Gã hàng xóm điên loạn: Hắn đang “chế tạo” lại người vợ đã chết bằng máy móc và kim loại.

ผมชื่ออาน อายุ 34 ชีวิตของผมถูกย่อส่วนลงมาอยู่ในกล่องกระดาษสามใบ มันไม่มีอะไรเหลือมากนัก สมบัติล้ำค่าของผมเคยเป็นชุดไมโครโฟนวินเทจ ตอนนี้มันคือห่อโฟมอุดหูขนาดใหญ่ ผมขายไมโครโฟนพวกนั้นไป เพื่อจ่ายค่ามัดจำสำหรับที่นี่ อพาร์ตเมนต์ 305 อาคารซีหนึ่ง คำว่า “คอนโดมิเนียม” ดูจะเป็นคำที่ใจดีเกินไป ที่นี่คือแท่งคอนกรีตจากยุค 80 เหม็นอับชื้นและกลิ่นน้ำมันทำอาหารเก่าๆ แต่มันถูก และนายหน้าก็สัญญากับผมว่ามัน “เงียบมาก” นั่นคือสิ่งเดียวที่ผมสนใจ หูของผมพังแล้ว ผมเคยเป็นหนึ่งในวิศวกรเสียงที่เก่งที่สุดในเมือง ผมสามารถมิกซ์เสียงวงออร์เคสตรา สามารถจับจุดเสียงหอนในสนามกีฬาได้ จนกระทั่งอุบัติเหตุครั้งนั้น คลื่นเสียงสะท้อนที่พุ่งสูงขึ้นมาระหว่างการแสดงสด เสียงที่ดังมาก รุนแรงมาก มันฉีกกระชากบางอย่างภายในตัวผม ตอนนี้ผมเป็นโรคไฮเปอร์อะคูซิส โลกทั้งใบคืออาวุธที่เล็งมาที่แก้วหูของผม เสียงปิดประตูคือระเบิด เสียงเด็กร้องไห้คือสว่านไฟฟ้า และยังมีเสียงในหู เสียง อี๊ดดดดดดด ความถี่สูงที่ไม่เคยหยุด ไม่เคยเลย มันคือเพลงประกอบชีวิตใหม่ที่พังพินาศของผม ผมมาที่นี่เพื่อความเงียบ ผมแบกกล่องของผมขึ้นบันได ลิฟต์ส่งเสียงครวญครางจนผมสะดุ้ง ผมจะใช้บันได ห้องของผมอยู่สุดทางเดิน สีลอกร่อน กลอนประตูฝืด ข้างในห้องว่างเปล่า มีแค่ฟูกวางบนพื้น ตู้เย็นเล็กๆ ที่สั่นครวญด้วยคลื่นความถี่ที่ทำให้ผมปวดฟัน ผมดึงปลั๊กมันออก ผมจะกินอาหารเย็นๆ ไม่เป็นไร อะไรก็ได้เพื่อความเงียบ คืนแรกเหมือนสวรรค์ ตึกเงียบสงัด ผมได้ยินเสียงฝีเท้าอู้อี้ เสียงทีวีไกลๆ แต่ไม่มีอะไรแหลมคม กำแพงคอนกรีตหนาพอ เสียงในหูของผมยังดัง แต่มันเป็นเสียง ของผม ผมพอจะรับมือกับมันได้ ผมนอนไปสิบสองชั่วโมง ตื่นขึ้นมารู้สึกเกือบจะเป็นมนุษย์ ผมใช้เวลาวันที่สองจัดของไม่กี่ชิ้นของผม ผมติดยางกันกระแทกที่ประตูตู้ ผมอุดรอยรั่วที่หน้าต่างเพื่อกันเสียงจากถนน ผมกำลังสร้างป้อมปราการเพื่อต่อต้านเสียง ผมเริ่มต้นวันที่สาม ความเงียบเริ่มเปลี่ยนไป มันไม่ใช่ความสงบสุข มันหนักอึ้ง เหมือนตึกนี้กำลังกลั้นหายใจ ผมเดินสวนกับชายคนหนึ่งที่บันได เขาแก่และซูบผอม เขาไม่มองผม แค่จ้องไปข้างหน้า ผมกล่าวสวัสดี เขาไม่ตอบ บางทีเขาอาจจะหูหนวก โชคดีชะมัด ผมเริ่มสังเกตเห็นกลิ่น กลิ่นอับชื้น และ… กลิ่นอื่น กลิ่นเคมีจางๆ ในโถงทางเดิน เหมือนน้ำยาทำความสะอาด แต่หอมหวานกว่า เกือบจะเหมือน… อัลมอนด์ ไม่ ไม่ใช่ มันเป็นกลิ่นที่แปลก ผมปัดมันทิ้งไป บอกตัวเองว่าผมแค่คิดมาก ผมเหนื่อยล้า ผมแค่ต้องการพักผ่อน คืนนั้นผมสวมที่อุดหู ปิดไฟ และจมลงสู่ความมืด ผมหลับลึก ลึกกว่าที่เคยเป็นมาหลายเดือน จากนั้น ตึง ผมตื่นแล้ว ไม่ใช่สิ ผมถูกกระชากขึ้นมาจากความหลับ หัวใจผมเต้นรัว อะไรน่ะ ไม่ใช่เสียงดัง มันคือ เสียงนั้น มันเริ่มขึ้นแล้ว ตาของผมเบิกกว้างมองไปที่นาฬิกา ตีสาม สามนาที ตัวเลขสีเขียวเรืองแสงเยาะเย้ยผม มันไม่ใช่เสียงดัง มัน ร้ายกาจ มันสั่นสะเทือนผ่านพื้น ผ่านฟูก เข้ามาในกระดูกของผม เสียงฮัมความถี่ต่ำ แล้วตามด้วยเสียงบด แร่… แร่… แร่… เสียงขูดของโลหะที่เป็นจังหวะ มันไม่ใช่เสียงปั๊มน้ำ ผม รู้จัก เสียงดี นี่คือเครื่องจักร นี่คือโลหะเสียดสีกับโลหะ หรือโลหะกับหิน แล้วก็มีอีกเสียง แคร่ก แคร่ก แคร่ก เสียงคลิกของกลไกหนักๆ เหมือนเฟืองขนาดใหญ่กำลังขบกัน ป้อมปราการของผมถูกทำลายแล้ว เสียงนั้นทะลุผ่านที่อุดหูของผม มันรู้สึกเหมือนดังมาจาก ข้างใน กะโหลกศีรษะ เสียงหูอื้อของผมกรีดร้องประท้วง ต่อสู้กับผู้บุกรุกรายใหม่นี้ ผมขดตัวเป็นก้อน เอามือกดหู แต่มันไม่ช่วยอะไร แรงสั่นสะเทือนมันเป็นกายภาพ มันมาจากชั้นใต้ดิน ตรงแนวดิ่งจากปีกอาคารที่ผมนอนอยู่ ใครกัน ใครกำลังทำเรื่องนี้ มันกลางดึกนะ มันเป็นโรงงานลับเหรอ การซ่อมแซมอะไร เสียงมันฟังดู… มีเป้าหมาย มันฟังดูใจเย็น จังหวะของมันไม่เปลี่ยนเลย แร่… แร่… แร่… แคร่ก แคร่ก ผมจ้องมองความมืด เกลียดชังเสียงนั้น เกลียดชังความอ่อนแอของตัวเอง ผมทำอะไรไม่ได้ ผมถูกขังอยู่ในห้องนี้ ถูกทรมานโดยศัตรูที่มองไม่เห็น ผมควรจะลงไปดูไหม ไม่ ผมกลัว ผมไม่รู้ว่ามีอะไรอยู่ข้างล่างนั่น ผมทำได้แค่รอ ผมจ้องนาฬิกา ตัวเลขเปลี่ยนไปอย่างเชื่องช้า ตีสามสิบเก้านาที มันหยุด แค่… ตัดฉับไป ความเงียบที่ถาโถมกลับเข้ามานั้นน่าสะพรึงกลัว มันไม่ว่างเปล่า มันเต็มไปด้วย การหายไป ของเสียงนั้น หูของผมอื้อดังลั่นจนผมรู้สึกคลื่นไส้ การนอนหลับเป็นไปไม่ได้แล้ว ผมนั่งบนฟูก ตัวสั่น ที่หลบภัยของผมถูกปนเปื้อนแล้ว ผมรอให้พระอาทิตย์ขึ้น แสงสีเทาหม่นส่องผ่านหน้าต่างสกปรก ผมรู้สึกเหนื่อยล้า เหมือนถูกข่มเหง ผมต้องหาแหล่งที่มาให้ได้ ผมจะคุยกับผู้จัดการอาคาร เรื่องนี้ต้องไม่เกิดขึ้นอีก ผมจ่ายเงินเพื่อความเงียบ ผม ต้องได้ ความเงียบ ผมคว้ากุญแจ ไม่ได้สนใจจะอาบน้ำ มือของผมยังสั่นไม่หาย ผมต้องหยุดมัน ผมต้องการความเงียบกลับคืนมา นี่ไม่ใช่แค่เรื่องน่ารำคาญ นี่คือภัยคุกคามต่อสติสัมปชัญญะของผม ผมเดินออกจากอพาร์ตเมนต์ เสียงฝีเท้าของผมดังก้อง ดังเกินไปในความเงียบยามเช้าของโถงทางเดิน ผมมุ่งหน้าไปยังสำนักงานผู้จัดการที่ชั้นล่าง ผมกำลังปฏิบัติภารกิจ ภารกิจที่เปราะบางและสิ้นหวัง ผมต้องเผชิญหน้ากับความจริง ผมไม่รู้เลยว่า ความจริงนั้นเลวร้ายกว่าเสียงเครื่องจักรนั่นมากนัก ผมผลักประตูสำนักงาน มีผู้หญิงคนหนึ่งนั่งอยู่หลังโต๊ะ เธอดูเหนื่อยหน่ายกับโลก “มีอะไรให้ช่วยคะ” เธอมองผมผ่านๆ “ผมอาน” ผมพยายามควบคุมเสียงไม่ให้สั่น “ผมอยู่ห้อง 305 เมื่อคืนนี้ ตอนตีสาม มีเสียง เสียงเครื่องจักรดังมาก” ผู้หญิงคนนั้นถอนหายใจ เธอคือคุณตâm ผู้จัดการอาคาร “คุณอาน” เธอกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย “ตึกนี้เก่านะ มันก็มีเสียงท่อ เสียงปั๊มน้ำบ้าง เป็นเรื่องปกติ” “ไม่” ผมยืนกราน “นี่ไม่ใช่ปั๊มน้ำ นี่คือเสียงเครื่องกลึง เสียงตัดโลหะ มันดังมาจากชั้นใต้ดิน ตรงใต้ห้องผมเลย” คุณตâm หรี่ตามองผม “ชั้นใต้ดินเหรอ” “ใช่ครับ” เธอหัวเราะเบาๆ เสียงหัวเราะที่แห้งผาก “คุณคงหูฝาดไปเอง ชั้นใต้ดินส่วนนั้นน่ะ ห้อง บี หนึ่ง มันถูกปิดตายมาสิบปีแล้ว ไม่มีใครเข้าไปได้ มันว่างเปล่า” ผมจ้องเธอ ผมรู้ว่าเธอโกหก หรือเธอแค่ไม่อยากรับรู้ “ผมไม่ได้หูฝาด” ผมพูดเสียงแข็ง “ผมเป็นวิศวกรเสียง ผมรู้ว่าผมได้ยินอะไร” “งั้นเหรอ” เธอยักไหล่ “ก็อย่างที่บอก มันไม่มีอะไร บางทีอาจจะเป็นเสียงจากตึกข้างๆ หรือเสียงจากถนน คุณอาจจะยังไม่ชิน” “ตีสามเนี่ยนะ” “คนเราทำงานกันทุกเวลา คุณเพิ่งย้ายมา คุณอาจจะแค่… ไวต่อเสียง” คำพูดนั้นแทงใจผม ไวต่อเสียง เธอไม่รู้อะไรเลย ผมโกรธ แต่ผมก็เหนื่อย “ช่วยไปตรวจสอบให้หน่อยได้ไหมครับ” “ได้สิ” เธอบอก “เดี๋ยวฉันจะให้ช่างไปดูแถวๆ นั้น เช็คดูว่ามีอะไรรั่วหรือเปล่า แต่ฉันรับประกันได้เลย ห้อง บี หนึ่ง น่ะ มันว่างเปล่าจริงๆ ไม่มีอะไรต้องกังวล” ผมเดินออกมาจากออฟฟิศ รู้สึกพ่ายแพ้มากกว่าเดิม เธอจะไม่ทำอะไร เธอคิดว่าผมบ้า เธอคิดว่าผมแค่คนขี้รำคาญอีกคนหนึ่ง ผมกลับขึ้นห้อง ผมรู้ว่าผมต้องพิสูจน์ ผมมีเครื่องบันทึกเสียงแบบพกพา

