ครัวสีเลือด: พิธีสังเวยอันเงียบงัน
การเดินทางที่ยาวนานและเงียบงันสิ้นสุดลงที่หน้าบ้านไม้เก่าหลังหนึ่ง รถกระบะจอดนิ่ง เครื่องยนต์ดับลง เหลือเพียงเสียงจิ้งหรีดที่ดังระงมอยู่ในความอับชื้นของบ่ายแก่ๆ ธีระชัย หรือ ติระ ก้าวลงจากรถเป็นคนแรก เขาพยายามยืดตัวไล่ความเมื่อยขบ ใบหน้าวัยสี่สิบปีของเขา พยายามฉาบรอยยิ้มเอาไว้ แม้ดวงตาจะซ่อนความพ่ายแพ้ไม่มิด
“ถึงแล้ว… บ้านใหม่ของเรา” เขาพูด เสียงดังกว่าที่ตั้งใจ เหมือนพยายามกลบเกลื่อนความจริงที่ว่า พวกเขาไม่ได้ “เลือก” ที่นี่ แต่ “ถูกผลัก” มาที่นี่
มาลัย ภรรยาของเขา ก้าวตามลงมา วินาทีแรกที่เท้าแตะพื้นดินชื้นแฉะ เธอก็รู้สึกถึงมัน ความรู้สึกหนักอึ้งเหมือนมีบางอย่างกดทับอากาศรอบตัว บ้านไม้สักหลังนี้เก่ากว่าในรูปถ่ายมาก สีที่เคยทาไว้ลอกร่อนจนเห็นเนื้อไม้สีซีด เถาวัลย์เลื้อยพันเสา ราวกับต้องการดึงบ้านหลังนี้ให้จมดิน
“มัน… เงียบจังเลยนะคะ” มาลัยพูดเบาๆ มือของเธอกำแน่นโดยไม่รู้ตัว “ก็ดีน่ะสิ” ติระตบหลังเธอเบาๆ “กรุงเทพฯ เสียงดังจะตาย อยู่ที่นี่น่ะดีแล้ว อากาศบริสุทธิ์”
พิม ลูกสาวคนโตวัยสิบหก กระแทกประตูรถปิดเสียงดัง เธอดึงหูฟังออก ส่ายหน้าอย่างหัวเสีย “ไม่มีสัญญาณ… สุดยอดไปเลย” เธอกระแทกเสียง “พิม อย่ากวนประสาทพ่อเขา” มาลัยดุ แต่เสียงเธอขาดความมั่นคง “ก็มันจริงนี่คะ! นี่ยังไม่มืดเลย บรรยากาศยังกับบ้านผีสิง”
“พิม!” ติระขึ้นเสียง “พ่อบอกแล้วไงว่าเราจะมาเริ่มต้นใหม่ที่นี่ ช่วยกันหน่อยสิ” เขาหันไปเปิดท้ายกระบะ เริ่มยกกล่องลังที่เขียนว่า “ของใช้ครัว” “เดี๋ยวทาสีใหม่ก็สวยแล้วน่า เชื่อพ่อสิ”
น้อย ลูกชายคนเล็กวัยแปดขวบ เป็นคนเดียวที่ดูตื่นเต้น เขาวิ่งนำขึ้นไปบนชานบ้านไม้ที่ผุพัง เสียงไม้ลั่นเอี๊ยดอ๊าดน่ากลัว “แม่ครับ! มีชิงช้าด้วย!” น้อยตะโกน แต่สิ่งที่เขาชี้ ไม่ใช่ชิงช้า มันเป็นรากไทรใหญ่ที่ห้อยย้อยลงมาจากต้นไม้ใหญ่ข้างบ้าน
มาลัยมองตามลูกชาย ความกังวลแล่นริ้วขึ้นมาในใจ เธอไม่ชอบต้นไม้นั่น มันแผ่กิ่งก้านสาขาจนเกือบคลุมหลังคาบ้าน เหมือนผู้คุมร่างยักษ์ที่กำลังเฝ้ามอง
ติระแบกลังเดินนำเข้าไปในตัวบ้าน กลิ่นอับชื้นและกลิ่นสาบของมูลสัตว์ตีเข้าจมูก ในบ้านมืดกว่าข้างนอก แสงแดดส่องผ่านช่องลมเล็กๆ บนผนังได้เพียงริบหรี่ ฝุ่นหนาเตอะบนพื้น เฟอร์นิเจอร์เก่าๆ ถูกคลุมด้วยผ้าขาวที่กลายเป็นสีเหลือง
“ต้องทำความสะอาดกันยกใหญ่เลย” ติระพึมพำ วางกลังลงกลางบ้าน พิมเดินตามเข้ามา ทำหน้าเหยเกกับกลิ่น “หนูไม่อยากนอนที่นี่”
“เราไม่มีที่อื่นให้ไปแล้วนะพิม” ติระพูดเสียงเรียบ ความอดทนของเขาเริ่มหมด “อย่างน้อยก็ช่วยกันขนของเข้ามาก่อน”
มาลัยเดินสำรวจไปทางส่วนหลังของบ้าน ซึ่งดูเหมือนจะเป็นห้องครัว มันเป็นส่วนที่มืดที่สุดของบ้าน ผนังไม้สีเข้มดูดกลืนแสงจนหมด มีเตาถ่านเก่าๆ และตู้กับข้าวไม้ที่ขาหักไปข้างหนึ่ง และตรงมุมห้องที่มืดที่สุด… เธอก็เห็นมัน
มันไม่ใช่เฟอร์นิเจอร์ชิ้นใหญ่ เป็นแค่เก้าอี้ไม้ตัวเล็กๆ เหมือนเก้าอี้สำหรับเด็ก แต่มันถูกวางอยู่บนแท่นบูชาเตี้ยๆ ที่ทำจากไม้เช่นกัน ตัวเก้าอี้ถูกแกะสลักเป็นลวดลายแปลกตา… คล้ายลายดอกไม้ แต่ก็ดูเหมือนเปลวไฟ มันดูไม่เข้ากับส่วนอื่นๆ ของบ้านเลย มันดูเหมือน… ถูกจงใจวางไว้ตรงนั้น
“ติระคะ… มาดูนี่สิ”
ติระเดินเข้ามาในครัว ขมวดคิ้วกับความมืด “อะไรเหรอ?” เขาเดินตามที่เธอมอง “โอ้… เก้าอี้เด็กเหรอ คงเป็นของเจ้าของเก่า” “แต่มันอยู่บนแท่นบูชานะคะ” มาลัยกระซิบ
“ไร้สาระน่า” ติระเดินเข้าไปคว้าเก้าอี้ตัวนั้น มันเบากว่าที่คิด “คงเอาไว้วางของไหว้เจ้าที่อะไรเทือกนั้นแหละ” เขาหัวเราะเบาๆ “เราไม่ต้องการมันหรอก เกะกะครัวเปล่าๆ”
“อย่าค่ะ!” มาลัยร้องห้าม แต่ไม่ทัน ติระเดินออกไปหลังบ้าน ตรงไปยังกองขยะที่มุมรั้ว เขาโยนเก้าอี้ไม้ตัวนั้นทิ้งไป เสียงไม้กระทบกันดังแกร๊ง… แล้วก็เงียบ เขาปัดมืออย่างไม่ใส่ใจ “เสร็จไปอย่าง… เดี๋ยวเรามาดูห้องนอนกัน”
มาลัยยืนนิ่งอยู่ที่เดิม เธอมองไปยังมุมห้องที่ตอนนี้… ว่างเปล่า ความรู้สึกหนักอึ้งที่หน้าอกรุนแรงขึ้น มันไม่ใช่แค่ความรู้สึกอับชื้น… มันคือความรู้สึกเหมือนเธอเพิ่งไปขัดจังหวะอะไรบางอย่าง เหมือนเธอเพิ่งไป… แย่งที่นั่งของใครบางคน
น้อยวิ่งเข้ามาในครัว “แม่ฮะ ผมหิวแล้ว” เด็กชายหยุดกึก เขามองไปยังมุมห้องที่ว่างเปล่า “เมื่อกี้ตรงนี้มีอะไรเหรอครับ” “ไม่มีอะไรหรอกลูก” มาลัยพยายามยิ้ม ลูบหัวลูกชาย “ไปหาอะไรกินกันดีกว่า แม่มีขนมปังในรถ”
ขณะที่เธอจูงมือน้อยออกจากครัว หางตาของมาลัยเหลือบไปเห็นบางอย่างบนพื้น ตรงที่เก้าอี้ตัวนั้นเคยตั้งอยู่ มีรอยคราบสีเข้มเป็นวงกลม มันยังดู… เปียกชื้น
บ่ายคล้อยเป็นเย็น พวกเขาพยายามจัดของท่ามกลางแสงสลัว พิมเลือกห้องชั้นบนที่ติดหน้าต่าง เธอยังคงเสียบหูฟังและไม่พูดกับใคร น้อยได้ห้องเล็กข้างๆ ติระกับมาลัยได้ห้องนอนใหญ่ชั้นล่าง
ความเหนื่อยล้าจากการเดินทางและการสูญเสียทุกอย่างในกรุงเทพฯ ทำให้ติระหงุดหงิด เขาพยายามซ่อมหลอดไฟที่ขาด แต่ก็ทำไม่สำเร็จ “บ้าจริง! พรุ่งนี้ค่อยไปซื้อใหม่ในตลาดก็แล้วกัน” คืนนี้ พวกเขาต้องอยู่กับตะเกียงน้ำมันเก่าๆ ที่หาเจอในห้องเก็บของ
ความมืดมาเยือนเร็วกว่าปกติ ป่ารอบบ้านส่งเสียงร้องระงม มาลัยทำอาหารง่ายๆ ด้วยเตาแก๊สปิกนิกที่เตรียมมา กลิ่นอาหารไม่สามารถกลบกลิ่นอับชื้นที่ฝังแน่นในบ้านได้
“หนูกินไม่ลง” พิมเขี่ยข้าวในจาน “กินหน่อยเถอะลูก เดี๋ยวจะไม่มีแรง” มาลัยอ้อนวอน “กินเสร็จก็รีบเข้านอนนะ พรุ่งนี้ต้องตื่นมาจัดบ้านแต่เช้า” ติระสั่ง เขาพยายามสร้างกฎเกณฑ์ สร้างความปกติ… ในสถานที่ที่ไม่ปกติ
หลังอาหารค่ำที่เงียบเชียบ ทุกคนแยกย้ายเข้าห้อง มาลัยสวดมนต์ไหว้พระก่อนนอน เธอรู้สึกว่าเสียงสวดมนต์ของเธอถูกกลืนหายไปในความเงียบ เธอพยายามข่มตาหลับข้างๆ ติระที่กรนเบาๆ
ราวเที่ยงคืน มาลัยสะดุ้งตื่น ไม่ใช่เพราะเสียง… แต่เพราะความเงียบ เสียงจิ้งหรีดและแมลงนอกบ้าน… หยุดกะทันหัน เงียบสนิท จนเธอได้ยินเสียงหัวใจตัวเองเต้น
แล้วเธอก็ได้ยิน เสียง… เอี๊ยด… เบาๆ มาจากหลังบ้าน เสียงเหมือนไม้เสียดสีกัน เหมือนเสียง… เก้าอี้โยก
มาลัยกลั้นหายใจ เธอค่อยๆ ลุกจากเตียง พยายามไม่ให้ติระตื่น เธอเดินเท้าเปล่าไปที่ประตูห้องนอน เสียงนั่นดังอีกครั้ง… เอี๊ยด… มันดังมาจากในครัว
เธอคิดถึงเก้าอี้ตัวนั้นที่ติระโยนทิ้งไป เป็นไปไม่ได้… มันอยู่ข้างนอก เธอเดินช้าๆ ไปตามโถงทางเดินมืดๆ แสงจันทร์ส่องลอดหน้าต่างเข้ามาเพียงเล็กน้อย
เมื่อเธอถึงปากทางเข้าครัว เธอยืนตัวแข็งทื่อ กลิ่น… มันไม่ใช่กลิ่นอับชื้นอีกแล้ว มันเป็นกลิ่นคาว… คาวเหมือนเลือดสด และกลิ่นสาบเหมือนของเน่าเสีย
