กาลเวลาหมุนเวียนเปลี่ยนผ่านไปราวกับสายน้ำที่ไม่มีวันไหลย้อนกลับ ห้าปีเต็มแล้วที่บ้านพฤกษ์สิริกลับมาเป็นสถานที่ที่เปี่ยมไปด้วยพลังแห่งชีวิตและความรักอย่างแท้จริง ต้นไม้ที่พศินเคยปลูกไว้ในวันที่ลูกชายลืมตาดูโลก บัดนี้เติบโตแผ่กิ่งก้านสาขาให้ร่มเงาแก่ผู้อาศัย ดอกมะลิป่าส่งกลิ่นหอมฟุ้งกระจายไปตามลมในยามเช้า บรรยากาศรอบบ้านดูนิ่งสงบและงดงามราวกับภาพวาดที่สลักขึ้นจากความพยายามของคนสองคนที่ร่วมมือกันซ่อมแซมความร้าวรานในอดีต
ฉันยืนอยู่ที่ระเบียงชั้นบน มองดูภาพเบื้องล่างด้วยหัวใจที่สงบนิ่ง ภูในวัยห้าขวบเศษกำลังวิ่งเล่นอยู่ในสนามหญ้าอย่างร่าเริง เขามีใบหน้าที่หล่อเหลาถอดแบบมาจากพศินไม่ผิดเพี้ยน แต่ดวงตาที่กลมโตและแฝงไปด้วยความเฉลียวฉลาดนั้นเป็นมรดกจากฉัน พศินเดินตามหลังลูกชายไปติดๆ ในมือถือลูกบอลลูกใหญ่และส่งเสียงเชียร์ลูกชายเป็นระยะ รอยยิ้มของเขาในวันนี้คือรอยยิ้มของชายที่พบความหมายที่แท้จริงของชีวิต เขาไม่ใช่ผู้ชายที่แสวงหาอำนาจหรือความลุ่มหลงชั่วครั้งชั่วคราวอีกต่อไป แต่เขาคือพ่อที่พร้อมจะทำทุกอย่างเพื่อลูก และเป็นสามีที่ซื่อสัตย์ต่อภรรยาอย่างที่สุด
“คุณรินครับ อาหารเช้าเตรียมเสร็จแล้วครับ” พศินเงยหน้าขึ้นมาโบกมือให้ฉันด้วยท่าทางสดใส
ฉันยิ้มตอบและเดินลงไปหาพวกเขา ความรู้สึกหนักอึ้งในใจที่เคยแบกรับมาสองชาติตระกูลได้มลายหายไปสิ้นแล้ว ฉันไม่ได้ลืมสิ่งที่เคยเกิดขึ้น แต่ฉันเลือกที่จะเก็บมันไว้เป็นบทเรียนเตือนใจ ไม่ใช่โซ่ตรวนที่ล่ามฉันไว้กับความทุกข์ระทมอีกต่อไป
หลังจากทานมื้อเช้ากันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา ฉันตัดสินใจเดินทางไปยังวัดป่าแห่งหนึ่งที่ตั้งอยู่ไกลออกไปจากความวุ่นวายของเมืองหลวง พศินอาสาขับรถให้และมีภูนั่งอยู่เบาะหลังคอยจิกกล้องถ่ายรูปของเล่นอย่างสนุกสนาน วันนี้เป็นวันครบรอบเจ็ดปีที่ฉัน “ตาย” ในชาติก่อน และเป็นวันครบรอบที่ฉันได้รับโอกาสให้กลับมามีชีวิตใหม่อีกครั้ง ฉันต้องการทำบุญครั้งใหญ่เพื่ออุทิศส่วนกุศลให้แก่ดวงวิญญาณของรินรดาคนเก่า ผู้หญิงที่เคยยอมแพ้ต่อโชคชะตาและตายไปพร้อมกับความแค้น
เมื่อไปถึงวัด บรรยากาศที่นี่ช่างร่มรื่นและเต็มไปด้วยความวิเวก ฉันจัดเตรียมภัตตาหารและสังฆทานอย่างประณีต เมื่อพระอาจารย์รับประเคนและเริ่มสวดมนต์ให้พร ฉันหลับตาลงนึกถึงใบหน้าของตัวเองในวันที่นอนอยู่บนเตียงโรงพยาบาล นึกถึงความเจ็บปวดที่เคยได้รับจากคนรอบข้าง ฉันแผ่เมตตาให้แก่ลลิตาที่ล่วงลับไปแล้ว แผ่เมตตาให้แก่พศินคนเก่าที่เคยทำผิดพลาด และที่สำคัญที่สุด ฉันแผ่เมตตาให้แก่ตัวเองในอดีต
“ขอให้ดวงวิญญาณของรินรดาจงไปสู่สุคติ… ขอให้ความแค้นทั้งหมดจบสิ้นลงเพียงเท่านี้” ฉันพึมพำในใจอย่างตั้งมั่น
หลังจากเสร็จพิธี ฉันเดินไปที่ใต้ต้นโพธิ์ใหญ่หลังโบสถ์ พศินเดินตามมาอย่างเงียบๆ เขาดูเหมือนจะรับรู้ได้ถึงอารมณ์ที่ลึกซึ้งของฉันในวันนี้
“รินครับ… ผมขอถามอะไรหน่อยได้ไหม?” พศินเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“ว่ามาสิคะพศิน”
“ทำไมตลอดห้าปีที่ผ่านมา คุณถึงชอบมาทำบุญในวันนี้เป็นพิเศษ? วันนี้มีความหมายอะไรกับคุณเหรอครับ?”
ฉันนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง มองดูลูกชายที่กำลังพยายามวิ่งไล่ตามผีเสื้อสีสวย “วันนี้คือวันที่รินรดาคนเก่าได้จากไปค่ะพศิน… และเป็นวันที่รินรดาคนใหม่ถือกำเนิดขึ้นมา เป็นวันที่ฉันตัดสินใจว่าฉันจะไม่ยอมให้ความเศร้าครอบงำชีวิตฉันอีกต่อไป”
พศินกุมมือฉันไว้แน่น “ผมไม่รู้ว่าคุณผ่านอะไรมาบ้างในใจริน แต่ผมขอบคุณขอบคุณที่วันนี้คุณยังอยู่ตรงนี้ ขอบคุณที่คุณไม่ทิ้งผมไปในวันที่ผมเลวร้ายที่สุด ขอบคุณที่คุณให้โอกาสผมได้เห็นหน้าลูกคนนี้”
ฉันบีบมือเขาตอบ “โชคชะตาให้โอกาสเราทุกคนเสมอค่ะพศิน อยู่ที่ว่าเราจะคว้ามันไว้และเปลี่ยนมันให้กลายเป็นสิ่งที่ดีงามได้หรือเปล่า”
ในระหว่างที่เรากำลังจะเดินทางกลับ ฉันบังเอิญเห็นชายหญิงคู่หนึ่งในชุดที่ดูทรุดโทรมกำลังนั่งรอรถโดยสารอยู่ที่หน้าวัด เมื่อเพ่งมองดูดีๆ ฉันก็จำได้ว่าเป็นคุณชัชชัยและคุณสมพร พ่อแม่ของพศิน สภาพของพวกเขาดูแก่อย่างรวดเร็ว ใบหน้าเต็มไปด้วยความทุกข์กังวล พวกเขาต้องย้ายไปอยู่บ้านพักคนชราที่ห่างไกลหลังจากที่เงินเก็บก้อนสุดท้ายถูกโกงไปจากการพนัน
พศินเห็นพวกเขาเช่นกัน เขาหยุดนิ่งไปชั่วครู่ ความลังเลฉายชัดในแววตา ฉันเข้าใจดีว่าในฐานะลูก เขายังคงมีความผูกพันอยู่บ้าง
“ไปหาพวกเขาเถอะค่ะพศิน” ฉันบอกเขาเบาๆ
พศินเดินเข้าไปหาพ่อแม่ของเขาพร้อมกับภู ทั้งสองคนเบิกตากว้างเมื่อเห็นลูกชายและหลาน คุณสมพรร้องไห้ออกมาด้วยความตื้นตันใจและพยายามจะเข้ามากอดภู แต่ภูเดินไปหลบข้างหลังพ่อด้วยความไม่คุ้นเคย
“พศิน… ลูกแม่… แม่ขอโทษ” คุณสมพรคร่ำครวญ “แม่ผิดไปแล้วจริงๆ ที่เคยทำแบบนั้นกับรินรดาและแก ตอนนี้แม่ไม่มีอะไรเหลือแล้ว”
พศินนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะหยิบซองเงินจำนวนหนึ่งยื่นให้ “นี่เป็นเงินที่ผมเก็บหอมรอมริบมาจากการทำงานครับพ่อ… แม่… ผมให้ไว้เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายส่วนตัวนะ ต่อจากนี้ผมจะส่งให้ทุกเดือน แต่อย่ามาวุ่นวายกับชีวิตของรินและลูกอีกเลยนะครับ ให้เรื่องราวในอดีตมันเป็นแค่บทเรียนที่สอนใจเราเถอะ”
คุณชัชชัยรับเงินมาด้วยมือที่สั่นเทา เขาไม่ได้มีท่าทีอวดดีเหมือนแต่ก่อนอีกต่อไป “ขอบใจนะพศิน… ฝากบอกรินรดาด้วยว่าพ่อขอโทษ พ่ออายเหลือเกินที่ไม่เคยเห็นค่าในความดีของหนูเขาเลย”