ผมใช้เวลาทั้งวันเหมือนผีดิบ ความเหนื่อยล้าต่อสู้กับความวิตกกังวล ผมเช็คเครื่องบันทึกเสียงของผมซ้ำแล้วซ้ำเล่า แบตเตอรี่เต็ม หน่วยความจำว่าง ไมโครโฟนคอนเดนเซอร์ยังทำงานได้ดีเยี่ยม ผมรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นนักล่าผี แต่ผมรู้ว่าสิ่งที่ผมกำลังล่า มันมีตัวตน มันจับต้องได้ และมันกำลังใช้เครื่องมือหนัก ผมกินขนมปังแห้งๆ เป็นอาหารเย็น ตู้เย็นยังคงถูกถอดปลั๊ก ความเงียบในห้องอพาร์ตเมนต์ของผม มันไม่ใช่ความสงบอีกต่อไป มันคือการรอคอย มันคือความเงียบก่อนพายุจะเข้า ทุกเสียงที่เกิดขึ้นในตึก เสียงท่อส่งน้ำ เสียงปิดประตูไกลๆ ทำให้ผมสะดุ้ง ผมกำลังถูกรบกวน ประสาทของผมใกล้จะขาดผึง ผมพยายามงีบหลับตอนหัวค่ำ แต่ภาพของตัวเลขสีเขียว “3:03” มันฝังอยู่ในหัวของผม ผมล้มเลิกความคิดนั้น ผมนั่งสมาธิ พยายามควบคุมการหายใจ พยายามลดเสียงอื้อในหูของผม แต่มันกลับดังขึ้น เหมือนมันรู้ว่าคู่แข่งของมันกำลังจะมา ผมเฝ้ามองนาฬิกา ตีสอง ห้าสิบเก้านาที ผมกลั้นหายใจ สามทุ่มตรง เงียบ สามทุ่ม หนึ่งนาที เงียบ สามทุ่ม สองนาที หัวใจผมเต้นเหมือนกลอง แล้วมันก็มา ตีสาม สามนาที แร่… แร่… แร่… แม่นยำเหมือนนาฬิกา เสียงเดิม จังหวะเดิม ความสยดสยองเดิม ผมลุกจากฟูก ครั้งนี้ผมไม่กลัว ผมโกรธ ผมหยิบเครื่องบันทึกเสียง กดปุ่มสีแดง ไฟดวงเล็กๆ สว่างขึ้น ผมกำลังบันทึก ผมเปิดประตูห้องอย่างแผ่วเบา โถงทางเดินว่างเปล่า มีเพียงแสงสลัวจากไฟฉุกเฉิน เสียงนั้นดังขึ้นที่นี่ ก้องกังวานไปทั่วคอนกรีต มันหนักแน่น มันสั่นสะเทือน ผมตามเสียงนั้นไป เหมือนคนละเมอ ลงบันไดหนีไฟ ยิ่งลงต่ำ เสียงยิ่งดัง มันไม่ได้มาจากตึกข้างๆ มันมาจากใต้ฝ่าเท้าของผม ผมมาถึงชั้นล่าง กลิ่นเคมีนั่น กลิ่นอัลมอนด์ผสมน้ำมันเครื่อง มันรุนแรงขึ้นที่นี่ มันลอยมาจากทางเดินที่มุ่งสู่ชั้นใต้ดิน ผมเดินตามกลิ่นและเสียง ทางเดินนั้นมืดและชื้น มีหลอดไฟกะพริบอยู่ดวงหนึ่ง ที่ปลายทาง ผมเห็นมัน ประตูเหล็กบานหนา สีเทาซีด มีป้ายเขียนว่า “ห้องเทคนิค บี หนึ่ง – ห้ามเข้า” เสียงนั้นดังมาจากหลังประตูบานนี้ ไม่ต้องสงสัยเลย เสียง แร่… แร่… ดังมาก จนผมรู้สึกได้ถึงแรงสั่นสะเทือนบนลูกบิดประตู ผมคุกเข่าลง เอาเครื่องบันทึกเสียงจ่อที่ช่องว่างใต้ประตู ผมต้องบันทึกให้ชัดที่สุด ผมได้ยินเสียง แคร่ก แคร่ก เสียงเฟืองที่กำลังทำงาน แล้วผมก็ได้ยินอีกอย่าง เสียงที่ไม่คาดคิด เสียงผิวปาก เสียงผิวปากเบาๆ เป็นทำนองเพลงพื้นบ้านเก่าๆ ที่โหยหวนและผิดเพี้ยน ใครบางคนกำลังทำงาน และมีความสุขกับมัน ผมขนลุกซู่ ผมกำลังจดจ่ออยู่กับการบันทึกเสียง จนกระทั่งผมได้ยินเสียง ติ๊ง เสียงลิฟต์ ผมผงะ หัวใจผมกระโดดไปอยู่ที่คอ ผมรีบดับไฟหน้าจอเครื่องบันทึก ถอยกลับเข้าไปในเงามืดใต้บันได ผมกลั้นหายใจ มันคือลิฟต์ขนของที่อยู่สุดทางเดิน ประตูโลหะบานใหญ่เปิดออกอย่างเชื่องช้า พร้อมกับเสียงเสียดสี ความเงียบปกคลุม มีเพียงเสียงเครื่องจักรจากห้อง บี หนึ่ง จากนั้น ผมได้ยินเสียงล้อ เสียงล้อเข็นหนักๆ บนพื้นกระเบื้อง ร่างหนึ่งปรากฏขึ้นจากลิฟต์ มันคือชายชราที่ผมเจอที่บันได ชายที่ซูบผอมและดวงตาว่างเปล่า เขาคือคุณทัช คนที่อาศัยอยู่ชั้นหนึ่ง เขาไม่ได้มองมาทางผม เขากำลังเข็นรถเข็นขนาดใหญ่ แบบที่ใช้ในโรงแรมหรือโรงซักรีด มันสูงเกือบถึงอกเขา และมีผ้าใบสีเขียวเข้มคลุมไว้ ปิดบังของที่อยู่ข้างในจนมิด ล้อรถเข็นเปียก ทิ้งรอยทางสีดำไว้บนพื้นฝุ่น ผมมองตามรอยนั้น มันไม่ได้มาจากลิฟต์ มันมาจาก… ประตูทางเข้าอาคาร เขาเอารถเข็นนี่มาจากข้างนอก ตอนตีสามกว่า คุณทัชเข็นรถเข็นไปหยุดที่หน้าประตู บี หนึ่ง เสียงเครื่องจักรยังคงดังอยู่ แร่… แร่… แร่… ชายชราไม่ได้แสดงอาการแปลกใจ เหมือนเขารู้อยู่แล้ว เขาล้วงเข้าไปในกระเป๋าเสื้อคลุมเก่าๆ ของเขา หยิบพวงกุญแจขนาดใหญ่ออกมา กุญแจ คุณตâm บอกว่ามันถูกล็อคตาย เธอบอกว่ามันว่างเปล่า คุณทัชเลือกกุญแจดอกหนึ่ง สอดมันเข้าไปในรูกุญแจ เสียงปลดล็อคดังกริ๊ก เขาดึงสลักกลอนโลหะอันใหญ่ออก เสียงมันดังลั่น แต่ถูกกลบด้วยเสียงเครื่องจักร เขาผลักประตูเหล็กบานหนัก ประตูเปิดออก เผยให้เห็นความมืดมิดด้านใน แต่ไม่ใช่ความมืดสนิท มีแสงไฟสีเหลืองสลัวๆ อยู่ลึกเข้าไป และทันทีที่ประตูเปิด กลิ่นนั้นก็พวยพุ่งออกมา รุนแรงจนผมแทบสำลัก กลิ่นฟอร์มาลดีไฮด์ กลิ่นน้ำมันหล่อลื่น และกลิ่นอับของสนิม มันเป็นกลิ่นของห้องเก็บศพที่ผสมกับโรงงาน คุณทัชเข็นรถเข็นเข้าไปข้างใน ผมเห็นแวบหนึ่ง แค่เสี้ยววินาที ก่อนที่ประตูจะปิด ผมเห็นเครื่องจักร กองอะไหล่โลหะ และ… รูปร่างบางอย่างที่ห้อยลงมาจากเพดาน ห่อด้วยพลาสติกใส เหมือนชุดในร้านซักรีด แต่รูปร่างนั้น… มันเหมือน… ปัง ประตูเหล็กปิดลง เสียงสลักกลอนถูกล็อคจากด้านใน ผมยังคงอยู่ในเงามืด ตัวแข็งทื่อ หัวใจเต้นแรงจนเจ็บอก เครื่องบันทึกเสียงในมือผมยังทำงานอยู่ มันบันทึกทุกอย่าง เสียงลิฟต์ เสียงรถเข็น เสียงกุญแจ และเสียงประตูนรกนั่นเปิดออก ผมมีหลักฐานแล้ว แต่สิ่งที่ผมได้มาด้วย คือความกลัวที่ลึกล้ำกว่าเดิม คุณตâm โกหก คุณทัชมีกุญแจ มีคนอยู่ในนั้น มีคนกำลังสร้างบางอย่าง และไอ้กลิ่นนั่น… มีอะไรอยู่ในรถเข็นนั่น เขาขนอะไรเข้ามาตอนตีสาม ผมคว้าเครื่องบันทึก วิ่งกลับขึ้นบันได ไม่สนใจว่าจะเกิดเสียงดัง ผมวิ่งกลับเข้าห้อง 305 ล็อคประตู ใส่โซ่คล้อง ผมยืนพิงประตู หอบหายใจ ผมปลอดภัย แต่อาคารนี้ไม่ปลอดภัยอีกต่อไป มันมีบางอย่างที่น่าสะพรึงกลัวอาศัยอยู่ข้างใต้ผม และผมเพิ่งไปเคาะประตูบ้านมัน.