เธอชะโงกหน้าเข้าไปในครัว สิ่งที่เธอเห็นทำให้เลือดในกายเย็นเฉียบ ณ มุมห้องที่ว่างเปล่า… เก้าอี้ไม้ตัวเล็กตัวนั้น… กลับมาตั้งอยู่ที่เดิม บนแท่นบูชาของมัน ในความมืดสลัว เธอเห็นมันขยับ… เอี๊ยด… มันกำลังโยกไปมา… ช้าๆ เหมือนมีคน… ล่องหน… กำลังนั่งอยู่บนนั้น
มาลัยกรีดร้องสุดเสียง เสียงกรีดร้องแหบโหยของเธอปลุกติระที่กำลังสะลึมสะลือ เขาวิ่งพรวดพราดเข้ามาในครัว “อะไร! เกิดอะไรขึ้น!” เขาเปิดไฟฉายจากโทรศัพท์มือถือ ส่องไปที่มาลัย ซึ่งยืนตัวแข็งทื่อ ชี้มือสั่นเทาไปยังมุมห้อง ติระส่องไฟตาม เก้าอี้ไม้ตัวเล็กตั้งนิ่งอยู่บนแท่นบูชา… ที่เดิม มันนิ่งสนิท ราวกับไม่เคยขยับเขยื้อน “คุณ… คุณเห็นมันไหม” มาลัยเสียงสั่น “เมื่อกี้… มันโยกเอง” ติระขมวดคิ้วอย่างหงุดหงิด กลิ่นคาวเลือดที่มาลัยได้กลิ่นเมื่อครู่ ตอนนี้มันจางหายไปแล้ว เหลือเพียงกลิ่นอับชื้นของบ้านเก่า เขาเดินเข้าไปใช้เท้าเขี่ยเก้าอี้ตัวนั้นเบาๆ มันนิ่งสนิท “มาลัย นี่มันอะไรกัน” เขาเริ่มขึ้นเสียง “คุณไปเก็บมันกลับเข้ามาทำไม ผมบอกแล้วไงว่าให้ทิ้งไป” “ฉันเปล่า!” มาลัยเถียงทั้งน้ำตา “ฉันไม่ได้แตะมันเลย! ฉันตื่นมา… มันก็กลับมาอยู่ที่เดิม แล้วมันก็โยก… ฉันเห็นกับตา!” “คุณเครียดเกินไปแล้ว” ติระถอนหายใจ พยายามข่มอารมณ์ “เราทุกคนเหนื่อย คุณคงตาฝาดไป” เขาไม่เชื่อ ไม่มีทางเชื่อ ติระคว้าเก้าอี้ตัวนั้นขึ้นมาอีกครั้ง “ผมจะจบเรื่องบ้าๆ นี่เดี๋ยวนี้” คราวนี้ เขาไม่เพียงแค่โยนมันทิ้ง เขาเดินฉับๆ ออกไปที่ลานหลังบ้าน เหวี่ยงมันฟาดกับต้นไทรใหญ่เต็มแรง เสียงไม้กระทบกันดัง แคร็ก! ขาเก้าอี้หักไปข้างหนึ่งอย่างเห็นได้ชัด เขาโยนซากเก้าอี้ที่ขาหักเข้าไปในพงหญ้าที่รกทึบที่สุด “พอใจหรือยัง? ทีนี้มันไม่กลับมาแล้ว” เขาจูงมาลัยที่ยังตัวสั่นกลับเข้าห้องนอน “นอนซะ พรุ่งนี้ก็เช้าแล้ว ทุกอย่างจะปกติ” คืนนั้น มาลัยนอนไม่หลับ เธอจ้องมองความมืด ฟังเสียงรอบบ้าน แต่ทุกอย่างก็เงียบ… เงียบจนน่าขนลุก
เช้าวันรุ่งขึ้น ติระพยายามทำตัวให้เป็นปกติที่สุด เขาสาละวนอยู่กับการปีนขึ้นไปซ่อมหลังคาที่รั่ว มาลัยจำเป็นต้องออกไปตลาดในหมู่บ้าน เพื่อซื้อเสบียงอาหารและที่สำคัญคือหลอดไฟ ตลาดเล็กๆ ในหมู่บ้านห่างไกลความเจริญ มีแผงลอยตั้งอยู่ไม่กี่ร้าน ทันทีที่เธอก้าวเท้าเข้าไปในตลาด… ทุกอย่างก็เงียบลง ชาวบ้านที่กำลังพูดคุยกัน หยุดชะงัก ทุกสายตจับจ้องมาที่เธอ มันไม่ใช่สายตาต้อนรับคนแปลกหน้า มันเป็นสายตาที่ผสมปนเปกันระหว่าง… ความสงสาร และ ความกลัว มาลัยรู้สึกอึดอัด เธอก้มหน้า รีบซื้อไข่ไก่ ผัก และเนื้อหมูที่จำเป็น ขณะที่เธอกำลังจะจ่ายเงิน หญิงชราคนหนึ่งก็เดินเข้ามาหา เธอคือ ยายใย หญิงชราที่ดูเหมือนจะอายุมากที่สุดในหมู่บ้าน ดวงตาฝ้าฟางแต่แหลมคม “เพิ่งย้ายมาเหรอ… แม่หนู” ยายใยถาม เสียงแหบพร่า “ค่ะ… เอ่อ… บ้านไม้ท้ายหมู่บ้านน่ะค่ะ” มาลัยตอบตะกุกตะกัก ยายใยพยักหน้าช้าๆ เคี้ยวหมากจนปากแดง “แล้ว… ได้ดูแล ‘ท่าน’ หรือยัง” มาลัยขมวดคิ้ว “ดูแล? หมายถึงอะไรคะ” “บ้านหลังนั้น… มีเจ้าของ” ยายใยพูดเสียงเบาลง จนมาลัยต้องโน้มตัวเข้าไปฟัง “เจ้าของเขา… หิว” มาลัยใจหายวาบ เลือดในกายเย็นเฉียบ นึกถึงเรื่องเมื่อคืน “เก้าอี้ตัวนั้น… ที่อยู่ในครัว” ยายใยพูดต่อ เหมือนอ่านใจเธอออก “เก้าอี้นั่น… ห้ามปล่อยให้ว่างเด็ดขาด” “สามีฉัน… เขาโยนมันทิ้งไปแล้วค่ะ” มาลัยกระซิบตอบ ยายใยส่ายหน้าช้าๆ “มันทิ้งไม่ได้หรอกแม่หนู มันเป็นของ ‘เขา’” “เขาคือใครคะ” “กระสือ…” ยายใยกระซิบคำนั้นออกมา มาลัยตัวชา “กระสือเหรอคะ… เป็นไปไม่ได้” “ไม่ใช่กระสือผีปอบทั่วไป… แต่บ้านหลังนั้นคือ ‘รัง’ ของมัน” ยายใยจับแขนมาลัยแน่นจนเธอรู้สึกเจ็บ “เก้าอี้ตัวนั้น… คือ ‘ที่นั่ง’ ของเขา คือที่ที่เขากลับมากิน… ห้ามปล่อยให้ว่าง” “แล้ว… แล้วถ้ามันว่างล่ะคะ” “ฟังยายนะ… คืนนี้ พอมืด… ปิดช่องลมให้หมด” “ช่องลม?” “ช่องลมเล็กๆ บนฝาบ้านนั่นแหละ… อุดมันให้หมด อย่าให้ ‘แสงสีแดง’ เข้ามาในบ้านได้” “ถ้ามันเข้ามา… มันจะมาทวงเก้าอี้ของมันคืน และถ้าเก้าอี้มันว่าง…” ยายใยหยุดพูด กลืนน้ำลายเหนียวๆ ลงคอ “มันจะหา ‘คนใหม่’ ไปนั่งแทน”
มาลัยกลับถึงบ้านเหมือนคนขวัญเสีย เธอมองบ้านหลังนั้นด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป ช่องลมไม้แกะสลักเล็กๆ ที่ติระเคยบอกว่า “ช่วยระบายอากาศได้ดี”… ตอนนี้มันดูเหมือนดวงตานับร้อยที่กำลังจ้องมองเธอ เธอรีบวิ่งเข้าครัว และหัวใจเธอก็แทบหยุดเต้น ณ มุมห้องเดิม… บนแท่นบูชา เก้าอี้ไม้ตัวนั้นตั้งอยู่ ขาที่หักเมื่อคืน… กลับมาสมบูรณ์เหมือนเดิม ราวกับไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้น เธอกลัวจนแทบสิ้นสติ ติระเดินเหงื่อโซมเข้ามาในครัว เห็นเธอยืนตัวแข็งทื่อ “เป็นอะไรไป? ตลาดมีอะไรไม่ดีเหรอ” แล้วเขาก็เห็นเก้าอี้ ใบหน้าของเขาแดงก่ำด้วยความโกรธ “นี่คุณยังไม่เลิกอีกเหรอ! ผมบอกให้…” “ฉันเปล่า!” มาลัยตะโกนกลับทั้งน้ำตา “ฉันกลับมามันก็อยู่นี่แล้ว!” เธอเล่าเรื่องที่ยายใยเตือน “ยายที่ตลาดบอก… นี่เป็นเก้าอี้ของกระสือ! เขาบอกว่าห้ามปล่อยให้ว่าง!” ติระหัวเราะออกมาอย่างไม่เชื่อสายตา “กระสือ? นี่มันยุคไหนแล้วมาลัย! คุณโดนคนแก่หลอกแล้ว! ไร้สาระ!” “แต่มันกลับมาเอง! ขามันก็หายหัก!” “ก็คงมีคนแกล้งเรา! พวกชาวบ้านนั่นแหละ! ไม่พอใจที่เราย้ายมาอยู่!” ติระเดินไปจะคว้าเก้าอี้อีกครั้ง “อย่า!” มาลัยคว้าไข่ไก่ฟองหนึ่งจากตะกร้าที่เพิ่งซื้อมา เธอกลั้นใจ วิ่งไปวางไข่ไก่ดิบฟองนั้น… ไว้บนเก้าอี้ตัวเล็ก “ฉันไม่รู้ว่าคุณเป็นใคร” เธอพนมมือไหว้เก้าอี้ตัวนั้น ตัวสั่นเทา “แต่อย่าทำร้ายครอบครัวเราเลย… นี่คือของที่เราให้…” ติระยืนอึ้ง มองภรรยาของเขาไหว้เก้าอี้เด็กเก่าๆ ที่มีไข่ไก่ดิบวางอยู่ “คุณ… เสียสติไปแล้วเหรอ มาลัย!” นี่คือการทะเลาะกันอย่างรุนแรงครั้งแรกของพวกเขา ติระโกรธที่ภรรยาเชื่อเรื่องงมงายมากกว่าเชื่อสามีตัวเอง มาลัยโกรธที่สามีไม่ยอมเปิดตาดูความเป็นจริงที่น่าสะพรึงกลัวตรงหน้า พวกเขาไม่รู้เลยว่า… การวางไข่ไก่ของมาลัยในครั้งนี้ ไม่ใช่การเซ่นไหว้ แต่มันคือการ “ตอบรับ” คำเชิญ
ค่ำคืนนั้นผ่านไปอย่างตึงเครียด ติระเข้านอนโดยแสร้งทำเป็นว่าทุกอย่างปกติ เขากลับไปกรนเสียงดังในเวลาไม่นาน แต่สำหรับมาลัย… การข่มตาหลับคือสิ่งที่ทำไม่ได้ เธอนอนตะแคง หันหน้าออกจากสามี จ้องมองความมืดในห้อง ทุกครั้งที่ติระพลิกตัว เธอก็สะดุ้ง เธอรับรู้ได้ถึงทุกสรรพเสียง… เสียงไม้ลั่น… เสียงลมพัดใบไม้เสียดสีหลังคา… เสียงจิ้งจกทัก บ้านหลังนี้ไม่ได้เงียบ… มันแค่กำลัง “รอ”
เธอไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ อาจจะเที่ยงคืน หรือตีหนึ่ง ทันใดนั้น…
“กรี๊ดดดดดด!”
