Oán Hồn Dưới Ánh Trăng: Hồn Ma Dùng Dao Mổ

มนต์ดำ ดอกราตรี และ การไถ่บาปครั้งสุดท้าย

สมศักดิ์รู้ดีว่ามีแต่ความมืดเท่านั้นที่เข้าใจเขาได้อย่างแท้จริงความมืดไม่เคยตัดสินเขาในวัยสี่สิบเขายังคงเป็นคนเดียวในหมู่บ้านเล็กๆ ที่เลือกอาชีพนี้อาชีพที่ต้องแลกมาด้วยกลิ่นคาวและเสียงกรีดร้องทุกเช้ามืดโรงชำแหละของสมศักดิ์ตั้งอยู่ห่างจากบ้านคนอื่นราวกับเป็นอาณาเขตของคนบาป

คืนนี้เงาจากหลังคาแฝดบิดเบี้ยวเป็นรูปสัตว์ประหลาดอยู่บนพื้นดินที่เปียกชื้นเขากำลังลับมีดมีดเล่มยาวที่เงาวับราวกับผิวน้ำในบึงเสียง “ชิ้ง ชิ้ง” ของเหล็กที่กระทบกันเป็นจังหวะเนิบนาบแต่หนักแน่นมันไม่ใช่แค่การเตรียมพร้อมสำหรับการทำงานแต่มันคือการทำสมาธิอย่างหนึ่งของเขา

สมศักดิ์ไม่พูดมากสายตาของเขามักจะจับจ้องไปที่พื้นดินเขาหลีกเลี่ยงการสบตาผู้คนตั้งแต่ภรรยาของเขาจากไปเมื่อสิบปีก่อนพร้อมกับความลับดำมืดที่เขากลืนกินเอาไว้มีดเล่มนี้เป็นเพื่อนของเขามันรู้ความแค้นความเงียบงันและความกระหายเลือดที่ถูกสะกดไว้

เขาได้ยินเสียงรถจักรยานยนต์คันเก่าของจ่าเล็กตำรวจหัวหน้าสถานีที่คอยสอดส่องมาแต่ไกลจ่าเล็กชอบทำทีมาตรวจตราแต่สมศักดิ์รู้ว่าจ่าเล็กไม่เคยไว้ใจเขาจ่าเล็กเป็นคนดีเกินไปสำหรับหมู่บ้านแห่งนี้หรืออาจจะดีเกินไปสำหรับโลกนี้

“สมศักดิ์ยังไม่นอนอีกเหรอ” จ่าเล็กถามด้วยน้ำเสียงกึ่งเป็นห่วงกึ่งระแวง

“เตรียมของครับ” สมศักดิ์ตอบสั้นๆ โดยไม่เงยหน้าขึ้นจ่าเล็กยืนมองสมศักดิ์ลับมีดอยู่ครู่หนึ่งแล้วถอนหายใจยาวเขาเห็นแผลเป็นยาวที่แขนของสมศักดิ์แผลเป็นที่ฝังลึกจากเรื่องราวในอดีต

“เมื่อคืนนี้เกิดเรื่องไม่ดีอีกแล้วนะสมศักดิ์” จ่าเล็กพูดเสียงเบาลง “ไอ้ชดมันหายไปทั้งคืนพวกเราเจอแต่รถมันจอดอยู่ริมทางเข้าป่า”

สมศักดิ์หยุดลับมีดเขารู้จักไอ้ชดดีไอ้ชดเป็นคนชอบอวดเบ่งชอบพูดจาดูถูกผู้หญิงเป็นคนที่สมควรหายไปจากโลกใบนี้ในความคิดของสมศักดิ์

“ป่านนี้คงไปติดพันสาวที่ไหนแล้วมั้งจ่า” สมศักดิ์พูดแต่ในใจเขารู้สึกเย็นวาบแปลกๆ ความรู้สึกที่เหมือนมีใครคนหนึ่งกำลังเฝ้ามองเขาอยู่จากเงามืดของต้นไม้ใหญ่หลังโรงชำแหละ

“ไม่ใช่ไอ้ชดไม่เคยหายไปนานขนาดนี้โดยไม่บอกใครเลย” จ่าเล็กส่ายหน้า “มีคนเล่าให้ฟังว่าเมื่อคืนเห็นเงาดำๆ บินอยู่บนท้องฟ้าเหนือทุ่งนาเสียงมันดังครืดคราดเหมือนอะไรลากพื้น”

สมศักดิ์หัวเราะในลำคอ “ผีกระสือเหรอจ่า? หรือไอ้คนเมาเหล้าที่ไหนขับเรือหางยาวตอนกลางคืน”

จ่าเล็กไม่ตอบแต่สายตาของเขาจับจ้องไปยังมีดในมือของสมศักดิ์ราวกับมีดเล่มนั้นเป็นสิ่งที่น่ากลัวที่สุดในเวลานั้น “ฉันแค่เตือนนายนะสมศักดิ์บางอย่างในหมู่บ้านนี้มันเปลี่ยนไปแล้ว” จ่าเล็กพูดก่อนจะสตาร์ทรถออกไปทิ้งไว้แต่ความเงียบที่หนักอึ้ง

ทันทีที่เสียงรถหายไปสมศักดิ์ก็เงยหน้าขึ้นเขารู้ว่าความรู้สึกเย็นวาบนั้นไม่ใช่เรื่องบังเอิญกลิ่นที่ลอยมาตามลมไม่ใช่กลิ่นเลือดวัวแต่เป็นกลิ่นสาบของความตายที่เจือปนด้วยกลิ่นหอมของดอกราตรี

เขาเดินตามกลิ่นนั้นไปอย่างเงียบเชียบมือยังคงกำมีดเอาไว้แน่นราวกับเป็นส่วนหนึ่งของร่างกายเขาก้าวเข้าไปในป่ารกทึบด้านหลังโรงชำแหละความมืดที่นี่หนาทึบจนมองไม่เห็นแม้แต่ดวงดาว

เขาพบสิ่งที่จ่าเล็กหาไม่เจอ

ร่างของไอ้ชดนอนอยู่ใต้ต้นไทรใหญ่ลำตัวถูกจัดวางอย่างประณีตราวกับพิธีกรรมที่น่าขยะแขยงบนหน้าอกของไอ้ชดมีรอยเปิดกว้างที่สะอาดและตรงเป๊ะราวกับใช้มีดที่คมกริบที่สุดกรีดแต่สิ่งที่หายไปคือหัวใจอวัยวะที่ถูกควักออกไปอย่างบรรจง

ไม่มีร่องรอยการต่อสู้ไม่มีเลือดกระเซ็นมีเพียงรอยแห้งกรังของการผ่าตัดที่แสนจะโหดร้ายสมศักดิ์ไม่ได้รู้สึกกลัวแต่เขารู้สึกถึงความคุ้นเคยอย่างประหลาดมีเพียงฆาตกรที่ใจเย็นและแม่นยำเท่านั้นที่ทำแบบนี้ได้

เขาเห็นรอยเท้าเล็กๆรอยเท้าของผู้หญิงที่เดินเปลือยเท้าเหยียบลงบนดินโคลนรอบๆ ศพมันเป็นรอยเท้าที่ดูอ่อนโยนแต่ทิ้งไว้เบื้องหลังคือความสยดสยอง

ขณะที่สมศักดิ์กำลังมองรอยเท้าเขาได้ยินเสียงเพลงเปียโนที่แผ่วเบาลอยมาจากทางหมู่บ้านมันเป็นทำนองที่เศร้าสร้อยแต่ไพเราะราวกับเสียงครวญครางของดวงวิญญาณมันเป็นเสียงที่ไม่เคยมีมาก่อนในหมู่บ้านแห่งนี้

วันรุ่งขึ้นข่าวการตายของไอ้ชดแพร่สะพัดอย่างรวดเร็วตำรวจจากตัวเมืองเข้ามาสืบสวนแต่ไม่พบเบาะแสใดๆ จ่าเล็กมองสมศักดิ์ด้วยความสงสัยแต่สมศักดิ์ก็ยิ้มอย่างไม่สะทกสะท้าน

วันนั้นที่ตลาดสมศักดิ์เห็นเธอคนแปลกหน้าคนนั้น

ดาว ครูสอนดนตรีคนใหม่เธอย้ายเข้ามาอยู่ในบ้านพักครูเก่าที่ร้างมานานเธอกำลังซื้อดอกไม้สีขาวจากแผงตลาดใบหน้าของเธอดูอ่อนโยนแต่ดวงตาของเธอมีเงาของความเศร้าที่ลึกเกินกว่าอายุของเธอเธอมีรูปร่างเล็กและผอมบางแต่มีบางอย่างในตัวเธอดึงดูดสมศักดิ์อย่างรุนแรง

เมื่อดาวเดินผ่านแผงขายเนื้อของสมศักดิ์สายตาของเขาก็จับจ้องไปที่เธอทันทีดาวชะงักเล็กน้อยเมื่อได้กลิ่นคาวเลือดจากแผงของเขาแต่เธอก็ยิ้มอย่างสุภาพ

“ขอโทษนะคะกลิ่นแรงไปหน่อย” สมศักดิ์พูดเสียงห้าวๆ เป็นประโยคยาวที่สุดที่เขาพูดกับคนแปลกหน้าในรอบหลายปี

“ไม่เป็นไรค่ะฉันเข้าใจ” ดาวตอบเสียงเบา “ดูเหมือนคุณจะทำงานหนักมากนะคะ”

ในแววตาของดาวสมศักดิ์เห็นภาพสะท้อนของอดีตภรรยาของเขามันเป็นความรู้สึกที่ทำให้ใจเขาสั่นไหวเขาจำได้ว่าภรรยาของเขาก็มีแววตาแบบนี้แววตาที่เต็มไปด้วยความกลัวและความหวังที่ไม่สมหวัง

เย็นวันนั้นสมศักดิ์รู้สึกว่าตัวเองไม่ได้อยู่คนเดียวอีกต่อไปเขาไม่ได้รู้สึกถึงความกลัวแต่รู้สึกถึงความตื่นเต้นเหมือนนักล่าที่รู้ว่าเหยื่อกำลังจะเข้าใกล้

เขาแอบมองดูดาวตอนที่เธอกำลังเปิดไฟในบ้านพักครูไฟนีออนเก่าๆ ส่องสว่างเพียงบางส่วนของห้องเผยให้เห็นเปียโนเก่าๆ ที่เธอขนมาด้วยดาวกำลังเล่นเพลงเปียโนเพลงเดียวกับที่เขาได้ยินเมื่อคืน

เพลงนั้นทำให้สมศักดิ์รู้สึกปวดร้าวในอกทันใดนั้นไฟในบ้านพักก็ดับลงดาวกรีดร้องเบาๆ ด้วยความตกใจแต่ก็รีบปิดประตูหน้าต่างทั้งหมดราวกับกลัวความมืดจนตัวสั่น

สมศักดิ์ขมวดคิ้วเขาเห็นความผิดปกติความกลัวความมืดของดาวนั้นรุนแรงเกินกว่าเหตุ

ขณะที่สมศักดิ์กำลังจะเดินกลับโรงชำแหละเพื่อลับมีดเตรียมรับมือกับค่ำคืนที่กำลังจะมาถึงเขาได้ยินเสียงที่คุ้นเคย

เสียง “ครืด ครืด” ของไม้ที่เสียดสีกันดังมาจากบนฟ้าเหนือทุ่งนาเสียงนั้นใกล้เข้ามาเรื่อยๆ

เขาเงยหน้าขึ้นมองเห็นเพียงเงาดำทะมึนขนาดใหญ่เคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วบนท้องฟ้ามันไม่ใช่ค้างคาวหรือนกขนาดใหญ่แต่เป็นเงาของตะกร้าไม้ไผ่ขนาดใหญ่ที่ถูกลากด้วยอะไรบางอย่าง

สมศักดิ์รีบวิ่งตามเงาไปอย่างไม่คิดชีวิตเขาวิ่งเข้าไปในความมืดที่เต็มไปด้วยโคลนและพงหญ้าจนเกือบถึงริมแม่น้ำที่น้ำไหลเชี่ยวกราก

เขามาถึงช้าไปแต่เขาเห็นร่องรอยของการลงจอดอย่างรุนแรงของบางสิ่งบางอย่างรอยขีดข่วนขนาดใหญ่บนพื้นดินและกลิ่นคาวเลือดที่แรงกว่ากลิ่นเลือดวัวร้อยเท่า

และที่นั่นข้างกอไผ่ริมน้ำเขาพบกับหลักฐานที่ยืนยันคำร่ำลือ

ตะกร้าไม้ไผ่สานเก่าๆ ถูกทิ้งไว้มันมีรอยไหม้และเปื้อนคราบเลือดสีดำที่ยังไม่แห้งสนิท

สมศักดิ์หยิบตะกร้าขึ้นมาถือมือเขาสั่นเทาด้วยความตื่นเต้นไม่ใช่ความกลัวนี่คือสิ่งที่จ่าเล็กหาไม่เจอและนี่คือสิ่งที่ยืนยันว่าสิ่งที่เขากำลังเผชิญหน้าไม่ใช่แค่ผีแต่เป็นปีศาจที่มีอยู่จริง

ตะกร้าใบนี้เป็นร่องรอยที่ชัดเจนของ ผีกระหังหญิง (Phi Krahang) ตามคำบอกเล่า

สมศักดิ์มองไปยังหมู่บ้านที่กำลังหลับใหลโดยเฉพาะบ้านพักครูที่มืดสนิทของดาวเขากำตะกร้าไว้แน่นในคืนนี้เขาไม่ใช่แค่คนลับมีดแต่เขาคือนักล่า


สมศักดิ์ซ่อนตะกร้าไม้ไผ่ที่เปื้อนเลือดไว้ในห้องลับใต้โรงชำแหละมันเป็นสถานที่ที่แม้แต่ภรรยาของเขาก็ไม่เคยรู้เขาใช้เวลาทั้งวันนั้นในการลับคมมีดที่ใหญ่ที่สุดของเขาด้วยความรู้สึกที่ต่างออกไปจากทุกครั้งนี่ไม่ใช่อาวุธสำหรับสับเนื้ออีกต่อไปแต่มันคือเครื่องมือเพื่อค้นหาความจริงที่ซ่อนอยู่

จ่าเล็กมาหาเขาอีกครั้งในตอนบ่ายใบหน้าของจ่าดูเหนื่อยล้าและเต็มไปด้วยความกังวล

“สมศักดิ์นายเห็นอะไรแปลกๆ ในคืนที่ไอ้ชดตายหรือเปล่า” จ่าเล็กถามจ้องมองสมศักดิ์อย่างไม่กะพริบตา