ผมนั่งพิงประตูห้อง 305 เหงื่อชุ่มแผ่นหลัง ผมไม่ได้ยินเสียงเครื่องจักรอีกต่อไป มันหยุดทำงานทันทีที่ประตู บี หนึ่ง ปิดลง ผมมีหลักฐานอยู่ในมือ แต่ผมกลับรู้สึกเหมือนเป็นนักโทษ มากกว่าเป็นนักสืบ ผมรอจนถึงเจ็ดโมงเช้า ผมไม่ได้นอนเลยแม้แต่นาทีเดียว ผมเสียบหูฟังเข้ากับเครื่องบันทึกเสียง หูฟังมอนิเตอร์ระดับสตูดิโอ ของชิ้นสุดท้ายที่ผมรัก มันดักจับทุกรายละเอียด ผมนั่งบนฟูก กดปุ่มเล่น เสียงก้องในโสตประสาทของผม เสียงฝีเท้าของผมบนพื้น เสียงลิฟต์ เสียงล้อเข็นที่เปียกชื้น เสียงกุญแจ เสียงสลักกลอน เสียงประตูเหล็กที่หนักอึ้ง ทุกอย่างชัดเจน จากนั้น เสียง แร่… แร่… แร่… ดังกระหึ่ม มันคือเลื่อยโลหะ หรือเครื่องเจียรขนาดเล็ก แม่นยำและเป็นจังหวะ เสียง แคร่ก… แคร่ก… มันคือเฟือง ไม่ใช่ปั๊มน้ำแน่นอน เสียงผิวปากที่โหยหวน มันทำให้ผมขนลุกอีกครั้ง แล้วผมก็ได้ยินมัน เบามาก เกือบจะถูกกลบ ซ่อนอยู่ใต้เสียงเครื่องจักร เสียงกระซิบ ผมเพิ่มระดับเสียง เสียงอื้อในหูผมกรีดร้องประท้วง แต่ผมต้องฟัง ผมใช้ฟิลเตอร์ในเครื่องบันทึก ลดเสียงแหลมของเครื่องจักรลง นั่นแหละ ชัดเจนขึ้น มันคือเสียงของคุณทัช เขาพูดพึมพำกับตัวเอง ไม่สิ เขาไม่ได้พูดกับตัวเอง “รอหน่อยนะ…” “อีกนิดเดียว…” “เกือบจะสวยงามแล้ว…” เสียงถอนหายใจแหบแห้ง “จะไม่มีใครมารบกวนเราอีกต่อไป” เรา เขาพูดคำว่า เรา เขาพูดกับใครในนั้น ไอ้สิ่งที่อยู่ในรถเข็นนั่นเหรอ หรือไอ้รูปร่างที่ห่อพลาสติกนั่น ผมฟังซ้ำ “เรา… อีกต่อไป” ผมกระชากหูฟังออก ผมรู้สึกคลื่นไส้ กลิ่น ผมได้กลิ่นมันอีกแล้ว กลิ่นฟอร์มาลดีไฮด์ กลิ่นหวานเลี่ยนที่ชวนอ้วก มันไม่ได้มาจากโถงทางเดิน มันอยู่ในห้องผม ผมคลานไปที่ช่องระบายอากาศ ช่องโลหะเก่าๆ ใกล้พื้น ผมดม ใช่เลย มันมาจากที่นี่ กลิ่นจางๆ แต่ชัดเจน มันกำลังรั่วไหลเข้ามาในระบบระบายอากาศ มันกำลังแพร่กระจายไปทั่วตึก มันกำลังเข้ามาในปอดของผม ผมหมดความอดทน ผมคว้าเครื่องบันทึกเสียง สวมรองเท้า และพุ่งไปที่สำนักงานของคุณตâm เธอกำลังจิบกาแฟ อ่านหนังสือพิมพ์ ผมโยนเครื่องบันทึกเสียงลงบนโต๊ะของเธอ “ฟัง” เธอมองผมอย่างรำคาญ “คุณอาน ฉันบอกแล้วไงว่า…” “ผมบอกให้ฟัง!” ผมตะโกน เสียงของผมดังแหลมจนผมเองยังเจ็บหู ผมกดปุ่มเล่น เร่งเสียงให้ดังที่สุด เสียงเครื่องจักรดังลั่นไปทั่วออฟฟิศเล็กๆ “นั่นมันอะไร” เธอขมวดคิ้ว “นั่นคือห้อง บี หนึ่ง ตอนตีสาม คุณบอกว่ามันว่างเปล่า คุณโกหก” ผมเลื่อนไปอีกแทร็ก “นี่คือเสียงกุญแจ นี่คือเสียงประตูเปิด” ผมจ้องหน้าเธอ “เมื่อคืนผมเห็นคุณทัช ชายชราที่อยู่ชั้นหนึ่ง เขามีกุญแจ เขาเข็นรถเข็นขนาดใหญ่เข้าไป มีกลิ่นเคมีรุนแรง กลิ่นฟอร์มาลดีไฮด์” สีหน้าของคุณตâm เปลี่ยนไป ความรำคาญหายไป กลายเป็นความซีดเผือด เธอลุกขึ้น ปิดประตูออฟฟิศ “คุณอาน” เธอลดเสียงลง “คุณนั่งลงก่อน ได้โปรดอย่าแจ้งตำรวจ” “ทำไมจะไม่ได้” “มัน… มันซับซ้อน” เธอถอนหายใจยาว ดูแก่ลงไปสิบปี “ค่ะ มันคือคุณทัช”เธอยอมรับ “ฉันให้กุญแจเขาเอง เขาเช่าห้องนั้น” “เช่าเพื่อทำโรงงานหรือ” “ไม่” เธอกล่าว “เช่าเพื่อ… ระลึกถึง ภรรยาของเขา คุณไหม เธอเสียชีวิตเมื่อห้าปีก่อน ตรงหน้าประตูห้อง บี หนึ่ง พอดี” ผมชะงัก “อะไรนะ” “โจรปล้นตึก ประมาณตีสาม เธอบังเอิญลงมาเจอ เธอเป็นคนอยากรู้อยากเห็นน่ะค่ะ พวกมันคงตกใจ พวกมันทุบเธอ เสียชีวิตคาที่ น่าสยดสยองมาก” ผมพยายามประมวลผล “แล้วมันเกี่ยวอะไรกับเครื่องจักร” “คุณทัช… เขาเสียสติไปเลย เขาเคยเป็นช่างฝีมือ เป็นศิลปิน เขาปั้น… หุ่นขี้ผึ้ง ไม่ก็โมเดลทางการแพทย์อะไรทำนองนั้น ฉันไม่แน่ใจ เขาขอเช่าห้องนั้น ที่ที่เธอเสีย เขาบอกว่าเขาอยาก… สร้างรูปปั้นให้เธอ เพื่อเป็นอนุสรณ์” ผมส่ายหัว ผมไม่เชื่อ “อนุสรณ์เหรอ ด้วยเครื่องเจียรโลหะ ด้วยรถเข็น ด้วยกลิ่นน้ำยาดองศพ หุ่นขี้ผึ้งเขาไม่ใช้ของพวกนั้น” “ฉันไม่รู้” คุณตâm เสียงสั่น “ฉันไม่เคยเข้าไปดู เขาจ่ายค่าเช่าตรงเวลา จ่ายเพิ่มด้วยซ้ำ เขาแค่ขอว่าอย่าให้ใครไปยุ่ง เขาไม่ทำร้ายใคร เขาแค่… เสียใจ” “เขาทำร้ายผม” ผมพูดเสียงลอดไรฟัน “เสียงนั่น กลิ่นนั่น มันกำลังฆ่าผม คุณต้องหยุดเขา” “ฉันทำไม่ได้” เธออ้อนวอน “เขาเป็นคนแก่ที่น่าสงสาร ปล่อยเขาไปเถอะ บางทีคุณย้ายห้องไหม” ผมรู้แล้วว่ามันไร้ประโยชน์ เธอถูกซื้อไปแล้ว ด้วยเงินค่าเช่า หรือด้วยความสมเพช ผมคว้าเครื่องบันทึกเสียง “ถ้าคุณไม่หยุด ผมจะหยุดเอง” ผมเดินออกมา ความโกรธพลุ่งพล่าน ผมกลับห้อง แต่ผมอยู่ไม่ไหว ผมรู้สึกเหมือนถูกขัง ผมต้องออกไปสูดอากาศ ผมเดินลงบันได และผมก็เจอเขา คุณทัช เขากำลังเดินกลับมาจากร้านชำ ถือถุงกระดาษเล็กๆ เราเผชิญหน้ากันที่โถงชั้นล่าง ดวงตาที่ว่างเปล่าของเขามองมาที่ผม เป็นครั้งแรกที่เขามองผมจริงๆ ผมหยุด ผมตัวสั่น แต่ผมต้องพูด “คุณทัช” เขาไม่ตอบ “คุณทำอะไรในนั้น” ผมถาม “คุณกำลังสร้างอะไร คุณไหมเหรอ” มือของชายชรากำถุงกระดาษแน่น “คุณอยากรู้เกินไป” เสียงของเขาแหบพร่า เหมือนไม่ได้ใช้งานมานาน “ความอยากรู้อยากเห็นมันไม่ดี” เขาเดินผ่านผม ไหล่เกือบจะชน เขาหยุดที่หน้าประตูห้องพักของเขา “มันฆ่า เธอ” เขาพูดทิ้งท้าย ก่อนจะหายเข้าไปในห้อง และล็อคประตู ผมยืนตัวแข็ง คำขู่ นั่นคือคำขู่ ความกลัวเย็นเยียบแล่นไปทั่วสันหลัง แต่ความโกรธมันร้อนแรงกว่า ผมกลับไปที่ห้อง 305 ผมทนไม่ไหวแล้ว ผมดูนาฬิกา สิบโมงเช้า เสียงนั่นจะยังไม่กลับมา แต่กลิ่นมันยังอยู่ มันเยาะเย้ยผม ไอ้สิ่งที่อยู่ในนั้น มันกำลังถูกสร้างขึ้น มันกำลัง “สวยงาม” ผมตัดสินใจ ผมจะไม่รอ ผมจะไม่ทนอีกคืน ผมเคยมีกล่องเครื่องมือช่าง ตอนที่ผมยังทำงานติดตั้งระบบเสียง มันอยู่ในห้องเก็บของท้ายรถ ผมมีคีมตัดเหล็กขนาดใหญ่ ผมมีชะแลง ถ้าคุณตâm ไม่เปิด ถ้าคุณทัชไม่เปิด ผมจะเปิดเอง ผมไม่สนใจกฎหมายอีกต่อไป นี่คือการป้องกันตัว ผมต้องรู้ว่ามีอะไรอยู่ในนั้น ผมต้องเห็นมัน ผมต้องทำลายมัน คืนนี้ ผมจะไม่รอให้เสียงมันเริ่ม ผมจะไปหามัน ผมจะรอจนกว่าเขาจะเข้าไป และผมจะเผชิญหน้ากับเขา ไม่สิ ผมรอไม่ไหว ผมจะทำมัน ตอนนี้ ขณะที่เขาอยู่ในห้อง ขณะที่ห้อง บี หนึ่ง ว่างเปล่า ผมรวบรวมเครื่องมือ ความมุ่งมั่นที่บ้าคลั่งเข้าครอบงำผม ผมออกจากห้อง มุ่งหน้าลงบันได แต่เมื่อผมไปถึงชั้นล่าง ผมเห็นบางอย่าง รอยเปียก รอยล้อรถเข็น มันยังใหม่อยู่ มันมุ่งหน้า… ไปยังห้อง บี หนึ่ง เขาไม่ได้อยู่ในห้อง เขาอยู่ที่นั่น เขาอยู่ในนั้น ตอนนี้ ตอนกลางวันแสกๆ ผมทิ้งเครื่องมือ ผมวิ่งไปที่ประตู บี หนึ่ง ผมทุบประตู ด้วยกำปั้น “คุณทัช เปิดประตูเดี๋ยวนี้” ไม่มีเสียงตอบ ผมทุบแรงขึ้น “ผมรู้ว่าคุณอยู่ในนั้น เปิดประตู” ความเงียบ ผมได้ยินเสียง ไม่ใช่เครื่องจักร เสียงล้อ เสียงล้อรถเข็น ข้างใน กึก… กึก… กึก… มันกำลังเคลื่อนไหว มันกำลังมาที่ประตู ผมถอยหลังไปก้าวหนึ่ง หัวใจผมหยุดเต้น เสียงฝีเท้าหนักๆ กลิ่นฟอร์มาลดีไฮด์โชยออกมาจากใต้ประตู รุนแรงจนผมแสบตา ผมได้ยินเสียงสลักกลอน ไม่ใช่เสียงปลดล็อค แต่เป็นช่องเล็กๆ ที่ใช้มอง ช่องสี่เหลี่ยมเล็กๆ บนประตูเหล็ก มันเลื่อนเปิดออก แคร่ก ความมืดมิดด้านใน แล้วผมก็เห็น ดวงตา ดวงตาที่ไร้แวว ไม่ใช่ดวงตาของหุ่นขี้ผึ้ง ดวงตาของคุณทัช จ้องมองผมจากความมืด “กูเตือนมึงแล้ว” เสียงแหบพร่าดังลอดออกมา “อย่าเสือก” ช่องมองถูกปิดลง ปัง ผมยืนตัวแข็ง ความกลัวที่แท้จริง มันไม่ใช่แค่ชายชราที่เสียใจ มันคือความบ้าคลั่ง และความบ้าคลั่งนั้น อยู่ห่างจากผมแค่ประตูเหล็กบานเดียว