ฉันยืนมองภาพนั้นจากที่ไกลๆ ความแค้นที่มีต่อพวกเขามันหายไปหมดสิ้นแล้ว เหลือเพียงความเวทนาต่อเพื่อนมนุษย์ที่พ่ายแพ้ต่อกิเลสของตัวเอง ฉันเดินเข้าไปหาพวกเขาแล้วยื่นถุงอาหารและน้ำดื่มที่เตรียมมาให้
“รับไปเถอะค่ะ… ถือว่าเป็นทานที่ทำร่วมกันในวันนี้” ฉันพูดด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบแต่ไม่มีความอาฆาต
คุณสมพรมองหน้าฉันแล้วก้มลงกราบที่ตักฉันร้องไห้โฮ ฉันพยุงเธอขึ้นมาเบาๆ “ไม่ต้องทำขนาดนี้หรอกค่ะคุณป้า… อดีตมันจบไปแล้ว ขอให้คุณป้าใช้ชีวิตที่เหลืออย่างสงบสุขนะคะ”
เมื่อเรากลับขึ้นรถ ภูถามขึ้นมาด้วยความสงสัยตามประสาเด็ก “คุณแม่ครับ… คุณยายคนนั้นเขาร้องไห้ทำไมครับ?”
ฉันลูบหัวลูกชายเบาๆ “คุณยายเขาแค่ดีใจที่ได้เจอลูกไงครับภู… ต่อไปภูต้องเป็นเด็กดีนะลูก รู้จักให้อภัยคนอื่น และอย่าทำร้ายใครให้ต้องเสียใจเหมือนที่คุณยายเคยทำ”
ภูพยักหน้าอย่างตั้งใจ “ครับคุณแม่ ภูจะปกป้องคุณแม่กับคุณพ่อเอง!”
เสียงหัวเราะใสๆ ของภูทำให้บรรยากาศในรถกลับมาร่าเริงอีกครั้ง ฉันมองออกไปนอกหน้าต่าง เห็นภาพทิวทัศน์ของชนบทที่สวยงาม ชีวิตในชาตินี้ของฉันมันช่างแตกต่างจากชาติก่อนอย่างสิ้นเชิง ในชาติก่อนฉันใช้ชีวิตเพื่อคนอื่นจนลืมรักตัวเอง แต่ในชาตินี้ฉันเรียนรู้ที่จะรักตัวเองก่อน เพื่อที่จะได้มีพลังไปรักคนอื่นอย่างถูกต้อง
เมื่อกลับถึงกรุงเทพฯ ฉันมุ่งหน้าไปยังตึกสำนักงานใหญ่ของรินรดากรุ๊ป วันนี้มีการประชุมบอร์ดบริหารเพื่อประกาศโครงการใหม่ “มูลนิธิรินรดาเพื่อการเริ่มต้นใหม่” ซึ่งเป็นโครงการที่จะช่วยเหลือผู้หญิงที่ถูกกระทำรุนแรงในครอบครัวและผู้ที่ก้าวพลาดไปในชีวิต ให้ได้รับโอกาสทางการศึกษาและการมีอาชีพที่มั่นคง
ฉันเดินเข้าห้องประชุมด้วยความมั่นใจ พนักงานทุกคนก้มหัวแสดงความเคารพไม่ใช่เพราะกลัวอำนาจของฉัน แต่เพราะพวกเขาชื่นชมในความยุติธรรมและความเมตตาที่ฉันมีให้เสมอมา พศินนั่งอยู่ที่มุมห้องในฐานะที่ปรึกษาโครงการฝ่ายกิจกรรมสังคม เขาคอยส่งยิ้มให้กำลังใจฉันอยู่ตลอดเวลา
“โครงการนี้ไม่ได้เกิดขึ้นมาเพื่อสร้างชื่อเสียงให้บริษัท” ฉันเริ่มกล่าวเปิดการประชุม “แต่มันเกิดขึ้นมาเพราะฉันเชื่อว่า ทุกคนควรได้รับโอกาสที่สอง ชีวิตคนเรามันสั้นเกินกว่าจะจมอยู่กับความผิดพลาดในอดีต หน้าที่ของพวกเราคือการเป็นแสงสว่างให้แก่คนที่กำลังหลงทาง เหมือนที่ฉันเคยได้รับแสงสว่างนั้นมาแล้ว”