“ผมเห็นแต่ความมืดกับกลิ่นดอกราตรี” สมศักดิ์ตอบอย่างใจเย็นเขาได้เรียนรู้ที่จะโกหกด้วยสีหน้าเรียบเฉยเมื่อความจริงมันน่ากลัวเกินกว่าจะพูดออกมาได้

“ดอกราตรี?” จ่าเล็กเลิกคิ้ว “หมู่บ้านเราไม่มีใครปลูกดอกราตรีมาหลายปีแล้ว”

“มันอาจจะลอยมาจากที่อื่น” สมศักดิ์พูดปัดจ่าเล็กเดินวนไปรอบๆ โรงชำแหละเขามองเห็นร่องรอยการต่อสู้ที่สมศักดิ์ไม่ได้พยายามจะซ่อนแต่จ่าเล็กก็ไม่แน่ใจว่ามันเป็นร่องรอยจากการฆ่าสัตว์หรือจากการต่อสู้กับคน

“สมศักดิ์รู้ไหมว่าครูคนใหม่ที่มาอยู่ที่บ้านพักครูน่ะเธอดูแปลกๆ นะ” จ่าเล็กเปลี่ยนเรื่อง “เธอกลัวความมืดมากถึงขนาดปิดหน้าต่างทุกบานแม้กระทั่งตอนกลางวันและเธอก็ชอบเล่นเปียโนเพลงที่ฟังแล้ววังเวง”

คำพูดของจ่าเล็กยิ่งตอกย้ำความสงสัยในใจของสมศักดิ์ดาวมีความลับและความลับนั้นอาจจะเชื่อมโยงกับผีกระหังหญิง

คืนนั้นสมศักดิ์ไม่ได้นอนเขาออกไปเฝ้าดูบ้านพักครูเขารู้ดีว่าหากผีกระหังหญิงเป็นจริงมันจะไม่หยุดแค่ชีวิตเดียวเหยื่อรายต่อไปจะต้องเป็นชายที่มีความผิดบาปเช่นเดียวกับไอ้ชด

สมศักดิ์ปีนขึ้นไปบนต้นมะม่วงสูงใหญ่ที่มองเห็นหน้าต่างบ้านพักครูเขาเตรียมพร้อมที่จะเฝ้ารอด้วยความอดทน

เที่ยงคืนเสียงเพลงเปียโนก็ดังขึ้นอีกครั้งมันเป็นทำนองเดิมที่เศร้าโศกและโดดเดี่ยวแต่คืนนี้มันดังกว่าคืนก่อนๆ

สมศักดิ์มองเห็นดาวกำลังนั่งอยู่หน้าเปียโนภายใต้แสงไฟสลัวๆ เธอไม่ได้เล่นด้วยความเพลิดเพลินแต่เหมือนกำลังเล่นเพื่อขับไล่บางสิ่งบางอย่างดวงตาของเธอเบิกกว้างด้วยความหวาดกลัว

ทันใดนั้นเพลงก็หยุดลงไฟในบ้านก็ดับวูบลงอีกครั้งความมืดกลืนกินบ้านพักครูทั้งหลัง

สมศักดิ์หัวใจเต้นแรงเขาเห็นเงาของดาวเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วที่หน้าต่างก่อนที่เงาจะหยุดนิ่งแล้วมีบางอย่างที่ผิดปกติเกิดขึ้น

เงาของดาวบนม่านไม่ได้สะท้อนถึงร่างกายของเธอที่กำลังยืนอยู่แต่เงาที่ปรากฏบนผ้าม่านนั้นมีปีกกางออกกว้างราวกับเงาของผีเสื้อขนาดมหึมาที่กำลังจะบินหนี

สมศักดิ์กระโดดลงจากต้นไม้เขาวิ่งไปที่บ้านพักครูด้วยมีดในมือเขาพังประตูเข้าไปในห้องนั่งเล่นที่มืดมิด

“ครูดาว! ครูดาว!” เขาตะโกนเรียกเสียงดัง

ไม่มีเสียงตอบรับมีเพียงกลิ่นหอมของดอกราตรีที่แรงขึ้นจนแสบจมูกสมศักดิ์เปิดไฟฉายฉายไปรอบๆ ห้อง

ดาวไม่ได้อยู่ที่นั่นประตูหลังถูกเปิดทิ้งไว้มีรอยเท้าเล็กๆ บนพื้นดินที่เปียกชื้นซึ่งนำไปสู่ทุ่งนาเบื้องหลัง

สมศักดิ์ตามรอยเท้าไปอย่างรวดเร็วเขาไม่ต้องใช้เวลาในการตัดสินใจอีกต่อไปเขาเชื่อว่าดาวคือผีกระหังหญิงหรืออย่างน้อยเธอก็มีส่วนเกี่ยวข้องอย่างลึกซึ้ง

เขาเดินตามรอยเท้าไปได้ไม่ไกลนักก็พบว่ารอยเท้าเล็กๆ เหล่านั้นกลายเป็นรอยลากยาวของบางสิ่งที่หนักและใหญ่มากมันเป็นรอยลากที่บ่งบอกถึงความทรมานและกำลังดิ้นรน

ขณะที่เขาเดินลึกเข้าไปในทุ่งนาเขาได้ยินเสียงกระซิบที่แผ่วเบาเสียงของลมหายใจที่หวาดกลัวไม่ใช่เสียงกรีดร้องแต่เป็นเสียงสะอื้นที่ถูกกดไว้

สมศักดิ์หยุดนิ่งเขาซ่อนตัวหลังพุ่มไม้แล้วฉายไฟไปด้านหน้า

ภาพที่เขาเห็นทำให้เลือดในกายของเขากลายเป็นน้ำแข็ง

ดาวกำลังถูกชายฉกรรจ์สามคนรุมล้อมอยู่กลางทุ่งนาพวกเขากำลังพยายามฉุดกระชากเธอไปในเงามืดชายเหล่านั้นคือพวกอันธพาลในหมู่บ้านที่ชอบทำร้ายคนอื่นโดยเฉพาะผู้หญิงที่ไม่มีทางสู้

“ปล่อยฉันไปนะ! พวกแกทำแบบนี้ไม่ได้!” ดาวกรีดร้องอย่างหมดหวัง

“โอ๋ๆ แม่ครูคนสวยมาเล่นดนตรีกับพวกพี่หน่อยเถอะ” ชายคนหนึ่งหัวเราะอย่างหยาบคาย

สมศักดิ์รู้ว่าชายเหล่านี้คือเหยื่อรายต่อไปของผีกระหังหญิงอย่างแน่นอนแต่ที่น่าตกใจคือผีกระหังหญิงกำลังจะมาถึงช้าเกินไป

ทันใดนั้นเสียง “ครืด ครืด” ที่น่ากลัวก็ดังมาจากเหนือศีรษะมันเป็นเสียงที่แหลมและรุนแรงกว่าเดิมมาก

ทุกคนเงยหน้าขึ้นมองพวกอันธพาลหยุดหัวเราะใบหน้าของพวกเขาเต็มไปด้วยความสยดสยอง

ผีกระหังหญิงปรากฏตัวมันไม่ได้น่ากลัวเพราะรูปร่างแต่เพราะความเกลียดชังที่รุนแรงแผ่ออกมาจากร่างที่ดูเหมือนจะลอยอยู่บนตะกร้าไม้ไผ่เก่าๆ ที่เต็มไปด้วยคราบเลือด

ดวงตาของเธอแดงก่ำราวกับถ่านที่กำลังลุกไหม้เธอไม่มีหัวหรืออวัยวะที่น่าขยะแขยงเหมือนกระสือแต่เธอดูเหมือนร่างของผู้หญิงที่ถูกตัดขาดจากบางสิ่งบางอย่างที่สำคัญ

ผีกระหังหญิงพุ่งเข้าหาชายสามคนนั้นด้วยความเร็วที่ไม่น่าเชื่อสมศักดิ์เห็นเพียงเงาที่วูบไหวและเสียงกรีดร้องที่ยาวนานจนขาดห้วง

เขามองเห็นบางสิ่งบางอย่างที่คมกริบราวกับใบมีดผ่าท้องของชายคนแรกอย่างรวดเร็วมันเป็นการลงมือที่แม่นยำและโหดเหี้ยมเหมือนกับมืออาชีพ

ดาวกรีดร้องด้วยความกลัวเธอเห็นสิ่งที่สมศักดิ์เห็นและเธอรู้ว่าสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นนั้นเป็นฝันร้ายที่เธอไม่สามารถตื่นขึ้นมาได้

เมื่อผีกระหังหญิงหันมาหาชายคนที่สองสมศักดิ์ตัดสินใจเขาจะต้องช่วยดาวถึงแม้จะรู้ว่าเขากำลังต่อสู้กับปีศาจก็ตาม

สมศักดิ์พุ่งออกไปจากที่ซ่อนเขาวิ่งผ่านชายคนที่สามที่กำลังวิ่งหนีด้วยความตกใจแล้วใช้มีดฟันเข้าที่กลางอากาศ

เสียง “เคร้ง!” ดังสนั่นราวกับเหล็กกระทบเหล็กมีดของสมศักดิ์ปะทะกับบางสิ่งบางอย่างที่มองไม่เห็นแต่รู้สึกได้ถึงแรงปะทะที่รุนแรง

ผีกระหังหญิงหันมาจ้องมองสมศักดิ์ดวงตาที่แดงก่ำของเธอเต็มไปด้วยความประหลาดใจและความโกรธ

เธอไม่ได้สนใจที่จะฆ่าชายที่เหลืออีกต่อไปเป้าหมายของเธอเปลี่ยนไปแล้วเธอเห็นสมศักดิ์เป็นอุปสรรคที่ต้องกำจัด

สมศักดิ์ยืนนิ่งมือของเขาเปียกเหงื่อเขาเห็นรอยยิ้มที่บิดเบี้ยวของความตายบนใบหน้าของผีกระหังหญิง

แต่แล้วดาวก็ทำในสิ่งที่ไม่คาดคิด

เธอหยิบก้อนหินขึ้นมาแล้วขว้างใส่ผีกระหังหญิงด้วยแรงทั้งหมดที่เธอมี

ก้อนหินกระทบเข้าที่กลางลำตัวของผีกระหังหญิงทำให้เธอเสียหลักเล็กน้อยผีกระหังหญิงกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดเสียงกรีดร้องนั้นไม่ใช่เสียงของผีแต่เป็นเสียงของความเจ็บปวดที่ถูกทรมาน

ผีกระหังหญิงหันไปจ้องมองดาวอีกครั้งความโกรธของเธอเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ

สมศักดิ์ใช้จังหวะนั้นดึงดาวเข้ามาซ่อนตัวหลังพุ่มไม้เขาไม่สนใจซากศพที่ยังอุ่นๆ อยู่บนพื้นดินเขาต้องพาเธอหนีไปให้พ้น

“วิ่ง! ครูดาววิ่งเดี๋ยวนี้!” สมศักดิ์กระซิบเสียงต่ำ

ดาววิ่งตามสมศักดิ์ไปอย่างไม่คิดชีวิตพวกเขาได้ยินเสียง “ครืด ครืด” ของตะกร้าไม้ไผ่ไล่ตามมาติดๆ

ขณะที่วิ่งหนีสมศักดิ์จับมือของดาวเขาสัมผัสได้ถึงความสั่นเทาและเย็นยะเยือกของมือเธอแต่ที่น่าแปลกคือเขาไม่ได้รู้สึกรังเกียจเขารู้สึกถึงความผูกพันที่อธิบายไม่ได้

พวกเขาหนีไปจนถึงริมแม่น้ำที่สมศักดิ์เคยเจอตะกร้าในคืนก่อน

“ครูซ่อนตัวใต้สะพานนี้!” สมศักดิ์สั่ง

ดาวปีนลงไปใต้สะพานไม้เก่าๆ อย่างรวดเร็วสมศักดิ์รู้ว่าเขาไม่สามารถหนีได้อีกแล้วเขาต้องเผชิญหน้ากับมัน

เขาถือมีดไว้แน่นมองไปยังเงาดำที่กำลังเคลื่อนที่เข้ามาใกล้ที่ริมฝั่งแม่น้ำผีกระหังหญิงยืนอยู่ตรงนั้นจ้องมองมาที่สมศักดิ์ราวกับรู้จักเขามานานแล้ว

“แก… แกต้องการอะไร” สมศักดิ์ถามเสียงสั่นแต่หนักแน่น

ผีกระหังหญิงไม่ได้ตอบแต่เธอชี้ไปยังอกข้างซ้ายของสมศักดิ์ตรงตำแหน่งที่หัวใจของเขาเต้นอยู่เธอต้องการหัวใจของสมศักดิ์

แต่สิ่งที่ทำให้สมศักดิ์ต้องตกตะลึงจนเข่าอ่อนคือใบหน้าของผีกระหังหญิงเมื่อเธอเข้ามาใกล้ภายใต้แสงจันทร์ที่สาดส่องลงมา

ใบหน้านั้นไม่ใช่ใบหน้าของคนแปลกหน้าแต่เป็นใบหน้าของภรรยาที่ตายไปแล้วของเขา


สมศักดิ์ทรุดตัวลงกับพื้นดินเปียกชื้นมีดในมือของเขาตกลงไปในน้ำเสียงดัง ‘แผละ’ เขาไม่สามารถขยับตัวได้เขารู้สึกเหมือนถูกตรึงด้วยความจริงที่น่ากลัวที่สุดในชีวิตของเขา

“นิ่ม… เธอจริงๆ เหรอ” สมศักดิ์กระซิบชื่อภรรยาที่ตายไปแล้วของเขานิ่ม (นิ่ม)

ผีกระหังหญิงหรือนิ่มยืนอยู่ตรงนั้นดวงตาที่แดงก่ำไม่ได้มีน้ำตาแต่เต็มไปด้วยความเจ็บปวดที่แสนสาหัสและเก่าแก่เธอไม่ได้พูดอะไรแต่เสียง “ครืด ครืด” ของตะกร้าไม้ไผ่ที่เธอใช้บินดังเป็นจังหวะเศร้าสร้อยราวกับเสียงกลองในงานศพ

“ไม่… มันเป็นไปไม่ได้” สมศักดิ์ส่ายหน้าอย่างบ้าคลั่ง “เธอตายไปแล้ว… เธอตายไปเพราะอุบัติเหตุ!”

