Bí Mật Bùa Ngải: Hài Cốt Dưới Ván Sàn

เสน่ห์อาถรรพ์: ซ่อนกระดูกใต้พื้นไม้

เสียงเดียวที่ดังในออฟฟิศที่ว่างเปล่า คือเสียงเทปใสที่ถูกกระชากออกจากม้วน อนันต์มองแผ่นกระดาษสีขาวที่ติดอยู่บนประตูบานเลื่อนกระจก ‘ประกาศยึดทรัพย์’ ตัวอักษรสีแดงเข้มเหมือนตราบาป มันคือจุดจบ ความฝันของสถาปนิกหนุ่มในกรุงเทพฯ พังทลายลงตรงหน้า สิบปีที่สร้างมา หายไปในพริบตา เขาเหลือแต่ตัว กับความว่างเปล่าที่สะท้อนอยู่ในกระจก

เสียงมอเตอร์ไซค์ส่งของดังขึ้นหน้าตึก พัสดุชิ้นสุดท้าย… ไม่สิ กล่องสุดท้าย มันมาจากทนายความผู้ดูแลมรดกของย่า ย่าที่เพิ่งเสียไปเมื่อสามเดือนก่อน อนันต์ไม่มีเวลาแม้แต่จะกลับไปงานศพ เขายุ่งอยู่กับการยื้อลมหายใจสุดท้ายของบริษัท

เขาเซ็นรับกล่องกระดาษสีน้ำตาลเก่าๆ มันเบาจนน่าใจหาย ข้างในไม่มีของมีค่าอะไร มีเพียงกล่องเหล็กที่ขึ้นสนิม กับรูปถ่ายขาวดำใบหนึ่ง เป็นรูปชายในเครื่องแบบ ยืนอยู่หน้าสถานีรถไฟ อนันต์จำได้… นี่คือปู่ทวดของเขา นายสถานีศรณ์ ชายผู้เป็นตำนานของตระกูล ผู้คุมทุกอย่างที่ลำปางในยุคสมัยนั้น และในกล่องเหล็กใบเล็ก ยังมีกุญแจ กุญแจทองเหลืองดอกหนึ่งที่หมองคล้ำและเย็นเฉียบ

ทันใดนั้น เสียงของย่าก็แว่วเข้ามาในหัว เสียงที่แหบพร่าในวันสุดท้ายที่เขาได้เจอท่าน “ถ้าชีวิตมันจนตรอก… ก็กลับไปลำปางนะลูก” “ปู่ทวดเขาทิ้ง ‘มรดก’ ไว้ในห้องของเขา… ที่สถานีรถไฟ”

มรดก… คำนี้ก้องอยู่ในหัวของอนันต์ สำหรับคนที่สิ้นเนื้อประดาตัวอย่างเขา ‘มรดก’ ไม่ได้แปลว่าความทรงจำ มันแปลว่า ‘เอกสารลับ’ อาจเป็นโฉนดที่ดินเก่าๆ ที่ถูกลืม อาจเป็นหุ้นส่วนของกิจการรถไฟ หรืออาจเป็นทองคำที่ซุกซ่อนไว้ อะไรก็ได้… ที่จะช่วยให้เขาลุกขึ้นยืนได้อีกครั้ง

กรุงเทพฯ ไม่มีอะไรเหลือให้เขาอีกแล้ว อนันต์ขายนาฬิกาเรือนสุดท้ายที่เหลืออยู่ ซื้อตั๋วรถทัวร์เที่ยวกลางคืน มุ่งหน้าสู่ภาคเหนือ เขาไม่ได้กลับบ้านในฐานะผู้ชนะ เขากลับไปในฐานะคนที่พ่ายแพ้ กลับไป… เพื่อขุดคุ้ยอดีต

ลำปางต้อนรับเขาด้วยความเย็น ไม่ใช่ความเย็นสบายของเมืองท่องเที่ยว แต่มันเป็นความเย็นชื้นที่เกาะกุมผิว เขมาถึงสถานีรถไฟเก่าในตอนโพล้เพล้ แสงสุดท้ายของวันอาบไล้ตัวอาคารที่ผุพัง สีที่เคยสดใสลอกล่อนจนเห็นเนื้อไม้ด้านใน มันไม่ใช่สถานีรถไฟอีกต่อไปแล้ว มันคือซากปรักหักพังของอดีต กลิ่นสนิม กลิ่นอับชื้น และกลิ่นไม้เก่าลอยมาปะทะจมูก ที่นี่…เงียบเกินไป

เขาเดินไปตามชานชาลาที่รกร้าง มีเพียงเสียงใบไม้แห้งที่ถูกกวาดดังขึ้นเป็นจังหวะ สวบ… สวบ… ร่างของหญิงชราคนหนึ่งกำลังก้มหน้าก้มตากวาดลาน ผมสีเทาถูกมัดไว้ลวกๆ อนันต์เดินเข้าไปหา “ขอโทษนะครับป้า” หญิงชราเงยหน้าขึ้น ดวงตาของเธอดำสนิท ไร้แวว “ผม… ผมมาหาห้องของนายสถานีศรณ์ครับ เขาเป็นปู่ทวดของผม”

ไม้กวาดในมือหยุดชะงัก ป้าบัว… หญิงชราที่ชาวบ้านบอกว่าอาศัยอยู่แถวนี้มาทั้งชีวิต เธอมองอนันต์ตั้งแต่หัวจรดเท้า “ห้องของนายสถานีศรณ์?” เสียงของเธอแหบเหมือนใบไม้แห้ง “ที่นั่น… ไม่ใช่ที่สำหรับคนเป็น”

อนันต์ฝืนยิ้ม รู้สึกถึงความเย็นวาบที่สันหลัง “คือ… ย่าผมท่านบอกว่ามีของทิ้งไว้ให้ผมน่ะครับ” เขาพยายามทำเสียงให้เป็นปกติ “ผมแค่จะเข้าไปเอาของ… ได้ยินว่าแม่กุญแจมันก็พังหมดแล้วไม่ใช่เหรอครับ?”

ป้าบัวหันกลับไปกวาดใบไม้ต่อ เสียงไม้กวาดดังขึ้นอีกครั้ง “ใช่… กุญแจเหล็กมันพังไปแล้ว” เธอกล่าว โดยไม่มองหน้าเขา “แต่กุญแจที่แย่ที่สุด… ไม่ได้ทำมาจากเหล็กหรอกนะ”

อนันต์ขนลุกซู่ เขาไม่เข้าใจความหมายของมัน แต่ความหวังที่จะได้ ‘มรดก’ มันมีพลังมากกว่าความกลัว เขาต้องหาห้องนั้นให้เจอ

เขาเดินลึกเข้าไปในตัวอาคารที่มืดมิด ผ่านห้องจำหน่ายตั๋วที่หน้าต่างแตก ผ่านห้องพักผู้โดยสารที่เหลือแต่ซากม้านั่ง จนกระทั่ง… สุดทางเดิน เขาก็เจอมัน ประตูไม้บานหนึ่งที่สีถลอกปอกเปิก ข้างประตูมีป้ายทองเหลืองเก่าๆ ‘นายสถานี’

มันคือห้องของปู่ทวดเขา อย่างที่ป้าบัวบอก… แม่กุญแจที่คล้องหูช้างเหล็กนั้น ถูกทุบจนแหลก มันไม่ได้ล็อกอยู่ อนันต์สูดหายใจลึก ผลักประตูเข้าไป…

มันไม่ขยับ ประตูไม่ขยับแม้แต่น้อย เหมือนมันถูกล็อก… จากด้านใน เขาลองเอากุญแจทองเหลืองของย่าออกมา มันไม่ใช่กุญแจสำหรับลูกบิด และมันก็เสียบไม่เข้ากับรูกุญแจโบราณที่ประตู เขาดันอีกครั้ง… และอีกครั้ง ประตูก็ยังคงปิดสนิท

อนันต์ยืนนิ่งอยู่หน้าประตู ความเย็นประหลาดแผ่ออกมาจากบานไม้ เขาแน่ใจ… ว่าเขาได้ยินเสียง เสียงกระดาษที่ถูกพลิก… เบาๆ ดังมาจากอีกฟากของประตู


อนันต์ถอยหลังออกมาจากประตู หัวใจเขาเต้นแรง เสียงกระดาษ… หรือเขาหูแว่วไปเอง? ความมืดที่ปลายทางเดินดูเหมือนจะขยับได้ เขาหันหลังวิ่งออกมาจากอาคารนั้นทันที กลับสู่แสงสว่างที่กำลังจะหมดไปของโลกภายนอก

คืนนั้น อนันต์นอนไม่หลับ เขาได้ห้องพักราคาถูกในตัวเมืองลำปาง ห้องที่เพดานมีรอยด่างเป็นวงกว้าง เสียงโทรศัพท์มือถือดังขึ้น ทำลายความเงียบ เป็นเบอร์ที่ไม่รู้จัก… แต่เขารู้ว่าใคร “คุณอนันต์ครับ… เรื่องหนี้สิน…” อนันต์กดตัดสาย เขากำโทรศัพท์แน่นจนข้อนิ้วขาวซีด ความอัปยศไล่ตามเขามาถึงที่นี่

ความเหนื่อยล้าดึงเขาเข้าสู่การหลับใหล และเขาก็ฝัน… เขาฝันเห็นปู่ทวด นายสถานีศรณ์… แต่ท่านไม่ได้อยู่ในเครื่องแบบที่สง่างามเหมือนในรูปถ่าย ท่านอยู่ในชุดนอนผ้าฝ้ายสีขาว กำลังนั่งอยู่ที่โต๊ะทำงานขนาดใหญ่ ภายใต้แสงตะเกียงน้ำมันที่สั่นไหว บนโต๊ะเต็มไปด้วยเอกสารกองสูง ท่านกำลังเขียน… เขียนอย่างลนลาน มือหนึ่งจิกปากกาขนนก มือหนึ่งกุมขมับ ท่านสลับกับการเขียนด้วยการหันไปมองที่ประตู แววตาเต็มไปด้วยความหวาดระแวง ราวกับกลัวว่าจะมีใครบุกเข้ามา

