Vị Máu Trên Lưỡi

รสเลือดติดปลายลิ้น

Janya (จัญญา), ช่างซ่อมความหิวที่เร่งรีบที่สุดในย่านคลองเตย มือของเธอชำนาญการตำส้มตำได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ ทุกครั้งที่สากกระทบกับครกหิน มันคือจังหวะชีวิตที่ไม่อาจช้าได้ แม้แต่เสี้ยววินาทีเดียวก็หมายถึงการขาดทุน เธอสวมเสื้อยืดสีซีดที่เต็มไปด้วยรอยเปื้อนน้ำปลาร้าและเหงื่อไคล กลิ่นอายของถนนเมืองกรุงและเครื่องเทศรสจัดจ้านคลุ้งไปทั่วร่างของเธอ นี่คือกลิ่นแห่งการต่อสู้ดิ้นรน

วันนี้เป็นวันที่อากาศร้อนระอุที่สุดในรอบปี แสงแดดแผดเผาจนถนนลาดยางดูเหมือนจะหลอมละลายได้ทุกเมื่อ แต่ Janya ไม่มีเวลามาสนใจเรื่องนั้น ลูกค้าออนไลน์สั่งข้าวผัดกะเพราพร้อมไข่ดาวสามสิบกล่องสำหรับเลี้ยงคนงานก่อสร้าง เธอต้องทำให้เสร็จภายในหนึ่งชั่วโมงก่อนเที่ยง ไม่อย่างนั้นเธอจะถูกหักคะแนนจากแอปพลิเคชันส่งอาหาร และการถูกหักคะแนนก็คือการลดโอกาสในการหาเงิน ซึ่งนั่นคือความตายสำหรับคนอย่างเธอ

“Nid ช่วยดูออร์เดอร์ให้ฉันหน่อยสิ!” Janya ตะโกนเสียงแหบแห้งออกไป Nid เพื่อนสนิทของเธอที่ทำหน้าที่เป็นคนซ้อนมอเตอร์ไซค์รับจ้างในบางครั้ง เงยหน้าขึ้นจากโทรศัพท์มือถือที่กำลังดูวิดีโอตลก Nid เป็นคนที่มีความสุขง่าย เธอสามารถหัวเราะได้แม้ในขณะที่กระเป๋าสตางค์ว่างเปล่า แต่ Janya ไม่ใช่ เธอหัวเราะไม่ออกมานานแล้ว

“กะเพราไก่สับเผ็ดน้อยสามสิบกล่อง Janya” Nid ตอบพลางยื่นขวดน้ำเย็นๆ ให้ “เธอควรจะพักบ้างนะ หน้าเธอซีดเหมือนไก่ต้มแล้ว”

Janya ส่ายหน้า เธอรับขวดน้ำมาจิบไปเพียงเล็กน้อย เธอไม่สามารถหยุดได้ ถ้าหยุด เธอจะเห็นตัวเลขหนี้สินที่กองอยู่บนโต๊ะในห้องเช่าเก่าๆ “ฉันไม่มีสิทธิ์พักหรอก Nid ถ้าฉันพัก คนที่จะพาฉันออกจากนรกนี่ได้ก็คือตัวฉันเอง” เธอพูดขณะที่เทน้ำมันลงในกระทะที่ร้อนจัดจนควันฉุย กลิ่นของกระเพราและพริกโชยขึ้นมาทำให้ท้องของเธอร้องจ๊อกๆ แต่ Janya เมินเฉยต่อความหิวของตัวเอง

นี่คือชีวิตที่ Janya สร้างขึ้นมา: ชีวิตที่ต้องดมกลิ่นอาหารรสเลิศทั้งวัน แต่ไม่อาจเอื้อมถึงรสชาติเหล่านั้นได้อย่างเต็มที่ ทุกเช้าเธอจะกินแค่ข้าวสวยหุงแข็งกับน้ำพริกเหลือๆ หรือบางครั้งก็แค่น้ำปลาผสมพริกที่เหลือจากการตำส้มตำ เธอชอบการทำอาหาร เธอรักรสชาติที่ซับซ้อนของอาหารไทย เธอสามารถบอกได้ว่าพริกชนิดไหนสดกว่า หอมกว่า หรือน้ำปลาขวดไหนมีกลิ่นอายของทะเลมากกว่ากัน แต่ความสามารถเหล่านั้นทำได้เพียงหล่อเลี้ยงปากท้องของคนอื่นเท่านั้น ไม่ใช่ของเธอ

“วันนี้เธอต้องจ่ายไอ้สารวัตรชลให้ทันนะ” Nid เตือน เสียงของเธอแผ่วลงเมื่อพูดถึงคนเก็บหนี้ “เขาบอกว่าเขาจะมาเอา ‘อะไรก็ได้’ ที่คุ้มค่ากับดอกเบี้ยถ้าเธอเบี้ยว”

ชื่อของ ‘ไอ้สารวัตรชล’ (คนเก็บหนี้ตัวเล็กๆ ที่ชอบอ้างว่าเป็นตำรวจ) ทำให้ Janya ตัวเย็นวาบ เธอติดหนี้พวกเขาสองแสนบาท ดอกเบี้ยวิ่งทุกวันเหมือนรถแข่ง เธอพยายามทำงานให้หนักที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่ในเมืองใหญ่ที่เต็มไปด้วยค่าใช้จ่ายนี้ เงินดูเหมือนจะละลายหายไปก่อนที่จะถึงมือเธอด้วยซ้ำ สองแสนบาทเป็นจำนวนที่มากจนเกินกว่าที่เธอจะฝันถึงได้ในชีวิตนี้ มันคือภูเขาน้ำแข็งที่กำลังจะถล่มลงมาทับเธอในอีกไม่กี่วันข้างหน้า นั่นคือเส้นตายที่ไอ้สารวัตรชลตั้งไว้: เจ็ดวัน

Janya กำตะหลิวแน่น จนข้อต่อนิ้วขาวโพลน “ฉันรู้ Nid ฉันรู้ดี” เธอหายใจเข้าลึกๆ “ฉันจะทำทุกอย่าง”

เมื่อส่งออร์เดอร์ใหญ่นั้นเสร็จสิ้น เธอก็ขี่มอเตอร์ไซค์เก่าๆ ของเธอ (ซึ่งเธอติดหนี้ผ่อนอีกหลายงวด) กลับมายังห้องเช่าเล็กๆ ในซอยแคบๆ หลังตลาดคลองเตย มันเป็นห้องเช่าที่ตั้งอยู่ในอาคารเก่าๆ ที่มีกลิ่นอับชื้นและกลิ่นธูปปะปนกันไป ห้องเช่านี้เป็นส่วนหนึ่งของที่ดินที่ลุงวิโรจน์เป็นผู้ดูแล

ลุงวิโรจน์ (ลุงวิโรจน์) เป็นชายชราผู้เงียบขรึมและมีดวงตาที่เต็มไปด้วยเรื่องเล่าที่ไม่มีใครอยากได้ยิน เขาเป็นคนดูแลตึกแถวนี้มาตั้งแต่ Janya ยังเด็ก และเขามักจะรู้เรื่องราวที่ไม่ปกติเกี่ยวกับที่แห่งนี้เสมอ

ขณะที่ Janya กำลังจะเดินขึ้นบันได เธอสังเกตเห็นม้านั่งไม้เก่าๆ ใต้ต้นโพธิ์ใหญ่ท้ายซอย ม้านั่งนั้นตั้งอยู่หน้าศาลเจ้าเล็กๆ ที่ดูทรุดโทรมและมืดมิด มีเพียงแสงจากตะเกียงน้ำมันจางๆ เท่านั้นที่ทำให้เห็นสิ่งของที่ตั้งอยู่บนนั้น

นั่นคือม้านั่งสำหรับเซ่นไหว้ ‘ผีตายโหง’ ลุงวิโรจน์เคยเตือนเธอว่า นั่นคือศาลของดวงวิญญาณหญิงสาวที่ตายในขณะตั้งครรภ์ ซึ่งถือเป็นผีที่ทรงพลังและหิวโหยที่สุด ตามความเชื่อโบราณ ผีตายโหงสามารถให้โชคลาภอย่างมหาศาลแก่ผู้ที่ทำพิธีบูชาได้อย่างถูกต้อง แต่ราคาก็คือสิ่งที่คุณไม่สามารถใช้เงินซื้อได้

ม้านั่งนั้นถูกวางเรียงรายด้วยอาหารเซ่นไหว้ที่ดูแตกต่างจากอาหารที่คนปกติกิน อาหารที่ตั้งอยู่บนนั้นมีทั้ง ส้มตำปูปลาร้า ที่หอมฉุย ข้าวเหนียวมะม่วง ที่มะม่วงเหลืองอร่ามราวกับทองคำ และที่สำคัญที่สุดคือ เนื้อย่างติดมัน ที่ยังคงมีไอน้ำร้อนๆ ลอยขึ้นมา พร้อมกับน้ำจิ้มแจ่วรสจัดจ้าน ทุกอย่างดูสมบูรณ์แบบและเชิญชวนอย่างน่าประหลาด

Janya ยืนจ้องมองอาหารเหล่านั้นนานหลายนาที ท้องของเธอร้องประท้วงอย่างรุนแรงอีกครั้ง แต่มันไม่ใช่แค่ความหิวทางกายภาพ มันคือความหิวทางจิตวิญญาณ เธอหิวโหยความสำเร็จ เธอหิวโหยการหลุดพ้นจากความยากจน มื้อสุดท้ายที่เธอได้กินอาหารรสชาติดีจริงๆ คือตอนที่แม่ของเธอป่วยหนัก และแม่ต้องขายแหวนแต่งงานเพื่อซื้อข้าวเหนียวมะม่วงให้เธอกินเป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะจากไป

เธอพยายามหันหลังเดินหนี แต่ขาของเธอกลับพาเธอเดินเข้าไปใกล้ขึ้นเรื่อยๆ กลิ่นของกะทิและน้ำปลาร้าที่ผสมผสานกันมันช่างเย้ายวนเสียจนเธอแทบจะควบคุมตัวเองไม่ได้ เธอจำได้ว่าลุงวิโรจน์เคยพูดว่า ผีตายโหงตนนี้มักจะทิ้งอาหารที่คนทั่วไปไม่กล้าแตะต้องไว้เพื่อทดสอบ ‘ความกล้า’ หรือ ‘ความสิ้นหวัง’ ของมนุษย์

ในที่สุด Janya ก็ทรุดตัวลงข้างๆ ม้านั่งนั้น มือของเธอยื่นออกไปอย่างสั่นเทา เธอจ้องมองไปรอบๆ ไม่มีใครเห็น เธอเป็นแค่คนส่งอาหารเล็กๆ ไม่มีใครสนใจสิ่งที่เธอทำ เธอคิดถึงไอ้สารวัตรชล คิดถึงคำขู่ของเขา

“ถ้าฉันมีเงินสองแสน… ฉันจะพ้นจากที่นี่” ความคิดนี้ดังอยู่ในหัวของเธออย่างบ้าคลั่ง

น้ำตาหยดหนึ่งไหลลงอาบแก้มของ Janya เธอไม่รู้ว่าทำไมถึงร้องไห้ อาจจะเพราะความกลัว อาจจะเพราะความอับอาย หรืออาจจะเพราะความหิวโหย

เธอหยิบ ข้าวเหนียวมะม่วง ขึ้นมาเล็กน้อย เธอไม่ได้กินคำใหญ่ เธอแค่ใช้ปลายนิ้วแตะข้าวเหนียวที่ชุ่มฉ่ำไปด้วยกะทิหอมหวาน และค่อยๆ นำมันเข้าปาก รสชาติของมันคือสวรรค์ มันหวาน มันมัน มันนุ่มนวลอย่างที่ไม่เคยมีอาหารใดในโลกนี้เคยเป็นมาก่อน