นิ่มยื่นมือที่บิดเบี้ยวของเธอออกมามือที่ยังคงเปื้อนคราบเลือดของเหยื่อรายล่าสุดเธอชี้ไปที่ท้องของตัวเองอย่างช้าๆตรงตำแหน่งที่เคยมีลูกของพวกเขา

สมศักดิ์จำได้ภาพในวันนั้นหวนกลับมาความรุนแรงความโกรธของเขาที่ควบคุมไม่ได้คำพูดที่ทำร้ายจิตใจที่พุ่งออกมาจากปากของเขาและเหตุการณ์ทั้งหมดที่นำไปสู่การตายของนิ่มและลูกที่ยังไม่ลืมตาดูโลก

“แก… แกไม่ยอมให้ฉันบอกใครเลยว่าแกตีฉัน… แกไม่ยอมรับลูกที่ฉันกำลังจะให้กำเนิด” เสียงของนิ่มดังขึ้นในความคิดของสมศักดิ์ไม่ใช่เสียงที่ได้ยินทางหูแต่มันเป็นเสียงที่เจาะลึกเข้าไปในจิตสำนึกของเขา

“ฉันไม่ได้ตั้งใจ… นิ่ม… ฉันขอโทษ!” สมศักดิ์ร้องไห้เป็นครั้งแรกในรอบหลายปีหยดน้ำตาของเขาหยดลงบนพื้นโคลน

ผีกระหังหญิงไม่สนใจคำขอโทษเธอต้องการเพียงสิ่งเดียวเธอพุ่งเข้าหาสมศักดิ์ด้วยความรวดเร็วจนน่าขนลุกสมศักดิ์รู้ดีว่านี่คือการชดใช้ที่เขาต้องเผชิญหน้า

แต่ก่อนที่ร่างของผีกระหังหญิงจะถึงตัวสมศักดิ์ดาวที่ซ่อนอยู่ใต้สะพานก็กรีดร้องออกมาด้วยความตกใจการกรีดร้องนั้นดังพอที่จะทำลายสมาธิของผีกระหังหญิงได้เพียงชั่ววินาที

นิ่มหันไปมองดาวดวงตาที่แดงก่ำของเธอกะพริบอย่างรวดเร็วราวกับกำลังต่อสู้กับอะไรบางอย่างความเกลียดชังของเธอที่มีต่อสมศักดิ์ปะปนกับความสับสนเมื่อเห็นใบหน้าที่บริสุทธิ์ของดาว

“ผู้หญิงคนนี้…” เสียงกระซิบของนิ่มดังขึ้นในอากาศ “เธอ… ไม่มีความผิด…”

นิ่มพยายามจะพุ่งเข้าหาดาวเพื่อฆ่าปิดปากแต่สมศักดิ์รวบรวมแรงทั้งหมดที่มีเขากระโดดเข้าใส่นิ่มแล้วกอดเธอไว้แน่นด้วยความรู้สึกทั้งรักและแค้น

“พอแล้วนิ่ม! พอแล้ว! ฉันจะให้สิ่งที่เธอต้องการ! ปล่อยครูคนนั้นไป!” สมศักดิ์ตะโกน

เมื่อสัมผัสร่างของสมศักดิ์นิ่มก็อ่อนแรงลงทันทีเธอต่อสู้กับสมศักดิ์อย่างรุนแรงแต่การสัมผัสทางกายภาพทำให้เธอต้องทนทุกข์ทรมานมากขึ้นเธอเป็นวิญญาณที่ถูกรวบรวมไว้ด้วยความแค้นและเมื่อถูกสัมผัสด้วยความรักปนความรู้สึกผิดชอบชั่วดีมันจึงทำให้เธอเจ็บปวด

ระหว่างการต่อสู้ครั้งนั้นตะกร้าไม้ไผ่ที่นิ่มใช้บินก็ตกลงไปในแม่น้ำแล้วลอยไปตามกระแสน้ำอย่างรวดเร็ว

นิ่มอ่อนแอลงและหายไปในอากาศเหลือไว้เพียงกลิ่นดอกราตรีที่จางหายไป

สมศักดิ์ล้มลงหมดแรงเขารู้ว่านิ่มไม่ได้หายไปอย่างถาวรเธอแค่ถอยกลับไปเพื่อสะสมความแค้นใหม่

ดาวปีนออกมาจากใต้สะพานเธอเดินเข้ามาหาสมศักดิ์ด้วยใบหน้าที่ซีดเซียวแต่แววตาของเธอเต็มไปด้วยความเห็นใจ

“คุณ… คุณไม่เป็นไรนะคะ” ดาวถามเสียงสั่น

สมศักดิ์เงยหน้าขึ้นมองดาวเขาไม่รู้ว่าจะพูดอะไรดีความจริงทั้งหมดมันหนักเกินกว่าจะอธิบายด้วยคำพูดได้

“เธอเห็น… เธอเห็นทุกอย่างเหรอ” สมศักดิ์ถาม

ดาวพยักหน้าช้าๆ “ฉันเห็นค่ะ… ฉันรู้สึกได้ถึงความเจ็บปวดของเธอ”

สมศักดิ์จ้องมองดาวอย่างพิจารณา “เธอไม่กลัวฉันเหรอฉันเป็นคนบาปเป็นคนฆ่าเมียตัวเองและฉันก็เป็นคนเดียวที่รู้ว่าผีกระหังหญิงเป็นใคร”

“ฉันไม่ได้กลัวคุณสมศักดิ์” ดาวตอบเสียงหนักแน่น “ฉันกลัวความรู้สึกที่ผลักดันให้คนคนหนึ่งต้องกลายเป็นผีกระหังหญิงต่างหาก”

นี่คือจุดเปลี่ยนที่สำคัญความเข้าใจของดาวที่มีต่อสถานการณ์ทำให้สมศักดิ์รู้สึกว่าตัวเองไม่ได้อยู่คนเดียวอีกต่อไปแต่ความเข้าใจของดาวก็มาพร้อมกับคำเตือน

“ฉันมาที่นี่เพราะฉันรู้สึกถึงพลังงานที่มืดมิดในหมู่บ้านนี้” ดาวสารภาพ “ฉันสามารถมองเห็นสิ่งที่คนอื่นมองไม่เห็นได้มาตั้งแต่เด็กบางครั้งฉันก็เห็นวิญญาณที่ยังไม่ได้ไปผุดไปเกิด… วิญญาณที่เต็มไปด้วยความแค้น”

ดาวเอื้อมมือมาจับแขนของสมศักดิ์ “คุณสมศักดิ์… นิ่มไม่ได้ต้องการหัวใจของคุณจริงๆ เธอต้องการความยุติธรรมบางอย่างต้องการให้เธอลงโทษคนที่ทำให้เธอต้องเจ็บปวด”

สมศักดิ์ตาสว่างขึ้น “ใช่แล้วไอ้ชดและพวกอันธพาลสามคนนั้นพวกมันเป็นคนเลวพวกมันสมควรตาย”

“แต่การแก้แค้นไม่ได้ทำให้วิญญาณของเธอสงบลงได้” ดาวพูดด้วยน้ำเสียงที่เศร้าสร้อย “ดูเหมือนว่าเธอจะถูกควบคุมโดยความแค้นของตัวเองหรืออาจจะเป็น… ใครบางคนที่อยู่เบื้องหลัง”

คำพูดของดาวทำให้สมศักดิ์รู้สึกเหมือนถูกช็อตใครบางคนที่อยู่เบื้องหลังผีกระหังหญิงหรือนั่นหมายความว่านิ่มอาจจะไม่ได้เป็นคนเดียวที่กำลังล่าเหยื่อ

สมศักดิ์ก้มลงเก็บมีดที่ตกลงไปในน้ำมันเป็นมีดที่เขาใช้เป็นเครื่องมือสำหรับทำอาหารมาตลอดชีวิตแต่ตอนนี้มันกลายเป็นอาวุธสำหรับปกป้องและค้นหาความจริง

“ครูดาว… เธอจะต้องช่วยฉัน” สมศักดิ์พูด “ฉันต้องรู้ว่าใครกำลังควบคุมวิญญาณของภรรยาฉันและใครที่กำลังใช้ความแค้นของเธอเป็นเครื่องมือในการฆ่าคน”

ดาวมองไปที่ใบหน้าของสมศักดิ์ใบหน้าของชายที่เคยเป็นคนล้มเหลวและเต็มไปด้วยความผิดบาปแต่ตอนนี้ดวงตาของเขาลุกโชนไปด้วยความมุ่งมั่นที่จะไถ่บาปและปกป้อง

“ฉันจะช่วยคุณค่ะ” ดาวตอบ “แต่คุณต้องสัญญากับฉันว่าจะไม่ฆ่าใครอีกไม่ว่าคนนั้นจะเป็นผีหรือคนก็ตาม”

“ฉันสัญญา” สมศักดิ์ตอบพร้อมกำมีดไว้แน่น

ทันใดนั้นแสงไฟมากมายก็สาดส่องมาทางพวกเขาจ่าเล็กและตำรวจคนอื่นๆ มาถึงแล้วพวกเขาพบซากศพของพวกอันธพาลและรอยเลือดจำนวนมาก

จ่าเล็กชี้ไฟฉายมาที่สมศักดิ์และดาวที่ยืนอยู่ด้วยกันริมแม่น้ำใกล้กับซากศพ

“สมศักดิ์! ครูดาว! พวกนายอยู่ที่นี่ได้ยังไงเกิดอะไรขึ้น!” จ่าเล็กตะโกนเสียงดังในมือของจ่าเล็กมีปืนพกที่เล็งมาทางพวกเขา

สมศักดิ์รู้ดีว่าคำอธิบายใดๆ ก็ไม่มีประโยชน์อีกต่อไปเขาถูกสงสัยมาตั้งแต่แรกและตอนนี้เขากับดาวก็อยู่ใกล้กับสถานที่เกิดเหตุมากที่สุด

นี่คือจุดจบของห้วงเวลาแห่งความสงบสมศักดิ์กับดาวกลายเป็นผู้ต้องสงสัยและต้องหลบหนีเพื่อค้นหาความจริง

“เราไม่มีเวลาแล้ว” สมศักดิ์กระซิบกับดาว “พวกเขาจะจับเราก่อนที่เราจะเข้าใจอะไรเลย”

เขาตัดสินใจอย่างรวดเร็วสมศักดิ์จับมือดาวแล้วดึงเธอวิ่งหนีเข้าสู่ป่าทึบอีกครั้งทิ้งไว้เบื้องหลังคือเสียงตะโกนและเสียงไซเรนของตำรวจที่กำลังไล่ตามพวกเขา

นี่คือการตัดสินใจก้าวที่สำคัญของสมศักดิ์เพื่อปกป้องคนที่เขาใส่ใจและเพื่อไถ่บาปให้กับความผิดพลาดในอดีต

การไล่ล่าแห่งความจริงและความสยองขวัญได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว


การวิ่งหนีเข้าสู่ป่าในคืนนั้นไม่ใช่แค่การหนีตำรวจแต่มันคือการยอมรับชะตากรรมที่สมศักดิ์พยายามหลีกหนีมาตลอดสิบปีที่ผ่านมาเขาเป็นทั้งนักล่าและเหยื่อไปพร้อมๆ กันดาววิ่งตามสมศักดิ์อย่างไม่บ่นเธอมีความแข็งแกร่งที่ไม่น่าเชื่อในคนที่มีรูปร่างบอบบางเช่นนี้

พวกเขาหยุดพักเมื่อไปถึงศาลาเก่าๆ กลางป่าลึกที่ชาวบ้านเชื่อกันว่าเป็นที่สิงสถิตของผีป่าแสงจันทร์สาดส่องลงมาเพียงเล็กน้อยทำให้มองเห็นความหวาดกลัวบนใบหน้าของดาวอย่างชัดเจน

“พวกเขาจะตามเรามาไหมคะ” ดาวถามเสียงกระซิบ

“ตามมาแน่จ่าเล็กไม่ใช่คนที่จะยอมแพ้ง่ายๆ” สมศักดิ์ตอบมือของเขากำมีดไว้แน่นมีดที่ตอนนี้เปื้อนดินโคลนและเป็นหลักฐานของอาชญากรรมที่เขาไม่ได้ก่อ

“แต่ทำไมพวกเขาต้องไล่ล่าเราด้วยเราไม่ได้ทำอะไรผิด” ดาวถามด้วยความสับสน

สมศักดิ์เงยหน้าขึ้นมองดาวดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความเศร้า “ครูเคยเห็นศพพวกนั้นไหมสภาพศพที่ถูกควักหัวใจอย่างประณีตมีแต่คนที่เป็นมืออาชีพเท่านั้นที่ทำได้และในหมู่บ้านนี้มีแต่ฉันที่เป็นช่างชำแหละเนื้อที่เป็นมืออาชีพ”

“แต่คุณไม่ได้ทำ…”

“ใช่ฉันไม่ได้ทำแต่ความจริงมันไม่สำคัญสำหรับตำรวจสิ่งสำคัญคือหลักฐานและความน่าเชื่อถือของฉันไม่มีเลยยิ่งฉันเคยมีเรื่องกับภรรยาของตัวเองเรื่องก็ยิ่งหนักขึ้น” สมศักดิ์พูดอย่างขมขื่น

ดาวไม่ได้โต้แย้งเธอรู้ว่าคำพูดของสมศักดิ์คือความจริงในโลกแห่งความเป็นจริงคนเลวมักจะลอยนวลในขณะที่คนที่ไม่เกี่ยวข้องต้องรับกรรม

“แล้วเราจะทำยังไงต่อไปคะเราต้องหาทางพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของเรา” ดาวกล่าว

“พิสูจน์ความบริสุทธิ์น่ะมันเรื่องรอง” สมศักดิ์มองไปยังความมืดมิดของป่า “สิ่งที่เราต้องทำคือค้นหาความจริงว่าใครอยู่เบื้องหลังนิ่มและทำไมเขาถึงใช้นิ่มเป็นเครื่องมือ”

สมศักดิ์ยื่นมีดให้กับดาว “เธอเก็บอันนี้ไว้ป้องกันตัวฉันจะใช้มือเปล่า”

ดาวสั่นศีรษะ “ไม่ค่ะฉันไม่ต้องการอาวุธฉันใช้ความสามารถของฉันดีกว่า”

“ความสามารถ?” สมศักดิ์ทวนคำ

ดาวหลับตาลงเธอหายใจเข้าลึกๆ แล้วเริ่มพูดด้วยเสียงที่แผ่วเบาราวกับกำลังสื่อสารกับบางสิ่งบางอย่างที่มองไม่เห็น