การประชุมผ่านไปอย่างราบรื่น ทุกคนเห็นด้วยกับโครงการนี้และพร้อมที่จะผลักดันอย่างเต็มที่ ฉันรู้สึกได้ถึงความสำเร็จที่แท้จริง ไม่ใช่การมีเงินทองมหาศาล แต่เป็นการได้สร้างคุณค่าให้แก่สังคมและโลกใบนี้
เวลาเย็นจัด ฉันและพศินพาภูไปเดินเล่นที่สวนสาธารณะริมแม่น้ำเจ้าพระยา แสงสีทองของพระอาทิตย์ยามอัสดงสะท้อนกับผิวน้ำดูงดงามราวกับทางเดินไปสู่สวรรค์ ลมพัดมาเย็นสบาย พศินจูงมือภูเดินเล่นริมตลิ่ง ในขณะที่ฉันเดินตามหลังมองดูแผ่นหลังของชายสองคนที่ฉันรักที่สุดในชีวิต
ฉันหยิบเหรียญบาทเก่าๆ เหรียญหนึ่งออกมาจากกระเป๋า มันคือเหรียญที่ฉันเก็บไว้ตั้งแต่วันแรกที่ฉันตื่นขึ้นมาในชาตินี้ เหรียญที่เป็นตัวแทนของความจนตรอกและความเจ็บปวด ฉันหลับตาลงนึกถึงทุกเหตุการณ์ที่ผ่านมา ตั้งแต่การแก้แค้นที่รุนแรง การบีบคั้นพศินและลลิตา จนถึงวันที่ฉันค้นพบว่าการให้อภัยคือชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ที่สุด
ฉันโยนเหรียญนั้นลงในแม่น้ำเจ้าพระยา “ลาก่อนนะ… ความแค้นของฉัน”
พศินเดินกลับมาหาฉันแล้วโอบไหล่ไว้ “รินครับ… ผมมีความสุขมากจริงๆ นะ ขอบคุณที่ให้ผมได้กลับมาเป็นครอบครัวเดียวกันอีกครั้ง”
“รินก็ขอบคุณคุณเหมือนกันค่ะพศิน ขอบคุณที่คุณพยายามพิสูจน์ตัวเองจนทำให้ฉันกล้าที่จะรักคุณอีกครั้ง” ฉันพิงศีรษะลงบนไหล่ของเขา
ภูวิ่งกลับมาหาเราพร้อมกับดอกไม้ป่าดอกเล็กๆ ในมือ “คุณพ่อคุณแม่ครับ! ดูสิดอกไม้นี้สวยไหม ภูจะเอาไปฝากคุณครูพรุ่งนี้ครับ”
เราสองคนหัวเราะออกมาพร้อมกัน ความอบอุ่นที่แทรกซึมไปทั่วร่างทำให้ฉันรู้สึกว่า ชีวิตนี้ไม่มีอะไรที่ฉันต้องการไปมากกว่านี้อีกแล้ว
หากชาติก่อนคือบทเรียนที่แสนสาหัส ชาตินี้ก็คือของขวัญที่ล้ำค่าที่สุดที่จักรวาลมอบให้ ฉันเรียนรู้ว่าเราไม่อาจเปลี่ยนอดีตได้ แต่เราสามารถกำหนดอนาคตได้ด้วยการกระทำในปัจจุบัน กรรมไม่ได้มีไว้เพื่อการจองเวรเพียงอย่างเดียว แต่มันมีไว้เพื่อให้เราเรียนรู้และพัฒนาจิตใจให้สูงส่งขึ้น
คืนนั้น… ฉันนอนดูภูที่หลับปุ๋ยอยู่ในเปล เสียงลมพัดเบาๆ ผ่านหน้าต่างทำให้ฉันรู้สึกผ่อนคลาย พศินเดินเข้ามาห่มผ้าให้ฉันและจูบที่หน้าผากอย่างแผ่วเบา “ฝันดีนะริน… รักคุณที่สุดครับ”
