Bóng Ma Dưới Dòng Nước Phuket

วิญญาณใต้ผืนน้ำภูเก็ต

เสียงกลองดังทุ้มต่ำ สลับกับเสียงประทัดที่แตกพร่าเป็นจังหวะ ควันธูปลอยคละคลุ้งไปทั่วทั้งเมือง อากาศหนักอึ้งและชื้น ภูเก็ตในยามนี้ ไม่เหมือนภูเก็ตที่เคนเคยรู้จัก

ที่นี่ไม่ใช่สวรรค์ของนักท่องเที่ยวอีกต่อไป แต่มันคือพื้นที่ของความเชื่อที่เข้มข้นจนน่าอึดอัด

ผมชื่อเคน ผมเป็น Vlogger ท่องเที่ยว หรือถ้าจะพูดให้ถูก คือตากล้อง ผมหาเลี้ยงชีพด้วยการถ่ายภาพสิ่งที่คนอื่นอยากเห็น และตอนนี้ ผมกำลังยืนอยู่ท่ามกลางเทศกาลกินเจ หรือที่คนท้องถิ่นเรียกว่า “เจี๊ยะฉ่าย”

ผมยกกล้องวิดีโอตัวเล็กขึ้นมา ถ่ายใบหน้าตัวเอง ฉากหลังคือถนนที่เต็มไปด้วยผู้คนสวมชุดขาว “สวัสดีครับทุกคน” ผมพูดใส่เลนส์ พยายามบีบเสียงให้ดูตื่นเต้น “ตอนนี้ผมอยู่ที่ภูเก็ต และอย่างที่เห็น… มันบ้าคลั่งมาก”

ผมแพนกล้องไปยังขบวนแห่ที่กำลังเคลื่อนตัวมา ร่างทรง หรือที่พวกเขาเรียกว่า “ม้าทรง” กำลังเดินมาเป็นกลุ่ม บางคนใช้เหล็กแหลมขนาดใหญ่แทงทะลุกระพุ้งแก้ม บางคนใช้มีดกรีดลิ้นตัวเอง เลือดสีแดงสดไหลปนเปื้อนไปกับชุดสีขาว เสียงคนโห่ร้อง เสียงสวดมนต์ เสียงประทัด ดังผสมปนเปกันจนแทบแยกไม่ออก

“พวกเขาเชื่อว่านี่คือการรับเคราะห์แทนผู้ศรัทธา” ผมพูดต่อ พลางซูมกล้องเข้าไปใกล้ๆ ร่างทรงคนหนึ่งที่กำลังสั่นเทา “ส่วนตัวผมคิดว่า นี่มันคือการแสดงละครสัตว์ยุคกลางดีๆ นี่เอง” ผมหัวเราะเบาๆ “เป็นการตลาดการท่องเที่ยวที่… ต้องบอกว่า โหด แต่ก็ได้ผล”

“เคน! พอได้แล้ว” อรินดึงแขนเสื้อผม เธอคืออริน แฟนของผม เธอเป็นคนภูเก็ตโดยกำเนิด และเธอก็อยู่ในชุดขาวเหมือนคนอื่นๆ แววตาของเธอดูไม่พอใจอย่างชัดเจน

“อะไร?” ผมหันไปถาม “ผมก็พูดความจริง” “มันไม่ใช่เรื่องตลกนะเคน” เธอกดเสียงต่ำ “นี่คือความเชื่อของพวกเขา คุณควรให้เกียรติบ้าง” “ให้เกียรติเหรอ?” ผมเลิกคิ้ว “การทรมานตัวเองแบบนี้เนี่ยนะที่เรียกว่าความเชื่อ? มันงมงายอริน ไร้เหตุผลสิ้นดี”

ผมหันกล้องกลับไปที่ขบวนแห่ “ดูสิครับทุกคน” ผมจงใจพูดเสียงดังขึ้น “ดูการตลาดที่ยอดเยี่ยมนี้สิ ยิ่งเจ็บมาก ยิ่งดูขลังมาก คนยิ่งศรัทธา ยิ่งบริจาคเงินเยอะ” ผู้หญิงสูงอายุที่ยืนอยู่ข้างๆ หันมามองผมด้วยสายตาตำหนิ ผมยักไหล่ให้เธอ ก่อนจะหันไปพูดกับอริน “ผมไม่เข้าใจเลยจริงๆ ว่าคนสมัยนี้ยังเชื่อเรื่องแบบนี้ได้ยังไง”

อรินถอนหายใจยาว เธอดึงผมออกจากฝูงชน มาหลบอยู่ข้างตึกเก่า “ถ้าคุณจะทำตัวแบบนี้ เรากลับกันเลยดีกว่า” เธอกล่าวอย่างจริงจัง “ผมมาที่นี่เพื่อทำงานนะอริน ผมต้องถ่าย” “งานของคุณคือการท่องเที่ยว ไม่ใช่การลบหลู่”

ผมเก็บกล้องลง “โอเคๆ ผมขอโทษ” ผมพูดส่งๆ “ผมแค่… ไม่เก็ท” “คุณไม่จำเป็นต้องเก็ททุกอย่าง” อรินพูด “แค่เคารพก็พอ… นะ” เธอยื่นมือมาจับมือผม “เย็นนี้ เราไปไหว้พระที่ศาลเจ้ากันนะ”

ผมกลอกตา “อีกแล้วเหรอ? เราไปมาสามที่แล้วนะ” “แต่นี่คือศาลเจ้าหลักของที่บ้านฉัน” “ผมไม่อยากดมกลิ่นธูปแล้วอริน มันแสบจมูกไปหมด” ผมบ่น “เราไปหาอะไรดื่มแถวหาดดีกว่า บรรยากาศโรแมนติกกว่าเยอะ” “เคน นี่คือเทศกาลกินเจนะ” “ผมรู้ แต่ผมไม่ได้กินเจนี่”

อรินจ้องหน้าผม นิ่งไปครู่หนึ่ง “บางครั้งฉันก็ไม่เข้าใจคุณเลย” “ผมก็ไม่เข้าใจคุณเหมือนกัน ที่เชื่อเรื่องพวกนี้”

ความเงียบเข้ามาคั่นกลางระหว่างเรา มีเพียงเสียงกลองและเสียงประทัดจากขบวนแห่ที่ยังคงดังต่อเนื่อง ผมรู้ว่าเธอกำลังโกรธ แต่ผมก็ไม่คิดว่าผมผิด โลกมันขับเคลื่อนด้วยเหตุผล ไม่ใช่ด้วยเหล็กแหลมที่แทงแก้ม

ตกกลางคืน บรรยากาศในเมืองยิ่งน่าขนลุก โคมไฟสีเหลืองสลัวถูกจุดขึ้นตามหน้าบ้าน ควันธูปหนาทึบกว่าเดิม ผมกับอรินเดินไปตามถนนที่แทบจะร้างผู้คน ร้านรวงส่วนใหญ่ปิด มีเพียงร้านอาหารเจที่เปิดอยู่ไม่กี่ร้าน

“ฉันว่าเราควรจะกินเจนะ อย่างน้อยก็สักมื้อ” อรินเสนอขึ้นมา “ไม่เอาอะ” ผมปฏิเสธทันควัน “ผมขอกินเนื้อ ผมต้องการโปรตีน” “เคน นี่คือการให้เกียรติสถานที่” “ผมให้เกียรติด้วยการมากินอาหารอร่อยๆ ของเขาก็พอแล้วมั้ง” ผมเดินนำไปที่ร้านอาหารตามสั่งร้านหนึ่งที่ยังเปิดอยู่ “ร้านนี้แล้วกัน ดูสะอาดดี”

เรานั่งลงที่โต๊ะริมทางเท้า ผมสั่งข้าวผัดกะเพราหมูกรอบไข่ดาว ส่วนอรินสั่งผัดหมี่เจง่ายๆ “คุณนี่มัน…” เธอส่ายหัว แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรต่อ

ระหว่างรออาหาร ผมสังเกตเห็นว่าบรรยากาศรอบตัวมันเงียบผิดปกติ เสียงกลองจากศาลเจ้าที่อยู่ไกลออกไป ฟังดูเหมือนเสียงเต้นของหัวใจยักษ์ “พรุ่งนี้เราไปเที่ยวเกาะกันไหม” อรินชวนขึ้นมา ทำลายความเงียบ “ไปพายเรือคายัค หรือไม่ก็ดำน้ำตื้น”

คำว่า “น้ำ” ทำให้ผมชะงัก มือที่กำลังจะยกแก้วน้ำขึ้นดื่ม หยุดค้างกลางอากาศ “ไม่เอาอะ” ผมตอบทันที เสียงห้วนกว่าที่ตั้งใจ “ทำไมล่ะ? คุณชอบทะเลไม่ใช่เหรอ” อรินขมวดคิ้ว “ผม… ผมไม่ค่อยสบาย” ผมโกหก “รู้สึกเหมือนจะเมาเรือ” “เมาเรืออะไร? เรายังไม่ได้ลงเรือเลย” “ก็… แค่คิดถึงคลื่นก็รู้สึกไม่ดีแล้ว” ผมพยายามหาเหตุผล “ไว้ไปทำอย่างอื่นแล้วกัน”

อรินจ้องหน้าผม เธอคงสังเกตเห็นความผิดปกติในน้ำเสียงของผม ผมเกลียดน้ำ ผมเกลียดแม่น้ำ เกลียดทะเล เกลียดทุกอย่างที่ลึกและมองไม่เห็นพื้น ผมเป็นแบบนี้มาสิบกว่าปีแล้ว ตั้งแต่วันนั้น…

“โอเค” เธอพยักหน้าช้าๆ “ตามใจคุณแล้วกัน” เธอดูออกว่าผมกำลังปิดบังอะไรบางอย่าง แต่เธอก็ฉลาดพอที่จะไม่เซ้าซี้ อาหารมาเสิร์ฟ ผมรีบก้มหน้าก้มตากินข้าวผัดกะเพรา รสชาติเค็มและเผ็ดจัด ช่วยดึงสติผมกลับมาจากความทรงจำสีขุ่น

คืนนั้น ผมนอนไม่หลับ อรินหลับไปแล้ว ลมหายใจของเธอสม่ำเสมอ แต่ผมกลับตื่นเต็มตา ผมนอนฟังเสียงประทัดที่ดังขึ้นเป็นระยะๆ ตลอดทั้งคืน มันเหมือนเสียงปืนในสงครามที่ไม่มีวันจบ ผมนึกถึงคำพูดของผมตอนกลางวัน… “การแสดงละครสัตว์” “งมงาย”

ผมพลิกตัวไปมาบนเตียงที่แข็งเหมือนหิน ผ้าปูที่นอนให้ความรู้สึกชื้นๆ อย่างน่าประหลาด ทั้งที่แอร์ก็เย็นฉ่ำ ผมหลับตาลง พยายามบังคับตัวเองให้หลับ และนั่นคือตอนที่ผมฝัน

ผมฝันว่าผมกำลังยืนอยู่ริมแม่น้ำสายหนึ่ง มันไม่ใช่ทะเล แต่เป็นแม่น้ำที่น้ำนิ่งและขุ่น สีของมันเหมือนกาแฟใส่นมที่ถูกทิ้งไว้จนเย็นชืด ผมได้ยินเสียงเด็กหัวเราะแว่วๆ ผมหันไปมอง ในความฝันนั้น ผมเห็นตัวเองตอนอายุสิบห้า เด็กหนุ่มผอมเก้งก้าง กำลังก้มหน้าก้มตากดโทรศัพท์มือถือ เขากำลังส่งข้อความหาใครสักคน แล้วก็ยิ้มออกมา

“เคน! เคน! ดูนี่สิ!” เสียงเล็กๆ ดังขึ้น ผมในความฝันเงยหน้าขึ้นจากมือถือ เด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ คนหนึ่ง… นิดา ลูกพี่ลูกน้องของผม เธอกำลังยืนอยู่ริมตลิ่ง โบกมือให้ผม “ดูสิ มีปลาด้วย!” เธอกำลังชี้ไปที่ผิวน้ำ

“เออๆ” ผมในวัยสิบห้าตอบแบบขอไปที “อย่าไปไกลนะ” แล้วผมก็ก้มหน้าลงไปที่โทรศัพท์อีกครั้ง เสียงหัวเราะคิกคักของนิดาดังอยู่ครู่หนึ่ง แล้วก็เงียบไป

ผมในวัยสามสิบสอง ยืนมองเหตุการณ์ในความฝัน ผมอยากจะตะโกน อยากจะวิ่งเข้าไปผลักตัวเองในวัยเด็ก ให้เงยหน้าขึ้น “มองน้องสิ! วางมือถือลงเดี๋ยวนี้!”

แต่เสียงของผมไม่ออกมา ผมในวัยสิบห้ายังคงก้มหน้าพิมพ์ข้อความ จนกระทั่ง… มีเสียงบางอย่างตกน้ำ ตูม!

ผมในวัยสิบห้าสะดุ้ง เงยหน้าขึ้น “นิดา?” ความเงียบ “นิดา! เล่นบ้าอะไรน่ะ!” ผมในวัยสิบห้าเริ่มเดินไปที่ริมตลิ่ง “นิดา!”

บนผิวน้ำสีขุ่น มีเพียงฟองอากาศผุดขึ้นมา สองสามฟอง แล้วทุกอย่างก็นิ่งสนิท ผมในความฝันเห็นตัวเองตอนนั้น หน้าซีดเผือด ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนก เขาไม่ได้กระโดดลงไป เขาไม่ได้ร้องขอความช่วยเหลือ เขายืนนิ่งอยู่ตรงนั้น แล้วเขาก็หันหลังวิ่ง วิ่งหนี…

ผมสะดุ้งตื่นจากฝัน เหงื่อท่วมตัว หัวใจเต้นแรงเหมือนเสียงกลองในขบวนแห่ อรินยังหลับอยู่ข้างๆ ผมมองไปรอบห้องพักโรงแรมที่มืดมิด ผมได้ยินเสียง…

เสียงน้ำ มันดัง… ซ่า… เหมือนคนเปิดฝักบัวทิ้งไว้ ผมลุกจากเตียง ย่องเท้าเบาๆ ไปที่ห้องน้ำ ผมเปิดประตู… ในห้องน้ำมืดสนิท ไม่มีใครอยู่ ฝักบัวแห้งสนิท อ่างล้างหน้าก็แห้ง ผมแน่ใจว่าผมปิดน้ำหมดแล้วก่อนนอน

ผมยืนนิ่ง ฟังเสียง เสียงนั่นยังอยู่ มันไม่ได้มาจากห้องน้ำ มันดัง… ซ่า… ซ่า… ผมก้มลงมอง เสียงมันดังมาจากใต้เตียง ไม่… ไม่ใช่เสียงน้ำไหล

มันเป็นเสียง… เหมือนมีคนกำลังใช้เล็บขูดอะไรบางอย่าง เสียงขูดเบาๆ แต่ต่อเนื่อง ดังมาจากใต้เตียงที่อรินกำลังนอนหลับอยู่

ผมกลั้นหายใจ ผมอยากจะปลุกอริน ผมอยากจะเปิดไฟ แต่ผมขยับตัวไม่ได้ ความกลัวบางอย่างจับผมไว้แน่น เสียงขูดนั่น… มันฟังเหมือนเสียงคนกำลังพยายามคลานออกมาจากที่แคบๆ เหมือนเสียงเล็บที่ขูดกับไม้กระดาน ผมจ้องเข้าไปในความมืดใต้เตียง ไม่เห็นอะไรเลย นอกจากความมืดที่ดำสนิทยิ่งกว่า

แล้วเสียงนั่นก็หยุด กะทันหัน ทุกอย่างเงียบกริบ ผมยังคงยืนนิ่งอยู่เป็นนาที จนกระทั่งผมได้ยินเสียงอรินขยับตัว “เคน…?” เธอพึมพำทั้งที่ยังหลับตา “คุณไปไหนน่ะ” “เปล่า… เปล่า” ผมรีบตอบ “ผมแค่… ไปเข้าห้องน้ำ” ผมรีบกลับขึ้นเตียง สอดตัวเข้าไปใต้ผ้าห่ม ตัวผมเย็นเฉียบ ผมโกหก ผมโกหกอริน เหมือนที่ผมเคยโกหกทุกคนในวันนั้น วันที่นิดาจมน้ำ

ผมบอกทุกคนว่า ผมเห็นผู้ชายแปลกหน้าคนหนึ่งมาผลักนิดาตกน้ำ ผมบอกว่าผมพยายามห้ามแล้ว แต่เขาผลักผมล้มลง ผมบอกว่าผมวิ่งไปเรียกผู้ใหญ่ แต่ไม่ทัน ทุกคนเชื่อผม ผมรอดตัว มีเพียงผมคนเดียวที่รู้ความจริง ผมไม่ได้เห็นใครเลย ผมแค่… ไม่ได้มอง

