร้อง.

เสียงกรีดร้องของเธอถูกกลบอยู่ในหน้ากาก, กลายเป็นเสียงฟองอากาศที่แตกกระจาย.

เธออยากหนี. เธออยากว่ายน้ำ.

แต่เธอขยับไม่ได้.

ร่างกายของเธอแข็งทื่อ. ความกลัวได้แช่แข็งเธอไว้.

เธอทำได้แค่จ้องมองความสยดสยองตรงหน้า.

ผีนางนั้น…เอียงคอของมันช้าๆ.

เหมือนกำลังพิจารณาเธอ.

แล้วมันก็ยิ้ม.

รอยยิ้มที่ฉีกกว้าง…เผยให้เห็นเหงือกที่เน่าเปื่อย.

“เธอสวยจัง…”

เสียงนั้นดังก้องในหัวอริศ.

“ร่างกายของเธอ…ดูอบอุ่น”

ทันใดนั้น!

ลำไส้เส้นหนึ่ง…พุ่งออกมาจากมวลเครื่องในนั้น.

มันพุ่งตรงมาที่เธอ.

เร็วเหมือนแส้!

อริศหลบทันเฉียดฉิว. ลำไส้นั้นพาดผ่านแขนเธอ.

เธอไม่รู้สึกเจ็บ.

เธอรู้สึก “เย็น”

ความเย็นที่เหมือนน้ำแข็งแห้ง. ความเย็นที่ดูดเอาความร้อนออกจากร่างกายเธอ.

บริเวณที่ถูกสัมผัส…ชาหนึบ.

“ติ๊ด! ติ๊ด! ติ๊ด!”

เซ็นเซอร์ทุกตัวรอบตัวเธอดังพร้อมกัน!

มันไม่ได้มีแค่มัน.

อริศสาดไฟฉายไปรอบๆ.

ในเงามืด…ท่ามกลางซากปะการัง…

มี “ชิ้นส่วน” ลอยอยู่.

แขน… ขา… ซี่โครง…

พวกมันถูกปกคลุมด้วยเมือก, และถูก “บังคับ” ให้เคลื่อนไหวโดยลำไส้เล็กๆ ที่แตกแขนงออกมาจากตัวกระสือ.

มันคือหุ่นเชิด.

มันคือซากศพของเหยื่อรายก่อนๆ.

และตอนนี้, พวกมันทั้งหมดกำลังเคลื่อนที่เข้ามาหาเธอ.

“ไม่… ไม่… ไม่เอา…” อริศพึมพำ.

เธอพยายามว่ายหนี.

แต่แล้ว…มีบางอย่างกระแทกเข้าที่ถังออกซิเจนของเธออย่างแรง!

อริศหมุนคว้าง.

เธอเห็นมัน.

ร่างของ ROV สีเหลืองของเธอ!

มันถูกควบคุมโดยเครื่องในพวงหนึ่งที่ยัดไส้อยู่ข้างใน. มันกลายเป็น “ร่าง” ใหม่ของมัน.

มันพุ่งเข้ามาอีกครั้ง!

อริศยกแขนขึ้นกัน.

เคร้ง!

ROV ชนเข้ากับแขนเธอ.

แต่เป้าหมายของมันไม่ใช่แขน.

“ฉึ่ก!”

เธอรู้สึกถึงแรงกระชากที่หน้ากาก.

สายท่ออากาศของเธอ!

เครื่องในเส้นหนึ่งที่ออกมาจาก ROV ได้ฉีกสายท่ออากาศของเธอขาด!

“ฟู่มมมม!”

ฟองอากาศจำนวนมหาศาลพุ่งออกมาจากสายที่ขาด.

อากาศของเธอ…กำลังรั่วไหลออกไปอย่างรวดเร็ว.

อริศตาเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนก.

เธอกำลังจะขาดอากาศตาย…ใต้ท้องทะเล…

โดยมีผีกระสือล้อมรอบ.

ผีนางนั้นลอยเข้ามาใกล้. ใบหน้าไร้ความรู้สึกของมันอยู่ห่างจากหน้ากากของเธอไม่ถึงหนึ่งฟุต.

“ไม่ต้องกลัว…” มันกระซิบในหัวเธอ.

“หายใจเอาน้ำเข้าไปสิ…”

“มาอยู่กับฉัน…ตลอดไป”

เครื่องในของมันเริ่มยื่นออกมา…ตรงมาที่ปากของเธอ.


อากาศ.

อริศต้องการอากาศ.

ปอดของเธอกำลังแผดเผา. จุดดำๆ เริ่มปรากฏขึ้นในสายตา.

เครื่องในนั้นกำลังยื่นมาที่ปากของเธอ.

ไม่!

ในเสี้ยววินาทีสุดท้าย, สัญชาตญาณดิบของการเอาชีวิตรอดก็เข้าครอบงำ.

เธอไม่ใช่ด็อกเตอร์อริศราอีกต่อไป.

เธอคือสัตว์ที่กำลังจะตาย.

อริศชักมีดดำน้ำที่ผูกติดอยู่กับน่องของเธอออกมา.

“ฉึก!”

เธอแทงมัน.

เธอไม่ได้เล็งที่หัว. เธอเล็งไปที่มวลเครื่องในที่น่าขยะแขยงนั่น.

“กรี๊ดดดดดดด!”

เสียงกรีดร้องดังขึ้น. แต่ไม่ใช่เสียงของเธอ.

มันดัง “ในหัว” ของเธอ.

เสียงกรีดร้องแหลมสูงที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวด…และความประหลาดใจ.

กระสือน้ำผงะถอย. ลำไส้ที่ยื่นมาหดกลับ.

อริศไม่รอช้า.

เธอกระชากเข็มขัดตะกั่วที่เอว. ทิ้งมันลงสู่ความมืดเบื้องล่าง.

ร่างของเธอ, ที่ตอนนี้ไร้น้ำหนักถ่วง, พุ่งทะยาน.

เธอพุ่งตรงขึ้นสู่ผิวน้ำ.

เร็ว. เร็วเหมือนลูกกระสุน.

เธอคิดว่าเธอรอดแล้ว.

แต่เธอคิดผิด.

“ตุบ!”

ร่างของเธอถูกกระตุกอย่างแรง.

มีบางอย่างรั้งเธอไว้!

อริศก้มลงมอง.

ลำไส้เส้นหนึ่ง. มันยังคงพันแน่นอยู่ที่ข้อเท้าของเธอ!

มันไม่ยอมปล่อย!

มันกำลังดึงเธอลง.

อริศดิ้นรน. เธอพยายามใช้มีดตัดมัน. แต่ลำไส้นั้นเหนียวและลื่น. มีดกรีดไม่เข้า.

ปอดของเธอ…กำลังจะระเบิด.

ภาพสุดท้ายที่เธอเห็นคือผิวน้ำที่อยู่ห่างออกไป…ไกลเหลือเกิน…

มืด. ทุกอย่างกำลังมืดลง.


“ตูม!”

ร่างของอริศทะลุผิวน้ำ.

เธอกรีดร้อง, แต่สิ่งที่ออกมาคือการสำลักน้ำเค็มอย่างรุนแรง.

“แค่ก! แค่ก! อ่อก!”

เธอรอด. เธอขึ้นมาบนผิวน้ำ.

“ทางนี้!”

เสียงตะโกนแหบพร่า.

อริศหันไป.

เรือหางยาวลำเล็ก. และลุงศร.

เขายืนอยู่ที่หัวเรือ, ถือตะเกียงน้ำมัน.

เขารอเธออยู่.

“จับมือ!” ลุงศรยื่นมือกร้านของเขามา.

อริศตะเกียกตะกายว่ายน้ำ. ขาของเธอหนักอึ้ง.

“มัน…มันยังจับขาฉันอยู่!” เธอตะโกน.

เธอกำลังจะเอื้อมมือไปจับลุงศร.

แต่แล้ว…

ผิวน้ำข้างเรือ…ก็ “ระเบิด” ออก.

“ฟู่มมมม!”

มันคือ “หัว”

หัวของชบา. โผล่พ้นน้ำ.

ในแสงจันทร์สลัว, มันน่าสยดสยองกว่าใต้น้ำร้อยเท่า.

ผมสีดำเปียกลู่. ดวงตาสีขาวขุ่นจ้องเขม็งมาที่อริศ.

มันอ้าปาก.

และแทนที่จะเป็นเสียงกรีดร้อง…

“พรูด!”

เครื่องในพวงหนึ่งพุ่งออกมาจาก “ปาก” ของมัน!

มันไม่ใช่ลำไส้. มันคือปอด. ที่พุ่งตรงมาที่ใบหน้าของอริศ.

“เฮ้ย!”

ลุงศรไม่ได้ยื่นมือเปล่ามา.

ในมืออีกข้างของเขา…คือสิ่งที่เขาสานเมื่อเช้า.

มันคือ “แส้”

แส้ที่ทำจากเถาวัลย์อาคม, ถักร้อยอย่างแน่นหนา.

“เพียะ!”

ลุงศรฟาดแส้นั้นลงไป.

ไม่ใช่ที่หัว. แต่ฟาดไปที่ลำไส้ที่พันขาของอริศ.

“ซี่…..!”

เกิดเสียงเหมือนเนื้อสดโดนกระทะร้อน.

ควันสีเขียวเหม็นไหม้ลอยคลุ้ง.

ลำไส้นั้นกระตุกอย่างรุนแรง…และคลายออกทันที!

“กรี๊ดดดดดดดดดด!”

คราวนี้, เสียงกรีดร้องดังออกมาจากลำคอของกระสือ. มันคือเสียงแห่งความเจ็บปวดที่แท้จริง.

หัวของมันจมวูบหายกลับลงไปใต้น้ำ.

