Bóng Tối Trong Chùa Wat Phra That (ความมืดในวัดพระธาตุ)

ค่ำคืนในเชียงรายไม่ได้สงบเงียบสำหรับทุกคน ภายในห้องพักของโรงแรมหรู มินานั่งพรวดขึ้นมาบนเตียง เหงื่อเม็ดเล็กๆ ผุดขึ้นตามไรผม เสียงโลหะบิดตัวและเสียงกรีดร้องยังคงดังก้องอยู่ในหัวของเธอ มันเป็นความฝันเดิมๆ ที่ตามหลอกหลอนเธอไม่เคยจางหาย ความฝันถึงอุบัติเหตุครั้งนั้น

เฉิน แฟนหนุ่มของเธอที่นอนอยู่ข้างๆ ขยับตัวอย่างรำคาญ เขาพลิกตัวมา มองเธอด้วยดวงตาที่ยังกึ่งหลับกึ่งตื่น “ฝันอีกแล้วเหรอ” เขาถามเสียงแหบพร่า “กินยาที่หมอให้สิ จะได้นอนยาวๆ” มินาส่ายหน้าช้าๆ “ฉันไม่เป็นไร” เธอโกหก “ฉันแค่อยากได้อากาศ”

เฉินพ่นลมหายใจอย่างเหนื่อยหน่าย “ตามใจ พรุ่งนี้เราต้องตื่นเช้า อย่าลืมล่ะ” เขากระชับผ้าห่มแล้วหันหลังให้เธอ หลบเข้าสู่โลกแห่งการพักผ่อนอย่างง่ายดาย ทิ้งให้มินาอยู่กับความมืดและความทรงจำเพียงลำพัง

เธอเหลือบมองขวดยาบนโต๊ะข้างเตียง ยาที่ควรจะช่วยให้เธอลืม แต่เธอกลัว กลัวว่าถ้าเธอลืม เธอก็จะไม่ต่างอะไรกับการทรยศน้องสาวของเธอ

มินาลุกจากเตียงอย่างแผ่วเบา เธอเดินไปหยิบกล้องถ่ายรูปที่วางอยู่บนโต๊ะทำงาน มันคือเพื่อนสนิท คืออาวุธ และคือเกราะกำบังของเธอ เธอเปิดหน้าต่างบานกว้าง ปล่อยให้ลมเย็นยามค่ำคืนพัดเข้ามา มินายกกล้องขึ้น ส่องเลนส์ไปยังความมืดมิดนอกหน้าต่าง เธอกดชัตเตอร์

แสงแฟลชสว่างวาบ เผยให้เห็นเพียงกิ่งไม้ที่ไหวเอน เลนส์ของเธอพยายามค้นหาความจริงอยู่เสมอ แต่ความจริงที่เธอกำลังเผชิญอยู่ตอนนี้ คือสิ่งที่เธอกำลังวิ่งหนีสุดชีวิต

เช้าวันรุ่งขึ้น แสงแดดส่องผ่านม่านที่เปิดแง้มไว้ เฉินตื่นมาในอารมณ์ที่สดใสขึ้น เขาเป็นคนมองโลกในแง่ดีเสมอ หรืออย่างน้อยก็พยายามเป็น “พร้อมมั้ย สำหรับทริปสุดเอ็กซ์คลูซีฟ” เขายิ้มกว้าง มินาเพียงแค่พยักหน้า เธอยังคงรู้สึกถึงความเหนื่อยล้าที่เกาะกินจิตใจ

พวกเขานัดเจอกับไกด์ที่ร้านกาแฟเล็กๆ ชานเมือง ชายคนนั้นแนะนำตัวเองว่าชื่อ อารัณย์ อารัณย์เป็นชายวัยกลางคน อายุราวสี่สิบห้า รูปร่างผอมเกร็ง ผิวคล้ำแดด ท่าทางของเขาดูไม่เหมือนไกด์มืออาชีพ เขาสวมเสื้อเชิ้ตลายดอกเก่าๆ กับกางเกงยีนส์ขาดๆ และที่สำคัญ เขาดูกระสับกระส่าย สายตาของเขาลอกแลกไปมาตลอดเวลา และมือของเขาก็กำยันต์เก่าๆ ที่ห้อยคอไว้แน่น

“คุณคือคุณเฉินกับคุณมินาใช่มั้ยครับ” เขาทักทาย เสียงไม่ค่อยมั่นคง “ใช่” เฉินตอบ “คุณคือคนที่หา ‘วัดลับ’ ที่ไม่มีในแผนที่ให้เราได้ใช่มั้ย” “แน่นอนครับ” อารัณย์พยักหน้าเร็วๆ “รับรองว่าพวกคุณจะได้ภาพที่ไม่มีใครเคยเห็น” มินาสังเกตเห็นว่าอารัณย์หลบตาเธอ

ขณะที่พวกเขากำลังจะขึ้นรถจี๊ปเก่าๆ ของอารัณย์ หญิงสาวคนหนึ่งก็วิ่งหน้าตาตื่นเข้ามา เธออายุประมาณยี่สิบต้นๆ แต่งตัวเหมือนนักท่องเที่ยวทั่วไป เป้ใบใหญ่บนหลัง “เดี๋ยวก่อนค่ะ! รอด้วย!” เธอตะโกน “ขอโทษนะคะ พอดีฉันตกรถบัสทัวร์ จะไปแถวๆ ชายป่าเหมือนกัน ขอติดรถไปด้วยได้มั้ยคะ” เธอยิ้มหวาน แนะนำตัวเองว่าชื่อ ปิ่น รอยยิ้มของเธอดูจริงใจ แต่แววตากลับไม่เป็นเช่นนั้น

เฉินมองหน้ามินา มินาเพียงแค่ยักไหล่ “ก็คงไม่เป็นไรมั้ง” เฉินพูดกับอารัณย์ อารัณย์ดูอึดอัดใจอย่างเห็นได้ชัด “แต่… ผมรับมาแค่สองคน” “โธ่พี่ นะคะ” ปิ่นทำเสียงอ้อน “หนูไม่รบกวนหรอกค่ะ นั่งเงียบๆ ก็ได้ หนูแค่ไม่อยากติดอยู่ที่นี่” เฉินถอนหายใจ “ให้เธอไปด้วยเถอะน่า เราจะเสียเวลา” อารัณย์ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้าอย่างไม่เต็มใจ “ก็ได้ๆ ขึ้นมาเร็วๆ เลย”

บรรยากาศบนรถอึดอัดทันที ปิ่นชวนคุยเจื้อยแจ้ว พยายามทำตัวให้เป็นประโยชน์ แต่คำถามของเธอดูเหมือนจะจงใจเกินไป เธอถามมินาเรื่องกล้อง ถามเฉินเรื่องงาน มินาสัมผัสได้ถึงความเสแสร้งในน้ำเสียงนั้น เธอจึงเลือกที่จะตอบคำถามสั้นๆ แล้วหันไปมองวิวข้างทาง

เฉินเองก็ดูจะไม่ไว้วางใจอารัณย์ เขาคอยถามย้ำถึงเส้นทางและความปลอดภัย “แน่ใจนะว่าทางนี้มันไปได้” เฉินถามเมื่อรถเริ่มเข้าสู่ถนนลูกรังที่ขรุขระ “สบายมากครับคุณ” อารัณย์ตอบ แต่เสียงสั่น “ทางลัดน่ะ รู้กันเฉพาะคนพื้นที่” มินาไม่ไว้ใจใครเลยสักคน

รถจี๊ปขับลึกเข้าไปในป่าทึบ เส้นทางค่อยๆ แคบลง จากถนนลูกรังกลายเป็นเพียงรอยล้อจางๆ บนพื้นหญ้า ต้นไม้สูงใหญ่บดบังแสงแดดจนแทบไม่เหลือ อากาศเริ่มเย็นและชื้น

ทันใดนั้น ท้องฟ้าที่เคยสว่างก็มืดครึ้มลงอย่างรวดเร็ว เมฆสีเทาดำเคลื่อนตัวเข้ามาปกคลุม และในที่สุด ฝนก็เทลงมา ไม่ใชฝนธรรมดา แต่มันคือฝนป่าที่ตกเหมือนฟ้ารั่ว เสียงเม็ดฝนกระทบหลังคาเหล็กของรถดังจนน่ากลัว

“แย่ล่ะสิ!” อารัณย์สบถ เขาพยายามเร่งเครื่อง แต่ถนนกลายเป็นโคลนลื่น ที่ปัดน้ำฝนเก่าๆ ทำงานแทบไม่ทัน หมอกเริ่มลงจัด ทัศนวิสัยลดลงเหลือไม่ถึงห้าเมตร

“คุณต้องจอดนะ!” มินาตะโกน “ข้างหน้ามองไม่เห็นอะไรเลย!” “จอดไม่ได้!” อารัณย์ตะคอกกลับ “ถ้าจอดตอนนี้ ล้อจมโคลนแน่!” เขาพยายามบังคับพวงมาลัย รถสะบัดไปมาอย่างน่าหวาดเสียว

แล้วสิ่งที่มินากลัวก็เกิดขึ้น รถเสียหลักไถลลงไปข้างทาง ล้อหน้าข้างหนึ่งตกลงไปในร่องลึกที่เต็มไปด้วยโคลน เครื่องยนต์ดับวูบ

เสียงฝนตกหนักกลบทุกสรรพสิ่ง เหลือเพียงเสียงหอบหายใจของคนสี่คนในรถ “เอาล่ะสิ” เฉินพูดเสียงเครียด อารัณย์ทุบพวงมาลัยอย่างหัวเสีย “เวรเอ๊ย!”

เขาพยายามสตาร์ทรถอีกครั้ง เครื่องยนต์ดังครืดคราด แต่ไม่ติด “เราต้องลงไปเข็น” เฉินบอก “ท่ามกลางฝนกับหมอกเนี่ยนะ” ปิ่นโวยวายเสียงสั่น “หรือจะนั่งรอให้ค่ำตายอยู่ที่นี่ล่ะ!” เฉินตวาด

พวกเขาทั้งสี่คนก้าวลงจากรถ ความหนาวเย็นและสายฝนปะทะร่างทันที โคลนดูดรองเท้าจนก้าวแทบไม่ออก พวกเขาพยายามออกแรงดันรถ แต่ล้อที่จมโคลนยิ่งหมุนฟรีและจมลึกลงไปอีก “ไม่ไหว” อารัณย์หอบ “มันจมมิดแล้ว”

หมอกหนาทึบจนมองไม่เห็นกันแม้จะยืนอยู่ใกล้ๆ “แล้วเราจะทำยังไงต่อ!” ปิ่นเริ่มร้องไห้ “เงียบก่อน!” อารัณย์ตะโกน เขาก้มลงมองเข็มทิศในมือ สิ่งที่มินาเห็นทำให้เธอขนลุก เข็มทิศกำลังหมุนคว้างอย่างบ้าคลั่ง มันไม่ชี้ไปทิศไหนเลย

“มัน… มันเกิดอะไรขึ้น” มินาถามเสียงสั่น อารัณย์รีบเก็บเข็มทิศใส่กระเป๋า “ไม่รู้สิ สงสัยจะเสีย” เขาพูด แต่เหงื่อแตกเต็มหน้า ทั้งที่อากาศหนาวเย็น “แต่ผมจำได้ วัดอยู่ไม่ไกลจากตรงนี้” เขามองไปรอบตัวอย่างสับสน “เราต้องเดินเท้าเข้าไป” “เดินไปไหน” เฉินถามเสียงกร้าว “ในเมื่อเข็มทิศคุณยังเจ๊ง!” “ผมจำได้! ผมมั่นใจ!” อารัณย์ยืนยัน “อีกไม่ไกล แค่ข้ามเนินนั่นไปก็ถึงแล้ว”

มินามองไปในทิศที่อารัณย์ชี้ มีเพียงกลุ่มหมอกสีขาวหนาทึบและเงาตะคุ่มของต้นไม้ ไม่มีทางเลือกอื่น การอยู่ในรถที่สตาร์ทไม่ติดกลางป่าไม่ใช่ความคิดที่ดี “เราต้องไป” มินาตัดสินใจ เธอกลับไปที่รถ คว้ากระเป๋ากล้องและไฟฉาย คนอื่นๆ จำใจต้องทำตาม

พวกเขาทิ้งรถจี๊ปไว้เบื้องหลัง สี่ชีวิตเริ่มเดินเท้าฝ่าสายฝนและม่านหมอก มุ่งหน้าสู่สถานที่ที่ไม่มีอยู่บนแผนที่ โดยมีเพียงคำยืนยันที่สั่นเครือของชายแปลกหน้าเป็นผู้นำทาง เสียงป่ารอบตัวเริ่มเปลี่ยนไป ไม่ใช่แค่เสียงฝน แต่มีเสียงลมหวีดหวิวผ่านกิ่งไม้ และบางที… อาจจะมีเสียงอย่างอื่นอีก


ความมืดคืบคลานเข้ามาเร็วกว่าที่คิด ป่าทึบ แสงแดด และสายฝน ทำให้เวลาบิดเบือนไป พวกเขาสี่คนเดินลุยโคลนตามอารัณย์ไปอย่างทุลักทุเล ความเงียบโรยตัวลงมาปกคลุม มีเพียงเสียงฝีเท้าที่ย่ำน้ำดังจ๋อมแจ๋ม และเสียงหอบหายใจของแต่ละคน หมอกหนาจนเหมือนกำแพงสีขาว มินาต้องเพ่งมองแผ่นหลังของเฉินที่เดินอยู่หน้าเธอแทบไม่เห็น

“นี่มันนานแค่ไหนแล้ว” ปิ่นเริ่มงอแงเป็นคนแรก เสียงของเธอสั่นเครือด้วยความหนาวและความกลัว “คุณบอกว่าอีกนิดเดียว นี่เราเดินมาเป็นชั่วโมงแล้วนะ!” “เงียบหน่อยได้มั้ย!” อารัณย์ตะคอกกลับ “ผมกำลังใช้สมาธิ” “สมาธิอะไรของคุณ” เฉินหยุดเดิน หันมาเผชิญหน้า “คุณพาเรามาหลงป่าชัดๆ! ยอมรับมาซะ!” “ผมไม่ได้พาหลง!” อารัณย์เถียง “ผมแค่… สภาพอากาศมันไม่ปกติ” “สภาพอากาศ หรือว่าคุณมันไม่ปกติ” เฉินผลักอกอารัณย์เบาๆ “พอได้แล้ว!” มินาตะโกนแทรกขึ้น เสียงของเธอเด็ดขาดจนทั้งสองคนชะงัก “เถียงกันตอนนี้ไม่ช่วยอะไร สู้เก็บแรงไว้เดินต่อดีกว่า” เธอมองเฉินด้วยสายตาตำหนิ “เราต้องเชื่อเขา เพราะเราไม่มีทางเลือกอื่น”

