นายหน้าเลี้ยงผี: เสียงข่วนจากห้องว่าง
ผมนั่งอยู่ตรงมุมโต๊ะทำงานที่ทุกคนต่างมองข้าม แสงไฟนีออนเย็นเฉียบสาดลงบนเอกสารสัญญาที่ว่างเปล่าราวกับเยาะเย้ยความพยายามตลอดสี่เดือนของผม กลิ่นกาแฟราคาถูกและเหงื่อของความตึงเครียดอบอวลอยู่ในบรรยากาศของสำนักงานอสังหาริมทรัพย์ระดับพรีเมียมแห่งนี้
ผมชื่อประกิจ อายุสามสิบสองปี และความฝันเดียวของผมคือการหลุดพ้นจากชีวิตที่ต้องนับเงินทุกบาททุกสตางค์ การขายอสังหาฯ ไม่ใช่แค่งาน แต่มันคือทางออกเดียวที่ผมมองเห็น ผมอยากให้ชีวิตคู่ของผมกับมิ้นท์มันมั่นคงกว่านี้ มิ้นท์เป็นลูกสาวเจ้าของโครงการเล็กๆ เธอใจดี เธอเชื่อในตัวผม แต่ความรักอย่างเดียวมันกินไม่ได้ ท่ามกลางตึกระฟ้าของกรุงเทพฯ ความรักที่ไม่มีเงินมันก็แค่เรื่องตลกที่ไม่มีใครอยากฟัง
“ประกิจ ขายได้กี่ห้องแล้ววันนี้” เสียงของนที ผู้จัดการฝ่ายขายดังขึ้นอย่างเย็นชา เขาไม่ได้ถาม แต่เขากำลังสั่งให้ผมรับรู้ถึงความล้มเหลวของตัวเอง “ห้องที่สิบสองที่นายดูแลน่ะ ถ้าสัปดาห์นี้ยังปิดไม่ได้ ฉันจะโอนให้พนักงานคนอื่น”
ห้องที่สิบสอง โครงการคอนโดหรูย่านทองหล่อ ทำเลดี ราคาแพง แต่ดูเหมือนดวงของผมไม่ดีเอาเสียเลย ทุกครั้งที่ลูกค้าสนใจ สุดท้ายพวกเขาก็จะเปลี่ยนใจไปเซ็นสัญญากับเซลล์คนอื่นเสมอ ผมรู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ ไม่ใช่เพราะผมขาดความสามารถ แต่เหมือนมีกำแพงล่องหนมาขวางกั้นทุกความสำเร็จของผม
ผมนั่งก้มหน้าลง คำพูดของนทีเหมือนค้อนที่ตอกย้ำความอับอาย ผมสัมผัสได้ถึงสายตาเหยียดหยามของเพื่อนร่วมงานคนอื่นๆ พวกเขามองผมเป็นตัวถ่วง เป็นพนักงานที่แค่เข้ามาเติมเต็มจำนวนให้ดูเหมือนบริษัทใหญ่
“ประกิจ สู้ๆ นะ” มิ้นท์เดินมาแตะไหล่เบาๆ เธอเป็นเหมือนแสงสว่างเดียวในความมืดมิดของผม มิ้นท์สวมชุดทำงานเรียบหรู แต่สายตาของเธอมักจะฉายแววกังวลเสมอ เธอเข้าใจแรงกดดันที่ผมแบกรับ “อย่าเพิ่งท้อ พรุ่งนี้ไปหาลูกค้าคนใหม่อีกครั้งก็ได้”
ผมเงยหน้ามองเธอ “สู้เหรอ มิ้นท์ ผมสู้มานานแค่ไหนแล้ว คุณก็รู้ ที่บ้านคุณไม่มีใครอยากให้คุณคบกับผม ผมรู้ว่าพ่อคุณมองผมเป็นไอ้หนุ่มเซลล์ซังกะตายคนหนึ่ง ผมอยากพิสูจน์ตัวเอง ผมอยากให้คุณอยู่กับผมได้โดยไม่ต้องอับอาย”
มิ้นท์กอดอกแล้วส่ายหน้า “ฉันไม่เคยอับอายในตัวคุณ ประกิต แต่ฉันแค่ไม่อยากให้คุณเครียดขนาดนี้ บางทีเราอาจจะต้องยอมรับว่ามันไม่ใช่ทางของเราก็ได้”
คำว่า ‘ยอมรับ’ มันบาดลึกในใจผม ผมไม่ต้องการยอมรับความพ่ายแพ้ ผมต้องการชัยชนะ ความรู้สึกคับแค้นมันเดือดพล่านอยู่ในอก ผมเห็นภาพอนาคตที่เราจะต้องแยกจากกันเพราะผมไม่มีเงินพอจะดูแลเธอได้ ภาพนั้นมันน่ากลัวกว่าความตายเสียอีก
ค่ำคืนนั้น ผมขับรถเก่าๆ ของตัวเองออกไปอย่างไร้จุดหมาย ถนนในกรุงเทพฯ ยามค่ำคืนเต็มไปด้วยแสงไฟระยิบระยับที่ดูเหมือนจะเยาะเย้ยความว่างเปล่าในกระเป๋าของผม ผมจอดรถข้างทาง หยิบบุหรี่ขึ้นมาจุดสูบ พลันสายตาผมก็เหลือบไปเห็นป้ายโฆษณาเล็กๆ เก่าๆ ที่แปะอยู่บนเสาไฟฟ้า มันเป็นรูปยันต์สีทองซีดจาง มีข้อความเขียนด้วยลายมือหยาบๆ ว่า: “อยากพลิกชีวิต อยากได้ในสิ่งที่ต้องการ ติดต่อ ทวีป 08x-xxxx-xxx”
ผมหัวเราะเยาะในใจ มันดูงมงายและสิ้นหวังมาก แต่ความสิ้นหวังของผมมันมากกว่าความสมเหตุสมผลแล้ว ผมหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาแล้วกดเบอร์นั้นทันที นิ้วของผมสั่นเล็กน้อย ไม่ใช่เพราะความกลัว แต่เป็นเพราะความหวังสุดท้ายที่บ้าคลั่ง
ปลายสายเป็นเสียงแหบพร่าของผู้ชายสูงอายุคนหนึ่ง “ฮัลโหล ใครโทรมา”
“ผม ประกิต ครับ เห็นเบอร์โทรจากป้ายโฆษณา… เอ่อ… ท่านช่วยเรื่องอะไรได้บ้างครับ” ผมพูดอย่างไม่ค่อยเชื่อมั่น
เสียงนั้นหัวเราะเบาๆ ฟังดูเหมือนเสียงกิ่งไม้แห้งเสียดสีกัน “ทุกเรื่องที่เงินซื้อไม่ได้ แต่ความโลภซื้อได้” เขาหยุดไปครู่หนึ่ง “นายอยากได้อะไรล่ะ ประกิต ฉันได้ยินเสียงความหิวโหยในน้ำเสียงของนาย”
ผมกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก “ผมอยากได้ความสำเร็จ ผมต้องการปิดการขายให้ได้ทุกครั้ง ผมอยากเป็นคนสำคัญ ไม่ใช่คนที่ไม่เหลืออะไรเลย”
“ง่ายมาก” เสียงนั้นตอบทันทีอย่างเย็นชา “พรุ่งนี้นายมาหาฉัน ที่บ้านป่าช้าเก่า หลังวัดศิลาพร ตอนเที่ยงคืน ห้ามพาใครมา”
ผมปิดมือถือลง หัวใจเต้นแรงราวกับกลอง มันเป็นความรู้สึกตื่นเต้นผสมกับความกลัวที่ผมไม่เคยสัมผัสมาก่อน บ้านป่าช้าเก่า ตอนเที่ยงคืน ทุกอย่างมันดูเป็นลางร้ายไปหมด แต่ภาพใบหน้าผิดหวังของมิ้นท์และสายตาดูถูกของนทีผลักดันให้ผมตัดสินใจ ผมจะไป
วันรุ่งขึ้น ผมไปที่นั่นจริงๆ มันเป็นบ้านไม้เก่าๆ โทรมๆ ตั้งอยู่ในความมืดมิด มีกลิ่นธูปและดินแห้งๆ ลอยคลุ้งอยู่ในอากาศ แสงจันทร์สลัวๆ ส่องผ่านต้นไม้ใหญ่ทำให้เกิดเงาประหลาดบนพื้นดิน
“มาแล้วเหรอ ประกิต”
ผมหันไป เห็นชายชราคนหนึ่งนั่งอยู่บนแคร่ไม้ เขาสวมเสื้อผ้าสีขาวเก่าๆ ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยเหี่ยวย่นและดวงตาที่ดูว่างเปล่าราวกับไม่มีชีวิต ผมรู้ทันทีว่านี่คือตาหรืออาจารย์ทวีป
ผมเดินเข้าไปหาอย่างประหม่า “สวัสดีครับ ท่านทวีป”
“ไม่ต้องพิธีรีตอง” เขายื่นมือเหี่ยวย่นมาข้างหน้า บนฝ่ามือของเขามีของสิ่งหนึ่งวางอยู่ มันเป็นแผ่นดินเผาเล็กๆ สีน้ำตาลเข้ม รูปทรงคล้ายพระขุนแผนแต่ดูหยาบกว่ามาก ที่ฐานของแผ่นดินนั้นถูกปั้นให้ดูคล้ายก้อนดินที่ปั้นอย่างรีบร้อน
“นี่คือ พระขุนแผนมหาเสน่ห์ดินป่าช้า” ตาเฒ่าทวีปกล่าวด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา “ไม่ใช่ขุนแผนธรรมดา ดินที่ใช้ปั้นนี้มาจากป่าช้าเก่าที่มีการฝังศพเด็กจำนวนมาก พลังของพวกเขาจะดึงดูดและควบคุมจิตใจคนที่นายต้องการให้เซ็นสัญญา พวกเขาจะเข้ามาอยู่ในจิตใต้สำนึกของลูกค้า นายไม่ต้องพูดอะไรมาก แค่ให้พวกเขาได้สัมผัสถึงความน่าเชื่อถือที่เกินจริงจากนาย”
ผมมองดูแผ่นดินเผานั้นอย่างขนลุกขนพอง มันเย็นเฉียบและมีกลิ่นแปลกๆ คล้ายคาวเลือดแห้งและกลิ่นดินชื้นๆ
“ผมต้องทำยังไงบ้างครับ” ผมถาม
“พกติดตัวไว้เสมอ เมื่อใดที่นายต้องการปิดการขาย ให้นายวางมันไว้บนโต๊ะทำงานหรือโต๊ะเจรจา แล้วท่องคาถาที่ฉันจะสอน” ตาเฒ่าทวีปกระซิบคาถาบทหนึ่งสั้นๆ มันเป็นภาษาโบราณที่ผมฟังไม่เข้าใจ
“แล้ว… ค่าตอบแทนล่ะครับ” ผมรวบรวมความกล้าถาม
ตาเฒ่าทวีปยิ้มอย่างน่ากลัว ฟันของเขาเหลืองและห่าง “ฉันไม่ต้องการเงินก้อนโต ฉันต้องการ หนึ่งเปอร์เซ็นต์ จากทุกการขายที่นายปิดได้ โดยไม่มีข้อยกเว้น”
เขาชี้ไปที่แผ่นดินเผา “และมีข้อแม้เดียวที่สำคัญที่สุด: นายห้ามถามถึงที่มาของดินป่าช้า เพราะถ้าถาม พลังอำนาจจะหายไป และสิ่งที่ติดตามมาจะตามทวงคืนทุกอย่างที่นายได้รับไปอย่างสาสม”
ผมพยักหน้าอย่างรวดเร็ว ความคิดเรื่องหนึ่งเปอร์เซ็นต์มันเล็กน้อยมากเมื่อเทียบกับความสำเร็จที่เขาเสนอ
“ตกลงครับ ผมรับข้อเสนอนี้” ผมตอบ เสียงของผมฟังดูเหมือนเสียงของคนแปลกหน้า
ผมรับพระขุนแผนจากมือของตาเฒ่าทวีป แผ่นดินเผาชิ้นนั้นหนักและเย็นกว่าที่คิด เมื่อผมกำมันไว้แน่น ความรู้สึกอบอุ่นแปลกๆ ก็แล่นผ่านมือเข้ามาในร่างกายของผม มันไม่ใช่ความอบอุ่น แต่เป็นพลังงานดิบที่น่ากลัว
เช้าวันรุ่งขึ้น ผมวางพระขุนแผนไว้ในกระเป๋าเสื้อด้านใน และเดินทางไปยังสำนักงานด้วยความรู้สึกที่ไม่เคยมีมาก่อน ผมรู้สึกเหมือนตัวเองได้สวมเกราะที่มองไม่เห็น
ลูกค้าคนแรกที่ผมต้องเจอคือคุณสมชาย นักธุรกิจใหญ่ที่ขึ้นชื่อเรื่องความเขี้ยวลากดิน และเป็นคนเคยปฏิเสธผมมาแล้วถึงสองครั้ง ผมพาคุณสมชายไปที่ห้องที่สิบสอง ซึ่งเป็นห้องเดียวกับที่ผมพยายามขายมาตลอดสี่เดือน
ผมวางพระขุนแผนไว้ในกระเป๋าเอกสารที่เปิดอ้าอยู่บนโต๊ะกาแฟ โดยที่ลูกค้ามองไม่เห็น
ผมเริ่มนำเสนออย่างมั่นใจกว่าทุกครั้ง แต่สิ่งที่น่าประหลาดคือ คุณสมชายดูเหมือนจะไม่อยากฟังเหตุผลทางธุรกิจเลย ดวงตาของเขาจ้องมองผ่านผมไปที่บางจุดข้างหลังผม เขาพยักหน้ากับทุกคำพูดของผมราวกับถูกสะกดจิต
“ห้องนี้ดีครับ ผมชอบ ผมตกลงซื้อ” คุณสมชายพูดเพียงแค่นั้น แล้วยื่นปากกามาให้ผมอย่างไม่ลังเล
ผมแทบไม่เชื่อหูตัวเอง สัญญาสองร้อยล้านบาท ถูกปิดลงภายในสิบห้านาที หัวใจของผมเต้นแรงด้วยความปิติยินดี ผมเซ็นเอกสารอย่างรวดเร็ว มือของผมสั่นเทาด้วยความสำเร็จ
ทันทีที่ปากกาของลูกค้าจรดลงบนลายเซ็นสุดท้าย ผมได้ยินเสียง
มันเป็นเสียงหัวเราะ เสียงเด็กหัวเราะคิกคักแผ่วเบา ดังมาจากมุมห้องที่มืดมิดที่สุดของคอนโดห้องนั้น เสียงนั้นใสซื่อ ไร้เดียงสา แต่ในขณะเดียวกันก็เย็นยะเยือกจนทำให้เลือดในกายผมแข็งตัว ผมหันขวับไปมอง แต่มุมห้องนั้นว่างเปล่า ไม่มีอะไรเลยนอกจากเงาของตู้เก็บของ
“คุณประกิจเป็นอะไรไปครับ” คุณสมชายถาม ใบหน้าของเขาดูโล่งใจอย่างประหลาด ราวกับเพิ่งหลุดพ้นจากภาระหนักอึ้ง
“เปล่าครับ ไม่มีอะไร” ผมตอบ เสียงของผมสั่นเครือเล็กน้อย ผมมองดูสัญญาในมือ ความสุขจากการขายได้เอาชนะความกลัวได้อย่างรวดเร็ว
เสียงหัวเราะนั้นคงเป็นแค่จินตนาการ เป็นผลพวงจากความเครียดและความตื่นเต้น ผมบอกตัวเองซ้ำๆ
ผมรีบกลับไปที่สำนักงานและจัดการเอกสารทุกอย่าง นทีมองผมด้วยสายตาตกตะลึง มิ้นท์ยิ้มออกมาอย่างมีความสุข เธอคิดว่าผมได้พิสูจน์ตัวเองแล้ว
คืนนั้น ในขณะที่ผมกำลังจัดเก็บเอกสารและพระขุนแผนไว้ในลิ้นชักโต๊ะทำงานอย่างระมัดระวัง ผมก็ได้ยินเสียงอีกครั้ง
เสียงครูดเบาๆ ดังมาจากด้านหลังสำนักงาน เสียงนั้นหยาบกระด้าง ฟังดูเหมือนเล็บหรือโลหะกำลังขูดขีดพื้นไม้เก่าๆ มันเป็นเสียงสั้นๆ แต่ดังชัดเจนในความเงียบของสำนักงานยามค่ำคืน
ผมชะงักมือที่กำลังจะปิดลิ้นชัก หันไปมองที่ประตูห้องเก็บของที่อยู่สุดทางเดิน
มันเป็นห้องเก็บของที่ว่างเปล่า ไม่ค่อยมีใครใช้งาน
เสียงนั้นดังขึ้นอีกครั้ง “ครืดดดดด…” คราวนี้ดังกว่าเดิมและมาพร้อมกับเสียงหายใจแผ่วเบาที่เหมือนไม่ใช่เสียงของคน