แล้วท่านก็เริ่มรื้อค้นกระดาษ หยิบแผ่นนั้น วางแผ่นนี้ สลับที่… จัดเรียงใหม่… ทำราวกับว่าการจัดเรียงเอกสารเหล่านั้น คือสิ่งเดียวที่สำคัญที่สุดในโลก อนันต์พยายามจะเรียก… “ปู่ครับ!” แต่นายสถานีศรณ์ไม่แม้แต่จะเงยหน้ามอง ท่านแค่กระซิบกับตัวเอง “ต้องเก็บให้มิด… ต้องซ่อนไว้… ห้ามใครเห็น…” แล้วท่านก็เงยหน้าขึ้น ดวงตาสีดำสนิท จ้องตรงมาที่อนันต์ ทะลุผ่านความฝัน… อนันต์สะดุ้งตื่น เหงื่อท่วมตัว เสียงไก่ขันดังมาจากที่ไกลๆ เช้าแล้ว…

ความฝันนั้นชัดเจนเกินไป มันไม่ได้ทำให้เขากลัว แต่มันกลับตอกย้ำความเชื่อของเขา ‘ต้องซ่อนไว้… ห้ามใครเห็น…’ มันคือ ‘เอกสารลับ’ ที่มีค่ามหาศาลแน่นอน! ปู่ทวดกำลังพยายามบอกอะไรเขา ความสิ้นหวังถูกแทนที่ด้วยความโลภวูบหนึ่ง

เช้าวันนั้น อนันต์กลับไปที่สถานีรถไฟเก่าอีกครั้ง ครั้งนี้ เขามาพร้อมกับชะแลงเหล็กที่ซื้อมาจากร้านวัสดุก่อสร้าง เขาจะไม่ยอมให้อดีตมาขวางทางรอดสุดท้ายของเขา เขาเดินตรงไปที่สุดทางเดิน บรรยากาศในตอนกลางวันน่ากลัวน้อยกว่า แต่ความเย็นชื้นยังคงเกาะกุมอยู่ไม่จางหาย

เขามาหยุดยืนหน้าประตูห้องนายสถานี วันนี้… ไม่มีเสียงกระดาษ เขายกชะแลงขึ้น ตั้งท่าจะงัดเข้าไปที่ขอบประตู ทันใดนั้น… วูบ! ลมกระโชกแรงพัดเข้ามาในทางเดิน ทั้งๆ ที่ข้างนอก… ลมสงบนิ่ง ใบไม้แห้งที่กองอยู่มุมทางเดิน หมุนคว้างขึ้นมา ฝุ่นผงเข้าตาอนันต์จนต้องหรี่ตาลง

“ทำอะไรน่ะ!” เสียงแหบแห้งของป้าบัวดังขึ้นจากด้านหลัง อนันต์สะดุ้ง หันขวับไปมอง ป้าบัวยืนอยู่ที่เดิม… ตำแหน่งเดียวกับเมื่อวาน เหมือนกับว่าเธอไม่เคยขยับไปไหน “ผมก็แค่จะเอาของของผม!” อนันต์ตะโกนกลับ ความอดทนของเขากำลังจะหมด “นั่นมันห้องของปู่ทวดผม!”

ป้าบัวเดินเข้ามาใกล้ขึ้น ช้าๆ เธอมองชะแลงในมือเขา “นั่นไม่ใช่ห้องของเขาอีกต่อไปแล้ว” “มันเป็นคุก” อนันต์ชะงัก “ป้าหมายความว่ายังไง?”

“ชาวบ้านเขาเล่ากัน” ป้าบัวเริ่มพูด เสียงเนิบนาบแต่เย็นเยียบ “นายสถานีศรณ์… ตอนที่เขายังมีชีวิต เขาทั้งรัก ทั้งหวงห้องนี้ เขากลัว… กลัวว่าคนจะมาขโมยความลับของเขา” “ความลับอะไร?” อนันต์ถามสวนทันควัน ป้าบัวส่ายหน้า “ไม่มีใครรู้… รู้แต่ว่าก่อนตายไม่กี่วัน เขาไปหาหมอผี… เขาทำคุณไสย… เขาใช้อาคม ผูกวิญญาณตัวเองไว้กับห้องนี้ เพื่อเฝ้าสมบัติ… เฝ้าเอกสารของเขา ชั่วนิรันดร์”

อนันต์กลืนน้ำลาย เรื่องเล่าบ้าบอ… “แล้วทำไมต้องทุบแม่กุญแจล่ะ ถ้าเขาอยากจะเฝ้า?” “ไม่ใช่เขาที่ทุบ” ป้าบัวตอบ “คนอื่นต่างหากที่ทุบ… หลังจากเขาตาย คนงาน… ลูกน้อง… คนที่อยากได้สมบัติของเขา พวกเขาพยายามจะเข้าไป… แต่ไม่มีใครเข้าไปได้ ประตูมันถูก ‘ล็อก’ จากข้างใน ไม่ใช่ด้วยกลอน… แต่ด้วยวิญญาณ”

ป้าบัวจ้องลึกเข้าไปในตาอนันต์ “เธอกำลังรบกวนเขา เธอกำลังทำให้เขาโกรธ กลับไปซะเถอะ… ที่นี่ไม่มีอะไรให้เธอ นอกจากคำสาป” พูดจบ ป้าบัวก็หันหลังเดินจากไป ทิ้งอนันต์ไว้กับชะแลงในมือ และความสับสนในหัว

เขาควรจะเชื่อเรื่องผีสางงมงายพวกนี้เหรอ? เขาเป็นสถาปนิก… เขาเชื่อในหลักเหตุและผล อาจจะเป็นเพราะไม้เก่ามันขยายตัว อาจจะเป็นเพราะกลไกอะไรบางอย่าง แต่… แล้วเสียงกระดาษล่ะ? แล้วความฝันนั่นล่ะ?

ติ๊ง! เสียงข้อความเข้าจากมือถือ เป็นรูปภาพ… รูปประตูออฟฟิศของเขาที่กรุงเทพฯ ถูกพ่นด้วยสีสเปรย์สีแดง ‘ไอ้ขี้โกง!’ ตามมาด้วยข้อความจากเจ้าหนี้ ‘ถ้าพรุ่งนี้ยังไม่จ่าย… เราจะไปหานายที่ลำปาง’

ความกลัวในโลกแห่งความจริง… มันน่าสะพรึงกว่าวิญญาณในตำนาน อนันต์มองไปที่ประตูห้อง ความโลภ… ความสิ้นหวัง… และความโกรธ มันปะทุขึ้นมา เขาไม่สนอีกต่อไปแล้ว ไม่ว่าจะผี… หรือคุณไสย เขาต้องเข้าไปในห้องนั้นให้ได้

คืนนั้น… อนันต์ตัดสินใจ เขาจะไม่ใช้ชะแลง เขาจะกลับไปอีกครั้ง… ตอนเที่ยงคืน ตามคำที่ชาวบ้านลือกัน เวลาที่ขบวนรถไฟเที่ยวสุดท้าย (ในอดีต) เคยวิ่งผ่าน เวลาที่โลกของคนเป็นและคนตาย… เชื่อมต่อกัน เขาไม่พกอะไรไปเลย นอกจากไฟฉาย และความมุ่งมั่นที่สิ้นหวัง

เขาเดินฝ่าความมืดของสถานีร้าง เสียงจิ้งหรีดดังระงม แต่เมื่อเขาเข้าใกล้ทางเดินนั้น… เสียงทุกอย่างก็เงียบลง มีเพียงเสียงหัวใจของเขาที่เต้นดัง ตึก… ตึก… ตึก…

เขามาหยุดยืนอยู่หน้าประตู บรรยากาศหนักอึ้งจนแทบหายใจไม่ออก เขาจ้องมองบานประตู ในใจก็ภาวนา… ไม่รู้ว่าภาวนาถึงอะไร เขาเอื้อมมือที่สั่นเทา จับลูกบิดประตูที่เย็นเฉียบ… และลองหมุนดู

ครั้งนี้… แกร๊ก… เสียงกลอนขยับ ประตู… ค่อยๆ แง้มออก เผยให้เห็นความมืดมิดที่อยู่ด้านใน


ความมืดด้านใน… มันทึบตัน อนันต์กลืนน้ำลาย เขาผลักประตูไม้ที่หนักอึ้งให้เปิดกว้างขึ้น เสียงบานพับครูดกับวงกบดังเสียดแก้วหู กลิ่น… กลิ่นอับชื้นของกระดาษเก่าที่ถูกทิ้งร้างมานานหลายสิบปี กลิ่นฝุ่นที่เกาะหนา และกลิ่น… กลิ่นประหลาด เหมือนดอกมะลิ… ที่กำลังจะเน่า มันลอยอวลอยู่ในอากาศ

อนันต์ก้าวเท้าข้ามธรณีประตู เท้าของเขาสัมผัสกับพื้นไม้ที่เย็นเฉียบ เขาเปิดสวิตช์ไฟฉายในมือ ลำแสงส่องกราดไปทั่วห้อง มันเป็นห้องทำงานที่ใหญ่โต เฟอร์นิเจอร์ทุกชิ้นคลุมทับด้วยฝุ่นหนาเตอะ ใยแมงมุมขึงอยู่ตามมุมห้อง แต่… อนันต์ขมวดคิ้ว บนโต๊ะทำงานไม้สักตัวใหญ่กลางห้อง กองเอกสาร… ดูเหมือนเพิ่งถูกรื้อค้น ฝุ่นบนนั้นไม่หนาเท่าที่อื่น เหมือนมีคน… เพิ่งลุกออกไป

ใจเขาเต้นแรง “มรดก…” เขาพึมพำกับตัวเอง เขาเจอแล้ว!

เขาก้าวลึกเข้าไปในห้อง มุ่งตรงไปยังโต๊ะทำงาน ความโลภกำลังบดบังทุกสิ่ง เขาลืมเรื่องผี… ลืมคำเตือนของป้าบัว เขาสนใจแค่สิ่งที่อยู่ตรงหน้า

ทันทีที่เท้าของเขาแตะพรมผืนเก่าหน้าโต๊ะ… ปัง! อนันต์สะดุ้งสุดตัว หันขวับ ประตูไม้บานหนัก… ปิดกระแทกกลับเข้าวงกบเสียงดังสนั่น!