เสียงกรีดร้องแหลมสูงดังมาจากชั้นบน! เป็นเสียงของน้อย! มาลัยเด้งตัวขึ้นจากเตียงทันที หัวใจเธอแทบวาย “น้อย! น้อย!” ติระสะดุ้งตื่นอย่างงัวเงีย “อะไร! เสียงอะไร!” “ลูก! ลูกร้อง!” มาลัยวิ่งเท้าเปล่าออกจากห้อง ถลาขึ้นบันไดที่มืดมิด ติระคว้าไฟฉายที่หัวเตียง วิ่งตามหลังไป ประตูห้องของน้อยเปิดอ้า พิม ลูกสาวคนโต ยืนอยู่หน้าห้องของเธอ ขยี้ตาอย่างหงุดหงิด “เสียงดังอะไรเนี่ย!” มาลัยพุ่งเข้าไปในห้องน้อย ร่างเล็กๆ ของลูกชายนั่งตัวสั่นอยู่บนเตียง เหงื่อแตกพลั่ก ดวงตาเบิกกว้าง จ้องเขม็งไปยังหน้าต่าง “น้อย! เป็นอะไรลูก! ฝันร้ายเหรอ” มาลัยโผเข้าไปกอดลูก ติระส่องไฟฉายไปที่หน้าต่าง “ผม… ผมเห็น…” น้อยพูดเสียงสั่นเครือ “มัน… มันบินอยู่ตรงหน้าต่าง” “เห็นอะไร” ติระถามเสียงเข้ม “ผู้หญิง… ผู้หญิงบินได้” น้อยเริ่มร้องไห้โฮ “ผมแดงๆ… ตาแดงๆ… เขามองผม!” มาลัยตัวเย็นวาบ คำพูดของยายใยแวบเข้ามาในหัว… กระสือ… แสงสีแดง ติระเดินไปที่หน้าต่าง หน้าต่างบานนี้ไม่มีมุ้งลวด มีเพียงบานไม้เก่าๆ ที่แง้มไว้เล็กน้อย และเหนือหน้าต่างขึ้นไป… คือช่องลมที่ยายใยเตือนไว้ เขาชะโงกหน้าออกไป ส่องไฟฉายกวาดไปมา “ไม่มีอะไรเลย” เขาพูด ทันใดนั้น มีเสียงกระพือปีกดัง พรึ่บ! ร่างสีดำทะมึนบินผ่านลำแสงไฟฉายไป มาลัยร้องอุทาน แต่ติระลดไฟฉายลง ถอนหายใจอย่างโล่งอก “นกฮูก” เขาพูด “ก็นกฮูกตัวใหญ่น่ะสิ มันคงเกาะอยู่ตรงหน้าต่าง” เขาหันกลับมาหาลูกชาย “เห็นไหมน้อย ไม่มีอะไรเลย แค่นกฮูก” “ไม่ใช่นกฮูก!” น้อยเถียง “ผมเห็น! เป็นหน้าคน!” “พอได้แล้ว!” ติระขึ้นเสียง เขาเหนื่อย เขาเครียด และเขาไม่อยากให้ความกลัวงมงายมาครอบงำบ้านนี้ “พ่อบอกแล้วไงว่าอย่าดูหนังผีเยอะ! เห็นไหม มันเก็บมาฝัน! กลับไปนอนได้แล้วทั้งคู่!” เขาดุพิมที่ยังยืนมองอยู่หน้าห้องด้วย “แต่พ่อ…” พิมทำท่าจะเถียง “ไม่มีแต่! กลับไปนอน! พรุ่งนี้เรามีงานต้องทำแต่เช้า!” ติระปิดหน้าต่างห้องน้อยเสียงดัง ปัง! เขาจูงมาลัยที่ยังกอดน้อยแน่นออกมา “คุณก็เหมือนกัน เลิกคิดมากได้แล้ว ปล่อยให้ลูกนอน” “แต่ติระคะ…” “ผมนอนไม่พอมาหลายคืนแล้วนะมาลัย ผมขอร้องล่ะ” เขาเดินกลับเข้าห้องนอน ทิ้งให้มาลัยยืนเคว้งอยู่หน้าห้อง พิมมองหน้าแม่ แววตาของเธอที่เคยแข็งกร้าว ตอนนี้ฉายแววสับสน “แม่… แม่ก็เชื่อว่ามันมีจริงเหรอ” มาลัยไม่มีคำตอบ เธอพาลูกทั้งสองกลับเข้าห้อง ปลอบน้อยจนหลับไปอีกครั้ง เธอกลับมาที่ห้องนอน ติระหลับไปแล้ว… หรือแกล้งหลับก็ไม่รู้ มาลัยนอนลง แต่ตาสว่าง เธอโกรธสามี… แต่ก็กลัว ถ้าติระพูดถูก เธอก็กำลังจะกลายเป็นคนบ้า แต่ถ้าเธอพูดถูก… ลูกๆ ของเธอกำลังตกอยู่ในอันตราย
เวลาคืบคลานไปอย่างเชื่องช้า… ตีสอง… ตีสาม… บ้านทั้งหลังเงียบสงัดอีกครั้ง เงียบ… จนมาลัยได้ยินเสียงหัวใจตัวเอง เงียบ… จนเธอได้ยินเสียง…
กริ๊ก…
เสียงเบาๆ ดังมาจากชั้นล่าง ไม่ใช่เสียงไม้ลั่น มันเป็นเสียงเหมือน… เปลือกไข่กระทบกันเบาๆ มันดังมาจากในครัว! หัวใจของมาลัยหล่นไปอยู่ที่ตาตุ่ม เธอจำได้… ไข่ไก่ดิบที่เธอวางไว้บนเก้าอี้ เธอค่อยๆ ลุกจากเตียงอีกครั้ง ครั้งนี้เธอไม่ปลุกติระ เธอไม่อยากถูกเขาดุว่า “ตาฝาด” อีกแล้ว เธอต้องเห็นด้วยตาตัวเอง เธอย่องไปหยิบตะเกียงน้ำมันเก่าๆ ที่จุดทิ้งไว้ในโถงทางเดิน แสงไฟสลัวๆ พอให้เห็นทาง เธอเดินช้าๆ ลงบันได ทุกย่างก้าวเงียบกริบ เมื่อถึงทางเข้าครัว… กลิ่น! กลิ่นคาวเลือดที่เธอได้กลิ่นเมื่อคืนแรก มันกลับมาอีกแล้ว! แต่ครั้งนี้มันรุนแรงกว่าเดิมสิบเท่า กลิ่นคาวจัดเหมือนเครื่องในสดๆ กลิ่นเน่าเหม็นเหมือนซากสัตว์ มันรุนแรงจนมาลัยต้องยกมือขึ้นปิดจมูก เธอค่อยๆ ชะโงกหน้าเข้าไปในครัว แสงจากตะเกียงส่องกระทบ เธอเบิกตากว้าง… บนเก้าอี้ไม้ตัวเล็ก… แท่นบูชานั่น… ไข่ไก่… หายไปแล้ว! ไม่เหลือแม้แต่เปลือก! มันหายไปอย่างไร้ร่องรอย เหลือทิ้งไว้เพียงรอยเปียกชื้นบนเก้าอี้ไม้ตัวนั้น…
ทันใดนั้น… เธอรู้สึกเหมือนถูกจ้องมอง ความรู้สึกเสียวสันหลังวาบ… มันไม่ได้มาจากในบ้าน มันมาจาก… ข้างนอก มาลัยค่อยๆ หันหน้าไปทางหน้าต่างครัว หน้าต่างถูกปิดไว้ แต่เหนือหน้าต่าง… คือช่องลม… ช่องลมไม้ที่แกะสลักเป็นลวดลาย… และสิ่งที่อยู่ตรงนั้น… ทำให้เธอแทบหยุดหายใจ
ลอยนิ่งอยู่กลางความมืดนอกหน้าต่าง ตรงกับระดับของช่องลมพอดี คือ “มัน” มันไม่ใช่หน้าคน ไม่ใช่ผู้หญิงผมแดงอย่างที่น้อยเห็น แต่มันคือ… แสงสีแดง ดวงไฟสีแดงฉาน… สว่างวาบ… มันไม่กลม แต่มันมีรูปร่าง… เหมือน… ก้อนเนื้อ… หรือ… หัวใจ… ที่กำลังเต้นตุบๆ แสงสีแดงนั้นลอยนิ่ง… มันกำลังจ้องมองเธอผ่านช่องลมเข้ามา มันไม่ได้พยายามจะเข้ามา… มันแค่ “สังเกตการณ์” มันเห็นเธอ… เช่นเดียวกับที่เธอเห็นมัน มันรู้ว่าเธอวางไข่ไว้ และตอนนี้… มันรู้ว่าเธอรู้ว่า… มันมารับของเซ่นไปแล้ว
มาลัยยืนตัวแข็งทื่อ ตะเกียงในมือสั่นระริก เธออยากจะกรีดร้อง แต่เสียงจุกอยู่ที่คอ ดวงไฟสีแดงนั้น… มันเหมือนกำลัง “ยิ้ม” มันพองตัวขึ้นเล็กน้อย… สว่างวาบขึ้น… แล้ว… พรึ่บ! มันดับวูบไปทันที หายไปในความมืด ราวกับไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้น
มาลัยยืนหอบหายใจ กลิ่นคาวเลือดเริ่มจางลง เธอวิ่งพรวดไปที่หน้าต่าง เธอมองไม่เห็นอะไรข้างนอก แต่บนขอบหน้าต่าง… ตรงช่องลมที่ “มัน” เคยลอยอยู่… มีบางอย่างเปรอะเปื้อนอยู่ เธอยกตะเกียงขึ้นส่อง มันคือ… เมือกเหนียวๆ สีคล้ำ… กลิ่นคาวจัด… เหมือนน้ำลาย หรือของเหลวจากร่างกาย… มันหยดเป็นทางเล็กๆ จากช่องลม… ลงมาที่ขอบหน้าต่าง