“ขอให้ฉันได้เงินเถอะ” เธออธิษฐานในใจอย่างรวดเร็ว “ฉันจะยอมจ่ายทุกอย่าง ฉันจะยอมแลก… เพื่อให้ฉันพ้นจากความสิ้นหวังนี้” เธอพูดกับความว่างเปล่าเบื้องหน้า ด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความเยือกเย็นและความกล้าหาญที่เกิดจากความจนตรอก

หลังจากนั้น เธอรีบถอยกลับมาอย่างเงียบเชียบ ทำราวกับว่าเธอเพิ่งทำสิ่งที่น่ารังเกียจที่สุดในชีวิตสำเร็จ เธอวิ่งขึ้นห้องพักของเธอโดยไม่หันกลับไปมองเลยแม้แต่น้อย

คืนนั้น Janya นอนไม่หลับ รสชาติของข้าวเหนียวมะม่วงยังคงติดอยู่ในปากของเธอ และความรู้สึกผิดบาปก็กัดกินหัวใจของเธอ แต่ท่ามกลางความรู้สึกผิดนั้น มีความหวังเล็กๆ ผุดขึ้นมาอย่างน่ากลัว

เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น ขณะที่ Janya กำลังจะออกไปซื้อวัตถุดิบเพื่อเตรียมขายของ เธอเปิดประตูห้องออกมาและพบซองจดหมายสีน้ำตาลใบหนึ่งวางอยู่หน้าประตู ซองจดหมายนั้นหนาและหนักผิดปกติ ไม่มีชื่อผู้ส่ง แต่มีตราประทับรอยนิ้วมือสีแดงจางๆ ที่มุมซอง

Janya เปิดซองออกอย่างกล้าๆ กลัวๆ

ภายในซองนั้นมี ธนบัตรใบละหนึ่งพันบาท กองรวมกันหนาเตอะ พร้อมกับกระดาษโน้ตแผ่นเล็กๆ ที่เขียนด้วยลายมือหวัดๆ ว่า:

“เป็นรางวัลเล็กน้อยสำหรับความกล้า”

เงินนั้นมากพอที่จะจ่ายหนี้ทั้งหมดและเหลือมากพอที่จะเริ่มต้นชีวิตใหม่ได้อย่างสบายๆ

Janya ทรุดตัวลงกับพื้นห้องเย็นๆ เธอไม่ได้ฝันไป เธอไม่ได้บ้า เธอทำได้แล้ว เธอ ‘ซื้อ’ ชีวิตใหม่ด้วยความกล้าหาญและความสิ้นหวังเพียงเล็กน้อย และการลิ้มรสอาหารต้องห้ามเพียงคำเดียว

แต่ขณะที่เธอกำลังนับเงินอย่างมีความสุข รอยยิ้มของเธอก็ค่อยๆ เลือนหายไป เพราะเธอสังเกตเห็นว่าบนกระดาษโน้ตนั้น มีกลิ่นจางๆ ของ… น้ำกะทิ ติดอยู่


เงินจำนวนมหาศาลนั้นเปลี่ยนชีวิต Janya ในชั่วข้ามคืน เธอไม่ได้แค่หลุดพ้นจากหนี้สิน แต่เธอกลับกลายเป็นคนที่มี ‘อำนาจ’ ในการเลือกที่จะไม่กลัว ‘ไอ้สารวัตรชล’ อีกต่อไป เธอจัดการจ่ายหนี้ทั้งหมดอย่างรวดเร็วและเด็ดขาด เมื่อไอ้สารวัตรชลเห็นเงินปึกใหญ่ เขาก็หายไปจากชีวิตของเธอเหมือนควันไฟที่ถูกพัดไปโดยลมแรง

“Janya เธอไปทำอะไรมาเนี่ย!” Nid เพื่อนสนิทของเธอตกใจแทบสิ้นสติ เมื่อเห็น Janya เดินเข้ามาในห้องเช่าพร้อมถุงใส่เงินสด เธอมองดูเพื่อนด้วยสายตาที่ไม่เข้าใจ “เธอไปปล้นธนาคารมาหรือไง”

Janya หัวเราะเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี เป็นเสียงหัวเราะที่ฟังดูแห้งแล้งและมีความลับบางอย่างซ่อนอยู่ “ฉันแค่… โชคดี Nid โชคดีจริงๆ” เธอโกหกคำโต แต่เธอก็ทำอย่างแนบเนียน เธอไม่กล้าบอก Nid เรื่องผีตายโหงและข้าวเหนียวมะม่วงคำนั้น มันเป็นความลับที่หนักอึ้งเกินกว่าจะแบ่งปัน

หลังจากใช้หนี้หมด Janya ตัดสินใจ ‘ซื้อ’ สิ่งที่เธอใฝ่ฝันมาตลอดชีวิต—ร้านอาหารของตัวเอง เธอใช้เงินที่เหลือจำนวนหนึ่งซื้อตึกแถวเล็กๆ ที่สภาพดีกว่าห้องเช่าเดิมหลายเท่าในย่านที่มีผู้คนสัญจรไปมา เธอตั้งชื่อร้านว่า “แซ่บสะท้านโลก”

ภายในหนึ่งเดือน “แซ่บสะท้านโลก” ก็เปิดทำการ Janya ทุ่มเททุกอย่างที่เธอรู้เกี่ยวกับรสชาติและการปรุงอาหาร เธอจ้างคนงานในครัวที่มีฝีมือและตกแต่งร้านด้วยความใส่ใจในรายละเอียดทุกอย่าง ตั้งแต่โคมไฟไม้ไผ่ไปจนถึงเครื่องปั้นดินเผาที่ดูโบราณ เธอต้องการให้ร้านนี้เป็นมากกว่าร้านอาหาร แต่เป็นที่หลบภัยจากชีวิตที่โหดร้าย

Nid ถูกจ้างให้มาเป็นผู้จัดการร้าน Nid มีความสามารถในการพูดคุยกับลูกค้าและสร้างบรรยากาศที่เป็นกันเอง ขณะที่ Janya ยืนประจำอยู่หน้าเตาและควบคุมคุณภาพของอาหารทั้งหมด

วันเปิดร้านนั้นประสบความสำเร็จอย่างท่วมท้น ลูกค้าเข้าแถวยาวเหยียด ทุกคนต่างชื่นชมรสชาติอาหารของ Janya ที่ว่ากันว่า “อร่อยจนลืมไม่ลง”

“Janya รสชาติเธอมันมหัศจรรย์จริงๆ!” Nid กล่าวอย่างตื่นเต้นขณะที่กำลังนับเงินในเครื่องเก็บเงิน “นี่มันมากกว่าที่เราเคยหามาทั้งชีวิตรวมกันเสียอีก!”

Janya มองดูผู้คนที่กำลังกินอย่างมีความสุข ใบหน้าของเธอเต็มไปด้วยความพึงพอใจ แต่ลึกๆ ข้างใน เธอยังคงรู้สึกถึงความหนาวเย็นเล็กๆ ที่ไหลผ่านกระดูกสันหลังทุกครั้งที่นึกถึงศาลเจ้าเก่าๆ และหญิงสาวที่ตายไปแล้วคนนั้น

คืนนั้น หลังจากปิดร้านและไล่พนักงานกลับไปหมดแล้ว Janya นั่งอยู่คนเดียวในร้านที่ว่างเปล่า เธอสั่ง แกงเขียวหวานเนื้อ ที่เป็นสูตรลับของร้าน และตักข้าวสวยร้อนๆ วางข้างจาน มันเป็นอาหารที่สมบูรณ์แบบที่สุดที่เธอปรุงออกมา

“ฉันควรจะให้รางวัลตัวเองบ้าง” เธอคิด เธอไม่ได้กินอาหารรสชาติดีๆ มาตั้งแต่ตอนที่เธอลิ้มรสข้าวเหนียวมะม่วงต้องห้ามนั้น

Janya บรรจงตักแกงเขียวหวานคำแรกเข้าปาก

ทันใดนั้น ดวงตาของเธอก็เบิกกว้าง รสชาติที่ควรจะเป็นความหอมมันของกะทิ ความเผ็ดร้อนของพริกแกง และความนุ่มของเนื้อวัว กลับกลายเป็นรสชาติที่แปลกประหลาดอย่างน่าสะพรึงกลัว

มันคือรสชาติของเลือด!

เลือดที่คาวจัด เลือดที่เต็มไปด้วยสนิมและน้ำเหล็ก เลือดที่อุ่นและเหนียวหนืด มันเต็มปากของเธอ ทำให้เธอสำลักและต้องวิ่งไปที่อ่างล้างจานทันที

Janya บ้วนแกงเขียวหวานทั้งหมดออกมา เธอล้างปากซ้ำแล้วซ้ำเล่าด้วยน้ำเย็น แต่รสชาติคาวเลือดนั้นยังคงติดอยู่บนลิ้นของเธอราวกับเป็นสารพิษ

“ไม่จริง… เกิดอะไรขึ้นกับฉัน” Janya พยายามหายใจเข้าลึกๆ เธอยืนอยู่หน้ากระจกเงาในห้องน้ำ ใบหน้าของเธอซีดเผือด เธอตรวจสอบในปาก: ไม่มีบาดแผล ไม่มีเลือดออก

เธอเดินกลับมาที่โต๊ะอย่างระมัดระวัง เธอใช้ช้อนตักแกงเขียวหวานอีกครั้ง และดมกลิ่นอย่างละเอียด กลิ่นของมันยังคงเป็นแกงเขียวหวานที่หอมอร่อยอย่างไม่มีที่ติ

เธอเรียก Nid ที่ยังไม่กลับมา ให้ลองชิม

“Nid ลองชิมนี่หน่อย” Janya ยื่นช้อนให้ Nid ด้วยมือที่สั่นเทา

Nid ชิมแกงเขียวหวานด้วยความไม่เข้าใจ และยิ้มกว้าง “อร่อยมาก Janya มันสมบูรณ์แบบเลยนะ ทำไมเหรอ”

“เธอ… ไม่รู้สึกถึงรสชาติแปลกๆ เหรอ?” Janya ถามเสียงแหบ

Nid ส่ายหน้า “ไม่เลย! มันเผ็ดร้อนกำลังดี เนื้อก็เปื่อยได้ที่ที่สุด เธอคิดมากไปแล้ว Janya อาจจะเพราะเธอเครียดกับการเปิดร้าน”

Janya พยายามเชื่อเพื่อน แต่ความจริงที่ลิ้นของเธอกำลังบอกนั้นโหดร้ายเกินกว่าจะเมินเฉย

ในช่วงหลายวันต่อมา Janya ทดลองกับอาหารทุกชนิดที่ร้านของเธอทำ เธอพยายามชิม ส้มตำ ที่มีรสชาติเปรี้ยวเผ็ด เค็มหวานที่สมดุลอย่างที่เธอตั้งใจ แต่ทันทีที่น้ำปลาร้าแตะลิ้นของเธอ รสชาติที่ตามมาคือความคาวของเลือดที่ผสมกับความเค็มของน้ำตา

เธอพยายามชิม ข้าวเหนียวมะม่วง ซึ่งเป็นอาหารต้องห้ามที่เธอได้ลิ้มรสก่อนหน้านั้น

ครั้งนี้มันแย่ที่สุด! รสชาติของกะทิหอมหวานถูกแทนที่ด้วยรสชาติของเลือดที่เน่าเหม็นและเยือกเย็น มันทำให้เธอนึกถึงความตายและความหนาวเหน็บอย่างน่าสะอิดสะเอียน Janya อาเจียนออกมาทั้งหมด เธอรู้แล้วว่านี่ไม่ใช่ความเครียด นี่คือ คำสาป

คำสาปที่ไม่ได้พรากเงินทองไปจากเธอ แต่พรากสิ่งที่เธอรักที่สุดในชีวิตไป นั่นคือ ความสุขจากการลิ้มรสอาหาร