ผมหลับตาลง แต่ภาพในหัวกลับชัดเจน ภาพของฟองอากาศ… ภาพของผิวน้ำที่นิ่งสนิท และเสียงขูดใต้เตียงนั่น… ผมรู้ว่าคืนนี้ ผมคงข่มตาหลับไม่ลงอีกแล้ว

วันต่อมา คือวันแห่ขบวนที่ใหญ่ที่สุด ผมพยายามทำตัวให้เป็นปกติ ความฝันและเสียงเมื่อคืน… ผมพยายามบอกตัวเองว่ามันคืออาการเจ็ตแล็ก หรือความเครียด “วันนี้คุณดูซีดๆ นะ” อรินทักขณะที่เราทานอาหารเช้า (ซึ่งเธอกินเจ แต่ผมยังคงสั่งไข่กระทะ) “เมื่อคืนนอนไม่ค่อยหลับน่ะ” ผมตอบ “เสียงประทัดดังทั้งคืน” “เดี๋ยวก็ชิน” เธอยิ้ม “วันนี้เป็นวันสำคัญนะ เขาจะแห่เทพเจ้าไปรอบเมือง”

ผมพยักหน้า “ผมต้องได้ภาพเด็ดๆ” ผมยกกล้องโปรตัวเก่งขึ้นมาเช็ดเลนส์ ความมั่นใจของผมเริ่มกลับมา ความกลัวเมื่อคืนจางหายไปพร้อมกับแสงแดด มันก็แค่ความฝัน วันนี้ ผมคือตากล้องมืออาชีพ ผมคือเคน ผมจะมาพิสูจน์ให้ทุกคนเห็นว่า ไอ้เรื่องพวกนี้ มันก็แค่ “โชว์”

เราไปยืนรอขบวนแห่ที่สี่แยกแห่งหนึ่ง คนเยอะกว่าเมื่อวานหลายเท่า ทุกคนในชุดขาว กลิ่นธูปและกำมะถันจากประทัดทำให้ผมแสบตา “เคน! หลบหน่อย!” อรินดึงผม กลุ่มวัยรุ่นที่ทำหน้าที่จุดประทัดโยนสายประทัดยาวเหยียดเข้ามากลางวง เสียงระเบิดดังสนั่นหวั่นไหว ผมเกือบทำกล้องหล่น

“บ้าชะมัด!” ผมสบถ “นี่มันอันตรายนะ” “นี่แหละคือเทศกาล” อรินยิ้ม เหมือนว่ามันเป็นเรื่องสนุก ขบวนม้าทรงเริ่มเคลื่อนตัวผ่านหน้าเรา เสียงกลองดังกระหึ่ม เสียงฉาบตีแหลมแสบแก้วหู ผมยกกล้องขึ้นมา ผมต้องได้ภาพ ผมต้องได้ภาพที่มัน “จริง”

ผมซูมเลนส์เข้าไปที่ใบหน้าของม้าทรงคนแล้วคนเล่า บางคนมีเหล็กเสียมอันใหญ่แทงแก้ม บางคนใช้ขวานเล็กๆ สับหลังตัวเอง เลือดไหลอาบ แต่สีหน้าของพวกเขากลับเรียบเฉย เหมือนไม่รู้สึกเจ็บปวด ผมกดชัตเตอร์รัวๆ ภาพพวกนี้ต้องขายได้แน่ “Vlog บ้าคลั่ง! เทศกาลทรมานตัวเองที่ภูเก็ต” ผมคิดพาดหัวในใจ

ผมพยายามเบียดเสียดผู้คนเข้าไปให้ใกล้ที่สุด อรินพยายามรั้งผมไว้ “เคน พอแล้ว อันตราย” “อีกนิดเดียว” ผมบอกเธอ “ผมต้องได้ภาพหน้าตรง”

ผมเห็นเป้าหมาย ม้าทรงคนหนึ่ง เป็นชายชรา เขาดูแก่มาก ผิวหนังเหี่ยวย่น แต่ดวงตาของเขาเบิกกว้างและแข็งทื่อ เขาไม่ได้ใช้อาวุธอะไรแทงตัวเอง เขาแค่เดิน… แต่ท่าเดินของเขาผิดปกติ เหมือนหุ่นกระบอกที่ถูกชักใย เขาสั่นน้อยๆ ตลอดเวลา

ผมรู้สึกเหมือนถูกดึงดูด นี่แหละ “ตัวละคร” ที่ผมต้องการ ผมฝ่าฝูงชนเข้าไป จนกระทั่งผมอยู่ห่างจากเขาไม่ถึงสองเมตร ผมยกกล้องขึ้น จ่อไปที่ใบหน้าของเขา ผมปรับโฟกัส ดวงตาของเขา… มันขุ่นมัว ไร้แวว เหมือนตามนุษย์

ผมกดชัตเตอร์ แชะ! ผมยิ้มเยาะอยู่ในใจ “ได้แล้ว”

และทันใดนั้นเอง ท่ามกลางเสียงกลองและเสียงประทัดที่ดังเหมือนโลกจะแตก ม้าทรงชราคนนั้น หยุดเดิน กึก!

เขายืนนิ่ง ฝูงชนที่เดินตามหลังเขาชนเข้ากับแผ่นหลังที่ผอมบาง แต่เขากลับไม่ไหวติง ราวกับเป็นรากไม้ที่หยั่งลึกลงไปในพื้นถนน แล้ว… เขาก็หันมา ช้าๆ ข้อต่อที่คอของเขาดูเหมือนจะฝืดเคือง เขาหันมา… ไม่ใช่หันมาทางผม เขาหันมามอง… กล้องของผม

เขาจ้องตรงเข้ามาในเลนส์ ผมรู้สึกเย็นวาบไปทั้งสันหลัง เหมือนมีน้ำแข็งก้อนหนึ่งถูกหย่อนลงมาในเสื้อ ผมยังคงกดชัตเตอร์ด้วยสัญชาตญาณ แชะ! แชะ! ผมซูมเข้าไปที่ดวงตาขุ่นมัวคู่นั้น ผ่านช่องมองภาพ ผมเห็นริมฝีปากแห้งผากของเขาขยับ

เสียงรอบข้างดูเหมือนจะเบาลง เหลือเพียงเสียงลมหวีดหวิวในหู ผมอ่านปากของเขา เขาไม่ได้ตะโกน เขาแค่พึมพำ ด้วยเสียงที่แหบพร่า… แต่ผมกลับได้ยินมันชัดเจนในหัว เหมือนเขามากระซิบอยู่ข้างหูผม

“มึง… โกหก”

ผมแข็งทื่อ นิ้วที่วางบนชัตเตอร์หยุดนิ่ง ม้าทรงชรายังคงจ้องผมผ่านเลนส์ เขายิ้ม เป็นรอยยิ้มที่น่าเกลียดที่สุดเท่าที่ผมเคยเห็น รอยยิ้มที่ไม่มีความยินดี มีแต่ความสมเพช

แล้วเขาก็พึมพำอีกครั้ง เสียงนั้น… มันไม่ใช่เสียงของคนแก่ มันฟังเหมือนเสียง… เหมือนเสียงเด็กผู้หญิง

“มันหนาว… มึงไม่ได้มอง… มึงวิ่งหนี…”


ผมทำกล้องหล่น เสียงมันดังแกร๊ง! ตอนที่ตัวเลนส์กระแทกพื้นถนน ผมไม่ได้สนใจ ผมยังคงยืนแข็งทื่อ จ้องไปยังจุดที่ชายชราคนนั้นเคยยืนอยู่ เขาหายไปแล้ว เหมือนไม่เคยมีตัวตน เขาสลายไปในฝูงชนชุดขาวที่กำลังเคลื่อนไหวอย่างบ้าคลั่ง

“เคน! เคน!” เสียงของอรินเจาะผ่านม่านความเงียบในหัวผม เธอกำลังเขย่าแขนผมอย่างแรง “คุณเป็นอะไรไป! หน้าซีดหมดแล้ว!” เธอเห็นกล้องที่พื้น “โอ๊ย! กล้อง!” อรินรีบก้มลงไปเก็บกล้องขึ้นมา โชคดีที่มันดูเหมือนจะไม่เป็นอะไรมาก เธอหันมามองหน้าผม “เคน! ได้ยินฉันไหม!”

ผมพยักหน้าช้าๆ เสียงรอบข้างถาโถมกลับเข้ามา เสียงกลอง เสียงประทัด เสียงสวดมนต์ มันดังเสียดแทงแก้วหู ดังกว่าเดิมร้อยเท่า ผมรู้สึกเหมือนกำลังจะอาเจียน “ผม…” ผมพยายามพูด “ผม… ไม่ไหว” “เกิดอะไรขึ้น” อรินถาม “คุณจ้องม้าทรงคนนั้น… เขาทำอะไรคุณ” “เปล่า” ผมโกหก “เขาไม่ได้ทำอะไร” ผมดึงแขนออกจากมือเธอ “ผมแค่… ควันมันเยอะไป ผมแสบตา” ผมก้มหน้า หันหลังให้ขบวนแห่ “ผมอยากกลับ”

อรินมองผมด้วยสายตาไม่เชื่อ แต่เธอก็ไม่ได้ซักไซ้ต่อ “โอเค” เธอบอก “เรากลับกัน” เธอประคองผมเดินฝ่าฝูงชนออกมา ผมรู้สึกเหมือนทุกคนบนถนนกำลังจ้องมองผม เหมือนพวกเขารู้ เหมือนพวกเขากำลังหัวเราะเยาะผมอยู่ข้างหลัง ชุดสีขาวของพวกเขาดูเหมือนผ้าห่อศพที่กำลังเคลื่อนไหวได้ ผมรีบเดิน กึ่งวิ่ง ผมแค่อยากจะออกไปจากที่นี่ ผมอยากกลับไปที่ห้อง ที่ที่มัน… ปลอดภัย

เรากลับมาถึงห้องพักโรงแรม อรินวางกล้องลงบนโต๊ะอย่างระมัดระวัง “คุณไปล้างหน้าล้างตาก่อนไป” เธอบอก “เดี๋ยวฉันไปหาน้ำเย็นๆ มาให้” เธอดูเป็นห่วงผมจริงๆ ผมพยักหน้า ผมเดินโซเซเข้าไปในห้องน้ำ ผมมองตัวเองในกระจก ผู้ชายในกระจกดูเหมือนผี ตาเบิกกว้าง ริมฝีปากซีดเผือด “มันไม่จริง” ผมกระซิบกับตัวเอง “มึงแค่เครียด มึงแค่… เกลียดที่นี่”

ผมก้มลง เปิดก๊อกน้ำ ผมวักน้ำเย็นๆ ขึ้นมาสาดหน้า ครั้งแล้ว… ครั้งเล่า… น้ำเย็นจัดช่วยให้ผมรู้สึกดีขึ้น มันดึงสติผมกลับมา ผมหลับตาลง ปล่อยให้น้ำไหลผ่านใบหน้า “มันก็แค่คนแก่… ที่พูดจาเพ้อเจ้อ” “เขาอาจจะเมายา หรืออะไรสักอย่าง”

ผมกำลังพยายามหาเหตุผล หาคำอธิบายที่สมองของผมจะยอมรับได้ เขาอาจจะแค่พูดลอยๆ “มึงโกหก”… คนเราโกหกกันวันละกี่เรื่อง? “มันหนาว”… ก็ที่นี่มันภูเก็ต ฝนตกบ่อย อากาศก็ชื้น มันเป็นแค่ความบังเอิญ ใช่… มันต้องเป็นแค่ความบังเอิญ

ผมกำลังจะเงยหน้าขึ้น และผมก็ได้ยินเสียง เสียงน้ำ… มันไม่ใช่เสียงน้ำจากก๊อกที่ผมเปิดอยู่ มันเป็นเสียงที่ต่างออกไป กรู๊… กรู๊…

เหมือนเสียงน้ำไหลลงท่อ แต่ดัง… และลึก เหมือนมันดังมาจากในท่อลึกๆ ผมปิดก๊อกน้ำ เสียงน้ำจากก๊อกหยุด แต่เสียงนั้นยังอยู่ กรู๊… กรู๊…

ผมก้มลงมอง เสียงนั่นดังมาจาก… รูระบายน้ำที่อ่างล้างหน้า

ผมจ้องรูเล็กๆ นั่น ความมืดในรูนั้นดูเหมือนจะดึงดูดสายตาผม ผมรู้สึกขนลุกซู่ ผมได้ยินเสียงกระซิบ… แผ่วเบา… ปนมากับเสียงน้ำในท่อ “หนาว…”

ผมผงะถอยหลัง ผมชนเข้ากับชั้นวางของ ขวดแชมพูเล็กๆ ตกกระจายลงพื้น ผมหันไปมองกระจกอีกครั้ง ใบหน้าของผมเปียกปชุ่ม และวินาทีนั้น… เพียงเสี้ยววินาที… ผมเห็นเงาสะท้อนในกระจก ไม่ใช่เงาของผม เป็นเงาของชายชราคนนั้น ม้าทรงตาขุ่น เขากำลังยืนอยู่ข้างหลังผม!

ผมหมุนตัวกลับไปทันที ไม่มี! ในห้องน้ำแคบๆ นี้ ไม่มีใครอื่นนอกจากผม ผมตัวสั่น นี่มันบ้าอะไรกัน ผมกำลังจะเสียสติเหรอ?

ผมรีบเช็ดหน้าลวกๆ แล้วพุ่งตัวออกจากห้องน้ำ “เป็นอะไรไป!” อรินที่เพิ่งกลับเข้ามาพร้อมขวดน้ำ ถามด้วยความตกใจ “เปล่า!” ผมตะคอก “แค่… แค่ลื่น” ผมเดินไปทรุดตัวลงนั่งบนเตียง หัวใจผมเต้นไม่เป็นส่ำ “เคน คุณไม่โอเคเลยนะ” อรินนั่งลงข้างๆ “บอกฉันมาเถอะ เกิดอะไรขึ้น”

ผมอยากจะบอกเธอ ผมอยากจะตะโกนออกมาว่าผมเห็นอะไร แต่ถ้าผมพูด… เธอก็จะคิดว่าผมบ้า หรือแย่กว่านั้น… เธออาจจะเชื่อมโยงเรื่องราวได้ “ผมเกลียดเทศกาลนี้” ผมพูดเสียงสั่น “ผมบอกแล้วว่ามันบ้าคลั่ง มัน… มันไม่ดีต่อสุขภาพจิต” “เคน…” “ผมอยากกลับบ้าน อริน ผมอยากกลับกรุงเทพฯ ตอนนี้เลย” “เราเพิ่งมาถึงเมื่อวานนะ” เธอพูดอย่างอ่อนโยน “ตั๋วขากลับของเราคืออาทิตย์หน้า” “ผมไม่สน!” ผมลุกขึ้นยืน “ผมจะซื้อตั๋วใหม่ ผมจะไปเดี๋ยวนี้” “เคน!” อรินลุกขึ้นตาม “คุณกำลังทำตัวไม่มีเหตุผล” “ผมไม่มีเหตุผลเหรอ!” ผมหันไปเผชิญหน้าเธอ “ไอ้การเอาเหล็กแทงแก้มมันมีเหตุผลเหรอ! การเดินลุยไฟมันมีเหตุผลเหรอ! ทั้งเมืองมีแต่ควันธูปกับเสียงประทัด นี่มันนรกชัดๆ!”

อรินมองผมนิ่ง “มันไม่ใช่เทศกาลหรอกใช่ไหม” เธอกล่าว “มันคือม้าทรงคนนั้น… เขาพูดอะไรกับคุณ” ผมชะงัก ผมจ้องตาเธอ ผมจะบอกเธอยังไงดี? “เขา…” ผมอ้าปาก “เขา… เขาด่าผม” “ด่าว่าอะไร” ผมกลืนน้ำลาย “เขา… เขาบอกว่าผมเป็นนักท่องเที่ยวเฮงซวย” ผมโกหกอีกแล้ว “เขาบอกว่าผมไม่เคารพสถานที่” อรินถอนหายใจ “ก็… คุณก็ไม่เคารพจริงๆ นั่นแหละ” “นี่คุณเข้าข้างเขาเหรอ!” “ฉันไม่ได้เข้าข้างใคร” เธอพูด “แต่คุณไปจ่อกล้องใส่หน้าเขาขนาดนั้น… เคน คุณต้องเข้าใจนะ นี่คือความเชื่อที่แรงมาก” “แรงเหรอ? มันคือการแสดง!” ผมตะโกน “งั้นคุณกลัวอะไรล่ะ?” คำถามของเธอเหมือนค้อนทุบหัวผม ใช่… ถ้ามันคือการแสดง ทำไมผมต้องกลัว? ทำไมคำพูดของคนแก่เพี้ยนๆ คนหนึ่ง ถึงทำให้ผมสั่นได้ขนาดนี้?