คำพูดของมินาเหมือนดาบสองคม มันทำให้เฉินเงียบ แต่ก็ทำให้บรรยากาศตึงเครียดยิ่งกว่าเดิม อารัณย์พยักหน้าอย่างขอบคุณมินาแวบหนึ่ง ก่อนจะหันหลังเดินนำต่อไป มินาสังเกตเห็นว่ามือที่กำยันต์ของเขาสั่นเทาไม่หยุด

ป่ารอบตัวเริ่มเปลี่ยนไป ไม่ใช่แค่ทึบ แต่มันดู… ผิดเพี้ยน ต้นไม้ใหญ่ที่พวกเขาเห็นบิดงอเป็นรูปทรงแปลกประหลาด รากของมันชอนไชออกมาเหนือพื้นดินราวกับกรงเล็บ เถาวัลย์ห้อยระโยงระยางเหมือนบ่วงเชือก มินาพยายามยกกล้องขึ้นมาถ่าย แต่เลนส์ก็มีแต่ฝ้าไอน้ำจับ เธอได้แต่ภาพเบลอๆ ที่ดูเหมือนใบหน้าบิดเบี้ยวในม่านหมอก

จู่ๆ อารัณย์ก็หยุดกึก เฉินที่เดินตามมาเกือบชนเขา “อะไรอีก” “ชู่ว์…” อารัณย์ยกนิ้วขึ้นแตะริมฝีปาก “คุณได้ยินมั้ย” ทุกคนเงียบกริบ เสียงฝนซาลงแล้ว เหลือเพียงเสียงน้ำหยด และเสียง… เสียงเหมือนคนสวดมนต์ เป็นเสียงทุ้มต่ำ สม่ำเสมอ ดังแว่วมาจากในม่านหมอกข้างหน้า

“นั่นไง” อารัณย์ยิ้มออกมาเป็นครั้งแรก “บอกแล้วว่าใกล้ถึง” เขารีบจ้ำเท้าเดินนำไป ความหวังทำให้ทุกคนลืมความกลัวไปชั่วขณะ พวกเขารีบเดินตาม

เพียงไม่กี่ก้าวที่พ้นม่านหมอก ภาพตรงหน้าก็ทำให้ทุกคนหยุดชะงัก มันไม่ใช่วัดสีทองอร่ามอย่างที่พวกเขาจินตนาการ แต่มันคือ… ซากปรักหักพัง กำแพงศิลาแลงสีเทาเข้มตั้งตระหง่านอยู่ตรงหน้า ถูกรากของต้นไทรยักษ์โอบรัดจนแทบมองไม่เห็นรูปทรงเดิม ประตูทางเข้าเป็นซุ้มโค้งที่พังลงมาครึ่งหนึ่ง บรรยากาศรอบตัวหนักอึ้งและเย็นเยียบ เสียงสวดมนต์ที่ได้ยิน… ได้เงียบหายไปแล้ว

“นี่น่ะเหรอ… วัด” ปิ่นพูดเสียงสั่น “วัดพระธาตุ” อารัณย์พูดด้วยน้ำเสียงเหมือนละเมอ “ของจริง… มันมีอยู่จริง” เขาเดินนำเข้าไปในซุ้มประตูอย่างไม่ลังเล

ภายในวัดยิ่งดูน่าขนลุก พื้นที่ส่วนใหญ่ถูกปกคลุมด้วยหญ้าและเถาวัลย์ แต่สิ่งที่ทำให้มินารู้สึกชาวาบไปทั้งตัวคือ พระพุทธรูป มีพระพุทธรูปหินนับร้อยองค์ตั้งเรียงรายอยู่ทั่วบริเวณ บางองค์ยังสมบูรณ์ แต่ส่วนใหญ่แตกหัก บางองค์เศียรขาด บางองค์ถูกเถาวัลย์เลื้อยพันจนดูเหมือนถูกมัด พระพักตร์ของแต่ละองค์ไม่ได้แสดงความเมตตา แต่กลับดูเหมือนกำลังเจ็บปวด… หรือกำลังเตือน “ที่นี่มัน… สุดยอด” เฉินพึมพำ เขาหมายถึงในแง่ของความแปลก แต่มินากลับรู้สึกถึงบางอย่างที่น่าสะพรึงกลัว

ฝนเริ่มลงเม็ดอีกครั้ง “เราต้องหาที่หลบฝน” อารัณย์บอก “ทางโน้นน่าจะเป็นวิหารหลังใหญ่” เขชี้ไปที่อาคารขนาดใหญ่ที่สุดที่ยังคงสภาพเกือบสมบูรณ์ มันสร้างด้วยหินทั้งหลัง หลังคากระเบื้องดินเผาเก่าคร่ำ

เมื่อก้าวเข้าไปในวิหาร กลิ่นอับชื้นและกลิ่นธูปเก่าๆ ก็ปะทะจมูกทันที ภายในมืดสลัว มีเพียงแสงริบหรี่จากช่องหน้าต่างที่แตกหัก พวกเขาใช้ไฟฉายจากมือถือ (ที่มีเพียงของเฉินและอารัณย์ที่ยังใช้การได้) และไฟฉายของมินา ส่องสำรวจ มันเป็นโถงขนาดใหญ่ แต่สิ่งที่ดึงดูดสายตาของทุกคนคือ… พระประธาน

มันเป็นพระพุทธรูปทองสัมฤทธิ์ขนาดใหญ่ ปางมารวิชัย แต่… มันดูไม่เหมือนพระพุทธรูปที่พวกเขาเคยเห็น องค์พระถูกพันธนาการไว้ ไม่ใช่ด้วยผ้าสบงจีวร แต่ด้วยโซ่เหล็กหนาเตอะที่สนิมเขรอะ และยันต์สีแดงสดนับร้อยแผ่น ยันต์เหล่านั้นถูกแปะทับถมกันจนแทบมองไม่เห็นผิวขององค์พระ ยันต์บางแผ่นเก่าจนซีด แต่บางแผ่นยังดูเหมือนใหม่ ราวกับมีคนเพิ่งนำมาติด

รอบๆ องค์พระประธาน มีพระพุทธรูปขนาดเล็กกว่าอีกนับสิบองค์ แต่รูปทรงของมันบิดเบี้ยวอย่างน่าประหลาด บางองค์เอามือปิดหู บางองค์ปิดตา บางองค์อ้าปากกว้างเหมือนกำลังกรีดร้อง ทั้งหมดตั้งล้อมองค์ประธานไว้ ราวกับเป็นผู้คุม หรือนักโทษ

“โอ้โห…” ปิ่นอุทานเบาๆ เธอหยิบมือถือขึ้นมาพยายามจะถ่ายรูป แต่ก็สบถเมื่อนึกได้ว่ามันพังไปแล้ว “ที่นี่มันอะไรกันแน่” เฉินถามอารัณย์ สายตาของเขายังคงจับจ้องที่องค์พระที่ถูกล่ามโซ่

อารัณย์กลืนน้ำลาย ตอนนี้เขาดูกระตือรือร้นขึ้นมาอย่างประหลาด เหมือนเขารู้สึกว่าเขาควบคุมสถานการณ์ได้อีกครั้ง “นี่แหละครับ คือสิ่งที่ทำให้วัดนี้พิเศษ” เขาเริ่มเล่าตำนานที่ได้ยินมาจากคนเฒ่าคนแก่ “วัดนี้… ไม่ใช่วัดธรรมดา” เขาชี้ไปที่องค์พระ “ในอดีต เวลาชาวบ้านเจภูตผีปีศาจ หรือถูกคุณไสย พวกเขาจะไม่ไปหาหมอผี แต่จะมาหาพระที่นี่”

อารัณย์เดินเข้าไปใกล้พระประธานมากขึ้น “พระที่นี่… ท่านไม่ขับไล่ปีศาจ” น้ำเสียงของเขาเบาลงจนเหมือนเสียงกระซิบ “ท่านไม่ฆ่ามัน” เขาลูบไปตามแผ่นยันต์สีแดง “ท่าน… ‘เชิญ’ มันเข้ามา” “เชิญมาทำไม” มินาถาม “เชิญเข้ามา… ในนี้” อารัณย์ชี้ไปที่พระพุทธรูป “นี่คือการ ‘ผนึก’ ท่านใช้องค์พระเป็นภาชนะ กักขังวิญญาณร้ายไว้ข้างใน แล้วใช้พุทธคุณ… ใช้บทสวด… ‘กล่อมเกลา’ พวกมัน” เขาพูดคำว่ากล่อมเกลาด้วยน้ำเสียงที่มินาอ่านไม่ออก

“เพื่อชำระล้างบาป ให้พวกมันได้ไปผุดไปเกิด แทนที่จะทำลายล้างกัน” “เป็นความคิดที่ดีนี่” เฉินพูด “ก็ไม่เชิงครับ” อารัณย์ส่ายหน้า “มันเป็นวิธีที่เสี่ยงมาก” เขาชี้ไปที่พระพุทธรูปองค์เล็กๆ ที่บิดเบี้ยว “นี่คือตัวอย่างของความล้มเหลว การผนึกต้องใช้สมาธิขั้นสูง ทั้งจากพระผู้ทำพิธี และจากตัวภาชนะเอง” “หมายความว่าไง” “ถ้าจิตของพระอ่อนแอ หรือถ้าวิญญาณที่เชิญมามันแกร่งเกินไป หรือถ้ามีคนนอก… ที่จิตใจไม่บริสุทธิ์… เข้ามาขัดขวาง” อารัณย์หยุดพูดไปชั่วครู่ “ภาชนะ… ก็จะแตก”

“แล้วถ้ามันแตก… อะไรจะเกิดขึ้น” มินาถาม อารัณย์หันมามองเธอ แววตาของเขาในความมืดฉายแววตื่นกลัวอย่างแท้จริง “มันก็… ถูกปล่อยออกมา แต่ไม่ได้ออกมาในฐานะวิญญาณ มันออกมาในฐานะ… ความมืดมิด สิ่งที่ถูกกักขังและถูกบังคับให้ฟังธรรมมานานหลายสิบปี มันจะบิดเบี้ยว และมันจะ… หิวโหย”

คำพูดของอารัณย์ทิ้งความเงียบหนักอึ้งไว้ในวิหาร มีเพียงเสียงฝนที่กลับมาตกหนักอีกครั้งด้านนอก “คุณเล่าเรื่องเก่งนะ” เฉินพยายามทำเสียงให้เป็นปกติ “สร้างบรรยากาศซะน่ากลัวเลย แต่ตอนนี้ เราเปียก หนาว และหิว หาที่แห้งๆ นั่งพักกันก่อนเถอะ”

พวกเขาเลือกมุมหนึ่งของวิหารที่หลังคาไม่รั่ว ปิ่นบ่นเรื่องสัญญาณมือถือ เฉินกางแผนที่กระดาษที่เปียกชุ่มของเขาออกมาพยายามดู อารัณย์นั่งกอดเข่า สวดมนต์พึมพำกับยันต์ที่คอของเขา ส่วนมินา เธอนั่งไม่ติด เธอลุกขึ้นเดินสำรวจ กล้องในมือของเธอพร้อมเสมอ ถึงแม้ฝนจะตกและมืด แต่สัญชาตญาณของช่างภาพบอกเธอว่า ที่นี่มีเรื่องราว

เธอยกกล้องขึ้น เล็งไปที่พระประธานองค์นั้น องค์ที่ถูกพันธนาการ เธอซูมเข้าไปที่แผ่นยันต์สีแดง และเธอก็สังเกตเห็นบางอย่าง ใต้แผ่นยันต์เก่าๆ ที่ทับถมกัน มีรอยร้าว รอยร้าวเล็กๆ ที่ลากผ่านผิวทองสัมฤทธิ์ มันเป็นรอยร้าวที่ดูเหมือนจะเกิดขึ้นนานแล้ว

“มินา มานั่งพักได้แล้ว” เสียงเฉินดังขึ้น “อย่าเดินเพ่นพ่านนักเลย ที่มันดูไม่ปลอดภัย” มินาละสายตาจากกล้อง เธอรู้สึกถึงความหนาวเย็นที่ไม่ได้มาจากสายฝน มันเป็นความเย็นที่คืบคลานมาจากภายใน เธอพยักหน้าให้เฉิน “อืม… กำลังไป” เธอลดกล้องลง แต่สายตาของเธอยังคงจับจ้องไปที่รอยร้าวนั้น เหมือนกับว่ามันกำลังจ้องเธอกลับ


ค่ำคืนนั้นยาวนานกว่าคืนไหนๆ ฝนด้านนอกไม่มีทีท่าว่าจะหยุด เสียงลมหวีดหวิวผ่านช่องหน้าต่างที่แตกหัก ฟังดูเหมือนเสียงคนร่ำไห้ พวกเขาทั้งสี่คนแทบไม่ได้พูดคุยกัน ต่างคนต่างจมอยู่กับความคิดและความกลัวของตัวเอง เฉินพยายามจุดไฟจากเศษไม้แห้งที่พอหาได้ในวิหาร แต่ความชื้นทำให้มันติดอยู่ครู่เดียวก็ดับไป เหลือเพียงควันและกลิ่นเหม็นไหม้

ความมืดและความหนาวเย็นเริ่มกัดกินจิตใจ อารัณย์ยังคงนั่งสวดมนต์พึมพำไม่หยุด เฉินหงุดหงิดกับเสียงนั้น “คุณจะหยุดพึมพำได้รึยัง มันน่ารำคาญ!” “ผมสวดมนต์ให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครองเรา” อารัณย์ตอบเสียงแผ่ว “สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่นี่ดูเหมือนจะอยากกักขังคนมากกว่าคุ้มครองนะ” เฉินพูดประชด “เฉิน!” มินาปราม “อย่าพูดจาแบบนั้น” “ทำไมล่ะ” เฉินหัวเราะในลำคอ “กลัวเหรอ? มันก็แค่ตำนานบ้าๆ ที่ไกด์เถื่อนนี่แต่งขึ้นมาหลอกเรา”