ความรู้สึกกลัวถาโถมเข้ามา ผมรีบปิดลิ้นชัก กุญแจมือของผมสั่นจนไขไม่เข้า ผมตัดสินใจไม่สนใจ พยายามบอกตัวเองว่ามันคือหนูหรือลม แต่ผมก็รู้ดีว่ามันไม่ใช่
ผมก้าวเร็วๆ ออกจากสำนักงาน โดยไม่หันกลับไปมองแม้แต่ครั้งเดียว ทิ้งไว้เบื้องหลังเพียงความมืดและเสียงครูดที่ดูเหมือนจะตามติดผมอยู่
ผมนั่งในรถ พยายามหายใจเข้าออกช้าๆ ผมมองไปที่เงินมัดจำก้อนแรกที่ได้รับ ผมยิ้มออกมาอย่างควบคุมไม่ได้ ความสำเร็จที่ผมได้รับมันหอมหวานจริงๆ
การตัดสินใจขั้นสุดท้ายถูกทำลงแล้ว
ผมยอมรับข้อตกลงกับตาเฒ่าทวีป ผมยอมจ่ายหนึ่งเปอร์เซ็นต์ให้กับความมืดมิด และที่สำคัญที่สุด ผมเลือกที่จะเพิกเฉยต่อเสียงหัวเราะของเด็กๆ และเสียงครูดที่ประหลาดเหล่านั้น ผมเลือกที่จะเชื่อว่าสิ่งที่ผมกำลังจะได้มานั้น คุ้มค่าแก่การแลกเปลี่ยนทุกอย่าง
ผมขับรถออกไปจากสำนักงาน ทิ้งความมืดมิดและเสียงประหลาดไว้เบื้องหลัง แต่ในความเงียบสงบของรถ ผมรู้สึกได้ว่ามีบางสิ่งที่หนักอึ้งและมองไม่เห็น ได้เกาะติดไปกับผมแล้ว
ชีวิตของผมเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ผมย้ายจากโต๊ะทำงานมุมอับมานั่งในห้องทำงานส่วนตัวที่มองเห็นวิวแม่น้ำเจ้าพระยาอย่างเต็มตา จากเซลล์ซังกะตาย ผมกลายเป็น “มือทอง” ของบริษัทภายในเวลาเพียงสามเดือน ชื่อเสียงของผมโด่งดังในวงการอสังหาริมทรัพย์ ผมปิดการขายโครงการยักษ์ใหญ่ที่ไม่มีใครกล้าแตะได้สำเร็จ ผมซื้อรถสปอร์ตคันใหม่ ซื้อคอนโดหรูที่ผมเคยได้แต่ฝันว่าจะได้เป็นเจ้าของ
ทุกความสำเร็จ ผมโอนเงินหนึ่งเปอร์เซ็นต์ไปยังบัญชีลึกลับของตาเฒ่าทวีปอย่างเคร่งครัด ผมไม่เคยผิดนัด และผมก็ไม่เคยตั้งคำถาม
แต่ยิ่งผมประสบความสำเร็จมากเท่าไหร่ บางอย่างในตัวผมก็ยิ่งมืดมนมากขึ้นเท่านั้น
มิ้นท์ยังคงอยู่เคียงข้างผม แต่รอยยิ้มของเธอจืดจางลงทุกวัน ความสัมพันธ์ของเราที่เคยอบอุ่นและเต็มไปด้วยความเข้าใจ บัดนี้กลับเย็นชาและเต็มไปด้วยความเงียบงัน
“ประกิจคะ” คืนหนึ่งเธอนั่งลงข้างๆ ผมบนโซฟาหนังราคาแพงในห้องนั่งเล่นใหม่ของเรา ผมกำลังจ้องมองตัวเลขในบัญชีธนาคารบนแท็บเล็ต “คุณเปลี่ยนไปมากนะคะ”
ผมละสายตาจากตัวเลข “เปลี่ยนไปเหรอ ผมก็แค่ทำงานหนักขึ้น เพื่อเราไงมิ้นท์”
“ไม่ใช่ค่ะ” เธอมองลึกเข้ามาในดวงตาของผม “คุณไม่เหมือนเดิม คุณหมกมุ่น คุณก้าวร้าว และบางครั้ง… ฉันรู้สึกกลัวคุณ”
คำพูดของเธอกระแทกใจผม แต่ความทะนงตนที่ได้มาจากอำนาจใหม่ทำให้ผมปัดมันทิ้งไป “คุณคิดมากไปเอง ผมแค่เครียดเรื่องงาน”
“งานเหรอคะ” เธอลุกขึ้นยืน “งานที่ทำให้คุณต้องพกแผ่นดินเผาแปลกๆ นั่นติดตัวตลอดเวลาเหรอคะ ประกิต ฉันเห็นคุณวางมันไว้บนโต๊ะทุกครั้งที่คุยโทรศัพท์กับลูกค้ารายใหญ่”
เลือดในกายผมเย็นเฉียบ “คุณยุ่งอะไรกับของของผม” ผมตะคอกเสียงดังกว่าที่ตั้งใจ
มิ้นท์สะดุ้งถอยหลัง แววตาของเธอเต็มไปด้วยความผิดหวังและหวาดกลัว “ฉันแค่เป็นห่วงคุณ ฉันไม่รู้ว่ามันคืออะไร แต่มันทำให้คุณไม่เป็นตัวของตัวเอง”
ผมถอนหายใจ พยายามทำเสียงให้อ่อนลง “มันก็แค่เครื่องรางนำโชค ไม่มีอะไรหรอกมิ้นท์ คุณอย่ากังวลเลยนะ ผมรักคุณ”
ผมดึงเธอเข้ามากอด แต่ร่างกายของเธอเกร็งและเย็นชืด ผมรู้ว่าผมกำลังสูญเสียเธอไป แต่ผมหยุดไม่ได้ ผมเสพติดชัยชนะครั้งนี้ไปแล้ว
และเสียงเหล่านั้นก็เริ่มดังขึ้นบ่อยครั้ง
ทุกครั้งที่ผมปิดการขายได้สำเร็จ เสียงหัวเราะคิกคักของเด็กๆ จะดังขึ้นในหูของผม ไม่ว่าจะอยู่ในห้องประชุมที่เงียบกริบ หรือในรถที่กำลังวิ่งอยู่บนทางด่วน มันดังชัดเจนราวกับมีเด็กน้อยมายืนกระซิบอยู่ข้างหูผม
“คิก… คิก… คิก…”
ผมพยายามเพิกเฉย แต่เสียงนั้นมันเกาะกินจิตใจผม ทำให้ผมนอนไม่หลับ ผมเริ่มหวาดระแวง ผมมองไปตามมุมมืดของห้องเสมอ คาดหวังว่าจะเห็นอะไรบางอย่าง แต่ก็ไม่เคยเห็น
สิ่งที่น่ากลัวกว่านั้นคือเสียงที่สอง
เสียงครูด
มันไม่ได้ดังแค่ที่สำนักงานอีกต่อไป มันตามผมกลับมาที่คอนโดหรูของผมด้วย
คืนหนึ่ง ผมตื่นขึ้นมากลางดึกเพราะเสียงนั้น “ครืดดดด… ครืดดดด…”
มันดังมาจากห้องว่างที่ผมกันไว้เป็นห้องเก็บของส่วนตัว ห้องที่ผมใช้เก็บพระขุนแผนดินป่าช้าไว้ในตู้เซฟนิรภัยอย่างดี
เสียงนั้นดังเหมือนมีคนใช้เล็บยาวๆ ขูดไปมาบนพื้นไม้ปาร์เกต์หน้าประตูห้องนั้น มันดังเป็นจังหวะ ช้าๆ หนักแน่น และเต็มไปด้วยความอาฆาต
ผมลุกจากเตียง มิ้นท์ยังคงหลับสนิท ผมเดินย่องไปที่ประตูห้องนอน แง้มประตูออกมองไปตามทางเดินมืดมิด
ทุกอย่างเงียบสงัด มีเพียงแสงไฟจากตึกระฟ้าด้านนอกที่ส่องเข้ามาจางๆ
“ครืดดดดดด!”
เสียงนั้นดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ดังกว่าเดิมจนผมสะดุ้ง ผมแน่ใจว่ามันดังมาจากหน้าห้องเก็บของนั่น ผมกลั้นหายใจ ค่อยๆ เดินไปตามทางเดิน หัวใจผมเต้นแรงจนแทบจะทะลุออกมานอกอก
เมื่อผมไปถึงหน้าห้องเก็บของ กลิ่นดินชื้นๆ และกลิ่นคาวเลือดจางๆ ก็ลอยมาปะทะจมูกผม มันเป็นกลิ่นเดียวกับที่ผมได้กลิ่นในคืนแรกที่เจอกับตาเฒ่าทวีป
ผมมองลงไปที่พื้นหน้าประตู
ผมเห็นมัน
รอยขีดข่วนบางๆ แต่ลึกหลายรอย ปรากฏอยู่บนพื้นไม้ปาร์เกต์ราคาแพง รอยนั้นดูสดใหม่ราวกับเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อครู่นี้
ผมตัวแข็งทื่อ ความกลัวแล่นจับขั้วหัวใจ ผมไม่ได้ฝันไป มีบางอย่างอยู่ในคอนโดของผม บางอย่างที่ถูกปลดปล่อยออกมาจากแผ่นดินเผานั่น
ผมรีบวิ่งกลับไปที่ห้องนอน ล็อคประตูอย่างแน่นหนา ผมนอนตัวสั่นอยู่ใต้ผ้าห่มจนถึงเช้า ผมไม่ได้เล่าเรื่องนี้ให้มิ้นท์ฟัง ผมไม่อยากให้เธอกลัว และผมก็ไม่อยากยอมรับว่าผมกำลังกลัว
ผมเริ่มหมกมุ่นกับพระขุนแผนมากขึ้น ผมสวดคาถาที่ตาเฒ่าทวีปสอนบ่อยขึ้น ผมคิดว่าถ้าผมบูชาอย่างดี สิ่งเหล่านี้อาจจะหายไป
แต่ผมคิดผิด
การเจรจาครั้งสำคัญที่สุดในชีวิตผมกำลังจะเกิดขึ้น มันคือโครงการเมกะโปรเจกต์มูลค่าหลายพันล้านบาท ถ้าผมทำสำเร็จ ผมจะกลายเป็นตำนานของวงการนี้
คู่แข่งของผมคือบริษัทข้ามชาติยักษ์ใหญ่ และลูกค้าคือกลุ่มนักลงทุนชาวจีนที่ขึ้นชื่อเรื่องความเข้มงวด
ผมเตรียมตัวมาเป็นอย่างดี ผมนำพระขุนแผนออกมาจากตู้เซฟ วางมันไว้บนโต๊ะทำงานในห้องส่วนตัวของผม ผมจุดธูปหอมราคาแพง และเริ่มสวดคาถา
ในขณะที่ผมกำลังท่องคาถาบทสุดท้าย ผมก็ได้ยินเสียง
“คิก… คิก… คิก…”
เสียงหัวเราะดังขึ้นอีกแล้ว แต่คราวนี้มันไม่ได้ดังมาจากมุมห้อง มันดังมาจาก ข้างในตู้เซฟ ที่ผมเพิ่งเปิดออก
ผมชะงัก หันไปมองที่ตู้เซฟว่างเปล่า
ความเงียบเข้าครอบงำชั่วขณะ
แล้วผมก็ได้ยิน เสียงเคาะเบาๆ จากข้างในตู้
“ต็อก… ต็อก… ต็อก…”
ผมผงะถอยหลัง ขนลุกซู่ไปทั้งตัว เสียงเคาะนั้นดังราวกับมีเด็กน้อยถูกขังอยู่ข้างใน และกำลังเคาะประตูขอความช่วยเหลือ
ผมจ้องมองประตูตู้เซฟที่เปิดอ้าอยู่ ความมืดด้านในมันดูลึกจนน่ากลัว
“ต็อก… ต็อก… ต็อก… ครืดดดด…”
เสียงเคาะเปลี่ยนเป็นเสียงขูดขีดอย่างรุนแรงจากด้านใน ผมกรีดร้องออกมาอย่างสุดเสียง คว้าพระขุนแผนจากบนโต๊ะ แล้ววิ่งหนีออกจากห้องทำงาน ปิดประตูดังปัง!
ผมนั่งหอบอยู่กับพื้นหน้าห้อง เหงื่อแตกพลั่ก
นี่มันเกิดอะไรขึ้น นี่คือสิ่งที่ตาเฒ่าทวีปเตือนหรือเปล่า ว่าห้ามถามถึงที่มา? ผมยังไม่ได้ถามอะไรเลย ทำไมมันถึงรุนแรงขึ้นขนาดนี้
ผมกำพระขุนแผนไว้แน่น มันยังคงเย็นเฉียบเหมือนเดิม แต่ผมรู้สึกได้ถึงพลังงานที่สั่นสะเทือนอยู่ภายใน ราวกับมีบางอย่างกำลังดิ้นรนอยากจะออกมา
“ประกิต! เป็นอะไรไปคะ!” มิ้นท์วิ่งออกมาจากห้องนอนด้วยความตกใจเมื่อได้ยินเสียงผม “เกิดอะไรขึ้น ทำไมคุณถึงมานั่งอยู่ตรงนี้”
ผมเงยหน้ามองเธอ ใบหน้าผมซีดเผือด “มิ้นท์… ผม… ผมคิดว่าผมได้ยินเสียงอะไรบางอย่างในห้องทำงาน”
มิ้นท์มองไปที่ประตูห้องทำงานด้วยความหวาดหวั่น “เสียงอะไรคะ”
“เสียง… เหมือนมีคนขูดอะไรสักอย่าง” ผมไม่กล้าบอกเธอเรื่องเสียงเคาะ
มิ้นท์เดินไปที่ประตูแล้วกำลังจะเปิดมันออก
“อย่า!” ผมตะโกนห้ามเสียงหลง “อย่าเปิด! ผม… ผมอาจจะแค่หูแว่วไปเอง”
มิ้นท์ชะงักมือ เธอหันกลับมามองผมด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความสับสนและสงสาร “ประกิต คุณไม่ไหวแล้วนะ คุณต้องพัก คุณทำงานหนักเกินไปแล้ว”
เธอพยุงผมลุกขึ้น “ไปนอนพักเถอะค่ะ พรุ่งนี้ค่อยว่ากันใหม่”
ผมยอมให้เธอพาไปที่เตียง แต่คืนนั้นผมข่มตาหลับไม่ลง ผมนอนฟังเสียงลมหายใจสม่ำเสมอของมิ้นท์ และเสียงที่ดังมาจากอีกห้องหนึ่ง
เสียงครูดเบาๆ ที่ดังต่อเนื่องไม่หยุดตลอดทั้งคืน
มันไม่ได้ดังมาจากหน้าประตูห้องเก็บของอีกต่อไป
มันดังมาจาก ทุกทิศทาง
มันดังมาจากใต้เตียง… จากในตู้เสื้อผ้า… และจากเพดานห้องนอน
ราวกับว่ามีบางสิ่งนับสิบ นับร้อย กำลังคืบคลานอยู่รอบตัวผม รอเวลาที่จะออกมา
ผมรู้แล้วว่านี่ไม่ใช่แค่เครื่องรางนำโชค นี่คือพันธสัญญาที่ผมทำไว้กับสิ่งที่ผมไม่ควรไปยุ่งเกี่ยว
เช้าวันรุ่งขึ้น ผมตัดสินใจที่จะไปพบตาเฒ่าทวีปอีกครั้ง ผมต้องรู้ให้ได้ว่าผมกำลังเผชิญอยู่กับอะไร แต่ก่อนที่ผมจะได้ไป โทรศัพท์จากนที ผู้จัดการคนเก่าของผมก็ดังขึ้น
“ประกิต! แย่แล้ว! ลูกค้าชาวจีนกลุ่มนั้น… พวกเขายกเลิกนัด! พวกเขาบอกว่าได้ข้อมูลวงในมาว่าโครงการของเรามีปัญหาเรื่องที่ดินทับซ้อน!”
ผมตัวชา “เป็นไปได้ยังไง! ผมตรวจสอบเอกสารทุกอย่างแล้ว!”
“ฉันไม่รู้! แต่ตอนนี้ชื่อเสียงบริษัทเราป่นปี้หมดแล้ว และพวกเขากำลังจะฟ้องนาย ข้อหาฉ้อโกง!”
ผมวางสายโทรศัพท์อย่างหมดแรง โลกทั้งใบของผมกำลังพังทลายลงมา
ผมเหลือบไปเห็นพระขุนแผนที่วางอยู่บนโต๊ะข้างเตียง มันดูมืดมนและน่ากลัวกว่าทุกครั้ง
และทันใดนั้น ผมก็ได้ยินเสียง
“คิก… คิก… คิก…”
เสียงหัวเราะดังลั่นมาจากทุกมุมห้อง มันไม่ใช่เสียงหัวเราะใสซื่ออีกต่อไป มันคือเสียงหัวเราะที่เต็มไปด้วยความ สะใจ และ เยาะเย้ย
ผมตระหนักได้ในวินาทีนั้น
ผมไม่ได้กำลังจะสูญเสียทุกอย่าง
ผมได้สูญเสียมันไปหมดแล้ว ตั้งแต่วันแรกที่ผมรับแผ่นดินเผานั่นมา
“ฮ่า… ฮ่า… คิก… คิก… ฮ่าๆๆๆ!”