ผมตอบเธอไม่ได้ ผมนั่งลงบนเก้าอี้หน้าโต๊ะทำงาน ผมเห็นกล้องของผมวางอยู่ “ผมต้องทำงาน” ผมพึมพำ “ผมต้องตัดต่อ” ผมต้องการหลักฐาน ผมต้องการพิสูจน์ให้ตัวเองเห็นว่าสิ่งที่ผมเห็น… มันไม่จริง

ผมเปิดแล็ปท็อป ต่อการ์ดรีดเดอร์ ผมเสียบเมมโมรี่การ์ด ไฟล์วิดีโอและภาพนิ่งหลายร้อยไฟล์เด้งขึ้นมา ผมเลื่อนหา… ผมเจอแล้ว ไฟล์ภาพนิ่งชุดที่ผมถ่ายม้าทรงชราคนนั้น ผมคลิกเปิด ภาพแรก… เขาเดินมา ภาพที่สอง… เขาเริ่มหัน ภาพที่สาม… เขามองกล้อง ผมซูมเข้าไปที่ใบหน้าของเขา ดวงตาขุ่นมัว… ริมฝีปากที่กำลังขยับ… “มึงโกหก” ผมอ่านปากเขาจากภาพนิ่ง ผมรีบเปิดไฟล์วิดีโอที่ผมถ่ายไว้ในช่วงเวลาเดียวกัน ผมต้องหาเสียง ผมต้องได้ยินเสียงนั้น

ผมเสียบหูฟัง อรินยังคงยืนมองผมอยู่ห่างๆ ผมกดเล่นวิดีโอ ในคลิป… เสียงกลองดังกระหึ่ม เสียงประทัดแตกดัง แซ่… แซ่… แซ่… เสียงคนโห่ร้อง ผมเห็นม้าทรงชราคนนั้นหันมา… เขามองกล้อง ปากเขาขยับ แต่… ผมไม่ได้ยิน ผมไม่ได้ยินเสียงกระซิบ ผมเร่งเสียงจนสุด ผมย้อนกลับไปกลับมา มีเพียงเสียงกลอง… เสียงประทัด… ไม่มีเสียงพูด ไม่มีคำว่า “โกหก” ไม่มีคำว่า “หนาว”

ผมกระชากหูฟังออก มันเป็นไปได้ยังไง? ผมได้ยินมันชัดเจน มันดังอยู่ในหัวผม แต่กล้อง… กล้องกลับบันทึกมันไม่ได้

นี่มันหมายความว่าอะไร? หมายความว่าผมจินตนาการไปเอง? หรือหมายความว่า… เสียงนั้น… มันไม่ได้ถูกพูดออกมา มันถูกส่ง… ตรงมาที่ผมคนเดียว

ความกลัวแบบใหม่ถาโถมเข้ามา มันไม่ใช่ความกลัวผี มันคือความกลัวว่าผมจะบ้า หรือแย่กว่านั้น… ความกลัวว่า… มัน จริง ว่ามีบางอย่าง… ที่มองไม่เห็น… กำลังสื่อสารกับผม กำลัง… พิพากษาผม

ผมหันไปมองอริน หน้าผมคงจะแย่มาก “เคน…” เธอเดินเข้ามาหาช้าๆ ผมเงยหน้ามองเธอ ดวงตาของผมคงเบิกกว้างด้วยความหวาดผวา “เขาพูด” ผมกระซิบ เสียงแหบแห้ง “อะไรนะ?” “เขาพูด…” ผมกลืนน้ำลายที่เหนียวข้น “เขาบอกว่า… มันหนาว” อรินขมวดคิ้ว “หนาว? อะไรหนาว?” ผมส่ายหน้าช้าๆ น้ำตาเริ่มเอ่อขึ้นมาโดยที่ผมไม่รู้ตัว “อริน… เขารู้ได้ยังไง” “รู้อะไร” “เขาพูดว่า… ‘มึงวิ่งหนี’…” ผมมองเข้าไปในตาของอริน ผมกำลังจะหลุดปากพูดมันออกมา ความลับที่ผมเก็บไว้ 17 ปี “อริน… เขาพูดเรื่อง… นิดา”


อรินยืนนิ่ง ความโกรธบนใบหน้าของเธอเมื่อครู่ สลายไป กลายเป็นความสับสนอย่างสมบูรณ์ “นิดา?” เธอทวนคำ “นิดาคือใคร”

ผมรู้สึกเหมือนถูกตบหน้า ผมหลุดปากพูดออกไป ผมพูดชื่อนั้นออกมา ชื่อที่ผมไม่เคยพูดต่อหน้าใครมาสิบเจ็ดปี ชื่อที่เป็นเหมือนสนิมกัดกินอยู่ข้างในใจผม “เปล่า” ผมรีบส่ายหน้า “ไม่มีอะไร ผม… ผมพูดเพ้อเจ้อ” ผมลุกขึ้น เดินหนีสายตาของเธอ “ผมเครียดเกินไป” “เคน” อรินเดินตามมา “เมื่อกี้คุณพูดว่า ‘เขารู้ได้ยังไง’ เขา… รู้อะไร”

ผมหันกลับมา ตวาดเธอ “บอกว่าไม่มีอะไรไง!” เสียงของผมดังลั่นห้อง อรินสะดุ้ง ผมไม่เคยตะคอกใส่เธอแบบนี้มาก่อน ผมเห็นความกลัว… ความเจ็บปวด… ในแววตาของเธอ มันทำให้ผมรู้สึกผิด แต่ความกลัวของผมมันมีอำนาจเหนือกว่า “หยุดมองผมแบบนั้นได้แล้ว” ผมพูดเสียงลอดไรฟัน “หยุดมองผมเหมือนผมเป็นคนบ้า”

“ฉันไม่ได้มองว่าคุณบ้า” เธอตอบกลับ เสียงสั่นเล็กน้อย “ฉันแค่อยากช่วย” “ช่วยเหรอ?” ผมหัวเราะเยาะ “ช่วยยังไง? พาผมไปไหว้พระเหรอ? หรือให้ผมเอาเหล็กมาแทงแก้มตัวเอง!” “เคน!” “ผมต้องการเหตุผล!” ผมชี้ไปที่แล็ปท็อป “ทำไมในวิดีโอไม่มีเสียง! ทำไมผมได้ยินคนเดียว! มันต้องมีคำอธิบายสิ!” “บางที…” อรินพูดตะกุกตะกัก “บางที… มันอาจจะไม่ต้องการคำอธิบายแบบวิทยาศาสตร์” “หมายความว่าไง” “หมายความว่า… นี่คือภูเก็ต” เธอกล่าว “ที่นี่มีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นตลอดเวลา คุณแค่… ไปเปิดรับมัน” “เปิดรับอะไร? ผีเหรอ?” ผมถามอย่างเหยียดหยาม “คุณกำลังจะบอกว่าผีกำลังสื่อสารกับผม?” อรินไม่ตอบ เธอก้มหน้าลง นั่นคือคำตอบ เธอเชื่อ

ผมรู้สึกเหมือนโลกทั้งใบกำลังพังทลาย แฟนของผม คนที่ผมนึกว่ามีเหตุผล… เธอก็เหมือนคนอื่นๆ เธอก็งมงาย “ผมอยู่กับคุณไม่ได้” ผมพูด “ผม… ผมต้องการอยู่คนเดียว” “เคน อย่าพูดแบบนั้น” “ออกไป!” ผมชี้ไปที่ประตู “ออกไปก่อน อริน ขอร้องล่ะ… ผมต้องคิด”

อรินมองผมด้วยแววตาที่แตกสลาย เธอคงอยากจะเถียง แต่เมื่อเห็นสภาพของผม เธอจึงพยักหน้าช้าๆ “ฉันจะไปเดินเล่นข้างล่าง” เธอบอก “แต่เราต้องคุยกันนะ… เรื่องนิดา” เธอหยิบกุญแจห้องอีกใบ แล้วเดินออกไป ประตูห้องปิดลง เสียงดังกริ๊ก… ผมสะดุ้ง ผมเกลียดเสียงนั้น มันเหมือนเสียง… ลั่นกลอนขังผมไว้

ผมอยู่คนเดียวในห้อง ความเงียบเข้ามาแทนที่ แต่ความเงียบนี้กลับน่ากลัวกว่าเสียงกลอง มันคือความเงียบที่รอคอย รอให้มีเสียงอะไรบางอย่างแทรกเข้ามา

ผมเดินไปเดินมาในห้อง ผมพยายามใช้เหตุผล “โอเค เคน… ตั้งสติ” “มึงแค่… อุปาทานหมู่” “มึงอยู่ในที่ที่คนเขาเชื่อเรื่องนี้ มึงก็เลยอินตาม” “ส่วนเรื่องนิดา… มึงรู้สึกผิด มึงเก็บกดมานาน พอมาเจอเรื่องกระตุ้น มึงก็เลยระเบิดออกมา” “ใช่… แค่นั้นเอง”

ผมพยักหน้ากับตัวเอง ผมรู้สึกดีขึ้น ผมควบคุมสถานการณ์ได้ ผมแค่ต้อง… ผ่อนคลาย “อาบน้ำ” ผมพึมพำ “ใช่… อาบน้ำอุ่นๆ จะช่วยให้ดีขึ้น”

ผมเดินเข้าไปในห้องน้ำ ผมกดล็อกประตู กริ๊ก! ผมรู้สึกปลอดภัยขึ้นมาอีกนิด ผมมองตัวเองในกระจก “มึงไม่บ้า” ผมบอกเงาในกระจก “มึงแค่เครียด” ผมถอดเสื้อผ้าออก ผมเดินไปที่อ่างอาบน้ำ ผมเอื้อมมือไปเปิดฝักบัว น้ำอุ่นๆ ไหลทะลักออกมา ไอน้ำเริ่มจับตัวเป็นฝ้าที่กระจก ผมหลับตาลง ปล่อยให้สายน้ำชะล้างความกลัวออกไป มันได้ผล… ผมรู้สึกดีขึ้นจริงๆ กล้ามเนื้อที่เกร็งอยู่เริ่มคลายตัว

ผมยืนอาบน้ำอยู่แบบนั้นนานหลายนาที ปล่อยให้เสียงน้ำกลบเสียงความคิดในหัว จนกระทั่ง… น้ำเริ่มเย็นลง มันเย็นลงอย่างรวดเร็ว จากน้ำอุ่น กลายเป็นน้ำอุณหภูมิห้อง แล้วก็กลายเป็น… น้ำแข็ง มันเย็นเหมือนน้ำในถังน้ำแข็ง ผมสะดุ้ง ผมลืมตา ผมพยายามหมุนก๊อกน้ำไปทางน้ำร้อน มันไม่ขยับ! ก๊อกน้ำแข็งตาย น้ำเย็นจัดยังคงสาดใส่ตัวผม ผมเริ่มสั่น

“บ้าเอ๊ย!” ผมสบถ ผมพยายามหมุนก๊อกน้ำอีกครั้ง ผมทุบมัน แต่ก็ยังเหมือนเดิม ไอน้ำในห้องน้ำตอนนี้หนาจัด ผมมองไม่เห็นอะไรเลย ทุกอย่างเป็นสีขาวขุ่น และผมก็ได้ยินเสียง… กรู๊… กรู๊…

เสียงเดิม เสียงจากรูระบายน้ำ แต่คราวนี้… มันดังกว่าเดิม มันดัง… เหมือนมีอะไรบางอย่างกำลังสำลักน้ำ ผมก้มลงมองที่เท้า น้ำในอ่างเริ่มท่วมขึ้นมา มันไม่ได้ไหลลงท่อ มันกำลังเอ่อขึ้น เร็ว… เร็วมาก น้ำท่วมข้อเท้าผมแล้ว

ผมพยายามจะปิดน้ำ แต่ก๊อกก็ยังค้าง ผมเหลือบไปมองกระจก ไอน้ำที่เกาะอยู่เต็มกระจก ผมเห็นบางอย่าง มีรอย… เหมือนมีคนเอานิ้วไปเขียนบนฝ้าไอน้ำนั่น เป็นตัวอักษรเดียว… ไม่สิ… เป็นคำๆ เดียว

หนาว

ผมอ่านมันออก “หนาว” หัวใจผมหยุดเต้น ผมหันขวับไปมองที่ประตู ผมต้องออกไปจากที่นี่ แต่เท้าผมเหมือนถูกแช่แข็งไว้ ผมมองลงไปที่น้ำอีกครั้ง น้ำที่เอ่ออยู่รอบข้อเท้าผม… มันไม่ใช่สีใส มันกำลังเปลี่ยนสี มันขุ่น… เหมือนน้ำในแม่น้ำสายนั้น เหมือนสีกาแฟใส่นม

“ไม่…” ผมกระซิบ ผมรู้สึกเหมือนกำลังจะขาดอากาศหายใจ ผมถอยหลัง ผมต้องออกไป ผมลื่น! พื้นอ่างอาบน้ำที่เต็มไปด้วยสบู่ทำให้ผมเสียหลัก ผมล้มลงไปในอ่าง น้ำสีขุ่นสาดกระเซ็น ผมพยายามตะเกียกตะกายลุกขึ้น ผมหันไปมองที่รูระบายน้ำ

รูระบายน้ำ… มันควรจะถูกน้ำท่วมปิดอยู่ แต่มันกลับ… มีบางอย่าง… กำลังดันออกมาจากรูนั้น มันคือ…

มือ มือเล็กๆ… ซีดขาว… เหมือนถูกแช่น้ำมานาน นิ้วทั้งห้ากางออก มันคว้า… คว้าอากาศ… มันกำลังควานหา ห่างจากข้อเท้าผมแค่คืบเดียว!

“อ๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกกก!”

ผมกรีดร้อง ผมใช้แรงทั้งหมดที่มี ถีบตัวเองออกจากอ่างอาบน้ำ ผมลื่นล้มกระแทกพื้นห้องน้ำ ผมไม่สนใจความเจ็บ ผมคลานสี่เท้าไปที่ประตู มือผมสั่นจนปลดล็อกประตูไม่ได้ “เปิดสิโว้ย! เปิด!” ผมทุบลูกบิด ในที่สุดมันก็เปิดออก

ผมพุ่งตัวออกมาจากห้องน้ำ ผมล้มกลิ้งอยู่บนพรมหน้าห้อง ผมเปียกโชก… ตัวสั่นเทา… และเปลือยเปล่า อริน! เธอเพิ่งกลับเข้ามาในห้องพอดี “เคน!” เธอร้องลั่น เมื่อเห็นสภาพผม เธอวิ่งเข้ามาหา “พระเจ้า! เกิดอะไรขึ้น! คุณลื่นล้มเหรอ!” ผมพูดไม่ออก ผมเอาแต่ส่ายหน้า ผมชี้ไปที่ห้องน้ำ “ในนั้น…” ผมพยายามเค้นเสียง “ในอ่าง… ในท่อ…” อรินมองหน้าผมด้วยความหวาดกลัว เธอวิ่งเข้าไปในห้องน้ำ

ผมได้ยินเสียงเธออุทาน ผมกลั้นหายใจ เธอจะต้องเห็น… เธอต้องเห็นมือ… เธอกลับออกมา ช้าๆ ใบหน้าของเธอซีดเผือด “เคน…” เธอกล่าวเสียงสั่น “เห็นไหม…” ผมกระซิบ “เธอเห็นมันใช่ไหม” อรินมองผม แววตาของเธอ… มันไม่ใช่แววตาของคนที่เพิ่งเห็นผี มันเป็นแววตา… ที่ผมไม่เคยเห็นมาก่อน มันคือ… ความสงสาร และความกลัว กลัว… ผม

“ในนั้น…” เธอกลลืนน้ำลาย “ไม่มีอะไรเลย เคน” “อะไรนะ?” “กระจก… มันก็แค่ฝ้าไอน้ำ” เธอบอก “ไม่มีรอยอะไรทั้งนั้น” “แล้ว… แล้วในอ่างล่ะ?” ผมถาม “น้ำ… มือ…” “น้ำก็ไหลลงท่อปกติ” เธอส่ายหน้า “ในนั้นไม่มีอะไรเลย… นอกจากขวดแชมพูของคุณ”