เงินทองที่เธอได้มากลายเป็นสิ่งที่ไร้ความหมาย เธอร่ำรวย แต่ไม่สามารถลิ้มรสความร่ำรวยนั้นได้เลย เธอเป็นเจ้าของร้านอาหารที่ดีที่สุด แต่ไม่สามารถกินอาหารที่ดีที่สุดได้เลย เธอถูกกักขังอยู่ในวังวนแห่งความมั่งคั่งที่ว่างเปล่า

Janya เริ่มผอมลงอย่างเห็นได้ชัด เธอหลีกเลี่ยงการกินอาหารทุกอย่างนอกจากข้าวต้มขาวๆ จืดๆ หรือน้ำเปล่า เพราะมันไม่มีรสชาติและไม่มีเลือดคาวๆ ปนเปื้อน

ความหวาดระแวงเริ่มกัดกินเธอ เธอเริ่มเห็นเงาประหลาดๆ สะท้อนอยู่ในพื้นผิวที่มันวาวของเคาน์เตอร์ครัว

คืนหนึ่ง ขณะที่เธอกำลังกวาดพื้นร้านตามลำพัง เธอหันไปมองกระจกบานใหญ่ที่ใช้ในการตกแต่งร้าน

เธอเห็นเงาของผู้หญิงคนหนึ่งยืนอยู่ด้านหลังเธอ—ผู้หญิงคนหนึ่งที่ท้องใหญ่จนน่ากลัว

เงาผู้หญิงคนนั้นไม่ได้พูดอะไร เธอเพียงแค่ยืนอยู่ตรงนั้น และรอยยิ้มที่ปรากฏบนริมฝีปากของเธอมันช่างเป็นรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความพึงพอใจและความเยาะเย้ย

“เธอมาทำไม…” Janya พึมพำด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ เธอพยายามหันหลังกลับไปมอง แต่ร่างกายของเธอมันแข็งทื่อราวกับถูกตรึงไว้กับพื้น

เงาผู้หญิงคนนั้นไม่ขยับ แต่รอยยิ้มของเธอกลับกว้างขึ้น และทันใดนั้น รอยยิ้มนั้นก็มีน้ำสีแดงเข้มไหลออกมาจากมุมปาก

“เพราะฉันให้รางวัลเธอแล้ว… ตอนนี้ถึงเวลาที่เธอจะต้องรับ ‘รสชาติ’ ของฉันแล้ว” เสียงแผ่วเบาที่เหมือนเสียงกระซิบจากความว่างเปล่าดังขึ้นในหูของ Janya

Janya กรีดร้องออกมาสุดเสียง และเมื่อเธอปิดตาแล้วลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง เงาผู้หญิงคนนั้นก็หายไปแล้ว เหลือไว้เพียงความเงียบและกลิ่นจางๆ ของ… น้ำกะทิ ที่ลอยอยู่ในอากาศ


ชีวิตที่เต็มไปด้วยความร่ำรวยของ Janya กลายเป็นคุกที่ไม่มีลูกกรง ทุกวันคือการทรมานทางจิตใจ เธอต้องยืนดูผู้คนกินอาหารของเธออย่างมีความสุข ขณะที่เธอเองต้องทนอยู่กับความหิวโหยและความคาวเลือดที่ติดอยู่บนลิ้น

ร่างกายของ Janya ผอมลงอย่างรวดเร็ว ดวงตาของเธอลึกโบ๋และหมองคล้ำ ความสุขจากการได้เป็นเจ้าของร้านอาหารที่ดีที่สุดได้หายไปหมดสิ้น เหลือไว้แต่ความหวาดระแวงและความกลัว

“Janya เธอต้องไปหาหมอแล้วนะ” Nid เริ่มเป็นห่วงอย่างจริงจัง “เธอไม่กินอะไรเลยมาเป็นอาทิตย์แล้วนะ และทำไมเธอถึงกลัวครัวของตัวเองขนาดนี้”

“ฉัน… ฉันแค่เหนื่อย Nid” Janya โกหก เธอไม่สามารถบอกความจริงได้ว่าทุกครั้งที่เธอเดินเข้าไปในครัวที่เต็มไปด้วยกลิ่นหอมของสมุนไพรและเครื่องเทศ จิตใจของเธอกลับเห็นภาพของเลือดสดๆ ที่กระเด็นอยู่บนเคาน์เตอร์ และรอยยิ้มเยาะเย้ยของหญิงสาวที่ท้องใหญ่

การจัดการร้านของเธอเริ่มมีปัญหา เธอไม่กล้าชิมอาหารเพื่อตรวจสอบคุณภาพอีกต่อไป เธอทำได้เพียงแค่เชื่อใจพนักงานและ Nid เท่านั้น แต่ในที่สุดความผิดพลาดก็เกิดขึ้น

วันหนึ่ง ลูกค้าประจำที่ชื่อ Khun Preeya (คุณปรียา) ส่งอาหารกลับคืนมาอย่างโมโห “แกงของวันนี้มันเค็มเกินไป Janya! รสชาติมันเหมือนเธอเอาเกลือทะเลมาละลายในน้ำแกงทั้งหมดเลย”

Janya ตกใจ เธอสั่งให้ Nid ลองชิม Nid ชิมแล้วยืนยันว่า “มันอร่อยมากนะคะคุณปรียา อาจจะเป็นเพราะวันนี้คุณปรียาไม่สบายลิ้นหรือเปล่าคะ”

แต่ Janya รู้ดี เธอตักแกงนั้นขึ้นมาชิมอีกครั้ง และรสชาติที่เธอรับรู้ก็คือรสชาติที่เค็มจนน่าคลื่นไส้ของเลือดที่ปะปนกับเกลือสนิม! เธอรู้ว่ารสชาติที่แท้จริงต้องมีอะไรผิดปกติไปอย่างแน่นอน

ความผิดพลาดนี้เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า Janya ไม่สามารถควบคุมรสชาติอาหารของเธอได้อีกต่อไป เพราะโลกของเธอมีแต่รสชาติของเลือดเท่านั้น

เธอตัดสินใจกลับไปที่ บ้านหลังเก่า ห้องเช่าเล็กๆ ที่เธอเคยอาศัยอยู่ และ ลุงวิโรจน์ คือคนเดียวที่เธอคิดว่าอาจจะช่วยเธอได้

Janya เดินทางกลับไปที่ซอยเก่าๆ ด้วยมอเตอร์ไซค์คันใหม่ที่เธอเพิ่งซื้อมาด้วยเงินที่ได้มาอย่างไม่คาดคิด

เธอพบลุงวิโรจน์กำลังนั่งลับมีดอยู่หน้าห้องของเขา “มาทำไมอีก Janya” ลุงวิโรจน์พูดโดยไม่เงยหน้าขึ้นมอง เสียงของเขาแหบแห้งเหมือนใบไม้ที่แห้งกรอบ

Janya ทรุดตัวลงต่อหน้าเขา น้ำตาไหลอาบแก้ม “ช่วยฉันด้วยเถอะลุงวิโรจน์ หนูรู้สึกเหมือนหนูจะตายแล้ว”

เธอเล่าเรื่องทั้งหมดให้เขาฟัง ตั้งแต่ข้าวเหนียวมะม่วงคำนั้น ซองจดหมายปริศนา และรสชาติของเลือดที่กลืนกินชีวิตของเธอ

ลุงวิโรจน์วางมีดลง และมองตรงมาที่ Janya ด้วยดวงตาที่เต็มไปด้วยความรู้และคำเตือนที่เธอเคยเมินเฉย “ข้าเคยบอกแล้วว่าอย่าแตะต้องของที่ไม่ได้เป็นของเจ้า โดยเฉพาะของของนาง”

“แล้ว… แล้วหนูต้องทำยังไงคะ หนูจะคืนเงินให้ได้ไหม” Janya อ้อนวอนอย่างสิ้นหวัง

ลุงวิโรจน์ส่ายหน้าอย่างช้าๆ “เจ้าคิดว่าเงินเป็นสิ่งที่นางต้องการงั้นรึ? นางไม่ใช่คนเก็บหนี้ นางคือดวงวิญญาณที่เต็มไปด้วยความอยาก และนางรู้ว่าสิ่งที่เจ้าหวงแหนที่สุดคืออะไร”

“สิ่งที่หนูหวงแหนคือ… การได้กินอาหารอร่อยๆ” Janya ตอบด้วยความสับสน

“ถูกต้อง” ลุงวิโรจน์ตอบเสียงหนักแน่น “นางไม่ได้สาปให้เจ้าตาย นางสาปให้เจ้า หิวตลอดไป นางต้องการให้เจ้าประสบความสำเร็จ เพื่อที่เจ้าจะได้มีทุกสิ่งที่เจ้าต้องการ แต่เจ้าจะไม่มีวันได้ลิ้มรสความสุขนั้นเลย”

ลุงวิโรจน์ก้มลงไปข้างหน้า กระซิบด้วยน้ำเสียงที่ทำให้ Janya ขนลุก “นางตายไปพร้อมกับความอยากอาหารและรสชาติของเลือดในปาก ตอนนี้เจ้ากำลังแบ่งปันรสชาติสุดท้ายของนาง นี่คือการแลกเปลี่ยน ที่เจ้าตกลงเมื่อตอนที่เจ้ากินข้าวเหนียวมะม่วงคำนั้น”

“แล้วหนูจะทำยังไงดีคะ” Janya ร้องไห้สะอึกสะอื้น

“มีทางเดียว…” ลุงวิโรจน์กล่าว “ถ้าเจ้าต้องการให้นางปล่อย เจ้าต้อง คืนสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่า ที่เจ้าได้มา”

“หมายถึงเงินทั้งหมดหรือคะ หนูจะให้หมดเลย”

“เงินไม่สำคัญ” ลุงวิโรจน์ตอบอย่างหนักแน่น “นางไม่ต้องการเงินทอง นางต้องการ ความเสียสละ ที่บริสุทธิ์และไร้เงื่อนไข”

Janya กลับไปที่ร้านของเธอในคืนนั้น เธอเดินเข้าไปในครัวที่มืดมิดและเปิดไฟสลัวๆ เธอหยิบมีดทำครัวที่คมกริบที่สุดขึ้นมา และมองไปยังตัวเองในเงาสะท้อนของมีด

“ความเสียสละที่ยิ่งใหญ่กว่า…”

Janya คิดถึงชีวิตที่ผ่านมา ความรักในการทำอาหารของเธอ การได้เห็นลูกค้ามีความสุข และรสชาติที่คาวเลือดที่กำลังกัดกินทุกอย่าง

ทันใดนั้น เธอตัดสินใจได้ เธอไม่ได้ต้องการที่จะฆ่าตัวตายเพื่อชดใช้ แต่เธอจะทำสิ่งที่เจ็บปวดกว่านั้น

เธอโทรศัพท์หา Nid “Nid ฉันมีเรื่องสำคัญจะบอกเธอ” เสียงของ Janya เย็นชาและเด็ดขาด

“พรุ่งนี้เช้า… ฉันจะ ขาย ร้าน ‘แซ่บสะท้านโลก’ ทั้งหมด”

Nid ตกใจ “อะไรนะ Janya! เธอเป็นบ้าไปแล้วเหรอ! ร้านนี้คือความฝันของเธอนะ!”