เสียงหัวเราะดังระงมไปทั่วทั้งห้อง มันดังมาจากทุกที่ ดังจากในผนัง จากใต้พื้น จากเพดาน มันเสียดแทงเข้ามาในโสตประสาทของผมราวกับเข็มนับพันเล่ม ผมทรุดตัวลงกับพื้น เอามืออุดหูอย่างบ้าคลั่ง
“หยุด! หยุดเดี๋ยวนี้! ออกไป!” ผมตะโกนสุดเสียง แต่เสียงของผมกลับถูกกลบด้วยเสียงหัวเราะที่ดังขึ้นเรื่อยๆ
มิ้นท์วิ่งเข้ามาในห้อง ใบหน้าของเธอซีดเผือด “ประกิต! คุณเป็นอะไร! คุณตะโกนทำไม”
ผมเงยหน้ามองเธอ ดวงตาผมเบิกกว้างด้วยความหวาดกลัว “คุณ… คุณไม่ได้ยินเหรอ มิ้นท์”
“ได้ยินอะไรคะ” เธอเขย่าตัวผม “ฉันไม่ได้ยินอะไรเลยนอกจากเสียงคุณ! ประกิต คุณทำให้ฉันกลัวนะ!”
ผมชะงัก นี่เธอบอกว่าเธอไม่ได้ยินเหรอ… มีแค่ผมคนเดียวที่ได้ยินงั้นเหรอ
ผมมองไปที่พระขุนแผนดินป่าช้าที่วางอยู่บนโต๊ะข้างเตียง ความโกรธแค้นและความกลัวปะทุขึ้นมาอย่างรุนแรง ผมลุกพรวดขึ้น คว้าแผ่นดินเผานั่นไว้ในมือ
“เพราะมึง! ทุกอย่างเป็นเพราะมึง!” ผมตะโกนใส่มันราวกับคนเสียสติ
“ประกิต อย่า!” มิ้นท์พยายามห้าม
ผมไม่ฟัง ผมขว้างพระขุนแผนนั่นสุดแรงอัดเข้ากับผนังห้อง
“แคร้ง!”
มันกระทบผนังคอนกรีตอย่างจัง แต่แทนที่จะแตกละเอียด มันกลับตกลงบนพื้นพรมอย่างนุ่มนวล ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น ผมจ้องมองมันอย่างไม่เชื่อสายตา มันไม่แม้แต่จะเป็นรอยบิ่น
ผมวิ่งเข้าไปหยิบมันขึ้นมาอีกครั้ง คราวนี้ผมวิ่งเข้าไปในห้องน้ำ ผมโยนมันลงไปในโถส้วมแล้วกดชักโครกซ้ำๆ
“ลงไป! ลงไปซะ!”
น้ำวนอย่างบ้าคลั่ง แต่แผ่นดินเผานั่นก็ยังคงอยู่ที่เดิม หนักอึ้ง ไม่ขยับเขยื้อน
“ประกิต พอได้แล้ว!” มิ้นท์ร้องไห้ออกมา เธอเกาะแขนผมไว้แน่น “คุณเป็นอะไรไป นี่มันแค่พระเครื่องนะ คุณกำลังทำตัวเหมือนคนบ้า!”
ผมสะบัดแขนเธอออก “คุณไม่เข้าใจ! นี่มันไม่ใช่พระ! มันคือปีศาจ! มันทำลายชีวิตผม!”
ผมหมดปัญญา ผมนั่งพิงผนังห้องน้ำอย่างหมดแรง เสียงหัวเราะคิกคักกลับมาอีกครั้ง เบาๆ แต่เยือกเย็น ราวกับกำลังเยาะเย้ยความพยายามอันไร้ผลของผม
ผมต้องไปหาตาเฒ่าทวีป
ผมผลุนผลันออกจากห้องน้ำ คว้ากุญแจรถ ไม่สนใจเสียงเรียกของมิ้นท์ที่ตะโกนตามหลังมา ผมวิ่งออกจากคอนโดเหมือนคนหนีตาย
ผมขับรถสปอร์ตคันใหม่ด้วยความเร็วสูงสุด เหยียบคันเร่งจนมิด ท่ามกลางการจราจรที่ติดขัดของกรุงเทพฯ ผมไม่สนใจเสียงแตรด่าทอ ผมมีเป้าหมายเดียว คือบ้านป่าช้าเก่าหลังวัดศิลาพร
ผมไปถึงที่นั่นในเวลาไม่ถึงชั่วโมง ท้องฟ้าเริ่มมืดครึ้ม บรรยากาศอึดอัดและน่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าคืนแรก
ตาเฒ่าทวีปนั่งอยู่ที่เดิม บนแคร่ไม้ตัวเดิม ราวกับเขารอผมอยู่แล้ว
“ข้าบอกแล้วใช่ไหม ว่าอย่าถามถึงที่มา” เขาพูดขึ้นก่อนที่ผมจะได้อ้าปาก เสียงของเขาแหบพร่าและเย็นชา
“ผมยังไม่ได้ถามอะไรเลย!” ผมตะโกนใส่หน้าเขา “แต่ทุกอย่างมันพังหมดแล้ว! ลูกค้ายกเลิกสัญญา! ผมกำลังจะถูกฟ้อง! มันเกิดบ้าอะไรขึ้น!”
ตาเฒ่าทวีปมองผมนิ่งๆ ดวงตาที่ว่างเปล่าของเขาดูเหมือนจะมองทะลุเข้าไปถึงจิตวิญญาณของผม
“นายยังไม่ได้พังทลาย ประกิต” เขายิ้มมุมปากอย่างน่าขนลุก “นายแค่… เพิ่งเริ่มจ่าย”
“หมายความว่ายังไง!”
“วิญญาณเด็กพวกนั้น… พวกเขาไม่ใช่แค่ดึงดูดลูกค้า” ตาเฒ่าทวีปอธิบายช้าๆ “พวกเขา กิน ความสิ้นหวังของคนที่ถูกนายหลอกล่อด้วย ทุกครั้งที่นายปิดการขายได้ คือการที่นายส่งมอบเหยื่อให้พวกเขา”
ผมตัวแข็งทื่อ “เหยื่อ…”
“ใช่… โครงการใหญ่ที่นายพลาดไปน่ะเหรอ” เขาหัวเราะหึๆ “เพราะวิญญาณพวกนั้นโลภมากเกินไป พวกมัน ‘กิน’ โชคชะตาของโครงการนั้นจนหมดสิ้น ก่อนที่สัญญาจะถูกเซ็นเสียอีก ตอนนี้… พวกมันหิวโหย”
ผมส่ายหน้าอย่างไม่เชื่อ “ไม่จริง… นี่มันเรื่องบ้าอะไร”
“เสียงหัวเราะที่นายได้ยิน คือเสียงที่พวกมันมีความสุขที่เห็นคนอื่นล้มเหลว” ตาเฒ่าทวีปพูดต่อ “ส่วนเสียงขูด… นั่นคือเสียงที่พวกมันกำลังหิว”
“แล้ว… แล้วผมจะทำยังไง” ผมถามเสียงสั่น “เอามันคืนไป! ผมไม่เอาแล้ว! เอาคืนไป!”
ผมพยายามยัดเยียดพระขุนแผนใส่มือเหี่ยวย่นของเขา แต่ตาเฒ่าทวีปปัดมือผมทิ้งอย่างแรงจนแผ่นดินเผานั่นตกกระแทกพื้น
“สายไปแล้ว” เขากล่าว “พันธสัญญาเกิดขึ้นแล้ว พวกมันไม่ได้อยู่กับแผ่นดินเผานั่นอีกต่อไป… พวกมันอยู่กับ นาย”
ความสิ้นหวังเข้าครอบงำผม “แล้วผมจะทำยังไง! บอกผมมาสิ!”
ตาเฒ่าทวีปเอนหลังพิงเสาไม้ “ง่ายมาก… ก็แค่ หาเหยื่อให้พวกมันต่อไป”
“อะไรนะ…”
“หาลูกค้ารายใหม่ ปิดการขายต่อไปเรื่อยๆ ทำเหมือนที่นายเคยทำ อย่าหยุด ถ้าพวกมันอิ่ม พวกมันก็จะสงบ” เขามองผมด้วยสายตาที่ไร้ความปรานี
“แต่ถ้า… ถ้านายหยุดล่ะก็…” เขายิ้มอีกครั้ง “พวกมันก็จะเริ่มกินสิ่งที่อยู่ ใกล้ตัวนายที่สุด”
คำพูดนั้นเหมือนสายฟ้าฟาดลงกลางใจผม “ใกล้ตัวที่สุด…”
“กลับไปซะ ประกิต” ตาเฒ่าทวีปโบกมือไล่ “กลับไปทำหน้าที่ของนายซะ ก่อนที่ทุกอย่างจะเลวร้ายไปกว่านี้”
ผมยืนนิ่งอยู่ตรงนั้นหลายนาที สมองของผมว่างเปล่า ผมไม่รู้จะทำอย่างไรต่อดี ทางเลือกที่เขามอบให้มันไม่ใช่ทางเลือก มันคือทางตัน
ผมก้มลงเก็บพระขุนแผนดินป่าช้าขึ้นมา มันยังคงเย็นเฉียบเหมือนเดิม แต่ตอนนี้ผมรู้สึกได้ถึงความหิวกระหายที่สั่นสะเทือนอยู่ภายในมือ
ผมขับรถกลับคอนโดอย่างเหม่อลอย ผมไม่รู้ว่าผมขับกลับมาถึงได้อย่างไร ผมจอดรถในลานจอดที่ว่างเปล่า ความมมืดรอบตัวดูเหมือนจะขยับเข้ามาใกล้ผมมากขึ้น
ผมเดินเข้าลิฟต์ กดชั้นที่พักของผม ประตูลิฟต์เปิดออก
ทางเดินหน้าห้องเงียบสงัด… เงียบผิดปกติ
ไม่มีเสียงครูด ไม่มีเสียงหัวเราะ ไม่มีอะไรเลย
ผมไขกุญแจเข้าห้อง “มิ้นท์… มิ้นท์ ผมกลับมาแล้ว”
ความเงียบคือคำตอบ
ไฟในห้องนั่งเล่นถูกปิดไว้ มีเพียงแสงไฟจากภายนอกที่ส่องเข้ามา ผมเดินไปทั่วห้อง “มิ้นท์! คุณอยู่ไหน”
ไม่มีเสียงตอบรับ
ผมเดินไปที่ห้องนอน หัวใจของผมเริ่มเต้นแรงด้วยลางสังหรณ์ที่น่ากลัว
ผมผลักประตูห้องนอนเข้าไป
“มิ้นท์!”
ห้องทั้งห้องว่างเปล่า ตู้เสื้อผ้าฝั่งของเธอเปิดอ้า… เสื้อผ้าของเธอหายไปหมด กระเป๋าเดินทางก็หายไปด้วย
เธอไปแล้ว… เธอทิ้งผมไปแล้ว
ผมทรุดตัวลงนั่งบนขอบเตียง ความรู้สึกโล่งใจอย่างประหลาดแวบเข้ามา… อย่างน้อยเธอก็ปลอดภัย อย่างน้อยเธอก็หนีไปจากผมได้
ผมทอดสายตามองไปยังหมอนข้างที่เธอเคยนอน
และวินาทีนั้น… โลกทั้งใบของผมก็หยุดหมุน
บนปลอกหมอนสีขาวสะอาด… ตรงที่ที่ศีรษะของเธอควรจะอยู่…
มี รอยมือ เปื้อนโคลนสีดำประทับอยู่
มันไม่ใช่รอยมือของผู้ใหญ่
มันเล็ก… เล็กเหมือนรอยมือของเด็ก
และมันยัง เปียกชื้น
ผมจำคำพูดของตาเฒ่าทวีปได้ทันที
“…พวกมันก็จะเริ่มกินสิ่งที่อยู่ ใกล้ตัวนายที่สุด…”
ผมกรีดร้องออกมาสุดเสียง มันไม่ใช่เสียงร้องด้วยความโกรธ หรือความเสียใจ
มันคือเสียงร้องของคนที่เพิ่งตระหนักว่า…
มิ้นท์ไม่ได้หนีไป
แต่เธอ ถูกพรากไป
ผมจำไม่ได้ว่าตัวเองกรีดร้องนานแค่ไหน ผมจำได้แค่ความเย็นเฉียบที่แล่นไปทั่วร่างจนชา รอยมือเล็กๆ ที่เปื้อนโคลนนั่น… มันคือคำประกาศสงครามจากขุมนรก
ผมไม่ได้โทรแจ้งตำรวจ ผมรู้ดีว่าตำรวจช่วยอะไรไม่ได้ นี่มันไม่ใช่คดีลักพาตัว นี่มันคือการทวงหนี้จากสิ่งที่มองไม่เห็น
ผมคว้าพระขุนแผนดินป่าช้าไว้ในมือ ความรู้สึกเย็นชืดของมันตอนนี้ให้ความรู้สึกเหมือนกำลังจับก้อนน้ำแข็งแห้งที่กัดผิวหนัง ผมต้องไปหามิ้นท์ ผมต้องพาเธอกลับมา
ผมรู้ว่ามีเพียงคนเดียวที่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น… ตาเฒ่าทวีป
ผมขับรถกลับไปที่บ้านป่าช้าเก่าอีกครั้ง คราวนี้ผมไม่ได้ขับรถสปอร์ตคันหรู ผมขับรถกระบะเก่าๆ ของคนงานก่อสร้างที่จอดทิ้งไว้ใต้คอนโด ผมไม่อยากเป็นที่สังเกต
ท้องฟ้ามืดสนิทราวกับมีใครเอาผ้าดำมาคลุมไว้ ไม่มีแม้แต่แสงจันทร์หรือดวงดาว
ผมบุกเข้าไปในบ้านโทรมๆ ของตาเฒ่าทวีปโดยไม่เคาะประตู
“มิ้นท์อยู่ไหน! บอกมา!” ผมตะคอกใส่ร่างที่นั่งนิ่งอยู่ในความมืด
ตาเฒ่าทวีปหันมามองผมช้าๆ ใบหน้าเหี่ยวย่นของเขาไร้ความรู้สึก “ข้าเตือนเจ้าแล้ว ประกิต… ว่าพวกมันหิว”
“กูไม่สน! มิ้นท์อยู่ไหน! มึงเอาเธอไปไว้ที่ไหน!” ผมกระชากคอเสื้อเขาขึ้นมา
“ปะ…ปล่อยข้า!” ตาเฒ่าทวีปไอแค่กๆ “ข้าไม่ได้เอาเธอไป… พวกมัน ต่างหากที่เอาไป”
“พวกมันคือใคร! พวกมันอยู่ที่ไหน!”
ตาเฒ่าทวีปชี้มือสั่นเทาไปยังทิศตะวันออก “ป่าช้า… ป่าช้าเก่าที่ข้าเอาดินมาทำพระขุนแผน… พวกมันพากลับไปยังที่ที่พวกมันจากมา”
เขามองผมด้วยแววตาที่ผมอ่านไม่ออก มันเหมือนความสมเพช แต่ก็แฝงไปด้วยความสะใจ
“พวกมันไม่ได้ต้องการเธอหรอก ประกิต” เขากระซิบ “พวกมันต้องการ นาย… มิ้นท์เป็นแค่… เหยื่อล่อ”
หัวใจผมหล่นไปอยู่ที่ตาตุ่ม “เหยื่อล่อ… ให้กูไปหาพวกมันเหรอ”
“พวกมันอยากให้นายไปที่นั่น ไปยังที่ฝังศพของพวกมัน ไปทำพันธสัญญาที่สมบูรณ์” ตาเฒ่าทวีปยิ้ม “ไปเป็นส่วนหนึ่งของพวกมันตลอดกาล”
ผมผลักเขาล้มลงกับพื้นอย่างแรง “ไม่มีทาง! กูจะไปเอามิ้นท์กลับมา แล้วกูจะทำลายมึงกับไอ้เด็กเปรตพวกนั้นให้หมด!”