ผมจ้องเธอ ไม่จริง มันเป็นไปไม่ได้ ผมเห็นมัน ผมเห็นมันชัดเจน “เธอโกหก” ผมพูด “ฉันไม่ได้โกหก” อรินน้ำตาคลอ “เคน… ฉันคิดว่าคุณ… คุณไม่ไหวแล้วจริงๆ” เธอเดินไปหยิบผ้าเช็ดตัวมาคลุมให้ผม “คุณกำลังป่วยหนัก… เคน”

ผมมองเธอ ผมมองผ่านเธอ ผมเข้าใจแล้ว ผมเข้าใจทุกอย่างแล้ว ผีตัวนั้น… วิญญาณนั้น… มันฉลาด มันไม่ได้ออกมาให้คนอื่นเห็น มันออกมา… ให้ผมเห็นคนเดียว มันกำลังทำลายผมจากข้างใน มันกำลังทำให้ทุกคนคิดว่าผมบ้า

ผมมองหน้าอริน แววตาของเธอที่เต็มไปด้วยความสงสาร เธอกำลังตัดสินผม เธอคิดว่าผมเสียสติ ผมผลักมือเธอออก ผมลุกขึ้นยืน “ผมไม่บ้า” ผมพูดเสียงเรียบ… เย็นชา ผมคว้าผ้าเช็ดตัวมาพันรอบเอว “ผมไม่บ้า” ผมพูดซ้ำ “และผมจะพิสูจน์ให้คุณเห็น”

ผมเดินไปที่แล็ปท็อป “คุณคิดว่าผมอุปาทานไปเองใช่ไหม” “เคน…” “คุณคิดว่าไอ้คนแก่นั่น… มันแค่พูดจาเพ้อเจ้อใช่ไหม” ผมเปิดหน้าเบราว์เซอร์ “ผมจะไปหาเขา” “หาใคร?” “ม้าทรงคนนั้น” ผมเริ่มค้นหาข้อมูล “ผมจะไปหาเขา ผมจะไปถามเขาต่อหน้า… ว่าเขารู้เรื่องนิดาได้ยังไง” “คุณจะบ้าเหรอ!” อรินตะโกน “คุณจะไปตามหาคนแปลกหน้าที่ไหนก็ไม่รู้เนี่ยนะ!” “ผมจะทำ” ผมพูดอย่างเด็ดเดี่ยว “ผมจะลากความจริงออกมาจากปากเขา… หรือจากปากอะไรก็ตามที่มันสิงเขาอยู่” ผมหันไปมองเธอ ดวงตาของผมคงลุกวาวด้วยความบ้าคลั่ง… หรืออาจจะเป็นความมุ่งมั่น “และถ้าเขาไม่ตอบ…” ผมหยิบกล้องขึ้นมา “ผมก็จะอัดวิดีโอเขา… จนกว่าผมจะได้ยินเสียงนั้นอีกครั้ง”

นี่คือจุดแตกหัก อรินมองผมเหมือนผมเป็นคนแปลกหน้า และบางที… ผมอาจจะเป็นคนแปลกหน้าไปแล้วจริงๆ ผมนั่งลง เริ่มพิมพ์ค้นหา “ที่อยู่ ม้าทรง ศาลเจ้า…” ผมไม่สนแล้วว่าอรินจะคิดยังไง ผมไม่สนแล้วว่าโลกจะคิดยังไง ผมมีศัตรู และศัตรูของผม… มันรู้ชื่อเหยื่อของผม


ผมใช้เวลาหลายชั่วโมง อรินพยายามพูดกับผม พยายามดึงผมออกมา เธอบอกว่าเราควรไปเดินเล่น ไปสูดอากาศ เธอบอกว่าผมกำลังหมกมุ่น ผมไม่ฟังเธอ ผมนั่งอยู่หน้าจอแล็ปท็อป นิ้วผมกระแทกคีย์บอร์ดอย่างบ้าคลั่ง

“เจอแล้ว” ผมพึมพำออกมาในที่สุด “อะไรนะ?” อรินถาม “ผมเจอเขาแล้ว” ผมซูมเข้าไปในภาพข่าวท้องถิ่นที่ผมเพิ่งค้นเจอ มันเป็นภาพจากพิธีแห่เมื่อวาน ในรูปนั้น… มีม้าทรงชราคนนั้นอยู่ เขากำลังเดิน… ตาเหม่อลอย ใต้ภาพมีคำบรรยาย “นายเฒ่า… ม้าทรงแห่งศาลเจ้าจุ้ยตุ่ยเต้าโบ้เก้ง”

“ผมจะไปที่นั่น” ผมประกาศ “เคน นี่มันตีสองแล้วนะ” อรินพูดเสียงอ่อย “ศาลเจ้าปิดหมดแล้ว” “พรุ่งนี้เช้า” ผมพูด “พรุ่งนี้เช้า… ผมจะไป” ผมนอนไม่หลับ ผมนั่งจ้องกำแพงห้องพัก อรินหลับอยู่บนเตียง เธอนอนขดตัว หันหลังให้ผม ผมรู้ว่าเธอกลัว ผมนั่งฟังเสียง… เสียงน้ำหยด ติ๋ง… ติ๋ง… มันดังมาจากห้องน้ำ ผมพยายามไม่สนใจ ผมบอกตัวเองว่ามันก็แค่ก๊อกน้ำปิดไม่สนิท ติ๋ง… ติ๋ง… แต่จังหวะของมัน… มันฟังเหมือนเสียงเคาะ เหมือนมีคนกำลังใช้นิ้วเคาะกระจกเบาๆ ติ๋ง… ติ๋ง…

ผมกำหมัดแน่น “หุบปาก” ผมกระซิบในความมืด เสียงน้ำหยุด ทันที ผมกลั้นหายใจ ความเงียบที่ตามมา… น่ากลัวยิ่งกว่า ผมรู้ว่ามันกำลังเล่นกับผม มันรู้ว่าผมกลัว

เช้าวันรุ่งขึ้น ผมตื่นก่อนอริน ผมแต่งตัวรวดเร็ว ผมคว้ากล้องโปรของผม แบตเตอรี่สำรอง ไมโครโฟน ผมเตรียมพร้อมเหมือนกำลังจะออกไปถ่ายสารคดีสงคราม “คุณจะไปจริงๆ เหรอ” อรินถามเสียงงัวเงีย “ผมต้องไป” ผมตอบโดยไม่หันไปมองเธอ “ให้ฉันไปด้วยนะ” “ไม่” ผมปฏิเสธทันที “นี่มันเรื่องของผม ผมจะไปคนเดียว” ผมไม่อยากให้เธอมาเป็นพยาน ผมไม่อยากให้เธอเห็น… ในกรณีที่ผม… ผมไม่อยากให้เธอเห็นผมพังทลาย

ผมออกจากโรงแรม อากาศยามเช้าของภูเก็ตควรจะสดชื่น แต่สำหรับผม มันกลับอับชื้นและหนักอึ้ง กลิ่นธูปยังคงฝังแน่นอยู่ในอากาศ ผมเรียกแท็กซี่ “ไปศาลเจ้าจุ้ยตุ่ย”

ศาลเจ้าในตอนเช้าเงียบสงบ แตกต่างจากภาพความบ้าคลั่งที่ผมเห็นในขบวนแห่ มีเพียงคนสูงอายุไม่กี่คนที่มาจุดธูปไหว้พระ ผมเดินเข้าไป สถาปัตยกรรมสีแดงและทองอร่ามตา แต่ผมไม่รู้สึกถึงความศักดิ์สิทธิ์ ผมรู้สึกเหมือนกำลังเดินเข้าไปในกรงเล็บของอะไรบางอย่าง ผมเดินหา… ผมมองหาชายชราคนนั้น

ผมเดินไปทั่ว ผ่านลานกว้าง ผ่านห้องโถงที่เต็มไปด้วยรูปปั้นเทพเจ้าหน้าตาดุดัน ผมไม่พบเขา ผมเริ่มรู้สึกหงุดหงิด หรือว่าผมมาผิดที่? หรือว่าเขาไม่ได้อยู่ที่นี่?

ผมเห็นชายคนหนึ่งกำลังกวาดลาน เขาสวมชุดขาวของศาลเจ้า ผมเดินเข้าไปหาเขา “ขอโทษนะครับ” ผมพูด “ผมตามหาคน” ชายคนนั้นหยุดกวาด “ครับ?” ผมหยิบกล้องขึ้นมา ผมเปิดรูปที่ผมถ่ายไว้เมื่อวาน รูปหน้าของม้าทรงชราคนนั้น “คนนี้ครับ” ผมยื่นให้เขาดู “เขาเป็นม้าทรงของที่นี่ใช่ไหม”

ชายคนนั้นหรี่ตามองภาพ เขาขมวดคิ้ว “อ๋อ… ลุงเฒ่า” หัวใจผมเต้นแรง “ใช่ครับ! ลุงเฒ่า! เขาอยู่ไหนครับ ผมต้องคุยกับเขา” ชายคนนั้นมองหน้าผมแปลกๆ “คุณมีธุระอะไรกับแกเหรอ” “ผม… ผมเป็นนักข่าว” ผมโกหก “ผมอยากสัมภาษณ์แกเรื่องเทศกาล” ชายคนนั้นส่ายหน้าช้าๆ “แกไม่อยู่ที่นี่หรอก” “ไปไหนครับ?” ผมถาม “บ้านแกอยู่ที่ไหน” “เปล่า” ชายคนนั้นพูด “แก… เสียไปแล้ว”

คำพูดของเขาเหมือนน้ำเย็นราดหัวผม “อะไรนะ?” “ลุงเฒ่า… แกเสียไปแล้ว” ชายคนนั้นย้ำ “เสียไปเมื่อสามปีก่อน” ผมยืนอึ้ง “ไม่… เป็นไปไม่ได้” ผมส่ายหน้า “ผมเพิ่งถ่ายรูปเขาวานนี้เอง! ในขบวนแห่!” ผมยื่นกล้องให้เขาดูอีกครั้ง “นี่ไง! นี่มันเมื่อวาน!” ชายคนนั้นถอนหายใจ เขามองผมนานขึ้น แววตาของเขา… ไม่ใช่แววตาของคนโกหก มันคือแววตาของคนที่เห็นเรื่องแบบนี้มาจนชิน “หนุ่ม” เขาพูดเสียงเรียบ “ทุกปี… ในช่วงเทศกาล… องค์เทพจะกลับมา” “อะไรนะ” “ลุงเฒ่าแกเป็นม้าทรงคนโปรดขององค์กิ่วอ๋องไต่เต่” เขากล่าว “ถึงแกจะตายไปแล้ว แต่พอถึงเวลา… องค์เทพก็ยังมา ‘ยืม’ ร่างแกไปร่วมขบวนแห่” “ยืม… ยืมร่าง?” ผมทวนคำ “ชาวบ้านแถวนี้เห็นกันจนชิน” เขายักไหล่ “แกจะเดินออกมาจากสุสานหลังศาลเจ้า… เข้าร่วมพิธี… พอพิธีเสร็จ แกก็จะเดินกลับเข้าไป”

ผมรู้สึกเหมือนเลือดในตัวผมหยุดไหลเวียน ผมกำลังคุยกับคนบ้า หรือว่า… “คุณจะบอกว่า… ผมถ่ายรูป… ผีเหรอ?” ชายคนนั้นหัวเราะหึๆ “จะเรียกแบบนั้นก็ได้มั้ง” เขาพูด “แต่สำหรับเรา… แกคือม้าทรง… แค่นั้นเอง” เขาชี้ไปทางด้านหลังของศาลเจ้า “สุสานอยู่ทางโน้น… ถ้าอยากเจอนัก ก็ลองไปดูสิ” เขาหันกลับไปกวาดใบไม้ต่อ ทิ้งให้ผมยืนแข็งทื่ออยู่คนเดียว

ผมควรจะวิ่งหนี ผมควรจะกลับโรงแรม ไปเก็บกระเป๋า แล้วขึ้นเครื่องบินเที่ยวแรกกลับกรุงเทพฯ นี่มันเกินกว่าที่ผมจะรับไหวแล้ว ชายที่พูดกับผม… เขาตายไปแล้วสามปี แต่ผมกลับไม่วิ่ง ความกลัวของผมถูกแทนที่ด้วยอะไรบางอย่างที่รุนแรงกว่า ความโกรธ… และความอยากรู้อย่างบ้าคลั่ง

ถ้าเขาตายไปแล้ว… แล้ว อะไร ที่พูดกับผม? อะไร ที่มันรู้เรื่องนิดา? ผมกำกล้องในมือแน่น ผมต้องไป ผมต้องไปดูให้เห็นกับตา

ผมเดินไปทางหลังศาลเจ้า ผ่านประตูเล็กๆ ที่เปิดไปสู่พื้นที่รกร้าง มีทางเดินเล็กๆ ทอดลึกเข้าไปในป่า บรรยากาศเปลี่ยนไปทันที จากศาลเจ้าที่สว่างไสว… กลายเป็นอุโมงค์ต้นไม้ที่มืดครึ้ม เสียงจั๊กจั่นร้องระงม ผมเดินช้าๆ หัวใจผมเต้นแรงจนเจ็บหน้าอก ผมเห็นมันแล้ว…

สุสานจีนเก่าๆ ป้ายหลุมศพหินอ่อนวางเรียงรายกันอย่างไม่เป็นระเบียบ หญ้าขึ้นสูงรก กลิ่นอับชื้นของดินและใบไม้เน่าปะทะจมูกผม ผมเดินไปตามป้ายหลุมศพ ผมอ่านชื่อ… ชื่อที่ผมอ่านไม่ออก จนกระทั่ง… ผมหยุดอยู่ที่หลุมหนึ่ง

มันเป็นหลุมศพที่ค่อนข้างใหม่กว่าหลุมอื่น บนป้ายหิน… มีรูปถ่ายขาวดำใบเล็กๆ ติดอยู่ รูปของชายชรา… คนที่ผมถ่ายเมื่อวาน ลุงเฒ่า

ผมจ้องรูปนั้น มันคือเขาจริงๆ ใต้รูปมีชื่อและวันที่ เสียชีวิต… 3 ปี 4 เดือน ผมยกกล้องขึ้นมา มือผมสั่น ผมถ่ายรูปป้ายหลุมศพนั้นไว้ “มึง…” ผมกระซิบกับป้ายหิน “มึงทำแบบนี้ทำไม” ผมไม่รู้ว่าผมกำลังพูดกับใคร กับศพใต้ดิน? หรือกับ “องค์เทพ” ที่ชายคนนั้นพูดถึง?

“มึงต้องการอะไรจากกู!” ผมตะโกน เสียงของผมดังสะท้อนไปในสุสานที่เงียบสงัด ไม่มีคำตอบ มีเพียงเสียงลมหวีดหวิวผ่านยอดไม้ ผมรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นไอ้บ้า มายืนตะโกนใส่หลุมศพ ผมหัวเราะออกมา เสียงหัวเราะของผมฟังดูแห้งแล้งและสิ้นหวัง

ผมกำลังจะหันหลังกลับ และผมก็ได้ยิน… ไม่ใช่เสียงกระซิบ ไม่ใช่เสียงน้ำ แต่เป็นเสียง… แกรก…

เสียงเหมือนคนเหยียบกิ่งไม้แห้ง มันดังมาจาก… ด้านหลังผม ลึกเข้าไปในป่าหลังสุสาน

ผมหยุดนิ่ง ผมค่อยๆ หันกลับไป ผมเพ่งมองเข้าไปในความมืดระหว่างต้นไม้ ไม่มีอะไร… ผมคงหูฝาด ผมกำลังจะเดินต่อ… แกรก! คราวนี้ดังกว่าเดิม และใกล้กว่าเดิม มีคน… มีคนกำลังมองผมอยู่

“ใครน่ะ!” ผมตะโกน ผมยกกล้องขึ้นมา ใช้เลนส์ซูมส่องเข้าไปในความมืด ผมปรับโฟกัส… และผมก็เห็น ท่ามกลางเงาไม้ มีร่างหนึ่งยืนนิ่ง

ไม่ใช่ชายชรา แต่เป็น… เด็ก เด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ สวมชุดกระโปรงสีขาว ผมสีดำยาวปิดหน้า เธอยืนนิ่ง… จ้องมาที่ผม

“นิดา…?” ผมพึมพำชื่อนั้นออกมา ผมแทบหยุดหายใจ เด็กคนนั้น… ค่อยๆ เงยหน้าขึ้น ผมมองไม่เห็นหน้าเธอ เพราะแสงมันน้อยเกินไป แต่ผมรู้… ผมรู้ว่าเป็นเธอ

“นิดา!” ผมร้องเรียก ผมเริ่มวิ่ง ผมวิ่งเข้าหาเธอ วิ่งเข้าไปในป่า ผมไม่สนแล้วว่ามันคืออะไร ผี… หรืออุปาทาน ผมแค่ต้องรู้ “นิดา! รอด้วย!” ผมวิ่งฝ่าพงหญ้า กิ่งไม้ขีดข่วนแขนผม ผมเห็นเธออยู่ข้างหน้า เธอกำลังวิ่งหนี เธอวิ่งลึกเข้าไปในป่า

ผมตามเธอไป ผมไม่รู้ว่านานแค่ไหน ผมหลงทางแล้ว ผมไม่รู้ว่าศาลเจ้าอยู่ทางไหน ผมรู้แค่ว่าผมต้องตามเธอไป จนกระทั่ง… เธอกลับหยุด เธอยืนอยู่หน้า… บ่อน้ำ บ่อน้ำเก่าๆ กลางป่า ปากบ่อก่อด้วยหิน มันดูเหมือนถูกทิ้งร้างมานาน

เธอยืนอยู่ที่ขอบบ่อ หันหลังให้ผม “นิดา… ใช่น้องจริงๆ เหรอ” ผมพูด หอบหายใจ ผมเดินเข้าไปหาเธอช้าๆ “พี่ขอโทษ…” ผมไม่รู้ว่าผมพูดอะไรออกไป ผมแค่รู้สึกว่าผมต้องพูด “พี่ขอโทษนะ…”

เด็กคนนั้น… หันกลับมา ช้าๆ… ผมหยุดกึก

นั่นไม่ใช่นิดา ใบหน้านั้น… มันไม่ใช่ใบหน้าของเด็กผู้หญิง มันคือใบหน้า… ที่เน่าเปื่อย… ดวงตาโบ๋ลึก… ผิวหนังหลุดลุ่ย… และมันกำลัง… ยิ้ม ยิ้มกว้าง… จนปากฉีกถึงใบหู มันอ้าปาก… และเสียงที่ออกมา… ไม่ใช่เสียงเด็ก

“มึง… วิ่งหนี…”

มันคือเสียงแหบพร่าของชายชราคนนั้น! เสียงของลุงเฒ่า!

