โลหิตอาถรรพ์แห่งโสภา
แสงไฟในสตูดิโอถ่ายภาพสาดส่องอย่างรุนแรง พิมพายืนอยู่หน้าฉากสีขาวบริสุทธิ์ ร่างกายของเธอถูกบังคับให้อยู่ในท่าทางที่ดูอ่อนเยาว์และมีชีวิตชีวา ชุดราตรีผ้าไหมสีชมพูอ่อนที่เธอสวมใส่นั้นดูเหมือนจะเย้ยหยันอายุที่แท้จริงของเธอ ช่างภาพสั่งให้เธอทำท่าทางของการ “ตกหลุมรักผลิตภัณฑ์” แต่ในดวงตาของพิมพานั้นเต็มไปด้วยความว่างเปล่าและความวิตกกังวล
พิมพาอายุสามสิบห้าปี เป็นอดีตมิสเซนท์ออฟไทยแลนด์ผู้เคยรุ่งโรจน์ สิบห้าปีที่แล้วชื่อของเธอคือสัญลักษณ์ของความงามที่ไม่มีใครเทียบ แต่ตอนนี้ ชื่อนั้นเป็นเพียงคำนำหน้าที่ชวนให้ผู้คนนึกถึงความร่วงโรยที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ งานถ่ายวันนี้เป็นงานโฆษณาสบู่สมุนไพรราคาประหยัดที่หาซื้อได้ตามร้านสะดวกซื้อ ไม่ใช่การเดินพรมแดงระดับโลกเหมือนที่เธอเคยทำ
“ยิ้มอีกหน่อยครับพี่พิม” ช่างภาพหนุ่มตะโกนขึ้น เสียงของเขาไม่ได้เต็มไปด้วยความเคารพ แต่เต็มไปด้วยความเร่งรีบและความเบื่อหน่าย “ยิ้มเหมือนพี่มีความสุขจริงๆ สิครับ”
พิมพาพยายามขยับมุมปากของเธอให้กว้างขึ้น แต่กล้ามเนื้อบริเวณแก้มของเธอรู้สึกตึงเปรี๊ยะราวกับถูกดึงรั้งไว้ด้วยเส้นด้ายที่มองไม่เห็น เธอเพิ่งไปฉีดฟิลเลอร์ครั้งล่าสุดเมื่อสามเดือนก่อน และความรู้สึกชาเล็กๆ น้อยๆ นั้นยังคงอยู่ เธอรู้สึกราวกับว่าเธอกำลังพยายามยิ้มด้วยใบหน้าของคนอื่น
ในระหว่างพักกอง เธอเดินไปที่มอนิเตอร์เพื่อดูภาพถ่าย ใบหน้าของเธอในจอมอนิเตอร์ดูเหมือนจะถูกแสงและเงาหลอกล่อให้ดูดีขึ้น แต่ถ้าสังเกตดีๆ จะเห็นรอยตีนกาบางๆ ที่ซ่อนอยู่ใต้ดวงตา ความไม่สมบูรณ์แบบเพียงเล็กน้อยนี้เป็นเหมือนมลทินที่กัดกินจิตใจของเธอ
เธอหันไปมองนางแบบรุ่นน้องที่ยืนอยู่ข้างๆ ซึ่งเป็นดาวรุ่งที่เพิ่งชนะการประกวดเวทีรอง นางแบบคนนั้นอายุเพียงยี่สิบต้นๆ ใบหน้าของเธอสดใสและเปล่งประกายอย่างเป็นธรรมชาติโดยไม่จำเป็นต้องมีแสงไฟช่วย พิมพารู้สึกถึงความอิจฉาที่รุนแรงแผ่ซ่านเข้ามาในหัวใจ มันไม่ใช่แค่อิจฉาความงาม แต่เป็นอิจฉา “เวลา” ที่นางแบบคนนั้นมี
“พี่พิมคะ พี่ดูเหนื่อยๆ นะคะ” นางแบบรุ่นน้องคนนั้นกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ใสซื่อ แต่พิมพารู้สึกว่ามันเป็นคำพูดที่เต็มไปด้วยการเยาะเย้ย
“ฉันสบายดีจ้ะ” พิมพาตอบกลับด้วยรอยยิ้มที่แข็งกระด้างที่สุดเท่าที่จะทำได้ “แค่ทำงานหนักเท่านั้นเอง”
แต่คำพูดนั้นไม่ได้ทำให้ความกังวลของพิมพาหายไป เธอเริ่มใช้ชีวิตอยู่กับความหวาดระแวงอย่างรุนแรง เธอใช้เวลาหลายชั่วโมงในแต่ละวันเพื่อจ้องมองใบหน้าตัวเองในกระจกทุกบานในบ้าน เธอตรวจสอบทุกรูขุมขน ทุกรอยพับเล็กๆ บนผิว สำหรับพิมพา การแก่ตัวไม่ใช่แค่การเปลี่ยนแปลงทางชีววิทยา แต่เป็นการถูกตัดสินประหารชีวิตทางอาชีพ
ในคอนโดหรูที่เธอจำต้องรักษาไว้เพื่อภาพลักษณ์ นิรันดร์ ผู้จัดการส่วนตัวของเธอกำลังนั่งอยู่บนโซฟาพร้อมใบหน้าเคร่งเครียด มือของเขาถือซองเอกสารสีน้ำตาลที่ดูเหมือนจะหนักอึ้ง
“พิม เราต้องคุยกันอย่างจริงจัง” นิรันดร์กล่าวด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่น
“ฉันไม่ต้องการคุยเรื่องหนี้สิน นิรันดร์” พิมพาตอบกลับอย่างเย็นชา ขณะที่เธอกำลังใช้มาสก์ทองคำราคาแพงบนใบหน้า “ฉันกำลังจะได้งานใหญ่ ฉันกำลังจะกลับมา”
“มันไม่ใช่แค่หนี้บัตรเครดิตพิม แต่เป็นหนี้กับคนบางกลุ่มที่เธอไม่ควรจะยุ่งด้วย” นิรันดร์เปิดซองเอกสาร “เธอปฏิเสธงานพรีเซนเตอร์น้ำหอมนั้นไปแล้ว และตอนนี้พวกเขากำลังตามล่าเธอ เพราะเธอทำลายสัญญา”
“น้ำหอมนั้นไม่เหมาะกับฉัน” พิมพาโต้แย้ง “มันเป็นกลิ่นของ ‘ผู้หญิงวัยกลางคน’ ฉันยังไม่พร้อมที่จะถูกจัดอยู่ในหมวดหมู่นั้น”
นิรันดร์ถอนหายใจอย่างอ่อนใจ “มันไม่เกี่ยวกับกลิ่นพิม มันเกี่ยวกับเงิน เธอต้องการเงินเพื่อรักษาใบหน้าและไลฟ์สไตล์นี้ไว้ และเธอทำได้ทุกอย่างเพื่อมัน”
“แล้วเธอจะให้ฉันทำยังไง” พิมพาลอกมาสก์ออกจากใบหน้า เผยให้เห็นผิวที่ดูซีดเซียวภายใต้แสงไฟนีออน “ให้ฉันยอมแพ้ ปล่อยให้เด็กๆ พวกนั้นมาแทนที่ฉันเหรอ”
ความตึงเครียดในห้องหนาแน่นราวกับหมอก พิมพาเดินไปที่ตู้เก็บของลับและหยิบสมุดบันทึกเก่าๆ ออกมา มันเป็นของย่าของเธอซึ่งเป็นหมอสมุนไพรโบราณผู้ลึกลับ
พิมพานึกถึงย่า: ย่าเคยเตือนเธอเสมอว่าความงามที่มาจากโลกภายนอกนั้นอันตราย แต่พิมพาก็ไม่เคยเชื่อ
“มีทางเดียว นิรันดร์” พิมพากล่าวอย่างแผ่วเบา ดวงตาของเธอเต็มไปด้วยความคิดที่อันตราย “ฉันต้องสวยขึ้น… สวยขึ้นอย่างถาวรและเหนือธรรมชาติ”
เธอเริ่มค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับการทำเสน่ห์และมนต์ดำที่เกี่ยวกับความงาม เธอพบกระทู้และฟอรัมลับที่พูดถึง “น้ำมันเจ็ดวิญญาณ” (น้ำมันเจ็ดวิญญาณ) ซึ่งเป็นพิธีกรรมที่ต้องใช้ความตายเพื่อแลกกับความงามที่เป็นอมตะ
เธอจ้องมองข้อความที่ถูกเขียนด้วยภาษาที่เข้าใจยาก ข้อความเหล่านั้นพูดถึง การสละชีวิตสตรีผู้บริสุทธิ์เจ็ดดวง เพื่อกักเก็บพลังงานของพวกเธอไว้ในน้ำมัน การใช้น้ำมันนี้จะทำให้ผู้ใช้มีเสน่ห์ดึงดูดใจอย่างร้ายกาจ แต่ก็จะทำให้ผู้ใช้นั้นถูกผูกมัดกับวิญญาณของผู้ที่ถูกสังเวยตลอดไป
ความกลัวปะปนกับความทะเยอทะยานอย่างรุนแรง เธอรู้ว่านี่คือสิ่งที่ชั่วร้ายที่สุด แต่ในขณะเดียวกัน มันคือหนทางเดียวที่จะทำให้เธอ “ชนะเวลา” ได้
“พิม เธอทำไม่ได้นะ นี่มันเรื่องไร้สาระ” นิรันดร์มองไปที่หน้าจอคอมพิวเตอร์ด้วยความตกใจ
“เธอไม่เข้าใจหรอก นิรันดร์” พิมพากล่าว “ฉันเคยเป็นราชินี ฉันไม่สามารถเป็นแค่ ‘ใครคนหนึ่ง’ ได้”
เธอพบชื่อของ อาจารย์มงคล ผู้ที่ถูกกล่าวอ้างว่าเป็นผู้ครอบครองน้ำมันนี้ สถานที่อยู่ของเขาถูกระบุไว้อย่างคลุมเครือในป่าลึกทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย
พิมพาลุกขึ้นยืนอย่างเด็ดขาด เธอเดินไปที่ตู้เสื้อผ้าและหยิบกระเป๋าเดินทางขนาดเล็กออกมา เธอตัดสินใจแล้ว
“ฉันจะต้องไป” เธอพูดกับตัวเอง “ฉันจะกลับมาพร้อมกับสิ่งที่ไม่มีใครสามารถล้มฉันได้”
นิรันดร์พยายามห้ามเธอ เขาคว้ามือเธอไว้ แต่สายตาของพิมพานั้นว่างเปล่าและเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นที่น่ากลัว
“ถ้าเธอไป ฉันก็จะไปกับเธอ” นิรันดร์กล่าว “ฉันไม่ปล่อยให้เธอทำเรื่องบ้าๆ คนเดียว”
“ไม่ นิรันดร์” พิมพาส่ายหน้าอย่างช้าๆ “นี่คือการเดินทางที่ฉันต้องไปเพียงลำพัง นี่คือราคาที่ฉันต้องจ่ายเพื่อสิ่งที่ฉันต้องการ”
เธอทิ้งกุญแจรถไว้ให้เขา และก้าวออกจากคอนโดอย่างรวดเร็ว ก่อนที่นิรันดร์จะมีโอกาสพูดอะไร เธอเดินหายเข้าไปในลิฟต์ ปล่อยให้นิรันดร์ยืนอยู่กับความหวาดกลัวและซองเอกสารที่เต็มไปด้วยหนี้สิน
