Tầng 18: Nhà Tù Nuôi Quỷ

ชั้น 18: คุกที่ใช้ ‘เลี้ยง’ อสูร

ฝนตกหนักในกรุงเทพฯ ยามค่ำคืน เสียงเม็ดฝนกระทบกระจกหน้าต่างห้องเล็ก ๆ ของนรินทร์ดังเป็นจังหวะเหมือนเสียงกลอง นรินทร์นั่งอยู่บนโซฟาเก่า ๆ แสงไฟนีออนในห้องกะพริบถี่ ๆ เขาจุดบุหรี่มวนที่สี่ในชั่วโมงนั้น นิ้วของเขาสั่นเทาด้วยความกลัวและความสิ้นหวัง

นรินทร์อายุสามสิบห้าปี เป็นนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ที่ครั้งหนึ่งเคยมีความฝันใหญ่โต แต่ตอนนี้เหลือเพียงหนี้สินล้นพ้นตัว ลูกค้าคนสำคัญที่สุดของเขาเพิ่งยกเลิกสัญญาเมื่อเช้านี้ ทิ้งให้นรินทร์ต้องเผชิญหน้ากับเจ้าหนี้เงินกู้นอกระบบที่เริ่มส่งข้อความข่มขู่มาทุกชั่วโมง

โทรศัพท์มือถือของเขาสั่นบนโต๊ะกาแฟ มีข้อความใหม่เข้ามาจากเบอร์แปลก นรินทร์เปิดอ่าน มันเป็นภาษาไทยที่สุภาพ แต่เนื้อหาเย็นชาดุจน้ำแข็ง “คุณนรินทร์ครับ พรุ่งนี้เวลาสิบโมงเช้า ผมจะไปเยี่ยมคุณถึงที่ทำงาน”

นรินทร์กัดฟันแน่น เขารู้ว่าการเยี่ยมเยียนนี้ไม่ใช่การมาทักทายแบบมิตร เจ้าหนี้เหล่านี้ไม่เคยมาเพื่อเจรจา พวกเขามาเพื่อทวงคืนด้วยความรุนแรง นรินทร์ทุบโต๊ะ พลางสบถคำหยาบออกมา เขาไม่ได้ทำอย่างนั้นมานานแล้ว

ชีวิตของนรินทร์เหมือนตึกเก่าที่ใกล้พังทลาย เขาจำได้ว่าเคยยืนอยู่บนยอดตึกสูง มองลงมาเห็นแสงสีของเมืองหลวงด้วยความภาคภูมิใจ แต่ตอนนี้เขาจมดิ่งอยู่ในความมืดมิด

เขาเดินไปที่หน้าต่าง มองออกไปยังสายฝนที่สาดซัดข้างนอก มีตึกระฟ้าแห่งหนึ่งตั้งตระหง่านอยู่ไม่ไกลนัก ตึกนั้นสูงและสง่างาม มันคือตึก “เมฆา ทาวเวอร์” ตึกสำนักงานสิบแปดชั้นที่ถูกทิ้งร้างมานานหลายปี เป็นอนุสาวรีย์แห่งความล้มเหลวของอดีตเจ้าของ

ทันใดนั้น โทรศัพท์ของเขาก็ดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้เป็นสายเรียกเข้าจากเบอร์ที่ไม่คุ้นเคย นรินทร์ลังเล แต่ความสิ้นหวังทำให้เขากดรับ

“สวัสดีครับ นรินทร์พูด” เสียงของเขาแหบแห้ง “นรินทร์เหรอ นี่ฉันเอง อนันต์”

ชื่อนี้ทำให้นรินทร์ชะงักงัน อนันต์ อดีตซีอีโอผู้ก่อตั้งเมฆา ทาวเวอร์ ผู้ที่สร้างอาณาจักรเทคโนโลยีจากศูนย์ แต่กลับหายตัวไปหลังจากเรื่องอื้อฉาวเกี่ยวกับการฉ้อโกงและเรื่องแปลกประหลาดบางอย่าง

“คุณอนันต์?” นรินทร์ถามด้วยความไม่เชื่อ “คุณไปอยู่ที่ไหนมา”

เสียงของอนันต์ฟังดูเหนื่อยล้า แต่แฝงไว้ด้วยความมั่นใจอันน่าขนลุก “ฉันอยู่ที่ไหนไม่สำคัญหรอก ที่สำคัญคือฉันมีข้อเสนอให้แก ข้อเสนอสุดท้ายที่จะเปลี่ยนชีวิตแก”

นรินทร์หัวเราะเยาะในลำคอ “คุณอนันต์ คุณกำลังล้อเล่นอยู่ใช่ไหม คุณไม่มีอะไรเหลือแล้ว”

“เหลือสิ เหลือสิ่งเดียวที่ทำงานได้จริง ๆ สิ่งที่ทำให้ฉันรวยที่สุด… ก่อนที่ฉันจะทิ้งมันไป” เสียงของอนันต์ลดต่ำลง เป็นเสียงกระซิบที่เต็มไปด้วยความลับ “แกจำชั้นสิบแปดได้ไหม ห้องเก็บของพิเศษที่ฉันเคยใช้”

นรินทร์จำได้ ชั้นสิบแปดนั้นถูกปิดตาย ไม่มีใครได้รับอนุญาตให้เข้า มีข่าวลือแปลก ๆ เกี่ยวกับอนันต์และชั้นนั้น บ้างก็ว่าเขากำลังพัฒนาเทคโนโลยีลับ บ้างก็ว่าเขากำลังทำพิธีกรรมบางอย่าง นรินทร์ไม่เคยเชื่อเรื่องเหลวไหล แต่ตอนนี้เขากำลังจมน้ำ และอนันต์กำลังยื่นไม้กระดานให้

“ฉันขายมันให้แก” อนันต์กล่าวต่อ “พร้อมกับสิ่งที่อยู่ในนั้นทั้งหมด ในราคาที่แกปฏิเสธไม่ได้”

“อะไรคือสิ่งที่อยู่ในนั้น” นรินทร์ถามอย่างระมัดระวัง แม้ว่าในใจจะเริ่มมีความหวังริบหรี่

อนันต์ไม่ตอบคำถามโดยตรง เขากลับพูดว่า “แกหมดทางไปแล้วนรินทร์ ฉันรู้เรื่องหนี้สินของแก ถ้าแกไม่ทำอะไรสักอย่าง พรุ่งนี้แกจะไม่มีโอกาสได้พูดคำว่า ‘สวัสดี’ อีกเลยด้วยซ้ำ”

ความจริงอันเจ็บปวดทำให้นรินทร์เงียบไป อนันต์รู้ทุกอย่าง รู้ถึงความสิ้นหวังของเขา

“เจอกันที่ร้านกาแฟเก่า ๆ ใกล้ทางรถไฟใต้ดินพรุ่งนี้เช้าเก้าโมง อย่าให้ใครตามแกมา” อนันต์สั่งอย่างเด็ดขาด แล้วก็วางสายไป

นรินทร์ยืนอยู่ที่หน้าต่างนานหลายนาที ความหวังและความกลัวตีกันอยู่ในใจ สิ่งที่อนันต์กำลังจะขายคืออะไร? และทำไมต้องเป็นตึกที่ถูกทิ้งร้าง? ไม่ว่าอะไรก็ตาม มันอาจเป็นทางรอดเดียวของเขา

เช้าวันรุ่งขึ้น ท้องฟ้ายังคงมืดครึ้ม นรินทร์ไปถึงร้านกาแฟก่อนเวลา ร้านนั้นมืดและสกปรก มีกลิ่นอับของกาแฟค้างคืน

ไม่นาน อนันต์ก็เดินเข้ามา เขาไม่ได้ดูเหมือนซีอีโอผู้ยิ่งใหญ่อีกแล้ว เสื้อผ้าของเขายับยู่ยี่ ดวงตาของเขาลึกโหล มีรอยคล้ำใต้ตา แต่รอยยิ้มของเขายังคงเหมือนเดิม—เป็นรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยการคำนวณและความลับอันตราย

“แกมาตรงเวลา” อนันต์ทักทาย นั่งลงตรงข้ามกับนรินทร์

“คุณดูไม่ดีเลย” นรินทร์สังเกต

อนันต์หัวเราะเบา ๆ “ความร่ำรวยมันกินพลังงานชีวิตฉันไปเยอะ ตอนนี้ฉันปลดเปลื้องภาระแล้ว… และฉันกำลังจะมอบภาระนั้นให้แก”

อนันต์เลื่อนซองเอกสารเก่า ๆ มาให้นรินทร์ “นี่คือโฉนดกรรมสิทธิ์ห้องเก็บของที่ชั้นสิบแปด เมฆา ทาวเวอร์ พร้อมรหัสผ่านเข้าออกและกุญแจ”

นรินทร์เปิดซองดู เอกสารทุกอย่างดูถูกต้องตามกฎหมาย

“ราคาเท่าไหร่” นรินทร์ถามอย่างกระหาย

“ราคาหนึ่งล้านบาท” อนันต์ตอบ “เงินสดเท่านั้น”

นรินทร์แทบจะล้มทั้งยืน “หนึ่งล้าน? คุณรู้ว่าผมมีหนี้เท่าไหร่ คุณรู้ว่าผมไม่มีเงินมากขนาดนั้น”

“ไม่ นรินทร์” อนันต์ยิ้มเย็น “ฉันรู้ว่าแกเหลือหนึ่งล้านบาทสุดท้ายในบัญชี นั่นคือเงินทั้งหมดที่แกมีก่อนที่เจ้าหนี้จะมาเอาชีวิตแกไป”

นรินทร์ตกใจ อนันต์รู้แม้กระทั่งยอดเงินในบัญชีของเขา

“คุณต้องการอะไรกันแน่” นรินทร์ถามเสียงสั่น

“ฉันต้องการให้แกซื้อ ‘สิ่ง’ ที่ฉันทิ้งไว้” อนันต์เอนตัวไปข้างหน้า เสียงของเขากลายเป็นกระซิบที่นรินทร์ต้องฟังใกล้ ๆ

“ในห้องนั้น มีศาลไม้สักที่สวยงามอยู่ข้างใน” อนันต์เริ่มเล่า “มันคือ ‘น้องเพชร’ น้องเพชรคือคนที่ทำให้ฉันเป็นอนันต์ในวันนี้ เขาช่วยฉันเซ็นสัญญา ช่วยฉันทำลายคู่แข่ง ช่วยฉันทำทุกอย่างจนฉันกลายเป็นคนรวยที่สุดในเอเชีย”

นรินทร์รู้สึกหนาวสั่นไปถึงสันหลัง “กุมารทอง?”

อนันต์โบกมือ “อย่าเรียกเขาว่ากุมารทอง เขาเป็นมากกว่านั้น เขาเป็นลูกชายของฉัน”

ใบหน้าของอนันต์บิดเบี้ยวด้วยความปวดร้าวชั่วขณะ ก่อนจะกลับมาเย็นชาเหมือนเดิม “เขาสมควรได้รับสิ่งที่ดีกว่าการอยู่กับฉันที่ล้มละลาย”

นรินทร์มองอนันต์ด้วยความหวาดระแวง อนันต์เปิดเผยวิธีดูแลน้องเพชรอย่างละเอียด อธิบายถึงเครื่องเซ่นไหว้ที่น้องชอบ และกฎที่ต้องปฏิบัติตาม

“นรินทร์ จำไว้ให้ดี” อนันต์เน้นย้ำทุกคำ “ตอนที่ฉันสร้างน้องเพชรขึ้นมา ฉันทำสัญญากับเขาไว้ สัญญาเก่ามันเรียบง่าย ให้เงิน ให้ความมั่งคั่งเป็นการแลกเปลี่ยนกับความดูแล”

อนันต์หยุด พลางจ้องมองนรินทร์อย่างเจาะลึก “แต่ตอนนี้ สัญญาเก่ามันหมดอายุไปแล้ว น้องเพชรเขาเติบโตขึ้น เขาไม่ต้องการแค่เงินทองเหมือนเดิมแล้ว”

“เขาต้องการอะไร” นรินทร์กลืนน้ำลาย

“ฉันไม่รู้แน่ชัด” อนันต์สารภาพ “ฉันหนีออกมาได้ทัน แต่ฉันรู้ว่าเขาต้องการ ‘สัญญาใหม่’ ที่มี ‘กฎ’ ใหม่ ถ้าแกตัดสินใจที่จะรับเขาไว้ แกต้องพร้อมที่จะทำสัญญาใหม่กับเขาเอง”

อนันต์ดึงกุญแจดอกหนึ่งออกจากกระเป๋า เสริมว่า “กุญแจดอกนี้จะเปิดห้องของเขาได้ มันเป็นกุญแจที่ทำจากทองคำบริสุทธิ์… อย่าทำหายเด็ดขาด”

นรินทร์นั่งนิ่ง มีแต่เสียงหัวใจเต้นแรงในหู หนึ่งล้านบาทเพื่อแลกกับความร่ำรวยอันไร้ขีดจำกัด แต่ต้องแลกกับการทำสัญญากับสิ่งเหนือธรรมชาติที่อดีตมหาเศรษฐีผู้ยิ่งใหญ่ยังต้องยอมแพ้

“ผมจะเอา” นรินทร์ตัดสินใจ ความสิ้นหวังผลักดันให้เขาไปข้างหน้า

เขายื่นซองเงินสดหนึ่งล้านบาทที่เขานำติดตัวมาด้วยให้แก่อนันต์ อนันต์รับเงินโดยไม่นับ

“ขอให้โชคดี นรินทร์” อนันต์กล่าวด้วยรอยยิ้มที่ไม่ได้หมายถึงความปรารถนาดีเลยแม้แต่น้อย “ความร่ำรวยที่แท้จริงไม่เคยมาพร้อมกับความสงบสุข จงจำไว้”

อนันต์ลุกขึ้นยืนแล้วเดินจากไป ทิ้งให้นรินทร์นั่งอยู่คนเดียวพร้อมกับเอกสารกรรมสิทธิ์และกุญแจทองคำอันเย็นเฉียบในมือ

นรินทร์ตัดสินใจทันที เขาขับรถไปยังเมฆา ทาวเวอร์ ตึกที่ถูกทิ้งร้างนั้นดูน่ากลัวในแสงแดดยามเช้า

เมื่อมาถึง นรินทร์เดินไปที่เคาน์เตอร์รักษาความปลอดภัย มีชายชราผมขาวท่าทางเคร่งขรึมนั่งอยู่ เขาชื่อเดชา เป็นคนเดียวที่ยังคงทำงานที่นี่

“ชั้นสิบแปด” นรินทร์พูดอย่างไม่มั่นใจ เดชามองนรินทร์ตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยสายตาที่ล่วงรู้ทุกสิ่ง “คุณคงเป็นเจ้าของคนใหม่”

“คุณรู้?”

“ผมรู้ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในตึกนี้” เดชากล่าวอย่างเรียบเฉย “คุณอนันต์เป็นเจ้านายเก่าของผม”

เดชาพาเขาไปยังลิฟต์เก่า ๆ ที่ส่งเสียงดังน่ากลัวตลอดทาง เมื่อถึงชั้นสิบแปด ประตูก็เปิดออก เผยให้เห็นทางเดินที่มืดมิด มีเพียงฝุ่นหนาและใยแมงมุม

นรินทร์เดินไปตามทางเดินจนถึงประตูเหล็กที่ถูกปิดตาย เขาใช้รหัสผ่านที่อนันต์ให้มา ประตูเปิดออก เผยให้เห็นห้องขนาดใหญ่ที่เต็มไปด้วยความมืดมิด

แต่ที่มุมห้อง มีประตูบานเล็ก ๆ อีกบานที่แตกต่างออกไป ประตูนั้นทำจากไม้โอ๊คขัดเงา มีป้ายทองเหลืองเขียนว่า “ห้องทำงานส่วนตัวของ CEO” นรินทร์ใช้กุญแจทองคำเปิดมันออก

ภายในห้อง กลิ่นธูปหอมฉุนอบอวลไปทั่วแม้จะถูกทิ้งร้างมานานหลายปี ผนังห้องบุด้วยผ้าไหมสีแดงเข้ม ที่กลางห้องมีแท่นบูชาไม้สักแกะสลักอย่างวิจิตรบรรจง และมีรูปปั้นกุมารทองขนาดเล็กถูกวางไว้อย่างสง่างาม บนใบหน้าของรูปปั้นนั้นมีรอยยิ้มที่น่ารักแต่ก็ดูเย้ยหยัน มันดูเหมือนเด็กน้อยที่กำลังรอคอยความสนุกสนาน

บนแท่นบูชา มีรอยเลือดสีดำแห้งกรังติดอยู่ นรินทร์มองเห็นสิ่งของเครื่องใช้ของเด็กเล่นกองอยู่มากมาย และมีสมุดบันทึกเก่า ๆ เล่มหนึ่งวางอยู่ข้าง ๆ

นรินทร์หยิบสมุดบันทึกนั้นขึ้นมาอ่าน มันไม่ใช่สมุดบันทึกของอนันต์ แต่เป็นเหมือนคู่มือการดูแลน้องเพชร โดยมีลายมือของอนันต์กำกับอยู่

นรินทร์เริ่มทำตามคำแนะนำในคู่มือทันที เขาจุดธูปและวางของเซ่นไหว้ที่เขาซื้อมาจากร้านสะดวกซื้อข้างล่าง

เมื่อทำพิธีเสร็จ นรินทร์รู้สึกเหนื่อยล้า แต่เมื่อเขามองไปที่รูปปั้นน้องเพชร เขารู้สึกเหมือนได้รับพลังงานบางอย่างที่มองไม่เห็น รูปปั้นนั้นดูเหมือนจะยิ้มกว้างขึ้นเล็กน้อย

นรินทร์กลับบ้านด้วยความรู้สึกที่ผสมผสานกันระหว่างความตื่นเต้นและความรู้สึกผิด เขาพยายามบอกตัวเองว่านี่เป็นเพียงธุรกิจ เป็นทางออกเดียวของเขา แต่ลึก ๆ ข้างใน เขารู้ว่าเขากำลังก้าวเข้าสู่ดินแดนต้องห้าม

หนึ่งสัปดาห์ต่อมา ชีวิตของนรินทร์ก็พลิกผันอย่างน่าเหลือเชื่อ ลูกค้ารายใหญ่ที่ไม่เคยสนใจนรินทร์เลยก็โทรมาหาเขาพร้อมข้อเสนอที่บ้าคลั่ง สัญญาถูกเซ็นอย่างรวดเร็วโดยไม่มีการต่อรอง เงินก้อนแรกเข้ามาในบัญชีของนรินทร์อย่างท่วมท้นจนเขาแทบไม่เชื่อสายตาตัวเอง

นรินทร์เริ่มดูแลน้องเพชรอย่างเอาใจใส่ เขาซื้อของเล่นราคาแพงที่สุดมาถวาย เขาเข้ามาที่ตึกเมฆา ทาวเวอร์ ทุกวันเพื่อทำความสะอาดและพูดคุยกับรูปปั้นเล็ก ๆ นั้น

ความร่ำรวยถาโถมเข้าใส่นรินทร์อย่างรวดเร็ว ในเวลาสามเดือน เขาไม่เพียงแต่จ่ายหนี้สินทั้งหมดได้เท่านั้น แต่เขายังกลายเป็นผู้เล่นคนสำคัญในวงการอสังหาริมทรัพย์

นรินทร์ใช้เงินซื้อกิจการเมฆา ทาวเวอร์ ทั้งตึก เขาเป็นเจ้าของตึกสิบแปดชั้นที่ถูกทิ้งร้างนั้นอย่างเต็มตัว

เขาเปลี่ยนชั้นสิบแปดให้เป็นสำนักงานใหญ่ที่หรูหราอลังการของเขาเอง มีเพียงห้องของน้องเพชรเท่านั้นที่ยังคงสภาพเดิม และเป็นสถานที่เดียวที่นรินทร์จะไปทุกวัน

นรินทร์เริ่มลืมความกลัว เขาสวมชุดสูทราคาแพง ขับรถสปอร์ตหรูหรา และมองผู้คนรอบตัวด้วยสายตาดูถูก เขาปลดพนักงานที่เคยดูถูกเขาออกทั้งหมด เขาเริ่มใช้ชีวิตอย่างอนันต์ในอดีต