ผมกรีดร้อง ผมถอยหลัง ผมสะดุดรากไม้ ผมล้มหงายหลัง กล้องกระแทกพื้น ผีเด็กตนนั้น… หรือผีเฒ่าในร่างเด็ก… มันหัวเราะ เสียงหัวเราะที่ฟังเหมือนเสียงฟองอากาศแตก มันชี้มาที่ผม แล้วมันก็กระโดด มันกระโดด… ลงไปในบ่อน้ำ ตูม!

เสียงน้ำสาดกระเซ็น ผมคลานหนี ผมลุกขึ้น ผมวิ่ง ผมวิ่งโดยไม่หันกลับไปมอง ผมวิ่งเหมือนคนเสียสติ ผมวิ่งทะลุป่า ผมไม่รู้ว่าผมวิ่งไปทางไหน ผมแค่ต้องหนี หนีจากเสียงหัวเราะนั่น หนีจากบ่อน้ำนั่น หนีจากความจริงที่ว่า… มันไม่ใช่แค่มันรู้เรื่องผม มันกำลัง… รอผมอยู่

ผมวิ่งจนมาทะลุถนนเส้นหนึ่ง ผมไม่รู้ว่าที่ไหน ผมโบกรถคันแรกที่ผ่านมา ผมยัดเงินใส่มือคนขับ “ไป… ไปโรงแรมไหนก็ได้! เร็ว!” ผมนั่งตัวสั่นอยู่ที่เบาะหลัง ผมมองไม่เห็นอะไรเลย ผมเห็นแต่ภาพ… ใบหน้าที่เน่าเปื่อย… และรอยยิ้มที่ฉีกกว้าง

ผมกลับมาถึงโรงแรม ผมจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าผมกลับมายังไง อรินอยู่ในห้อง เธอคงรอผมอยู่ พอเธอเห็นสภาพผม เธอกรีดร้อง ผมคงดูแย่มาก เสื้อผ้าขาดวิ่น เนื้อตัวมีแต่รอยขีดข่วน “เคน! คุณไปไหนมา!” ผมไม่ตอบ ผมเดินผ่านเธอไป ผมไปที่กระเป๋าเดินทาง ผมเริ่มยัดเสื้อผ้าลงไป อย่างลวกๆ

“เอน… คุณทำอะไร” “เก็บของ” ผมพูดเสียงสั่น “เราจะไปจากที่นี่… เดี๋ยวนี้” “เกิดอะไรขึ้น!” เธอดึงแขนผม “คุณไปเจอเขามาเหรอ” ผมหันไปมองเธอ ผมจ้องเข้าไปในดวงตาของเธอ “เขาตายแล้ว” ผมพูด “ตายไปสามปีแล้ว” อรินหน้าซีด “แล้วผมก็เจอ… ผมเจอ…” ผมพูดต่อไม่ไหว ผมส่ายหน้า “ผมเจอผี… อริน… ผมเจอผีจริงๆ”

ผมคิดว่าเธอจะตกใจ ผมคิดว่าเธอจะร้องไห้ แต่เธอไม่ เธอยืนนิ่ง… แล้วเธอก็พูดประโยคที่ทำให้ผมหยุดชะงัก “ฉันรู้” “อะไรนะ?” “ฉันรู้ว่าคุณจะเจอ” เธอกล่าว “ฉัน… ฉันไปมาเหมือนกัน” “ไปไหน?” “ไปศาลเจ้า… หลังจากคุณออกไป” อรินพูด “ฉันเป็นห่วงคุณ” “แล้วยังไง” “ฉันไปถามคนแถวนั้น… พวกเขาเล่าเรื่องลุงเฒ่าให้ฉันฟัง… และเขาก็เล่า… เรื่องบ่อน้ำหลังสุสาน” ผมจ้องเธอ “เขากำชับฉัน” อรินเสียงสั่น “เขาบอกว่า… ห้าม… ห้ามไปที่นั่นเด็ดขาด เขาบอกว่าที่นั่น… มันคือประตู ใครก็ตามที่ถูก ‘องค์เทพ’ เรียกหา… ถ้าไปที่นั่น… จะกลับออกมาไม่ได้อีก”

ผมรู้สึกเย็นวาบไปทั้งตัว “แต่… แต่ผมกลับมาได้” ผมพูด “ใช่” อรินพยักหน้า น้ำตาเริ่มไหล “คุณกลับมาได้… แต่คุณได้เอา อะไร กลับมาด้วยหรือเปล่า… เคน”


คำพูดของอริน… “คุณได้เอา อะไร กลับมาด้วยหรือเปล่า” …มันเหมือนน้ำกรดที่สาดใส่แผลสด มันไม่ใช่คำถาม มันคือคำยืนยัน

ผมจ้องเธอ ความหนาวเย็นที่ผมรู้สึกที่บ่อน้ำ… ตอนนี้มันอยู่ในห้องนี้ มันเกาะกินกระดูกของผม ผมมองไปรอบๆ ห้องพักโรงแรมที่เคยหรูหรา ตอนนี้มันดูเหมือนกรง ผนังห้องดูเหมือนจะบีบเข้ามา “เราต้องไป” ผมพูดซ้ำ “ใช่” อรินพยักหน้า “เดี๋ยวนี้”

เราสองคนเคลื่อนไหวเหมือนหุ่นยนต์ ไม่มีการพูดคุย มีเพียงเสียงซิปกระเป๋าที่ถูกรูดอย่างรีบร้อน เสียงเสื้อผ้าที่ถูกยัดลงไป ผมไม่ได้เก็บของ… ผมแค่กวาดทุกอย่างลงกระเป๋า กล้อง… แล็ปท็อป… สายชาร์จ… ผมไม่สนว่ามันจะพังหรือไม่ ผมแค่ต้อง… ออกไป

ผมเหลือบมองอริน เธอกำลังสั่น เธอไม่ได้มองผม เธอจ้องไปที่… ประตูห้องน้ำ เหมือนกลัวว่าจะมีอะไรคลานออกมาจากตรงนั้น “เธอเห็นมันเหรอ” ผมถาม “อะไรนะ?” เธอสะดุ้ง “ที่บ่อน้ำ… เธอเห็นมันไหม” “ฉันไม่ได้ไปที่บ่อ!” เธอตะโกนใส่ผม “ฉันแค่ไปถามที่ศาลเจ้า! ฉันไม่บ้าพอจะเดินตามผีเข้าไปในป่า!” คำพูดของเธอแทงใจผม “ผมไม่ได้บ้า” “ฉันไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น” เธอรีบพูด “ฉันแค่…” “ช่างมันเถอะ” ผมตัดบท “เก็บของให้เสร็จ”

ผมลากกระเป๋าเดินทางไปที่ประตู ผมเอื้อมมือไปจับลูกบิด ผมหมุน… มันไม่ขยับ “บ้าเอ๊ย” ผมสบถ “มันติด” ผมลองหมุนอีกครั้ง… ออกแรงมากขึ้น กึก… กึก… ลูกบิดเหมือนถูกเชื่อมติด “เคน…?” อรินมองผมจากอีกฟากของห้อง “ประตูมันล็อก” ผมบอก พยายามคุมเสียงไม่ให้สั่น “คุณไม่ได้ล็อกอัตโนมัติเหรอ” “เปล่า! มันติด!” ผมเริ่มทุบประตู “เปิด! เปิดโว้ย!” ผมถอยหลัง แล้วใช้ไหล่กระแทก ตูม! ประตูสั่น… แต่ไม่เปิด มันแข็งเหมือนกำแพงหิน

“ไม่… ไม่… ไม่…” ผมพึมพำ ผมรู้สึกถึงมัน ไอเย็นที่คุ้นเคย… กำลังแผ่ซ่านมาจากพื้นห้อง อรินถอยหลังไปชิดหน้าต่าง “เคน… ไฟ…” ผมเงยหน้าขึ้น หลอดไฟบนเพดานกำลังกระพริบ กะพริบ… ช้า… ช้า… แล้วก็… พรึ่บ!

ความมืด มืดสนิท มืดเหมือนในบ่อน้ำนั่น “อริน!” ผมตะโกน “ฉันอยู่นี่!” เสียงเธอสั่นเครือ ผมได้ยินเสียงเธอคลำหาโทรศัพท์มือถือ แสงไฟฉายจากมือถือของเธอสว่างวาบขึ้นมา ลำแสงสั่นเทา กวาดไปมาทั่วห้อง มันจับภาพใบหน้าของผม “เราถูกขัง” ผมพูด

และทันใดนั้น… ทีวีก็เปิดขึ้นเอง พรึ่บ! แสงสีฟ้าขาวจากหน้าจอ สาดสว่างไปทั่วห้อง มันไม่ใช่ภาพ… มันคือหน้าจอ “ซ่า…” เหมือนตอนที่ไม่มีสัญญาณ แต่อาจารย์ไม่ใช่เสียง “ซ่า…” ปกติ มันเป็นเสียง… ซู่… ซู่… เหมือนเสียงคลื่น เหมือนเสียง… แม่น้ำ ผมจ้องหน้าจอที่เต้นยิบๆ ผมเริ่มได้ยินเสียงอื่นแทรกเข้ามาในเสียงซ่านั้น เสียงหัวเราะคิกคัก… เสียงเล็กๆ… “พี่เคน! ดูนี่สิ!”

“ปิดมัน!” ผมตะโกน อรินวิ่งไปที่ทีวี เธอกดปุ่มปิด มันไม่ดับ! เธอดึงปลั๊กออก หน้าจอดับวูบ ความมืดกลับเข้ามา มีเพียงแสงไฟฉายจากมือถือของเธอ

“ฮือ…” อรินเริ่มร้องไห้ “มัน… มันตามเรามาจริงๆ ด้วย” “เงียบ!” ผมตวาด “อย่าพูด!” ผมกำลังฟัง… ผมได้ยิน แกรก… แกรก…

เสียงขูด… มันกลับมาแล้ว แต่มันไม่ได้อยู่ใต้เตียง มันอยู่… ในกำแพง รอบตัวเรา เหมือนมีหนูเป็นร้อยๆ ตัวกำลังวิ่งพล่าน กำลังแทะผนัง… มันดังมาจากทุกทิศ

“มันอยู่รอบตัวเรา” ผมกระซิบ อรินยกมือขึ้นปิดปาก แสงไฟฉายจากมือถือของเธอสั่นจนผมเวียนหัว “ส่องไปที่พื้น!” ผมสั่ง “ทำไม” “ส่องไป!” เธอกดลำแสงลงต่ำ และเราก็เห็น…

รอยเท้า รอยเท้าเปียกๆ… เป็นรอยน้ำโคลน กำลังปรากฏขึ้น… ทีละก้าว… บนพรม… มันเริ่มจาก… ประตูห้องน้ำ…

มันกำลังเดิน… เดินช้าๆ… ทีละก้าว… ทีละก้าว… ตรงมาที่… ผม!

“ไม่! ไม่!” ผมถอยหลัง ผมชนเข้ากับอริน เราสองคนล้มลงไปกองกับพื้น “ออกไป!” ผมตะโกนใส่ความมืด รอยเท้าหยุด มันหยุดอยู่ห่างจากผมไม่ถึงเมตร

ผมรู้สึกเหมือนหัวใจจะหยุดเต้น ผมจ้องที่ว่างตรงหน้ารอยเท้าสุดท้าย ผมมองไม่เห็นตัวมัน แต่ผมรู้ว่ามันยืนอยู่ตรงนั้น มันกำลัง… มองผมอยู่

“อริน…” ผมพูดเสียงสั่น “คุณ… คุณพาผมมาที่นี่” “อะไรนะ?” เธอหันมามองผม “คุณเป็นคนภูเก็ต!” ผมตะค็อก “คุณรู้เรื่องพวกนี้! คุณรู้เรื่องเทศกาล! คุณรู้เรื่องม้าทรง!” “เคน! คุณพูดบ้าอะไร!” “คุณจงใจ!” ผมคว้าแขนเธอ “คุณรู้เรื่องนิดา! คุณรู้… แล้วคุณก็พาผมมาที่นี่… มาให้มันลงโทษ!”

ความสับสนบนใบหน้าของอริน เปลี่ยนเป็นความหวาดกลัว และความเจ็บปวด “คุณคิดว่าฉันทำเหรอ” เธอถาม เสียงแตกพร่า “คุณคิดว่าฉันจะ… ทำเรื่องแบบนี้กับคุณเหรอ!” “แล้วทำไมมันถึงเกิดขึ้น!” ผมเขย่าตัวเธอ “ทำไมต้องเป็นผม! ทำไมต้องเป็นเรื่องนิดา!” “ฉันไม่รู้!” เธอร้องไห้ “ฉันไม่รู้เรื่องนิดาอะไรทั้งนั้น จนกระทั่งคุณพูดมันออกมา!” เธอพยายามดึงแขนออก “คุณกำลังเสียสติ เคน!”