“วิญญาณของนิ่ม… เธอไม่ได้ไปไกลเธอยังอยู่ที่ไหนสักแห่งรอบๆ นี้เธอโกรธมากแต่ความโกรธนั้นไม่ใช่ความโกรธส่วนตัว… มันเหมือนกับว่าความโกรธนั้นถูกป้อนเข้ามาในจิตวิญญาณของเธอ”

ดาวลืมตาขึ้นมาดวงตาของเธอดูลึกซึ้งกว่าเดิมมาก “คุณสมศักดิ์นิ่มไม่ได้ถูกควบคุมโดยใครบางคนแต่เธอถูกควบคุมโดยวงจรแห่งกรรมของหมู่บ้านนี้ทุกคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการทำร้ายผู้หญิงในอดีตกำลังถูกลงโทษและคนที่ควบคุมวงจรนั้นคือใครบางคนที่เข้าใจเรื่องราวในอดีตทั้งหมด”

คำพูดของดาวทำให้สมศักดิ์รู้สึกหนาวสะท้านถึงไขสันหลังเขานึกถึงเรื่องราวเก่าๆ ที่ถูกลืมไปแล้วเรื่องราวของคนในหมู่บ้านที่เคยทำเรื่องเลวร้ายแต่ไม่มีใครได้รับโทษ

“ไอ้ชด… มันเคยทำร้ายน้องสาวของฉัน” สมศักดิ์สารภาพเสียงเบา “และพวกอันธพาลสามคนนั้นก็เคยข่มเหงผู้หญิงที่ตลาดหลายปีก่อนพวกเขาล้วนเป็นคนที่มีบาปติดตัว”

“ใช่และมีอีกคน” ดาวพูด “คนที่เข้าใจเรื่องราวเหล่านี้ดีที่สุดและเป็นคนที่อยากเห็นการชำระบาปที่บริสุทธิ์… คนนั้นคือจ่าเล็ก

สมศักดิ์เบิกตากว้าง “จ่าเล็กน่ะเหรอ! เป็นไปไม่ได้! เขาเป็นคนดีที่สุดในหมู่บ้านนี้! เขาพยายามปกป้องฉันด้วยซ้ำ!”

“ความดีบางครั้งก็เป็นเพียงหน้ากากที่ซ่อนความบ้าคลั่งเอาไว้” ดาวตอบด้วยน้ำเสียงที่เย็นชา “จ่าเล็กเป็นคนเดียวที่รู้ว่าเหยื่อทุกคนเป็นใครรู้ประวัติของพวกเขาและเขาเป็นคนเดียวที่มีอำนาจในการปกปิดความจริงไม่ให้คนอื่นรู้”

นี่คือจุดพลิกผันกลางเรื่อง (Mid-Twist) ที่รุนแรง: จ่าเล็กผู้พิทักษ์สันติราษฎร์อาจจะเป็นผู้บงการอยู่เบื้องหลัง

สมศักดิ์คิดทบทวนคำพูดของจ่าเล็กที่เคยพูดกับเขาน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความสงสัยที่คลุมเครือและการที่จ่าเล็กมาถึงที่เกิดเหตุเร็วเกินไปมันดูมีเหตุผล

“เราต้องกลับไปที่บ้านจ่าเล็กเราต้องหาหลักฐาน” สมศักดิ์ตัดสินใจ

พวกเขาเดินทางกลับสู่หมู่บ้านอีกครั้งภายใต้ความมืดมิดแต่คราวนี้พวกเขาเคลื่อนไหวอย่างระมัดระวังเหมือนเงาที่กำลังจะกลืนกินทุกสิ่งทุกอย่าง

เมื่อพวกเขามาถึงบ้านพักของจ่าเล็กมันมืดสนิทราวกับไม่มีใครอยู่สมศักดิ์ปีนหน้าต่างเข้าไปในบ้านอย่างง่ายดายความสามารถของเขาในฐานะคนเลี้ยงสัตว์และชำแหละทำให้เขามีทักษะในการเคลื่อนไหวที่เงียบเชียบ

ภายในบ้านพักของจ่าเล็กเป็นระเบียบเรียบร้อยมากเกินไปมันสะอาดจนน่าขนลุกสมศักดิ์และดาวค้นหาหลักฐานอย่างเงียบๆ

พวกเขาพบตู้เก็บเอกสารเก่าๆ ในห้องทำงานของจ่าเล็กสมศักดิ์พยายามเปิดมันแต่ล็อคแน่น

“ถอยไปค่ะ” ดาวพูดเธอเอามือวางบนตู้เก็บเอกสารแล้วหลับตาลงอีกครั้ง

“ฉันเห็นค่ะ… รหัสคือวันที่จ่าเล็กเสียลูกสาวไป”

สมศักดิ์จำได้ว่าจ่าเล็กเคยพูดถึงลูกสาวที่ตายไปเมื่อหลายปีก่อนจากการถูกล่วงละเมิดและฆาตกรรมเขาป้อนรหัสที่เป็นวันที่นั้นและตู้ก็เปิดออก

ภายในตู้มีแฟ้มเอกสารมากมายแต่มีแฟ้มหนึ่งที่โดดเด่นออกมามันเป็นแฟ้มที่มีชื่อว่า ‘ดวงวิญญาณชำระแค้น’

ภายในแฟ้มมีบันทึกรายละเอียดของทุกคนที่ตายไปแล้ว:

  • ประวัติอาชญากรรมของไอ้ชดและพวกอันธพาล
  • บทความข่าวเก่าๆ เกี่ยวกับการตายของนิ่ม
  • และที่สำคัญที่สุดคือแผนผังที่วาดด้วยมือแสดงจุดที่ผีกระหังหญิงปรากฏตัวและสถานที่ซ่อนเร้นบางแห่งในหมู่บ้าน

แต่สิ่งที่ทำให้สมศักดิ์แทบจะหยุดหายใจคือภาพวาดที่ถูกพับเก็บไว้ในซองจดหมายเก่าๆ

มันคือภาพวาดของตะกร้าไม้ไผ่ที่นิ่มใช้บินและมีลายเซ็นอยู่ใต้ภาพวาด: จ.ล. (จ่าเล็ก)

“เขา… เขาเป็นคนสร้างมันขึ้นมา” สมศักดิ์พูดเสียงสั่น “เขาใช้ความแค้นของฉันความแค้นของนิ่มและบาปของคนอื่นๆ มาสร้างวงจรแห่งความตายนี้”

“ไม่ใช่ค่ะ… เขาไม่ได้สร้างวงจรเขาแค่บำรุงรักษามัน” ดาวพูดเสียงเบา “เขาเห็นความอยุติธรรมที่เกิดขึ้นกับลูกสาวของเขาเขาจึงพยายามใช้อำนาจของเขาในการชำระบาปให้กับหมู่บ้าน”

ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงกุญแจไขประตูดังขึ้นจ่าเล็กกลับมาแล้ว

สมศักดิ์รีบดึงดาวไปซ่อนตัวใต้โต๊ะทำงานของจ่าเล็กจ่าเล็กเดินเข้ามาในห้องทำงานเขาเปิดไฟแล้วเดินตรงไปที่ตู้เก็บเอกสารที่เปิดอยู่

จ่าเล็กไม่ตกใจเมื่อเห็นว่าตู้เปิดอยู่เขากลับยิ้มอย่างเย็นชา

“ฉันรู้ว่าแกจะต้องมาสมศักดิ์” จ่าเล็กพูดด้วยน้ำเสียงที่ไร้อารมณ์ “ฉันรู้ว่าแกเป็นคนฉลาดแกจะไม่มีทางเชื่อว่าแกเป็นฆาตกร”

จ่าเล็กหยิบปืนพกออกมาจากซองหนังแล้ววางไว้บนโต๊ะเขาหยิบเอกสารที่สมศักดิ์เพิ่งอ่านขึ้นมาแล้วอ่านทบทวน

“ฉันผิดหวังในตัวแกนะสมศักดิ์ฉันคิดว่าแกจะยอมรับชะตากรรมและชดใช้บาปของแกอย่างเงียบๆ”

“แกทำเพื่ออะไรจ่า! แกใช้เมียที่ตายไปแล้วของฉันเพื่อฆ่าคน!” สมศักดิ์ตะโกนออกมาจากใต้โต๊ะ

จ่าเล็กไม่ตกใจเมื่อได้ยินเสียงของสมศักดิ์เขาดูเหมือนคาดการณ์ไว้แล้ว

“เพื่อความยุติธรรมไงสมศักดิ์! ความยุติธรรมที่ฉันไม่เคยได้รับเมื่อลูกสาวของฉันถูกทำร้ายจนตาย” จ่าเล็กตอบเสียงเย็น “นิ่ม… เธอเป็นวิญญาณที่บริสุทธิ์ที่เต็มไปด้วยความแค้นฉันแค่ให้ช่องทางให้เธอปลดปล่อยความแค้นเท่านั้นตะกร้าไม้ไผ่นั้นเป็นเพียงสัญลักษณ์ของความผูกพันของเธอที่มีต่อโลกนี้มันไม่ใช่เครื่องมือ”

“แกบ้าไปแล้ว!” สมศักดิ์ตะโกน

“ไม่ฉันไม่ได้บ้าฉันแค่เห็นความจริง” จ่าเล็กหัวเราะเบาๆ “ความจริงที่ว่าโลกนี้มันเน่าเฟะเกินกว่าจะอยู่ได้ดีๆ และมีแต่วิญญาณกระหายเท่านั้นที่จะนำความสงบสุขมาให้ได้”

จ่าเล็กเดินไปที่หน้าต่างแล้วมองออกไปข้างนอก “ฉันปล่อยข่าวลือเรื่องผีกระหังหญิงและฉันก็วางแผนทุกอย่างเพื่อให้สมบูรณ์แบบแต่วงจรยังไม่เสร็จสมบูรณ์เพราะฉันยังไม่ได้หัวใจที่บริสุทธิ์ที่สุด… หัวใจของฉันเอง

สมศักดิ์และดาวตกตะลึงกับคำพูดของจ่าเล็กจ่าเล็กวางปืนพกลงบนโต๊ะแล้วหยิบมีดเล่มเล็กๆ ที่ซ่อนอยู่ในรองเท้าบู๊ตของเขาออกมา

“วงจรแห่งกรรมจะเสร็จสมบูรณ์เมื่อฉันตายและนิ่มจะได้รับอิสระ” จ่าเล็กพูดด้วยรอยยิ้มที่น่าขนลุก “แต่ก่อนที่ฉันจะไปฉันต้องกำจัดคนที่จะมาขัดขวางเสียก่อน”

จ่าเล็กหันมาทางโต๊ะทำงานที่สมศักดิ์และดาวซ่อนอยู่เขาหยิบปืนพกขึ้นมาแล้วเล็งมาที่ใต้โต๊ะ

การต่อสู้ครั้งสำคัญกำลังจะเกิดขึ้น


ก่อนที่จ่าเล็กจะเหนี่ยวไกปืนสมศักดิ์ก็พุ่งตัวออกไปจากใต้โต๊ะอย่างรวดเร็วเขาใช้กำลังทั้งหมดที่เขามีในฐานะช่างชำแหละเนื้อผู้แข็งแกร่งชนเข้าที่ลำตัวของจ่าเล็กอย่างจัง

ร่างของจ่าเล็กล้มลงกระแทกพื้นเสียงดัง “โครม!” ปืนพกหลุดออกจากมือแล้วไถลไปบนพื้นไม้สมศักดิ์ไม่รีรอเขาใช้มือข้างหนึ่งจับแขนของจ่าเล็กแล้วใช้มีดเล่มเล็กที่จ่าเล็กถืออยู่จ่อเข้าที่ลำคอของจ่าอย่างรวดเร็ว

“หยุดนะจ่า! แกบ้าไปแล้ว!” สมศักดิ์ตะโกนใบหน้าของเขาใกล้กับจ่าเล็กจนสัมผัสได้ถึงลมหายใจที่สั่นเทาของอีกฝ่าย

จ่าเล็กไม่ได้แสดงอาการหวาดกลัวเขากลับยิ้มอย่างพึงพอใจ “ดีมากสมศักดิ์… ลงมือเลยนี่คือสิ่งที่ฉันต้องการให้แกทำ”

“ไม่! ฉันจะไม่เป็นฆาตกรเหมือนแก!” สมศักดิ์ปฏิเสธเสียงแข็งเขาโยนมีดทิ้งไปไกลๆ เขารู้ว่าถ้าเขาฆ่าจ่าเล็กเขาจะสูญเสียทุกสิ่งทุกอย่างที่เขากำลังพยายามปกป้อง

ดาวคลานออกมาจากใต้โต๊ะเธอรีบวิ่งไปคว้าปืนพกของจ่าเล็กที่ตกอยู่แต่ยังไม่ทันที่เธอจะได้จับมันจ่าเล็กก็ใช้เท้าถีบเข้าที่ท้องของสมศักดิ์อย่างรุนแรง

สมศักดิ์กระเด็นออกไปจากตัวจ่าเล็กด้วยความเจ็บปวดจ่าเล็กรีบคว้าปืนที่พื้นแล้วเล็งมาที่ดาว

“ครูอย่าขยับ! ฉันไม่ได้อยากทำร้ายคนบริสุทธิ์อย่างเธอ!” จ่าเล็กสั่ง

“ไม่ค่ะคุณจ่าคุณไม่บริสุทธิ์คุณเป็นคนเอาความทุกข์ทรมานมาสู่วิญญาณของนิ่ม! คุณเป็นคนบงการความแค้น!” ดาวพูดด้วยความกล้าหาญที่ไม่น่าเชื่อในคนตัวเล็กๆ

คำพูดของดาวทำให้จ่าเล็กชะงักใบหน้าของเขาแสดงความปวดร้าวอย่างเห็นได้ชัดความบ้าคลั่งของเขาเกิดจากความรักและความยุติธรรมที่บิดเบี้ยว

“ฉันแค่ต้องการให้ลูกสาวของฉันได้รับความเป็นธรรม!” จ่าเล็กกรีดร้องราวกับเด็กๆ “ทุกคนที่มีบาปต้องชดใช้! นี่คือวงจรที่สมบูรณ์แบบ!”

