วัดพระธาตุดอยสุเทพ (เชียงใหม่) และระฆังที่สร้างขึ้นเอง
บนดอยสุเทพนี้ ความเงียบคือเสียงที่ดังที่สุด
ผมขับรถขึ้นมาเชียงใหม่เมื่อหกเดือนก่อน ตอนนั้น นิสา… ภรรยาของผมเพิ่งจากไปได้ไม่นาน ทุกคนบอกให้ผม “ทำใจ” “เริ่มต้นใหม่” “ลืมมันซะ” คำพูดเหล่านั้นเหมือนมีดที่ทื่อแล้วกรีดลงบนบาดแผลที่เปิดอยู่ พวกเขาไม่เข้าใจว่าการ “ลืม” คือการทรยศ
ผมเลยหนี หนีขึ้นมาอยู่บนภูเขาแห่งนี้ ดอยสุเทพ ไม่ใช่แค่สถานที่ท่องเที่ยว ไม่ใช่แค่บันไดนาคเก้าชั้นที่ทอดยาว แต่คือดินแดนที่รู้สึกใกล้ฟ้าที่สุด ใกล้ความว่างเปล่าที่สุด ใกล้เธอที่สุด
ผมเช่าห้องพักเล็กๆ ข้างวัดพระธาตุดอยสุเทพ เป็นห้องที่ไม่น่าจะมีใครอยากอยู่ มันชื้นและมีกลิ่นดินปนกลิ่นธูปเก่าๆ หน้าต่างมองเห็นแค่ป่าทึบ ไม่เห็นวิวเมืองที่ใครๆ ก็ชื่นชม นั่นแหละคือสิ่งที่ผมต้องการ ความมืดมิดและป่าที่ไม่ตัดสินผม
ผมบอกทุกคนว่า ผมมาที่นี่เพื่อ “ทำวิจัยตำนานล้านนา” “ศึกษาเรื่องราวของครูบาเจ้าศรีวิชัย” ซึ่งเป็นเรื่องโกหกที่ดูดี การค้นคว้าเอกสารเก่าๆ เป็นแค่ข้ออ้าง เป็นเกราะป้องกันจากคำถามของผู้คน
ความเป็นจริงคือ ผมแค่นั่งมองความว่างเปล่า มองผนังห้องที่เต็มไปด้วยรอยราดำๆ นับรอยร้าวบนเพดาน ทุกคืนผมใช้ยานอนหลับขนาดหนัก Ambien, Diazepam, อะไรก็ได้ที่ทำให้ผมปิดสวิตช์ตัวเองได้ แม้เพียงชั่วครู่
เช้าวันแรกที่ผมมาถึง ผมเดินไปที่ลานวัด มันยังเช้ามืด อากาศหนาวจนรู้สึกเหมือนปอดจะแข็งตัว แสงอาทิตย์ยังไม่มาถึง ผมเดินไปที่ระฆังใหญ่ที่ตั้งอยู่กลางลาน เสียงลือเสียงเล่าอ้างของระฆังนี้เป็นที่รู้กันดีในหมู่นักวิชาการ มันไม่ใช่ระฆังธรรมดา มีตำนานพันเกี่ยวกับวิญญาณและความผิดบาป
ระฆังนั้นใหญ่มาก มันเป็นสีทองแดงเข้ม มีร่องรอยการใช้งานและร่องรอยของกาลเวลา
ขณะที่ผมเอามือแตะสัมผัสความเย็นเยียบของเนื้อโลหะ ผมก็ได้ยินเสียงกระแอมเบาๆ
“อย่าแตะมัน” เสียงนั้นแหบและเย็นชา
ผมหันกลับไป ชายชราคนหนึ่งยืนอยู่ตรงนั้น ท่านสวมชุดปฏิบัติธรรมสีขาวเก่าๆ ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยับและร่องรอยความไม่พอใจ ท่านคือ อาจารย์ไพบูลย์ ท่านเป็นผู้ดูแลหลักของวัด เป็นคนเก็บกุญแจทุกอย่าง เป็นคนเฝ้าความเงียบของภูเขานี้
“ผมขอโทษครับ ผม…แค่มาดู” ผมตอบอย่างตะกุกตะกัก
อาจารย์ไพบูลย์ไม่มองหน้าผม ท่านมองระฆังนั้น ด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความระแวดระวัง ราวกับว่าระฆังจะเคลื่อนไหวได้เองทุกเมื่อ
“ระฆังนี้ไม่ใช่เครื่องมือดึงดูดนักท่องเที่ยว มันไม่ใช่ระฆังที่ผู้คนมาตีเพื่อขอพร” ท่านพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แต่แฝงด้วยคำเตือนที่หนักแน่น
“มันคืออะไรครับ?” ผมถาม
“มันคือเครื่องหมาย มันคือความเงียบที่ถูกทำลาย” ท่านตอบอย่างกำกวม ท่านไม่ได้เชื้อเชิญ ไม่ได้ต้อนรับ
ผมรู้ว่าท่านรู้ว่าผมเป็นใคร ผมคือนักวิชาการที่ละทิ้งทุกอย่าง เป็นชายที่สูญเสียภรรยาไปอย่างมีปริศนา แต่ผมไม่รู้ว่าท่านรู้เรื่องของนิสาได้ยังไง หรือบางทีท่านอาจจะเห็นอะไรที่ผมมองไม่เห็น
“ผม…มาที่นี่เพื่อศึกษาตำนานโบราณ ผมอยากจะเข้าใจเรื่องราวของพระครูที่ว่ากันว่าถูกผนึกไว้ในระฆัง” ผมย้ำคำโกหกของตัวเอง
อาจารย์ไพบูลย์หัวเราะออกมาอย่างแห้งแล้ง มันไม่ใช่เสียงที่แสดงถึงความสนุกสนาน มันคือเสียงที่แสดงถึงความเหนื่อยหน่ายในชีวิต
“ตำนานมีไว้สำหรับเด็กและนักท่องเที่ยว พวกนักวิชาการก็ชอบขุดคุ้ยเรื่องเก่าๆ แล้วตีพิมพ์เพื่อหาเลี้ยงชีพ” ท่านมองผม “แต่ความจริง มันอยู่ตรงหน้าเสมอ ถ้าเธอต้องการความจริง เธอต้องแลกด้วยบางสิ่ง”
ท่านเดินหนีไป ปล่อยให้ผมอยู่กับระฆังใหญ่และน้ำค้างแข็งบนพื้นหิน ผมรู้สึกว่าตัวเองถูกปฏิเสธ ถูกขับไล่ แต่ในความรู้สึกนั้น มันกลับทำให้ผมรู้สึกเชื่อมโยงกับที่นี่มากขึ้น
ผมกลับมาที่ห้องพัก ในกระเป๋าของผมมีของสองสามอย่าง: ยาแก้ปวดหัว, สมุดบันทึกที่ว่างเปล่า, และภาพถ่ายของนิสา
นิสาในภาพยังยิ้มสวยงาม ผมแตะสัมผัสใบหน้าของเธอผ่านกระดาษเคลือบเงามันวาว ในอุบัติเหตุครั้งนั้น ไม่มีใครโทษผม แต่ผมโทษตัวเอง
อุบัติเหตุที่ว่านั้นเกิดขึ้นบนถนนสายรอง ในคืนที่ฝนตกหนัก นิสาขับรถกลับจากงานเลี้ยง เธอดื่มมากเกินไป ผมควรจะไปรับเธอ ผมควรจะยืนยันที่จะไปรับเธอ
แต่ผมไม่ได้ไป… ผมเหนื่อย ผมง่วง ผมเลือกที่จะหลับ แล้วตื่นขึ้นมาในโลกที่เธอไม่อยู่แล้ว
ในสัปดาห์ถัดมา ผมใช้ชีวิตอยู่กับความเงียบของวัด ผมพยายามทำตัวให้ดูเหมือนนักวิจัยจริงๆ ผมอ่านเอกสารโบราณเกี่ยวกับประเพณีล้านนา การบวงสรวง และเรื่องของ “การชดใช้กรรม” ผมสนใจเรื่องนี้เป็นพิเศษ
ยิ่งผมอ่าน ยิ่งผมรู้สึกว่าชีวิตของนิสาและการตายของเธอไม่ได้เป็นเพียงแค่ความบังเอิญ
บางที… ผมคิดอย่างเลื่อนลอย บางทีการตายของนิสา อาจจะไม่ใช่แค่เรื่องของความผิดพลาดบนท้องถนน แต่เป็นผลของ กรรมเก่า ที่ครอบครัวเราต้องชดใช้
ผมเริ่มมองหาหลักฐาน ในช่วงเวลาก่อนที่นิสาจะตาย เธอเปลี่ยนไป เธอดูเคร่งศาสนามากขึ้น เธอมักจะหายตัวไปในวันพระใหญ่ เธอบอกว่าเธอไป “ทำบุญใหญ่”
ผมไม่เคยใส่ใจมาก่อน ผมคิดว่าเธอแค่พยายามหาความสงบในชีวิตที่วุ่นวายของเรา
คืนนี้เป็นคืนเดือนเพ็ญ วันพระจันทร์เต็มดวงตามปฏิทินล้านนา ผมกินยานอนหลับแล้ว แต่ยานั้นไม่ได้ช่วยให้ผมหลับได้สนิท มันแค่ทำให้ผมลอยอยู่ระหว่างความจริงกับความฝัน
ในความมืดมิดของห้อง ผมได้ยินเสียง
มันไม่ใช่เสียงสัตว์ป่า ไม่ใช่เสียงลมที่พัดผ่านยอดไม้
มันคือ เสียงโลหะ ที่ถูกกระทบอย่างหนักหน่วง
โครม!
เสียงนั้นดัง กังวาน และสั่นสะเทือนไปทั่วทั้งภูเขา มันเป็นเสียงที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวดและความหวาดกลัว
ผมกระโดดลุกขึ้นนั่ง หัวใจเต้นรัวเหมือนกลอง ผมมองดูนาฬิกาตีสองตรง
ผมรู้ทันทีว่ามันคือเสียงระฆังใหญ่ที่อาจารย์ไพบูลย์สั่งห้ามแตะต้อง
ระฆังนั้น กำลังส่งเสียง
แต่สิ่งที่ทำให้ผมขนลุกไม่ใช่แค่เสียงระฆังที่ดังในยามวิกาล สิ่งที่น่าสะพรึงกลัวกว่านั้นคือ… มันไม่ใช่เสียงตีระฆังเพื่อแจ้งเวลา หรือการทำพิธี
มันเป็นเสียงที่แผ่วเบาและแหบพร่า เป็นเสียงโลหะที่สั่นสะท้านอย่างต่อเนื่อง ราวกับว่าใครบางคน… หรือบางสิ่ง… กำลัง พยายาม จะตีมันซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่ไม่สามารถทำได้ด้วยกำลังทั้งหมด
ติ๊ง… ติ๊ง… ติ๊ง…
เป็นจังหวะที่ไม่แน่นอน ไม่ใช่จังหวะของมนุษย์ มันคือจังหวะของความเจ็บปวด
ผมไม่สามารถทนอยู่ในห้องได้อีกต่อไป ผมคว้าไฟฉายเก่าๆ แล้วเปิดประตูห้อง
อากาศยามค่ำคืนหนาวเหน็บกว่าเดิมหลายเท่า แสงจันทร์สาดส่องลงบนลานวัด ทำให้ทุกสิ่งดูเป็นสีเทาและแปลกประหลาด
ผมเดินตรงไปที่ระฆังใหญ่… มันยังคงส่งเสียงเบาๆ นั้นออกมา
ผมเห็นอาจารย์ไพบูลย์อยู่ตรงนั้น ท่านนั่งอยู่บนพื้นดิน หันหลังให้ผม และกำลังทำพิธีบางอย่าง มือของท่านกำลังโรยผงสีขาวๆ รอบๆ ฐานของระฆัง
“อาจารย์ไพบูลย์!” ผมเรียกชื่อท่าน
ท่านไม่หันกลับมา ท่านยังคงพึมพำบทสวดโบราณ
“อาจารย์ ท่านกำลังทำอะไร? ใครตีระฆัง?” ผมถาม
อาจารย์ไพบูลย์หยุดการเคลื่อนไหว ท่านหันมามองผม ดวงตาของท่านเป็นสีแดงก่ำอย่างน่ากลัว ไม่ใช่จากความโกรธ แต่จากความอดนอนและความหวาดผวา
“มันไม่ใช่ใครตี… อาทิตย์” เสียงของท่านสั่นเครือ “มัน พยายาม จะตี”
“อะไรพยายามจะตีครับ?”