ฝุ่นผงร่วงกราวลงมาจากเพดาน ความเงียบกริบเข้ามาแทนที่ อนันต์วิ่งไปที่ประตู เขาทุบ! เขาดึง! เขาบิดลูกบิด! มันไม่ขยับ มันถูกล็อก… มันถูกล็อกอีกครั้ง แต่ครั้งนี้… เขากลัวว่ามันจะล็อกทั้งจากข้างนอก… และข้างใน

“เปิด! เปิดสิโว้ย!” เขาทุบประตู แต่เสียงของเขาถูกกลืนหายไปในความหนาของไม้ ไม่มีใครได้ยิน เขาอยู่คนเดียว… … หรือเปล่า?

ฟุ่บ! ไฟฉายในมือเขากระพริบ… แล้วก็ดับวูบลง เหลือเพียงแสงจันทร์สีซีดที่ส่องผ่านหน้าต่างบานเกล็ดที่เต็มไปด้วยฝุ่น อนันท์ยืนตัวแข็งทื่อในความมืดสลัว

อุณหภูมิในห้องลดลงฮวบฮาบ เขาเห็นลมหายใจของตัวเองเป็นไอสีขาว ความเย็น… มันไม่ได้มาจากอากาศ มันมาจากบางสิ่งที่มองไม่เห็น เขารู้สึกได้ เขารู้สึกว่า… มีคนกำลังมองเขาอยู่

ไม่ใช่จากหน้าต่าง ไม่ใช่จากประตู แต่อยู่ในห้องนี้… กับเขา อนันต์ค่อยๆ หันกลับไปมอง ในมุมห้องที่มืดที่สุด… เงาดำ… เงาดำหนึ่งที่เข้มกว่าความมืดรอบๆ มันสั่นไหวเล็กน้อย… เป็นรูปร่างคล้ายคน… คนที่กำลังนั่งก้มหน้าอยู่ เหมือนกำลังจ้องมองอะไรบางอย่างบนพื้น

“ใคร… ใครน่ะ!” อนันต์ตะโกน เสียงสั่น เงาดำนั้นไม่ตอบ แต่เขาได้ยิน… เสียงกระซิบ… เสียงที่แหบพร่าและเย็นเยียบ มันดังมาจากทุกทิศทุกทางรอบตัวเขา ไม่ใช่ภาษา… มันเป็นแค่เสียง… เสียงของความโกรธ เสียงของการถูกรบกวน

อนันต์ถอยหลังไปชนผนัง เขาทุบไฟฉายกับฝ่ามืออย่างบ้าคลั่ง “ติดสิโว้ย! ติด!” พรึ่บ! ไฟสว่างวาบขึ้นมาอีกครั้ง เขาหันลำแสงไปที่มุมห้อง … ว่างเปล่า ไม่มีเงา… ไม่มีใคร มีเพียงเก้าอี้ไม้เก่าๆ ตัวหนึ่ง

เขาหลอนไปเอง… เขาต้องหลอนไปแน่ๆ อนันต์พยายามบอกตัวเองแบบนั้น เขาต้องรีบหา ‘เอกสาร’ แล้วออกไปจากที่นี่ เขาจะไม่ยอมให้ความกลัวมาขวางทางรอด เขาหันกลับไปที่โต๊ะทำงาน พยายามไม่สนใจความรู้สึกที่ว่า… ไอ้เงาดำนั่น… มันแค่ย้ายที่ มันมาอยู่ข้างหลังเขาแล้ว

เขาปาดฝุ่นออกจากหน้าลิ้นชัก เขาดึงมันออก ว่างเปล่า… ลิ้นชักที่สอง… มีแต่เครื่องเขียนที่แห้งกรัง ลิ้นชักที่สาม… ไม่! เขาต้องหาตู้เซฟ หรือหีบอะไรสักอย่าง

เขาส่องไฟไปที่ตู้เอกสารเหล็กขนาดใหญ่ที่ตั้งชิดผนัง มันไม่ได้ล็อก อนันต์เปิดมันออก กลิ่นกระดาษเก่าและเชื้อราโชยคลุ้ง ข้างในเต็มไปด้วยแฟ้มปกแข็งเล่มหนา อนันต์ดึงออกมาเล่มหนึ่ง ‘บัญชีรายรับ-รายจ่าย สถานีลำปาง 2488’

เขาเปิดมันออกอย่างรวดเร็ว ตัวเลข… ตัวเลขเต็มไปหมด เขาเป็นสถาปนิก เขาต้องวางแผนงบประมาณ เขาดูตัวเลขพวกนี้ออก… และมัน… ไม่สมดุล รายรับจากตั๋วโดยสาร… กับรายจ่ายค่าบำรุง มันไม่ตรงกันเลย มีเงินก้อนใหญ่ที่เข้ามา… โดยไม่ระบุที่มา และเงินก้อนเล็กที่จ่ายออกไป… ให้กับชื่อแปลกๆ ที่ไม่มีตำแหน่งในสถานี

เขาหยิบอีกเล่ม… ‘บัญชีสินค้าคงคลัง’ ไม่ใช่แค่ถ่านหิน… ในนั้นมีรายการ… ไม้สักท่อน… ฝิ่นดิบ… ถูกระบุว่า ‘สูญหายระหว่างขนส่ง’ แต่ในหน้าถัดไป… มีตัวเลขที่ถูกขีดฆ่า เป็นตัวเลขที่ตรงกับเงินก้อนใหญ่ในบัญชีเล่มแรก

อนันต์ยืนนิ่ง นี่มันไม่ใช่เอกสารมรดก นี่มัน… “บัญชีสองเล่ม…” เขาพึมพำ ปู่ทวดของเขา… นายสถานีศรณ์ผู้ยิ่งใหญ่ ไม่ได้ซื่อสัตย์สุจริต ท่าน… คอร์รัปชั่น ท่านใช้สถานีรถไฟ… เป็นทางผ่านของธุรกิจมืด

เสียงกระซิบดังขึ้นอีกครั้ง ครั้งนี้… มันดังขึ้นข้างหูเขา “ของข้า…” อนันต์สะดุ้งเฮือก เขาหันขวับ! ไม่มีใคร แต่แฟ้มในมือเขา… มันถูกกระชากออกไป! แฟ้มลอยคว้างกลางอากาศ ก่อนจะร่วงลงไปกองบนพื้น แล้วมันก็ถูกลาก… สวบ… สวบ… กลับเข้าไปในความมืดใต้โต๊ะทำงาน

วิญญาณ… วิญญาณของปู่ทวด ท่านกำลัง ‘จัดระเบียบ’ ท่านกำลัง ‘ซ่อน’ หลักฐาน อนันต์จ้องมองใต้โต๊ะที่มืดทึบ ความกลัวเริ่มกัดกินเขา… แต่ความโลภก็ยังไม่จางหาย “ยังมีอีกใช่ไหม!” เขาตะโกนใส่ความมืด “ไม่ใช่แค่บัญชี! ต้องมีเงิน! ต้องมีทอง! ท่านซ่อนไว้ที่ไหน!”

เขาเริ่มรื้อค้นห้องอย่างบ้าคลั่ง เปิดทุกตู้… ดึงทุกแฟ้ม กระดาษปลิวว่อนไปทั่วห้อง เขากำลังทำในสิ่งที่ปู่ทวดเขากลัวที่สุด เขากำลัง… รื้อค้นความลับ


“ท่านซ่อนไว้ที่ไหน!” เสียงของอนันต์ก้องอยู่ในห้องที่ปิดตาย เขาฉีกกระดาษ สาดแฟ้มทิ้ง ความบ้าคลั่งเข้าครอบงำ เขาไม่ได้กำลังค้นหา เขาแค่กำลังระบายความโกรธ โกรธที่มรดกที่เขาคาดหวัง… กลายเป็นแค่กองกระดาษไร้ค่า กองกระดาษที่เต็มไปด้วยอาชญากรรม

เสียงกระซิบ… หยุดลงแล้ว แต่ความเย็นยะเยือก… กลับหนักหน่วงขึ้น อนันต์หยุดหอบหายใจ เหงื่อไหลโทรมกายแม้ว่าอากาศจะหนาวจัด เขารู้สึกเหมือนถูกจ้องมอง… จากทุกทิศทาง ไม่ใช่แค่จากเงาดำนั้นอีกต่อไป แต่เหมือนผนังทุกด้าน… เพดาน… พื้นไม้… กำลังจับจ้องเขา

เขาส่องไฟฉายไปรอบตัว กระดาษปลิวกระจายเกลื่อนพื้น และเขาก็สังเกตเห็น… กระดาษที่เขาเพิ่งฉีกทิ้ง… มันกำลังขยับ มันไม่ได้ขยับเพราะลม… ในห้องนี้ไม่มีลม มันกำลัง… ถูกจัดเรียง ช้าๆ… กระดาษแผ่นหนึ่งเลื่อนไปทับอีกแผ่นหนึ่ง แฟ้มที่เขาทุ่มลงพื้น… ค่อยๆ เลื่อนกลับไปที่มุมห้อง สวบ… สวบ… สวบ…

วิญญาณของนายสถานีศรณ์… กำลังเก็บกวาดความวุ่นวายที่เขาก่อขึ้น กำลัง ‘จัดระเบียบ’ ความลับของท่านอีกครั้ง อย่างเป็นระบบ… อย่างเย็นชา

“หยุดนะ!” อนันต์ตะโกน เขาเตะแฟ้มที่กำลังเลื่อน “ผมบอกให้หยุด! เงินอยู่ไหน!” ราวกับคำพูดของเขาไปกระตุ้นอะไรบางอย่าง การเคลื่อนไหวหยุดลง ในห้องเงียบกริบ… เงียบจนได้ยินเสียงเลือดในหู

แล้วมันก็เริ่ม… เสียง… ไม่ใช่เสียงกระซิบ แต่เป็นเสียงพิมพ์ดีด แป๊ก… แป๊ก… แป๊ก… แป๊ก… เสียงนั้นดังมาจากเครื่องพิมพ์ดีดเก่าคร่ำคร่าที่วางอยู่บนโต๊ะเล็กข้างหน้าต่าง อนันต์ส่องไฟฉายไปที่นั่น แป้นพิมพ์… กำลังขยับขึ้นลงด้วยตัวเอง! พิมพ์ลงบนกระดาษสีเหลืองกรอบที่ค้างอยู่ในเครื่อง