สมศักดิ์เห็นช่องทางเขาพุ่งเข้าใส่จ่าเล็กอีกครั้งการต่อสู้ดำเนินไปอย่างดุเดือดและรวดเร็วในห้องทำงานเล็กๆ ของจ่าเล็ก

สมศักดิ์มีความแข็งแกร่งแต่จ่าเล็กมีความบ้าคลั่งที่มาพร้อมกับโรคหัวใจของเขาจ่าเล็กเริ่มหายใจหอบและใบหน้าของเขาเปลี่ยนเป็นสีซีด

ขณะที่สมศักดิ์และจ่าเล็กกำลังต่อสู้กันดาวก็ใช้โอกาสนี้วิ่งหนีไปที่ประตูหลังเธอรู้ว่าเธอต้องขอความช่วยเหลือหรืออย่างน้อยก็หลบหนีไปก่อนเพื่อไม่ให้เป็นภาระ

แต่เมื่อดาวเปิดประตูหลังเธอก็พบกับร่างเงาดำทะมึนที่ยืนรออยู่

นิ่ม ผีกระหังหญิงยืนอยู่ตรงนั้นใบหน้าของเธอเต็มไปด้วยความสับสนและความเจ็บปวดดวงตาที่แดงก่ำของเธอมองมาที่ดาวอย่างลังเล

“เธอ… เธอ… ไม่ควรมาที่นี่…” เสียงของนิ่มกระซิบแผ่วเบาจนแทบไม่ได้ยิน

สมศักดิ์เห็นนิ่มปรากฏตัวเขาพยายามจะตะโกนเตือนดาวแต่จ่าเล็กก็ใช้จังหวะนั้นแทงมีดเล่มเล็กเข้าที่ต้นขาของสมศักดิ์อย่างรุนแรง

“อ๊าก!” สมศักดิ์กรีดร้องด้วยความเจ็บปวดเลือดไหลออกมาอย่างรวดเร็ว

ดาวหันกลับมาเห็นสมศักดิ์บาดเจ็บและเห็นนิ่มกำลังลังเลอยู่หน้าประตูเธอรู้ว่านี่คือช่วงเวลาที่จะต้องตัดสินใจ

ดาวไม่ได้วิ่งหนีแต่เธอวิ่งกลับมาหาจ่าเล็กที่กำลังยืนหายใจหอบอยู่เหนือร่างของสมศักดิ์เธอชกเข้าที่ใบหน้าของจ่าเล็กอย่างแรง

จ่าเล็กล้มลงอีกครั้งแต่คราวนี้เขาไม่สามารถลุกขึ้นได้แล้วเขาหายใจหอบแรงมากมือของเขากำแน่นที่หน้าอก

“หัวใจ… หัวใจฉัน…” จ่าเล็กกระซิบ

สมศักดิ์พยายามคลานไปหาจ่าเล็กเขารู้ว่าจ่าเล็กกำลังจะตาย

“จ่า… อย่าตายนะ… อย่าทิ้งวงจรนี้ไว้ให้ฉัน… เราต้องช่วยนิ่ม…” สมศักดิ์พยายามอ้อนวอน

แต่จ่าเล็กกลับยิ้มอย่างมีความสุขใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความสงบราวกับคนที่กำลังได้รับการไถ่บาป

“ไม่สมศักดิ์… นี่คือ… การไถ่บาป… ของฉัน… และ… อิสระ… ของนิ่ม…” จ่าเล็กพูดขาดเป็นห้วงๆ ก่อนที่ดวงตาของเขาจะปิดลงอย่างถาวร

จ่าเล็กตายแล้วด้วยอาการหัวใจวาย

ในขณะเดียวกันที่หน้าประตูผีกระหังหญิงนิ่มก็ทรุดตัวลงเธอร้องไห้เสียงกรีดร้องของเธอเต็มไปด้วยความเศร้าโศกไม่ใช่ความแค้น

นิ่มมองมาที่ดาวดวงตาของเธอเต็มไปด้วยความขอบคุณ “เธอ… ปลดปล่อย… ฉัน…”

แต่แล้วแสงสีดำที่รุนแรงก็พุ่งออกมาจากร่างของจ่าเล็กที่ตายแล้วแสงนั้นพุ่งตรงไปที่นิ่มแล้วกลืนกินวิญญาณของเธอแสงสีดำนั้นดูเหมือนพลังงานแห่งความแค้นที่ถูกปลดปล่อยออกมา

นิ่มถูกดูดกลืนเข้าไปในแสงนั้นเธอพยายามดิ้นรนแต่ไม่สามารถต้านทานได้เสียงกรีดร้องสุดท้ายของเธอเต็มไปด้วยความหวาดกลัวอย่างแท้จริง

เมื่อแสงสีดำหายไปผีกระหังหญิงนิ่มก็หายไปด้วยเธอไม่ได้ไปสู่สุคติแต่เธอถูกดูดกลืนเข้าไปในบางสิ่งบางอย่างที่น่ากลัวกว่า

สมศักดิ์คลานไปหาซากศพของจ่าเล็กเลือดไหลไม่หยุดจากบาดแผลของเขา

“นิ่ม… นิ่มถูกเอาไปแล้ว…” สมศักดิ์พูดเสียงแผ่วเบาเขาใช้มือที่สั่นเทาจับไปที่หน้าอกของจ่าเล็ก

เขาพบสิ่งของบางอย่างที่ซ่อนอยู่ในกระเป๋าเสื้อของจ่าเล็กมันคือล็อกเกตเก่าๆ ภายในมีรูปถ่ายของจ่าเล็กกับลูกสาวที่ยิ้มแย้มและมีกุญแจทองเหลืองเล็กๆ อยู่

“นี่คืออะไรคะ” ดาวถามเธอรีบฉีกชายเสื้อของตัวเองมาพันบาดแผลของสมศักดิ์

“ไม่รู้… แต่จ่าเล็กต้องซ่อนอะไรบางอย่างไว้” สมศักดิ์พูด

ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงไซเรนของตำรวจที่กำลังมาถึงอีกครั้งพวกเขาได้รับแจ้งเรื่องการต่อสู้แล้ว

สมศักดิ์รู้ดีว่าถ้าตำรวจมาถึงและพบเขากับซากศพของจ่าเล็กพร้อมกับมีดที่ปักอยู่ที่ขาเขาจะถูกตัดสินว่าเป็นฆาตกรทันทีและไม่มีใครเชื่อเรื่องผีกระหังหญิงหรือการบงการของจ่าเล็ก

“เราต้องหนีไป! ตอนนี้!” สมศักดิ์พูด

สมศักดิ์พยายามลุกขึ้นยืนแต่บาดแผลที่ขาทำให้เขาล้มลงดาวประคองสมศักดิ์ขึ้นมาอย่างรวดเร็วเธอแข็งแกร่งกว่าที่เขาคิดไว้มาก

“เราจะไปไหนคะ” ดาวถาม

“ไปที่ที่ไม่มีใครจะตามเราเจอ… และที่ที่ความจริงถูกซ่อนอยู่” สมศักดิ์มองไปที่กุญแจทองเหลืองในมือ “เราต้องใช้กุญแจดอกนี้”

พวกเขาหนีออกจากบ้านพักของจ่าเล็กก่อนที่ตำรวจจะมาถึงเพียงไม่กี่วินาทีพวกเขาหนีเข้าสู่ความมืดอีกครั้งทิ้งไว้เบื้องหลังคือซากศพของผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ที่กลายเป็นผู้บงการ

ตอนนี้สมศักดิ์ไม่ได้เป็นแค่ผู้ต้องสงสัยอีกต่อไปเขาเป็นฆาตกรที่หลบหนีในสายตาของกฎหมายและเขากำลังตามล่าหาความจริงเบื้องหลังการตายของภรรยาของเขาเอง

การสูญเสียจ่าเล็กทำให้เรื่องราวซับซ้อนขึ้นแต่ก็ทำให้เป้าหมายชัดเจนขึ้นด้วย


สมศักดิ์และดาวซ่อนตัวอยู่ในกระท่อมร้างกลางป่าลึกที่สมศักดิ์เคยใช้เป็นที่หลบภัยสมัยหนุ่มๆ บาดแผลที่ขาของสมศักดิ์ถูกทำความสะอาดและพันด้วยผ้าสกปรกแต่ความเจ็บปวดทางกายเทียบไม่ได้กับความเจ็บปวดที่เขาเห็นวิญญาณภรรยาตัวเองถูกดูดกลืนหายไป

“เราทำพลาด” สมศักดิ์พูดเสียงต่ำเขากำกุญแจทองเหลืองในมือแน่น “เราปล่อยให้จ่าเล็กตายไปโดยที่เขายังไม่ทันได้บอกความจริงทั้งหมด”

“เขาบอกแล้วค่ะ” ดาวตอบเธอพิงผนังไม้เก่าๆ ด้วยความเหนื่อยล้า “เขาบอกว่าเขาไม่ได้สร้างวงจรแต่เขาบำรุงรักษามันและเขาพูดถึงแสงสีดำที่กลืนกินวิญญาณของคุณนิ่มมันไม่ใช่แค่ความแค้นของนิ่มแต่มันคือพลังงานที่ถูกดึงมาจากที่อื่น”

สมศักดิ์มองไปที่กุญแจทองเหลืองมันมีตัวอักษรสลักไว้เล็กๆ: ศาลาแห่งกรรม

“ศาลาแห่งกรรม” สมศักดิ์ทวนคำ “มันคือที่ไหน”

ดาวหลับตาลงเธอหายใจเข้าลึกๆ แล้วมองไปที่กุญแจทองเหลืองอีกครั้ง “กุญแจนี้มีพลังงานมืดมิดแต่มันก็มีความหวังบางอย่างอยู่ด้วยมันไม่ได้นำไปสู่การตายแต่นำไปสู่การเปิดเผย

สมศักดิ์นึกถึงแผนผังที่เขาเห็นในแฟ้มของจ่าเล็กแผนผังนั้นมีเครื่องหมายกากบาทสีแดงที่จุดหนึ่งและใต้จุดนั้นเขียนคำว่า “บ่อเก่า”

“บ่อเก่า” สมศักดิ์ลุกขึ้นยืนทั้งๆ ที่เจ็บปวด “เป็นไปได้ว่าศาลาแห่งกรรมคือบ่อเก่าที่อยู่หลังวัดร้าง”

ทั้งสองตัดสินใจเดินทางไปที่วัดร้างแห่งนั้นวัดร้างแห่งนี้ถูกทิ้งร้างมานานหลายสิบปีมีเรื่องเล่ามากมายเกี่ยวกับเสียงร้องไห้ของเด็กทารกและผีที่คอยหลอกหลอน

เมื่อพวกเขามาถึงวัดร้างในตอนเช้ามืดกลิ่นอายของความเก่าแก่และความชั่วร้ายก็โอบล้อมพวกเขาไว้สมศักดิ์ใช้ความระมัดระวังทุกฝีก้าว

พวกเขาพบบ่อน้ำเก่าที่ถูกปกคลุมด้วยเถาวัลย์ตามที่คาดไว้บ่อน้ำนั้นถูกปิดผนึกด้วยแผ่นหินอ่อนขนาดใหญ่และมีห่วงเหล็กที่ถูกล็อคด้วยกุญแจทองเหลืองแบบเดียวกับที่สมศักดิ์ถืออยู่

“นี่ไง! มันใช่จริงๆ ด้วย” สมศักดิ์พูดด้วยความตื่นเต้นเขาใส่กุญแจลงในห่วงเหล็กแล้วบิดกุญแจออก

เมื่อแผ่นหินอ่อนถูกเปิดออกกลิ่นเหม็นอับและกลิ่นเหมือนซากศพก็โชยขึ้นมาสมศักดิ์ใช้ไฟฉายส่องลงไปในบ่อน้ำ

ภายในบ่อน้ำไม่ใช่บ่อน้ำธรรมดาแต่มันคือทางลงสู่ห้องใต้ดินที่ถูกสร้างขึ้นอย่างประณีตราวกับเป็นพิธีกรรมที่ถูกซ่อนไว้

สมศักดิ์และดาวค่อยๆ ปีนลงไปในห้องใต้ดินที่มืดมิดห้องใต้ดินนี้เป็นห้องขนาดใหญ่ที่เต็มไปด้วยความลับของจ่าเล็ก

พวกเขาพบสิ่งที่จ่าเล็กเก็บซ่อนไว้ตลอดหลายปีที่ผ่านมา

  • แท่นบูชาขนาดใหญ่ที่ทำจากไม้เก่าๆ บนแท่นบูชามีหัวใจของมนุษย์ที่ถูกดองไว้ในน้ำยาฟอร์มาลินหัวใจทั้งหมดนั้นคือหัวใจของเหยื่อที่ผีกระหังหญิงนำมามอบให้
  • สมุดบันทึกเล่มหนาที่บันทึกรายละเอียดของเหยื่อทุกคนวันเวลาที่พวกเขาทำความผิดและวันที่พวกเขาตาย
  • และที่น่าตกตะลึงที่สุดคือหุ่นไม้ขนาดเท่าคนจริงที่สลักเป็นรูปนิ่มภรรยาของสมศักดิ์ที่ถูกตรึงไว้ด้วยตะปูเหล็กบนผนังรอบหุ่นไม้มีเส้นด้ายสีดำพันไว้มากมายเส้นด้ายเหล่านั้นเชื่อมโยงไปยังรูปถ่ายของเหยื่อที่ถูกตรึงไว้ด้วยเช่นกัน

“นี่คือสิ่งที่จ่าเล็กใช้บงการวิญญาณของนิ่ม” ดาวพูดเสียงสั่นด้วยความรังเกียจ “เขาไม่ได้สร้างวิญญาณแต่เขาใช้หุ่นนี้เป็นตัวรับส่งพลังงานความแค้นจากเหยื่อที่ตายไปแล้ว”

“เขาคือหมอผีที่บิดเบี้ยว” สมศักดิ์พูดด้วยความโกรธที่พุ่งขึ้นสูง “เขาใช้ความดีของตัวเองบังหน้าเพื่อรวบรวมความแค้นมาเป็นพลังอำนาจในการชำระบาป”

สมศักดิ์เดินเข้าไปใกล้หุ่นไม้หุ่นไม้ของนิ่มดูเหมือนกำลังร้องไห้ดวงตาที่ว่างเปล่าของมันเต็มไปด้วยน้ำตาที่ทำจากยางไม้

ทันใดนั้นห้องใต้ดินก็สั่นสะเทือนแสงไฟฉายของสมศักดิ์เริ่มกะพริบถี่ๆ

“เขามาแล้ว” ดาวกระซิบ “ไม่ใช่จ่าเล็กแต่เป็นพลังงานสีดำที่ดูดกลืนวิญญาณนิ่มมันถูกผูกติดไว้กับสถานที่นี้”

พลังงานสีดำนั้นปรากฏตัวขึ้นมันไม่ได้มีรูปร่างที่ชัดเจนแต่เป็นเงาดำทะมึนที่หมุนวนอยู่เหนือแท่นบูชามันแผ่ซ่านความเย็นยะเยือกและความรู้สึกสิ้นหวังออกมา

มันคือดวงวิญญาณที่ถูกรวบรวมจากความแค้นทั้งหมดของหมู่บ้าน

เงาดำนั้นพุ่งเข้าหาหุ่นไม้ของนิ่มมันเริ่มเข้าสิงหุ่นไม้ทำให้หุ่นไม้เริ่มขยับและส่งเสียงกรีดร้องที่น่ากลัว

สมศักดิ์รู้ดีว่าถ้าหุ่นไม้ของนิ่มถูกควบคุมโดยพลังงานสีดำนี้มันจะกลายเป็นอาวุธที่น่ากลัวกว่าผีกระหังหญิงหลายเท่า

“เราต้องทำลายมัน” สมศักดิ์พูด “ทำลายหุ่นไม้ซะ! ทำลายสิ่งที่ผูกมัดวิญญาณของนิ่มไว้กับโลกนี้!”