“วิญญาณชั่วร้าย… หรือไม่ก็ดวงวิญญาณที่ถูกจองจำในทองสัมฤทธิ์นี้ มันกำลังหาทางออก” ท่านพูดเสียงต่ำ “แก… แกไม่ควรมาที่นี่ แกควรกลับไปซะ”
ผมก้าวไปใกล้ระฆังมากขึ้น ผมสังเกตเห็นรอยเปียกชื้นบนพื้นผิวทองแดงของระฆัง ไม่ใช่น้ำค้าง แต่มันดูเหมือน… น้ำตาที่ไหลลงมาตั้งแต่กลางระฆัง
เมื่อผมเข้าไปใกล้พอ ผมก็มองเห็นสิ่งที่ทำให้ผมรู้สึกเหมือนหัวใจหยุดเต้น
บนเนื้อโลหะของระฆัง มีสัญลักษณ์แปลกๆ ถูกแกะสลักอย่างหยาบๆ สัญลักษณ์วงกลมที่มีสามจุดหมุนวนอยู่ภายใน
สัญลักษณ์วงกลมสามจุด
มันเหมือนกับสัญลักษณ์ที่ผมเห็นในเอกสารโบราณเกี่ยวกับลัทธิที่ถูกขับไล่ในยุคอาณาจักรล้านนา พวกเขาเชื่อในการชดใช้กรรมด้วยชีวิต
แต่สิ่งที่ทำให้ผมสะเทือนใจที่สุดคือ… ผมเคยเห็นสัญลักษณ์นี้มาก่อน
ไม่ใช่ในตำรา ไม่ใช่ในวัด
มันคือรอยสักเล็กๆ ที่ด้านหลังคอของนิสา
ผมไม่เคยเห็นรอยสักนั้นเลยในขณะที่เธอมีชีวิตอยู่… ผมเห็นมันเพียงครั้งเดียว ตอนที่เจ้าหน้าที่ชันสูตรศพพลิกศีรษะเธอ…
ผมแตะสัมผัสสัญลักษณ์บนระฆัง ความเย็นชาจากโลหะพุ่งเข้าสู่ปลายนิ้วมือของผม
“นิสา…” ผมพึมพำ
อาจารย์ไพบูลย์ลุกขึ้นยืนแล้วกอดผมจากด้านหลัง
“มันไม่ใช่ความจริง อาทิตย์! ความจริงอยู่ในการลืม! แกควรไปจากที่นี่!” ท่านตะโกนใส่หูผม
แต่ในขณะที่ท่านจับผมแน่น ผมก็รู้ว่าท่านไม่ได้ต้องการให้ผมหนี… ท่านต้องการให้ผม เงียบ
ผมได้กลิ่นบางอย่างจากเสื้อผ้าของท่าน กลิ่นธูป, กลิ่นดิน, และกลิ่น… ยาแก้ปวดที่ผมใช้
ผมดิ้นรนหลุดจากการจับกุมของท่าน ผมจ้องหน้าท่านอย่างไม่ลดละ
“ท่านรู้เรื่องของรอยสักนี้ ใช่ไหมครับ? ท่านรู้ว่ามันเกี่ยวกับนิสา! เธออยู่กับลัทธินี้!” ผมพูดด้วยความมั่นใจที่มาจากความคลุ้มคลั่ง
อาจารย์ไพบูลย์ก้มหน้าลง และในความเงียบนั้นเอง ระฆังก็เริ่มส่งเสียงอีกครั้ง
ติ๊ง… ติ๊ง… ติ๊ง…
แต่คราวนี้… มันไม่ใช่แค่เสียงโลหะ
มันมี เสียงกระซิบ ที่ซ้อนอยู่
มันเป็นเสียงที่อ่อนโยน แต่เต็มไปด้วยความเจ็บปวด
ผมเงี่ยหูฟังอย่างตั้งใจ เสียงนั้นดังขึ้นเรื่อยๆ ราวกับมาจากภายในใจของผมเอง
“อา…ทิตย์…”
“อา…ทิตย์…”
เป็นเสียงที่ผมคุ้นเคย เป็นเสียงที่ผมโหยหา…
เสียงของนิสา
ผมสลบไปในความหนาวเหน็บและเสียงระฆัง
ผมตื่นขึ้นมาบนพื้นหินอ่อนเย็นเฉียบ กลิ่นธูป กลิ่นดิน และกลิ่นสนิมของระฆังยังคงติดอยู่ในโพรงจมูก แสงอาทิตย์ยามเช้าสาดส่องลงมาแล้ว แต่ท้องฟ้าดูเป็นสีเหลืองทึมๆ เหมือนภาพวาดสีน้ำมันที่ถูกทิ้งไว้กลางแดด
ผมอยู่คนเดียว อาจารย์ไพบูลย์ไม่อยู่แล้ว แต่ข้างๆ ผมมีผ้าห่มเก่าๆ ผืนหนึ่งวางอยู่และแก้วน้ำร้อนที่ยังอุ่น
ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นจริงหรือเป็นเพียงความฝันจากยาที่ผมกินเกินขนาด?
ผมพยายามลุกขึ้น หัวของผมปวดร้าวอย่างหนัก เสียงของนิสายังคงก้องอยู่ในหู – “อาทิตย์…” มันไม่ใช่เสียงของวิญญาณอาฆาต มันเป็นเสียงที่เต็มไปด้วยความรักและความเศร้าเสียใจ
ผมเดินโซเซกลับเข้าห้องพัก ผมไม่สนใจการอาบน้ำ ผมไม่สนใจอาหารเช้า ผมต้องการเพียงแค่คำตอบ
ผมค้นหาห้องพักของนิสาอีกครั้ง ครั้งนี้ผมไม่ได้มองหาความทรงจำ แต่ผมมองหา หลักฐาน
ผมรื้อค้นตู้เสื้อผ้าเก่าๆ ของเธอ รื้อค้นหนังสือพิมพ์เก่าๆ ที่เธอเก็บไว้ ผมรู้สึกเหมือนกำลังทรยศเธออีกครั้ง แต่ผมต้องรู้ว่าเธอทำอะไรในช่วงสุดท้ายของชีวิต
ผมพบซองเอกสารสีน้ำตาลที่ซ่อนอยู่ใต้แผ่นรองลิ้นชักตู้เสื้อผ้า ภายในซองมีสิ่งของสามอย่าง:
- สมุดบัญชีธนาคาร: ยอดเงินในบัญชีลดลงอย่างฮวบฮาบในช่วงหกเดือนสุดท้ายก่อนเธอเสียชีวิต เงินทั้งหมดถูกโอนไปยังบัญชีเดียว บัญชีที่มีชื่อว่า “มูลนิธิแสงธรรมเพื่อการชดใช้”
- ภาพถ่ายเก่าๆ: ภาพถ่ายเป็นสีซีเปียของวัดพระธาตุดอยสุเทพ แต่เป็นมุมที่ไม่เคยเผยแพร่มาก่อน มันเป็นภาพของลานระฆังในอดีต ภาพของระฆังใหญ่ที่ถูกพันด้วยผ้าสีแดงเก่าๆ และมีกลุ่มคนใส่ชุดขาวกำลังทำพิธีบางอย่าง ที่น่าตกใจคือ… อาจารย์ไพบูลย์ ยืนอยู่ตรงกลางกลุ่มนั้น แต่วัยหนุ่มกว่ามาก
- จดหมายที่ยังเขียนไม่เสร็จ: จดหมายนั้นมีลายมือของนิสาเอง มันเป็นภาษาไทยที่สวยงามและเรียบง่าย แต่เนื้อหาทำให้เลือดผมเย็นเฉียบ
…ถึง อาทิตย์
ถ้าคุณได้อ่านจดหมายฉบับนี้ แปลว่าฉันทำตามที่ตั้งใจไว้แล้ว อย่าโกรธฉันนะ ที่ผ่านมาชีวิตคู่ของเราเต็มไปด้วยความสุข แต่เรามี ภาระ ที่ต้องชดใช้ ฉันรู้ว่าคุณรักฉันมาก และคุณไม่สามารถอยู่ได้ถ้าไม่มีฉัน แต่คุณ ต้อง อยู่
สิ่งที่ฉันทำไม่ใช่การฆ่าตัวตาย แต่มันคือ การไถ่บาป การกระทำในอดีตของเราที่ส่งผลกระทบต่อผู้อื่น มันหนักหนาเกินกว่าที่คนรุ่นเราจะแบกรับ ฉันได้รับเลือกให้เป็น “ตัวแทน” เพื่อยุติวงจรนี้
โปรดอย่าตามหาความจริงที่วัดพระธาตุ อย่าเชื่อในเสียงกระซิบของระฆังใหญ่ มันไม่ใช่เสียงของฉัน มันคือสิ่งที่ผูกมัดดวงวิญญาณให้ติดอยู่กับ กรรมเก่า ฉันต้องการให้คุณเป็นอิสระ
ฉันรักคุณเสมอ…
ผมปล่อยจดหมายร่วงหล่นลงบนพื้น ห้องทั้งห้องเริ่มหมุนคว้าง การตายของเธอไม่ใช่แค่ความประมาท มันคือ การตัดสินใจ เธอเลือกที่จะตายเพื่อไถ่บาปให้ใคร? หรือไถ่บาปให้กับ เรา?
แล้วคำพูดที่ว่า “มันไม่ใช่เสียงของฉัน” หมายความว่าอย่างไร? ถ้าไม่ใช่เสียงของนิสา แล้วใครคือเสียงที่เรียกชื่อผมอยู่ข้างในระฆัง?
ผมรู้สึกถึงความโกรธที่เพิ่มขึ้นมาแทนที่ความเศร้า ผมถูกหักหลัง ไม่ใช่โดยความตาย แต่โดยความลับที่เธอเก็บงำไว้
ผมเดินออกไปตามหาอาจารย์ไพบูลย์ทันที ผมไม่สนใจแล้วว่าจะเป็นมารยาทหรือผิดเวลา ผมต้องการความจริง
ผมพบท่านกำลังกวาดใบไม้แห้งอยู่บริเวณทางเข้าหลักของวัด การกระทำของท่านดูเรียบง่ายเหมือนไม่ได้มีอะไรเกิดขึ้นเมื่อคืนนี้
“มูลนิธิแสงธรรมเพื่อการชดใช้” ผมยื่นสมุดบัญชีธนาคารให้นายอาจารย์ไพบูลย์ดู “ท่านรู้เรื่องนี้ใช่ไหมครับ?”
