มพ์นิ่งไปครู่หนึ่ง หัวใจที่เคยเต้นรัวเมื่อได้ยินชื่อนี้ บัดนี้กลับนิ่งสงบอย่างประหลาด “เขาเป็นยังไงบ้างคะ?”
“เขาเปลี่ยนไปเป็นคนละคนเลยครับ” การินถอนหายใจ “เงินทองที่เขาเคยมีถูกยึดไปหมดแล้ว สุขภาพเขาก็ไม่ค่อยดีนัก เห็นว่าตอนนี้ไปอาศัยอยู่ที่วัดในต่างจังหวัด ช่วยงานจิปาถะและศึกษาธรรมะ เขาฝากคำขอโทษมาให้คุณอีกครั้ง และเขาบอกว่าเขาไม่มีความกล้าพอที่จะมาพบคุณด้วยตัวเอง เขาขอเพียงแค่ให้คุณมีความสุขกับชีวิตที่คุณเลือก และขอให้ลูกได้รับสิ่งที่ดีที่สุด”
“แล้วคุณชมดาวล่ะคะ?” พิมพ์ถามต่อโดยไม่ได้แสดงอาการใดๆ
“รายนั้นเขาลำบากกว่าครับ หลังจากพ้นโทษออกมา เขาก็พยายามจะกลับเข้าสู่วงการธุรกิจเดิม แต่ไม่มีใครยอมรับ สุดท้ายเห็นว่าย้ายไปอยู่ต่างประเทศแล้วก็เงียบหายไปเลยครับ ส่วนคุณปู่พิชัย… ท่านจากไปอย่างสงบเมื่อสามเดือนก่อน ท่านทิ้งพินัยกรรมไว้ให้ตะวันด้วยนะพิมพ์ ท่านตั้งกองทุนมหาศาลไว้เพื่ออนาคตของเด็กคนนี้ โดยมีคุณเป็นผู้จัดการร่วมกับผม”
น้ำตาไหลซึมออกมาจากหางตาของพิมพ์ ไม่ใช่เพราะความเสียใจที่มีต่อศักดาหรือชมดาว แต่เป็นความกตัญญูที่มีต่อคุณปู่พิชัย ผู้ชายที่ให้โอกาสเธอได้เริ่มต้นใหม่และยังคงเป็นห่วงแม้ในวาระสุดท้ายของชีวิต “คุณปู่เมตตาเราเสมอจริงๆ ค่ะ”
“มีอีกเรื่องหนึ่งครับพิมพ์” การินหยิบห่อผ้าสีขาวออกมาจากกระเป๋า “พยาบาลที่เคยดูแลคุณที่โรงพยาบาลในวันแต่งงาน เขาฝากสิ่งนี้มาให้ เขาบอกว่าเขาเก็บมันไว้ได้หลังจากความวุ่นวายในห้องแต่งตัววันนั้น และเขาคิดว่าคุณควรจะเป็นเจ้าของมัน”
พิมพ์ค่อยๆ แกะห่อผ้าออก สิ่งที่ปรากฏต่อหน้าเธอคือ “ผ้าคลุมหน้าเจ้าสาว” ผืนยาวที่เคยเป็นชนวนเหตุของความแตกสลายในอดีต ผ้านั้นยังคงขาวบริสุทธิ์แม้เวลาจะผ่านไปหลายปี พิมพ์ลูบไล้ไปบนเนื้อผ้าลูกไม้อย่างแผ่วเบา ภาพวันนั้นไหลย้อนกลับมาเหมือนฉากในภาพยนตร์ เสียงหัวเราะเยาะของชมดาว แววตาที่เย็นชาของศักดา และน้ำตาที่ไหลอาบแก้มของเธอในห้องแต่งตัว แต่คราวนี้ความรู้สึกที่เกิดขึ้นในใจไม่ใช่ความเจ็บปวด แต่มันคือ “ความเข้าใจ”
“ขอบคุณนะคะการินที่นำมันมาให้” พิมพ์พูดพร้อมกับลุกขึ้นยืน “ช่วยเดินตามพิมพ์มาหน่อยได้ไหมคะ?”