“ฉันรู้” Janya ตอบ “แต่ฉัน ให้ ร้านนี้กับเธอ Nid ฉันจะโอนชื่อทุกอย่างให้เธอ พรุ่งนี้เธอจะเป็นเจ้าของคนใหม่ และเธอต้องสัญญากับฉันว่าจะทำอาหารที่อร่อยที่สุดต่อไป”

“ทำไมเธอถึงทำแบบนี้” Nid ร้องไห้

“เพราะ… ฉันไม่คู่ควรที่จะมีความสุขอีกต่อไป” Janya กล่าวเสียงแผ่วเบา

การตัดสินใจขายร้านอาหารที่เธอรักที่สุด การยอมสละทุกสิ่งที่เธอต่อสู้มาตลอดชีวิต คือความพยายามสุดท้ายของ Janya ในการ คืนสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่า

เธอหวังว่าการเสียสละครั้งนี้จะล้างคำสาปนั้นไปได้ แต่ขณะที่เธอนั่งอยู่บนพื้นครัวที่ว่างเปล่า และกินข้าวต้มขาวๆ อีกครั้ง เธอก็ยังคงรู้สึกถึง รสชาติของเลือด ที่แผ่ซ่านไปทั่วลิ้น

Janya ได้ทิ้งทุกอย่างไว้ข้างหลัง แต่คำสาปยังคงติดตามเธอไปไม่ยอมปล่อย


Janya ย้ายกลับไปสู่ความว่างเปล่า เธอทิ้งชีวิตหรูหราไว้เบื้องหลังทั้งหมด ร้านอาหารที่เคยเป็นความฝันของเธอตอนนี้กลายเป็นของ Nid อย่างสมบูรณ์แบบโดยไม่มีข้อแม้ใดๆ Janya เก็บกระเป๋าเดินทางเพียงใบเดียวซึ่งมีเสื้อผ้าเก่าๆ และหนังสือทำอาหารที่เปื้อนคราบน้ำปลาร้าเมื่อสมัยเธอยังเป็นเด็ก

เธอย้ายไปอาศัยอยู่ในห้องเช่าโทรมๆ นอกกรุงเทพฯ ห้องที่เล็กกว่าห้องครัวในร้านอาหารเดิมของเธอเสียอีก มันเป็นห้องที่ไม่มีหน้าต่าง มีเพียงพัดลมเก่าๆ ที่หมุนด้วยความเร็วเท่าเต่าคลาน ห้องนั้นเงียบจนน่ากลัว ไม่มีเสียงรถติด ไม่มีเสียงกระทะ ไม่มีเสียงหัวเราะของลูกค้า มีแต่ความเงียบงันที่บีบคั้นจิตใจ

Janya คิดว่าการเสียสละที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตของเธอ—การทิ้งความมั่งคั่งและความฝัน—จะทำให้เธอหลุดพ้นจากคำสาป แต่เธอคิดผิด

เช้าวันแรกในห้องใหม่ เธอเดินออกไปซื้อ ข้าวต้มร้อนๆ จากร้านข้างทาง เธอเลือกข้าวต้มเปล่าๆ ไม่ใส่เครื่องปรุงใดๆ หวังว่าความจืดชืดของมันจะช่วยล้างรสชาติคาวเลือดออกจากลิ้นของเธอได้

เธอตักข้าวต้มเข้าปาก

ทันใดนั้น ดวงตาของเธอก็เบิกกว้างด้วยความหวาดกลัว ข้าวต้มที่ควรจะจืดชืด กลับกลายเป็นรสชาติที่ผสมผสานระหว่าง เลือดและน้ำเหล็กสนิม ที่อุ่นและข้นหนืดราวกับโจ๊ก! เธอสำลักและรีบวิ่งไปที่ห้องน้ำ

“ไม่จริง… ทำไมยังเป็นแบบนี้อีก” Janya ร้องไห้ขณะที่บ้วนข้าวต้มออกมาจนหมด เธอล้างปากซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนเหงือกบวมเจ็บ

เธอได้ทิ้งเงิน ทิ้งความฝัน ทิ้งทุกอย่างที่เธอได้รับจากคำสาปนั้นแล้ว ทำไมคำสาปถึงยังไม่สลายไป!

เธอโทรศัพท์หา ลุงวิโรจน์ ทันทีด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือราวกับเด็กๆ

“ลุงวิโรจน์! หนูทำตามที่ลุงบอกแล้ว หนูสละทุกอย่างแล้ว ทำไมมันยังเป็นแบบนี้อยู่!”

ปลายสายมีเสียงถอนหายใจหนักๆ “ข้าเคยบอกแล้ว Janya การแลกเปลี่ยนของนางไม่ใช่เรื่องของวัตถุ… เจ้าสละทุกอย่างแล้ว แต่เจ้าได้ทิ้ง ‘ราก’ ของคำสาปไว้เบื้องหลัง”

“ราก… รากอะไรคะ?” Janya ถามอย่างกระวนกระวาย

“จำเพื่อนของเจ้าได้ไหม… Nid” ลุงวิโรจน์ตอบด้วยน้ำเสียงที่ช้าและเยือกเย็น “เมื่อเจ้าได้เงินมา เจ้าได้ใช้เงินนั้นอย่างสุขสบายกับ Nid เจ้ากินและหัวเราะกับ Nid ในขณะที่เจ้ายังคงรับรสชาติของเลือดอยู่คนเดียว”

คำพูดของลุงวิโรจน์ทำให้ Janya ตัวสั่นไปทั้งร่าง “หมายความว่ายังไงคะ”

“นางไม่ได้แค่สาปเจ้า Janya นางสาป ความสุข ที่เจ้าได้รับจากการแลกเปลี่ยนนั้น และตอนนี้ Nid กำลังเพลิดเพลินกับความมั่งคั่งและความสุขจากการทำอาหารที่เจ้ามอบให้ทั้งหมด”

“ไม่… Nid ไม่เกี่ยวอะไรด้วย!” Janya ตะโกน

“แต่เธอกำลังใช้ชีวิตที่เจ้า ‘ซื้อ’ มา” ลุงวิโรจน์เน้นย้ำคำว่า ‘ซื้อ’ “วิญญาณตนนั้นไม่ปล่อยเจ้าไปจนกว่ามันจะมั่นใจว่าเจ้าได้ชดใช้ ‘ความอยาก’ ที่เจ้าได้ทำลายชีวิตของนาง”

“แล้ว Nid จะเป็นยังไง” Janya ถามด้วยความกลัวอย่างแท้จริง

“ข้าไม่รู้… แต่ข้ารู้ว่าตราบใดที่ Nid ยังคงสนุกกับชีวิตในร้านอาหารนั้น โดยที่เจ้ายังคงทนทุกข์อยู่ตรงนี้ รสชาติของเลือดก็จะติดตามเจ้าไปทุกที่” ลุงวิโรจน์ทิ้งท้ายก่อนจะวางสายไปอย่างเย็นชา

คำพูดของลุงวิโรจน์ทิ่มแทงหัวใจ Janya ราวกับมีดที่คมกริบ เธอไม่เคยคิดถึงเรื่องนี้ เธอคิดว่าการให้ร้านอาหารกับ Nid เป็นการกระทำที่บริสุทธิ์ แต่แท้จริงแล้วมันคือการถ่ายโอนความสุขที่ได้มาจากคำสาปนั้นไปให้เพื่อนสนิทของเธอ

ความผิดบาปและความกลัวเริ่มกัดกิน Janya เธอเริ่มหมกมุ่นอยู่กับการสังเกต Nid

Janya ย้อนกลับไปที่ร้านอาหาร “แซ่บสะท้านโลก” ของ Nid เธอสวมหมวกและแว่นตากันแดดอำพรางตัว และนั่งอยู่ในร้านกาแฟตรงข้าม

เธอเห็น Nid ยิ้มแย้มแจ่มใส ร่างกายดูอวบอิ่มขึ้นจากอาหารดีๆ ที่เธอสามารถกินได้อย่างเต็มที่ Nid ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและดูมีความสุขอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

Janya เห็น Nid กำลังชิม แกงมัสมั่น จากหม้อใบใหญ่ Nid พยักหน้าด้วยความพึงพอใจและส่งสัญญาณให้พ่อครัวเพิ่มน้ำตาลเล็กน้อย

หัวใจของ Janya เต้นรัวด้วยความเจ็บปวด เธอนึกถึงตอนที่เธอต้องแสร้งทำเป็นว่ารสชาติเลือดนั้นเป็นเรื่องปกติ เธอต้องทนทุกข์ทรมานอย่างเงียบๆ ในขณะที่ Nid กำลังเพลิดเพลินกับอาหารทุกคำ

ความสัมพันธ์ระหว่าง Janya และ Nid เริ่มเปลี่ยนไปอย่างน่ากลัว Janya โทรศัพท์หา Nid ทุกวัน แต่คำถามของเธอไม่ใช่เรื่องทั่วไป

“วันนี้เธอ… กินอะไรไปบ้าง Nid” Janya ถามด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ

Nid หัวเราะ “ก็กินเยอะแยะเลย Janya ก็เหมือนที่ฉันกินทุกวันนั่นแหละ วันนี้ฉันกินก๋วยเตี๋ยวเรือเนื้อเปื่อยที่ร้านเรา รสชาติมันอร่อยสุดๆ เลยนะ เธอควรจะกลับมาลองชิมสักครั้งนะ Janya”

คำว่า ‘อร่อย’ ของ Nid ทำให้ Janya เจ็บปวดอย่างแสนสาหัส “เธอ… ไม่รู้สึกถึงรสชาติแปลกๆ เลยเหรอ Nid”

“รสชาติแปลกๆ? ไม่เลยนะ Janya ทำไมเธอถึงหมกมุ่นอยู่กับเรื่องรสชาติจัง” Nid เริ่มไม่พอใจเล็กน้อย “ฉันรู้ว่าเธอเครียดที่ต้องขายร้าน แต่เธอควรจะเดินหน้าต่อไปนะ Janya”

Janya เริ่มตระหนักว่า คำสาปนี้ได้ทำให้เธอ โดดเดี่ยว อย่างสมบูรณ์แบบแล้ว เธอไม่สามารถแบ่งปันความจริงนี้กับใครได้ และยิ่งเธอพยายามเตือน Nid มากเท่าไหร่ Nid ก็ยิ่งผลักไสเธอออกไปมากขึ้นเท่านั้น

เธอเริ่มมีความคิดที่มืดมัว: “ถ้า Nid หยุดมีความสุข… คำสาปอาจจะคลายลง”

ความคิดนี้จุดประกายความหวังอันมืดมิดในใจ Janya เธอเริ่มทำสิ่งที่น่ารังเกียจเพื่อทดสอบทฤษฎีของลุงวิโรจน์

Janya เริ่มส่งจดหมายและโทรศัพท์ที่ไม่ระบุชื่อไปยังร้านอาหารของ Nid เพื่อใส่ร้ายป้ายสี Nid ว่าอาหารของร้านเป็นพิษและไม่สะอาด

วันหนึ่ง Janya เดินเข้าไปในร้านของ Nid อย่างไร้ความอาย เธอสวมชุดเก่าๆ ซอมซ่อ และสั่ง ข้าวผัดสับปะรด ซึ่งเป็นอาหารโปรดของ Nid

“Janya! เธอมาได้ไง” Nid ตกใจและดีใจ “เธอมาทานข้าวที่ร้านเหรอ”

Janya ไม่ตอบ เธอจ้องมองไปที่ข้าวผัดสับปะรดที่วางอยู่ตรงหน้า กลิ่นหอมหวานของสับปะรดและผงกะหรี่ลอยขึ้นมาแตะจมูกของเธอ แต่เธอกลับได้กลิ่นคาวเลือดที่ผสมอยู่ในนั้นอย่างชัดเจน

Janya ควัก น้ำยาล้างห้องน้ำ เล็กน้อยที่เธอแอบเอามาจากห้องเช่าของเธอ และแกล้งทำเป็นทำหกใส่จานข้าวผัดสับปะรดของ Nid!

“อุ๊ย! ขอโทษนะ Nid ฉันทำน้ำยาฆ่าเชื้อหกใส่จานเธอ” Janya แสร้งทำเป็นตื่นตระหนก “เธอ… เธอห้ามกินจานนี้เด็ดขาดนะ! มันมีสารพิษ!”

Nid มองดู Janya ด้วยสายตาที่ไม่เข้าใจ “นี่เธอเอาอะไรมาพูด Janya! นี่มันร้านอาหารนะ ไม่มีน้ำยาทำความสะอาดวางอยู่บนโต๊ะหรอก”

“ก็… ก็ฉันเห็นเธอทำหกเอง! เธอต้องทำจานใหม่นะ!” Janya ตะโกน

ลูกค้าเริ่มหันมามอง Janya เริ่มทำตัวราวกับคนบ้าที่ขาดสารอาหาร

Nid ลาก Janya ออกมาจากร้านด้วยความอับอาย “Janya! เธอเป็นอะไรไป! เธอมาทำลายชื่อเสียงร้านของฉันทำไม!”