“ผมไม่ได้บ้า!” ผมผลักเธอ เธอล้มกระแทกกำแพง มือถือของเธอกระเด็นหลุดมือ ไฟฉายดับ ความมืดกลืนกินเราอีกครั้ง

“อริน!” “ฉันอยู่นี่…” เธอสะอื้น “คุณผลักฉัน…” เสียงของเธอ… เต็มไปด้วยความแตกสลาย ผมทำบ้าอะไรลงไป ผมกำลังทำร้ายเธอ ผม… ผมเหมือนกับ…

“ฮ่า… ฮ่า… ฮ่า…” เสียงหัวเราะ เสียงหัวเราะแหบพร่าของชายชรา มันดังมาจากมุมห้อง “มึงมันก็เหมือนเดิม” เสียงนั้นกระซิบในความมืด “ขี้ขลาด… เห็นแก่ตัว…”

ผมพยายามคลำหามือถือของอริน ผมต้องหาแสงสว่าง “อย่าไป!” อรินร้อง “อย่าทิ้งฉันไว้ในความมืด!” ผมไม่สนใจ ผมคลานไปบนพื้น ผมคลำเจอมือถือ ผมกดเปิดไฟฉาย ลำแสงสาดไปทั่วห้อง ห้อง… มันเปลี่ยนไป

มันไม่เหมือนเดิม มันไม่ใช่ห้องพักโรงแรม มัน… กำลังเปียก น้ำ น้ำกำลังไหลทะลักออกมา ไม่ใช่จากห้องน้ำ แต่มาจาก… ผนัง! น้ำสีขุ่น… น้ำโคลน… เหมือนน้ำในบ่อนั่น… กำลังไหลซึมออกมาจากวอลเปเปอร์ เหมือนกำแพงกำลัง “เหงื่อแตก” เป็นน้ำโคลน มันไหลลงมานองพื้น รวดเร็ว…

“เคน… น้ำ…” อรินพึมพำ น้ำท่วมข้อเท้าเราแล้ว มันเย็น… เย็นจนปวดกระดูก และมันเหม็น… เหม็นกลิ่นดิน… กลิ่นสนิม… กลิ่น… ศพ

ติ๊ง! ติ๊ง! ติ๊ง! เสียงเตือนดังขึ้น แล้ว… สปริงเกลอร์บนเพดานก็ทำงาน แต่สิ่งที่พ่นออกมา… ไม่ใช่น้ำใส มันคือน้ำสีแดง เหมือนเลือด มันสาดกระเซ็นลงมา อาบเราทั้งสองคน “อ๊ากกก!” อรินกรีดร้อง ผมส่องไฟฉายขึ้นไป สปริงเกลอร์กำลังพ่นน้ำสีเลือด ผสมกับน้ำโคลนที่พื้น ห้องทั้งห้อง… กลายเป็นนรก

“เราต้องออกไป!” ผมตะโกน ผมวิ่งไปที่ประตู ผมกระแทกมันอีกครั้ง… ตูม! ตูม! มันไม่สะเทือน เราถูกขังไว้ในกล่องที่กำลังจมน้ำโคลน “อริน!” ผมหันกลับไปหาเธอ เธอไม่ได้อยู่ที่เดิม เธอกำลัง… ยืนอยู่กลางห้อง จ้องมองไปที่… มุมห้องน้ำ

“อริน! มานี่!” ผมตะโกน เธอไม่ขยับ เธอยืนนิ่งเหมือนถูกสาป ผมส่องไฟฉายไปที่เธอ ใบหน้าของเธอซีดเผือด ดวงตาเบิกกว้างด้วยความสยดสยอง “อริน! เธอเห็นอะไร!” ผมกวาดไฟฉายตามสายตาของเธอ ไปยังมุมห้อง…

มันยืนอยู่ตรงนั้น ผีเด็ก… ใบหน้าที่เน่าเปื่อย… มันยืนอยู่ในน้ำโคลนที่สูงถึงเข่า ชุดสีขาวของมันเปียกปอน… มันกำลังจ้องอริน แล้วมันก็… เงยหน้าขึ้น… มองผม มันยิ้ม รอยยิ้มที่ฉีกกว้าง มันยกมือขึ้น… มือเล็กๆ ที่เน่าเฟะ… ชี้มาที่ผม แล้วก็ชี้ไปที่อริน

“ไม่…” ผมกระซิบ อรินยังคงยืนนิ่ง เหมือนเธอถูกสะกด “อริน! วิ่ง!” ผมตะโกน ผมวิ่งลุยน้ำโคลนไปหาเธอ ผมจะไปดึงเธอ แต่ทันใดนั้น… ร่างของผีเด็กก็หายไป วับ! เหมือนไม่เคยมีอยู่ตรงนั้น

ผมหยุดกึก ผมส่องไฟฉายไปที่มุมห้อง ว่างเปล่า มีเพียงน้ำเลือดจากสปริงเกลอร์ที่สาดใส่ผนัง อรินสะดุ้ง เหมือนเพิ่งตื่นจากฝัน “เคน…?” เธอหันมามองผม “เมื่อกี้… คุณเห็นไหม” ผมถาม “เห็นอะไร” เธอส่ายหน้า น้ำตาท่วมใบหน้า “ฉัน… ฉันไม่เห็นอะไรเลย ฉันแค่… ขยับตัวไม่ได้” เธอไม่เห็น! เธอมองไม่เห็นมัน! ผมเป็นคนเดียวที่เห็น

ผมมองไปที่มุมห้องที่ว่างเปล่า… ผมมองไปที่อริน ผู้หญิงที่กำลังสั่นเทาด้วยความกลัว… ผมมองน้ำโคลนรอบตัว นี่มันเรื่องจริงเหรอ? น้ำนี่… มันจริงใช่ไหม? หรือว่า… หรือว่า… ผมบ้าไปแล้วจริงๆ ผมกำลังจมอยู่ในโลกจินตนาการที่ผมสร้างขึ้นเอง ผมกำลังทำร้ายผู้หญิงที่ผมรัก… เพราะผี… ที่เธอ… มองไม่เห็น

นี่คือ ความสงสัยกัดกินผม ผมไม่รู้แล้วว่าอะไรจริง อะไรไม่จริง ผมอาจจะกำลังยืนอยู่ในห้องที่แห้งสนิท ผมอาจจะกำลังอาละวาดอยู่คนเดียว ผมอาจจะ… เป็นบ้า

“ฮ่า… ฮ่า…” เสียงหัวเราะดังขึ้นอีกครั้ง ผมหันขวับ มันอยู่ตรงนั้น อยู่ข้างหลังอริน ห่างไม่ถึงคืบ ผีเด็กเน่าเฟะ… มันกำลังยืนซ้อนอยู่ด้านหลังเธอ มันก้มลง… กระซิบข้างหูเธอ (แต่ผมกลับเป็นคนได้ยิน)

“มึงจะทิ้งมันไป” เสียงแหบพร่าของชายชรา… “เหมือนที่มึง… ทิ้งนิดา”

มันกำลังทดสอบผม มันกำลังบังคับให้ผมเลือก ผมมองหน้าอริน ผมมองผีที่อยู่ข้างหลังเธอ ความกลัวแล่นไปทั่วร่าง ผมอยากวิ่ง ผมอยากหนี เหมือนที่ผมเคยทำเมื่อ 17 ปีก่อน

แต่… ผมมองตาอริน เธอกำลังมองผม อ้อนวอน ผมจะทำแบบเดิมอีกไม่ได้ ผมจะไม่วิ่ง ผมจะไม่ทิ้งเธอ

“อริน!” ผมตัดสินใจในเสี้ยววินาที ผมไม่ได้วิ่งหนี แต่ผมก็ไม่ได้สู้ ผมผลักเธอ! ผลักเธออย่างแรง… ไปทางประตู “วิ่งไป!” ผมตะโกน “เคน! ไม่!”

ตูม! เสียงดังสนั่น ประตูห้อง… ที่ผมกระแทกเท่าไหร่ก็ไม่เปิด… ตอนนี้มันเปิดอ้าออกเอง เหมือนมีอะไรบางอย่างกระแทกจากด้านนอก อรินถลาออกไปที่โถงทางเดิน “วิ่ง!” ผมตะโกนไล่หลังเธอ เธอหันกลับมา “เคน! ออกมาด้วยกัน!” “ไป!” ผมกำลังจะก้าวตามเธอ…

ปัง! ประตูห้องปิดกลับเข้ามา อัดกระแทกใส่หน้าผม กริ๊ก! เสียงล็อกดังขึ้น คราวนี้… มันล็อกผมไว้ คนเดียว

ผมอยู่ตามลำพัง ในห้องที่มืดมิด ที่กำลังจมน้ำโคลน กับเสียงหัวเราะ… ที่ดังขึ้น… จากทุกทิศทุกทาง


“อริน! เปิดประตู!” ผมทุบประตูอย่างบ้าคลั่ง กำปั้นของผมกระแทกกับแผ่นไม้หนาทึบ ผมได้ยินเสียงเธอร้องไห้ เสียงเธอกรีดร้องเรียกชื่อผมจากอีกด้าน “เคน! เคน! ฉันเปิดไม่ได้! มันล็อก!” “ช่วยด้วย! อริน! เรียกใครก็ได้!” ผมตะโกนจนสุดเสียง

แล้วทุกอย่างก็หยุด กึก! เสียงสปริงเกอร์ฉีดน้ำเลือด… หยุด เสียงน้ำโคลนที่ไหลทะลักจากผนัง… หยุด เสียงขูดในกำแพง… หยุด เสียงหัวเราะ… หยุด

ในห้อง… ตกอยู่ในความเงียบ เงียบสนิท มีเพียงเสียงหอบหายใจของผม และเสียงสะอื้นของอรินที่ดังลอดใต้ประตู

ผมหยุดทุบประตู ผมยืนนิ่ง น้ำโคลนที่ผสมเลือด… นิ่งสนิท มันสูงถึงเข่าผม มันไม่ลดลง… และไม่เพิ่มขึ้น ห้องทั้งห้องมืดมิด มีเพียงแสงไฟฉายจากมือถือของผมที่ยังเปิดค้างอยู่บนพื้น ส่องลำแสงสั่นเทาไปที่เพดาน

ผมค่อยๆ ก้มลงหยิบมันขึ้นมา มือผมสั่น ผมกวาดแสงไฟฉายไปทั่วห้อง มันคือห้องพักโรงแรม… แต่ถูกทำลาย วอลเปเปอร์ลอกร่อน พรมชุ่มโชกไปด้วยของเหลวเหนียวข้น มันคือ… นรกส่วนตัวของผม

“มึงต้องการอะไร” ผมกระซิบกับความมืด ผมไม่รู้ว่าผมพูดกับใคร กับผีเด็ก… กับม้าทรง… หรือกับตัวเอง

ผมส่องไฟไปที่ผนัง ผนังที่เคยมีน้ำโคลนไหลออกมา ตอนนี้มันแห้ง ไม่… ไม่ใช่แห้ง มันกำลัง… เปลี่ยนไป วอลเปเปอร์ลายดอกไม้… กำลังเลือนหาย เหมือนถูกไฟลน มันลอกออก… เผยให้เห็น… ไม่ใช่กำแพงปูน แต่เป็น… ความมืด

“ไม่…” ผมถอยหลัง ผมส่องไฟไปที่ผนังอีกด้าน มันก็เป็นเหมือนกัน ผนังทั้งสี่ด้านของห้อง… กำลังสลายไป กลายเป็นช่องว่างที่มืดมิด เหมือนผมไม่ได้ยืนอยู่ในห้องอีกต่อไป แต่ยืนอยู่บน… เกาะเล็กๆ ท่ามกลางความว่างเปล่า

“เคน!” เสียงอรินดังมาจากไกลๆ “เกิดอะไรขึ้น!” ผมไปที่ประตู ผมส่องไฟไปที่ประตู ประตู… มันก็กำลังเลือนหายไป กลายเป็น… ต้นไม้ ต้นไม้ใหญ่… ที่มีเถาวัลย์พันเกี่ยว ผมไม่ได้อยู่ในโรงแรมอีกแล้ว

“นี่มันที่ไหน…” ผมส่องไฟฉายลงที่พื้น น้ำโคลนสีเลือด… มันกำลังเปลี่ยนสี กลายเป็น… น้ำสีขุ่น สีกาแฟใส่นม มันคือ… แม่น้ำ!

ผมไม่ได้ยืนอยู่ในห้อง ผมกำลังยืนอยู่ริมตลิ่ง ตลิ่งเดียวกับในความฝัน ที่เดียวกับเมื่อ 17 ปีก่อน กลิ่นดินชื้นๆ… กลิ่นใบไม้เน่า… ผมหันไปรอบตัว ต้นไม้สูงใหญ่ เสียงจั๊กจั่นร้องระงม ที่นี่คือ… สถานที่เกิดเหตุ

“ไม่… ไม่จริง… นี่มันแค่…” ผมกำลังจะบอกว่ามันคือภาพหลอน แต่มันจริงเกินไป ผมได้กลิ่นมัน ผมรู้สึกถึงไอดิน “พี่เคน! ดูนี่สิ!”

เสียงเล็กๆ… ใส… เสียงที่ผมพยายามลืมมาตลอดชีวิต ผมหันขวับ ผมส่องไฟฉายไป… ผมเห็นเขา เด็กหนุ่มผอมเก้งก้าง อายุสิบห้า ยืนหันหลังให้ผม เขากำลังก้มหน้า… เล่นโทรศัพท์มือถือ เขากำลังยิ้ม

“นิดา! อย่าไปไกลนะ!” ผมตะโกน ผมตะโกนใส่… อดีตของผม แต่เสียงของผม… มันไม่ออกมา มีเพียงเสียงหอบหายใจ

ผมเห็นเธอ นิดา เด็กหญิงตัวเล็กในชุดกระโปรงสีขาว เธอกำลังก้มๆ เงยๆ อยู่ริมน้ำ เธอกำลังชี้ปลา “ดูสิ! ตัวใหญ่มากเลย!” เธอหัวเราะคิกคัก

“มองเธอสิ!” ผมพยายามตะโกนใส่ร่างในอดีตของผม “วางมือถือลง! มองน้อง!” แต่เคนในวัยสิบห้า… ไม่ได้ยิน เขายังคงพิมพ์ข้อความ เขากำลังจีบสาว เขาไม่ได้สนใจโลก เขาไม่ได้สนใจ… นิดา

ผมอยากจะวิ่งเข้าไป ผมอยากจะตบหัวตัวเองในอดีต ผมอยากจะคว้าตัวนิดาออกมา แต่ขาผม… มันขยับไม่ได้ เหมือนถูกตอกติดไว้กับพื้นดิน ผมทำได้แค่ยืนมอง เป็นแค่ผู้ชม… ในโศกนาฏกรรมของตัวเอง

“นิดา! ระวัง!” ผมเห็นมัน เธอเหยียบก้อนหินที่ลื่น เธอเสียหลัก… เธอหงายหลัง “พี่เคน!” นั่นคือคำสุดท้ายของเธอ

ตูม! เสียงน้ำสาดกระเซ็น ร่างเล็กๆ นั่นหายไปใต้ผิวน้ำสีขุ่น

เคนในวัยสิบห้า เขาสะดุ้ง เขาเงยหน้าขึ้นจากมือถือ “นิดา?” เขามองไปที่ริมน้ำ ความเงียบ “นิดา! เลิกเล่นบ้าๆ ได้แล้ว!” เขาลุกขึ้น เดินไปที่ริมตลิ่ง เขามองผิวน้ำ มีเพียงฟองอากาศ… ผุดขึ้นมา สอง… สามฟอง แล้วก็… นิ่งสนิท

ผมจ้องมอง… เคนในวัยสิบห้า เขายืนนิ่ง ผมรอ รอให้เขากระโดดลงไป รอให้เขาร้องตะโกน รอให้เขาทำอะไรสักอย่าง แต่เขา… ไม่ทำ เขายืนนิ่ง ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนก ผมเห็นความกลัวในตาเขา เขาตัวสั่น เขากำลังจะร้องไห้

ไม่… เขาไม่ได้ร้องไห้ เขา… ค่อยๆ หันมา ช้าๆ… เขาไม่ได้มองผม เขามอง… ทะลุผ่านผม เขาหันกลับไปทางที่เขามา แล้วเขาก็… วิ่ง เขาวิ่งหนี ทิ้งน้องสาวจมน้ำตายอยู่ข้างหลัง เขาวิ่งไป… เพื่อสร้างเรื่องโกหก เรื่องผู้ชายแปลกหน้า…

ผมยืนมองแผ่นหลังของตัวเองในอดีต ที่กำลังวิ่งหนีไป น้ำตาผมไหลอาบหน้า “ไอ้ขี้ขลาด” ผมกระซิบ “ไอ้สารเลว”

“ใช่” เสียงแหบพร่าดังขึ้น ข้างหูผม ผมหันขวับ ม้าทรงชรา… ลุงเฒ่า… เขายืนอยู่ตรงนั้น ข้างๆ ผม ในชุดม้าทรง ตาขุ่นมัว เขายืนอยู่ได้ยังไง… บนผิวน้ำ

“มึงมันก็แค่นั้น” เขาพูด ผีเด็กเน่าเฟะ… โผล่พรวดขึ้นมาจากน้ำ ยืนอยู่ข้างๆ ลุงเฒ่า มันยิ้ม… ปากฉีกถึงหู

“ขี้ขลาด” เสียงเด็กเน่าพูด… แต่เสียงที่ออกมาคือเสียงลุงเฒ่า “เห็นแก่ตัว” ลุงเฒ่าพูดต่อ… แต่เสียงที่ออกมาคือเสียงเด็กคิกคัก พวกมันพูด… ด้วยเสียงเดียวกัน

ผมถอยหลัง ผมส่องไฟฉายใส่พวกมัน “พวกมึงเป็นใคร!” “กูคือมึง” พวกมันตอบพร้อมกัน “กูคือความจริง… ที่มึงฝังไว้”

ผมส่ายหน้า “ไม่จริง! กูไม่ได้ตั้งใจ!” “มึงไม่ได้ตั้งใจ” เสียงนั้นเยาะเย้ย “แต่มึง… เลือก… ที่จะโกหก” “กู… กูกลัว” ผมเถียง “ทุกคนก็กลัว” เสียงนั้นดังขึ้นอีก จากด้านหลังผม

ผมหันกลับไป เคนในวัยสิบห้า… เขากลับมายืนอยู่ตรงนั้น ริมตลิ่ง เขาไม่ได้มองผม เขามองลงไปในน้ำ… ตรงจุดที่นิดาจม “แต่ไม่ใช่ทุกคน… ที่เลือกจะหนี” เคนในวัยสิบห้า… พูด ด้วยเสียงของลุงเฒ่า เขาหันมามองผม (เคนในวัยสามสิบสอง) รอยยิ้มเหยียดหยามปรากฏบนใบหน้าอ่อนเยาว์นั้น “มึงมันน่าสมเพช”

ผมพังทลาย ผมล้มลงคุกเข่า บนพื้นดินชื้นแฉะริมแม่น้ำ นี่คือการพิพากษา ไม่ใช่จากเทพเจ้า ไม่ใช่จากผี แต่จาก… ตัวผมเอง จากความผิดบาปของผม

“มึงพร้อมหรือยัง” เสียงนั้นถาม “พร้อมสำหรับอะไร” ผมถาม เสียงสั่น “ชดใช้” เคนในวัยสิบห้า… ยิ้ม “มึงอยากรู้ว่ามันหนาวแค่ไหนใช่ไหม” ผีเด็กเน่า… หัวเราะ ลุงเฒ่า… จ้องผมตาไม่กะพริบ

“ได้เวลาแล้ว” เคนในวัยสิบห้า พูด เขาก้มลง… มองผิวน้ำที่นิ่งสนิท

ทันใดนั้น ผิวน้ำก็… ไหว มันไม่ได้ไหวเพราะลม มันไหว… จากข้างล่าง มันปั่นป่วน เหมือนมีอะไรบางอย่างกำลังจะขึ้นมา

“ไม่…” ผมคลานถอยหลัง ผมไม่อยากเห็น ผิวน้ำสีขุ่น… แตกกระจายออก พรวด!