พิมพ์เดินนำการินไปที่ลานกว้างหน้าบ้านที่มีกองไฟขนาดเล็กที่คนงานเพิ่งก่อไว้เพื่อต้มน้ำชารอบเย็น พิมพ์จ้องมองผ้าคลุมหน้าเจ้าสาวในมือเป็นครั้งสุดท้าย สิ่งนี้เคยเป็นสัญลักษณ์ของความฝันที่พังทลาย เป็นเครื่องเตือนใจถึงความโง่เขลาและความเจ็บปวด แต่วันนี้เธอรู้แล้วว่ามันเป็นเพียง “วัตถุ” ที่ไม่มีอำนาจเหนือจิตใจของเธออีกต่อไป เธอค่อยๆ วางผ้าคลุมหน้าเจ้าสาวผืนนั้นลงบนกองไฟ แสงไฟสีส้มค่อยๆ ลามเลียไปบนผ้าลูกไม้เนื้อดี กลิ่นไหม้ของผ้าสังเคราะห์ลอยขึ้นมาพร้อมกับควันที่จางหายไปในอากาศ
“คุณทำแบบนี้ทำไมครับพิมพ์?” การินถามด้วยความสงสัย
“เพราะพิมพ์ไม่อยากให้มันเป็นเงาที่คอยติดตามพิมพ์หรือตะวันอีกต่อไปค่ะ” พิมพ์ตอบพลางมองดูเปลวไฟที่มอดลง “ความลับและความแค้นในวันนั้นได้ถูกเผาทำลายไปพร้อมกับผ้าผืนนี้แล้ว ต่อจากนี้ไป พิมพ์นภาจะไม่มีวันถูกใครเอาผ้าคลุมหน้ามาปิดตาหรือปิดหัวใจได้อีก พิมพ์ขอบคุณศักดาและชมดาวที่ทำให้พิมพ์รู้ว่า ความแข็งแกร่งที่แท้จริงไม่ได้เกิดจากการถูกรักจากคนอื่น แต่เกิดจากการรักและเคารพในตัวเอง”
การินมองดูพิมพ์ด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความชื่นชม “คุณเติบโตขึ้นมากจริงๆ พิมพ์ ผมเชื่อว่าตะวันจะต้องภูมิใจที่มีแม่ที่เข้มแข็งแบบคุณ”
“แม่ครับ! มาเล่นว่าวกันครับ!” เสียงตะวันเรียกมาจากทุ่งหญ้าข้างไร่ชา พิมพ์หันไปเห็นลูกชายกำลังพยายามวิ่งชูว่าวรูปนกอินทรีสีสดใสขึ้นสู่ท้องฟ้า พิมพ์ยิ้มกว้างแล้วหันมาลาการิน “พิมพ์ขอตัวไปหาตะวันก่อนนะคะ การินพักผ่อนที่นี่ตามสบายเลย คืนนี้เราจะมีเลี้ยงฉลองเล็กๆ กันในไร่”
พิมพ์วิ่งถลาลงไปในสนามหญ้า ร่วมกับลูกชายและเด็กๆ ในหมู่บ้าน ลมพัดแรงพอที่จะทำให้ว่าวทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าสีครามที่กว้างใหญ่ พิมพ์มองดูว่าวที่โบยบินอย่างอิสระบนฟากฟ้า มันดูสง่างามและไร้พันธนาการ เหมือนกับชีวิตของเธอในตอนนี้ ความสุขที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่จุดจบของเส้นทาง แต่อยู่ที่ทุกย่างก้าวที่เราเดินไปพร้อมกับใจที่บริสุทธิ์