“ฉันแค่… ฉันแค่เป็นห่วงเธอ Nid” Janya กล่าวเสียงแผ่วเบา “เธอต้องเข้าใจนะ… ความสุขนี้… มันไม่ใช่ของเธอ!”

Nid มอง Janya ด้วยความผิดหวัง “ความสุขนี้มันคือสิ่งที่ฉันทำงานหนักเพื่อมัน Janya! ไม่ใช่ของขวัญจากใครทั้งนั้น! ถ้าเธอไม่สามารถมีความสุขได้ เธอก็ไม่ควรมาทำลายความสุขของคนอื่นนะ!”

Nid สั่งให้ Janya ออกไปจากร้านของเธอ และห้ามไม่ให้กลับมาอีก

Janya เดินกลับออกมาด้วยความเจ็บปวดทางจิตใจ เธอไม่ได้แค่ล้มเหลวในการทำลายความสุขของ Nid แต่เธอยังถูกตัดขาดจากเพื่อนเพียงคนเดียวที่เหลืออยู่

เธอกลับมายังห้องเช่าที่มืดมิดของเธอ และทรุดตัวลงนั่งอย่างสิ้นหวัง

เธอตระหนักว่าการเสียสละทางวัตถุไม่ได้ผล การทำลายความสุขของ Nid ก็ไม่ได้ผล

มีเพียงสิ่งเดียวเท่านั้นที่คำสาปนั้นต้องการอย่างแท้จริง

Janya ลุกขึ้นยืนอย่างช้าๆ เธอเดินไปที่กระจกบานเล็กๆ ในห้องน้ำ และมองเข้าไปในดวงตาของตัวเอง

“ถ้าความสุขของ Nid คือสิ่งที่ทำร้ายฉัน… แล้วความทรมานของฉันก็ต้องเป็นสิ่งที่ทำให้ Nid ปลอดภัย” Janya พึมพำด้วยน้ำเสียงที่บ้าคลั่ง

เธอตัดสินใจที่จะ ยอมรับ รสชาติคาวเลือดนั้นอย่างเต็มที่ และ จมดิ่ง ลงไปในความสิ้นหวังและความโดดเดี่ยวอย่างสมบูรณ์แบบ เพื่อให้วิญญาณนั้นพึงพอใจและปล่อย Nid ไปจากความมั่งคั่งที่แปดเปื้อนนั้น

Janya เดินออกไปข้างนอก ในมือของเธอมีเงินสดปึกสุดท้ายที่เธอเก็บไว้ เธอเดินไปยังร้านขายเนื้อ

เธอไม่ได้ซื้อเนื้อหมูหรือเนื้อวัว… เธอซื้อ เลือดหมูสด

เธอกลับมายังห้องเช่าของเธอ และเทเลือดหมูสดนั้นลงในแก้วน้ำ

Janya จ้องมองไปยังของเหลวสีแดงเข้มนั้น ดวงตาของเธอเต็มไปด้วยความสับสนและความกลัว

“นี่คือรสชาติสุดท้าย… รสชาติของเธอ” เธอพึมพำกับตัวเอง

Janya ยกแก้วนั้นขึ้นมา และ จิบ เลือดหมูสดนั้นอย่างช้าๆ ด้วยความตั้งใจที่แน่วแน่

ทันใดนั้น รสชาติของเลือดคาวๆ ที่เธอเคยรับรู้ มันไม่ใช่แค่ความคาวอีกต่อไป แต่เป็น ความรู้สึกถึงชีวิตและความตาย ที่ผสมผสานกันอย่างน่าสยดสยอง

Janya กรีดร้องออกมาด้วยความทรมาน แต่เธอไม่ยอมคายมันออกมา เธอกลืนมันลงไปทั้งหมด

“ให้มันจบที่ฉันคนเดียว…”

ในวินาทีนั้น Janya รู้สึกถึงความเย็นยะเยือกที่ไหลผ่านร่างกายเธออย่างรุนแรง


หลังจากเหตุการณ์ที่ Janya “กลืนกิน” เลือดหมูสดลงไปอย่างจงใจ Janya จมดิ่งลงสู่ความสันโดษที่ลึกล้ำกว่าเดิม เธอเชื่อว่าการที่เธอยอมรับความทุกข์ทรมานและความขยะแขยงของ Phi Tai Hong (ผีตายโหง) อย่างเต็มที่ จะช่วยปลดปล่อยวิญญาณตนนั้นและช่วย Nid ให้พ้นจากเงื้อมมือของ ‘ความสุขจอมปลอม’ ที่แปดเปื้อนนั้นได้

Janya พยายามดำรงชีวิตอยู่ด้วยการทำงานเล็กๆ น้อยๆ ในร้านกาแฟแห่งหนึ่ง เธอหลีกเลี่ยงการสัมผัสกับอาหารทุกชนิด เลือกดื่มเพียงกาแฟดำขมๆ และขนมปังปิ้งแห้งๆ ที่มีรสชาติเบาบางที่สุด แต่แม้แต่ขนมปังปิ้งที่ไม่มีรสชาติใดๆ เมื่อเข้าปากของ Janya มันก็กลายเป็นรสชาติที่ผสมผสานกันอย่างน่าสยดสยองของ เลือดสดๆ และถ่านไหม้ เป็นการรวมกันอันน่ากลัวของชีวิตและความตาย

เธอตระหนักว่าการเสียสละของเธอไม่เป็นผล คำสาปไม่ได้หายไปไหน แต่มันกำลัง ขยายขอบเขต อำนาจของมัน

Janya เริ่ม รับรู้ รสชาติของเลือดไม่เพียงแค่ในปากเท่านั้น แต่ยังรวมถึง สภาพแวดล้อมโดยรอบ ด้วย เมื่อเธอเดินเข้าไปในตลาดที่เคยเต็มไปด้วยกลิ่นหอมของเครื่องเทศและผลไม้ ตอนนี้สิ่งที่เธอรับรู้มีเพียงกลิ่น คาวเลือดที่เริ่มเน่า ที่เหม็นคลุ้งไปทั่ว เมื่อเธออาบน้ำ น้ำสะอาดก็มีรสชาติเหมือน น้ำเหล็กสนิม ที่ขุ่นข้น

นี่คือการทรมานรูปแบบใหม่: โลกทั้งใบของ Janya กลายเป็นโลกที่ถูกปนเปื้อน

ความโดดเดี่ยวของ Janya ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ Nid เพื่อนสนิทของเธอตัดขาดการติดต่ออย่างสมบูรณ์หลังจากเหตุการณ์ “น้ำยาทำความสะอาด” ในร้านอาหาร

อย่างไรก็ตาม ไม่กี่สัปดาห์ต่อมา Nid ก็โทรศัพท์หา Janya เสียงของ Nid ไม่ได้มีความสุขเหมือนเคย แต่เต็มไปด้วยความกังวลและความคลางแคลงใจ

“Janya… ฉันมีเรื่องจะถามเธอจริงๆ” Nid เริ่มต้นด้วยน้ำเสียงสั่นๆ “เธอ… ได้ใส่อะไรลงไปในอาหารของฉันหรือเปล่า?”

Janya ได้ยินคำถามนั้น หัวใจของเธอเต้นรัว เธอรู้แล้วว่าคำสาปได้เริ่มแผ่ขยายไปยัง Nid แล้ว “เธอหมายความว่ายังไง Nid”

“หลายวันมานี้… อาหารที่ร้าน… ฉันรู้สึกว่ามันมี รสชาติแปลกๆ” Nid กล่าว “มันไม่ใช่รสชาติของเลือดอย่างที่เธอบอก แต่… มันมีรสชาติที่ เค็มจัด อย่างน่าขนลุก เหมือนรสชาติของน้ำทะเลเน่าๆ หรือเหงื่อเปรี้ยวๆ”

Janya สูดหายใจเข้าลึกๆ Nid กำลังรับรู้ถึงความผิดปกติ แต่ไม่ใช่รสชาติของเลือด แต่เป็นรสชาติของ น้ำตา และ เหงื่อไคล — รสชาติของ ความทุกข์ทรมานและความเจ็บปวด ของ Janya เอง

“นั่นไม่ใช่ฉัน Nid” Janya กระซิบ “นั่นคือ… ราคาที่เราต้องจ่าย เธอต้องระวังตัวนะ”

Nid ฉุนเฉียวขึ้นมาทันที: “ราคาอะไรกัน! เธอพูดอะไร Janya! เธอขายร้านให้ฉัน ตอนนี้เธอกำลังจะบอกว่าร้านนี้มีผีสิงเหรอ! เธออิจฉาที่ฉันบริหารมันได้ดีกว่าเธอใช่ไหม!”

คำกล่าวหาของ Nid แทงทะลุหัวใจของ Janya เธอไม่สามารถอธิบายได้ว่าเธอถูกทรมานด้วยรสชาติคาวเลือด และเธอปรารถนาให้ Nid ปลอดภัยเพียงใด

แม้ว่า Nid จะวางสายไปแล้ว แต่ Janya ก็ได้รับความจริงใหม่ที่น่ากลัว: คำสาปไม่ได้ต้องการให้ Nid ตาย แต่มันต้องการให้ Nid ทุกข์ทรมาน Nid ได้เริ่มรับรู้ถึง ‘รสชาติ’ ของความเจ็บปวดและบาปกรรมแล้ว

Janya ตัดสินใจเดินทางกลับไปที่บ้านเช่าเก่าอีกครั้ง เธอไปหา ลุงวิโรจน์

ลุงวิโรจน์กำลังนั่งปั้นรูปดินเหนียวเล็กๆ อยู่ เมื่อ Janya มาถึง ลุงวิโรจน์ไม่เงยหน้า แต่ดูเหมือนจะรู้ล่วงหน้าอยู่แล้ว

“เจ้าของคำสาปไม่ได้ต้องการให้ใครตาย นางต้องการ ความเห็นอกเห็นใจ” ลุงวิโรจน์กล่าวด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบ “นางตายไปพร้อมกับความอยากที่ถูกขัดขวาง นางไม่สามารถสัมผัสโลกได้อีกต่อไป แต่นางสามารถ สัมผัส ได้ผ่าน Nid”

“แต่ทำไมต้องเป็น Nid ด้วยคะ” Janya ถามด้วยความสิ้นหวัง “Nid ไม่ได้ทำผิดอะไรเลย”

“เพราะ Nid คือ ด้านตรงข้าม ของเจ้า” ลุงวิโรจน์หยุดปั้นดินเหนียว “Nid กำลังเพลิดเพลินกับอาหาร ความสำเร็จ และมิตรภาพ Nid คือ รสชาติแห่งชีวิต ที่นางถูกพรากไปเมื่อตาย นางไม่สามารถฆ่า Nid ได้ แต่นางสามารถ แปดเปื้อน ความสุขของ Nid ได้”

“แล้วจะช่วย Nid ได้อย่างไร” Janya ถาม

ลุงวิโรจน์มอง Janya ด้วยดวงตาที่ฝ้ามัว “เจ้าต้อง มอบ สิ่งทดแทนให้นาง สิ่งที่ มีรสชาติ ที่แข็งแกร่งกว่าเลือดและน้ำตา สิ่งที่นาง ปรารถนา ยิ่งกว่าการทรมานเจ้าทางจิตใจ”

“ปรารถนายิ่งกว่าการทรมาน?” Janya พึมพำ

“ถูกต้อง นางปรารถนา การให้อภัย” ลุงวิโรจน์กล่าว และคำพูดของเขาก็ทำให้ Janya ขนลุก “นางคือ Phi Tai Hong (ผีตายโหง) นางตายก่อนที่จะได้เป็นแม่ ก่อนที่จะได้สัมผัสความรัก นางโหยหาที่จะได้ สัมผัส ความเป็นแม่ นางต้องการ การแลกเปลี่ยนทางจิตวิญญาณ ไม่ใช่ทางวัตถุ”