อนันต์เดินเข้าไปใกล้เหมือนต้องมนตร์ เขาจ้องมองตัวอักษรที่ปรากฏขึ้นทีละตัว ‘อ อ ก ไ ป’ ‘อ อ ก ไ ป จ า ก ห้ อ ง ข อ ง ข้ า’

“ไม่!” อนันต์ตะโกนกลับ “จนกว่าผมจะได้ในสิ่งที่ผมต้องการ!” ทันทีที่เขาพูดจบ แป๊กๆๆๆๆๆๆ! แป้นพิมพ์รัวอย่างบ้าคลั่ง กระดาษถูกดันออกมา ตัวอักษรสีดำทึบ พิมพ์ซ้ำๆ จนกระดาษแทบทะลุ ‘ตาย’ ‘ตาย’ ‘ตาย’ ‘ตาย’ ‘ตาย’

อนันต์ผงะถอยหลัง นี่ไม่ใช่การจัดระเบียบแล้ว นี่คือการคุกคาม วิญญาณของปู่ทวดกำลังโกรธจัด

เขาถอยหลังไปชนโต๊ะทำงานกลางห้อง มือของเขาคว้าไปด้านหลังเพื่อพยุงตัว และปลายนิ้ว… ก็สัมผัสกับบางสิ่งที่เย็นเฉียบ ใต้ขอบโต๊ะ… เขาก้มลงมอง มีลิ้นชักเล็กๆ ซ่อนอยู่ใต้แผ่นไม้หน้าโต๊ะ เป็นลิ้นชักที่เขาไม่ทันสังเกตเห็นมาก่อน มันเล็กมาก… และมีรูกุญแจ

หัวใจของอนันต์เต้นแรงขึ้นมาอีกครั้ง หรือว่า… เขารีบล้วงกระเป๋ากางเกง หยิบกุญแจทองเหลืองดอกเก่าที่ย่าทิ้งไว้ให้ กุญแจที่เปิดประตูหน้าห้องไม่ได้ มือที่สั่นเทาของเขา… พยายามเสียบกุญแจเข้าไปในรูกุญแจเล็กๆ นั้น

… มันพอดี เขาบิดกุญแจ เสียงกลไกเล็กๆ ดัง ‘คลิก’ อนันต์ดึงลิ้นชักลับนั้นออกมา

ความผิดหวังแล่นริ้วขึ้นมาในอก มันไม่มีทอง… ไม่มีโฉนด ในลิ้นชัก… มีเพียงของสองสิ่ง หนึ่ง… คือปอยผมเล็กๆ ปอยผมของเด็ก… ที่ถูกมัดไว้ด้วยด้ายสีขาว และสอง… จี้เงิน… จี้รูปปลาตะเพียนสานอันเล็กๆ ที่ใช้ผูกข้อเท้าเด็กทารก มันดำคล้ำ… หมองแสง แต่สิ่งที่ทำให้อนันต์ขนลุกซู่… คือจี้เงินนั้น… ถูกบีบ บีบจนบิดเบี้ยว… ราวกับถูกกำไว้ในมือที่โกรธแค้น… หรือเจ็บปวด

นี่มันอะไร? นี่น่ะหรือ ‘มรดก’? บัญชีทุจริต… กับของใช้เด็กทารก? อนันต์เริ่มสับสน ความโลภของเขาเริ่มถูกแทนที่ด้วยความรู้สึกประหลาด ความรู้สึก… ไม่สบายใจอย่างรุนแรง

เขากำลังจะปิดลิ้นชัก แต่สายตาก็เหลือบไปเห็นบางอย่างที่สลักอยู่ด้านในของลิ้นชัก ไม่ใช่ตัวอักษร แต่เป็นรอยขีด… เหมือนการนับวัน… ขีด… ขีด… ขีด… ขีดนับร้อย… ที่ถูกขูดลงในเนื้อไม้ เหมือนนักโทษที่กำลังนับวันรอการปล่อยตัว

ไม่… นี่ไม่ใช่การนับวัน นี่คือการนับ… จำนวน มันตรงกับจำนวนเงิน… ในบัญชีทุจริต อนันต์รู้สึกชาวาบไปทั้งตัว เขาหันไปมองกองบัญชี แล้วหันกลับมามองจี้เด็กทารก หรือว่า… เงินพวกนั้น… ไม่ใช่ค่าไม้เถื่อน… แต่มันคือค่า…

“แกเจอแล้ว… ใช่ไหม” เสียง… เสียงคนจริงๆ! ไม่ใช่เสียงกระซิบ! อนันต์หันขวับไปที่ประตู ไฟฉายส่องไป ป้าบัว… ป้าบัวยืนอยู่ที่นั่น ประตูที่เขาพยายามทุบแทบตาย… ตอนนี้เปิดอ้าออก ป้าบัวยืนอยู่ตรงธรณีประตู ในมือถือตะเกียงน้ำมันก๊าด แสงสีส้มอุ่นของตะเกียง… ขับไล่ความเย็นยะเยือกไปได้เล็กน้อย “ป้า… ป้าเข้ามาได้ยังไง?”

ป้าบัวไม่ตอบคำถามนั้น เธอมองเลยอนันต์ไป มองไปยังเงาที่เข้มที่สุดในห้อง “เขาไม่เคยอยากให้ใครเห็นสิ่งนั้น” เธอก้าวเข้ามาในห้อง… เดินผ่านอนันต์… ไปหยุดอยู่ที่หน้าโต๊ะทำงาน เธอมองจี้เงินในลิ้นชัก “เขาไม่ได้ผนึกห้องนี้… เพื่อเฝ้าสมบัติ” ป้าบัวหันมาสบตาอนันต์ ดวงตาของเธอ… ในที่สุดอนันต์ก็เห็น… มันไม่ใช่ความว่างเปล่า มันคือความเกลียดชัง… ที่ถูกแช่แข็งมานานหกสิบปี

“เขาผนึกมัน… เพื่อเฝ้าความผิดบาป”


“ความผิดบาป…” อนันต์พึมพำทวนคำ เขาจ้องมองจี้เงินรูปปลาตะเพียนในมือ มันบิดเบี้ยว… และเย็นเฉียบ “นี่มัน… หมายความว่ายังไงครับป้า? ปู่ทวดผมทุจริต… ผมเห็นบัญชีแล้ว แต่นี่… นี่มันอะไร?”

ป้าบัวเดินช้าๆ เข้ามาในห้อง แสงจากตะเกียงน้ำมันในมือเธอ สาดส่องให้เห็นสภาพห้องที่แท้จริง ความโกลาหลที่อนันต์สร้างขึ้น… กระดาษที่เกลื่อนกลาด… “เธอคิดว่าเขากลัวคนอื่นรู้… เรื่องเงินทองแค่นั้นน่ะหรือ?” เสียงของป้าบัวราบเรียบ แต่ความเกลียดชังในนั้น… หนาทึบจนจับต้องได้

เธอยื่นมือที่เหี่ยวย่นออกมา สัมผัสขอบโต๊ะทำงาน “แม่ของฉัน… ตอนนั้นยังสาว… และโง่เขลา” ป้าบัวเริ่มเล่า… อนันต์หยุดหายใจ เขาเก็บจี้เงินนั้นใส่กระเป๋ากางเกง ราวกับว่ามันร้อนลวกมือ

“แม่ฉันเป็นแค่เด็กรับใช้… ที่นี่ คอยปัดกวาด… เสิร์ฟน้ำ… ในห้องนี้” เธอชี้ไปที่มุมห้อง “เธอคิดว่า… เขา(ศรณ์) รักเธอ”

อนันต์ตัวชาวาบ “ปู่ทวดศรณ์… กับแม่ของป้า?” “ใช่” ป้าบัวตอบ “พวกเขาแอบพบกันในห้องนี้ ตอนที่เมียหลวงของเขากลับไปกรุงเทพฯ เขาเป็นนายสถานีผู้ยิ่งใหญ่ แม่ฉัน… ไม่มีหัวนอนปลายเท้า”

ป้าบัวเดินไปที่หน้าต่าง จ้องมองความมืดด้านนอก “แล้ว… แม่ฉันก็ท้อง”

คำพูดนั้น… แขวนค้างอยู่ในอากาศที่เย็นจัด อนันต์มองไปที่จี้เงินในกระเป๋า …เด็กทารก…

“นี่… นี่คือ…” “เขาดีใจในตอนแรก” ป้าบัวพูดต่อ ไม่สนใจคำถามของอนันต์ “เขาสัญญาว่าจะดูแล เขาบอกแม่ฉันว่า… จะยกย่องให้เป็นเมียอีกคน แม่ฉันเชื่อ… เธอถักทอความฝัน… ซื้อจี้เงินนี่… รอวันที่ลูกจะได้เกิดมา”

ความเงียบเข้าครอบงำ มีเพียงเสียงไม้ลั่น… เบาๆ “แต่แล้ว… ข่าวก็มา เมียหลวงของเขาจะย้ายกลับมาอยู่ลำปาง… ถาวร และในขณะเดียวกัน… พวกทหารญี่ปุ่นก็เริ่มสงสัย… เรื่อง ‘สินค้าสูญหาย’ เรื่องในบัญชี… ที่เธอเพิ่งเจอ”

อนันต์เริ่มปะติดปะต่อเรื่องราว “ถ้าเรื่องแม่ของป้าแดงขึ้นมา…” “ทุกอย่างจะพัง” ป้าบัวพูดสวน “ชื่อเสียง… ครอบครัว… ธุรกิจมืดของเขา การมีเมียน้อยเป็นเด็กรับใช้… แถมยังมีลูกนอกสมรส… มันคือจุดจบของนายสถานีศรณ์”

“เขาเลย… ไล่แม่ป้าไป?” อนันต์ถาม ป้าบัวหันขวับมามองเขา ดวงตาของเธอลุกวาวในแสงตะเกียง “ไล่ไปน่ะหรือ? เด็กหนุ่ม… เธอยังไม่เข้าใจความเลวร้ายของปู่ทวดเธอเลย”

“เขาบอกแม่ฉันว่า… ต้อง ‘แก้ปัญหา’ เขาบอกว่ารัก… แต่ยังไม่พร้อม เขาบอกว่า… จะพาไปหาหมอ เพื่อ ‘เอาเด็กออก’ แล้วเขาจะชดใช้ให้ทุกอย่าง… เมื่อเรื่องเงียบ”

อนันต์รู้สึกคลื่นไส้ “เขาหลอกแม่ฉัน… มาที่นี่ กลางดึก… ในห้องนี้” ป้าบัวเดินไปที่กลางห้อง “เขาบอกให้แม่ดื่มยา… ‘ยาบำรุง’ เขากล่าว เขาบอกว่า… หมอกำลังจะมา”

“แต่คนที่มา… ไม่ใช่หมอ” เสียงของป้าบัวสั่นเทา… เป็นครั้งแรก “มันคือ… หมอผี”

อนันต์ขนลุกไปทั้งร่าง “หมอผี… ทำไม…” “เพราะเขาไม่ได้แค่ต้องการ ‘เอาเด็กออก’ เขาต้องการ ‘ผนึก’!”