“ฝันดีค่ะพศิน…”
ฉันหลับตาลงด้วยความสงบสุขอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ในฝันฉันเห็นตัวเองเดินอยู่ในทุ่งดอกไม้สีขาวกว้างไกลสุดลูกหูลูกตา ไม่มีเสียงกรีดร้อง ไม่มีน้ำตา มีเพียงความเงียบที่งดงามและการตระหนักรู้ว่า “ทุกอย่างเป็นไปตามที่มันควรจะเป็น”
รินรดาคนเก่าได้จากไปอย่างสมบูรณ์แล้ว เหลือเพียงรินรดาคนปัจจุบันที่รู้จักความหมายของชีวิตที่แท้จริง ชีวิตที่ไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยความชัง แต่ขับเคลื่อนด้วยความเข้าใจและการแบ่งปัน
ปาฏิหาริย์ของการเกิดใหม่ไม่ได้อยู่ที่การได้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง แต่อยู่ที่การได้มี “ดวงตาที่เห็นธรรม” และหัวใจที่รู้จักคำว่า “พอ”
และนี่คือบทสรุปของเรื่องราวของฉัน… เรื่องราวของผู้หญิงที่เคยตายไปแล้วครั้งหนึ่ง แต่กลับมาเพื่อมีชีวิตอยู่ตลอดกาลในความทรงจำแห่งความดีงามและการให้อภัย
แสงจันทร์นวลตายังคงทอแสงปกคลุมบ้านพฤกษ์สิริไปตลอดทั้งคืน ราวกับเป็นคำอวยพรจากฟากฟ้าให้แก่ครอบครัวเล็กๆ ที่ฝ่าฟันมรสุมแห่งกรรมมาจนพบกับฝั่งฝันที่แสนสงบสุข… ตลอดไป
เสียงฝีเท้าของทนายวิญญูที่เดินเข้ามาในชานบ้านไม้ที่เชียงใหม่ดูหนักแน่นกว่าทุกครั้ง ฉันกำลังนั่งไกวเปลให้ตะวันพลางอ่านแบบแปลนบ้านหลังใหม่ แสงแดดรำไรที่ลอดผ่านใบมะม่วงส่องลงมาบนจดหมายในมือของวิญญู มันคือรายงานสรุปผลคดีและข่าวคราวความคืบหน้าจากกรุงเทพฯ ที่ฉันรอคอยแต่ก็หวั่นใจที่จะรับรู้ วิญญูถอนหายใจยาวก่อนจะเริ่มเล่าถึงความล่มสลายของชีวิตภวัตและพิมลดาที่เดินทางมาถึงจุดอวสานอย่างรวดเร็วเกินกว่าที่ใครจะคาดคิด
พิมลดาเสียชีวิตลงอย่างโดดเดี่ยวในอุบัติเหตุครั้งนั้น ร่างของเธอถูกส่งไปยังนิติเวชโดยไม่มีญาติพี่น้องคนไหนมารับศพ เพราะทุกคนต่างก็เอือมระอาในพฤติกรรมฉ้อโกงของเธอที่ถูกขุดคุ้ยขึ้นมาหลังจากที่เธอเสียชีวิต ความจริงที่น่าสมเพชที่สุดคือ ‘เด็ก’ ในท้องที่เธอใช้เป็นเครื่องมือรั้งภวัตไว้ในคืนสุดท้ายนั้นไม่มีอยู่จริง แพทย์ยืนยันว่าเธอทำการผ่าตัดทำหมันมานานหลายปีแล้ว รูปถ่ายอัลตราซาวด์ที่เธอส่งมาข่มขู่ฉันคือรูปที่เธอจ้างทำขึ้นมาเพื่อทำลายประสาทของฉันโดยเฉพาะ วินาทีที่ฉันได้ยินความจริงนี้ ฉันรู้สึกสั่นไปทั้งตัว ไม่ใช่เพราะความโกรธ แต่เพราะความสงสารที่ภวัตช่างโง่เขลาเหลือเกินที่ยอมทิ้งครอบครัวจริงไปหาเรื่องหลอกลวงที่ว่างเปล่า