ลุงวิโรจน์ยื่นหนังสือเก่าๆ เล่มหนึ่งให้ Janya ปกหนังสือเป็นสีเหลืองซีด “นี่คือ บทสวดไถ่บาป (Khāthā Prap Phī) มันไม่ใช่บทสวดส่งวิญญาณ แต่มันคือบทสวดเพื่อ การแลกเปลี่ยน

“มันบอกอะไรบ้างคะ” Janya ถาม มือสั่นเทาขณะรับหนังสือ

“มันบอกว่าการปลดปล่อยวิญญาณที่ถูกพันธนาการด้วยความอยากนั้น ผู้ถูกสาปจะต้อง สร้าง บางสิ่งที่ บริสุทธิ์ จากความทุกข์ของตนเอง นางต้องการได้รับการบำรุงเลี้ยง Janya เจ้าต้อง ปรุง อาหารที่ สมบูรณ์แบบ โดยที่เจ้าไม่สามารถลิ้มรสมันได้เลย และอาหารนั้นต้องถูก ถวาย แด่นางพร้อมด้วย การให้อภัย สำหรับบาปที่นางทำกับเจ้า”

“ทำอาหารโดยที่ไม่ได้ชิมเลยเหรอ” Janya หัวเราะอย่างขมขื่น “ฉันจะทำได้อย่างไร ในเมื่อลิ้นของฉันมีแต่รสชาติของเลือด”

“นั่นแหละคือเหตุผลที่มันเป็นการ เสียสละ” ลุงวิโรจน์กล่าว “เจ้าต้องใช้ ความทรงจำ และ ความรัก ของเจ้าที่มีต่อ Nid เจ้าต้องเชื่อในสิ่งที่เจ้าทำ และเมื่อเจ้าถวายอาหารนั้นแล้ว เจ้าต้อง กินมันไปหนึ่งคำ เพื่อ ยอมรับ นางเข้ามาในจิตวิญญาณของเจ้า”

Janya กลับไปยังห้องเช่าของเธอ ในหัวของเธอเต็มไปด้วยคำพูดของลุงวิโรจน์ เธอเริ่มนึกถึง: Nid ชอบ ส้มตำถาดสูตรพิเศษ ที่เธอเคยทำขายมากที่สุด มันคืออาหารจานแรกที่พวกเขาร่วมกันขาย Nid ชอบรสชาติที่เผ็ดกำลังดี เปรี้ยวหวานจากมะนาวและน้ำตาลโตนด และความกลมกล่อมจากปูเค็ม

Janya เริ่มเตรียมเครื่องปรุง ทุกครั้งที่เธอหั่นพริก เธอเห็นภาพเลือดสดๆ กระเด็นออกมา ทุกครั้งที่เธอชิมน้ำปลา เธอรับรู้ถึงรสชาติคาวเลือดที่คละคลุ้ง เธอต้องหลับตาลง พึ่งพาแต่เพียง ความทรงจำของรสชาติ ของ Nid และ เสียง ของเครื่องปรุงที่กำลังเข้ากันเท่านั้น

ขณะที่เธอกำลังปรุงอาหาร Nid ก็โทรศัพท์มา เสียงของเธอเต็มไปด้วยความสิ้นหวังอย่างที่สุด

“Janya… ฉันไม่ไหวแล้ว ลูกค้าของฉัน… พวกเขาเริ่มบ่น พวกเขาบอกว่าอาหารมีรสชาติ โดดเดี่ยว และ ขมขื่น ฉัน… ฉันไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับรสชาติของฉันแล้ว ฉันกำลังจะ สูญเสียทุกอย่าง

Janya กำโทรศัพท์แน่น ความทุกข์ทรมานของ Nid คือการทรมานที่แสนสาหัสสำหรับ Janya แต่มันก็เป็นพลังขับเคลื่อนให้เธอด้วย เธอใส่ความรัก ความสำนึกผิด และการให้อภัยทั้งหมดลงในครก เธอไม่ได้ตำส้มตำด้วยมือ เธอตำมันด้วย น้ำตา และ ความทรงจำ

สองชั่วโมงต่อมาเธอก็ทำเสร็จ ส้มตำถาดสูตรพิเศษที่สมบูรณ์แบบ สีสันสดใส และกลิ่นหอมชวนน้ำลายไหล Janya ไม่ได้ชิมอะไรเลย แต่เธอรู้ว่ามันต้องสมบูรณ์แบบ

เธอถือจานส้มตำนั้นไปยัง ศาลเจ้า ของ Phi Tai Hong

พระจันทร์เต็มดวงแขวนอยู่เหนือต้นโพธิ์เก่าๆ บรรยากาศเงียบสงบ Janya วางจานส้มตำลงบนม้านั่งเซ่นไหว้

“ฉันขอโทษนะ” Janya กล่าว เสียงของเธอสั่นเครือแต่หนักแน่น “ฉันเคยโลภ ฉันทำร้ายท่าน แต่ฉันได้ชดใช้แล้ว และเพื่อนของฉัน… เธอบริสุทธิ์”

“ฉันทำอาหารจานนี้เพื่อท่าน มันคือ ความทรงจำ ของมิตรภาพและ การให้อภัย ของฉันที่มีต่อท่าน ฉันให้อภัยในการแก้แค้นของท่าน และฉันขอโทษในความโลภของฉัน”

Janya คุกเข่าลง และ ตักส้มตำขึ้นมากินหนึ่งคำ

รสชาติเผ็ด เปรี้ยว เค็ม หวาน ทุกอย่างระเบิดในปากของเธอ แต่ตามมาด้วยรสชาติอีกอย่างหนึ่ง

ไม่ใช่รสชาติของเลือด ไม่ใช่รสชาติของน้ำตา แต่เป็นรสชาติของ การแตกสลาย และ ความเศร้าโศกอย่างลึกซึ้ง จากวิญญาณตนนั้น

ทันใดนั้น Janya ก็ล้มลงกับพื้น เธอรู้สึกเหมือนมีพลังงานเย็นยะเยือกบางอย่างกำลังออกจากร่างกายเธอ นำพารสชาติของเลือดและความทุกข์ทรมานออกไปด้วย


anya ฟื้นขึ้นมาในความมืดมิด เธอรู้สึกเย็นยะเยือกไปทั้งตัวราวกับเพิ่งขึ้นมาจากน้ำแข็ง แต่สิ่งที่น่าประหลาดใจที่สุดคือความว่างเปล่าในปากของเธอ รสชาติของเลือดได้หายไปแล้ว ลิ้นของเธอสะอาดและเป็นกลาง ราวกับไม่เคยรับรู้อะไรมาก่อน

เธอลุกขึ้นนั่งอย่างช้าๆ มองไปยังจานส้มตำที่เธอวางถวายไว้ Gỏiส้มตำนั้นหายไปแล้ว เหลือไว้แต่จานเปล่าที่ดูเหมือนถูกทำความสะอาดอย่างพิถีพิถัน Janya รู้สึกถึงความเบาบางในจิตใจ ราวกับก้อนหินหนักอึ้งที่ทับถมมานานได้ถูกยกออกไป

แต่ความโล่งใจนั้นอยู่ได้ไม่นาน เพราะทันใดนั้น โทรศัพท์ของ Janya ก็สั่นขึ้นมา เป็นข้อความจาก Nid

Nid: Janya! เกิดอะไรขึ้นกับรสชาติของฉัน! มันกลับมาแล้ว!

Janya ยิ้มออกมาด้วยความโล่งอกอย่างแท้จริง การเสียสละของเธอได้ผล Nid กลับมามีความสุขกับรสชาติอาหารได้อีกครั้ง แต่ Janya ก็ต้องชดใช้ด้วยการสูญเสียความสามารถในการลิ้มรสอาหารของตัวเองไปชั่วขณะ

Janya: ดีใจด้วยนะ Nid ขอให้มีความสุขกับร้านอาหารของเธอ

Nid: เธอพูดอะไรของเธอน่ะ! มันมากกว่าแค่กลับมา Janya! รสชาติของมัน… มัน สมบูรณ์แบบ! มันอร่อยจนน่ากลัว! ทุกอย่างที่ฉันทำวันนี้มันดีกว่าที่เคยเป็นมาทั้งหมด! ฉันรู้สึกเหมือนฉันได้ ค้นพบ สูตรลับใหม่ๆ!

คำว่า “สมบูรณ์แบบ” ของ Nid ทำให้ Janya รู้สึกเย็นวาบ แม้ว่ารสชาติของเธอจะหายไป แต่คำสาปก็ไม่ได้ถูก ทำลาย มันถูก ถ่ายโอน หรือ เปลี่ยนแปลง ไปต่างหาก

Janya กลับไปหา ลุงวิโรจน์ ในเช้าวันรุ่งขึ้น

“ข้าบอกเจ้าแล้ว Janya นางไม่ต้องการทำลาย นางต้องการ แบ่งปัน” ลุงวิโรจน์อธิบายพลางต้มน้ำชาสมุนไพร “เจ้าได้ให้อาหารแก่นางด้วยความบริสุทธิ์ใจ นางจึงตอบแทนเจ้าด้วยการ ปล่อย ความทรมานของเจ้า”

“แล้วทำไม Nid ถึงได้รสชาติที่ ‘สมบูรณ์แบบ’ เกินไปคะ” Janya ถามด้วยความกลัว

“เพราะตอนนี้ นางไม่ได้แค่ปล่อยรสชาติของความทรมาน แต่นางได้ มอบพร แห่งรสชาติให้นิดด้วย” ลุงวิโรจน์วางแก้วน้ำชาลง “เจ้าจำได้ไหมว่านางคือใคร? นางคือวิญญาณที่เต็มไปด้วย ความอยาก ที่ถูกขัดขวาง นางไม่สามารถสัมผัสโลกได้อีกต่อไป แต่นางสามารถ สัมผัส ผ่าน Nid ได้”

Janya เข้าใจแล้ว! Phi Tai Hong ไม่ได้หายไปไหน แต่นางได้ สิงสถิต อยู่ในพรสวรรค์ของ Nid เพื่อที่จะได้เพลิดเพลินกับรสชาติอาหารผ่านความสุขของเพื่อนเธอเอง และในทางกลับกัน… Janya ก็ต้องทนทุกข์กับความว่างเปล่าในปากของเธอ

“แล้วมันจะเป็นยังไงต่อไปคะ Nid จะเป็นหุ่นเชิดของนางเหรอ?” Janya ถามด้วยความหวาดกลัว

“ไม่ถึงกับเป็นหุ่นเชิด” ลุงวิโรจน์ตอบ “แต่รสชาติที่สมบูรณ์แบบนั้นคือ กับดัก ยิ่ง Nid มีความสุขกับการทำอาหารมากเท่าไหร่ นางก็จะยิ่งยึดติดกับ Nid มากเท่านั้น และยิ่งนานวันเข้า ความสุขนั้นก็จะเริ่ม กัดกิน Nid อย่างช้าๆ”

Janya รู้สึกผิดอย่างมหันต์ เธอพยายามช่วยเพื่อน แต่กลับกลายเป็นว่าเธอได้มอบเพื่อนให้กับวิญญาณตนนั้นเพื่อเป็นเครื่องมือแห่งความสุขที่ไม่มีวันสิ้นสุด

เธอเริ่มสังเกต Nid อย่างใกล้ชิดอีกครั้ง Nid ไม่ได้แค่ทำอาหารอร่อย แต่เธอกลับ หมกมุ่น อยู่กับการสร้างสรรค์รสชาติที่ เหนือจริง

Nid ขยายร้านอาหารอย่างรวดเร็ว เธอได้รับรางวัลมากมายจากวงการอาหาร ผู้คนทั่วประเทศเดินทางมาเพื่อลิ้มรสอาหารของเธอ

Janya พยายามเข้าไปคุยกับ Nid อีกครั้ง

“Nid เธอต้องหยุดพักบ้างนะ เธอทำงานหนักเกินไปแล้ว” Janya เตือน

Nid ดูผอมลงเล็กน้อย แต่ดวงตาของเธอเต็มไปด้วยความเร่าร้อนและความบ้าคลั่ง “พัก? เธอพูดอะไรน่ะ Janya! นี่คือช่วงที่ฉัน รู้สึกถึงชีวิต มากที่สุด! เธอรู้ไหมว่าฉันรู้สึกเหมือนฉันเป็น เทพเจ้า ที่ควบคุมรสชาติของโลกได้!”