บทสรุปของเรื่องราวชีวิตที่ผ่านพ้นมา สอนให้พิมพ์รู้ว่า “กรรม” ไม่ใช่แค่การถูกทำโทษ แต่คือผลของการกระทำที่สะท้อนกลับมาหาเราเสมอ ศักดาและชมดาวได้รับผลจากความโลภและการหลอกลวงของตัวเอง ในขณะที่พิมพ์ได้รับการเยียวยาจากการให้อภัยและการยืนหยัดด้วยตัวเอง การเป็นสะใภ้อัครโภคินอาจจะเป็นความฝันที่ล้มเหลว แต่การเป็น “แม่พิมพ์” และเจ้าของไร่ชาที่นี่คือความจริงที่งดงามที่สุด
เมื่อดวงอาทิตย์เริ่มลับขอบฟ้า แสงสีทองส้มทาบทับไปทั่วขุนเขา พิมพ์โอบกอดตะวันไว้ในอ้อมแขนขณะมองดูแสงสุดท้ายของวัน แสงสว่างนั้นไม่ได้บอดตาเหมือนแสงแฟลชในงานแต่งงาน แต่มันอบอุ่นและมั่นคงเหมือนรักที่แม่มีให้ลูก พิมพ์นภาสูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ รู้สึกถึงความสุขที่สงบนิ่งและถาวร เธอรู้ดีว่าไม่ว่าวันพรุ่งนี้พายุลูกใหม่จะพัดเข้ามาอีกกี่ครั้ง เธอก็จะไม่มีวันล้มลงอีกต่อไป เพราะเธอได้เรียนรู้ที่จะเป็น “เจ้าของโชคชะตา” ของตัวเองอย่างแท้จริงแล้ว
ภายใต้เงาของขุนเขาที่สง่างาม เรื่องราวของเจ้าสาวผู้ถูกหักหลังได้จบลง และตำนานของหญิงแกร่งแห่งไร่ตะวันก็ได้เริ่มต้นขึ้น เป็นเรื่องราวที่จะถูกเล่าขานสืบไปในฐานะบทพิสูจน์ว่า น้ำตาที่เคยไหลในวันวาน สามารถกลายเป็นหยาดน้ำทิพย์ที่หล่อเลี้ยงชีวิตใหม่ให้เบ่งบานได้อย่างมั่นคงในวันนี้ และตลอดไป
ช้าวันต่อมา อากาศที่แม่ริมยังคงเย็นฉ่ำด้วยละอองฝนที่หลงเหลือจากเมื่อคืน เมฆหมอกหนาทึบปกคลุมยอดดอยจนดูเหมือนโลกทั้งใบหยุดนิ่งอยู่ภายใต้ผ้าห่มสีขาวนวล ฉันตื่นขึ้นมาพร้อมกับความรู้สึกหนักอึ้งในอก ไม่ใช่เพราะพิษไข้เหมือนคนในห้องพักคนงาน แต่เป็นเพราะความจริงที่ต้องเผชิญในวันนี้ ธนวัตฟื้นไข้แล้ว เขานั่งอยู่บนขอบเตียงไม้เล็กๆ ในห้องพักที่พี่ชัยจัดเตรียมไว้ให้ สภาพของเขาดูดีขึ้นกว่าเมื่อวานเล็กน้อย แต่ดวงตาที่เคยฉายแววความมั่นใจของทนายความผู้รุ่งโรจน์ กลับดูหม่นหมองเหมือนถ่านที่มอดไหม้จนเหลือเพียงเถ้าสีเทา เขามองมาที่ฉันด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความละอายใจอย่างที่สุด ทันทีที่ฉันเดินเข้าไปพร้อมกับชามข้าวต้มร้อนๆ เขาก็พยายามจะลุกขึ้นยืนแต่ฉันยกมือห้ามไว้เสียก่อน