ผมวิ่งออกมาจากบ้านของเขา ตรงไปยังทิศที่เขาชี้ มันคือป่าช้าเก่าที่ถูกทิ้งร้างท้ายหมู่บ้าน ห่างออกไปหลายสิบกิโลเมตร
ผมขับรถฝ่าความมืดไปอย่างบ้าคลั่ง ในหัวมีแต่ภาพใบหน้าหวาดกลัวของมิ้นท์สลับกับรอยมือเปื้อนโคลนบนหมอน
ป่าช้าเก่า… มันเป็นสถานที่ที่แม้แต่คนในพื้นที่ก็ไม่กล้าเข้าไปใกล้ในยามค่ำคืน
ผมมาถึงที่นั่นในเวลาเกือบเที่ยงคืน ผมจอดรถไว้ที่ปากทางเข้า ป่าช้าแห่งนี้รกทึบไปด้วยต้นไม้ใหญ่และหญ้าสูง กลิ่นอับชื้นของดินและใบไม้เน่าเปื่อยลอยคละคลุ้งไปทั่ว
ผมเปิดไฟฉายในมือถือ ส่องนำทางเข้าไปในความมืด
“มิ้นท์! มิ้นท์! คุณอยู่ไหน!” ผมตะโกนเรียกชื่อเธอ
มีเพียงเสียงลมหวีดหวิวและเสียงกิ่งไม้เสียดสีกันตอบกลับมา
ผมเดินลึกเข้าไปเรื่อยๆ ผ่านหลุมศพเก่าๆ ที่บางส่วนก็พังทลายลง บางส่วนก็มีแค่ป้ายไม้ผุๆ ปักไว้ บรรยากาศมันเย็นยะเยือกจนผมต้องกระชับเสื้อแจ็คเก็ต
ทันใดนั้น… ผมก็ได้ยิน
“คิก… คิก… คิก…”
เสียงหัวเราะดังมาจากรอบทิศทาง มันดังกว่าทุกครั้งที่ผมเคยได้ยิน มันไม่ใช่เสียงเด็กน้อยอีกต่อไป มันคือเสียงหัวเราะที่แหลมสูงและเต็มไปด้วยความอาฆาต
ผมหยุดนิ่ง ส่องไฟฉายไปรอบๆ “ออกมา! ออกมาเดี๋ยวนี้! เอาตัวมิ้นท์คืนมา!”
แสงไฟฉายของผมสาดไปกระทบกับบางสิ่งบางอย่างที่เคลื่อนไหวอยู่หลังต้นไม้ใหญ่
มันคือร่างเล็กๆ… ร่างของเด็ก
ผมใจเต้นแรง “ใครน่ะ!”
ร่างนั้นค่อยๆ ก้าวออกมาจากความมืด
ผมแทบหยุดหายใจ
มันคือเด็กชายตัวเล็กๆ สวมเสื้อผ้าเก่าขาดรุ่งริ่ง ใบหน้าของเขาซีดขาว แต่สิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือ… ดวงตาของเขา
มันเป็นโพรงโบ๋สีดำสนิท ไร้แววตา ไร้ชีวิต
เด็กคนนั้นยิ้มให้ผม… รอยยิ้มที่ฉีกกว้างจนถึงใบหู เผยให้เห็นฟันซี่เล็กๆ ที่แหลมคม
“คิก… คิก… มาเล่นกันเถอะ… ท่านพ่อ…”
“กูไม่ใช่พ่อมึง!” ผมตะคอก กลบเกลื่อนความกลัวที่กำลังกัดกินหัวใจ
“ใช่สิ… ท่านคือพ่อของเรา” เสียงเล็กๆ นั้นดังขึ้นอีก แต่คราวนี้มันไม่ได้ดังมาจากเด็กคนนั้นคนเดียว มันดังมาจาก ทุกที่
ร่างของเด็กๆ เริ่มปรากฏตัวขึ้นจากหลังหลุมศพ… จากพุ่มไม้… พวกเขาคลานออกมาจากใต้ดิน
สิบ… ยี่สิบ… ห้าสิบ…
พวกเขาทั้งหมดมีลักษณะเดียวกัน ใบหน้าซีดเผือด ดวงตาโบ๋สีดำ และรอยยิ้มที่น่าสยดสยอง
พวกเขามายืนล้อมผมไว้เป็นวงกลม
“พวกมึงต้องการอะไร!” ผมตะโกนถาม มือที่ถือพระขุนแผนสั่นเทา
“เราหิว…” เสียงหนึ่งกระซิบมาจากด้านหลังผม
“เราอยากได้ความอบอุ่น…” อีกเสียงหนึ่งดังขึ้นข้างๆ หู
“เราอยากได้… ชีวิต…”
เด็กชายคนแรกที่ผมเห็น ชี้มือเล็กๆ ที่เปื้อนโคลนมาที่ผม “ชีวิตของท่าน… ท่านพ่อ”
พวกเขาค่อยๆ ขยับเข้ามาใกล้ผมทีละก้าวๆ วงล้อมแคบลงเรื่อยๆ
ผมส่องไฟฉายไปที่พวกเขา พยายามหาทางหนี แต่ไม่มีทางไป พวกเขาอยู่ทุกที่
“มิ้นท์อยู่ไหน! บอกกูมา!” ผมยังคงตะโกนถาม
“เธอกำลังรอท่านอยู่…” เด็กชายคนนั้นหัวเราะ “รอท่านอยู่ที่… บ้าน ของเรา”
เขาชี้ไปยังใจกลางป่าช้า ที่นั่นมีต้นไทรขนาดใหญ่แผ่กิ่งก้านสาขาปกคลุมไปทั่วบริเวณ รากของมันชอนไชไปทั่วพื้นดินราวกับอสรพิษยักษ์
ใต้ต้นไทรนั้น… มีบางอย่างคล้ายกับทางลงไปใต้ดิน
“ไม่!” ผมปฏิเสธ “กูไม่ไป!”
ผมชูพระขุนแผนในมือขึ้น “กูมีนี่! พวกมึงทำอะไรกูไม่ได้!”
ทันทีที่ผมชูพระขุนแผนขึ้น เสียงหัวเราะทั้งหมดก็หยุดกึก
ความเงียบเข้าครอบงำป่าช้า… มันเป็นความเงียบที่น่ากลัวยิ่งกว่าเสียงหัวเราะ
เด็กชายคนนั้นเอียงคอ ดวงตาโบ๋ของเขจ้องมองมาที่แผ่นดินเผาในมือผม
“นั่น… ไม่ใช่ของท่าน” เขากล่าวด้วยน้ำเสียงที่เปลี่ยนไป มันทุ้มต่ำและน่ากลัว “นั่นคือ กรงขัง ของเรา”
“อะไรนะ…”
“ท่านถือมันไว้… แต่ท่านไม่เคยเป็นเจ้าของมัน” เด็กชายยิ้มกว้างขึ้น “และตอนนี้… ถึงเวลาปลดปล่อยแล้ว”
สิ้นเสียงนั้น พระขุนแผนในมือผมก็เริ่ม สั่น
มันสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงจนผมแทบจะถือไว้ไม่อยู่ ความร้อนแผ่ซ่านออกมาจากมันราวกับถ่านไฟ
“อ๊ากกกก!” ผมร้องลั่น ปล่อยมันตกลงสู่พื้น
ทันทีที่แผ่นดินเผากระทบกับดินป่าช้า…
“แคร่ก… แคร่ก… เปรี้ยงงง!”
พระขุนแผนดินป่าช้า… แตกละเอียดเป็นเสี่ยงๆ!
เศษดินเหนียวสีดำกระจัดกระจายไปทั่วพื้น และจากจุดที่มันแตก… กลุ่มควันสีดำทะมึนก็พวยพุ่งออกมา ก่อตัวเป็นรูปร่างที่น่าสะพรึงกลัว
มันไม่ใช่ร่างของเด็กอีกต่อไป
มันคือเงาดำขนาดมหึมาที่มีดวงตาสีแดงฉานหลายร้อยดวงจ้องมองมาที่ผม
เสียงกรีดร้องโหยหวนดังขึ้นพร้อมกันจากร่างของเด็กๆ ทั้งหมด พวกเขาทรุดตัวลงกับพื้น ร่างกายบิดเบี้ยวราวกับถูกทรมาน
“พวกมึงทำอะไร!” ผมตะโกน
เงาดำมหึมานั้นหันมามองผม ดวงตาสีแดงทั้งหมดจับจ้องมาที่ผมเพียงคนเดียว
“ขอบใจ… ที่ปลดปล่อยข้า… ไอ้หนู”
เสียงนั้นดังก้องอยู่ในหัวของผม มันไม่ใช่เสียงของตาเฒ่าทวีป… มันคือเสียงของบางสิ่งที่เก่าแก่และชั่วร้ายกว่านั้นมาก
ผมตระหนักได้ในทันที
ผมไม่ได้ต่อสู้กับวิญญาณเด็ก
ผมถูกหลอกมาตลอด
ตาเฒ่าทวีปไม่ได้ให้เครื่องรางผม… เขาใช้ผมเป็น กุญแจ
กุญแจเพื่อปลดปล่อยสิ่งที่ถูกผนึกไว้ใต้ดินป่าช้าแห่งนี้… โดยใช้พลังชีวิตจากเหยื่อที่ผมป้อนให้มันมาตลอด
และตอนนี้… มันเป็นอิสระแล้ว
“แล้ว… มิ้นท์ล่ะ” ผมถามเสียงสั่นเทา ความหวังสุดท้ายริบหรี่
เงาดำนั้นหัวเราะลั่น เสียงหัวเราะของมันทำให้พื้นดินสั่นสะเทือน
“ผู้หญิงคนนั้นรึ… นางคือ… อาหารมื้อแรกของข้า”
ความจริงอันโหดร้ายกระแทกใส่หน้าผมอย่างจัง มิ้นท์… ตลอดเวลาที่ผ่านมา…
ความสิ้นหวัง ความโกรธแค้น ความรู้สึกผิด โถมทับผมจนแทบยืนไม่ไหว
ผมถูกหลอกใช้ ผมสูญเสียทุกอย่าง และผม… ได้ปลดปล่อยปีศาจร้ายออกมาสู่โลก
“นางคือ… อาหารมื้อแรกของข้า”
คำพูดนั้นยังคงดังก้องอยู่ในหัวของผม ซ้ำไปซ้ำมาเหมือนแผ่นเสียงตกร่อง ผมทรุดตัวลงคุกเข่าบนพื้นดินเย็นเฉียบของป่าช้า ร่างกายของผมสั่นเทาอย่างควบคุมไม่ได้
เงามหึมานั้นหัวเราะเป็นครั้งสุดท้าย เสียงของมันสั่นสะเทือนไปทั่วทั้งป่า ก่อนที่มันจะสลายตัวกลายเป็นกลุ่มควันสีดำแล้วจางหายไปในความมืด พร้อมกันนั้น ร่างของเด็กๆ ที่นอนบิดเบี้ยวอยู่บนพื้นก็สลายกลายเป็นเถ้าถ่าน ปลิวไปกับสายลม
ป่าช้ากลับสู่ความเงียบสงัด… เงียบจนน่าขนลุก
เหลือเพียงผม… นั่งอยู่ท่ามกลางเศษซากที่แตกหักของพระขุนแผน
มิ้นท์… มิ้นท์…
ชื่อของเธอดังอยู่ในใจผม ผมพยายามนึกถึงใบหน้าของเธอ แต่ภาพที่ปรากฏขึ้นกลับเป็นรอยยิ้มอันน่าสยดสยองของเด็กชายคนนั้น และดวงตาสีแดงฉานหลายร้อยดวงของปีศาจตนนั้น
ผมฆ่าเธอ… ผมไม่ได้ตั้งใจ แต่ผมคือคนที่ส่งเธอไปให้มัน
ผมนั่งนิ่งอยู่อย่างนั้นนานแค่ไหนไม่รู้ อาจจะหลายชั่วโมง หรืออาจจะแค่ไม่กี่นาที เวลาในตอนนี้มันไม่มีความหมายอีกต่อไป
ผมค่อยๆ พยุงตัวเองลุกขึ้น ขาของผมไร้เรี่ยวแรง ผมเดินโซซัดโซเซกลับไปที่รถกระบะเก่าๆ เหมือนคนไร้วิญญาณ
การขับรถกลับกรุงเทพฯ เป็นภาพเบลอๆ ในความทรงจำ ผมจำได้แค่แสงไฟจากรถที่สวนมาบาดตา และเสียงกระซิบที่ดังอยู่ในหัว
“ทำไม… ประกิต… ทำไม…”
มันคือเสียงของมิ้นท์
ผมสะบัดหัวอย่างแรง “ไม่! ไม่ใช่เธอ! ออกไป!”
แต่เสียงนั้นไม่หายไป มันยังคงวนเวียนอยู่รอบตัวผม
เมื่อผมกลับมาถึงคอนโดที่เคยหรูหรา บัดนี้มันไม่ต่างอะไรกับสุสาน มันเงียบเชียบ เย็นชา และว่างเปล่า ผมเดินผ่านห้องนั่งเล่นที่มืดมิด กลิ่นน้ำหอมจางๆ ของมิ้นท์ยังคงลอยอวลอยู่ในอากาศ มันเหมือนมีดที่กรีดแทงหัวใจผม
ผมไม่ได้เปิดไฟ ผมเดินไปที่ตู้เย็น หยิบขวดเหล้าราคาแพงออกมา กระดกมันเข้าปากโดยตรง ความแสบร้อนของแอลกอฮอล์ช่วยให้ความเจ็บปวดทางใจทุเลาลงได้ชั่วขณะ
ผมทิ้งตัวลงบนโซฟา จ้องมองความมืด
ความเงียบ… มันคือสิ่งที่ผมเคยโหยหา แต่ตอนนี้มันคือสิ่งที่น่ากลัวที่สุด
และแล้ว… มันก็เริ่มขึ้น
มันไม่ใช่เสียงหัวเราะคิกคัก หรือเสียงขูดขีดอีกต่อไป
มันคือ ภาพ
ผมเหลือบมองไปที่หน้าจอโทรทัศน์ที่ดับมืด แสงสะท้อนจางๆ จากภายนอกทำให้มันกลายเป็นกระจกเงาสีดำ
ผมเห็นเงาสะท้อนของตัวเอง… และเห็น เธอ
มิ้นท์… เธอยืนอยู่ข้างหลังผมในเงาสะท้อนนั้น!
ผมหันขวับกลับไป แต่ข้างหลังผมไม่มีใคร… มีเพียงความว่างเปล่า
ผมหันกลับมามองที่หน้าจอทีวีอีกครั้ง เธอยังคงอยู่ที่นั่น… ใบหน้าซีดขาว ดวงตากลวงโบ๋ ริมฝีปากขยับช้าๆ โดยไม่มีเสียง…
“ทำ… ไม…”
“อ๊ากกกก!” ผมคว้าขวดเหล้าฟาดไปที่หน้าจอทีวีจนแตกกระจาย เสียงแก้วแตกดังลั่นไปทั่วห้อง
ผมหอบหายใจอย่างหนัก เหงื่อกาฬไหลท่วมตัว
นี่มันบ้าไปแล้ว… ผมกำลังจะเป็นบ้า
ผมวิ่งไปทั่วห้อง เอาผ้าคลุมกระจกทุกบานในบ้าน ผมไม่อยากเห็น… ผมไม่อยากเห็นเงาสะท้อนของเธอที่ถูกปีศาจตนนั้นสร้างขึ้นมาเพื่อทรมานผม
ผมขังตัวเองอยู่ในคอนโด ผมไม่รับโทรศัพท์ ไม่เปิดประตูให้ใคร
เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นไม่หยุด มันคงเป็นสายจากที่ทำงาน จากทนายความเรื่องคดีฟ้องร้อง… แต่ผมไม่สนใจอะไรทั้งนั้น
ความมั่งคั่งที่ผมเคยไล่ล่า… ตำแหน่ง “มือทอง” ที่ผมเคยภูมิใจ… ตอนนี้มันไร้ค่าสิ้นดี
ผมใช้เวลาวันแล้ววันเล่าอยู่กับขวดเหล้าและความมืด ผมพยายามดื่มให้หลับ ดื่มเพื่อลืม แต่ทุกครั้งที่ผมหลับตา ผมจะเห็นดวงตาสีแดงฉานนับร้อยดวง… และได้ยินเสียงกระซิบของมิ้นท์
“เจ็บ… มันเจ็บเหลือเกิน… ประกิต…”
“พอแล้ว! พอที!” ผมตะโกนใส่ความว่างเปล่า “มึงต้องการอะไรจากกูอีก! มึงเอาทุกอย่างไปแล้ว!”