“รสชาติที่เธอทำ… มันไม่ใช่ของเธอคนเดียว Nid” Janya กระซิบ “มันเป็นของ…”

“เงียบนะ Janya!” Nid ตะคอกอย่างรุนแรง “ถ้าเธอมาเพื่อทำลายความสุขของฉันอีกครั้ง ฉันจะตัดเธอออกจากชีวิตฉันจริงๆ!”

ในคืนนั้น ขณะที่ Janya กำลังนั่งมองร้านอาหารของ Nid จากระยะไกล เธอก็เห็นบางสิ่งที่ไม่ปกติ

Nid กำลังยืนอยู่ในครัวคนเดียว เธอไม่ได้ทำอาหาร แต่เธอกำลัง เลีย เครื่องปรุงรสทุกอย่างด้วยนิ้วของเธอ ตั้งแต่พริกแกง น้ำปลา ไปจนถึงน้ำตาลทราย

Nid กำลัง ลิ้มรส ด้วยความกระหายอย่างบ้าคลั่ง ราวกับว่าเธอไม่สามารถอิ่มเอมกับรสชาติที่สมบูรณ์แบบนั้นได้เลย

ทันใดนั้น Nid ก็หันหน้ามามองตรงที่ Janya ยืนอยู่ ถึงแม้จะอยู่ไกลกัน แต่ Janya ก็เห็นดวงตาของ Nid ได้อย่างชัดเจน…

ดวงตาของ Nid เต็มไปด้วยความหิวโหยและความเร่าร้อนที่ไม่ใช่ของมนุษย์ มันเป็นดวงตาที่เต็มไปด้วย ความอยากอาหาร ที่ไม่รู้จักพอ ซึ่งเป็นดวงตาที่ Janya เคยเห็นในเงาสะท้อนของ Phi Tai Hong

Nid ยิ้มให้ Janya เป็นรอยยิ้มที่ยาวและน่ากลัว

Janya รู้สึกถึงความเย็นยะเยือกที่ไหลผ่านร่างกายเธออีกครั้ง

เธอโทรศัพท์หาลุงวิโรจน์ด้วยความตื่นตระหนก “ลุงวิโรจน์! หนูเห็น Nid! เธอ… เธอไม่ปกติแล้ว! นางไม่ได้แค่สถิตอยู่ในรสชาติ… นางกำลัง ครอบงำ Nid!”

ลุงวิโรจน์นิ่งเงียบไปนาน ก่อนจะตอบด้วยเสียงที่แผ่วเบาและสิ้นหวัง “ข้าคิดว่า… ข้าเข้าใจผิดไปแล้ว Janya”

“ผิดอะไรคะ”

“นางไม่ได้ต้องการแค่ความสุขของ Nid นางต้องการ การแลกเปลี่ยน ที่สมบูรณ์แบบ” ลุงวิโรจน์อธิบาย “เจ้ามอบความสุขที่บริสุทธิ์ให้นางผ่าน Nid แต่นางก็ได้มอบ ความทรมาน ของนางคืนให้เจ้า”

“แต่หนูไม่รู้สึกอะไรแล้วนะคะ” Janya คัดค้าน

“นั่นแหละคือความทรมานของเจ้า!” ลุงวิโรจน์ตะโกน “เจ้าถูกสาปให้ ไร้รสชาติ ตลอดไป! ในขณะที่ Nid ถูกสาปให้ มีรสชาติที่มากเกินไป จนกลายเป็นความบ้าคลั่ง! นี่คือการแลกเปลี่ยนที่เท่าเทียมกัน ระหว่างความว่างเปล่าและความสมบูรณ์แบบที่ควบคุมไม่ได้!”

Janya ทรุดตัวลงกับพื้นห้องเช่าที่ว่างเปล่าของเธอ

ความจริงที่น่าสะพรึงกลัว ได้ปรากฏขึ้น: การกระทำของเธอไม่ได้ช่วย Nid แต่กลับทำให้ Nid กลายเป็น ภาชนะ ที่เต็มไปด้วยรสชาติที่สมบูรณ์แบบเพื่อแลกกับความว่างเปล่าของตัวเธอเอง

เธอได้ตัดสินใจครั้งสำคัญที่ผิดพลาด เธอคิดว่าการเสียสละจะจบลง แต่มันเป็นเพียงการเริ่มต้นของ ห่วงโซ่แห่งกรรม


Janya ยืนอยู่หน้าทางเข้าตลาดสดเก่าๆ ที่เธอเคยทำงานขายส้มตำ เธอสวมเสื้อผ้าเก่าๆ และพยายามปกปิดใบหน้าไว้ใต้หมวกเบสบอล เธอไม่ใช่คนรวยอีกต่อไป เธอเป็นแค่เงาของตัวเองที่ซ่อนอยู่ในมุมมืด

วันเวลาผ่านไปอย่างทรมาน Janya ไม่สามารถสัมผัสรสชาติใดๆ ได้เลย แม้แต่น้ำเปล่าก็เป็นแค่ของเหลวไร้รสชาติที่ผ่านลำคอลงไป ในขณะที่ Nid กำลังจมดิ่งลงในรสชาติที่เหนือจริง

ร้านอาหาร “แซ่บสะท้านโลก” กลายเป็นที่ที่เต็มไปด้วยความวุ่นวายและตำนาน Nid ไม่ได้แค่ทำอาหารอร่อย แต่มีข่าวลือว่าเธอสามารถ ทำนาย รสนิยมของลูกค้าได้ และอาหารที่เธอทำก็มีรสชาติที่ ทำให้คนเสพติด จนไม่สามารถกินอาหารอื่นได้อีกต่อไป

แต่เบื้องหลังความสำเร็จนั้น Nid กลับเริ่มมีพฤติกรรมแปลกๆ เธอจะไม่ยอมให้ใครเข้ามาในครัวขณะที่เธอกำลังปรุงอาหาร เธอเริ่มพูดคุยกับตัวเอง และมักจะยิ้มให้กับความว่างเปล่าราวกับว่ามีใครบางคนกำลังกระซิบสูตรลับที่น่ากลัวให้เธอฟัง

Janya รู้สึกถึงความรับผิดชอบอย่างหนักหน่วง เธอต้องทำลาย ‘ความสุข’ ที่เธอได้มอบให้กับวิญญาณตนนั้นผ่าน Nid

เธอตัดสินใจเผชิญหน้ากับ Nid เป็นครั้งสุดท้าย Janya แต่งตัวให้ดูดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ และเดินเข้าไปในร้านอาหารหรูหราที่เคยเป็นของเธอ

Nid มองเห็น Janya ทันที รอยยิ้มบนใบหน้าของ Nid เป็นรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความพึงพอใจและความเยือกเย็น Nid ดูดีมาก ร่างกายสมส่วน ใบหน้าแต่งเติมอย่างประณีต แต่ดวงตาของเธอนั้นว่างเปล่าและเต็มไปด้วย ความหิวโหยที่ไม่รู้จักพอ

“Janya” Nid ทักทายด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวลแต่เต็มไปด้วยการดูถูก “มาทำไม? มาเพื่อจะทำลาย ‘รสชาติ’ ของฉันอีกแล้วเหรอ?”

“ฉันมาเพื่อเตือนเธอ Nid” Janya กล่าวเสียงต่ำ “เธอรู้ไหมว่าเกิดอะไรขึ้นกับเธอแล้ว”

“ฉันรู้” Nid ตอบพลางหัวเราะเบาๆ “ฉันได้พร Janya! ฉันได้พรจาก… แหล่งกำเนิดรสชาติที่แท้จริง ฉันสามารถสร้างสรรค์รสชาติที่เธอไม่เคยฝันถึงได้เลย! เธอควรจะรู้สึกขอบคุณฉันนะ Janya เพราะเธอได้มอบกุญแจสู่สวรรค์นี้ให้ฉัน!”

“นั่นไม่ใช่นรกเหรอ Nid” Janya กระซิบ “เธอ… เธอไม่ได้กินอาหารเพื่อความอิ่มอร่อย เธอแค่ ลิ้มรส มันเพื่อสนองความอยากของคนอื่น”

Nid ทำหน้าบึ้ง ดวงตาของเธอฉายแววความโกรธออกมาเพียงเสี้ยววินาที “คนอื่น? เธอหมายถึงใคร?”

“เธอรู้ดี Nid” Janya พูดอย่างกล้าหาญ “วิญญาณตนนั้น… เธอทำทุกอย่างเพื่อเขา! เธอไม่ได้มีความสุข! เธอแค่เป็น เครื่องมือ ของเขา!”

Nid ยืนขึ้นทันที ดวงตาของเธอเต็มไปด้วยน้ำตาที่ยังไม่ไหล “ไม่จริง! เธอโกหก Janya! เธอแค่ G..E..N (อิจฉา) ที่ฉันประสบความสำเร็จ!”

ทันใดนั้น Janya ก็ตระหนักถึงสิ่งหนึ่ง: Nid ไม่รู้ตัวว่าตัวเองถูกครอบงำ เธอเชื่อจริงๆ ว่ารสชาติที่เหนือจริงนี้มาจากพรสวรรค์ของเธอเอง และความสุขของเธอเป็นของแท้

“ถ้าเธอไม่เชื่อฉัน Nid” Janya กล่าวอย่างเด็ดขาด “เธอก็ต้องพิสูจน์ให้ฉันเห็น”

Janya เดินตรงไปที่โต๊ะที่ Nid กำลังชิม แกงมัสมั่นเนื้อแกะ ที่เป็นเมนูขึ้นชื่อของร้าน

“กินแกงมัสมั่นนี่ซะ Nid” Janya สั่ง “กินมันช้าๆ และบอกฉันว่าเธอรู้สึกถึงรสชาติอะไรบ้าง”

Nid มอง Janya อย่างขุ่นเคือง แต่เธอก็ตัดสินใจที่จะยอมทำตามเพื่อพิสูจน์ความจริง

Nid ตักแกงมัสมั่นขึ้นมาคำหนึ่ง และค่อยๆ ลิ้มรสอย่างช้าๆ ดวงตาของเธอเบิกกว้างด้วยความสุขอย่างแท้จริง

“โอ้ Janya… นี่คือสวรรค์!” Nid กล่าวด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยอารมณ์ “มันนุ่มละมุน มันเข้มข้น รสชาติของเครื่องเทศโบราณ… มันเหมือนกับเพลงรักที่บรรเลงอยู่ในปากของฉัน! มันสมบูรณ์แบบ!”

Janya น้ำตาไหลออกมาอย่างเงียบๆ เพราะเธอไม่สามารถสัมผัสอะไรได้เลย

“แล้วเธอเห็นอะไรในแกงนี้ไหม Nid?” Janya ถาม

Nid ตอบด้วยรอยยิ้มที่อ่อนโยน “ฉันเห็น… ฉันเห็น ความหวัง Janya ฉันเห็นอนาคตที่สดใสของเรา”

นี่คือจุดสูงสุดของความสับสน: Nid กำลังมีความสุขอย่างแท้จริง และความสุขของเธอก็ทำให้ Phi Tai Hong พอใจ

Janya ตัดสินใจที่จะ ทำลาย รสชาตินั้นด้วยตัวเอง

Janya คว้าพริกแห้งเม็ดใหญ่ที่อยู่บนเคาน์เตอร์ และ เคี้ยวมัน เข้าไปในปากอย่างรวดเร็ว!