ผมถอยกลับ สะดุดบันได ผมวิ่ง วิ่งกลับขึ้นห้อง 305 ล็อคประตู คล้องโซ่ หัวใจผมเต้นรัวจนเจ็บซี่โครง “กูเตือนมึงแล้ว” เสียงแหบพร่านั้นดังก้องอยู่ในหัว มันไม่ใช่คำเตือน มันคือคำพิพากษา ผมยืนพิงประตู หอบหายใจ พยายามทำความเข้าใจ เขาอยู่ในนั้น เขากำลังสร้างสิ่งที่น่าสะพรึงกลัว และเขารู้ว่าผมกำลังจับตาดู ความกลัวแปรเปลี่ยนเป็นความโกรธ แล้วก็กลับมาเป็นความกลัวอีกครั้ง ผมโทรหาตำรวจ ผมพยายามอธิบาย “มีชายชราคนหนึ่ง… ในห้องใต้ดิน… เขาขู่ผม… มีเสียงเครื่องจักร… มีกลิ่นเคมี…” เสียงของผมสั่นเครือ ฟังดูเหมือนคนบ้า “คุณถูกทำร้ายร่างกายหรือเปล่าครับ” เสียงเรียบเฉยปลายสายถาม “ไม่… แต่เขาขู่…” “มีหลักฐานว่าเขาทำผิดกฎหมายไหมครับ” “ผม… ผมบันทึกเสียงได้” “เสียงเครื่องจักรเหรอครับ เราคงทำอะไรไม่ได้ ถ้าไม่มีหมายค้น หรือถ้าไม่มีเหตุซึ่งหน้า” ผมวางสาย ไร้ประโยชน์ ตำรวจคิดว่าผมเป็นแค่คนประสาทอ่อน ผมเหลือบไปเห็นคุณตâm เธอยืนอยู่หน้าออฟฟิศ มองขึ้นมาที่หน้าต่างห้องผม เธอกำลังเฝ้าดูผม เธออยู่ในขบวนการนี้ด้วย เธอปกป้องเขา ผมถูกโดดเดี่ยว ผมติดอยู่ในตึกนี้ กับไอ้สิ่งที่อยู่ข้างล่าง ผมพยายามปิดช่องระบายอากาศ ผมใช้เทปสีเทาพันทับ แต่มันไร้ประโยชน์ กลิ่นฟอร์มาลดีไฮด์มันแทรกซึมเข้ามา มันติดอยู่ในผ้าม่าน ในเสื้อผ้า ในโพรงจมูกของผม ผมอาเจียนในอ่างล้างหน้า มีแต่น้ำดีขมๆ ผมไม่ได้กินอะไรมาทั้งวัน ผมนอนไม่หลับ ผมนั่งจ้องประตู รอ รออะไร รอให้เขามาหาผมเหรอ คืนนั้น ผมเตรียมพร้อม ผมวางไมโครโฟนไว้ที่ประตู ผมถือชะแลงไว้ในมือ ผมนั่งในความมืด สติของผมตึงเครียดเหมือนสายกีตาร์ ตีสาม สามนาที เสียงมันมา แต่… มันต่างออกไป มันไม่ใช่แค่เสียง แร่… แร่… มันดังกว่า มันรุนแรงกว่า โครม แคร้ง ปัง มันคือเสียงทุบ เสียงโลหะกระแทกโลหะ เหมือนบางอย่างกำลังถูกทดสอบ หรือ… บางอย่างกำลัง ดิ้นรน ผมขนลุก มันไม่ใช่เสียงเครื่องจักรที่ทำงานอย่างราบรื่น มันคือเสียงของการต่อสู้ เสียงของการสร้างที่ผิดพลาด ผมบันทึกเสียงไว้ หัวใจเต้นไม่เป็นส่ำ มันฟังดูเหมือน… มีชีวิต มันดังอยู่สิบนาที สิบนาทีที่ยาวนานราวกับชั่วนิรันดร์ เสียงทุบตีที่บ้าคลั่ง แล้วมันก็หยุด เงียบสนิท น่ากลัวยิ่งกว่าเดิม ผมเปิดฟังไฟล์เสียงที่บันทึกไว้ ผมเร่งเสียง เสียง โครม ปัง ชัดเจน แต่ภายใต้เสียงเหล่านั้น ผมได้ยิน ผมสาบานว่าผมได้ยิน เสียงคราง เสียงครางที่ถูกบีบอัด ไม่ใช่เสียงมนุษย์ ไม่ใช่เสียงสัตว์ มันคือเสียง… อิเล็กทรอนิกส์ที่บิดเบี้ยว เหมือนเสียงลำโพงที่กำลังจะขาด อื๊ดดดด… แว… แว… มันจริงหรือเปล่า หรือเป็นแค่เสียงอื้อในหูของผมที่กำลังเล่นตลก ผมฟังซ้ำแล้วซ้ำเล่า เสียงครางนั่น มันอยู่ที่นั่น มันคือเสียงของความเจ็บปวด ความเจ็บปวดที่เกิดจากเครื่องจักร ผมเริ่มสติแตก ผมนอนไม่หลับมาสองวันแล้ว ผมเริ่มเห็นภาพหลอน ผมเห็นรอยล้อรถเข็นเปียกๆ บนพรมในห้องผม ทั้งที่พื้นมันแห้งสนิท ผมเห็นเงาของคุณทัช ยืนอยู่ที่มุมห้อง จ้องมองผมด้วยดวงตาว่างเปล่า ผมสะบัดหัว ไม่มีใครอยู่ ผมอยู่คนเดียว ผมกำลังจะบ้า เสียงนั่น กลิ่นนั่น คำขู่นั่น มันกำลังผลักผมจนตกขอบ ไม่มีใครช่วยผม คุณตâm สมรู้ร่วมคิด ตำรวจก็ไร้ประโยชน์ ผมอยู่ตามลำพัง ต้องสู้กับสิ่งที่อยู่ในห้องใต้ดินนั่น ผมมองไปที่เครื่องมือของผม คีมตัดเหล็ก ชะแลง ความเงียบไม่ใช่เป้าหมายอีกต่อไป เป้าหมายคือความจริง เป้าหมายคือการอยู่รอด ผมจะไม่รอให้มันมาหา ผมจะไปหามัน ผมจะทำลายมัน ผมจะยุติเรื่องนี้ ผมไม่สนใจอีกแล้วว่าอะไรจะเกิดขึ้น ความเงยบสงบที่ผมตามหา มันไม่มีอยู่จริง มีแต่เสียงรบกวน และตอนนี้ ผมจะสร้างเสียงรบกวนของผมเอง ผมนั่งในห้องที่มืดมิด อากาศอบอวลไปด้วยกลิ่นเคมี ผมไม่ได้นั่งสมาธิ ผมไม่ได้พยายามจะหลับ ผมกำลังลับปลายชะแลง ถูมันกับขอบโต๊ะโลหะ ครืด… ครืด… เสียงใหม่ เสียงของผม ผมจ้องนาฬิกา รอ รอให้ถึงตีสาม แต่คืนนี้ ผมจะไม่เป็นผู้ฟัง ผมจะเป็นผู้บุกรุก.

ผมไม่รอถึงตีสาม ผมรอไม่ไหว การรอคอยคือการทรมาน เสียงลับชะแลงของผมบนพื้นคอนกรีต ครืด… ครืด… มันคือเสียงเดียวที่ผมควบคุมได้ เสียงอื้อในหูของผมดังจนแทบจะกลบเสียงภายนอก กลิ่นฟอร์มาลดีไฮด์เหมือนจะจับตัวเป็นก้อนอยู่ในลำคอ ตีสอง สามสิบนาที ผมลุกขึ้น ผมไม่ได้รู้สึกเหนื่อย ผมรู้สึกเหมือนถูกชาร์จไฟ ความกลัวและความโกรธผสมปนเปกัน จนกลายเป็นพลังงานที่บ้าคลั่ง ผมกำชะแลงไว้แน่น เหล็กเย็นๆ ในมือที่ชุ่มเหงื่อ ผมนึกถึงอาชีพเก่าของผม ผมนึกถึงความแม่นยำ ความสามารถในการได้ยินเสียงเข็มหล่น ตอนนี้ผมเหลือเพียงสัญชาตญาณดิบเถื่อน ผมเปิดประตูห้อง 305 โถงทางเดินเงียบสงัด แต่สำหรับผม มันอื้ออึงไปด้วยภัยคุกคาม ผมเดินลงบันได ไม่ใช่บันไดหนีไฟ แต่เป็นบันไดหลัก ผมไม่ซ่อนตัวอีกต่อไป แต่เมื่อผมไปถึงชั้นหนึ่ง ผมชะงัก ผมได้ยิน เสียงที่ผมคุ้นเคย ติ๊ง ลิฟต์ขนของ มันกำลังลงมา ไม่ใช่สิ มันเพิ่งมาถึง ประตูลิฟต์เปิดออก ผมรีบหลบเข้าไปใต้เงามืดของโถงบันได ที่เดิม จุดซุ่มดูของผม ผมเห็นเขา คุณทัช เขากำลังเข็นรถเข็น แต่คืนนี้ มีบางอย่างต่างออกไป รถเข็นไม่ได้ถูกคลุมด้วยผ้าใบ ของบนรถเข็น… ผมหรี่ตามอง มันไม่ใช่ถุงขยะ มันไม่ใช่ของที่ถูกปิดบัง มันคือชิ้นส่วน ชิ้นส่วนโลหะมันวาว ท่อไฮดรอลิก สายเคเบิลหนาๆ และ… แบตเตอรี่ ผมเห็นขั้วตะกั่ว มันเหมือนแบตเตอรี่รถมอเตอร์ไซค์ แล้วสายตาผมก็จับจ้องไปที่สิ่งนั้น สิ่งที่อยู่บนสุดของกอง สิ่งที่ทำให้เลือดในกายผมเย็นเฉียบ มันคือหัว หัวหุ่นโชว์ หัวพลาสติกสีซีด มีดวงตาแก้วที่ว่างเปล่า และผมสีดำยาวสลวย มันคือวิกผม คุณตâm บอกว่าเขากำลังสร้างรูปปั้นภรรยา อนุสรณ์ นี่ไม่ใช่รูปปั้น นี่มัน… หุ่นยนต์ นี่มันแฟรงเกนสไตน์ กลิ่นเคมี เสียงเครื่องจักร เสียงครางอิเล็กทรอนิกส์ ทุกอย่างเชื่อมโยงกัน ในหัวของผม ความจริงที่น่าสะพรึงกลัวก่อตัวขึ้น คุณทัชไม่ได้กำลัง จดจำ ภรรยาของเขา เขากำลัง สร้าง เธอขึ้นมาใหม่ เขากำลังพยายามชุบชีวิตเธอ ด้วยโลหะและสายไฟ ผมคงจะจ้องนานเกินไป ผมคงจะหายใจแรงเกินไป หรือบางที ผมอาจจะขยับตัว ชะแลงในมือผม มันครูดกับผนังปูน เสียงเบาๆ ครืด เสียงที่เบามาก สำหรับคนปกติ แต่ในความเงียบของชั้นใต้ดินนี้ มันดังก้อง คุณทัชหยุดกึก รถเข็นหยุดนิ่ง ความเงียบโรยตัวลงมา หนักอึ้ง น่าสะพรึงกลัว เขาไม่ได้หันกลับมาทันที เขายืนนิ่ง เหมือนรูปปั้น แล้ว ช้าๆ ช้ามากๆ เขาหันศีรษะ ผมเห็นดวงตาของเขาในแสงสลัว มันไม่ได้ว่างเปล่าอีกต่อไป มันไม่ได้เศร้า มันไม่ได้เหนื่อยล้า ดวงตาของเขาลุกโชน ด้วยความโกรธที่บริสุทธิ์ ด้วยความเกลียดชัง เขามองตรงมายังเงามืดที่ผมซ่อนตัวอยู่ เขามองทะลุความมืด เขามองเห็นผม “กูรู้ว่ามึงอยู่ตรงนั้น” เสียงแหบพร่าของเขากระซิบ แต่ดังก้อง “มึงมันโง่ มึงมันอยากรู้ เหมือนอีตัวนั้น” เหมือนอีตัวนั้น เขาพูดถึงภรรยาของเขา หัวใจผมหยุดเต้น นี่ไม่ใช่ชายชราที่น่าสงสาร นี่คือสัตว์ประหลาด เขาไม่ได้ผลักรถเข็นไปที่ประตู บี หนึ่ง เขาจอดมันทิ้งไว้ เขาเอื้อมมือไปที่รถเข็น ไม่ เขาเอื้อมมือไปที่เข็มขัดเครื่องมือของเขา ที่ผมไม่เคยสังเกตเห็นมาก่อน เขาดึงบางอย่างออกมา มันสะท้อนแสงไฟสลัว มันคือประแจเลื่อน อันใหญ่ หนัก เขาถือมันไว้ เหมือนถือค้อน “มึงได้ยินมากเกินไป” เขาพูด แล้วเขาก็เริ่มเดิน ไม่ใช่ไปที่ประตู บี หนึ่ง เขาเดินมาทางผม เขาเดินตรงมาที่เงามืดใต้บันได ผมกลั้นหายใจ ผมกำชะแลงแน่นจนข้อนิ้วขาวซีด ผมไม่ได้ล่าเขา เขาต่างหากที่กำลังล่าผม “มึงทำลายความเงียบของกู” เขากระซิบ ใกล้เข้ามาทุกที “มึงทำลายงานของกู” สิบก้าว “กูเตือนมึงแล้ว” ห้าก้าว ผมถอยหลัง แผ่นหลังชนกำแพงเย็นเฉียบ ผมไม่มีทางหนี ผมอยู่ในมุมอับ กับชายชราที่บ้าคลั่ง และประแจเหล็กในมือเขา “ความอยากรู้อยากเห็น” เขาพึมพำ ยกประแจขึ้น “มันต้องมีจุดจบ” ดวงตาของเขาสบตาผม และผมก็เห็นมัน ความว่างเปล่าที่แท้จริง ความบ้าคลั่งที่สมบูรณ์ ผมไม่ใช่เหยื่อของเสียงอีกต่อไป ผมคือเหยื่อของเขา.