“ขึ้นมา!”

ลุงศรกระชากร่างของอริศขึ้นมาบนเรือ.

เธอล้มลงไปกองบนพื้นไม้. ตัวสั่นเทา.

ลุงศรไม่พูดอะไร. เขาหันไปกระตุกเครื่องยนต์เรือ.

“บรื้นนนน!”

เรือหางยาวพุ่งทะยาน, ฉีกผิวน้ำ, หนีออกจากเขตมรณะ.

อริศนอนขดตัว.

เธอไอ.

ไอออกมาเป็นน้ำเกลือ…ผสมกับเมือกสีเทา.

เธอหันกลับไปมอง.

กลางทะเลสีดำนั้น.

หัวของกระสือน้ำลอยขึ้นมาอีกครั้ง.

มันลอยนิ่ง…มองตามเรือที่แล่นห่างออกไป.

มันไม่ได้ไล่ตาม.

มันแค่ “มอง”

เหมือนจะบอกว่า… “แล้วเราจะได้เจอกันอีก”


เรือจอดเทียบท่าเล็กๆ ที่ซ่อนตัวอยู่หลังโขดหิน, ใกล้กับประภาคาร.

อริศไม่เหลือความเป็นนักวิทยาศาสตร์อีกต่อไป.

เธอคือเหยื่อที่เพิ่งรอดตาย.

เธอตัวสั่นไม่หยุด. ไม่ใช่เพราะอากาศหนาว.

มันคือความหนาวจาก “ข้างใน”

ลุงศรพยุงเธอขึ้นฝั่ง. พาเธอเข้าไปในกระท่อมเล็กๆ ของเขาที่อยู่ติดกับประภาคาร.

อริศคาดว่ามันจะเป็นห้องเก็บของโทรมๆ.

แต่เธอคิดผิด.

ข้างใน…มันคือ “อาศรม”

ผนังเต็มไปด้วยผ้ายันต์สีแดงและสีขาว.

เพดานห้อยพวงเครื่องราง.

และที่มุมห้อง, มีหิ้งบูชาที่เต็มไปด้วยรูปปั้น…และสายสิญจน์ที่โยงใยไปทั่วห้อง.

กลิ่นธูปและสมุนไพรตลบอบอวล.

ที่นี่คือ “พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์”

ลุงศรผลักอริศให้นั่งลงบนเสื่อ.

“ดื่มนี่ซะ”

เขายื่นถ้วยกระเบื้องเก่าๆ ให้เธอ. ข้างในคือน้ำสีเข้ม, ร้อนจัด.

อริศรับมา. มือของเธอยังสั่น.

เธอยกขึ้นจิบ.

มันขม. และหอมกลิ่นแปลกๆ.

แต่เมื่อเธอกำลังจะกลืน…

เธอเห็นมัน.

ในถ้วยชา.

“เส้นผม”

เส้นผมสีดำยาว…ขดอยู่ในน้ำชา.

“อ๊าาาา!”

อริศปาถ้วยทิ้ง. น้ำชาร้อนๆ สาดกระจาย.

“มันตามฉันมา! มันอยู่ในนี้! มันอยู่ในชา!”

เธอคลานถอยหลัง, หลังชนเข้ากับฝาผนังที่เต็มไปด้วยยันต์.

“เพียะ!”

ฝ่ามือหยาบกร้านของลุงศรฟาดเข้าที่แก้มของเธอ.

อริศหน้าหัน.

ความเจ็บปวดทางกาย…เรียกสติเธอกลับมา.

“ตั้งสติ!” ลุงศรตะคอก. “มันยังไม่ได้ตามมา. มันแค่ ‘เล่น’ กับหัวของเธอ!”

อริศหอบ. น้ำตาไหล.

เธอมองไปที่พื้น…ตรงที่น้ำชาหก.

ไม่มีเส้นผม.

มีแค่…กากใบชาสมุนไพร.

“ฉัน…ฉันเห็น…”

“มันอยู่ในหัวเธอ” ลุงศรพูดเสียงเรียบ. “มัน ‘สัมผัส’ เธอแล้ว. มัน ‘ชิม’ เธอแล้ว. ตอนนี้…วิญญาณของเธอเชื่อมกับมันแล้ว”

อริศตัวแข็ง. “คุณ…คุณเป็นใครกันแน่”

ลุงศรนั่งลงตรงข้ามเธอ. แสงตะเกียงส่องให้เห็นรอยเหี่ยวย่นบนใบหน้าเขา.

“ฉันไม่ใช่คนดูแลประภาคาร” เขาพูด. “ฉันคือ ‘ผู้คุม'”

“ผู้คุม?”

“บรรพบุรุษของฉันสาบานไว้เมื่อหลายร้อยปีก่อน. พวกเราคือตระกูลที่ต้องเฝ้า ‘นาง’ ไว้ที่นี่. ไม่ให้มันออกไป. และไม่ให้ใคร…เข้าไปหามัน”

อริศมองเขา. นี่คือความจริงที่เธอต้องยอมรับ.

“มันคืออะไรกันแน่…กระสือนั่น”

ลุงศรหยิบม้วนกระดาษเก่าๆ ออกมาจากหีบไม้.

เขากางมันออก.

มันคือแผนที่เดินเรือโบราณ.

“หลายร้อยปีก่อน. โจรสลัดกลุ่มหนึ่ง. พวกมันไม่ใช่แค่นักปล้น. พวกมันคือ…พวกไสยเวทย์. พวกบูชาของดำ”

เขาชี้ไปที่จุดที่เป็นแหลมพรหมเทพในปัจจุบัน.

“พวกมันขนสมบัติมหาศาลหนีการจับกุม. แต่เรือกำลังจะแตก. พวกมันรู้ว่าต้องจมเรือทิ้งสมบัติไว้ที่นี่. แต่พวกมันไม่ต้องการให้ใครมาเอาไป”

“พวกมันต้องการ ‘ผู้เฝ้า'”

อริศกลืนน้ำลาย.

“พวกมันจับ ‘ชบา'”

“ชบา?”

“สาวชาวเลที่นี่. ว่ากันว่าเธอสวยที่สุดในทะเลอันดามัน. พวกมันจับเธอ. ทำพิธี. ในคืนเดือนดับ”

ลุงศรหลับตา. เหมือนเขากำลังเห็นภาพนั้น.

“พวกมัน…ตัดหัวเธอ. ควักเครื่องในออกมา. แต่ไม่ได้ฆ่า”

“พวกมันใช้ไสยศาสตร์ขั้นสูงสุด… ‘ผูก’ วิญญาณของเธอไว้กับหีบสมบัติที่ก้นทะเล”

“มันคือคำสาป. ไม่ใช่แค่ให้เธอตาย. แต่บังคับให้เธอ ‘มีชีวิต’ เพื่อเฝ้าของ. นั่นคือที่มาของ ‘กระสือน้ำ'”

“นางไม่ใช่ผี” ลุงศรพูดต่อ. “นางคือวิญญาณที่ถูกจองจำในความทรมาน”

“ความหิวของนาง…ไม่ใช่การกินของเน่า. แต่คือการ ‘โหยหาชีวิต'”

“นางดูดพลังชีวิตจากทุกสิ่งที่เข้าใกล้. ปะการังคือสิ่งแรก. นั่นคือ ‘เขตมรณะ’ ของคุณ”

อริศนึกถึงรอยไหม้ที่ข้อเท้าของเธอ.

“มันสัมผัสฉัน… มันดูดพลังฉันไปเหรอ”

“มัน ‘ชิม’ คุณ” ลุงศรแก้ไข. “และตอนนี้…นางกำลังอ่อนแอ”

“อ่อนแอ?” อริศไม่อยากจะเชื่อ. นั่นน่ะเหรอคืออ่อนแอ.

“ใช่. คำสาปกำลังเสื่อม. พลังของมันกำลังจะหมด. มันถึงได้ดูดพลังชีวิตจากปะการังรุนแรงขึ้น. มันกำลังจะ ‘ดับ'”

“ก็ดีไม่ใช่เหรอ”

“ไม่ดี” ลุงศรจ้องเธอ. “เพราะเมื่อคำสาปเสื่อม…มันต้องหา ‘ผู้สืบทอด'”

“มันต้องการ ‘ร่างใหม่’ มาแทนที่”

“มันต้องการวิญญาณดวงใหม่…มาเป็นผู้เฝ้าคนต่อไป”

ความเงียบเข้าปกคลุมกระท่อม. มีเพียงเสียงคลื่นข้างนอก.

อริศมองไปที่ข้อเท้าของตัวเอง.

รอยไหม้สีซีด…ที่เหมือนถูกน้ำแข็งกัด.

“ไม่…” เธอพึมพำ.

ลุงศรพยักหน้าช้าๆ. ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความสงสาร…และความจริงที่โหดร้าย.

“นาง ‘เลือก’ คุณแล้ว, ด็อกเตอร์อริศรา”

“ยินดีต้อนรับสู่แหลมพรหมเทพ. ตอนนี้…คุณหนีไปไหนไม่ได้อีกแล้ว”


“เลือกฉันเหรอ”

อริศหัวเราะ. มันเป็นเสียงหัวเราะที่แห้งผากและสั่นเครือ.

“ลุงพูดบ้าอะไร. ฉันเป็นนักวิทยาศาสตร์. ฉันไม่เชื่อเรื่องผู้สืบทอด. นี่มันไม่ใช่หนังผี”

เธอพยายามลุกขึ้นยืน. ขาของเธอสั่น.