ไม่ต้องรีบร้อนลุกขึ้นมาหรอกค่ะคุณธนวัต ทานข้าวเสียก่อนจะได้มีแรงเดินทางกลับ ฉันพูดพลางวางชามข้าวต้มลงบนโต๊ะไม้ข้างเตียง เสียงของฉันยังคงราบเรียบและเย็นชาเหมือนเดิม แม้ในใจจะมีความรู้สึกสับสนตีรวนอยู่บ้าง แต่ฉันเตือนตัวเองเสมอว่าผู้ชายคนนี้คือคนที่เคยโยนใบหย่าใส่หน้าฉันเพียงเพื่อจะไปหาผู้หญิงคนอื่น ธนวัตมองชามข้าวต้มนั้นน้ำตาคลอเบาๆ เขาค่อยๆ หยิบช้อนขึ้นมาตักข้าวเข้าปากอย่างช้าๆ ราวกับว่ามันคืออาหารมื้อที่ล้ำค่าที่สุดในชีวิต ขอบคุณครับพิม ขอบคุณที่ยังเมตตาคนเลวๆ อย่างผม เขาพูดด้วยเสียงที่สั่นเครือพยายามจะกลั้นสะอื้นแต่ก็ทำได้ยากเหลือเกิน ฉันไม่ได้มองหน้าเขาแต่กลับมองออกไปนอกหน้าต่างที่เห็นทุ่งนาสีเขียวขจี พิมไม่ได้เมตตาหรอกค่ะ พิมแค่ทำในสิ่งที่มนุษย์ควรจะทำต่อกัน พิมไม่อยากให้ลูกต้องรับรู้ว่าพ่อของเขามาสิ้นใจอยู่ที่หน้าบ้านเพราะแม่ใจจืดใจดำ
คำว่าลูกทำให้ธนวัตชะงักไปครู่ใหญ่ เขาจ้องมองมาที่หน้าท้องของฉันที่นูนเด่นขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด แววตาของเขาเปลี่ยนจากความเศร้าเป็นความอ่อนโยนชั่วขณะหนึ่ง ผมไม่มีหน้าจะขอเป็นพ่อของเขาหรอกครับพิม แต่ผมขอสัญญา…สัญญาด้วยชีวิตที่เหลืออยู่ของผม ผมจะกลับไปจัดการเรื่องที่กรุงเทพฯ ให้จบ ผมจะมอบตัวและให้การที่เป็นประโยชน์ที่สุดเพื่อลากนารากับกิตติเข้าคุกให้ได้ ต่อให้ผมต้องสูญเสียใบอนุญาตว่าความถาวร หรือต้องติดคุกฐานเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดในตอนแรก ผมก็ยอม…ขอแค่ให้พิมรู้ว่าผมเสียใจจริงๆ ฉันหันกลับมาสบตาเขาตรงๆ แววตาของฉันไม่มีความหวั่นไหวเหลืออยู่เลย การสำนึกผิดในวันที่ไม่เหลืออะไรแล้ว มันฟังดูง่ายไปหน่อยไหมคะธัน? ตอนที่คุณมีอำนาจ มีเงิน มีทุกอย่าง คุณกลับเลือกที่จะทำลายพิม แต่ตอนนี้คุณล้มลงคุณกลับมาขอโอกาส…โอกาสไม่ได้มีไว้สำหรับคนที่เดินออกไปเองโดยไม่เหลียวหลังหรอกนะ