“มาลัย!” เสียงติระตะโกนดังลั่น เขาตื่นขึ้นมาอีกครั้งเพราะเสียงที่เธอทำตะเกียงหล่น เขาวิ่งเข้ามาในครัว “คุณทำบ้าอะไรอีก! นี่มันตีสามแล้วนะ!” เขาเห็นเธอยืนตัวสั่น ชี้ไปที่หน้าต่าง “ติระ… มันมา… มันมาจริงๆ” เธอร้องไห้ออกมา “มันเอาไข่ไป… แล้วมันก็… นั่น!” เธอชี้ไปที่คราบเมือก ติระขมวดคิ้ว เดินไปดูที่หน้าต่าง เขาแตะเมือกนั้น… แล้วดม กลิ่นมันเหม็นคาว… เหม็นจนน่าสะอิดสะเอียน แต่ใบหน้าของเขายังคงแข็งกร้าว “งู” เขาพูดออกมา “อะไรนะคะ” “งู… ไม่ก็ตัวเงินตัวทอง มันคงได้กลิ่นไข่ เลยปีนเข้ามาทางช่องลม” เขาพยายามหาเหตุผล… เหตุผลอะไรก็ได้ “มันกินไข่ไป แล้วก็ทิ้งรอยเมือกไว้… แค่นั้นเอง” มาลัยส่ายหน้าอย่างสิ้นหวัง “มันไม่ใช่สัตว์! มันเป็นแสงสีแดง! ฉันเห็นมัน! มันลอยอยู่!” “พอที!” ติระตะคอก “ผมทนไม่ไหวแล้วกับเรื่องผีสางของคุณ! พรุ่งนี้… ผมจะตอกตะปูปิดตายช่องลมบ้าๆ นี่ให้หมด!” เขาหันหลังเดินกลับห้องนอนไป ทิ้งให้มาลัยยืนตัวสั่นอยู่คนเดียวในครัวที่มืดมิด เธอมองคราบเมือกนั้น เธอมองเก้าอี้ที่ว่างเปล่า… อีกครั้ง เธอรู้… นี่ไม่ใช่แค่คำเตือน นี่คือการประกาศตัว และสิ่งที่มันต้องการ… ไม่ใช่แค่ไข่ไก่
เช้าวันต่อมา บรรยากาศในบ้านหนักอึ้งยิ่งกว่าเดิม ไม่ใช่แค่เพราะความชื้นของป่า… แต่เป็นความตึงเครียดระหว่างคนสองคน ติระตื่นแต่เช้ามืด เขาไม่ได้พูดกับมาลัยแม้แต่คำเดียว สิ่งที่เขาทำคือ… การตอกย้ำ “เหตุผล” ของเขาให้เป็นรูปธรรม เสียงตอกตะปูดังลั่นไปทั่วบ้านแต่เช้าตรู่ ปัง! ปัง! ปัง! ติระขนแผ่นไม้เก่าๆ ที่หาได้จากโรงเก็บของ เขาปีนขึ้นไปบนเก้าอี้… และเริ่มตอกปิดตายช่องลมทีละช่อง เขาเริ่มจากในครัว… ตรงที่มาลัยอ้างว่าเห็น “แสงสีแดง” แผ่นไม้ถูกตอกทับลวดลายแกะสลักสวยงามนั้นอย่างไม่ปรานี เขาทำเหมือนกำลังปิดกั้นศัตรู… แต่สิ่งที่เขาพยายามขังไว้ข้างนอก… คือความกลัวของภรรยาเขาเอง มาลัยยืนมองเงียบๆ เธอยืนอยู่ตรงทางเข้าครัว… ที่เดิมกับเมื่อคืน เธอมองแผ่นหลังสามี เขาไม่แม้แต่จะหันมามองเธอ “คุณทำแบบนี้… มันจะยิ่งโกรธ” มาลัยพูดเสียงเบา ราวกับกระซิบ ติระหยุดตอก เขาหันกลับมามองเธอช้าๆ ดวงตาแข็งกร้าว “ผมกำลังปกป้องครอบครัว… จากเรื่องไร้สาระ” “ถ้ามันอยากเข้ามา… ไม้แค่นี้กั้นมันไม่อยู่หรอกค่ะ” “มันไม่มีอะไรจะเข้ามา!” ติระตะคอกเสียงดัง “มีแต่งู! มีแต่ลม! มีแต่จินตนาการของคุณ!” ปัง! เขาตอกตะปูตัวสุดท้าย ปิดตายช่องลมในครัวจนสนิท แสงสว่างที่เคยส่องเข้ามาในครัวยามเช้า… หายไป ตอนนี้ครัวยิ่งมืดทึบกว่าเดิม “ผมจะปิดมันให้หมด… ทั้งบ้าน” เขาประกาศกร้าว “แล้วเราจะได้พิสูจน์กัน… ว่านกฮูกมันจะกลายเป็นผีกระสือได้อีกไหม” เขาเดินกระแทกเท้าผ่านหน้าเธอไป มุ่งหน้าไปยังห้องนั่งเล่น… และห้องนอนของลูกๆ เสียงตอกตะปูยังคงดังต่อไป… ปัง! ปัง! ปัง! มันดังเหมือนเสียงตอกฝาโลง
มาลัยยืนนิ่งอยู่ในครัวที่มืดสลัว เธอมองไปยังมุมห้อง… เก้าอี้ไม้ตัวเล็กยังคงตั้งอยู่ที่เดิม… ว่างเปล่า คราบเมือกที่ขอบหน้าต่าง… ติระเช็ดมันออกไปแล้วเมื่อเช้า เหมือนพยายามลบหลักฐาน เหมือนพยายามลบความจริงที่เขาไม่อยากยอมรับ มาลัยรู้สึกโดดเดี่ยว โดดเดี่ยวที่สุดในชีวิต สามีไม่เชื่อเธอ ลูกๆ ก็กลัว… พิมเก็บตัวเงียบอยู่ในห้อง ไม่ยอมออกมา ส่วนน้อย… มาลัยรีบเดินไปดูอาการลูกชาย น้อยนอนขดตัวอยู่บนเตียง ตัวร้อนรุมๆ “น้อย… เป็นยังไงบ้างลูก” เด็กชายลืมตาปรือ… ดวงตาเหม่อลอย “ผมหนาว… แม่ครับ” “เดี๋ยวแม่ต้มข้าวต้มให้กินนะ จะได้กินยา” น้อยส่ายหน้าช้าๆ “ผมไม่อยากกินข้าว…” “ไม่กินได้ยังไง เดี๋ยวก็ไม่หายหรอก” “เมื่อคืน… มันมาอีกไหมครับ” น้อยกระซิบถาม มาลัยใจหายวาบ เธอไม่อยากโกหกลูก… แต่ก็ไม่อยากให้ลูกกลัว “ไม่มีอะไรหรอกลูก… พ่อเขาซ่อมนกฮูกแล้ว” เธอพยายามพูดติดตลก แต่น้อยไม่ขำ เด็กชายหลับตาลงอีกครั้ง “ผมได้ยินเสียง… มันร้องอยู่ข้างนอก” มาลัยกลืนน้ำลาย เสียงตอกตะปูของติระดังมาจากชั้นล่าง เธอลูบหัวลูกชาย “นอนพักนะลูก เดี๋ยวแม่มา” เธอตัดสินใจแล้ว ในเมื่อสามีเลือกที่จะ “ปิดตา” เธอก็ต้องเลือกที่จะ “เปิดทาง” เธอจะไม่ยอมให้ลูกๆ เป็นอะไร เธอเดินกลับไปที่ครัว มองซ้ายมองขวา… ติระยังยุ่งอยู่กับการตอกตะปู มาลัยรีบหุงข้าว… เธอตักข้าวสวยร้อนๆ ใส่ถ้วยเล็ก ต้มไข่ไก่อีกหนึ่งฟอง… ปอกเปลือกอย่างดี เธอมองถ้วยข้าวและไข่ต้มในมือ มือเธอสั่น เธอไม่รู้ว่าเธอกำลังทำอะไร เธอกำลังจะเซ่นไหว้ผี… ในบ้านของตัวเอง มันบ้าสิ้นดี… อย่างที่ติระว่า แต่สัญชาตญาณความเป็นแม่… มันกรีดร้องดังกว่าเหตุผลใดๆ เธอกลั้นใจ… เดินไปที่มุมมืดนั้น และวางถ้วยข้าวกับไข่ต้ม… ลงบนเก้าอี้ไม้ตัวเล็ก “ฉันไม่รู้ว่าคุณเป็นใคร…” เธอพนมมือไหว้ “ฉันไม่รู้ว่าคุณต้องการอะไร…” น้ำตาเธอไหลออกมา “แต่ได้โปรด… อย่ามายุ่งกับลูกๆ ของฉัน” “นี่คือของที่เราให้… กินซะ… แล้วไปจากที่นี่” เธอไหว้… กราบลงที่พื้นหน้าแท่นบูชาเก่าๆ นั้น ณ วินาทีนั้น… เสียงตอกตะปูของติระ… หยุดลงกะทันหัน บ้านทั้งหลังเงียบกริบ มาลัยเงยหน้าขึ้น เธอได้ยินเสียง… กุก… เสียงเบาๆ ดังมาจาก… บนหลังคา เหมือนมีอะไรบางอย่าง… กำลังเดิน มันเดินวน… อยู่เหนือห้องครัว มาลัยรีบลุกขึ้นยืน ถอยหลังไปติดผนัง ครืดดดด… เสียงเหมือนมีอะไรหนักๆ กำลังลากไปมาบนหลังคา ติระตะโกนมาจากห้องนั่งเล่น “มาลัย! ได้ยินไหม! น่าจะเป็นพวกลิง!” เขาคิดว่ามันเป็นสัตว์อีกแล้ว! แต่มาลัยรู้… มันไม่ใช่ลิง มันรู้… ว่าเธอเพิ่งทำอะไรลงไป มันกำลัง “รับรู้” ของเซ่นไหว้ และมันกำลัง… ขอบคุณ
วันต่อมาผ่านไปเหมือนฝันร้ายที่ยืดเยื้อ ติระพึงพอใจกับผลงานของเขา “เห็นไหม” เขาพูดกับมาลัยในมื้อกลางวัน “เมื่อคืนมีอะไรไหม? ไม่มี! เพราะผมปิดรูหนูพวกนั้นหมดแล้ว” เขาพูดเหมือนตัวเองเพิ่งชนะสงคราม แต่มาลัยรู้… นี่ไม่ใช่สันติภาพ นี่คือความเงียบก่อนพายุ เธอเหลือบมองถ้วยข้าวและไข่ต้มที่ยังวางอยู่ที่เดิมบนเก้าอี้ มันไม่ถูกแตะต้อง “มัน” ไม่รับของเซ่นไหว้ของเธอ