“ดูนี่” เธอก้มลงมองข้อเท้า. รอยไหม้สีซีดจางยังคงอยู่ที่นั่น. “นี่มัน…ปฏิกิริยาเคมี. เมือกนั่นต้องมีพิษ. ฉันแค่…ประสาทหลอนเพราะขาดอากาศ”

เธอกำลังพยายามใช้เหตุผล. พยายามสร้างเกราะป้องกันทางวิทยาศาสตร์ขึ้นมาใหม่.

ลุงศรจ้องเธอด้วยแววตาที่สงบนิ่ง. “พิษ…ที่วิทยาศาสตร์ของคุณรักษาไม่ได้”

เขายื่นถ้วยน้ำเปล่าใบใหม่ให้เธอ. “ดื่มซะ. นี่น้ำมนต์. ไม่ใช่ชา”

อริศลังเล. แตคอเธอแห้งผาก. เธอรับมันมา, ตรวจสอบอย่างละเอียด. มันคือน้ำเปล่า. ใส. สะอาด.

เธอดื่มมันอึกใหญ่.

น้ำเย็นๆ ไหลผ่านลำคอที่แสบร้อน.

“อึก… อ่อก!”

เธอกลั้นไว้ไม่อยู่. เธอไอสำลักออกมาอย่างรุนแรง.

เธอไอใส่มือของตัวเอง.

อริศก้มมองฝ่ามือ.

มันไม่ใช่น้ำ.

มันคือ…น้ำเมือกสีเทาข้น.

และ…เส้นผมสีดำ.

“กรี๊ดดดดดดด!”

เธอแผดเสียงร้อง, ถอยหลังกรูดจนหลังกระแทกฝา. เธอขยี้มือกับพื้นไม้, พยายามเช็ดมันออก.

“มันอยู่ในตัวฉัน! มันเข้ามาแล้ว! เอาออกไป!”

“มอง!”

ลุงศรตะคอก. เขาคว้าตะเกียง, ส่องไฟไปที่ฝ่ามือของเธอ.

อริศกลั้นใจ, ค่อยๆ กางมือที่สั่นเทาออก.

ว่างเปล่า.

ไม่มีอะไรเลย.

มีเพียงน้ำเปล่าที่เปียกชุ่ม.

อริศหอบหายใจ. “แต่ฉัน…ฉันเห็น…ฉันรู้สึก”

“มันอยู่ในหัวเธอ. อย่างที่ฉันบอก” ลุงศรพูดเสียงเรียบ. “มันเชื่อมต่อกับเธอแล้ว. มันกำลังทักทาย. มันกำลังลิ้มรสความกลัวของเธอ”

ความจริงที่โหดร้ายกระแทกเข้าหน้าอริศ.

เธอไม่สามารถเชื่อในสิ่งที่เธอเห็น. เธอไม่สามารถเชื่อในประสาทสัมผัสของตัวเองได้อีกต่อไป.

“ฉัน… ฉันต้องไปจากที่นี่” เธอลุกขึ้นพรวดพราด. “ฉันจะไปโรงพยาบาล. ฉันจะขับรถเข้าเมือง. ฉันจะไปจากที่นี่!”

ลุงศรไม่ได้ห้าม. เขายืนนิ่ง, ถือตะเกียง. “คุณไปไม่ได้หรอก, อริศรา”

“คอยดูสิ!”

อริศวิ่งออกจากกระท่อม.

เธอกระโจนออกจากวงสายสิญจน์.

ทันทีที่เท้าของเธอสัมผัสพื้นดินข้างนอก…

อากาศเปลี่ยนไป.

มันไม่ได้สดชื่น. มัน “หนัก”

มันอัดแน่นไปด้วยกลิ่นคาว. กลิ่นเมือก. กลิ่นสนิมเลือด.

เธอวิ่งไปที่รถตู้.

กระท่อมของลุงศรคือความปลอดภัย. แต่ตอนนี้, มันให้ความรู้สึกเหมือนกรงขัง.

แต่โลกภายนอก…มันเลวร้ายยิ่งกว่า.

เธอไปถึงรถตู้. กระชากประตู. โดดเข้าไป.

ล็อค!

เธอกดล็อคประตูทุกบาน.

เธอนั่งหอบอยู่ในความมืด. มือสั่นจนเสียบกุญแจแทบไม่ได้.

“ไปสิ. ไป. ไป!”

เธอเสียบกุญแจ. บิด.

“แชะ. แชะ. แชะ”

เสียงสตาร์ทที่แห้งแล้ง.

เครื่องยนต์ไม่ติด.

“ไม่! ไม่! ไม่ใช่ตอนนี้!”

อริศทุบพวงมาลัย. “ติดสิโว้ย!”

เธอพยายามอีกครั้ง. “แชะ. แชะ”

แบตเตอรี่. แบตเตอรี่หมด.

“เป็นไปได้ยังไง! เมื่อบ่ายยังดีๆ อยู่เลย!”

“ฮือ… ฮือ…”

เสียงร้องไห้.

มันไม่ได้มาจากข้างนอก.

มันดังมาจาก…ลำโพงรถ.

อริศเอามืออุดหู. “ไม่จริง. ไม่จริง!”

เธอเงยหน้าขึ้น, มองออกไปนอกกระจกหน้า.

“ตุบ”

มีบางอย่าง…ตกลงมาบนหลังคารถ.

เสียงหนักๆ. และ “เปียก”

อริศตัวแข็งทื่อ.

เธอได้ยินเสียง.

เสียง “ลาก”

เสียงของบางสิ่งที่เปียกและหนัก…กำลังลากตัวเองอยู่บนหลังคา.

“ครืด… ครืด…”

มันกำลังเคลื่อนที่…มาที่กระจกหน้า.

อริศกลั้นหายใจ.

แล้วเธอก็เห็นมัน.

“เส้นผม”

เส้นผมสีดำยาว…ค่อยๆ ห้อยลงมาจากขอบหลังคา.

มันห้อยลงมาปิดกระจกหน้า. ทีละเส้น… ทีละเส้น…

จนกระทั่ง…

“จ๊ะเอ๋”

ดวงตาสีขาวขุ่น…โผล่กลับหัว.

มันคือชบา.

เธอกำลังคลานอยู่บนหลังคารถ. และจ้องกลับหัว…มองทะลุกระจกเข้ามา.

“กรี๊ดดดดดดดดดด!”

อริศกรีดร้องสุดเสียง.

ชบาแสยะยิ้ม. รอยยิ้มที่ฉีกกว้าง.

แล้ว…

กลิ่นคาวนั่น. มันรุนแรงขึ้น!

มันอยู่ในรถ!

มันอยู่ในรถตู้ที่ล็อคสนิท!

อริศมองไปที่ช่องแอร์.

เธอกรีดร้องอีกครั้ง.

เส้นผมสีดำ…มันไม่ได้อยู่แค่ข้างนอก.

มันกำลัง “ออกมา”

มันกำลังทะลักออกมาจากช่องแอร์.

มันคือมวลผมที่เปียกชุ่ม, เคลื่อนไหวเหมือนงู, ค่อยๆ คืบคลาน…ยื่นมาทางเธอ.

“หนาว… หนาวเหลือเกิน…”

เสียงนั้นดังมาจากลำโพงรอบทิศทาง.

“กอดฉันสิ…”

เส้นผมนั้นยื่นมา…กำลังจะสัมผัสใบหน้าของเธอ.

“ไม่!!!!!!!!”

อริศทนไม่ไหวอีกต่อไป.

เธอปลดล็อค. ผลักประตูรถตู้.

ร่างของเธอกลิ้งตกลงไปบนพื้นกรวด.

เธอคลานสี่เท้า, สำลัก, น้ำตาไหลพราก.

เธอหันกลับไปมอง.

รถตู้.

มันเงียบ.

หลังคาว่างเปล่า.

ช่องแอร์สะอาด.

ไม่มีอะไรเลย.

มันคือภาพหลอน.

ภาพหลอนที่สมจริงจนทำให้เธอแทบสิ้นสติ.

ลุงศรยืนอยู่ที่ประตู. ถือตะเกียง.

แววตาของเขาไม่ได้ประหลาดใจเลย.

“มันไม่ให้คุณไป” เขากล่าวเรียบๆ. “ดินแดนของนาง, กฎของนาง”

อริศยอมแพ้แล้ว.

วิทยาศาสตร์พ่ายแพ้.

เหตุผลพ่ายแพ้.

เธอคลาน…เหมือนสัตว์ที่บาดเจ็บ…กลับไปยังกระท่อม.

เธอล้มตัวลง…ในวงล้อมของสายสิญจน์.

เธอรู้สึกถึง “เขตแดน” นั้น. ทันทีที่เธอเข้ามาข้างใน, กลิ่นคาว…และเสียงกระซิบ…ก็จางหายไป.

ที่นี่คือที่ปลอดภัยเพียงแห่งเดียวบนโลก.

อริศนั่งขดตัว. ตัวสั่น.

นักวิทยาศาสตร์ตายไปแล้ว. เหลือเพียงผู้หญิงที่ตื่นกลัว.

“ฉันต้องทำยังไง” เธอถาม, เสียงแผ่วเบา.

น้ำตาแห่งความพ่ายแพ้ไหลอาบแก้ม.

“บอกฉันมา” เธอมองลุงศร. “ฉันจะทำทุกอย่าง”

ลุงศรนั่งลงตรงข้ามเธอ.

แววตาของเขาเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้า…และความมุ่งมั่นที่น่ากลัว.

“คุณหนีไม่ได้. แต่คุณ ‘สู้’ ได้”

“สู้เหรอ” อริศหัวเราะอย่างสมเพช. “ยังไง? ลุงก็เห็นมันแล้ว! เราทำอะไรมันไม่ได้!”