ป้าบัวตะโกนออกมา เสียงของเธอดังสะท้อนผนังห้อง “เขาไม่ได้กลัวแค่ความลับจะรั่วไหล… เขากลัว… กลัวว่าวิญญาณของเด็กที่ถูกทำแท้ง จะกลับมาอาฆาต! กลัวว่าแม่ฉัน… จะไปป่าวประกาศ!”

“เขาต้องปิดปาก… ทั้งคนเป็น… และคนที่ยังไม่ได้เกิด … ตลอดไป”

อนันต์พูดไม่ออก เขาถอยหลัง… จนแผ่นหลังชนกับตู้เอกสาร

“หมอผีคนนั้น… ทำพิธี นายสถานีศรณ์… ปู่ทวดของเธอ… เขาป้อนยาพิษให้แม่ฉันด้วยมือของเขาเอง เขาบอกมันคือ ‘ยาแก้ปวด’ เขานั่งมองแม่ฉัน… ดิ้นทุรนทุราย… เลือดไหลทะลักออกมา”

ป้าบัวชี้ลงไปที่พื้น ตรงหน้าโต๊ะทำงาน มีรอยด่างสีดำคล้ำ… ที่อนันต์คิดว่าเป็นแค่รอยไม้เก่า “แม่ฉันตาย… ตรงนี้”

“ไม่…” อนันต์ส่ายหน้า ไม่อยากเชื่อ “แล้วเด็ก…?”

“นั่นคือส่วนที่เลวร้ายที่สุด” ป้าบัวกล่าว “เขาใช้เลือดเนื้อของลูกตัวเอง… ที่ยังไม่ทันลืมตาดูโลก มาทำพิธี… ‘ผูกวิญญาณ’ เขาสังเวยลูกตัวเอง… เพื่อทำคุณไสย… ผนึกวิญญาณของเขาเอง… ให้เฝ้าห้องนี้ เฝ้า ‘เอกสารลับ’… เฝ้าความชั่วช้าของเขา ไม่ให้ใครได้แตะต้องมัน ไม่ให้ใครได้รู้… เขาคิดว่า… ถ้าเขากลายเป็นผีเฝ้าสมบัติ… เขาก็จะยังมีอำนาจ… แม้ในความตาย”

อนันต์ทรุดตัวลงนั่งกับพื้น นี่มันบ้าไปแล้ว นี่มันไม่ใช่เรื่องทุจริต นี่มัน… คือการฆาตกรรม คือการทำคุณไสย… ที่วิปริตที่สุด

วูบ! ตะเกียงในมือป้าบัวสั่นไหว กองกระดาษที่อนันต์ทำกระจัดกระจาย… มันเริ่มสั่น… สั่น… แล้วลอยขึ้นทีละแผ่น!

เสียงกระซิบ… กลับมาอีกครั้ง แต่มันไม่ใช่เสียงกระซิบอีกต่อไป มันคือเสียงคำราม… ต่ำๆ ดังมาจากความมืด ‘ออ… ก… ไป…’ วิญญาณของศรณ์… กำลังโกรธ โกรธที่ความลับ… ถูกเปิดโปง

อนันต์เงยหน้ามองป้าบัวที่ยังคงยืนนิ่ง “แล้วป้า… ป้ารู้เรื่องนี้ได้ยังไง ป้าเป็นใครกันแน่?”

ป้าบัวมองฝ่าความมืด มองไปยังเงาดำที่กำลังก่อตัวขึ้นอีกครั้งในมุมห้อง “ฉันบอกแล้ว… ฉันเป็นลูกสาวของเธอ ลูกคนแรก… จากสามีเก่า ก่อนที่แม่จะหนีมาที่นี่… มาเจอเขา”

“คืนนั้น… ฉันอายุห้าขวบ ฉันรอแม่… อยู่ที่บ้านพักคนงาน ฉันรอทั้งคืน… จนเช้า… ก็ไม่มีใครกลับมา ฉันรู้… ฉันรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ฉันได้ยินเสียงแม่กรีดร้อง… แว่วมา”

น้ำตา… หยดแรก… ไหลลงมาจากดวงตาที่แห้งผากของป้าบัว “หกสิบปี… ฉันอยู่ที่นี่… กวาดใบไม้… เฝ้าวิญญาณแม่… เฝ้าวิญญาณน้อง และเฝ้ารอ… รอให้คนที่มีสายเลือดของมัน… กลับมา… กลับมาเปิดประตู… ที่มันผนึกไว้”

อนันต์จ้องป้าบัวเขม็ง “ย่าของผม… เขารู้เรื่องนี้?” “ย่าของเธอ… คือลูกสาวคนโตของเมียหลวง เธอรู้… แต่เธอขี้ขลาด เธอไม่กล้าพูด… เธอทิ้งกุญแจดอกนี้ไว้ให้เธอ… เพราะหวังว่า… สักวัน คนในตระกูล… จะเป็นคนสะสางกรรมที่ปู่ทวดมันก่อไว้”

“‘มรดก’ ที่ย่าเธอทิ้งไว้ให้…” ป้าบัวจ้องอนันต์ “มันไม่ใช่เงินทอง… มันคือ ‘ความรับผิดชอบ’ ต่อความตายของแม่ฉัน!”


อนันต์ตัวแข็งทื่อ คำว่า ‘ความรับผิดชอบ’ หนักอึ้งเหมือนหินถ่วง เขามองไปรอบห้อง กระดาษ… ตอนนี้ลอยค้างอยู่กลางอากาศ หมุนวน… ช้าๆ… เหมือนพายุใบไม้ที่ถูกแช่แข็ง เสียงคำรามต่ำๆ ดังกระหึ่ม มันไม่ใช่เสียง… แต่มันคือแรงสั่นสะเทือน สั่นจนพื้นไม้ใต้เท้าเขาสะท้าน

“มันโกรธแล้ว” ป้าบัวพูด เสียงของเธอสงบนิ่ง… จนน่าขนลุก “มันโกรธที่เธอรู้ มันโกรธที่ฉัน… พูด”

“เราต้องออกไปจากที่นี่!” อนันต์ลุกขึ้นยืน เขาวิ่งไปที่ประตู ผลัก! … ประตูปิดสนิท มันถูกผนึกอีกครั้ง แม้แต่ป้าบัว… ก็เปิดมันไม่ได้

“มันไม่ให้เราไป” ป้าบัวพูด เธอยังคงยืนอยู่ที่เดิม… กลางห้อง เหมือนไม่รู้สึกกลัวแม้แต่น้อย “มันจะไม่ยอมให้ความลับนี้… ออกไปจากห้องนี้”

“แล้วป้าจะให้ผมทำยังไง!” อนันต์ตะโกน ความกลัวในตัวเขาพุ่งถึงขีดสุด “ป้าหลอกผมมาที่นี่! ป้ารู้ตั้งแต่แรกว่าประตูจะเปิดให้ผม!”

“ใช่” ป้าบัวยอมรับ “คุณไสยนี่… มันผูกไว้กับสายเลือด มันจะยอมให้ ‘ทายาท’ เข้ามา เพราะมันคิดว่า… ทายาท… จะช่วยมัน ‘เฝ้า’ มันคิดว่าเธอจะเหมือนย่าของเธอ… ขี้ขลาด… และเก็บงำความลับไว้”

“แต่มันคิดผิด” ป้าบัวหันมาเผชิญหน้ากับอนันต์ “ฉันมองตาเธอก็รู้… ตั้งแต่วันแรก เธอไม่ใช่คนที่จะเก็บความลับ เธอ… สิ้นหวัง เธอ… ละโมบ เธอจะรื้อค้น… จนกว่าจะเจอ”

อนันต์พูดไม่ออก ป้าบัวใช้ความโลภของเขา… เป็นเครื่องมือ

แคร่ก! เสียงไม้แตก ตู้เอกสารเหล็กขนาดใหญ่… มันเริ่มขยับ! มันเอียง… มันกำลังจะล้ม! “ระวัง!” อนันต์ตะโกน เขาพุ่งไปคว้าตัวป้าบัว โครม!!! ตู้เหล็กล้มกระแทกพื้น ตรงจุดที่อนันต์เพิ่งนั่งอยู่เมื่อครู่นี้ ฝุ่นฟุ้งตลบ กองบัญชีทุจริต… กระจายเกลื่อน

นี่ไม่ใช่การเตือน นี่คือการพยายามฆ่า! วิญญาณของศรณ์… กำลังลงมือ

“มันไม่อยากให้เราพูดถึงเรื่องนี้อีก” อนันต์กระซิบ “ไม่…” ป้าบัวจ้องมองเข้าไปในความมืด “มันไม่ใช่แค่ไม่อยากให้พูด มันไม่อยากให้เรา… หา ‘สิ่งนั้น’ เจอ”

“สิ่งนั้น? อะไรอีก?” “หลักฐาน” ป้าบัวตอบ “หลักฐาน… ที่ไม่ใช่แค่คำพูดของฉัน หลักฐาน… ที่มันซ่อนไว้… ที่แม้แต่ตัวมันเอง… ก็ยังต้องคอยจัดระเบียบทุกคืน เพราะมันกลัว… กลัวว่าวันหนึ่ง… มันจะถูกพบ”

“อะไรล่ะ? ศพแม่ป้าเหรอ?” “ศพแม่ฉัน… เขาเอาไปทิ้งแม่น้ำตั้งแต่วันนั้นแล้ว” ป้าบัวพูดอย่างเย็นชา “แต่สิ่งที่เขาใช้ทำพิธี… สิ่งที่เขาใช้เป็น ‘แกนกลาง’ ของอาคม… มันยังอยู่ที่นี่ มันถูกฝัง… อยู่ใต้ห้องนี้”

ป้าบัวชี้ไปที่รอยด่างสีดำ… รอยเลือดของแม่เธอ “มันอยู่ข้างใต้เรานี่”

อนันต์มองพื้น “เขาฝัง… ลูกตัวเอง… ไว้ที่นี่?” “ใช่” “เพื่อเป็นสมอ… ตรึงวิญญาณเขาไว้กับห้องนี้ ตราบใดที่ร่างนั้นยังอยู่… อาคมก็ยังอยู่ วิญญาณเขาก็ยังอยู่ ความลับก็ยังอยู่”

ทันใดนั้น… โต๊ะทำงานไม้สักที่หนักอึ้ง มันลอยขึ้นจากพื้น! ลอยขึ้น… ช้าๆ… แล้วมันก็… พุ่ง! พุ่งเข้าใส่ป้าบัว!

