ตู้ปิดปากหมอผี ณ เลย
ฝนเริ่มตกหนักตอนที่รถของอานนท์ขับผ่านป้ายบอกทางเข้าจังหวัดเลย หมอกหนาทึบเกาะกลุ่มกันเหมือนควันสีขาว ทำให้ถนนที่คดเคี้ยวเลียบภูเขาดูเหมือนไม่มีที่สิ้นสุด นี่คือการเดินทางที่เขาไม่ได้เลือก มันคือการ ‘ย้าย’ ที่ถูกบังคับกลายๆ อานนท์เป็นจิตแพทย์หนุ่ม เขาเชื่อในวิทยาศาสตร์ เชื่อในตรรกะ และเชื่อในสิ่งที่พิสูจน์ได้ นั่นคือปัญหาของเขาในกรุงเทพฯ เขาขัดแย้งกับผู้อำนวยการโรงพยาบาลคนเก่า เรื่องที่ผู้อำนวยการอนุญาตให้ญาติคนไข้ทำพิธีไสยศาสตร์ในห้องพักผู้ป่วย อานนท์ประท้วงอย่างรุนแรง และผลลัพธ์ก็คือ… จังหวัดเลย สถานที่ที่เหมือนอยู่สุดขอบโลก
โรงพยาบาลจิตเวชเลย ไม่ได้อยู่ในตัวเมือง มันตั้งอยู่อย่างโดดเดี่ยว ห่างไกลจากชุมชน ล้อมรอบด้วยภูเขาที่เงียบงัน เมื่อเขาเลี้ยวรถเข้าไป สิ่งแรกที่เห็นคือรั้วเหล็กที่ขึ้นสนิม และตัวอาคารที่เก่าคร่ำคร่า สีขาวที่เคยทาไว้บนผนัง ลอกร่อน เผยให้เห็นเนื้อปูนสีเทาที่ชื้นแฉะ เหมือนผิวหนังที่เป็นโรค อานนท์จอดรถ เสียงเครื่องยนต์ดับลง เหลือเพียงเสียงฝนที่ตกกระทบหลังคารถ และเสียงลมที่หวีดหวิวผ่านช่องหน้าต่างของตึก เสียงนั้น… มันไม่เหมือนเสียงลมปกติ มันฟังดูเหมือนเสียงคนครวญครางแผ่วเบา
เขาก้าวลงจากรถ อากาศเย็นชื้นปะทะใบหน้าทันที กลิ่นอับของใบไม้เน่าและกลิ่นดินโชยมา เขาคว้ากระเป๋าเดินทางและเดินเข้าไปในอาคาร ล็อบบี้มืดสลัว มีเพียงแสงไฟจากหลอดฟลูออเรสเซนต์ที่กะพริบเป็นระยะ ผู้หญิงวัยกลางคนในชุดพยาบาลสีกากียืนรออยู่ เธอดูสะอาดสะอ้าน ชุดถูกรีดจนเรียบกริบ แต่ดวงตาของเธอดูเหนื่อยล้า “สวัสดีค่ะ… คุณหมออานนท์ ใช่ไหมคะ” “ครับ ผมอานนท์” “ดิฉัน นารี ค่ะ เป็นหัวหน้าพยาบาลที่นี่ ยินดีต้อนรับนะคะ” น้ำเสียงของเธอกล่าวต้อนรับ แต่แววตาของเธอกลับไม่เป็นเช่นนั้น มันมีความกังวลบางอย่างซ่อนอยู่ “การเดินทางคงจะเหนื่อยหน่อยนะคะ โดยเฉพาะช่วงหน้าฝน” นารีพูดขณะเดินนำ “ไม่เป็นไรครับ ผมชิน” อานนท์ตอบ ทางเดินทอดยาวและเงียบสงัด เสียงฝีเท้าของพวกเขาก้องสะท้อน ผนังเย็นเฉียบ อานนท์สังเกตเห็นว่าบางส่วนของโรงพยาบาลดูเหมือนถูกทิ้งร้าง มีปีกอาคารหนึ่งที่ถูกปิดตายด้วยแผงไม้ “เรามีบุคลากรไม่พอที่จะดูแลทุกส่วนค่ะ” นารีอธิบายเหมือนอ่านใจเขาออก “เราเลยย้ายคนไข้ทั้งหมดมารวมกันที่ตึกใหม่… ยกเว้นบางส่วน” “บางส่วน?” นารีหยุดเดินเล็กน้อย “ค่ะ… คนไข้เก่าแก่ ที่อยู่ที่นี่มานาน… พวกเขาอยู่ที่ ‘ตึกซี’ ค่ะ” “ตึกซี?” “เป็นอาคารเก่าที่สุดค่ะ อยู่ด้านหลังสุด” เธอกลิต ดูเหมือนเธอไม่อยากพูดถึงมัน “นี่คือห้องทำงานของคุณหมอค่ะ” เธอไขกุญแจห้องหนึ่ง ประตูไม้บวมน้ำฝืดเอียดอ้าด ภายในห้องมีกลิ่นอับชื้นรุนแรง เฟอร์นิเจอร์ไม้เก่าถูกคลุมด้วยผ้าขาวผืนใหญ่ เหมือนห้องที่ไม่มีใครใช้งานมานานหลายปี “นี่มัน…” “ห้องทำงานเดิมของผู้อำนวยการคนก่อนค่ะ ท่านเกษียณไปหลายปีแล้ว” นารีพูด “ต้องขอโทษด้วยนะคะที่ยังไม่ได้เก็บกวาดให้เรียบร้อย” อานนท์วางกระเป๋าลง เขามองไปรอบๆ ห้อง มันกว้างขวาง แต่กลับให้ความรู้สึกอึดอัด เหมือนมีใครบางคนกำลังจ้องมองจากมุมมืดของห้อง เขาเดินไปที่หน้าต่าง บานหน้าต่างฝืดมาก เขาต้องใช้แรงดันมันออกไป ลมฝนสาดเข้ามาทันที และเสียงหวีดหวิวนั้น… มันดังขึ้นอีกแล้ว ชัดเจนกว่าเดิม อานนท์ขมวดคิ้ว “ลมที่นี่แรงจังนะครับ” นารีพยักหน้าช้าๆ “ค่ะ… โดยเฉพาะที่ตึกนี้… มันอยู่ตรงช่องลมพอดี” เธอมองไปที่หน้าต่างด้วยสายตาแปลกๆ “แฟ้มประวัติคนไข้ที่ต้องดูแล อยู่บนโต๊ะนะคะ” นารีชี้ไปที่กองแฟ้มสีน้ำตาลเก่าๆ “ส่วนใหญ่เป็นคนไข้ที่ตึกซี คุณหมอคงต้องใช้เวลาศึกษาสักหน่อย” “ขอบคุณครับ คุณนารี” “ถ้ามีอะไรให้ช่วย เรียกได้เสมอนะคะ บ้านพักของดิฉันอยู่ด้านหลังโรงพยาบาล” เธอกำลังจะเดินจากไป แต่แล้วก็หันกลับมา “คุณหมอ…” เธอลังเล “คนที่นี่… ชาวบ้านที่นี่… พวกเขาค่อนข้าง… เชื่อในเรื่องเก่าๆ น่ะค่ะ” อานนท์ยิ้มบางๆ “ผมเชื่อในการแพทย์ครับ คุณนารี ไม่ต้องห่วง” นารีมองลึกเข้าไปในตาของเขา “ที่นี่… การแพทย์อย่างเดียวอาจไม่พอนะคะ” เธอพูดทิ้งท้ายไว้แค่นั้น แล้วก็เดินจากไป ทิ้งให้อานนท์อยู่ลำพังในห้องทำงานที่เย็นเยียบ
ความเงียบเข้ามาแทนที่ มีเพียงเสียงฝน และเสียงลมที่ยังคงครวญครางไม่หยุด อานนท์ถอนหายใจ เขารู้สึกเหนื่อยล้าจากการเดินทาง แต่ความมุ่งมั่นในฐานะแพทย์ทำให้เขาเริ่มทำงานทันที เขาดึงผ้าขาวที่คลุมโต๊ะทำงานออก ฝุ่นคลุ้งกระจาย เขานั่งลงบนเก้าอี้ไม้ที่ลั่นเสียงดังเอี๊ยด แล้วหยิบแฟ้มบนสุดขึ้นมา “ตึกซี” หน้าปกแฟ้มเขียนไว้ชัดเจน เขารู้สึกถึงความเย็นที่ปลายนิ้ว แฟ้มพวกนี้เก่ามาก กระดาษเหลืองกรอบและมีกลิ่นสาบ เขาสุ่มเปิดอ่าน ประวัติคนไข้แต่ละคนยาวเหยียด หลายคนอยู่ที่นี่มานานกว่ายี่สิบปี สามสิบปี อาการป่วยของพวกเขาดูเหมือนจะหยุดนิ่ง การรักษาเป็นไปตามแบบแผนเดิมๆ ที่ไม่ได้ผล อานนท์รู้สึกหงุดหงิด นี่คือสิ่งที่เขาเกลียด การรักษาที่กลายเป็นแค่ ‘การเลี้ยงไข้’ โรงพยาบาลจิตเวชไม่ควรเป็นแค่สถานที่คุมขังคนบ้า มันควรเป็นสถานที่ที่คืนชีวิตให้พวกเขา เขาพลิกหน้ากระดาษไปเรื่อยๆ จนกระทั่ง… นิ้วของเขาหยุดชะงัก แฟ้มหนึ่งที่ดูเก่ากว่าแฟ้มอื่นๆ “คนไข้หมายเลข 004” ชื่อ: นางส้ม (ไม่มีนามสกุล) วันที่รับเข้า: 40 ปีที่แล้ว อานนท์ตัวชาวาบ 40 ปี? เขาเปิดอ่านประวัติ อาการเมื่อแรกรับ: “หวาดระแวงรุนแรง กรีดร้องว่ามีคนตามฆ่า พูดจาไม่รู้เรื่อง” การวินิจฉัย: “โรคจิตเภทชนิดหวาดระแวง (Paranoid Schizophrenia)” เขากวาดตาอ่านการรักษา ยาระงับประสาท… การช็อตไฟฟ้า… แต่แล้ว… บันทึกในช่วงสิบปีต่อมาก็เปลี่ยนไป “คนไข้หยุดพูด” “คนไข้หยุดเคลื่อนไหว” “การวินิจฉัยใหม่: โรคจิตเภทชนิดคาตาโทนิก (Catatonic Schizophrenia)” อานนท์ขมวดคิ้วแน่น คาตาโทนิก… อาการแข็งทื่อ เป็นไปได้… แต่ 40 ปี โดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงเลยเหรอ? มันเป็นไปไม่ได้ในทางการแพทย์ ร่างกายมนุษย์ไม่สามารถคงอยู่ในภาวะนั้นได้นานขนาดนั้นโดยไม่เสื่อมสลาย เขาอ่านบันทึกของแพทย์คนก่อนๆ “ไม่ตอบสนองต่อยา” “ไม่ตอบสนองต่อการกระตุ้น” บันทึกสุดท้ายเมื่อห้าปีก่อน เขียนโดยแพทย์คนล่าสุดก่อนที่เขาจะมา “คนไข้ 004 ยังคงอยู่ในภาวะเดิม… ดวงตาเบิกกว้างตลอดเวลา ไม่กะพริบ จ้องมองไปที่มุมห้องด้านซ้ายบน ราวกับเห็นอะไรบางอย่าง” อานนท์รู้สึกเย็นสันหลังวาบ “ปฏิเสธการนอนหลับ… พยาบาลต้องบังคับให้หลับตา” “มีอาการหวาดกลัวอย่างรุนแรงเมื่อต้องอยู่ในความมืด” นี่มันอะไรกัน? นี่ไม่ใช่ประวัติทางการแพทย์ มันเหมือน… มันเหมือนบันทึกเรื่องสยองขวัญ อานนท์รู้สึกถึงความท้าทาย ความท้าทายต่อตรรกะและวิทยาศาสตร์ที่เขายึดมั่น เขามั่นใจว่าต้องมีอะไรผิดพลาด อาจจะเป็นการวินิจฉัยที่ผิดพลาดมาตั้งแต่ต้น อาจจะเป็นผลข้างเคียงจากยาในยุคเก่า หรืออาจจะเป็น… สภาพแวดล้อมของที่นี่ โรงพยาบาลที่เก่าแก่… ชื้นแฉะ… และโดดเดี่ยวแห่งนี้ เขาปิดแฟ้ม เสียงลมด้านนอกดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้มันดังมาก ดังเหมือนเสียงกรีดร้องของผู้หญิง อานนท์สะดุ้ง เขาลุกขึ้นเดินไปที่หน้าต่างและปิดมันลงอย่างแรง เสียงเงียบลงเล็กน้อย แต่เขายังคงได้ยินมันก้องอยู่ในหัว เขาหันกลับมามองแฟ้มของ ‘นางส้ม’ “พรุ่งนี้” เขาตัดสินใจ “พรุ่งนี้ ฉันจะไปที่ตึกซี” “ฉันจะไปดูคนไข้หมายเลข 004 ด้วยตาของฉันเอง” เขาไม่รู้เลยว่า การตัดสินใจครั้งนี้ คือการก้าวเท้าเข้าไปสู่ความมืดมิด ที่รอคอยการมาเยือนของคนอย่างเขา… มานานแสนนาน