“ไม่ใช่สู้กับ ‘นาง'” ลุงศรพูด. “นางเองก็เป็นเหยื่อ. นางคือ ‘นักโทษ'”

“สิ่งที่คุณต้องสู้…คือ ‘คำสาป’ ที่ขังนางไว้”

อริศขมวดคิ้ว. “ฉันไม่เข้าใจ”

“นางถูกสาปให้เฝ้าสมบัติ. วิญญาณของนางถูก ‘ผูก’ ไว้กับมัน”

“ถ้าเรา…ทำลายสมบัตินั่น…นางก็จะเป็นอิสระเหรอ” อริศเริ่มเห็นความหวังริบหรี่.

“เกือบถูก” ลุงศรพูด. “แต่ไม่ใช่แค่สมบัติ”

เขาจ้องเธอเขม็ง.

“คำสาปมันผูกไว้กับ ‘หัวใจ’ ของนาง”

“อะไรนะ”

“พวกโจรสลัดไสยดำนั่น…พวกมันไม่ได้แค่ฆ่าชบา. พวกมัน ‘จองจำ’ นาง. พวกมันควักหัวใจของนางออกมา…เก็บรักษามันไว้ด้วยมนต์ดำ…และใส่ไว้ในหีบสมบัติ”

ลุงศรชี้ออกไปที่ทะเล.

“หลายร้อยปี… หัวใจดวงนั้นยังคงเต้นอยู่. ที่ก้นทะเลนั่น”

อริศรู้สึกคลื่นไส้.

“นั่นคือสิ่งที่ผูกนางไว้. นั่นคือแหล่งพลังงานของคำสาป. นั่นคือความเจ็บปวดของนาง”

“ถ้าเรา…ทำลายหัวใจดวงนั้น…” ลุงศรพูดช้าๆ, ชัดๆ “…วิญญาณของชบา…ก็จะเป็นอิสระ”

ความหวังวูบวาบขึ้นในดวงตาของอริศ.

“อิสระ… แล้วคำสาปก็จะหายไป? มัน…มันจะเลิกยุ่งกับฉัน? ฉันจะรอดใช่ไหม!”

ลุงศรนิ่งไปนาน.

ความเงียบนั้นหนักอึ้ง.

เขามองอริศ. “นาง…จะเป็นอิสระ”

เขาตอบ…แต่ไม่ได้ตอบคำถามของเธอ.

แต่อริศ, ในความสิ้นหวังของเธอ, ไม่ได้สังเกตเห็น.

เธอคว้าความหวังนั้นไว้.

“ฉันต้องทำ. เราต้องทำ” เธอลุกขึ้น. “มันอยู่ที่ไหน. หีบนั่น. หัวใจนั่น. มันอยู่ตรงไหน!”

ลุงศรลุกขึ้นยืนช้าๆ. เขาเดินไปที่ประตู, มองออกไปในความมืด.

“มันอยู่ที่นั่น” เขาชี้ไปที่ “เขตมรณะ”

“ในซากเรือโจรสลัดที่จมอยู่…ที่ศูนย์กลางของอาณาเขตของนาง”

เขาหันกลับมามองอริศ.

“มันอยู่ในที่…ที่นางเฝ้า…อย่างหวงแหนที่สุด”

อริศมองตาม.

เธอรู้แล้วว่าเธอต้องทำอะไร.

เธอต้องกลับลงไปที่นั่น.


ความหวัง.

มันเป็นสิ่งที่อันตราย.

มันจุดประกายในดวงตาของอริศรา.

“ที่ศูนย์กลาง” เธอทวนคำ. “ที่ที่ ROV ของฉันหายไป. ที่…ที่ฉันเกือบตาย”

“ใช่” ลุงศรยืนยัน. “ที่นั่นคือปากทาง. ปากทางเข้าสู่ซากเรือ”

อริศพยายามใช้สมองของนักวิทยาศาสตร์ที่ยังหลงเหลืออยู่. “ฉัน…ฉันมีแผนที่โซนาร์. ฉันทำเครื่องหมายไว้. ฉันหาทางไปได้”

“แผนที่ของคุณใช้ไม่ได้” ลุงศรตัดบท. “ทางเข้านั่น…มันไม่ได้เปิดให้ใครเห็นง่ายๆ”

“แล้วเราจะเข้าไปยังไง”

“คุณเข้าไปไม่ได้. ‘เรา’ ต้องเข้าไป”

ลุงศรเดินไปที่หีบไม้อีกใบ. หีบที่ดูเก่าแก่กว่า.

เขาเปิดมันออก.

ข้างใน…ไม่ใช่ยันต์. ไม่ใช่สมุนไพร.

มันคือ…อุปกรณ์ดำน้ำ.

เก่า. โบราณ. แต่ถูกดูแลรักษาอย่างดี.

มีหน้ากากดำน้ำแบบโบราณ. มีถังออกซิเจนสีเหลืองซีด.

“ลุง…ก็ดำน้ำเหรอ”

“บอกแล้วไง. ตระกูลฉันคือ ‘ผู้คุม'” ลุงศรพูด, มือลูบไล้ถังออกซิเจนนั้น. “เราไม่ได้แค่เฝ้าบนบก. บางครั้ง…เมื่อมีคนโชคร้ายหลงเข้าไป…เราต้องลงไป ‘เจรจา'”

“เจรจา?”

“ขอร้อง…ให้นางคืนศพมา”

คำพูดนั้นทำให้อริศเย็นเยียบ. “แล้ว…นางคืนให้เหรอ”

“บางครั้ง” ลุงศรตอบสั้นๆ. “แต่ครั้งนี้…เราไม่ได้ไปขอ. เราจะไป ‘ปลดปล่อย'”

อริศมองอุปกรณ์เหล่านั้น. “มันยังใช้ได้เหรอคะ”

“มันดีกว่าของไฮเทคของคุณ” ลุงศรพูด. “เพราะของพวกนี้…มัน ‘อาบน้ำมนต์’ มาแล้วทุกชิ้น”

เขาหยิบของสองสิ่งออกมาจากหีบ.

สิ่งแรกคือ “ด้ายสายสิญจน์” สีขาวที่ถูกถักเป็นเชือกเส้นเล็กๆ.

“ผูกนี่ไว้ที่ข้อมือ”

อริศยื่นมือที่สั่นเทาออกไป. ลุงศรมัดมันให้เธอ.

ทันทีที่สายสิญจน์สัมผัสผิว.

อริศรู้สึก… “อุ่น”

ไม่ใช่ความร้อน. แต่เป็นความรู้สึกเหมือนมีเกราะบางๆ ห่อหุ้มเธอไว้.

“มัน…มันคืออะไร”

“มันจะป้องกันเธอ” ลุงศรพูด. “มันกัน ‘นาง’ ไม่ได้. ไม่มีอะไรกันนางได้ในบ้านของนาง”

“แล้วมันกันอะไร”

“มันกัน ‘คำสาป'” ลุงศรตอบ. “มันจะช่วย…ไม่ให้วิญญาณของเธอ ‘หลุด’ ออกจากร่างง่ายๆ. มันจะซื้อเวลาให้เธอ”

อริศกำสายสิญจน์ไว้แน่น.

“และนี่…”

ลุงศรหยิบสิ่งทีสองออกมา.

มันคือมีด.

ไม่ใช่มีดดำน้ำสแตนเลสของอริศ.

แต่มันคือ “มีดหมอ”

ด้ามจับทำจากงาช้างเก่าจนเหลือง. ตัวมีดทำจากโลหะสีดำทะมึน. มีอักขระขอมจารึกไว้เต็มใบมีด.

“เธอต้องเป็นคนทำลายหัวใจ”

“ฉันเหรอ”

“ใช่. ฉันทำไม่ได้. ฉันคือ ‘ผู้คุม’. ฉันแตะต้องคำสาปโดยตรงไม่ได้. แต่เธอ…”

ลุงศรจ้องเธอ. “เธอคือ ‘คนนอก’. แต่ตอนนี้…เธอก็คือ ‘คนที่ถูกเลือก'”

“เธอเป็นคนเดียวที่ทำได้”

อริศรับมีดหมอมาถือไว้. มันหนัก. หนักกว่าที่เห็น.

และมัน…เย็น. เย็นเหมือนความตาย.

“เราต้องไปเมื่อไหร่” อริศถาม.

“ไม่ใช่ตอนนี้” ลุงศรชี้ไปที่หน้าต่าง. “นางกำลัง ‘ตื่น’ เต็มที่. นางรู้แล้วว่าเธอรอดไปได้. นางกำลังโกรธ”

อริศได้ยินเสียงคลื่นข้างนอก. มันไม่ได้ดัง “ซู่ม”

มันดัง “โครม! โครม!”

เหมือนทะเลกำลังคลั่ง.

“เราต้องรอ”

“รอ?” อริศทนไม่ไหว. “รออะไร! รอให้มันมาพังกระท่อมนี้เข้ามาเหรอ!”

“รอ ‘ยามสาม'” ลุงศรพูด. “ช่วงเวลาตีสาม. ก่อนรุ่งสาง. มันเป็นชั่วโมงที่พลังไสยเวทย์อ่อนแอที่สุด. เป็นช่วงที่ม่านกั้นระหว่างโลก…บางที่สุด”

“และเป็นช่วงที่…นาง ‘หลับ'”

“หลับ?”

“นางไม่ได้หลับเหมือนคน. นางแค่ ‘พัก’. ความทรมานของนางมันต่อเนื่อง. แต่ในช่วงยามสาม, นางจะกลับไปที่ซากเรือ…กลับไปที่ ‘หัวใจ’ ของนาง”

“นางจะไป…ร้องไห้…ให้กับชะตากรรมของตัวเอง”

ภาพนั้นทำให้อริศรู้สึกสงสาร…ปนสยอง.