ไม่ใช่นิดา แต่เป็น… มือ มือเล็กๆ… ซีดขาว… เป็นร้อยๆ มือ! พันกันยั้วเยี้ย เหมือนปลาที่กำลังขาดอากาศ มือทั้งหมด… กำลังพุ่งขึ้นมาจากแม่น้ำ

“อ๊ากกกกก!” ผมกรีดร้อง ผมหันหลังวิ่ง ผมจะหนี ผมต้องหนี เหมือนที่ผมเคยทำ!

แต่ผมช้าไป มือเหล่านั้น… มันไม่ได้อยู่แค่ในน้ำ มันทะลุขึ้นมาจากพื้นดิน! มันโผล่ขึ้นมาจากดินที่ผมนั่งคุกเข่าอยู่ มันคว้า! มันคว้าข้อเท้าผม! เย็น… เย็นเหมือนน้ำแข็ง จับแน่นเหมือนคีมเหล็ก “ไม่! ปล่อยกู!”

ผมดิ้น ผมเตะ แต่มือ… มันมีมากขึ้น… มันโผล่ขึ้นมา… คว้าขาผม… คว้าเอวผม… มันกำลัง… ดึงผมลง! ดึงผมลงไปในดิน! ลงไปในความทรงจำ!

“อริน!” ผมตะโกนชื่อเธอเป็นครั้งสุดท้าย “ช่วยด้วย!” ผมจม… จมลงไปในพื้นดินที่กลายเป็นเหมือนทรายดูด ผมเห็นภาพสุดท้าย… เคนในวัยสิบห้า… ยืนมองผมจม ใบหน้าของเขาเรียบเฉย… แล้วเขาก็… หันกลับไป… ก้มหน้ามองโทรศัพท์มือถือของเขา เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

ผมจมมิด เหนือพื้นดิน… มีเพียงเสียงกรีดร้องโหยหวนของผม… ที่ค่อยๆ แผ่วลง… จนเงียบสนิท เหลือเพียง… เสียงแม่น้ำที่ไหลเอื่อย และเสียงคิกคัก… ของเด็กผู้หญิง


ความมืดและไอเย็นจากผืนดินกลืนกินผม ผมรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังลอยคว้าง ไม่ใช่ในน้ำ… แต่ในความมืดที่ไร้ก้นบึ้ง เสียงกรีดร้องของผมค่อยๆ กลายเป็นเสียงกระซิบ ก่อนที่จะเงียบหายไป ผมไม่รู้สึกเจ็บ แต่ผมรู้สึก… หนาว

มันคือความหนาวเย็นที่แท้จริง ความหนาวเหน็บที่แช่แข็งทุกอณูของหัวใจ ความหนาวเดียวกับที่นิดาต้องเผชิญ ผมเข้าใจแล้ว

ผมไม่ได้ตาย ผมแค่… ถูกแช่แข็งไว้ ในความผิดบาปของตัวเอง ผมมองไปรอบๆ ผมไม่ได้เห็นอะไรเลย นอกจากความดำมืด แต่ผมได้ยิน

ผมได้ยินเสียงน้ำ ครืน… ครืน… เสียงคลื่นซัดสาด ไม่ใช่เสียงแม่น้ำ แต่เป็นเสียงทะเล

แล้วผมก็ได้ยินเสียงคน เสียง… อริน

“เคน… เคน! ออกมานะ!” เสียงเธอร้องไห้ “ฉันรู้ว่าคุณอยู่ในนั้น! คุณได้ยินฉัน!” ผมอยากจะตอบเธอ ผมอยากจะบอกเธอว่า ‘ใช่! ฉันอยู่นี่! ช่วยด้วย!’ แต่เสียงผมไม่ยอมออกมา มีเพียงอากาศเย็นๆ ที่เล็ดลอดจากปอด

ผมรู้สึกได้ถึงการสั่นสะเทือน ครืน! เหมือนมีอะไรบางอย่างกำลังทุบ “เคน! ฉันทำไม่ได้! ประตูมันหนาเกินไป!”

ผมคิดว่าผมจมมิดไปแล้ว แต่ทันใดนั้น… ความรู้สึกของการถูกห่อหุ้มก็หายไป ผมรู้สึกว่าตัวเองกำลัง… ถูกดึงขึ้น!

พรวด! ผมโผล่ขึ้นมาเหนือผิวน้ำ ผมหายใจเข้าอย่างแรง อากาศที่เย็นจัดปะทะปอดผม ผมสำลัก… ไอ “เคน!” ผมเห็นเธอ! อริน!

เธออยู่ในชุดเปียกปอน… ชุดสีขาวของเธอมอมแมมไปด้วยโคลนและคราบเลือด เธอจ้องมองผมด้วยดวงตาที่บวมช้ำ เธอไม่ได้อยู่ริมแม่น้ำ เราอยู่… ในห้องพักโรงแรม!

ห้องยังคงมืด มีเพียงแสงไฟสลัวๆ จากโถงทางเดินที่สาดลอดเข้ามา น้ำโคลนที่พื้นหายไปแล้ว แต่พื้นห้องและวอลเปเปอร์… ถูกทำลาย เต็มไปด้วยคราบโคลนสีน้ำตาลแดง

“ฉันเจอคุณแล้ว!” อรินวิ่งเข้ามาหาผม ผมยังคงนั่งนิ่งอยู่บนพื้น ตัวผม… เปียกโชก แต่เสื้อผ้าผมแห้ง… ผมไม่ได้สวมเสื้อผ้าที่ผมใส่ตอนวิ่งเข้าไปในป่า แต่เป็น… ชุดที่ผมเพิ่งเก็บใส่กระเป๋า

“คุณไปไหนมา” อรินจับใบหน้าผม “คุณหายไป… หายไปจากห้อง!” “อะไรนะ?” “ฉันพังประตูไม่ได้” เธอเล่าต่อ เสียงสั่นเครือ “ฉันวิ่งลงไปที่ล็อบบี้ ฉันเรียกพนักงาน ให้เขามาเปิดให้คุณ… พอพวกเขาเปิด… ห้องว่างเปล่า”

ผมจ้องเธอด้วยความไม่เข้าใจ “ไม่จริง! ผมถูกขังไว้ในนี้! ผมจมน้ำโคลน! ผมเห็น…” “ไม่มีน้ำโคลน!” อรินตัดบท “ไม่มีสปริงเกลอร์ ไม่มีอะไรทั้งนั้น! พื้นห้องแห้งสนิท… แค่มีโคลนเลอะเทอะเต็มพื้น คุณไม่ได้อยู่ที่นี่ เคน! คุณหายไป! ฉัน… ฉันวิ่งไปที่ศาลเจ้า! ฉันไปที่สุสาน… ฉันวิ่งเข้าไปในป่า! ฉันคิดว่า… ฉันคิดว่าคุณ…”

เธอร้องไห้ เธอกอดผม ผมรู้สึกได้ถึงการเต้นของหัวใจเธอ มันคือความจริง เธอออกไปตามหาผม เธอเข้าไปในป่า… ที่เธอเองก็กลัว

“คุณกลับมายังไง” เธอถาม ผมส่ายหน้า “ผม… ผมไม่รู้… ผมถูกดึงลงไป… แล้วผมก็โผล่ขึ้นมาที่นี่” ผมมองไปที่ประตูห้อง มันเปิดอ้า พนักงานโรงแรมสองคนยืนอยู่ตรงนั้น มองเราด้วยความหวาดระแวง

“เรา… ต้องไป” อรินกระซิบ เธอไม่สนว่าใครจะมอง เธอคว้าแขนผม ดึงให้ผมลุกขึ้น เราออกมาจากโรงแรมในสภาพที่ดูเหมือนคนไร้บ้าน เสื้อผ้าเปื้อนโคลน ใบหน้าซีดเซียว เราไม่มีแม้แต่คำพูดจะแก้ตัว เราแค่วิ่ง วิ่งหนีจากที่นั่น

เราไปนั่งอยู่ที่หาดแห่งหนึ่ง ตอนเช้ามืด แสงแดดยามเช้ายังไม่มาถึง มีเพียงเสียงคลื่นซัดสาด เสียงคลื่น… ครืน… ครืน… มันคือเสียงเดียวกับที่ผมได้ยินในความมืด

อรินนั่งอยู่ข้างผม เธอซบหน้ากับเข่า ผมมองออกไปที่ทะเล ทะเล… ที่ผมกลัวที่สุด แต่ตอนนี้… ผมกลับไม่รู้สึกกลัว

“นิดา…” ผมพูดชื่อนั้นออกมาเบาๆ “นิดา… เธอคือใคร” อรินเงยหน้าขึ้น ผมมองไปที่ผิวน้ำทะเลสีดำ ผมเล่าทุกอย่างให้เธอฟัง เรื่องในอดีต… เรื่องความขี้ขลาดของผม… เรื่องการโกหกที่ผมใช้ปิดบังความผิดของตัวเอง เรื่องที่ผม… ไม่ได้มองน้อง เรื่องที่ผม… วิ่งหนี

ผมเล่าโดยไม่หยุด ผมปล่อยให้น้ำตาไหล นี่คือ… ลำธาร ลำธารที่ชะล้างความผิดบาปที่ผมเก็บไว้ อรินฟังผมเงียบๆ เธอไม่พูดอะไรเลย เธอแค่กอดผมแน่นขึ้น

“คุณไม่ได้ตั้งใจ…” เธอพูดเมื่อผมเล่าจบ “ผมไม่ได้ตั้งใจให้จมน้ำ” ผมแก้ “แต่ผมตั้งใจที่จะหนี… และโกหก” “แล้วไอ้… ไอ้พวกนั้น” เธอถาม “มันต้องการอะไร” “มันต้องการให้ผมชดใช้” ผมเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าที่กำลังจะเปลี่ยนสี “มันต้องการให้ผมจม… เหมือนที่นิดาจม”

“ไม่…” อรินส่ายหน้า “ไม่… คุณไม่จำเป็นต้องตาย” “ผมต้องสารภาพ” ผมบอกเธอ “ผมต้องบอกความจริงให้ครอบครัวผมรู้” “คุณต้องบอก… แต่ไม่ใช่ตอนนี้” เธอจับมือผมแน่น “เคน… ฉันคิดว่าฉันเข้าใจแล้ว” “เข้าใจอะไร”

“เรื่องเทศกาลนี้” เธอบอก “การกินเจ… การถือศีล… การทรมานตัวเอง… มันคือการ ‘ชดใช้’ พวกเขาทำ… เพื่อล้างบาป เพื่ออุทิศส่วนกุศล” เธอมองหน้าผม “คุณไม่ได้มาที่นี่โดยบังเอิญ” “ผม… ถูกล่อมา”

“ถูกล่อมา… เพื่อให้เผชิญหน้า” อรินกล่าว “ไอ้ผี… หรือองค์เทพ… หรืออะไรก็ตามที่อยู่ในร่างลุงเฒ่านั้น” “มันไม่ได้ต้องการให้คุณตาย” “มันต้องการให้คุณ… สารภาพ”

“ผมสารภาพแล้ว” ผมพูด “ต่อหน้าคุณ” “ไม่พอ” เธอส่ายหน้า “คุณต้อง… สารภาพ… ต่อหน้า ‘พวกเขา'”

“พวกเขา” คือใคร? ผมมองไปที่ทะเล คลื่นซัดเข้าหาฝั่ง ผมรู้สึกถึงพลังงานบางอย่าง พลังงานที่มืดมิด… แต่ก็บริสุทธิ์ มันกำลังรอ…

“เรากลับไปที่ศาลเจ้า” อรินลุกขึ้นยืน “อะไรนะ! ไม่! ผมไม่ไปแล้ว!” “คุณต้องไป” เธอพูดอย่างเด็ดเดี่ยว “คุณต้องไปขอขมา” “ผมจะขอขมากับใคร! กับศพเหรอ!”

“ไม่ใช่กับศพ” อรินมองตรงไปในดวงตาผม แววตาของเธอเปลี่ยนไป จากความหวาดกลัว… เป็นความมุ่งมั่นที่แข็งแกร่ง “คุณต้องไปขอขมากับ ‘องค์เทพ’ ที่เขาเชื่อ” “และ…” เธอชี้ไปที่กล้องที่เปียกปอนของผม “คุณต้องใช้ ‘อาวุธ’ ที่คุณเคยใช้เยาะเย้ยพวกเขา… มาเป็นเครื่องมือในการสารภาพบาป”

ผมจ้องกล้อง กล้องที่ผมใช้ถ่ายภาพลบหลู่ความเชื่อของพวกเขา กล้องที่ผมใช้ถ่ายภาพม้าทรง… ผู้ล่วงลับ กล้องที่เคยบันทึกเสียงแห่งความจริง… ที่ผมไม่ได้ยิน

“ผมต้องทำอะไร” ผมถาม “คุณต้องทำสิ่งที่ไม่ได้ทำเมื่อ 17 ปีก่อน” อรินตอบ “คุณต้อง… บอกความจริง… ต่อหน้า… ผู้คน”


แสงแรกของภูเก็ตเริ่มสาดส่องกระทบใบหน้าของเคนและอรินขณะที่พวกเขารีบเร่งกลับไปที่ศาลเจ้าจุ้ยตุ่ยเต้าโบ้เก้ง อรินได้เรียกมอเตอร์ไซค์รับจ้างเพื่อให้เดินทางรวดเร็วที่สุด เคนนั่งซ้อนท้ายอย่างเงียบงันตลอดทาง เขากุมกล้องที่ยังคงมีรอยโคลนไว้แน่นในมือ ความหนักของมัน… ไม่ได้มาจากน้ำหนักกล้อง แต่มาจากน้ำหนักของความจริงที่เขากำลังจะเปิดเผย

ศาลเจ้าในยามเช้าเต็มไปด้วยผู้คนท้องถิ่นที่มาทำพิธี พวกเขาอยู่ในชุดขาวบริสุทธิ์ บรรยากาศสงบ… แต่ก็แฝงไว้ด้วยพลังงานที่เข้มข้น “เราต้องทำยังไง” เคนถามอริน เสียงแหบแห้ง “ไปที่นั่น” อรินชี้ไปที่แท่นบูชาหลัก “คุณต้องสารภาพที่นั่น”

เคนเดินฝ่าฝูงชนเข้าไป ทุกย่างก้าวของเขาเชื่องช้า… ราวกับกำลังเดินขึ้นแท่นประหาร เขายืนอยู่หน้าองค์เทพ องค์กิ่วอ๋องไต่เต่ เขารู้สึกได้ว่าทุกคนกำลังมองมาที่เขา ชายแปลกหน้าในเสื้อผ้าเปื้อนโคลน มือถือกล้องที่ดูไม่เข้ากับสถานที่ศักดิ์สิทธิ์

เขายกกล้องขึ้นมา มือเขาสั่น เขาเปิดฟังก์ชันวิดีโอ… มันเริ่มบันทึก

เขาตั้งใจจะพูด แต่จู่ๆ… ความรู้สึกหนาวเย็นที่คุ้นเคยก็แล่นวาบไปทั่วร่าง มันไม่ใช่ความกลัวอีกต่อไป แต่มันคือการ “ตื่นรู้”

แล้วเสียงนั้นก็ดังขึ้นในหัวเขา เสียงกระซิบแหบพร่าที่เคยทำให้เขาหวาดผวา “ไม่ใช่ตอนนี้…” “มึงต้องพูด… ให้ทุกคนได้ยิน”

ร่างกายของเคนเคลื่อนไหวไปเอง เขาเดินเข้าไปใกล้แท่นบูชาอีกก้าว แล้วเขาก็เปิดปากพูด แต่เสียงที่เปล่งออกมา… มันไม่ใช่แค่เสียงของเคน มันคือเสียงที่แข็งกร้าว… และเต็มไปด้วยความทรมาน

“ผม… เคน…” เสียงของเคนสั่นเทา แต่คำพูดที่ออกมากลับดังกังวานและชัดเจน ทุกคนที่กำลังทำพิธี… หยุดนิ่ง หันมาจ้องเขาเป็นตาเดียว

“ผมมาที่นี่… ไม่ใช่เพื่อถ่ายรูปความเชื่ออันงมงายของพวกคุณ” คำพูดนั้นเสียดแทง… ผู้คนเริ่มส่งเสียงฮือฮาด้วยความไม่พอใจ อรินดึงแขนเขา “เคน! อย่าพูดแบบนั้น!”