อาจารย์ไพบูลย์หยุดกวาดพื้น ท่านยืนนิ่งเป็นรูปปั้น แล้วค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมองผม ด้วยสายตาที่ไม่ได้แสดงความประหลาดใจเลย
“เรื่องบางเรื่องถูกฝังไว้ใต้ดินมานานแล้ว การขุดมันขึ้นมาจะนำพาความทุกข์” ท่านพูดอย่างสงบ
“นิสาเป็นส่วนหนึ่งของลัทธินี้ใช่ไหม? เธอฆ่าตัวตายเพื่อชดใช้กรรมให้ผมใช่ไหม?” ผมถามเสียงดังขึ้นเล็กน้อย แต่ท่านก็ยังคงสงบ
“ไม่มีใครฆ่าตัวตาย อาทิตย์” ท่านตอบ “มีเพียง การถวายชีวิต ด้วยความสมัครใจ การถวายชีวิตเพื่อตัดวงจรที่ยาวนาน มันไม่ใช่การจบสิ้น มันคือ จุดเริ่มต้น ของความสงบที่แท้จริง”
คำพูดของท่านทำให้ผมรู้สึกคลื่นไส้ พวกเขากำลังเรียกการฆ่าตัวตายว่า “การถวายชีวิต” พวกเขากำลังใช้ศรัทธาของนิสาเพื่อปกปิดความจริงที่น่ากลัว
“สัญลักษณ์สามจุดบนระฆังใหญ่คืออะไร? มันคือตราประจำของมูลนิธินี้ใช่ไหม? แล้วพระครูที่ถูกผนึกไว้ในระฆังใหญ่คือใครกันแน่?” ผมรัวคำถามใส่ท่าน
อาจารย์ไพบูลย์ถอนหายใจยาว ท่านมองไปที่ระฆังใหญ่ที่ตั้งตระหง่านอยู่กลางลาน
“พระครูองค์นั้น… ท่านคือผู้ที่ก่อตั้งมูลนิธินี้ ท่านไม่ได้ถูกผนึกเพราะเป็นคนชั่วร้าย ท่านถูกผนึกเพราะ ท่านไม่ยอมทำตามกฎ“
ท่านเล่าเรื่องราวที่น่าขนลุกให้ผมฟัง: หลายร้อยปีก่อน พระครูองค์นี้พบว่าครอบครัวของท่านถูกสาปให้ต้องชดใช้กรรมด้วยชีวิตในแต่ละรุ่น ท่านเลยก่อตั้งมูลนิธิเพื่อหาทาง “ทำพิธีถวาย” ชีวิตเพื่อไถ่บาป พระครูเชื่อว่าถ้าผู้ที่บริสุทธิ์และเต็มใจถวายชีวิต ชีวิตหนึ่งก็สามารถไถ่บาปให้คนทั้งตระกูลได้
แต่แล้ว… พระครูก็ตกหลุมรักหญิงสาวคนหนึ่ง และเมื่อถึงคราวที่หญิงสาวต้องถวายชีวิต ท่านก็ทนไม่ได้ ท่านพยายามเปิดเผยความจริงทั้งหมด พยายามทำลายพิธีกรรม และนั่นจึงเป็นเหตุผลที่สมาชิกมูลนิธิในยุคนั้นตัดสินใจ ขัง ท่านไว้ในระฆังที่ถูกหล่อขึ้นใหม่
“พวกเขาไม่ได้ฆ่าท่าน” อาจารย์ไพบูลย์กระซิบ “พวกเขาใช้ เวทมนตร์ล้านนา ผนึกดวงวิญญาณและ ความรู้สึกผิด ของท่านไว้ในระฆัง เพื่อให้ระฆังนี้เป็นเหมือน หอเตือนภัย ถ้ามีสมาชิกคนใดพยายามจะหลีกหนีการชดใช้ หรือพยายามจะทรยศต่อกฎ… ระฆังก็จะส่งเสียงเตือน”
“แล้วเสียงที่ผมได้ยิน… เสียงของนิสา…” ผมพยายามกลืนน้ำลาย
“นั่นแหละคือสิ่งที่น่ากลัวที่สุด อาทิตย์” ท่านมองลึกเข้าไปในดวงตาของผม “ระฆังไม่ได้เก็บแค่ดวงวิญญาณ แต่เก็บ ความรู้สึกผิด ที่แรงกล้าที่สุดของผู้ที่ถูกถวายชีวิตไว้ด้วย เมื่อเสียงระฆังดังขึ้นในคืนเดือนเพ็ญ มันไม่ได้เรียกหา คุณ มันกำลังเรียกหา ผู้ชดใช้คนต่อไป“
และสิ่งที่ทำให้ผมตกตะลึงที่สุด… อาจารย์ไพบูลย์ยื่นมือออกมาแล้วดึงคอเสื้อของท่านลง
ที่หน้าอกด้านซ้ายของท่าน มีรอยสักสีเข้มที่ดูเก่าแก่ สัญลักษณ์วงกลมสามจุด
“ฉันคือผู้ดูแลคนต่อไปในตระกูลที่ถูกสาป… ฉันต้องเฝ้าดูความผิดบาปที่บรรพบุรุษของฉันสร้างไว้ และคอยควบคุมไม่ให้ระฆังร้องเรียกใครที่ไม่ควรถูกเรียก”
ผมรู้สึกว่าทุกสิ่งที่ผมเคยเชื่อกำลังพังทลายลง อาจารย์ไพบูลย์ไม่ใช่ผู้ร้าย ท่านคือ เหยื่อ ที่ยังต้องหายใจอยู่
“แต่เมื่อคืนนี้… ทำไมระฆังถึงร้องเรียกชื่อผม?” ผมถามด้วยความหวาดกลัวอย่างแท้จริง
อาจารย์ไพบูลย์มองผมด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความสงสาร ท่านพูดเสียงแผ่วเบาว่า:
“นิสา… เธอไม่ได้ถวายชีวิตเพื่อไถ่บาป คุณ เธอถวายชีวิตเพื่อไถ่บาป ตัวเธอเอง“
“กรรมเก่าของเธอไม่ได้เกี่ยวกับคุณ แต่มันเป็นของตระกูลเธอ… และก่อนที่เธอจะเสียชีวิต… เธอได้ โอนถ่าย กรรมทั้งหมดของเธอมาให้คุณ”
ผมเซถอยหลัง ร่างกายของผมเย็นเฉียบ
นิสาไม่ได้ตายเพื่อช่วยผม… เธอตายเพื่อ ส่งต่อ คำสาปมาให้ผม
เธอต้องการให้ผมเป็นอิสระจากเธอ… โดยการผูกมัดผมไว้กับ กรรม ที่เธอไม่ต้องการแบกรับ
คำพูดของอาจารย์ไพบูลย์ทิ้งผมไว้ในห้วงแห่งความว่างเปล่า มันไม่ใช่ความเศร้าอีกต่อไป แต่มันคือ ความรู้สึกถูกหลอกใช้ และ ความโดดเดี่ยว อย่างที่สุด
นิสา… เธอไม่ได้เป็นนางฟ้าผู้เสียสละอย่างที่ผมคิด แต่เธอเป็นผู้หญิงที่กลัวกรรมของตระกูลมากพอที่จะโยนมันใส่คนที่รักที่สุด
ผมย้อนกลับไปคิดถึงคืนสุดท้ายที่เราอยู่ด้วยกัน เธอถามผมว่า “อาทิตย์… คุณจะอยู่กับฉันเสมอไปใช่ไหม ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น?” ผมตอบว่า “แน่นอนสิ ที่รัก”
เธอคงกำลังวางแผนการ “โอนถ่ายกรรม” นั้นอยู่แล้วในขณะที่ถามคำถามนั้น คำว่า “เสมอไป” ของผมกลายเป็นพันธนาการที่เธอใช้รัดคอผม
ผมมองอาจารย์ไพบูลย์ ท่านดูแก่ชราลงไปอีกหลายปีในไม่กี่นาทีที่ผ่านมา ท่านคือผลผลิตของคำสาป ท่านคือผู้คุมที่ถูกจองจำอยู่ในคุกเดียวกับนักโทษ
“ท่านรู้… ท่านรู้มาตลอดว่านิสากำลังจะทำอะไร?” ผมถาม เสียงของผมแหบพร่า
“ฉันไม่ได้รู้ในรายละเอียด” ท่านตอบ “แต่ฉันรู้ว่าเธออยู่ภายใต้การชักจูงของ มูลนิธิแสงธรรม รุ่นใหม่ พวกเขาเชื่อในหลักการที่บิดเบือนไปแล้ว พวกเขาเชื่อว่าการทำพิธี ‘โอนถ่ายกรรม’ ให้แก่คนนอกตระกูลจะทำให้พวกเขาบริสุทธิ์อย่างถาวร โดยที่ไม่ต้องมีคนในตระกูลต้องสังเวยอีก”
อาจารย์ไพบูลย์เดินนำผมไปยังศาลาเล็กๆ ที่มืดมิดด้านหลังวัด ศาลานั้นมีไว้สำหรับเก็บเครื่องมือและวัตถุโบราณที่ไม่มีใครสนใจ ท่านหยิบกล่องไม้เก่าๆ ที่ถูกปิดผนึกไว้ด้วยดินครั่ง
“พระครูที่ถูกผนึกไว้ในระฆัง… ก่อนที่ท่านจะถูกขัง… ท่านทิ้งสิ่งนี้ไว้”
ท่านเปิดกล่อง ภายในมีเพียงแผ่นหนังสีดำที่เขียนด้วยอักษรล้านนาโบราณ และมี กระดิ่งทองเหลืองเล็กๆ ที่มีรอยร้าว
“นี่คือ… ตำราปฏิเสธกรรม” อาจารย์ไพบูลย์อธิบาย “เป็นวิธีเดียวที่พระครูพยายามจะทำลายวงจรนี้ แต่มันไม่สมบูรณ์ เพราะท่านยังทำไม่สำเร็จก่อนจะถูกจับผนึก”
“แล้วกระดิ่งนี้คืออะไรครับ?” ผมชี้ไปที่กระดิ่งเก่าๆ
“มันคือของปลอบใจ… เป็นเครื่องรางที่พระครูทำให้นิสาวในอดีตที่ท่านรักก่อนเธอจะถูกบังคับให้สังเวยชีวิต… มันมีพลังที่จะ สะท้อน เสียงระฆังใหญ่ได้ แต่มันร้าว… ใช้ไม่ได้แล้ว”
ผมรู้สึกว่าตัวเองกำลังเข้าไปพัวพันกับเรื่องราวที่ไม่สามารถถอนตัวได้อีกต่อไป ผมไม่ใช่แค่นักวิจัย ผมคือ ผู้รับกรรม คนใหม่
“แล้วตอนนี้ผมต้องทำยังไง?” ผมรู้สึกหมดหนทาง
“มีทางเดียว…” อาจารย์ไพบูลย์มองผมอย่างจริงจัง “เธอต้องทำให้เสียงระฆังดังขึ้นในเวลาที่ไม่ใช่คืนเดือนเพ็ญ และต้องทำให้มันดังขึ้นด้วย เจตนาที่บริสุทธิ์ ไม่ใช่ด้วยความกลัว นั่นจะทำให้พลังการผนึกของระฆังอ่อนแอลง และทำให้วิญญาณของพระครูสามารถสื่อสารกับเธอได้ แต่ถ้าเธอทำสำเร็จ… พลังงานทั้งหมดจะพุ่งเข้าสู่ร่างกายเธอ นั่นหมายความว่า… เธออาจจะถูก จองจำ เหมือนพระครูองค์นั้น”
“แต่ผมไม่สามารถปล่อยให้มันเป็นแบบนี้ได้” ผมกำมือแน่น “ผมต้องรู้ความจริงทั้งหมด ผมต้องรู้ว่านิสาทำพิธีโอนถ่ายกรรมได้อย่างไร และผมจะยกเลิกมันได้ยังไง”
ผมตัดสินใจในวินาทีนั้น ไม่ใช่เพราะความกลัวต่อกรรม แต่เพราะความต้องการที่จะ เข้าใจ และ ให้อภัย นิสา
การให้อภัยไม่ได้หมายถึงการยอมรับสิ่งที่เธอทำ แต่มันคือการปลดปล่อยตัวผมเองจากความเกลียดชัง
“ผมจะทำ” ผมพูดอย่างหนักแน่น “ผมจะทำให้ระฆังดัง”
อาจารย์ไพบูลย์ส่ายหน้าด้วยความเศร้า “เธอเลือกทางที่ยากลำบากที่สุด อาทิตย์… เธอต้องระวัง! พวกมูลนิธิยังคงมีคนของพวกเขาอยู่รอบๆ วัด พวกเขาไม่ต้องการให้ระฆังนี้ถูกแตะต้องด้วยเจตนาอื่นนอกเหนือจากการสังเวย”
ผมกลับไปที่ห้องพัก ผมเริ่มอ่านตำราโบราณที่อาจารย์ไพบูลย์ให้มา ตัวอักษรล้านนาโบราณสับสนอลหม่าน แต่ผมมีความรู้ด้านโบราณคดีอยู่บ้าง ผมพยายามถอดความ
ความรู้ที่ผมได้รับจากตำรา:
- พิธีโอนถ่ายกรรม ต้องทำในวันเกิดของผู้รับกรรม
- ต้องใช้ ของรักที่สุด ของผู้โอนถ่ายกรรม เป็นสื่อกลาง (สื่อนั้นคืออะไร?)
- พิธีจะถูกผนึกเมื่อผู้รับกรรม ได้ยินเสียงเรียก ของผู้ถวายชีวิตจากระฆังใหญ่ในคืนเดือนเพ็ญ
ผมหยุดคิด วันเกิดของผมคือเมื่อสองสัปดาห์ที่แล้ว… ก่อนคืนเดือนเพ็ญที่ผมได้ยินเสียงเรียกของนิสา
เธอกำลังรีบ… รีบทำพิธีให้เสร็จสิ้นก่อนวันเกิดของผม…
ผมจำได้ว่านิสาทิ้ง สร้อยคอหยก ที่ผมให้เธอไว้บนโต๊ะข้างเตียง สร้อยคอเส้นนั้นหายไปหลังจากวันเกิดของผม
นั่นแหละคือ ของรักที่สุด ที่เธอใช้โอนถ่ายกรรมมาให้ผม
ผมต้องทำอะไรบางอย่างอย่างรวดเร็ว ก่อนที่ความกลัวและความคลุ้มคลั่งจะครอบงำผมจนหมดสิ้น
ผมตัดสินใจกลับไปที่ระฆังใหญ่ในยามพลบค่ำ ท้องฟ้าเป็นสีม่วงเข้ม ผสมกับสีแดงของเมฆที่ถูกแสงอาทิตย์สุดท้ายส่องผ่าน
ผมพบ ร่องรอย บางอย่างที่ถูกซ่อนไว้ใต้ฐานระฆัง เมื่อคืนนี้อาจารย์ไพบูลย์โรยผงสีขาวไว้เพื่อซ่อนมัน
มันคือรอยขีดข่วนบางๆ ที่เพิ่งทำขึ้นใหม่ เป็นรอยของโลหะที่ถูกลากออกไป
มีอะไรบางอย่างที่ถูกซ่อนอยู่ใต้ระฆัง
ผมผลักระฆังด้วยกำลังทั้งหมดที่มี แต่ระฆังใหญ่เกินกว่าที่มนุษย์คนเดียวจะขยับได้
ผมล้มลงบนพื้นหินอ่อนที่เย็นเฉียบ ความสิ้นหวังเข้าครอบงำ ผมกำลังจะยอมแพ้
ทันใดนั้น…
ผมเหลือบไปเห็น กระดิ่งทองเหลือง ที่อาจารย์ไพบูลย์ให้ผม มันถูกยัดไว้ในกระเป๋าเสื้อของผมอย่างลวกๆ
กระดิ่งที่แตก… ที่ถูกกล่าวว่าใช้ไม่ได้แล้ว
ผมกำกระดิ่งไว้ในมือ ผมรู้สึกถึงความร้อนแผ่ซ่านออกมาจากโลหะที่ร้าว
ผมหลับตาลง ผมนึกถึงใบหน้าของนิสา นึกถึงคำพูดสุดท้ายของเธอ: “ฉันรักคุณเสมอ…”
ไม่ว่าเธอจะส่งต่อกรรมให้ผมด้วยเหตุผลใดก็ตาม… ผมยังต้องทำตามสัญญา
ผม ดีด กระดิ่งทองเหลืองที่ร้าว
แก๊ง!
เสียงที่ออกมาไม่ดัง แต่เสียงนั้น… สะท้อน เข้าสู่เนื้อโลหะของระฆังใหญ่
ระฆังใหญ่เริ่มสั่น… สั่นอย่างช้าๆ แต่ทรงพลัง
พื้นดินเริ่มสั่นสะเทือนเบาๆ เสียงกระซิบที่ไม่สามารถแยกแยะได้ดังขึ้นรอบๆ ตัวผม
ผมไม่รู้ว่าผมทำสำเร็จไหม ผมไม่รู้ว่าผมกำลังเรียกวิญญาณพระครูออกมา หรือกำลังเชื้อเชิญ มูลนิธิแสงธรรม
สิ่งที่ผมรู้คือ ผมได้ตัดสินใจแล้ว
ผมยืนขึ้น มองดูระฆังที่กำลังสั่นอย่างบ้าคลั่ง ในที่สุด ผมก็เลือกที่จะเผชิญหน้ากับความจริงที่นิสาพยายามหนี
เสียงสั่นสะเทือนของระฆังดังขึ้นจนเหมือนจะฉีกขาดแก้วหูของผม แล้วก็ดังขึ้นเรื่อยๆ จนถึงจุดที่มันไม่สามารถดังไปกว่านี้ได้อีกแล้ว
โครมมมมมมมมม!