แล้วอาการของลูกๆ ก็เริ่มขึ้น น้อย… คือคนแรก ไข้ของเด็กชายสูงขึ้น เขาไม่เพ้อ… แต่เขา “เหม่อ” เขานอนอยู่บนเตียง… แต่ดวงตาจ้องเขม็งไปยังประตูห้อง “เขาหิว” น้อยกระซิบ “ใครหิวลูก” มาลัยที่กำลังเช็ดตัวให้ลูก ถามเสียงสั่น “ผู้หญิงคนนั้น… เขาโกรธ” น้อยพูด “เขาไม่ชอบข้าว… เขาบอกว่าเขาไม่ชอบ” มาลัยตัวแข็งทื่อ “ลูก… ลูกคุยกับเขาเหรอ” น้อยส่ายหน้าช้าๆ “เปล่าครับ… ผมแค่… ได้ยิน” ติระเข้ามาเห็น “คุณเอาเรื่องบ้าๆ อะไรมาพูดกับลูก!” เขาอุ้มน้อยขึ้นมา “ไม่เป็นอะไรนะลูก พ่ออยู่นี่แล้ว ไม่มีผีที่ไหนทั้งนั้น! ทั้งหมดมันอยู่ในหัวแม่เขา!” ติระโทษมาลัย เขาเชื่อว่าความกลัวของเธอ… กำลัง “แพร่เชื้อ” ไปสู่ลูกๆ “คุณกำลังทำให้ลูกป่วย! เพราะความงมงายของคุณ!” ความร้าวฉานระหว่างทั้งสอง… ลึกเกินกว่าจะประสาน
ส่วนพิม… ลูกสาวคนโต เธอกลายเป็นคนละคน จากเด็กสาววัยรุ่นที่หงุดหงิด ขี้โวยวาย… เธอกลายเป็น… เย็นชา เธอขังตัวเองอยู่ในห้อง เธอเลิกฟังเพลง สิ่งที่เธอทำคือการ… นั่งหน้ากระจก และหวีผม หวี… หวี… หวี… หวีผมยาวๆ ของเธอซ้ำๆ เธอยืนหวีผมเป็นชั่วโมงๆ กลางดึก มาลัยแอบเปิดประตูเข้าไปดู พิมยืนอยู่หน้ากระจกในความมืด… หวีผม และฮัมเพลง… เป็นทำนองเพลงแปลกๆ ที่มาลัยไม่เคยได้ยินมาก่อน มันไม่ใช่เพลง… มันเป็นแค่เสียงในลำคอ… โหยหวน… และเย็นเยียบ “พิม… พอแล้วลูก ดึกแล้ว” พิมหันมา… ดวงตาเธอกลวงโบ๋ในความมืด “มันไม่สวยเลยแม่… ผมหนูยังไม่สวยพอ” “สวยอะไรลูก” “เขาไม่ชอบ…” พิมกระซิบ “เขาบอกว่า… ต้องยาวกว่านี้… ต้องแดงกว่านี้” มาลัยกรีดร้อง… วิ่งหนีออกมาจากห้องลูกสาว บ้านหลังนี้… มันไม่ได้แค่มีผี มันกำลัง… กลืนกิน ครอบครัวของเธอ
มาลัยหมดสิ้นหนทาง เธอกลับไปที่ครัว มองถ้วยข้าวที่เริ่มบูดคาเก้าอี้ เธอรู้แล้วว่า “มัน” ต้องการอะไร ยายใยบอกว่ามันคือ “รัง” กระสือ… มันกินของสดของคาว เธอคว้าถ้วยข้าวบูดนั้น… มือไม้สั่น… เธอเปิดตู้เย็น หยิบเนื้อหมูสดที่ซื้อมาจากตลาด… เธอวางเนื้อหมูชิ้นนั้น… ดิบๆ… ลงบนเก้าอี้แทน “เอาไป… เอาไปให้หมด… แต่อย่าเอาลูกฉันไป” เธอคุกเข่าลง… ร้องไห้สะอึกสะอื้น เธอไม่รู้ตัวเลยว่า… ติระยืนมองเธออยู่ตรงทางเข้าครัว เขามองเธอด้วยสายตาที่มาลัยไม่เคยเห็นมาก่อน มันไม่ใช่ความโกรธ มันคือ… ความรังเกียจ
“พอ!” ติระคำราม เขากระชากแขนเธอให้ลุกขึ้น “คุณมัน… บ้าไปแล้วจริงๆ!” เขาคว้าชิ้นเนื้อหมูดิบนั้น… คว้าเก้าอี้ไม้ตัวเล็กนั้น “ผมบอกแล้วไงว่ามันจะจบ!” “อย่า! ติระ! อย่า!” มาลัยกรีดร้อง พยายามยื้อแย่ง แต่เธอสู้แรงเขาไม่ได้ ติระลากเก้าอี้ออกไปที่ลานหลังบ้าน เขาหยิบขวาน… ที่ใช้สำหรับผ่าฟืน เคร้ง! เขาจามขวานลงไปที่เก้าอี้ เคร้ง! เคร้ง! เคร้ง! เขาทำลายมัน… เขาจามมันจนไม่เหลือชิ้นดี… ไม้แกะสลักแตกกระจาย เขาโยนเศษซากของมัน… พร้อมกับเนื้อหมูดิบชิ้นนั้น… เข้าไปในกองไฟที่เขาเพิ่งก่อขึ้นเพื่อไล่ยุง เปลวไฟลุกโชน… กลิ่นเนื้อหมูไหม้… ผสมกับกลิ่นไม้เก่า… “จบแล้ว” ติระหอบหายใจ “ทีนี้มันก็จบจริงๆ แล้ว” เขามองเปลวไฟที่กลืนกิน “ที่นั่ง” ของมัน เขาหันกลับมามองมาลัยที่ทรุดตัวร้องไห้อยู่กับพื้น “เข้าไปในบ้าน… ไปดูแลลูก… เลิกบ้าซะที”
ค่ำคืนนั้น… คือคืนที่เงียบที่สุด ไม่มีเสียงตอกตะปู ไม่มีเสียงสวดมนต์ ไม่มีของเซ่นไหว้ เก้าอี้ตัวนั้น… กลายเป็นเถ้าถ่าน มุมมืดในครัว… ว่างเปล่าอย่างสมบูรณ์
ติระนอนหลับอย่างผู้ชนะ เขาพิสูจน์แล้ว… ว่าเหตุผลของเขาเหนือกว่า มาลัยนอนตัวแข็งทื่อ เธอไม่ได้กลัว… เธอ… “รอ” เพราะเธอรู้… การทำลายเก้าอี้… ไม่ใช่การขับไล่ มันคือการ “ประกาศสงคราม” มันคือการบอกว่า… “เราไม่ต้อนรับแก”
เที่ยงคืน… ไม่มีเสียงกรีดร้อง ตีหนึ่ง… ไม่มีเสียงฝีเท้าบนหลังคา ตีสอง… บ้านเงียบสนิท ติระกรนอย่างมีความสุข
แล้ว… โครม!!!
เสียงดังลั่นมาจากชั้นล่าง! ไม่ใช่แค่ของหล่น… เหมือนมีอะไรบางอย่าง… พัง ติระเด้งตัวขึ้นมา “อะไรอีกวะ!” เขากับมาลัยวิ่งลงไปชั้นล่าง มุ่งหน้าไปที่ครัว… สิ่งที่เขาเห็น… ทำให้ชายผู้ยึดมั่นในเหตุผล… ขนลุกซู่ไปทั้งตัว ครัว… เละเทะ ตู้กับข้าวถูกรื้อค้น ข้าวสาร… อาหารแห้ง… กระจายเกลื่อนพื้น และ… ณ มุมห้องที่ว่างเปล่า… ที่ที่เก้าอี้เคยอยู่… ตอนนี้… ไม่ว่างเปล่าอีกต่อไป ซากแมว… มันคือแมวจรจัดที่มาลัยเคยให้ข้าว… ซากของมันถูกฉีกกระชาก เลือดสาดกระเซ็นไปทั่วผนัง และเครื่องในของมัน… ถูกดึงออกมา… กองสุมอยู่บนพื้น… ถูกจัดเรียง… เป็นรูป… เก้าอี้…
กลิ่นคาวเลือดและกลิ่นสาบตลบอบอวล… มันคือคำตอบ มันคือการสื่อสาร “แกทำลายที่นั่งของข้า… ได้” “ข้าก็สร้างมันขึ้นมาใหม่… ได้” “ด้วยสิ่งที่ข้า… กิน”
ติระยืนตัวแข็งทื่อ เลือดในกายของเขา… ชายผู้ยึดมั่นในเหตุผล… เย็นเฉียบ เขามองซากแมว… เขามอง “รูปทรง” ของเครื่องในที่กองอยู่บนพื้น มันคือเก้าอี้ มันคือการเยาะเย้ย มันคือสาส์นที่ชัดเจน… ชัดเจนกว่าแสงสีแดง หรือเสียงใดๆ “ฉันยังอยู่ที่นี่”
“ติระ…” มาลัยกระซิบ เสียงของเธอแตกพร่า “คุณเห็น… คุณเห็นแล้วใช่ไหม” ติระพูดไม่ออก เหตุผลทั้งหมดในหัวเขากำลังพังทลาย “ตัวเงินตัวทอง”… “งู”… “นกฮูก”… คำอธิบายที่เขาเคยใช้เป็นเกราะกำบัง… ตอนนี้มันไร้ค่า ไม่มีสัตว์ชนิดไหนในโลก… ที่ทำแบบนี้ เขาค่อยๆ ถอยหลัง… ช้าๆ “เก็บของ” เขาพูดเสียงสั่น “อะไรนะคะ” “เก็บของ! เดี๋ยวนี้!” เขาตะโกน “เก็บเฉพาะที่จำเป็น! เราจะไปจากที่นี่! เดี๋ยวนี้!” เขาหันหลังวิ่งจะไปปลุกลูก แต่… แคร็ก!