ปิ่นไม่ได้สนใจบทสนทนานั้น เธอนั่งแยกตัวออกไปอยู่ที่มุมมืดอีกฝั่ง เธอกำลังจ้องมือถือที่หน้าจอแตกและดับสนิทของเธอ เธอกดปุ่มเปิดเครื่องซ้ำๆ อย่างสิ้นหวัง สำหรับเธอ การขาดการติดต่อจากโลกภายนอก การไม่สามารถ “เช็คอิน” หรือ “อัปเดต” สถานะได้ มันน่ากลัวยิ่งกว่าการติดอยู่ในวัดร้าง

“บ้าเอ๊ย!” ปิ่นสบถเสียงดัง “ทำไมต้องมาพังตอนนี้ด้วย!” เธอเขวี้ยงมือถือลงพื้น แต่แล้วเธอก็ชะงัก สายตาของเธอเหลือบไปเห็นพระประธานที่ถูกพันธนาการ ความอยากรู้อยากเห็น… หรืออาจจะเป็นความบ้าบิ่นที่เกิดจากความเบื่อหน่าย… ก็เกิดขึ้น

เธอคิดว่ามันคงเป็น “คอนเทนต์” ที่ดี ถ้าเธอรอดออกไปได้ รูปถ่ายของเธอที่นี่ จะต้องเรียกยอดไลค์ได้ถล่มทลาย แต่ตอนนี้เธอไม่มีกล้อง อย่างน้อย… เธอน่าจะมีอะไรติดมือกลับไป เป็น “หลักฐาน”

มินาเฝ้ามองปิ่นด้วยความรู้สึกไม่สบายใจ “เธอจะทำอะไร” มินาถาม ปิ่นสะดุ้งเล็กน้อย “เปล่าค่ะ” เธอยิ้มแหยๆ “แค่ดูเฉยๆ มัน… น่าทึ่งดีนะคะ” ปิ่นลุกขึ้นยืน เธอเดินช้าๆ เข้าไปหาองค์พระประธาน ราวกับต้องมนต์สะกด “ยันต์พวกนี้… ดูขลังจัง” เธอกระซิบ เธอเอื้อมมือไปแตะแผ่นยันต์สีแดงแผ่นหนึ่ง มันเป็นแผ่นที่ดูใหม่ที่สุด

“อย่า!” อารัณย์ตะโกนลั่น เสียงของเขาดังก้องไปทั่ววิหาร ปิ่นสะดุ้งสุดตัว หันมามอง “อะไรของลุง ตกใจหมด!” “อย่าแตะ!” อารัณย์ยืนขึ้น ตัวสั่นเทา “ผมบอกแล้วไง ห้ามแตะต้องอะไรทั้งสิ้น! โดยเฉพาะของที่ใช้ผนึก!” “โธ่ลุง” ปิ่นหัวเราะกลบเกลื่อน “แค่แตะเอง ไม่เห็นเป็นไรเลย หนูแค่อยากรู้ว่าเขาติดกาวอะไรไว้… หรืออาจจะดึงไปเป็นที่ระลึกสักแผ่น” “เธอ… เธอเสียสติไปแล้วเหรอ!” เฉินตวาด “นี่ไม่ใช่สวนสนุกนะ!”

ปิ่นหน้าเจื่อนลง ความอับอายและแรงกระตุ้นบางอย่างทำให้เธอทำในสิ่งที่ไม่ควรทำ “ก็แค่แผ่นกระดาษ!” เธอตะโกนกลับ และก่อนที่ใครจะทันห้าม ปิ่นก็คว้าหมับที่ยันต์แผ่นนั้น แล้วกระชากมันออกมา!

ฉับพลัน! ลมกระโชกแรงพัดเข้ามาในวิหาร ทั้งที่ไม่มีหน้าต่างบานใหญ่ มันเป็นลมวนที่เกิดขึ้นตรงกลางโถง พัดเอาฝุ่นผงและใบไม้แห้งหมุนคว้าง ไฟฉายของมินาและอารัณย์กะพริบถี่ๆ เสียงลมหวีดหวิวนั่นดังขึ้น… จนกลายเป็นเสียงกรีดร้องแหลมสูง แล้วทุกอย่างก็… เงียบลง

ปิ่นยืนตัวแข็งทื่อ ในมือของเธอยังคงกำแผ่นยันต์สีแดงไว้ “เห็นมั้ย…” เธอพูดเสียงสั่น “ไม่เห็นมีอะไรเกิดขึ้นเลย” เธอพยายามจะหัวเราะ แต่มันฟังดูเหมือนเสียงสำลัก

อารัณย์ทรุดลงนั่งกับพื้น หน้าของเขาซีดเผือดเหมือนกระดาษ “จบแล้ว… เราจบสิ้นกันหมดแล้ว” เขาร่ำไห้ “ไร้สาระน่า” เฉินพูด แต่เสียงของเขาไม่มั่นคง “มันก็แค่ลมพัด”

มินาไม่ได้พูดอะไร เธอนอนไม่หลับ คืนนั้นไม่มีใครนอนหลับลง เฉินกับปิ่นเถียงกันอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะแยกย้ายไปนั่งคนละมุม อารัณย์สวดมนต์เสียงดังขึ้นและเร็วขึ้น ส่วนมินา เธอยังคงนั่งอยู่ที่เดิม กอดกล้องไว้แนบอก เธอจ้องมองไปในความมืด รอคอย

เวลาผ่านไปหลายชั่วโมง ฝนด้านนอกหยุดตกแล้ว เหลือเพียงความเงียบที่น่าอึดอัด ปิ่นคงเผลอหลับไป เฉินเองก็พิงเสาหลับไปแล้ว มีเพียงมินากับอารัณย์ที่ยังตื่นอยู่

มินาลุกขึ้นยืนอย่างช้าๆ เธอรู้สึก… ต้องไปดู สัญชาตญาณบางอย่างกำลังเรียกหาเธอ เธอเดินย่องไปที่องค์พระประธาน อารัณย์มองตาม แต่ไม่ได้ห้าม เขาอาจจะกลัวเกินกว่าจะขยับตัว

มินาส่องไฟฉายไปที่องค์พระ ตรงจุดที่ปิ่นดึงยันต์ออก ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ทุกอย่างดูเหมือนเดิม เธอถอนหายใจ… อาจจะโล่งใจ หรืออาจจะผิดหวัง

เธอกำลังจะหันหลังกลับ แต่แล้วเธอก็ได้ยิน เสียง… “แกร็บ…”

มันเป็นเสียงที่เบามาก เบาเหมือนเสียงก้อนหินเล็กๆ ตกกระทบพื้น มินาหยุดนิ่ง เธอส่องไฟฉายไปที่พื้น ไม่เห็นมีอะไร

“แกร๊ก…” ดังขึ้นอีกครั้ง ไม่ใช่จากพื้น มันมาจาก… องค์พระ มินากลั้นหายใจ เธอส่องไฟฉายขึ้นไปที่องค์พระอีกครั้ง เธอมองหารอยร้าวเดิมที่เธอเห็นตอนกลางวัน มันยังอยู่ที่เดิม

“แกร๊ก… แกร๊ก… เคร้ง!” เสียงเหมือนแก้วร้าว มินาเบิกตากว้าง รอยร้าวเดิมนั้น… มันกำลังขยายตัว! มันลามต่อเหมือนใยแมงมุม จากจุดเล็กๆ ที่เธอมองเห็น ตอนนี้มันลามขึ้นไปถึงพระพักตร์

“เฉิน!” มินากระซิบเสียงสั่น “เฉิน! ตื่น!” เฉินขมวดคิ้วอย่างรำคาญ “อะไร… มีอะไร” “ดูนั่น!” มินาชี้ไฟฉายไปที่องค์พระ

เฉินลุกขึ้นยืนอย่างงัวเงีย “ดูอะไรของเธอ” แล้วเขาก็เห็น รอยร้าวเริ่มขยายกว้างขึ้น เสียงร้าวดังถี่ขึ้น “พระเจ้า…” เฉินพึมพำ

มินาหันไปปลุกอารัณย์และปิ่น “ตื่น! ทุกคนตื่น! มันกำลังแตก!” อารัณย์ลืมตาโพลงด้วยความหวาดกลัว ปิ่นสะดุ้งตื่นอย่างสับสน

และในวินาทีนั้น เสียง “เคร้ง” ที่ดังที่สุดก็เกิดขึ้น ยันต์สีแดงที่เหลืออยู่บนองค์พระ เริ่มลุกเป็นไฟ! มันลุกไหม้จากด้านใน สว่างวาบขึ้นทีละแผ่น ทีละแผ่น เหมือนดอกไม้ไฟในนรก

จากรอยแตกที่กว้างที่สุด สิ่งที่มินากลัวก็เกิดขึ้น มันไม่ใช่แสงสว่าง แต่มันคือ… ควัน ควันสีดำสนิท เย็นเยียบ มันไม่ได้พวยพุ่งออกมา แต่มัน “ไหล” ออกมา เหมือนน้ำหมึกที่ซึมออกมาจากรอยแตก มันไหลลงมาตามองค์พระ รวมตัวกันที่พื้น ก่อนจะแผ่ขยายออกไปทั่ววิหารอย่างเงียบเชียบ

ไฟฉายของมินากะพริบอย่างรุนแรง แล้วก็… ดับวูบ ไฟฉายของอารัณย์ก็ดับ เช่นเดียวกับไฟจากมือถือของเฉิน ทุกอย่างตกอยู่ในความมืดสนิท สมบูรณ์แบบ เหลือเพียงเสียงหวีดร้องของปิ่น เสียงสวดมนต์ที่รัวและเพี้ยนไปหมดของอารัณย์ และเสียงกระซิบ เสียงกระซิบที่มินาได้ยิน มันดังอยู่ข้างหูเธอ เสียงที่เธอคุ้นเคย เสียงของน้องสาวเธอ “เจ็บ… ช่วยด้วย… พี่มินา…”


ความมืดสนิทในวิหารคงอยู่เพียงไม่กี่วินาที แต่มันให้ความรู้สึกยาวนานราวกับชั่วนิรันดร์ เสียงกรีดร้องของปิ่น เสียงสวดมนต์ที่ขาดห้วงของอารัณย์ เสียงสบถของเฉิน และเสียงกระซิบในหัวของมินา… ทุกอย่างผสมปนเปกันจนน่าคลั่ง แล้วจู่ๆ… ไฟฉายของมินาก็สว่างวาบขึ้นมาอีกครั้ง ตามด้วยของอารัณย์และเฉิน แสงไฟส่องสะเปะสะปะ เผยให้เห็นใบหน้าที่ตื่นตระหนกสุดขีดของทุกคน

ควันสีดำ… หายไปแล้ว มันไม่ได้ลอยออกไปไหน แต่มัน… หายไป เหมือนซึมลงไปในพื้นหิน หรือซึมเข้าไปใน… ตัวพวกเขา พระประธานที่แตกหักยังคงตั้งตระหง่าน รอยแตกนั้นเหมือนปากแผลที่น่ากลัว แต่ไม่มีอะไรไหลออกมาอีก

“มัน… มันไปแล้วเหรอ” ปิ่นพูดเสียงสั่น “เมื่อกี้มันอะไร” เฉินตะโกน เขาไม่ได้ถามใครเป็นพิเศษ เขาแค่ต้องการระบายความกลัว

คืนที่เหลือผ่านไปเหมือนฝันร้าย ไม่มีใครกล้าขยับตัว ไม่มีใครกล้าหลับ พวกเขานั่งรวมกลุ่มกัน ส่องไฟฉายไปรอบๆ อย่างหวาดระแวง รอคอยให้เช้ามาถึง แต่ในใจลึกๆ มินากลัวว่า เช้า… อาจจะไม่มาอีกแล้ว

แสงสว่างแรกของวัน มันไม่ใช่แสงสีทองแห่งความหวัง แต่มันเป็นแสงสีเทาหม่น ที่ลอดผ่านช่องหน้าต่างเข้ามาอย่างอิดโรย อากาศในวิหารหนักอึ้ง มันไม่ได้มีแค่ความชื้น แต่มันมีกลิ่น กลิ่นเหมือนโลหะเก่าๆ และ… ความสิ้นหวัง

พวกเขาแทบไม่ได้มองหน้ากัน สภาพของทุกคนดูไม่ได้ ตาโหลลึก ผิวซีด เฉินเป็นคนแรกที่ลุกขึ้นยืน “เราต้องไปจากที่นี่” เสียงของเขาแหบแห้ง “เดี๋ยวนี้”

ไม่มีใครคัดค้าน พวกเขาเก็บข้าวของที่แทบไม่มีอะไรเหลือ มุ่งหน้าตรงไปยังทางเข้าวัด ที่ที่พวกเขาเดินเข้ามาเมื่อวาน ความหวังเดียวของพวกเขาคือการกลับไปที่รถจี๊ป ถึงแม้จะรู้ว่ามันพัง แต่อย่างน้อย มันก็คือโลกภายนอก

พวกเขาพากันวิ่งฝ่าซากปรักหักพัง วิ่งผ่านลานที่มีพระพุทธรูปหินนับร้อย ที่ตอนนี้ดูเหมือนกำลังยิ้มเยาะพวกเขา พวกเขาวิ่งกลับไปยังเส้นทางเดิมที่อารัณย์พามา เส้นทางในป่า…

เมื่อไปถึงจุดที่ควรจะเป็นทางเข้า ทุกคนก็หยุดกึก ราวกับชนกำแพงที่มองไม่เห็น

เฉินเดินไปข้างหน้าอีกสองสามก้าว แล้วก็ถอยกลับมา “ไม่…” เขาพึมพำ “มัน… เป็นไปไม่ได้” มินาก้าวไปยืนข้างเขา และเธอก็เข้าใจ

เส้นทางนั้น… หายไปแล้ว ที่ที่เคยเป็นทางเดินชัดเจนเมื่อวานนี้ บัดนี้… มันคือป่าทึบ กำแพงของต้นไม้โบราณ เถาวัลย์หนามเกาะเกี่ยวกันแน่น รากไม้ขนาดใหญ่โผล่ขึ้นมาจากพื้นดินเหมือนกรงเล็บ มันไม่ใช่แค่ป่าที่รกขึ้น แต่มันเหมือนกับว่า… เส้นทางนั้น… ไม่เคยมีอยู่จริง

“นี่มันเรื่องบ้าอะไร!” เฉินตะโกนสุดเสียง เขาวิ่งเข้าใส่เถาวัลย์ ใช้มีดพกที่ติดตัวมาฟันมันอย่างบ้าคลั่ง แต่เถาวัลย์นั้นเหนียวและแข็งเหมือนเส้นลวด คมมีดทำได้แค่สร้างรอยขีดข่วน

“คุณพาเรามาติดกับ!” ปิ่นกรีดร้อง เธอหันไปจิกเล็บใส่หน้าอารัณย์ “นี่คือแผนของคุณใช่มั้ย! คุณหลอกเรามาฆ่า!” “ไม่! ผมเปล่า!” อารัณย์ปัดป้องอย่างตื่นกลัว “เมื่อวาน… เมื่อวานมันยังอยู่นี่นา” “โกหก!” ปิ่นทุบตีเขา “ไอ้คนหลอกลวง!”