เสียงระฆังดังเป็นครั้งสุดท้าย และในเสียงที่ดังก้องนั้น… ผมได้ยิน เสียงหัวเราะ ที่เย็นชาและชั่วร้าย ไม่ใช่เสียงพระครู ไม่ใช่เสียงนิสา… แต่เป็นเสียงของ ความมืดมิด ที่กำลังรอคอยผม
เสียงระฆังที่แตกก้องทำลายความเงียบของดอยสุเทพ และทำลายสติสัมปชัญญะที่เหลืออยู่ของผมด้วย ผมรู้สึกเหมือนถูกพายุแห่งพลังงานซัดเข้าใส่ ร่างกายของผมเบาหวิวเหมือนขนนก แล้วก็ถูกทิ้งลงบนพื้นอย่างแรง
เมื่อเสียงระฆังสงบลง ผมพยายามลืมตา มันมืดสนิทไปหมด ไม่ใช่ความมืดของกลางคืน แต่เป็นความมืดที่ไร้แสง ไม่มีดวงดาว ไม่มีดวงจันทร์ ไม่มีแม้แต่แสงไฟจากเมืองเชียงใหม่ที่เคยส่องสว่างอยู่เบื้องล่าง
ผมลุกขึ้นนั่ง มองไปที่ระฆังใหญ่… มันนิ่งสนิท ราวกับไม่เคยส่งเสียงใดๆ ออกมา แต่ความรู้สึกหวาดกลัวและเสียงหัวเราะที่เยือกเย็นนั้นยังคงก้องอยู่ในหู
ผมรู้สึกว่ามีคนกำลังจ้องมองอยู่จากด้านหลัง ผมหันไปทันที
อาจารย์ไพบูลย์ยืนอยู่ตรงนั้น มือของท่านถือตะเกียงน้ำมันเก่าๆ ใบหน้าของท่านเต็มไปด้วยความโกรธและความผิดหวัง
“แกทำอะไรลงไป อาทิตย์! ฉันเตือนแกแล้ว! แกได้ทำลายกำแพงที่ฉันพยายามสร้างมาตลอดหลายปี!” ท่านกระซิบด้วยน้ำเสียงเกรี้ยวกราด
“ผมต้องรู้ความจริง” ผมตอบ “ผมได้ยินเสียงหัวเราะ… นั่นไม่ใช่เสียงของพระครู ใช่ไหมครับ?”
อาจารย์ไพบูลย์เดินเข้ามาใกล้ ท่านวางตะเกียงลงบนพื้น แสงริบหรี่ทำให้เงาของท่านบิดเบี้ยวและน่ากลัว
“เสียงหัวเราะนั้น… คือ ลัทธิแสงธรรม พวกมันได้ยินเสียงระฆังแล้ว! แกได้ประกาศให้โลกรู้ว่าผู้รับกรรมคนใหม่ได้ปรากฏตัวขึ้นแล้ว!”
ท่านมองไปที่ฐานระฆัง แล้วก็คุกเข่าลง ท่านใช้มือเปล่าขุดดินและฝุ่นที่ปิดบังร่องรอยเอาไว้
“แกเห็นสิ่งที่แกปล่อยออกมาไหม?”
ใต้ฐานระฆัง มี อุโมงค์ ขนาดเล็กที่ถูกปิดไว้ด้วยแผ่นหินที่ถูกสกัดออกไปเมื่อตอนที่ผมทำให้ระฆังสั่น
อุโมงค์นั้นมืดและมีกลิ่นอับชื้นของดินและศพเก่าๆ
“อุโมงค์นี้คือที่ซ่อนของ พระครู… หรืออย่างน้อยก็สิ่งที่เหลืออยู่ของท่าน ก่อนที่เขาจะถูกหล่อผนึกไว้ในทองสัมฤทธิ์ พวกเขาแยกชิ้นส่วนของท่านออกไปฝังไว้ตามจุดต่างๆ ของวัด เพื่อให้วิญญาณของท่านไม่มีวันสงบ” อาจารย์ไพบูลย์อธิบาย
“ตำราที่ผมอ่าน… มันบอกว่าต้องใช้ ของรักที่สุด เป็นสื่อกลางในการโอนถ่ายกรรม” ผมมองเข้าไปในอุโมงค์ด้วยความหวาดกลัว “แล้ว… ของรักที่สุดของนิสาที่ใช้โอนถ่ายกรรมให้ผม มันอยู่ข้างในนี้ใช่ไหมครับ?”
อาจารย์ไพบูลย์นิ่งไปพักหนึ่ง ท่านหลับตาลงอย่างเจ็บปวด
“ฉันไม่แน่ใจ… แต่พระครูบอกไว้ว่า สิ่งที่ใช้เชื่อมโยงกับวิญญาณคือสิ่งที่ ไม่ควรมีชีวิต อีกต่อไป”
“สร้อยคอหยกของนิสา” ผมพูด “มันถูกใช้เป็นสื่อกลาง!”
ผมรวบรวมความกล้าทั้งหมดที่มี แล้วคลานเข้าไปในอุโมงค์นั้น กลิ่นเหม็นสาบตีเข้าจมูกของผมทันที อุโมงค์แคบมากจนผมต้องคลานเข่าและใช้ศอกนำทาง
มันเป็นความมืดมิดที่น่ากลัวที่สุดที่ผมเคยเจอมาในชีวิต ผมรู้สึกเหมือนกำแพงกำลังบีบตัวเข้าหาผม ผมคลำหาทางไปเรื่อยๆ จนกระทั่งมือของผมไปสัมผัสกับอะไรบางอย่างที่เย็นและเป็นโลหะ
มันคือ โถทองเหลืองโบราณ ที่ถูกพันด้วยสายสิญจน์แห้งกรอบ
ผมดึงโถนั้นออกมาด้วยความทุลักทุเล แล้วคลานออกมาจากอุโมงค์
ผมวางโถลงบนพื้นหินอ่อนแล้วเปิดฝาออก กลิ่นคาวและกลิ่นดินพุ่งออกมาจนผมต้องอาเจียน
ภายในโถนั้นมี สร้อยคอหยก ที่ผมมอบให้นิสาจริงๆ มันห่อด้วยผ้ากาสาวพัสตร์สีเหลืองเก่าๆ แต่ข้างสร้อยคอ… มีสิ่งที่ทำให้ผมตกตะลึงจนพูดไม่ออก
มันไม่ใช่เศษกระดูก แต่มันคือ เส้นผม สีดำขลับยาวสลวยที่ถูกมัดรวมกันไว้อย่างแน่นหนา
อาจารย์ไพบูลย์มองเข้าไปในโถ แล้วก็ทรุดตัวลงคุกเข่า
“นี่คือ เครื่องสังเวย… เส้นผม… เป็นสิ่งที่พระครูใช้ในอดีตเพื่อเชื่อมโยงวิญญาณกับโลกภายนอก มันคือ ‘ของรักที่สุด’ ที่ไม่ใช่สิ่งของ”
แต่สิ่งที่ทำให้ผมหัวใจสลายจริงๆ คือ… ผมจำเส้นผมนั้นได้
มันคือเส้นผมของนิสา… ที่ผมตัดเก็บไว้ในคืนก่อนเธอจะเสียชีวิต…
คืนนั้น… เธอขอให้ผมตัดผมให้เธอเล็กน้อยเพื่อเก็บไว้เป็นที่ระลึก ผมปฏิเสธที่จะทำตามเพราะรู้สึกไม่ดี แต่เธอยืนกราน… เธอรู้มาตลอดว่าผมจะต้องตัดผมให้เธอในคืนนั้น เพื่อใช้เป็นสื่อกลางในการโอนถ่ายกรรม
ความรักของเธอที่ผมเคยเชื่อ… มันถูกใช้เป็นเครื่องมือที่ร้ายกาจที่สุดในการทำลายผม
ขณะที่ผมจมดิ่งอยู่ในความเจ็บปวดของการถูกทรยศ ผมก็ได้ยินเสียงที่ทำให้ผมต้องเงยหน้าขึ้น
เสียงฝีเท้า หลายคู่กำลังวิ่งขึ้นบันไดนาคมาทางเรา
“พวกมันมาแล้ว!” อาจารย์ไพบูลย์ดึงโถนั้นแล้วยัดใส่ในอกเสื้อของท่าน “แกต้องหนีไปจากที่นี่! พวกมันจะจับแกไปทำพิธีผนึก!”
“ผมจะหนีไปไหน?” ผมถาม “ผมอยู่ภายใต้คำสาปแล้ว!”
“แกต้องไปที่ จุดกำเนิดของกรรม” ท่านพูดอย่างเร่งรีบ “ที่ที่เธอทำพิธีโอนถ่ายกรรมให้แก! ที่นั่นมีทางเดียวที่จะทำลายมันได้!”
ก่อนที่ผมจะได้ถามอะไรเพิ่มเติม กลุ่มคนในชุดขาวก็ปรากฏตัวขึ้น พวกเขาประมาณห้าหรือหกคน ใบหน้าของพวกเขาปิดบังไว้ด้วยผ้าสีขาว แต่สายตาที่โผล่ออกมาเต็มไปด้วยความอำมหิตและศรัทธาที่บิดเบือน
“หยุดเดี๋ยวนี้! อาจารย์ไพบูลย์!” หัวหน้ากลุ่มสั่ง “ท่านทรยศต่อพันธะ! และแก… แกคือผู้รับกรรมคนใหม่! จงกลับสู่จุดเริ่มต้นของแก!”
อาจารย์ไพบูลย์ใช้ตะเกียงน้ำมันขว้างใส่กลุ่มคนนั้นอย่างรวดเร็ว ทำให้เกิดควันและแสงไฟวูบวาบเพียงชั่วครู่
“หนีไป อาทิตย์! ไปที่ บ้านเก่า ของแก! ที่นั่นแหละที่นิสาทำพิธี!”
ผมวิ่งหนีลงจากดอยสุเทพอย่างไม่คิดชีวิต ผมไม่ได้วิ่งเพราะกลัวถูกจับ แต่ผมวิ่งเพราะต้องการไปที่ “จุดกำเนิด” นั้น… ที่ที่คำสาปนี้เริ่มต้นขึ้น
ผมขับรถกลับบ้านเก่าของเราในตัวเมืองเชียงใหม่ด้วยความเร็วสูง ผมขับฝ่าความมืดและความหวาดกลัว
บ้านเก่า… เป็นที่ที่นิสาเสียชีวิต… ในอุบัติเหตุนั้น…
แต่ทำไมอาจารย์ไพบูลย์บอกว่า บ้านเก่า คือที่ที่เธอทำพิธีโอนถ่ายกรรม?
ผมจอดรถอย่างแรงหน้าบ้านเก่า ผมเปิดประตูแล้ววิ่งเข้าไปทันที ทุกอย่างยังคงเหมือนเดิมราวกับว่าเธอเพิ่งออกไปเมื่อวานนี้
ผมวิ่งไปที่ห้องนอนของเรา ห้องที่เธอถามผมว่า “คุณจะอยู่กับฉันเสมอไปใช่ไหม?”
บนเตียง… ไม่มีอะไรผิดปกติ แต่เมื่อผมดึงผ้าปูที่นอนออก ผมเห็น รอยด่างดำ ขนาดใหญ่ที่ถูกปกปิดไว้ด้วยผ้าปูที่นอน
นั่นไม่ใช่รอยด่าง… มันคือ รอยเลือด ที่แห้งกรังแล้ว
นิสาไม่ได้เสียชีวิตในอุบัติเหตุทางรถยนต์…
เธอเสียชีวิต ในห้องนี้ ในคืนที่ผมหลับด้วยยานอนหลับ
เธอ… ถวายชีวิต ด้วยมือของเธอเอง…
ความจริงแผดเผาผมยิ่งกว่าไฟนรก รอยเลือดบนผ้าปูที่นอนไม่ใช่รอยจากบาดแผลธรรมดา แต่มันคือ หลักฐาน ของการกระทำอันแสนเศร้าและน่าหวาดกลัวของนิสา
อุบัติเหตุรถยนต์… เป็นเพียงเรื่องที่ลัทธิและอาจารย์ไพบูลย์สร้างขึ้นเพื่อปกปิดการ “ถวายชีวิต” ที่บ้านหลังนี้ ในคืนที่ผมหลับใหลอยู่ข้างเธอ
เธอโกหกผมในขณะที่เธอกำลังตาย เธอกล่าวคำอำลาในขณะที่เธอกำลังทำพิธีโอนถ่ายกรรมให้กับผม
ผมทรุดตัวลงนั่งข้างรอยเลือดนั้น ผมไม่ได้ร้องไห้ แต่ความรู้สึกที่ท่วมท้นในอกคือความว่างเปล่าที่หนักอึ้ง ผมหยิบโทรศัพท์มือถือที่สั่นขึ้นมา อาจารย์ไพบูลย์โทรมา
“อาทิตย์! แกอยู่ที่บ้านเก่าแล้วใช่ไหม? ฟังฉันให้ดี… ลัทธิแสงธรรม มาถึงที่นี่แล้ว! พวกมันรู้ว่าแกกำลังตามหาความจริง! แกต้องทำลายหลักฐานก่อนที่พวกมันจะมาถึง!” เสียงของท่านสั่นและเต็มไปด้วยความเร่งรีบ
“หลักฐานอะไรครับ? รอยเลือดนี่เหรอ?”