เสียงไม้ปริ… ดังลั่นมาจากผนังครัว ไม่ใช่ผนังธรรมดา… แต่เป็นผนังที่ติระเพิ่งตอกไม้ปิดทับช่องลม “ติระ…” มาลัยชี้มือสั่นเทา แผ่นไม้ที่เขาตอกไว้อย่างแน่นหนา… กำลัง “โก่ง” มันโก่งออกมา… เหมือนมีอะไรบางอย่าง “ดัน” จากข้างนอก แคร็ก! … พลั่ก! แผ่นไม้กระดานแตกออก! ตะปูงอ… เศษไม้กระเด็นไปทั่วครัว ช่องลมที่เคยถูกปิดตาย… ตอนนี้เปิดอ้า และจากความมืดในช่องนั้น… แสงสีแดง… มันกลับมาแล้ว แต่มันไม่ใช่แค่ “แสง” อีกต่อไป มันคือ “ก้อน” ก้อนเนื้อสีแดงฉาน… หยาบ… ลื่น… มันมีขนาดเท่าหัวคน… แต่มันไม่มีตา ไม่มีจมูก ไม่มีปาก มันมีแต่… ความหิวกระหาย มันลอยออกมาจากช่องลม… หยดเมือกสีคล้ำลงบนพื้น กลิ่นคาวเลือด… กลิ่นเครื่องใน… รุนแรงจนแทบสำลัก มันลอยนิ่งอยู่กลางครัว… มัน “เต้น” ตุบ… ตุบ… เหมือนหัวใจที่ถูกกระชากออกมาจากอก มันไม่สนใจซากแมวที่พื้น… มันมองผ่านติระและมาลัย… สายตาของมัน… (แม้จะไม่มีตา) มุ่งตรงไปยัง… บันได… ชั้นบน… ที่ที่ลูกๆ ของเขานอนอยู่
“ไม่!” มาลัยกรีดร้อง สัญชาตญาณความเป็นแม่พุ่งสูงกว่าความกลัว เธอคว้าไม้กวาดที่อยู่ใกล้มือ… วิ่งเข้าไปฟาดมัน “อย่ามายุ่งกับลูกกู!” ไม้กวาดฟาดผ่าน “ก้อน” นั้น ฟุ่บ! มันไม่เป็นอะไรเลย… เหมือนฟาดผ่านอากาศธาตุ แต่ก้อนเนื้อนั้น… หยุด มันหันมา “มอง” มาลัย มัน “โกรธ” มันพองตัวขึ้น… แล้วมันก็พุ่งเข้าใส่มาลัย! “มาลัย! ระวัง!” ติระ… ชายผู้ไม่เคยเชื่อ… ตอนนี้เขากำลังต่อสู้เพื่อชีวิต เขากระชากภรรยาหลบ แล้วคว้าอาวุธเดียวที่เขาหาได้… กระทะเหล็กที่วางอยู่บนเตา “อยากได้นักใช่ไหม!” เขาคำราม เขาเหวี่ยงกระทะเหล็กฟาดเข้าใส่ก้อนเนื้อสีแดงนั้นเต็มแรง! เพียะ! เสียงเหมือนเนื้อสดถูกตบ มันได้ผล! ก้อนเนื้อนั้นกระเด็นไปกระแทกผนัง แต่มันไม่แตก… มันแค่ “สั่น” มันสั่นด้วยความโกรธ ติระเงื้อกระทะอีกครั้ง “ออกไปจากบ้านกู! ออกไป!” ก้อนเนื้อสีแดงลอยวูบหลบ… มันเร็ว… เร็วอย่างไม่น่าเชื่อ มันพุ่งเฉียดแขนของติระ ติระร้อง “โอ๊ย!” เมือกเหนียวๆ ของมันหยดใส่แขนเขา มัน “กัด” ผิวหนังของเขาพุพองเป็นรอยไหม้… เหมือนถูกน้ำกรด ความเจ็บปวดแล่นปราด แต่ติระไม่ยอมถอย เขาเห็นแล้ว… ศัตรูที่แท้จริง ไม่ใช่ความงมงาย… แต่คือ “มัน”
ก้อนเนื้อสีแดงลอยกลับไปตั้งหลักที่ช่องลม มันรู้ว่ามันสู้แรงผู้ชายสองคนกับกระทะเหล็กไม่ได้ มันหดตัวเล็กลง… แล้ว… มันก็ “แตก” ตัว ฟุ่บ! มันระเบิดออกเป็นดวงไฟสีแดงเล็กๆ นับสิบ… เหมือนฝูงหิ่งห้อยสีเลือด… พุ่งกลับออกไปทางช่องลมที่มันพังเข้ามา หายวับไปในความมืด ทิ้งไว้เพียงกลิ่นคาวคลุ้ง… รอยไหม้บนแขนของติระ… และซากแมวที่น่าสยดสยอง
ติระหอบหายใจ… เขามองแขนตัวเองที่พุพอง… “คุณ… ไม่เป็นไรนะ” เขาถามมาลัย มาลัยส่ายหน้าทั้งน้ำตา “เราต้องไป… เราต้องไปเดี๋ยวนี้…” ปัง! ปัง! ปัง! เสียงทุบประตูดังลั่นมาจากหน้าบ้าน! ดังจนบ้านสะเทือน ทั้งสองสะดุ้งสุดตัว มันกลับมาอีกแล้วเหรอ? มันจะพังประตูหน้าเข้ามาเหรอ? “เปิดประตู! เร็วเข้า! ถ้าไม่อยากตายกันหมด!” เสียงตะโกนแหบพร่าดังมาจากข้างนอก เป็นเสียงผู้หญิง… เสียงคนแก่ “ก่อนที่ ‘ผัว’ มันจะตามมา!” ติระกับมาลัยมองหน้ากัน “ผัว?” มันคือเสียงของ… ยายใย!
ติระวิ่งไปที่ประตูหน้า เขาไม่ได้คิด… เขาแค่ทำตามสัญชาตญาณ เขากระชากกลอนประตู โครม! ประตูเปิดออกพร้อมกับสายลมและสายฝนที่สาดกระหน่ำเข้ามาในบ้าน ร่างของยายใย… หญิงชราที่เขาเคยคิดว่างมงาย… ล้มถลาเข้ามา ยายเปียกโชกไปทั้งตัว… เนื้อตัวสั่นเทา ในมือ… ถือกำสายสิญจน์และตะกรุดเก่าคร่ำคร่า “ปิดประตู! เร็ว!” ยายตะโกน ติระรีบกระแทกประตูปิด… สู้กับแรงลม ปัง! บ้านกลับมาเงียบอีกครั้ง… เหลือเพียงเสียงฝนที่กระหน่ำหลังคา… และเสียงหอบหายใจของคนสามคน “มันคืออะไร” ติระถามเสียงแหบแห้ง “เมื่อกี้… ยายพูดว่า ‘ผัว’ มัน… หมายความว่ายังไง” ยายใยไม่ได้ตอบ ยายเดินตรงไปที่ครัว มองซากแมว… มองรอยไหม้บนแขนของติระ… มองช่องลมที่พังยับเยิน “พวกแก… พวกแกทำลายเก้าอี้ไปแล้วใช่ไหม” ยายถาม มาลัยพยักหน้าทั้งน้ำตา “ติระเขา… เขาเผามันไปแล้ว” ยายใยหลับตาลง… สีหน้าสิ้นหวัง “โง่… โง่สิ้นดี” “ยาย! บอกผมมา!” ติระเขย่าแขนหญิงชรา “ไอ้แสงแดงๆ นั่น… มันคืออะไร!”
เปรี้ยงงงง! เสียงฟ้าร้องดังลั่น… ใกล้กว่าครั้งไหนๆ และทันใดนั้น… พรึ่บ! ไฟทั้งบ้าน… ดับสนิท ตะเกียงที่มาลัยทำตก… ดับไปนานแล้ว ตอนนี้ทั้งบ้านตกอยู่ในความมืดสมบูรณ์ เหลือเพียงแสงไฟฉายจากโทรศัพท์มือถือของติระ… ที่ส่องกวาดไปมาอย่างตื่นตระหนก “ไฟดับ! บ้าจริง!” “มันไม่สนหรอกว่าไฟจะดับหรือสว่าง” เสียงยายใยดังขึ้นในความมืด “มันเห็น… ในที่ที่พวกแกมองไม่เห็น” ยายจุดตะเกียงน้ำมันก๊าดดวงเล็กๆ ที่พกติดตัวมา… แสงสีส้มสลัวๆ ขับไล่ความมืดออกไปเพียงเล็กน้อย… แต่กลับสร้างเงาที่น่ากลัวยิ่งกว่าเดิม “ไอ้ที่พวกแกเห็น… ไอ้แสงแดงๆ นั่น…” ยายพูดช้าๆ “มันไม่ใช่กระสือ” ติระกับมาลัยมองหน้ากัน “มันคือ… ‘ของ’ ที่กระสือทิ้งไว้… มันคือ ‘ความหิว’ ที่ยังติดอยู่กับที่นี่… ติดอยู่กับเก้าอี้ตัวนั้น” “ผมไม่เข้าใจ” ติระส่ายหน้า “บ้านหลังนี้…” ยายใยชี้ไปรอบๆ “มันไม่ใช่ ‘รัง’ อย่างที่ข้าบอก… แต่มันคือ ‘ที่นัดพบ’” ยายเล่า… “นานมาแล้ว… กระสือตนหนึ่งอาศัยอยู่ที่นี่… แต่มันไม่ได้อยู่ตนเดียว” “มันมี ‘คู่’ ของมัน… ผีกระหัง” ติระขมวดคิ้ว “กระหัง?” “ใช่… ผีกระหัง… ผีผู้ชาย” ยายอธิบาย “ทุกคืน… ผีกระหังเฒ่าตนนั้น… จะออกหาอาหาร… ไม่ใช่ขยะ… แต่มันล่าของสด… เครื่องใน… มันจะเอาของที่ล่าได้… มาวางไว้บนเก้าอี้ตัวนั้น… รอ… รอให้คู่รักของมัน… นางกระสือ… กลับมากิน” มาลัยตัวสั่น “หมายความว่า… ทั้งสองตน…” “ไม่” ยายส่ายหน้า “นางกระสือตนนั้น… ตายไปแล้ว… หรืออาจจะหลุดพ้นไปแล้ว… ข้าก็ไม่รู้” “แต่ผีกระหังตนนั้น… มันไม่รู้” “มันเป็นผีที่ยึดติดกับกิจวัตร… ทุกคืน… มันก็ยังออกล่า… ทุกคืน… มันก็ยังเอาของมาวางบนเก้าอี้… เฝ้ารอคู่ของมันที่ไม่มีวันกลับมา”
“นั่นคือเหตุผลที่เก้าอี้ว่างเปล่า…” มาลัยกระซิบ “ใช่!” ยายตวาด “มันคือ ‘คำเชิญ’ ที่เปิดทิ้งไว้! ตอนแรกที่พวกแกมา… มันคิดว่าพวกแกแค่ ‘รบกวน’ แต่พอแกเอาไข่ไปวาง… เอาเนื้อไปวาง…” ยายใยมองมาลัยเขม็ง “แกกำลัง ‘รับ’ ของจากมัน… แต่แกไม่ใช่คนที่มันรอ” “และพอผัวแก… เผาเก้าอี้ทิ้ง…” ยายใยชี้ไปที่ซากแมว “นั่นคือคำเตือนสุดท้าย… พวกแกทำลายที่นัดพบ… พวกแกปฏิเสธของเซ่น… มันโกรธ… และตอนนี้… มันไม่ได้มาเพื่อ ‘รอ’ อีกต่อไปแล้ว” “มันมาทำไม” ติระถาม… แม้จะกลัวคำตอบ ยายใยเงยหน้ามองขึ้นไปชั้นบน… “คู่ของมันหายไป… มันก็แค่… หา กระสือตนใหม่… มาแทนที่”