พิมพาใช้เวลาเกือบทั้งวันในการเดินทางสู่จุดหมายที่คลุมเครือ เธอเปลี่ยนรถหลายต่อ จากรถแท็กซี่หรูสู่รถประจำทางที่เก่าแก่และสุดท้ายคือรถรับจ้างท้องถิ่นที่พาเธอเข้าสู่เขตป่าเขาที่ห่างไกลจากความศิวิไลซ์ ท้องฟ้าเริ่มมืดลงเมื่อเธอมาถึงทางเข้าหมู่บ้านเล็กๆ แห่งหนึ่งที่ถูกกล่าวอ้างว่าเป็นที่อยู่ของอาจารย์มงคล
บรรยากาศรอบตัวหนาวเย็นและเงียบสงัด ความเงียบนั้นไม่ได้ให้ความสงบ แต่ให้ความรู้สึกที่น่าขนลุกราวกับว่ามีบางสิ่งที่ไม่รู้จักกำลังเฝ้ามองเธออยู่ตลอดเวลา ไม่มีแสงไฟนีออน ไม่มีเสียงเพลง ไม่มีสัญญาณของการสื่อสารภายนอก เธอได้ก้าวเข้าสู่โลกอีกใบแล้ว
บ้านของอาจารย์มงคลตั้งอยู่โดดเดี่ยวบนเนินเขาเล็กๆ สร้างจากไม้สีดำที่ดูเก่าแก่และทรุดโทรมจนน่ากลัว มันไม่ได้มีลักษณะเหมือนบ้านคน แต่ดูเหมือนศาลเจ้าหรือสถานที่ประกอบพิธีกรรมโบราณ มีต้นไม้ใหญ่ที่บิดเบี้ยวและมีรูปร่างประหลาดขึ้นอยู่รายรอบ เงาของมันทอดลงมาบนพื้นดินราวกับแขนที่พร้อมจะคว้าเหยื่อ
พิมพากลืนน้ำลายลงคอ ความกลัวเริ่มเข้ามาแทนที่ความทะเยอทะยาน แต่เธอไม่สามารถหันหลังกลับไปได้ เธอมาไกลเกินไปแล้ว
เธอเดินเข้าไปใกล้ประตูไม้บานใหญ่ที่ปิดสนิท เธอยกมือขึ้นเคาะเบาๆ เสียงเคาะนั้นแผ่วเบา แต่เสียงสะท้อนกลับมาดังสนั่นราวกับเสียงตีกลองในความว่างเปล่า
ประตูเปิดออกอย่างช้าๆ โดยไม่มีเสียงเอี๊ยดอ๊าด แต่เป็นความรู้สึกของการถูกเปิดออกโดยพลังงานที่มองไม่เห็น อาจารย์มงคลยืนอยู่ที่ทางเข้า รูปร่างของเขาผอมแห้งและสูงใหญ่ผิดปกติ ผิวหนังของเขาดูเหมือนหนังกำพร้าที่ถูกแสงแดดแผดเผาจนแห้งกรัง ดวงตาของเขาจ้องมองพิมพาด้วยแววตาที่คมกริบและเย็นชา มันไม่ใช่สายตาของมนุษย์ แต่เป็นสายตาของผู้ที่มองเห็นความว่างเปล่าของจิตวิญญาณ
“มิสเซนท์ออฟไทยแลนด์” อาจารย์มงคลกล่าวด้วยเสียงที่แหบแห้งและทุ้มต่ำราวกับเสียงใบไม้แห้งถูกเหยียบ “ความงามของเธอ… กำลังจะหมดอายุแล้วสินะ”
คำพูดนั้นแทงเข้ากลางใจของพิมพาอย่างรุนแรง เธอรู้สึกเหมือนถูกเปลื้องผ้าจนหมดสิ้นต่อหน้าเขา
“ฉัน… ฉันมาเพื่อ น้ำมันเจ็ดวิญญาณ” พิมพากล่าวอย่างมั่นคงที่สุดเท่าที่จะทำได้ พยายามซ่อนความสั่นเทาในน้ำเสียงของเธอ
อาจารย์มงคลยิ้มอย่างพึงพอใจ รอยยิ้มนั้นไม่ได้แสดงถึงความเป็นมิตร แต่เป็น รอยยิ้มของพรานที่เห็นเหยื่อติดกับ
เขาเชื้อเชิญให้พิมพาเข้าไปข้างใน ภายในบ้านมืดสลัวและเต็มไปด้วยกลิ่นหอมของสมุนไพรและกลิ่นธูปที่เข้มข้นจนแสบจมูก มีแท่นบูชาขนาดใหญ่ที่เต็มไปด้วยวัตถุบูชาที่น่าขนลุก หัวกะโหลกสัตว์ กระดูกที่ไม่สามารถระบุได้ และรูปปั้นเทวรูปที่บิดเบี้ยว
อาจารย์มงคลนั่งลงบนเบาะเก่าๆ และชี้ให้พิมพานั่งตรงข้าม
“เธอรู้ราคาของมันดีใช่ไหม พิมพา” อาจารย์มงคลถาม พลางจุดเทียนไขสีดำขึ้นมาเล่มหนึ่ง แสงสลัวๆ นั้นทำให้เงาของเขาดูยาวและน่ากลัว
พิมพาเล่าถึงความสิ้นหวังของเธอ ความกลัวที่จะถูกลืม ความกลัวที่จะสูญเสียสถานะและชีวิตที่เธอสร้างมาทั้งหมด
“ความงามที่มาจากโลกนี้มันเปราะบาง แต่น้ำมันของฉัน… มันคือ ความงามที่มาจากความตาย มันคือพลังงานบริสุทธิ์ของหญิงสาวเจ็ดคนที่ถูกพรากจากโลกนี้ไปอย่างทารุณ” อาจารย์มงคลกล่าวด้วยความเย็นชา “พวกเธอจะอาศัยอยู่บนผิวของเธอ พวกเธอจะทำให้เธอสวยที่สุดในโลก สวยจนไม่มีใครกล้าปฏิเสธเธอ”
“แต่พวกเธอจะอยู่กับฉันตลอดไป…” พิมพากล่าวทวนอย่างลังเล
“ตลอดไป… จนกว่าเธอจะหา ผู้สืบทอด หรือ วิญญาณดวงที่แปด มาแทนที่พวกเธอได้” อาจารย์มงคลยื่นกล่องไม้สีดำที่แกะสลักอย่างวิจิตรออกมา
เขาเปิดกล่องนั้นออก เผยให้เห็นขวดแก้วเล็กๆ ที่บรรจุของเหลวสีเหลืองทองที่ส่องประกายเรืองรองราวกับมีดวงดาวเล็กๆ อยู่ข้างใน พิมพารู้สึกถึงความเย็นยะเยือกที่รุนแรงแผ่ซ่านออกมาจากขวดนั้น ราวกับว่าขวดนั้นไม่ได้บรรจุแค่ของเหลว แต่บรรจุความเศร้าโศกและพลังงานที่แข็งแกร่งของวิญญาณทั้งเจ็ด
อาจารย์มงคลวางขวดน้ำมันลงบนฝ่ามือของพิมพา ความเย็นชาของขวดแก้วทำให้มือของเธอชาไปหมด
“มีกฎง่ายๆ สองข้อ” อาจารย์มงคลกล่าวเน้นย้ำด้วยน้ำเสียงที่ลดต่ำลง “หนึ่ง อย่าพูดกับพวกเธอ อย่าให้พวกเธอรู้ว่าเธอเห็นพวกเธอ ถ้าเธอทำลายความลับนี้ พวกเธอจะรู้สึกว่าเธอเป็นส่วนหนึ่งของพวกเธอและจะเรียกร้องสิ่งที่รักที่สุดของเธอไป”
“สอง จงจำไว้ว่า ใบหน้าของเธอไม่ใช่ของเธออีกต่อไป มันคือ ‘เรือ’ ของพวกเธอ ความงามนี้คือ หน้าที่ ที่เธอต้องแบกรับ”
พิมพาจ่ายเงินจำนวนมากที่เธอเตรียมมาทั้งหมด อาจารย์มงคลไม่ได้นับเงินนั้น เขาเพียงแค่จ้องมองเธอด้วยรอยยิ้มที่น่าขนลุก
“กลับไปที่ที่เธอจากมา และใช้มันซะ” เขาบอก “ความงามไม่ได้รอใคร จงรีบไปคว้าชัยชนะมาซะ”
พิมพาวิ่งออกจากบ้านไม้หลังนั้นด้วยหัวใจที่เต้นรัว เธอขับรถกลับออกมาจากป่าอย่างรวดเร็ว เธอไม่กล้ามองกระจกหลัง เธอกลัวที่จะเห็นเงาของอาจารย์มงคลหรือสิ่งอื่นใดตามมา
เธอจอดรถในบริเวณที่มืดมิดบนทางหลวงที่ว่างเปล่า เธอตัดสินใจที่จะใช้มันทันที
เธอเปิดฝาขวดน้ำมัน กลิ่นหอมหวานที่แปลกประหลาดปนกับกลิ่นดินและกลิ่นเหม็นไหม้ลอยขึ้นมาแตะจมูก เธอใช้นิ้วแตะน้ำมันเพียงหยดเดียวแล้วทาลงบนใบหน้าอย่างช้าๆ ราวกับกำลังทำพิธีกรรมทางศาสนา
ทันทีที่น้ำมันสัมผัสผิว ความเจ็บปวดที่เย็นยะเยือกก็พุ่งเข้าสู่เส้นประสาทบนใบหน้าของเธอ เธอรู้สึกราวกับว่าผิวหนังของเธอกำลังถูกแช่แข็งและถูกหล่อหลอมใหม่ในเวลาเดียวกัน ความรู้สึกนั้นรุนแรงจนเธอต้องกัดฟันกรอด
เมื่อความเจ็บปวดหายไป พิมพาก็หยิบกระจกพกพาขึ้นมามอง ใบหน้าของเธอในกระจกสวยงามอย่างไม่น่าเชื่อ มันคือใบหน้าของมิสเซนท์ออฟไทยแลนด์ในเวอร์ชั่นที่สมบูรณ์แบบที่สุด ริ้วรอยทั้งหมดหายไป ผิวของเธอเปล่งประกายอย่างประหลาดจนแม้แต่ในความมืดเธอก็ยังรู้สึกได้ถึงความสว่างไสว
แต่แล้ว… เธอก็เห็นมัน
ข้างใบหน้าอันสมบูรณ์แบบของเธอ ในกระจกเงา มีเงาที่ซีดจางและโปร่งแสงของ ผู้หญิงเจ็ดคน ปรากฏขึ้น พวกเขากำลังจ้องมองเธอด้วยดวงตาที่ว่างเปล่าและเต็มไปด้วยความเศร้าโศก ไม่มีความโกรธ ไม่มีความริษยา มีแต่ความว่างเปล่าที่ทำให้อกของเธอหนาวสั่น
พิมพาทิ้งกระจกนั้นลงกับพื้นอย่างรวดเร็ว กระจกแตกละเอียดเป็นเสี่ยงๆ เธอหายใจหอบถี่ พยายามบอกตัวเองว่านั่นคือภาพหลอน เป็นผลจากความเครียดและความมืดมิด
เธอหลับตาลงนับหนึ่งถึงสิบ เมื่อเธอเปิดตาขึ้นอีกครั้งและมองไปที่เศษกระจก ไม่มีเงาใดๆ มีเพียงใบหน้าที่สวยงามอย่างน่าอัศจรรย์ของเธอเท่านั้นที่สะท้อนอยู่ในเศษกระจกนั้น
เธอได้ความงามที่เป็นอมตะมาแล้ว แต่เธอได้นำพาเจ็ดวิญญาณแห่งความทุกข์ระทมมาสู่ใบหน้าของเธอด้วย