“ไม่ใช่รอยเลือด! มันคือ ของรักที่สุด ที่เธอใช้ผูกพันแกกับคำสาป! สร้อยคอหยกอยู่ในโถ… แต่ยังมีสิ่งอื่นที่สำคัญกว่า! สิ่งที่แสดงถึง ความสมัครใจ ในการรับกรรมของแก!”
“ผมไม่ได้สมัครใจ!” ผมตะโกนใส่โทรศัพท์
“ไม่! เธอทำให้แกสมัครใจ! คืนนั้น… เธอไม่ได้ตายเปล่า! เธอต้องทำให้แกยอมรับการสละชีวิตของเธอ!”
ผมพยายามนึกย้อนไปถึงคืนนั้น… คืนที่ผมหลับใหลอย่างหนักด้วยยานอนหลับ
จู่ๆ… ภาพก็แวบเข้ามาในหัวของผม
ภาพในคืนนั้น (Flashback): ผมตื่นขึ้นมาเล็กน้อยจากฤทธิ์ยา เห็นนิสากำลังยืนอยู่ข้างเตียง มือของเธอถือมีดเล่มเล็กๆ และอีกมือหนึ่งถือ เส้นผม ของเธอ
“ที่รัก… ฉันรักคุณ… คุณสัญญาแล้วนะ… คุณจะรับ… ภาระ นี้ไว้แทนฉัน…” เสียงของเธอแผ่วเบาและน่าสงสาร
ผมในสภาพกึ่งหลับกึ่งตื่น ได้แต่พยักหน้าเล็กน้อย… “อืม… ฉันรับไว้…”
ภาพปัจจุบัน: นั่นคือการ สมัครใจ ของผม การพยักหน้าและการตอบรับคำถามในยามวิกฤต เป็นการยอมรับที่นิสาใช้เป็นกุญแจสำคัญในการโอนถ่ายกรรม!
“มันคือคำพูด… คำพูดของผมที่ ‘ยอมรับ’ ในคืนนั้น!” ผมบอกอาจารย์ไพบูลย์
“ไม่ใช่! มันต้องมี เครื่องราง ที่เธอใช้ผนึกคำพูดของแกไว้!” ท่านพูด “ไปที่หิ้งพระ! ที่ที่เธอเก็บรูปถ่ายครอบครัวของเราไว้!”
ผมรีบไปที่หิ้งพระที่มุมห้อง ไม่มีพระพุทธรูป มีเพียงรูปถ่ายแต่งงานของเราและแจกันดอกมะลิที่แห้งกรอบ
ผมผลักแจกันออกไป แล้วก็พบสิ่งที่ซ่อนอยู่
มันคือ กระดาษสา แผ่นเล็กๆ ที่มีรอยยิ้มของนิสาถูกวาดด้วยลายเส้นง่ายๆ กระดาษนั้นพับไว้หลายชั้น
ผมเปิดมันออก ภายในกระดาษสา มีสิ่งเล็กๆ ที่เหมือน เม็ดทราย สีดำสามเม็ด และมีข้อความเขียนไว้: “ฉันยินดี”
“ผมเจอแล้ว! มันคือกระดาษสา มีเม็ดทรายสีดำสามเม็ด!”
“นั่นคือ ธุลีสังขาร ของพระครู! เม็ดทรายที่เปื้อนด้วยน้ำตาและความรู้สึกผิดของท่าน! เธอใช้มันผนึกคำพูดของแกไว้กับคำสาป! แกต้องทำลายมัน! เผามันซะ!” อาจารย์ไพบูลย์สั่ง
ผมมองไปที่เม็ดทรายสีดำ ผมสัมผัสได้ถึงพลังงานมืดมิดที่แผ่ออกมา ผมกำกระดาษสาไว้แน่น
ทันใดนั้น… ผมได้ยิน เสียง
เสียงนั้นมาจากด้านนอกบ้าน ไม่ใช่เสียงของรถยนต์ แต่เป็นเสียงของการ เคลื่อนไหว อย่างเป็นระเบียบของกลุ่มคน
ลัทธิแสงธรรมมาถึงแล้ว!
ผมวิ่งไปที่หน้าต่าง มองผ่านม่านที่ปิดอยู่ กลุ่มคนในชุดขาวประมาณหกถึงเจ็ดคนกำลังเดินตรงมาที่บ้านของเราอย่างช้าๆ ไม่มีใครพูดอะไร พวกเขาเดินเข้ามาด้วยความสงบที่น่ากลัว
ผมไม่มีเวลาแล้ว! ผมต้องเผาไอ้กระดาษสานั่น!
ผมวิ่งเข้าไปในห้องครัว เปิดเตาแก๊ส แล้วจุดไฟ ผมทิ้งกระดาษสาลงไปในเปลวไฟทันที
ฟู่!
เปลวไฟลุกท่วมกระดาษสาอย่างรวดเร็ว เม็ดทรายสีดำทั้งสามเม็ดระเบิดออกด้วยเสียงเล็กๆ แต่ดังราวกับฟ้าผ่าในห้องครัว
ทันใดนั้น…
ร่างกายของผม ชา ไปหมด ความเจ็บปวดอย่างรุนแรงพุ่งขึ้นมาจากแผ่นหลังของผม ราวกับว่าใครบางคนกำลังใช้ไฟมาเผาผมจากภายใน
ผมล้มลงกับพื้น ผมมองเห็นกลุ่มคนในชุดขาวที่เพิ่งพังประตูหน้าบ้านเข้ามา พวกเขาหยุดนิ่งเมื่อเห็นผมที่กำลังชักกระตุกด้วยความเจ็บปวด
“แกพยายามทำลายการผนึก!” หัวหน้ากลุ่มพูดด้วยเสียงที่ถูกดัดแปลงให้ทุ้มต่ำและน่ากลัว “แกทรยศต่อการถวายชีวิตของเธอ! กรรมจะตามสนองแก!”
“พวกแก… บิดเบือนคำสอน!” ผมพยายามพูด แต่เสียงของผมก็ถูกกลืนหายไปกับความเจ็บปวด
หัวหน้ากลุ่มคนนั้นก้าวเข้ามาใกล้ เขาเงยหน้าขึ้นอย่างช้าๆ เผยให้เห็นใบหน้าที่ซีดเซียวและดวงตาที่ว่างเปล่า
“เธอ… เธอไม่ได้หนีอาทิตย์” เขาพูด “เธอ สละ ชีวิตเพื่อความสงบของเธอเอง เธอไม่ต้องการความรักของแก เธอต้องการเพียงอิสรภาพ”
เขาชี้ไปที่ผม แล้วกลุ่มคนอื่นๆ ก็พุ่งเข้ามาหาผมทันที พวกเขาจับผมไว้แล้วลากผมออกจากบ้าน
ผมมองไปที่หัวหน้ากลุ่มอีกครั้ง ผมมองลึกเข้าไปในดวงตาที่ว่างเปล่าของเขา… ดวงตาคู่นี้… ผมเคยเห็นมาก่อน
เขาคือ… น้าชาย ของนิสา!
คนที่เคยเป็นเหมือนพี่ชายของผมเอง!
นี่คือการทรยศที่แท้จริง! ไม่ใช่แค่จากนิสา… แต่จากคนที่ผมเคยเรียกว่าครอบครัว!
พวกเขาลากผมขึ้นรถตู้สีดำที่ไม่มีป้ายทะเบียน ผมดิ้นรนแต่ไม่สามารถต้านทานพลังของพวกเขาได้
ขณะที่รถตู้กำลังแล่นออกจากบ้าน ผมมองเห็นอาจารย์ไพบูลย์กำลังวิ่งเข้ามาที่ประตูรั้วบ้านเก่าของเรา ท่านพยายามที่จะตะโกนเรียกผม แต่เสียงของท่านถูกลมและความเร็วของรถกลืนหายไป
อาจารย์ไพบูลย์พลาดแล้ว!
ผมถูกจับไป!
ผมรู้ว่าผมกำลังถูกพาตัวกลับไปยังที่เดียวที่ผมพยายามหนี… วัดพระธาตุดอยสุเทพ
พวกเขาจะใช้ผมเป็นผู้ชดใช้คนต่อไป… พวกเขาจะผนึกผมไว้ในระฆัง!
ผมพยายามรวบรวมสติที่แตกสลาย ผมรู้สึกว่าฤทธิ์ยาที่ผมกินไปกำลังหายไป ทำให้ความเจ็บปวดและความกลัวเข้ามาแทนที่
ผมต้องหาทางหนี… ผมต้องทำลายพิธีนี้ให้ได้!
รถตู้สีดำแล่นขึ้นดอยสุเทพอย่างเงียบเชียบ พวกเขาใช้เส้นทางลับที่มืดมิดและขรุขระกว่าปกติ ผมถูกมัดมือไพล่หลังด้วยเชือกป่านที่บาดผิวหนัง
ผมมองไปที่น้าชายของนิสา ผู้ที่ผมรู้จักในนาม ประเสริฐ (Prasert) เขาเป็นหัวหน้ากลุ่มลัทธิ พวกเขานั่งนิ่งๆ ในความมืด ราวกับหุ่นยนต์ที่ถูกตั้งโปรแกรมไว้แล้ว
“ทำไมต้องทำแบบนี้ ประเสริฐ? นิสาไม่สมควรตาย! แล้วทำไมต้องลากผมเข้ามาในเรื่องบ้าๆ นี้ด้วย!” ผมถามเสียงสั่น
ประเสริฐไม่ตอบ เขาเพียงแค่ยิ้มเยาะอย่างเย็นชา รอยยิ้มนั้นไม่ใช่ของมนุษย์ที่ผมเคยรู้จัก แต่เป็นรอยยิ้มของ ศรัทธาที่บ้าคลั่ง
“แกไม่เข้าใจหรอก อาทิตย์” ประเสริฐพูดด้วยเสียงทุ้มต่ำ “นี่คือ ของขวัญ ที่นิสามอบให้แก เธอรักแกมาก… มากพอที่จะให้แกได้รับอิสรภาพจากวงจรนี้”
“อิสรภาพ? นี่คืออิสรภาพที่แกหมายถึงเหรอ? การถูกผนึกไว้ในระฆัง!”
“ระฆังไม่ใช่คุก… มันคือ อาศรมสุดท้าย ที่วิญญาณจะสงบได้ นิสาหลอกพวกเราทุกคน เธอทำพิธีโอนถ่ายกรรมให้กับแกเพื่อให้พวกเราเชื่อว่าวงจรได้จบลงแล้ว แต่ที่จริง… เธอเพียงแค่ต้องการให้ ผู้ที่รักเธอ เข้ามาแบกรับภาระที่เธอทนไม่ไหว”
คำพูดของเขาทำให้ผมรู้สึกชาไปถึงกระดูกสันหลัง นิสาไม่ได้แค่โยนกรรมให้ผม แต่เธอใช้ความรักของผมเป็น กุญแจ ในการส่งมอบผมให้กับลัทธิ!
ผมรู้สึกถึงน้ำหนักของ ธุลีสังขาร ที่ผมเผาไปเมื่อครู่ ร่างกายของผมยังคงเจ็บปวดจากการถูกผนึกบางส่วน
“ถ้าเธอต้องการให้ผมรับกรรม… ทำไมเธอถึงไม่บอกความจริงกับผมก่อน?”
“เพราะถ้าแกรู้… แกก็จะหนี” ประเสริฐตอบอย่างง่ายดาย “การโอนถ่ายกรรมต้องเกิดขึ้นด้วยความยินยอม โดยไม่รู้ตัว ของผู้รับกรรม นั่นคือพิธีกรรมที่สมบูรณ์ที่สุด เธอฉลาด… เธอรักแกในแบบของเธอ”
รถตู้จอดลงที่ด้านหลังวัด ที่ที่ผมคลานเข้าไปในอุโมงค์ พวกเขาลากผมออกมาจากรถ ผมมองเห็นความมืดมิดของยอดเจดีย์พระธาตุที่ทิ่มแทงท้องฟ้า
อาจารย์ไพบูลย์อยู่ตรงนั้น ท่านถูกมัดมือมัดเท้าและถูกบังคับให้นั่งคุกเข่าอยู่ข้างระฆังใหญ่ ใบหน้าของท่านเต็มไปด้วยร่องรอยของการถูกทำร้าย
“อาจารย์!” ผมร้องเรียก
“อาทิตย์… อย่า… อย่าให้พวกมันทำสำเร็จ!” ท่านพยายามตะโกน แต่เสียงของท่านก็แหบแห้ง
ประเสริฐยิ้มเยาะ “อาจารย์ไพบูลย์ทรยศต่อพันธะของตระกูล ท่านพยายามขัดขวางพิธีนี้มาตลอดชีวิต และคืนนี้… เราจะผนึกท่านไว้กับ ความล้มเหลว ของท่าน”
พวกเขาถอดเสื้อผ้าของผมออก เหลือเพียงกางเกงขาสั้นตัวเดียว ความเย็นจากอากาศบนยอดดอยกัดกินผิวหนังของผม
ประเสริฐหยิบ โถทองเหลือง ที่มีเส้นผมของนิสาออกมาจากอาจารย์ไพบูลย์ โถนั้นถูกวางไว้บนแท่นบูชาเล็กๆ ที่ถูกสร้างขึ้นอย่างเร่งรีบข้างระฆัง
“เส้นผมของเธอ… คือพันธนาการของแก” ประเสริฐประกาศ “คืนนี้… เราจะหล่อผนึกแกไว้ใน ความเชื่อ ของพวกเรา! แกจะไม่มีวันได้พบกับความสงบ! แกจะกลายเป็น ยามเฝ้าระฆัง ที่ถูกจองจำตลอดไป!”