เฉินหยุดฟันเถาวัลย์ เขาหันมามองอารัณย์ด้วยสายตาเย็นชา “คุณรู้อะไรบ้าง… เกี่ยวกับที่นี่” “ผม… ผมไม่รู้” อารัณย์ตัวสั่น “ผมรู้แค่ตำนาน… ผม…” “คุณพาเรามาตาย” เฉินสรุป เขาจ้องอารัณย์เขม็ง บรรยากาศมาคุเริ่มก่อตัวขึ้นระหว่างคนสองคน

มินาต้องแทรก “พอได้แล้ว! ทะเลาะกันตอนนี้ไม่ช่วยอะไร” เธอมองไปรอบตัวอย่างพยายามตั้งสติ “ถ้าทางนี้ไม่มี เราก็ต้องหาทางอื่น” แต่ลึกๆ แล้ว เธอรู้ว่ามันไร้ประโยชน์ พวกเขถูกขังแล้ว ไม่ใช่แค่โดยป่า แต่โดยวัดแห่งนี้

ความสิ้นหวังเริ่มกัดกินพวกเขา ปิ่นทรุดลงนั่งร้องไห้โฮ เธอควานหามือถือที่แตกละเอียดของเธอในกระเป๋า “ฉันต้องโทรหาคน… ต้องมีคนมาช่วยเรา” เธอพยายามกดเปิดเครื่อง แต่หน้าจอยังคงดำมืด “ติดสิ… ได้โปรด… ติดสิ” เธอพยายามแกะฝาหลังออก พยายามเช็ดแบตเตอรี่ เธอกำลังจมดิ่งสู่โลกของตัวเอง

ทันใดนั้น ปิ่นก็ชะงัก เธอเอียงหูฟังมือถือที่พังแล้ว “ว่าไงนะ…” เธอกระซิบ มินาขมวดคิ้ว “ปิ่น… เธอเป็นอะไร” ปิ่นยกนิ้วขึ้นจุ๊ปาก “เงียบสิ… แม่กำลังพูด” “อะไรนะ” เฉินหันมามอง “แม่… แม่บอกว่า… ฉันมันน่าสมเพช” น้ำตาของปิ่นไหลอาบแก้ม “แม่บอกว่าฉันไม่เคยทำอะไรสำเร็จ ฉันมันขี้แพ้… ฉันมันไร้ค่า…”

“ปิ่น” มินาเข้าไปจับไหล่เธอ “มือถือมันพังแล้ว ไม่มีใครพูดกับเธอทั้งนั้น” “ไม่จริง!” ปิ่นสะบัดมือมินาออก เธอมองมือถือในมือด้วยความเกลียดชัง “แม่พูดถูก! พ่อก็พูด! พวกเขาพูดถูกมาตลอด! ฉันมันไม่มีอะไรดี!” “ปิ่น! ตั้งสติ!” “ฉันเกลียดพวกแก!” ปิ่นไม่ได้พูดกับมินา เธอตะโกนใส่ก้อนพลาสติกที่แตกสลายในมือ “ได้ยินมั้ย! ฉันเกลียดพวกแก!” แล้วเธอก็กรีดร้อง ยกมือถือขึ้นสูง แล้วฟาดมันลงกับก้อนหินอย่างสุดแรง! “แครก!” มันแตกกระจายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย ปิ่นนั่งหอบ แล้วเธอก็เริ่ม… หัวเราะ เป็นเสียงหัวเราะที่แหลมสูง ฟังดูเหมือนเสียงร้องไห้มากกว่า

เฉินมองภาพนั้นด้วยความขยะแขยง เขาดึงมินาถอยห่างออกมา “อย่าไปยุ่งกับยัยนั่น มันบ้าไปแล้ว”

ในขณะที่ความสนใจของทุกคนอยู่ที่ปิ่น อารัณย์ก็ค่อยๆ ปลีกตัวออกไปเงียบๆ มินาเหลือบไปเห็นพอดี เธอกระซิบเฉิน “อารัณย์ไปไหน” ทั้งสองคนมองตามไป เห็นอารัณย์เดินลึกเข้าไปในเขตวัด ไปทางทิศที่ต่างจากวิหาร

เขาไปหยุดยืนอยู่ที่ขอบป่าอีกด้านหนึ่ง ที่ที่ต้นไม้ดูทึบเป็นพิเศษ แล้วเขาก็… เริ่มพูด มินากับเฉินแอบย่องตามไป หลบอยู่หลังเศียรพระที่หักพัง พวกเขาได้ยินเสียงอารัณย์ไม่ชัด แต่ท่าทางของเขา… เขากำลังพูดคุยกับใครสักคน เขาพยักหน้า เขาชี้ไม้ชี้มือ เขาดูเหมือนกำลังต่อรอง

“ผมรู้… ผมรู้ว่าผมผิดไปแล้ว” เสียงของอารัณย์สั่นเครือ “แต่ผมกลับมาแล้วไง… ผมพามันมาด้วย” เขาพูดถึงใคร “ทอง… ทองยังอยู่มั้ย ที่เดิมใช่มั้ย… ที่ท่านซ่อนไว้” อารัณย์ยิ้มออกมา เป็นรอยยิ้มที่น่าขนลุก “ใช่… ใต้ฐาน… ผมจำได้แล้ว… ผมจะไปเอาเดี๋ยวนี้”

“อารัณย์!” มินาทนไม่ไหว เธอตะโกนเรียกเขา อารัณย์สะดุ้งสุดตัว เขาหันขวับมามอง แววตาเขาเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก… และความโกรธ เหมือนคนที่ถูกจับได้คาหนังคาเขา เขารีบกำยันต์ที่คอไว้แน่น “พวกคุณตามผมมาทำไม!” “คุณพูดกับใคร” เฉินถามเสียงกร้าว “เปล่า! ไม่ได้พูดกับใคร!” อารัณย์ตะกุกตะกัก “ผม… ผมแค่สวดมนต์… ขอพร” “ขอพรเรื่องทองเหรอ” มินาถามจี้ อารัณย์หน้าซีด “พวกคุณ… อยากได้ส่วนแบ่งล่ะสิ!” จู่ๆ เขาก็เปลี่ยนท่าที “ฝันไปเถอะ! มันเป็นของผม! ของผมคนเดียว! เขาสัญญาแล้วว่ามันเป็นของผม!” “ใครสัญญา” “ไม่ใช่เรื่องของพวกคุณ!” อารัณย์ก้าวถอยหลัง จ้องมินากับเฉินเหมือนศัตรู “อย่ามายุ่งกับผม… ไม่งั้นพวกคุณจะไม่ได้ออกไปจากที่นี่!” เขาพูดทิ้งท้ายไว้ ก่อนจะวิ่งหายเข้าไปในซากอาคารหลังเล็กๆ ที่อยู่ลึกเข้าไป

มินากับเฉินยืนนิ่ง มองหน้ากันด้วยความรู้สึกที่ยากจะอธิบาย ปิ่นก็เสียสติไปแล้ว อารัณย์ก็คุยกับผี เฉินดึงแขนมีนา “เราต้องอยู่ห่างๆ พวกนั้น” เขากระซิบ “ไอ้สิ่งที่ออกมาจากพระนั่น… มันเข้าไปในหัวพวกนั้นแล้ว” มินามองหน้าเฉิน แววตาของเขาแข็งกร้าว มีความหวาดระแวงฉายชัด “แล้วเราล่ะ เฉิน” มินาถามเสียงแผ่ว “มันเข้าไปในหัวเราด้วยรึเปล่า” เฉินไม่ตอบ เขาแค่กำไฟฉายอันใหญ่ในมือแน่นขึ้น แน่นจนข้อนิ้วขาวซีด ราวกับมันเป็นอาวุธชิ้นเดียวที่เขาเหลืออยู่ มินารู้สึกหนาวสั่น ทั้งที่ไม่มีลมพัด เธอยกมือขึ้นกุมขมับ เสียงกระซิบ… เสียงของน้องสาวเธอ… มันเริ่มดังขึ้นอีกแล้ว “พี่ทิ้งฉัน… พี่ทิ้งฉันไว้ที่นี่…”


หลังจากที่อารัณย์วิ่งหายไป มินากับเฉินก็กลับมาที่ลานกว้างหน้าวิหาร ปิ่นยังคงนั่งอยู่ที่เดิม เธอนั่งนิ่งเหมือนรูปปั้น ดวงตาเบิกกว้างจ้องมองเถาวัลย์ที่ปิดทางออก เธอไม่ร้องไห้แล้ว แต่เธอก็ไม่ตอบสนองต่ออะไรทั้งสิ้น มินาลองเรียกชื่อเธอก็ไม่หัน เธอกลายเป็นเปลือกกลวงๆ ที่ถูกทิ้งไว้

“ปล่อยยัยนั่นไว้” เฉินพูดเสียงเย็นชา “เราต้องคิดเรื่องของเราสองคน” เขาดึงมินาให้เดินกลับเข้าไปในวิหาร “เราต้องหาทางออกอื่น” “ทางไหนล่ะ” มินาถามอย่างสิ้นหวัง “ป่ามันล้อมเราไว้หมดแล้ว” “ก็ต้องมีสักทางสิ!” เฉินตะคอก “เราจะไม่ออกไปจากที่นี่ ถ้าเรามัวแต่ยอมแพ้!” มินาสะดุ้งกับท่าทีของเขา นี่ไม่ใช่เฉินที่เธอรู้จัก เฉินคนเดิมเป็นคนใจเย็น แต่คนตรงหน้าเธอ… คือคนแปลกหน้าที่เต็มไปด้วยความโกรธเกรี้ยว

“เฉิน คุณเป็นอะไรไป” “ผมเปล่าเป็น!” เขาสะบัดเสียง “ผมแค่พยายามเอาตัวรอด ในขณะที่เธอกำลังจะถอดใจ!” เขาเริ่มเดินสำรวจวิหารอย่างลวกๆ เตะก้อนหินที่ขวางทาง ส่องไฟฉายไปตามผนัง “มันต้องมีทางลับ… ประตูกล… อะไรสักอย่าง วัดโบราณพวกนี้มันต้องมีทางหนีทีไล่” มินามองเขาด้วยความเป็นห่วง “ฉันว่าเราควรจะพักก่อน…” “พัก?” เฉินหันขวับมา “พักเหรอ! เธอบ้าไปแล้วรึไง! ไอ้ไกด์นั่นมันไปหาทอง ยัยนั่นก็เสียสติ มีแค่เราสองคนแล้วนะมินา! เลิกทำตัวอ่อนแอสักที!”

คำพูดของเขากรีดลึกเข้าไปในใจของมินา ‘เลิกทำตัวอ่อนแอ’ มันเป็นคำพูดที่เฉินไม่เคยใช้กับเธอ “ฉัน… ฉันแค่…” “เธอแค่คิดถึงแต่น้องสาวเธอใช่มั้ย!” เฉินก้าวเข้ามาประชิด สายตาของเขาวาวโรจน์ “เหมือนทุกที! ไม่ว่าเราจะทำอะไร เธอก็จะเอาเรื่องน้องสาวเธอมาปนตลอด เรื่องอุบัติเหตุบ้าบอนั่น!” “เฉิน! อย่าพูดถึงน้อง!” “ทำไมจะพูดไม่ได้! ในเมื่อมันคือความจริง! เธอจมอยู่กับมัน! เธอลากฉันลงมาจมกับเธอด้วย!”

มินาผงะ ถอยหลัง นี่คือความกลัวที่แท้จริง ความกลัวที่คนที่เธอรักที่สุด กลับกลายเป็นศัตรูที่น่ากลัวที่สุด

“ไม่… เฉิน… คุณกำลังถูกมันควบคุม” มินากระซิบ “มันกำลังปั่นหัวคุณ” เฉินหัวเราะ “ปั่นหัวเหรอ ฉันต่างหากที่ตาสว่าง ฉันเห็นชัดเลยว่าเธอกำลังทำอะไร” “ฉันทำอะไร” “เธอกำลังสมคบคิดกับไอ้ไกด์นั่น!” “อะไรนะ!” “ฉันเห็น! เมื่อกี้… ตอนที่เธอคุยกับมัน… เธอพยักหน้าให้มัน! พวกเธอวางแผนจะทำอะไรฉัน พวกเธอจะฆ่าฉัน แล้วแบ่งทองกันใช่มั้ย!” “เฉิน! คุณบ้าไปแล้ว! ฉันตะโกนเรียกมันต่างหาก!” “โกหก!” เฉินคำราม “ฉันไม่โง่! ฉันรู้ว่าเธอมันเป็นคนยังไง! เธอทำได้ทุกอย่างเพื่อเอาตัวรอด เหมือนที่เธอ… ปล่อยให้น้องสาวเธอนั่งรถเข็น!”