พิมพากลับถึงกรุงเทพฯ ในเช้าวันรุ่งขึ้น เธอไม่ได้นอนเลยตลอดคืน แต่ใบหน้าของเธอกลับดูสดชื่นและเปล่งปลั่งอย่างเหลือเชื่อ ราวกับได้รับการพักผ่อนมาอย่างเต็มที่ เธอแต่งกายด้วยเสื้อผ้าที่เรียบง่ายแต่ดูดี และเดินเข้าไปในคอนโดด้วยความมั่นใจที่ต่างไปจากเดิม
นิรันดร์กำลังรอเธออยู่ที่ห้องนั่งเล่น เมื่อเขาเห็นพิมพา เขาก็อ้าปากค้างด้วยความตกตะลึง ใบหน้าของเขาเปลี่ยนเป็นซีดเผือด
“พิม… นี่มัน… มันน่าเหลือเชื่อ” นิรันดร์เดินเข้ามาใกล้และใช้มือสัมผัสเบาๆ ที่ใบหน้าของเธอ ราวกับกลัวว่าเธอจะสลายไป “เธอไปทำอะไรมา ทำไม… เธอถึงดูเหมือนตอนอายุยี่สิบสามอีกครั้ง”
พิมพายิ้มอย่างมีเสน่ห์ รอยยิ้มนั้นมีพลังงานที่น่าดึงดูดและสะกดใจจนนิรันดร์ไม่สามารถละสายตาไปได้
“ฉันบอกแล้วไง นิรันดร์ ฉันแค่รู้วิธีดูแลตัวเองให้ดีที่สุด” เธอตอบด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวล แต่แฝงไว้ด้วยอำนาจบางอย่าง “สิ่งที่เราต้องทำตอนนี้คือติดต่อนักข่าวและเปิดตัว ‘พิมพาคนใหม่’ ให้โลกได้เห็น”
นิรันดร์ยังคงมีความกังวลอยู่ในดวงตา แต่เขาถูกความงามที่เหนือธรรมชาติของพิมพาครอบงำจนไม่สามารถปฏิเสธได้ เขารู้สึกถึงบางสิ่งที่ผิดปกติ แต่ในขณะเดียวกัน เขาก็อดไม่ได้ที่จะหลงใหลในความสมบูรณ์แบบที่อยู่ตรงหน้า ความงามนี้มีพลังงานที่ทำให้คนหลงลืมเหตุผลไปชั่วขณะ
ภายในเวลาเพียงไม่กี่วัน ข่าวการกลับมาของพิมพาก็แพร่สะพัดไปทั่ววงการบันเทิงและสื่อสังคมออนไลน์ รูปถ่ายของเธอถูกเผยแพร่ออกไปอย่างรวดเร็ว ทุกคนต่างพูดถึง “ปาฏิหาริย์แห่งการคืนชีพ” ไม่มีใครเชื่อว่าเธอจะสามารถดูอ่อนเยาว์และสวยงามได้อย่างเป็นธรรมชาติขนาดนี้
“ผิวของเธอเปล่งประกายราวกับเทพธิดา”
“ดวงตาของเธอดูมีพลังดึงดูดอย่างประหลาด”
คำวิจารณ์เชิงบวกและคำชื่นชมหลั่งไหลเข้ามาอย่างไม่ขาดสาย สัญญาโฆษณาผลิตภัณฑ์ความงามระดับโลก สัญญาถ่ายภาพยนตร์ที่ถูกเสนอให้คู่แข่งรุ่นน้อง ทุกอย่างกลับมาอยู่ในมือของพิมพา เธอได้สิ่งที่เธอต้องการแล้ว
ในงานแถลงข่าวเปิดตัวผลิตภัณฑ์ดูแลผิวแบรนด์หรู พิมพายืนอยู่บนเวทีภายใต้แสงสปอตไลท์ที่สาดส่อง ใบหน้าของเธอสมบูรณ์แบบอย่างไม่มีที่ติ เธอตอบคำถามของนักข่าวด้วยความมั่นใจและสง่างาม เธอกลับมาเป็นราชินีที่ทุกคนเคารพอีกครั้ง
แต่ในขณะที่เธอกำลังยิ้มและหันหน้าไปทางช่างภาพ เสียงกระซิบแรกก็ดังขึ้น มันแผ่วเบา แต่ชัดเจนในโสตประสาทของเธอ
“เจ็บเหลือเกิน… แสงสว่างจ้าเกินไป…”
พิมพาสะดุ้งเล็กน้อย เธอหันไปมองรอบตัว แต่เห็นเพียงนักข่าวและผู้คนในงานที่กำลังจ้องมองเธอด้วยความชื่นชม
เธอพยายามยิ้มต่อ แต่รู้สึกถึงความเย็นเยือกที่พุ่งออกมาจากผิวหนังของเธอ ราวกับว่า ใบหน้าของเธอกำลังเป็นรังไหมให้กับบางสิ่งที่ไม่ใช่ตัวเธอเอง
ในคืนนั้น พิมพานั่งอยู่หน้าโต๊ะเครื่องแป้ง เธอไม่ได้สนใจที่จะทาครีมหรือบำรุงผิว เธอกำลังจ้องมองใบหน้าตัวเองในกระจก เธอใช้มือสัมผัสเบาๆ ที่ผิวของเธอ มันเนียนเรียบและตึงเปรี๊ยะราวกับรูปปั้นหินอ่อน
เธอได้เห็นพวกเขาอีกครั้ง
ในกระจกเงาด้านหลังเธอ วิญญาณทั้งเจ็ด ปรากฏตัวขึ้นอย่างชัดเจน พวกเขายืนอยู่ด้านหลังเธอในชุดที่ฉีกขาดและเปียกปอน ใบหน้าของพวกเขาซีดเซียวและว่างเปล่า ความจริงที่น่ากลัวคือพวกเขาไม่ได้เป็นแค่ภาพสะท้อน แต่เป็น “ผู้ร่วมชีวิต” ที่มองเห็นสิ่งที่เธอเห็น
พิมพาตัวแข็งทื่อ เธอจำคำเตือนของอาจารย์มงคลได้: “อย่าพูดกับพวกเธอ”
เธอพยายามหันหลังกลับไป แต่ก็หยุดตัวเองไว้ เธอกลัวว่าถ้าเธอหันไปมอง พวกเขาจะรู้ว่าเธอสามารถเห็นพวกเขาได้
เธอตัดสินใจที่จะปิดไฟห้องแต่งตัวทั้งหมด และคลานขึ้นไปบนเตียง เธอพยายามข่มตาหลับ แต่เสียงกระซิบก็ดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้เป็นเสียงร้องไห้ที่เงียบงันและเจ็บปวด
“ที่นี่มันมืด… มันหนาว… ได้โปรด…”
พิมพาคลุมโปงและพยายามอุดหู แต่เสียงเหล่านั้นไม่ได้มาจากหู แต่มันมาจาก ภายในหัวของเธอ มาจาก ความงาม ที่เธอโหยหา
เธอเริ่มจินตนาการถึงชีวิตของวิญญาณเหล่านั้น พวกเขาคือใคร พวกเขาถูกพรากจากครอบครัวอย่างไร ความงามของเธอถูกสร้างขึ้นบนความตายและความทุกข์ทรมานที่แท้จริง
ความสุขจากการได้กลับมาสู่จุดสูงสุดเริ่มจางหายไปอย่างรวดเร็ว ถูกแทนที่ด้วย ความหวาดผวาทางจิตใจ เธอเริ่มกลัวการอยู่คนเดียว กลัวความมืด และกลัวกระจกเงา
เธอโทรหานิรันดร์กลางดึกหลายครั้ง โดยอ้างว่าเธอถูกรบกวนด้วยฝันร้าย นิรันดร์มาหาเธอด้วยความเป็นห่วง แต่เมื่อเขาเห็นพิมพา ใบหน้าของเธอยังคงสวยงามและสมบูรณ์แบบ เขาก็คิดว่าเธอแค่เครียดจากการทำงานหนัก
“พิม เธออาจจะแค่เหนื่อยเกินไป” นิรันดร์ปลอบโยน “เธอสวยมากและกำลังไปได้ดี เธอต้องมีความสุขสิ”
“ฉัน… ฉันมีความสุข” พิมพากล่าวด้วยรอยยิ้มที่บิดเบี้ยว เธอไม่สามารถบอกเขาได้ว่าทุกรอยยิ้มของเธอคือการทรมานทางจิตวิญญาณ
ขณะที่นิรันดร์กำลังเช็ดเหงื่อเย็นๆ บนหน้าผากของเธอ พิมพามองไปที่เงาของพวกเขาที่ฉายบนผนัง เธอเห็นเงาของวิญญาณทั้งเจ็ดปรากฏขึ้นข้างเงาของเธอ พวกเขากำลังจ้องมองนิรันดร์ด้วยความว่างเปล่า
พิมพาดึงมือออกจากนิรันดร์อย่างรวดเร็ว เธอรู้สึกว่าเธอได้นำภัยอันตรายมาสู่คนที่เธอรัก
นี่คือจุดหักเหของ Hồi 1: พิมพาตระหนักว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่ความงามที่หายไป แต่อยู่ที่ ความเสียหายทางจิตวิญญาณ ที่เธอได้สร้างขึ้น และการมีอยู่ของวิญญาณเหล่านี้กำลังคุกคามชีวิตของคนที่อยู่รอบตัวเธอ
ชีวิตใหม่ของพิมพาไม่ได้เต็มไปด้วยความรุ่งโรจน์อย่างที่เธอจินตนาการไว้ มันกลายเป็นคุกที่สวยงามที่ถูกสร้างขึ้นจากความหวาดกลัวและวิญญาณที่ถูกกักขัง ความงามของเธอคือคำสาป ทุกครั้งที่เธอยิ้มหรือแต่งหน้าเพื่อออกงาน เธอรู้สึกถึงความเย็นชาที่กัดกินจิตวิญญาณของเธอ
หลังจากเหตุการณ์ในห้องแต่งตัว พิมพาก็เริ่ม เห็นวิญญาณทั้งเจ็ดชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ พวกเขาไม่ได้ปรากฏตัวแค่ในกระจกหรือในที่มืดเท่านั้น แต่พวกเขาลอยอยู่รอบตัวเธอแม้กระทั่งในแสงแดดจ้า พวกเขาเงียบสงบ แต่การมีอยู่ของพวกเขาหนักอึ้งราวกับอากาศที่ไม่มีออกซิเจน
วันหนึ่ง พิมพากำลังถ่ายทำโฆษณาเครื่องประดับเพชรสุดหรู เธอต้องแสดงฉากที่สวมสร้อยคอเพชรและทำท่าทางที่ดูสง่างามและมีความสุข เมื่อผู้กำกับสั่งให้เธอ “ส่งสายตาแห่งความรักและความต้องการ” ไปที่กล้อง พิมพาก็รู้สึกว่าเธอไม่สามารถทำได้ วิญญาณดวงหนึ่งกำลังฉายซ้อนอยู่บนใบหน้าของเธอ
ในจอมอนิเตอร์ ผู้กำกับและทีมงานมองเห็นใบหน้าที่สวยสมบูรณ์แบบของพิมพา แต่พวกเขากลับเห็นแววตาที่ไม่ใช่ของพิมพา แววตานั้นเต็มไปด้วยความเศร้าโศกและความว่างเปล่าที่รุนแรง
“คัท! คัท! พิม นั่นมันสายตาอะไร” ผู้กำกับตะโกนด้วยความหงุดหงิด “เธอแสดงเหมือนกำลังจะร้องไห้ ไม่ใช่กำลังจะซื้อเพชร!”