เช้าวันต่อมา ฝนหยุดแล้ว แต่ท้องฟ้ายังคงเป็นสีเทาหม่น อานนท์นอนไม่หลับทั้งคืน ภาพดวงตาที่เบิกกว้างของนางส้ม และเสียงลมที่เหมือนเสียงกรีดร้อง ยังคงวนเวียนอยู่ในหัว เขาดื่มกาแฟดำแก้วที่สาม และมุ่งหน้าไปยัง ‘ตึกซี’
แค่ทางเดินเชื่อมไปยังตึก ก็ให้ความรู้สึกที่แตกต่าง มันเป็นทางเดินมีหลังคาคลุม แต่ผนังด้านข้างเปิดโล่ง ลมเย็นยะเยือกพัดผ่าน กลิ่นอับชื้นรุนแรงกว่าตึกหลัก ตึกซีเหมือนถูกกาลเวลาแช่แข็ง เถาวัลย์เลื้อยพันไปตามเสา สีที่ผนังลอกร่อนจนน่าเกลียด เมื่อเขาก้าวเข้าไป สิ่งแรกที่เขาสัมผัสได้คือ ‘ความเงียบ’ มันไม่ใช่ความเงียบที่สงบ แต่มันคือความเงียบที่… หนักอึ้ง เหมือนอากาศในนี้มีความหนาแน่นมากกว่าปกติ พยาบาลเวรเช้ามีเพียงสองคน พวกเขาดูเซื่องซึมและเหนื่อยล้า อานนท์เดินผ่านโถงกลาง เห็นคนไข้สองสามคนนั่งนิ่งอยู่บนเก้าอี้ สายตาของพวกเขาล่องลอย บางคนก็พูดพึมพำกับตัวเอง มันคือภาพที่คุ้นตาของโรงพยาบาลจิตเวช แต่ที่นี่… มันมีความสิ้นหวังเจือปนอยู่ เขาตรงไปที่ห้องพักของคนไข้หมายเลข 004 ประตูห้องปิดไม่สนิท เขาผลักมันเข้าไปเบาๆ เสียงบานพับดังเสียดแก้วหู และเขาก็ได้เห็นเธอ นางส้ม เธอนั่งอยู่บนเตียง ท่านั่งเดียวกับที่เขาอ่านในแฟ้ม ตัวแข็งทื่อ… หลังตรง และดวงตาคู่นั้น พระเจ้า… ดวงตาคู่นั้น มันเบิกกว้าง จ้องเขม็งไปยังมุมห้องด้านซ้ายบน จุดที่เพดานกับผนังมาบรรจบกัน ในดวงตาของเธอไม่มีแววของคนบ้า มันคือแววตาของคนที่ ‘เห็น’ อะไรบางอย่าง บางอย่างที่น่าสะพรึงกลัวจนสุดขีด “คุณส้ม” อานนท์เรียกเบาๆ ไม่มีการตอบสนอง เขาเดินเข้าไปใกล้ขึ้น “ผมอานนท์นะครับ เป็นหมอคนใหม่ของคุณ” เงียบ เขาลองโบกมือผ่านหน้าเธอ เธอไม่กะพริบตา ขนตาของเธอแทบไม่ขยับ อานนท์รู้สึกเย็นที่สันหลัง เขาลองแตะที่แขนของเธอ ผิวหนังของเธอเย็นเฉียบ และกล้ามเนื้อก็เกร็งแข็ง… แข็งเหมือนหิน นี่ไม่ใช่แค่ภาวะคาตาโทนิก นี่คือความหวาดกลัวที่ถูกแช่แข็งเอาไว้ เขาเดินไปมองที่มุมห้องที่เธอกำลังจ้อง มันก็แค่… มุมห้องว่างเปล่า มีใยแมงมุมเกาะอยู่นิดหน่อย ไม่มีอะไรเลย แต่ทำไมเธอกลับจ้องมันราวกับว่ามันคืออสุรกาย อานนท์ใช้เวลาในห้องนั้นเกือบสิบนาที พยายามกระตุ้นเธอด้วยวิธีต่างๆ แต่ก็ไร้ผล เขาก้าวถอยหลังออกมาจากห้อง ความรู้สึกหงุดหงิดแล่นพล่าน เขามั่นใจ นี่ไม่ใช่โรค นี่คือ… อะไรบางอย่างที่เขาต้องค้นหา เขาต้องการพื้นที่ เขาต้องตั้งห้องบำบัดกลุ่มที่ตึกซีแห่งนี้ เขาต้องสังเกตการณ์คนไข้เหล่านี้ในสภาพแวดล้อมของพวกเขาเอง เขาเดินสำรวจไปตามทางเดิน จนกระทั่งพบบานประตูไม้ที่เขียนว่า “ห้องเก็บเอกสารเก่า” เขาเปิดมันออก ฝุ่นหนากระจายฟุ้ง ภายในห้องอัดแน่นไปด้วยของเก่า เตียงคนไข้ที่ขาหัก ตู้เอกสารที่ขึ้นสนิม และกลิ่นสาบที่รุนแรง แต่มันกว้างพอ ถ้าเคลียร์ของพวกนี้ออกไป… สายตาของเขาจับจ้องไปที่มุมห้องด้านในสุด มันตั้งตระหง่านอยู่ตรงนั้น ตู้ล็อกเกอร์เหล็ก สูงท่วมหัว สีเขียวเข้มที่บัดนี้ลอกออกจนเห็นเนื้อเหล็กสีสนิม สนิมพวกนั้น… มันดูเหมือนคราบเลือดแห้งกรัง และที่น่าแปลกที่สุดคือ มันถูกล็อก ไม่ใช่ด้วยกุญแจล็อกเกอร์ธรรมดา แต่มันถูกล็อกด้วยแม่กุญแจทองเหลืองโบราณ อันใหญ่โต… และมีลวดลายสลักที่ดูซับซ้อน มันดูไม่เข้ากับสถานที่แห่งนี้เลย อานนท์ขมวดคิ้ว เขาต้องจัดการห้องนี้ เขาเดินกลับออกมา ไปหาพยาบาลนารีที่กำลังยืนคุมการจ่ายยาอยู่ที่เคาน์เตอร์ “คุณนารีครับ” นารีสะดุ้งเล็กน้อย เหมือนเขาปลุกเธอจากภวังค์ “คะ… คุณหมอ” “ผมต้องการใช้ห้องเก็บเอกสารเก่าในตึกซี” อานนท์พูดด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด “ผมจะทำเป็นห้องบำบัดกลุ่ม” นารีพยักหน้า “ได้ค่ะ เดี๋ยวฉันจะให้คนงานไปขนของออก…” “ดีครับ” อานนท์พูดต่อ “แล้วก็… ในนั้นมีตู้ล็อกเกอร์เหล็กเก่าๆ อยู่ตู้หนึ่ง” ทันทีที่เขาพูดจบ ใบหน้าของนารีก็เปลี่ยนไป เธอดูซีดเผือดลงทันที “ตู้ล็อกเกอร์… เหรอคะ” “ครับ ตู้สูงๆ สีเขียวๆ ที่ถูกล็อกไว้ ผมต้องการให้ย้ายมันออกไปด้วย” นารีก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าว มือของเธอเริ่มสั่น “ตู้ไหนคะ… ตู้… ที่มีกุญแจทองเหลืองล็อกไว้… ใช่มั้ยคะ” “ใช่ครับ ตู้นั้นแหละ มันเกะกะ” “ไม่ได้นะคะ คุณหมอ!” เสียงของนารีแหลมขึ้น จนคนไข้ที่รอรับยาหันมามอง เธอรีบปรับเสียงให้เบาลง แต่ความตื่นกลัวในน้ำเสียงนั้นชัดเจน “ย้ายตู้ใบนั้นไม่ได้นะคะ” อานนท์เริ่มหงุดหงิด “ทำไมล่ะครับคุณนารี มันก็แค่ตู้เก่าๆ ที่ไม่มีใครใช้” นารีกลืนน้ำลาย เธอมองซ้ายมองขวา แล้วดึงแขนอานนท์ให้หลบมาที่มุมทางเดิน “คุณหมอคะ” เธอพูดเสียงสั่น “ตู้นั้น… มันเป็นของ ‘หมอแผ่น’ ค่ะ” “หมอแผ่น?” อานนท์ทวนชื่อ “เขาเป็นใคร? ผอ. คนก่อนเหรอ?” “เปล่าค่ะ… เขาไม่ใช่หมอ” นารีหลบตา “เขา… เขาเป็นแค่บุรุษพยาบาล… หรือคนดูแลคนไข้ เมื่อนานมาแล้ว” “นานแค่ไหน?” “นานมากค่ะ… สี่สิบปี… ห้าสิบปี… ดิฉันก็ไม่แน่ใจ” “แล้วทำไมทุกคนเรียกเขาว่าหมอ?” นารีเงียบไปอึดใจหนึ่ง “เพราะ… ชาวบ้านเรียกเขาว่า ‘หมอผี’ ค่ะ” อานนท์เลิกคิ้ว “หมอผี? ในโรงพยาบาลจิตเวชเนี่ยนะ? คุณล้อผมเล่นหรือเปล่า” “ดิฉันไม่ได้ล้อเล่นค่ะ!” นารียืนกราน แววตาของเธอเต็มไปด้วยความหวาดกลัวอย่างแท้จริง “หมอแผ่น… เขาเป็นคนที่นี่ เขาเชื่อเรื่องไสยศาสตร์ เขาบอกว่าคนไข้ที่นี่ไม่ได้บ้า… แต่พวกเขา… ถูกผีสิง” อานนท์แทบจะหัวเราะออกมา “นี่มันไร้สาระสิ้นดี” “ได้โปรดเถอะค่ะ คุณหมอ” นารีกุมมืออานนท์ไว้ มือของเธอเย็นเฉียบและสั่นเทา “หมอแผ่นหายตัวไปเมื่อสี่สิบปีก่อน… ไม่มีใครรู้ว่าเขาหายไปไหน” “เขาหายไป… ในช่วงเวลาเดียวกับที่… คุณส้ม… คนไข้หมายเลข 004… กลายเป็นแบบนั้น” อานนท์ชะงัก หัวใจของเขากระตุก “คุณกำลังจะบอกว่ามันเกี่ยวข้องกันงั้นเหรอ?” “ดิฉันไม่รู้ค่ะ” นารีส่ายหน้าอย่างแรง “ดิฉันรู้แค่ว่า… ตู้ใบนั้น… ถูกล็อกตายมาตั้งแต่ตอนนั้น ไม่มีใครกล้าเปิด ไม่มีใครกล้ายุ่ง มันถูกทิ้งไว้ในห้องนั้น… และห้องนั้นก็ถูกปิดตาย… จนกระทั่งวันนี้” เธอมองลึกเข้าไปในตาของอานนท์ น้ำตาคลอหน่วย “ได้โปรดเถอะนะคะ… เพื่อความปลอดภัยของทุกคน” “อย่าไปยุ่งกับมัน” “ปล่อยมันไว้… เหมือนที่มันเคยเป็น” ความกลัวของนารีนั้นจริงจังมาก แต่มันกลับยิ่งกระตุ้นความอยากรู้ของอานนท์ ความเชื่อเหล่านี้… ความงมงายเหล่านี้… นี่ต่างหากคือ ‘เชื้อโรค’ ที่แท้จริงของโรงพยาบาลนี้ มันคือสิ่งที่ฉุดรั้งการรักษา มันคือสิ่งที่ทำให้คนไข้อย่างนางส้มต้องทนทุกข์มา 40 ปี อานนท์แกะมือของนารีออกจากแขนเขา อย่างสุภาพ… แต่หนักแน่น “มันก็แค่ตู้ล็อกเกอร์เก่าๆ ตู้นึง คุณนารี” “ผมจะให้คนมาตัดกุญแจนั่น… พรุ่งนี้” เขาเดินจากไป ทิ้งให้นารียืนตัวแข็งทื่ออยู่ตามลำพัง ใบหน้าของเธอซีดขาวราวกับกระดาษ เธอยกมือขึ้นทาบอก “พระเจ้าช่วย…” เธอพึมพำกับตัวเอง “เขาไม่รู้เลยว่าเขากำลังจะปลุกอะไรขึ้นมา”