กรี๊ดดดดดดดดดด! เสียงกรีดร้องแหลมสูงดังลั่น! ไม่ใช่เสียงน้อย… เป็นเสียงของ พิม! “พิม!” ทั้งสามคนถลาวิ่งขึ้นบันได ห้องของพิมอยู่สุดทางเดิน ประตูห้องเปิดอ้า… ฝนสาดเข้ามาในห้อง ลมกระโชกแรงจนหน้าต่างแตก พวกเขาหยุดกึกที่หน้าประตู …หลังคา… หลังคาห้องของพิม… ถูกฉีกออก! เหมือนกระดาษถูกขย้ำ แผ่นกระเบื้องแตกกระจาย… โครงไม้หัก… น้ำฝนทะลักลงมา… และบนนั้น… ยืนตระหง่านอยู่บนคานหลังคา… ตัดกับท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยสายฟ้าแลบ… คือ “มัน” ผีกระหัง ไม่ใช่แค่แสง… ไม่ใช่แค่ก้อนเนื้อ แต่มันคือ… ร่าง ร่างของชายแก่… ผอมเกร็งจนเห็นซี่โครง… ผิวดำด้านเหมือนหนังตากแห้ง… นุ่งผ้าเตี่ยวเก่าๆ ขาดรุ่งริ่ง ดวงตาทั้งสอง… แดงก่ำ… ลุกเป็นไฟ… และที่กลางหลังของมัน… มีกระด้งฝัดข้าวเก่าๆ สองอัน… เสียบทะลุแผ่นหลัง… มันกระพือช้าๆ… พึ่บ… พึ่บ… เสียงเหมือนปีกของแมลงยักษ์ มันอ้าปาก… ไม่มีฟัน… มีแต่เสียงขู่คำรามที่แหบโหย… มันมองลงมา… ผ่านติระ… ผ่านมาลัย… ผ่านยายใย… สายตาอาฆาตของมัน… จับจ้องนิ่ง… ไปที่ร่างของเด็กสาววัยสิ บหก… พิม… ที่กำลังนั่งตัวสั่นอยู่บนเตียง… กรีดร้องไม่หยุด
“พิม!” เสียงเรียกของมาลัยจมหายไปในเสียงสายฝนและเสียงคำรามของมัน ผีกระหังตนนั้น… มันแสยะยิ้ม น้ำลายเหนียวๆ สีคล้ำ… หยดจากมุมปากที่ไม่มีฟัน… มันมองพิม… เหมือนนายพรานมองเหยื่อที่ติดกับ “มันจะเอาลูกสาวแก!” ยายใยตะโกน “มันเลือกแล้ว! มันจะเอาไปเป็นคู่ของมัน!” “ไม่!” ติระคำราม ความกลัวทั้งหมดของเขา… ความสับสน… ความรู้สึกผิด… ทั้งหมดระเบิดออกมาเป็นความโกรธ ชายผู้ซึ่งเมื่อวานยังไม่เชื่อเรื่องผี… วันนี้กำลังจะสู้กับผี เขาคว้าเก้าอี้ไม้เก่าๆ ที่อยู่ตรงโถงทางเดิน… ชูมันขึ้นเหนือหัว “มึงกล้าแตะลูกกู… กูฆ่ามึง!” เขาพุ่งเข้าใส่! ผีกระหังหัวเราะ… เสียงแหบโหยเหมือนกาพ่นลม มันกระพือกระด้งที่หลัง… พรึ่บ! ร่างของมันลอยวูบหลบเก้าอี้อย่างง่ายดาย ติระพลาด… เขาถลาไปชนผนังห้อง “อย่าใช้กำลัง!” ยายใยร้องเตือน “มันไม่เจ็บ! ต้องใช้ของที่มันกลัว!” ยายใยโยนบางอย่างให้ติระ ตะกรุด… ที่ร้อยด้วยสายสิญจน์ “ใช้มัน!” ติระรับตะกรุดมาถือไว้ในมือ เขามองมัน… มองผีกระหัง… เขาไม่รู้ว่าต้องทำยังไง ผีกระหังไม่รอ มันพุ่งเป้าไปที่พิม ร่างผอมเกร็งของมันกระโจนลงมาจากคานหลังคา… โครม! มันเหยียบลงบนเตียงของพิม… จนเตียงหัก! พิมกรีดร้อง… กลิ้งตกจากเตียง “พิม! หนีเร็วลูก!” มาลัยพยายามจะพุ่งเข้าไป แต่ยายใยดึงแขนเธอไว้ “ไม่ได้! เข้าไปตอนนี้มันฆ่าแกด้วย!” ผีกระหังยื่นมือที่เหี่ยวย่น… เล็บยาวดำ… ไปทางพิมที่กำลังคลานหนี “อย่า!” ติระตั้งสติได้ เขากำตะกรุดไว้ในมือ… พุ่งเข้าใส่ผีกระหังจากด้านหลัง คราวนี้… เขาไม่ใช่แค่ “ตี” เขา “แทง” เขาใช้ตะกรุด… เหมือนมีด… จิ้มเข้าไปที่แผ่นหลังดำด้านของมัน! ฉ่าาาาา! เสียงเนื้อไหม้ดังลั่น! ควันสีดำพวยพุ่ง… ผีกระหังร้องลั่น! มันไม่ใช่เสียงขู่… แต่มันคือเสียงของความเจ็บปวด! อ๊ากกกกกก! มันสะบัดตัวอย่างแรง ร่างของติระกระเด็นไปกระแทกตู้เสื้อผ้า ตะกรุดหลุดจากมือเขา… กระเด็นไปใต้เตียง ผีกระหังหันมา… ดวงตาสีแดงของมันลุกโชนด้วยความอาฆาต มันลืมพิมไปชั่วขณะ เป้าหมายของมันตอนนี้… คือติระ… ชายผู้ทำร้ายมัน มันอ้าปากกว้าง… แล้วพ่น… ฟู่! ไม่ใช่ไฟ… แต่มันคือ… เมือกสีดำ… เหมือนที่มันทิ้งไว้ที่ช่องลม… แต่นี่คือปริมาณมหาศาล ติระหลบไม่ทัน เมือกเหนียวๆ นั่นสาดเข้าใส่หน้าอกและไหล่ของเขา “อ๊าาาาา!” ติระร้องลั่น… ความเจ็บปวดเหมือนถูกน้ำกรดราด เสื้อยืดของเขาละลาย… ผิวหนังพุพองเป็นสีแดงก่ำ เขาล้มลงดิ้นทุรนทุราย “ติระ!” มาลัยกรีดร้อง ตอนนี้… ไม่มีใครขวางมันแล้ว ผีกระหังหันกลับไปหาพิม มันยิ้มอีกครั้ง… มันยื่นมือที่เต็มไปด้วยกรงเล็บ… ไปคว้าข้อเท้าของพิม… แล้วเริ่ม “ลาก” มันลากเด็กสาว… ไปทางช่องโหว่บนหลังคา… มันจะเอาเธอไป! พิมกรีดร้องสุดเสียง… ใช้เล็บจิกพื้น “แม่! ช่วยด้วย! พ่อ!” “ปล่อยลูกฉัน!” มาลัยคว้าตะเกียงน้ำมันก๊าดที่ยายใยถือมา… สาดน้ำมันที่เหลืออยู่… ใส่ร่างผีกระหัง! ฟึ่บ! น้ำมันราดไปทั่วแผ่นหลังและกระด้งของมัน ผีกระหังชะงัก… มันหันมามองมาลัย… ดวงตาเบิกกว้าง… มันรู้ว่ามาลัยจะทำอะไร… แต่… เปรี้ยงงงง! สายฟ้าฟาดลงมาอีกครั้ง! เสียงดังสนั่นหวั่นไหว… และ… น้อย… เด็กชายวัยแปดขวบ… ที่ทุกคนลืมไปชั่วขณะ… เขายืนอยู่ตรงประตูห้อง เขาไม่ได้ร้องไห้ เขาไม่ได้กลัว ดวงตาของเขา… เหม่อลอย… เขากำลังเดิน… เดินละเมอ… เดินผ่านพ่อที่กำลังเจ็บปวด… เดินผ่านแม่ที่กำลังจะจุดไฟ… เดินผ่านผีกระหังที่กำลังจับพี่สาว… เด็กชาย… เดินตรงไปที่บันได… แล้วเริ่มเดินลงไปชั้นล่าง เดินลงไป… ในความมืด มุ่งหน้า… ไปยังห้องครัว มุ่งหน้า… ไปยังมุมห้อง… ที่ที่เก้าอี้เคยอยู่… ที่ที่ตอนนี้… มีแต่ซากเครื่องในแมวที่กองเป็นรูปเก้าอี้
ผีกระหังหยุดชะงัก มันปล่อยมือจากพิม มันสับสน… มันหันไปมองน้อย… ที่กำลังเดินลงบันได “ไม่… น้อย… ลูก!” มาลัยร้อง “มันเรียก!” ยายใยตะโกน “วิญญาณกระสือที่รออยู่… มันเรียกเด็ก! มันจะเอาเด็กไปนั่ง!” ผีกระหังคำราม… มันโกรธ มันไม่ต้องการเด็กผู้ชาย… แต่มันก็ไม่สามารถปล่อยให้ “ที่นั่ง” ของมันถูกแย่งไปได้ มันละความสนใจจากพิม พรึ่บ! มันกระพือปีก… บินทะลุช่องโหว่บนหลังคา… หายไปในสายฝน… มันกำลังกลับไปที่ครัว! มันจะไปฆ่าเด็กที่มายุ่งกับ “ที่นั่ง” ของมัน! “ติระ!” ยายใยพยุงติระที่บาดเจ็บ “ต้องไปช่วยเด็ก!” “ลูก… ลูก…” มาลัยน้ำตานองหน้า เธอเห็นพิมนอนสลบอยู่บนพื้น… เธอเห็นติระบาดเจ็บสาหัส… และเธอกำลังจะได้ยินเสียงลูกชายคนเล็ก… ถูกฉีกเป็นชิ้นๆ “ยายคะ… ทำยังไงดี” ยายใยหน้าซีดเผือด “ไม่ทันแล้ว… มันถึงครัวแล้ว… มันจะฆ่าเด็ก” “ไม่!” มาลัยตัดสินใจ เธอคว้ามีดทำครัวเล่มเล็กๆ ที่ยายใยเหน็บไว้ที่เอว… มีดเล่มนั้น… ยายใยใช้พกติดตัวไว้กันผี… มันถูกปลุกเสกมาแล้ว “ยาย… ฝากดูแลพิมกับติระด้วย” “แม่หนู… แกจะทำอะไร!” มาลัยไม่ตอบ เธอวิ่ง! วิ่งสุดชีวิต… ลงบันไดที่มืดมิด… มุ่งหน้าไปสู่ความตายของลูกชายเธอ “มึงอยากได้กระสือใหม่นักใช่ไหม!” เธอตะโกนลงไปในความมืด “มึงอยากได้คนไปนั่งเก้าอี้ใช่ไหม!” “กูอยู่นี่แล้ว!”