อนันต์ไม่มีเวลาคิด เขากระแทกป้าบัวล้มลงไปกับพื้น โต๊ะไม้สักกระแทกผนังด้านหลัง… จนปูนแตกร้าว เศษไม้กระเด็นไปทั่ว

“ป้าต้องหยุดพูด!” อนันต์ตะโกน เขาคลานไปหาตะเกียงของป้าบัวที่ตกอยู่ น้ำมันก๊าดไหลนองพื้น “เราจะตายกันหมด!”

“ไม่” ป้าบัวลุกขึ้นนั่ง ผมเผ้าเธอหลุดลุ่ย แววตาเธอ… บ้าคลั่ง “ฉันรอมาหกสิบปี! ฉันไม่ยอมให้มันจบแบบนี้!”

เธอคลานไปที่มุมห้อง… มุมที่อนันต์เคยเห็นเงาดำนั่งอยู่ เธอหยิบ… จอบเล็กๆ… ที่ซ่อนไว้ใต้กองผ้าขี้ริ้วเก่าๆ จอบที่เธอเตรียมไว้… เธอเตรียมมันไว้… เพื่อการนี้

“ป้าจะทำอะไร!” “ขุด” ป้าบัวพูด เธอยกจอบขึ้น “เราต้องทำลายอาคม เราต้องปลดปล่อยแม่ฉัน… และเราต้อง… ทำลายมัน!”

เธอเดินกลับไปที่รอยเลือด ยกจอบขึ้นสูง… “อย่า!!!” อนันต์ตะโกนห้าม เขาไม่ได้ห้ามเพราะกลัววิญญาณ เขาห้าม… เพราะเขากลัวในสิ่งที่กำลังจะเห็น

แต่ป้าบัวไม่ฟัง เธอฟาดจอบลงไปที่พื้นไม้ เปรี้ยง! ไม้เก่าๆ แตกกระจาย

เสียง… ไม่ใช่เสียงคำราม แต่เป็นเสียงกรีดร้อง… เสียงกรีดร้องที่แหลมสูง… จนแก้วหูแทบแตก มันดังมาจากผนัง… จากเพดาน… เครื่องพิมพ์ดีดรัวแป้นพิมพ์เอง… จนสายพานขาด หลอดไฟฉายในมืออนันต์… แตกละเอียด

ความมืด… ความมืดที่สมบูรณ์… เข้าครอบงำห้อง เหลือเพียงแสงจันทร์สีซีดจาง… และเสียง… เสียงจอบที่กระทบพื้นไม้ เปรี้ยง! “แม่จ๋า…” เปรี้ยง! “น้องจ๋า…” เปรี้ยง! “ฉันมารับแล้ว!”

ป้าบัวขุดอย่างบ้าคลั่ง ท่ามกลางเสียงกรีดร้องของวิญญาณที่ถูกทรมาน


อนันต์ล้มลุกคลุกคลานออกมาจากทางเดินนั้น เขากลิ้งตัวออกมาที่ชานชาลา ไอความร้อนไล่หลังมา เขาสำลักควันไฟ… ไอจนตัวงอ กลิ่นเนื้อไหม้… กลิ่นไม้เก่า… กลิ่นกระดาษที่ถูกเผา มันติดอยู่ในจมูกของเขา

เปลวไฟสีส้มแดง… แลบเลียออกมาจากหน้าต่างห้องนายสถานี มันกลืนกินความมืด… มันกลืนกินอดีต…

“ช่วยด้วย! ไฟไหม้! ไฟไหม้!” อนันต์ตะโกน เสียงของเขาแหบพร่า เขาไม่มีแรงเหลือแล้ว เขาทำได้แค่นอนมอง มองดูอาคารเก่าแก่… ที่กำลังจะกลายเป็นเถ้าถ่าน มองดูคุก… ที่กักขังวิญญาณมานานกว่าหกสิบปี กำลังถูกทำลาย

เสียงชาวบ้านเริ่มดังขึ้น เสียงคนตะโกน… เสียงถังน้ำ… แสงไฟฉายวูบวาบไปมา “เร็วเข้า! ทางนี้!” “ตามคนมาช่วยดับไฟ!”

มีคนเห็นอนันต์ “คุณ! คุณที่มาถามหาห้องนายสถานี!” ชาวบ้านสองสามคนวิ่งเข้ามาพยุงเขา “คุณเข้าไปทำอะไรข้างใน! แล้ว… แล้วป้าบัวล่ะ! เห็นป้าบัวไหม!”

อนันต์พูดไม่ออก เขาชี้มือที่สั่นเทา… กลับเข้าไปในกองเพลิง “ป้า… ป้าบัว… อยู่ข้างใน” เขาเปล่งเสียงออกมาได้แค่นั้น ชาวบ้านหน้าซีดเผือด “พระเจ้าช่วย…”

เช้าวันต่อมา… ทุกอย่างจบสิ้น สถานีรถไฟเก่า… เหลือเพียงซากตอตะโกสีดำ โครงสร้างที่เคยสง่างาม… บัดนี้พังครืนลงมา มีเพียงกำแพงอิฐบางส่วนที่ยังยืนอยู่ ควันไฟยังคงกรุ่น… ส่งกลิ่นเหม็นไหม้ไปทั่ว

อนันต์นั่งอยู่บนรถพยาบาล ถูกพันแผลที่แขน… เพราะโดนเศษไม้บาด ตำรวจกำลังสอบปากคำเขา “คุณบอกว่า… คุณเข้าไปหาของ แล้วคุณก็ไม่รู้ว่าไฟไหม้ได้ยังไง… แล้วป้าบัว… ก็ขังตัวเองไว้ข้างใน?” ตำรวจหนุ่มมองเขาด้วยสายตาไม่เชื่อถือ

“ผม… ผมไม่รู้” อนันต์โกหก เขาจะบอกความจริงได้ยังไง? เขาจะเล่าเรื่องวิญญาณ… เรื่องคุณไสย… เรื่องเด็กทารกที่ถูกฝัง… ได้ยังไง? “ผมพยายามช่วยแล้ว… แต่ไฟมันแรงมาก เธอ… เธอไม่ยอมออกมา”

ตำรวจส่ายหน้า “เราพบศพเธอ… เธอกอดบางอย่างไว้… ไหม้เกรียม… จนดูไม่รู้เรื่อง”

อนันต์หลับตาลง เขารู้… ว่าป้าบัวกอดอะไร เธอกอด ‘หีบ’ ใบนั้น เธอเลือกที่จะจบชีวิต… ไปพร้อมกับแม่… และน้อง ไปพร้อมกับความลับที่เธอเฝ้ารอมาทั้งชีวิต

ดูเหมือนทุกอย่างจะจบแล้ว อนันต์คิดว่า… มันจบแล้ว คำสาปสลายไปพร้อมกับกองเพลิง วิญญาณของศรณ์… ก็คงจะสลายไปด้วย เขาไม่เหลืออะไรเลย… ไม่เหลือ ‘มรดก’ ไม่เหลือแม้แต่หลักฐาน… บัญชีทุจริตพวกนั้น… ก็คงกลายเป็นเถ้าถ่านไปหมดแล้ว

เขากลับมามือเปล่า… เหมือนตอนที่เขามา แต่เขากลับมา… พร้อมกับฝันร้ายที่จะติดตัวเขาไปตลอดชีวิต

ตำรวจปล่อยตัวเขา เพราะไม่มีหลักฐานว่าเขาเป็นคนวางเพลิง มันเป็นแค่อุบัติเหตุ… ที่เกิดจากความเก่าแก่ของสถานที่ อย่างน้อย… นั่นคือสิ่งที่ทุกคนสรุป

อนันต์เก็บของ… เตรียมจะขึ้นรถทัวร์กลับกรุงเทพฯ เขาล้มเหลวโดยสิ้นเชิง เขากลับไป… สู่หนี้สิน สู่ความอัปยศ

เขากำลังจะก้าวขึ้นรถ “เดี๋ยวก่อน… คุณอนันต์!” เสียงหนึ่งดังขึ้น เป็นตำรวจคนเดิมที่สอบปากคำเขา เขาวิ่งมา… ในมือถือซองพลาสติกใส “เราเจอสิ่งนี้… ตกอยู่ไม่ไกลจากจุดที่คุณนอนอยู่ ตอนที่เราไปถึง… มันน่าจะเป็นของคุณ”

ตำรวจยื่นซองให้เขา อนันต์มองสิ่งที่อยู่ข้างใน… หัวใจเขา… แทบจะหยุดเต้น มันคือ… จี้เงินรูปปลาตะเพียนสาน อันที่เขาเก็บใส่กระเป๋ากางเกงไว้… อันที่เขาคิดว่า… คงหล่นหายไปในกองเพลิง

มันยังคงบิดเบี้ยว… และดำคล้ำ แต่ที่น่าขนลุกคือ… มัน ‘อุ่น’ มันยังคงอุ่น… เหมือนเพิ่งถูกดึงออกมาจากไฟ