ทางด้านภวัต หลังจากที่เขารอดตายมาได้ราวกับปาฏิหาริย์ เขาก็ต้องมีชีวิตอยู่เหมือนตายทั้งเป็น อุบัติเหตุครั้งนั้นทำลายกระดูกสันหลังของเขาจนเขาไม่สามารถเดินได้อีกต่อไป และมือข้างขวาที่เขาเคยใช้สเก็ตช์ภาพออกแบบอาคารที่สวยงามก็สูญเสียความรู้สึกไปอย่างสิ้นเชิง เขาต้องใช้ชีวิตอยู่ในบ้านพักฟื้นคนชราที่ห่างไกล โดยมีเพียงเงินประกันตัวที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิดคอยประคองชีพ เพื่อนฝูงและลูกค้าที่เคยห้อมล้อมต่างพากันหายตัวไปเมื่อเขากลายเป็นคนพิการที่ไม่มีอนาคต ภวัตพยายามขอร้องให้ทนายวิญญูติดต่อฉันทุกวัน เขาเขียนจดหมายขอโทษด้วยมือข้างซ้ายที่สั่นเทา นับร้อยฉบับที่วิญญูไม่กล้าส่งให้ฉันในตอนแรก
ฉันตัดสินใจเปิดอ่านจดหมายฉบับหนึ่งของเขา ตัวหนังสือโย้เย้ที่เขียนว่า “ริน… พี่เพิ่งรู้ว่าในวันที่พี่มีทุกอย่าง พี่มองไม่เห็นค่าของความจริงใจที่รินมอบให้ แต่ในวันที่พี่ไม่เหลือใคร แม้แต่เงาที่พี่วิ่งตามมาตลอดก็ยังเป็นเพียงคำลวง พี่เสียใจเหลือเกินที่ทำลายชีวิตของรินและลูก พี่ไม่ขอให้รินยกโทษให้ แต่พี่ขอเพียงให้รินรู้ว่ารินคือสิ่งที่ดี่ที่สุดที่เคยเกิดขึ้นในชีวิตพี่” ฉันวางจดหมายนั้นลง น้ำตาหยดหนึ่งร่วงหล่นลงบนกระดาษ มันคือน้ำตาแห่งการอโหสิกรรม ฉันไม่ได้โกรธแค้นเขาอีกต่อไปแล้ว เพราะบัดนี้เขากำลังรับบทลงโทษที่หนักหนาสาหัสที่สุด นั่นคือการมีชีวิตอยู่เพื่อจำความผิดพลาดของตัวเองในทุกลมหายใจ
ฉันบอกทนายวิญญูว่าไม่ต้องส่งจดหมายมาอีก และไม่ต้องบอกที่อยู่ของฉันให้ภวัตรับรู้ ฉันต้องการให้ตะวันเติบโตมาในโลกที่ไม่มีเงาของความเศร้าโศกเหล่านี้โครงการ ‘แสงรินรดา’ ที่ฉันก่อตั้งขึ้นเริ่มเห็นเป็นรูปธรรมมากขึ้น ฉันนำเงินชดเชยที่ได้จากคดีฟ้องชู้มาสร้างอาคารพักพิงหลังแรกสำหรับแม่เลี้ยงเดี่ยว ฉันต้องการให้สถานที่แห่งนี้เป็นจุดเริ่มต้นใหม่เหมือนที่เชียงใหม่เป็นให้ฉัน ชีวิตของฉันในตอนนี้ช่างเต็มเปี่ยมไปด้วยความหมาย ตะวันคือแสงตะวันที่ส่องนำทางให้ฉันก้าวข้ามผ่านขุมนรกในอดีตมาได้ และฉันจะใช้เวลาที่เหลือเพื่อส่งต่อแสงสว่างนี้ให้แก่ผู้หญิงคนอื่นๆ ที่กำลังหลงทางอยู่ในความมืดเหมือนที่ฉันเคยเป็น