เสียงหัวเราะทุ้มต่ำดังก้องขึ้นในหัวของผม
“ข้ายังไม่ได้เอาทุกอย่าง… ข้ากำลัง ‘กิน’ ความสิ้นหวังของเจ้าอยู่… มันอร่อยกว่าที่คิด”
เสียงของปีศาจตนนั้น…
ผมตระหนักได้ในทันที มันไม่ได้หายไปไหน มันยังคงอยู่กับผม มันกำลังสูบกินพลังใจของผมทีละน้อย มันกำลังรอให้ผมแหลกสลายอย่างช้าๆ
ผมถูกหลอกอีกแล้ว
ความสิ้นหวังของผมคืออาหารมื้อต่อไปของมัน
ความโกรธแค้นระลอกใหม่ปะทุขึ้นมาอย่างรุนแรง มันไม่ใช่ความโกรธที่เกิดจากความกลัวอีกต่อไป มันคือความโกรธของคนที่ถูกต้อนจนมุมและไม่เหลืออะไรจะเสีย
ผมลุกขึ้นยืน ขาของผมสั่น แต่แววตาของผมแข็งกร้าว
ผมเดินไปที่หน้าต่าง กระชากผ้าม่านออก แสงแดดจ้าสาดเข้ามาในห้องจนผมต้องหยีตา
ผมเดินไปที่กระจกบานใหญ่ในห้องโถง ดึงผ้าคลุมมันออก
ภาพที่ผมเห็นคือชายแปลกหน้าคนหนึ่ง… ผมเผ้ารุงรัง หนวดเคราขึ้นเขียวครึ้ม ดวงตาแดงก่ำและลึกโหล
นี่คือสภาพของผม… นี่คือสิ่งที่มันทำกับผม
“ไม่…” ผมกระซิบกับเงาสะท้อนของตัวเอง “กูจะไม่ยอมให้มึงชนะ”
ผมทุบกำปั้นลงบนกระจกจนเลือดไหลซิบ ความเจ็บปวดทางกายช่วยเรียกสติผมกลับมา
ผมไม่อาจชดใช้ให้มิ้นท์ได้ ผมรู้… แต่ผมจะไม่ยอมให้เธอตายฟรี และผมจะไม่ยอมให้ไอ้ปีศาจตนนั้นลอยนวล
มันยังต้องการผม… มันยังผูกพันอยู่กับผม และนั่นคือจุดอ่อนของมัน
ผมต้องหาทาง… หาทางที่จะดึงมันกลับมา… หาทางที่จะผนึกมันอีกครั้ง
และคนที่รู้เรื่องนี้ดีที่สุด… คือคนที่เริ่มต้นเรื่องทั้งหมด
ตาเฒ่าทวีป
ครั้งนี้ ผมจะไม่ไปหาเขาในฐานะเหยื่อผู้สิ้นหวังอีกต่อไป
ผมจะไปในฐานะ… นักล่า
ผมไม่สนว่าต้องใช้วิธีไหน ผมไม่สนว่าต้องแลกด้วยอะไร ต่อให้ต้องขายวิญญาณให้ปีศาจตนอื่นเพื่อมาต่อกรกับมัน ผมก็จะทำ
ผมอาบน้ำ โกนหนวดเครา สวมเสื้อผ้าชุดใหม่ ผมมองดูตัวเองในกระจกอีกครั้ง แววตาของผมเปลี่ยนไปแล้ว มันไม่ใช่แววตาของประกิต “มือทอง” และไม่ใช่แววตาของไอ้ขี้แพ้ที่จมอยู่กับเหล้า
มันคือแววตาของคนที่ตายไปแล้วทั้งเป็น… และสิ่งเดียวที่ขับเคลื่อนผมอยู่ตอนนี้ คือความแค้น
ผมหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมา เช็คยอดเงินในบัญชีลับที่ผมซ่อนไว้… เงินที่ไม่ได้มาจากตาเฒ่าทวีป มันยังเหลือพอให้ผมตั้งหลัก
ผมกดเบอร์โทรศัพท์… ไม่ใช่เบอร์ตำรวจ ไม่ใช่เบอร์ทนาย
แต่เป็นเบอร์ของนักสืบเอกชนคนหนึ่งที่ผมเคยใช้บริการเพื่อสืบประวัติลูกค้า
“ผมต้องการให้คุณหาคน… คนชื่อ ทวีป… เป็นหมอผี… อยู่แถววัดศิลาพร… หาให้เจอว่าตอนนี้มันหนีไปอยู่ที่ไหน… ผมให้คุณยี่สิบสี่ชั่วโมง”
ผมวางสาย ผมรู้ว่าตาเฒ่าทวีปต้องหนีไปแล้วหลังจากที่ผมไปอาละวาดที่บ้านมัน แต่ผมจะหามันจนเจอ
ผมเดินไปที่ประตู หยุดชะงักเล็กน้อย
“คิก… คิก… คิก…”
เสียงหัวเราะของเด็กดังขึ้นอีกครั้ง… เบาๆ… เหมือนกำลังเย้ยหยัน
ผมแสยะยิ้ม
“หัวเราะไปเถอะ… เพราะนี่จะเป็นเสียงหัวเราะครั้งสุดท้ายของพวกมึง”
ผมก้าวออกจากห้อง ปิดประตูหลังหลังผมอย่างแรง
สงครามที่แท้จริง… เพิ่งจะเริ่มต้น
ยี่สิบสี่ชั่วโมงผ่านไปราวกับชั่วนิรันดร์ ผมไม่ได้นอนเลยแม้แต่นาทีเดียว ผมนั่งจ้องโทรศัพท์ในห้องที่มืดมิด รอคอยอย่างอดทน
ในที่สุดมันก็ดังขึ้น
“ผมเจอมันแล้วครับ คุณประกิต” เสียงของนักสืบเอกชนดังมาตามสาย “มันกบดานอยู่ในชุมชนแออัดแถวคลองเตย ดูเหมือนมันจะรู้ตัวว่ามีคนตาม”
“ส่งที่อยู่มา” ผมพูดเสียงเรียบ
“คุณประกิตครับ… ที่นั่นมันไม่ใช่ที่ที่คุณควรจะไปคนเดียวนะครับ มัน…”
ผมกดตัดสายก่อนที่เขาจะพูดจบ ผมไม่ต้องการคำเตือน ผมต้องการแค่สถานที่
ผมขับรถกระบะคันเดิมไปยังที่หมาย มันเป็นซอยแคบๆ ลึกเข้าไปในชุมชนแออัด กลิ่นเหม็นเน่าของขยะและน้ำครำลอยคละคลุ้งจนแทบหายใจไม่ออก
ผมเดินลัดเลาะไปตามทางเดินไม้ผุๆ ตามเบาะแสที่นักสืบให้มา จนกระทั่งมาหยุดอยู่ที่หน้าบ้านหลังหนึ่ง มันเป็นเพิงสังกะสีเก่าๆ ที่ดูเหมือนจะพังแหล่มิพังแหล่
ผมไม่ได้เคาะประตู
ผมใช้เท้าถีบประตูสังกะสีนั่นจนพังเข้ามา
ภาพที่ผมเห็นคือตาเฒ่าทวีปกำลังนั่งกอดเข่าตัวสั่นอยู่มุมห้อง บนพื้นมีข้าวของกระจัดกระจายราวกับมันพยายามจะเก็บของหนี
ทันทีที่มันเห็นผม แววตาของมันก็เบิกกว้างด้วยความหวาดกลัวสุดขีด
“มึง… มึงมาได้ยังไง!” มันลนลานถอยหลังจนชิดฝา
ผมก้าวเข้าไปช้าๆ ปิดประตูสังกะสีที่พังลงมากองกับพื้น “มึงหนีเหรอ ทวีป… มึงคิดว่ามึงจะหนีกูพ้นเหรอ”
“กู… กูไม่รู้เรื่อง! กูไม่รู้ว่ามันจะออกมา!” มันยกมือขึ้นไหว้ท่วมหัว “ปล่อยกูไปเถอะ! กูแค่ทำตามที่มันสั่ง!”
คำพูดนั้นทำให้ผมชะงัก “มันสั่ง? หมายความว่ายังไง”
ผมกระชากคอเสื้อมันขึ้นมาอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ผมไม่ได้บีบคอ มัน ผมจ้องลึกเข้าไปในดวงตาที่สั่นระริกของมัน
“พูดความจริงมาให้หมด! มึงไม่ได้เป็นนายของมันเหรอ!”
“ไม่ใช่! ไม่เคยเลย!” ตาเฒ่าทวีปสารภาพออกมาอย่างสิ้นหวัง น้ำลายฟูมปาก “กู… กูเป็นเหมือนมึงนั่นแหละ! กูเป็นทาสของมัน!”
ผมตกตะลึง “ทาส? มันคือตัวอะไรกันแน่!”
“มันคือ… ‘เจ้าที่’… ไม่สิ มันคือสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่านั้น” ตาเฒ่าทวีปตัวสั่น “มันคือวิญญาณอาฆาตที่ถูกผนึกไว้ใต้ดินป่าช้าแห่งนั้นมานานหลายร้อยปี มันถูกผนึกโดยอาจารย์ของกูอีกที… แต่พลังมันกล้าแข็งเกินไป ผนึกเริ่มเสื่อม”
“แล้วยังไงต่อ!”
“มันกระซิบ… มันกระซิบกับกูทุกคืน มันบอกว่ามันหิว… มันต้องการพลังชีวิตเพื่อที่จะทำลายผนึก… มันสอนกู… มันสอนกูให้สร้าง ‘กุญแจ’”
“พระขุนแผนดินป่าช้า…” ผมพึมพำ
“ใช่!” ตาเฒ่าทวีปพยักหน้าหงึกๆ “มันไม่ใช่เครื่องราง… มันคือ ‘ท่อส่งอาหาร’! มันคือเครื่องมือที่ใช้สูบพลังชีวิตจากเหยื่อที่มึงหลอกล่อมา… เพื่อป้อนให้มัน! วิญญาณเด็กพวกนั้น… ก็แค่เปลือกนอกที่มันสร้างขึ้นมาหลอกมึง!”
ผมกำหมัดแน่น เลือดในกายเดือดพล่าน “มึงหลอกกู! มึงใช้กูเป็นเครื่องมือ!”
“กูก็ถูกมันหลอกเหมือนกัน!” มันร้องไห้ออกมา “มันสัญญากับกูว่าถ้ากูหาคนมาป้อนพลังให้มันจนอิ่ม มันจะปล่อยกูเป็นอิสระ! มันเลือกมึง… ประกิต… มันเลือกมึงเพราะมันได้กลิ่นความทะเยอทะยานที่มืดมิดที่สุดในตัวมึง!”
“แล้วตอนนี้มันเป็นอิสระแล้ว… มึงก็ได้ในสิ่งที่มึงต้องการแล้วนี่!” ผมตะคอก
“ไม่!” ตาเฒ่าทวีปส่ายหน้าอย่างบ้าคลั่ง “มึงทำมันแตก! มึงปลดปล่อยมันก่อนเวลาอันควร! ผนึกยังไม่สมบูรณ์! ตอนนี้มันเป็นอิสระ… แต่มันก็ยัง… ผูกพัน”
“ผูกพันกับอะไร!”
“ผูกพันกับ… กุญแจ… และ… ผู้ถือ”
ผมตัวชา… “มันผูกพันกับกู”
“ใช่! มันยังตัดขาดจากมึงไม่ได้! มันถึงต้องตามหลอกหลอนมึง! มันกำลังสูบกินความสิ้นหวังของมึง… พอมึงหมดประโยชน์… มันก็จะฆ่ามึง! แล้วมันก็จะไปหาทาสคนใหม่!”
นี่คือความจริงทั้งหมด ผมคือแหล่งพลังงานชิ้นต่อไปของมัน
“วิธี… ต้องมีวิธีหยุดมัน” ผมพูดเสียงเย็น “บอกกูมา… วิธีกำจัดมัน”
ตาเฒ่าทวีปหัวเราะเสียงแหบโหย “กำจัดเหรอ… มึงฆ่ามันไม่ได้หรอก ไอ้หนู… สิ่งที่เก่าแก่ขนาดนั้น… มึงทำได้แค่… ย้ายที่อยู่ ให้มัน”
“ย้ายที่อยู่? หมายความว่ายังไง”
“มึงต้องสร้าง… ‘กรงขัง’… อันใหม่”
หัวใจผมเต้นแรง “สร้างยังไง”
ตาเฒ่าทวีปมองผมด้วยแววตาเจ้าเล่ห์ สลับกับความกลัว “มันต้องใช้ของ… ของที่มึงอาจจะหาไม่ได้… มันต้องใช้… ดินเจ็ดป่าช้า… เลือดของคนที่มันเคยพรากไป… และที่สำคัญที่สุด… มันต้องใช้… ร่างทรง”
“ร่างทรง?”
“ภาชนะใหม่ให้มันสิงสู่… แต่ไม่ใช่คนเป็น” มันแสยะยิ้ม “ต้องเป็นสิ่งที่ตายแล้ว… แต่ยังไม่ตายสนิท… ต้องเป็นสิ่งที่ถูกปลุกขึ้นมาด้วยไสยศาสตร์ขั้นสูง… มึงต้องสร้างกุมารทอง”
ผมผงะ “มึงจะให้กูสร้างกุมารทอง!”
“ไม่ใช่กุมารทองธรรมดา… ต้องเป็นกุมารทองที่เฮี้ยนที่สุด… กุมารทองที่สร้างจากศพทารกที่ตายในท้องแม่… และแม่ก็ต้องตายในวันเสาร์ เผาวันอังคาร… มึงต้องไปขโมยศพ… ทำพิธีปลุกมันขึ้นมา… แล้วหลอกล่อให้ไอ้ปีศาจตนนั้น… เข้าไปสิงในร่างกุมารแทน!”
ผมมองมันอย่างรังเกียจ นี่มันบ้าไปแล้ว “มึงจะให้กู… ขุดศพเหรอ”
“ถ้ามึงไม่ทำ… มึงก็ตาย” ตาเฒ่าทวีปพูด “และไม่ใช่แค่มึง… ไอ้ปีศาจตนนั้นเมื่อมันแข็งแกร่งเต็มที่… มันจะฆ่าล้างบาง… มันเกลียดชังสิ่งมีชีวิต”
ผมยืนนิ่ง… สมองกำลังประมวลผลทางเลือกที่เลวร้ายที่สุดในชีวิต
นี่คือทางรอดเดียวของผม… คือการกลายเป็นอสูรกายเสียเอง… คือการทำในสิ่งที่เลวร้ายยิ่งกว่าที่ผมเคยทำมานับพันเท่า
ผมจะต้องสร้างปีศาจ… เพื่อไปสู้กับปีศาจ
นี่คือ ‘Moment of Doubt’ ของผม… แต่ไม่ใช่ความลังเลทางศีลธรรมอีกต่อไป มันคือความลังเลว่าผมจะกล้าทำในสิ่งที่น่าขยะแขยงขนาดนี้หรือไม่
“คิก… คิก… คิก…”
เสียงหัวเราะดังขึ้นในหัวผมอีกครั้ง… เสียงของมิ้นท์ที่บิดเบือนไป
“ทำสิ… ประกิต… มาอยู่กับฉัน… ในนรก…”
ผมหลับตาลง… ตัดสินใจ
ผมกระชากคอตาเฒ่าทวีปขึ้นมาอีกครั้ง “เลือด… มึงบอกว่าต้องใช้เลือดของคนที่มันเคยพรากไป… เลือดของมิ้นท์… กูจะไปหามาจากไหน!”
ตาเฒ่าทวีปยิ้มอย่างน่าขนลุก “มันไม่ได้เอาเธอไปทั้งร่างหรอก… มันแค่กินวิญญาณ… ร่างของเธอยังอยู่… อยู่ที่นั่น… ใต้ต้นไทร… ในป่าช้า… มันเก็บไว้… เป็นถ้วยรางวัล”
ความเจ็บปวดแล่นริ้วเข้าสู่หัวใจผม… แต่ความแค้นมันบดบังไปจนหมด
ผมต้องกลับไปที่นั่น… กลับไปยังนรกขุมนั้น… เพื่อเอาร่างของเธอกลับมา
“มึงจะไปกับกู” ผมลากมันออกมาจากเพิง
“ไม่! ปล่อยกู! กูไม่ไป! มันจะฆ่ากู!” มันดิ้นรนสุดชีวิต
“ถ้ามึงไม่ไป… กูจะฆ่ามึงตรงนี้” ผมพูดเสียงเหี้ยม “มึงเป็นคนเริ่มเรื่องนี้… มึงต้องเป็นคนจบมัน”
ผมเหวี่ยงมันเข้าไปในรถกระบะ ล็อคประตู
ผมไม่ใช่มือทองอีกต่อไปแล้ว
ผมไม่ใช่นักล่า
ผมคือ… สัปเหร่อ… ที่กำลังจะไปขุดศพคนรักของตัวเอง… เพื่อสร้างอาวุธที่ชั่วร้ายที่สุด
ผมเหยียบคันเร่ง มุ่งหน้ากลับไปยังป่าช้าแห่งความตาย… สถานที่ที่ผมได้สูญเสียทุกอย่าง… และเป็นสถานที่เดียวที่ผมจะเริ่มต้นการล้างแค้นได้
ผมขับรถกลับไปยังป่าช้าแห่งความตายโดยใช้ความเร็วคงที่ ไม่เร็ว ไม่ช้า ในรถกระบะคันเก่านี้มีเพียงเสียงเครื่องยนต์ที่ครางต่ำๆ และเสียงสะอื้นไห้เบาๆ ของตาเฒ่าทวีปที่นั่งขดตัวอยู่เบาะข้างๆ
ผมไม่รู้สึกอะไรเลย… ไม่โกรธ ไม่เศร้า ไม่กลัว
ข้างในตัวผมมันว่างเปล่า… เย็นเยียบยิ่งกว่าอากาศในป่าช้าแห่งนั้นเสียอีก
ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีที่เคยมี มันตายไปแล้ว… ตายไปพร้อมกับมิ้นท์
ตอนนี้ผมคือเครื่องจักรที่ขับเคลื่อนด้วยเป้าหมายเดียว คือการล้างแค้น ไม่ว่าจะต้องแลกด้วยอะไรก็ตาม
เมื่อเรามาถึงปากทางเข้าป่าช้าอีกครั้ง คราวนี้บรรยากาศมันต่างออกไป มันไม่ได้เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะหรือร่างของเด็กๆ อีกต่อไป แต่มันเต็มไปด้วย ความเงียบที่กดทับ
ราวกับว่าป่าช้าทั้งแห่งกำลังกลั้นหายใจ… รอคอยการกลับมาของผม
“กู… กูไม่ลงไป” ตาเฒ่าทวีปพูดเสียงสั่น “มึงจะฆ่ากูก็ฆ่าตรงนี้เลย กูไม่เข้าไปในนั้นอีกแล้ว!”