“เพียะ!” ฝ่ามือของมินากระทบหน้าเฉินเต็มแรง ไม่ใช่เพราะความโกรธ แต่เพราะความเสียใจ ความเงียบเข้าครอบงำ เฉินยืนนิ่ง ยกมือแตะแก้มช้าๆ แทนที่เขาจะโกรธ เขากลับ… ยิ้ม เป็นรอยยิ้มที่บิดเบี้ยว “ในที่สุด… เธอก็แสดงธาตุแท้ออกมา” เขากระซิบ “เธอมันก็เหมือนงูพิษ” ว่าจบ เขาก็เดินกระแทกไหล่มินา เดินออกไปจากวิหาร ทิ้งให้มินายืนตัวสั่นอยู่คนเดียว

มินาทรุดลงนั่งกับพื้น เธอไม่รู้ว่าควรจะรู้สึกอย่างไร โกรธ? เสียใจ? หรือกลัว? สิ่งที่เฉินพูด… มันคือความคิดของเขาจริงๆ หรือเป็นเสียงของ ‘ความมืด’ นั่น มันยากที่จะแยกแยะ

น้ำตาของเธอเริ่มไหล เธอรู้สึกโดดเดี่ยว โดดเดี่ยวยิ่งกว่าตอนที่อยู่บนรถหลังเกิดอุบัติเหตุ เธอซบหน้ากับเข่า ปล่อยให้เสียงสะอื้นหลุดออกมาเบาๆ

“ร้องไห้เหรอคะ” เสียงใสกังวานดังขึ้น ทำให้มินาสะดุ้งสุดตัว เธอเงยหน้าขึ้น หัวใจของเธอแทบจะหยุดเต้น ตรงหน้าเธอ ห่างออกไปไม่กี่ก้าว ในเงามืดของเสาหิน มีเด็กสาวคนหนึ่งนั่งอยู่

เธอสวมชุดนักศึกษา ชุดที่มินาจำได้ดี ชุดที่น้องสาวเธอใส่ในวันนั้น เด็กสาวคนนั้นนั่งอยู่บน… รถเข็นวีลแชร์

“ลิน…” มินากระซิบชื่อออกมา มันเป็นไปไม่ได้ มันต้องไม่ใช่เรื่องจริง น้องสาวของเธอ… ลิน… อยู่ที่บ้าน เธอพักฟื้นอยู่ที่เชียงใหม่ เธอไม่ได้มาที่นี่

“จำหนูได้ด้วยเหรอ… พี่ยังจำได้เหรอคะ” ลินยิ้ม แต่เป็นรอยยิ้มที่เย็นชา ดวงตาของเธอที่เคยสดใส ตอนนี้ว่างเปล่า “พี่มาทำอะไรที่นี่คะ ที่ที่สกปรกแบบนี้” “ลิน… นี่มัน… พี่… พี่ฝันไปรึเปล่า” มินายกมือขึ้นขยี้ตา แต่ภาพตรงหน้าไม่หายไป ลินยังคงนั่งอยู่ที่เดิม เธอยื่นมือที่ซีดเซียวออกมา “พี่ลองจับหนูดูสิคะ หนูตัวจริงนะ… ตัวจริงเหมือนกับความผิดที่พี่ก่อไว้”

มินาส่ายหน้า “ไม่… พี่ไม่ได้… มันเป็นอุบัติเหตุ” “อุบัติเหตเหรอคะ” ลินหัวเราะเบาๆ เสียงหัวเราะก้องไปทั่ววิหาร “พี่เรียกการที่พี่ขับรถประมาท การที่พี่มัวแต่ทะเลาะกับแฟนในมือถือ จนรถเสียหลัก… ว่าอุบัติเหตุเหรอคะ” “ไม่! พี่ไม่ได้ทะเลาะ!” “พี่โกหก” ลินเข็นวีลแชร์เข้ามาใกล้ขึ้น ช้าๆ เสียงล้อบดกับพื้นหินดังเสียดแก้วหู “พี่โกหกทุกคน พี่โกหกพ่อแม่ พี่โกหกตำรวจ และที่แย่ที่สุด… พี่โกหกตัวเอง”

“ไม่…” มินาถอยกรูด จนแผ่นหลังชนกับผนังเย็นเฉียบ “พี่ไม่ได้ตั้งใจ” “พี่ไม่ได้ตั้งใจ… แต่หนูก็เดินไม่ได้อยู่ดี” ลินหยุดรถเข็นตรงหน้ามินา เธอก้มลงมองขาที่ไร้ความรู้สึกของตัวเอง “พรากขาสองข้างของหนูไป พี่เรียกมันว่า ‘ไม่ได้ตั้งใจ’ ง่ายดีนะคะ… พี่มินา” “ลิน… พี่ขอโทษ… พี่ขอโทษจริงๆ” มินาร่ำไห้ นี่คือฝันร้ายที่เธอเผชิญอยู่ทุกคืน แต่มันไม่เคย… จริงขนาดนี้

“คำขอโทษมันช่วยให้หนูกลับมาเดินได้มั้ยคะ” ลินเงยหน้าขึ้น แววตาของเธอแข็งกร้าว “มันชดใช้สิ่งที่พี่ขโมยไปจากชีวิตหนูได้มั้ย พี่ขโมยอนาคตของหนูไป!” “พี่จะชดใช้ให้… พี่จะทำทุกอย่าง ลิน… บอกพี่สิว่าพี่ต้องทำยังไง” ลินยิ้มอีกครั้ง “ง่ายมากค่ะ” เธอมองเลยไปที่เฉิน ซึ่งยืนแอบมองเหตุการณ์ทั้งหมดอยู่ตรงปากทางเข้าวิหาร เฉินมองไม่เห็นลิน เขาเห็นเพียงแค่มินากำลังพูดคุยกับอากาศ ท่าทางเหมือนคนเสียสติ

ลินหันกลับมามองมินา “คนๆ นั้น… แฟนพี่… เขาดูถูกพี่ เขาว่าพี่อ่อนแอ” “ไม่… เขาแค่…” “เขาไม่เชื่อพี่ เขาคิดว่าพี่เป็นฆาตกร… เหมือนที่หนูคิด” “ไม่นะลิน…” “เขาเป็นส่วนเกิน พี่ก็รู้… ถ้าไม่มีเขา… พี่ก็จะได้ดูแลหนูเต็มที่ ชดใช้ให้หนูไงคะ” มินาเบิกตากว้าง “ลิน… เธอ… เธอหมายความว่ายังไง” “กำจัดเขาสิคะ” ลินพูดด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย “พิสูจน์ให้หนูเห็นสิว่าพี่รักหนูมากกว่ามัน” ลินเอื้อมมือมาจับกล้องถ่ายรูปที่ห้อยคอมีนาอยู่ “ใช้สายกล้องนี่ก็ได้… รัดคอเขา… เหมือนที่พี่กำลังรัดคอหนูด้วยคำโกหกของพี่” มินาปัดมือลินออกอย่างแรง “บ้าไปแล้ว! พี่ไม่ทำ!” “ทำไมล่ะคะ” ลินยิ้ม “พี่ฆ่าหนูได้… ทำไมจะฆ่าเขาไม่ได้” พูดจบ ร่างของลินก็ค่อยๆ จางหายไป เหมือนควัน เหลือทิ้งไว้เพียงความหนาวเย็น และเสียงหัวเราะเบาๆ ที่ยังก้องอยู่ในหัวของมินา

มินาหอบหายใจ เธอหันไปมองเฉิน เขายังยืนอยู่ที่เดิม จ้องมองเธอด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัว… และความรังเกียจ “เธอคุยกับใคร” เฉินถามเสียงสั่น “เธอวางแผนอะไร… กับใคร!” มินาไม่มีคำตอบ เธอจะอธิบายสิ่งที่เธอเพิ่งเห็นได้อย่างไร เธอได้แต่ส่ายหน้า น้ำตาไหลไม่หยุด เธอกลายเป็นคนบ้า ในสายตาของคนที่เธอรัก


มินาพยายามตั้งสติ เธอต้องหนีออกจากวิหารนี้ หนีจากภาพหลอนของน้องสาว และหนีจากสายตาที่กล่าวโทษของเฉิน เธอเช็ดน้ำตา กำสายกล้องในมือแน่น “เฉิน” เธอพยายามพูด “เราต้องคุยกัน ฉันไม่ได้…“

“ทอง! ฉันเจอทางไปแล้ว!” เสียงตะโกนที่แหบพร่าของอารัณย์ดังขัดจังหวะ เขาวิ่งออกมาจากซากอาคารหลังเล็กที่เขาหายเข้าไป ใบหน้าของเขาเปรอะเปื้อนดินโคลน แต่ดวงตาของเขาลุกวาวอย่างน่ากลัว เขาไม่ได้ดูเหมือนคนที่หวาดกลัวอีกต่อไป เขาดูเหมือนคนบ้าที่บรรลุเป้าหมาย

“ทองอะไรของคุณอีก!” เฉินตวาด “ทอง! สมบัติ!” อารัณย์หัวเราะลั่น “มันคือทางออก! พวกเขาบอกฉันแล้ว! สมบัติที่ถูกซ่อนไว้… อยู่ข้างล่าง! ถ้าเราเจอมัน… เราจะออกไปจากที่นี่ได้!” “ใครบอกคุณ” มินาถาม “ก็… พวกเขาไง!” อารัณย์ชี้ไปรอบๆ ตัว “ดวงวิญญาณของพระที่นี่! เขาเฝ้าสมบัติไว้! เขาบอกว่ามันคือบททดสอบ! เราต้องไปเอามัน!”

เฉินมองอารัณย์อย่างไม่ไว้ใจ แต่คำว่า “ทางออก” ทำให้เขาลังเล “ทางออกอยู่ที่ไหน” “ตามมา!” อารัณย์ไม่รอช้า เขาวิ่งนำไปยังอีกฟากหนึ่งของวัด ไปยังจุดที่มินากับเฉินไม่เคยสังเกตเห็นมาก่อน มันเป็นบันไดหินที่ผุพัง ทอดลึกลงไปใต้ดิน ปากทางเข้าถูกเถาวัลย์ปกคลุมไว้หนาแน่น ถ้าไม่สังเกตดีๆ ก็จะไม่เห็น

“พวกเราจะลงไปข้างล่างนั่นเหรอ” มินารู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดี “มันอาจจะเป็นกับดัก” “กับดักอะไรจะแย่ไปกว่าการติดอยู่ที่นี่ล่ะ!” เฉินพูด เขาเหลือบมองมินาอย่างเกลียดชัง “หรือเธอ… อยากจะอยู่ที่นี่ต่อ รอให้ ‘เพื่อน’ ของเธอมารับเหรอ” เขาหมายถึงภาพหลอนที่เธอคุยด้วย

มินาเจ็บปวดกับคำพูดนั้น เธอไม่มีทางเลือก เธอต้องตามเฉินไป เพื่อพิสูจน์ว่าเขาคิดผิด หรืออย่างน้อย… ก็เพื่อไม่ให้เขาคลาดสายตา

พวกเขากำลังจะก้าวตามอารัณย์ลงไป แต่เสียงกรีดร้องแหลมสูงก็ดังขึ้นจากด้านหลัง “ไม่! หยุดด่าหนูซะที!” ปิ่น! เธอลุกขึ้นยืนตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่มีใครรู้ เธอกำลังทึ้งผมตัวเอง ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความโกรธและเจ็บปวด “หนูบอกว่าพอแล้วไง! ออกไปจากหัวหนู!”

“ยัยนั่นเป็นอะไรอีก” เฉินสบถ “ปิ่น!” มินาวิ่งเข้าไปหา “เธอคุยกับใคร” “พ่อกับแม่!” ปิ่นตะโกนใส่หน้ามินา น้ำลายฟูมปาก “พวกเขาไม่หยุดพูดเลย! พวกเขาบอกว่าหนูมันล้มเหลว! บอกว่าหนูไม่เคยทำอะไรถูก! บอกว่าหนูควรจะ… ตายๆ ไปซะ!”

“ไม่ปิ่น! ไม่มีใครพูด! มันคือไอ้ปีศาจนั่น! มันอยู่ในหัวเธอ!” มินาพยายามจับตัวปิ่นไว้ แต่ปิ่นสะบัดเธอออกอย่างแรง “ไม่จริง! นี่คือเสียงของพวกเขา! ฉันจำได้!” จู่ๆ ปิ่นก็หยุดชะงัก เธอมองข้ามไหล่มินาไป ไปยังกำแพงวัดเก่าๆ ที่พังทลาย ดวงตาของเธอเบิกกว้าง แล้วเธอก็… ยิ้ม “นั่นไง… นั่นไง… ทางออก” เธอกระซิบ “พวกเขาเปิดทางให้หนูแล้ว” “อะไร” มินามองตาม เธอเห็นเพียงกำแพงหินที่ผุพังและม่านหมอก “ปิ่น ไม่มีอะไรตรงนั้น” “มีสิ! เธอไม่เห็นเหรอ” ปิ่นหัวเราะอย่างมีความสุข “อิสรภาพ… พวกเขาบอกว่าถ้าหนูไปที่นั่น… พวกเขาจะเลิกด่าหนู พวกเขาจะภูมิใจในตัวหนู… ในที่สุด”

“ไม่! ปิ่น! หยุดนะ!” ปิ่นไม่ฟัง เธอออกวิ่งอย่างรวดเร็ว วิ่งตรงไปยังกำแพงที่ผุพังนั้น เธอดูเหมือนนักกีฬาที่กำลังวิ่งเข้าเส้นชัย “ในที่สุด! หนูก็เป็นอิสระ!” เธอตะโกนก้อง มินาวิ่งตาม แต่ไม่ทัน

ร่างของปิ่นวิ่งทะลุช่องว่างของกำแพง ที่อีกฟากหนึ่งของกำแพงนั้น… ไม่ใช่ทางออก มันคือ… ความว่างเปล่า ขอบของหน้าผาที่ถูกซ่อนไว้ด้วยม่านหมอก ร่างของปิ่นลอยคว้างอยู่กลางอากาศเพียงชั่ววินาที รอยยิ้มแห่งความสุขยังคงค้างอยู่บนใบหน้า ก่อนที่เธอจะร่วงหล่น… หายลับไปในความมืดมิดเบื้องล่าง ไม่มีแม้แต่เสียงกรีดร้องสุดท้าย

มินาหยุดกึกที่ขอบหน้าผา หัวใจของเธอแตกสลาย ความตายครั้งแรก… การฆ่าตัวตายที่เกิดจากสิ่งที่พวกเขปล่อยออกมา “ยัยโง่…” เสียงของเฉินดังขึ้นข้างหลัง เขาไม่ได้แสดงความตกใจหรือเสียใจ เขาแค่… เย็นชา “เสียเวลาชะมัด ไปกันได้รึยัง ทางออกของเรารออยู่ข้างล่าง” เขาหันหลังเดินกลับไปที่อุโมงค์ใต้ดิน ไม่แม้แต่จะชายตามองมินา

มินายืนตัวแข็งทื่ออยู่ครู่หนึ่ง โลกของเธอกำลังพังทลาย เธอไม่มีเวลาแม้แต่จะเสียใจให้ปิ่น เธอต้องตามเฉินไป เพราะตอนนี้… เขากับอารัณย์น่ากลัวยิ่งกว่าผี