อานนท์ไม่ได้รอถึงวันพรุ่งนี้ ความหงุดหงิดและความดื้อรั้นแบบนักวิทยาศาสตร์ ผลักดันให้เขาต้องจัดการเรื่องนี้ให้จบ บ่ายวันนั้น เขากลับไปที่ห้องเก็บเอกสารเก่า ไม่ใช่กับคนงาน แต่ไปกับช่างซ่อมบำรุงของโรงพยาบาล และคีมตัดเหล็กขนาดใหญ่ในมือ “คุณหมอแน่ใจนะครับ” ช่างซ่อมบำรุงถามเสียงอ่อย เขาก็ดูหวาดๆ เหมือนกัน “ตัดเลย” อานนท์สั่ง เสียงเหล็กกระทบกันดังแกร๊ง ช่างซ่อมบำรุงพยายามใช้คีมหนีบห่วงกุญแจทองเหลือง มันแข็งแรงกว่าที่คิด เขาออกแรงกด เสียงเหล็กบิดตัวดัง… เอี๊ยด… และแล้ว… เคร้ง! แม่กุญแจโบราณหลุดออก ร่วงลงกระทบพื้นปูน เสียงดังก้องไปทั่วห้องที่เงียบสงัด ช่างซ่อมบำรุงถอยกรูดทันที “เสร็จแล้วครับหมอ” เขาพูดรัวเร็ว “ผม… ผมมีงานต้องไปทำต่อ” เขารีบเดินออกไปจากห้อง ทิ้งอานนท์ไว้ลำพัง หน้าตู้ล็อกเกอร์เหล็กที่ขึ้นสนิม
อานนท์จ้องมองที่จับประตูตู้ มันเย็นเฉียบเมื่อสัมผัส เขาหายใจเข้าลึกๆ รู้สึกเหมือนตัวเองกำลังทำเรื่องโง่ๆ ที่ต้องมาตื่นเต้นกับตู้เก่าๆ แต่หัวใจเขากลับเต้นแรง เขาดึงประตูตู้ บานพับที่ฝืดเคืองส่งเสียงครูด… ยาว… เหมือนเสียงกรีดร้องที่ถูกขังไว้ ประตูเหล็กเปิดอ้าออกช้าๆ
และกลิ่นนั้น… มันคือสิ่งแรกที่ปะทะเข้าจมูกของเขา กลิ่นอับชื้นที่รุนแรง กลิ่นเหมือนเหล็กขึ้นสนิม และกลิ่น… กลิ่นสมุนไพรแห้งบางอย่าง กลิ่นที่เขาไม่คุ้นเคย มันเป็นกลิ่นที่ทำให้รู้สึก… คลื่นไส้ อานนท์ชะโงกหน้าเข้าไปดูข้างใน มันมืด เขาใช้ไฟฉายจากโทรศัพท์มือถือส่องเข้าไป สิ่งที่เขาหวังจะเห็นคือแฟ้มเอกสารเก่าๆ หรืออุปกรณ์การแพทย์โบราณ แต่สิ่งที่เขาเห็น… ทำให้เขาต้องขมวดคิ้ว มันว่างเปล่า… เกือบทั้งหมด มีเพียงชั้นวางของสองสามชั้น และบนชั้นวางเหล่านั้น… มันไม่ใช่เอกสาร มันคือ… ถุงผ้าดิบเล็กๆ สีหม่นหมอง… เก่าคร่ำคร่า ถูกมัดปากถุงด้วยด้ายสีแดงเข้มจนเป็นปม มีถุงแบบนี้… วางเรียงรายกัน… หลายสิบถุง เหมือนเครื่องราง… อานนท์ตัวชาวาบ นี่มันอะไรกัน? เขายื่นมือเข้าไปหยิบถุงหนึ่งขึ้นมา ถุงนั้นเก่าจนเกือบเปื่อย แต่ด้ายสีแดงที่มัดยังคงมีสีสดอย่างน่าประหลาด ที่ปากถุง มีป้ายกระดาษแข็งเล็กๆ ห้อยอยู่ มันซีดเหลืองจนแทบอ่านไม่ออก แต่เขาก็เห็นตัวเลขที่ถูกเขียนไว้ด้วยหมึกสีดำ “012” เขาหยิบอีกถุงหนึ่ง “027” อีกถุง… “008” นี่มัน… หมายเลขของคนไข้ อานนท์รู้สึกเหมือนถูกตบหน้า นี่คือสิ่งที่ ‘หมอผี’ คนนั้นทิ้งไว้ ไม่ใช่การรักษา ไม่ใช่บันทึก แต่เป็น… เครื่องรางไสยศาสตร์ เขากวาดตามองหา และเขาก็เห็นมัน วางอยู่อย่างโดดเดี่ยวที่มุมในสุดของชั้นวาง ถุงที่ดูเก่าที่สุด ด้ายสีแดงของมัน… ซีดกว่าถุงอื่น และป้ายหมายเลข… “004”
หัวใจของอานนท์กระหน่ำรัว ถุงของนางส้ม เขาไม่รู้ว่าอะไรดลใจเขา ความโกรธ… หรือความอยากรู้อยากเห็น เขาหยิบถุงนั้นออกมา มันมีน้ำหนักมากกว่าที่คิดเล็กน้อย เขาเพ่งมองมัน มันคือสัญลักษณ์ของความงมงาย คือสิ่งที่กักขังคนไข้ไว้ในความมืดมิดมา 40 ปี เขากำมันไว้แน่น เขาต้องทำลายมัน เขาต้องพิสูจน์ให้ทุกคนเห็นว่าสิ่งเหล่านี้มันไร้สาระ อานนท์ปิดตู้ล็อกเกอร์ เสียงประตูดังปัง! สะท้อนก้อง เขาเดินออกจากห้องเก็บเอกสาร ถือ ‘หลักฐาน’ ชิ้นสำคัญไว้ในมือ เขากลับไปที่ห้องทำงานของเขาที่ตึกหลัก ฝนเริ่มกลับมาตกปรอยๆ อีกครั้ง บรรยากาศข้างนอกมืดครึ้ม ทั้งๆ ที่ยังเป็นเวลาแค่บ่ายสามโมง เขาโยนถุงผ้าดิบนั้นลงบนโต๊ะทำงาน เหมือนมันเป็นของน่ารังเกียจ เขานั่งจ้องมันอยู่ครู่ใหญ่ ความรู้สึกขยะแขยงปนเปไปกับความสับสน เขาเป็นหมอ เขาถูกฝึกมาให้เชื่อในสิ่งที่จับต้องได้ และตอนนี้… เขากำลังเผชิญหน้ากับสิ่งที่ตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง เขาต้องรู้ว่าข้างในคืออะไร เขาหยิบกรรไกรตัดไหมอันเล็กๆ ออกมาจากกระเป๋าอุปกรณ์ ค่อยๆ สอดปลายกรรไกรเข้าไปใต้ปมด้ายสีแดง เขาลังเลอยู่ชั่ววินาที เสียงเตือนของนารีดังแว่วเข้ามาในหัว “อย่าไปยุ่งกับมัน” “ไร้สาระ” เขาพึมพำกับตัวเอง แล้วเขาก็ตัดมัน ฉับ! ด้ายสีแดงขาดออกจากกัน ปมที่มัดแน่นคลายออกทันที อานนท์ค่อยๆ เปิดปากถุง กลิ่นสมุนไพรแห้งที่น่าคลื่นไส้นั่น… โชยออกมา รุนแรงกว่าเดิม เขาเทของข้างในลงบนโต๊ะ สิ่งที่ร่วงออกมา… คือ… ปอยผม ปอยผมหงอกขาว… ที่จับกันเป็นก้อน มันถูกพันทับด้วยกระดาษยันต์สีเหลืองเก่าๆ ที่ถูกมัดด้วยด้ายสีดำอีกชั้นหนึ่ง และยังมี… ยางไม้แห้งๆ สีคล้ำ… เหมือนเลือดที่แข็งตัว… เกาะติดอยู่กับเส้นผม อานนท์จ้องมองมัน รู้สึกคลื่นไส้ นี่คือการ ‘รักษา’ ของหมอแผ่นงั้นหรือ นี่คือสิ่งที่เขาทำกับคนไข้ มันป่าเถื่อน… มันน่าขยะแขยง เขากำลังจะเอื้อมมือไปหยิบมันขึ้นมาดูใกล้ๆ ทันใดนั้น… โทรศัพท์ตั้งโต๊ะบนโต๊ะทำงานของเขาก็ดังขึ้น เสียงกริ๊ง… ดังลั่นจนเขาเกือบตกเก้าอี้ เขารับสาย เสียงที่ดังมาจากปลายสายคือเสียงหอบกระหืดกระหอบของพยาบาลเวร “คุณหมอคะ! คุณหมอ!” “ใจเย็นๆ ครับ มีอะไร” “ตึกซีค่ะ! ตึกซี!” “เกิดอะไรขึ้น!” “คนไข้หมายเลข 004! คุณส้ม… คุณส้มค่ะ!” หัวใจของอานนท์หล่นไปอยู่ที่ตาตุ่ม “เธอเป็นอะไร!” “เธอ… เธอกรีดร้องค่ะ! หลังจากที่ไม่เคยพูดมา 40 ปี!” พยาบาลคนนั้นพูดไม่ทันขาดคำ อานนท์ก็ได้ยินมัน มันดังแทรกเข้ามาในสายโทรศัพท์ และดัง… มาจากข้างนอก เสียงกรีดร้อง… มันไม่ใช่เสียงกรีดร้องของมนุษย์ มันแหบโหย มันเต็มไปด้วยความเจ็บปวด และความหวาดกลัว… ที่เกินกว่ามนุษย์จะทนรับไหว มันคือเสียง… ที่เขาได้ยินเมื่อคืนนี้ เสียงที่เขาคิดว่าเป็นเสียงลม… อานนท์ตัวแข็งทื่อ เขามองไปที่ปอยผมบนโต๊ะ แล้วมองไปยังหน้าต่าง เสียงกรีดร้องนั้นดังขึ้น… และดังขึ้น… ก้องสะท้อนไปทั่วทั้งโรงพยาบาล ราวกับว่ามันไม่ได้มาจากลำคอของหญิงชราคนหนึ่ง แต่ดังมาจาก… ทุกหนทุกแห่ง ในขณะเดียวกันนั้นเอง ที่ตึกซี ในห้องพักหมายเลข 004 ท่ามกลางความโกลาหลของพยาบาลที่พยายามจะฉีดยาระงับประสาท นางส้ม… ผู้ซึ่งนั่งนิ่งมา 40 ปี บัดนี้กำลังบิดตัวอย่างรุนแรงบนเตียง ดวงตาของเธอเบิกกว้างยิ่งกว่าเดิม จ้องเขม็งไปที่มุมห้อง แต่… สิ่งที่เธอทำ ไม่ได้มีเพียงแค่การกรีดร้อง เธอยกมือที่ผอมเกร็งของเธอขึ้น ชี้ไปที่มุมห้อง และ… เธอพูด… เป็นครั้งแรกในรอบสี่สิบปี ด้วยเสียงแหบพร่า… ที่ฟังดูเหมือนเสียงเสียดสีของโลหะ “มัน… ตื่น… แล้ว”
อานนท์ทิ้งหูโทรศัพท์ เสียงพยาบาลยังคงกรีดร้องอยู่ในสาย แต่เขาไม่ได้ยินแล้ว เสียงที่เขากำลังฟัง คือเสียงที่ดังมาจาก ‘ข้างนอก’ เสียงครวญครางโหยหวนของนางส้ม… ก้องสะท้อนมาจากตึกซี เขาวิ่ง วิ่งสุดชีวิต สวนทางกับพยาบาลเวรดึกที่วิ่งหน้าตาตื่นออกมาจากตึกนั้น “เกิดอะไรขึ้น!” เขาตะโกนถาม “ผีหลอก! ผีหลอกค่ะหมอ!” พยาบาลคนนั้นร้องไห้โฮ วิ่งผ่านเขาไปโดยไม่หยุด อานนท์สบถ เขาวิ่งฝ่าความมืดเข้าไปในตึกซี กลิ่นอับชื้นปะทะหน้า แต่คราวนี้… มันมีกลิ่นอื่นปนมาด้วย กลิ่นสมุนไพรแห้ง… กลิ่นเดียวกับที่ออกมาจากถุงผ้า มันลอยคละคลุ้งไปทั่วทั้งทางเดิน เขาพุ่งไปที่ห้อง 004 ภาพที่เขาเห็น… ทำให้ขาของเขาหยุดชะงัก พยาบาลนารี เธอยืนตัวแข็งทื่ออยู่ที่หน้าประตู มือของเธอกำลังถือเข็มฉีดยา… แต่สั่นเทาจนฉีดไม่ได้ ดวงตาของเธอเบิกกว้าง… จ้องมองเข้าไปในห้อง อานนท์ผลักเธอเบาๆ แล้วก้าวเข้าไป “คุณส้ม!” นางส้มไม่ได้อยู่บนเตียง เธอ… กำลังยืนอยู่กลางห้อง เป็นครั้งแรกในรอบ 40 ปี ที่เธอลุกขึ้นยืน แต่ท่ายืนของเธอนั้น… มันผิดมนุษย์ เธอโก้งโค้ง… หลังค่อม… แขนขาบิดเกร็ง และเธอกำลังสั่น… สั่นอย่างรุนแรง หัวของเธอหันไปทางมุมห้องเดิม เธอกำลังพูด… พึมพำ… ซ้ำๆ… “มันตื่นแล้ว… มันตื่นแล้ว… มันหิว… มันหิว…” “นารี! ทำไมไม่ฉีดยา!” อานนท์ตะโกน เขาแย่งเข็มฉีดยามาจากมือเธอ พุ่งเข้าไปหานางส้ม แต่นางส้ม… หันขวับมา ดวงตาที่เบิกกว้างคู่นั้น… จ้องมาที่อานนท์ ในแววตานั้น มันคือความเกลียดชัง ความเกลียดชังที่ลึกสุดหยั่ง “แก!” เธอแผดเสียง