พิธีเริ่มต้นขึ้น ประเสริฐและพรรคพวกเริ่มสวดมนต์ในภาษาล้านนาโบราณ เสียงสวดนั้นทุ้มต่ำและเป็นจังหวะที่น่ากลัว มันไม่ได้เป็นเสียงสวดเพื่อการกุศล แต่เป็นเสียงสวดเพื่อ การผนึกวิญญาณ
ผมมองไปที่อาจารย์ไพบูลย์ ท่านพยายามส่งสัญญาณให้ผม
ผมมองไปที่มือของท่าน ท่านขยับนิ้วอย่างช้าๆ
1… 2… 3… 4…
ผมจดจำสัญญาณนั้นได้! อาจารย์ไพบูลย์เคยสอนผมเมื่อหลายสิบปีก่อน ตอนที่ผมยังเป็นเด็กและมาเที่ยววัดแห่งนี้ ท่านสอนผมเรื่อง อักขระล้านนา
เลข 4 หมายถึง “ธาตุลม” ซึ่งเป็นธาตุที่สามารถทำลายพิธีกรรมที่เกี่ยวกับ ธาตุดิน (การผนึกด้วยทองแดงและการฝังดิน) ได้!
ผมต้องหาทางทำลายพิธีกรรมนี้ด้วย “ธาตุลม”!
ผมมองไปรอบๆ ผมเห็น กระดิ่งทองเหลืองที่ร้าว ที่ผมทิ้งไว้ตอนที่ทำให้ระฆังสั่น มันถูกวางอยู่ใกล้เท้าของผมอย่างไม่ระมัดระวัง
ผมรู้ว่าผมต้องทำอะไร!
ขณะที่กลุ่มลัทธิกำลังเข้าสู่ช่วงสูงสุดของการสวดมนต์ ผมใช้เท้าของผมเขี่ยกระดิ่งทองเหลืองนั้นอย่างช้าๆ เข้าหาตัว
ทันใดนั้น… ประเสริฐก็หันมา! เขามองเห็นการเคลื่อนไหวของผม!
“มันกำลังขัดขวางพิธี! จัดการมัน!”
ลูกน้องสองคนพุ่งเข้ามาหาผมทันที ผมพยายามดิ้นรน แต่ถูกพวกเขากดไว้กับพื้น
ในขณะที่ลูกน้องกำลังพยายามมัดผมให้แน่นขึ้น ผมก็ใช้โอกาสนั้น ใช้ปลายเท้าเกี่ยว กระดิ่งทองเหลืองขึ้นมา แล้วใช้แรงทั้งหมด เหวี่ยง ไปที่ใบหน้าของประเสริฐ!
แก๊ง!
กระดิ่งทองเหลืองที่ร้าวกระทบเข้ากับหน้าผากของประเสริฐอย่างแรง เลือดสีแดงสดไหลออกมาจากบาดแผลนั้น
ประเสริฐกรีดร้องด้วยความเจ็บปวด การสวดมนต์หยุดชะงัก!
“พวกแกอย่าหยุด! สวดต่อไป!” ประเสริฐตะโกนด้วยความโกรธ
แต่กระดิ่งที่ร้าว… แม้จะไม่ได้มีพลังงานในการทำลาย แต่เสียงที่เกิดขึ้นโดย เจตนาแห่งการขัดขวาง ของผม ก็ทำให้พิธีสะดุดลง
ผมรู้ว่านี่คือโอกาสสุดท้าย!
ผมมองไปที่โถทองเหลืองที่มีเส้นผมของนิสาอยู่ ผมรู้ว่าถ้าผมทำลายสิ่งนี้ได้ การผนึกจะไม่มีทางสมบูรณ์
ผมดิ้นรนหลุดจากการจับกุมของลูกน้อง ผมวิ่งตรงไปยังแท่นบูชา ผมใช้หัวโขกเข้ากับโถทองเหลืองอย่างแรง!
เพล้ง!
โถทองเหลืองล้มลง แตกกระจาย เส้นผมของนิสาถูกลมพัดปลิวไปในอากาศ
ทันใดนั้น…
เสียงของนิสา ก็ดังขึ้นอีกครั้ง… ไม่ใช่เสียงกระซิบจากระฆัง แต่เป็นเสียงที่ดังชัดเจนในหัวของผม
“พอแล้ว อาทิตย์! อย่าทำลายมัน! นั่นคืออิสรภาพสุดท้ายของฉัน!”
แต่ผมไม่หยุด ผมรู้ว่าอิสรภาพของเธอ… คือพันธนาการของผม
ผมหยิบ เศษโถทองเหลือง ที่แตกขึ้นมา แล้ววิ่งตรงไปยังระฆังใหญ่ ผมใช้เศษโลหะนั้นขูดลงไปที่ฐานของระฆังที่มีสัญลักษณ์สามจุดอย่างรุนแรง
ครืดดดดด!
เสียงโลหะเสียดสีดังลั่นไปทั่วทั้งวัด
“หยุดเดี๋ยวนี้!” ประเสริฐพุ่งเข้ามาหาผม!
ผมไม่สนใจ ผมขูดต่อไปอย่างบ้าคลั่ง!
ในที่สุด… สัญลักษณ์สามจุด บนระฆังก็ถูกทำลาย!
ทันใดนั้น… ระฆังใหญ่ ก็ส่งเสียงออกมาอีกครั้ง! แต่คราวนี้… มันไม่ใช่เสียงเตือน! มันคือ เสียงแห่งความรุนแรง!
โครมมมมมมมมมมมมมมมมม!
คลื่นเสียงพุ่งออกมาจากระฆังอย่างบ้าคลั่ง! กลุ่มลัทธิและประเสริฐถูกซัดกระเด็นไปคนละทิศละทาง! แม้แต่ผมก็ถูกซัดจนกระอักเลือด
ในความวุ่นวายนั้น ผมมองเห็น เงาดำทะมึน กำลังพุ่งออกมาจากระฆัง
วิญญาณของพระครู ที่ถูกจองจำมานาน… ถูกปลดปล่อยแล้ว!
เงาดำที่พุ่งออกมาจากระฆังไม่ใช่ภาพลวงตา แต่เป็น พลังงานมืดมิด ที่สะสมมาจากการจองจำนับร้อยปี มันเป็นเหมือนพายุทอร์นาโดที่ไร้รูปทรง สาดซัดทุกสิ่งที่ขวางหน้า
กลุ่มลัทธิกรีดร้องด้วยความหวาดกลัว! นี่ไม่ใช่สิ่งที่พวกเขาคาดหวัง! พวกเขาต้องการการผนึก ไม่ใช่การปลดปล่อย!
ผมถูกซัดไปชนกับกำแพงศาลาเล็กๆ ร่างกายปวดร้าวไปหมด ผมพยายามลุกขึ้น แต่สายตาผมพร่ามัวไปด้วยเลือดที่ไหลจากมุมปาก
ในใจกลางของความวุ่นวายนั้น ประเสริฐ ล้มลงและพยายามคลานหนี เขาเสียเลือดจากบาดแผลที่หน้าผาก และความหวาดกลัวต่อสิ่งเหนือธรรมชาติทำให้เขาสิ้นสติ
“นี่คือ… กรรมของแก… ประเสริฐ!” ผมพึมพำ
ทันใดนั้น… เงาดำนั้นก็หยุดนิ่ง มันไม่ใช่แค่พลังงาน แต่ผมรู้สึกได้ถึง การจ้องมอง ที่เต็มไปด้วยความทุกข์ระทมและความโกรธ
เงาดำนั้นแปรสภาพเป็นร่างที่คล้าย พระสงฆ์ แต่มีร่องรอยความเจ็บปวดที่บิดเบี้ยวอยู่ทั่วใบหน้า นั่นคือ พระครู ผู้ที่ถูกลืมเลือน
พระครูมองมาที่ผม แล้วก็มองไปยังอาจารย์ไพบูลย์ที่ถูกมัดอยู่กับพื้น ร่างกายของท่านเต็มไปด้วยบาดแผลและท่านหายใจรวยริน
“แก… ปล่อยฉันออกมา…” เสียงของพระครูดังขึ้นในหัวของผม มันไม่ใช่เสียงที่ใช้หูฟัง แต่มันคือ เสียงของจิตวิญญาณ “แกทำลายพันธนาการของฉัน… แต่ตอนนี้… พลังงานทั้งหมดจะโอนถ่ายเข้าสู่แก! แกจะต้องเป็น ยามเฝ้าระฆัง คนต่อไป!”
ผมรู้สึกถึงแรงดึงมหาศาลจากระฆังใหญ่ ราวกับว่ามี มือที่มองไม่เห็น กำลังจะฉุดกระชากวิญญาณของผมออกจากร่าง
แต่ในขณะที่ความเจ็บปวดกำลังแล่นผ่านร่างกายของผม ผมก็ได้ยินเสียงกระซิบอีกเสียงหนึ่ง… เสียงที่อ่อนโยนกว่า แต่ทรงพลังไม่แพ้กัน
“อาทิตย์… อย่าให้เขาหลอก… จงรับรู้ความจริง… อย่าใช้ความโกรธ…”
มันคือ เสียงของนิสา
เสียงของเธอไม่ได้มาจากระฆัง แต่มาจาก สร้อยคอหยก ที่ถูกทำลายที่ผมใส่ไว้ในโถทองเหลือง เส้นผมของเธอยังคงปลิวอยู่รอบๆ ตัวผม เป็นเหมือนใยบางๆ ที่เชื่อมโยงเราไว้
ผมรวบรวมสติทั้งหมด แล้วตะโกนออกมา (ในใจ): “นิสา! เธอทำอะไรลงไป! เธอหลอกใช้ความรักของฉัน!”
เสียงของนิสาตอบกลับมา: “ฉันไม่ได้หลอกใช้… ฉัน เลือก แก… เพื่อให้แกมี โอกาสสุดท้าย ที่ฉันไม่เคยมี… โอกาสที่จะทำลายวงจรนี้! ฉันรักแก… และนี่คือการเสียสละของฉัน!”
ในขณะที่ผมกำลังต่อสู้กับแรงดึงดูดของระฆัง และการโอนถ่ายพลังงานของพระครู อาจารย์ไพบูลย์ก็พยายามตะโกนด้วยเสียงที่แหบแห้ง:
“อาทิตย์! อย่าเชื่อ! พระครูไม่ได้ต้องการอิสรภาพ! เขาต้องการ แก้แค้น! แกต้อง… ต้อง รับ การถ่ายทอดพลังนี้… แต่ไม่ใช่เพื่อการจองจำ… เพื่อ… ควบคุมมัน!“
ผมมองไปที่อาจารย์ไพบูลย์ ท่านพยายามปลดเชือกที่มัดมือของท่านอย่างบ้าคลั่ง เลือดไหลออกมาจากข้อมือ
ผมเข้าใจแล้ว! อาจารย์ไพบูลย์ไม่ต้องการให้ผมหนี! ท่านต้องการให้ผม ยอมรับ พลังที่หลุดออกมาจากระฆัง แต่ใช้มันด้วย เจตนา ที่แตกต่างออกไป!
ถ้าผมยอมรับพลังนี้ด้วยความโกรธและความกลัว ผมจะกลายเป็นยามเฝ้าระฆังที่ถูกจองจำ
แต่ถ้าผมยอมรับมันด้วย ความมุ่งมั่น ที่จะทำลายวงจรของลัทธิ… ผมอาจจะกลายเป็น ผู้ควบคุม มัน!
ผมมองไปที่เงาของพระครู… ผมรับรู้ถึงความโกรธและความเจ็บปวดที่บริสุทธิ์ของท่าน ท่านถูกทรยศโดยลัทธิที่ท่านสร้างขึ้นเอง
ผมหลับตาลง ผมปล่อยให้พลังงานมหาศาลนั้นพุ่งเข้ามาในร่างกายของผม!
ปึ้งงงงงง!
ความรู้สึกเหมือนถูกไฟช็อตนับล้านโวลต์แล่นผ่านเส้นเลือดของผม ผมรู้สึกเหมือนร่างกายของผมกำลังถูก หลอมละลาย
แต่ในความเจ็บปวดนั้น ผมเห็นภาพนิมิต:
- ภาพที่ 1: นิสาในชุดขาวกำลังทำพิธีโอนถ่ายกรรมที่บ้านของเรา เธอไม่ได้ยิ้ม แต่เธอกำลัง ร้องไห้ ด้วยความเจ็บปวด
- ภาพที่ 2: อาจารย์ไพบูลย์ในวัยหนุ่มกำลังทำพิธีผนึกพระครูในอดีต ใบหน้าของท่านเต็มไปด้วยความหวาดกลัวและ รู้สึกผิด
- ภาพที่ 3: พระครูในอดีตกำลังมองดูคนรักของท่านถูกนำไปสังเวย… ความเจ็บปวดและความโกรธของท่านคือสิ่งที่ถูกผนึกไว้ในระฆัง!