สมศักดิ์คว้าขวานเก่าๆ ที่แขวนอยู่บนผนังเขาพุ่งเข้าใส่หุ่นไม้ของนิ่มด้วยความมุ่งมั่น

แต่เงาดำนั้นเร็วกว่ามันสั่งให้หุ่นไม้นั้นใช้เล็บที่ยาวและแหลมคมข่วนเข้าที่ใบหน้าของดาว

ดาวกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดแต่เธอก็ไม่ได้ถอยหนีเธอใช้ความสามารถของเธอในการต่อสู้

ดาวหลับตาลงเธอไม่ได้ใช้กำลังแต่ใช้พลังจิตของเธอในการส่งความรู้สึกที่ตรงกันข้ามเข้าไปในหุ่นไม้

“ความรัก! ความสงบ! ความเมตตา!” ดาวพยายามตะโกนคำเหล่านี้ใส่หุ่นไม้

เมื่อความรู้สึกที่ตรงกันข้ามกับความแค้นเข้าสู่หุ่นไม้นิ่มหุ่นไม้ก็ชะงักมันส่งเสียงกรีดร้องที่ยาวนานและเจ็บปวดความเจ็บปวดนั้นเกิดจากการต่อสู้ระหว่างความแค้นที่ถูกบงการกับจิตวิญญาณที่บริสุทธิ์ของนิ่ม

สมศักดิ์เห็นช่องทางเขาเงื้อขวานขึ้นแล้วฟันลงไปที่หุ่นไม้อย่างรุนแรง

“ฉันขอโทษนะนิ่ม! ฉันต้องปล่อยเธอไป!” สมศักดิ์ร้องไห้

ขวานฟันเข้าที่กลางหุ่นไม้เสียงดัง “แคร๊ก!”

ทันทีที่หุ่นไม้แตกออกพลังงานสีดำก็กรีดร้องแล้วพุ่งหนีออกจากหุ่นไม้โดยสมบูรณ์มันพุ่งขึ้นไปตามบ่อน้ำแล้วหายไปในอากาศ

หุ่นไม้ของนิ่มแตกออกเป็นเสี่ยงๆ ทำให้วิญญาณของนิ่มถูกปลดปล่อยจากการควบคุม

สมศักดิ์ทรุดตัวลงกับพื้นเขาหายใจหอบและเต็มไปด้วยเลือดที่ไหลมาจากใบหน้าของดาวและบาดแผลของเขาเอง

“มันจบแล้ว… เราทำลายวงจรแล้ว” ดาวพูดเสียงอ่อนแรงเธอใช้มือสัมผัสรอยบาดแผลที่ใบหน้าของเธอ

สมศักดิ์มองไปที่แท่นบูชาที่เต็มไปด้วยหัวใจที่ถูกดองและสมุดบันทึกของจ่าเล็กเขาไม่ได้รู้สึกถึงความแค้นอีกต่อไปแต่รู้สึกถึงความว่างเปล่า

“ยังไม่จบ” สมศักดิ์พูดเขาชี้ไปที่สมุดบันทึก “พลังงานสีดำนั้นยังอยู่และจ่าเล็กอาจจะมีผู้สมรู้ร่วมคิดอีกคนที่ยังไม่ถูกเปิดเผย”

สมศักดิ์หยิบสมุดบันทึกขึ้นมาแล้วเปิดดูหน้าสุดท้ายในหน้าสุดท้ายมีข้อความที่จ่าเล็กเขียนไว้ด้วยลายมือที่สั่นเทา:

‘ข้าได้มอบกุญแจที่สองให้กับผู้ที่เหมาะสมแล้วคนที่จะสานต่อภารกิจแห่งการไถ่บาปนี้ต่อจากข้า’

ใต้ข้อความนั้นมีชื่อเขียนไว้

ส.ด.

สมศักดิ์และดาวมองหน้ากันอย่างตื่นตระหนก

ส.ด. มันย่อมาจากใคร

สมศักดิ์… หรือ ดาว…


ความเงียบในห้องใต้ดินของคนบ้าหนักอึ้งราวกับอากาศกำลังกลายเป็นตะกั่วสมศักดิ์จ้องมองไปที่ลายมือสั่นๆ ของจ่าเล็กบนสมุดบันทึกคำว่า ‘ส.ด.’ ส่องแสงในความมืดราวกับคำสาป

สมศักดิ์เงยหน้าขึ้นมองดาวดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความไม่แน่ใจและความหวาดระแวง

“ส.ด…. มันย่อมาจาก สมศักดิ์… หรือไม่ก็… ดาว” สมศักดิ์พูดเสียงต่ำเขากำสมุดบันทึกแน่น “ครูจ่าเล็กบอกว่าเขาให้กุญแจดอกที่สองกับคนที่เหมาะสมแล้วใครคือคนที่เหมาะสมจ่าเล็กเชื่อว่าฉันคือฆาตกร”

ดาวมองตอบสมศักดิ์ใบหน้าของเธอมีรอยบาดแผลจากการต่อสู้แต่ดวงตาของเธอยังคงแสดงความบริสุทธิ์

“ฉันเข้าใจที่คุณสงสัยแต่ฉันคือคนเดียวที่ช่วยคุณมาตลอดทาง” ดาวตอบ “คุณเห็นแล้วว่าฉันกลัวนิ่มมากแค่ไหนฉันอยากให้เธอไปสู่สุคติ”

“แต่ครูเป็นคนเดียวที่สามารถมองเห็นวิญญาณและควบคุมความโกรธของนิ่มได้” สมศักดิ์โต้กลับ “ถ้าครูคือผู้สมรู้ร่วมคิดครูก็เป็นคนที่สมบูรณ์แบบที่สุดในการสานต่อวงจรนี้”

ดาวเดินเข้ามาใกล้สมศักดิ์เธอเอื้อมมือไปจับมือของสมศักดิ์ที่เต็มไปด้วยเลือดแต่สมศักดิ์สะบัดมือออกด้วยความหวาดระแวง

“คุณสมศักดิ์คุณกำลังมองหาฆาตกรเพราะคุณกลัวความจริง” ดาวพูด “ฉันไม่ได้มีชื่อจริงว่าดาว”

คำสารภาพของดาวทำให้สมศักดิ์หยุดนิ่ง

“ฉันไม่ได้เป็นครูสอนดนตรี… ฉันถูกส่งมาที่นี่” ดาวพูดต่อ “ฉันมีชื่อจริงว่า สุมน ดารา (Suman Dara) ส.ด. คือชื่อของฉัน”

สมศักดิ์ตกตะลึงเขาถอยหลังไปสองก้าว “เธอคือใคร… เธอถูกส่งมาจากไหน”

ดาวสูดหายใจเข้าลึกๆ “ฉันเป็นลูกสาวของหมอผีที่เชี่ยวชาญด้านการชำระวิญญาณคนบาปพ่อของฉันถูกตำรวจจับไปเพราะพยายามใช้วิธีผิดๆ ในการชำระบาปให้กับผู้หญิงที่ถูกทำร้ายพ่อฉันถูกจ่าเล็กจับไป”

“ไม่จริง…”

“จ่าเล็กเป็นคนไปหาพ่อของฉันในคุกจ่าเล็กต้องการความรู้เรื่องการควบคุมวิญญาณแค้น” ดาวอธิบาย “พ่อของฉันไม่ยอมทำแต่เขาบอกจ่าเล็กเรื่องความสามารถของฉันความสามารถในการมองเห็นและสื่อสารกับวิญญาณแค้นได้”

ดาวเปิดกระเป๋าที่ติดตัวเธอมาตลอดเธอหยิบกุญแจทองเหลืองอีกดอกหนึ่งออกมามันเหมือนกับกุญแจที่สมศักดิ์เพิ่งใช้เปิดบ่อเก่า

“จ่าเล็กส่งกุญแจดอกนี้มาให้ฉันพร้อมกับข้อความที่ขอให้ฉันมาที่หมู่บ้านนี้เพื่อหยุดวงจรไม่ใช่เพื่อสานต่อ” ดาวพูดเสียงแผ่วเบา “พ่อของฉันขอให้ฉันมาเพื่อทำลายสิ่งที่เขาเคยสอนจ่าเล็กไปมันเป็นความรับผิดชอบของฉัน”

สมศักดิ์ก้มลงมองกุญแจสองดอกที่อยู่บนพื้นมันเป็นของจริงทั้งคู่ความสงสัยที่อยู่ในใจของสมศักดิ์พังทลายลงและถูกแทนที่ด้วยความรู้สึกผิดอย่างท่วมท้น

“ฉันขอโทษ… ครูดาว… สุมน” สมศักดิ์พูด “ฉันไม่ควรสงสัยเธอ”

“ไม่เป็นไรค่ะความสงสัยของคุณเป็นเรื่องสมเหตุสมผล” ดาวตอบเธอมองไปยังซากหุ่นไม้ของนิ่ม “แต่ตอนนี้เราไม่มีเวลามาเสียใจแล้วเรายังไม่ปลอดภัย”

สมศักดิ์หยิบสมุดบันทึกของจ่าเล็กขึ้นมาอีกครั้งเขารู้สึกได้ถึงความเร่งด่วนที่มาพร้อมกับการจากไปของพลังงานสีดำ

“พลังงานสีดำนั่นไม่ได้หายไปมันถูกปลดปล่อยออกมาและตอนนี้มันกำลังหาร่างใหม่เพื่อเข้าสิง” สมศักดิ์พูด “และมีเพียงที่เดียวเท่านั้นที่มันจะไป… ที่ที่ความแค้นนั้นถูกสร้างขึ้น”

“ที่ไหนคะ”

“โรงชำแหละของฉัน” สมศักดิ์ตอบด้วยน้ำเสียงที่เย็นชา “มันเป็นสถานที่ที่เต็มไปด้วยเลือดความเจ็บปวดและการฆ่ามันคือศาลาแห่งกรรมของฉันเองและจ่าเล็กเองก็เชื่อว่าฉันเป็นคนบาปที่เหมาะสมที่สุดที่จะเป็นร่างต่อไป”

สมศักดิ์ใช้มือคว้าขวานที่ใช้ทำลายหุ่นไม้เขาไม่สามารถใช้มีดได้เพราะมันเปื้อนเลือด

“ฉันจะกลับไปที่นั่นเพื่อล่อมันออกมา” สมศักดิ์พูด

“ไม่ค่ะคุณไม่สามารถไปคนเดียวได้” ดาวโต้แย้ง “ฉันจะไปด้วยฉันสามารถมองเห็นมันได้”

“ไม่สุมน! เธออันตรายเกินไปถ้าเธอเป็นร่างต่อไปมันจะไม่มีใครหยุดมันได้อีกแล้ว” สมศักดิ์ปฏิเสธเสียงแข็ง

แต่ดาวกลับยิ้มอย่างอ่อนโยน “ความสามารถของฉันไม่ใช่แค่การเห็นผี… แต่มันคือการนำทางวิญญาณที่หลงทาง”

“ฉันไม่ใช่วิญญาณที่หลงทาง!” สมศักดิ์ตะโกน

“ใช่คุณไม่ใช่แต่คุณก็เป็นเพียงมนุษย์คนหนึ่งที่เต็มไปด้วยความผิดบาปเหมือนจ่าเล็กและคุณก็สามารถถูกครอบงำได้” ดาวพูดด้วยความจริงที่แสนเจ็บปวด “ฉันจะอยู่เคียงข้างคุณเพื่อปกป้องคุณจากการเป็นคนต่อไป

สมศักดิ์ไม่สามารถโต้แย้งคำพูดของดาวได้อีกต่อไปเขารู้ว่าดาวพูดถูกเขาไม่สามารถเผชิญหน้ากับความมืดมิดในโรงชำแหละของเขาเพียงลำพังได้

พวกเขาออกจากห้องใต้ดินทิ้งไว้เบื้องหลังคือซากหุ่นไม้แท่นบูชาของความแค้นและสมุดบันทึกของจ่าเล็กที่เต็มไปด้วยความลับ

เมื่อพวกเขาออกมาจากวัดร้างแสงอาทิตย์ยามเช้าสาดส่องลงมาทำให้รู้สึกอบอุ่นและปลอดภัยแต่สมศักดิ์และดาวรู้ดีว่าความปลอดภัยนั้นเป็นเพียงภาพลวงตา

ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงรถจักรยานยนต์คันเก่าของจ่าเล็กดังมาจากทางหมู่บ้าน

“ไม่จริง… จ่าเล็กตายแล้ว!” สมศักดิ์ตกตะลึง

รถจักรยานยนต์คันนั้นไม่ใช่ของจ่าเล็กแต่เป็นของตำรวจอีกคนหนึ่งที่กำลังตามล่าพวกเขา

ตำรวจผู้นั้นคือลูกน้องของจ่าเล็กเขาขับรถตรงมาที่สมศักดิ์และดาวด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความโกรธแค้น

“หยุดเดี๋ยวนี้นะสมศักดิ์! แกฆ่าจ่าเล็ก!” ตำรวจคนนั้นตะโกนพร้อมชักปืนออกมา

สมศักดิ์และดาวถูกต้อนจนมุมพวกเขาไม่มีทางหนีอีกแล้วข้างหน้าคือวัดร้างที่เต็มไปด้วยความมืดมิดและข้างหลังคือกระสุนปืนของตำรวจที่เข้าใจผิด

นี่คือจุดที่ความหวาดกลัวทางจิตวิทยากลายเป็นความหวาดกลัวทางกายภาพ

“สมศักดิ์วิ่งไปที่โรงชำแหละ!” ดาวตะโกน “ฉันจะล่อเขาไปอีกทาง!”