อุโมงค์ใต้ดินนั้นมืดและชื้น บันไดหินลื่นมาก อากาศข้างล่างเย็นยะเยือกและมีกลิ่นเหม็นอับ เหมือนกลิ่นกระดูกเก่า อารัณย์เดินนำหน้า ดวงตาของเขาลุกวาว “ใกล้แล้ว… ใกล้ถึงแล้ว”

พวกเขามาถึงห้องโถงใต้ดินขนาดใหญ่ มันไม่ใช่ห้องเก็บสมบัติ แต่มันคือ… สุสาน ตรงกลางห้อง มีโครงกระดูกหลายสิบโครงนั่งเรียงรายเป็นวงกลม บางโครงยังสวมจีวรที่เปื่อยยุ่ย พวกเขาคือ… พระ พระที่ทำพิธีผนึก รอบๆ ห้อง มีรูปปั้นที่แตกหัก รูปปั้นที่บิดเบี้ยวเหมือนที่พวกเขาเห็นในวิหาร แต่มันแตกละเอียด นี่คือห้อง… ที่เก็บความล้มเหลว

“ไหนล่ะ… ทอง” เฉินถามเสียงกร้าว ส่องไฟฉายไปทั่ว “ไหนทางออก!” “มันต้องอยู่ที่นี่สิ!” อารัณย์เริ่มคลั่ง เขาวิ่งไปรื้อค้นตามกองกระดูก “เขาบอกฉันว่ามันอยู่ที่นี่! เขาโกหกฉัน!” “ใครโกหกคุณ!” มินาตะโกน “เขา!” อารัณย์ชี้ไปที่มุมมืดมุมหนึ่ง ที่นั่นมีโครงกระดูกอีกโครงหนึ่ง ที่แต่งกายต่างจากพวก สวมเสื้อผ้าแบบนักเดินป่า มีกระเป๋าเป้เก่าๆ วางอยู่ข้างๆ “นักท่องเที่ยวคนนั้น…” “นักท่องเที่ยวอะไร” อารัณย์เริ่มหัวเราะทั้งน้ำตา “ผม… ผมรู้เรื่องที่นี่ เมื่อหลายปีก่อน… ผมเคยพานักท่องเที่ยวคนหนึ่งมา เขาเป็นเหมือนพวกคุณ… อยากเห็นของแปลก ผมทิ้งเขาไว้ที่นี่ ผมกลัว… ผมเลยทิ้งเขา ผมขโมยแผนที่ของเขามา” อารัณย์ทรุดลงนั่ง “ในแผนที่… เขาเขียนไว้ เขาเขียนถึง ‘สมบัติ’ เขียนถึง ‘ทองคำแห่งจิตวิญญาณ’ ผมคิดว่าเขาหมายถึงทองจริงๆ ผมเลย… หลอกพวกคุณมา ผมใช้พวกคุณเป็นเครื่องเซ่น… เพื่อที่ผมจะได้กลับมาเอาสมบัติ”

“ไอ้สารเลว!” เฉินคำราม “แกหลอกเรามาตาย!” “ผมขอโทษ…” อารัณย์ร้องไห้ “มันไม่มีทอง… มันไม่มีทางออก… มีแต่ความตาย!”

“ใช่!” เฉินตะโกน “มีความตาย! และความตายของแกจะเป็นคนแรก!” เฉินพุ่งเข้าใส่อารัณย์ เขาใช้ไฟฉายอันใหญ่ฟาดไปที่หัวของอารัณย์ “แกกับมัน!” เขาเหลือบมองมินา “พวกแกวางแผนกัน!” “ไม่! เฉิน! หยุด!” มินาพยายามเข้าไปห้าม แต่เฉินผลักเธอกระเด็น อารัณย์พยายามสู้ ทั้งสองคนกอดรัดฟัดเหวี่ยงกัน กลิ้งไปบนพื้น ชนเข้ากับเสาหินเก่าๆ ที่ค้ำยันเพดานอยู่ “เคร้ง!” เสียงหินร้าว ฝุ่นผงเริ่มร่วงลงมาจากเพดาน “เฉิน! พอได้แล้ว! ที่นี่กำลังจะถล่ม!”

เฉินไม่ฟัง เขาขึ้นคร่อมอารัณย์ เงื้อไฟฉายขึ้นสูง “แกต้องตาย!” แต่ก่อนที่เขาจะได้ฟาดลงมา เพดานส่วนหนึ่งก็ถล่มลงมา “โครม!” ก้อนหินขนาดใหญ่ร่วงลงมา ทับร่างของอารัณย์ไว้ ตั้งแต่ช่วงเอวลงไป อารัณย์กรีดร้องด้วยความเจ็บปวด

เฉินผงะถอย เขาจ้องมองร่างของอารัณย์ที่ถูกหินทับ แล้วเขาก็… ยิ้ม หินก้อนอื่นๆ เริ่มร่วงลงมา “ไปกันเถอะ… มินา” เฉินหันมาหามินา ยื่นมือออกมา “ปล่อยมันไว้ที่นี่” “ไม่!” มินาตะลึง “เราต้องช่วยเขา!” “ช่วยเหรอ” เฉินหัวเราะ “มันสมควรตายแล้ว ไป! เร็วเข้า!” เขาดึงแขนมินา แต่เธอขืนตัวไว้ “เราจะทิ้งเขาไว้แบบนี้ไม่ได้!” เฉินมองหน้ามินา ความโกรธในแววตาของเขาเปลี่ยนเป็นความเย็นชา “งั้นเธอก็ตายไปกับมันตรงนี้แหละ” เขาสะบัดมือเธอออก แล้ววิ่งสุดชีวิต วิ่งกลับไปทางบันไดที่เขาลงมา เขาทิ้งมินาไว้ ทิ้งเธอไว้กับอารัณย์ที่กำลังร้องครวญคราง ทิ้งเธอไว้ในสุสานใต้ดินที่กำลังจะพังทลาย


“โครม! แครก!” เพดานอุโมงค์ยังคงถล่มลงมาไม่หยุด ฝุ่นหินฟุ้งกระจายจนมองอะไรแทบไม่เห็น มินาไอจนตัวงอ “อารัณย์!” เธอตะโกนเรียก “หนี… หนีไป!” เสียงของเขาแผ่วเบาและเต็มไปด้วยความเจ็บปวด “ผม… สมควรแล้ว…” “ไม่!” มินาพยายามขยับก้อนหินที่ทับเขาอยู่ แต่มันหนักเกินไป หนักเหมือนความผิดในใจของเธอ “โครม!” หินก้อนใหญ่กว่าเดิมร่วงลงมา เฉียดหัวเธอไปเพียงนิดเดียว

เธอรู้ว่าเธอต้องไป สัญชาตญาณการเอาตัวรอดมันกรีดร้องดังกว่าความรู้สึกผิดชอบชั่วดี “ฉัน… ฉันขอโทษ” เธอกระซิบ ก่อนจะหันหลัง วิ่งกลับขึ้นไปทางบันไดที่มืดมิด ทิ้งเสียงครวญครางของอารัณย์ไว้เบื้องหลัง ให้จมหายไปพร้อมกับสุสานที่กำลังพังทลาย

เธอกลับขึ้นมาถึงปากอุโมงค์ ล้มลุกคลุกคลาน สำลักฝุ่นและน้ำตา อากาศด้านบนไม่ได้ดีไปกว่ากัน หมอกสีเทายังคงปกคลุมหนาทึบ ราวกับวัดทั้งวัดกำลังจมอยู่ใต้เมฆ

“เฉิน!” เธอตะโกนเรียกชื่อเขา แม้ว่าเขาจะเพิ่งทิ้งเธอให้ตาย แต่เขาก็เป็นสิ่งเดียวที่เธอเหลืออยู่ เป็นเศษซากของโลกใบเดิมที่เธอรู้จัก “เฉิน! คุณอยู่ที่ไหน!” ไม่มีเสียงตอบ มีเพียงเสียงลมหวีดหวิว และเสียง… หัวใจของเธอที่เต้นระรัว

เธอเดินโซซัดโซเซ กลับไปยังวิหารหลังใหญ่ สถานที่ที่ทุกอย่างเริ่มต้น มันเหมือนมีแรงดึงดูด เหมือนฆาตกรที่กลับไปยังสถานที่เกิดเหตุ

เธอก้าวเข้าไปในวิหารอย่างช้าๆ “เฉิน…” ความเงียบ เงียบจนน่ากลัว พระประธานที่แตกหักยังคงนั่งนิ่ง เฝ้ามองเธอด้วยรอยยิ้มที่มองไม่เห็น

“เธอรอดมาได้” เสียงนั้นดังมาจากข้างหลังองค์พระ เฉินก้าวออกมาจากเงามืด เขาไม่ได้วิ่งหนีไปไหน เขารออยู่ ในมือเขายังคงกำไฟฉายอันใหญ่ไว้แน่น เหมือนกระบอง

“เฉิน เราต้องไปจากที่นี่ อารัณย์… เขา…” “เธอทิ้งเขาไว้” เฉินพูดเสียงเรียบ “ไม่! ฉัน… มันถล่ม… ฉันช่วยเขาไม่ได้! คุณต่างหากที่ทิ้งเรา!” มินาสะอื้น “โกหก!” จู่ๆ เฉินก็ตะคอก “เธอกับมัน! พวกเธอวางแผนกันตั้งแต่แรก! พวกเธอรอให้ฉันลงไปข้างล่าง พวกเธอจะขังฉันไว้ที่นั่น! จะฆ่าฉัน!” “ไม่! คุณบ้าไปแล้ว! เราทุกคนกำลังจะตาย!” “ฉันบ้าเหรอ!” เฉินก้าวเข้ามาหาเธอ ดวงตาของเขาลุกโชนด้วยความคลั่ง “ทั้งหมดนี่มันเป็นเพราะเธอ! เพราะเธอคนเดียว!” เขายกนิ้วชี้หน้าเธอ “เธอพาเรามาที่นี่! ความอยากรู้อยากเห็นโง่ๆ ของเธอ! ความเสแสร้งของเธอ! เธอมันตัวปัญหา!”

“หยุดนะ…” “เหมือนกับที่เธอเป็นปัญหากับน้องสาวเธอไง!” คำพูดนั้นแทงทะลุหัวใจมินา “ไม่… อย่าพูด…” “ทำไม! มันคือความจริง! เธอทำลายน้องเธอ! เธอนั่งมองน้องตัวเองพิการ! แล้วเธอก็มาที่นี่! มาทำลายชีวิตฉัน!” เฉินเงื้อมือที่ถือไฟฉายขึ้น “เธอคือตัวหายนะ!”

ขณะที่เฉินกำลังคลุ้มคลั่งถึงขีดสุด มินาก็สังเกตเห็น เงา เงาในวิหารมัน… กำลังเคลื่อนไหว มันไม่ใช่แค่เงาบนผนัง แต่มันคือ… ควันสีดำ ควันสีดำสนิทที่เธอเห็นมันไหลออกมาจากองค์พระ ตอนนี้… มันกำลังซึมออกมาจากรอยแตกบนพื้น มันกำลังรวมตัวกัน ไม่ใช่รอบตัวมินา แต่รอบตัวเฉิน

“เฉิน! ระวัง!” มินากรีดร้อง เฉินชะงัก เขามองไปรอบตัวอย่างสับสน “อะไรของเธ…” เขาพูดไม่ทันจบ ควันสีดำนั้นก็พุ่งเข้าใส่เขา มันไม่ได้ปะทะร่าง แต่มัน… ซึมผ่านเข้าไป เหมือนน้ำที่ซึมเข้าฟองน้ำ

เฉินเบิกตากว้าง เขาอ้าปากค้าง แต่ไม่มีเสียงเล็ดลอดออกมา ไฟฉายร่วงหล่นจากมือ กระทบพื้นหินเสียงดัง “แกร๊ง!”

แล้ว… เขาก็ยกมือทั้งสองข้างขึ้น อย่างช้าๆ เหมือนหุ่นกระบอก มินามองภาพนั้นด้วยความสยดสยอง มือของเขากำลัง… ตรงไปที่… ลำคอของเขาเอง!

“ไม่! เฉิน! อย่านะ!” เธอพยายามจะพุ่งเข้าไปหา แต่สายตาของเขาจับจ้องมาที่เธอ ดวงตาที่เคยเต็มไปด้วยความรัก บัดนี้เหลือเพียงความหวาดกลัวสุดขีด และความสับสน เขาพยายามต่อสู้ เส้นเลือดปูดโปนที่ขมับ เขาพยายามจะพูด พยายามจะร้องขอความช่วยเหลือ “มิ… นา…” เสียงของเขาแหบพร่า

แต่มือของเขากลับไม่ปรานี นิ้วทั้งสิบจิกลึกลงไปในลำคอของตัวเอง บีบ… บีบอย่างสุดแรง… แรงที่ไม่น่าจะใช่แรงของมนุษย์ แรงที่มาจากความมืดมิดภายใน

“แกร๊ก!!!”