พิมพาวิ่งเข้าไปในห้องแต่งตัว เธอจ้องมองใบหน้าตัวเองในกระจก ดวงตาของเธอไม่ได้เป็นสีน้ำตาลเข้มปกติ แต่เป็นสีดำสนิทและวาววับราวกับน้ำมัน เธอกลัวว่าวิญญาณเหล่านี้กำลังเริ่มควบคุมการแสดงออกทางอารมณ์ของเธอ
เสียงกระซิบเริ่มกลายเป็น การสื่อสารที่ชัดเจนขึ้น พวกเขาไม่ได้พูดถึงแค่ความหนาวเย็น แต่พวกเขาพูดถึงชีวิตของพวกเขา
“ฉันชื่อ ปาน ฉันเป็นนักเรียน เธอพรากฉันไปจากโต๊ะเรียนของฉัน” เสียงหนึ่งดังขึ้นในหัวของพิมพา “ฉันต้องการกลับบ้านไปหาแม่…”
“ฉันชื่อ บุหงา ฉันเป็นช่างทำขนม ฉันกำลังจะแต่งงาน พวกเขาทิ้งฉันไว้ในบ่อน้ำ…” เสียงที่สองตามมาอย่างเจ็บปวด
พิมพาตระหนักว่าเธอไม่ได้แค่ “แบกรับ” ความงามของพวกเขา แต่เธอกำลัง รับรู้ความทรงจำและความทุกข์ทรมาน ของเหยื่อทั้งเจ็ดด้วย นี่คือราคาที่แท้จริงของน้ำมันเจ็ดวิญญาณ
เธอพยายามที่จะติดต่ออาจารย์มงคลเพื่อหาทางยกเลิกคำสาป แต่นิรันดร์บอกเธอว่าบ้านของอาจารย์มงคลถูกทิ้งร้างแล้วราวกับว่าไม่มีใครเคยอยู่ที่นั่นมาก่อน อาจารย์มงคลหายตัวไปราวกับเงา
ความเครียดนี้เริ่มส่งผลต่อสุขภาพจิตของพิมพา เธอเริ่มแยกตัวออกจากสังคม เธอปฏิเสธงานอีเว้นท์ที่ไม่จำเป็นทั้งหมด และใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ในคอนโดที่ถูกปิดม่านมิดชิด เธอใช้เหล้าและยานอนหลับเพื่อพยายามหนีจากเสียงกระซิบที่ตามหลอกหลอน
นิรันดร์เป็นคนเดียวที่คอยดูแลเธอ เขาเห็นความบ้าคลั่งที่กำลังก่อตัวในดวงตาของพิมพา และเขาตัดสินใจที่จะทำอะไรบางอย่าง
“พิม เธอต้องบอกฉันความจริงทั้งหมด” นิรันดร์ยืนกราน “เธอไปทำอะไรมากับใบหน้าของเธอ ฉันจะช่วยเธอได้ถ้าเธอซื่อสัตย์กับฉัน”
พิมพามองไปที่นิรันดร์ด้วยความลังเล เธอไม่อยากให้เขาต้องเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับความมืดมิดนี้ แต่เธอก็ทนอยู่คนเดียวไม่ไหวแล้ว
ในขณะที่พิมพากำลังจะพูด เสียงกระซิบก็ดังขึ้นอย่างรุนแรงราวกับคำเตือน
“ถ้าเธอพูดความลับ… เราจะเอาคนที่เธอรักที่สุดไป…” เสียงของวิญญาณทั้งเจ็ดผสานกันจนกลายเป็นเสียงเดียวที่น่ากลัว
พิมพาสะดุ้ง เธอรีบส่ายหน้าอย่างรุนแรง
“ฉัน… ฉันบอกไม่ได้ นิรันดร์” เธอพูดด้วยเสียงกระซิบที่หวาดกลัว “ฉันแค่… ฉันแค่เหนื่อยมากจริงๆ”
นิรันดร์รู้สึกผิดหวัง แต่เขาก็ยังคงมุ่งมั่นที่จะช่วยเธอ เขาตัดสินใจที่จะค้นคว้าเรื่องนี้ด้วยตัวเอง เขาจำได้ถึงขวดน้ำมันที่พิมพาเคยแสดงให้เขาดูในคืนที่เขากรีดร้อง
เขาเริ่มค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับการทำเสน่ห์ในตำนานและน้ำมันพรายโบราณ การค้นคว้าของเขานำเขาไปสู่ตำนานท้องถิ่นของ “น้ำมันเจ็ดวิญญาณ” ซึ่งถูกกล่าวอ้างว่าเป็นพิธีกรรมที่ถูกสร้างขึ้นโดย แม่มดแห่งความงาม ในอดีต
นิรันดร์พบข้อมูลที่น่าตกใจ: น้ำมันนี้ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นเพื่อความงามเท่านั้น แต่เพื่อ การถ่ายโอนพลังงานและอายุขัย ผู้ใช้ทุกคนจะต้องกลายเป็น “ภาชนะ” สำหรับการกลับมาของวิญญาณของผู้สร้างที่แท้จริงเมื่อพลังงานของวิญญาณทั้งเจ็ดอ่อนแอลง
Twist แรกกำลังจะเกิดขึ้น: นิรันดร์รู้แล้วว่าพิมพาไม่ใช่แค่เหยื่อ แต่เป็น กุญแจสำคัญ ในการกลับมาของแม่มด
นิรันดร์ตัดสินใจที่จะเผชิญหน้ากับพิมพาอีกครั้ง เขาเข้าไปในห้องนอนของเธอและเห็นขวดน้ำมันถูกซ่อนไว้อย่างดีใต้หมอนของเธอ
“พิม! นี่มันคืออะไรกันแน่” นิรันดร์ตะโกนด้วยความกลัวผสมความโกรธ
พิมพาวิ่งเข้าใส่เขาด้วยความตื่นตระหนก เธอพยายามยื้อแย่งขวดน้ำมันนั้น การต่อสู้เพื่อขวดน้ำมันกลายเป็นสัญลักษณ์ของการต่อสู้เพื่อจิตวิญญาณของพิมพา
ในขณะที่ทั้งสองกำลังยื้อแย่งกันอย่างรุนแรง ขวดน้ำมันนั้นก็ร่วงลงสู่พื้น มันไม่ได้แตก แต่ฝาขวดเปิดออก และ น้ำมันสีทองดำ ก็กระเด็นไปโดนเสื้อเชิ้ตสีขาวของนิรันดร์เล็กน้อย
พิมพากรีดร้องด้วยความสยดสยอง
“ไม่! นิรันดร์! เธอทำอะไรลงไป! เธอถูกสาปแล้ว!” พิมพาทรุดตัวลงกับพื้นอย่างสิ้นหวัง
นิรันดร์มองไปที่คราบน้ำมันเล็กๆ บนเสื้อของเขา เขาไม่รู้สึกอะไรนอกจากความหนาวเย็นเล็กน้อย แต่ในขณะที่เขามองใบหน้าของพิมพาที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัวอย่างแท้จริง เขาก็รู้ว่านี่ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ อีกต่อไปแล้ว
ในเศษแก้วเล็กๆ ที่แตกกระจายอยู่บนพื้น พิมพามองเห็นเงาของวิญญาณทั้งเจ็ดปรากฏขึ้นบนใบหน้าของนิรันดร์ด้วย แม้จะเพียงเล็กน้อย แต่ก็ชัดเจน
หลังจากน้ำมันเจ็ดวิญญาณกระเด็นใส่เสื้อของนิรันดร์ ทุกอย่างก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง พิมพาไม่ได้เป็นเพียงคนเดียวที่แบกรับความหวาดกลัวนี้อีกต่อไป นิรันดร์ก็เริ่มรู้สึกถึงการถูกคุกคามที่มองไม่เห็น
ในวันต่อมา นิรันดร์เริ่มมีอาการผิดปกติ เขาบ่นว่ารู้สึกหนาวสั่นอยู่ตลอดเวลา แม้จะอยู่ในห้องปรับอากาศที่อุ่นสบาย เขารู้สึกเหมือนมีใครกำลังจ้องมองเขาจากมุมมืดเสมอ เขาเริ่มมีอาการนอนไม่หลับ และเมื่อหลับไปก็จะฝันถึง ใบหน้าผู้หญิงที่ซีดเซียวเจ็ดคน ที่กำลังร้องไห้อย่างเงียบงันในความมืด
พิมพาพาเขาไปพบแพทย์ แต่แพทย์วินิจฉัยว่าเขาเป็นโรคเครียดสะสมจากการทำงานหนัก แต่พิมพารู้ดีว่ามันคือผลจาก มลทินของน้ำมัน
“นิรันดร์ เธอต้องทิ้งเสื้อตัวนั้นไป! เผามันซะ” พิมพากล่าวด้วยความตื่นตระหนก “วิญญาณเหล่านั้นกำลังมองเห็นเธอผ่านร่องรอยของน้ำมัน”
นิรันดร์ทิ้งเสื้อตัวนั้นไปทันที แต่ความรู้สึกถูกคุกคามไม่ได้หายไปง่ายๆ วิญญาณทั้งเจ็ดได้ทำเครื่องหมายเขาไว้แล้ว ในฐานะคนที่สัมผัสกับ “เรือ” และ “พลังงาน” ของพวกเขา
ในขณะที่นิรันดร์กำลังอ่อนแอลง พิมพาก็กลับต้องเข้มแข็งขึ้น เธอรู้ว่าเธอต้องปกป้องเขา เธอใช้พลังงานที่มีทั้งหมดในการค้นคว้าข้อมูลเกี่ยวกับ อาจารย์มงคล อีกครั้ง เธอต้องการรู้ว่าใครคือผู้สร้างน้ำมันที่แท้จริง
เธอพบเบาะแสจากกระดาษยันต์โบราณที่ห่อหุ้มขวดน้ำมันนั้น มันไม่ใช่ยันต์ของอาจารย์มงคล แต่เป็น สัญลักษณ์ของลัทธิบูชาความงามโบราณ ที่ถูกกล่าวถึงในตำนานพื้นบ้านภาคเหนือ
พิมพาและนิรันดร์ตัดสินใจที่จะกลับไปที่บ้านของอาจารย์มงคลอีกครั้ง แม้จะกลัวก็ตาม คราวนี้พวกเขาเตรียมตัวพร้อมด้วยอุปกรณ์ป้องกันตัวและเครื่องรางเล็กๆ น้อยๆ ที่นิรันดร์หามาได้จากวัดเก่าๆ
เมื่อพวกเขามาถึงบ้านไม้ที่ถูกทิ้งร้าง มันยิ่งดูน่ากลัวและทรุดโทรมกว่าเดิมมาก ไม่มีร่องรอยของการอยู่อาศัยใดๆ ราวกับว่าบ้านหลังนี้เป็นเพียงภาพลวงตา