ธนวัตพยักหน้าช้าๆ อย่างยอมรับในโชคชะตา ผมเข้าใจครับ…ผมไม่ได้มาเพื่อขอให้พิมกลับมาเป็นเหมือนเดิม เพราะผมรู้ตัวดีว่าผมทำลายทุกอย่างพังหมดแล้ว ผมแค่ต้องการทำสิ่งที่ถูกต้องเป็นครั้งสุดท้ายก่อนที่ชีวิตผมจะพังไปมากกว่านี้ ผมจะขายทรัพย์สินทุกอย่างที่เหลืออยู่เพื่อชดเชยให้ลูกความที่ผมเคยละเลย และเงินที่เหลือทั้งหมด…ผมจะโอนเข้าบัญชีชื่อพิมเพื่อให้พิมไว้ใช้เลี้ยงลูก ไม่ต้องโอนมาหรอกค่ะ ฉันขัดขึ้นทันควัน เงินพวกนั้นมันมีที่มาที่ไปที่ไม่สะอาด พิมเลี้ยงลูกเองได้ ร้านกาแฟของพิมกำลังไปได้ดี พิมไม่อยากให้ลูกต้องเติบโตมาด้วยเงินที่แลกมาด้วยน้ำตาของคนอื่นหรือความผิดพลาดของคุณ เก็บเงินนั้นไว้เถอะค่ะ เอาไว้ใช้เริ่มต้นชีวิตใหม่ในวันที่คุณพ้นโทษออกมา…ถ้าวันนั้นคุณยังมีชีวิตอยู่นะ
ธนวัตวางช้อนลงแล้วก้มหน้าเงียบ ความเงียบปกคลุมห้องเล็กๆ นั้นอยู่นานหลายนาที มีเพียงเสียงฝนที่เริ่มตกลงมาปรอยๆ อีกครั้ง พี่ชัยเดินเข้ามาแจ้งว่าเตรียมรถให้พร้อมแล้ว ธนวัตค่อยๆ ลุกขึ้นพยุงตัวเองอย่างยากลำบาก เขาหยิบกระเป๋าใบเล็กที่ติดตัวมาเดินตามฉันออกไปที่หน้าบ้าน ก่อนจะก้าวขึ้นรถเขาหยุดยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่งแล้วหันมาทางฉัน พิมครับ…ถ้าผมจัดการทุกอย่างเสร็จแล้ว ถ้าผมพิสูจน์ตัวเองได้จริงๆ…ผมจะขอโอกาสกลับมาดูหน้าลูกสักครั้งได้ไหม? ฉันมองเขาด้วยสายตาที่ว่างเปล่า เรื่องของอนาคตก็ให้มันเป็นเรื่องของอนาคตเถอะค่ะธัน ตอนนี้หน้าที่ของคุณคือไปรับผิดชอบสิ่งที่คุณก่อไว้ อย่ามาหวังน้ำบ่อหน้าในขณะที่มือคุณยังเปื้อนโคลนอยู่เลย รถเคลื่อนตัวออกจากหน้าบ้านช้าๆ ผ่านม่านหมอกและสายฝนหายลับตาไป ฉันยืนมองจนรถหายไปจากคลองสายตา ความรู้สึกโหว่ๆ ในอกค่อยๆ จางหายไป เหลือเพียงความโล่งใจที่พายุลูกนี้ได้ผ่านพ้นไปเสียที
วันเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วที่เชียงใหม่ ท้องของฉันโตขึ้นทุกวันจนตอนนี้ย่างเข้าสู่เดือนที่เจ็ด กิจการร้านดาราล้อมกลายเป็นที่พักใจของใครหลายคน ฉันจ้างพนักงานเพิ่มอีกสองคนเพื่อมาช่วยงานในร้าน ส่วนตัวฉันเองก็คอยดูแลเรื่องบัญชีและสูตรขนมเป็นหลัก พี่ชัยยังคงเป็นกำลังสำคัญในการดูแลสวนและคอยเป็นห่วงเป็นใยฉันเหมือนน้องสาวคนหนึ่ง ทุกคนในหมู่บ้านรู้ว่าฉันเป็นคุณแม่เลี้ยงเดี่ยว แต่ไม่มีใครดูถูกหรือซุบซิบนินทาในทางลบ เพราะความใจดีและเป็นกันเองของฉันที่มอบให้คนในชุมชนเสมอมา ในช่วงเย็นของทุกวัน ฉันมักจะมานั่งที่ระเบียงบ้านมองดูพระอาทิตย์ตกดิน