เสียงนั้นดังก้องไปทั่ววิหาร เสียงกระดูกคอที่หัก มันดังชัดเจน ชัดเจนกว่าเสียงกรีดร้องใดๆ ร่างของเฉินกระตุกเกร็ง ดวงตาของเขาเหลือกค้าง จ้องมองมินาเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนที่ร่างนั้นจะไร้ชีวิต ล้มฟุบลงไปกองกับพื้น

ควันสีดำไหลทะลักออกมาจากร่างของเขา มันลอยตัวอยู่เหนือศพครู่หนึ่ง ราวกับกำลังชื่นชมผลงาน ก่อนจะค่อยๆ สลายตัว ซึมกลับลงไปในรอยแตกของพื้นหิน หายไป… ทิ้งไว้เพียงความเงียบ และศพของชายที่เธอรัก

มินาล้มทั้งยืน สมองของเธอหยุดทำงาน ทุกอย่างขาวโพลน นี่มัน… นี่มัน… เธอค่อยๆ คลาน คลานเข้าไปหาร่างของเฉิน “เฉิน… ไม่… ไม่นะ…” เธอกระซิบ เธอเขย่าตัวเขา “ตื่นสิ… เฉิน… ตื่น…” แต่เขาก็ไม่ตื่น ตัวเขาเริ่มเย็น เธอซบหน้าลงกับอกที่ไร้ลมหายใจของเขา แล้วเธอก็กรีดร้อง เสียงกรีดร้องที่ไม่มีน้ำตา มันคือเสียงของจิตวิญญาณที่แตกสลาย เธอสูญเสียทุกอย่างแล้ว เธออยู่คนเดียว ในนรกแห่งนี้

“น่าสมเพชนะคะ” เสียงใสกังวานดังขึ้นข้างหู มินาเงยหน้าขึ้น น้ำตาที่เพิ่งไหล บดบังการมองเห็นของเธอ ร่างของลิน… น้องสาวของเธอ… นั่งอยู่บนวีลแชร์ อยู่ตรงนั้น ข้างๆ ศพของเฉิน เธอกำลังมองมินา ด้วยรอยยิ้ม รอยยิ้มที่เยือกเย็น

“เขาก็ทิ้งพี่ไปเหมือนกัน… เห็นมั้ย” ลินพูดเบาๆ “เขาก็เลือกที่จะตาย… ดีกว่าอยู่กับพี่” “ไม่… ไม่จริง” มินาส่ายหน้า “เหลือแค่เราสองคนแล้วนะคะ… พี่มินา” ลินเอื้อมมือที่ซีดเซียวมาลูบแก้มมินา “เขารับกรรมของเขาไปแล้ว” “ทีนี้…” เธอยิ้มกว้างขึ้น “ตาของพี่แล้วค่ะ”


มินาผลักร่างในวีลแชร์ของ “ลิน” จนกระเด็น เธอลุกขึ้น วิ่ง วิ่งหนีอย่างไม่คิดชีวิต เธอไม่รู้ว่าเธอกำลังวิ่งหนีอะไร หนีจากน้องสาวที่เป็นภาพหลอน หนีจากศพของแฟนหนุ่ม หรือหนีจากความจริงที่ว่า… เธอคือคนเดียวที่เหลือรอด

เธอวิ่งออกมาจากวิหาร แต่ป่าทึบยังคงล้อมกรอบเธอไว้ เหมือนกรงขนาดยักษ์ เธอวิ่งไปตามกำแพงวัด หวังจะหาช่องโหว่… หาทางออก แต่ทุกที่ที่เธอไป มีเพียงสายตาของพระพุทธรูปหินที่แตกหัก เฝ้ามองเธอ… ตัดสินเธอ

“พี่จะหนีไปไหนคะ” เสียงของลินยังคงตามมา มันไม่ได้มาจากทิศทางใดทิศทางหนึ่ง แต่มันดัง… มาจากทุกที่ ดังมาจากในหัวของเธอเอง “พี่หนีความจริงไม่พ้นหรอก”

มินาสะดุดรากไม้ล้มลง หน้าผากกระแทกกับพื้นหินเย็นเฉียบ ความเจ็บปวดทางกายช่วยดึงสติเธอกลับมา เธอนอนหอบอยู่บนพื้น มองผ่านม่านน้ำตา เธอตระหนักได้ เธอไม่มีที่ให้หนี ที่เดียวที่เธอพอจะเข้าใจ ที่เดียวที่ทุกอย่างเริ่มต้น คือ… วิหาร

เธอค่อยๆ พยุงตัวลุกขึ้น ความกลัวหายไปแล้ว เหลือเพียงความเหนื่อยล้า… และความว่างเปล่า เธอตัดสินใจเดินกลับไป กลับไปเผชิญหน้ากับมัน ไม่ว่ามันจะเป็นอะไรก็ตาม

เธอก้าวกลับเข้าไปในวิหาร ร่างของเฉินยังคงนอนอยู่ที่เดิม นิ่งสงบ ราวกับหลุดพ้นจากความทรมานไปแล้ว มินาเดินผ่านร่างเขาไป ราวกับเขาเป็นเพียงก้อนหินก้อนหนึ่ง

เธอไปหยุดยืนอยู่หน้าพระประธานองค์นั้น องค์ที่แตกสลาย องค์ที่เป็นจุดเริ่มต้นของฝันร้าย เธอจ้องมองเข้าไปในรอยแตกนั้น รอยแตกที่เคยพ่นควันสีดำออกมา เธอส่องไฟฉายที่เก็บมาจากพื้น… ไฟฉายของเฉิน… ส่องเข้าไปข้างใน

ข้างในนั้น… มันว่างเปล่า ไม่มีอะไรเลย ไม่มีปีศาจ ไม่มีดวงวิญญาณ มีเพียงโพรงมืดๆ ของรูปปั้นทองสัมฤทธิ์ที่กลวงโบ๋

และในวินาทีนั้น มินาก็เข้าใจ เหมือนมีกระแสไฟฟ้าวิ่งผ่านร่าง “ความมืด” ที่ออกมา มันไม่ใช่ปีศาจจากภายนอก มันไม่มีตัวตน มันไม่ได้ฆ่าใคร

มันเป็นเพียง… สารกระตุ้น เป็นเหมือนเชื้อเพลิง ที่จุดไฟเผา “นรก” ที่อยู่ในใจของพวกเขาเอง มันเข้าไปในหัวของปิ่น และขยายเสียงของพ่อแม่ที่เธอกลัว จนเธอยอมกระโดดหน้าผาเพื่อหนีจากมัน มันเข้าไปในหัวของอารัณย์ และขยายความโลภของเขา จนเขามองเห็นภาพหลอนของทองคำ และสุดท้ายก็นำเขาไปสู่ความตาย มันเข้าไปในหัวของเฉิน และขยายความหวาดระแวง ความรู้สึกต่ำต้อยที่เขามีต่อเธอ จนเขากลายเป็นฆาตกร… และฆ่าตัวตาย

พวกเขา… พวกเขาฆ่าตัวตายกันเองทั้งสิ้น วัดแห่งนี้… รูปปั้นนี้… มันไม่ได้กักขังปีศาจ มันกักขัง… “ความจริง” มันเป็นเพียงกระจกเงา ที่ส่องสะท้อนความอัปลักษณ์ในจิตใจของคนที่ก้าวเข้ามา

“ในที่สุด… พี่ก็เข้าใจ” เสียงของลินดังขึ้นข้างหลังเธอ มินาหันกลับไป ลินนั่งอยู่บนวีลแชร์ อยู่ที่เดิม ข้างศพของเฉิน แต่คราวนี้ มินาไม่วิ่งหนี เธอยืนนิ่ง จ้องมองภาพหลอนนั้น ภาพหลอนที่เกิดจากความรู้สึกผิดของเธอเอง

“ใช่” มินาพูด เสียงของเธอแหบแห้ง “ฉันเข้าใจแล้ว เธอไม่ได้อยู่ที่นี่ เธอคือฉัน เธอคือความรู้สึกผิดของฉัน”

“แล้วพี่ยอมรับมันได้มั้ยล่ะ” ลินยิ้ม “ยอมรับความจริงที่ว่า… พี่คือคนที่ทำให้หนูต้องเป็นแบบนี้”

มินาหลับตาลง เธอย้อนนึกถึงวันนั้น วันที่เกิดอุบัติเหตุ เสียงยางบดถนน เสียงกรีดร้อง ภาพที่เธอพยายามลบออกจากหัวมาตลอด

“ใช่” มินาลืมตาขึ้น น้ำตาไหลอาบแก้ม แต่น้ำเสียงของเธอหนักแน่น “ฉันยอมรับ วันนั้น… ฉันขับรถ ฉันมัวแต่เถียงกับเฉินในโทรศัพท์ ฉันประมาท ฉันไม่ได้มองทาง” เธอก้าวเดินเข้าไปหา “ลิน” ช้าๆ “มันคือความผิดของฉัน ทั้งหมดเป็นความผิดของฉัน”

เธอคุกเข่าลง ตรงหน้าวีลแชร์ที่ว่างเปล่าในจินตนาการ “ลิน… พี่ขอโทษ พี่ขอโทษที่เห็นแก่ตัว พี่ขอโทษที่พยายามโกหกตัวเองมาตลอด พี่ขอโทษ… ที่ทำลายชีวิตเธอ” เธอก้มลงกราบ หน้าผากจรดพื้นหินที่เย็นเฉียบ

ความเงียบเข้าครอบงำ ไม่มีเสียงหัวเราะเยาะเย้ย ไม่มีเสียงกล่าวโทษ มีเพียงเสียงสะอื้นของมินา

“พี่… พี่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอดีตได้” เธอกระซิบกับพื้น “พี่รู้ แต่พี่… จะไม่ยอมให้ความรู้สึกผิดนี้… ฆ่าพี่ เหมือนที่มันฆ่าเฉิน”

เธอเงยหน้าขึ้น ภาพของลิน… ภาพน้องสาวของเธอบนวีลแชร์… เริ่มจางลง โปร่งแสงขึ้น รอยยิ้มที่เย็นชาของลิน ค่อยๆ เปลี่ยนเป็น… รอยยิ้มจางๆ ที่ดูเหมือน… การให้อภัย หรืออาจจะเป็น… การปลดปล่อย

ร่างของลินค่อยๆ สลายไป เหมือนควัน หายไปในอากาศ เหลือเพียงมินาที่คุกเข่าอยู่คนเดียว ท่ามกลางความเงียบงัน

เธอรู้สึก… เบา เป็นครั้งแรกในรอบหลายปี เหมือนก้อนหินหนักอึ้งที่ถ่วงเธอไว้ ถูกยกออกไป เธอยังเจ็บปวด เธอยังเสียใจ แต่เธอ… ไม่ได้ถูกล่ามไว้อีกต่อไป เธอคิดว่าเธอเป็นอิสระแล้ว

ทันใดนั้น ท่ามกลางความเงียบ เธอก็ได้ยินเสียง “อึก…” ไม่ใช่เสียงในหัว เป็นเสียงจริงๆ เสียงครางด้วยความเจ็บปวด เบามาก แต่มันมีอยู่จริง

มินาหันขวับไปมอง เสียงนั้น… มันดังมาจาก… ปากอุโมงค์ใต้ดิน! ที่ที่ถล่มลงไป อารัณย์! เขายังไม่ตาย! เสียงนั้นคือเสียงของเขา!

สัญชาตญาณแรกของเธอคือ… ความกลัว เธอควรจะหนีไป ทิ้งเขาไว้ เหมือนที่เฉินทิ้งเธอ แต่… ภาพของลินที่เพิ่งสลายไป คำพูดของเธอที่บอกว่าจะไม่ยอมให้ความผิดฆ่าเธอ มันยังดังก้อง นี่คือ… บททดสอบ ไม่ใช่จากวัด แต่จากตัวเธอเอง

เธอจะไม่หนีอีกแล้ว เธอจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังอีกแล้ว มินาลุกขึ้นยืน เธอคว้าไฟฉายของเฉิน แล้ววิ่งตรงไปยังอุโมงค์ที่พังทลายนั้น เธอกลับเข้าไปในความมืด ด้วยความตั้งใจของตัวเอง


มินากลับไปที่ปากอุโมงค์ ทางเข้าถูกปิดทับด้วยหินก้อนใหญ่ แต่ยังมีช่องว่างเล็กๆ พอที่เธอจะเบียดตัวเข้าไปได้ เธอไม่ลังเล เธอคลานฝ่าความมืดและความตายที่เพิ่งวิ่งหนีออกมา “อารัณย์!” เธอตะโกน เสียงของเธอสะท้อนก้องในความเงียบ “คุณยังอยู่มั้ย!”

“แค่ก… แค่ก…” เสียงไอแผ่วเบาดังตอบกลับมา เขายังมีชีวิต มินาใช้ไฟฉายส่องนำทาง ฝุ่นหนาตลบอบอวลจนหายใจแทบไม่ออก อากาศด้านในหนักอึ้ง เต็มไปด้วยกลิ่นของความตายและดิน เธอเดินลึกเข้าไป ผ่านซากปรักหักพังที่เพิ่งถล่ม

เธอพบเขานอนอยู่ท่ามกลางกองหิน ในห้องสุสานนั้น ร่างของเขาตั้งแต่ช่วงเอวลงไป ถูกแผ่นหินขนาดใหญ่ทับไว้ เลือดไหลนองพื้น แต่เขายังลืมตา เขามองเธอด้วยแววตาที่ยากจะอธิบาย ไม่ใช่ความโล่งใจ แต่เป็น… ความสับสน

“คุณ…” เขาพยายามพูด “คุณกลับมาทำไม” “ฉันจะพาคุณออกไป” มินาตอบสั้นๆ เธอไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเธอพูดจริงหรือเปล่า เธอรู้แค่ว่าเธอทิ้งเขาไว้ไม่ได้ เธอลองขยับแผ่นหิน แต่มันไม่กระดิกเลย มันหนักเกินไป

“เปล่าประโยชน์…” อารัณย์กระซิบ “ผม… จบแล้ว นี่คือ… กรรมของผม” “อย่าเพิ่งพูดแบบนั้น!” มินาตวาด เธอพยายามหาอะไรมางัด เธอมองไปรอบๆ สุสานที่มืดมิด มีเพียงกระดูกและหิน “เราต้องพยายาม”

“เปล่าประโยชน์…” อารัณย์พูดซ้ำ เขายกมือที่สั่นเทาขึ้นมา “ผมรู้… ผมเห็นมัน… ไอ้เงานั่น… มันไม่ได้ฆ่าเรา” “ฉันรู้” มินาพยักหน้า “มันแค่ขยายความกลัวของเรา เราฆ่าตัวตายกันเอง”

“ไม่…” อารัณย์ส่ายหน้าช้าๆ “คุณ… คุณยังไม่เข้าใจ” เขาไอออกมาเป็นเลือด “มันไม่ใช่แค่… ขยาย มัน… กิน มันกิน… คำโกหก คำโกหกที่เรา… บอกตัวเอง”

มินาชะงัก “คุณหมายความว่ายังไง” “ยัยเด็กนั่น…” อารัณย์หอบ “ยัยเด็กที่คลั่งมือถือ มันโกหกว่ามันเก่ง… มันโกหกว่ามันมีความสุข ไอ้เงานั่นเลยป้อนคำด่าของพ่อแม่ให้มันกิน จนมันแหลกสลาย” “ส่วนผม…” เขายิ้มอย่างสมเพชตัวเอง “ผมโกหกตัวเองว่า… ผมไม่ได้ตั้งใจทิ้งนักท่องเที่ยวคนนั้น ผมโกหกว่าผมกลับมาเพื่อทอง แต่ความจริงคือ… ผมกลับมา เพราะผมอยากถูกลงโทษ และไอ้เงานั่น… มันก็ให้ในสิ่งที่ผมต้องการ” เขามองไปที่เฉิน… อ้อ ไม่ใช่ เขามองไปในทิศที่เฉินวิ่งหนีไป “ส่วนแฟนคุณ… เขาโกหก เขาโกหกว่าเขารักคุณ แต่ลึกๆ แล้ว… เขากลัวคุณ เขากลัว… ความจริงของคุณ”