แต่เคนไม่สนใจ เขายืนหยัดอยู่ภายใต้แรงกดดันของสายตานับสิบ “ผมมาที่นี่… เพื่อสารภาพบาป”

ความเงียบเข้าปกคลุม มีเพียงเสียงพึมพำของผู้คนที่เริ่มกระซิบกระซาบกัน “สิบเจ็ดปีที่แล้ว… ผม… ปล่อยให้น้องสาวของผม… นิดา… จมน้ำตาย” คำสารภาพนั้นราวกับสายฟ้าฟาดผ่าลงกลางศาลเจ้า เคนพยายามที่จะพูดต่อ แต่น้ำตาของเขากลับหลั่งไหลออกมาอย่างควบคุมไม่ได้ มันไหลปนเปื้อนไปกับคราบโคลนบนใบหน้า

“ผมไม่ได้ตั้งใจให้เธอตาย… แต่ผม… ผมมันขี้ขลาด!” เขาตะโกน “ผมเลือกที่จะวิ่งหนี… ผมเลือกที่จะกุเรื่องโกหกที่น่ารังเกียจ… เพื่อปกป้องตัวเอง!” เขาก้มลงมองกล้องในมือ “ผมใช้ชีวิตอยู่กับความกลัวและคำโกหกนั้นมาตลอดชีวิต ผมพยายามจะลืมใบหน้าสุดท้ายของเธอ… แต่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่นี่! ท่านไม่ยอมให้ผมลืม!”

เขามองขึ้นไปที่องค์เทพ แววตาเต็มไปด้วยความเจ็บปวดและสำนึกผิด “ขอท่าน… ได้โปรดลงโทษผมเถิด!” “ผมสมควรตาย! ผมสมควรที่จะจมอยู่ในความมืดนั้น! แต่ได้โปรด… ปล่อยอรินไป! เธอไม่ได้ทำอะไรผิด! ให้ผม… ได้ชดใช้บาปทั้งหมดแทนเธอ!”

จู่ๆ… พายุลมแรงก็พัดโหมกระหน่ำขึ้นมาในห้องโถง! ธูปบนแท่นบูชาดับวูบลงหลายดอก โคมไฟกระดาษปลิวไสวอย่างรุนแรง มันคือกระแสลมที่มาจากภายใน… ไม่ใช่ภายนอก

แล้ว… เสียงหัวเราะก็ดังขึ้น ฮ่า… ฮ่า… ฮ่า… มันดังมาจากด้านหลังเคน เสียงที่ฟังดูแหบพร่าของชายชรา…

เคนและทุกคนหันไปมอง ที่นั่น… มีชายสูงอายุคนหนึ่งยืนอยู่ เขาคือคนเดียวกับที่อรินเจอ เขาสวมชุดขาว… ใบหน้าเรียบเฉย… แต่ดวงตาของเขาสื่อถึงความลึกซึ้งที่ไม่อาจหยั่งถึง

ชายชราผู้นั้นเดินเข้ามาหาเคนอย่างช้าๆ ท่ามกลางสายตาของทุกคนที่จ้องมองด้วยความตื่นตระหนก เขาไม่ได้แสดงอาการโกรธเคืองใดๆ เขาแค่… เดินมาถึงด้านหลังเคน

แล้วเขาก็ยกมือขึ้น มือที่เหี่ยวย่น… เขาวางมันลงบนไหล่ของเคน ไม่ใช่การโจมตี แต่เป็น… การปลดปล่อย

วินาทีที่ผิวสัมผัสกัน เคนรู้สึกถึงความอบอุ่นแผ่ซ่าน ความหนาวเย็นที่เคยกัดกินหัวใจเขา… สลายไปในทันที เสียงกระซิบแหบพร่าในหัว… เงียบงัน เหมือนโซ่ตรวนที่เคยพันธนาการไว้ถูกปลดออก

ชายชราผู้นั้นยิ้มบางๆ รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความเมตตา… และการอภัย

“บาปของมึง… ได้รับการชำระแล้ว” เสียงที่ดังขึ้นในหัวเคน… เป็นเสียงเล็กๆ… อ่อนโยน… เสียงของนิดา

เคนร่ำไห้ เขาล้มลงคุกเข่า และก้มลงกราบเท้าชายชราผู้นั้นด้วยความสำนึกผิด เขาไม่รู้ว่าชายคนนี้คือใคร ผี… เทพ… หรือแค่คนแก่ใจดี แต่เขารู้ว่า… นี่คือจุดจบของความทรมาน

อรินวิ่งเข้ามากอดเขาไว้ เธอก็ร้องไห้ แต่เป็นน้ำตาของความโล่งอก เธอมองไปยังชายชรา… แล้วเขาก็หันหลังเดินจากไปอย่างเงียบๆ ราวกับเขาไม่เคยอยู่ตรงนั้น

เคนเงยหน้าขึ้น เขารู้สึกว่างเปล่า… แต่ก็เป็นอิสระ เขามองกล้องที่ยังคงบันทึกภาพอยู่ นี่คือหลักฐานสุดท้าย หลักฐานของการยอมรับความจริง… และความกล้าหาญที่เขาเพิ่งค้นพบ


เคนยังคงคุกเข่าอยู่เช่นนั้น เขาไม่รู้ว่าตัวเองร้องไห้นานแค่ไหน รู้เพียงว่าหยดน้ำตาครั้งสุดท้ายได้ชะล้างโคลนและความขี้ขลาดบนใบหน้าของเขาจนหมดสิ้น

เขารู้สึกได้ถึงอ้อมแขนของอรินที่โอบกอดเขาไว้แน่น ความอบอุ่นของเธอคือสิ่งเดียวที่เชื่อมโยงเขากลับสู่โลกแห่งความจริง หลังจากที่เขาถูกกักขังอยู่ในฝันร้ายแห่งอดีต

“เคน… เคน” อรินกระซิบ เสียงสะอื้น เคนเงยหน้าขึ้น ดวงตาแดงก่ำจ้องมองไปยังเลนส์กล้อง เขาใช้มือที่สั่นเทากดปุ่มหยุดบันทึก วิดีโอม้วนนั้น… คือหลักฐานของความจริง

เมื่อพวกเขาลุกขึ้นยืน ผู้คนในศาลเจ้าไม่ได้มองพวกเขาด้วยสายตาตำหนิหรือโกรธเคืองอีกต่อไป แต่กลับมองด้วยความเคารพและความสงสาร พวกเขาเข้าใจว่าเคนได้ผ่านพิธีกรรมไถ่บาปส่วนตัวที่ลึกซึ้งยิ่งกว่าการทรมานร่างกายใดๆ บางคนก้มศีรษะให้เคนขณะที่เขาและอรินเดินจากไป

“เขาคือใคร” เคนถามอริน ชี้ไปที่จุดที่ชายชราคนนั้นเคยยืนอยู่ “ฉันไม่รู้” อรินส่ายหน้า “ฉันไม่เคยเห็นเขามาก่อน” “ไม่เป็นไร” เคนพูดด้วยน้ำเสียงที่สงบอย่างน่าประหลาด “ท่านคือผู้รับฟัง… หรืออาจจะ… เป็นผู้ปล่อยฉันออกมา”

พวกเขาออกจากศาลเจ้า… ทิ้งความวุ่นวายทางอารมณ์ไว้เบื้องหลัง


พวกเขากลับไปที่โรงแรมเพื่อทำเรื่องเช็คเอาท์ ทุกอย่างเกิดขึ้นภายใต้ความเงียบงัน

เคนยืนอยู่ในห้องน้ำโทรมๆ ห้องที่เคยเป็นนรกส่วนตัวของเขาเมื่อคืนก่อน เขามองตัวเองในกระจก ภาพสะท้อนคือผู้ชายที่เปลี่ยนไป ดวงตาไม่มีความหวาดผวา แต่มีแต่ความเหนื่อยล้า… และความมุ่งมั่นที่แน่วแน่

เขาชำระล้างคราบโคลนที่ยังหลงเหลืออยู่ น้ำเย็นที่ไหลผ่านมือ… ไม่ได้นำพาความหนาวเหน็บมาสู่กระดูกอีกต่อไป

“ฉันเช็คเอาท์เสร็จแล้ว” อรินบอกเมื่อเคนเดินออกมา “เรามีเวลาหนึ่งชั่วโมงถึงสนามบิน” “ผมขอโทษนะ” เคนพูด มองตรงไปในตาเธอ “ผมขอโทษสำหรับสิ่งที่ผมพูด… ที่ผลักคุณ… และที่คิดว่าคุณ… คุณรู้เรื่องนิดาแล้วหลอกผมมาที่นี่”

อรินเดินเข้ามาใกล้ วางมือบนแก้มเขา “ฉันให้อภัยคุณนะ” เธอพูด “ฉันเข้าใจดี ความกลัวมันทำให้คุณเป็นคนละคน แต่ตอนนี้คุณกลับมาแล้ว เคนคนที่ฉันรักกลับมาแล้ว” “ผมกลับมา… แต่ผมไม่เหมือนเดิม” เคนกระซิบ “ผมไม่สามารถกลับไปเป็นเคนคนเก่าได้อีกแล้ว”

พวกเขานั่งลงบนเตียงที่พังทลาย เคนเปิดแล็ปท็อป เขาเสียบการ์ดหน่วยความจำของกล้องลงไป

“ผมต้องดูมัน” เคนพูดอย่างหนักแน่น “ดูอะไร” “สิ่งที่กล้องบันทึกไว้” เคนอธิบาย “ผมต้องรู้ว่าทั้งหมดเป็นเพียงภาพหลอนส่วนตัวของผม… หรือมีบางสิ่งเกิดขึ้นจริง”

เคนเปิดไฟล์วิดีโอล่าสุด: “คำสารภาพ.MP4”

พวกเขาดูด้วยกัน ในวิดีโอ… เคนปรากฏตัวในสภาพเปื้อนโคลน เขายกกล้องขึ้น ดวงตาเต็มไปด้วยความบ้าคลั่ง เขาเริ่มพูด… เสียงของเขาสั่นเครือ แต่ทุกคำพูดชัดเจนก้องกังวาน เคนในปัจจุบันฟังคำสารภาพทั้งหมดอีกครั้ง: เรื่องนิดา เรื่องการวิ่งหนี เรื่องคำโกหกสิบเจ็ดปี

อรินบีบมือเคนแน่น

วิดีโอเล่นต่อไป ฝูงชนเงียบสงบ ลมพายุพัดผ่าน แล้ว… ชายชราก็ปรากฏตัว เขาเดินเข้ามาและวางมือบนไหล่เคน ในวิดีโอ… ไม่มีเสียงหัวเราะปีศาจ ไม่มีเสียงกระซิบของ “ลุงเฒ่า” มีเพียงใบหน้าอันทุกข์ทรมานของเคน

แต่เมื่อชายชราสัมผัสไหล่เขา เคนในปัจจุบันกลับรู้สึกเหมือนถูกกระชากจากขุมนรก

“คุณเห็นอะไร” เคนถามอริน กดหยุดวิดีโอ “ฉันเห็นคุณทรุดลง” อรินตอบ “และ… ฉันเห็นความเปลี่ยนแปลง ความสงบเข้ามาแทนที่ความหวาดกลัวบนใบหน้าของคุณ… ทันทีที่เขาแตะต้องคุณ”

เคนพยักหน้า “สิ่งที่น่ากลัวที่สุดไม่ใช่เสียงนั้นไม่ถูกบันทึก” เคนกล่าว “สิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือ ตัวฉันเอง ที่ทรมานตัวเองด้วยเสียงนั้น ตัวฉันเอง ที่เป็นศัตรูของตัวเอง และ ตัวฉันเอง ที่ถูกบังคับให้ฟังคำพูดเหล่านั้น… เพราะนั่นเป็นหนทางเดียวที่ฉันจะได้รับการปลดปล่อย”

เขาหลับตาลง “นิดาไม่ต้องการให้ฉันตาย เธอแค่ต้องการให้ฉัน… พูดความจริง”

“และตอนนี้คุณก็ได้พูดแล้ว” อรินพูดอย่างแผ่วเบา

เคนลืมตาขึ้น “ยังไม่พอ” เคนกล่าว “ผมพูดกับคนแปลกหน้าในภูเก็ต… แต่ตอนนี้ ผมต้องเผชิญหน้ากับคนที่ได้รับบาดเจ็บจากคำโกหกนั้น” “คุณหมายถึง…” “พ่อแม่ของผม” เคนกล่าว “และผมจะไม่ทำด้วยคำพูด”

เคนจ้องมองกล้อง เขาเลื่อนกลับไปที่วิดีโอม้วนนั้น “นี่คือหลักฐาน” เคนกล่าว “ผมพูดเปล่าๆ ไม่ได้ ผมต้องให้พวกเขาดูสิ่งนี้ นี่คือคำสารภาพของผม นี่คือหลักฐานความขี้ขลาดของผม และนี่คือจุดเริ่มต้นของการชดใช้”

เขาเริ่มตัดต่อวิดีโอ เขาไม่ตัดออก ไม่ใส่เพลง มีเพียงใบหน้าของเขา คำสารภาพ และความเงียบที่ตามมา เขาบันทึกไฟล์นั้นไว้ในฮาร์ดดิสก์แยกต่างหาก

“ภูเก็ตคือวงล้อกรรมของผม” เคนกล่าว พับแล็ปท็อป “มันสอนให้ผมรู้ว่าการวิ่งหนีไม่ใช่วิธีแก้ปัญหา ถ้าผมไม่เผชิญหน้ากับความจริง… มันก็จะตามหลอกหลอนผม… ไม่ใช่ในรูปของผี… แต่ในรูปของการทำลายตัวเอง”

อรินลุกขึ้น เธอกุมมือเขาไว้ ฝ่ามือของเธออบอุ่นและมั่นคง “ไม่ว่าคุณจะเผชิญหน้ากับอะไร… คุณจะไม่ต้องอยู่คนเดียว” เธอกล่าว “เราจะไปด้วยกัน”

เคนกำมือเธอแน่น “ไปกันเถอะ” เคนกล่าว “กลับบ้าน”

พวกเขาออกจากห้อง… ทิ้งอดีตไว้เบื้องหลังบานประตู ภายนอก… เมืองภูเก็ตเต็มไปด้วยแสงแดดยามเช้า ปราศจากควันธูปและเสียงประทัดที่เคยหลอกหลอน

เครื่องบินทะยานขึ้น เคนมองลงไปยังเกาะที่เล็กลงเรื่อยๆ เขาไม่เห็นความงามของเขตร้อนอีกต่อไป เขาเห็นเพียงแม่น้ำสีขุ่น… สุสานเก่า… และห้องโรงแรมที่ถูกน้ำท่วม

แต่เมื่อเขาหันไปมองอรินที่กำลังหลับพิงไหล่เขา เขากลับเห็นแสงสว่าง

กล้องยังคงอยู่ในกระเป๋า มันไม่ใช่เครื่องมือแสวงหาความจริงด้วยความเห็นแก่ตัวอีกต่อไป มันคือผู้ส่งสาร

การเดินทางที่แท้จริง… เพิ่งเริ่มต้นขึ้น

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Facebook Twitter Instagram Linkedin Youtube