มาลัยพุ่งลงมาถึงชั้นล่าง เสียงฝนกระหน่ำ… เสียงฟ้าร้อง… แต่เสียงที่ดังที่สุดในหูของเธอ… คือเสียงหัวใจของตัวเอง เธอถลาเข้าสู่ความมืดในห้องครัว… และเธอก็เห็น ร่างของผีกระหัง… ยืนตระหง่านอยู่กลางห้อง น้ำฝนหยดจากร่างที่เปียกปอนของมัน… ดวงตาสีแดงฉาน… จ้องเขม็ง… ไม่ใช่ที่เธอ… แต่จ้องไปที่ร่างเล็กๆ ของลูกชายเธอ… น้อย… เด็กชายวัยแปดขวบ… เขากำลังยืน… ยืนนิ่ง… เท้าเปล่า… เหยียบอยู่บนกองซากเครื่องในแมว… ที่ถูกจัดเรียงเป็นรูปเก้าอี้ ดวงตาของเด็กชาย… เหม่อลอย… ว่างเปล่า เหมือนเขาไม่ได้อยู่ที่นั่น ผีกระหังอ้าปาก… มันกำลังโกรธ… โกรธจนตัวสั่น ที่นั่งของมัน… ที่นัดพบของมัน… ถูก “ทำให้เป็นมลทิน” มันยกกรงเล็บแหลมคมของมันขึ้นสูง… มันจะฉีกเด็กชาย… ฉีกเด็กที่กล้ามายืนบน “แท่นบูชา” ของมัน! “ไม่!!!” มาลัยกรีดร้อง วินาทีที่กรงเล็บของมันกำลังจะตวัดลง… “กูอยู่นี่! มึงอยากได้นักใช่ไหม!” เธอวิ่ง… วิ่งผ่านร่างที่น่าสะอิดสะเอียนของผีกระหัง… เธอใช้ตัวเธอเอง… ขวางระหว่างกรงเล็บของมัน… กับลูกชายของเธอ ผีกระหังชะงัก… มันมองเธอ… สับสน มาลัยยืนหอบหายใจ… ตัวสั่นเทา เธอมองดวงตาสีแดงฉานของมัน… “มึงรอคู่ของมึงใช่ไหม…” เธอกระซิบ “มึงอยากได้กระสือตนใหม่ใช่ไหม…” เธอชูมีดปลุกเสกในมือขึ้น… มือของเธอสั่น… แต่แววตาของเธอ… เด็ดเดี่ยว “มึงรอคนมานั่งเก้าอี้ใช่ไหม!” เธอตะโกนลั่น! “กูนี่แหละ! จะนั่งให้มึงดู!” ก่อนที่ผีกระหังจะทันได้ขยับ… มาลัยทำในสิ่งที่มันคาดไม่ถึง เธอไม่ได้กรีดร้องขอความช่วยเหลือ เธอไม่ได้สวดมนต์ เธอ… พลิกมีดในมือ… ฉึก! เธอกรีด… กรีดลงบนฝ่ามือของเธอเอง! มีดที่ปลุกเสก… กรีดผ่านเนื้อสดๆ เลือด! เลือดสีแดงฉาน… ไหลทะลักออกมา “เอาไป!” เธอบีบมือ… ปล่อยให้เลือดของเธอ… เลือดของแม่ที่พร้อมสละชีวิต… หยด… ติ๋ง… ติ๋ง… ติ๋ง… หยดลงบนกองซากเครื่องในแมว… หยดลงบน “เก้าอี้” ที่มันสร้างขึ้น…
วินาทีที่เลือดหยดแรก… สัมผัสกับแท่นบูชาที่เปรอะเปื้อนนั้น… ทุกอย่าง… หยุดนิ่ง เสียงฝน… หยุด เสียงลม… หยุด เสียงร้องของติระจากชั้นบน… หยุด บ้านทั้งหลัง… เงียบกริบ เงียบ… จนได้ยินเสียงเลือดของมาลัย… หยดกระทบพื้น ติ๋ง…
ผีกระหังแข็งทื่อ มันไม่ได้สับสนอีกต่อไป… มัน “ตื่นกลัว” มันสัมผัสได้… ดวงตาสีแดงของมันเบิกกว้าง… มันค่อยๆ ถอยหลัง… อือออออ… เสียงครวญคราง… ดังมาจาก “ตัวบ้าน” ไม่ใช่เสียงลม… ไม่ใช่เสียงไม้ลั่น… มันคือเสียง… “ตื่น” กึก… กึก… กึก… ช่องลมทุกช่องที่ติระเคยตอกปิดไว้… ตอนนี้… ถูกกระแทกออก! พลั่ก! พลั่ก! พลั่ก! แผ่นไม้กระเด็นว่อน! แสงสีแดง… แสงสีแดงที่เคยเป็นแค่ “ก้อน”… ตอนนี้… มันคือ “พายุ” มันทะลักเข้ามาจากทุกทิศ… จากช่องลม… จากหน้าต่างที่แตก… จากรูโหว่บนหลังคา… สายธารสีแดงนับร้อย… พุ่งเข้ามาในบ้าน มันไม่ใช่ “ความหิว” อีกต่อไป มันคือ… “ตัวตน” วิญญาณกระสือที่ถูกกักขัง… วิญญาณที่รอคอยการปลดปล่อย… บัดนี้… เลือดของมาลัย… ได้ทำ “สัญญา” เลือดที่เต็มใจ… ได้ “ปลุก” มันขึ้นมา!
พายุแสงสีแดงนั้น… มันไม่สนใจน้อย… ที่ล้มลงสลบไปแล้วเมื่อสติกลับคืน มันไม่สนใจมาลัย… ที่ยืนถือมีด… เลือดอาบมือ มันพุ่งผ่านทุกคน… มันรวมตัวกันเป็นหนึ่งเดียว… กลางห้องครัว กลายเป็นร่างโปร่งแสงสีแดงฉาน… ร่างของ “ผู้หญิง” ผมยาว… ดวงตาทุกข์ทรมาน… วิญญาณกระสือ… เธอตื่นแล้ว… และเธอ… “โกรธ” เธอไม่ได้โกรธมาลัย… ผู้ปลดปล่อยเธอ เธอหันไปช้าๆ… จ้องมอง… สิ่งที่กักขังเธอไว้ที่นี่มานานแสนนาน… จ้องมอง… ผีกระหัง… “ผัว” ของเธอ… ที่ไม่ยอมปล่อยเธอไป ผีกระหังตัวสั่น… มันพยายามกระพือปีก… พยายามจะหนี… แต่มันสายไปแล้ว มันเพิ่งรู้ตัว… ว่ามันไม่ได้กำลัง “หาคู่ใหม่” มันแค่กำลัง “ปลุก” คู่เก่า… ที่รอวันแก้แค้น
พายุแสงสีแดง… ร่างโปร่งแสงของนางกระสือ… พุ่งเข้าใส่ผีกระหัง! มันไม่ใช่การต่อสู้… มันคือการ “ลงทัณฑ์” แสงสีแดงดูดกลืนร่างของผีกระหัง… อ๊ากกกกกกกก! เสียงกรีดร้องของมันดังลั่น… ไม่ใช่เสียงขู่… แต่เป็นเสียงของความทรมานที่แท้จริง ร่างที่เหี่ยวย่นของมันเริ่มสลาย… กระด้งบนหลังของมัน… แคร็ก!… แตกเป็นเสี่ยงๆ กระสือที่ถูกปลดปล่อย… ปลดปล่อยความแค้นทั้งหมดที่ถูกกักขัง “แกบังคับข้า!” เสียงของผู้หญิงดังก้องในโสตประสาทของทุกคนในบ้าน “แกเอาเครื่องในสกปรกของแกมาให้ข้ากิน! แกกักขังข้าไว้ที่นี่! แกบังคับข้าให้รอ!” วิญญาณกระสือ… ดูดกลืนทุกส่วนของผีกระหัง ดูดกลืนความมืดมิด… ดูดกลืนความยึดติด… ดูดกลืนการมีตัวตนของมัน ผีกระหังยุบตัวลง… ลง… จนกลายเป็น… เถ้าธุลี มันหายไปแล้ว… ผีกระหัง… ผู้เฝ้ารอ… ผู้ยึดติด… ถูกทำลายโดยสิ่งที่มันรักและบูชาที่สุด
พายุแสงสีแดงเริ่มจางลง… วิญญาณกระสือที่เคยเต็มไปด้วยความโกรธ… ตอนนี้อ่อนโยนลง เธอหันมา… มองมาลัยที่ยืนทรุดตัวอยู่ข้างน้อย… สายตาของเธอ… ไม่มีความอาฆาต… มีเพียง… ความขอบคุณ ฟู่… วิญญาณกระสือพุ่งเข้ามาหามาลัย… ไม่ได้ทำร้าย แต่สัมผัสที่หน้าผากของเธอเบาๆ… เหมือนการส่งผ่าน… พลังงาน… หรือคำอวยพร… “ขอบคุณ… ที่ปลดปล่อยข้า” เสียงกระซิบนั้น… ดังแผ่วเบา… แต่ชัดเจนในใจของมาลัย แล้ว… แสงสีแดงทั้งหมด… วิญญาณทั้งหมด… ก็พุ่งขึ้นสู่ช่องโหว่บนหลังคา… พุ่งทะลุสายฝนที่กำลังซาลง… พุ่งตรงขึ้นสู่ท้องฟ้าที่เริ่มมีแสงสีทองของอรุณรุ่ง หายไปแล้ว… ทั้งบ้านกลับมาเงียบสงบอีกครั้ง เงียบ… เหมือนไม่มีอะไรเคยเกิดขึ้น
ติระ… คลานลงมาจากบันได เขาบาดเจ็บสาหัส… แต่ดวงตาของเขา… เต็มไปด้วยความรู้สึกผิด เขามองมาลัย… ที่ตอนนี้โผกอดน้อย… น้อย… ลูกชาย… ตื่นแล้ว เขามองซากกองเครื่องในแมว… ที่ตอนนี้เหลือแค่คราบสกปรก เขามองมุมห้องที่เก้าอี้เคยตั้งอยู่… ที่ตอนนี้ว่างเปล่าอย่างแท้จริง เขาเข้าใจแล้ว… ทุกอย่าง ความงมงายที่เขาปฏิเสธ… ได้ช่วยชีวิตครอบครัวของเขาไว้
เช้าวันรุ่งขึ้น สายฝนหยุดสนิท ท้องฟ้าเป็นสีทองผ่องอำไพ ติระนั่งพิงผนัง… พันแผลที่แขน มาลัย… นั่งข้างๆ เขา… มือของเธอพันผ้าพันแผลหนาเตอะ พิม… ลูกสาว… เดินลงมาจากห้อง เธอไม่ได้หวีผม… เธอไม่ได้เหม่อลอย เธอเดินตรงมา… กอดแม่แน่น “หนูขอโทษ… หนูเกลียดแม่… หนูโกรธแม่…” “ไม่เป็นไรลูก… ไม่เป็นไร” ความร้าวฉานระหว่างแม่ลูก… สมานกันแล้ว
ยายใย… เดินเข้ามาในครัว เธอมองความเสียหาย… มองกองขี้เถ้าที่ติระเผาเก้าอี้… เธอยิ้มอ่อนโยน “จบแล้ว” เธอกล่าว “นางกระสือถูกปลดปล่อยแล้ว… ผีกระหังก็ถูกทำลาย” เธอเดินไปที่มุมห้องครัว ตรงที่เก้าอี้เคยตั้ง… เธอควักข้าวสาร… และดอกไม้บูชาเล็กๆ ออกมา… วางลงบนพื้นสะอาดๆ… “บ้านหลังนี้… ตอนนี้… ว่างเปล่าอย่างแท้จริง”
สัปดาห์ต่อมา ติระขายบ้านหลังนั้น เขาขายในราคาที่ถูกมาก… ไม่สนใจกำไร เขาแค่ต้องการไปจากที่นี่ ก่อนจากไป… เขายืนอยู่หน้าบ้าน… มองเข้าไปในช่องลม… ที่ตอนนี้ถูกซ่อมแซมอย่างดี เขาหันไปหามีลัย “ผม… ขอโทษ” เขาพูด “ผมไม่เคยเชื่อคุณเลย” มาลัยยื่นมือที่พันผ้าพันแผล… จับมือเขา “มันไม่สำคัญหรอกค่ะ” “สำคัญสิ” ติระตอบ “ผมรู้แล้ว… ว่าไม่ใช่ทุกสิ่งในโลก… ที่อธิบายได้ด้วยเหตุผล” “ความรักของแม่… ช่วยชีวิตเราไว้”
รถกระบะแล่นออกจากหมู่บ้านเล็กๆ นั้น พวกเขาไม่ได้หันกลับไปมอง พวกเขาไม่ได้มีเงินมากมาย… แต่พวกเขามีกันและกัน ความหวาดกลัวจางหายไป… เหลือเพียงรอยแผลเป็นบนแขนของติระ… และรอยกรีดที่ฝ่ามือของมาลัย เป็นเครื่องเตือนใจถึงบทเรียนราคาแพงที่สุดในชีวิต…
“พ่อครับ…” น้อยที่นั่งเบาะหลังถาม “ต่อไป… ถ้าเราไปบ้านใหม่… แล้วมีเก้าอี้ว่างๆ… เราต้องทำยังไงครับ” ติระมองมาลัย มาลัยยิ้ม… “เรา… แค่ต้องรักกันให้มากๆ ลูก” “รักกันให้มาก… มากกว่าความกลัวทุกอย่างบนโลกใบนี้”
จบ