แต่พิมพาสังเกตเห็น รอยขีดข่วนบางๆ ที่ซ่อนอยู่ใต้แท่นบูชา เธอและนิรันดร์ช่วยกันเลื่อนแท่นบูชาออก และพบกับ ทางลับ ที่นำไปสู่ชั้นใต้ดินที่มืดมิดและเย็นยะเยือก
พวกเขาเดินลงไปในความมืด กลิ่นอับชื้นและกลิ่นคาวเลือดจางๆ ลอยขึ้นมาแตะจมูก
ในห้องใต้ดินที่มืดสลัว มีเพียงแสงเทียนที่ริบหรี่ส่องไปที่กำแพง กำแพงนั้นเต็มไปด้วยรูปวาดและสัญลักษณ์ที่น่าขนลุก มันคือภาพวาดของหญิงสาวที่ถูกทรมาน ภาพพิธีกรรมที่แปลกประหลาด และภาพของใบหน้าผู้หญิงที่สวยงามแต่ไร้ชีวิตชีวา
ที่น่าตกใจที่สุดคือมีสมุดบันทึกเก่าๆ เล่มหนึ่งวางอยู่บนแท่นบูชาเล็กๆ มันคือสมุดบันทึกของอาจารย์มงคล
พิมพาเปิดอ่านสมุดบันทึกนั้นด้วยมือที่สั่นเทา เธอค้นพบความจริงที่น่าสะพรึงกลัว: อาจารย์มงคลไม่ได้เป็นผู้สร้าง แต่เป็นเพียงคนกลางที่ถูกควบคุมโดยผู้สร้างที่แท้จริง
แม่มดรัตติกาล (เจ้าแม่แห่งความงามที่ถูกสาป)
รัตติกาลคืออดีตราชินีแห่งความงามจากยุคก่อนหน้า ที่ไม่สามารถยอมรับความแก่ชราได้ เธอได้ทำพิธีกรรมโบราณเพื่อสร้างน้ำมันเจ็ดวิญญาณ และเธอกำลังใช้พลังของมันเพื่อ ตามหาผู้สืบทอด หรือ วิญญาณดวงที่แปด เพื่อถ่ายโอนพลังงานและรักษาความงามของเธอไว้ตลอดไป
รัตติกาลกำลังใช้พิมพาเป็น ‘เรือ’ ที่สวยงามที่สุดเพื่อดึงดูดวิญญาณที่บริสุทธิ์ที่สุด เพื่อให้พิธีกรรมของเธอดำเนินต่อไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด
พิมพาอ่านเจอรายละเอียดที่น่ากลัว วิญญาณทั้งเจ็ด ไม่ได้ต้องการทำร้ายเธอ แต่พวกเขาต้องการใช้เธอเป็น ช่องทาง ในการเข้าถึงและทำลายผู้สร้างของพวกเขาเอง พวกเขาต้องการแก้แค้น
“พวกเขาไม่ได้ต้องการใบหน้าของฉัน แต่พวกเขาต้องการให้ฉันเป็นคนทำลายรัตติกาล” พิมพากล่าวด้วยเสียงกระซิบที่เย็นชา
“แล้วเราจะตามหารัตติกาลได้ยังไง” นิรันดร์ถาม ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นที่จะช่วยพิมพาให้พ้นจากคำสาปนี้
พิมพาจ้องมองไปที่รูปวาดบนกำแพง รูปวาดของรัตติกาลในชุดนางงามที่สวยสมบูรณ์แบบ แต่สิ่งที่เธอเห็นไม่ใช่แค่รูปวาด เงาของวิญญาณทั้งเจ็ดกำลังฉายซ้อนอยู่บนรูปวาดนั้น ราวกับกำลังให้เบาะแส
“วิญญาณทั้งเจ็ดกำลังบอกเรา” พิมพากล่าว “พวกเขาต้องการให้เราไปที่ที่รัตติกาลถูกสร้างขึ้นมา… ไปที่ที่ความงามของเธอเริ่มต้น”
เบาะแสสุดท้ายในสมุดบันทึกของอาจารย์มงคลระบุถึง คฤหาสน์ร้าง ในป่าลึกทางภาคเหนือ ซึ่งเคยเป็นที่พักผ่อนของราชินีแห่งความงามในอดีต
ขณะที่พวกเขากำลังจะออกจากห้องใต้ดิน พิมพาก็สะดุดเข้ากับ กระจกเงาเล็กๆ ที่แตกละเอียดบนพื้น เธอหยิบเศษกระจกขึ้นมามอง
ในเศษกระจกนั้น เธอเห็นดวงตาของวิญญาณดวงหนึ่งมองกลับมาที่เธอ มันไม่ได้เป็นแววตาที่ว่างเปล่าเหมือนเคย แต่เป็นแววตาที่เต็มไปด้วย คำเตือนและความห่วงใย
“อย่า… ไว้ใจ… ความงาม” เสียงกระซิบดังขึ้นอย่างชัดเจนในหัวของพิมพาเป็นครั้งสุดท้าย
พิมพากำแน่นในมือ เธอรู้ว่าเธอต้องรีบแล้ว นิรันดร์กำลังถูกคุกคาม และจิตวิญญาณของเธอก็กำลังอ่อนแอลงเรื่อยๆ
พวกเขาออกจากบ้านร้างนั้นและขับรถมุ่งหน้าไปทางภาคเหนือทันที การเดินทางครั้งนี้คือ การเดิมพันสุดท้าย เพื่อปลดปล่อยวิญญาณทั้งเจ็ด ทำลายรัตติกาล และช่วยเหลือจิตวิญญาณที่ถูกจองจำของพิมพา
การเดินทางมุ่งหน้าสู่ภาคเหนือเต็มไปด้วยความเงียบและความตึงเครียด รถยนต์วิ่งผ่านป่าเขาที่ปกคลุมด้วยหมอกยามเช้า พิมพาและนิรันดร์ไม่ได้พูดคุยกันมากนัก แต่สายตาของทั้งคู่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่นที่จะค้นหาความจริงและทำลายคำสาปนี้
พิมพายังคงต้องรักษาภาพลักษณ์ของตัวเองไว้ เธอไม่ได้ทา “น้ำมันเจ็ดวิญญาณ” อีกตั้งแต่วันที่มันกระเด็นโดนนิรันดร์ แต่ความงามบนใบหน้าของเธอก็ยังคงอยู่ ความงามนั้นถูกล็อกไว้ ราวกับฟิล์มภาพยนตร์ที่ถูกหยุดนิ่ง แต่ความงามที่หยุดนิ่งนี้เองที่ทำให้พิมพารู้สึกถึงความเย็นยะเยือกที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
“เธอแน่ใจนะพิม ว่าเรามาถูกทางแล้ว” นิรันดร์ถามขณะที่เขาขับรถเข้าสู่ถนนที่แคบและเต็มไปด้วยโคลน
“วิญญาณเหล่านั้นกำลังนำทางฉันอยู่” พิมพากล่าวอย่างแผ่วเบา เธอมองไปที่กระจกข้าง เธอเห็น เงาของปาน (นักเรียน) กำลังชี้มือไปข้างหน้าอย่างช้าๆ “พวกเขารู้ว่ารัตติกาลอยู่ที่ไหน”
ในขณะที่การเดินทางดำเนินไป ความสัมพันธ์ระหว่างพิมพากับวิญญาณทั้งเจ็ดก็เริ่มซับซ้อนขึ้น พวกเขาไม่ได้เป็นแค่ ‘ความทุกข์’ ที่ถูกแบกรับอีกต่อไป แต่พวกเขาเป็น ผู้พิทักษ์ที่ถูกบังคับ ให้ช่วยเหลือผู้ที่มาแทนที่พวกเขา
บางครั้ง เมื่อพิมพากำลังจะหลับ ปานจะเข้ามาในความคิดของเธอและเตือนเธอถึงอันตรายข้างหน้า ไม่ใช่ด้วยคำพูด แต่ด้วยความรู้สึกของการถูกจมน้ำหรือความรู้สึกของการถูกทอดทิ้ง ซึ่งเป็นประสบการณ์ที่ปานและวิญญาณอื่นๆ ได้เผชิญก่อนที่พวกเขาจะถูกนำมาทำน้ำมัน
นิรันดร์เริ่มสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงในพิมพา เธอมักจะพูดกับตัวเองและมีอาการตกใจเล็กน้อยเมื่อเขาสัมผัสเธอ
“พิม… เธอรู้สึกยังไงบ้าง” นิรันดร์ยื่นมือไปจับมือเธออย่างอ่อนโยน
พิมพาดึงมือออกอย่างรวดเร็ว เธอไม่อยากให้นิรันดร์สัมผัสเธออีกต่อไป เพราะทุกครั้งที่เขาสัมผัสเธอ เธอรู้สึกถึง การไหลของพลังงาน ระหว่างร่างกายของเธอและเขา ซึ่งวิญญาณทั้งเจ็ดก็รู้สึกถึงมันเช่นกัน
“ฉันรู้สึกว่าพวกเขากำลังต้องการที่จะทำลายเธอผ่านฉัน นิรันดร์” พิมพากล่าวอย่างตรงไปตรงมา “พวกเขาไม่ได้ต้องการทำร้ายเธอ แต่พวกเขาจะใช้ความรักที่เธอมีให้ฉันเพื่อสร้างความเจ็บปวดให้กับฉัน”
“ฉันไม่กลัว” นิรันดร์กล่าวอย่างหนักแน่น “เรามาถึงจุดนี้ด้วยกันแล้ว เราจะจบมันด้วยกัน”
คำมั่นสัญญาของนิรันดร์เป็นเหมือนเกราะป้องกัน แต่พิมพาก็รู้ว่าเกราะนี้มีช่องโหว่ นั่นคือ ความรัก
พวกเขามาถึงบริเวณคฤหาสน์ร้างในช่วงบ่ายแก่ๆ คฤหาสน์นี้ตั้งอยู่บนที่ราบสูง ถูกปกคลุมไปด้วยเถาวัลย์และต้นไม้หนาทึบ มันเป็นอนุสรณ์สถานแห่งความโอ่อ่าที่ถูกกลืนกินโดยธรรมชาติ
ก่อนที่พวกเขาจะก้าวเข้าไปในคฤหาสน์ พิมพาก็หยุดนิ่งอยู่กับที่ วิญญาณทั้งเจ็ดรวมตัวกันแน่นขึ้นบนใบหน้าของเธอ เธอรู้สึกถึงแรงกดดันที่มหาศาลบนผิวหนัง ราวกับว่ามีคนกำลังบีบคั้นเลือดออกจากใบหน้าของเธอ
“ไปที่ ห้องลับ ข้างใน” เสียงที่แหบแห้งและอ่อนโยนที่สุดดังขึ้นในหัวของพิมพา เสียงนี้เป็นของ มะลิ หญิงสาวที่ถูกพรากไปในคืนแต่งงานของเธอ “ที่นั่นมี กระจกแห่งความจริง“