ผมหันไปมองมันช้าๆ แววตาของผมคงจะน่ากลัวมากพอที่ทำให้มันหยุดพูด ผมไม่ได้ขู่ ผมไม่ได้ปลอบ
ผมแค่เปิดประตูรถฝั่งมัน แล้วกระชากลากถูมันลงมาจากรถ
“มึงต้องนำทาง” ผมพูดเสียงเรียบ “มึงรู้ว่ามันอยู่ตรงไหน… ใต้ต้นไทร”
ผมลากมันฝ่าความมืดเข้าไปในป่าช้าอีกครั้ง แสงจันทร์สลัวๆ ส่องผ่านกิ่งไม้แห้งๆ ลงมาที่พื้นดินที่เต็มไปด้วยหลุมศพผุพัง ผมไม่ได้เปิดไฟฉาย ผมไม่อยากเห็นอะไรมากไปกว่าที่จำเป็น
เราเดินมาจนถึงต้นไทรยักษ์ที่ผมเคยเห็นในครั้งก่อน รากของมันชอนไชไปทั่วบริเวณราวกับหนวดของอสูรกายยักษ์
“ตรงไหน” ผมถาม
ตาเฒ่าทวีปชี้มือสั่นๆ ไปยังโพรงดินขนาดใหญ่ที่อยู่ระหว่างรากไทรสองเส้น มันถูกปกคลุมด้วยใบไม้แห้งและกิ่งไม้ ราวกับมีคนจงใจอำพรางไว้
“ใน… ในนั้น” มันกระซิบ
ผมปล่อยตัวมัน แล้วเดินเข้าไปใกล้โพรงนั้น กลิ่นดินชื้นแฉะและกลิ่นคาวเลือดจางๆ ลอยออกมาจากข้างใน… กลิ่นเดียวกับที่ผมได้กลิ่นบนหมอนของมิ้นท์
ผมคุกเข่าลง เริ่มใช้มือเปล่าๆ คุ้ยเขี่ยใบไม้และดินที่ปากโพรงออก
ดินมันเย็นและชื้น… และเหนียว
ผมขุดลึกลงไป… ขุดอย่างบ้าคลั่ง… เล็บของผมฉีกขาด ความเจ็บปวดแล่นแปลบ แต่ผมไม่หยุด
“เธอเย็น… ใช่ไหม…”
เสียงกระซิบของปีศาจตนนั้นดังขึ้นในหัวผม… เสียงทุ้มต่ำและเยือกเย็น
ผมกัดฟันแน่น “หุบปาก!”
“คิก… คิก… คิก…” คราวนี้มันกลายเป็นเสียงหัวเราะของมิ้นท์… เสียงที่บิดเบี้ยวและเต็มไปด้วยความเจ็บปวด “ประกิต… หนาว… ช่วยฉันด้วย… หนาวเหลือเกิน…”
“กูบอกให้หุบปาก!!!” ผมตะโกนลั่นป่าช้า ระดมขุดดินอย่างบ้าคลั่งยิ่งกว่าเดิม
ผมไม่รู้ว่าผมกำลังร้องไห้หรือเปล่า… ผมไม่รู้สึกถึงน้ำตา
จนกระทั่ง… มือของผมสัมผัสกับบางสิ่งที่นุ่ม… และเย็น
ผมชะงัก
ผมค่อยๆ ปาดดินออกอย่างแผ่วเบา
ท่ามกลางความมืดสลัว… ผมเห็นมัน
ผมเห็น… เส้นผม
เส้นผมสีดำยาวสลวยที่ผมเคยชอบลูบไล้… ตอนนี้มันเปรอะเปื้อนไปด้วยโคลนสีดำ
ผมค่อยๆ ขุดต่อไป จนกระทั่งใบหน้าของเธอปรากฏขึ้น
มิ้นท์…
ใบหน้าของเธซีดขาวราวกับกระดาษ ดวงตาของเธอยังคงเบิกกว้าง… ค้างอยู่ในความหวาดกลัววินาทีสุดท้ายก่อนที่วิญญาณของเธอจะถูกพรากไป ริมฝีปากของเธอเผยอเล็กน้อย ราวกับกำลังจะกรีดร้อง
เธอยังสวมชุดนอนตัวเดิม… ชุดที่เธอใส่ในคืนที่เธอหายไป
ผมจ้องมองใบหน้าที่ไร้ชีวิตของเธอ… หัวใจของผมที่คิดว่ามันตายด้านไปแล้ว… บัดนี้มันบีบรัดอย่างรุนแรงจนแทบหายใจไม่ออก
นี่คือสิ่งที่ผมทำ… นี่คือผลงานของความทะเยอทะยานของผม
“สวยงาม… ใช่ไหม… ถ้วยรางวัลของข้า”
เสียงของปีศาจดังขึ้นอีกครั้ง มันกำลังดื่มด่ำกับความเจ็บปวดของผม
ความโศกเศร้าแปรเปลี่ยนเป็นความเกลียดชังที่ลุกโชน
“มึงจะต้องชดใช้” ผมกระซิบกับความมืด
ผมหันไปหาตาเฒ่าทวีปที่ยืนตัวสั่นอยู่ห่างๆ
“มึงบอกว่าต้องใช้เลือด…” ผมพูดเสียงแหบพร่า “ทำยังไง”
ตาเฒ่าทวีปกลืนน้ำลายเอื๊อก มันหยิบมีดหมอเล่มเล็กๆ ออกมาจากย่ามที่สะพายติดตัวมา “ต้อง… ต้องกรีด… เอาเลือดที่ยังคั่งค้างอยู่… ที่หัวใจ…”
มันยื่นมีดมาให้ผม
ผมมองมีดในมือที่สั่นเทาของมัน… แล้วมองกลับไปที่ร่างของมิ้นท์
ผมต้องทำ… ผมต้องทำเอง…
ผมต้อง… ทำลาย… ร่างของเธอ… เพื่อที่จะช่วยเธอ
ผมรับมีดมา… มือของผมสั่นอย่างรุนแรง
ผมก้มลงเหนือร่างของเธอ… ผมหลับตาลง… พยายามนึกถึงรอยยิ้มของเธอในวันแรกที่เราเจอกัน
“ผมขอโทษ… มิ้นท์… ผมขอโทษ…”
ผมไม่รู้ว่าผมทำมันลงไปได้ยังไง… ผมจำได้แค่ความรู้สึกเย็นเฉียบของโลหะที่กรีดผ่านผิวเนื้อ… และกลิ่นคาวเลือดที่คละคลุ้งขึ้นมา
เสียงกรีดร้องโหยหวนดังขึ้นในหัวผม… มันไม่ใช่เสียงของผม… ไม่ใช่เสียงของมิ้นท์…
มันคือเสียงของ ปีศาจ
“บังอาจ!!!”
ดูเหมือนว่าการกระทำของผม… การอ้างสิทธิ์ในร่างที่มันคิดว่าเป็นของมัน… ได้ทำให้มันโกรธเกรี้ยว
พื้นดินใต้เท้าผมเริ่มสั่นสะเทือน!
“เร็วเข้า!” ตาเฒ่าทวีปตะโกน “มันกำลังมา! รีบเอาร่างเธอออกมา!”
ผมรวบรวมพละกำลังทั้งหมดที่มี… ช้อนร่างที่ไร้วิญญาณของมิ้นท์ขึ้นมาอุ้มไว้ในอ้อมแขน ร่างของเธอเย็นและหนักอึ้ง
ผมออกวิ่ง… วิ่งอย่างไม่คิดชีวิต… มุ่งหน้ากลับไปที่รถกระบะ
เสียงคำรามดังก้องไปทั่วป่าช้า กิ่งไม้หักโค่นลงมารอบตัวผมราวกับห่าฝน
“มันจะไม่ปล่อยเราไป!” ตาเฒ่าทวีปวิ่งตามมาอย่างทุลักทุเล “มันจะกักเราไว้ที่นี่!”
ผมไม่สนใจ ผมกอดร่างของมิ้นท์ไว้แน่น วิ่งฝ่าความมืดและความโกลาหล
เมื่อมาถึงรถ… ผมเหวี่ยงร่างของเธอเข้าไปที่เบาะหลังอย่างไม่ปรานีนัก ผมไม่มีเวลามาอ่อนโยนอีกต่อไป
ผมผลักตาเฒ่าทวีปเข้าไปในที่นั่งข้างคนขับ แล้วกระโจนขึ้นไปนั่งหลังพวงมาลัย
ผมบิดกุญแจ…
“พรึ่บ!”
เครื่องยนต์ติด… แต่แล้วก็ดับ!
“บ้าเอ๊ย!” ผมสบถ พยายามสตาร์ทอีกครั้ง
“มันอยู่นั่น!” ตาเฒ่าทวีปชี้ไปข้างหน้ารถด้วยความหวาดกลัวสุดขีด
เงาดำมหึมา… เงาเดียวกับที่ผมเห็นในคืนนั้น… มันกำลังก่อตัวขึ้นที่ปากทางเข้าป่าช้า มันขวางทางออกเดียวของเราไว้
ดวงตาสีแดงฉานนับร้อยดวงจ้องเขม็งมาที่ผม… เต็มไปด้วยความอาฆาต
“สตาร์ทสิโว้ย!” ผมทุบไปที่พวงมาลัย
ผมลองบิดกุญแจอีกครั้ง…
“แชะ… แชะ… พรึ่มมมม!”
เครื่องยนต์ติด!
ผมเหยียบคันเร่งจนมิด รถกระบะเก่าๆ พุ่งทะยานไปข้างหน้าเหมือนวัวกระทิงคลั่ง
“มึงจะทำบ้าอะไร! มันขวางอยู่!” ตาเฒ่าทวีปกรีดร้อง
“กูก็จะชนมันนี่แหละ!”
ผมเหยียบคันเร่งค้างไว้ รถพุ่งตรงไปยังเงาดำมหึมานั้น
“มึงเอาทุกอย่างไปจากกูไม่ได้!!!”
ผมตะโกนสุดเสียง
วินาทีที่รถกำลังจะชน… เงาดำนั้นก็สลายตัวกลายเป็นควัน หายวับไปในอากาศ
รถกระบะพุ่งทะลุผ่านกลุ่มควันนั้นออกมาสู่ถนนใหญ่
ผมหักเลี้ยวอย่างแรงจนรถแทบคว่ำ แล้วเหยียบคันเร่งหนีออกจากนรกขุมนั้นโดยไม่หันกลับไปมอง
ผมขับรถไปเรื่อยๆ… ไม่รู้จุดหมาย…
ในรถมีเพียงเสียงหอบหายใจของผม… เสียงสะอื้นของตาเฒ่าทวีป…
และกลิ่น…
กลิ่นดินป่าช้า… และกลิ่นคาวเลือด… ที่มาจากเบาะหลัง
ผมนั่งขับรถไปเรื่อยๆ… ร่างกายเต็มไปด้วยโคลน… คราบเลือด… และความว่างเปล่า
ผมนึกถึงใบหน้าของมิ้นท์… ใบหน้าที่เบิกกว้างด้วยความหวาดกลัว
ความรู้สึกผิด… ความเจ็บปวด… ความแค้น… มันผสมปนเปกันจนกลายเป็นความรู้สึกด้านชาที่เย็นเฉียบ
ผมได้ในสิ่งที่ผมต้องการแล้ว… ผมได้ “วัตถุดิบ” สำหรับการล้างแค้นแล้ว
แต่ราคาที่ผมต้องจ่าย… คือจิตวิญญาณทั้งหมดที่ผมเคยมี
ผมสูญเสียเธอไปแล้ว… ตลอดกาล… และผมคือคนที่ทำลายเธอซ้ำสอง
นี่คือจุดจบขององก์ที่สอง… จุดที่ผมตกต่ำที่สุด… จุดที่ผมได้สูญเสียทุกสิ่งทุกอย่างไปจนหมดสิ้น
ผมเหลือบมองตาเฒ่าทวีปที่นั่งตัวสั่นอยู่ข้างๆ
“มึงยังจำวิธีหาสุสานที่เหลือได้ใช่ไหม” ผมถามเสียงเรียบ
ตาเฒ่าทวีปพยักหน้าหงึกๆ “จะ… จำได้… ดินเจ็ดป่าช้า… กับ… ศพทารก…”
ผมพยักหน้า
“งั้นก็เริ่มเลย” ผมพูด “เราจะสร้างกรงขังที่แข็งแกร่งที่สุด… และกูจะถีบไอ้เปรตตนนั้น… กลับลงนรก… ด้วยมือของกูเอง”
รถกระบะคันเก่า… ที่บรรทุกร่างไร้วิญญาณของคนรัก… และหมอผีขี้ขลาด… มุ่งหน้าสู่ความมืดมิด… เริ่มต้นการเดินทางครั้ง
ผมขับรถอย่างไร้จุดหมายเป็นเวลาหลายชั่วโมง ความมืดมิดของค่ำคืนภายนอกสะท้อนความว่างเปล่าภายในใจผม ผมไม่ได้มุ่งหน้ากลับคอนโด ผมกำลังมุ่งหน้าไปยังโกดังร้างแห่งหนึ่งในย่านชานเมือง มันเคยเป็นทรัพย์สินที่ผมยึดมาจากลูกหนี้เมื่อนานมาแล้ว… ในสมัยที่ผมยังคิดว่าตัวเองเป็น “มือทอง”
มันคือที่หลบภัย… หรืออาจจะเป็น… สุสานแห่งใหม่
ผมถอยรถกระบะเข้าไปในโกดังที่มืดและอับชื้น ปิดประตูเหล็กบานยักษ์ลง เสียงโลหะเสียดสีกันดังก้องไปทั่ว
ตาเฒ่าทวีปยังคงตัวสั่นงันงกอยู่บนเบาะข้างคนขับ
“ลงมา” ผมสั่งเสียงเรียบ
ผมเปิดประตูหลัง หยิบพลั่วและถุงพลาสติกขนาดใหญ่ที่ผมเตรียมมาจากร้านวัสดุก่อสร้างระหว่างทาง
ผมเดินไปที่เบาะหลัง… ที่ซึ่งร่างของมิ้นท์นอนนิ่งอยู่
ผมหยุดชะงักไปชั่ววินาที… ภาพใบหน้าซีดขาวที่เปื้อนโคลนของเธอยังคงตอกย้ำความจริงอันโหดร้าย
“ผมขอโทษ… มิ้นท์… นี่เป็น… ทางเดียว”
ผมกระซิบกับร่างไร้วิญญาณนั้น
“มึง… มึงจะทำอะไร” ตาเฒ่าทวีปถามเสียงสั่น
“มึงบอกเอง… ต้องใช้เลือด” ผมหันไปมองมันด้วยสายตาที่เย็นชาจนมันต้องถอยหลัง “มึงจะทำ… หรือจะให้กูทำ”
ตาเฒ่าทวีปส่ายหน้าอย่างหวาดกลัว “กู… กูทำไม่ไหว… มัน… มันเฮี้ยนเกินไป”
ผมพยักหน้าช้าๆ “งั้นก็ไปยืนรอที่มุมโกดัง… แล้วอย่าหันมามอง”
ผมไม่รู้ว่าผมทำมันลงไปได้ยังไง ผมจำได้แค่ความรู้สึกเย็นเฉียบของโลหะในมือ… กลิ่นคาวเลือดที่คละคลุ้ง… และเสียงกระซิบของปีศาจตนนั้นที่ดังขึ้นในหัว
“ดี… ดีมาก… นั่นแหละ… เลือดของนาง… มันหอมหวาน…”
ผมกัดฟันแน่น “หุบปาก!”