“ขอบคุณครับ” อนันต์รับมันมา มือของเขาสั่น

เขาก้าวขึ้นรถ รถทัวร์เคลื่อนตัวออกจากลำปาง ทิ้งซากปรักหักพัง… ทิ้งเรื่องราวสยดสยองไว้เบื้องหลัง

อนันต์นั่งเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่าง เขาควรจะโยนมันทิ้งไป โยน ‘หลักฐาน’ ชิ้นสุดท้ายนี้ทิ้งไป แต่เขาทำไม่ได้… บางอย่าง… มันผูกมัดเขาไว้กับมัน

เขาไม่รู้ตัวเลยว่า… การที่เขาเก็บมันไว้ มันคือการ ‘รับช่วงต่อ’ รับช่วงต่อ… ความรับผิดชอบ รับช่วงต่อ… ‘คำสาป’


อนันต์ใช้เวลาสองวัน… เดินทางกลับกรุงเทพฯ เขากลับมายังห้องพักเล็กๆ ที่กำลังจะถูกยึด ทุกอย่างเหมือนเดิม กองบิลค่าทวงหนี้ที่สอดอยู่ใต้ประตู ความเงียบ… แต่ในความเงียบนั้น… มันไม่เหมือนเดิม

เขาอาบน้ำ… เขาขัดตัว… พยายามล้างกลิ่นควันไฟ กลิ่นเถ้าถ่าน กลิ่นมะลิเน่า… ที่ติดอยู่ในโพรงจมูก เขาทรุดตัวลงนั่งบนเตียง ความเหนื่อยล้าพังทลายลงมาทับถม เขาหลับ… และเขาฝัน…

เขาไม่ได้ฝันถึงไฟ เขาฝันเห็นป้าบัว… เธอยืนอยู่กลางสถานีรถไฟที่สมบูรณ์แบบ… ไม่ได้ถูกเผา เธอกำลังกวาดใบไม้… สวบ… สวบ… เธอเงยหน้าขึ้นมองเขา… และยิ้ม เป็นรอยยิ้มที่… พอใจ รอยยิ้มของคนที่ทำงานเสร็จสิ้นแล้ว

อนันต์สะดุ้งตื่น กลางดึก… ห้องมืดสนิท แต่เขารู้สึกได้… ความเย็น… ความเย็นแบบเดียวกับในห้องนายสถานี… มันอยู่ที่นี่… ในห้องของเขา เขารู้สึกเหมือนมีคนมอง… เขาลุกพรวด เปิดไฟ! … ไม่มีใคร ห้องว่างเปล่า แต่สายตาของเขา… เหลือบไปเห็น… บนโต๊ะข้างเตียง… จี้เงินปลาตะเพียน… ที่เขาจำได้ว่า… เขาโยนมันทิ้งลงถังขยะไปแล้ว… ตอนที่เขากลับมาถึง

มันวางนิ่งอยู่ตรงนั้น บิดเบี้ยว… ดำคล้ำ และตอนนี้… มันเย็นเฉียบ… เย็นเหมือนน้ำแข็ง

“ไม่…” เขากระซิบ “มันจบไปแล้ว! มันถูกเผาไปหมดแล้ว!” เขากวาดมันทิ้งลงพื้น เสียงโลหะเล็กๆ กระทบพื้นไม้… เขานั่งตัวสั่น… จนเช้า

ชีวิต… ต้องเดินต่อ อนันต์พยายามบอกตัวเองแบบนั้น เขาต้องหางาน เขาต้องหาเงิน เขาโทรหาเพื่อนเก่า… ส่งอีเมลสมัครงาน เขาพยายามกลับไปเป็น ‘สถาปนิกอนันต์’ คนเดิม

เย็นวันนั้น… เขากลับมาที่ห้อง หลังจากไปสัมภาษณ์งานที่ล้มเหลว เขาเหนื่อย… เขาหิว เขาเปิดประตูเข้าไป… และเขาก็ยืนนิ่ง … บนโต๊ะกาแฟกลางห้อง… กองบิลค่าทวงหนี้… ที่เคยวางสุมกันมั่วๆ ตอนนี้… มันถูกจัดเรียง จัดเรียงอย่างเป็นระเบียบ แยกตามบริษัท… ตามวันที่… วางซ้อนกันเป็นตั้ง… อย่างสมบูรณ์แบบ

อนันต์หัวใจหล่นไปอยู่ที่ตาตุ่ม “ใคร… ใครเข้ามาในห้องกู!” เขาตะโกน เขาตรวจดูประตู… หน้าต่าง… ล็อก! ทุกอย่างล็อกสนิท ไม่มีร่องรอยการงัดแงะ

เขาถอยหลัง… ช้าๆ สายตาจับจ้องไปที่กองบิล แล้วเขาก็ได้กลิ่น… กลิ่นมะลิเน่า… จางๆ… แต่ชัดเจน มันลอยมาจากมุมห้องนอน

วิญญาณของปู่ทวดเขา… นายสถานีศรณ์… มันไม่ได้สลายไปในกองเพลิง มัน… ตามเขามา มันตาม ‘จี้’ นี่มา มันยังคง ‘จัดระเบียบ’ มันยังคงพยายาม ‘ควบคุม’ มันเข้ามา… ‘จัดระเบียบ’ ชีวิตที่พังทลายของเขา

อนันต์เริ่มสูญเสียสติ เขาหยิบจี้เงินนั้นขึ้นมา วิ่งออกไปนอกห้อง วิ่งไปที่สะพานลอย เขากำมันแน่น… “ไป! ไปให้พ้น!” เขาขว้างมันสุดแรง… ลงไปในคลองแสนแสบ… ที่น้ำเน่าดำสนิท จ๋อม! เขาเห็นฟองอากาศผุดขึ้นมา… แล้วทุกอย่างก็เงียบ เขาหอบ… ยืนมองผืนน้ำ “จบแล้ว… คราวนี้… ต้องจบ”

เขากลั บมาที่ห้อง เขาล็อกประตู… ล็อกทุกอย่าง เขาเอาเก้าอี้มาขวางประตูไว้ คืนนั้น… เขาไม่ได้นอน เขานั่งกอดเข่า… จ้องมองประตู… จนเช้า … ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ไม่มีเสียง… ไม่มีกลิ่น… เขาถอนหายใจ… ในที่สุด… เขาก็เป็นอิสระ

เขาเผลอหลับไปตอนสายๆ ด้วยความอ่อนเพลีย เขาตื่นมาอีกที… ตอนบ่าย เพราะเสียงเคาะประตู ก๊อก… ก๊อก… ก๊อก… เสียงเคาะที่สุภาพ… ไม่ใช่การทวงหนี้

อนันต์งัวเงีย เขาลุกไป… ย้ายเก้าอี้ เปิดประตู… ชายคนหนึ่ง… ในชุดสูทสีเข้ม… ยืนอยู่ ถือกระเป๋าเอกสาร “คุณอนันต์… ใช่ไหมครับ?” “ครับ…?” “ผมชื่อมานพ… เป็นทนายความ ผม… เป็นตัวแทนของกลุ่มชาวบ้านชุมชนสถานีรถไฟลำปาง”

อนันต์ใจหายวาบ “ลำปาง…?” “ครับ… ผมขอเข้าไปคุยได้ไหมครับ? เกี่ยวกับ… ‘มรดก’ ของคุณปู่ทวดของคุณ”

อนันต์ปล่อยให้ทนายมานพเข้ามาในห้อง ในหัวเขาว่างเปล่า “ผมไม่เข้าใจ… ที่นั่นถูกเผาไปหมดแล้ว ไม่มีอะไรเหลือแล้ว”

ทนายมานพนั่งลง… เปิดกระเป๋าเอกสาร “สิ่งที่ถูกเผา… คืออาคารครับ แต่ไม่ใช่… ‘ความจริง’ ” เขาหยิบเอกสารสำเนาปึกหนึ่ง… วางบนโต๊ะ “นี่คืออะไรครับ?” อนันต์ถาม

“นี่คือสำเนา… บัญชีทุจริต… การลักลอบขนไม้เถื่อน… ฝิ่น… และการยักยอกที่ดินของชาวบ้าน… ที่นายสถานีศรณ์ทำไว้… เมื่อหกสิบปีก่อน”

อนันต์ตัวชา “เป็นไปได้ยังไง! ผมเห็นมัน… มันอยู่ในกองไฟ!”

ทนายมานพยิ้มเล็กน้อย “คุณป้าบัว… ท่านเป็นคนที่รอบคอบมากครับ ก่อนที่ท่านจะเสียชีวิต… ก่อนที่ไฟจะไหม้… ท่านได้นำเอกสารตัวจริงบางส่วน… ที่ท่านแอบเก็บรวบรวมมาหลายสิบปี… ออกมาจากห้องนั้น… และส่งแฟกซ์… ส่งไปรษณีย์… มาให้ผมที่กรุงเทพฯ… ล่วงหน้าเป็นอาทิตย์แล้ว”

อนันต์… อ้าปากค้าง นี่คือ… ‘Sự thật phũ phàng’ (ความจริงอันโหดร้าย)

“ป้าบัว…?” “ใช่ครับ… คุณป้าบัว ท่านวางแผนเรื่องนี้มานาน ท่านรู้ว่า… ท่านอาจจะไม่มีชีวิตรอดออกมา ท่านรู้ว่า… สักวัน… ทายาทของนายสถานีศรณ์… จะต้องกลับมา และท่านก็ใช้คุณ… ใช้คุณเป็น ‘กุญแจ’… เพื่อเข้าไปเอาเอกสารชุดสุดท้าย… และเพื่อ… เป็น ‘พยาน’ พยาน… ในการปลดปล่อยครั้งสุดท้ายของท่าน”

อนันต์นึกถึงรอยยิ้มของป้าบัวในความฝัน รอยยิ้มที่… พอใจ “ท่านไม่ได้ต้องการแค่แก้แค้นวิญญาณ” ทนายพูดต่อ “ท่านต้องการความยุติธรรม… ที่จับต้องได้ ท่านต้องการเปิดโปงตระกูลของคุณ และท่านต้องการ… ทวงคืนที่ดิน… ให้กับลูกหลานชาวบ้าน… ที่ถูกปู่ทวดของคุณโกงไป”