คืนนั้น นรินทร์ยืนอยู่ที่ชั้นสิบแปด มองลงไปยังเมืองกรุงเทพฯ ที่ส่องแสงระยิบระยับ เขาจัดงานเลี้ยงฉลองความสำเร็จครั้งยิ่งใหญ่ แขกเหรื่อเต็มไปด้วยมหาเศรษฐีและนักธุรกิจที่เคยเหยียบย่ำเขามาก่อน ทุกคนต่างพากันยกย่องเขา

นรินทร์ดื่มไวน์ราคาแพง เขารู้สึกเหมือนเป็นพระเจ้า รู้สึกถึงพลังอำนาจที่น้องเพชรมอบให้

ขณะที่แขกคนสุดท้ายกำลังจะกลับ นรินทร์เหลือบไปเห็นเดชา ยามชรา ยืนอยู่ตรงมุมมืดของห้องโถง เดชามองนรินทร์ด้วยสายตาที่ไม่มีความชื่นชมยินดี มีแต่ความเมตตาผสมกับความเศร้า

“คุณเดชา ทำไมคุณไม่ดื่มอะไรหน่อยล่ะ” นรินทร์ถามอย่างเย้ยหยัน

“ผมไม่ดื่มครับคุณนรินทร์” เดชาตอบด้วยน้ำเสียงที่สงบ “ผมแค่มาดูแลให้แน่ใจว่าทุกคนออกไปแล้ว”

“ดูแลตัวเองให้ดีนะครับ” นรินทร์พูดอย่างใจดีจอมปลอม “ชั้นสิบแปดนี่มีเรื่องแปลก ๆ เกิดขึ้นได้ตลอดเวลา”

เดชาก้มศีรษะลง “ผมรู้ดีกว่าใครครับคุณนรินทร์ ผมเคยอยู่ที่นี่ตอนที่คุณอนันต์… สร้างเขาขึ้นมา”

คำพูดนั้นทำให้นรินทร์รู้สึกหนาวไปถึงกระดูก เดชาไม่ได้พูดถึงน้องเพชร แต่สายตาของเดชาบอกทุกอย่าง

เมื่อทุกคนกลับไปแล้ว นรินทร์ก็เดินเข้าไปในห้องของน้องเพชร เขาจุดธูปและวางเค้กช็อกโกแลตชิ้นหนึ่งไว้บนแท่นบูชา

“นี่คือรางวัลสำหรับความดีของนาย น้องเพชร” นรินทร์กระซิบ “นายทำให้ฉันเป็นราชา”

นรินทร์กำลังจะเดินออกจากห้อง แต่แล้วเขาก็ได้ยินเสียงที่ทำให้เขาทรุดตัวลง เสียงนั้นเป็นเสียงหัวเราะของเด็ก ๆ เสียงหัวเราะที่ไร้เดียงสาแต่ก็เต็มไปด้วยความอาฆาต เสียงหัวเราะดังมาจากทุกมุมห้อง

นรินทร์หันกลับไปมองที่รูปปั้น น้องเพชรไม่ได้ยิ้มกว้างขึ้น แต่ในมือเล็ก ๆ ของรูปปั้นนั้น มีแผ่นกระดาษขาวสะอาดปรากฏอยู่

นรินทร์เดินเข้าไปใกล้ด้วยความกลัวอันบริสุทธิ์ เขาสัมผัสกระดาษ มันยังอุ่นอยู่เหมือนเพิ่งเขียนเสร็จ

เขาหยิบกระดาษขึ้นมาอ่าน ตัวหนังสือบนนั้นเขียนด้วยลายมือเด็ก ๆ เป็นภาษาไทยที่เรียบง่าย แต่มีพลังอำนาจเหนือธรรมชาติ

“อยากเล่นเกมใหม่”

“อยากได้กฎใหม่”

“เล่นกับฉันสิ นรินทร์”

“สัญญาเก่าหมดแล้ว”


ความเย็นยะเยือกของกระดาษแผ่นนั้นยังคงติดอยู่ที่ปลายนิ้วของนรินทร์ “เล่นกับฉันสิ นรินทร์”

นรินทร์ขยำกระดาษแผ่นนั้นทิ้งลงถังขยะอย่างเกรี้ยวกราด “เล่นเหรอ!” เขาสบถ “นี่มันไม่ใช่เวลาเล่น!”

เขาพยายามบอกตัวเองว่านี่เป็นเพียงแค่ความเครียด เขาทำงานหนักเกินไป เขาอาจจะแค่จินตนาการไปเอง แต่ลึก ๆ แล้ว เขารู้ว่าเสียงหัวเราะที่เขาได้ยินนั้นเป็นของจริง

นรินทร์ยังคงยึดติดกับความคิดแบบเดิม ๆ ที่ว่าทุกอย่างสามารถซื้อได้ด้วยเงิน เขาเชื่อว่า “น้องเพชร” คงจะแค่เบื่อของเล่นเก่า ๆ หรือเครื่องเซ่นไหว้ราคาถูก

เช้าวันรุ่งขึ้น นรินทร์ไม่ได้ไปที่ออฟฟิศ แต่เขามุ่งหน้าไปยังห้างสรรพสินค้าระดับไฮเอนด์ที่เพิ่งเปิดใหม่ เขากวาดซื้อทุกอย่างที่เขาคิดว่าเด็กผู้ชายจะอยากได้ แต่เป็นเวอร์ชันที่แพงที่สุด

โดรนบังคับวิทยุที่เร็วที่สุด รถบังคับวิทยุที่ทำจากคาร์บอนไฟเบอร์ เครื่องเล่นเกมคอนโซลรุ่นล่าสุดทุกยี่ห้อ แม้กระทั่งรถโกคาร์ทขนาดเล็กที่ใช้เครื่องยนต์จริง นรินทร์สั่งให้คนส่งของนำทุกอย่างไปที่ชั้นสิบแปดทันที

เขากลับไปที่ออฟฟิศในตอนบ่าย ห้องทำงานของเขาตอนนี้เหมือนโชว์รูมของเล่นราคาแพง นรินทร์สั่งให้ลูกน้องจัดเรียงของเล่นเหล่านั้นเข้าไปในห้องบูชาของน้องเพชรจนแทบไม่มีที่เดิน

“เห็นไหม น้องเพชร” นรินทร์พูดกับรูปปั้นเล็ก ๆ นั้นด้วยน้ำเสียงที่พยายามจะให้ฟังดูใจดี “นี่คือของเล่นใหม่สำหรับนาย เลือกเล่นได้ตามใจชอบเลย”

เขารอคอย… รอคอยปฏิกิริยาบางอย่าง รอคอยสัญญาณแห่งความพึงพอใจ

แต่สิ่งที่เขาได้รับกลับเป็นความเงียบ

ความเงียบที่หนักอึ้งและเย็นชา ของเล่นราคาแพงเหล่านั้นนอนนิ่งอยู่ในห้องที่อบอวลไปด้วยกลิ่นธูปหอมหวานจนน่าคลื่นไส้ รูปปั้นน้องเพชรยังคงยิ้มเหมือนเดิม แต่รอยยิ้มนั้นบัดนี้ดูเหมือนการเยาะเย้ย

นรินทร์รู้สึกถึงความหงุดหงิดที่เริ่มก่อตัวขึ้น “ยังไม่พออีกเหรอ” เขาพึมพำ

ความเงียบนั้นคงอยู่ตลอดทั้งสัปดาห์ ของเล่นไม่ถูกแตะต้องแม้แต่ชิ้นเดียว ฝุ่นเริ่มจับบนกล่องที่ยังไม่ถูกเปิด

แล้วสิ่งแรกก็เกิดขึ้น

นรินทร์กำลังอยู่ในการประชุมบอร์ดผู้บริหารครั้งสำคัญ เขากำลังจะปิดดีลการเทคโอเวอร์ครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของบริษัท ทุกอย่างกำลังดำเนินไปอย่างราบรื่น นรินทร์กำลังจะยกแก้วแชมเปญขึ้นฉลอง

ทันใดนั้น โทรศัพท์ของเขาก็สั่น เป็นข้อความจากธนาคารหลักที่สนับสนุนเงินทุนให้เขา

“เราเสียใจที่ต้องแจ้งให้ทราบ” ข้อความระบุ “เนื่องจากปัญหาการตรวจสอบภายในที่ไม่คาดคิด เราจึงต้องระงับการอนุมัติสินเชื่อทั้งหมดของคุณชั่วคราว”

แก้วแชมเปญหลุดจากมือนรินทร์ตกแตกกระจายบนพื้นห้องประชุม ทุกสายตาจับจ้องมาที่เขา

“ปัญหาการตรวจสอบ?” นรินทร์ตะโกนใส่โทรศัพท์ “มันไม่เคยมีปัญหาอะไรเลย!”

แต่สายถูกตัดไปแล้ว ภายในหนึ่งชั่วโมง ข่าวก็แพร่สะพัด หุ้นส่วนชาวญี่ปุ่นที่กำลังจะเซ็นสัญญาร่วมทุนก็โทรมาขอยกเลิกนัด “เรารู้สึกว่า… มีบางอย่างไม่ถูกต้อง” ปลายสายพูดด้วยน้ำเสียงหวาดกลัว “เหมือนมี… พลังงานไม่ดี”

นรินทร์สูญเสียเงินมหาศาลภายในบ่ายวันเดียว มันเป็นสัญญาณเตือนครั้งแรก

ความหวาดระแวงเริ่มกัดกินนรินทร์ เขาเริ่มมองเห็นเงาแปลก ๆ ที่หางตาในออฟฟิศที่หรูหราของเขา เขาได้ยินเสียงเหมือนคนวิ่งเล่นอยู่ในช่องระบายอากาศ ทั้ง ๆ ที่เขาสั่งให้ปิดระบบระบายอากาศส่วนตัวของเขาไปแล้ว

เขาเริ่มตะคอกใส่พนักงานโดยไม่มีเหตุผล เขาไล่เลขาส่วนตัวที่ทำงานกับเขามานานออก เพียงเพราะเธอทำกาแฟหกใส่เอกสาร

ชั้นสิบแปด ที่เคยเป็นสัญลักษณ์แห่งอำนาจของเขา บัดนี้กลายเป็นกรงทองที่น่าขนลุก

คืนหนึ่ง นรินทร์ทำงานจนดึก เขาพยายามกอบกู้สถานการณ์ทางการเงินที่กำลังพังทลาย เขาเหลือบไปเห็นเดชา ยามชรา กำลังถูพื้นอยู่ตรงโถงทางเดินด้านนอกห้องทำงานของเขา

นรินทร์เปิดประตูออกไป “คุณเดชา! คุณทำอะไรอยู่น่ะ ดึกป่านนี้แล้ว”

เดชาหันมา ใบหน้าเหี่ยวย่นของเขาดูสงบนิ่ง “ผมแค่ทำความสะอาดครับคุณนรินทร์ พื้นมันสกปรก”

“ผมจ่ายเงินให้คุณมาเฝ้ายาม ไม่ใช่มาถูพื้น!” นรินทร์ตะคอก

เดชาไม่สะทกสะท้าน เขามองนรินทร์ด้วยแววตาที่เหมือนจะมองทะลุเข้าไปถึงความกลัวในใจของเขา “บางครั้ง… ความสกปรกที่แท้จริงก็มองไม่เห็นด้วยตาเปล่านะครับ” เดชาพูดเบา ๆ “มันต้องใช้ใจสัมผัส”

นรินทร์รู้สึกเสียวสันหลังวาบ “พูดจาไร้สาระ!” เขาปิดประตูใส่หน้าเดชาดังปัง

เขากลับมานั่งที่โต๊ะทำงาน แต่ใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว คำพูดของเดชาดังก้องอยู่ในหัว “ความสกปรกที่มองไม่เห็น”

ทันใดนั้น ไฟในห้องทำงานของเขาก็กะพริบถี่ ๆ ก่อนจะดับพรึบลง เหลือเพียงแสงจันทร์สีซีดที่ส่องผ่านหน้าต่างบานใหญ่เข้ามา

และแล้วเขาก็ได้ยินมันอีกครั้ง… เสียงหัวเราะคิกคักของเด็ก

เสียงนั้นไม่ได้มาจากห้องบูชา มันดังมาจากในห้องทำงานของเขาเอง!

“ใครน่ะ!” นรินทร์ตะโกน เขาคว้าที่ทับกระดาษทองเหลืองหนักอึ้งมาถือไว้เป็นอาวุธ

ไม่มีคำตอบ มีเพียงเสียงหัวเราะที่ดังขึ้น ใกล้เข้ามา… เหมือนมันดังอยู่ใต้โต๊ะทำงานของเขา

นรินทร์ก้มลงมองใต้โต๊ะ มีเพียงความมืดมิด

เขาถอยหลังไปชนผนัง เหงื่อกาฬไหลท่วมตัว “พอได้แล้ว! หยุดเล่นบ้า ๆ นี่สักที!”

ความกลัวทำให้เขาขาดสติ เขาวิ่งตรงไปยังห้องบูชาของน้องเพชร เขาใช้กุญแจทองคำไขประตูเปิดเข้าไป

“แกต้องการอะไร!” นรินทร์ตะโกนใส่รูปปั้นเล็ก ๆ นั้น “ฉันให้ของเล่นแกแล้ว! ฉันให้ทุกอย่างแล้ว! แกยังต้องการอะไรอีก!”

อุณหภูมิในห้องลดฮวบลงอย่างรวดเร็ว ของเล่นราคาแพงที่กองอยู่บนพื้นเริ่มสั่นไหวเล็กน้อย

นรินทร์มองไปรอบ ๆ ห้องอย่างบ้าคลั่ง เขารู้สึกเหมือนกำลังจะเสียสติ

“พูดมาสิ!” เขาทุบกำปั้นลงบนแท่นบูชา “แกต้องการอะไรจากฉัน!”

ในความเงียบที่น่าอึดอัดนั้น ไม่มีกระดาษแผ่นใหม่ปรากฏขึ้น ไม่มีเสียงกระซิบ

แต่มีบางอย่างเกิดขึ้นกับหน้าต่างบานใหญ่ในห้องนั้น ไอเย็นเริ่มเกาะตัวเป็นฝ้าหนาทึบ

และแล้ว… ตัวอักษรก็เริ่มปรากฏขึ้นบนฝ้าไอน้ำนั้น เหมือนมีนิ้วที่มองไม่เห็นกำลังเขียนมันขึ้นมาทีละตัว

“ของเล่นน่าเบื่อ”

นรินทร์จ้องมองข้อความนั้น หัวใจเต้นแรงจนแทบจะทะลุออกมาจากอก

“แล้วแกต้องการอะไร” เขากระซิบถาม

ตัวอักษรเก่าหายไป และตัวอักษรใหม่ก็ปรากฏขึ้น ช้า ๆ และชัดเจน

“ฉันต้องการ… ความรู้สึก”

นรินทร์ขมวดคิ้ว “ความรู้สึก? ความรู้สึกอะไร”

“ความสุขเหรอ? ความตื่นเต้น?” เขาลองเดา

ข้อความบนกระจกตอบกลับมาทันที

“ไม่”

“ฉันต้องการ… ความกลัว”

นรินทร์ตัวแข็งทื่อ “ความกลัว? หมายความว่ายังไง”

“ฉันอยากเห็นคนกลัว” ข้อความปรากฏขึ้นอีกครั้ง “ฉันอยากได้ยินคนร้องไห้ ฉันอยากรู้สึกถึงความสิ้นหวัง”

นรินทร์ส่ายหัว “บ้าไปแล้ว… นี่มันบ้าไปแล้ว”

เขาพยายามจะหนีออกจากห้อง แต่ประตูไม้สักหนักอึ้งนั้นกลับปิดลงเองเสียงดังปัง! เขาถูกขังอยู่ในห้องนี้… กับมัน

“นั่นไม่ใช่สัญญา!” นรินทร์ตะโกน “อนันต์บอกว่าแกจะให้ความร่ำรวย แลกกับการดูแล!”

“สัญญาเก่าหมดอายุแล้ว” ตัวอักษรบนกระจกเขียนย้ำ “นี่คือกฎใหม่”

“ฉันจะทำได้ยังไง” นรินทร์ถามเสียงสั่น “ฉันจะไปหาความกลัวจากที่ไหนมาให้แก”

รูปปั้นน้องเพชรดูเหมือนจะยิ้มกว้างขึ้นในความมืด แสงจันทร์ส่องกระทบใบหน้าเล็ก ๆ นั้น ทำให้มันดูน่าขนลุกอย่างประหลาด

ข้อความสุดท้ายปรากฏขึ้นบนกระจก

“ทำให้พวกเขากลัวสิ”

“เริ่มจาก… ผู้หญิงคนนั้น”

นรินทร์สับสน “ผู้หญิงคนไหน”

ทันใดนั้น ภาพก็ปรากฏขึ้นในหัวของเขาอย่างชัดเจน… ภาพของ ‘เมย์’ เลขาส่วนตัวคนใหม่ของเขา ผู้หญิงที่ยิ้มแย้มแจ่มใสและมองโลกในแง่ดีเสมอมา

“เมย์เหรอ?” นรินทร์พึมพำ “ทำไมต้องเป็นเมย์”

“เธอยิ้มมากเกินไป” เสียงนั้นกระซิบอยู่ในหัวของเขาโดยตรง ไม่ใช่ข้อความบนกระจกอีกต่อไป

“พรุ่งนี้ ไล่เธอออก”

นรินทร์ตกใจ “ไล่ออก? แต่เธอทำงานดีมากนะ!”

“ไล่เธอออก” เสียงนั้นย้ำอย่างเย็นชา “บอกเธอว่าเธอไร้ค่า บอกเธอว่าเธอไม่ดีพอ”

“ฉันอยากเห็นน้ำตาของเธอ ฉันอยากได้ยินเสียงสะอื้นของเธอ”

นรินทร์รู้สึกขยะแขยงจนถึงขั้วหัวใจ นี่ไม่ใช่ธุรกิจ นี่คือความโหดร้ายที่ไร้เหตุผล

“ไม่” นรินทร์พูดอย่างเด็ดเดี่ยว “ฉันทำไม่ได้ นั่นมัน… มันไม่ใช่ส่วนหนึ่งของข้อตกลง!”

ทันทีที่เขาพูดคำว่า “ไม่”

ไฟทุกดวงบนชั้นสิบแปดก็ดับพรึบลงพร้อมกัน ความมืดมิดอันสมบูรณ์แบบเข้าปกคลุมทุกสิ่ง

นรินทร์ยืนตัวแข็งอยู่ในความมืด เขาไม่ได้ยินเสียงอะไรเลยนอกจากเสียงหัวใจของตัวเอง

แล้วเขาก็ได้ยิน…

เสียงหัวเราะคิกคัก

ครั้งนี้… มันดังอยู่ข้างหลังเขาพอดี


เสียงหัวเราะคิกคักนั้นเย็นเฉียบและอยู่ใกล้จนนรินทร์รู้สึกได้ถึงลมหายใจเย็น ๆ ที่รดต้นคอของเขา

“ออกไปจากหัวฉัน!” นรินทร์กรีดร้องอย่างเสียสติ เขาสะบัดตัวไปข้างหลัง แต่ก็ชนเข้ากับความว่างเปล่า

เขารีบคลำหาประตูในความมืด มือของเขาสั่นจนแทบจะจับลูกบิดประตูไม่ได้ เมื่อคลำเจอกุญแจทองคำที่ยังเสียบคาอยู่ เขาก็บิดมันอย่างแรงและกระชากประตูเปิดออก

นรินทร์ถลาออกมาจากห้องบูชา ล้มลงไปกองกับพื้นโถงทางเดินที่สว่างจ้า ไฟบนชั้นสิบแปดกลับมาสว่างไสวอีกครั้งราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น

เขาหอบหายใจอย่างหนัก เหงื่อเย็นชุ่มโชกไปทั้งตัว เขามองย้อนกลับไปที่ประตูห้องบูชา… มันปิดสนิท

เดชา ยามชรา วิ่งหน้าตาตื่นมาจากทางลิฟต์ “คุณนรินทร์! เกิดอะไรขึ้นครับ! ผมได้ยินเสียงคุณตะโกน!”