ผมยกชะแลงขึ้น มันหนักอึ้ง ผมไม่ใช่นักสู้ ผมเป็นแค่ผู้ชายหูพังที่ถือแท่งเหล็ก คุณทัชคำราม เสียงที่ไร้มนุษยธรรม เขาวิ่งเข้ามา ไม่ใช่การเดินของคนแก่อีกต่อไป เขาเคลื่อนไหวด้วยความคลั่ง เขาเหวี่ยงประแจเลื่อน ผมหลับตา เบี่ยงตัวหลบ แคร๊งงงงงง เหล็กปะทะเหล็ก ประแจฟาดเข้ากับราวบันได เสียงนั้น พระเจ้า เสียงแหลมสูง เสียงโลหะเสียดสีกัน มันเหมือนสว่านเจาะทะลุกะโหลกศีรษะของผม ผมกรีดร้อง ไม่ใช่ด้วยความโกรธ แต่ด้วยความเจ็บปวด หูของผมระเบิด ผมล้มลง ทิ้งชะแลง เอามือกุมหู เสียงอื้อในหัวผมดังจนกลายเป็นเสียงคำราม ผมมองไม่เห็นอะไร ผมได้ยินแต่เสียงก้องสะท้อน “มึงมันอ่อนแอ” เสียงคุณทัชดังผ่านม่านหมอกแห่งความเจ็บปวด “อ่อนแอเหมือนมัน อยากรู้ แต่รับความจริงไม่ได้” ผมพยายามลุกขึ้น โลกหมุนคว้าง เขาอยู่เหนือผม เงาดำทะมึน ยกประแจขึ้นอีกครั้ง เตรียมจะฟาดลงมา “ไม่” ผมคราง ผมไม่มีอาวุธ ผมทำได้เพียงสิ่งเดียว ผมใช้เท้าถีบ ไม่ใช่ที่ตัวเขา ผมถีบไปที่ รถเข็น รถเข็นที่เต็มไปด้วยชิ้นส่วน ผมถีบมันสุดแรงเกิด รถเข็นหนักๆ นั้นเสียหลัก มันเคลื่อนที่ พุ่งเข้าใส่หน้าแข้งของคุณทัช โครม เขาร้อง ไม่ใช่ด้วยความเจ็บปวด แต่ด้วยความตื่นตระหนก “ไม่นะ ของของกู” เขาล้มลง รถเข็นพลิกคว่ำ ทุกอย่างเทกระจาด แบตเตอรี่กระเด็นไปทางหนึ่ง สายเคเบิลพันกันยุ่งเหยิง ท่อไฮดรอลิกกลิ้งไปทั่วพื้น และ หัวหุ่น หัวพลาสติกที่มีผมสีดำยาว มันกลิ้ง กลิ้ง กลิ้ง มาหยุดตรงหน้าผม ห่างไปไม่ถึงคืบ ดวงตาแก้วที่ว่างเปล่า จ้องมองผม ริมฝีปากพลาสติกเผยอออกเล็กน้อย เหมือนกำลังจะกรีดร้อง ผมจ้องมัน มันคือใบหน้าของความบ้าคลั่ง มันคือจุดศูนย์รวมของฝันร้ายนี้ “มึงทำอะไรลงไป” คุณทัชตะเกียกตะกาย พยายามรวบรวมชิ้นส่วน เขาไม่ได้สนใจผมอีกต่อไป เขาคร่ำครวญกับกองอะไหล่ เหมือนพ่อที่ลูกเพิ่งตาย “มึงทำมันพัง มึงทำ เธอ พัง” นี่คือโอกาสของผม ผมต้องหนี ผมคลาน พยายามจะกลับไปที่บันได แต่เขาอยู่ระหว่างผมกับทางขึ้น เขาอยู่ใกล้เกินไป ทางหนีเดียว ทางเดียวที่เปิดอยู่ คือทางเดินด้านหลังเขา ทางเดินที่มุ่งสู่… ประตู บี หนึ่ง ประตูเหล็กบานนั้น มันแง้มอยู่ เขาคงรีบออกมา จนลืมล็อคมัน ผมตัดสินใจในเสี้ยววินาที ผมจะไม่ขึ้น ผมจะ ผ่าน ไป ผมลุกขึ้นวิ่ง ผ่านคุณทัชที่กำลังก้มเก็บหัวหุ่น เขาร้อง “มึงจะไปไหน มึงหนีไม่พ้น” เขาคว้าข้อเท้าผม นิ้วที่ผอมเกร็งของเขา แข็งเหมือนคีมเหล็ก ผมเตะ ผมกระทืบ ผมสลัดเขาหลุด ผมพุ่งไปที่ประตู บี หนึ่ง ผมไม่ได้ตั้งใจจะเข้าไป ผมแค่จะวิ่งผ่าน แต่ผมเสียหลัก ผมชนประตูเหล็กบานหนัก ปัง ประตูเปิดกว้าง แรงเฉื่อยส่งผม ทะลเข้าไปข้างใน ผมล้มลงบนพื้นคอนกรีตที่เย็นเฉียบ ผมอยู่ในนั้น ผมอยู่ในรังของมัน ความมืด และความเหม็น กลิ่นฟอร์มาลดีไฮด์ กลิ่นน้ำมันเครื่อง และกลิ่นเนื้อเน่า ไม่ ไม่ใช่เนื้อเน่า กลิ่นเสื้อผ้าเก่าที่ชื้น กลิ่นผม กลิ่น… ผิวหนัง มันรุนแรงจนผมสำลัก ผมยกโทรศัพท์ขึ้น มือสั่น ผมกดเปิดไฟฉาย ลำแสงส่องฝ่าความมืด ผมเห็นแล้ว พระเจ้า ผมเห็นมันแล้ว มันไม่ใช่หุ่น มันไม่ใช่รูปปั้น มันคือ… สิ่งก่อสร้าง มันอยู่กลางห้อง สูงเกือบจรดเพดาน มันคือโครงร่างของมนุษย์ ที่ถูกสร้างขึ้นจากฝันร้าย ขาของมันคือท่อเหล็ก แขนของมันคือข้อต่อไฮดรอลิก นิ้วมือคือประแจขนาดเล็กที่ถูกเชื่อมติดกัน ลำตัวคือโครงเหล็ก ที่ถูกยัดไส้ด้วยสายไฟ เหมือนเส้นเลือด มันถูกแขวนไว้ ด้วยโซ่ที่ยึดกับเครื่องยนต์เก่า เครื่องยนต์ที่ดูเหมือนจะถูกดัดแปลง ให้ขับเคลื่อนลูกสูบ เพื่อทำให้มัน ขยับ และบนสุด ตรงที่ควรจะเป็นคอ มันว่างเปล่า มีเพียงสายไฟที่ห้อยรุ่งริ่ง รอ รอหัว หัวที่ผมเพิ่งทำตกอยู่ที่โถงทางเดิน ผมได้ยินเสียงหอบหายใจ ไม่ใช่เสียงผม มันคือเสียงคุณทัช เขายืนอยู่ที่ประตู ในมือถือหัวหุ่น เขาอุ้มมัน เหมือนอุ้มทารก “มึงเห็นแล้ว” เขากระซิบ น้ำตาไหลอาบแก้มที่เหี่ยวย่น “มึงเห็น เธอ แล้ว” เขาไม่ได้โกรธอีกต่อไป เขา… เสียใจ “เธอเกือบจะเสร็จแล้ว เธอเกือบจะกลับมาหาฉันแล้ว” “คุณมันบ้า” ผมพึมพำ “คุณป่วย” “ป่วยเหรอ” เขาหัวเราะ เสียงหัวเราะที่แตกพร่า “ความรักต่างหาก กูรักเธอ กูจะสร้างเธอขึ้นมาใหม่ เธอจะไม่ขี้สงสัยอีกต่อไป เธอจะไม่หนีไปไหนอีกแล้ว เธอจะอยู่ที่นี่ กับกู ตลอดไป” เขาเริ่มเดินเข้ามา ช้าๆ มุ่งหน้าไปยังร่างนั้น เขาไม่ได้สนใจผม ผมกลายเป็นอากาศธาตุ ผมเป็นแค่แมลง ที่บังเอิญบินเข้ามาในใย ผมต้องออกไป เดี๋ยวนี้ ผมคลานถอยหลัง สะดุดกองเศษเหล็ก เสียงดัง แคร้ง เขาหันขวับ ความโศกเศร้าหายไป ความคลั่งกลับมา “มึงยังอยู่อีก มึงทำลายมัน มึงรบกวนเรา” เขาโยนหัวหุ่นลงบนโต๊ะทำงาน แล้วคว้า ค้อน ค้อนปอนด์ ที่วางอยู่ข้างเครื่องยนต์ “กูจะให้มึงเป็นส่วนหนึ่งของเธอ” เขากระซิบ “เธอต้องการ… ชิ้นส่วนใหม่” ผมกรีดร้อง ผมลุกขึ้นวิ่ง ชนเขา สุดแรง เขาแก่ แต่แข็งแกร่งด้วยความบ้า เราล้มลง ผมคลาน เขาคว้าขาผม ผมถีบ ผมหนีออกมาจากห้อง บี หนึ่ง ผมวิ่งไปที่บันได ผมได้ยินเสียงเขาวิ่งตาม เสียงค้อนลากไปกับพื้น ครืดดดดด… ผมวิ่งขึ้นบันได สองขั้น สามขั้น ผมไม่เคยมองย้อนกลับไป ผมวิ่งกลับเข้าห้อง 305 กระแทกประตูปิด ปัง ผมล็อค ผมใส่โซ่ ผมลากฟูก ลากตู้ลิ้นชัก ขวางประตู ผมทรุดตัวลง พิงกำแพง ผมหอบ ผมตัวสั่น ผมควบคุมตัวเองไม่ได้ ผมมองไปที่ช่องระบายอากาศ ที่ผมปิดเทปไว้ เทปหลุดลุ่ย กลิ่นนั้น กลิ่นของ เธอ มันยังคงลอยเข้ามา และผมก็ได้ยิน ไม่ใช่เสียงเครื่องจักร ไม่ใช่เสียงค้อน ผมได้ยินเสียงอื้อในหูของผม มันดัง ดังกว่าที่เคย แต่ตอนนี้ มันไม่ใช่แค่เสียง อี๊ดดดด มันมีเสียงใหม่ผสมอยู่ เสียงกระซิบ เสียงของคุณทัช “เธอเกือบจะสวยงามแล้ว” “มึงหนีไม่พ้น” “มึงอยากรู้” ผมเอามือปิดหู ผมกรีดร้อง แต่มันไม่ช่วย เสียงนั้น มันไม่ได้มาจากข้างนอก มันมาจาก ข้างใน มันอยู่ในหัวผม ผมเห็นใบหน้าของหุ่น ดวงตาแก้ว ผมเห็นร่างที่น่าสะพรึงกลัว ผมเห็นค้อน ผมไม่ได้แค่กลัวเสียงอีกต่อไป ผมกลัวสติของตัวเอง ผมพังแล้ว เขาไม่ได้ฆ่าผม เขา… ครอบงำผม ผมกลายเป็นส่วนหนึ่งของความบ้าคลั่งของเขาแล้ว.