“นั่นคือโอกาสเดียวของเรา” ลุงศรพูด. “เราจะลอบเข้าไป. ตอนที่นางเผลอไผลที่สุด”

“แล้วถ้า…ถ้านางตื่นล่ะ”

ลุงศรจ้องเธอนิ่ง.

“เธอก็ต้องใช้มีดนี่”


เวลา…ผ่านไปอย่างเชื่องช้า.

ช้าเหมือนความตายที่กำลังคืบคลาน.

อริศและลุงศรนั่งนิ่งในกระท่อม.

นาฬิกาบนผนังเดิน “ติ๊ก… ติ๊ก… ติ๊ก”

เสียงของมันดังแข่งกับเสียงคลื่นที่บ้าคลั่งข้างนอก.

อริศพยายามไม่คิด.

แต่ภาพหลอน…มันยังคงจู่โจมเธอ.

ทุกครั้งที่เธอกะพริบตา…

เธอเห็นดวงตาสีขาวขุ่น.

เธอเห็นเส้นผมที่ทะลักออกมาจากช่องแอร์.

เธอรู้สึกถึงรสชาติของเมือกในปาก.

“อึก…”

เธอเกือบจะอาเจียนอีกครั้ง.

“สวดมนต์” ลุงศรพูด, ไม่ได้มองเธอ. “อยู่ในใจ”

“ฉัน…ฉันสวดไม่เป็น” อริศสารภาพ.

“งั้นก็นึกถึงพ่อแม่. นึกถึงบ้าน. นึกถึงอะไรก็ได้…ที่ ‘เป็น’ ของเธอ. อย่าปล่อยให้มันแทรกเข้ามาในหัว”

อริศหลับตา.

เธอพยายามนึก. นึกถึงห้องแล็บของเธอ. นึกถึงอาจารย์ที่ปรึกษา.

…แต่ภาพเหล่านั้นมันไกลเหลือเกิน. มันเหมือนเป็นคนละชาติภพ.

สิ่งที่ “จริง” ตอนนี้…คือความหนาว. คือกลิ่นคาว. คือเสียงคลื่น.

“ติ๊ก… ติ๊ก…”

เที่ยงคืน.

“ติ๊ก… ติ๊ก…”

ตีหนึ่ง.

เสียงคลื่นข้างนอก…เริ่มเบาลง.

“ติ๊ก… ติ๊ก…”

ตีสอง.

ทะเล…เงียบลง. เงียบจนน่าขนลุก.

ลุงศรลุกขึ้นยืน.

“ใกล้ได้เวลาแล้ว”

เขาเริ่มสวมชุดดำน้ำโบราณของเขา.

อริศลุกขึ้น. ขาของเธอเหมือนไม่ใช่ของตัวเอง.

เธอมองชุดดำน้ำของตัวเอง…ที่ขาดวิ่นตรงสายท่ออากาศ.

“ฉัน…ไม่มีชุด”

ลุงศรชี้ไปที่มุมห้อง. “มีชุดสำรอง. ของลูกชายฉัน”

อริศนิ่งไป. “เขาก็…เป็นผู้คุมเหรอ”

“เขา ‘เคย’ เป็น” ลุงศรพูด, เสียงเรียบ. “เขาพยายามจะจบเรื่องนี้…เมื่อสิบปีก่อน. คนเดียว”

อริศไม่ต้องถามว่าเกิดอะไรขึ้น.

เธอหยิบชุดนั้นมาสวม. มันพอดีตัว.

เธอสวมมันทับความกลัว.

“เธอต้องรู้ไว้อย่าง” ลุงศรพูด, ขณะที่เขากำลังตรวจสอบถังออกซิเจน.

“นางน่ะ…ฉลาด”

อริศขมวดคิ้ว.

“นางถูกขังมาหลายร้อยปี. นางเฝ้าสมบัติ. นางเฝ้าคำสาป. นางรู้จักมนุษย์ดีกว่าเรา”

“นางรู้ว่าเรากำลังจะไป”

“อ้าว!” อริศใจหาย. “แล้วลุงบอกให้รอทำไม!”

“นางรู้. แต่นางก็ ‘อยาก’ ให้เราไป”

“อะไรนะ”

“นางทรมาน. นางอยากเป็นอิสระ” ลุงศรหันมา. “แต่ ‘คำสาป’ ที่อยู่ในตัวนาง…มันไม่อยาก”

“ตอนนี้…ในตัวนาง…มันคือการต่อสู้. ระหว่างวิญญาณของ ‘ชบา’…กับ ‘อสูร’ ที่คุมคำสาป”

“หมายความว่า…ชบา…อาจจะช่วยเราเหรอ” อริศถามอย่างมีความหวัง.

“หมายความว่า…นางจะฆ่าเรา…ทั้งที่กำลังร้องไห้”

ลุงศรพูดจบ. เขาสะพายถังออกซิเจน.

“ไปกันเถอะ”


ตีสาม.

ท้องฟ้ามืดสนิท. ไม่มีดวงจันทร์. ไม่มีดวงดาว.

ทะเล…นิ่ง.

นิ่งเหมือนกระจกสีดำผืนยักษ์.

มันคือความเงียบ…ก่อนพายุที่แท้จริง.

อริศยืนอยู่ที่ริมน้ำ. ที่เดียวกับที่เธอเกือบตายเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อน.

เธอสวมหน้ากาก. ในมือถือมีดหมอ.

ลุงศรถือตะเกียง…และแส้เถาวัลย์อาคม.

“จำไว้” ลุงศรพูดเป็นครั้งสุดท้าย. “สายสิญจน์จะซื้อเวลาให้เธอ. มีดนี่คืออาวุธเดียว”

“ฉันต้องแทงที่หัวใจ…ที่ยังเต้นอยู่” อริศทวน.

“ใช่. อย่าลังเล. แม้แต่วินาทีเดียว”

ลุงศรจ้องลึกเข้าไปในตาเธอ. “และที่สำคัญที่สุด…”

“อะไรคะ”

“ไม่ว่าเธอจะเห็นอะไร… ไม่ว่าเธอจะได้ยินอะไร… ไม่ว่า ‘มัน’ จะแสดงภาพอะไรให้เธอเห็น…”

“อย่า ‘เชื่อ’ มัน”

อริศพยักหน้า.

“เธออาจจะเห็นฉันตาย” ลุงศรพูด. “เธออาจจะเห็นทางออก. เธออาจจะเห็นแสงสว่าง”

“มันคือ ‘กับดัก'”

“เชื่อแค่มีดในมือเธอ. และเชื่อแค่ลมหายใจของเธอ. เท่านั้น”

อริศกลืนน้ำลาย.

ลุงศรเดินลงน้ำ.

น้ำทะเลสีดำ…ค่อยๆ กลืนร่างของเขา.

เขาหันกลับมา.

“ตามมา. อย่าอยู่ห่างฉันเกินช่วงแขน”

อริศมองมีดหมอในมือ.

เธอก้าวเท้าลงไปในน้ำ.

ความเย็นเฉียบ…แล่นปราดเข้าจับกระดูก.

มันไม่ใช่น้ำทะเล.

มันคือ…ความตายที่รอต้อนรับ.

เธอมองลุงศร. เขาสวมหน้ากาก. หายใจผ่านเครื่อง.

เธอสวมหน้ากากของตัวเอง.

สูดหายใจเฮือกสุดท้าย…ของอากาศบนโลก.

แล้วทั้งคู่…ก็จมดิ่งลงสู่ก้นบึ้งของแหลมพรหมเทพ.


การดำน้ำครั้งนี้…ไม่เหมือนสองครั้งแรก.

ครั้งแรก, คือความอยากรู้ทางวิทยาศาสตร์. ครั้งที่สอง, คือความตื่นตระหนก. ครั้งนี้…มันคือการเดินเข้าสู่สุสาน.

ทะเลเงียบ.

เงียบเกินไป.

อริศว่ายตามหลังลุงศร. ฟองอากาศจากถังของเขาลอยผ่านหน้าเธอไปอย่างเชื่องช้า.

แสงไฟฉายของพวกเขาส่องฝ่าความมืด.

เขตมรณะ.

ซากปะการังสีขาวยืนต้นตระหง่าน. แต่คืนนี้…มันดูสงบ.

ไม่มีเมือกลอยฟุ้ง. ไม่มีเสียงร้องไห้. ไม่มีกระแสไฟฟ้าสถิตของความกลัว.

“นางหลับ” อริศคิด. “แผนของลุงศรได้ผล”

ลุงศรหยุด.

เขาชี้ไฟฉายลงไป.

ที่นั่น…คือรอยแยกที่อริศเคยเห็น. ที่ที่ ROV ของเธอถูกทำลาย.

แต่ตอนนี้…มันไม่ใช่แค่รอยแยก.

มันคือ “ทางเข้า”

มันคือช่องโหว่ขนาดใหญ่ที่เผยให้เห็นโครงเหล็กที่ผุพัง.

ซากเรือโจรสลัด.

มันนอนตะแคง, ถูกฝังอยู่ใต้ปะการังมานานหลายศตวรรษ.

ลุงศรให้สัญญาณมือ. “ตามมา. ใกล้ๆ”

ทั้งคู่ว่ายลอดผ่านช่องโหว่.

ข้างใน…มันคือโลกอีกใบ.

เวลาหยุดนิ่ง.

ทุกอย่างถูกปกคลุมด้วยตะกอนหนา.

เสากระโดงเรือที่หักโค่น. ลังไม้ที่แตกกระจาย.

และ…กระดูก.

กระดูกมนุษย์. กองสุมกันอยู่ที่พื้น.

อริศรู้สึกถึงสายสิญจน์ที่ข้อมือ. มัน “อุ่น” ขึ้นเล็กน้อย.