ผมทำงานอย่างเป็นขั้นตอน… เย็นชา… เหมือนหุ่นยนต์ ผมบรรจุ “วัตถุดิบ” ชิ้นแรกใส่ในขวดแก้วเล็กๆ ที่ผมเตรียมมา… ขวดแก้วที่เคยใส่แยมราคาแพงที่มิ้นท์ชอบซื้อ
ผมรูดซิปถุงพลาสติกสีดำขนาดใหญ่… ปิดผนึกร่างของเธอไว้ข้างใน ผมจะไม่ฝังเธอ… ไม่ใช่ตอนนี้… ผมยังต้องการเธอ
ผมอุ้มถุงนั้นเข้าไปวางไว้ในห้องเย็นเก่าๆ ที่ไม่ได้ใช้งานในโกดัง… อย่างน้อย… เธอก็จะไม่เน่าเปื่อยไปมากกว่านี้
ผมล้างมือที่เปื้อนเลือดและโคลนด้วยน้ำจากถังเก่าๆ ความรู้สึกเจ็บแสบจากบาดแผลที่เล็บฉีกไม่ได้ทำให้ผมรู้สึกอะไร
“วัตถุดิบชิ้นต่อไป” ผมหันไปหาตาเฒ่าทวีป “ดินเจ็ดป่าช้า… มึงมีรายชื่อหรือยัง”
ตาเฒ่าทวีปพยักหน้าหงึกๆ มันหยิบกระดาษยับๆ แผ่นหนึ่งออกมาจากย่าม “มี… มี… แต่… มันอยู่กระจัดกระจายกันไปทั่วชานเมือง… บางที่… ก็ขึ้นชื่อว่าดุมาก”
“กูไม่สนว่ามันดุแค่ไหน” ผมคว้ากระดาษแผ่นนั้นมา “คืนนี้… เราจะไปเอามันมาให้ครบ”
คืนนั้นกลายเป็นการเดินทางสู่นรกขุมย่อยๆ หกแห่ง
เราขับรถตระเวนไปตามป่าช้าที่ถูกทิ้งร้าง… แต่ละที่… มีบรรยากาศที่แตกต่างกัน
ป่าช้าแห่งแรก… เงียบสงัด… แต่ผมรู้สึกได้ถึงสายตานับร้อยคู่ที่จ้องมองมาจากความมืด
ป่าช้าแห่งที่สอง… เต็มไปด้วยเสียงครวญครางแผ่วเบา… เสียงของวิญญาณที่ไม่สงบ
ป่าช้าแห่งที่สาม… ผมได้ยินเสียงเด็กหัวเราะ… แต่คราวนี้ผมไม่กลัว… ผมแค่ตักดินใส่ถุง… แล้วเดินจากไป
ตาเฒ่าทวีปทำได้เพียงยืนตัวสั่นอยู่ข้างรถ… สวดมนต์พึมพำไม่หยุด
ผมทำมันเองทั้งหมด… ขุดดินจากหลุมศพที่เก่าแก่ที่สุดในแต่ละที่… ผมไม่รู้สึกรู้สาอะไรอีกแล้ว… ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีของผมมันตายไปพร้อมกับมิ้นท์แล้ว
“เจ้ากำลังสนุก… ใช่ไหม… ประกิต”
เสียงปีศาจกระซิบเย้ยหยัน
“กูกำลังสร้างกรงขังให้มึง… ไอ้เปรต” ผมตอบกลับในใจ
เรากลับมาถึงโกดังในตอนใกล้รุ่ง ผมมีถุงดินเล็กๆ หกถุง… รวมกับดินจากป่าช้าที่มิ้นท์อยู่… ก็ครบเจ็ดป่าช้า
ผมเทดินทั้งหมดลงในอ่างดินเผาขนาดใหญ่… ผสมมันเข้าด้วยกัน… กลิ่นอับชื้นและกลิ่นสาบของความตายตลบอบอวลไปทั่ว
“เหลือชิ้นสุดท้าย” ผมหันไปหาตาเฒ่าทวีปที่นั่งหมดแรงอยู่กับพื้น “ภาชนะ… ร่างทรง… กุมารทอง”
ตาเฒ่าทวีปหน้าซีดเผือด “มัน… มันยากที่สุด… เราต้องหา… ศพตายทั้งกลม”
“ศพตายทั้งกลม?”
“ผู้หญิงที่ท้อง… และตายไปพร้อมกับลูกในท้อง… ต้องตายวันเสาร์… และเผาวันอังคาร… ตามตำราโบราณ… นั่นคือฤกษ์ที่วิญญาณจะเฮี้ยนที่สุด… แข็งแกร่งพอที่จะใช้เป็นกรงขังได้”
“แล้วเราจะไปหาศพแบบนั้นมาจากไหน” ผมถาม “นี่มันไม่ใช่ยุคโบราณนะโว้ย”
“กู… กูมีวิธี” ตาเฒ่าทวีปพูดเสียงอ่อย “กูมีเครือข่าย… พวกสัปเหร่อ… พวกที่ทำงานในวัด… พวกเขาจะรู้”
มันใช้เวลาอีกสองวัน… สองวันที่ผมต้องทนฟังเสียงกระซิบของมิ้นท์ที่บิดเบือนไป… และเสียงหัวเราะเยาะของปีศาจตนนั้น… สลับกันไปมาจนผมแทบคลั่ง
ในที่สุด… โทรศัพท์มือถือเก่าๆ ของตาเฒ่าทวีปก็ดังขึ้น
มันคุยโทรศัพท์ด้วยเสียงกระซิบกระซาบอยู่ครู่หนึ่ง… แล้วก็วางสาย
“เจอแล้ว” มันพูด ใบหน้าของมันเต็มไปด้วยความหวาดหวั่น “วัดแห่งหนึ่งในจังหวัดนนทบุรี… มีศพตรงตามตำราทุกอย่าง… ตายวันเสาร์… และ… จะเผาในคืนพรุ่งนี้… ซึ่งเป็นวันอังคาร”
หัวใจผมเต้นแรง… “เราจะขโมยศพเหรอ”
“ไม่… ไม่ใช่ทั้งศพ” มันส่ายหน้า “เราทำอย่างนั้นไม่ได้… ศพยังอยู่ที่โรงพยาบาล… เราต้องรอ… รอให้พิธีสวดเสร็จสิ้น… รอให้… การเผา… เริ่มขึ้น”
ผมขมวดคิ้ว “รอให้เผา? แล้วเราจะเอาอะไรมาทำกุมาร!”
“มึงไม่เข้าใจไสยศาสตร์!” ตาเฒ่าทวีปตะคอกกลับเป็นครั้งแรก “เราต้องการวิญญาณที่ถูก ‘ชำระ’ ด้วยไฟ… แต่ยังไม่ไปสู่สุคติ… เราต้องการ… ร่างของทารก… ที่ยังไม่ไหม้ไฟ!”
ผมเบิกตากว้าง “มึงหมายความว่า…”
“ตามตำนาน… ศพตายทั้งกลม… เมื่อเผา… ไฟจะเผาแค่ร่างแม่… แต่จะไม่แตะต้องร่างทารกในท้อง… ทารกนั้นจะถูก ‘ย่าง’ จนสุก… กลายเป็นของขลังที่ทรงพลังที่สุด… เราต้องรอจนพิธีเสร็จ… จนทุกคนกลับไปหมดแล้ว… เราต้อง… บุกเข้าไปในเมรุ… แล้วขโมยร่างทารกออกมาจากกองเถ้ากระดูก”
ผมนั่งนิ่ง… นี่มัน… น่าขยะแขยง… และ… ผิดมนุษย์มนาที่สุด
นี่คือก้าวสุดท้าย… ก้าวที่จะทำให้ผมไม่ใช่มนุษย์อีกต่อไป
“มึงแน่ใจนะ… ว่านี่คือทางเดียว” ผมถามเสียงเรียบ
“ทางเดียว… ที่จะสร้างกรงขังที่แข็งแกร่งพอ… ที่จะล่อมันเข้ามาได้”
ผมพยักหน้าช้าๆ “งั้นก็เตรียมของ… พรุ่งนี้… เราจะไปขโมยศพเด็ก”
คืนวันอังคาร…
วัดเงียบสงัด… งานศพเพิ่งเลิกไปไม่นาน… กลิ่นธูปและควันไฟยังคงลอยอวลอยู่ในอากาศ
ผมกับตาเฒ่าทวีปซุ่มอยู่ในความมืดหลังพุ่มไม้… จ้องมองไปยัง เมรุ (Crematorium) ที่ตั้งตระหง่านอยู่กลางลานวัด
ควันจางๆ ยังคงลอยออกมาจากปล่องไฟ… แสดงว่าไฟข้างในยังไม่มอดสนิท
เรารอ… รอจนกระทั่งสัปเหร่อคนสุดท้ายเดินตรวจตราความเรียบร้อยแล้วขี่มอเตอร์ไซค์กลับบ้านไป
“ตอนนี้แหละ” ผมกระซิบ
เราสองคนวิ่งฝ่าความมืดไปยังเมรุ ตาเฒ่าทวีปงัดแงะประตูเหล็กเล็กๆ ที่อยู่ด้านหลังเมรุ… มันคือประตูสำหรับเขี่ยเถ้ากระดูก
“แกร๊ก!”
ประตูเปิดออก…
ไอความร้อนระอุ… และกลิ่นเนื้อไหม้ที่รุนแรง… พวยพุ่งออกมาปะทะหน้าผมจนแทบผงะ
ตาเฒ่าทวีปจุดเทียนเล่มเล็กๆ แล้วสวดคาถาบางอย่าง… มันยื่นคีมเหล็กยาวๆ กับถาดโลหะให้ผม
“มึงต้องเข้าไป… กูจะคุมเชิงอยู่ตรงนี้… สวดคาถาเปิดทางให้” มันพูดเสียงสั่น
ผมมองเข้าไปในช่องที่มืดและร้อนระอุ… ผมเห็นกองเถ้าถ่านและเศษกระดูกที่ยังคงคุแดงๆ อยู่ข้างใน
ผมกลั้นหายใจ… แล้วคลานเข้าไปในนั้น
มันร้อนเหมือนนรก… ผมใช้คีมเหล็กเขี่ยไปมาในกองเถ้าที่ร้อนระอุ… พยายามหา…
ผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าผมกำลังหาอะไร…
“เจอหรือยัง!” ตาเฒ่าทวีปตะโกนมาจากข้างนอก
“ยัง!” ผมตะคอกกลับ
ผมเขี่ยลึกลงไปอีก… ผ่านเศษกระดูกเชิงกรานที่แตกหัก… และแล้ว… คีมของผมก็กระทบกับบางสิ่งที่… นิ่ม… แต่ก็… แข็ง
ผมใช้คีมค่อยๆ คุ้ยมันออกมา…
ท่ามกลางเถ้าถ่านสีเทา… มันคือ… ร่างเล็กๆ… ดำเกรียม… หงิกงอ…
ขนาดเท่ากำปั้น…
มันคือร่างของทารก… ที่ถูกย่างจนแห้ง… แต่ยังคงรูปร่างไว้ได้อย่างสมบูรณ์
ผมตัวแข็งทื่อ…
“ฮ่า… ฮ่า… ฮ่า… นั่นแหละ… สวยงาม… กรงขังของข้า… สวยงามจริงๆ…”
เสียงปีศาจตนนั้นดังขึ้นในหัวผม… มันไม่ใช่เสียงเย้ยหยันอีกต่อไป… มันคือเสียงที่เต็มไปด้วย… ความปิติยินดี
ผมใช้คีมคีบร่างเล็กๆ นั้นขึ้นมา… วางมันลงบนถาดโลหะ
ผมคลานถอยหลังออกมาจากเมรุ… ร่างกายเต็มไปด้วยเหงื่อและเขม่าควัน
ผมยื่นถาดนั้นให้ตาเฒ่าทวีป… มันรีบเอาผ้าขาวที่เตรียมมาห่อร่างนั้นไว้อย่างรวดเร็ว
“เราได้ของครบแล้ว… รีบไป!” มันพูด
เราวิ่งกลับไปที่รถ… แต่ก่อนที่ผมจะก้าวขึ้นรถ…
เสียงกระซิบเย็นเยียบก็ดังขึ้นข้างหูผม… ชัดเจนราวกับมันมายืนอยู่ข้างๆ
“ข้าแทบจะรอไม่ไหวแล้ว… ประกิต… ที่จะได้เข้าไปอยู่ใน ‘บ้าน’ หลังใหม่ที่เจ้าสร้างให้…”
ผมชะงัก… ความกลัวเย็นเฉียบแล่นไปทั่วสันหลัง
มันไม่ได้โกรธ… มันไม่ได้ต่อต้าน…
มัน… ต้องการ… สิ่งนี้
ผมหันไปมองตาเฒ่าทวีป…
“มึงหลอกกูหรือเปล่า… ทวีป” ผมถามเสียงเย็น “นี่มันไม่ใช่วิธีกำจัดมัน… นี่มันคือ… การอัญเชิญ… ใช่ไหม”
ตาเฒ่าทวีปเบิกตากว้าง… มันส่ายหน้าอย่างลนลาน
“ไม่! ไม่ใช่! นี่คือวิธีเดียว! เราจะหลอกล่อมันเข้าไป… แล้วผนึกมัน!”
ผมไม่เชื่อมัน… แต่ผมไม่มีทางเลือกอื่นอีกแล้ว
ผมผลักมันขึ้นรถ… แล้วเหยียบคันเร่งหนีออกจากวัด…
ในมือของผม… ถือห่อผ้าขาวที่บรรจุ “วัตถุดิบ” ชิ้นสุดท้าย…
ผมไม่ได้กำลังสร้างกรงขัง…
ผมกำลังสร้าง… ร่างทรงที่สมบูรณ์แบบที่สุด… ให้กับปีศาจที่ผมเกลียดที่สุด
ผมกำลังทำในสิ่งที่มันต้องการมาโดยตลอด
โกดังร้างกลายเป็นวิหารแห่งความมืดมิด ผมวางร่างทารกที่ดำเป็นตอตะโกนั้นลงบนแท่นบูชาชั่วคราวที่ผมสร้างขึ้นจากโต๊ะเหล็กเก่าๆ รอบๆ แท่น ผมวางถุงดินทั้งเจ็ดป่าช้าไว้ล้อมเป็นวงกลม
ตาเฒ่าทวีปยืนตัวสั่นอยู่ข้างๆ มันพยายามท่องคาถาป้องกันตัวเบาๆ
“มึงต้องทำพิธี” ผมพูดเสียงเรียบ เย็นชา “มึงต้องปลุกมันขึ้นมา… สร้างภาชนะ”
“มัน… มันต้องใช้เลือด” มันพูดตะกุกตะกัก “เลือดของมึง… ผู้ถือ… เพื่อเปิดทาง”
ผมไม่ลังเล ผมหยิบมีดหมอเล่มเดียวกับที่ผมใช้กับมิ้นท์ กรีดลงบนฝ่ามือของตัวเอง เลือดสีแดงเข้มหยดลงบนร่างทารกที่เกรียมนั้น
“ซู่…”
เสียงเหมือนน้ำหยดลงบนเหล็กร้อนดังขึ้น พร้อมกับควันสีขาวที่พวยพุ่งออกมาจากร่างทารก
“ได้ที่แล้ว!” ตาเฒ่าทวีปตะโกน “ผสมดิน! ผสมเลือดของนาง!”
มันรีบคว้าอ่างดินเผาที่บรรจุดินเจ็ดป่าช้ามา มันเทขวดแก้วเล็กๆ ที่บรรจุเลือดของมิ้นท์ลงไป… ดินสีดำเปลี่ยนเป็นสีแดงคล้ำ… กลิ่นคาวเลือดและกลิ่นดินป่าช้าผสมปนเปกันจนน่าสะอิดสะเอียน
“ใช่… ใช่… ใกล้แล้ว… บ้านของข้า…”
เสียงของปีศาจตนนั้นดังก้องอยู่ในหัวผม… มันเต็มไปด้วยความคาดหวัง
ตาเฒ่าทวีปเริ่มปั้นดินเหนียวที่ผสมเลือดนั้น… มันปั้น… หุ้ม… ร่างของทารก… มันปั้นอย่างคล่องแคล่ว… แต่ทว่ามือของมันสั่นเทาอย่างรุนแรง
มันไม่ได้กำลังปั้นกุมารทอง… มันกำลังปั้น… ตุ๊กตาดินเผา… ที่มีรูปร่างเหมือนเด็กนั่งขดตัว… โดยมีร่างทารกเกรียมเป็นแกนกลาง
“คาถา… บทสุดท้าย…” มันหันมามองผม เหงื่อแตกพลั่ก “มึงต้องเป็นคนท่อง… ประกิต… มึงต้อง… อัญเชิญ… มันเข้ามา… แล้ว… ผูกมัด… มันไว้กับภาชนะนี้… มึงต้องยอมรับมันเป็น ‘ลูก’ ของมึง!”