ก่อนที่สมศักดิ์จะปฏิเสธดาวก็วิ่งตรงเข้าไปในป่าด้วยความเร็วที่น่าตกใจตำรวจคนนั้นลังเลเล็กน้อยแล้วตัดสินใจไล่ตามดาวไป

สมศักดิ์รู้ดีว่าดาวกำลังเสี่ยงชีวิตตัวเองเพื่อเปิดทางให้เขารอดไปเผชิญหน้ากับพลังงานสีดำในโรงชำแหละ

สมศักดิ์วิ่งไปตามเส้นทางที่คุ้นเคยที่สุดของเขาไปยังสถานที่ที่เขาเรียกว่าบ้านแต่มันคือสถานที่ที่เขาได้สร้างบาปและที่ที่วิญญาณแห่งความแค้นกำลังรอคอยเขาอยู่

การเผชิญหน้ากับ ‘เงาสีดำ’ ที่โรงชำแหละกำลังจะเริ่มต้นขึ้น


สมศักดิ์วิ่งอย่างไม่คิดชีวิตขาของเขาที่บาดเจ็บส่งเสียงปวดร้าวแต่แรงขับเคลื่อนจากความสำนึกผิดและความมุ่งมั่นที่จะปกป้องดาวทำให้เขาไม่ยอมหยุดเขาทิ้งให้ดาวเผชิญหน้ากับตำรวจอย่างไม่เต็มใจเขารู้ว่าถ้าเขาไม่ทำลายพลังงานสีดำนั้นดาวก็จะไม่มีวันปลอดภัย

เขามาถึงโรงชำแหละเนื้อสถานที่แห่งความเงียบสงบในยามปกติแต่ตอนนี้มันส่งกลิ่นอายของความชั่วร้ายออกมาอย่างรุนแรงโรงชำแหละของสมศักดิ์เป็นอาคารไม้เก่าๆ ที่เต็มไปด้วยคราบเลือดแห้งกรังและมีดคมกริบมากมายที่แขวนเรียงราย

สมศักดิ์ปิดประตูลงกลอนอย่างรวดเร็วเขาจุดตะเกียงน้ำมันเพียงดวงเดียวเพื่อสร้างแสงสลัวๆ ในห้องมันทำให้เงามืดรอบตัวยิ่งดูน่ากลัวขึ้น

“แกต้องการอะไร!” สมศักดิ์ตะโกนเสียงดังก้องในห้องว่างเปล่า “แกต้องการวิญญาณของฉันใช่ไหม! ออกมาเผชิญหน้ากัน!”

ความเงียบตอบกลับมามีเพียงเสียงหยดน้ำที่ตกลงมาจากท่อน้ำที่รั่วเท่านั้นแต่สมศักดิ์รู้สึกได้ถึงความเย็นยะเยือกที่แผ่ซ่านเข้ามาในห้องมันเป็นความเย็นที่ไม่ได้มาจากอุณหภูมิแต่มาจากความว่างเปล่าของจิตวิญญาณ

สมศักดิ์เดินเข้าไปในห้องชำแหละที่เป็นศูนย์กลางของโรงงานตรงนั้นมีตะขอเหล็กสำหรับแขวนซากสัตว์และมีท่อน้ำสำหรับล้างเลือด

เขาเดินไปที่เขียงไม้ขนาดใหญ่ที่เขาใช้ชำแหละสัตว์มานานหลายสิบปีเขาวางขวานลงบนเขียงแล้วมองไปยังมุมมืดของห้อง

“ฉันรู้ว่าแกอยู่ที่นี่” สมศักดิ์พูดเสียงต่ำ “แกใช้ความแค้นของนิ่มแกใช้ความยุติธรรมของจ่าเล็กแกต้องการที่จะกลืนกินความผิดบาปของฉัน”

ทันใดนั้นเงาสีดำก็ปรากฏตัวขึ้นมันปรากฏตัวจากมุมมืดอย่างช้าๆ มันไม่ได้พุ่งเข้าใส่สมศักดิ์แต่มันแผ่ขยายออกไปอย่างช้าๆ กลืนกินแสงสลัวๆ ของตะเกียง

เงาสีดำนั้นไม่มีรูปร่างแต่สมศักดิ์รู้สึกถึงแรงกดดันที่มหาศาลมันเป็นความรู้สึกที่เหมือนกับว่ามีคนกำลังบีบหัวใจของเขาอย่างช้าๆ

เงาสีดำเริ่มส่งเสียงกระซิบมันเป็นเสียงที่รวมเอาเสียงกรีดร้องของเหยื่อทั้งหมดเสียงร้องไห้ของนิ่มและเสียงหายใจหอบของจ่าเล็กมันเป็นเสียงที่เต็มไปด้วยความทุกข์ทรมานและความแค้น

“แก… คือ… บาป…” เงาสีดำกระซิบเสียงต่ำ “แก… ฆ่า… ความรัก… แก… ฆ่า… ลูก…”

คำพูดเหล่านั้นเจาะลึกเข้าไปในจิตใจของสมศักดิ์มันทำลายกำแพงที่เขาสร้างขึ้นมานานหลายปีความผิดบาปของเขาถูกเปิดเผยออกมาอย่างไม่น่าให้อภัย

“ใช่… ฉันคือคนบาป” สมศักดิ์ยอมรับเขาคุกเข่าลงกับพื้นคราบเลือด “ฉันคือคนที่ควรตาย… ฉันควรตายตั้งแต่วันที่ฉันทำร้ายนิ่มแล้ว”

สมศักดิ์หยิบขวานขึ้นมาแล้วเล็งไปที่ตัวเองเขาพร้อมที่จะจบชีวิตตัวเองเพื่อชดใช้บาปทั้งหมดที่เขาก่อขึ้น

แต่ก่อนที่ขวานจะฟันลงมาเงาสีดำก็หัวเราะมันเป็นเสียงหัวเราะที่น่าขยะแขยงและน่ารังเกียจ

“ไม่… แก… จะ… ไม่… ได้… ตาย… ง่ายๆ” เงาสีดำพูด “แก… ต้อง… อยู่… เพื่อ… รับ… ใช้… ฉัน…”

เงาสีดำพุ่งเข้าใส่สมศักดิ์มันพยายามจะเข้าสิงร่างของสมศักดิ์เพื่อให้เขาเป็น ‘เครื่องมือ’ ในการรวบรวมความแค้นและดำเนินวงจรแห่งกรรมต่อไป

สมศักดิ์ต่อสู้กับมันอย่างรุนแรงเขารู้สึกเหมือนมีพลังงานเย็นยะเยือกกำลังพยายามฉีกจิตวิญญาณของเขาออกไป

ในขณะที่สมศักดิ์กำลังต่อสู้กับการครอบงำของเงาสีดำเขาก็นึกถึงคำพูดของดาว: “ความสามารถของฉันไม่ใช่แค่การเห็นผี… แต่มันคือการนำทางวิญญาณที่หลงทาง”

สมศักดิ์ปิดตาลงเขาไม่ต่อสู้ด้วยกำลังแต่ต่อสู้ด้วยความสงบที่เกิดจากการยอมรับความผิดบาป

“ฉันไม่กลัวแกอีกแล้ว!” สมศักดิ์ตะโกนใส่เงาสีดำ “ฉันยอมรับทุกสิ่งที่ฉันทำ… แต่ฉันจะไม่ยอมให้แกใช้ฉันทำร้ายคนอื่นอีกแล้ว!”

สมศักดิ์ใช้มีดเล่มเล็กที่เขาซ่อนไว้กรีดเข้าที่ฝ่ามือของตัวเองเลือดของเขากำลังหยดลงบนพื้น

“เลือดนี้… คือเลือดของคนบาป” สมศักดิ์พูด “มันคือการชดใช้ของฉัน… ไม่ใช่การทำร้าย”

เลือดของสมศักดิ์ที่หยดลงบนพื้นนั้นไม่ได้เป็นแค่เลือดแต่มันคือสัญลักษณ์ของการไถ่บาปความจริงใจของสมศักดิ์ในการยอมรับความผิดของตัวเองทำให้เงาสีดำรู้สึกเจ็บปวด

เงาสีดำกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดมันถอยห่างจากสมศักดิ์อย่างรวดเร็ว

“ไม่… แก… ไม่… ใช่… คน… บาป… อีก… ต่อ… ไป!” เงาสีดำพูดเสียงสั่น

มันไม่สามารถเข้าสิงสมศักดิ์ได้อีกต่อไปเพราะสมศักดิ์ได้ปลดปล่อยตัวเองจากความรู้สึกผิดที่เคยเป็นอาหารของมันแล้ว

เงาสีดำพุ่งหนีออกจากโรงชำแหละมันไม่สามารถอยู่ได้ในสถานที่ที่ความดีงาม (ที่เกิดจากการไถ่บาป) กำลังจะเข้ามาแทนที่ความชั่วร้าย

สมศักดิ์ล้มลงกับพื้นเขารู้สึกอ่อนแรงแต่จิตวิญญาณของเขาปลอดโปร่งอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงประตูเปิดออกอย่างรวดเร็วตำรวจที่ไล่ตามดาวมาถึงแล้ว

สมศักดิ์เงยหน้าขึ้นมองตำรวจผู้นั้นดวงตาของเขาสงบนิ่งเขาไม่ได้รู้สึกกลัวอีกต่อไป

“ฉันไม่ได้ฆ่าจ่าเล็ก” สมศักดิ์พูดเสียงแผ่วเบา “แต่ฉันรู้ว่าใครอยู่เบื้องหลังทั้งหมด”

ตำรวจผู้นั้นเล็งปืนมาที่สมศักดิ์แต่ก่อนที่เขาจะเหนี่ยวไกเขาก็ได้ยินเสียงกรีดร้องที่ยาวนานมาจากด้านหลัง

ดาว วิ่งเข้ามาในโรงชำแหละใบหน้าของเธอเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้าและเลือดที่ไหลอาบ

“อย่าทำอะไรเขานะ!” ดาวตะโกน “เขาไม่ใช่ฆาตกร! ฉันเห็นแล้ว! ฉันเห็นเงาสีดำนั่น! มันกำลังหนีไป!”

ตำรวจผู้นั้นมองไปที่ดาวอย่างไม่เชื่อสายตาแต่แววตาของดาวที่เต็มไปด้วยความจริงใจและความบริสุทธิ์ทำให้เขาลังเล

นี่คือการไถ่บาปแรกของสมศักดิ์: การที่ดาวเชื่อในตัวเขาทั้งๆ ที่เขาเคยสงสัยเธอ

สมศักดิ์พยายามลุกขึ้นยืนเขาเดินไปที่เขียงชำแหละแล้วหยิบสมุดบันทึกของจ่าเล็กขึ้นมา

“ทั้งหมดอยู่ในนี้” สมศักดิ์พูด “จ่าเล็กคือคนบงการวงจรแห่งกรรมทั้งหมดในหมู่บ้านนี้และเงาสีดำนั่นคือพลังงานที่เขาปลดปล่อยออกมา”

ตำรวจผู้นั้นค่อยๆ ลดปืนลงเขาเห็นความจริงในแววตาของสมศักดิ์และดาวความจริงที่ว่าพวกเขาไม่ใช่ฆาตกรแต่เป็นเหยื่อของการบงการที่ซับซ้อน

การเปลี่ยนแปลงของสมศักดิ์เกิดขึ้นแล้วเขาเปลี่ยนจากคนบาปที่ซ่อนตัวมาเป็นผู้ที่ยอมรับความจริงและพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับกฎหมายเพื่อปกป้องคนอื่น


สมศักดิ์มอบสมุดบันทึกและหลักฐานทั้งหมดที่ได้จากห้องใต้ดินของจ่าเล็กให้กับตำรวจสมศักดิ์ถูกจับกุมในฐานะผู้ต้องสงสัยคนสำคัญในคดีฆาตกรรมจ่าเล็กแม้ว่าเขาจะมีพยานอย่างดาวแต่ความจริงก็ยังซับซ้อนเกินกว่าที่กฎหมายจะเข้าใจได้ง่ายๆ

ในห้องสอบสวนสมศักดิ์เล่าเรื่องราวทั้งหมดตั้งแต่การตายของนิ่มไปจนถึงการปรากฏตัวของผีกระหังหญิงและการบงการของจ่าเล็กตำรวจส่วนใหญ่ไม่เชื่อคำพูดของเขาแต่หลักฐานที่ถูกบันทึกไว้ในสมุดบันทึกของจ่าเล็กนั้นหนักแน่นเกินกว่าจะมองข้าม

ดาวอยู่เคียงข้างสมศักดิ์เธอให้การเป็นพยานเกี่ยวกับพลังงานสีดำและการที่สมศักดิ์เสี่ยงชีวิตเพื่อช่วยเธอจากการถูกเข้าใจผิดว่าเป็นผีกระหังหญิง

ระหว่างการสอบสวนนั้นเองได้เกิดเหตุการณ์ที่ไม่มีใครคาดคิด

กลิ่นดอกราตรีที่รุนแรงได้โชยเข้ามาในสถานีตำรวจกลิ่นหอมหวานและเศร้าสร้อยนั้นทำให้ทุกคนหยุดนิ่งตำรวจบางคนเริ่มรู้สึกหนาวสั่นและบางคนเริ่มเห็นเงาของผู้หญิงที่แวบผ่านไปมา

สมศักดิ์รู้ทันทีว่า นิ่ม กำลังกลับมา

ผีกระหังหญิงปรากฏตัวในห้องสอบสวนไม่ใช่ในรูปลักษณ์ที่น่ากลัวแต่เป็นวิญญาณของผู้หญิงที่เศร้าสร้อยเธอไม่ได้มีตะกร้าไม้ไผ่แล้วและไม่มีดวงตาที่แดงก่ำวิญญาณของนิ่มดูอ่อนแอและเหนื่อยล้าจากการถูกใช้เป็นเครื่องมือ

นิ่มเดินเข้าไปใกล้สมศักดิ์เธอไม่ได้พูดอะไรแต่ดวงตาของเธอสื่อสารความรู้สึกออกมาทั้งหมด