นรินทร์พยายามลุกขึ้นยืน ขาของเขายังคงสั่น “ไม่มีอะไร” เขาพูดเสียงแหบ “แค่… ไฟมันกระตุกนิดหน่อย”

สายตาของเดชาเหลือบไปเห็นประตูห้องบูชาที่ปิดสนิท แววตาของเขาฉายแววรู้ทัน แต่เขาก็ไม่ได้พูดอะไร เพียงแค่พยักหน้าช้า ๆ

“ระวังตัวด้วยนะครับ” เดชากล่าว “ตึกเก่า ๆ ไฟมันก็ชอบเล่นตลกแบบนี้แหละครับ… โดยเฉพาะชั้นนี้”

นรินทร์แทบจะวิ่งหนีออกจากออฟฟิศในคืนนั้น เขากลับไปที่เพนต์เฮาส์หรูของตัวเอง แต่ความหรูหรานั้นก็ไม่สามารถทำให้เขารู้สึกปลอดภัยได้อีกต่อไป

เขาปฏิเสธที่จะทำตามคำสั่งของ ‘มัน’ เขาบอกตัวเองว่าเขาจะไม่ทำร้ายเมย์ เขาจะไม่ยอมเป็นเครื่องมือของวิญญาณเด็กที่กระหายความกลัว

นรินทร์คิดว่าการปฏิเสธของเขาคือการแสดงจุดยืน แต่สำหรับน้องเพชร มันคือการละเมิดสัญญา

การแก้แค้นนั้นรวดเร็วและรุนแรงยิ่งกว่าครั้งก่อน

เช้าวันรุ่งขึ้น นรินทร์ตื่นมาพบกับข่าวร้ายที่ทำให้โลกทั้งใบของเขาพังทลายลงมาอีกครั้ง

ตลาดหุ้นที่เขาทุ่มเงินลงทุนไปทั้งหมดเกิดความผิดพลาดทางเทคนิคครั้งใหญ่ หุ้นที่เขาถือไว้กลายเป็นศูนย์ภายในชั่วข้ามคืน ไม่ใช่แค่ขาดทุน… แต่มันคือการลบหายไปเลย

“มันเป็นไปไม่ได้!” นรินทร์ตะโกนใส่หน้าจอทีวี “มันเป็นบั๊ก! มันต้องเป็นบั๊ก!”

แต่เมื่อเขาโทรหาโบรกเกอร์ ปลายสายก็ยืนยันว่าทุกอย่างถูกต้องตามกฎหมาย “เป็นความผันผวนของตลาดที่เราไม่สามารถคาดเดาได้ครับ คุณนรินทร์… คุณสูญเสียทุกอย่างแล้วครับ”

เงินที่ได้มาอย่างรวดเร็ว บัดนี้ก็หายไปอย่างรวดเร็วยิ่งกว่า นรินทร์ไม่ใช่แค่มหาเศรษฐีที่กำลังสะดุดอีกต่อไป เขา… กลับไปเป็นหนี้อีกครั้ง

ความสิ้นหวังระลอกใหม่ถาโถมเข้าใส่เขาอย่างรุนแรง เขานั่งนิ่งอยู่ในห้องเพนต์เฮาส์ที่บัดนี้กลายเป็นเพียงเปลือกนอกที่กลวงเปล่า เขากำลังจะถูกยึดทรัพย์อีกครั้ง

ความกลัวที่เขาพยายามปฏิเสธ บัดนี้มันกลับมาเป็นของเขาเอง

“นี่คือสิ่งที่แกต้องการใช่ไหม!” นรินทร์ตะโกนใส่ความว่างเปล่า “ความกลัวของฉัน! แกได้มันไปแล้ว!”

เสียงหัวเราะคิกคักดังขึ้นเบา ๆ ตอบกลับมาจากมุมมืดของห้อง… ห้องเพนต์เฮาส์ของเขาเอง

นรินทร์สะดุ้งสุดตัว มันตามเขามาถึงบ้าน!

เขาเริ่มเห็นเงาของเด็กผู้ชายวิ่งผ่านหางตา เขาได้ยินเสียงลูกแก้วกลิ้งไปมาบนพื้นหินอ่อนในตอนดึก เขาได้กลิ่นธูปหอมหวานจาง ๆ แม้ว่าเขาจะไม่ได้จุดมันก็ตาม

น้องเพชรไม่ได้ถูกจำกัดอยู่แค่ในห้องบูชาชั้นสิบแปดอีกต่อไปแล้ว มันออกมาแล้ว

นรินทร์ใช้ชีวิตอยู่ราวกับตกอยู่ในฝันร้ายตลอดสองวัน เขาไม่ได้นอน เขาไม่ได้กิน เขาเอาแต่นั่งจ้องมองโทรศัพท์ รอคอยการติดต่อจากเจ้าหนี้คนใหม่… หรือรอคอยคำสั่งใหม่จาก ‘เจ้านาย’ ที่แท้จริงของเขา

ในวันที่สาม เขาตัดสินใจกลับไปที่ออฟฟิศ เขาต้องทำอะไรสักอย่าง เขาต้องยอมแพ้

เมื่อเขาไปถึงชั้นสิบแปด บรรยากาศเงียบสงัดผิดปกติ พนักงานคนอื่น ๆ ดูเหมือนจะหลีกเลี่ยงที่จะมองหน้าเขา

ทันใดนั้น เขาก็ได้ยินเสียงกรีดร้องดังมาจากทางลิฟต์

เมย์… เลขาคนใหม่ของเขากำลังยืนตัวสั่นเทาอยู่หน้าประตูลิฟต์ที่เปิดค้างอยู่ ใบหน้าของเธอซีดเผือดราวกับเห็นผี

“คุณเมย์! เป็นอะไรไป!” นรินทร์วิ่งเข้าไปหา

เมย์หันมามองเขาด้วยดวงตาที่เบิกกว้างด้วยความหวาดกลัวสุดขีด “ใน… ในลิฟต์…” เธอพูดเสียงสั่น “เมื่อกี้… มีเด็กผู้ชายยืนอยู่ในนั้น… เขายิ้มให้ฉัน!”

นรินทร์มองเข้าไปในลิฟต์… ว่างเปล่า ไม่มีใครอยู่

“คุณตาฝาดไปหรือเปล่าเมย์” นรินทร์พยายามปลอบ แต่เสียงของเขาเองก็สั่น

“ไม่!” เมย์กรีดร้อง “เขาอยู่ที่นั่น! เขาจ้องฉัน! แล้วเขาก็… เขาก็หายไป!”

เมย์เริ่มร้องไห้โฮอย่างหนัก “ฉันไม่ไหวแล้วค่ะคุณนรินทร์! ตึกนี้มันน่ากลัวเกินไป! ตั้งแต่ฉันมาทำงานที่นี่ ฉันรู้สึกเหมือนมีคนจ้องมองฉันตลอดเวลา ฉันได้ยินเสียงคนเรียกชื่อฉัน ทั้ง ๆ ที่ไม่มีใครอยู่… ฉันขอลาออกค่ะ!”

เมย์คว้ากระเป๋าถือของเธอและวิ่งหนีไปทันที โดยไม่รอฟังคำตอบจากนรินทร์เลยด้วยซ้ำ

นรินทร์ยืนนิ่งอยู่หน้าลิฟต์ เขามองตามร่างของเมย์ที่วิ่งหนีไปจนลับสายตา

เขาไม่ได้ไล่เธอออก… แต่ผลลัพธ์ก็เหมือนกัน

ความเย็นยะเยียบแล่นไปทั่วสันหลังของนรินทร์ เขาตระหนักได้ถึงความจริงอันน่าสะพรึงกลัวสองข้อ

หนึ่ง… เขากำลังต่อกรกับบางสิ่งที่ฉลาดและโหดเหี้ยมกว่าที่เขาคิดไว้มาก มันไม่จำเป็นต้องรอคำสั่งจากเขา มันสามารถ ‘หาอาหาร’ ของมันเองได้

สอง… มันสนุกกับเกมนี้

นรินทร์เดินช้า ๆ เหมือนคนไร้วิญญาณ กลับไปยังห้องบูชาของน้องเพชร เขายืนอยู่หน้าประตูไม้สักบานนั้นนานหลายนาที ก่อนจะรวบรวมความกลากล้าใช้กุญแจทองคำไขเข้าไป

ภายในห้อง ทุกอย่างดูเหมือนปกติ ของเล่นราคาแพงยังคงวางนิ่งอยู่ที่เดิม แต่บนกระจกหน้าต่างบานใหญ่ที่เคยมีข้อความปรากฏ… บัดนี้มันสะอาดเอี่ยม

แต่บนแท่นบูชา ตรงหน้ารูปปั้นน้องเพชร มีกระดาษแผ่นใหม่วางอยู่

นรินทร์หยิบมันขึ้นมาอ่านด้วยมือที่สั่นเทา ลายมือเด็กน้อยที่คุ้นเคย

“เธอกลัวมากเลย”

“น้ำตาของเธอ… อร่อยมาก”

นรินทร์รู้สึกคลื่นไส้จนแทบจะอาเจียน เขาไม่ใช่แค่นักธุรกิจที่ล้มเหลวอีกต่อไป เขาไม่ใช่แค่คนที่ติดหนี้พนันกับปีศาจ ตอนนี้… เขาคือผู้สมรู้ร่วมคิด

เขาคือคนที่จัดหา ‘อาหาร’ ให้กับมัน ไม่ว่าจะโดยตั้งใจหรือไม่ก็ตาม

เขาเงยหน้าขึ้นมองรูปปั้นน้องเพชร รอยยิ้มบนใบหน้าเล็ก ๆ นั้นดูเหมือนจะกว้างขึ้นกว่าเดิม มันดูอิ่มเอม… และพึงพอใจ

“แกชนะแล้ว” นรินทร์กระซิบ เสียงของเขาแตกพร่า “ฉันยอมแพ้… ฉันจะทำทุกอย่างที่แกสั่ง… แค่… อย่าทิ้งฉันไว้กับความว่างเปล่าอีก”

เขาทรุดตัวลงคุกเข่าต่อหน้าแท่นบูชา ความทะนงตนทั้งหมดของเขาได้สลายไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงชายที่แตกสลายและหวาดกลัว

ทันทีที่เขายอมจำนน โทรศัพท์ในกระเป๋าของเขาก็สั่น

นรินทร์หยิบมันขึ้นมาดู เป็นข้อความจากธนาคาร

“เกิดข้อผิดพลาดในการคำนวณข้อมูล” ข้อความระบุ “บัญชีของคุณได้รับการกู้คืนแล้ว เราขออภัยในความไม่สะดวก”

เงินของเขากลับมาแล้ว… ทั้งหมด

นรินทร์หัวเราะออกมาเบา ๆ เป็นเสียงหัวเราะที่แห้งผากและไร้ความสุข มันคือเสียงหัวเราะของคนที่เพิ่งรู้ตัวว่าตัวเองได้ขายวิญญาณไปแล้วจริง ๆ

เขาเพิ่งจะลุกขึ้นยืน แต่แล้วกระดาษแผ่นใหม่ก็ปรากฏขึ้นบนแท่นบูชาอย่างเงียบ ๆ ราวกับมันอยู่ที่นั่นมาตลอด

นรินทร์มองมันด้วยความเหนื่อยล้า เขารู้ว่าเกมยังไม่จบ มันเพิ่งจะเริ่มต้น

เขาหยิบมันขึ้นมาอ่าน

ครั้งนี้ ข้อความไม่ได้เรียบง่ายเหมือนเดิม มันไม่ใช่คำสั่ง แต่เป็นคำถามที่น่าขนลุก

“เกมต่อไป”

“ระหว่าง… ความซื่อสัตย์ของยามแก่”

“กับ… ความกลัวที่จะสูญเสียทุกอย่างของแก”

“อะไรจะ… แตกสลายก่อนกัน?”

“เลือกมาสิ นรินทร์”

“เลือก ‘ผู้เล่น’ คนต่อไป”

นรินทร์จ้องมองคำว่า “ยามแก่” หัวใจของเขาดิ่งวูบ… เดชา

น้องเพชรกำลังบังคับให้เขาเลือกระหว่างการทำลายชายชราผู้ซื่อสัตย์คนเดียวในตึกนี้… หรือการกลับไปสูญเสียทุกอย่างอีกครั้ง

นรินทร์กำกระดาษแผ่นนั้นไว้แน่นจนข้อนิ้วขาวโพลน

สัญญาเก่าได้จบสิ้นลงแล้ว และสัญญาใหม่ที่น่าสะพรึงกลัว… เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้น


กระดาษแผ่นนั้นอยู่ในมือของนรินทร์ราวกับถ่านไฟร้อน “เลือก ‘ผู้เล่น’ คนต่อไป”

นรินทร์ไม่ได้เลือก แต่ ‘เกม’ ได้ถูกกำหนดให้แล้ว เป้าหมายคือเดชา ยามชราผู้ภักดี

นรินทร์ขยำกระดาษแผ่นนั้นทิ้ง แต่คำพูดเหล่านั้นยังคงก้องอยู่ในหัวของเขา เขาพยายามจะปฏิเสธมัน พยายามจะเพิกเฉยต่อคำขู่ที่ไร้เสียงนั้น

“ฉันเพิ่งได้เงินคืนมา” นรินทร์พึมพำกับตัวเองในห้องทำงานที่หรูหรา “ฉันควบคุมเกมนี้ได้ ฉันแค่ต้องฉลาดกว่าเด็กนั่น”

เขาตัดสินใจที่จะ ‘ซื้อ’ ความปลอดภัย เขาคิดว่าเขาสามารถใช้เงินแก้ปัญหาทุกอย่างได้ แม้กระทั่งปัญหากับวิญญาณ

เช้าวันรุ่งขึ้น นรินทร์เรียกเดชาเข้ามาพบในห้องทำงานของเขา นี่เป็นครั้งแรกที่เดชาได้เข้ามาในห้องทำงานส่วนตัวของ CEO นับตั้งแต่ที่นรินทร์เข้ามาครอบครอง

เดชามองไปรอบ ๆ ห้องด้วยสายตาที่สงบนิ่ง เขาเห็นความหรูหราฟุ่มเฟือย แต่สายตาของเขาหยุดอยู่ที่ประตูไม้สักบานเล็กที่มุมห้อง… ประตูห้องบูชา… เพียงชั่วครู่ ก่อนที่เขาจะหันกลับมามองนรินทร์

“คุณนรินทร์มีอะไรให้ผมรับใช้ครับ” เดชาถามด้วยน้ำเสียงสุภาพแต่แฝงไว้ด้วยความหนักแน่น

นรินทร์พยายามปั้นยิ้มที่ดูเป็นมิตรที่สุด “คุณเดชา… คุณทำงานที่นี่มากี่ปีแล้วนะ”

“ยี่สิบปีครับ” เดชาตอบ “ตั้งแต่ตึกนี้ยังสร้างไม่เสร็จ ผมเห็นมันเติบโต… และผมก็เห็นมันล่มสลาย”

“ยี่สิบปี! นานมากนะ” นรินทร์แสร้งทำเป็นชื่นชม “คุณคงเหนื่อยมากแล้ว ผมว่า… มันถึงเวลาที่คุณควรจะได้พักผ่อน”

นรินทร์เปิดลิ้นชักโต๊ะ หยิบซองสีน้ำตาลหนาปึกออกมาวางบนโต๊ะ “นี่คือ… โบนัสพิเศษสำหรับคุณเดชา”

เดชามองซองนั้น แต่ไม่ได้ขยับตัวเข้าไปรับ

“ในนี้มีเงินห้าแสนบาท” นรินทร์กล่าว “ถือว่าเป็นคำขอบคุณจากผมสำหรับความภักดีที่คุณมีให้… และผมอยากให้คุณไปพักผ่อน ใช้ชีวิตสบาย ๆ ไม่ต้องมาทำงานที่นี่อีกแล้ว”

นรินทร์กำลังพยายาม ‘ซื้อ’ การลาออกของเดชา เขาคิดว่าถ้าเดชาไม่อยู่ที่นี่ น้องเพชรก็จะไม่สามารถ ‘เล่น’ กับเขาได้

เดชายืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง แล้วเขาก็ส่ายหัวช้า ๆ “ขอบคุณสำหรับความเมตตาครับคุณนรินทร์ แต่ผมรับไว้ไม่ได้”

นรินทร์ขมวดคิ้ว “ทำไมล่ะ นี่มันเงินเยอะมากนะ มากกว่าเงินเดือนทั้งปีของคุณอีก”

“ผมรู้ครับ” เดชาตอบ “แต่ตึกนี้คือบ้านของผม งานของผมคือการดูแลความเรียบร้อยที่นี่… และผมยังทำงานไหว”

“นี่ไม่ใช่คำขอร้องนะเดชา” น้ำเสียงของนรินทร์เริ่มแข็งขึ้น “นี่คือข้อเสนอที่ดีที่สุดที่คุณจะได้รับ”

“ผมรู้ว่าคุณกำลังทำอะไรครับคุณนรินทร์” เดชาพูดอย่างตรงไปตรงมา แต่ไม่ได้ก้าวร้าว “คุณกำลังพยายาม ‘ไล่’ ผมออกอย่างสุภาพ”

นรินทร์ชะงัก “ผมแค่… อยากให้คุณได้พักผ่อน”

เดชาถอนหายใจยาว “คุณอนันต์ก็เคยพยายามทำแบบนี้เหมือนกันครับ ตอนที่ ‘เขา’ เริ่มมีอำนาจมากขึ้น”

คำพูดนั้นแทงใจนรินทร์ “คุณหมายถึงอะไร”

“ผมหมายถึงสิ่งที่อยู่ในห้องนั้น” เดชาพยักหน้าไปทางประตูห้องบูชา “คุณอนันต์คิดว่าเขาสร้างมันขึ้นมาเพื่อรับใช้เขา แต่ในความเป็นจริง… เขาต่างหากที่ถูกมันควบคุม”

“คุณรู้เหรอ” นรินทร์กระซิบถาม ความกลัวเริ่มเกาะกุมหัวใจเขาอีกครั้ง

“ผมเห็นทุกอย่างครับ” เดชากล่าว “ผมเห็นวันที่คุณอนันต์พาลูกชายของเขามาที่นี่ครั้งแรก… เด็กน้อยที่ป่วยออด ๆ แอด ๆ… และผมก็ได้ยินเสียงกรีดร้องในคืนที่ทุกอย่างมัน… ผิดพลาด”

นรินทร์รู้สึกเย็นวาบไปทั้งตัว “อนันต์บอกฉันว่ามันเป็น ‘สัญญา’…”

“มันคือพันธนาการครับคุณนรินทร์” เดชาขัดจังหวะ “คุณอนันต์ผูกมัดวิญญาณที่ไม่สงบสุขไว้ด้วยความโลภของเขาเอง และตอนนี้… ดูเหมือนว่าคุณจะรับช่วงต่อนั้นมา”

“คุณกำลังกล่าวหาผม!” นรินทร์ลุกขึ้นยืน ตบโต๊ะเสียงดัง “ออกไป! ออกไปจากห้องฉันเดี๋ยวนี้!”

เดชาโค้งคำนับอย่างสงบ “ผมจะยังทำงานของผมต่อไปครับคุณนรินทร์” เขากล่าว “และผมขอเตือนคุณด้วยความหวังดี… เงินที่คุณโยนให้ผม ห้าแสนบาทนั่น… มันไม่สามารถซื้อความปลอดภัยจาก ‘เขา’ ได้หรอกครับ ‘เขา’ ไม่ได้ต้องการเงิน”

เดชาเดินออกจากห้องไป ทิ้งให้นรินทร์ยืนตัวสั่นด้วยความโกรธและความกลัว

การปฏิเสธของเดชาทำให้นรินทร์คลุ้มคลั่ง ไม่ใช่แค่เพราะแผนของเขาไม่สำเร็จ แต่เป็นเพราะเดชารู้ความจริง! ชายชราคนนั้นรู้ทุกอย่าง!

คืนนั้น นรินทร์กลับไปที่ห้องบูชาด้วยความเดือดดาล

“แกได้ยินแล้วใช่ไหม!” เขาตะโกนใส่รูปปั้น “เขารู้! เขารู้เรื่องของเรา! นี่มันอันตรายเกินไปแล้ว!”