แสงสีส้มทองที่พาดผ่านทุ่งนาทำให้ฉันรู้สึกสงบอย่างบอกไม่ถูก ข่าวจากกรุงเทพฯ ยังคงแว่วมาให้ได้ยินบ้างผ่านทางคุณกิตติภพที่คอยส่งจดหมายมาบอกข่าวสาร คดีของนารากลายเป็นข่าวใหญ่ระดับประเทศ เธอถูกจับกุมตัวพร้อมกิตติที่ท่าเรือก่อนจะข้ามฝั่งไปยังกัมพูชา เงินสดหลายสิบล้านถูกยึดเป็นของกลาง
สิ่งที่ทำให้ฉันประหลาดใจที่สุดคือข่าวของธนวัต เขาเดินเข้ามอบตัวกับตำรวจกองปราบปรามด้วยตัวเอง เขาให้การซัดทอดนาราและกิตติอย่างละเอียดพร้อมหลักฐานที่เขาแอบรวบรวมไว้ในช่วงสุดท้ายก่อนจะมาหาฉัน ข่าวบอกว่าเขาถูกถอนใบอนุญาตว่าความตลอดชีวิตและถูกดำเนินคดีในข้อหาฉ้อโกงประชาชนร่วมกับนาราในตอนแรก แต่เนื่องจากการให้การเป็นประโยชน์และการเยียวยาผู้เสียหายโดยการขายทรัพย์สินทั้งหมดที่มี ทำให้ศาลลดโทษให้เหลือเพียงการจำคุกไม่กี่ปี ฉันอ่านข่าวเหล่านั้นด้วยความรู้สึกที่นิ่งสงบ ไม่ได้ยินดีที่เขาต้องเข้าคุก และไม่ได้เสียใจที่เขาเสียชื่อเสียง มันคือผลของการกระทำที่เขาต้องรับผิดชอบด้วยตัวเอง แสงจันทร์ที่เขาเคยหลงใหลบัดนี้ได้กลายเป็นกำแพงคุกที่กักขังเขาไว้ แต่สำหรับฉัน…ฉันได้รับแสงอาทิตย์แห่งชีวิตใหม่ที่ส่องสว่างอย่างมั่นคง
ในบ่ายวันหนึ่งขณะที่ฉันกำลังนั่งตรวจบัญชีอยู่ในร้าน ชายวัยกลางคนท่าทางภูมิฐานเดินเข้ามาในร้านพร้อมกับช่อดอกไม้สีขาวสะอาดตา เขาคือคุณสุจริต ลูกความรายใหญ่ที่เคยถูกธนวัตละเลยหน้าที่จนเกือบเสียธุรกิจไป คุณพิมครับ…ผมได้ยินข่าวว่าคุณมาเปิดร้านอยู่ที่นี่ ผมเลยถือโอกาสแวะมาเยี่ยมและขอบคุณครับ เขาพูดพร้อมรอยยิ้มที่อบอุ่น ขอบคุณเรื่องอะไรคะคุณสุจริต? พิมไม่ได้ทำอะไรให้เลยนะคะ คุณสุจริตส่ายหน้าเบาๆ คุณธนวัตเขาบอกผมหมดแล้วครับ ก่อนที่เขาจะเข้าคุกเขามาหาผม เขาขอโทษและคืนเงินชดเชยให้ผมจนครบทุกบาททุกสตางค์ และเขายังฝากบอกด้วยว่า…ที่เขาทำแบบนี้ได้ เพราะเขาอยากพิสูจน์ให้ผู้หญิงที่เก่งที่สุดและดีที่สุดในชีวิตเขารู้ว่า เขาพยายามจะกลับมาเป็นคนเดิม คนที่เคยคู่ควรกับคุณพิมครับ