พิมพาและนิรันดร์ก้าวเข้าไปในคฤหาสน์ ภายในมืดมิดและเต็มไปด้วยเฟอร์นิเจอร์เก่าแก่ที่ถูกทิ้งไว้ในสภาพที่พังทลาย กลิ่นของฝุ่นและอดีตที่เน่าเปื่อยลอยคละคลุ้งไปทั่ว
พวกเขาเดินตามทางเดินที่คดเคี้ยวไปเรื่อยๆ จนมาถึงห้องนอนใหญ่ที่ถูกจัดวางอย่างหรูหราผิดปกติ ห้องนี้ไม่ได้รับผลกระทบจากเวลามากเท่าห้องอื่น
กลางห้องคือที่นอนเก่าแก่ที่เต็มไปด้วยร่องรอยของการใช้งาน และบนกำแพงมีภาพวาดสีน้ำมันขนาดใหญ่ของ รัตติกาล ในชุดนางงามที่สวยงามและเยือกเย็น ภาพวาดนั้นมีชีวิตชีวาจนน่ากลัว ราวกับว่าดวงตาของเธอกำลังจ้องมองผู้ที่เข้ามาในห้อง
พิมพาเดินไปที่โต๊ะเครื่องแป้งโบราณ กระจกเงาขนาดใหญ่ที่มีขอบทองคำถูกวางไว้บนโต๊ะ นี่คือ “กระจกแห่งความจริง” ที่มะลิกล่าวถึง
ในขณะที่พิมพากำลังจะแตะกระจกนั้น รัตติกาลก็ปรากฏตัวขึ้น
เธอไม่ได้เป็นวิญญาณ แต่เป็น ผู้หญิงที่สวยสมบูรณ์แบบในวัยสามสิบกลางๆ เธอสวมชุดราตรีสีแดงเข้มที่ดูทันสมัยเกินกว่าจะเป็นชุดที่มาจากคฤหาสน์ร้างนี้
“ในที่สุดเธอก็มาถึงสินะ… พิมพา” รัตติกาลกล่าวด้วยเสียงที่เย็นชาและเยือกเย็น รอยยิ้มของเธอสมบูรณ์แบบและน่ากลัว เธอคือ ‘พิมพาในอนาคต’ ที่พิมพาเคยฝันถึง
“เธอรู้ไหมว่าฉันเฝ้ารอเธอมานานแค่ไหน” รัตติกาลเดินเข้ามาหาพิมพาอย่างช้าๆ “ใบหน้าของเธอ… มันคือผลงานชิ้นเอกของฉัน พลังของเธอกำลังจะถึงขีดสุดแล้ว”
รัตติกาลเปิดเผยความจริงสุดท้าย: น้ำมันเจ็ดวิญญาณไม่ได้สร้างความงามที่เป็นอมตะ แต่สร้างความงามที่ต้อง “แลกเปลี่ยน” รัตติกาลสามารถรักษาความงามของเธอได้โดยการสร้างน้ำมันใหม่ทุกๆ สิบปี ซึ่งต้องการวิญญาณบริสุทธิ์เจ็ดดวง และผู้ที่ใช้น้ำมันนั้นจะต้องกลายเป็น วิญญาณดวงที่แปด ที่ถูกกักขังเมื่อพลังงานของพวกเธออ่อนแอลง
“เธอต้องเข้ามาแทนที่หนึ่งในเจ็ดดวงนั้น พิมพา” รัตติกาลกล่าว “แล้วฉันก็จะได้รับชีวิตและพลังงานของเธอ… ฉันจะมีชีวิตใหม่และเธอจะได้รับความงามที่เป็นนิรันดร์ในกระจกนี้”
พิมพามองไปที่รัตติกาลด้วยความรังเกียจ ความงามที่เธอเคยต้องการตอนนี้กลับเป็นภาพสะท้อนของปีศาจ
“ไม่! ฉันจะไม่ยอมให้เธอใช้ฉันเพื่อทำลายใครอีกแล้ว” พิมพากรีดร้อง
ในขณะที่พิมพากำลังพูด เสียงกระซิบของวิญญาณทั้งเจ็ดก็ดังขึ้นพร้อมกัน เสียงของพวกเขาผสานกันจนกลายเป็นพลังงานที่รุนแรง พลังงานนั้นพุ่งเข้าใส่รัตติกาล ร่างกายของรัตติกาลสั่นสะท้านอย่างรุนแรง
“พวกแก… พวกแกกล้าต่อต้านฉันอย่างนั้นเหรอ” รัตติกาลตะโกนด้วยความโกรธ
ศึกสุดท้ายกำลังจะเริ่มต้นขึ้น
รัตติกาลถูกพลังงานของวิญญาณทั้งเจ็ดที่ปลดปล่อยออกมาจากใบหน้าของพิมพาโจมตีอย่างรุนแรง ใบหน้าที่สมบูรณ์แบบของรัตติกาลเริ่มมีรอยร้าวเล็กๆ ราวกับพื้นผิวของแก้วที่กำลังจะแตก
“แกเป็นแค่ภาชนะ พิมพา! แกไม่สามารถควบคุมพลังนี้ได้!” รัตติกาลกรีดร้องด้วยความโกรธแค้น เธอสะบัดมือ พลังงานสีดำเข้มก็พุ่งออกมาจากแหวนเพชรขนาดใหญ่ที่นิ้วของเธอ พลังงานนั้นพุ่งเข้าใส่พิมพาทันที
พิมพาถูกพลังนั้นซัดกระเด็นไปชนกำแพงอย่างแรง ความเจ็บปวดแล่นไปทั่วร่างกาย แต่เธอรู้ว่าเธอต้องต้านทาน นี่คือการต่อสู้ครั้งสุดท้ายเพื่ออิสรภาพของวิญญาณทั้งแปด
“ฉันไม่ใช่ภาชนะ! ฉันคือผู้ที่เลือกชะตากรรมของตัวเอง!” พิมพาลุกขึ้นอย่างทุลักทุเล เธอเดินตรงไปยังกระจกเงาขนาดใหญ่ที่รัตติกาลกล่าวถึง กระจกนั้นคือ ‘หัวใจ’ ของน้ำมัน ที่กักขังพลังงานของวิญญาณไว้
รัตติกาลหัวเราะอย่างเหยียดหยาม “กระจกนั้นถูกปกป้องด้วยคาถาโบราณที่แกไม่สามารถทำลายได้! มีเพียง ความเต็มใจที่จะมอบตัว ให้ฉันเท่านั้นที่จะทำให้มันปลดปล่อยพลังงานออกมาได้”
ขณะที่รัตติกาลกำลังร่ายมนตร์คาถาเพื่อเตรียมโจมตีอีกครั้ง นิรันดร์ที่ถูกผลักไปชนมุมห้องก็ฟื้นคืนสติ เขาถูกกระตุ้นด้วยความรักและความกลัวที่เขามีต่อพิมพา
นิรันดร์เห็นถึงความบ้าคลั่งในดวงตาของรัตติกาล และรู้ว่าพิมพากำลังตกอยู่ในอันตรายถึงชีวิต เขาไม่สามารถปล่อยให้คนที่เขารักต้องแบกรับความมืดมิดนี้เพียงลำพังได้
นี่คือจุดที่ความรักกลายเป็นอาวุธ
นิรันดร์คว้าเชิงเทียนโลหะขนาดใหญ่ที่อยู่บนพื้น และพุ่งเข้าใส่รัตติกาลจากด้านหลังอย่างรวดเร็ว
“ปล่อยเธอไป!” นิรันดร์ตะโกนด้วยความโกรธ
รัตติกาลไม่ทันระวังตัว เธอถูกโจมตีอย่างไม่คาดคิด และทรุดตัวลงด้วยความเจ็บปวด เธอหันไปมองนิรันดร์ด้วยดวงตาที่เต็มไปด้วยความเกลียดชังอย่างรุนแรง
“แกกล้าดียังไง! สิ่งมีชีวิตที่ต่ำต้อย!” รัตติกาลชี้มือไปที่นิรันดร์ และร่ายคาถาสั้นๆ พลังงานมืดพุ่งตรงเข้าใส่หน้าอกของนิรันดร์
นิรันดร์กรีดร้องด้วยความเจ็บปวด เขาล้มลงและพยายามหายใจ ร่างกายของเขาสั่นเทาอย่างรุนแรง พิมพามองไปที่นิรันดร์ด้วยความตื่นตระหนก เธอเห็นเงาของวิญญาณทั้งเจ็ดปรากฏขึ้นอย่างชัดเจนบนตัวนิรันดร์ วิญญาณเหล่านั้นกำลังถูกดึงดูดเข้าสู่ร่างกายของนิรันดร์ ราวกับว่าพวกเขาต้องการ ใช้เขา เพื่อหนีจากรัตติกาล
การทรยศหักหลังทางอารมณ์: พิมพารู้สึกว่าวิญญาณเหล่านั้นกำลังทรยศเธอ พวกเขาต้องการจะใช้ร่างกายของนิรันดร์เป็น “เรือสำรอง”
“ไม่! พวกแกอย่าทำร้ายเขา!” พิมพากรีดร้องด้วยความเจ็บปวดที่รุนแรงกว่าการถูกพลังงานโจมตี เธอตระหนักว่าสิ่งที่รัตติกาลต้องการคือ ‘ความโศกเศร้า’ และ ‘ความเสียสละ’ จากความรักที่แท้จริง
พิมพาวิ่งเข้าหานิรันดร์ เธอใช้มือทั้งสองข้างจับใบหน้าที่สวยสมบูรณ์แบบของตัวเองไว้ และ ร้องไห้ออกมาด้วยความโศกเศร้าและความเสียใจอย่างแท้จริง
“ฉันมอบให้เธอ! ฉันมอบทุกอย่างให้เธอ! แต่ปล่อยเขาไป!” พิมพากล่าวกับรัตติกาลด้วยน้ำเสียงที่เด็ดขาด
รัตติกาลยิ้มอย่างพึงพอใจ “นั่นแหละ… นั่นคือสิ่งที่ฉันต้องการ… ความรักแท้ที่ยอมเสียสละเพื่อคนอื่น”
พิมพานำขวดน้ำมันที่ยังเหลือหยดสุดท้ายออกมาจากกระเป๋า เธอจ้องมองไปที่รัตติกาลด้วยสายตาที่เย็นชา เธอตัดสินใจแล้ว
แทนที่จะทาใส่ตัวเองเพื่อต่อสู้ พิมพาเลือกที่จะ ทาหยดน้ำมันที่เหลือทั้งหมดลงบนบาดแผลที่หน้าอกของนิรันดร์
Twist สุดท้ายของ Hồi 2: พิมพาใช้ น้ำมันแห่งความตาย เพื่อ รักษา
ทันทีที่น้ำมันสัมผัสผิวของนิรันดร์ แสงสีทองมืดมิดก็ปะทุออกมาจากร่างของเขา พลังงานมืดที่รัตติกาลปล่อยออกมาเริ่มสลายตัว วิญญาณทั้งเจ็ดถูกขับไล่ออกจากร่างกายของนิรันดร์ทันที
รัตติกาลกรีดร้องด้วยความตกใจ “แกใช้พลังงานของฉันเพื่อรักษา! นั่นมันผิดกฎ!”