ในห้องนั้นเงียบสงัด ไม่มีเสียงหัวเราะ ไม่มีข้อความบนกระจก

“ฉันพยายามแล้ว!” นรินทร์พูดต่อ “ฉันพยายามให้เงินเขาแล้ว แต่เขาไม่เอา! แกจะให้ฉันทำยังไง!”

ความเงียบคือคำตอบ

นรินทร์เริ่มรู้สึกสิ้นหวัง “ถ้าฉันไล่เขาออก… เขาอาจจะไปแจ้งตำรวจ หรือบอกนักข่าว… ฉันจะพังพินาศ… นี่คือสิ่งที่แกต้องการเหรอ!”

ความเงียบนั้นหนักอึ้งจนน่าสะพรึงกลัว นรินทร์รู้สึกเหมือนกำลังพูดอยู่กับกำแพง

เขาเดินวนไปวนมาในห้องทำงานของเขาตลอดทั้งคืน ความคิดฟุ้งซ่านไปหมด เขาจะทำอย่างไรกับเดชา? เขาจะจัดการกับน้องเพชรที่ตอนนี้ไม่ยอมสื่อสารกับเขาได้อย่างไร?

ความกลัวเริ่มกัดกินเขาอีกครั้ง… ความกลัวที่จะสูญเสียทุกอย่าง

“หรือว่า…” ความคิดอันมืดดำแวบเข้ามาในหัวของนรินทร์ “หรือว่านี่คือสิ่งที่มันต้องการ… มันไม่ได้ต้องการให้เดชาไป… มันต้องการให้ฉัน ‘ทำลาย’ เขา”

นรินทร์นึกถึงคำในกระดาษ “อะไรจะ… แตกสลายก่อนกัน?”

มันไม่ใช่แค่การไล่ออก มันคือการทำลายล้าง

นรินทร์เริ่มวางแผน เขาสั่งให้ฝ่ายบุคคลตรวจสอบประวัติการทำงานของเดชาอย่างละเอียดทุกแง่มุม “หาข้อผิดพลาดให้เจอ” เขาสั่ง “ไม่ว่าจะเล็กน้อยแค่ไหน… หามาให้ได้”

แต่เดชาทำงานได้อย่างไร้ที่ติ ยี่สิบปีที่ผ่านมา เขาไม่เคยมาสาย ไม่เคยขาดงาน ไม่เคยมีข้อร้องเรียน

“เป็นไปไม่ได้!” นรินทร์ทุบโต๊ะ “คนเรามันต้องมีจุดอ่อนสิ!”

ในขณะที่นรินทร์กำลังจมอยู่กับความพยายามที่จะหาทางทำลายเดชา เขาก็เริ่มสังเกตเห็นความผิดปกติ…

พนักงานในออฟฟิศเริ่มซุบซิบนินทากัน พวกเขาเริ่มมองนรินทร์ด้วยสายตาแปลก ๆ ที่ไม่ใช่ความยำเกรง แต่เป็น… ความสมเพช

“เกิดอะไรขึ้น” นรินทร์ถามเลขาคนใหม่ (ที่เพิ่งจ้างมาแทนเมย์)

เลขาคนนั้นหน้าซีด “คือว่า… คุณนรินทร์คะ… มีข่าวลือแปลก ๆ ค่ะ”

“ข่าวลืออะไร”

“คือ… เขาว่ากันว่า… คุณนรินทร์คุยอยู่กับ… ผี ค่ะ”

นรินทร์ตัวแข็ง “ใครพูด!”

“ก็… พนักงานกะดึกน่ะค่ะ” เลขาเสียงสั่น “เขาบอกว่าเห็นคุณเดินไปเดินมาบนชั้นสิบแปดตอนตีสาม… พูดอยู่คนเดียว… ตะโกนใส่ห้องว่าง ๆ… แล้วก็… คุกเข่าเหมือนกำลังขอร้องอะไรบางอย่าง”

ภาพลักษณ์ของ CEO ผู้เก่งกาจและน่าเกรงขามกำลังพังทลายลง เขากำลังกลายเป็นตัวตลกในสายตาพนักงาน… เป็นคนบ้า

นี่คือการโจมตีรูปแบบใหม่ของน้องเพชร มันไม่ได้โจมตีเงินของเขาในครั้งนี้… แต่มันกำลังโจมตี ‘สติ’ ของเขา

นรินทร์วิ่งกลับเข้าไปในห้องบูชา

“แกทำบ้าอะไร!” เขากระชากของเล่นบนแท่นบูชาโยนทิ้ง “แกกำลังทำให้ฉันดูเหมือนคนบ้า! หยุดเดี๋ยวนี้!”

และแล้ว… อุณหภูมิในห้องก็ลดฮวบลง

เสียงหัวเราะคิกคักที่เขาไม่ได้ยินมาหลายวัน… ดังขึ้นอีกครั้ง

มันดังมาจากทุกทิศทุกทาง… ดังและเยาะเย้ยกว่าเดิม

“คนบ้าเหรอ”

เสียงกระซิบที่เย็นเยียบดังขึ้นในหัวของเขาโดยตรง

“คนบ้า… ก็กลัวเป็นเหมือนกันนี่”

“ฉันชอบนะ… เวลาที่แกกลัว”

นรินทร์ทรุดตัวลงกับพื้น เขาตระหนักได้ว่าเขาคิดผิดมาตลอด

เขาคิดว่าเขากำลังเล่นเกมกับเดชา

แต่ความจริงแล้ว… ‘ผู้เล่น’ ที่น้องเพชรกำลังเล่นด้วย… คือตัวเขาเอง

เดชาเป็นเพียงแค่ ‘กระดาน’ ที่ใช้ในเกมเท่านั้น

“ไม่… ไม่นะ…” นรินทร์พึมพำ เขาเริ่มเข้าใจความน่าสะพรึงกลัวของ ‘สัญญาใหม่’ นี้แล้ว

มันไม่ต้องการความกลัวของคนอื่นเพียงอย่างเดียว…

มันต้องการ ‘ความเจ็บปวด’ และ ‘ความขัดแย้งภายในใจ’ ของตัวนรินทร์เองด้วย

ทุกครั้งที่เขาต้องตัดสินใจทำเรื่องเลวร้าย… ทุกครั้งที่เขาต้องเลือกระหว่างศีลธรรมกับความอยู่รอด… นั่นคือ ‘อาหาร’ ชั้นเลิศสำหรับมัน

“แกมันปีศาจ…” นรินทร์พูดเสียงแหบแห้ง

“แกเป็นคนเรียกฉันออกมาเอง” เสียงนั้นตอบกลับมาอย่างเย็นชา

ทันใดนั้น โทรศัพท์ของเขาก็ดังขึ้น เป็นสายจากหัวหน้าฝ่ายรักษาความปลอดภัยคนใหม่ที่เขาเพิ่งจ้างมา

“คุณนรินทร์ครับ! เกิดเรื่องแล้วครับ!” ปลายสายเสียงตื่นตระหนก “ยามกะดึกของเราเพิ่งรายงานมา… เขาบอกว่าเขาเห็น… คุณเดชา… กำลังทำพิธีอะไรแปลก ๆ อยู่ที่ลานจอดรถชั้นใต้ดินครับ!”

นรินทร์ชะงัก “พิธีอะไร”

“เขาบอกว่าคุณเดชากำลังจุดเทียน สวดมนต์… แล้วก็… โปรยเกลือไปทั่วบริเวณที่จอดรถของคุณครับ!”

ความมืดดำในใจของนรินทร์สว่างวาบขึ้นมา

นี่ไง… นี่คือ ‘ข้อผิดพลาด’ ที่เขากำลังตามหา

มันไม่ใช่ข้อผิดพลาด… มันคือการ ‘สร้างหลักฐาน’

น้องเพชรกำลังช่วยเขา… หรือกำลังผลักเขาให้ลงลึกไปกว่าเดิม?

“จับตาดูเขาไว้” นรินทร์สั่งการด้วยน้ำเสียงที่เยือกเย็นจนตัวเองยังแปลกใจ “ถ่ายรูปมาให้หมด… ฉันจะลงไปเดี๋ยวนี้”

นรินทร์ลุกขึ้นยืน เขารู้สึกถึงพลังอำนาจที่กลับคืนมา แต่ครั้งนี้มันไม่ใช่ความรู้สึกดีใจ มันเป็นความรู้สึกเย็นชาและว่างเปล่า

เขากำลังจะไป ‘เล่น’ เกมนี้ต่อ… ไม่ใช่ในฐานะเหยื่อ แต่ในฐานะผู้ล่า


ลานจอดรถชั้นใต้ดินของตึกเมฆา ทาวเวอร์ นั้นมืดและอับชื้นอยู่เสมอ แสงไฟฟลูออเรสเซนต์ที่กะพริบเป็นระยะ ๆ ส่องให้เห็นเงามืดที่น่ากลัวตามมุมเสาคอนกรีต อากาศเย็นกว่าปกติ… เย็นจนเกือบจะผิดธรรมชาติ

นรินทร์ก้าวออกจากลิฟต์ส่วนตัว ใบหน้าของเขาเรียบเฉยราวกหน้ากากที่สลักจากน้ำแข็ง รปภ. หนุ่มสองคนที่เขาเพิ่งจ้างมาใหม่ (และภักดีต่อ ‘เงิน’ ของเขา ไม่ใช่ ‘ตัวตน’ ของเขา) ยืนรออยู่แล้ว พวกเขากำลังคุมตัวเดชาไว้ที่มุมหนึ่ง ใกล้กับรถสปอร์ตสีดำสนิทของนรินทร์

เดชายืนอยู่อย่างสงบ แม้ว่าจะถูกล้อมกรอบก็ตาม ในมือของเขาถือถุงพลาสติกเล็ก ๆ ที่มีเกลือเม็ดหยาบสีขาวอยู่ข้างใน และมีขวดน้ำมนต์เล็ก ๆ อยู่ในกระเป๋าเสื้อที่เปิดอ้าอยู่

บนพื้นรอบ ๆ รถของนรินทร์ มีรอยเกลือสีขาวโปรยเป็นวงกลมบาง ๆ

“นั่นไงครับคุณนรินทร์!” รปภ. คนหนึ่งรีบชี้ “อย่างที่ผมรายงานเลยครับ! เขาพึมพำอะไรก็ไม่รู้ แล้วก็เอาเกลือมาโรยรอบรถท่าน ผมว่านี่มันทำคุณไสยชัด ๆ!”

นรินทร์เดินเข้าไปหาเดชาช้า ๆ หยุดยืนอยู่ตรงหน้าชายชรา เขาไม่ได้แสดงอาการหวาดกลัว แต่กลับแสดงความโกรธเกรี้ยวที่ถูกคำนวณมาอย่างดี

“นี่มันหมายความว่ายังไง คุณเดชา” นรินทร์ถามด้วยน้ำเสียงเย็นชา “ผมเสนอเงินให้คุณไปพักผ่อนดี ๆ คุณไม่เอา… แต่คุณกลับเลือกที่จะมาทำคุณไสยสาปแช่งผมแทนงั้นเหรอ”

เดชามองนรินทร์ด้วยสายตาที่มั่นคง ไม่หวั่นไหว “นี่ไม่ใช่คุณไสยครับคุณนรินทร์” เดชาตอบ “นี่คือการป้องกัน”

“ป้องกัน?” นรินทร์หัวเราะเยาะ “ป้องกันอะไร ป้องกันไม่ให้ผมรวยขึ้นเหรอ”

“ป้องกัน ‘คุณ’ จาก ‘มัน’ ครับ” เดชาพูดเสียงเบาลง แต่หนักแน่น “และป้องกันตึกนี้… จากสิ่งที่คุณกำลังปลดปล่อยออกมา”

เดชาชูถุงเกลือขึ้นเล็กน้อย “เกลือและน้ำมนต์… สิ่งศักดิ์สิทธิ์เหล่านี้ใช้เพื่อชำระล้างพลังงานไม่ดีครับ วิญญาณที่ถูกกักขังด้วยความโลภ… มันเกลียดความบริสุทธิ์”

เดชาเหลือบมองไปที่รอยเกลือบนพื้น “ผมไม่ได้ทำร้ายรถคุณ… ผมกำลังพยายามสร้างเกราะป้องกัน ไม่ให้ ‘มัน’ ตามคุณออกไปจากที่นี่ได้ง่าย ๆ… ไม่ให้มันไปทำร้ายคนอื่น เหมือนที่มันทำกับคุณเมย์”

คำพูดของเดชาตรงประเด็นจนนรินทร์รู้สึกเหมือนถูกตบหน้า

ชั่วแวบหนึ่ง… เพียงเสี้ยววินาที… นรินทร์ลังเล

เขามองเห็นความจริงใจและความห่วงใยในดวงตาที่เหี่ยวย่นของชายชราคนนี้ เดชากำลังพูดความจริง เขารู้… เขารู้ว่าเดชากำลังพยายามช่วยเขา

และในเสี้ยววินาทีที่เขากำลังจะอ่อนข้อ…

ฟฟฟ…

ไฟฟลูออเรสเซนต์ทุกดวงในลานจอดรถกะพริบถี่ ๆ พร้อมกัน ก่อนจะดับวูบลงเกือบทั้งหมด เหลือเพียงแสงสลัว ๆ จากไฟฉุกเฉินที่มุมไกล ๆ เท่านั้น

“อะไรน่ะ!” รปภ. หนุ่มร้องออกมาด้วยความตกใจ

นรินทร์ตัวแข็งทื่อ

เสียงหัวเราะคิกคัก… ดังขึ้นในหัวของเขา… มันไม่ได้ดังมาจากในห้อง แต่ดังมาจากในสมองของเขาโดยตรง

“เขาโกหก”

เสียงกระซิบของเด็กน้อยดังขึ้น เย็นเยียบและชัดเจน

“เขารู้มากเกินไป… เขาจะทำลายแก… เขาจะบอกทุกคนว่าแกมันบ้า”

ลมเย็นยะเยือกพัดผ่านลานจอดรถที่ปิดทึบ…

“กำจัดเขาซะ”

“หรือจะกลับไปสูญเสียทุกอย่าง… อีกครั้ง”

ภาพของความล้มเหลว… ภาพของเจ้าหนี้… ภาพของความสิ้นหวัง… มันฉายชัดขึ้นมาในหัวของนรินทร์

ความกลัวที่จะสูญเสียทุกอย่างมันรุนแรงกว่าจิตสำนึกผิดชอบชั่วดีที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิดของเขา

ความลังเลในแววตาของนรินทร์หายไป ถูกแทนที่ด้วยความเย็นชาที่เด็ดขาด

ไฟในลานจอดรถกลับมาสว่างจ้าดังเดิม

“เขาไม่ได้โกหก” นรินทร์พูดกับตัวเองเบา ๆ ก่อนจะหันไปเผชิญหน้ากับเดชาด้วยสีหน้าที่เปลี่ยนไป

“คุณเดชา” นรินทร์กล่าว “คุณไม่เพียงแต่ปฏิเสธข้อเสนอของผม… แต่คุณยังบุกรุกพื้นที่ส่วนตัว… และพยายามทำลายทรัพย์สินของบริษัท”

เดชาขมวดคิ้ว “ผมไม่ได้ทำลายอะไรเลย…”

“การโปรยเกลือใส่สีรถสปอร์ตราคาแพง” นรินทร์ชี้ไปที่รถ “มันสร้างความเสียหายได้นะ… และการที่คุณมาทำพิธีประหลาด ๆ นี่ มันทำให้พนักงานคนอื่น ๆ หวาดกลัว… คุณนั่นแหละที่เป็นต้นตอของข่าวลือทั้งหมด!”

นรินทร์บิดเบือนความจริงได้อย่างแนบเนียน เขาโยนความผิดทั้งหมดที่น้องเพชรสร้างขึ้น… ไปให้เดชา

“ผม… ผมแค่พยายามจะ…” เดชาพยายามจะอธิบาย แต่ถูกนรินทร์ตัดบท

“ผมไม่ฟัง!” นรินทร์หันไปสั่ง รปภ. สองคนนั้น “ค้นตัวเขา! ดูซิว่าเขามีอะไรที่เป็นอันตรายอีก”

รปภ. หนุ่มรีบเข้าไปค้นตัวเดชาอย่างแข็งขัน พวกเขาดึงทุกอย่างออกมาจากกระเป๋าเสื้อและกางเกงของเดชา… มีแค่กุญแจห้องพักเก่า ๆ ผ้าเช็ดหน้า… และกระเป๋าสตางค์ที่ขาดรุ่ย

รปภ. คนหนึ่งเปิดกระเป๋าสตางค์นั้นออก… ข้างในไม่มีเงินมากนัก แต่มีรูปถ่ายใบเล็ก ๆ ที่สีซีดจาง… เป็นรูปของเดชาในวัยหนุ่ม ยืนยิ้มอยู่ข้างภรรยาและลูกสาวตัวเล็ก ๆ

เดชารีบคว้ากระเป๋าสตางค์คืนมา กอดมันไว้แนบอก “อย่าแตะต้องครอบครัวผม” เขาพูดเสียงลอดไรฟัน

นรินทร์เห็นภาพนั้น… แต่เขาเลือกที่จะเพิกเฉยต่อความรู้สึกผิดที่แวบขึ้นมาในใจ

เขาต้อง ‘ทำลาย’ เดชาให้สิ้นซาก… ตาม ‘กฎ’ ของเกม

“คุณถูกไล่ออก” นรินทร์ประกาศเสียงดัง “ในข้อหาบ่อนทำลายความมั่นคงของบริษัท และสร้างความหวาดกลัวให้กับพนักงาน”

นรินทร์กระชากบัตรพนักงานที่ห้อยอยู่บนคอของเดชาออกอย่างแรงจนสายขาด

“และถ้าผมเห็นคุณเหยียบเข้ามาในตึกนี้อีกแม้แต่ก้าวเดียว… ผมจะแจ้งตำรวจจับคุณในข้อหาพยายามทำร้ายร่างกายและใช้ไสยศาสตร์ข่มขู่!”