ทนายมานพ… ดันเอกสารปึกนั้น… มาตรงหน้าอนันต์ “ตอนนี้… ชุมชนกำลังรวมตัวกันฟ้องร้อง ฟ้องร้อง… ในฐานะที่คุณ… เป็นทายาทโดยชอบธรรมคนสุดท้าย ที่ต้องรับผิดชอบ… ต่อหนี้สิน… และอาชญากรรม ที่ปู่ทวดของคุณก่อไว้”

อนันต์มองเอกสารตรงหน้า นี่… นี่คือ ‘มรดก’ ที่แท้จริง ไม่ใช่เงินทอง… ไม่ใช่ความสยองขวัญ… แต่คือ… หนี้สิน หนี้สิน… ที่ประเมินค่าไม่ได้ หนี้… ที่เขาไม่มีวันจ่ายหมด

“และอีกเรื่องนะครับ…” ทนายมานพกล่าว “ตำรวจที่ลำปาง… ต้องการคุยกับคุณอีกครั้ง คำให้การของคุณเรื่องป้าบัว… มันไม่ค่อยตรงกับ… หลักฐานใหม่ที่เราพบ”

อนันต์เงยหน้าขึ้น เขามองผ่านทนายมานพ… มองไปยังกระจกหน้าต่าง… ที่สะท้อนภาพในห้อง … ในเงาสะท้อนนั้น… เขายืนอยู่ และข้างหลังเขา… มีเงาดำ… ยืนนิ่ง… เงาของนายสถานีศรณ์… กำลังมอง… มอง ‘เอกสาร’ บนโต๊ะ… ที่ถูกจัดเรียง… อย่างเป็นระเบียบ


อนันต์ไม่ตอบ เขาก้มหน้ามองเอกสารกองนั้น มือของเขาสั่นจนไม่สามารถหยิบจับอะไรได้ เขาไม่ได้กลัวตำรวจ… หรือการฟ้องร้อง เขากลัว… กลัวการจ้องมองจากด้านหลัง การจ้องมองที่เย็นเฉียบ… ของวิญญาณที่ตามเขามาจากซากปรักหักพัง

“ผมจะติดต่อคุณอีกครั้งนะครับ” ทนายมานพลุกขึ้น ยื่นนามบัตรให้ “คุณต้องปรึกษาทนายความส่วนตัวโดยเร็วที่สุด นี่คือเรื่องใหญ่… ทั้งคดีแพ่งและอาญา” ทนายมานพเดินออกจากห้องไป ปิดประตูเบาๆ

อนันต์นั่งนิ่งอยู่ตรงนั้น… ครึ่งชั่วโมง… หรืออาจจะนานกว่านั้น เขานั่งอยู่ท่ามกลาง ‘มรดก’ ที่ปู่ทวดทิ้งไว้ หนี้สิน… และความชั่วช้าของบรรพบุรุษ

เขาค่อยๆ ลุกขึ้น เดินไปที่หน้าต่าง มองลงไปที่คลองแสนแสบ … เขาโยนจี้เงินนั้นทิ้งไปเมื่อคืน เขามั่นใจ แต่ในน้ำสีดำ… ไม่มีอะไรปรากฏขึ้นมา… เขาต้องบ้าไปแล้วแน่ๆ

อนันต์หันกลับมา ดวงตาของเขากวาดมองไปทั่วห้อง เขารู้สึกได้ว่าศรณ์ยังอยู่ที่นี่ เขากำลัง ‘เฝ้า’ ไม่ได้เฝ้าแค่เอกสาร แต่เฝ้า ‘ทายาท’ ทายาทที่ต้องรับผิดชอบในสิ่งที่เขาทำ

เขาเดินไปที่กองเอกสาร นี่คือหลักฐานทั้งหมด หลักฐานที่ป้าบัวยอมแลกด้วยชีวิต เพื่อเปิดโปงตระกูลของเขา อนันต์หยิบไฟแช็กขึ้นมาจากกระเป๋ากางเกง ไฟแช็กที่เขาใช้จุดบุหรี่…

เขาจุดไฟ เปลวไฟเล็กๆ ลุกขึ้น เขามองเปลวไฟนั้น ความคิดหนึ่งผุดขึ้นในหัวเขา ‘เผาซะ…’ ‘เผาหลักฐานทั้งหมดนี้ซะ’ ‘แล้วทุกอย่างก็จะกลับไปเป็นศูนย์’ ‘ไม่มีใครรู้… มีแค่เขา… ที่รอด’ ‘เหมือนที่ปู่ทวดเคยทำ…’

เขาเริ่มฉีกมุมกระดาษ เตรียมจะโยนมันเข้าไปในเปลวไฟ ทันใดนั้น… เสียงกระซิบก็ดังขึ้น… ดังขึ้น… ข้างหูเขา แต่ครั้งนี้… มันไม่ใช่เสียงคำรามด้วยความโกรธ มันเป็นเสียงกระซิบที่… พึงพอใจ ‘ดีแล้ว… ทำอย่างนั้นแหละ… ลูกหลานของข้า’

อนันต์ชะงัก มือของเขาสั่น ศรณ์ไม่ได้กำลังห้ามเขา ศรณ์กำลัง… สนับสนุน ศรณ์กำลังบอกให้เขา… ทำในสิ่งที่บรรพบุรุษของเขาเคยทำ! ปกปิด… ปฏิเสธ… สานต่อความชั่วช้า!

อนันต์ปล่อยกระดาษลง ไฟแช็กหลุดจากมือเขา ตกลงบนพื้น… ไฟดับวูบ

เขาไม่สามารถทำได้ เขาไม่สามารถ ‘เป็น’ ปู่ทวดของเขาได้ ความโลภที่เคยมี… ตอนนี้มันถูกแทนที่ด้วย… ความขยะแขยง ขยะแขยงในสิ่งที่ตระกูลเขาเป็น และขยะแขยงในตัวเอง… ที่เกือบจะตัดสินใจทำเช่นนั้น

อนันต์ทรุดตัวลง เขาร้องไห้… ร้องไห้ให้กับความล้มเหลวของตัวเอง ร้องไห้ให้กับเหยื่อของศรณ์ และร้องไห้ให้กับ… ป้าบัว คนที่เสียสละทุกอย่าง… เพื่อความยุติธรรม

เขาใช้เวลาตัดสินใจไม่นาน เขาไม่หนี เขาเก็บแฟ้มเอกสารทั้งหมดใส่กระเป๋า เขาเดินออกจากห้อง… เดินตรงไปที่สถานีตำรวจ เพื่อมอบหลักฐานทั้งหมด… ด้วยมือของเขาเอง

ข่าวแพร่สะพัดไปอย่างรวดเร็ว คดีอาชญากรรมเมื่อหกสิบปีก่อนถูกรื้อฟื้น ชื่อของนายสถานีศรณ์… ถูกประณาม ที่ดินที่ถูกโกง… กำลังจะถูกโอนคืน อนันต์… ถูกสอบสวน… ถูกกล่าวหา เขาถูกสังคมประณาม… ในฐานะ ‘ทายาทคนสุดท้ายของอาชญากร’ บริษัทที่เขาสมัครงาน… ยกเลิกการเรียกตัว เพื่อนเก่า… ตัดขาด ชีวิตที่แท้จริงของเขา… เริ่มต้นแล้ว

วันหนึ่ง… อนันต์เดินอยู่กลางถนนที่พลุกพล่านในกรุงเทพฯ เขากำลังมุ่งหน้าไปพบกับทนายความที่รัฐจัดหาให้ เขาเหนื่อยล้า… สิ้นหวัง แต่เขา… ไม่เสียใจ เขาทำในสิ่งที่ถูกต้องแล้ว

ขณะที่เขากำลังเดินข้ามถนน เขาเหลือบไปเห็นบางอย่าง… ที่ป้ายรถเมล์เก่าๆ มีหญิงชราคนหนึ่งนั่งอยู่ หญิงชรา… ในชุดเสื้อผ้าสีซีดจาง เธอกำลังก้มหน้าก้มตา… กวาดพื้นด้วยไม้กวาดดอกหญ้า สวบ… สวบ… สวบ… ท่ามกลางความวุ่นวายของเมือง

อนันต์หยุดมอง ใบหน้าของเธอถูกบังด้วยหมวก แต่เขาจำท่าทางนั้นได้… เขารู้จักเสียงไม้กวาดนั้นดี

หญิงชราเงยหน้าขึ้น ใบหน้าของเธอ… ไม่ใช่ป้าบัว… แต่มันคือ… ใบหน้าของเด็กสาว ใบหน้าของเด็กสาวที่กำลังตั้งครรภ์ ใบหน้าของแม่ป้าบัว…

เธอไม่ได้ยิ้ม เธอแค่จ้องมองเขา… ด้วยสายตาที่ว่างเปล่า… แล้วเธอก็ยื่นมือที่บิดเบี้ยว… ข้างหนึ่ง ออกมาจากใต้ผ้าคลุม ในมือของเธอ… กุมจี้เงินรูปปลาตะเพียน… อันที่เขาโยนทิ้งไปในคลอง

เธอไม่ได้พูดอะไร เธอแค่โยนจี้นั้น… มาตกที่พื้นถนน… ตรงหน้าเท้าของอนันต์

อนันต์ไม่กล้าก้มลงเก็บ เขายืนนิ่ง… เขาเข้าใจแล้ว คำสาปไม่ได้อยู่ที่ห้อง คำสาปไม่ได้อยู่ที่วิญญาณศรณ์ คำสาป… คือ ‘กรรม’ ที่ต้องแบกรับ เขาเป็นทายาท… เขาคือผู้รับ ‘มรดก’ แห่งความผิดบาปที่แท้จริง

เขาก้าวข้ามจี้เงินนั้นไป เดินเข้าสู่ฝูงชน… ไม่หันกลับไปมองอีก

จี้เงินรูปปลาตะเพียน… บิดเบี้ยว… ดำคล้ำ… วางนิ่งอยู่บนทางเท้าที่สกปรก รอคอย… ทายาทคนต่อไป


Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Facebook Twitter Instagram Linkedin Youtube