มันกำลังเตือนเธอ.

ลุงศรนำทาง. เขาดูคุ้นเคยกับเส้นทางนี้.

“เขาเคยลงมาที่นี่. ตอนที่มาเก็บศพลูกชาย” อริศคิด. หัวใจเธอปวดหนึบ.

พวกเขาว่ายผ่านทางเดินแคบๆ ที่เคยเป็นดาดฟ้าเรือ.

แล้วลุงศรก็หยุดอีกครั้ง.

ข้างหน้า…คือทางเข้าห้องกัปตัน.

ประตูไม้โอ๊คหนา…มันไม่ได้ปิด. มัน “แง้ม” อยู่.

เหมือนกำลังเชิญชวน.

ลุงศรชักแส้เถาวัลย์อาคมออกมา. เขาถือมันไว้ในมือข้างหนึ่ง.

เขาพยักหน้าให้อริศ. “เตรียมพร้อม”

อริศกำมีดหมอแน่น.

ลุงศรใช้เท้าถีบประตูเบาๆ.

“เอี๊ยดดดด…”

เสียงบานพับที่ขึ้นสนิม…ดังสะท้านไปทั่วความเงียบใต้น้ำ.

ประตูเปิดออก.

สิ่งที่อยู่ข้างใน…ไม่ใช่ห้องกัปตันที่เต็มไปด้วยสมบัติ.

มันคือ…ห้องนอนเด็ก.

อริศขมวดคิ้ว. “อะไรน่ะ”

มันคือห้องนอนสีชมพู. สะอาด. สว่างไสว.

มีเตียงเล็กๆ. มีตุ๊กตาหมีวางอยู่.

และมี “หน้าต่าง”

หน้าต่างที่มองออกไปเห็น…ทุ่งหญ้าสีเขียว. มีแสงแดดสาดส่อง.

“ไม่… เป็นไปไม่ได้”

“ฮือ… แม่คะ… หนูหนาว”

เสียงเด็กผู้หญิง.

อริศหันขวับ.

เด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ…นั่งกอดเข่าอยู่ที่มุมห้อง.

เธอกำลังร้องไห้.

“หนูอยากกลับบ้าน”

หัวใจของอริศบีบรัด. นี่มัน…ภาพหลอน. ลุงศรเตือนแล้ว.

“อย่าเชื่อมัน” อริศบอกตัวเอง.

เธอเหลือบมองลุงศร.

แต่ลุงศร…ไม่ได้อยู่ที่นั่น.

“ลุง!” อริศหันซ้ายหันขวา.

เธออยู่คนเดียว.

เธออยู่ในห้องนอนเด็กใต้น้ำนี้…คนเดียว.

“ไม่… ไม่จริง” เธอถอยหลัง.

“ช่วยหนูด้วยค่ะ” เด็กคนนั้นเงยหน้าขึ้น.

ดวงตาของเธอ…เป็นสีขาวขุ่น.

อริศผงะ.

“สายสิญจน์!”

เธอก้มมองข้อมือ.

สายสิญจน์…มันกลายเป็นสีดำ. ไหม้เกรียม. และกำลังสลายเป็นผง.

“ไม่!”

“มันคือกับดัก! มันคือกับดัก!”

อริศหลับตาแน่น. “ลุงศร! ฉันอยู่ที่นี่! นี่ไม่จริง!”

เธอใช้มีดหมอ…กรีดไปที่แขนของตัวเอง!

ความเจ็บปวดแล่นปราด.

เธอเปิดตา.

ห้องสีชมพูหายไป.

เธอยังคงอยู่ที่หน้าประตูห้องกัปตัน.

ลุงศรยังอยู่ข้างๆ เธอ.

เขากำลังเขย่าตัวเธอ. “อริศ! ตื่น!”

สายสิญจน์ที่ข้อมือเธอ…ยังเป็นสีขาว. และมันกำลังร้อนจี๋.

“ฉัน…ฉันเห็น…”

ลุงศรชี้ไปที่ข้อมือเธอ. “มันช่วยเธอไว้. คำสาปมันพยายามแยกเรา”

เขาชี้เข้าไปในห้อง.

มันมืด.

อริศส่องไฟฉายเข้าไป.

มันคือห้องกัปตันจริงๆ. โต๊ะไม้พังๆ. แผนที่เก่าๆ ที่สลายไปแล้ว.

และกลางห้อง…

“หีบ”

หีบสมบัติขนาดใหญ่.

มันไม่ได้ทำจากไม้. มันทำจากโลหะสีดำ…ที่ดูเหมือนไม่เคยขึ้นสนิม.

มันถูกปิดผนึก.

ไม่ใช่ด้วยกุญแจ.

แต่ด้วย “เครื่องใน”

ลำไส้. ตับ. ม้าม. ที่แห้งกรัง…พันรัดรอบหีบ…เหมือนโซ่ตรวนที่มีชีวิต.

มันคือผนึก.

“นั่นไง” อริศพึมพำ.

ทั้งคู่ว่ายเข้าไป.

อริศยกมีดหมอขึ้น. “ฉันต้องตัดมัน”

“เดี๋ยว” ลุงศรห้าม.

เขาชี้ไฟฉายไปที่มุมห้อง.

มีบางอย่าง…นั่งอยู่ตรงนั้น.

ในเงามืด.

มันคือ “ร่าง”

ร่างที่ไร้หัว.

สวมชุดชาวเลโบราณ.

มือของร่างนั้น…วางอยู่บนหีบ. เหมือนกำลังปกป้อง.

มันคือร่างของ “ชบา”

มันนั่งนิ่ง…เหมือนรูปปั้นหิน.

อริศกลั้นหายใจ.

“นาง…นางอยู่ที่นี่”

“ไม่” ลุงศรพูดผ่านฟองอากาศ. “นี่คือ ‘เปลือก’. เปลือกที่ถูกทิ้งไว้”

“แล้ว…หัว…อยู่ที่ไหน”

“ฮือ…”

เสียงร้องไห้.

มันไม่ได้ดังในหัว.

มันดังมาจาก… “ในหีบ”

อริศมองไปที่หีบ.

เครื่องในที่พันรอบหีบ…มันกำลัง “เต้น”

ตุบ… ตับ…

มันกำลังเต้น…ตามจังหวะของหัวใจ.

“หัวใจ…มันอยู่ในนั้น” อริศพูด.

“นางก็อยู่ในนั้น” ลุงศรเสริม. “วิญญาณของนาง…ถูกขังไว้กับหัวใจ”

“ส่วน ‘อสูร’ ที่เป็นกระสือ…มันกำลัง ‘ล่า’ อยู่ข้างนอก”

“เราต้องรีบ”

อริศพยักหน้า.

เธอว่ายเข้าไปใกล้หีบ.

ร่างไร้หัวของชบา…ขยับ.

นิ้วมือที่แห้งกรัง…เกร็ง.

มันยังปกป้อง.

“ขอโทษนะ, ชบา” อริศพึมพำ. “ฉันมาช่วยเธอ”

เธอใช้มีดหมอ…เล็งไปที่มวลเครื่องในที่พันอยู่.

“ฉึก!”

เธอแทงมัน.

“กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดด!”

เสียงกรีดร้องดังขึ้น!

ไม่ใช่จากในหีบ.

แต่ดังมาจาก… “ข้างหลัง” พวกเขา!

ที่ทางเข้า!

อริศหันขวับ.

ลุงศรก็หัน.

ในความมืดของทางเดินเรือ…

ดวงตาสีขาวขุ่น…สองดวง…กำลังลุกวาบ.

มันมาแล้ว.

กระสือน้ำ.

มันรู้แล้ว.

มันพุ่งเข้ามา!

“ตัดมัน!” ลุงศรตะโกน. “ตัดต่อไป! ฉันจะถ่วงเวลาให้!”

ลุงศรยกแส้ขึ้น. เขาว่ายออกไปเผชิญหน้ากับมัน.

อริศหันกลับมาที่หีบ.

เธอแทง. กรีด.

เครื่องในนั้นเหนียว. แต่มีดหมอตัดมันได้.

“เพียะ!”

เสียงแส้ของลุงศรฟาด.

“กรี๊ดดด!”

เสียงกระสือร้องอย่างโกรธเกรี้ยว.

“ฉัวะ!”

อริศตัดเครื่องในเส้นสุดท้ายขาด.

ผนึก…เปิดออก.

ฝาหีบโลหะสีดำ…เด้งเปิดออกช้าๆ.

“เอี๊ยดดดด…”

อริศจ้องมองเข้าไปข้างใน.

มันไม่ได้เต็มไปด้วยทอง.

มันเต็มไปด้วย… “เมือก”

เมือกสีดำข้น…ที่กำลังเต้นเป็นจังหวะ.

และตรงกลาง…

“หัวใจ”

หัวใจของมนุษย์. ที่ยังมีชีวิต.

มันถูกเสียบด้วยแท่งโลหะสีดำสามแท่ง…ยึดมันไว้กับก้นหีบ.

“ตุบ… ตับ…”

มันกำลังเต้น.

และมันกำลัง… “ร้องไห้”

น้ำตาสีเลือด…ไหลออกมาจากลิ้นหัวใจ.

“โอ…พระเจ้า…ชบา…”

อริศยกมีดหมอขึ้น.

เธอต้องทำลายมัน.

“เดี๋ยวก่อน!!!!”

เสียงลุงศร.

อริศชะงัก.

เธอหันไป.

ลุงศรไม่ได้ต่อสู้.

เขากำลัง… “ถูกจับ”

กระสือน้ำ…ไม่ได้โจมตีเขา.

มัน “กอด” เขา.

หัวของชบา…ซบอยู่ที่ไหล่ของลุงศร.