ฉันรับช่อดอกไม้มาถือไว้ กลิ่นหอมอ่อนๆ ของดอกมะลิทำให้ฉันนึกถึงคืนนั้นที่กรุงเทพฯ คืนที่ธนวัตทิ้งฉันไปหาผู้หญิงที่มีกลิ่นน้ำหอมแบบนี้ แต่วันนี้ดอกมะลิในมือฉันกลับเป็นสัญลักษณ์ของการขอขมาและการเริ่มต้นใหม่ที่ต่างออกไป ฉันยิ้มให้คุณสุจริตอย่างจริงใจ ขอบคุณนะคะที่มาบอกพิม แต่สำหรับพิม…เขาไม่ต้องพิสูจน์อะไรเพื่อพิมแล้วล่ะค่ะ ให้เขาทำเพื่อตัวเองและเพื่อความถูกต้องเถอะ นั่นคือสิ่งเดียวที่จะทำให้เขาพ้นจากนรกในใจได้จริงๆ หลังจากคุณสุจริตกลับไป ฉันก็นำดอกไม้ไปจัดใส่แจกันตั้งไว้หน้าเคาน์เตอร์กาแฟ มันเป็นเครื่องเตือนใจว่าความดีและความถูกต้องนั้นอาจจะมาช้าไปบ้าง แต่สุดท้ายมันก็มักจะหาทางกลับมาเสมอ
คืนนั้น ท้องฟ้าที่เชียงใหม่ใสกระจ่างจนเห็นดวงดาวระยิบระยับเต็มไปหมด ฉันยืนอยู่ที่ระเบียงมองดูดวงจันทร์ครึ่งซีกที่ลอยเด่นอยู่เหนือยอดดอย ดวงจันทร์ดวงเดิมที่เคยทำให้ฉันเจ็บปวด บัดนี้มันดูเล็กลงและไม่ได้มีอำนาจเหนือความรู้สึกของฉันอีกต่อไป ฉันลูบท้องที่โย้เย้ไปมา พลางฮัมเพลงเบาๆ ให้ลูกฟัง พรุ่งนี้เราจะไปหาหมอกันนะลูก หมอบอกว่าหนูแข็งแรงดีมาก แม่เตรียมห้องนอนไว้ให้หนูแล้วนะ มีตุ๊กตาหมีตัวใหญ่ที่พี่ชัยซื้อให้ด้วย ชีวิตของฉันในตอนนี้อาจจะไม่ได้หรูหราเหมือนตอนอยู่กรุงเทพฯ ไม่ได้มีรถยุโรปขับ ไม่ได้ใส่เสื้อผ้าแบรนด์เนมทุกวัน แต่มันมีความสุขอย่างแท้จริง สุขที่เกิดจากการไม่ต้องระแวงว่าใครจะโกหก สุขที่เกิดจากการเป็นเจ้าของชีวิตตัวเองอย่างสมบูรณ์
ไม่กี่สัปดาห์ต่อมา ความเจ็บปวดที่คุ้นเคยก็เริ่มโจมตีฉันในช่วงเช้ามืด มันไม่ใช่ความเจ็บจากความเสียใจ แต่มันคือสัญญาณการลืมตาดูโลกของชีวิตใหม่ พี่ชัยรีบขับรถพาฉันไปส่งโรงพยาบาลในเมืองอย่างรวดเร็ว ตลอดทางที่ไป ฉันรู้สึกถึงพลังที่ยิ่งใหญ่ข้างในตัว พลังของแม่ที่จะปกป้องลูกจนถึงที่สุด ในห้องคลอดที่เต็มไปด้วยเสียงอุปกรณ์การแพทย์และความวุ่นวาย ฉันรวบรวมแรงทั้งหมดที่มีเพื่อพามนุษย์ตัวน้อยออกมาสู่โลกใบนี้ และเมื่อเสียงร้องไห้จ้าดังขึ้น น้ำตาของฉันก็ไหลออกมาด้วยความปีติยินดีอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน ยินดีต้อนรับนะลูก…ยินดีต้อนรับสู่โลกที่สวยงามใบนี้ แม่ชื่อพิมลดา และแม่จะเป็นทั้งพ่อและแม่ที่รักหนูที่สุดในโลก