เสียงนั้น… ไม่ใช่เสียงของหญิงชรา มันแหบ… และหยาบ… เหมือนเสียงของผู้ชาย “แกปลุกมัน!” นางส้มกระโจนเข้าหาเขา ด้วยเรี่ยวแรงที่คนอายุเจ็ดสิบไม่น่าจะมี เธอใช้เล็บจิกเข้าที่แขนของอานนท์ อานนท์ร้องลั่น พยายามจะฉีดยา แต่เธอบิดตัวหลบ “มันหิว! มันจะเอาแก!” “คุณหมอ!” นารีได้สติ ร้องลั่น เธอเข้ามาช่วยจับ คนไข้ในห้องข้างๆ เริ่มทุบประตู ส่งเสียงโวยวาย ทั้งตึกซี… กำลังคลั่ง ในที่สุด อานนท์ก็ปักเข็มลงบนหัวไหล่ของนางส้มได้ เขากดลูกสูบจนสุด นางส้มชะงัก ร่างกายของเธอเกร็งกระตุก เสียงคำรามในลำคอของเธอค่อยๆ แผ่วลง… แผ่วลง… จนกระทั่ง… เธอล้มลง หมดสติ… กองอยู่บนพื้น อานนท์หอบหายใจ แขนของเขาแสบร้อน เลือดไหลเป็นทางยาวจากรอยเล็บ ความเงียบ… กลับเข้ามา แต่เป็นความเงียบที่น่าสะพรึงกลัวกว่าเดิม เขามองไปที่ร่างของนางส้ม แล้วหันไปมองนารี แววตาของนารี… ไม่ได้มีความขอบคุณ มันคือแววตาของคนที่กำลังมอง ‘ฆาตกร’ “คุณทำอะไรลงไป” นารีพูดเสียงสั่นเครือ “คุณหมอ… คุณไปยุ่งกับตู้ใบนั้น… ใช่ไหม” อานนท์พูดไม่ออก เขาจะตอบว่ายังไง? “ผม… ผมแค่…” “คุณเปิดมัน!” นารีกรีดเสียง “คุณปล่อยมันออกมา!” “หยุดพูดจาไร้สาระได้แล้ว นารี!” อานนท์ตะคอก “นี่คืออาการทางจิต! อาการคลั่ง! อาจจะเกิดจาก… จาก…” เขาพยายามหาเหตุผลทางวิทยาศาสตร์ “อาจจะเกิดจากปฏิกิริยาต่อต้านยา! หรืออะไรสักอย่าง!” “40 ปีนะคะ คุณหมอ!” นารีร้องไห้ “40 ปีที่เธอไม่เคยขยับ! แล้ววันนี้… วินาทีที่คุณตัดด้ายนั่น… เธอก็คลั่ง!” “คุณรู้ได้ยังไงว่าผมตัดมัน!” นารีชี้ไปที่ตัวอานนท์ “กลิ่น… กลิ่นตัวคุณหมอ… มันคือกลิ่นสมุนไพรจากตู้ใบนั้น” เธอยกมือขึ้นปิดปาก “พระเจ้า… มันติดตัวคุณไปแล้ว” นารีวิ่งหนีออกไปจากห้อง ทิ้งอานนท์ไว้กับร่างที่หมดสติของนางส้ม และกลิ่นสมุนไพรที่ฟุ้งไปทั่ว อานนท์รู้สึกสับสน ตรรกะของเขากำลังต่อสู้กับสิ่งที่เขาเพิ่งเห็น เขาเป็นหมอ เขาต้องยึดมั่นในหลักการ เขาจัดการอุ้มนางส้มกลับไปวางบนเตียง มัดเธอไว้… เพื่อความปลอดภัย เขามองไปที่รอยเล็บบนแขน มันลึก… และแสบ… เขาเดินออกจากตึกซี จิตใจของเขาหนักอึ้ง เขากลับมาที่ห้องทำงาน ปอยผมและเครื่องรางนั่น… ยังคงวางอยู่บนโต๊ะ กลิ่นของมัน… ดูเหมือนจะรุนแรงขึ้น เขากวาดมันทิ้งลงในลิ้นชัก ล็อกมันไว้ เขาต้องการล้างกลิ่นนี้ออกไป เขาต้องการลบสิ่งที่นารีพูดออกจากหัว ‘มันติดตัวคุณไปแล้ว’ คืนนั้น… อานนท์นอนไม่หลับ เขานั่งอยู่ที่โต๊ะทำงาน พยายามเขียนรายงานเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เขาจะเขียนว่าอะไร? “คนไข้มีอาการคลุ้มคลั่งหลังจากที่แพทย์ทำลายเครื่องรางไสยศาสตร์”? มันบ้าสิ้นดี เขาต้องหาคำอธิบาย เขาต้องหาข้อมูลเกี่ยวกับ ‘หมอแผ่น’ ไม่ใช่ในฐานะหมอผี แต่ในฐานะ… อาชญากร ใช่… นั่นคือคำตอบ หมอแผ่น… ต้องเป็นนักต้มตุ๋น เป็นคนที่ทำทารุณกรรมคนไข้ และนางส้ม… คือเหยื่อของเขา ความทรงจำที่ถูกสะกดไว้… มันเพิ่งจะระเบิดออกมา มันคือ ‘ภาวะตื่นตระหนกหลังเหตุการณ์รุนแรง’ (PTSD) ที่ล่าช้า อานนท์รู้สึกดีขึ้น เขามีคำอธิบายทางวิทยาศาสตร์แล้ว เขาต้องหาหลักฐาน เขาไม่รอจนเช้า เขาลุกขึ้น คว้าไฟฉาย มุ่งหน้าไปยังห้องเก็บเอกสาร… ไม่ใช่ห้องนั้น แต่เป็นห้องเก็บประวัติบุคลากร… ที่ตึกอำนวยการ มันเป็นห้องเล็กๆ มืดๆ ที่ถูกล็อกไว้ เขาใช้กุญแจมาสเตอร์คีย์ไขเข้าไป กลิ่นกระดาษเก่าอบอวล ชั้นเอกสารสูงท่วมหัว เขาใช้เวลาเกือบชั่วโมง ไล่หาแฟ้มเก่าตามตัวอักษร ‘ผ’… ‘ผ’… และเขาก็เจอมัน แฟ้มที่เขียนว่า “นายแผ่น (บุรุษพยาบาล)” อานนท์ดึงมันออกมา ฝุ่นเกาะหนา เขาเปิดมันออก ประวัติการจ้างงาน… รูปถ่ายขาวดำ ใบหน้าของชายคนหนึ่ง… ที่มีดวงตา… ดวงตาที่คมกริบ… และเย็นชา อานนท์ไล่อ่านประวัติ จ้างเมื่อ 50 ปีก่อน… หน้าที่: “ดูแลคนไข้ตึกซี” ไม่มีประวัติด้านการแพทย์ ไม่มีการศึกษา เขาเป็นแค่… คนงาน อานนท์พลิกหน้าต่อไป บันทึกการร้องเรียน… จากพยาบาลคนอื่นๆ… “นายแผ่น… มีพฤติกรรมลึกลับ” “ชอบขังตัวเองอยู่กับคนไข้” “พึมพำคาถาแปลกๆ” อานนท์รู้สึกว่าเขามาถูกทางแล้ว หมอแผ่นเป็นคนบ้า… ที่ได้สิทธิ์ดูแลคนบ้า และแล้ว… เขาก็เจอหน้าสุดท้าย ใบแจ้ง… “การสิ้นสุดการจ้างงาน” วันที่: 40 ปีที่แล้ว เหตุผล: “หายสาบสูญ” อานนท์ขมวดคิ้ว ‘หายสาบสูญ’? ไม่ใช่ ‘ไล่ออก’? เขาอ่านรายละเอียดที่แนบมา มันคือสำเนารายงานการสอบสวนสั้นๆ “นายแผ่น… ได้หายตัวไปจากโรงพยาบาล… ในช่วงเวลาเดียวกับที่เกิด ‘อุบัติเหตุ’ ที่ตึกซี… ซึ่งส่งผลให้คนไข้เสียชีวิต 3 ราย” หัวใจของอานนท์เต้นผิดจังหวะ คนไข้ 3 คน… ตาย เขาอ่านรายงานอุบัติเหตุนั้น มันสั้นมาก… แค่ครึ่งหน้ากระดาษ “สันนิษฐานว่า… เป็นการอัตวินิบาตกรรมหมู่” “คนไข้ทั้งสาม… เสียชีวิตในลักษณะเดียวกัน… คือ… ภาวะร่างกายขาดน้ำและอาหารอย่างรุนแรง… แม้ว่าจะมีการให้สารอาหารตามปกติ” “ลักษณะศพ… ดวงตาเบิกกว้าง… ร่างกายแข็งทื่อ… และมีร่องรอยของความหวาดกลัวสุดขีด” อานนท์รู้สึกเย็นวาบไปทั้งตัว มันคือ… มันคืออาการ… อาการเดียวกับนางส้ม นางส้ม… คือคนที่ 4 คือคนเดียว… ที่รอดชีวิต ทันใดนั้น… ฟึ่บ! ไฟในห้องเก็บเอกสาร… กะพริบ… แล้วก็ดับสนิท อานนท์อยู่ท่ามกลางความมืดมิด “บ้าจริง… ไฟตกเหรอ” เขากำลังจะเปิดไฟฉายในมือถือ แต่แล้ว… เขาก็ได้ยินเสียง มันดังมาจากในห้องนี้ เสียง… ที่เขาคุ้นเคย เสียง… บานพับเหล็กที่ฝืดเคือง เสียง… ตู้ล็อกเกอร์… เอี๊ยด… อานนท์ตัวแข็งทื่อ เขาไม่ได้อยู่ในห้องเก็บของตึกซี เขาอยู่ในตึกอำนวยการ มันเป็นไปไม่ได้ … ปัง! เสียงประตูเหล็ก… ปิดกระแทก ดัง… มาจากมุมห้องด้านหลังเขา อานนท์กลั้นหายใจ เขาไม่ได้อยู่คนเดียว มี ‘บางสิ่ง’… อยู่ในห้องมืดๆ นี้กับเขา
เสียงเหล็กกระทบกันยังคงก้องอยู่ในหูของเขา เอี๊ยด… ปัง! อานนท์แข็งทื่ออยู่ในความมืดมิด เหงื่อเย็นเยียบไหลอาบแผ่นหลัง นี่คือตึกอำนวยการ มันอยู่ห่างจากตึกซีเกือบครึ่งกิโลเมตร มันเป็นไปไม่ได้… เขาตัวสั่น พยายามควบคุมนิ้วที่สั่นเทาให้กดเปิดไฟฉายในมือถือ แสงสว่างวาบขึ้น สาดส่องไปทั่วห้องเก็บเอกสารที่เงียบกริบ ว่างเปล่า ไม่มีอะไรเลย ไม่มีตู้ล็อกเกอร์ ไม่มีใคร มีเพียงชั้นเอกสารเก่าๆ และฝุ่น “ฉัน… ฉันแค่หูแว่วไปเอง” อานนท์พึมพำกับตัวเอง “มันคืออาการเครียด… ฉันแค่เหนื่อยเกินไป” เขารีบคว้าแฟ้มประวัติของหมอแผ่น แล้ววิ่ง… เขาวิ่งหนีออกมาจากห้องนั้น ไม่หันกลับไปมอง เขากลับมาถึงบ้านพัก ล็อกประตู เขารู้สึกเหมือนถูกไล่ตาม เขาต้องการอาบน้ำ เขารู้สึก… สกปรก เขายืนอยู่ใต้ฝักบัว ปล่อยให้น้ำร้อนจัดราดรดร่างกาย เขาสระผม ขัดถูผิวหนังจนแดงเถือก เขาต้องล้าง ‘กลิ่น’ นั้นออกไป กลิ่นสมุนไพรแห้ง… กลิ่นสนิมเหล็ก… แต่ยิ่งขัด… เขากลับยิ่งได้กลิ่นมันชัดขึ้น กลิ่นนั้น… มันไม่ได้อยู่บนผิวหนังของเขา มัน… อยู่ในโพรงจมูก มันติดตัวเขาไปแล้ว เหมือนที่นารีบอก อานนท์ปิดน้ำ เขานอนไม่หลับ เขานั่งอยู่ในความมืดในห้องพัก หูของเขาเงี่ยฟังทุกเสียง เสียงลม… เสียงกิ่งไม้กระทบหน้าต่าง… และแล้ว… เขาก็ได้ยิน มันเริ่มจากไกลๆ เสียง… ฝีเท้า ตึก… ตึก… ตึก… มันไม่ใช่เสียงฝีเท้าปกติ มันเป็นเสียงฝีเท้าที่หนักแน่น เหมือนคนใส่รองเท้าบูทของบุรุษพยาบาลสมัยก่อน เสียงนั้น… กำลังเดินไปมา บนทางเดิน… ข้างนอกห้องพักของเขา ตึก… ตึก… ตึก… มันเดิน… แล้วก็หยุด หยุด… ตรงหน้าประตูห้องของเขาพอดี อานนท์กลั้นหายใจ หัวใจของเขาเต้นแรงจนแทบจะทะลุออกมาจากอก