และเครื่องในของมัน…พันรอบตัวเขา.

ลุงศร…หน้ากากของเขาหลุดออก.

เขากำลังยิ้ม.

“ลุง…” อริศงุนงง.

“เธอมันโง่จริงๆ, อริศรา”

เสียงนั้น…ไม่ใช่เสียงของชบา.

มันคือเสียงของ “ลุงศร”

แต่มันไม่ได้ออกมาจากปากของเขา.

มันดัง “ในหัว” ของอริศ.

“ลุง…พูดอะไร… นี่มัน…กับดักเหรอ”

“ไม่ใช่กับดัก”

กระสือน้ำ…ค่อยๆ หันหน้ามา.

ดวงตาสีขาวขุ่น…จ้องเธอ.

“มันคือ… ‘การรวมญาติ'”

อริศจ้องมอง.

ใบหน้าของชบา…ที่บวมน้ำ…

และใบหน้าของลุงศร…ที่เหี่ยวย่น…

ทำไม…ทำไมมันดู…

“คล้ายกัน”

“ไม่…” อริศอ้าปากค้าง.

“ชบา…คือบรรพบุรุษของฉัน” ลุงศรพูดในหัวเธอ. “คือ ‘แม่’ ผู้ก่อตั้งตระกูล ‘ผู้คุม’ ของเรา”

“เราไม่ได้คุม ‘นาง'”

“เราคุม ‘คำสาป’ ให้อยู่กับนาง”

“นี่มันเรื่องอะไร! ลุงบอกว่าเราจะมาปลดปล่อยนาง!”

“ปลดปล่อยเหรอ” ลุงศรหัวเราะ. “โง่สิ้นดี. ถ้าปลดปล่อยนาง…แล้วใครจะเฝ้าสมบัติล่ะ”

“ใคร…จะสืบทอดพลัง…ของตระกูลเราล่ะ”

“ไม่… ไม่จริง”

“คำสาป…มันต้องมี ‘ผู้สืบทอด'” ลุงศรพูดต่อ. “มันอ่อนแอลง. ‘แม่’ ของเราทรมาน”

“นางต้องการร่างใหม่”

“และเธอก็มา”

กระสือน้ำ…ปล่อยลุงศร.

มันหันมาทางอริศ.

มันยิ้ม.

“เธอ…คือ ‘ผู้สืบทอด’ ที่สมบูรณ์แบบ”

“นักวิทยาศาสตร์. แข็งแรง. อยากรู้อยากเห็น”

“และตอนนี้…เธอก็อยู่…ในพิธี…ด้วยตัวเธอเอง”

อริศมองไปที่หัวใจในหีบ.

“นั่นคือ…หัวใจของคำสาป” ลุงศรอธิบาย. “และเธอ…กำลังจะทำลายมัน”

“เธอคิดว่า…การทำลายมัน…จะจบเรื่องงั้นเหรอ”

“ไม่”

“มันแค่… ‘เปิดประตู'”

“เปิดประตู…ให้คำสาป… ‘ย้ายบ้าน'”

อริศถอยหลัง.

“ไม่… ลุงหลอกฉัน!”

“ฉันไม่ได้หลอก” ลุงศรพูด. “ฉันแค่… ‘นำทาง’ เธอ…มาสู่ ‘ชะตากรรม’ ของเธอ”

“ลูกชายฉัน…มันเกือบทำสำเร็จ. มันโง่. มันสงสาร ‘แม่'”

“แต่เธอ…เธอไม่. เธอมาเพื่อ ‘ทำลาย'”

“ทำเลยสิ, อริศรา” ลุงศรยิ้ม. “แทงมันเลย”

“ปลดปล่อย ‘แม่’ ของเรา…และ ‘รับช่วงต่อ’ ซะ”

กระสือน้ำพุ่งเข้ามาหาเธอ!


มันคือความรู้สึกที่หนาวเย็นที่สุด, ยิ่งกว่าน้ำทะเลลึก.

ความจริงถูกเปิดเผย: ลุงศรไม่ใช่ผู้พิทักษ์, แต่เป็นผู้บำรุงรักษา. เขาไม่ได้ดูแลวิญญาณ, แต่ดูแล “ผู้สืบทอด”.

“ไม่!” อริศกรีดร้อง, เสียงของเธอถูกบิดเบือนเป็นเสียงฟองอากาศ. “ฉันไม่ใช่ผู้สืบทอดของแก!”

กระสือน้ำ (วิญญาณของชบา) กำลังพุ่งเข้าใส่. ผิวซีดเซียว, ดวงตาสีขาวขุ่น, และก้อนเครื่องในสีดำเขียวมหึมาพุ่งเข้ามารวดเร็วราวกับตอร์ปิโด.

อริศจนมุม. ลุงศรยืนอยู่ด้านหลังกระสือ, ยิ้มแย้ม, ไร้ซึ่งความรู้สึกของมนุษย์.

ทางเลือกเดียวที่มี.

หนี? เป็นไปไม่ได้. ต่อสู้กับกระสือด้วยมีดสั้น? โง่เง่า. ลุงศรพูดถูก: เธอเข้ามาอยู่ในพิธีกรรมแล้ว.

“ถ้าการทำลายมันจะทำให้คำสาป ‘ย้ายที่’… มันก็ต้องทำลาย ‘ผู้เฝ้า’ คนเก่าด้วย!”

อริศกัดฟัน. ด็อกเตอร์อริศราได้ตายไปแล้ว. เหลือเพียงสัตว์ร้ายที่สิ้นหวังที่ต่อสู้เพื่อความอยู่รอด.

เธอไม่ได้เล็งไปที่กระสือ. เธอพุ่งตรงไปยังหีบ.

“แทงมันซะ, อริศรา! ยอมรับชะตากรรมของแก!” เสียงของลุงศรดังก้องในหัวเธอ, ผสมกับเสียงหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง.

อริศชู มีดหมอ ในมือ. ความกลัวทั้งหมด, ความโกรธแค้นจากการถูกทรยศ, และความเชื่อทางวิทยาศาสตร์ที่พังทลาย… เธอรวบรวมทั้งหมดไว้ที่ปลายมีด.

เธอเล็งตรงไปที่ หัวใจที่กำลังเต้น ซึ่งถูกตรึงอยู่ในหีบ, หัวใจของชบาที่ถูกอาบด้วยมนต์ดำ.

ตู้ม!

ไม่ใช่เสียงของโลหะกระทบกัน. แต่มันคือเสียง “ระเบิด” ของพลังงาน.

ปลายมีดทะลวงเข้าไป.

หัวใจดวงนั้นที่ถูกตรึงไว้ในหีบก็บีบรัดอย่างรุนแรง.

แสงสีครามและสีดำปะทุออกมาจากหัวใจอย่างกะทันหัน, แสงสว่างจ้าจนทะลุผ่านความมืดมิดของน้ำทะเล.

ไม่ใช่เลือด, แต่เป็นของเหลว สีดำข้น ไหลทะลักออกมา, พร้อมกับควันสีเขียวน้ำทะเลพวยพุ่ง.

โหยหวน!

เสียงนั้นไม่ใช่เสียงกรีดร้องของกระสืออีกต่อไป. มันคือเสียง ของความทุกข์ทรมานกว่าร้อยปี, เสียงกรีดร้องของชบา, ของเหยื่อรายก่อนๆ ที่ถูกบังคับให้เป็นผู้เฝ้า.

เสียงโหยหวนนั้นบาดแก้วหูของอริศ, ทำให้เธอวิงเวียน.

มีดของเธอติดแน่น.

และแล้ว… แรงดึงดูด.

ของเหลวสีดำทั้งหมดและควันสีเขียวน้ำทะเลต่างก็ พุ่งตรงเข้าหาอริศ!

เธอรู้สึกเหมือนถูกดูดเข้าไปในกระแสน้ำวนขนาดมหึมา. ผิวหนังภายนอกรู้สึกเหมือนถูกไฟเผาด้วยความเย็นสุดขั้ว.

สายสิญจน์ ที่พันรอบข้อมือเธอพลัน ลุกไหม้ เป็นถ่าน, แตกสลายเป็นผงธุลีในทันที. เกราะป้องกันสุดท้ายได้หายไปแล้ว.

“สืบทอด! สืบทอด! สืบทอด!” ลุงศรโห่ร้อง, เสียงหัวเราะดังก้องไปทั่วซากเรือ.

พลังงานสีดำกลืนกินอริศ.

เธอเห็น… ความทรงจำ.

เธอเห็นใบหน้าอันงดงามของ ชบา, สาวชาวเลที่ถูกจับและถูกตัดศีรษะ. เธอเห็นความเจ็บปวดของการถูกควักหัวใจ. เธอเห็นความโดดเดี่ยวหลายศตวรรษในความมืด, และความปรารถนาอันบ้าคลั่งในความอบอุ่นของ “คนเป็น”.

นั่นไม่ใช่ความทรงจำของเธอ. แต่เธอรับรู้ได้. ฉันคืออริศรา, ฉันคือชบา, ฉันคือความหิว, ฉันคือมหาสมุทร.

ความรู้สึกในความเป็นตัวเธอสลายไป. เธอไม่รู้สึกถึงร่างกาย, เธอรู้สึกเพียงแค่ ความหิว.

ในพริบตาเดียว, ทุกอย่างก็จบลง.

ควันจางหาย. แสงดับลง.

อริศปล่อยมีด. มีดลอยตกลงในหีบ, ลอยนิ่งอยู่.

เธอยืนนิ่ง.

แต่เธอไม่ใช่ด็อกเตอร์อริศราอีกต่อไป.