นรินทร์โยนบัตรพนักงานของเดชาลงบนพื้นเปียก ๆ ในลานจอดรถ

เดชายืนนิ่ง… แต่เขาไม่ได้ดูโกรธ… หรือหวาดกลัว

ชายชรามองนรินทร์ด้วยสายตาที่เต็มไปด้วย… ความเวทนา

“คุณคิดว่าคุณชนะเหรอครับ คุณนรินทร์” เดชาพูดเบา ๆ

“…” นรินทร์ไม่ตอบ

“คุณไม่ได้ชนะหรอกครับ… คุณแค่เพิ่งจะ… ล็อกประตูขังตัวเอง… จาก ‘ข้างใน’ “

เดชาส่ายหัวช้า ๆ “คุณคิดว่าคุณกำลังควบคุม ‘มัน’ แต่ความจริงแล้ว… คุณก็แค่ของเล่นชิ้นใหม่ของมัน… เป็นของเล่นที่แตกสลายง่ายกว่าคุณอนันต์ด้วยซ้ำ”

“พามันออกไป!” นรินทร์ตะโกนกลบเกลื่อนความกลัวที่เกิดขึ้นจากคำพูดของเดชา

รปภ. สองคนลากตัวเดชาออกไปจากลานจอดรถ ชายชราไม่ได้ขัดขืน เขาเดินจากไปอย่างเงียบ ๆ ทิ้งไว้เพียงรอยเกลือสีขาวบนพื้นที่เป็นเครื่องหมายแห่งความพยายามครั้งสุดท้ายของเขา

นรินทร์ยืนอยู่คนเดียวในลานจอดรถที่เย็นเยียบ เขาพยายามจะรู้สึกถึงชัยชนะ… แต่ทั้งหมดที่เขารู้สึกได้คือความว่างเปล่าและความหนาวเหน็บที่กัดกินเข้าไปถึงกระดูก

เขาก้มลงมองรอยเกลือบนพื้น…

ทันใดนั้น เขาก็สังเกตเห็นบางอย่างที่น่าขนลุก… เกลือเม็ดสีขาวเหล่านั้น… กำลังละลาย…

มันไม่ได้ละลายเพราะความชื้น… แต่มันกำลัง ‘เดือด’ เบา ๆ ราวกับว่าพื้นคอนกรีตที่เย็นเฉียบนั้น… กำลังปฏิเสธความบริสุทธิ์ของมัน

นรินทร์รีบถอยห่างออกมา เขารีบวิ่งกลับไปที่ลิฟต์ กดปุ่มขึ้นไปยังชั้นสิบแปดอย่างลนลาน

เมื่อประตูลิฟต์เปิดออกที่ชั้นสิบแปด… บรรยากาศแตกต่างจากข้างล่างอย่างสิ้นเชิง

อากาศบนนี้อบอุ่น… หอมกลิ่นดอกไม้จาง ๆ… ไม่ใช่กลิ่นธูปที่น่าสะอิดสะเอียน

มันคือความรู้สึก… พึงพอใจ

นรินทร์เดินกลับไปที่โต๊ะทำงานของเขา และเขาก็พบกับ ‘รางวัล’

บนโต๊ะทำงานไม้สักราคาแพงของเขา… มีแฟ้มเอกสารสัญญาฉบับใหม่วางอยู่

มันคือสัญญาโครงการรีสอร์ทหรูที่ภูเก็ต… โครงการที่เขาพยายามเจรจามาหลายเดือนแต่ไม่สำเร็จ… โครงการที่ใหญ่กว่าทุกโครงการที่เขาเคยได้มา

บัดนี้… มันวางอยู่ตรงหน้าเขา… พร้อมลายเซ็นอนุมัติจากฝั่งลูกค้าแล้ว

นรินทร์จ้องมองสัญญาฉบับนั้น…

และชั่วแวบหนึ่ง… เขาก็เห็น…

รอยมือเล็ก ๆ… รอยมือของเด็ก… เปียก ๆ… ประทับอยู่บนหน้าปกของสัญญา

…ก่อนที่มันจะจางหายไปในอากาศ

เขารู้แล้วว่า ‘มัน’ พอใจกับ ‘เกม’ นี้มากแค่ไหน


ชัยชนะที่ได้มาจากการขับไล่เดชา ทำให้กระแสเงินสดของนรินทร์กลับมาพุ่งทะยานยิ่งกว่าเก่า โครงการรีสอร์ทที่ภูเก็ตนั้นเป็นเพียงจุดเริ่มต้น สัญญาต่าง ๆ หลั่งไหลเข้ามาจากทุกทิศทางราวกับปาฏิหาริย์ นรินทร์กลับมาเป็น ‘ราชา’ อีกครั้ง… แต่เป็นราชาที่ถูกล่ามโซ่ไว้กับบัลลังก์ของเขาเอง

เขาลองพยายามใช้ชีวิต ‘ปกติ’

นรินทร์จัดงานเลี้ยงหรูหราบนชั้นดาดฟ้าของตึกเมฆา ทาวเวอร์ เชิญเหล่าคนดังและมหาเศรษฐีหน้าใหม่ที่ตอนนี้ต่างก็อยากจะเข้ามาทำความรู้จักกับเขา เขาดื่มแชมเปญราคาแพงที่สุด หัวเราะเสียงดังที่สุด พยายามกลบฝังความรู้สึกผิดและกลวงเปล่าที่กัดกินอยู่ข้างใน

เขาพยายามหลีกเลี่ยงห้องบูชา… เขาปฏิบัติต่อ ‘มัน’ เหมือนเป็นหุ้นส่วนทางธุรกิจที่น่ารังเกียจ เขาแค่ส่งของเล่นและขนมราคาแพงเข้าไปให้ผ่านทางเลขาคนใหม่ โดยที่ตัวเขาเองไม่เหยียบเข้าไปในห้องนั้นเลย เขาหวังว่า… แค่หวังว่า… ถ้าเขา ‘จ่าย’ ค่าตอบแทนอย่างสม่ำเสมอ ‘มัน’ ก็จะไม่มารบกวนเขา

แต่ ‘น้องเพชร’ ไม่ใช่หุ้นส่วน… ‘น้องเพชร’ คือผู้คุมเกม

ช่วงเวลาแห่งความสงบสุขจอมปลอมนั้นคงอยู่ได้เพียงสองสัปดาห์

สองสัปดาห์ที่นรินทร์เกือบจะหลอกตัวเองได้ว่าเขาสามารถควบคุมทุกอย่างได้

คืนหนึ่ง นรินทร์กำลังตรวจดูแบบแปลนสำหรับโครงการคอนโดมิเนียมแห่งใหม่ เขารู้สึกพึงพอใจกับตัวเลขผลกำไรที่คาดว่าจะได้รับ…

ทันใดนั้น… ไฟทั้งห้องทำงานของเขาก็กะพริบอย่างรุนแรง

ฟฟฟ… ฟฟฟ… ฟฟฟ…

หน้าจอคอมพิวเตอร์ของเขากลายเป็นสีดำสนิท ก่อนที่ข้อความสีแดงเลือดจะปรากฏขึ้นมา… ไม่ใช่ลายมือเด็ก… แต่เป็นตัวพิมพ์ดีดที่ดูทันสมัย

“ฉันเบื่อ”

นรินทร์ผงะ ถอยหลังจนเก้าอี้ล้มดังโครม

“ของเล่น… น่าเบื่อ”

“ความกลัวของคนแปลกหน้า… ก็น่าเบื่อ”

“เกมที่แล้ว… ง่ายเกินไป”

นรินทร์จ้องมองหน้าจอที่กะพริบเป็นสีแดง หัวใจของเขาเต้นรัวด้วยความหวาดกลัว “แกต้องการอะไรอีก!” เขากระซิบถามความว่างเปล่า

หน้าจอเปลี่ยนไปอีกครั้ง… มันแสดงภาพจากกล้องวงจรปิด… ที่ล็อบบี้ชั้นล่าง

มีชายคนหนึ่งยืนอยู่ตรงนั้น… ชายท่าทางซอมซ่อในเสื้อเชิ้ตเก่า ๆ เขากำลังถือม้วนผ้าใบขนาดใหญ่ ดูเหมือนกำลังลังเลที่จะเดินเข้ามา

นรินทร์จำเขาได้ทันที… ‘เคน’

เคน… ศิลปินไส้แห้ง… เพื่อนแท้คนเดียวที่เขามีเหลืออยู่จากสมัยที่เขายังไม่มีอะไรเลย เคนคือคนที่เคยแบ่งขนมปังชิ้นสุดท้ายให้เขาในห้องเช่ารูหนู

ข้อความปรากฏขึ้นมาอีกครั้งใต้ภาพของเคน

“เขามาหานาย”

“เขาเชื่อใจนาย”

“เขา… ศรัทธาในตัวนาย”

นรินทร์เริ่มสั่น เขารู้ว่าเคนกำลังจะมา เคนเคยโทรมาบอกเขาว่าเขามี “ข่าวดี” เกี่ยวกับแกลเลอรีที่เขาฝันอยากจะเปิดมาตลอดชีวิต และเขาต้องการความช่วยเหลือเล็กน้อยจากนรินทร์

“อย่า…” นรินทร์พึมพำ “อย่ายุ่งกับเขา… เขาเป็นเพื่อนฉัน”

ราวกับว่า ‘มัน’ ได้ยิน… ข้อความสุดท้ายก็ปรากฏขึ้น ชัดเจนและโหดเหี้ยม

“ฉันไม่ต้องการความกลัวของเขา”

“ฉันต้องการ… ความศรัทธาที่แตกสลายของเขา”

“ให้ความหวังเขาสิ… แล้วขยี้มันทิ้งต่อหน้าเขา”

“ฉันอยากลิ้มรส… น้ำตาแห่งความไว้วางใจที่ถูกหักหลัง”

“ไม่!!!” นรินทร์ตะโกน “ฉันไม่ทำ! แกจะเอาเงินฉันไปอีกก็ได้! แต่ฉันจะไม่ทำร้ายเคน!”

เขาพยายามจะวิ่งหนีออกจากห้อง แต่ประตูห้องทำงานของเขาล็อกอัตโนมัติ! เสียงดังกริ๊ก!

“แกไม่มีสิทธิ์เลือก” เสียงกระซิบเย็นเยียบดังขึ้นในหัวของเขา

นรินทร์ทุบประตูอย่างบ้าคลั่ง แต่ไร้ผล

การทรมานครั้งใหม่ได้เริ่มต้นขึ้น มันไม่ใช่การโจมตีทางกายภาพ หรือทางการเงิน… มันคือการโจมตีทางจิตใจที่บดขยี้วิญญาณ

นรินทร์ถูกขังอยู่ในออฟฟิศของเขาเอง เขาเริ่มเห็นภาพหลอน

เขามองไปที่กระจกหน้าต่างบานใหญ่… แทนที่จะเป็นเงาสะท้อนของตัวเอง… เขากลับเห็นเคน… เคนในชุดสูทหรูหรา… กำลังยิ้มเยาะเขาด้วยดวงตาที่กลวงโบ๋

เขากลับมานั่งที่โต๊ะ… โทรศัพท์อินเตอร์คอมดังขึ้น… เขาได้ยินเสียงของเคน “ทำไมนรินทร์… ทำไมแกทำกับฉันแบบนี้” ทั้ง ๆ ที่สายนั้นว่างเปล่า

นรินทร์นอนไม่หลับ เขาขดตัวอยู่ที่มุมห้องทำงานที่หรูหราของเขา ปิดหู… แต่เสียงกระซิบของเคนก็ยังดังอยู่ในหัวของเขา มันดังขึ้นเรื่อย ๆ… ซ้ำไปซ้ำมา… “แกคือเพื่อนคนเดียวที่ฉันมี…”

ตึกทั้งตึกดูเหมือนจะมีชีวิตขึ้นมาเพื่อทรมานเขา ทางเดินที่เขาเคยเดินทุกวันดูเหมือนจะบิดเบี้ยวไป เขาพยายามจะหนีไปทางบันไดหนีไฟ แต่ประตูก็หนักอึ้งราวกับถูกเชื่อมปิดตาย

เขาถูกขังอยู่กับความรู้สึกผิดที่กำลังจะเกิดขึ้น…

เวลาผ่านไปสองวัน… นรินทร์อยู่ในสภาพกึ่งบ้าคลั่ง เขาขาดน้ำและอาหาร ร่างกายอ่อนแรง แต่จิตใจตื่นตัวด้วยความหวาดกลัว

ในที่สุด… ประตูห้องทำงานของเขาก็ปลดล็อกออกเอง… พร้อมกับเสียงอินเตอร์คอมที่ดังขึ้นจริง ๆ จากเลขาคนใหม่

“คุณเคน… เพื่อนของคุณ… มาขอพบค่ะ เขาบอกว่าคุณนัดเขาไว้…”

นรินทร์ลุกขึ้นยืนช้า ๆ ร่างกายของเขาเคลื่อนไหวไปเองราวกับหุ่นเชิด เขามองไปที่กระจก… เคนหายไปแล้ว… เหลือเพียงใบหน้าซูบซีดและดวงตาที่บ้าคลั่งของตัวเขาเอง

“ให้เขาเข้ามา” นรินทร์พูดด้วยเสียงแหบพร่า

ไม่กี่นาทีต่อมา เคนก็เดินเข้ามาในห้องทำงานด้วยรอยยิ้มที่กว้างที่สุดในโลก เขากอดนรินทร์แน่น

“นรินทร์! ขอบใจมากเพื่อน! ฉันไม่คิดเลยว่าแกจะยังมีเวลาให้เพื่อนเก่า ๆ อย่างฉัน!” เคนพูดอย่างตื่นเต้น เขามองไปรอบ ๆ ห้องด้วยความทึ่ง “โอ้โห… แกทำได้จริง ๆ ด้วยว่ะ! แกคือตำนานเลยเพื่อน!”

นรินทร์ฝืนยิ้ม… รอยยิ้มที่เหมือนหน้ากากที่ใกล้จะแตกสลาย “นั่งก่อนสิเคน… เล่าเรื่องแกลเลอรีของแกให้ฉันฟังหน่อย”

หัวใจของเคนพองโตด้วยความหวัง เขากางม้วนผ้าใบออก… มันคือแบบแปลนแกลเลอรีในฝันของเขา เขาเล่าด้วยความกระตือรือร้น เขาเล่าถึงศิลปินรุ่นใหม่ที่เขาอยากจะสนับสนุน เขาเล่าถึงความฝันที่อยากจะสร้างพื้นที่ให้ศิลปะ… เขาพูดถึงทุกอย่าง… ยกเว้นเรื่องเงิน

นรินทร์นั่งฟัง… เขาแสร้งทำเป็นสนใจ… เขาพยักหน้า… เขาชมงานศิลปะของเคน…

“สุดยอดเลยเคน” นรินทร์พูด… และเขาก็รู้สึกว่าคำพูดนั้นกำลังถูกป้อนเข้ามาในปากของเขา “ฉันภูมิใจในตัวแกมาก… โปรเจกต์นี้… ฉันจะลงทุนให้แกเอง… ทั้งหมด”

ดวงตาของเคนเบิกกว้าง… น้ำตาเริ่มคลอหน่วย “จริง… จริงเหรอนรินทร์… แก… แกล้อฉันเล่นหรือเปล่า”

“ฉันเคยล้อแกเล่นเรื่องแบบนี้เหรอ” นรินทร์ยิ้ม… เขารู้สึกถึงความเย็นเยียบที่แผ่ซ่านไปทั่วร่าง “ฉันจะให้เลขาเตรียมเช็คให้… เดี๋ยวนี้เลย”

เคนร้องไห้ออกมา… เขาร้องไห้เหมือนเด็ก ๆ เขาก้มลงกราบเท้าของนรินทร์ “แกคือผู้มีพระคุณ… แกคือพระเจ้า… ฉันไม่รู้จะขอบคุณแกยังไงดี…”

นี่คือจุดสูงสุด… จุดที่ความศรัทธาของเคนพุ่งสูงที่สุด…

และนั่นคือสัญญาณ…

นรินทร์ดึงเคนให้ลุกขึ้นยืน… แล้วเขาก็มองไปที่แบบแปลนของเคน… รอยยิ้มของเขาหายไป

“เดี๋ยวนะเคน…” นรินทร์พูดด้วยน้ำเสียงที่เปลี่ยนไป… เย็นชา… และเต็มไปด้วยการตัดสิน

“อะไรเหรอนรินทร์” เคนถาม หน้าตายังคงเปื้อนน้ำตาแห่งความสุข

นรินทร์ใช้นิ้วชี้ไปที่แบบแปลน “ตรงนี้… ระบบระบายอากาศ… แกวางแผนไว้แบบนี้จริง ๆ เหรอ”

เคนงง “ก็… ใช่… มันก็เป็นแบบมาตรฐาน…”

“มาตรฐานเหรอ” นรินทร์หัวเราะหึ “นี่มันมาตรฐานสำหรับห้องเก็บของ ไม่ใช่แกลเลอรี… ศิลปะมันต้องการการควบคุมความชื้นที่แม่นยำ… แกไม่รู้เรื่องนี้เหรอเคน”

สีหน้าของเคนเริ่มเปลี่ยนไป “ฉัน… ฉันคงลืมไป…”

“ลืมเหรอ” นรินทร์หยิบแบบแปลนแผ่นอื่นขึ้นมา “แล้วแผนการตลาดนี่ล่ะ… ‘จัดแสดงงานศิลปะบนโซเชียลมีเดีย’… นี่แกคิดว่าแกกำลังขายกาแฟอยู่รึไง! ศิลปะมันคือความพิเศษ… มันคือการลงทุน! แผนของแกมัน… มันไร้เดียงสาสิ้นดี”

“นรินทร์… ฉันแค่…”

“ไม่เคน… ฉันเพิ่งจะเข้าใจ” นรินทร์พูดเสียงดังขึ้น… แต่ละคำพูดเหมือนมีดที่กรีดลงบนหัวใจของเคน “แกไม่ได้เป็นศิลปิน… แกเป็นแค่ ‘คนอยากเป็น’ ศิลปิน… งานของแกมันยังเด็ก… ความฝันของแกมันยังไม่สุกงอม… มัน ‘ไร้ค่า’ “

คำว่า ‘ไร้ค่า’ แขวนอยู่ในอากาศ…

เคนยืนตัวแข็ง… น้ำตาที่ยังไม่ทันแห้งเหือด… บัดนี้กลายเป็นน้ำตาแห่งความเจ็บปวดและสับสน

“นรินทร์… แก… แกพูดอะไรของแก…”

“ฉันพูดความจริงไงล่ะ” นรินทร์ฉีกแบบแปลนแผ่นนั้นทิ้งต่อหน้าเคน “ฉันให้เงินแกไปตอนนี้… ก็เหมือนเอาเงินไปโยนทิ้ง… แกยังไม่พร้อมเคน… กลับไปทำงานเก่าของแกซะ… แล้วเลิกฝันกลางวันได้แล้ว”

เคนถอยหลังไปหนึ่งก้าว… สองก้าว… สีหน้าของเขาเต็มไปด้วยความไม่เชื่อ… ความศรัทธา… ความชื่นชม… ทั้งหมดแตกสลายลงในพริบตา

เขาไม่ได้พูดอะไรอีก…

เคนหันหลัง… และเดินออกจากห้องไป… ทิ้งความฝันที่แตกสลายของเขาไว้บนพื้นห้องทำงานที่หรูหราของนรินทร์

นรินทร์ยืนนิ่งอยู่กลางห้อง… เขาไม่ได้รู้สึกถึงชัยชนะ… เขาไม่ได้รู้สึกถึงความโล่งใจ…

เขารู้สึก… ว่างเปล่า… และป่วยไข้จนแทบยืนไม่ไหว

แต่แล้ว… เขาก็ได้ยินมัน…

ไม่ใช่เสียงหัวเราะคิกคัก…

แต่เป็นเสียง… ถอนหายใจ

เป็นเสียงถอนหายใจที่เต็มไปด้วยความพึงพอใจ… ความอิ่มเอม…

เสียงนั้นดังมาจากห้องบูชา…

นรินทร์หันไปมอง… ประตูไม้สักที่เขาแน่ใจว่าปิดสนิท… บัดนี้มันแง้มออกเล็กน้อย…

มีแสงสีทองนวล… อบอุ่น… ส่องสว่างออกมาจากช่องว่างนั้น…

เขาเพิ่งจะป้อนอาหารมื้อใหญ่ให้กับ ‘มัน’ … อาหารที่ปรุงจากวิญญาณและมิตรภาพที่แตกสลาย…

นรินทร์ทรุดตัวลงกับพื้น… เขารู้สึกสยดสยองกับสิ่งที่เขาเพิ่งทำลงไป… แต่ในขณะเดียวกัน… เขาก็รู้สึก… โล่งใจ

การทรมานทางจิตใจของเขายุติลงแล้ว…

เขากลายเป็นอสูรกาย… เพียงเพื่อแลกกับความสงบสุขชั่วคราว


การหักหลังเคน… คือจุดเปลี่ยน มันไม่ใช่แค่การกระทำที่โหดร้าย… มันคือการสังเวยมิตรภาพ และ ‘น้องเพชร’ ก็ ‘อิ่ม’ กับมันมาก

นรินทร์กลับสู่จุดสูงสุดของความมั่งคั่งอีกครั้ง รวดเร็วยิ่งกว่าครั้งแรก บริษัทของเขาขยายตัวอย่างก้าวกระโดด เขากลายเป็นไทคูนที่น่าเกรงขามที่สุดในวงการอสังหาริมทรัพย์ ชื่อของเขาปรากฏบนหน้าปกนิตยสารธุรกิจทุกฉบับ

แต่ความมินั่งคั่งครั้งนี้… มาพร้อมกับความโดดเดี่ยวที่จับขั้วหัวใจ

นรินทร์ไม่มีเพื่อนอีกต่อไป เขาไม่มีใครเลย พนักงานในชั้นสิบแปดต่างก็หวาดกลัวเขา พวกเขาไม่กล้าสบตาเขาตรง ๆ พวกเขาซุบซิบลับหลัง เรียกเขาว่า ‘CEO วิปลาส’ คนที่ชอบตะโกนใส่ห้องว่าง ๆ และมีอารมณ์แปรปรวนราวกับพายุ

เขาย้ายไปอาศัยอยู่ในเพนต์เฮาส์ของตึกเมฆา ทาวเวอร์ อย่างถาวร เขาไม่ได้ออกจากตึกนี้เลยมาหลายสัปดาห์ ชั้นสิบแปดกลายเป็นอาณาจักร… และกลายเป็นกรงขังของเขา

เขาล้อมรอบตัวเองด้วยความหรูหราที่ไร้จิตวิญญาณ เขามีทุกอย่างที่เงินซื้อได้… แต่เขาไม่มีความสงบสุขเลยแม้แต่วินาทีเดียว

ความหวาดระแวงกลายเป็นเงาที่ติดตามเขาไปทุกหนแห่ง เขาสั่งให้ รปภ. ชุดใหม่ (ที่เขาจ้างมาแทนทีมของเดชา) เฝ้าทุกตารางนิ้วของชั้นสิบแปดตลอด 24 ชั่วโมง เขามีกล้องวงจรปิดหลายสิบตัวที่ฉายภาพสดเข้ามาในห้องทำงานของเขา… แม้กระทั่งกล้องที่ซ่อนไว้หน้าห้องบูชา

แต่เขาก็ยังรู้สึกว่า… เขากำลังถูก ‘จ้องมอง’ อยู่ตลอดเวลา

การจ้องมองนั้นไม่ได้มาจากกล้อง… มันมาจากข้างใน

นรินทร์เริ่มเห็นภาพหลอน เขามองไปที่หน้าจอคอมพิวเตอร์ที่ดับสนิท… และเห็นใบหน้าของเดชาที่เต็มไปด้วยความเวทนาจ้องมองเขากลับมา

เขากำลังเซ็นสัญญาพันล้าน… ปลายปากกาของเขากลายเป็นเศษแก้วที่แตกสลาย… และเขาก็เห็นดวงตาที่เต็มไปด้วยน้ำตาแห่งความไว้วางใจที่ถูกหักหลังของเคน

“ออกไป!” เขากรีดร้องใส่ความว่างเปล่าในห้องทำงาน “ออกไปจากหัวฉัน!”