เขานั่งนิ่ง… ไม่กล้าขยับ รอคอย… เสียงลูกบิดประตู… เสียงเคาะ… แต่ไม่มี… มีเพียงความเงียบ … และแล้ว… เสียงใหม่ก็ดังขึ้น มันไม่ได้ดังมาจากหน้าประตู มันดัง… แว่วมา… มาจากทิศทางของตึกซี เสียง… ข่วน เสียงเหมือนเล็บ… หรือโลหะ… กำลังขูดขีดอยู่บน… ตู้เหล็ก ขูด… ขีด… เป็นจังหวะ… ช้าๆ… ราวกับว่า… ‘บางสิ่ง’… กำลังพยายามจะออกมา หรือ… กำลังเรียกหาเขา “บ้าไปแล้ว” อานนท์ยกมือกุมหัว “ฉันกำลังจะบ้าไปแล้ว” เขาลุกขึ้น เขาต้องทำอะไรสักอย่าง เขาต้องหาหลักฐาน เขาต้องพิสูจน์ว่าทั้งหมดนี้… มันคืออาการป่วย เขาเปิดไฟ เดินกลับไปที่ห้องทำงานของเขาในตึกหลัก มันเป็นเวลาตีสาม โรงพยาบาลเงียบสงัด แต่สำหรับอานนท์… มันอื้ออึงไปด้วยเสียงกระซิบ กลิ่นสมุนไพรในห้องทำงานของเขา… รุนแรงขึ้น เหมือนมีคนเอาสมุนไพรแห้งมาเผาในห้อง เขารู้สึกคลื่นไส้ เขาเปิดลิ้นชักที่ล็อกไว้ ถุงเครื่องรางถุงอื่นๆ… ยังคงนอนนิ่งอยู่ข้างใน พร้อมกับปอยผมของนางส้มที่เขาตัดออกมา เขากลั้นใจ หยิบถุงอื่นๆ ขึ้นมา “012”… “027”… “008”… ตัวเลขที่ตรงกับคนไข้ที่ยังมีชีวิตอยู่ในตึกซี เขาบีบมันเบาๆ มันให้ความรู้สึก… ประหลาด มันไม่ใช่แค่ถุงผ้า มัน… เหมือนมีชีวิต เขารู้สึกถึง… บางอย่างที่สั่นสะเทือนอยู่ข้างใน ความรู้สึกเย็น… และความกลัว… มันแผ่ออกมาจากถุงพวกนั้น เขามองไปที่ปอยผมของนางส้ม ที่ถูกมัดด้วยยางไม้สีดำคล้ำนั่น ‘ยางไม้’ อานนท์นึกถึงรายงานการชันสูตรศพของคนไข้ 3 คนนั้น “เสียชีวิตจากภาวะขาดน้ำและอาหารอย่างรุนแรง” “ร่างกายแข็งทื่อ” “ดวงตาเบิกกว้าง” มันเหมือน… ถูกดูดพลังชีวิต เหมือน… ต้นไม้ที่ถูกสูบยางไม้ไปจนหมด หมอแผ่น… เขาไม่ได้ ‘รักษา’ เขาไม่ได้ ‘สะกด’ เขา… เขา ‘ผนึก’ บางอย่างไว้ โดยใช้เส้นผม… และยางไม้นั่น เขาเปลี่ยนคนไข้… ให้กลายเป็น ‘เครื่องราง’ อานนท์รู้สึกเหมือนโลกทั้งใบกำลังพังทลาย ตรรกะ… วิทยาศาสตร์… ทุกอย่างที่เขายึดมั่น… กำลังสลายไป เขาไม่ใช่หมอที่กำลังสู้กับโรค เขาคือ… หนูทดลอง… ที่กำลังวิ่งวนอยู่ในกรงของหมอผี เขาต้องการความช่วยเหลือ เขาต้องการคนที่ ‘เชื่อ’ เขาลุกขึ้น วิ่งออกจากห้องทำงาน เขารู้ว่าเขาต้องไปหาใคร … นารี เขาไม่พบนารีที่บ้านพัก เขาไม่พบเธอที่ตึกซี เขาพบเธอ… ในห้องสวดมนต์เล็กๆ ที่ถูกทิ้งร้าง… ท้ายโรงพยาบาล นารีกำลังคุกเข่าอยู่หน้าพระพุทธรูปองค์เล็กที่ฝุ่นจับหนา เธอกำลังสวดมนต์… มือสั่นเทา “คุณนารี” นารีสะดุ้งสุดตัว เธอหันขวับมา พอเห็นว่าเป็นอานนท์… แววตาของเธอก็เต็มไปด้วยความสิ้นหวัง “คุณมาทำไม” “ผม… ผมได้ยินเสียง” อานนท์พูด เสียงสั่น “เสียงฝีเท้า… เสียงข่วน” นารีหลับตาลงช้าๆ “มันเริ่มแล้ว” เธอพึมพำ “มันคืออะไร!” อานนท์เขย่าแขนเธอ “คุณรู้อะไรอีก! คุณต้องบอกผม!” “คุณไม่ควรมาที่นี่!” นารีตวาดกลับ “ยิ่งคุณอยู่ใกล้ฉัน… มันก็ยิ่ง…” “ยิ่งอะไร!” “มันได้กลิ่นคุณแล้ว!” นารีร้องไห้ “ตั้งแต่คุณตัดด้ายนั่น… กลิ่นของคุณก็ติดอยู่ที่ตู้ใบนั้น! และกลิ่นของมัน… ก็ติดที่ตัวคุณ! คุณถูก ‘หมายหัว’ แล้ว!” อานนท์ชาวาบ “หมายความว่ายังไง” นารีส่ายหน้า เธอลุกขึ้นยืน มองอานนท์ด้วยแววตาสมเพช “คุณคิดว่าหมอแผ่นเป็นคนดีเหรอคะ” “เขา… เขาเป็นคนบ้า” อานนท์ตอบ “เขาไม่ใช่คนบ้า” นารีพูดเสียงเย็น “เขาเป็น ‘พ่อมด’… เป็นหมอผี… เขาไม่ได้รักษาคนไข้… เขา ‘ใช้’ พวกเขา” อานนท์นิ่งอึ้ง “ใช้… ยังไง” “ดิฉันได้ยินเรื่องนี้มาจากยาย… ยายของดิฉันเคยเป็นพยาบาลที่นี่… สมัยที่หมอแผ่นยังอยู่” นารีเดินไปที่หน้าต่างที่มืดมิด “หมอแผ่น… เขาเชื่อว่าคนไข้ในตึกซี… ถูก ‘ผี’ สิง” “เขาไม่ได้พยายามไล่ผี” “แต่เขา… ‘ทำข้อตกลง’ กับมัน” “เขาใช้คาถา… ใช้เส้นผม… ใช้ยางไม้… เพื่อ ‘ขัง’ ผีตนเล็กตนน้อยเหล่านั้น… ให้อยู่ ‘ข้างใน’ ตัวคนไข้” “เขาเปลี่ยนคนไข้… ให้กลายเป็น ‘กรงขัง’ ที่มีชีวิต” “ทำไม… เขาทำแบบนั้นทำไม” อานนท์ถามเสียงสั่น นารีหันกลับมา แววตาของเธอดำมืด “เพราะ… เขาต้อง ‘เลี้ยง’ บางสิ่ง” “บางสิ่งที่ใหญ่กว่า… บางสิ่งที่เขาอัญเชิญมา… บางสิ่งที่เขาควบคุมไม่ได้…” “บางสิ่งที่เขาต้องป้อนอาหารให้มัน… ด้วย ‘ความกลัว’” “เขาขังผีไว้ในตัวคนไข้… เพื่อให้คนไข้หวาดกลัว… ทุกข์ทรมาน… ตลอดเวลา” “และความกลัวเหล่านั้น… คือ ‘อาหาร’… ที่เขาส่งไปให้… ‘อสุรกาย’ ของเขา” อานนท์แทบจะอาเจียน “แล้ว… ตู้ล็อกเกอร์นั่น…” “นั่นไม่ใช่ตู้ล็อกเกอร์” นารีตัดบท “นั่นคือ ‘ศาลเจ้า’ ของมัน นั่นคือ ‘ประตู’… นั่นคือ ‘บ้าน’… ที่มันอาศัยอยู่” อานนท์ทรุดลงนั่งบนม้านั่งยาว ขาของเขาหมดแรง “ตอนที่ผมตัดด้าย… ของคุณส้ม…” “คุณไม่ได้ปลดปล่อยเธอ!” นารีกระแทกเสียง “คุณทำลายกรงขังของผีที่สิงเธอ! แต่ที่เลวร้ายกว่านั้น… คุณ ‘ตัด’ แหล่งอาหารของมัน!” “คุณทำให้อสุรกายตนนั้น… ‘อดอยาก’” “และตอนนี้…” นารีชี้มาที่อานนท์ “… มันหิว” “และมันรู้… ว่าเป็น ‘คุณ’… ที่แย่งอาหารของมันไป” อานนท์เงยหน้ามองเธอ ความหวาดกลัวจับขั้วหัวใจ “มัน… คือ… ตัวอะไร” นารีส่ายหน้าช้าๆ น้ำตาไหลอาบแก้ม “มันไม่มีชื่อหรอกค่ะ คุณหมอ” “คนเก่าแก่ที่นี่… พวกเขาเรียกมันแค่ว่า…” “‘ผู้พรากลมหายใจ’” ทันทีที่เธอพูดจบประโยค… ฟุ่บ! หลอดไฟในห้องสวดมนต์… กะพริบ… แล้วก็ดับสนิท ทิ้งทั้งสองคนไว้ในความมืด และ… อานนท์ก็ได้ยินเสียงนั้นอีกครั้ง เสียง… รองเท้าบูทหนักๆ ตึก… ตึก… ตึก… มันกำลังเดินมา… และครั้งนี้… มันไม่ได้หยุดอยู่แค่หน้าประตู
ตึก… ตึก… ตึก… เสียงฝีเท้าหนักๆ นั่น มันดังใกล้เข้ามา มันไม่ได้อยู่บนทางเดินแล้ว มัน… อยู่ในห้องสวดมนต์นี้ อานนท์และนารี… ยืนตัวแข็งทื่อในความมืด “มันอยู่ที่นี่” นารีพึมพำเสียงสั่น เธอไม่ได้หมายถึงเสียงฝีเท้า เธอหมายถึง… ความรู้สึก อากาศในห้อง… เย็นลงฉับพลัน เย็นจนอานนท์เห็นลมหายใจของตัวเองเป็นควันสีขาว และกลิ่นนั่น… กลิ่นสมุนไพรแห้ง… กลิ่นสนิมเหล็ก… มันรุนแรงจนแทบสำลัก มันไม่ได้ลอยมาจากที่ไหน มัน… อยู่รอบตัวพวกเขา เหมือนพวกเขากำลังจมอยู่ในบ่อโคลนที่มองไม่เห็น อานนท์พยายามกลั้นหายใจ เขาได้ยินเสียง… เสียงลมหายใจ ฟู่… มันไม่ใช่ลมหายใจของเขา ไม่ใช่ของนารี มันเป็นเสียงลมหายใจที่… ลึก… และแหบโหย เหมือนเครื่องสูบลมของช่างเหล็ก “มันกำลังดมกลิ่น…” นารีกระซิบ น้ำตาไหลอาบหน้า “มันกำลังหาคุณ” อานนท์รู้สึกเหมือนมีแรงกดดันมหาศาล บีบอัดกะโหลกของเขา และแล้ว… เสียงกระซิบก็เริ่มขึ้น มันไม่ได้ดังที่หู มันดัง… ‘ข้างใน’ หัวของเขา “สาม…” เสียงเด็กผู้หญิง… แผ่วเบา “สอง…” เสียงผู้ชาย… แหบพร่า “หนึ่ง…” เสียงผู้หญิงอีกคน… เต็มไปด้วยความเจ็บปวด “ปล่อย… พวกเรา…” “นี่มันอะไรกัน!” อานนท์ยกมือกุมขมับ “พวกเขาคือคนไข้ 3 คนนั้น” นารีร้องไห้ “3 คนที่ตายไป… วิญญาณของพวกเขา… ไม่ได้ไปไหน… พวกเขาถูกขังไว้กับมัน” “แกทำ” เสียงใหม่ดังขึ้นในหัวของอานนท์ เสียงนี้… ลึก… และเย็นชา เสียงของ ‘หมอแผ่น’ “แกทำลายผนึก แกแย่งอาหารของข้า แกต้องชดใช้” “ไม่จริง!” อานนท์ตะโกน เขาสะบัดหัว พยายามไล่เสียงนั้นออกไป “มันไม่จริง! แกไม่มีตัวตน!” ทันใดนั้น… เปรี๊ยะ! พระพุทธรูปหินอ่อนองค์เล็กที่ตั้งอยู่บนแท่นบูชา… เกิดรอยร้าว… จากฐาน… ลากยาวขึ้นไปจนถึงพระพักตร์ นารีกรีดร้อง “เราต้องหนี!” เธอคว้าแขนอานนท์ ลากเขาไปทางด้านหลังของห้อง “มีประตูหลัง!” ปัง! ประตูหน้า… ที่พวกเขาเดินเข้ามา… ปิดกระแทกอย่างรุนแรง เหมือนมีมือที่มองไม่เห็นฟาดมัน