“กฎของเธอไม่สามารถใช้กับความรักได้!” พิมพากล่าวด้วยความเด็ดขาด
พิมพาลุกขึ้นยืนอย่างรวดเร็ว เธอเดินตรงไปยังกระจกเงาขนาดใหญ่ ใบหน้าของเธอเต็มไปด้วยหยาดน้ำตาแห่งความรักและความเสียสละ
เธอจ้องมองตัวเองในกระจก เธอเห็นใบหน้าที่สวยงามที่เต็มไปด้วยรอยร้าวทางจิตวิญญาณ เธอเห็นวิญญาณทั้งเจ็ดยืนอยู่ด้านหลังเธอเป็นครั้งสุดท้าย พวกเขายิ้มให้เธออย่างแผ่วเบาและเป็นอิสระ ภารกิจของพวกเขาเสร็จสิ้นแล้ว
พิมพากำมือแน่น เธอคว้าเศษแก้วแตกจากขวดน้ำมัน ที่อยู่บนพื้น และด้วยความมุ่งมั่นที่น่ากลัว เธอใช้มัน กรีดทำลายใบหน้าที่สมบูรณ์แบบของตัวเอง
การสูญเสียที่บริสุทธิ์: เลือดพุ่งออกมาพร้อมกับ พลังงานสีทองมืดมิด ที่ไหลออกมาจากผิวหนังของเธอ พลังงานนั้นพุ่งเข้าสู่กระจกอย่างรุนแรง
กระจกนั้นสั่นสะเทือนและแตกออกเป็นเสี่ยงๆ หัวใจของน้ำมันถูกทำลายโดยการเสียสละของพิมพา
รัตติกาลกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดอย่างสุดซึ้ง ใบหน้าที่สวยงามของเธอเริ่มเหี่ยวเฉาอย่างรวดเร็ว ร่างกายของเธอล้มลงกับพื้นและแน่นิ่งไป
พิมพาชนะแล้ว แต่ต้องแลกมาด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยบาดแผลและเลือด
คฤหาสน์ร้างกลับเข้าสู่ความเงียบสงบอีกครั้งหลังจากเสียงกรีดร้องสุดท้ายของรัตติกาลและเสียงกระจกแตก พิมพายืนอยู่ท่ามกลางซากปรักหักพังของห้องนอนใหญ่ ใบหน้าของเธอเต็มไปด้วยบาดแผลที่เลือดไหลซิบๆ ความงามอันเป็นนิรันดร์ได้หายไปแล้ว เหลือไว้เพียงใบหน้าของหญิงสาวที่มีอายุตามวัย ที่เปื้อนไปด้วยเลือดและความเหนื่อยล้าทางจิตวิญญาณ
นิรันดร์ค่อยๆ ลุกขึ้น เขารู้สึกถึงพลังงานแปลกๆ ที่ไหลเวียนอยู่ในตัวเขา แต่ความเจ็บปวดจากการโจมตีของรัตติกาลได้หายไปแล้ว น้ำมันหยดสุดท้ายไม่ได้ให้ความงาม แต่ให้การรักษาและการปลดปล่อย
เขาเดินเข้าไปหาพิมพาด้วยหัวใจที่เต้นรัว ไม่ใช่ด้วยความเสน่หาในความงามที่เธอเคยมี แต่ด้วยความรักที่แท้จริงในจิตวิญญาณที่บริสุทธิ์ของเธอ
“พิม…” นิรันดร์กระซิบ เขาใช้มือที่สั่นเทาประคองใบหน้าของเธอ พิมพาไม่หลบสายตา เธอจ้องมองเขาด้วยดวงตาที่อ่อนล้า แต่เต็มไปด้วย อิสรภาพ ที่ไม่เคยมีมาก่อน
“จบแล้ว… นิรันดร์” พิมพากล่าวด้วยรอยยิ้มที่อ่อนโยน แต่เต็มไปด้วยความเจ็บปวดทางกาย “ฉันได้ปลดปล่อยพวกเขาแล้ว… และฉันก็ปลดปล่อยตัวเองแล้ว”
พิมพาทรุดตัวลงในอ้อมแขนของนิรันดร์ เธอหมดสติไปจากความอ่อนเพลียและการสูญเสียเลือด
นิรันดร์พาพิมพาออกจากคฤหาสน์ร้างนั้น พวกเขาขับรถกลับออกมาจากป่าอย่างเงียบๆ ตลอดทาง นิรันดร์คอยดูแลบาดแผลของเธออย่างระมัดระวัง บาดแผลบนใบหน้าของเธอคือ ‘ตั๋ว’ สู่ชีวิตใหม่
เมื่อพิมพาฟื้นขึ้นมาในโรงพยาบาลในเมืองใหญ่ สิ่งแรกที่เธอทำคือมองไปที่กระจกข้างเตียง เธอเห็นใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยเย็บและบาดแผล
ความรู้สึกแรกที่เกิดขึ้นไม่ใช่ความเสียใจหรือความโกรธ แต่เป็น ความรู้สึกของการเป็นเจ้าของ ใบหน้าของเธอเองอีกครั้ง เธอไม่ได้เห็นเงาของวิญญาณใดๆ อีกแล้ว มีเพียงเงาของเธอที่สะท้อนอยู่ในกระจก
ในวันต่อๆ มา พิมพาต้องเผชิญหน้ากับความจริงที่โหดร้ายของโลกภายนอก
ข่าวการหายตัวไปอย่างลึกลับของรัตติกาล ถูกซุบซิบกันในวงการบันเทิง แต่ไม่มีใครรู้ความจริง การทำลายกระจกและอำนาจของรัตติกาล ทำให้ตำนานเกี่ยวกับน้ำมันเจ็ดวิญญาณถูกฝังไว้ในคฤหาสน์นั้นตลอดไป
ส่วนพิมพา… วงการบันเทิงปฏิเสธเธอทันที
- “มิสเซนท์ออฟไทยแลนด์ในอดีตประสบอุบัติเหตุร้ายแรงจนใบหน้าเสียโฉม”
- “โฆษณาที่เธอถ่ายถูกยกเลิกทั้งหมด”
- “ใบหน้าของเธอไม่สามารถ ‘ขาย’ ได้อีกต่อไป”
โทรศัพท์ของพิมพาไม่เคยดังอีกเลย ทุกคนที่เคยสรรเสริญเธอ ต่างก็หันหลังให้เธอด้วยความรังเกียจ ความงามคือทุกสิ่ง และเมื่อความงามหายไป เธอก็ไม่เหลืออะไรเลย
นิรันดร์เป็นคนเดียวที่ยังอยู่ข้างเธอ เขาลาออกจากงานผู้จัดการส่วนตัวเพื่อดูแลพิมพาอย่างเต็มที่
“เราจะทำยังไงต่อไป พิม” นิรันดร์ถามอย่างอ่อนโยน “เธอยังมีเงินเก็บอยู่บ้าง… เราจะใช้ชีวิตอยู่แบบเงียบๆ ได้นะ”
พิมพามองไปที่บาดแผลที่กำลังจะกลายเป็นรอยแผลเป็นบนใบหน้าของเธอ รอยแผลเป็นเหล่านี้คือ อนุสรณ์สถานแห่งความผิดพลาดและความกล้าหาญ
“ไม่ นิรันดร์” พิมพากล่าวด้วยน้ำเสียงที่เด็ดเดี่ยว “ฉันจะไม่ซ่อนตัว”
เธอตระหนักว่า ความพยายามที่จะเป็น “ที่หนึ่ง” ได้ทำลายชีวิตเธอไปแล้ว แต่ตอนนี้เธอเป็นอิสระแล้ว
เธอตัดสินใจที่จะ ใช้เสียงของเธอ แทนใบหน้าของเธอ
- เธอเริ่มต้นด้วยการทำองค์กรการกุศล ที่ให้ความช่วยเหลือผู้หญิงที่ตกเป็นเหยื่อของการถูกทำร้ายและถูกทอดทิ้งในสังคม
- เธอใช้เรื่องราวของวิญญาณทั้งเจ็ด เป็นแรงผลักดันในการสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับความงามที่ถูกสร้างขึ้นบนความทุกข์ทรมาน
- เธอเขียนหนังสือ เกี่ยวกับประสบการณ์ของเธอ โดยไม่ได้เปิดเผยชื่อน้ำมันเจ็ดวิญญาณโดยตรง แต่เปิดเผยถึง “ราคา” ของความงามที่ไม่เป็นความจริง
พิมพาไม่ได้กลับมาเป็นซูเปอร์สตาร์ แต่เธอได้กลายเป็น แรงบันดาลใจที่ทรงพลัง ให้กับผู้หญิงนับล้าน รอยแผลเป็นของเธอคือสัญลักษณ์ของการเอาชนะความมืดมิดและความบ้าคลั่งของสังคม
นิรันดร์ยืนอยู่ข้างเธอเสมอ ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ลึกซึ้งและแท้จริงมากขึ้นกว่าเดิมมาก ความรักของพวกเขาได้เติบโตขึ้นบนซากปรักหักพังของความทะเยอทะยานและคำสาป
พิมพาไม่ได้สวยงามสมบูรณ์แบบอีกต่อไป แต่เธอกลับ ดูดีขึ้น ในความหมายที่แท้จริงของคำว่า ‘ดี’ เธอเปล่งประกายด้วยความเมตตาและความกล้าหาญ
หลายปีผ่านไป พิมพาไม่ได้เป็นที่รู้จักในฐานะ “มิสเซนท์ออฟไทยแลนด์” อีกต่อไป แต่เธอเป็นที่รู้จักในฐานะ “พิมพา นักเคลื่อนไหว” หรือ “พิมพา ผู้หญิงที่มีรอยแผลเป็นแห่งความกล้า” เธอได้สร้างมูลนิธิที่ประสบความสำเร็จอย่างมากในการให้ความรู้เกี่ยวกับความหลงใหลในความงามที่ทำลายตัวเอง และให้การสนับสนุนด้านสุขภาพจิตแก่ผู้หญิงที่กำลังต่อสู้กับมาตรฐานความงามที่ไม่เป็นจริง
ในหนังสือเล่มล่าสุดของเธอที่มียอดขายถล่มทลาย เธอได้เขียนบทสรุปที่กินใจเกี่ยวกับเรื่องราวของเธอเอง:
“ฉันเคยคิดว่าความงามคือ ‘ใบเบิกทาง’ คือ ‘เกราะป้องกัน’ ที่จะทำให้ฉันอยู่รอดในโลกที่โหดร้าย แต่ความจริงแล้ว ความงามที่ฉันตามหามาโดยตลอดนั้นเป็นแค่ ‘หน้ากาก’ ที่ปกปิดความกลัวและความว่างเปล่าภายใน… และราคามันคือ ‘วิญญาณ’ ของผู้หญิงเจ็ดคน”
“วันนี้ ฉันมองกระจก… ฉันเห็นรอยแผลเป็น และฉันก็เห็นใบหน้าที่เป็นอิสระ นี่คือใบหน้าของฉันเองอย่างแท้จริง ใบหน้าที่ไม่จำเป็นต้องแบกรับความคาดหวังของใคร… ฉันไม่ต้องกังวลว่ารอยเหี่ยวย่นจะมาถึงเมื่อไหร่ เพราะทุกๆ รอยแผลเป็นคือการเฉลิมฉลองการมีชีวิตอยู่”
พิมพายืนอยู่บนเวทีในงานสัมมนาขนาดใหญ่ เธอไม่ได้แต่งหน้าหนา ไม่ได้สวมชุดราตรีหรูหรา เธอสวมชุดที่เรียบง่าย แต่มีออร่าที่ยิ่งใหญ่กว่าตอนที่เธอสวมมงกุฎเสียอีก
เมื่อเธอพูดจบ ผู้คนก็ลุกขึ้นยืนปรบมือดังกึกก้อง ไม่ใช่เพราะเธอสวย แต่เพราะ เธอคือผู้หญิงที่มีอำนาจเหนือความงาม
นิรันดร์ยืนอยู่ด้านข้างเวที เขายิ้มอย่างภาคภูมิใจที่ภรรยาของเขาได้พบกับความสุขที่แท้จริง และที่สำคัญที่สุด เขาก็ได้รับการปลดปล่อยจากความหลงใหลในความงามที่ฉาบฉวยเช่นกัน
หลังจากงานสัมมนา พิมพาและนิรันดร์ขับรถกลับบ้าน พวกเขาไม่ได้อยู่ในคอนโดหรูหราใจกลางเมืองอีกแล้ว แต่พวกเขาเลือกที่จะใช้ชีวิตอยู่ในบ้านหลังเล็กๆ ที่อบอุ่นและเงียบสงบในชานเมือง ที่ซึ่งพวกเขาสามารถใช้ชีวิตอยู่กับความสงบได้จริงๆ
ในคืนนั้น พิมพานั่งอยู่ที่ระเบียง เธอใช้มือลูบรอยแผลเป็นบนใบหน้าอย่างแผ่วเบา รอยแผลเป็นเหล่านี้ไม่ได้เจ็บปวดอีกต่อไป แต่มันคือ เครื่องเตือนใจถึงความมืดมิดและชัยชนะ