เขาเริ่มดื่มหนัก… ดื่มเพื่อให้ลืม… ดื่มเพื่อให้ได้นอนหลับ… แต่แม้ในความเมา… เขาก็ยังได้ยินเสียงหัวเราะคิกคักของเด็กน้อย… มันกลายเป็นเพลงกล่อมเด็กที่คอยตอกย้ำถึงการถูกจองจำของเขา

คืนหนึ่ง… ขณะที่ฝนข้างนอกกระหน่ำอย่างบ้าคลั่ง… นรินทร์ตื่นขึ้นมากลางดึก เขาฝันร้าย… ฝันว่าเขากำลังจมดิ่งลงไปในสระน้ำที่เต็มไปด้วยของเล่นเด็ก… และมีมือเล็ก ๆ นับพันกำลังฉุดรั้งเขาให้จมลงไป

เขาเหงื่อท่วมตัว… หายใจหอบ…

“พอแล้ว!” เขากรีดร้อง “ฉันทนไม่ไหวอีกต่อไปแล้ว!”

ความร่ำรวย… อำนาจ… บัดนี้มันไม่เหลือความหมายอะไรอีกต่อไปแล้ว มันคือโซ่ตรวนที่หนักอึ้ง

เขาตัดสินใจ… เขาจะต้องจบเกมนี้

นรินทร์ลุกจากเตียง เขาสวมเพียงชุดนอนผ้าไหมราคาแพง เดินเท้าเปล่าฝ่าความมืดไปยังห้องบูชาของน้องเพชร เขาไม่ได้เอาของเล่น… หรือขนม… หรือเงินทองไปให้

เขาไปตัวเปล่า… พร้อมกับจิตวิญญาณที่แตกสลาย

เขายืนอยู่หน้าประตูไม้สักบานนั้น… ประตูที่เคยเป็นแหล่งพลังอำนาจ… บัดนี้มันดูเหมือนประตูสู่นรก เขารู้สึกถึงความเย็นที่แผ่ออกมาจากช่องว่างใต้ประตู

เขาใช้กุญแจทองคำไขมันออก… เสียงกลไกที่ดัง ‘กริ๊ก’ นั้น… ดังลั่นราวกับเสียงปืนในความเงียบ

เขาผลักประตูเข้าไป…

ภายในห้อง… แตกต่างจากทุกครั้ง มันไม่ได้มืด… และไม่ได้สว่าง… มีเพียงแสงจันทร์สีซีดที่ส่องผ่านหน้าต่างบานใหญ่… อาบไล้รูปปั้นน้องเพชรที่อยู่กลางห้อง

รูปปั้นนั้น… ดูเหมือนจะโตขึ้น… มันไม่ได้ดูเหมือนเด็กน้อยไร้เดียงสาอีกต่อไป… รอยยิ้มนั้นกว้างขึ้น… เผยให้เห็นฟันซี่เล็ก ๆ ที่แหลมคม…

“ฉันมาเพื่อเจรจา” นรินทร์พูด เสียงของเขาสั่นเครือ แต่แฝงไว้ด้วยความเด็ดเดี่ยวครั้งสุดท้าย

ความเงียบ…

“ฉัน… ฉันยอมแพ้แล้ว” นรินทร์ทรุดตัวลงคุกเข่า “แกชนะแล้ว… ฉันทำทุกอย่างที่แกสั่ง… ฉันทำร้ายคนดี… ฉันหักหลังเพื่อน… ฉันกลายเป็นอสูรกายอย่างที่แกต้องการ…”

เขาก้มหน้าลง… น้ำตาอุ่น ๆ ไหลอาบแก้มเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี

“ฉันไม่ต้องการมันอีกต่อไปแล้ว…” เขาสะอื้น “เอาเงินไป… เอาตึกนี้ไป… เอาบริษัทไป… เอาไปให้หมดเลย… ฉันขอแค่อย่างเดียว…”

เขาเงยหน้าขึ้นมองรูปปั้นด้วยสายตาที่วิงวอน…

“ปล่อยฉันไป”

เขากระซิบ… “ได้โปรด… ปล่อยฉันให้เป็นอิสระ… ฉันขอแค่ชีวิตของฉันคืน… ชีวิตที่ว่างเปล่า… ที่ยากจน… ฉันยอมรับมัน… แค่ปล่อยฉันไป”

นรินทร์ก้มลงกราบ… หน้าผากของเขาจรดพื้นไม้ที่เย็นเฉียบ…

เขารอคอยคำตอบ…

และความเงียบที่ตอบกลับมานั้น… หนักอึ้ง… และยาวนาน…

จนกระทั่ง…

ฮ่า… ฮ่า… ฮ่า…

มันไม่ใช่เสียงหัวเราะคิกคัก… มันเป็นเสียงหัวเราะที่แหบพร่า… เสียงหัวเราะของผู้ใหญ่… ที่เต็มไปด้วยการเยาะเย้ย

นรินทร์เงยหน้าขึ้นทันที!

“ใครน่ะ!”

เขาไม่ได้อยู่คนเดียวในห้อง…

ที่มุมห้อง… ตรงที่แสงจันทร์ส่องไปไม่ถึง… มีเงาคนยืนอยู่…

เงานั้นก้าวออกมา…

นรินทร์แทบหยุดหายใจ…

…อนันต์…

อดีต CEO… คนที่ขาย ‘สัญญา’ นี้ให้เขา… เขายืนอยู่ที่นั่น… ในชุดสูทเก่า ๆ ที่เขาเคยใส่ในร้านกาแฟ… แต่ใบหน้าของเขาไม่ได้ซีดเซียวอีกต่อไป… มันเต็มไปด้วยความสนุกสนานที่น่าขยะแขยง

“ปล่อยไปเหรอ” อนันต์หัวเราะ “แกคิดว่านี่มันเป็นข้อตกลงทางธุรกิจงั้นเหรอ นรินทร์”

“คุณ… คุณมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง” นรินทร์ถอยหลังกรูด “นี่มัน… นี่มันเป็นภาพหลอน… ฉันต้องบ้าไปแล้ว”

“แกไม่ได้บ้า” อนันต์พูด “แกแค่เพิ่งจะเข้าใจเกม”

“ฉันเห็นแก… นั่งดูแกเล่นเกมนี้มาตลอด” อนันต์ยิ้ม “แกทำได้ดีกว่าที่ฉันคิดไว้นะ… โดยเฉพาะตอนที่แกจัดการกับเพื่อนรักของแก… สะใจชะมัด”

“คุณ… คุณหลอกผม!” นรินทร์ตะโกน “คุณบอกว่าสัญญาเก่ามันหมดอายุ! คุณบอกว่าคุณหนีออกมาได้!”

“หนีเหรอ” อนันต์หัวเราะลั่น “ไม่มีใคร ‘หนี’ ออกไปจากเกมนี้ได้หรอก… ฉันไม่ได้ขาย ‘สัญญา’ ให้แก… ฉันขาย ‘ตัว’ แก… ให้กับมัน!”

นรินทร์ตัวแข็งทื่อ “หมายความว่ายังไง…”

“ฉันทำสัญญากับเขาไว้… น้องเพชร… ลูกชายของฉัน” อนันต์พูด… ใบหน้าของเขาบิดเบี้ยวด้วยความรักและความคลั่งไคล้ “เขาต้องการ ‘ของเล่น’… ตลอดเวลา… เขาเบื่อเร็ว… เขาต้องการความรู้สึกที่สดใหม่…”

“ฉันเล่นกับเขามาสิบปี… จนฉันหมดตัว… หมดทุกอย่าง… จนฉันไม่มี ‘ความรู้สึก’ อะไรจะให้เขาอีกแล้ว… ฉันมันว่างเปล่า…” อนันต์ชี้มาที่นรินทร์ “แต่แก… นรินทร์… แกมันเต็มไปด้วยความทะเยอทะยาน… ความกลัว… ความละโมบ… แกคือ ‘อาหารมื้อใหม่’ ที่สมบูรณ์แบบ!”

นรินทร์ส่ายหัว… “ไม่… ไม่จริง… นี่มันเป็นไปไม่ได้…”

“แกไม่ใช่ ‘ผู้เล่น’ หรอกนรินทร์” อนันต์กระซิบ “แกเป็นแค่ ‘อาหาร’… เหมือนที่ฉันเคยเป็น… และตอนนี้… แกก็ใกล้จะ ‘หมดอายุ’ เหมือนกัน”

ทันทีที่อนันต์พูดจบ…

ครืด… ครืด…

แท่นบูชาไม้สักที่อยู่กลางห้อง… เริ่มสั่นไหว… รูปปั้นน้องเพชร… เริ่มมีรอยร้าว…

เปรี๊ยะ!

รูปปั้นนั้นแตกออกเป็นเสี่ยง ๆ… แต่ข้างใน… ไม่ได้ว่างเปล่า…

มีควันสีดำทะมึนพวยพุ่งออกมา… ก่อตัวขึ้น… สูงขึ้น… จนเกือบจะชนเพดาน

มันไม่ใช่ร่างของเด็กน้อย… มันคือ… เงา… เงาขนาดมหึมาของเด็ก… ดวงตาของมันส่องสว่างเป็นสีแดงเพลิง… รอยยิ้มนั้นกว้างจนฉีกไปถึงใบหู…

“เกมสนุกมาก”

เสียงนั้นไม่ได้ดังในหัวของนรินทร์… มันดังมาจากทุกทิศทุกทาง… มันคือเสียงของตึกทั้งตึก…

“เกมสนุกมาก… นรินทร์”

เงาของอนันต์ค่อย ๆ จางหายไปในความมืด… ทิ้งท้ายไว้ด้วยเสียงหัวเราะ…

นรินทร์ถูกทิ้งไว้ให้อยู่ตามลำพัง… กับ ‘น้องเพชร’ ที่แท้จริง…

“เกมยังไม่จบ”

เงามหึมานั้นโน้มตัวลงมา… จนใบหน้าที่บิดเบี้ยวของมันอยู่ห่างจากนรินทร์เพียงไม่กี่นิ้ว…

“แกคือเกม… นรินทร์”

“และตอนนี้…”

“เราจะเล่นกัน… ตลอดไป”


ความเงียบ… หลังจากเสียงหัวเราะอันบ้าคลั่งของอนันต์จางหายไป และเงามหึมาของ ‘น้องเพชร’ กลืนกินทุกสิ่งในห้องบูชา… นรินทร์ก็ไม่รู้สึกอะไรอีกเลย

เขาไม่ได้ตาย… เขารู้สึกตัวอีกครั้งบนพื้นพรมขนสัตว์ราคาแพงในห้องทำงานของเขาเอง แสงแดดยามเช้าส่องสว่างจ้า… สว่างจนแสบตา

ทุกอย่างในห้องดูเหมือนปกติ คอมพิวเตอร์ยังคงปิดสนิท เอกสารสัญญายังคงวางอยู่บนโต๊ะ กลิ่นกาแฟจาง ๆ ยังคงลอยอยู่ในอากาศ

ราวกับว่า… เหตุการณ์สยองขวัญเมื่อคืนนี้… เป็นเพียงแค่ฝันร้าย

นรินทร์ลุกขึ้นยืนช้า ๆ ขาของเขาสั่นเทา “ฝัน… มันเป็นแค่ฝัน…” เขาพยายามบอกตัวเอง

เขามองไปที่มุมห้อง… ประตูไม้สักบานเล็ก… ประตูห้องบูชา… มันปิดสนิท

นรินทร์เดินเข้าไปใกล้… เขาลองหมุนลูกบิด มันล็อก…

เขาล้วงเข้าไปในกระเป๋าชุดนอน… กุญแจทองคำยังคงอยู่ที่เดิม

ชั่วขณะหนึ่ง เขารู้สึกโล่งใจ… หรือว่าเขาแค่เครียดจนเห็นภาพหลอนไปเองจริง ๆ?

เขาไขกุญแจและเปิดประตูออก…

ภายในห้องบูชา… ทุกอย่างเหมือนเดิม ของเล่นราคาแพงยังคงกองอยู่ที่มุมห้อง รูปปั้นน้องเพชรองค์เล็กยังคงตั้งอยู่บนแท่นบูชา… ยิ้ม…

ไม่มีรอยร้าว… ไม่มีควันสีดำ… ไม่มีอนันต์

“เห็นไหม…” นรินทร์พึมพำกับตัวเอง “ฉันแค่… ทำงานหนักเกินไป”

เขากำลังจะปิดประตู… แต่แล้วสายตาของเขาก็เหลือบไปเห็นบางสิ่งบนพื้น… ตรงจุดที่เขาเคยคุกเข่าเมื่อคืนนี้

มันเป็น… รอยไหม้เล็ก ๆ… รอยไหม้รูปมือเด็ก… ถูกเผาไหม้ลงไปในเนื้อไม้

มันไม่ใช่ความฝัน

นรินทร์ปิดประตูเสียงดังปัง! เขาล็อกมัน… เขาวิ่งไปที่โต๊ะทำงาน คว้าเทปกาวม้วนใหญ่มาพันรอบประตูห้องบูชานั้น… พันแล้วพันอีก… ราวกับว่ามันจะสามารถกักขังความชั่วร้ายไว้ข้างในได้

เขาหอบหายใจ… เหงื่อแตกพลั่ก…

และแล้วเขาก็ได้ยิน…

คิก… คิก…

เสียงหัวเราะคิกคักที่คุ้นเคย… มันไม่ได้ดังมาจากในห้องบูชา… มันดังมาจาก… โทรศัพท์อินเตอร์คอมบนโต๊ะของเขา

คิก… คิก… ฮ่า…

นรินทร์จ้องมองโทรศัพท์เครื่องนั้นราวกับมันเป็นงูพิษ เขาไม่ได้เป็นอิสระ… เขาไม่ได้ฝันไป…

เกมมันยังไม่จบ… มันแค่เปลี่ยน ‘สนามเด็กเล่น’ ตอนนี้… ‘น้องเพชร’ ไม่ได้ถูกขังอยู่ในห้องนั้นอีกต่อไปแล้ว… มันอยู่ใน ‘ตึก’ … อยู่ใน ‘ระบบ’ … อยู่ใน ‘หัว’ ของเขา

ชีวิตของนรินทร์หลังจากนั้น… คือการทรมานรูปแบบใหม่ที่ไร้เสียงกรีดร้อง

เขาไม่ได้สูญเสียเงิน… เงินยังคงหลั่งไหลเข้ามา… โครงการต่าง ๆ ยังคงประสบความสำเร็จ… ภายนอก… เขายังคงเป็น CEO นรินทร์ ผู้ยิ่งใหญ่

แต่ภายใน… เขาคือ囚人… นักโทษในอาณาจักรของตัวเอง

เขาไม่สามารถออกจากตึกเมฆา ทาวเวอร์ ได้… ทุกครั้งที่เขาพยายามจะก้าวขาเข้าลิฟต์เพื่อลงไปชั้นล่าง… ลิฟต์ก็จะ ‘เสีย’ ทันที… ไฟจะดับพรึบ… และเขาจะได้ยินเสียงเด็กวิ่งเล่นอยู่ในความมืด…

เขาพยายามจะเดินลงบันไดหนีไฟ… แต่ไม่ว่าจะเดินลงไปกี่ชั้น… เขาก็จะกลับมาโผล่ที่ ‘ชั้นสิบแปด’ เสมอ…

ตึกทั้งตึกกลายเป็นเขาวงกตส่วนตัวของเขา… ที่ซึ่ง ‘น้องเพชร’ คือผู้คุม

การทรมานนั้นละเอียดอ่อนและบดขยี้จิตวิญญาณ เขาจะเห็นเงาของอนันต์… ยืนยิ้มเยาะเขาอยู่ที่ปลายทางเดิน… เขาจะเปิดตู้เย็นในเพนต์เฮาส์… และพบว่ามันเต็มไปด้วยของเล่นเด็กที่เปียกโชก… เขาจะมองกระจก… และเห็นใบหน้าของ ‘เคน’ ร้องไห้สะท้อนกลับมา…

‘น้องเพชร’ ไม่ได้ต้องการ ‘ความกลัว’ จากคนอื่นอีกต่อไปแล้ว… เพราะตอนนี้… มันกำลัง ‘ดื่มด่ำ’ กับความหวาดผวา… ความโดดเดี่ยว… และความสิ้นหวัง… ของนรินทร์… ตลอด 24 ชั่วโมง

นรินทร์ผ่ายผอมลงอย่างรวดเร็ว ผมของเขาเริ่มกลายเป็นสีเทา… ดวงตาของเขาลึกโหลและเต็มไปด้วยความหวาดกลัวตลอดเวลา… เขากลายเป็นเหมือนอนันต์ในเวอร์ชันที่พังทลายเร็วกว่า

เขาพูดคุยกับพนักงานผ่านวิดีโอคอลเท่านั้น ไม่มีใครได้เห็นตัวจริงของเขาอีกเลย

เวลาผ่านไปนานเท่าไหร่… เขาไม่รู้… อาจจะหลายสัปดาห์… หรือหลายเดือน…

จนกระทั่งวันหนึ่ง… นรินทร์นั่งขดตัวอยู่ในห้องทำงานที่รกเห่อ… จ้องมองประตูห้องบูชาที่ถูกพันธนาการด้วยเทปกาว…

เขาตระหนักได้ถึงความจริงข้อหนึ่ง…

‘น้องเพชร’ จะไม่ฆ่าเขา… การตายมันง่ายเกินไป… ‘มัน’ จะ ‘เลี้ยง’ เขาไว้แบบนี้… ทรมานเขา… จนกว่าเขาจะ ‘ว่างเปล่า’ เหมือนที่อนันต์เคยเป็น… แล้ว ‘มัน’ ก็จะหา ‘ของเล่นชิ้นใหม่’

“ไม่…” นรินทร์กระซิบ “ฉันจะไม่ยอมเป็นเหมือนแก… อนันต์”

เขาต้องหาทางออก… เขาต้องหา ‘ความจริง’ อนันต์บอกว่า ‘น้องเพชร’ คือลูกชายของเขา… และเดชาก็เคยพูดถึงเด็กที่ป่วย…

นั่นคือจุดเริ่มต้น… และอาจจะเป็นจุดจบ

เขาต้องหาเดชา…

แต่เขาจะออกจากตึกนี้ได้ยังไง?