นี่คือวินาทีตัดสิน
ผมมองไปที่ตุ๊กตาดินเผาสีแดงคล้ำที่น่าเกลียดน่ากลัว… ผมได้ยินเสียงกระซิบของปีศาจที่กำลังรอคอยอย่างกระหาย
“ทำสิ… ประกิต… รับข้าสิ… แล้วเราจะอยู่ด้วยกัน… ตลอดไป…”
ผมตระหนักได้ในทันที… นี่คือกับดักสุดท้าย
ถ้าผมผูกมัดมัน… ผมก็จะกลายเป็น ทาส ของมันตลอดกาล เหมือนที่ตาเฒ่าทวีปเป็น ผมจะต้องคอยป้อนเหยื่อให้มัน… คอยรับใช้มัน… นี่ไม่ใช่กรงขัง… มันคือ โซ่ตรวน… ที่ล่ามผมไว้กับมัน
ผมมองตาเฒ่าทวีป… แววตาของมันเต็มไปด้วยความหวาดกลัว… แต่มันก็มีความหวัง… ความหวังว่ามันจะรอด… โดยการโยนภาระทั้งหมดมาให้ผม
“มึงพูดถูก… ทวีป” ผมกระซิบ
“อะไรนะ”
“ต้องมีคน… ผูกมัด… มัน”
ผมเดินเข้าไปหามันช้าๆ
“ใช่! มึงต้องทำ! เร็วเข้า! ก่อนที่มันจะรู้ตัว!” มันเร่งเร้า
“ไม่” ผมพูด “ไม่ใช่กู”
ผมคว้าแขนเหี่ยวย่นของมันไว้แน่น
“มึงต่างหาก… ไอ้พ่อ”
“ไม่!!!” มันกรีดร้อง พยายามดิ้นรน
ผมไม่สนใจ ผมใช้มีดหมอเล่มเดิม… กรีดลงบนฝ่ามือของตาเฒ่าทวีปอย่างแรง!
“อ๊ากกกก!”
ผมบีบมือของมัน… ให้เลือดของมันหยดลงไปสมทบกับเลือดของผมและเลือดของมิ้นท์… บนตุ๊กตาดินเผา
“มึง!!! มึงทำบ้าอะไร! มันจะฆ่ากู!”
“ใช่… มันจะอยู่กับมึง” ผมพูดเสียงเย็นชา “มึงเป็นคนเริ่มเรื่องนี้… มึงเป็นคนสร้างมัน… มึงก็ต้องเป็นคน… เลี้ยงดู… มัน”
“เจ้ามนุษย์โง่เขลา!!! เจ้ากล้าดียังไง!!!”
เสียงของปีศาจคำรามลั่นโกดัง… มันโกรธเกรี้ยว… มันรู้ตัวแล้วว่าถูกหลอก
มันต้องการผม… ร่างทรงที่เต็มไปด้วยความแค้นและความสิ้นหวัง… ไม่ใช่ไอ้เฒ่าขี้ขลาดคนนี้!
เงาดำมหึมาเริ่มก่อตัวขึ้นรอบๆ ตัวเรา… มันพยายามจะหนีออกจากวงล้อมของดินเจ็ดป่าช้า
“สายไปแล้ว… ไอ้เปรต”
ผมเริ่มท่องคาถา… แต่ไม่ใช่คาถาผูกมัด…
มันคือคาถา… สับเปลี่ยน… คาถาที่ตาเฒ่าทวีปเคยพึมพำตอนที่เราอยู่ในป่าช้า… คาถาที่ผมแอบจำมา
“กู… ประกิต… ผู้ถือ… ขอยก… พันธะ… ทั้งหมด… ให้กับ… ทวีป… ผู้สร้าง!!!”
“ไม่! หยุด! อย่า!!!” ตาเฒ่าทวีปกรีดร้องสุดเสียง
“ฟู่วววววว!!!”
เงาดำมหึมาทั่วทั้งโกดัง… ถูกดูด… ถูกบีบอัด… พุ่งตรงเข้าไปในตุ๊กตาดินเผาร่างทารกนั้น!
เสียงกรีดร้องโหยหวนที่ดังที่สุดเท่าที่ผมเคยได้ยินดังขึ้น… มันไม่ใช่เสียงของปีศาจ… มันคือเสียงของวิญญาณนับร้อยที่ถูกอัดแน่นเข้าไปในภาชนะเล็กๆ นั้น
ตุ๊กตาดินเผาสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง… รอยร้าวเล็กๆ ปรากฏขึ้นทั่วร่างของมัน… ดินเหนียวสีแดงคล้ำเริ่มเปลี่ยนเป็น… สีดำสนิท… ราวกับถูกเผาไหม้จากภายใน
แล้วทุกอย่างก็… เงียบ
ความเงียบที่น่าอึดอัดเข้าครอบงำโกดัง… ไม่มีเสียงกระซิบ… ไม่มีเสียงคำราม…
ผมปล่อยมือจากตาเฒ่าทวีป… มันทรุดตัวลงกับพื้น… ร้องไห้ฟูมฟายเหมือนเด็ก
ผมมองไปที่แท่นบูชา
ตุ๊กตาดินเผา… กุมารทองที่น่าเกลียดที่สุดในโลก… นั่งนิ่งอยู่ที่เดิม…
มันหยุดสั่นแล้ว…
ผมนั่งมองมัน… ความว่างเปล่าเข้าครอบงำจิตใจ…
มันจบแล้วเหรอ…
ผมชนะแล้วเหรอ…
ตาเฒ่าทวีปค่อยๆ เงยหน้าขึ้น… มันมองไปที่กุมารทองด้วยความหวาดกลัวสุดขีด
และแล้ว…
ตุ๊กตาดินเผาสีดำสนิทนั้น… ค่อยๆ… หันศีรษะ… ที่ไม่มีใบหน้า… มาทางตาเฒ่าทวีป
รอยแยกเล็กๆ ปรากฏขึ้นตรงตำแหน่งที่ควรจะเป็นปาก…
เสียงเล็กๆ… แหบแห้ง… และเย็นเยียบ… ดังออกมาจากรอยแยกนั้น…
มันคือเสียงที่ผสมปนเปกันระหว่างเสียงเด็ก… เสียงปีศาจ… และเสียงกรีดร้องของวิญญาณนับร้อย
“…หิว… …เรา… หิว…”
ตาเฒ่าทวีปเบิกตากว้าง… มันพยายามคลานหนี… แต่มันก็รู้ว่าไม่มีทางหนี
“…ท่าน… พ่อ…”
ตาเฒ่าทวีปกรีดร้องออกมาเป็นครั้งสุดท้าย…
ผมหันหลังเดินออกจากโกดัง… ผมไม่ได้ทำลายปีศาจตนนั้น… ผมทำไม่ได้…
แต่ผม… เปลี่ยนเจ้าของ… ให้มัน
ผมได้ล้างแค้นแล้ว… ไม่ใช่เพื่อมิ้นท์… เพราะไม่มีอะไรชดเชยให้เธอได้…
แต่เป็นการล้างแค้น… ให้กับความโง่เขลาของตัวผมเอง
ผมทิ้งตาเฒ่าทวีปไว้เบื้องหลัง… กับ “ลูกชาย” ที่มันสร้างขึ้น… กับความหิวกระหายที่จะไม่มีวันสิ้นสุด
นี่คือชะตากรรมที่มันต้องรับ… นี่คือการชดใช้ที่แท้จริง
ผมก้าวเท้าออกจากประตูโกดังร้างบานใหญ่นั้น เสียงกรีดร้องโหยหวนของตาเฒ่าทวีปและเสียงหัวเราะแหบแห้งที่น่าสยดสยองของ “ลูกชาย” ของมัน ยังคงดังก้องอยู่ข้างหลังผม แต่ผมไม่ได้หันกลับไปมอง
มันจบแล้ว… อย่างน้อยก็สำหรับผม
ผมเดินมาถึงรถกระบะ… มือของผมยังคงสั่น… ไม่ใช่เพราะความกลัว… แต่เพราะความว่างเปล่าที่เข้าแทนที่ความแค้น
ผมชนะ… แต่ผมไม่รู้สึกเหมือนผู้ชนะ
ผมสตาร์ทรถ… แต่ผมไม่ได้ขับออกไป
ผมนั่งนิ่งอยู่หลังพวงมาลัย… จ้องมองประตูโกดังที่ปิดสนิท
ผมทิ้งให้ตาเฒ่าทวีปรับกรรมที่มันก่อ… แต่ยังมีอีกหนึ่งร่าง… ที่ยังไม่ได้รับการปลดปล่อย
ผมดับเครื่องยนต์…
ผมกลับเข้าไปในโกดังอีกครั้ง
คราวนี้… ผมเดินผ่านห้องที่ใช้ทำพิธีไปอย่างรวดเร็ว… ผมพยายามไม่สนใจเสียงครวญครางและเสียงขูดขีดที่ดังออกมาจากห้องนั้น… นั่นไม่ใช่ธุระของผมอีกต่อไป
ผมมุ่งตรงไปยังห้องเย็นเก่าๆ… ที่ซึ่งร่างของมิ้นท์รออยู่
ผมเปิดประตู… กลิ่นคาวเลือดและไอเย็นปะทะใบหน้า
ผมรูดซิปถุงพลาสติกสีดำลง…
ใบหน้าของเธอยังคงเหมือนเดิม… ซีดขาว… และเบิกตากว้างด้วยความหวาดกลัว
น้ำตาหยดแรก… หยดลงบนใบหน้าเย็นชืดของเธอ
มันคือน้ำตาของผมเอง
ผมไม่รู้ว่าผมร้องไห้ออกมาตั้งแต่เมื่อไหร่… มันคือความรู้สึกผิด… ความสูญเสีย… และความสำนึก… ที่ถาโถมเข้ามาในคราวเดียว
“ผมขอโทษ… มิ้นท์” ผมกระซิบ “ผมขอโทษที่ทำร้ายคุณ… ผมขอโทษที่ทะเยอทะยาน… ผมขอโทษ… ที่ทำให้คุณต้องมาเจอเรื่องแบบนี้”
ผมรูดซิปปิดถุงกลับอย่างแผ่วเบา
ผมอุ้มร่างของเธอขึ้นมา… ครั้งนี้… ผมอุ้มอย่างทะนุถนอมที่สุดเท่าที่จะทำได้
ผมพาเธอออกมาจากนรกขุมนั้น… วางเธอไว้ที่เบาะข้างคนขับ… ที่ที่ตาเฒ่าทวีปเคยนั่ง
ผมขับรถออกจากโกดังร้างแห่งนั้น… ทิ้งเสียงกรีดร้องไว้เบื้องหลัง
ผมไม่ได้ขับรถกลับกรุงเทพฯ… เมืองแห่งความฝัน… ที่ตอนนี้กลายเป็นฝันร้ายสำหรับผม
ผมขับรถมุ่งหน้า… สู่ทะเล
ผมขับรถตลอดทั้งคืนที่เหลือ… ไม่ได้หยุดพัก… ในรถมีเพียงความเงียบ… และร่างไร้วิญญาณของเธอที่นั่งอยู่ข้างๆ
ผมไม่รู้ว่าผมกำลังหนีอะไร… หรือกำลังมุ่งหน้าไปหาอะไร
ผมรู้แค่ว่า… ผมต้องพาเธอไป… ไปยังที่ที่บริสุทธิ์… ที่ที่ดินป่าช้าเหล่านั้น… เอื้อมไม่ถึง
ผมมาถึงชายทะเลแห่งหนึ่งในจังหวัดระยอง… ในช่วงก่อนรุ่งสาง
ผมจอดรถทิ้งไว้… แล้วอุ้มร่างของเธอเดินไปตามชายหาดที่ว่างเปล่า…
มีเรือประมงลำเล็กๆ ลำหนึ่งจอดเทียบท่าอยู่… มีชายชราท่าทางใจดีคนหนึ่งกำลังเตรียมอวน
“ลุงครับ” ผมเรียก “ผม… ผมอยากเช่าเรือ… ออกไปลอยอังคาร… ญาติผมเพิ่งเสีย”
ผมโกหก… แต่ในน้ำเสียงของผม… มันมีความจริงของความสูญเสียอยู่
ลุงชาวประมงมองผม… มองถุงสีดำขนาดใหญ่ที่ผมอุ้ม… แล้วพยักหน้าช้าๆ
“เอาสิ… พ่อหนุ่ม… ทะเลตอนเช้า… ช่วยปลอบประโลมใจได้”
ผมจ่ายเงินให้เขา… มากกว่าค่าเช่าปกติ… เขาช่วยผมยกถุงนั้นขึ้นเรือ… โดยไม่ถามอะไรสักคำ
ผมขับเรือลำเล็กๆ นั้นออกไป… มุ่งหน้าสู่ทะเลเปิด…
ท้องฟ้าเริ่มเปลี่ยนสี… จากสีดำสนิท… เป็นสีเทา… และสีส้มจางๆ ที่ขอบฟ้า
ผมขับเรือมาไกล… ไกลจนมองไม่เห็นชายฝั่ง…
ผมดับเครื่องยนต์…
เหลือเพียงเสียงคลื่นลม… และความเงียบ
ผมแก้มัดถุงออก… เผยให้เห็นร่างของมิ้นท์เป็นครั้งสุดท้าย
“มิ้นท์” ผมพูดกับเธอ… “ผมไม่รู้ว่าคุณได้ยินผมไหม… ไม่รู้ว่าวิญญาณคุณอยู่ที่ไหน… แต่ผมอยากให้คุณรู้… ว่าผมรักคุณ”
น้ำตาผมไหลออกมาอีกครั้ง
“ผมมันโง่เอง… ผมมันตาบอดเพราะเงิน… เพราะความอยากได้อยากมี… ผมอยากมีค่าพอสำหรับคุณ… จนลืมไปว่า… สิ่งที่มีค่าที่สุด… คือคุณ”
ผมก้มลง… จูบที่หน้าผากเย็นชืดของเธอเป็นครั้งสุดท้าย
“ผมไม่ขอให้คุณยกโทษให้… เพราะผม… ก็ไม่เคยยกโทษให้ตัวเอง”
ผมหยิบสมอเรือเก่าๆ ที่อยู่ในเรือ… ผูกมันเข้ากับถุง… เพื่อถ่วงน้ำหนัก
ผมค่อยๆ… ปล่อยร่างของเธอลงสู่ทะเลสีคราม
“ครืน…”
ร่างของเธอจมหายไปในความลึก… ช้าๆ… จนลับสายตา
ผมมองดูฟองอากาศกลุ่มสุดท้ายที่ลอยขึ้นมา… แล้วแตกสลาย
ดวงอาทิตย์… โผล่พ้นขอบน้ำ… สาดแสงแรกของวัน…
ผมรู้สึก… ว่างเปล่า…
แต่เป็นความว่างเปล่า… ที่สงบ
ไม่มีเสียงกระซิบ… ไม่มีเสียงหัวเราะ… ไม่มีเสียงขูดขีด
ปีศาจตนนั้น… ถูกขังไว้กับผู้สร้างของมันแล้ว
ส่วนผม… ผมเป็นอิสระ
แต่… มันคืออิสรภาพ… ของคนที่สูญเสียทุกอย่าง
…
หลายปีต่อมา…
ที่หมู่บ้านชาวประมงเล็กๆ แห่งหนึ่ง… ที่ไม่มีใครรู้จักชื่อ…
มีชายคนหนึ่ง… ผิวคล้ำ… ผมเผ้ายาวรุงรัง… หนวดเคราขึ้นขาวแซม…
เขานั่งซ่อมแหอยู่ที่หน้ากระท่อมไม้เก่าๆ ริมชายหาด
ชาวบ้านเรียกเขาว่า… “กิจ”… พวกเขาไม่รู้ว่าเขามาจากไหน… รู้แค่ว่าเขาเป็นคนเงียบๆ… ไม่สุงสิงกับใคร… และมักจะนั่งมองทะเล… เป็นเวลานานๆ
ผม… ประกิต… ไม่ได้กลับไปกรุงเทพฯ อีกเลย
เงินในบัญชี… รถสปอร์ต… คอนโดหรู… ผมทิ้งมันไว้ทั้งหมด
ผมเริ่มต้นชีวิตใหม่… ในฐานะคนที่ไม่เหลืออะไรเลย
ผมใช้ชีวิตอย่างยากจน… แต่ผมก็นอนหลับได้… แม้ว่าจะฝันร้าย… แต่ก็เป็นฝันร้าย… ที่มาจากความทรงจำของผมเอง… ไม่ใช่เสียงของปีศาจ
ทุกเช้า… ผมจะตื่นมา… แล้วมองออกไปที่ทะเล…
ทะเล… ที่ซึ่งเป็นหลุมฝังศพ… ของคนรักของผม
ผมไม่ได้ล้างแค้นสำเร็จ… ผมไม่ได้ความยุติธรรม…
ผมแค่… รอดชีวิต…
ผมรอดชีวิต… เพื่อที่จะจดจำ… เพื่อที่จะชดใช้… ในแบบของผม
ผมมองดูรอยแผลเป็นบนฝ่ามือ… รอยที่ผมใช้กรีดเลือด… มันยังคงอยู่… เป็นเครื่องเตือนใจ
ผมไม่เหลืออะไรเลย… นอกจากลมหายใจ… และความทรงจำ
และบางที… นั่นอาจจะเป็นการลงโทษ… ที่สาสมที่สุดแล้ว
สำหรับความทะเยอทะยาน… ที่ต้องจ่ายด้วยชีวิต…