ผมใช้เวลาสิบแปดชั่วโมง ขดตัวอยู่หลังประตูที่ถูกกั้น ผมไม่ขยับ ผมไม่กิน ผมแค่ฟัง ฟังเสียงลมหายใจของตัวเอง ฟังเสียงในหัว เสียงกระซิบของชายแก่ “กูเตือนมึงแล้ว” “มึงทำเธอพัง” “มึงอยากรู้” มันกลายเป็นเพลงกล่อมเด็กจากนรก เสียงอื้อในหูของผม ได้กลืนกินเสียงของชายแก่คนนั้น จนกลายเป็นเสียงเดียวกัน ผมมองไปที่ช่องระบายอากาศ กลิ่นฟอร์มาลดีไฮด์จางลงแล้ว หรือบางที จมูกของผมแค่ชินชากับมัน ผมมองนาฬิกา ตีหนึ่ง ตีสอง ผมรอ ผมรอเสียง เสียง แร่… แร่… ผมไม่ได้กลัวมันอีกต่อไป ผม ต้องการ มัน ผมต้องการมัน เพื่อพิสูจน์ว่าผมไม่ได้จินตนาการเรื่องทั้งหมดขึ้นมา เพื่อพิสูจน์ว่าผมไม่ได้บ้า มีสัตว์ประหลาดอยู่ชั้นล่าง และผมคือคนเดียวที่รู้ การรอคอยมันทรมาน หัวใจผมเต้นแรง ผมจ้องตัวเลขสีเขียว ตีสาม สองนาที ผมกลั้นหายใจ ตีสาม สามนาที … … … เงียบ ไม่มีอะไร ไม่มีเสียง แร่ ไม่มีเสียง แคร่ก ไม่มีเสียงทุบ ไม่มีเสียงคราง มีเพียงความเงียบ ความเงียบที่สมบูรณ์ ความเงียบที่ผมเคยภาวนาหา แต่ตอนนี้ มันคือการทรมาน มันดังยิ่งกว่าเสียงเครื่องจักร ความเงียบนี้ มันกำลังตะโกนใส่หน้าผม “มึงมันบ้า” “มึงจินตนาการไปเอง” “ไม่มีอะไรอยู่ข้างล่างนั่น” “ไม่มีคุณทัช ไม่มีหุ่นยนต์ ไม่มีกลิ่น” “มีแต่มึง” “มีแต่หูที่พังแล้วของมึง” “มีแต่สมองที่เน่าเฟะของมึง” ผมเริ่มสั่น นี่คือความสงสัย ช่วงเวลาแห่งความสงสัย ถ้ามันไม่จริงล่ะ ถ้าผมทำร้ายคนแก่ที่น่าสงสาร ถ้าผมบุกรุกบ้านเขา ถ้าผมคือตัวประหลาดที่แท้จริง ไม่ ไม่ ผมปฏิเสธ ผม เห็น มัน ผม ได้กลิ่น มัน ผม ได้ยิน เขา ผม ต่อสู้ กับเขา มันต้องจริง ความเจ็บปวดที่หูของผมยังคงอยู่ รอยช้ำที่ข้อเท้า มันต้องจริง แล้วทำไมมันถึงเงียบ เขาหยุดแล้วเหรอ เขาซ่อม เธอ เสร็จแล้วเหรอ หรือ ผมฆ่าเขาเหรอ ตอนที่ผมผลักเขา เขาอาจจะหัวฟาด เขาอาจจะนอนตายอยู่ที่พื้นชั้นล่าง ไม่ ไม่น่าใช่ ผมสับสน ผมต้องการหลักฐาน ผมต้องการการยืนยัน ผมไม่สามารถทนอยู่ในความไม่รู้นี้ได้ ผมค่อยๆ ลากฟูกออก เลื่อนตู้ลิ้นชัก ผมต้องใช้เวลาเกือบสิบนาที มือสั่น ผมปลดโซ่ ปลดล็อค ผมเปิดประตู โถงทางเดินว่างเปล่า ตีสาม สิบห้านาที เงียบ ผมรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นผี เดินลงบันได ในมือไม่มีชะแลง ไม่มีเครื่องบันทึกเสียง มีเพียงตัวผมที่แตกสลาย ผมลงไปถึงชั้นล่าง กลิ่น ใช่ กลิ่นมันยังอยู่ จางๆ แต่ยังอยู่ กลิ่นฟอร์มาลดีไฮด์ กลิ่นน้ำมัน ผมไม่ได้บ้า ผมเดินไปที่ประตู บี หนึ่ง มันปิดสนิท ผมเห็นรอยงัดแงะที่ผมทำไว้ ผมคุกเข่าลง ผมทำในสิ่งที่ผมไม่เคยคิดจะทำ ผมแนบหู หูข้างที่ยังพอได้ยิน แนบกับประตูเหล็กเย็นเฉียบ ผมหลับตา ผม ฟัง ผมฟังความเงียบ ผมได้ยินเสียงหยดน้ำ ติ๋ง ติ๋ง มาจากที่ไกลๆ ในห้องนั้น ผมได้ยินเสียงการไหลเวียนของเลือดในหูผม ผมได้ยินเสียงอื้อ แต่ผมไม่ได้ยินเสียงเครื่องจักร ไม่มีเสียงกระซิบ ไม่มีเสียงการเคลื่อนไหว บางทีเขาอาจจะออกไป บางทีเขาอาจจะยอมแพ้ ผมรู้สึก… ว่างเปล่า ความกลัว ความโกรธ ความบ้าคลั่ง มันหายไป เหลือเพียงความเหนื่อยล้า ผมแค่… เหนื่อย ผมอยากจบเรื่องนี้ ผมอยากนอน ผมกำลังจะลุกขึ้น ผมกำลังจะกลับไปห้อง 305 ยอมแพ้ ย้ายออกในตอนเช้า ยอมรับว่าผมพ่ายแพ้ ไม่ว่าจะเป็นต่อเขา หรือต่อความบ้าของผมเอง แล้วผมก็ได้ยิน ไม่ใช่จากในห้อง ไม่ใช่จากในหัว มันมาจาก ข้างหลัง ผม ในโถงทางเดิน เสียง คลิก… คลิก… คลิก… เสียงเฟืองเล็กๆ ที่กำลังหมุน เสียงโลหะเบาๆ เสียดสีกัน มันคือเสียง เสียง แคร่ก… แคร่ก… ที่ผมบันทึกได้ แต่เบากว่า ละเอียดกว่า ผมตัวแข็ง เลือดในกายผมกลายเป็นน้ำแข็ง ผมไม่ได้หันกลับไปทันที ผมกลัว ผมกลัวเกินกว่าจะหันไป ผมได้ยินเสียงล้อ ไม่ใช่ล้อรถเข็น แต่เป็นล้อเล็กๆ เหมือนล้อเก้าอี้สำนักงาน ครืด… มันหยุด แล้วก็ คลิก… คลิก… คลิก… อีกครั้ง มันอยู่สุดทางเดิน ใกล้กับลิฟต์ขนของ ที่ที่คุณทัชเข็นรถเข็นออกมา ผมหลับตาแน่น “นี่คือฝัน” “ผมหลับอยู่ในห้อง” “นี่คือภาพหลอน” ผมลืมตา ผมหันศีรษะ ช้าๆ ช้าจนเจ็บปวด แสงไฟฉุกเฉินสลัวๆ ส่องให้เห็นเงา มันยืนอยู่ที่นั่น ร่างนั้น ร่างที่ผมเห็นในห้อง บี หนึ่ง มันไม่ได้ถูกแขวนอีกต่อไป มันยืนอยู่ ด้วยขาเหล็กท่อของมัน แขนไฮดรอลิกห้อยอยู่ข้างลำตัว สายไฟระโยงระยาง มันดูเหมือนโครงกระดูกจักรกล แต่มีบางอย่างเปลี่ยนไป บางอย่างที่ทำให้ฝันร้ายนี้สมบูรณ์ คอที่เคยว่างเปล่า ตอนนี้ไม่ว่างแล้ว หัว หัวหุ่นโชว์ หัวที่มีผมสีดำยาว มันถูกติดตั้งเข้าที่แล้ว สายไฟเชื่อมต่อกับขั้วที่ท้ายทอย มันยืนนิ่ง เหมือนหุ่นโชว์เสื้อในห้างร้าง คุณทัชไปไหน เขาไม่ได้อยู่ตรงนั้น มัน อยู่ที่นั่น ตามลำพัง ผมจ้องมัน มันจ้องผม ไม่ มันไม่ได้จ้อง ตาแก้วของมันมองตรงไปข้างหน้า ว่างเปล่า ผมค่อยๆ ถอยหลัง แผ่นหลังเสียดสีกับประตู บี หนึ่ง ผมต้องหนี ผมต้องขึ้นบันได ผมต้องส่งเสียงดัง ผมอ้าปาก แต่ไม่มีเสียงออกมา คลิก… คลิก… เสียงดังมาจากหน้าอกของมัน กลไกกำลังทำงาน นิ้วมือ นิ้วที่เป็นประแจ มันกระตุก งอเข้า แล้วก็คลายออก คลิก แล้วหัวของมัน หัวพลาสติกนั้น มันเริ่มขยับ มันไม่ได้หันอย่างราบรื่น มันหันเป็นจังหวะ กระตุก เหมือนกลไกนาฬิกาที่ติดขัด แคร่ก… มันหันมาทางผม แคร่ก… ตาแก้วที่ไร้วิญญาณ จ้องตรงมาที่ผม จ้องทะลุความมืด จ้องมาที่ชายผู้ทำลายความเงียบ จ้องมาที่ชายผู้ทำ เธอ พัง มันยกแขนขึ้น ช้าๆ ข้อต่อไฮดรอลิกส่งเสียง อี๊ดดดดดด… เสียงที่ผมเคยได้ยินในเครื่องบันทึก เสียงครางของความเจ็บปวด มันไม่ใช่ความเจ็บปวด มันคือเสียงของการ เคลื่อนไหว มันกำลังจะมา มันกำลังจะมาหาผม นี่ไม่ใช่ความบ้าคลั่งของชายชราอีกต่อไป นี่ไม่ใช่แค่เสียงรบกวน สัตว์ประหลาดเป็นเรื่องจริง และมันเห็นผมแล้ว

ผมกรีดร้อง ครั้งนี้ เสียงมันออกมาจริงๆ เสียงแหลมสูง เสียงของความหวาดกลัวบริสุทธิ์ มันดังก้องไปทั่วโถงทางเดินคอนกรีต มัน ไม่ได้สะดุ้ง มัน ไม่ได้หยุด มัน แค่ขยับต่อ ก้าวแรก ขาเหล็กท่อยกขึ้น แคร่ก แล้ววางลง โครม พื้นสั่นสะเทือน มันหนัก หนักกว่าที่ผมคิด มันคือโลหะตัน ผมหันหลัง ผมวิ่ง ผมไม่ได้วิ่งไปที่บันไดหลัก ผมนึกถึงคำพูดของคุณทัช “กูจะให้มึงเป็นส่วนหนึ่งของเธอ” “เธอต้องการชิ้นส่วนใหม่” ผมวิ่งไปที่ลิฟต์ ลิฟต์โดยสาร ผมทุบปุ่มเรียก นิ้วสั่น ผมหันกลับไปมอง มัน กำลังมา แคร่ก… โครม… แคร่ก… โครม… จังหวะของมัน คือจังหวะของฝันร้าย มันเหมือนหุ่นยนต์ที่เดินผิดพลาด แต่มันไม่ล้ม มันมุ่งตรงมาที่ผม หัวพลาสติกนั้น ผมสีดำยาวสะบัดไปมา ตามแรงกระแทกของการเดิน ติ๊ง เสียงสวรรค์ ประตูลิฟต์เปิดออก ผมถลันเข้าไปข้างใน ทุบปุ่มปิดประตู ทุบปุ่มชั้น 3 ประตูเริ่มเลื่อนปิด มัน อยู่ห่างไปแค่สิบฟุต มัน เร่งความเร็ว แขนไฮดรอลิกยกขึ้น นิ้วประแจกางออก มันจะมาถึง มันจะมาทัน ประตู ปิด ปัง ผมได้ยินเสียง โครม ดังสนั่น ด้านนอก มัน ทุบประตูลิฟต์ ผมปลอดภัย ลิฟต์เริ่มเคลื่อนที่ ผมทรุดตัวลงกับพื้นลิฟต์ หอบหายใจ เหงื่อไหลท่วมตัว ผมมองดูตัวเองในกระจกสีชาของลิฟต์ ชายที่น่าสมเพช ตาโหล หน้าซีด นี่คือความจริง นี่คือสิ่งที่ผมต้องเผชิญ ผมไม่ได้บ้า ผมถูกล่า ลิฟต์ถึงชั้นสาม ติ๊ง ประตูเปิด ผมวิ่งไปที่ห้อง 305 ผมต้องเก็บของ ผมต้องหนี ผมต้องออกจากตึกนี้ เดี๋ยวนี้ ผมไขกุญแจ มือสั่นจนแทบทำกุญแจหล่น ผมเข้าไปในห้อง ผมไม่ได้เปิดไฟ ผมคว้าเป้ที่จัดไว้ล่วงหน้า ผมโยนเครื่องบันทึกเสียงลงไป โทรศัพท์ กระเป๋าสตางค์ ผมต้องไป ผมกำลังจะรูดซิปกระเป๋า ผมชะงัก ผมได้ยิน ไม่ใช่จากโถงทางเดิน ไม่ใช่จากข้างล่าง มันมาจาก… ในห้อง คลิก… คลิก… เสียงที่ผมได้ยินตอนที่ มัน ยืนอยู่สุดทางเดิน เสียงกลไก เสียงเฟือง ผมกลั้นหายใจ ผมเงี่ยหูฟัง คลิก… มันมาจาก ช่องระบายอากาศ ช่องที่ผมปิดเทปไว้ ผมค่อยๆ คลานเข้าไป แนบหู คลิก… คลิก… คลิก… เสียงดังขึ้น ชัดเจนขึ้น มันไม่ได้มาจากห้อง บี หนึ่ง มันไม่ได้เดินทางผ่านโถงทางเดิน มันเดินทางผ่าน ท่อ ระบบระบายอากาศ มันเชื่อมต่อกันทั้งตึก แล้วผมก็ได้ยินเสียง เสียงของคุณทัช เสียงกระซิบ ผ่านช่องระบายอากาศ เหมือนเขาใช้มันเป็นอินเตอร์คอม “กูบอกแล้ว” “มึงหนีไม่พ้น” “เธอรู้ว่ามึงอยู่ไหน เธอได้กลิ่นมึง เธอได้ยินเสียงหัวใจที่ขี้ขลาดของมึง” ผมถอยหลัง กระแทกเข้ากับผนัง เขาอยู่ที่ไหน เขาอยู่ในห้อง บี หนึ่ง เขากำลังควบคุม มัน จากระยะไกลเหรอ เขาใช้ระบบระบายอากาศเพื่อทรมานผมเหรอ “มึงทำเธอพัง” เสียงกระซิบดังขึ้น “มึงต้องชดใช้” ผมเหลือบไปเห็นบางอย่างที่ช่องระบายอากาศ ตะแกรงเหล็ก มันขยับ มันสั่น ตึง มีบางอย่างกระแทกจากด้านใน ตึง ตึง เสียงโลหะทุบโลหะ มัน ไม่ได้ตามผมมาทางลิฟต์ มัน ไม่ได้ขึ้นบันได มันอยู่ใน กำแพง ไม่ นั่นมันไร้สาระ ระบบระบายอากาศเล็กเกินไป เป็นไปไม่ได้ ตึง ตึง ตึง ตะแกรงเหล็กงอ น็อตตัวหนึ่งหลุดออกมา กลิ้งลงบนพื้น แคร้ง ผมกรีดร้อง ผมคว้าเป้ ผมต้องออกไป ผมวิ่งไปที่ประตู ผมกระชากประตูเปิด และผมก็ชนเข้ากับบางอย่าง บางอย่างที่แข็ง บางอย่างที่เย็น ไม่ใช่ มัน มันคือคุณตâm ผู้จัดการอาคาร เธอยืนอยู่ที่นั่น ในชุดนอน หน้าซีดเป็นไก่ต้ม “คุณอาน” เธออ้าปากค้าง “คุณทำเสียงดังอะไรน่ะ คนทั้งตึกจะตื่นหมดแล้ว” “หนีไป” ผมตะโกน ผมผลักเธอ “มันกำลังมา มันอยู่ในกำแพง เขาบ้าไปแล้ว” “ใครมา” เธอขมวดคิ้ว สับสน “คุณทัชเหรอ เขาทำอะไรคุณ” ปังงงง เสียงดังมาจากในห้องผม เราสองคนหันไปมอง ตะแกรงระบายอากาศ มันหลุดออกมา กระเด็นข้ามห้อง ชนเข้ากับผนังอีกด้าน ในช่องสี่เหลี่ยมมืดๆ นั้น ผมเห็น ไม่ใช่ มัน ไม่ใช่หุ่นยนต์ มันคือ… แขน แขนโลหะ แขนกล เหมือนแขนในโรงงานอุตสาหกรรม มันยื่นออกมาจากความมืด มันกวาดไปมา นิ้วที่เป็นคีมเหล็ก เปิด ปิด คลิก คลิก คลิก มันกำลัง ล่า ผม จากภายในกำแพง คุณตâm กรีดร้อง เสียงร้องของเธอ สูง แหลม เหมือนเสียงที่ผมได้ยินในคืนแรก เสียงโลหะเสียดสีกัน อี๊ดดดดด… ไม่ใช่ นั่นคือเสียงร้องของเธอ เธอเห็นมันแล้ว “พระเจ้า” เธอพึมพำ “มันคืออะไร” “ผมเตือนคุณแล้ว” ผมตะโกน ผมดึงเธอ “เราต้องไปเดี๋ยวนี้” “เธอรู้ว่ามึงอยู่ไหน” เสียงของคุณทัช ดังก้องออกมาจากช่องระบายอากาศ “เธอจะฉีกมึงเป็นชิ้นๆ” แขนกลนั้น มันยืดออกมาอีก ยาวขึ้น ยาวอย่างเหลือเชื่อ มันเกือบจะแตะถึงพื้นห้อง มันคือความจริง ความจริงที่บ้าคลั่งที่สุด ตึกนี้ มันไม่ได้แค่เก่า มันป่วย มันถูกดัดแปลง ห้อง บี หนึ่ง ไม่ใช่แค่ห้องเก็บของ มันคือศูนย์บัญชาการ คุณทัชไม่ได้แค่สร้างหุ่น เขา ติดอาวุธ ให้กับตึก เขาเชื่อมต่อเครื่องจักรของเขา เข้ากับโครงสร้างของมัน ช่องระบายอากาศ ท่อร้อยสายไฟ เขาเปลี่ยนตึกนี้ ให้กลายเป็นร่างของภรรยาเขา ร่างจักรกลขนาดยักษ์ และเรา เราคือเชื้อโรค ที่ต้องถูกกำจัด.