“ฉันขอโทษนะนิ่ม” สมศักดิ์กระซิบน้ำตาของเขาไหลอาบแก้ม “ฉันขอโทษสำหรับความรุนแรงของฉัน… ขอโทษที่ฉันทำให้เธอต้องตาย”

นิ่มส่ายหน้าอย่างช้าๆเป็นการปฏิเสธความผิดของสมศักดิ์เธอชี้ไปที่หัวใจของสมศักดิ์มันเป็นสัญลักษณ์ที่เธอต้องการมาตลอดแต่วันนี้เธอไม่ได้ต้องการมันเพื่อแก้แค้น

เธอเอื้อมมือที่โปร่งแสงของเธอไปแตะที่อกข้างซ้ายของสมศักดิ์

ทันใดนั้นสมศักดิ์ก็รู้สึกถึงความอบอุ่นที่แผ่ซ่านเข้ามาในร่างกายมันไม่ใช่ความรู้สึกรักแบบคู่รักแต่มันคือความรู้สึกของการให้อภัยที่บริสุทธิ์

“ฉันให้อภัยเธอแล้ว… สมศักดิ์… ฉันให้อภัยตัวเองด้วย” เสียงกระซิบของนิ่มดังขึ้นในความคิดของสมศักดิ์ “ความแค้นไม่ใช่หนทาง… ฉัน… ถูกหลงทาง…”

นิ่มหันไปมองดาวที่กำลังร้องไห้ด้วยความสงสารนิ่มยิ้มให้ดาวเป็นการขอบคุณที่ดาวช่วยปลดปล่อยเธอจากการควบคุมของพลังงานสีดำ

แล้ววิญญาณของนิ่มก็เริ่มจางหายไปเธอไม่ได้ถูกดูดกลืนโดยพลังงานสีดำอีกต่อไปแต่เธอกลับสลายหายไปในแสงสีขาวที่อบอุ่นแสงนั้นสว่างไสวเพียงชั่วครู่แล้วหายไปทิ้งไว้เพียงกลิ่นดอกราตรีที่หอมหวานและปลอบโยน

วิญญาณของนิ่มถูกปลดปล่อยแล้ว

ตำรวจที่อยู่ในห้องสอบสวนต่างตกตะลึงกับสิ่งที่เห็นพวกเขาส่วนใหญ่เป็นคนชนบทที่ยังคงเชื่อในเรื่องลึกลับพวกเขาไม่สามารถปฏิเสเสได้ว่าสิ่งที่พวกเขาเห็นนั้นคือสิ่งที่อยู่เหนือความเข้าใจของมนุษย์

หลังจากเหตุการณ์นั้นคดีก็พลิกผันไปในทิศทางที่น่าประหลาดใจตำรวจเริ่มทำการสืบสวนตามหลักฐานในสมุดบันทึกของจ่าเล็กและค้นพบความจริงทั้งหมดเกี่ยวกับวงจรแห่งกรรมของเขา

สมศักดิ์ถูกปล่อยตัวจากการเป็นผู้ต้องสงสัยในคดีฆาตกรรมจ่าเล็กเนื่องจากมีพยานและหลักฐานที่ชัดเจนว่าจ่าเล็กตายด้วยโรคหัวใจกำเริบระหว่างการต่อสู้และสมศักดิ์ทำเพียงแค่ป้องกันตัวเองแต่สมศักดิ์ยังคงต้องเผชิญกับข้อหาทำลายหลักฐานและการขัดขืนเจ้าหน้าที่

สมศักดิ์ไม่พยายามหลบหนีเขายอมรับโทษทั้งหมดที่เขาสมควรได้รับเขาเชื่อว่าการถูกลงโทษทางกฎหมายคือส่วนหนึ่งของการไถ่บาปที่เขาต้องจ่าย

ก่อนที่สมศักดิ์จะถูกนำตัวขึ้นศาลเขามีโอกาสได้พบกับดาวเป็นครั้งสุดท้าย

“คุณสมศักดิ์คุณควรจะหนีไป” ดาวพูดด้วยความเป็นห่วง “ไม่มีใครจะเข้าใจเรื่องราวทั้งหมดนี้ได้อย่างแท้จริง”

“ไม่สุมน” สมศักดิ์ตอบเขามองดูรอยบาดแผลที่ใบหน้าของดาว “การหนีไม่ได้ทำให้บาปหายไปไหนการอยู่ในคุกคือวิธีเดียวที่ฉันจะได้ชดเชยให้กับนิ่มและให้กับตัวเอง”

สมศักดิ์มอบกุญแจทองเหลืองดอกแรกให้กับดาว “เธอเก็บอันนี้ไว้เป็นเครื่องเตือนใจว่าความแค้นไม่ใช่หนทางสู่การให้อภัย”

ดาวรับกุญแจดอกนั้นไว้เธอรู้ว่านี่คือการตัดสินใจที่ถูกต้องของสมศักดิ์มันเป็นการแสดงออกถึงการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงในจิตใจของเขา

“แล้วคุณจะทำอะไรต่อหลังจากนี้” สมศักดิ์ถามดาว

ดาวมองไปที่ท้องฟ้า “ฉันจะไปในที่ที่วิญญาณกำลังหลงทางฉันต้องทำตามพันธกิจของฉันในการนำทางพวกเขา”

Twist สุดท้าย: ดาวเผยความจริงเกี่ยวกับ ‘ส.ด.’ ที่จ่าเล็กเขียนไว้

“คุณสมศักดิ์… จ่าเล็กเขียนว่า ส.ด. คือคนที่เหมาะสมที่จะสานต่อภารกิจ” ดาวพูด “ฉันไม่ได้โกหกคุณที่บอกว่าชื่อฉันคือ สุมน ดารา แต่ความจริงที่จ่าเล็กหมายถึงไม่ใช่ฉัน”

สมศักดิ์ขมวดคิ้ว “แล้วใคร”

ดาวมองไปที่สมศักดิ์ด้วยรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความเมตตา “จ่าเล็กเชื่อว่าคนที่เหมาะสมที่สุดที่จะชำระบาปให้กับหมู่บ้านนี้คือสมศักดิ์คนที่เคยเป็นคนบาปมากที่สุดและคนที่ได้รับการให้อภัยจากวิญญาณแล้วเขามองเห็นคุณเป็น ‘นักบุญ’ คนใหม่ของหมู่บ้าน”

คำพูดของดาวทำให้สมศักดิ์ตกตะลึงจ่าเล็กไม่ได้ต้องการให้ใครสานต่อวงจรความแค้นแต่เขาต้องการให้สมศักดิ์สานต่อภารกิจแห่งการไถ่บาป

สมศักดิ์ยิ้มอย่างขมขื่น “ฉันคงเป็นนักบุญที่อยู่ในคุก”

“ไม่ค่ะคุณสมศักดิ์” ดาวพูด “คุณคือตำนานของคนบาปที่กลับใจ… และคุณคือคนเดียวที่เข้าใจถึงความเจ็บปวดของการให้อภัยอย่างแท้จริง”

การพบกันของสมศักดิ์และดาวจบลงด้วยความเข้าใจและความสงบ

สมศักดิ์ถูกนำตัวไปรับโทษตามกฎหมายในขณะที่ดาวเดินทางออกจากหมู่บ้านไปเพื่อสานต่อภารกิจของเธอ


5 ปีต่อมา

ห้าปีผ่านไปสมศักดิ์ได้รับการปล่อยตัวจากเรือนจำเขากลับสู่หมู่บ้านในฐานะชายคนใหม่ความเงียบสงบในดวงตาของเขาบ่งบอกถึงการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่กว่าโทษทัณฑ์ใดๆ ที่กฎหมายเคยมอบให้

หมู่บ้านที่เคยถูกปกคลุมด้วยความหวาดระแวงและความแค้นได้เริ่มเปลี่ยนแปลงไปหลังจากการเปิดเผยเรื่องราวของจ่าเล็กวงจรแห่งกรรมถูกทำลายลงเงาสีดำที่เคยหลอกหลอนผู้คนก็หายไปโดยสมบูรณ์

บ้านพักของจ่าเล็กถูกทิ้งร้างและห้องใต้ดินของเขาก็ถูกปิดผนึกไว้ตลอดกาลโรงชำแหละของสมศักดิ์ไม่ได้ถูกใช้ในการฆ่าสัตว์อีกต่อไปแต่มันถูกเปลี่ยนเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้เล็กๆ ที่สมศักดิ์สร้างขึ้น

สมศักดิ์เริ่มใช้ชีวิตอย่างสันโดษแต่เต็มไปด้วยความหมายเขาไม่สามารถกลับไปทำอาชีพเดิมได้แต่เขากลับเลือกที่จะเป็นผู้รักษาของหมู่บ้าน

เขาไม่ได้รักษาบาดแผลทางกายแต่รักษาบาดแผลทางจิตวิญญาณ

ชาวบ้านในหมู่บ้านส่วนใหญ่ยังคงหวาดระแวงสมศักดิ์ในตอนแรกแต่เมื่อเวลาผ่านไปพวกเขาก็เริ่มเห็นความจริงใจในการกระทำของเขา

สมศักดิ์ใช้ความรู้ทั้งหมดที่เขาเรียนรู้จากชีวิตที่ตกต่ำของเขาเองเพื่อช่วยคนอื่นที่กำลังเผชิญหน้ากับความผิดบาปและความมืดมิดในจิตใจ

  • เขาทำหน้าที่เป็นนักบวชที่ไม่ได้มีผ้าเหลือง: เมื่อมีใครในหมู่บ้านทำความผิดเล็กๆ น้อยๆ หรือรู้สึกถึงความสำนึกผิดเขาจะมาปรึกษาสมศักดิ์ที่โรงชำแหละเก่าสมศักดิ์จะให้พวกเขาเล่าเรื่องราวความผิดบาปของตนเองออกมาอย่างซื่อสัตย์ที่สุดและสมศักดิ์จะตอบกลับด้วยความเข้าใจอย่างลึกซึ้งโดยไม่มีการตัดสิน
  • เขารวบรวมกุญแจทองเหลือง: ตลอดเวลาที่ผ่านมาสมศักดิ์ตามรอยกุญแจทองเหลืองที่จ่าเล็กเคยใช้ในการบงการวิญญาณเขาตามเก็บกุญแจเหล่านั้นจากสถานที่ต่างๆ ที่จ่าเล็กเคยซ่อนไว้เขารวบรวมกุญแจทั้งหมดมาหลอมรวมกันเป็นระฆังขนาดเล็ก

วันหนึ่งมีชายหนุ่มในหมู่บ้านคนหนึ่งมาหาสมศักดิ์เขาอยู่ในอาการมึนเมาและสารภาพว่าเขาได้ขโมยเงินจากวัดไป

“ฉันรู้ว่าฉันทำผิด… ฉันควรจะถูกสาปแช่ง!” ชายหนุ่มร้องไห้

สมศักดิ์ไม่ได้โกรธแต่กลับยิ้มอย่างอ่อนโยนเขาไม่ได้บอกว่าชายหนุ่มนั้นไม่ผิดแต่บอกว่าเขาต้องยอมรับโทษของการกระทำของตัวเอง

“การถูกสาปแช่งไม่ได้ทำให้บาปหายไป” สมศักดิ์พูด “แต่มันคือการที่เรายอมรับความผิดและหาทางแก้ไข”

สมศักดิ์มอบระฆังทองเหลืองเล็กๆ ที่เขาหลอมขึ้นให้กับชายหนุ่ม “ทุกครั้งที่เธอรู้สึกว่าบาปกำลังครอบงำจงสั่นระฆังนี้เพื่อเตือนใจว่าการให้อภัยเริ่มจากตัวเราเอง”

ชายหนุ่มรับระฆังนั้นไว้เขาใช้เวลาในเรือนจำสั้นๆ และเมื่อเขาออกมาเขากลายเป็นคนดีของหมู่บ้าน

ตำนานของสมศักดิ์ เริ่มต้นขึ้นจากจุดนั้นเขาไม่ได้เป็นฆาตกรที่น่ากลัวอีกต่อไปแต่เป็น ‘นักบุญคนบาป’ ที่เคยดำดิ่งลงไปในความมืดมิดและสามารถกลับขึ้นมาได้

สมศักดิ์มักจะนั่งอยู่คนเดียวที่ริมบ่อน้ำเก่าที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นทางลงสู่ห้องใต้ดินเขานั่งมองท้องฟ้าและรู้สึกถึงการมีอยู่ของดาว

เขาไม่เคยพบดาวอีกเลยแต่เขารู้ว่าดาวกำลังทำภารกิจของเธออยู่ somewhere

วันหนึ่งมีจดหมายถูกส่งมาถึงสมศักดิ์จดหมายนั้นไม่ได้มีที่อยู่ของผู้ส่งแต่มีเพียงตราประทับรูปดาวและลายมือที่คุ้นเคย

ในจดหมายมีข้อความสั้นๆ:

‘ขอบคุณที่นำทางเขา… ตอนนี้ฉันทำหน้าที่แทนเขาแล้ว’

สมศักดิ์รู้ว่า เขา ที่ดาวกล่าวถึงคือใครมันคือวิญญาณที่หลงทางที่ดาวช่วยนำทางและ ฉัน ที่กล่าวถึงคือตัวดาวเองที่ยังคงทำงานเป็นผู้รักษาสมดุลของวิญญาณ

สมศักดิ์ยิ้มอย่างมีความสุขความโดดเดี่ยวของเขาไม่เคยรู้สึกเหงาอีกต่อไปเพราะเขารู้ว่าเขามีเพื่อนร่วมทางที่มองไม่เห็นอยู่เคียงข้างเสมอ

เขากลับไปที่โรงชำแหละเก่าของเขาเขาหยิบขวานที่เขาเคยใช้ทำลายหุ่นไม้และวางลงบนเขียงชำแหละเขาไม่ได้ใช้มันในการฆ่าสัตว์อีกต่อไปแต่ใช้มันในการแกะสลักรูปปั้นดอกราตรีเล็กๆ

ดอกราตรีคือสัญลักษณ์ของการให้อภัยของนิ่มและมันคือการเริ่มต้นใหม่ของสมศักดิ์

เขาสลักรูปปั้นดอกราตรีนั้นด้วยความรักและความเคารพมันเป็นความทรงจำสุดท้ายที่เขาจะสามารถมอบให้กับนิ่มได้

เรื่องราวของสมศักดิ์: กระหัง… คำสาป… และการไถ่บาป จบลงที่ตรงนี้

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Facebook Twitter Instagram Linkedin Youtube