มินาตัวชา “ความจริงอะไร” อารัณย์ไม่ตอบ เขาจ้องมองเธอเขม็ง ดวงตาที่กำลังจะมืดบอดของเขา เหลือบไปเห็น… สร้อยคอ สร้อยคอเส้นเล็กๆ ที่มินาสวมอยู่ สร้อยที่เธอไม่เคยถอด สร้อย… ของลิน “นั่น… สร้อยนั่น…” เขาพยายามยกนิ้วที่เปื้อนเลือดชี้มาที่มัน “มันไม่ใช่… อย่างที่คุณคิด มันไม่ใช่… ความผิดของคุณ”

“คุณพูดเรื่องอะไร!” มินาเริ่มสับสน ภาพหลอนของลินเพิ่งหายไป เธอยอมรับความผิดไปแล้ว “ผมเห็น… มันให้ผมเห็น… ตอนที่หินมันทับผม ผมเห็น… ความจริงของทุกคน รวมทั้ง… ของคุณด้วย” อารัณย์หายใจติดขัด “มันไม่ใช่… พระที่แตก มันคือ… เราต่างหากที่แตก”

“คุณเห็นอะไร อารัณย์! บอกฉันมา!” มินาเขย่าตัวเขา “บอกฉัน!” “อุบัติเหตุ…” เขาเค้นเสียงออกมา “คืนนั้น… คุณไม่ได้… ทะเลาะกับแฟน คุณไม่ได้… เล่นมือถือ”

ฉับพลัน! เหมือนมีฟ้าผ่าลงมากลางหัว ภาพความทรงจำที่เธอสะกดมันไว้ ภาพ “ความจริง” ที่เธอสร้างขึ้นมาทับถม มันแตกสลาย เผยให้เห็น… ความจริงที่แท้จริง ที่ถูกซ่อนอยู่ใต้ก้นบึ้งของจิตใจ

แฟลชแบ็ก *ในรถคืนนั้น ฝนตก มินากำลังขับรถ ลิน… น้องสาวเธอ… นั่งอยู่ข้างๆ แต่ลินไม่ได้นั่งเงียบๆ เธอกำลังตะโกน! ตะโกนใส่โทรศัพท์มือถือของเธอ! “พี่บอกให้เลิกไง! ทำไมพี่ไม่เชื่อฉัน!” ลินกำลังทะเลาะกับแฟนของ “ลิน” เอง ไม่ใช่เฉิน

“ลิน… ใจเย็นๆ ค่อยๆ คุย” มินาพยายามห้าม “ไม่ต้องมายุ่ง!” ลินตวาด “มันนอกใจฉัน! พี่ก็รู้ว่ามันเลว! ทำไมพี่ไม่เคยเข้าข้างฉันเลย!” “ลิน! ขับรถอยู่! วางโทรศัพท์ก่อน!” “ไม่! ฉันจะคุยให้รู้เรื่องเดี๋ยวนี้!” แฟนของลินในโทรศัพท์คงพูดอะไรบางอย่างที่ทำให้เธอขาดสติ “แกจะเลิกกับฉันเหรอ! ได้! เราตายไปด้วยกันนี่แหละ!”

ลิน… น้องสาวของเธอ… เธอหันมา… เธอกระชากพวงมาลัยรถ! จากมือของมินา!

“ลิน! อย่านะ!!!” เสียงกรีดร้องของมินา เสียงเบรกล้อบดถนน เสียงโลหะอัดกระแทก …และความมืด

มินาผงะถอย เธอล้มลงนั่งกับพื้น เธอจ้องมองอารัณย์ “ไม่… ไม่จริง” เธอส่ายหน้า “มันไม่จริง ฉัน… ฉันเป็นคนขับ”

“ใช่… คุณขับ” อารัณย์กระซิบ “แต่คุณ… ไม่ได้เป็นคนก่อ เธอต่างหาก… น้องสาวคุณ เธอพยายามฆ่าตัวตาย… และฆ่าคุณไปด้วย”

มินากุมขมับ ความทรงจำไหลทะลักเข้ามา ภาพหลังเกิดอุบัติเหตุ เธอแค่บาดเจ็บเล็กน้อย แต่ลิน… ขาของลิน… ในโรงพยาบาล พ่อกับแม่ร้องไห้ ทุกคนถามว่าเกิดอะไรขึ้น และมินา… มินาเลือกที่จะ… โกหก เธอโกหกเพื่อ “ปกป้อง” น้องสาว ปกป้องชื่อเสียงของลิน เธอเลือกที่จะรับบาปนั้นไว้เอง เธอบอกทุกคนว่า… เธอประมาท เธอเล่นมือถือ

เธอสร้างเรื่องทั้งหมดขึ้นมา และเธอก็เชื่อในคำโกหกนั้น เชื่อ… จนมันกลายเป็นความจริงของเธอ เชื่อ… จนมันสร้าง “ลิน” ในวีลแชร์ ขึ้นมาหลอกหลอนตัวเธอเอง

“ความมืด” นั่น… มันไม่ได้ขยาย “ความรู้สึกผิด” มันขยาย “คำโกหก” คำโกหกที่ทรงพลังที่สุด คำโกหกที่เธอใช้ทำลายตัวเอง

“โอ… พระเจ้า” มินาพึมพำ น้ำตาไหลทะลักออกมา ไม่ใช่น้ำตาแห่งความเสียใจ แต่มันคือน้ำตาของ… อะไรก็ไม่รู้ มันซับซ้อนเกินไป

“คุณ… คุณต้องรอด” อารัณย์พูดคำสุดท้าย “คุณต้อง… ออกไป บอก… ความจริง…” แล้วร่างของเขาก็กระตุก ดวงตาของเขาเหลือกค้าง สิ้นใจ ในที่สุด… เขาก็ได้พักผ่อน ในสุสานที่เขาเลือกเอง

มินานั่งนิ่ง ท่ามกลางความมืดและซากศพ ความจริงที่เธอเพิ่งได้รับ มันหนักหน่วงยิ่งกว่าก้อนหินที่ทับอารัณย์ มันน่ากลัวยิ่งกว่าปีศาจตนไหน เธอไม่ได้รู้สึกผิด เธอกลายเป็น… เหยื่อ เหยื่อของความใจดีของเธอเอง เหยื่อของคำโกหกที่เธอสร้างขึ้นเพื่อปกป้องคนที่เธอรัก คนที่… พยายามจะฆ่าเธอ


มินานั่งนิ่งอยู่ในความมืดมิดของสุสานใต้ดิน เธอนั่งอยู่ตรงนั้น… นานแค่ไหนไม่มีใครรู้ ข้างๆ ร่างที่ไร้ลมหายใจของอารัณย์ ความจริงที่เธอเพิ่งค้นพบ มันไม่ได้ทำให้เธอรู้สึกเป็นอิสระ มันกลับพันธนาการเธอ… ด้วยโซ่ตรวนเส้นใหม่ โซ่ที่ตีขึ้นจากความรักที่ถูกหักหลัง และความเมตตาที่ย้อนกลับมาทำร้ายตัวเอง

เธอไม่ได้ฆ่าน้องสาว น้องสาว… พยายามจะฆ่าเธอ คำโกหกที่เธอสร้างขึ้นเพื่อปกป้องความทรงจำของลิน กลายเป็นอาวุธที่ปีศาจในวัดนี้ใช้ย้อนกลับมาทำลายเธอ และทำลายทุกคน… ที่อยู่รอบข้างเธอ

“เฉิน…” เธอพึมพำชื่อเขา ตอนนี้เธอเข้าใจแล้ว ว่าทำไมเฉินถึงได้หวาดระแวงเธอ “ความมืด” นั่นคงกระซิบเขา บอกใบ้ถึง “คำโกหก” ที่เธอซ่อนไว้ มันคงไม่ได้บอกความจริงทั้งหมด แต่คงบอกพอ… ให้เขาเห็นเธอเป็นศัตรู ให้เขาเห็นเธอเป็นคนหลอกลวง เขาไม่ได้ตายเพราะความกลัว เขาตาย… เพราะคำโกหกของเธอ

มินาลุกขึ้นยืน ขาของเธอสั่น แต่ไม่ใช่ด้วยความกลัว มันสั่นด้วยความโกรธ โกรธโชคชะตา โกรธน้องสาว และโกรธ… ตัวเอง ที่โง่เขลามานานหลายปี

เธอต้องออกไป เธอจะไม่ตายที่นี่ เธอจะไม่ยอมให้คำโกหกของคนอื่น… มาตัดสินชีวิตเธอ เธอปีนป่ายซากหิน คลานกลับออกไปทางปากอุโมงค์ กลับขึ้นสู่พื้นดิน สู่แสงสว่าง

เมื่อเธอโผล่พ้นปากอุโมงค์ สิ่งที่เธอเห็น… ทำให้เธอหยุดนิ่ง มันไม่ใช่แสงแดดยามเช้า แต่เป็น… แสงจันทร์ เธอนั่งอยู่ในนั้น… นานจนข้ามคืนอีกครั้งงั้นหรือ ไม่… ไม่ใช่ มันคือแสงจันทร์ของคืนเดิม หรือเวลาในนี้มันบิดเบี้ยว แต่ที่สำคัญกว่านั้น… หมอก! หมอกที่เคยหนาทึบเหมือนกำแพง… มันกำลังจางลง

เหมือนมีคนค่อยๆ หรี่ไฟ ม่านหมอกสีขาวเริ่มโปร่งแสง เผยให้เห็นป่าที่แท้จริง ป่า… ที่ไม่ได้บิดเบี้ยว ต้นไม้ที่ไม่ได้ดูเหมือนกรงเล็บ มันก็แค่… ป่า ที่รก… และน่ากลัว… แต่เป็นความน่ากลัวแบบธรรมดา

มินามองไปทางที่พวกเขาเข้ามา กำแพงเถาวัลย์ที่เคยปิดตาย บัดนี้… มันคือเส้นทาง เส้นทางเล็กๆ ที่รกไปด้วยหญ้า แต่มันคือ… ทางเดิน ทางที่มองเห็นได้ชัดเจน เหมือนมันไม่เคยหายไปไหน

วัด… กำลังปล่อยเธอไป มันได้ในสิ่งที่มันต้องการแล้ว มันได้ “กิน” คำโกหกของปิ่น ความโลภของอารัณย์ และความหวาดระแวงของเฉิน ส่วนคำโกหกของเธอ… มันถูกทำลายลงแล้ว ด้วยความจริง เธอไม่ใช่อาหารของมันอีกต่อไป

มินาเดิน เธอเดินช้าๆ ก้าวข้ามความสยดสยองที่เกิดขึ้น เธอกลับไปที่วิหาร ร่างของเฉินยังคงนอนอยู่ที่เดิม เธอคุกเข่าลงข้างๆ เขา เธอลูบใบหน้าที่ซีดเซียวของเขาเบาๆ “ฉันขอโทษ… เฉิน” เธอกระซิบ “ฉันขอโทษ… ที่คำโกหกของฉัน… ฆ่าคุณ” เธอไม่ได้ร้องไห้ น้ำตาเธอเหือดแห้งไปหมดแล้ว

เธอลุกขึ้น เดินไปที่หน้าพระประธานที่แตกหัก เธอจ้องมองมัน มันก็แค่… รูปปั้น รูปปั้นโลหะที่พังแล้ว

เธอเอื้อมมือไปจับสร้อยคอ สร้อยของลิน ที่เธอสวมมาตลอด ในฐานะเครื่องเตือนใจถึง “ความผิด” แต่ตอนนี้… มันคือเครื่องเตือนใจถึง “การหักหลัง” มันหนักอึ้ง หนักจนดึงรั้งคอเธอ

มินาถอดมันออก เธอกำมันไว้ในมือแน่น เธอไม่ได้ขว้างมันทิ้ง เธอไม่ได้ทำลายมัน เธอเดินไปที่พระพุทธรูปหินองค์หนึ่ง องค์ที่ยังไม่แตกหัก องค์ที่ดูสงบนิ่งที่สุด เธอวางสร้อยเส้นนั้นลง บนตักขององค์พระ วางมันลง… เหมือนวางภาระ เหมือนการ… คืนของ “หนูคืนมันให้พี่นะคะ… ลิน” เธอกระซิบ “ต่อไปนี้… พี่แบกรับมันไว้เองเถอะ”

เธอหันหลังให้วิหาร หันหลังให้ศพ หันหลังให้อดีตที่เน่าเฟะ เธอก้าวเดินออกจากวัดพระธาตุ ทีละก้าว มั่นคง มุ่งหน้าสู่เส้นทางที่ปรากฏขึ้น

แสงแรกของรุ่งอรุณ เริ่มสาดส่อง เป็นแสงสีทองที่แท้จริง ส่องทะลุยอดไม้ มินาเดินฝ่าแสงนั้นออกมา ตัวคนเดียว เธอยกมือขึ้น สัมผัสกล้องถ่ายรูปที่ยังคงห้อยอยู่บนคอ มันคือสิ่งเดียวที่เป็นของเธอ… สิ่งเดียวที่เหลืออยู่ แต่เธอก็ไม่ได้ยกมันขึ้นมาถ่าย ฝาปิดเลนส์… ยังคงปิดสนิท เธอไม่อยากค้นหา “ความจริง” อะไรอีกต่อไป ความจริงที่เธอค้นพบ… มันสาหัสเกินพอแล้ว

เธอเดินต่อไป หายลับไปในป่า ทิ้งวัดร้างไว้เบื้องหลัง ให้จมอยู่กับความเงียบและแสงตะวัน

ภาพสุดท้าย… กล้องจับจ้องไปที่วัด เมื่อแสงแดดส่องกระทบองค์พระประธานในวิหาร ส่องเข้าไปในรอยแตกขนาดใหญ่นั้น รอยแตก… ที่ดูเหมือน… กำลังค่อยๆ สมานตัวเข้าหากัน ช้าๆ ทีละน้อย ราวกับมันกำลังย่อยอาหารมื้อใหญ่ และรอคอย… นักเดินทางกลุ่มต่อไป ที่พกพา “คำโกหก” ของตัวเอง เข้ามา…


Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Facebook Twitter Instagram Linkedin Youtube