นรินทร์คลานไปที่หน้าต่างบานใหญ่… เขามองลงไปยังถนนเบื้องล่าง… มันไกลเหลือเกิน… เขามองไปที่ช่องระบายอากาศ… เล็กเกินไป…

แล้วเขาก็นึกถึง… ทางที่เขาไม่เคยคิดจะใช้… ‘ช่องทิ้งขยะ’

เป็นช่องสำหรับทิ้งขยะขนาดใหญ่จากชั้นบน… ที่เชื่อมตรงไปยังห้องเก็บขยะชั้นใต้ดิน…

มันสกปรก… มันอันตราย… และมันน่าขยะแขยง… แต่มันคือทางเดียว… ที่ ‘น้องเพชร’ อาจจะคาดไม่ถึง

นรินทร์รวบรวมกำลังทั้งหมดที่มี… เขาพังประตูตู้ที่ซ่อนช่องทิ้งขยะไว้… กลิ่นเหม็นเน่าลอยสวนขึ้นมาทันที…

เขาได้ยินเสียงหัวเราะคิกคักดังขึ้นในโถงทางเดิน… ‘มัน’ รู้แล้ว!

“ไปให้พ้น!” นรินทร์ตะโกน… แล้วเขาก็ยัดร่างที่ผอมโซของเขาเข้าไปในช่อง…

เขาร่วงหล่นลงไปในความมืดมิด… เสียงกรีดร้องของเขาดังสะท้อนไปในท่อโลหะ… เขากระแทกกับถุงขยะ… เศษโลหะ… และความโสโครก…

มันคือการเดินทางสู่นรก…

จนกระทั่ง… ตุ้บ!

เขาร่วงลงมากระแทกกับกองถุงขยะขนาดมหึมาในห้องเก็บขยะชั้นใต้ดิน ทุกอย่างมืดสนิท… กลิ่นเหม็นจนแทบขาดใจ…

แต่เขาก็… ออกมาได้… เขาออกมาจากชั้นสิบแปดได้แล้ว!

นรินทร์คลานออกมาจากกองขยะ… ร่างกายเต็มไปด้วยบาดแผลและสิ่งปฏิกูล… เขาเหมือนไม่ใช่คน… เขาวิ่ง… วิ่งไปที่ลานจอดรถ… วิ่งผ่านจุดที่เขาเคยไล่เดชาออกไป… เขาวิ่งออกไปที่ถนน… สู่แสงแดดยามบ่าย…

ผู้คนบนท้องถนนต่างมองเขาด้วยสายตารังเกียจและหวาดกลัว… CEO นรินทร์ผู้ยิ่งใหญ่… บัดนี้ไม่ต่างอะไรจากคนจรจัดที่เสียสติ

แต่เขาไม่สนใจ… เขารู้ว่าเขาต้องไปที่ไหน…

เขาจำได้ว่าเดชาเคยบอกว่าอาศัยอยู่ในชุมชนเล็ก ๆ หลังตึก… นรินทร์วิ่งไปที่นั่น… เขาถามหาเดชาจากร้านค้า… จนกระทั่งมีคนชี้ไปที่ห้องพักเก่า ๆ ทรุดโทรมห้องหนึ่ง…

นรินทร์ทุบประตู… “คุณเดชา! คุณเดชา! เปิดประตู! ผมขอร้อง!”

ประตูแง้มออก… เดชา… ยืนอยู่ที่นั่น… เขายังคงสวมเครื่องแบบยามที่สะอาดสะอ้าน… แม้ว่าเขาจะไม่ได้ทำงานที่นั่นแล้วก็ตาม ชายชรามองนรินทร์ในสภาพที่น่าสมเพช… แต่ในแววตาของเขา… ไม่มีความประหลาดใจ

“ผม… กำลังรอคุณอยู่” เดชาพูดเบา ๆ และเปิดประตูให้เขาเข้ามา

ในห้องเล็ก ๆ นั้นสะอาดสะอ้าน… มีกลิ่นชาสมุนไพรจาง ๆ นรินทร์ทรุดตัวลงกับพื้น… เขาร้องไห้ออกมาเป็นครั้งแรก… ร้องไห้จากความโล่งใจ… และความละอาย

“ช่วยผมด้วย…” นรินทร์สะอื้น “มัน… มันจะฆ่าผม…”

เดชารินน้ำชาอุ่น ๆ ให้เขา “มันไม่ฆ่าคุณหรอกครับ… มันแค่กำลัง ‘เล่น’ “

นรินทร์ดื่มชา… ความอบอุ่นแล่นผ่านร่างกายที่หนาวสั่น “อนันต์… อนันต์ยังไม่ตาย… เขาหลอกผม… เขาขายผมให้มัน…”

“ผมรู้ครับ” เดชาพูด “ผมรู้เรื่องทั้งหมด”

เดชานั่งลงตรงข้ามเขา… และในที่สุด… เขาก็เล่าความจริงทั้งหมด… ความจริงที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าที่นรินทร์จินตนาการไว้

“น้องเพชร… เป็นเด็กที่น่าสงสารครับ” เดชาเริ่มเล่า “เขาป่วยเป็นโรคหอบหืดรุนแรงมาตั้งแต่เกิด… คุณอนันต์… ตอนนั้นเขากำลังบ้างาน… เขากำลังจะเปิดตัวบริษัท… เขาไม่มีเวลาให้ลูกชาย”

“วันนั้น… เป็นวันประชุมผู้ถือหุ้นครั้งใหญ่… วันตัดสินชะตาของบริษัท” เดชาหลับตาลง… ราวกับกำลังย้อนกลับไปในวันนั้น “น้องเพชรป่วยหนัก… ไข้สูง… และร้องไห้ไม่ยอมหยุด… เขาแค่อยากให้พ่ออุ้ม…”

“คุณอนันต์… กำลังจะเสียสมาธิ… เขากลัวว่าเสียงร้องไห้จะทำให้การประชุมพัง…”

“เขาเลย… ‘อุ้ม’ ลูกชาย… พาไปที่ห้องเก็บของที่เงียบที่สุด… (ห้องบูชานั่นแหละครับ)… เขาล็อกน้องเพชรไว้ในนั้น… พร้อมกับของเล่น… และยาแก้ไอน้ำเชื่อมขวดใหญ่… ที่จริง ๆ แล้วมันคือยาที่มีส่วนผสมของยานอนหลับ… เขาบอกว่า ‘เดี๋ยวพ่อมานะลูก… พ่อขอเวลาแค่ชั่วโมงเดียว’ “

นรินทร์หยุดหายใจ…

“การประชุม… มันยืดเยื้อครับ” เดชาพูดต่อ เสียงสั่นเล็กน้อย “จากหนึ่งชั่วโมง… เป็นสาม… แล้วก็ห้า… คุณอนันต์ประสบความสำเร็จ… เขาได้เงินทุน… เขากลายเป็นมหาเศรษฐีในวันนั้น…”

“จนกระทั่ง… งานเลี้ยงเลิก… เขานึกถึงลูกชายขึ้นมาได้”

“ผม… เป็นคนไปกับเขา… ตอนที่เขาไขกุญแจเข้าไป…” เดชาสูดหายใจลึก “มันสายเกินไปแล้วครับ… เด็กน้อยขาดอากาศหายใจ… ประกอบกับไข้ที่สูงขึ้น… และการสำลักยา… เขาเสียชีวิต… ในห้องนั้น… เพียงลำพัง… ในความมืด”

นรินทร์รู้สึกเหมือนโลกทั้งใบกำลังพังทลายลงมา…

“คุณอนันต์เสียสติไปเลยครับ… แต่ไม่ใช่เพราะความเสียใจ… แต่เพราะความ ‘กลัว’ ว่าจะถูกจับ… เขาติดสินบนทุกคน… ปิดข่าว… และบอกว่าลูกชายเสียชีวิตที่โรงพยาบาล”

“แต่เขาก็ไม่สามารถทำลายความรู้สึกผิดนั้นได้… เขาเลยไปหานักไสยศาสตร์… ทำพิธี… ไม่ใช่เพื่อ ‘ปลดปล่อย’ … แต่เพื่อ ‘กักขัง’ วิญญาณลูกชายไว้… เขาหลอกตัวเองว่าเขากำลัง ‘ดูแล’ ลูก… แต่จริง ๆ แล้ว… เขากำลังใช้ประโยชน์จากวิญญาณนั้น… เพื่อสร้างความมั่งคั่งให้ตัวเอง… เพื่อ ‘ชดเชย’ ความผิดพลาด”

“แต่วิญญาณที่ถูกทรยศ…” เดชามองนรินทร์ตรง ๆ “มันไม่ได้ต้องการเงิน… มันไม่ได้ต้องการของเล่น… มันแค่ต้องการในสิ่งที่มันไม่เคยได้รับตอนมีชีวิต…”

“มันต้องการ ‘ความสนใจ’ ครับ”

“ความกลัว… ความเจ็บปวด… การหักหลัง… มันคือ ‘อารมณ์’ ที่รุนแรงที่สุด… มันคือวิธีเดียวที่น้องเพชรรู้… ว่าจะทำให้ ‘พ่อ’ (หรือใครก็ตามที่มาแทนที่พ่อ) … หันมา ‘มอง’ เขา”

นรินทร์นั่งนิ่ง… ในที่สุดเขาก็เข้าใจทุกอย่าง… ‘น้องเพชร’ ไม่ใช่อสูรกายโดยกำเนิด… เขาคือเหยื่อ… เหยื่อคนแรกของอนันต์…

“แล้ว… ผมจะหยุดมันได้ยังไง” นรินทร์ถาม…

“คุณหยุดมันด้วยการ ‘สู้’ ไม่ได้หรอกครับ” เดชาส่ายหัว “คุณอนันต์พยายามแล้ว… และเขาก็กลายเป็นทาสของมัน… คุณก็พยายามแล้ว… และคุณก็เกือบจะเสียสติ”

“มันมีทางเดียว… ไม่ใช่การ ‘ทำลาย’ … แต่คือการ ‘ปลดปล่อย’ “

“คุณต้องกลับไปที่นั่น… กลับไปที่ชั้นสิบแปด”


เดชาหาเสื้อผ้าเก่า ๆ ของลูกชายที่เสียชีวิตไปแล้วมาให้นรินทร์เปลี่ยน นรินทร์ล้างสิ่งสกปรกออกจากร่างกาย แต่ความรู้สึกผิดที่เคลือบจิตวิญญาณของเขานั้น… ล้างไม่ออก

“ผมพร้อมแล้ว” นรินทร์พูด เขามองไปที่เดชา… นี่คือชายชราที่เขาเคยพยายามทำลาย… แต่ตอนนี้กลับเป็นคนเดียวที่ยื่นมือเข้ามาช่วย

“คุณแน่ใจนะครับ” เดชาถาม “เมื่อคุณก้าวกลับเข้าไปในตึกนั้น… ‘เขา’ จะรู้ทันที… และครั้งนี้… เขาจะไม่เล่นด้วยอีกต่อไป… เขาจะทำทุกอย่างเพื่อ ‘เก็บ’ คุณไว้”

“ผมรู้” นรินทร์ตอบ “แต่ผมต้องทำ… ไม่ใช่เพื่อตัวเอง… แต่เพื่อ ‘เขา’… เพื่อเพชร”

การเอ่ยชื่อที่แท้จริงของวิญญาณนั้น… ทำให้อากาศในห้องเล็ก ๆ ของเดชาสั่นไหวเล็กน้อย

เดชาพยักหน้า เขหยิบขวดน้ำมนต์เล็ก ๆ ที่เขาเคยใช้… และถุงเกลือถุงเดิม “ถ้างั้น… เราก็ไปกันเถอะ”

การกลับไปครั้งนี้… แตกต่างจากครั้งแรก นรินทร์ไม่ได้กลับไปในฐานะ CEO ผู้ทะนงตน… เขากลับไปในฐานะคนบาปที่กำลังจะเดินเข้าสู่การไถ่โทษ

พวกเขาก้าวเข้าสู่ล็อบบี้ของตึกเมฆา ทาวเวอร์ มันเงียบ… เงียบจนน่าขนลุก ไม่มี รปภ. ชุดใหม่ที่นรินทร์จ้างไว้… ไม่มีพนักงานต้อนรับ… ตึกทั้งตึก… ว่างเปล่า… ราวกับว่า ‘น้องเพชร’ ได้ไล่ ‘ตัวประกอบ’ คนอื่น ๆ ออกไปหมดแล้ว… เหลือไว้เพียง ‘เวที’ สำหรับการเผชิญหน้าครั้งสุดท้าย

“มันรอเราอยู่” นรินทร์กระซิบ

ประตูลิฟต์ทุกบานเปิดอ้ารออยู่… เหมือนปากที่กำลังหิวกระหาย… เชิญชวนให้พวกเขาเข้าไป

“ไม่” เดชาพูด “เราไม่เล่นตามเกมของมัน… เราจะไปทางบันได”

ทั้งคู่มุ่งหน้าไปยังประตูบันไดหนีไฟ นรินทร์ผลักมันออก…

ครืด…

เสียงโลหะเสียดสีกันดังลั่น… เผยให้เห็นบันไดคอนกรีตที่ทอดยาวขึ้นไปในความมืด… สิบแปดชั้น…

พวกเขาเริ่มเดิน… ชั้นที่หนึ่ง… ชั้นที่สอง… ยังคงปกติ แต่เมื่อถึงชั้นที่สาม… ไฟก็เริ่มกะพริบ

ฟฟฟ…

“มันรู้แล้ว” นรินทร์พูด

ที่ชานพักชั้นที่ห้า… นรินทร์หยุดกะทันหัน… หัวใจของเขาแทบจะหยุดเต้น

‘เมย์’ … เลขาคนแรกของเขา… ยืนอยู่ที่นั่น… ใบหน้าซีดเผือด… ดวงตาเบิกกว้างด้วยความหวาดกลัว “คุณนรินทร์… ทำไมคะ…” เธอสะอื้น “ฉันแค่… อยากทำงาน… ทำไมคุณถึงปล่อยให้ ‘มัน’ มาหลอกหลอนฉัน…”

“เมย์… ผม…” นรินทร์กำลังจะเอื้อมมือไป…

“มันไม่จริง!” เดชาตะโกน… เขาตบหน้านรินทร์เบา ๆ “นั่นคือความทรงจำ! คือความกลัวที่ ‘เขา’ กินเข้าไป! อย่าไปมองมัน!”

เดชาดึงนรินทร์ให้ก้าวต่อไป… ร่างของเมย์สลายไปในอากาศ…

พวกเขาปีนต่อไป… ชั้นที่สิบ… เสียงนั้นดังขึ้น… เสียงร้องไห้ของศิลปิน… ‘เคน’ … นั่งขดตัวอยู่ที่มุมบันได… กอดแบบแปลนแกลเลอรีที่ขาดวิ่น… “ผมเชื่อใจคุณ… นรินทร์…” เขารำพึง “ผมเชื่อใจคุณ… ทำไมคุณถึงฆ่าความฝันของผม…”

นรินทร์กัดฟันแน่น… “ผมขอโทษเคน… ผมขอโทษ…” เขาพึมพำ… แต่เขาไม่หยุดเดิน…

“ดีมากครับ!” เดชาให้กำลังใจ “อย่าหยุด! ความรู้สึกผิดของคุณคืออาหารของมัน! จงก้าวข้ามมันไป!”

ชั้นที่สิบห้า… เสียงหัวเราะอันบ้าคลั่งของ ‘อนันต์’ ดังขึ้นรอบตัวพวกเขา “แกมันโง่! นรินทร์! แกก็แค่ของเล่นเหมือนฉัน! เราจะถูกขังอยู่ที่นี่ด้วยกัน… ตลอดไป!”

“แกไม่ใช่พ่อฉัน!” นรินทร์ตะโกนกลับไปในความมืด “และแกก็ไม่ใช่พ่อของเพชร!”

ในที่สุด… พวกเขาก็มาถึงประตูชั้นสิบแปด มันเปียกชุ่ม… ราวกับกำลัง ‘ร้องไห้’ นรินทร์ผลักประตูเข้าไป…

โถงทางเดินที่เคยหรูหรา… บัดนี้บิดเบี้ยว… วอลเปเปอร์ลอกร่อน… เผยให้เห็นผนังคอนกรีตดิบที่ชื้นแฉะ… ราวกับผนังถ้ำ อากาศหนาวเย็นจนเป็นน้ำแข็ง…

และที่ปลายสุดทางเดิน… ประตูห้องบูชา… ที่เขาเคยใช้เทปกาวพันไว้… บัดนี้มันเปิดอ้าออก… ความมืดมิดสนิททะลักออกมาจากข้างใน…

“นี่คือจุดจบแล้วสินะ” นรินทร์พูด

“นี่คือการเริ่มต้นครับ” เดชาแก้ให้ “เข้าไป… เผชิญหน้ากับเขา… ด้วยความจริง”

นรินทร์สูดหายใจลึก… เขาก้าวข้ามธรณีประตู… เดชาตามเข้ามา… และสาดน้ำมนต์ปิดผนึกไว้ที่ประตู… “อย่างน้อย… ก็ซื้อเวลาให้เราได้บ้าง”

ภายในห้อง… ทุกอย่างถูกทำลาย… ของเล่น… แท่นบูชา… ทุกอย่างถูกบดขยี้… กลายเป็นเศษซาก… มีเพียงรูปปั้นน้องเพชรองค์เล็ก… ที่ยังคงตั้งอยู่กลางห้อง… แต่บัดนี้… มันเป็นสีดำสนิท… ราวกับถูกเผาไหม้…

“เพชร…” นรินทร์เรียกชื่อนั้นเบา ๆ “ฉัน… ฉันมา… เพื่อพูดคุย”

ฮ่า… ฮ่า… ฮ่า…

เสียงหัวเราะดังขึ้น… ไม่ใช่เสียงเด็ก… ไม่ใช่เสียงอนันต์… มันคือเสียงที่บิดเบี้ยว… ควันสีดำเริ่มพวยพุ่งออกมาจากรูปปั้น… ก่อตัวขึ้นเป็นเงาร่างมหึมาที่พวกเขาเคยเห็นในฝันร้าย… ดวงตาสีแดงเพลิงจ้องมองมา…

“โกหก!!!”

เสียงนั้นกรีดร้อง… ทำให้กระจกหน้าต่างสั่นสะเทือน “แกมันก็เหมือน ‘เขา’ (อนันต์)! แกมาเพื่อหลอกลวง! แกมาเพื่อ ‘ใช้’ ฉัน!”

เงาดำนั้นพุ่งเข้าใส่นรินทร์! “ระวัง!” เดชาผลักนรินทร์ล้มลง… แล้วสาดเกลือเข้าใส่เงามหึมานั้น

ซซซซซซซซซ! เกลือบริสุทธิ์เผาไหม้เงาดำนั้น… มันกรีดร้องด้วยความเจ็บปวด… แต่ก็เพียงชั่วครู่…

“เกลือมันหยุดความโกรธไม่ได้!” เดชาตะโกน “ใช้ความจริงสิคุณนรินทร์! ความจริงเท่านั้น!”

นรินทร์ลุกขึ้นยืน… เผชิญหน้ากับเงามหึมาที่กำลังโกรธเกรี้ยว…

“ฉันโกหก!” นรินทร์ยอมรับ “ใช่! ฉันเคยโกหก! ฉันกลัว! ฉันโลภ! ฉันทำทุกอย่างเหมือนที่ ‘อนันต์’ ทำ!”

เงานั้นชะงัก…

“ฉันมันก็แค่คนขี้ขลาดอีกคนหนึ่ง!” นรินทร์ตะโกน… น้ำตาไหลออกมา “แต่ฉันไม่ได้มาที่นี่เพื่อโกหกอีกต่อไปแล้ว!”

เขาชี้ไปที่เงามหึมานั้น…

“ฉันไม่ได้กำลังพูดกับ ‘อสูร’ … ฉันกำลังพูดกับ ‘เพชร’ !”

“อย่าเรียกชื่อนั้น!” เงาดำคำราม… มันพยายามจะโจมตีอีกครั้ง… แต่มีบางอย่างรั้งมันไว้

“เพชร!” นรินทร์ไม่ยอมถอย “เด็กน้อยที่ป่วย… ที่แค่อยากให้พ่ออุ้ม! เด็กที่ถูกทิ้งไว้ให้ตาย… เพียงลำพัง… ในห้องนี้!”