ผมลืมตาขึ้น ผมไม่ได้เป็นลม แต่ผมรู้สึกว่าตัวเองมี พลังงาน บางอย่างที่แปลกประหลาด
ผมรู้สึกถึง ความโกรธ ของพระครู และ ความรัก ของนิสา… ผสมปนเปกันอยู่ในตัวผม
ผมก้าวไปข้างหน้าอย่างช้าๆ มุ่งตรงไปยังพระครูที่กำลังลอยอยู่เหนือระฆัง
“พอแล้ว! ท่านพระครู!” ผมพูดด้วยเสียงที่ดังกังวาน ไม่ใช่เสียงของผม แต่มันคือเสียงของ ระฆัง ที่ถูกควบคุมโดยจิตวิญญาณ!
พระครูมองผมด้วยความประหลาดใจ ร่างกายของท่านเริ่มสั่นไหว
“แก… แกควบคุมพลังของฉันได้ยังไง!”
“ผมไม่ควบคุม… ผม ยอมรับ มันแล้ว! ผมรับกรรมทั้งหมดที่ท่านและนิสาทิ้งไว้ให้ผม! และตอนนี้… ผมจะใช้พลังนี้… ทำลาย ลัทธิที่บิดเบือนคำสอนของท่าน!”
ผมชี้มือไปที่ประเสริฐที่กำลังพยายามลุกขึ้น พลังงานสีทองแดง พุ่งออกมาจากมือของผม!
ประเสริฐกรีดร้องด้วยความเจ็บปวด เขาถูกซัดไปชนกับระฆังใหญ่!
“ไม่! นี่ไม่ใช่การชดใช้! นี่คือการทำลาย!” ประเสริฐร้อง
ในขณะเดียวกัน อาจารย์ไพบูลย์ก็ใช้พลังเฮือกสุดท้ายปลดเชือกที่มัดมือออกได้สำเร็จ ท่านคลานมาหาผม แล้วยื่น กระดิ่งทองเหลืองที่ร้าว ให้ผม
“ใช้มัน… อาทิตย์… เป่า เข้าไป!”
ผมรับกระดิ่งนั้น ผมรู้ว่ามันคือ ธาตุลม ที่เป็นกุญแจสำคัญในการทำลายการผนึกอย่างสมบูรณ์
ผมสูดหายใจลึกๆ แล้วเป่าลมเข้าไปในกระดิ่งที่ร้าว…
ฟู่…
เสียงลมที่ผ่านรอยร้าวของกระดิ่งนั้นแผ่วเบา… แต่มันก็ถูก ขยาย ด้วยพลังงานที่ผมได้รับมาจากระฆัง!
เสียงนั้นกลายเป็น เสียงร้อง ที่ทรงพลัง!
พระครูถูกเสียงนั้นซัดเข้าใส่ ร่างของท่านสลายกลายเป็น ละอองแสงสีขาว ที่พุ่งกลับเข้าไปในระฆัง
ระฆังใหญ่สงบลงแล้ว!
เงาของพระครูหายไป แต่ผมรู้ว่าท่านยังคงอยู่ที่นั่น… สงบลงแล้ว
ประเสริฐและพรรคพวกถูกพลังงานนั้นเล่นงานจนสลบไปหมดแล้ว
ผมหันไปหาอาจารย์ไพบูลย์ ท่านยิ้มให้กับผมเป็นครั้งแรกในชีวิต แล้วก็ล้มลงบนพื้น
“แกทำได้… อาทิตย์… แก… ทำลายวงจร… แล้ว…”
เลือดไหลออกจากปากของท่าน ท่านหมดลมหายใจไปอย่างสงบ… ท่านทำหน้าที่ของท่านจนถึงที่สุดแล้ว
ผมยืนอยู่คนเดียว ณ ลานวัดที่ถูกทำลาย ร่างกายเปลือยเปล่า ถูกโอบล้อมด้วยความมืดและวิญญาณที่สงบลง
ผม… รอดแล้ว… แต่ผมรู้ว่า กรรม ยังคงอยู่กับผม
แสงแรกของวันใหม่สาดส่องลงมาบนดอยสุเทพ มันเป็นแสงสีส้มอ่อนๆ ที่อาบไล้ความโกลาหลของคืนที่ผ่านมา ลานวัดเต็มไปด้วยร่างที่สลบไสลของกลุ่มลัทธิ, ร่องรอยการต่อสู้, และที่น่าเศร้าที่สุด… ร่างไร้วิญญาณของอาจารย์ไพบูลย์
ผมนั่งอยู่ข้างร่างของท่านอาจารย์ ผมรู้สึกเย็นวาบไปทั้งตัว ไม่ใช่เพราะความหนาว แต่เพราะความว่างเปล่าที่มาพร้อมกับการจากไปของท่าน
ผมได้ทำลายวงจรแห่งการสังเวยแล้ว แต่ผมก็ต้องแลกมาด้วยการตายของคนที่พยายามปกป้องผม
ผมมองไปที่ระฆังใหญ่… มันนิ่งสนิทและเงียบงัน ไม่มีเสียงกระซิบ ไม่มีเสียงร้องโหยหวน มันดูเป็นเพียงระฆังทองแดงธรรมดาที่ตั้งตระหง่านอยู่บนภูเขา
แต่ผมรู้… ผมรู้ว่า ความเงียบ นั้นคือ พลัง ที่ถูกควบคุมโดยผมแล้ว
ผมสัมผัสได้ถึงกระแสพลังงานที่ยังคงไหลเวียนอยู่ในตัวผม มันเป็นเหมือนเสียงกระซิบที่ไม่เคยเงียบหาย เป็นความรู้ที่ถูกถ่ายทอดมาจากพระครูและอาจารย์ไพบูลย์: ความรู้เกี่ยวกับตำนาน, พิธีกรรม, และ… กรรม
ตำรวจมาถึงวัดในช่วงสาย พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประเสริฐและพรรคพวกถูกจับกุมทั้งหมด พวกเขายังคงอยู่ในสภาพมึนงงและหวาดกลัวต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
ผมถูกนำตัวไปสอบสวน ผมเล่าทุกอย่างตั้งแต่ต้นจนจบ เรื่องราวของมูลนิธิแสงธรรม, การโอนถ่ายกรรม, การเสียชีวิตของนิสา, และการต่อสู้เพื่อทำลายพิธีผนึก
แน่นอน… พวกเขาไม่เชื่อผม
“คุณอาทิตย์ คุณบอกว่าภรรยาของคุณไม่ได้ตายจากอุบัติเหตุ แต่เสียชีวิตด้วยการถวายชีวิตที่บ้าน แล้วคุณก็ถูกกลุ่มคนในชุดขาวลักพาตัวมาเพื่อผนึกวิญญาณในระฆัง?” สารวัตรหนุ่มมองผมด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความสงสัยระคนกับความเห็นใจ
“ครับ” ผมตอบอย่างมั่นคง “และรอยเลือดที่บ้านของผมคือหลักฐาน”
ผลการชันสูตรใหม่ที่ทำขึ้นอย่างลับๆ ตามคำร้องขอของผม ได้ยืนยันว่านิสาไม่ได้เสียชีวิตในอุบัติเหตุทางรถยนต์ แต่เธอเสียชีวิตจากการ เสียเลือดอย่างรุนแรง ก่อนที่รถจะถูกนำไปทิ้งไว้บนถนนสายรอง
นั่นคือ ความจริง ที่ผมต้องการ
การกระทำของนิสาถูกเปิดโปง แต่ในสายตาของกฎหมาย… ผมคือคนบ้าที่เพิ่งสูญเสียภรรยาไป
ประเสริฐและกลุ่มลัทธิถูกตั้งข้อหาลักพาตัวและทำร้ายร่างกาย แต่พวกเขาถูกประกันตัวออกไปอย่างรวดเร็ว ด้วยอิทธิพลทางการเงินของมูลนิธิแสงธรรม
ผมรู้ว่าเรื่องนี้ยังไม่จบ… ตราบใดที่ลัทธิยังอยู่ พวกเขาก็จะพยายามหาทางฟื้นฟูพิธีกรรมอีกครั้ง
ผมใช้เวลาสองสัปดาห์ในการทำพิธีศพให้อาจารย์ไพบูลย์ ผมเป็นคนเดียวที่ยืนอยู่หน้าเมรุเผาศพของท่าน ไม่มีญาติ ไม่มีเพื่อน มีแต่ความเงียบและเสียงสวดของพระสงฆ์ที่จ้างมา
หลังจากทุกอย่างจบลง ผมกลับไปที่ห้องเช่าเล็กๆ ข้างวัด ผมไม่ได้กลับไปเป็นนักวิจัย ผมกลับมาเป็น ยามเฝ้าระฆัง คนใหม่
ผมมองไปที่ตัวเองในกระจก ผมดูแก่ลงไปหลายปี ดวงตาของผมเต็มไปด้วยความมืดมิดและความรู้ ผมทิ้งยาแก้ปวดและยานอนหลับทั้งหมดลงในถังขยะ ผมไม่ต้องการหนีความจริงอีกแล้ว
ผมเริ่มทำในสิ่งที่อาจารย์ไพบูลย์เคยทำ: การทำความสะอาดลานวัด, การดูแลความเรียบร้อย, และที่สำคัญที่สุด… การเฝ้าระฆัง
ผมไม่ได้เฝ้าเพื่อไม่ให้ใครมาแตะต้องมัน แต่ผมเฝ้าเพื่อ เตรียมพร้อม ที่จะใช้มัน
ผมรู้ว่าประเสริฐและพวกจะต้องกลับมาแก้แค้นและพยายามดึงผมกลับเข้าสู่วงจร
วันหนึ่ง… ผมกำลังกวาดพื้นหินอ่อนอยู่ข้างระฆัง ประเสริฐและลูกน้องอีกสองคนเดินเข้ามา พวกเขามีสีหน้าเยือกเย็นและแฝงด้วยความแค้น
“แกคิดว่าแกทำลายเราได้งั้นเหรอ อาทิตย์?” ประเสริฐพูดด้วยเสียงเย็นชา “แกทำลายแค่พิธี แต่แกไม่ได้ทำลาย กรรม ที่อยู่ในตัวแก! แกจะไม่มีวันสงบ! แกจะใช้ชีวิตอยู่กับความผิดบาปของภรรยาแกตลอดไป!”
ผมวางไม้กวาดลง ผมมองเขาด้วยสายตาที่สงบอย่างน่ากลัว
“ผมยอมรับกรรมนั้นแล้ว ประเสริฐ” ผมตอบ “แต่มันไม่ใช่เพื่อการชดใช้… มันเพื่อการ ปลดปล่อย“
ประเสริฐหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง “แกพูดเหมือนพระครูเมื่อหลายร้อยปีก่อน! แกจะจบลงเหมือนท่าน! ถูกจองจำในทองแดง!”
“ไม่ใช่” ผมเดินเข้าไปใกล้ระฆัง ผมแตะสัมผัสพื้นผิวที่เย็นเฉียบของมัน “ผมไม่ใช่พระครู… ผมคือ อาทิตย์ ผู้ที่ได้รับความรักและการทรยศ… และผมจะใช้ทั้งความรักและการทรยศนั้นเป็นพลัง”
ประเสริฐชักมีดสั้นออกมาจากเสื้อคลุมของเขา “แกกำลังเล่นกับไฟ! แกต้องตาย!”
“แกผิดแล้ว ประเสริฐ” ผมพูดเบาๆ “ผม… ตาย ไปแล้วในคืนที่นิสาจากไป… ที่เหลืออยู่คือ ยามเฝ้าระฆัง“
ประเสริฐพุ่งเข้ามาหาผมอย่างบ้าคลั่ง มีดสั้นในมือของเขาสะท้อนแสงอาทิตย์ยามเช้า ลูกน้องสองคนของเขายืนปิดทางออก ราวกับว่าพวกเขาแน่ใจว่าครั้งนี้ผมไม่มีทางรอด
ผมไม่ได้หลบหนี ผมยืนนิ่งอยู่หน้าประเสริฐ
“แกจะสู้ทำไม อาทิตย์! แกไม่มีอะไรเหลือแล้ว!” ประเสริฐตะโกน เสียงของเขาเต็มไปด้วยความแค้นที่สะสมมานาน
“ผมเหลือ กรรม ที่แกต้องการ” ผมตอบ “และผมจะใช้มันลงโทษแก”
ในขณะที่ประเสริฐฟันมีดเข้ามา ผมก้าวถอยหลังเพียงเสี้ยววินาที แล้วใช้ กระดิ่งทองเหลืองที่ร้าว ที่ผมเก็บไว้ในกางเกง ปัดเข้าที่ข้อมือของเขาอย่างแรง
เพล้ง!
กระดิ่งนั้นร้าวอยู่แล้ว แต่เมื่อปะทะกับข้อมือของประเสริฐ พลังงานที่ซ่อนอยู่ในกระดิ่งทองเหลืองนั้นก็ถูกปลดปล่อยออกมาเพียงชั่วพริบตา
ประเสริฐกรีดร้องด้วยความเจ็บปวด มีดสั้นหลุดจากมือของเขา
พลังงานที่ผมได้รับมาจากระฆัง ไม่ใช่พลังกาย แต่เป็น พลังแห่งการรับรู้ และ การสะท้อนกลับ
ผมสัมผัสถึง ความกลัว ที่อยู่ในจิตใจของประเสริฐ ความกลัวที่เขาจะถูกเปิดโปง ความกลัวต่อความตายที่เขาพยายามหลีกหนีด้วยการสังเวยผู้อื่น
“แกกลัวการชดใช้ ประเสริฐ!” ผมพูด เสียงของผมไม่ได้ดัง แต่ก้องกังวานในหัวของเขา “แกใช้ศรัทธาของนิสาเพื่อปกปิดความผิดของแกเอง!”