ฝุ่นผงร่วงกราวลงมาจากเพดาน อานนท์เสียสติไปแล้ว ความกลัว… ความสับสน… ความรู้สึกผิด… มันปนเปกันจนตรรกะของเขาพังทลาย เขามีความคิดเดียวในหัว ‘ทำลายต้นตอ’ “เครื่องราง!” เขาตะโกน “ปอยผมของคุณส้ม! มันยังอยู่ในห้องทำงานผม!” “ไม่! คุณหมอ!” นารีพยายามรั้งเขาไว้ “การทำลายมัน… มันยิ่งเลวร้าย!” “มันคือต้นเหตุ!” อานนท์เถียง เขายังคงยึดติดอยู่กับความคิดแบบวิทยาศาสตร์ ‘กำจัดเชื้อโรค’ “ถ้าผมเผามัน… ถ้าผมทำลายมันให้สิ้นซาก… คำสาปนี้อาจจะหายไป!” “มันไม่ใช่คำสาป! มันคือ ‘ผนึก’!” นารีตะโกน “ถ้าคุณทำลายมัน… คุณก็…” แคร่ก! บานหน้าต่างไม้เก่าๆ… เริ่มสั่น… สั่นอย่างรุนแรง… เหมือนมีคนกำลังทุบจากด้านนอก “มันพยายามจะเข้ามา!” นารีผลักอานนท์ไปที่ประตูหลัง “ไป!” เธอทุบกุญแจที่ล็อกประตูหลังจนหลุด ผลักอานนท์ออกไปในความมืด แล้วเธอก็วิ่งตามออกมา ทั้งสองคนวิ่งไม่คิดชีวิต กลับไปยังตึกหลัก เสียงหน้าต่างแตกกระจายดังตามหลังมา พร้อมกับเสียงคำราม… เสียงที่เหมือนสัตว์ร้าย… แต่ก็ไม่ใช่… ดังลั่นไปทั่วบริเวณโรงพยาบาล อานนท์วิ่งตรงไปยังห้องทำงานของเขา เขารู้สึกเหมือนคนกำลังจมน้ำ… ที่พยายามจะคว้าฟางเส้นสุดท้าย นารีวิ่งตามมา “อย่าทำนะคะ คุณหมอ! ได้โปรด!” “มันเป็นทางเดียว!” อานนท์ไขกุญแจลิ้นชัก มือสั่นจนแทบจะเสียบกุญแจไม่เข้า เขากระชากลิ้นชักเปิด ปอยผมของนางส้ม… ที่พันด้วยยางไม้สีดำ… ยังคงนอนนิ่งอยู่ กลิ่นของมัน… แทบจะทำให้เขาเป็นลม “คุณกำลังจะ ‘ปลดปล่อย’ มัน!” นารีร้องไห้ “ไม่ใช่ปลดปล่อยคุณส้ม… แต่ปลดปล่อย ‘อสุรกาย’ ตนนั้น!” “ผมต้องลอง!” อานนท์คว้าปอยผมนั้นไว้ เขาวิ่งไปที่อ่างล้างมือเล็กๆ ในมุมห้อง เขาหยิบไฟแช็ก… ที่เขาใช้จุดบุหรี่… ออกมาจากกระเป๋า “ไม่!” เขากดไฟแช็ก เปลวไฟสีส้มสว่างวาบขึ้น เขายื่นมันไปจ่อที่ปอยผม ยางไม้สีดำ… เริ่มละลาย ส่งกลิ่นเหม็นไหม้… และแล้ว… เปลวไฟก็ลุกพรึ่บ ปอยผม… เครื่องราง… ลุกไหม้เป็นสีแดงฉาน วินาทีนั้น… อานนท์คิดว่าเขาจะได้ยินเสียงกรีดร้องของนางส้ม แต่… สิ่งที่เกิดขึ้น… มันเลวร้ายกว่านั้นพันเท่า มันคือ… ความเงียบ ความเงียบที่… หนักอึ้ง… เหมือนโลกทั้งใบหยุดหายใจ … หนึ่งวินาที … … สองวินาที … และแล้ว… เสียงก็ระเบิดออก มันไม่ใช่เสียงกรีดร้อง มันคือ… คลื่นเสียง… เสียงโหยหวน… ที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวด… ความโกรธแค้น… และ… ความหิวกระหาย… มันไม่ได้ดังมาจากลำโพง มันไม่ได้ดังมาจากตึกซี มันดัง… มาจาก… ‘ทุกหนทุกแห่ง’ มันดังมาจาก… ผนังห้อง… จากพื้น… จากเพดาน… อานนท์และนารียกมือขึ้นอุดหู แต่เสียงนั้น… มันทะลุทะลวงเข้าไปในกะโหลก มันคือเสียงของ ‘อสุรกาย’ ตนนั้น ที่บัดนี้… ถูกปลดปล่อยจาก ‘ผนึก’ ชิ้นแรก อานนท์ล้มลง เขาอาเจียนออกมา เขารู้แล้ว… เขารู้แล้วว่าเขาทำพลาด พลาดอย่างมหันต์ นารีมองเขาด้วยดวงตาที่เบิกกว้าง เต็มไปด้วยความสยดสยอง “คุณ… ทำลาย… ‘กรง’” ในขณะเดียวกันนั้นเอง ที่ตึกซี ในห้องหมายเลข 004 ร่างของนางส้ม… ที่เคยดิ้นทุรนทุราย… หยุดนิ่ง เธอกลับไปอยู่ในท่าเดิม ท่านั่งแข็งทื่อ แต่คราวนี้… ดวงตาของเธอ… ที่เคยเบิกกว้างด้วยความกลัว… บัดนี้… … ว่างเปล่า ความกลัว… ชีวิต… มันหายไปแล้ว ถูก ‘สูบ’ ออกไปจนหมด นางส้ม… ตายแล้ว แต่เสียงกรีดร้อง… เสียงโหยหวนที่ดังมาจากทุกทิศทาง… มันไม่ได้หยุดลง มันกำลัง… ดังขึ้น มันกำลัง… เปลี่ยนไป มันไม่ได้มีแค่เสียงเดียวอีกต่อไป มันกลายเป็น… เสียงประสาน เสียงกรีดร้องของคนหลายสิบคน… ที่ดังขึ้นพร้อมกัน ดัง… มาจากห้องพักอื่นๆ ในตึกซี เสียงของ… คนไข้หมายเลข 012… คนไข้หมายเลข 027… คนไข้หมายเลข 008… “คุณหมอ…” นารีกระซิบเสียงสั่น “มัน… มันไม่ได้อิสระ…” อานนท์เงยหน้ามองเธอ ใบหน้าอาบไปด้วยน้ำตาและความสิ้นหวัง “มันแค่… เปลี่ยนที่กินอาหาร” เสียงกรีดร้องของคนไข้ทั้งตึกซี… ดังกระหึ่มขึ้น ราวกับนรกได้เปิดประตู
เสียงประสานแห่งความหวาดกลัว มันดังกระหึ่ม จนผนังห้องทำงานของอานนท์สั่นสะเทือน ไม่ใช่แค่เสียง มันคือแรงอัด เหมือนคลื่นกระแทกที่มองไม่เห็น อานนท์กับนารีก้มตัวอยู่กับพื้น เอามืออุดหู… แต่มันไม่ได้ผล เพราะเสียงนั้น… มันไม่ได้ดังมาจากตึกซี มันดัง… ‘ข้างใน’ หัวของพวกเขาทั้งสองคน “มันกำลังกิน!” นารีกรีดร้อง น้ำตาไหลปนกับน้ำมูก “มันกำลังสูบชีวิตพวกเขา! เหมือนที่คุณส้มโดน!” อานนท์มองไปที่อ่างล้างมือ ขี้เถ้าสีดำ… คือสิ่งที่เหลืออยู่ของปอยผม คือสิ่งที่เหลืออยู่… ของชีวิตคนไข้คนหนึ่ง ที่เขา… สังหาร ด้วยความโง่เขลา ด้วยตรรกะที่หยิ่งผยองของเขา “ผม… ผมฆ่าเธอ” เขาพึมพำ “คุณฆ่าพวกเราทั้งหมด!” นารีตวาด เปรี้ยง! หลอดไฟฟลูออเรสเซนต์บนเพดาน… ระเบิดออก เศษแก้ว… ร่วงกราวลงมาเหมือนหิมะ ห้องทั้งห้อง… ตกอยู่ในความมืดสนิท มีเพียงแสงสว่าง… ที่มาจากลิ้นชักโต๊ะทำงานของเขา อานนท์หันขวับไปมอง ลิ้นชักที่เขาเปิดทิ้งไว้ ลิ้นชักที่เก็บถุงเครื่องรางที่เหลือ… ถุงผ้าดิบ… หลายสิบถุง… บัดนี้… พวกมันกำลัง ‘เรืองแสง’ แสงสีแดงจางๆ… ส่องสว่าง… เหมือนถ่านไฟที่กำลังคุ และลิ้นชักทั้งอัน… กำลังสั่น สั่น… พร้อมกับเสียง… หึ่ง… เสียงหึ่ง… ที่ต่ำ… และลึก… เหมือนเสียงของฝูงแตนที่โกรธเกรี้ยว “มันเชื่อมกัน…” อานนท์กระซิบ เขารู้แล้ว… เครื่องรางพวกนั้น… มันคือ ‘โซ่ตรวน’ มันคือตัวเชื่อม… ระหว่างคนไข้… กับ ‘อสุรกาย’ ตนนั้น เมื่อครู่… เขาไม่ได้ ‘ตัด’ โซ่ เขาแค่… ‘กระตุก’ มัน กระตุก… อย่างรุนแรง จนปลุกให้มันตื่น และตอนนี้… มันกำลังดึงโซ่ทุกเส้น… พร้อมกัน “มันพยายามจะ…” “ตู้ล็อกเกอร์” นารีพูดแทรก หน้าของเธอซีดเผือด เธอมองไปทางหน้าต่าง… ไปในทิศทางของตึกซี “มันกำลังพยายามจะ ‘ออกมา’ อย่างสมบูรณ์” ราวกับรอให้เธอพูดจบ… เสียงใหม่ก็ดังขึ้น เสียงที่ทำให้เสียงกรีดร้องของคนไข้… ดูเบาไปเลย ครืด… เสียงเหล็ก… ครืด… ดดด… เสียงเหล็กแผ่นหนา… กำลัง… ‘บิดตัว’ มันดังมาจากตึกซี มันคือเสียงของตู้ล็อกเกอร์ใบนั้น ‘ศาลเจ้า’… ‘ประตู’… มันกำลังถูกเปิดออก… จาก ‘ข้างใน’ “ไม่… ไม่…” อานนท์รู้สึกถึงมัน ความเย็น ไม่ใช่แค่ความเย็น… มันคือ… ความหนาวเหน็บ… เหมือนถูกโยนลงไปในน้ำแข็ง ลมหายใจของเขากลายเป็นไอสีขาว ขอบหน้าต่างในห้องทำงาน… เริ่มมีเกล็ดน้ำแข็งเกาะ ที่นี่… จังหวัดเลย… ไม่ได้หนาวขนาดนี้ มันคือความเย็น… ที่แผ่ออกมาจาก… ‘สิ่งนั้น’ “มันกำลังสูบความอบอุ่น” นารีพึมพำ “มันกำลังสูบ… ทุกอย่าง” อานนท์รู้สึกว่าร่างกายของเขา… กำลังหนักอึ้ง เหมือนมีอะไรบางอย่าง… กำลังกดทับหน้าอก เขาหายใจไม่ออก เหมือนกำลังถูก… ‘สูบ’ เหมือนที่นางส้มโดน และเสียงกระซิบในหัวของเขาก็กลับมา เสียงของคนไข้ 3 คนที่ตายไป แต่คราวนี้… พวกเขาไม่ได้ร้องขอความช่วยเหลือ พวกเขา… กำลัง ‘หัวเราะ’ “ฮ่า… ฮ่า… ฮ่า…” “ไอ้โง่…” “เหมือนมัน… เหมือนหมอแผ่นไม่มีผิด…” “แกปลุกมัน… แกก็ต้องเลี้ยงมัน…” “ฆาตกร…” “หมอผีคนใหม่!” คำพูดนั้น… กรีดลึกลงไปในสมองของอานนท์ ‘หมอผีคนใหม่’ เขาเกลียดมัน เขารังเกียจมัน แต่… มันคือความจริง เขาพยายามจะทำลายไสยศาสตร์ แต่เขากลับกลายเป็น… ส่วนหนึ่งของมัน เขากลายเป็นคน… ที่ทำลายสมดุล เขากลายเป็น… ‘นายคนใหม่’… ของอสุรกายตนนี้ เป็นนาย… ที่โง่เขลา… และทำทุกอย่างพังทลาย “ไม่” อานนท์กัดฟัน ความเจ็บปวด… ความกลัว… มันแปรเปลี่ยนเป็นความรู้สึกอื่น ความรู้สึก… สิ้นหวัง และความ… ‘รับผิดชอบ’ เขาไม่สามารถทำลายเครื่องรางที่เหลือได้ นั่นเท่ากับฆ่าคนไข้อีกหลายสิบคนในทันที เขาไม่สามารถหนีได้ ‘สิ่งนั้น’… มัน ‘หมายหัว’ เขาแล้ว มันจะตามเขาไปทุกที่ ทางเดียว… คือการเผชิญหน้า ไม่ใช่ด้วยวิทยาศาสตร์ แต่ด้วย… ตรรกะของ ‘มัน’ ตรรกะของ ‘หมอแผ่น’ อานนท์ลุกขึ้นยืน ร่างกายสั่นเทา แต่สายตา… เด็ดเดี่ยว เขาเดินไปที่ลิ้นชัก กวาดเอาถุงเครื่องรางที่เรืองแสงทั้งหมด… ยัดใส่กระเป๋าเสื้อ “คุณจะทำอะไร!” นารีตะโกน “คุณจะหนีเหรอ! มันไม่มีที่ให้หนี!” อานนท์หันกลับมามองเธอ ใบหน้าของเขา… เปียกชุ่มไปด้วยน้ำตา แต่แววตา… แข็งกร้าว “ผมไม่ได้หนี” เขาพูด… เสียงแหบพร่า “ผมจะไปที่ตึกซี” “คุณบ้าไปแล้วเหรอ! มันอยู่ที่นั่น! มันกำลังจะออกมา!” “ใช่” อานนท์พยักหน้า “ผม… ผมเป็นคน ‘เปิด’ มัน” “ผมก็ต้องเป็นคน… ‘ปิด’ มัน” เขากำถุงเครื่องรางไว้แน่น ความเย็นจากมัน… กัดกินผิวหนังของเขา เขารู้สึกได้ถึงเสียงกรีดร้องของคนไข้… ที่ดังผ่านเครื่องรางพวกนี้ “รออยู่ที่นี่” เขาสั่งนารี “ล็อกประตู… สวดมนต์… ทำอะไรก็ได้… แต่อย่าออกมา” “คุณหมอ! คุณจะตาย!” อานนท์ยิ้ม มันเป็นรอยยิ้มที่เศร้าที่สุดในโลก “ผมอาจจะตายไปแล้ว… ตั้งแต่ตอนที่ผมตัดด้ายนั่น” เขาหันหลัง กระชากประตูห้องทำงานเปิดออก วิ่ง… วิ่งเข้าไปในทางเดินที่มืดมิด มุ่งหน้า… สู่ตึกซี มุ่งหน้า… สู่ใจกลางของฝันร้าย ที่เสียงเหล็กบิดตัว… และเสียงกรีดร้องของคนหลายสิบคน… กำลังดัง… รอเขาอยู่
อานนท์วิ่งฝ่าสายฝนที่เริ่มกระหน่ำอีกครั้ง มันเหมือนธรรมชาติกำลังโกรธเกรี้ยว เสียงกัมปนาทของฟ้าผ่า… ดังคร่อมเสียงกรีดร้องที่มาจากตึกซี แต่เสียงที่ดังที่สุด… คือเสียงหัวใจของเขาเอง เขาคว้ากุญแจหลักที่ห้อยอยู่ที่เอว ไขประตูเหล็กที่เชื่อมไปยังตึกซี บานประตูถูกผลักเปิดออก ความเย็นยะเยือกที่เขาเคยสัมผัสในห้องทำงาน… บัดนี้… มันรุนแรงจนบาดผิว มันเหมือนก้าวเข้าไปในห้องเก็บศพที่แช่แข็ง ทางเดินในตึกซีมืดสนิท ไฟฟ้าดับหมดแล้ว มีเพียงแสงแฟลชจากโทรศัพท์มือถือที่ส่องนำทาง และแสงสีแดงจางๆ… ที่เล็ดลอดออกมาจากห้องเก็บเอกสารเก่า ‘ตู้ล็อกเกอร์’
เสียงกรีดร้องของคนไข้… ไม่ได้ดังไปทั่วแล้ว มัน… ถูก ‘จำกัด’ มันถูกดูดซับ… มันดังมาจาก… ห้องเก็บเอกสารห้องนั้น อานนท์เดินไปตามทางเดิน ผ่านห้องพักของคนไข้ เขาพยายามจะไม่มองเข้าไป แต่แล้ว… แสงไฟฉายของเขาก็พลาดไปที่ห้องหมายเลข 012 คนไข้ชาย… ที่เคยส่งเสียงโวยวายเป็นประจำ… บัดนี้… เขานั่งนิ่งอยู่บนเตียง ตัวแข็งทื่อ… ดวงตาเบิกกว้าง… จ้องมองไปที่มุมห้อง… ท่าเดียวกับนางส้ม แต่ความแตกต่างที่สำคัญคือ… ไม่มีความหวาดกลัวในดวงตาของเขาอีกแล้ว มีเพียงความว่างเปล่า… และที่น่ากลัวที่สุดคือ… ที่ริมฝีปากของเขา… มีรอยยิ้ม… บางๆ… รอยยิ้มที่บิดเบี้ยว… เหมือนร่างที่ถูกบิดเกร็ง
“พวกเขาตายแล้ว” อานนท์รู้ทันที ไม่… ไม่ใช่แค่ตาย พวกเขาถูก ‘ดูด’ ไปแล้ว เขารู้สึกเหมือนกำลังถูกเฝ้าดู เขาไม่ได้ถูกเฝ้าดูจากคนไข้ที่ยังมีชีวิต แต่ถูกเฝ้าดูจาก… สิ่งที่กำลังใช้ร่างของพวกเขาเป็นหน้ากาก เขาเดินต่อไป จนกระทั่งมาถึงห้องเก็บเอกสารเก่า ประตูห้องเปิดอ้าอยู่ และ… ตู้ล็อกเกอร์เหล็ก บัดนี้… มันไม่ได้ถูกล็อกแล้ว ประตูตู้… เปิดออกกว้าง เผยให้เห็น ‘ความว่างเปล่า’ ข้างใน แต่สิ่งที่อานนท์เห็น… ไม่ใช่ความว่างเปล่าของตู้ มันคือ… ความว่างเปล่าของ… ‘ความมืด’ ความมืดที่หนาทึบกว่าปกติ ความมืดที่มี ‘กลิ่น’ กลิ่นสมุนไพร… กลิ่นสนิม… และกลิ่นที่สาม… กลิ่นของ… ‘พลังงาน’ ที่เข้มข้น มันคือกลิ่นของ ‘อสุรกาย’ ที่เขาปลุก อานนท์หยิบถุงเครื่องรางที่เหลือออกมาจากกระเป๋า ถุงผ้าดิบสีหม่น… บัดนี้เรืองแสงสีแดง แสงที่มาจาก… ความเจ็บปวดที่ถูกผนึก เขากำลังจะโยนมันเข้าไปในตู้ เพื่อทำลายทุกอย่าง… แต่เสียงของนารีก็แว่วเข้ามาในหัว “คุณไม่ได้ปลดปล่อยเธอ! คุณทำลายกรงขัง!” “คุณทำลายมันไม่ได้!” อานนท์กัดฟัน เขาต้องทำความเข้าใจตรรกะของหมอแผ่น หมอแผ่นไม่ได้ต้องการฆ่า เขาต้องการ ‘ผนึก’ เขาเปลี่ยนความหวาดกลัวให้เป็น ‘อาหาร’ และคนไข้ให้เป็น ‘ภาชนะ’ แล้วหมอแผ่นหายไปไหน? เขาหายไปพร้อมกับ ‘อุบัติเหตุ’ เมื่อ 40 ปีก่อน เพราะอะไร? อานนท์จ้องมองตู้ล็อกเกอร์ที่เปิดอ้า ความมืดในตู้นั้น… มันลึก… เหมือนหลุมดำ เขารู้สึกเหมือนมันกำลังดูด… ความคิดของเขา เขาคลำไปในกระเป๋าเสื้อ สัมผัสโดนแฟ้มประวัติบุคลากรของ ‘หมอแผ่น’ เขายังไม่ได้ทิ้งมัน เขาดึงมันออกมา เปิดไปยังหน้าสุดท้าย… รายงานการหายสาบสูญ เขาอ่านมันอีกครั้ง “นายแผ่น… ได้หายตัวไปจากโรงพยาบาล… ในช่วงเวลาเดียวกับที่เกิด ‘อุบัติเหตุ’… ซึ่งส่งผลให้คนไข้เสียชีวิต 3 ราย…” เขาพลิกกลับไปที่หน้าประวัติ หมอแผ่น… “บุรุษพยาบาล”… ไม่มีประวัติด้านการศึกษา ไม่มีครอบครัว… เขามาจากไหน? … อานนท์ฉุกคิด ในแฟ้มมีเพียงรูปถ่ายขาวดำ ใบหน้า… ที่เย็นชา และไม่มีข้อมูลอื่นเลย มันเหมือน… หมอแผ่นเพิ่งปรากฏตัวขึ้นจากอากาศธาตุ แล้วเขาก็หายไป… หลังจากคนไข้ 3 คนตาย นั่นหมายความว่า… หมอแผ่น ‘คุมมันไม่อยู่’ อานนท์สรุป เขาควบคุม ‘อสุรกาย’ ตนนั้นไม่ได้ มันกินเร็วเกินไป มันต้องการอาหารมากขึ้น และเมื่อมันกินคนไข้ 3 คนนั้นไปแล้ว… มันอาจจะหันกลับมากิน… ‘ผู้ป้อน’ นั่นคือเหตุผลที่หมอแผ่นต้องหนี หรือ… เขาถูก ‘กิน’ ไปแล้ว อานนท์มองไปที่ตู้ล็อกเกอร์ นารีบอกว่ามันคือ ‘ศาลเจ้า’ ถ้ามันคือศาลเจ้า… มันก็ต้องมี ‘เครื่องบูชา’ และสิ่งที่หมอแผ่นทิ้งไว้ในตู้นั้นคือ… ‘เครื่องราง’ ที่บรรจุความกลัวของคนไข้ แต่ตอนนี้… เครื่องรางพวกนั้น… อยู่ที่อานนท์ และอสุรกาย… ก็กำลังหิว ครืด… เสียงเหล็กเสียดสี ดังมาจากข้างในความมืดในตู้ เหมือนบางสิ่ง… กำลังขยับ อานนท์หายใจเข้าลึกๆ เขาเข้าใจแล้ว ตู้ล็อกเกอร์ไม่ใช่ที่สำหรับเก็บของ มันคือ… ‘กับดัก’ และเขา… ต้องใช้ ‘กับดัก’ นี้อีกครั้ง แต่เขาต้องทำในสิ่งที่หมอแผ่นทำไม่ได้… เขาต้อง ‘ผนึก’ มัน… อย่างถาวร เขาต้องหา ‘ตัวเชื่อม’ ใหม่ ตัวเชื่อม… ที่แข็งแกร่งกว่าเส้นผมและยางไม้ อานนท์มองไปที่ประตูตู้ ความมืดที่ดูดกลืนแสง… เขากำลังจะก้าวเข้าไป ทันใดนั้น… เสียงกระซิบก็ดังขึ้นในหัวของเขา คราวนี้… มันชัดเจน มันไม่ได้มาจากคนไข้ มันมาจาก… ‘อสุรกาย’ ตนนั้น “แก… เป็นของข้า” เสียงนั้น… เหมือนโลหะที่ถูกบดขยี้ เต็มไปด้วยความหิวกระหาย “แก… คืออาหารที่อร่อยที่สุด” “แก… เต็มไปด้วย… ความรู้สึกผิด” “ความรู้สึกผิดของแก… คือยาพิษ… ที่จะฆ่าข้า” “แต่… มันก็คือ… อาหารของข้า” อานนท์นิ่งอึ้ง ความรู้สึกผิด… เขาฆ่านางส้ม เขาปลุก ‘สิ่งนั้น’ ความรู้สึกผิดที่รุนแรงของเขา… คือ ‘อาหาร’ ที่เข้มข้นที่สุด… ที่อสุรกายตนนี้เคยลิ้มรส เขาไม่ใช่แค่ ‘ผู้ป้อน’ เขาคือ… ‘เหยื่อ’ ที่สำคัญที่สุด และแล้ว… เขาตัดสินใจ เขาต้องใช้ ‘ความรู้สึกผิด’ นี้ เป็น ‘เหยื่อล่อ’ และ ‘พันธนาการ’ สุดท้าย “ถ้าแกต้องการฉัน…” อานนท์พึมพำ “แกก็ต้อง… ปล่อยพวกเขาไป” เขาถอดเสื้อโค้ทสีขาวของเขาออก โยนถุงเครื่องรางที่เรืองแสงทั้งหมด… เข้าไปในตู้ล็อกเกอร์ “เอาไปกิน!” เขาตะโกน “กินความกลัวของพวกเขาให้หมด!” “แล้ว… มารับ… อาหารจานหลัก” เขาก้าวเข้าไปในความมืดในตู้ล็อกเกอร์