พยาบาลอุ้มลูกมาวางบนอกของฉัน ทารกน้อยผิวแดงระเรื่อมีใบหน้าที่ละม้ายคล้ายกับธนวัตอย่างน่าประหลาดใจ โดยเฉพาะดวงตาและริมฝีปากนั่น แต่ฉันไม่ได้รู้สึกโกรธหรือแค้นใจเลยที่เห็นเงาของเขาในตัวลูก กลับกัน…ฉันมองเห็นโอกาสของการเริ่มต้นใหม่ที่บริสุทธิ์ ฉันตั้งชื่อเขาว่า “น้องตะวัน” เพื่อให้เขาเป็นแสงอาทิตย์ที่ส่องสว่างนำทางชีวิตของฉันสืบไป ข่าวการคลอดลูกของฉันแพร่กระจายไปถึงเพื่อนฝูงและคนรู้จัก รวมถึงคุณกิตติภพด้วย เขาเป็นคนนำข่าวนี้ไปบอกธนวัตในคุกตามที่ธนวัตเคยขอร้องไว้ ข่าวบอกว่าเมื่อธนวัตได้ยินว่าเขามีลูกชายและตั้งชื่อว่าตะวัน เขาร้องไห้ออกมาด้วยความดีใจและเศร้าสร้อยไปพร้อมกัน เขาฝากจดหมายฉบับสั้นๆ ผ่านคุณกิตติภพมาถึงฉัน
พิมครับ…ผมดีใจเหลือเกินที่รู้ว่าลูกและพิมปลอดภัย ชื่อตะวันช่างไพเราะและมีความหมายดีเหลือเกิน ผมรู้ดีว่าผมไม่มีสิทธิ์จะก้าวเข้าไปในชีวิตของตะวันในตอนนี้ ผมจะตั้งใจรับโทษและฝึกฝนจิตใจให้เข้มแข็ง ผมจะเฝ้ามองตะวันเติบโตจากที่ไกลๆ และถ้าวันหนึ่ง…ในวันที่ตะวันโตพอจะรับรู้ความจริง ผมหวังเพียงแค่ว่าพิมจะไม่รังเกียจที่จะบอกเขาว่า พ่อของเขาเคยเป็นคนโง่ที่หลงเงาจันทร์ แต่สุดท้ายพ่อก็สำนึกได้เพราะตะวันที่เป็นแสงสว่างเดียวในใจพ่อ…รักและอาลัย ธนวัต ฉันอ่านจดหมายฉบับนั้นจบแล้วพับเก็บใส่ลิ้นชักลึกที่สุด ฉันไม่ได้ตอบจดหมาย และไม่ได้มีความตั้งใจจะพาลูกไปเยี่ยมเขาในตอนนี้ ความผิดที่เขาก่อมันต้องใช้เวลาเยียวยามากกว่าแค่คำขอโทษจากหลังลูกกรง
หนึ่งปีผ่านไป ร้านดาราล้อมเติบโตขึ้นเรื่อยๆ น้องตะวันในวัยเตาะแตะกลายเป็นขวัญใจของลูกค้าทุกคน เขาเป็นเด็กอารมณ์ดี ฉลาด และรักการอยู่ท่ามกลางธรรมชาติเหมือนฉัน ทุกเช้าฉันจะพาลูกเดินเล่นในสวนลำไย สอนให้เขารู้จักชื่อต้นไม้และดอกไม้ ความเจ็บปวดในอดีตได้กลายเป็นเพียงแผลเป็นจางๆ ที่ไม่ได้เจ็บแสบอีกต่อไป ฉันกลายเป็นผู้หญิงที่เข้มแข็งและมั่นคง เป็นเสาหลักที่แท้จริงของครอบครัวขนาดเล็กนี้ ในบางครั้งเมื่อมองดูดวงจันทร์ในยามค่ำคืน ฉันจะนึกถึง “นารา” แสงจันทร์ดวงนั้นที่เป็นจุดเริ่มต้นของพายุใหญ่ บัดนี้เธอคงกำลังชดใช้กรรมอยู่ในคุกที่มืดมิด ความสวยงามที่จอมปลอมได้มลายหายไป เหลือเพียงความจริงที่แสนโหดร้ายที่เธอต้องเผชิญ