ลูกน้องสองคนเข้ามารุมผม ผมพยายามหลบหลีกการโจมตีอย่างทุลักทุเล ร่างกายผมไม่ได้แข็งแกร่ง แต่การรับรู้ที่เฉียบคมทำให้ผมมองเห็น ช่องโหว่ ในการโจมตีของพวกเขา
ผมรู้ว่าผมไม่สามารถเอาชนะพวกเขาด้วยพละกำลังได้ ผมต้องใช้ พลังแห่งความเชื่อ
ผมวิ่งไปยังระฆังใหญ่ ผมปีนขึ้นไปบนฐานของระฆังทันที
“หยุดมัน! อย่าให้มันแตะระฆัง!” ประเสริฐสั่ง
แต่สายเกินไป!
ผมยืนอยู่บนฐานระฆัง ผมแตะสัมผัสทองแดงเย็นเฉียบด้วยฝ่ามือทั้งสองข้าง ผมหลับตาลง ผมปล่อยให้ ความทรงจำ ของนิสา, ความเจ็บปวดของพระครู, และความเสียสละของอาจารย์ไพบูลย์… ไหลผ่านเข้าสู่ตัวผม
ผมกลายเป็นสื่อกลางระหว่างวิญญาณและระฆัง
ผมเปิดตาขึ้น ดวงตาของผมเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นที่บริสุทธิ์
ผมใช้มือเปล่า ตีระฆัง!
โครมมมมมมมมมมมมมม!
เสียงที่ดังออกมาไม่เหมือนเสียงใดๆ ที่ผมเคยได้ยินมาก่อน มันคือเสียงที่เต็มไปด้วย ความยุติธรรม และ การปลดปล่อย
เสียงระฆังนี้พุ่งตรงเข้าใส่ประเสริฐและลูกน้องอย่างรุนแรง ไม่ใช่คลื่นเสียง แต่เป็น คลื่นกรรม
ประเสริฐและลูกน้องล้มลง พวกเขากุมศีรษะไว้แน่น พวกเขาไม่ได้ถูกทำร้ายทางกายภาพ แต่พวกเขาถูกโจมตีด้วย ภาพนิมิต ที่น่ากลัวที่สุดในชีวิตของพวกเขา
พวกเขาเห็น… ความจริงทั้งหมด
พวกเขาเห็นนิสากำลังร้องไห้ขณะทำพิธีสังเวยชีวิตตัวเอง
พวกเขาเห็นใบหน้าของเหยื่อที่ถูกสังเวยคนก่อนๆ ที่กำลังจ้องมองพวกเขาด้วยความโกรธ
และที่สำคัญที่สุด… พวกเขาเห็นตัวเองในอนาคต ที่ถูกจองจำอยู่ในความโดดเดี่ยวและความบ้าคลั่ง
“ไม่! หยุดเดี๋ยวนี้ อาทิตย์! หยุด!” ประเสริฐกรีดร้องราวกับคนเสียสติ “แกทำอะไรกับฉัน!”
“ผมไม่ได้ทำอะไรแก ประเสริฐ” ผมพูดจากบนฐานระฆัง “กรรม กำลังทำหน้าที่ของมัน! แกพยายามหนี… แต่กรรมไม่มีวันหนีแกพ้น!”
กลุ่มลัทธิที่เหลืออยู่รอบๆ วัดได้ยินเสียงระฆังนี้เช่นกัน พวกเขาทุกคนต่างล้มลงคุกเข่า พวกเขารับรู้ถึงความรุนแรงของพลังงานที่ไม่สามารถควบคุมได้นี้
เมื่อเสียงระฆังสิ้นสุดลง ประเสริฐและลูกน้องก็นอนราบอยู่บนพื้น ดวงตาของพวกเขาเบิกกว้างด้วยความหวาดกลัว และปากของพวกเขาพึมพำไม่หยุดถึง การชดใช้
พวกเขาถูกทำลายแล้ว… ไม่ใช่ด้วยมีดหรือปืน แต่ด้วย ความจริง ที่ถูกเปิดเผยผ่านพลังของระฆัง
ผมกระโดดลงมาจากฐานระฆัง ผมรู้สึกเหนื่อยล้าจนแทบหมดสติ แต่ในความเหนื่อยล้านั้น ผมรู้สึกถึง สันติสุข ที่ไม่เคยมีมาก่อน
ผมเดินไปหาประเสริฐ เขากำลังร้องไห้
“ฉัน… ฉันต้องชดใช้…” เขากล่าวซ้ำๆ
“ใช่… แกต้องชดใช้” ผมตอบ
ผมเก็บมีดสั้นที่เขาทำตกไว้ ผมไม่ได้ฆ่าเขา แต่ผมรู้ว่า ความยุติธรรม ที่แท้จริงได้เกิดขึ้นแล้ว
ผมทิ้งประเสริฐและลูกน้องไว้ที่ลานวัด ผมรู้ว่าพวกเขาจะถูกจับกุมอีกครั้ง และครั้งนี้… พวกเขาจะไม่มีทางหลุดพ้นจาก ความบ้าคลั่ง ที่เกิดจากกรรมของตัวเอง
ผมเดินไปที่ศพของอาจารย์ไพบูลย์ที่ถูกคลุมไว้ด้วยผ้าขาว ผมคุกเข่าลงข้างๆ ท่าน
“ท่านอาจารย์… ผมทำสำเร็จแล้ว”
ทันใดนั้น… ผมรู้สึกถึง ไออุ่น ที่พุ่งออกมาจากร่างของท่านอาจารย์ มันเป็นพลังงานสุดท้ายของท่านที่ส่งมาถึงผม
เสียงของอาจารย์ไพบูลย์ ดังขึ้นในหัวของผมอย่างอ่อนโยน: “ตอนนี้… เธอเป็นอิสระแล้ว อาทิตย์… แต่จำไว้… อิสรภาพมาพร้อมกับ… ภาระ…”
ภาระ… ภาระในการเป็น ยามเฝ้าระฆัง
ผมยืนขึ้น ผมมองไปยังเมืองเชียงใหม่ที่กำลังตื่นขึ้นมาด้วยแสงแดดอันอบอุ่น
ผมรู้ว่าผมไม่สามารถกลับไปใช้ชีวิตแบบเดิมได้อีกแล้ว ผมมี ความรู้ และ พลัง ที่ต้องใช้เพื่อปกป้องความสงบของสถานที่แห่งนี้ และเพื่อป้องกันไม่ให้วงจรแห่งกรรมนี้เกิดขึ้นอีก
ผมตัดสินใจแล้ว… ผมจะอยู่ที่นี่
หลายปีผ่านไป…
ผมยังคงอยู่ที่ดอยสุเทพ ผมใช้ชีวิตในฐานะ ผู้ดูแล คนใหม่ แทนอาจารย์ไพบูลย์ ไม่มีใครเรียกผมว่า “อาทิตย์” อีกต่อไป ทุกคนเรียกผมว่า ลุงอาทิตย์ หรือ อาจารย์ผู้เฝ้าระฆัง
ผมโกนศีรษะ แต่ไม่ได้บวช ผมใส่ชุดสีขาวสะอาดตาคล้ายกับที่อาจารย์ไพบูลย์เคยใส่ ผมไม่ได้แสดงความเป็นมิตรกับนักท่องเที่ยวหรือผู้ศรัทธามากนัก แต่ผมดูแลสถานที่แห่งนี้ด้วยความเคารพอย่างลึกซึ้ง
ผมได้เรียนรู้ที่จะอยู่กับ ความเงียบ ของระฆัง มันไม่ได้เงียบสนิท แต่ผมได้ยิน เสียงกระซิบ ที่เบามากๆ ที่อยู่ภายในตัวผม เสียงกระซิบนั้นไม่ใช่เสียงของความกลัว แต่มันคือ เสียงของกรรม ที่ถูกควบคุมแล้ว
ผมรู้ว่าลัทธิแสงธรรมได้สลายตัวไป ประเสริฐถูกตัดสินให้เข้าโรงพยาบาลบ้า เขาใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ด้วยการพึมพำถึง การชดใช้ และ ความจริง ที่ถูกเปิดเผยผ่านเสียงระฆัง นั่นคือการชดใช้ที่โหดร้ายที่สุดที่เขาจะได้รับ
ผมไม่เคยลืม นิสา ผมยังคงรักเธอ แต่ความรักนั้นมาพร้อมกับความเข้าใจที่แสนเจ็บปวด
เธอไม่ได้เลือกที่จะทิ้งผม แต่เธอเลือกที่จะ ให้ ผมมีโอกาสที่จะทำลายวงจรที่ผูกมัดตระกูลของเธอมาหลายชั่วอายุคน การกระทำของเธอคือความรักที่บิดเบือน แต่ก็เป็นการเสียสละที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่เธอจะทำได้
ผมค้นพบ สร้อยคอหยก ที่ผมเคยให้เธอ มันถูกนำมาปะติดปะต่อกันอีกครั้งโดยช่างฝีมือในเมืองเชียงใหม่ ผมไม่ได้ใส่มัน แต่ผมเก็บไว้ในกล่องไม้เล็กๆ ข้างเตียงนอน เป็นสัญลักษณ์ของ ความผูกพัน ที่ไม่มีวันแตกหัก
ทุกคืนเดือนเพ็ญ… ผมจะไปนั่งอยู่ข้างระฆังใหญ่
คืนนี้ก็เช่นกัน… พระจันทร์เต็มดวงส่องแสงสีเงินลงมาอาบไล้ลานวัด
ผมรู้สึกถึง พลังงาน ที่กำลังก่อตัวขึ้นรอบๆ ระฆัง มันคือช่วงเวลาที่ดวงวิญญาณของผู้ที่ถูกจองจำในอดีตพยายามจะติดต่อกับโลกภายนอก
ผมไม่รู้สึกกลัว ผม รอคอย
เสียงกระซิบเบาๆ ดังขึ้นในหัวของผม…
“อาทิตย์… เธอ… เป็นอิสระแล้วใช่ไหม…”
มันคือ เสียงของนิสา
ผมตอบกลับไปในใจ: “ผมเป็นอิสระแล้ว นิสา… แต่ผมไม่ได้หนี… ผมเลือกที่จะอยู่… เพื่อเฝ้าดูความสงบที่เธอสร้างขึ้น”
เสียงของเธอแผ่วเบาและเต็มไปด้วยสันติ: “ขอบคุณ… อาทิตย์… ตอนนี้… ฉันไปได้แล้ว…”
ความรู้สึกของเธอจางหายไปจากหัวของผมอย่างสมบูรณ์ ไม่มีพันธนาการ ไม่มีกรรม มีเพียง ความสงบที่แท้จริง
ผมรู้ว่าดวงวิญญาณของเธอได้รับการปลดปล่อยแล้ว… เธอได้ชดใช้กรรมของตัวเอง และผมได้ชดใช้การทรยศของเธอด้วยความเข้าใจ
ผมหันไปมอง ระฆังใหญ่ มันยังคงนิ่งสนิทและเงียบสงบ แต่ผมรู้สึกได้ถึง พลัง ที่อยู่ภายใน
ผมไม่ได้ใช้ระฆังเพื่อเรียกวิญญาณ ผมใช้มันเพื่อ ฟัง
ผมใช้ชีวิตที่เหลืออยู่เพื่อเป็น กำแพง ระหว่างโลกของมนุษย์กับโลกของกรรม
ผมเป็น คนกลาง ที่คอยดูแลไม่ให้ใครก็ตามต้องถูกหลอกให้เข้ามาในวงจรแห่งการชดใช้ที่ไม่มีวันจบสิ้นอีกต่อไป
ผมใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย ไม่มีความสุขล้น แต่ก็ไม่มีความทุกข์ระทม
ผมมองลงไปที่เมืองเชียงใหม่เบื้องล่าง มันเต็มไปด้วยแสงไฟระยิบระยับ ผู้คนกำลังใช้ชีวิตของพวกเขาอย่างไม่รู้เรื่องราวของ ภาระ ที่ผมกำลังแบกรับอยู่
ผมยิ้ม… เป็นรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความเหนื่อยล้า… แต่ก็เป็นรอยยิ้มของ การยอมรับ และ การให้อภัย
ผมรู้ว่าชีวิตของผมจะจบลงที่นี่… ที่ ดอยสุเทพ
เมื่อผมตาย… วิญญาณของผมอาจจะไม่ได้ไปไหนไกล… มันอาจจะถูก หลอมรวม เข้ากับระฆังใหญ่ กลายเป็นส่วนหนึ่งของทองแดง กลายเป็นส่วนหนึ่งของ ยามเฝ้าระฆัง ตลอดไป
แต่นั่นคือสิ่งที่ผมเลือก… นี่คือ ความสงบ ที่ผมตามหา…
และในคืนเดือนเพ็ญนั้น…
ระฆังใหญ่ยังคงเงียบงัน…
เพราะ ยามเฝ้าระฆัง คนใหม่ได้ทำหน้าที่ของตัวเองแล้ว