อานนท์ก้าวเข้าไปในตู้ล็อกเกอร์เหล็ก ความมืด… กลืนกินเขาในทันที มันไม่ใช่ความมืดปกติ มันคือความมืดที่… มีมิติ ความมืดที่ให้ความรู้สึกหนาแน่น… และเย็นเฉียบ ราวกับว่าเขาก้าวเข้าไปในห้วงอวกาศที่ว่างเปล่า เขาได้ยินเสียง เสียง… ซูบซิบ มันคือเสียงของถุงเครื่องราง เสียงที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวด… และความสับสน เสียงนั้นกำลัง… ถูกดูดกลืน “หิว… หิว… หิว…” เสียงกระซิบของอสุรกายดังขึ้น แต่มันไม่ได้ดังในหัวของเขา มันดัง… รอบตัวเขา เหมือนมีปากหลายพันปากกำลังกระหาย อานนท์ยืนอยู่ท่ามกลางความหนาวเหน็บที่กัดกินกระดูก เขากัดฟัน “ฉันมาแล้ว” เขาพูดเสียงดัง “อาหารที่แกต้องการ… อยู่ที่นี่” ทันใดนั้น… เสียงกรีดร้องของคนไข้ที่ดังอยู่ทั่วตึก… ก็เงียบลงฉับพลัน ความเงียบที่เหลืออยู่… คือความเงียบที่ไร้ชีวิต อานนท์รู้แล้ว… คนไข้ทุกคน… ถูก ‘ดูด’ ไปแล้ว เขามาสายเกินไป และตอนนี้… เขาอยู่คนเดียว… กับ ‘สิ่งนั้น’ ในความมืด… “แก… เป็นของข้า…” เสียงอสุรกายดังขึ้นข้างหูเขา ลมหายใจที่เย็นเฉียบ… ปะทะเข้าที่ต้นคอของเขา อานนท์ไม่ได้หันกลับไปมอง เขาไม่ต้องการเห็นมัน เขาต้องการแค่… ทำให้แผนของเขาสำเร็จ “ข้าไม่ใช่อาหารของแก” อานนท์พูด “ข้า… คือ ‘นาย’ คนใหม่” “แก… โง่เขลา” เสียงนั้นเย้ยหยัน “แกทำลายผนึก… แกทำลายกรงขัง” “แล้วทำไมแกถึงไม่หนี!?” “เพราะข้ารู้ว่าแกต้องการอะไร” อานนท์ตอบ “แกไม่ได้ต้องการความกลัว” “แกต้องการ… ‘ภาชนะ’ ที่แข็งแกร่ง… เพื่อที่จะ ‘คงอยู่’” “หมอแผ่น… ใช้คนไข้… ใช้เส้นผม… แต่ตอนนี้… ภาชนะเหล่านั้น… เปราะบางเกินไปแล้ว” อานนท์ยกมือขึ้น เขากำลังจะทำในสิ่งที่หมอแผ่นไม่กล้าทำ “ฉันจะให้ ‘กรงขัง’ ใหม่กับแก” “กรงขังที่ไม่มีวันแตกสลาย” “กรงขัง… ที่มี ‘ความรู้สึกผิด’ ที่ไม่มีวันหายไป” “นี่คือ ‘พันธนาการ’ สุดท้ายของแก” “แกพูดเรื่องไร้สาระ!” เสียงอสุรกายคำราม แต่ในความโกรธแค้นนั้น… อานนท์ได้ยินความสนใจ… และความกระหายที่บ้าคลั่ง “แกคิดว่าแก… แข็งแกร่งพอเหรอ” “ไม่…” อานนท์ยิ้มอย่างขมขื่น “แต่ ‘ความรู้สึกผิด’ ของฉัน… มันแข็งแกร่งพอ” “ความรู้สึกผิดที่… ฆ่าคนไข้ไปหลายคน” “ความรู้สึกผิดที่… ปลุกแกให้ตื่นขึ้น” “มันจะ… ‘ผนึก’ แกไว้… ในตัวฉัน” อานนท์ยกมือทั้งสองข้างขึ้นกุมใบหน้า ปิดดวงตา เขาเปิดใจ… และเปิดความคิด… ต่อความมืดมิดที่รายล้อมอยู่ “รับข้าไป!” เขาตะโกน “ถ้าแกต้องการความอยู่รอด… แกต้องผนึกตัวเองไว้ในตัวฉัน” “และฉัน… จะเป็น ‘ตู้ล็อกเกอร์’ ของแกตลอดไป!” วินาทีนั้น… อานนท์รู้สึกถึงแรงกระแทกที่รุนแรง เหมือนถูกรถบรรทุกชน ความเย็นยะเยือก… เจาะทะลุผ่านผิวหนังของเขา เข้าไปในร่างกาย… มันคือความหนาวเย็นที่ทำลายทุกอย่าง มันไม่ใช่ความเย็นจากน้ำแข็ง แต่เป็นความเย็น… ของ ‘ความว่างเปล่า’ ของ ‘ความสิ้นหวัง’ อานนท์กรีดร้อง เสียงของเขา… ไม่ได้ดังออกจากลำคอ มันถูก… กลืนกิน มันถูก… ‘สูบ’ ออกไป เขาไม่รู้สึกถึงการหายใจอีกต่อไป เขาไม่รู้สึกถึงชีพจร… เขาล้มลง ร่างกายของเขาเกร็งกระตุก ความรู้สึกสุดท้ายที่เขารับรู้ได้… คือ… ความมืด… ที่เข้ามาแทนที่… แสงสว่างทั้งหมด… และเสียง… เสียงกระซิบที่ผ่อนคลาย เสียงของอสุรกาย… ที่บัดนี้… … สงบเงียบแล้ว “ในที่สุด…” เสียงนั้นพึมพำ “ข้า… ได้ ‘บ้าน’ ที่แท้จริงแล้ว”
ข้างนอกตึกซี พยาบาลนารี… ยืนตัวแข็งทื่ออยู่ห่างๆ เธอได้ยินเสียงกรีดร้องสุดท้ายของอานนท์ เสียงที่… ถูกตัดขาด… อย่างรุนแรง เหมือนสายกีต้าร์ที่ขาดผึง แล้วความเงียบก็กลับมา ความเงียบที่สมบูรณ์ ความเงียบที่… หวาดกลัว นารีคุกเข่าลง สวดมนต์… น้ำตาไหลอาบแก้ม เธอรู้แล้วว่าเกิดอะไรขึ้น ‘หมอผีคนใหม่’… ได้ปรากฏตัวขึ้นแล้ว
หลายสัปดาห์ต่อมา โรงพยาบาลจิตเวชเลย… กลับสู่ความสงบ ความสงบที่… น่าขนลุก เรื่องราวของตึกซี… ถูกปิดบังไว้ ทางการรายงานว่าเกิด ‘อุบัติเหตุ’… คนไข้ที่เสียชีวิต… ถูกจัดการอย่างเงียบๆ และเหตุการณ์ทั้งหมด… ถูกโยนความผิดให้ ‘ความล้มเหลวในการจัดการ’ ของบุคลากร นารี… ลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าพยาบาล แต่เธอยังคงอยู่ที่โรงพยาบาล ในฐานะ… ‘ผู้เฝ้ามอง’
วันหนึ่ง… นารีเดินเข้าไปในตึกซีที่บัดนี้… ถูกปิดตายอย่างถาวร เธอไม่ได้ไปที่ห้องเก็บเอกสารเก่า แต่เธอไปที่ห้องหมายเลข 004 ห้องของนางส้ม ร่างของนางส้มถูกนำออกไปแล้ว แต่ร่องรอยแห่งความหวาดกลัวยังคงอยู่ นารีคุกเข่าลง สวดมนต์ให้ดวงวิญญาณของผู้หญิงคนนั้น ทันใดนั้น… ประตูห้องก็เปิดออก พยาบาลคนใหม่… เดินเข้ามา พร้อมกับรถเข็นอาหารเช้า “คุณนารีคะ… คุณหมอให้มาตามค่ะ” “คุณหมอ… คนไหนคะ” นารีถาม พยาบาลคนนั้นทำหน้างง “ก็… คุณหมออานนท์ไงคะ” หัวใจของนารีหยุดเต้นชั่วขณะ อานนท์… ยังมีชีวิตอยู่?
นารีเดินกลับไปที่ตึกหลัก เธอตรงไปยังห้องทำงานของอานนท์ ห้องทำงานที่เคยเต็มไปด้วยกลิ่นสมุนไพรและสนิม บัดนี้… ห้องนั้นสะอาดเอี่ยม มีกลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อจางๆ แต่… ประตูห้องล็อกอยู่ “เขา… อยู่ข้างในเหรอคะ” นารีถามพยาบาล “ค่ะ” พยาบาลคนนั้นชี้ไปที่ประตู “เขาอยู่ข้างในตลอดเลยค่ะ ตั้งแต่… วันนั้น เขาไม่ค่อยยอมออกมา ไม่ค่อยพูดกับใคร” “เขา… ทำงานอะไรอยู่ข้างในคะ” “ไม่ทราบเหมือนกันค่ะ” พยาบาลตอบ “เขาแค่… นั่งนิ่งๆ”
นารีเดินเข้าไปใกล้ประตู เธอได้ยินเสียง เสียง… พึมพำ ไม่ใช่เสียงพูด แต่เป็นเสียงที่… คุ้นเคย เสียงที่เธอเคยได้ยินในความมืด เสียง… ของ ‘คำสวด’ เสียง… ของ ‘คาถา’ เสียง… ของ ‘การผนึก’
“คุณหมอคะ…” นารีเรียก “คุณอานนท์…” ไม่มีการตอบกลับ มีเพียงเสียงพึมพำที่ดังอยู่ข้างใน นารีเอื้อมมือไปที่ช่องรับส่งอาหารที่อยู่ตรงบานประตู ช่องเล็กๆ ที่ใช้สำหรับยื่นถาดอาหาร เธอผลักมันเปิดออก แล้วก้มลงมองเข้าไปในห้อง
ภาพที่เธอเห็น… ทำให้ลมหายใจของเธอกระตุก อานนท์… นั่งอยู่บนเก้าอี้ทำงาน ในท่าเดียวกับที่นางส้มเคยเป็น หลังตรง… ไหล่เกร็ง… และ… ดวงตาของเขาเบิกกว้าง จ้องเขม็งไปที่มุมห้องด้านซ้ายบน มุมเดียวกับที่นางส้มเคยจ้อง ไม่มีความกลัวในดวงตาของเขา ไม่มีความโกรธ ไม่มีความรู้สึกใดๆ มีเพียง… ความว่างเปล่า… และที่น่ากลัวที่สุดคือ… ที่ริมฝีปากของเขา… มีรอยยิ้ม… บางๆ… รอยยิ้มที่… เย็นชา… รอยยิ้มที่… อานนท์ไม่เคยมี มันคือรอยยิ้มของ… คนอื่น
นารีตัวแข็งทื่อ มือของเธอปล่อยถาดอาหาร เสียงถาดร่วงกระทบพื้นดังเคร้ง! แต่เสียงนั้นไม่ได้ทำให้อานนท์กะพริบตา เขายังคงนั่งนิ่ง… จ้องมองไปยังความว่างเปล่า และพึมพำคาถาที่ไม่เป็นภาษา นารีถอยหลังออกมา เธอเข้าใจทุกอย่างแล้ว อานนท์ไม่ได้ ‘ผนึก’ อสุรกาย เขา… กลายเป็น ‘ตู้ล็อกเกอร์’ เอง เขาใช้ร่างกายและจิตวิญญาณของเขา… เป็น ‘กรงขัง’ ที่สมบูรณ์แบบ กรงขังที่เต็มไปด้วย ‘ความรู้สึกผิด’ ที่ไม่มีวันหายไป และ ‘บางสิ่ง’ ที่ถูกผนึกไว้ข้างใน… มันไม่ได้ถูกทำลาย มันแค่… ‘สงบลง’ มันรอคอย… รอคอยเวลาที่มันจะสามารถ ‘ซึมซับ’ เอาความว่างเปล่าจากภาชนะใหม่นี้… ไปจนหมด
นารีมองไปยังตู้ล็อกเกอร์เหล็กเก่าๆ ที่บัดนี้ถูกนำไปทิ้งไว้ในโกดังเก็บของ ตู้ล็อกเกอร์ใบนั้น… ว่างเปล่า แต่ตู้ล็อกเกอร์ที่แท้จริง… บัดนี้… กำลังนั่งอยู่… ในห้องทำงานที่ถูกล็อกไว้
นารีเดินจากไปอย่างเงียบๆ เธอไม่หันกลับไปมอง เธอรู้ว่าเธอต้องทำอะไร เธอต้อง… ‘เฝ้าดู’ ตู้ล็อกเกอร์บานใหม่นี้ เพื่อป้องกันไม่ให้มัน… ถูก ‘เปิด’ อีกครั้ง เธอกลายเป็น… ‘ผู้เฝ้าประตู’ คนใหม่
เมื่อนารีเดินลับไป ในห้องทำงานที่ถูกล็อกนั้น ร่างของอานนท์… ยังคงนั่งนิ่ง ดวงตาเบิกกว้าง… จ้องมองไปยังมุมห้อง และ… รอยยิ้มที่เย็นชาบนใบหน้าของเขา ขยายกว้างขึ้นเล็กน้อย