นิรันดร์เดินเข้ามาสวมกอดเธอจากด้านหลัง เขาวางคางไว้บนไหล่ของเธอ และจ้องมองไปที่ใบหน้าของเธอในความมืด
“ผมรักคุณนะ พิม” นิรันดร์กระซิบ “คุณสวยที่สุดเท่าที่ผมเคยเห็นมา”
คำพูดนั้นไม่เหมือนคำพูดที่เขาเคยพูดเมื่อสิบปีก่อน ความหมายของคำว่า ‘สวย’ ได้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
“คุณหมายถึงความงามที่แท้จริงใช่ไหม นิรันดร์” พิมพายิ้ม
“ใช่” เขากล่าวตอบ “ความงามที่กล้าหาญ ความงามที่เสียสละ… ความงามที่ไม่ได้มาจากน้ำมันของใคร”
พิมพากำลังจะปิดตาเพื่อรับการจุมพิตที่อ่อนโยน แต่ก่อนหน้านั้น เธอเห็นอะไรบางอย่างที่มุมสายตา
มันเป็นเงาที่โปร่งแสงและแผ่วเบามาก มันไม่ได้น่ากลัว แต่มันเต็มไปด้วย ความสงบและความขอบคุณ
พิมพายิ้มให้เงานั้น เธอรู้ว่าวิญญาณทั้งเจ็ดได้หลับใหลอย่างสงบแล้ว แต่บางส่วนของพวกเขายังคงอยู่กับเธอ ไม่ใช่ในฐานะ ‘คำสาป’ แต่ในฐานะ ‘ความทรงจำ’ และ ‘แรงบันดาลใจ’ ที่ผลักดันให้เธอเป็นผู้หญิงที่กล้าหาญและเมตตา
ความงามของเธอได้มาถึง ‘จุดจบ’ ที่แท้จริงแล้ว: จุดจบที่เต็มไปด้วยสันติภาพและอิสรภาพจากความปรารถนาที่มืดมิด
หลังจากที่พิมพาและนิรันดร์ได้พบกับความสงบสุขในการใช้ชีวิตที่ห่างไกลจากแสงสีเสียง พวกเขาก็ได้เริ่มต้นทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าการตามล่าชื่อเสียง นั่นคือการตามล่าหาความยุติธรรมทางจิตวิญญาณ
พิมพาตระหนักว่าเรื่องราวของเธอไม่ควรเป็นเพียงบทเรียนส่วนตัว แต่ควรเป็น มรดก ที่ช่วยเตือนใจผู้อื่น
- การขยายงานของมูลนิธิ: มูลนิธิของเธอเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว พิมพาไม่ได้แค่ให้คำปรึกษา แต่เธอยังให้ที่พักพิงแก่ผู้หญิงที่ถูกสังคมตัดสินจากรูปลักษณ์ภายนอก เธอใช้เรื่องราวของวิญญาณทั้งเจ็ด (โดยไม่เปิดเผยรายละเอียดที่อันตราย) เพื่อสอนผู้คนเกี่ยวกับ วัฏจักรแห่งกรรม
- บทเรียนจากรัตติกาล: พิมพาได้วิเคราะห์ชีวิตของรัตติกาลอย่างลึกซึ้ง รัตติกาลไม่ได้เป็นแค่แม่มดที่ชั่วร้าย แต่เป็น เหยื่อ คนแรกที่ถูกหลงใหลในความงามจนนำไปสู่ความบ้าคลั่ง รัตติกาลได้ทำลายตัวเอง ก่อนที่น้ำมันจะทำลายเธอเสียอีก พิมพาใช้กรณีนี้ในการสอนว่า การครอบงำของความงาม คือเชื้อโรคที่กัดกินจิตวิญญาณอย่างไร
- การชดใช้ทางกรรมส่วนตัว: พิมพาตัดสินใจกลับไปที่บ้านของอาจารย์มงคลและคฤหาสน์ร้างของรัตติกาลอีกครั้ง แต่คราวนี้ไม่ใช่เพื่อต่อสู้ แต่เพื่อ แสดงความเคารพต่อวิญญาณที่ถูกปลดปล่อย เธอทำพิธีขอขมาอย่างเงียบๆ และอธิษฐานขอให้วิญญาณทั้งเจ็ดไปสู่สุคติ เธอแบกรับกรรมนั้นไว้แล้ว และตอนนี้ก็ได้เวลาที่เธอจะต้องปลดปล่อยตัวเองออกจากภาระทางจิตวิญญาณนี้อย่างสมบูรณ์
- การค้นพบความรักที่ไม่สมบูรณ์แบบ: พิมพาและนิรันดร์ตกลงที่จะใช้ชีวิตร่วมกันในฐานะคู่ชีวิต ความรักของพวกเขาไม่ได้เกิดจากความสมบูรณ์แบบของใบหน้า แต่เกิดจาก รอยแผลเป็น ที่ทั้งสองคนมีร่วมกัน นิรันดร์มองเห็นพิมพาที่แท้จริง และพิมพาก็ยอมรับความรักที่ไม่สมบูรณ์แบบของเขา พวกเขาคือตัวแทนของความรักที่แท้จริงที่เกิดจากความเข้าใจและความเสียสละ
- การสร้างงานศิลปะจากเสียง: พิมพาใช้ความสามารถในการอ่านเสียงของเธอเพื่อสร้าง หนังสือเสียงชุดพิเศษ ที่มีชื่อว่า “เสียงกระซิบแห่งอิสรภาพ” (เสียงกระซิบแห่งอิสรภาพ) หนังสือชุดนี้เต็มไปด้วยปรัชญาเกี่ยวกับความกลัว ความหวัง และความหมายที่แท้จริงของชีวิต เสียงของเธอเต็มไปด้วยอารมณ์ที่ลึกซึ้ง เพราะเธอเคยสัมผัสกับความตายและการเกิดใหม่มาแล้ว
การขยายงานของมูลนิธิและบทเรียนทางปรัชญา
มูลนิธิของพิมพาเติบโตจากกลุ่มเล็กๆ ในท้องถิ่นกลายเป็นองค์กรระดับชาติที่ให้คำปรึกษาแก่ผู้หญิงที่เผชิญกับภาวะ Body Dysmorphia (การมองเห็นร่างกายผิดปกติ) และความกดดันจากสื่อสังคมออนไลน์ พิมพาใช้รอยแผลเป็นของเธอเป็นเครื่องมือในการสอน
“ความงามที่แท้จริงคือความสมบูรณ์แบบที่ถูกยอมรับ” เธอเคยกล่าวบนเวทีในงานเปิดตัวแคมเปญใหม่ของมูลนิธิ “ใบหน้าที่ไม่มีรอยตำหนิคือ เรื่องโกหก รอยแผลเป็นของฉันคือ ความจริง ที่ฉันต้องเผชิญหน้าและโอบกอดมันไว้ ฉันไม่อายที่จะแสดงให้โลกเห็นว่าฉันเคยหลงทาง แต่ฉันได้กลับมาแล้ว”
เธอได้สร้างโครงการที่เรียกว่า ซึ่งเป็นโครงการที่ตั้งชื่ออย่างลับๆ ตามวิญญาณดวงที่แปดที่เธอปฏิเสธที่จะเป็น โครงการนี้มุ่งเน้นไปที่การช่วยให้ผู้หญิงค้นพบ พลังงานที่แท้จริงภายใน โดยไม่ต้องพึ่งพาการปรุงแต่งภายนอก
ในงานหนึ่ง พิมพามองไปที่กลุ่มผู้หญิงที่เข้าร่วมโครงการ หลายคนเคยผ่านการศัลยกรรมที่ไม่สมบูรณ์แบบ มีบาดแผลที่มองเห็นได้และมองไม่เห็น
“วิญญาณทั้งเจ็ดที่เคยอยู่บนใบหน้าของฉัน ได้สอนฉันว่า ความรุ่งโรจน์ที่แท้จริงไม่ได้มาจากการได้รับ แต่มาจากการสละ” พิมพากล่าว “ฉันสละความงามที่สร้างขึ้นด้วยความมืดมิด และฉันได้รับชีวิตที่ถูกสร้างขึ้นด้วยความรักและความจริงใจ”
พิมพาเชื่อว่าการกระทำของเธอคือ การชดใช้ทางกรรมที่รุนแรง เธอไม่สามารถหลีกหนีจากผลของการตัดสินใจที่มืดมิดของเธอได้ แต่เธอสามารถเปลี่ยนผลกรรมนั้นให้กลายเป็น พลังแห่งการไถ่บาป
การเดินทางสู่สถานที่ศักดิ์สิทธิ์และกระจกแห่งความจริง
พิมพาและนิรันดร์เดินทางกลับไปที่คฤหาสน์ร้างของรัตติกาลอีกครั้ง คฤหาสน์นั้นถูกกลืนกินโดยธรรมชาติอย่างสมบูรณ์แล้ว ไม่มีใครกล้าเข้าใกล้ ไม่มีใครรู้เรื่องราวที่แท้จริง
พิมพานำดอกไม้และเครื่องหอมไปที่ซากปรักหักพังของห้องแต่งตัว ที่ซึ่งกระจกแห่งความจริงเคยแตกสลายไป
พิมพานั่งลงท่ามกลางซากปรักหักพังนั้นและหลับตาลง เธอรู้สึกถึงความเย็นชาสุดท้ายที่หายไปจากร่างกายของเธอ
ในห้วงความคิดของเธอ เธอเห็นวิญญาณทั้งเจ็ดอีกครั้ง พวกเขาไม่ได้ยืนอยู่บนใบหน้าของเธอ แต่พวกเขายืนอยู่ท่ามกลางแสงสว่างที่อบอุ่น พวกเขายิ้มให้เธอด้วยความเมตตาและโบกมือลา ภารกิจของพวกเขาเสร็จสมบูรณ์แล้ว
Twist cuối cùng về Tinh Thần: พิมพารู้สึกถึงพลังงานสุดท้ายที่ส่งผ่านมาถึงเธอ นั่นไม่ใช่พลังงานของวิญญาณที่ถูกกักขัง แต่เป็นพลังงานของ ‘ความสงบสุข’ ที่ถูกปลดปล่อย พวกเขามอบ ของขวัญแห่งความสงบ ให้กับเธอเป็นการตอบแทนสำหรับการเสียสละของเธอ
พิมพาหยิบเศษกระจกเล็กๆ ที่เธอเก็บไว้ตั้งแต่ตอนที่ย่าให้ขึ้นมา เศษกระจกที่แตกร้าวไม่ได้สะท้อนความงามที่สมบูรณ์แบบ แต่สะท้อนความจริงที่ว่าเธอคือผู้ที่กล้าหาญพอที่จะทำลายมัน
“ฉันจะไม่กลับไปหลงทางอีกแล้ว” พิมพากระซิบ
นิรันดร์เฝ้ามองเธออยู่ห่างๆ ด้วยความเคารพ เขารู้ว่าพิมพาไม่ได้แค่ต่อสู้กับแม่มด แต่เธอกำลังต่อสู้กับ ความมืดมิดในใจของมนุษย์ทุกคน
บทสรุปและสัญลักษณ์แห่งการเป็นอมตะ
ในช่วงท้ายของชีวิต พิมพาได้ทิ้ง มรดกทางปรัชญา ที่ยิ่งใหญ่ไว้เบื้องหลัง รอยแผลเป็นบนใบหน้าของเธอ ได้กลายเป็น สัญลักษณ์ของการเป็นอมตะที่แท้จริง นั่นคืออมตะแห่งความจริงใจและความเมตตา ไม่ใช่อมตะแห่งความงามที่ฉาบฉวย
การแต่งงาน: พิมพาและนิรันดร์อยู่ด้วยกันจนแก่ชรา ความรักของพวกเขาคือหลักฐานสุดท้าย ว่าการตัดสินใจเสียสละของพิมพานั้นถูกต้องแล้ว พวกเขาไม่ได้มีลูกด้วยกัน แต่พวกเขาถือว่า มูลนิธิและเรื่องราวของพวกเขา คือมรดกที่สำคัญที่สุดที่พวกเขาจะมอบให้กับโลก
ภาพสุดท้าย: พิมพานั่งอยู่ในสวนหลังบ้านที่เต็มไปด้วยดอกมะลิ (มะลิคือวิญญาณดวงหนึ่ง) เธอแก่ชราลงอย่างสง่างาม ใบหน้าของเธอเต็มไปด้วยรอยเหี่ยวย่นและรอยแผลเป็น แต่ดวงตาของเธอยังคงเปล่งประกายด้วย ความสงบสุขและอิสรภาพ เธอหลับตาลง และเริ่มอ่านหนังสือเสียงเล่มใหม่ เสียงของเธอเต็มไปด้วยพลังงานที่เยียวยาและปลอบโยน
นั่นคือเสียงของ ‘พิมพา’ ผู้ที่ค้นพบ ‘ความงามที่แท้จริง’ ในที่สุด