แขนกลนั้น เหวี่ยง ตูม มันทุบผนังห้อง 305 ปูนกระเด็น มันกำลังทุบเพื่อขยายช่อง “วิ่ง” ผมตะโกน ผมคว้าแขนคุณตâm ลากเธอออกมาที่โถงทางเดิน “เดี๋ยวก่อน ฉันต้องโทร” “โทรหาใคร ตำรวจเหรอ ฟังผม เราต้องหนีออกจากตึกนี้” เราวิ่งไปที่บันไดหนีไฟ ผมผลักประตู ปัง มันล็อค ไม่ใช่ล็อค มัน ถูกเชื่อม ผมเห็นรอยเชื่อมใหม่ๆ ที่ขอบประตู เขาทำตอนไหน เขาทำได้ยังไง “เขาเชื่อมมัน” ผมพูด เสียงสั่น “เขาไม่อยากให้เราหนี” “ทางบันไดหลัก” คุณตâm หอบ เธอกลัวจนหน้าเบ้ เราวิ่งไปทางบันไดหลัก แคร้ง หลอดไฟนีออนเหนือหัวเรา ระเบิด เศษแก้วตกลงมาเหมือนห่าฝน เสียงระเบิดนั้น แหลม คม มันทำร้ายหูผม ผมล้มลง “อ๊ากกกก” “เขาโจมตีเรา” ผมตะโกน “เขากำลังใช้ไฟฟ้า” ฟ่ออออออ ท่อสปริงเกลอร์ดับเพลิงบนเพดาน มันไม่พ่นน้ำ มันพ่นไอน้ำ ไอน้ำร้อนจัด พุ่งออกมาจากหัวฉีด มันคือท่อน้ำร้อน เขาควบคุมระบบประปา “เขากำลังต้มเรา” คุณตâm กรีดร้อง เธอหลบไปอีกทาง โถงทางเดินกลายเป็นเขาวงกตแห่งไอน้ำและเศษแก้ว “เราออกไปทางนี้ไม่ได้” ผมตะโกน “เขาจะฆ่าเราก่อนถึงชั้นล่าง เขาควบคุมทุกอย่าง” “แล้วเราจะทำยังไง” เธอร้องไห้ “มันมีทางเดียว” ผมพูด แม้ว่าผมจะกลัวความคิดนี้จนแทบสิ้นสติ “เราหนีเขาไม่ได้ เราต้อง หยุด เขา” “หยุดยังไง” “ที่แหล่งจ่ายไฟ ที่ห้อง บี หนึ่ง ที่ศูนย์ควบคุมของเขา” คุณตâm หยุดนิ่ง เธอมองผม ด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความสยดสยอง “ไม่” เธอพึมพำ “เราไปที่นั่นไม่ได้ คุณไม่เข้าใจ” “ผมเข้าใจ” ผมจับไหล่เธอ เขย่า “เขาบ้า เขาฆ่าเราแน่ มีอะไรที่คุณยังไม่บอกผม” แขนกลอีกข้าง พุ่งออกมาจากช่องระบายอากาศที่พื้น ห่างจากเราไม่ถึงสิบฟุต มันคือแขนที่เล็กกว่า เหมือนแขนของหมอผ่าตัด มันคว้าข้อเท้าของคุณตâm คลิก “อ๊า” เธอล้มลง “ช่วยด้วย” ผมใช้เป้สะพายหลัง ฟาด สุดแรง โครม ผมฟาดไปที่ข้อต่อ มันคลายการจับกุม ผมดึงคุณตâm ลุกขึ้น “เราต้องไปเดี๋ยวนี้” เราวิ่ง ไม่ใช่ไปทางออก เราวิ่งไปทางลิฟต์ขนของ “ถ้าเขาควบคุมลิฟต์โดยสาร เขาอาจจะควบคุมตัวนี้ด้วย” เธอหอบ “แต่มันเป็นระบบเก่า มันแยกกัน อาจจะนะ” เราไปถึงลิฟต์ ผมกดปุ่ม มันเงียบ “มันไม่ทำงาน” “ไม่” คุณตâm พูด เธอล้วงเข้าไปในกระเป๋าเสื้อคลุม หยิบพวงกุญแจ พวงเดียวกับที่คุณทัชมี “มันต้องใช้กุญแจ กุญแจสำหรับผู้ดูแล” เธอไขมัน ประตูเหล็กเปิดออก เราเข้าไปข้างใน เธอบิดกุญแจอีกครั้งในช่องควบคุม “ชั้นไหน” “บี หนึ่ง” ผมพูด ลิฟต์สั่น และเริ่มเคลื่อนที่ลง เสียงครวญครางของมัน คือเสียงเดียวที่กลบเสียงหัวใจของผม “คุณตâm” ผมพูด ในแสงสลัวของลิฟต์ “มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ทำไมเขาถึงทำแบบนี้ได้ ทำไมคุณถึงให้กุญแจเขา” เธอเริ่มร้องไห้ ไม่ใช่เสียงดัง เป็นเสียงสะอื้นเงียบๆ ตัวสั่น “ฉันไม่ได้แค่ให้กุญแจเขา” เธอสารภาพ “ฉัน… ฉันช่วยเขา” ผมจ้องเธอ “อะไรนะ” “มันเป็นความผิดของฉัน คืนนั้น คืนที่ไหมตาย ฉันเป็นคนดูแลตึก ฉันควรจะตรวจล็อคประตูทางเข้า แต่ฉันเหนื่อย ฉัน… ฉันลืม ฉันแค่กลับบ้านนอน” เธอกำหมัดแน่น “ถ้าฉันล็อคประตู พวกโจรคงเข้ามาไม่ได้ เธอคงไม่ตาย มันเป็นความผิดของฉัน” ผมเริ่มเข้าใจ ความรู้สึกผิด “คุณทัชรู้” “เขาไม่รู้ แต่ฉันรู้ ฉันทนอยู่กับมันไม่ไหว หนึ่งปีหลังจากนั้น เขามาหาฉัน เขาเสียสติไปแล้ว เขาบอกว่าเขาอยาก ‘ปกป้อง’ ตึกนี้ เขาอยากให้ไหมมีโอกาสครั้งที่สอง เขาเป็นวิศวกร เขาเคยทำงานออกแบบระบบอัตโนมัติให้โรงงาน ก่อนที่จะมาปั้นหุ่นขี้ผึ้ง” ลิฟต์ยังคงเคลื่อนลง “เขามีแผน แผนที่จะเชื่อมต่อระบบรักษาความปลอดภัยใหม่ เข้ากับโครงสร้างของตึก ท่อระบายอากาศ ระบบไฟฟ้า ระบบประปา เขาบอกว่าเขาจะสร้าง ‘ผู้พิทักษ์’ เพื่อไม่ให้เรื่องแบบนั้นเกิดขึ้นอีก” “แล้วคุณก็เชื่อเขา” “ฉันอยากจะเชื่อ” เธอสะอื้น “ฉันอยากจะชดใช้ ฉันให้พิมพ์เขียวตึกเขาทั้งหมด ฉันให้เขายึดห้อง บี หนึ่ง ฉันคิดว่าเขาแค่ติดตั้งเซ็นเซอร์ ติดตั้งกล้องวงจรปิด ฉันไม่รู้ ฉันไม่รู้ว่าเขากำลังสร้าง… สิ่งนี้” เสียงเครื่องจักรที่ผมได้ยิน ไม่ใช่แค่การสร้างหุ่น มันคือเสียงของการ รื้อ การเชื่อมต่อ การรวมร่าง เขากำลังผ่าตัดตึกทั้งหลัง “ห้าปี” ผมพึมพำ “เขาทำสิ่งนี้มาห้าปี” ติ๊ง ลิฟต์หยุด ประตูเปิดออก เราอยู่ที่ชั้นใต้ดิน โถงทางเดินมืดมิด แต่ประตูห้อง บี หนึ่ง มันเปิดกว้าง มีแสงไฟสีฟ้าสลัวๆ ลอดออกมา มันคือการเชื้อเชิญ มันคือกับดัก “เขาอยู่ในนั้น” คุณตâm กระซิบ “เขารอเราอยู่” “ผมรู้” ผมก้าวออกไป ความกลัวหายไปแล้ว เหลือเพียงความมุ่งมั่นที่เย็นเยียบ ผมต้องยุติฝันร้ายนี้ ผมเดินนำคุณตâm เข้าไปในรังของอสูร ข้างใน มันเปลี่ยนไป มันไม่ใช่โรงงานอีกต่อไป มันคือ… ห้องควบคุม ร่างจักรกลที่น่าสะพรึงกลัวนั่น หายไปแล้ว มีเพียงโต๊ะทำงานขนาดใหญ่ เต็มไปด้วยหน้าจอมอนิเตอร์ ที่แสดงภาพจากกล้องวงจรปิดทั่วตึก ผมเห็นห้อง 305 ของผม เห็นโถงทางเดินที่เราเพิ่งวิ่งผ่านมา และกลางห้อง มีเก้าอี้ เหมือนเก้าอี้ทันตแพทย์ ที่ถูกดัดแปลง คุณทัช นั่งอยู่บนนั้น เขาไม่ได้มองมาที่เรา เขาสวม… มันเหมือนหมวกกันน็อค VR แต่เชื่อมต่อด้วยสายไฟนับร้อยเส้น เข้ากับแผงวงจรหลัก มือของเขาวางบนคันโยก เท้าของเขาวางบนแป้นเหยียบ เขา เชื่อมต่อ กับตึก เขาคือสมอง เขาคือผีในเครื่องจักร บนโต๊ะควบคุม ข้างหน้าเขา วางอยู่บนแท่น หัวหุ่น หัวพลาสติกที่มีผมสีดำ ดวงตาแก้วของมัน กำลังเรืองแสง สีฟ้าอ่อน มันไม่ได้มองไปข้างหน้า มันหมุน แคร่ก มันหมุนมาทางเรา มันคือกล้อง มันคือดวงตาของเขา เขาเห็นเรา ผ่านดวงตาของ เธอ ผมได้ยินเสียง ไม่ใช่จากปากของเขา เขาไม่ได้ขยับปากเลย มันดังมาจากลำโพง ทั่วห้อง เสียงกระซิบที่ถูกขยาย “ฉันดีใจ” “ที่พวกคุณมา” ปังงงงงงงงง ประตูเหล็ก ปิดลง ข้างหลังเรา มันไม่ใช่คุณทัชที่ปิด มันคือ ตึก ที่ปิดมัน “ในที่สุด” เสียงกระซิบดังขึ้น “เธอหิวแล้ว เธอต้องการ… ชิ้นส่วนใหม่ๆ” “และฉันคิดว่า ฉันเจอชิ้นส่วนที่สมบูรณ์แบบแล้ว” ดวงตาแก้วนั้น จ้องตรงมาที่ผม.