ความจริงอันเจ็บปวด… เหมือนหอกที่แทงทะลุ…

เงามหึมานั้นเริ่มสั่นสะเทือน… มันกุม ‘หัว’ ของตัวเอง…

“ไม่จริง… พ่อรักฉัน… พ่อประชุม… พ่อจะกลับมา…” เสียงนั้นเริ่มแตกพร่า… กลายเป็นเสียงของเด็กที่กำลังสับสน

“เขาไม่กลับมา!” นรินทร์พูด… เสียงของเขาอ่อนลง… แต่เต็มไปด้วยความจริงที่โหดร้าย “เขาไม่ได้กลับมา เพชร… เขาเลือก ‘บริษัท’ … เขาเลือก ‘เงิน’ … เขาไม่ได้เลือก ‘ลูก’ “

“เขาโกหกเธอ… และเขาก็โกหกฉัน… เขากักขังเธอไว้ที่นี่… เพื่อใช้เธอเป็นเครื่องมือ… เหมือนกับที่ฉันใช้เธอ…”

นรินทร์เดินเข้าไปใกล้… เข้าไปในระยะอันตราย… เขามองลึกเข้าไปในดวงตาสีแดงเพลิงนั้น…

“ฉันขอโทษ…” เขากระซิบ “ฉันขอโทษ… ที่ฉันมันโง่เขลา… ที่ฉันกลายเป็นเหมือนเขา… ฉันขอโทษ… ที่ฉันไม่ได้มองเห็น ‘เธอ’ … แต่เห็นเพียง ‘พลัง’ “

“…”

เงามหึมานั้น… หยุดคำราม…

มันยืนนิ่ง… ความโกรธเกรี้ยวที่ลุกโชน… ค่อย ๆ มอดดับลง…

และถูกแทนที่ด้วยบางสิ่งที่รุนแรงกว่า…

…ความเศร้าโศก… ที่ถูกกักเก็บมานานนับสิบปี…

เงามหึมาที่น่าสะพรึงกลัวนั้น… เริ่มสั่นสะท้าน… มันค่อย ๆ หดตัวลง… เล็กลง… เล็กลง…

ดวงตาสีแดงเพลิง… หายไป… เหลือเพียง…

เสียงสะอื้น…

เสียงสะอื้นของเด็กชายตัวเล็ก ๆ… ที่ดังออกมาจากเงามืดนั้น…


เสียงสะอื้นไห้… มันไม่ใช่เสียงกรีดร้องที่โหยหวน… ไม่ใช่เสียงคำรามที่น่าสะพรึงกลัว… แต่มันคือเสียงร้องไห้ที่แผ่วเบา… และแตกสลาย… ของเด็กชายคนหนึ่งที่หลงทางอยู่ในความมืดมานานแสนนาน

เงามหึมาที่เคยสูงตระหง่านจนเกือบชนเพดาน… บัดนี้ได้หดตัวลง… กองรวมกันอยู่บนพื้นที่เย็นเฉียบ ควันสีดำค่อย ๆ จางหายไป… เผยให้เห็นสิ่งที่อยู่ข้างใน…

ไม่ใช่เงามหึมา… ไม่ใช่รูปปั้นปีศาจ…

แต่เป็นร่างโปร่งแสงของเด็กผู้ชายตัวเล็ก ๆ เด็กชายในชุดนอนลายการ์ตูน… ตัวผอมบาง… เขากำลังนั่งกอดเข่า… ร้องไห้อยู่เงียบ ๆ… ใบหน้าเล็ก ๆ นั้น… ไม่ได้บิดเบี้ยวด้วยความโกรธ… แต่บิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวด

“เพชร…” นรินทร์กระซิบชื่อนั้นออกมา… หัวใจของเขาบีบรัด

นี่คือ ‘น้องเพชร’ ที่แท้จริง ไม่ใช่อสูรกาย… ไม่ใช่ผู้ให้พร… เขาเป็นเพียงแค่… เด็กที่ถูกทอดทิ้ง… เด็กที่เสียชีวิตอย่างโดดเดี่ยว… และถูกพ่อของตัวเองกักขังวิญญาณไว้ด้วยความโลภ

“มัน… มันจบแล้วใช่ไหมครับ” นรินทร์หันไปถามเดชา เสียงของเขาสั่น

เดชาส่ายหัวช้า ๆ “ยังครับ… เขายัง ‘ติด’ อยู่… ความโกรธหายไปแล้ว… แต่ความ ‘เจ็บปวด’ ยังคงอยู่… เขาถูกขังไว้ในห้องนี้… ในความทรงจำวันสุดท้ายของเขานานเกินไป”

ร่างโปร่งแสงของเพชรเงยหน้าขึ้น… ดวงตาที่เคยเป็นสีแดงเพลิง… บัดนี้เป็นเพียงดวงตาเศร้า ๆ ที่เต็มไปด้วยน้ำตา “พ่อ… พ่อไม่มา…” เด็กน้อยพึมพำกับความว่างเปล่า “พ่อบอก… ชั่วโมงเดียว… พ่อโกหก…”

นรินทร์รู้สึกเหมือนถูกค้อนทุบที่หัวใจ นี่คือสิ่งที่วิญญาณดวงนี้วนเวียนอยู่… ไม่ใช่ความปรารถนาในเงินทอง… แต่คือการรอคอย ‘พ่อ’ ที่ไม่มีวันกลับมา

นรินทร์รู้ว่าเขาต้องทำอะไร เขาคุกเข่าลงช้า ๆ… ในระดับสายตาเดียวกับเด็กน้อย เขาไม่ได้กลัวอีกต่อไปแล้ว… เขาไม่ได้รังเกียจ… เขารู้สึกเพียง… ความสงสารที่ท่วมท้น

“ใช่… พ่อของเธอโกหก” นรินทร์พูดเบา ๆ แต่ชัดเจน “เขาเป็นคนไม่ดี… เพชร… เขาทำร้ายเธอ… และเขาก็หลอกใช้ฉัน… เขาไม่ใช่ ‘พ่อ’ ที่ดี”

เพชรเบิกตากว้าง… เหมือนไม่เคยมีใคร ‘ยืนยัน’ ความจริงข้อนี้กับเขามาก่อน

“ฉันก็ไม่ดีเหมือนกัน” นรินทร์สารภาพต่อ “ฉันก็หลอกใช้เธอ… ฉันใช้ความเจ็บปวดของเธอ… เพื่อมาเติมเต็มความโลภของฉัน… ฉันขอโทษ…”

นรินทร์ยื่นมือที่สั่นเทาออกไปช้า ๆ… ไม่ใช่เพื่อจับ… แต่เพื่อ ‘เชื้อเชิญ’

“แต่เธอ… ไม่จำเป็นต้องรอเขาอีกต่อไปแล้ว” นรินทร์กล่าว “เธอไม่ต้องถูกขังอยู่ในห้องนี้… กับความทรงจำที่เลวร้ายนี้อีกแล้ว”

“เธอมัน… ไม่ใช่ของเล่นของใคร”

“เธอเป็นอิสระได้แล้ว… เพชร”

ร่างโปร่งแสงของเด็กน้อยจ้องมองมือที่ยื่นออกมาของนรินทร์… เขายังคงลังเล… ความกลัวที่ถูกฝังรากลึกมานาน…

และทันใดนั้น…!

ปัง!!!

ประตูห้องบูชาที่เดชาผนึกไว้… ถูกกระแทกเปิดออกอย่างรุนแรง! ไม่ใช่จากแรงระเบิด… แต่จากความมืดดำที่เข้มข้นกว่า…

“แกกล้าดียังไง!!!”

เสียงที่เต็มไปด้วยความเดือดดาลนั้น… คือเสียงของ ‘อนันต์’

อนันต์ยืนอยู่ที่นั่น… แต่ไม่ใช่ในชุดสูทเก่า ๆ อีกต่อไป… เขากลับมาในชุดสูทหรูหรา… ใบหน้าของเขากลับมามีเลือดฝาด… ดวงตาของเขาเปล่งประกายด้วยความบ้าคลั่ง!

“แกกำลังจะขโมย ‘ลูกชาย’ ฉันไป!” อนันต์ตะโกนใส่หน้านรินทร์

“คุณอนันต์!” เดชาตื่นตะลึง “เป็นไปได้ยังไง…”

“แกคิดว่าแกทำลาย ‘สัญญา’ ได้เหรอ ไอ้โง่!” อนันต์หัวเราะ “ฉันคือคน ‘สร้าง’ เขาขึ้นมา! เขาเป็นของฉัน! พลังของเขาเป็นของฉัน!”

อนันต์หันไปมองร่างโปร่งแสงของเพชร… สายตาของเขาไม่ได้มีความรัก… มีแต่ความโลภ “กลับมานี่เลย เพชร! กลับมาเป็น ‘น้องเพชร’ ของพ่อ! พ่อมี ‘เกม’ ใหม่จะให้เล่นอีกเยอะแยะ! เราจะรวยกว่าเดิม! ยิ่งใหญ่กว่าเดิม!”

อนันต์กำลังพยายามจะ ‘เรียก’ วิญญาณกลับเข้าไปในพันธนาการอีกครั้ง!

“เขาไม่ใช่ ‘น้องเพชร’!” นรินทร์ตะโกนขวาง “เขาคือ ‘เพชร’! และเขาไม่ใช่ลูกของคุณอีกต่อไป!”

“แกไม่มีสิทธิ์พูด!” อนันต์กรีดร้อง… แล้วเขาก็หยิบ ‘บางสิ่ง’ ออกมาจากเสื้อสูท…

มันคือ… ‘กุญแจทองคำ’… ดอกเดียวกับที่นรินทร์เคยมี… แต่ดอกนี้ดูเก่ากว่า… และอาบไปด้วยพลังมืด

“นี่คือ ‘สัญญา’ ต้นฉบับ!” อนันต์ชูกุญแจขึ้น “มันคือสิ่งที่ผูกเราไว้ด้วยกัน! ตราบใดที่ฉันถือกุญแจนี้… แกก็เป็นของฉัน… เพชร!”

อนันต์เริ่มท่องบทสวดอะไรบางอย่าง… เป็นภาษาโบราณที่น่าขนลุก… ร่างโปร่งแสงของเพชรเริ่มบิดเบี้ยว… สีหน้าเต็มไปด้วยความเจ็บปวด… เขากำลังถูก ‘ดึง’ กลับไป!

“ไม่นะ!” นรินทร์ร้อง

“ทำอะไรสักอย่างสิครับ!” เดชาตะโกน “ความจริง! ใช้ความจริงสู้กับมัน!”

นรินทร์มองไปที่เพชรที่กำลังทรมาน… มองไปที่อนันต์ที่กำลังหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง…

“อนันต์!!!” นรินทร์ตะโกนสุดเสียง

“แกไม่ได้รักเขา!!!”

คำพูดนั้น… หยุดทุกสิ่ง… อนันต์หยุดสวด… เขหันมามองนรินทร์ด้วยสายตาที่ลุกเป็นไฟ

“แกพูดว่าอะไรนะ”

“แกไม่เคยรักเขา!” นรินทร์ตอกย้ำ “ตอนที่เขายังมีชีวิต… แกทิ้งเขาไว้ให้ตายเพราะแก ‘รัก’ การประชุมมากกว่า!” “ตอนที่เขาตาย… แก ‘รัก’ เงิน… มากกว่าจะปลดปล่อยวิญญาณเขา!” “และตอนนี้… แกก็ ‘รัก’ พลังของเขา… มากกว่าตัวตนของเขา!”

“แกมันก็แค่… ปรสิต… ที่เกาะกินลูกชายตัวเอง!”

ความจริง… มันคือความจริงที่บริสุทธิ์… และเจ็บปวดที่สุด

“ไม่… จริง…” อนันต์เริ่มตัวสั่น… ใบหน้าที่เคยดูทรงพลัง… บัดนี้เริ่มซีดเผือด

“แกมันว่างเปล่า อนันต์!” นรินทร์ก้าวไปข้างหน้า “แกไม่มีอะไรเลย… นอกจากความโลภ… ถ้าไม่มีเพชร… แกก็ไม่เหลืออะไรเลย!”

“หุบปากกกกก!!!” อนันต์กรีดร้อง… เขากำกุญแจทองคำแน่น… “ฉันมีเงิน! ฉันมีอำนาจ! ฉันคือทุกอย่าง!”

“เหรอ” นรินทร์พูดเรียบ ๆ เขาหันไปมองเพชร… ที่ตอนนี้หยุดบิดเบี้ยวแล้ว… เขากำลังจ้องมอง ‘พ่อ’ ของเขา… ด้วยสายตาที่… ว่างเปล่า…

“เพชร” นรินทร์พูดเบา ๆ “เธอเห็นแล้วใช่ไหม… ว่าเขาเป็นคนยังไง” “เธอ… จะเลือกอะไร” “จะกลับไปเป็น ‘ของเล่น’ ที่ถูกกักขัง… หรือจะไปสู่ ‘อิสรภาพ’ ที่เธอไม่เคยได้รับ”

ทุกสายตาจับจ้องไปที่ร่างโปร่งแสงของเด็กน้อย…

เพชร… ค่อย ๆ ลุกขึ้นยืน… เขามองอนันต์… ผู้ที่กำลังตัวสั่นด้วยความโกรธและความกลัวที่จะสูญเสีย… แล้วเขาก็มองนรินทร์… ผู้ที่ทำลายเขา… แต่ก็เป็นผู้ที่ปลดปล่อยเขา…

เด็กน้อย… ไม่ได้พูดอะไร…

เขาเพียงแค่… ส่ายหัวช้า ๆ… ให้อนันต์

แล้วเขาก็… หันหลังให้ ‘พ่อ’ ของเขา

“ไม่!!!!!!!!!” อนันต์กรีดร้องออกมาอย่างสุดเสียง “แกจะไปไหนไม่ได้! กลับมา! ฉันสั่งให้แกกลับมา!”

อนันต์พยายามจะใช้กุญแจทองคำอีกครั้ง… แต่สายเกินไป… ‘สัญญา’ … มันไม่ได้อยู่บนกระดาษ… หรือกุญแจ… มันอยู่ที่ ‘วิญญาณ’

และวิญญาณดวงนั้น… ได้ ‘เลือก’ แล้ว

เพชร… หันมามองนรินทร์เป็นครั้งสุดท้าย… ไม่มีรอยยิ้ม… ไม่มีคำขอบคุณ… มีเพียง… การ ‘ยอมรับ’ ที่สงบนิ่ง…

แล้วร่างโปร่งแสงของเขาก็… ค่อย ๆ สลายไป… ไม่ได้กลายเป็นควัน… แต่กลายเป็นละอองแสงสีขาว… ลอยขึ้นไป… ทะลุผ่านเพดาน… หายไปจากห้องที่เคยกักขังเขาไว้…

…ตลอดกาล…

ในห้องเหลือเพียงความเงียบ…

อนันต์… ยืนตัวแข็งทื่อ… กุญแจทองคำในมือของเขา… ร่วงหล่นลงบนพื้น… แกร๊ง… มันแตกสลายเป็นผุยผง…

“เขาไปแล้ว…” อนันต์พึมพำ… เสียงของเขาแหบแห้ง… “พลังของฉัน… ไปแล้ว…”

ใบหน้าของเขากลับมาซีดเผือดอีกครั้ง… แต่ครั้งนี้… มันไม่ใช่แค่ซีด… มัน ‘กลวง’

ดวงตาของเขา… ที่เคยเต็มไปด้วยความบ้าคลั่งและความโลภ… บัดนี้… ว่างเปล่า… มันคือดวงตาของคนที่สูญเสียทุกสิ่ง… ไม่ใช่เงินทอง… แต่คือ ‘แหล่งพลังงาน’ ที่เขายึดเกาะมาตลอดชีวิต

“แก…” อนันต์หันมามองนรินทร์ “แกทำอะไรลงไป… แกทำลายทุกอย่าง…”

“ผมแค่พูดความจริง” นรินทร์ตอบอย่างเหนื่อยล้า

อนันต์… ไม่ได้กรีดร้อง… ไม่ได้ทำร้ายใคร… เขาแค่… หัวเราะ… เป็นเสียงหัวเราะที่แห้งผาก… และว่างเปล่า… เขาลูบไล้ชุดสูทราคาแพงของตัวเอง… มองไปรอบ ๆ ห้องที่พังพินาศ… แล้วก็เดินออกไป…

เขาเดินผ่านนรินทร์และเดชาไป… เหมือนคนละเมอ…

“เขาจะไปไหน” นรินทร์ถาม

“ไปสู่ชะตากรรมของเขา” เดชาตอบ “นรกที่เลวร้ายที่สุด… ไม่ใช่ไฟที่แผดเผา… แต่คือ ‘ความว่างเปล่า’ ที่ไม่มีที่สิ้นสุด… เขาถูกตัดสินให้ ‘มีชีวิต’ อยู่… กับความจริงที่ว่าเขาได้ฆ่าและหลอกใช้ลูกชายตัวเอง… โดยไม่มีพลังใด ๆ มาหลอกล่อเขาอีกต่อไป”

อนันต์… จะยังคงเป็นมหาเศรษฐี… แต่เป็นมหาเศรษฐีที่กลวงโบ๋… ตื่นขึ้นมาทุกวันในคฤหาสน์ที่ว่างเปล่า… กับความทรงจำที่ว่าเขาได้ทำลายสิ่งเดียวที่มีค่าในชีวิตของเขาไป… นั่นคือกรรมของเขา

นรินทร์และเดชา… เดินออกจากห้องบูชานั้นเป็นครั้งสุดท้าย

ตึกเมฆา ทาวเวอร์… ที่เคยคึกคักและน่าสะพรึงกลัว… บัดนี้เงียบสงัด… พลังงานที่หล่อเลี้ยงมัน… ได้หายไปแล้ว

หนึ่งสัปดาห์ต่อมา… ตึกเมฆา ทาวเวอร์ ถูกสั่งปิดถาวร… เนื่องจาก “ความผิดพลาดทางโครงสร้างอย่างรุนแรง” … มันกำลังจะถล่มลงมาเอง… ราวกับว่าเมื่อวิญญาณที่ถูกกักขังได้จากไป… ‘ร่างกาย’ ที่สร้างขึ้นจากความโลภ… ก็ไม่สามารถคงอยู่ได้อีกต่อไป

บริษัทของนรินทร์… ล้มละลาย เงินทั้งหมดที่เขาได้มา… หายไป… หายไปกับการเยียวยาเหยื่อ (ที่เขาพยายามติดต่อกลับไปขอโทษอย่างลับ ๆ) และการชดใช้หนี้สิน…

นรินทร์… ไม่เหลืออะไรเลย…

หลายเดือนต่อมา… ที่ชุมชนเล็ก ๆ แห่งหนึ่งชานเมืองกรุงเทพฯ… มีชายสองคนกำลังนั่งดื่มชาอยู่หน้าห้องพักเก่า ๆ

คนหนึ่งคือชายชราในชุดยามที่สะอาดสะอ้าน… อีกคนคือชายวัยกลางคนที่ดูเหนื่อยล้า แต่แววตาสงบ… เขากำลังกวาดใบไม้อยู่หน้าบ้าน

“พรุ่งนี้… ผมจะลองไปสมัครงานที่โรงอาหารดูครับ” นรินทร์พูด… พลางยิ้มบาง ๆ “อย่างน้อย… ผมก็ทำไข่เจียวอร่อยนะ”

เดชาหัวเราะเบา ๆ “ดีแล้วครับ… เริ่มต้นใหม่… ด้วยสองมือที่สะอาด”

นรินทร์มองขึ้นไปบนท้องฟ้า… เขาไม่รวย… เขาไม่มีอำนาจ… เขาต้องอาศัยอยู่กับความทรงจำที่ว่าเขาเคยทำเรื่องเลวร้าย… นั่นคือกรรมของเขา…

แต่ในที่สุด… หลังจากที่ต้องวิ่งหนี… และถูกจองจำมานาน… นรินทร์… ก็รู้สึก… ‘เป็นอิสระ’ … อย่างแท้จริง

เขามองไปที่รอยแตกเล็ก ๆ บนทางเท้า… ตรงนั้น… มีดอกหญ้าเล็ก ๆ ดอกหนึ่ง… กำลังพยายามจะแทงยอดขึ้นมา… สู่แสงสว่าง


Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Facebook Twitter Instagram Linkedin Youtube