กระสือน้ำ (วิญญาณของชบา) ตัวเก่า. ศีรษะของมัน, ก้อนเครื่องในที่ลอยอยู่, สลายตัวอย่างรวดเร็ว, เหมือนซากศพเก่าแก่ที่ในที่สุดก็ได้ถูกฝัง.

วิญญาณของชบาเป็นอิสระแล้ว.

และวิญญาณใหม่ก็ได้เข้ามาแทนที่.

ลุงศรว่ายเข้ามาหาอริศ.

เขาไม่ได้หัวเราะอีกแล้ว. สายตาเต็มไปด้วยความพึงพอใจและสงสาร.

“ทำได้แล้ว, ผู้สืบทอด

อริศราไม่ตอบ.

เธอยกมือขึ้น. เธอสัมผัสหน้ากากดำน้ำของตัวเอง.

หน้ากากดำน้ำของเธอแตกออก.

เธอ รู้สึก ว่าเธอไม่จำเป็นต้องใช้มันอีกต่อไป. เธอสามารถ “หายใจ” ด้วยน้ำ.

และแล้ว, การเปลี่ยนแปลงก็เริ่มขึ้น.

ความเจ็บปวดอย่างรุนแรงที่คอของเธอ.

เธอเห็นสายตาของลุงศรที่เต็มไปด้วยความสยดสยอง, ไม่ใช่เพราะการเปลี่ยนแปลง, แต่เพราะความโหดร้ายของมัน.

ศีรษะของอริศรา แยกออกจากร่างกาย.

ไม่มีเลือด. ไม่มีความตาย. มีเพียงแค่การ แตกหัก ของสสาร.

ลำคอของเธอ, หลังจากศีรษะแยกออก, ไม่ได้มีเลือดไหล, แต่มันปะทุออกมาเป็นก้อน เครื่องใน สีดำเขียว, เปล่งแสงเรืองรองในความมืด. ผิวหนังและกล้ามเนื้อบริเวณนั้นกลายพันธุ์เป็นชนิดใหม่ของ สิ่งมีชีวิต.

ศีรษะของอริศราตอนนี้ลอยนิ่ง, ห่างจากลำตัวเพียงไม่กี่นิ้ว, เชื่อมต่อกับก้อนเครื่องในใหม่ด้วย เส้นเอ็นสีดำ บางและยาว, เหมือนรากไม้.

ผมของเธอ, ที่ลอยแผ่สยายอยู่ในน้ำ, ก็ยาวขึ้น, ดำขลับขึ้น, และเริ่มเคลื่อนไหวอย่างมีจุดมุ่งหมาย, เหมือนหนวดปลาหมึก.

เธอได้กลายเป็น กระสือน้ำ ตัวใหม่.

ลุงศรถอยห่าง. เขามองผลงานชิ้นเอกของตัวเอง. งดงาม. และน่าสะพรึงกลัว.

อริศ…กระสือน้ำคนใหม่…มองดูร่างที่ไร้วิญญาณของตัวเอง.

เธอเห็นชุดดำน้ำสีฟ้า. เธอเห็นกล้ามเนื้อที่เธอเคยฝึกฝน.

เธอไม่รู้สึกเสียใจ.

เธอรู้สึกเพียงแค่ พันธนาการ.

“ฉัน… ชนะแล้ว?” อริศราพยายามพูด.

แต่เสียงของเธอไม่ได้ออกมา. มันดังก้องในหัวของลุงศรเท่านั้น.

“ใช่. แกชนะแล้ว” ลุงศรพยักหน้า. “แกได้รับการปลดปล่อยจากชีวิตที่น่าเบื่อของนักวิทยาศาสตร์. แกได้รับการปลดปล่อยจากการตายที่ไร้ความหมายบนบก.”

“ตอนนี้, แกคือนิรันดร์. แกคือผู้เฝ้า. แกคือมหาสมุทร.”

“แล้วแก…” เสียงของอริศราเย็นชาและเต็มไปด้วยความเจ็บปวดดังก้องในหัวของลุงศร. “แกเป็นอะไร?”

“ฉันเหรอ” ลุงศรยิ้ม. “ฉันคือผู้ดูแล. หน้าที่ของฉันจบลงแล้ว. คำสาปได้รับการรักษา. มรดกได้รับการสืบทอด. ตอนนี้… ฉันได้พักผ่อนแล้ว.”

ลุงศรว่ายขึ้นไป. ออกจากซากเรือ.

อริศรามองตาม.

เธออยากจะกรีดร้อง. เธออยากจะฉีกร่างลุงศร.

แต่เธอทำไม่ได้.

ร่างกายใหม่ของเธอ, ก้อนเครื่องในและเส้นเอ็นสีดำ, กำลัง พันรอบ หีบเหล็ก, ที่ซึ่งหัวใจเก่าเพิ่งระเบิดไป.

เธอถูก ผูกมัด ด้วยเจตจำนงของคำสาป. เธอคือทาส.

เธอไม่สามารถควบคุมได้.

เธอคือ กระสือน้ำ.

เธอคือ ผู้เฝ้าคนใหม่.


เช้าวันรุ่งขึ้น.

แสงอาทิตย์ยามเช้าสาดส่องลงบนผืนน้ำที่ใสสะอาด ณ แหลมพรหมเทพ.

รถกระบะสีฟ้าเก่าๆ, ติดโลโก้ “บริการซ่อมบำรุงประภาคาร”, ค่อยๆ เคลื่อนตัวออกจากพื้นที่.

ลุงศรเป็นคนขับ. ใบหน้าของเขาดูแก่ลงไปนับสิบปี, แต่ดวงตากลับสว่างไสวอย่างประหลาด.

ภารกิจเสร็จสิ้นแล้ว.

เขาจอดรถที่ร้านกาแฟริมทาง, สั่งกาแฟร้อนหนึ่งแก้วและข้าวผัดจานหนึ่ง.

“วันนี้อากาศดีจังเลยนะคะ, ลุงศร” เจ้าของร้านถาม.

“ดี. ดีมาก” ลุงศรยิ้ม. “คลื่นทะเลวันนี้เงียบสงบ. ร่มเย็น”

“เอ่อ, แล้วรถตู้ของหญิงสาวที่จอดอยู่ตรงลานจอดรถล่ะคะ, นักวิทยาศาสตร์คนนั้น? เธอหายไปไหนแล้วคะ”

ลุงศรจิบกาแฟ. “อ้อ, สาวคนนั้นน่ะ…”

เขามองออกไปยังทะเล, ที่ซึ่งแสงอาทิตย์กำลังระยิบระยับบนผืนน้ำสีคราม.

“เธอค้นพบ คำตอบ สำหรับคำถามของเธอแล้ว” ลุงศรกล่าว. “และเธอตัดสินใจ… ที่จะอยู่กับทะเล. เธอจะไม่ขึ้นบกอีกแล้วล่ะ.”

ลุงศรกินข้าวผัดของเขาอย่างเอร็ดอร่อย, โดยไม่มีความเสียใจใดๆ.

ในขณะเดียวกัน, ที่ระดับความลึก 25 เมตร ใต้หน้าผาแหลมพรหมเทพ.

ทุกอย่างตกอยู่ใน ความเงียบงัน.

แนวปะการังที่ตายแล้วยังคงอยู่. แต่ไม่มีเมือกพิษใดๆ อีกแล้ว.

น้ำใสสะอาดอย่างสมบูรณ์.

ที่ศูนย์กลางของซากเรือ, กระสือน้ำคนใหม่กำลังลอยนิ่ง.

นั่นคือ อริศรา.

ศีรษะของเธอ, ที่ตอนนี้มีดวงตาสีขาวขุ่นของกระสือ, ลอยอยู่, ถูกโอบล้อมด้วยก้อนเครื่องในใหม่. ผมของเธอทอดตัวแผ่สยายในน้ำ, ก่อตัวเป็นตาข่ายป้องกัน.

เธอกำลังกอดหีบเหล็กที่ถูกทำลายไว้อย่างแน่นหนา.

อริศรารับรู้ได้ถึงทุกสิ่ง.

เธอรู้สึกถึงความอบอุ่นของดวงอาทิตย์บนผิวน้ำ. เธอรู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือนของเครื่องยนต์เรือที่แล่นผ่านไป. เธอรู้สึกถึงความหิว.

ความหิวที่ไม่ได้มาจากท้อง. แต่เป็นความหิวของ วิญญาณ.

ความหิวโหยต่อ ชีวิต และ ความอบอุ่น.

เธอคือผู้เฝ้า. เธอต้องปกป้องหีบ. เธอไม่สามารถจากไปได้.

นั่นคือชะตากรรมนิรันดร์ของเธอ.

เธอมองขึ้นไป.

เธอเห็นรถกระบะสีฟ้าเก่าๆ ของลุงศรขับจากไปบนบก, ทิ้งพื้นที่นี้ไว้เบื้องหลัง.

เธอรู้ว่าเขาได้รับการพักผ่อนแล้ว.

และเธอรู้ว่า…

งานของเธอ… เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้น.

เธอจะต้องโดดเดี่ยวตลอดไป. โหยหาตลอดไป. และถูกจองจำตลอดไป.

ฟู่… ฟู่…

เธอพยายามที่จะ “ร้องไห้”.

แต่สิ่งที่ออกมาจากลำคอที่ขาดสะบั้นของเธอไม่ใช่น้ำตา.

มันคือเสียง…

เสียง คร่ำครวญ แหลมสูง, เต็มไปด้วยความเจ็บปวด, จมหายไปในมหาสมุทร.

เสียงร้องไห้ของกระสือ.

นั่นคือเสียงเรียกของ ผู้เฝ้าคนใหม่.

เสียงเรียกหา ผู้สืบทอด คนต่อไป.

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Facebook Twitter Instagram Linkedin Youtube