“คุณทัช หยุดเดี๋ยวนี้” คุณตâm ก้าวไปข้างหน้า “ฉันขอโทษ ฉันขอโทษสำหรับทุกอย่าง แต่คุณต้องหยุด” “หยุดเหรอ” เสียงกระซิบจากลำโพง เยือกเย็น ไร้ความรู้สึก “มันเพิ่งจะเริ่มต้น เธอ เพิ่งจะตื่นเต็มที่ เธอมองเห็นทุกอย่าง เธอรู้สึกได้ทุกอย่าง ตึกนี้คือร่างกายของเธอ และฉันคือจิตใจของเธอ” ผนังห้องสั่นสะเทือน ครืดดดดด แผงโลหะบนผนังด้านซ้าย เลื่อนเปิดออก เผยให้เห็นแขนกลขนาดเล็ก นับสิบ เหมือนขาแมงมุม พวกมันกางออก เตรียมพร้อม “คุณป่วย” ผมพูด เสียงของผมสั่น แต่ผมต้องพูด “ภรรยาคุณตายไปแล้ว นี่ไม่ใช่การระลึกถึง นี่มัน… โรคจิต” “โรคจิตเหรอ” เสียงหัวเราะแห้งๆ ดังจากลำโพง “ความรักต่างหาก ไอ้หนู มึงมันหูพัง มึงจะไปเข้าใจอะไร มึงได้ยินแต่เสียงรบกวน แต่กู กูได้ยินเสียงหัวใจเธอเต้น ผ่านท่อประปา กูได้ยินเธอหายใจ ผ่านช่องระบายอากาศ” ดวงตาแก้วสีฟ้า จ้องมาที่ผม “มึงทำลายความเงียบของเรา มึงทำลายชิ้นส่วนของเธอ มึงทำให้เธอโกรธ” แขนกลแมงมุม พุ่งเข้ามา ไม่ใช่มาทางผม มันมาทางคุณตâm “ไม่” ผมผลักเธอ เราล้มลง แขนกลพลาดไป มันทุบพื้นคอนกรีต โครม “คุณตâm แผงควบคุม เราต้องตัดไฟ เราต้องดึงเขาออกมา” ผมตะโกน “ฉันทำไม่ได้” เธอตัวสั่น “ถ้าฉันดึงปลั๊ก มันอาจจะ… ฆ่าเขา” “เขาพยายามจะฆ่าเรา” ผมชี้ไปที่คุณทัช ที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ ไร้การเคลื่อนไหว เหมือนศพที่ถูกต่อสายไฟ “นั่นไม่ใช่คนอีกต่อไปแล้ว นั่นคือส่วนหนึ่งของเครื่องจักร” ผมมองไปรอบห้อง ผมเห็นมัน กล่องเบรกเกอร์หลัก กล่องโลหะขนาดใหญ่ที่ผนังด้านหลัง มีคันโยกสีแดงอันใหญ่ “ผมจะไปที่นั่น” ผมลุกขึ้น “เธอจะไม่ยอม” เสียงกระซิบ ฟ่ออออออ ไอน้ำร้อน พุ่งออกมาจากท่อบนเพดาน ห้องกลายเป็นนรกซาวน่า แขนกลแมงมุม พุ่งออกมาจากทุกทิศทาง มันคือกับดัก มันรู้ว่าผมจะไปที่นั่น “คุณตâm ถ่วงเวลาให้ผม” “ยังไง” เธอมองไปที่หัวหุ่น ดวงตาสีฟ้าที่กำลังจ้องมอง เธอคลาน ไปที่โต๊ะควบคุม “ไหม” เธอพึมพำ “ฉันขอโทษ ฉันขอโทษจริงๆ ฉันคือคนที่ลืมล็อคประตู” เสียงกระซิบหยุดชะงัก ไอน้ำเบาลง แขนกลชะงัก “มึงว่าอะไรนะ” เสียงของคุณทัช ผ่านลำโพง มันไม่เยือกเย็นอีกต่อไป มันสั่น “มึงพูดว่าอะไร” “ฉันเอง” น้ำตาของคุณตâm ไหลอาบแก้ม “ฉันเป็นคนฆ่าเธอ ไม่ใช่พวกโจร เป็นฉัน ฉันลืม” “ไม่” เสียงกรีดร้อง ไม่ใช่เสียงกระซิบ เสียงกรีดร้องที่บิดเบี้ยว ผ่านลำโพง “ไม่ มึงโกหก มันคือความอยากรู้อยากเห็นของเธอ มันคือพวกโจร” “ไม่ใช่ค่ะ” เธอลุกขึ้นยืน เผชิญหน้ากับหัวหุ่น “มันคือฉัน ฉันคือคนที่ต้องรับผิดชอบ” ในจังหวะที่เขาเสียสมาธิ ผมวิ่ง ผมวิ่งฝ่าไอน้ำ กระโดดข้ามแขนกลที่หยุดนิ่ง ผมมุ่งไปที่เบรกเกอร์ “มึง ไอ้หนู” เสียงของคุณทัช กลับมาคลั่งอีกครั้ง “มึงหลอกกู” แขนกลพุ่งมาที่ผม ตูม มันกระแทกสีข้างผม ผมล้มลง ซี่โครงน่าจะหัก ผมเจ็บ เจ็บจนหายใจไม่ออก ผมเห็นคันโยก อีกแค่ห้าฟุต ผมคลาน แขนกลอีกข้าง ง้างขึ้น เตรียมจะทุบลงมา ที่หัวของผม “ลาก่อน ไอ้คนอยากรู้” แคร้งงงงงงงงงง เสียงโลหะ กระทบโลหะ ผมลืมตา คุณตâm เธอใช้ชะแลง ชะแลงอันเก่าของผม ที่ มัน คงเก็บมาจากโถงทางเดิน เธอยืนอยู่ ขวางระหว่างผมกับแขนกล “ไม่” เธอหอบ “แกจะฆ่าใครอีกไม่ได้” เธอเงื้อชะแลง ไม่ใช่ไปที่แขนกล เธอทุบ ไปที่ หัวหุ่น โครม พลาสติกแตก ดวงตาแก้วสีฟ้า กระเด็นหลุด กลิ้งไปบนพื้น “ไม่” เสียงกรีดร้อง ดังมาจากคุณทัช ดังมาจากปากของเขาเอง เขาบิดตัว บนเก้าอี้ “ไหม ไม่ อย่าไป อย่าไป” สปาร์ค ไฟฟ้าลัดวงจร แผงควบคุมระเบิด ประกายไฟพุ่งไปทั่วห้อง แขนกลแมงมุม แข็งทื่อ แล้วก็ร่วงลง โครม ไอน้ำหยุด ไฟมอนิเตอร์ดับลง ทุกอย่างมืด แล้วไฟฉุกเฉินสีแดง ก็สว่างขึ้น ในห้อง มีเพียงเสียงเดียว ติ๊ด… ติ๊ด… ติ๊ด… เสียงสัญญาณเตือนไฟไหม้ และเสียง หอบหายใจ ของผม และของคุณตâm ผมมองไปที่เก้าอี้ คุณทัช นั่งนิ่ง หมวกกันน็อคของเขา มีควันลอยขึ้นมา เขาไม่ขยับ สายไฟที่เชื่อมต่อกับเขา ไหม้เกรียม เขาตายแล้ว เขาตาย ในวินาทีที่ เธอ ตาย เป็นครั้งที่สอง ความเงียบ ความเงียบที่แท้จริง มันหวนกลับมา มัน оглушительный มันหนักอึ้ง และในความเงียบนั้น ผมได้ยินมัน เสียงอื้อในหูของผม อี๊ดดดดดดดดด มันกรีดร้อง ดังกว่าที่เคย เหมือนมันกำลังเฉลิมฉลองชัยชนะ ในความว่างเปล่า ผมลุกขึ้น เดินโซซัดโซเซ ไปที่ประตูเหล็ก มันไม่ล็อค ระบบตายแล้ว มันเป็นแค่ประตูธรรมดา ผมผลักมัน มันเปิดออก สู่อากาศที่เย็น และเหม็นอับ ของโถงทางเดิน คุณตâm ตามผมออกมา เราไม่ได้พูดอะไร เราแค่… เดิน เดินขึ้นบันได ผ่านเศษแก้ว ผ่านร่องรอยของการต่อสู้ เราออกมาสู่ล็อบบี้ เสียงไซเรน ดังมาจากข้างนอก ใครบางคนคงได้ยินเสียงระเบิด ผมเดินผ่านประตูหน้า สู่อากาศยามเช้าที่เย็นเฉียบ ผมรอดแล้ว … ผมย้ายออกจาก ซีหนึ่ง ในวันรุ่งขึ้น ผมไม่เคยพูดกับคุณตâm อีกเลย ตำรวจสรุปว่าเป็นอุบัติเหตุ ไฟฟ้าลัดวงจร ชายชราที่ทดลองอะไรแปลกๆ พวกเขาพบ “ร่าง” ของหุ่นยนต์ และเรียกมันว่า “งานศิลปะที่แปลกประหลาด” ผมไม่ไปให้การ ผมแค่… หายตัวไป ผมได้อพาร์ตเมนต์ใหม่ ในย่านที่เงียบสงบ แพง และสร้างอย่างดี ผมใช้เงินเก็บก้อนสุดท้าย เพื่อซื้อความเงียบ คืนแรก ผมนอนบนเตียงใหม่ มันเงียบ เงียบจริงๆ ไม่มีเสียงท่อ ไม่มีเสียงรถ ไม่มีอะไร มีเพียงเสียงในหัวของผม อี๊ดดดดดดดด มันดังมาก ดังจนผมปวดหัว ผมพยายามจะนอน ผมหลับตา และในความเงียบนั้น ในเสียงอื้อนั้น ผมได้ยิน เบามาก เกือบจะสังเกตไม่เห็น คลิก…คลิก… คลิก…แคร่ก… ผมลืมตา หัวใจผมหยุดเต้น มันคือเสียง เสียงเฟือง เสียงกลไก เสียงของ มัน ผมเอามืออุดหู แต่เสียงมันไม่ได้มาจากข้างนอก มันมาจาก ข้างใน เสียงอื้อของผม มันเปลี่ยนไป มันไม่ได้แค่ดัง มัน พูด มันเรียนรู้ คุณทัชไม่ได้อยู่ในตึกอีกต่อไป เขาไม่ได้อยู่ในเครื่องจักร เขาอยู่ในหัวผม ผมติดเชื้อ ผมไม่มีวันหนีพ้น ผมหยิบหูฟัง หูฟังมอนิเตอร์ ของชิ้นสุดท้าย ผมเสียบมันเข้ากับโทรศัพท์ ผมเปิดแอป ผมไม่ได้เปิดเพลง ผมเปิดเสียง “White Noise” เสียงซ่า ผมเร่งเสียง ดังขึ้น ดังขึ้น จนกระทั่งมันกลบ เสียง คลิก… คลิก… จนกระทั่งมันเหลือเพียงเสียงซ่า ที่บริสุทธิ์ ผมหลับตา พยายามจะเชื่อว่าผมอยู่คนเดียว พยายามจะเชื่อ ว่าผมได้ความเงียบกลับคืนมาแล้ว แต่ผมรู้ ลึกลงไป ภายใต้เสียงซ่า ภายใต้เสียงอื้อ มัน ยังคงอยู่ที่นั่น กำลังสร้าง กำลังรอ และมันจะอยู่กับผม ตลอดไป.

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Facebook Twitter Instagram Linkedin Youtube