รสชาติที่ Janya ได้รับคือ ความว่างเปล่า

แต่ Nid กลับกรีดร้องออกมาด้วยความทรมาน!

“โอ๊ย! เผ็ด! เผ็ดมาก Janya! เธอกำลังทำอะไร! มันเผ็ดเหมือน… เผ็ดเหมือนไฟนรก!” Nid วิ่งไปที่อ่างล้างจานและดื่มน้ำอย่างบ้าคลั่ง

“เธอรับรู้รสชาติที่ฉันไม่สามารถรับรู้ได้ใช่ไหม Nid!” Janya ตะโกน “ถ้าฉันทำลายรสชาติของฉันด้วยความว่างเปล่า เธอก็จะได้รับ รสชาติแห่งความเจ็บปวด ที่ฉันต้องการ!”

Nid หันมามอง Janya ด้วยดวงตาที่เต็มไปด้วยความเกลียดชังอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

“แกมันบ้า Janya! แกมันโรคจิต! แกไม่สมควรได้รับความสุขใดๆ!” Nid ตะโกนเสียงดังลั่น จนลูกค้าทุกคนในร้านหันมามอง

Janya รู้สึกเสียใจอย่างสุดซึ้ง แต่เธอก็รู้ว่านี่คือทางเดียวที่จะ ปลุก Nid ให้ตื่นจากความหลงผิดนี้ได้

“ฉันจะทำให้เธอรู้ Nid” Janya กล่าว “ว่าความสุขนี้… มันไม่ใช่ของเธอ!”

Janya วิ่งเข้าไปในครัว Nid พยายามตามเธอไป

ในครัว Janya หยิบ มีดทำครัว ที่คมที่สุดขึ้นมา และมองไปยังหม้อแกงมัสมั่นขนาดใหญ่ที่ Nid เพิ่งชิม

Nid เข้ามาคว้าตัว Janya ไว้ “อย่า Janya! อย่าทำลายมัน! นั่นคือชีวิตของฉัน!”

“ชีวิตของเธอ? หรือชีวิตของมัน!” Janya ผลัก Nid ออกไป

Janya ไม่ได้ตั้งใจจะทำร้าย Nid แต่เธอต้องการที่จะ ทำลายแหล่งกำเนิดรสชาติ

Janya ยกมีดขึ้นมา และตัดสินใจที่จะ แทง มีดลงไปในหม้อแกงมัสมั่นนั้น!

ในวินาทีที่ปลายมีดสัมผัสกับแกงมัสมั่นนั้นเอง เงาของผู้หญิงที่ท้องใหญ่ ก็ปรากฏขึ้นหลัง Janya! เงาหญิงนั้นยื่นมือออกมา สัมผัส ที่หลังคอของ Janya!

Janya กรีดร้องด้วยความทรมานทางจิตวิญญาณ เธอรู้สึกเหมือนร่างกายกำลังถูกดึงออกไป แต่เธอก็ยังคงกดมีดลงไปในหม้อแกงมัสมั่น!

ทันใดนั้น เสียง กรี๊ด ของ Nid ก็ดังขึ้น! Nid ไม่ได้เจ็บปวดเพราะความเผ็ดอีกต่อไป แต่เธอทรุดตัวลงกับพื้นและ อาเจียน ออกมาอย่างบ้าคลั่ง!

แต่สิ่งที่ Nid อาเจียนออกมานั้นไม่ใช่แกงมัสมั่น… แต่เป็นข้าวเหนียวมะม่วง ที่ Janya เคยแอบกินที่ศาลเจ้าในคืนนั้น!

ข้าวเหนียวมะม่วงนั้นดูเละเทะและมีเลือดปนเปื้อน!

ความจริงถูกเปิดเผย: Nid ไม่ได้ถูกครอบงำ… แต่ Nid ได้กลายเป็น ช่องทาง ที่ Phi Tai Hong ใช้เพื่อ พยายามคืน ‘อาหารต้องห้าม’ นั้นกลับคืนมา!

Janya เห็น Nid อาเจียนเป็นข้าวเหนียวมะม่วงนั้น และเข้าใจทุกอย่าง: คำสาปไม่ได้ต้องการความสุขหรือความทุกข์… คำสาปต้องการให้ ‘การแลกเปลี่ยน’ นั้นถูกยกเลิกอย่างสมบูรณ์!

Janya ทิ้งมีดลง และทรุดตัวลงข้างๆ Nid


หลังจากเหตุการณ์วุ่นวายในครัว Janya และ Nid ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล Nid อยู่ในอาการอ่อนเพลียอย่างรุนแรงจากการอาเจียนจนหมดสติ ส่วน Janya ถูกตำรวจควบคุมตัวเพียงชั่วคราวเนื่องจาก Nid ไม่ได้แจ้งความเอาผิด

Janya ถูกปล่อยตัวออกมาในเช้าวันรุ่งขึ้น และเธอรีบตรงไปยังโรงพยาบาลทันที เธอพบ Nid นอนอยู่บนเตียงคนไข้ ใบหน้าซีดเซียว แต่ดวงตาของเธอแสดงออกถึงความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง

“Janya…” Nid เรียกชื่อเธอด้วยเสียงแผ่วเบา “ฉันเห็นมัน…”

“เธอเห็นอะไร Nid” Janya ถาม

“ข้าวเหนียวมะม่วง… มันไม่ได้เป็นแค่ข้าวเหนียวมะม่วง” Nid พูดต่อ “ตอนที่ฉันอาเจียนออกมา ฉันเห็น… ภาพ ฉันเห็นเธอตอนที่กำลังแอบกินมันที่ศาลเจ้า ฉันเห็นรอยยิ้มของเธอที่เต็มไปด้วยความโลภ และฉันเห็น… ความตาย ของใครบางคน”

Nid ปล่อยโฮออกมา “ฉันถูกใช้เป็นภาชนะ Janya! ฉันถูกใช้เพื่อ ‘คืน’ สิ่งที่เธอเอาไป! ความสุขทั้งหมดที่ฉันมี… มันคือสิ่งที่เธอ ‘ซื้อ’ มา และตอนนี้ฉันก็ต้องสำรอกมันออกมา!”

Janya ทรุดตัวลงข้างเตียงของ Nid และกุมมือเพื่อนไว้แน่น “ฉันขอโทษ Nid ฉันไม่รู้ว่ามันจะร้ายแรงขนาดนี้ ฉันคิดว่าการเสียสละของฉันจะช่วยเธอได้”

“เธอเข้าใจผิด Janya” Nid พูดอย่างอ่อนแรงแต่ชัดเจน “วิญญาณตนนั้น… ไม่ได้ต้องการให้เธอ ‘เสียสละ’ สิ่งของเงินทอง เขาต้องการให้เธอ คืน สิ่งที่เธอเอาไป”

“แต่ฉันกินข้าวเหนียวมะม่วงแค่คำเดียว” Janya สับสน

Nid ส่ายหน้า “ไม่ Janya เธอไม่ได้เอาแค่ข้าวเหนียวมะม่วง เธอเอา ความหวังสุดท้าย ของวิญญาณตนนั้นไป”

Nid เล่าเรื่องที่เธอได้ค้นพบในขณะที่ถูกครอบงำด้วยรสชาติที่สมบูรณ์แบบนั้น: “Phi Tai Hong ไม่ได้ตายเพราะการคลอดลูก แต่ตายเพราะ อดอาหาร นางเป็นคนท้องที่หนีตายมาจากภัยแล้ง และนางมาตายลงตรงหน้าศาลเจ้าด้วยความหิวโหย นางตายโดยที่ ไม่เคยได้ลิ้มรส ข้าวเหนียวมะม่วงเลยแม้แต่คำเดียว แต่นางได้แต่ มอง มันอยู่บนม้านั่งเซ่นไหว้ที่คนอื่นเอามาถวาย… นั่นคือ ความปรารถนาสุดท้าย ของนาง”

“แล้วทำไมเขาถึงให้เงินฉัน…” Janya ถาม

“ไม่ใช่ ‘เขา’ Janya นั่นคือ ‘รางวัล’ จากความโลภของเธอ” Nid ตอบ “รางวัลที่เธอต้องแลกด้วยการสูญเสียการรับรสไปตลอดกาล แต่วิญญาณตนนั้นต้องการให้ ‘ของต้องห้าม’ นั้น ไม่เคยถูกแตะต้อง

ความจริงที่น่าสะพรึงกลัวถูกเปิดเผย: Janya ไม่ได้แค่เอาข้าวเหนียวมะม่วง แต่เธอได้ ขโมยความปรารถนาสุดท้าย ของวิญญาณที่หิวโหยอย่างแสนสาหัส และวิญญาณนั้นต้องการให้ ‘ข้าวเหนียวมะม่วง’ นั้นถูก คืนกลับมา โดยผ่านคนกลาง (Nid) ในสภาพที่เหมือนเดิมที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

Janya ตัดสินใจแล้วว่าเธอต้องทำอะไร เธอออกจากโรงพยาบาลและกลับไปหา ลุงวิโรจน์ ทันที

ลุงวิโรจน์กำลังเตรียมเครื่องเซ่นไหว้ชุดใหม่ “ข้ารู้แล้ว Janya ข้ารู้ว่าข้าเข้าใจผิดไปหมด”

“มันไม่ใช่เรื่องของการแลกเปลี่ยนความสุขหรือความทุกข์” Janya กล่าวเสียงมั่นคง “มันคือเรื่องของการ คืนความปรารถนา ค่ะ”

“เจ้าจะทำอย่างไร” ลุงวิโรจน์ถาม

“หนูจะทำ ข้าวเหนียวมะม่วง ที่ สมบูรณ์แบบ ที่สุดในโลก” Janya ตอบด้วยดวงตาที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่น “หนูจะใช้ความรู้ทั้งหมดที่หนูมี แม้ว่าหนูจะนึกไม่ออกว่ารสชาติเป็นอย่างไร”

Janya กลับไปที่ห้องเช่าของเธอ เธอเริ่มต้นทำอาหารอีกครั้ง แต่ครั้งนี้เธอไม่ได้ทำเพื่อเงิน เธอทำเพื่อ ไถ่บาป และ คืนความหวัง ให้กับวิญญาณที่หิวโหย

เธอต้องพึ่งพา ความจำของกลิ่น และ เสียง ของวัตถุดิบเท่านั้น เธอจำได้ว่ามะม่วงที่สุกได้ที่ควรมีกลิ่นหอมหวานอย่างไร เธอจำได้ว่ากะทิที่อุ่นๆ ควรจะมีความหนาแน่นเท่าไหร่เมื่อเทลงบนข้าวเหนียว

Janya ใช้เวลาตลอดวันในการปรุงข้าวเหนียวมะม่วง เธอทำมันถึงสิบครั้ง สิบครั้งที่เธอต้องพึ่งพาจินตนาการของ Nid ในการบอกว่าอะไรคือรสชาติที่ ‘สมบูรณ์แบบ’

ในที่สุด เธอก็ทำมันสำเร็จ ข้าวเหนียวมะม่วงที่สมบูรณ์แบบที่สุด ที่เธอเคยทำมา มันดูสวยงาม มีสีเหลืองทองอร่ามและมีกลิ่นหอมหวานจนน้ำตาไหล… แม้ว่าเธอจะไม่ได้กลิ่นอะไรเลย

Janya นำข้าวเหนียวมะม่วงที่สมบูรณ์แบบนี้ไปที่ ศาลเจ้า ของ Phi Tai Hong ในคืนนั้น

เธอวางมันลงบนม้านั่งเซ่นไหว้ที่ว่างเปล่าอย่างบรรจง มันคือการเซ่นไหว้ที่มาจาก หัวใจ ไม่ใช่ความกลัว

“นี่คือข้าวเหนียวมะม่วงของท่าน” Janya กล่าวด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนและเต็มไปด้วยความเคารพ “ฉันคืนให้ท่านค่ะ มันเป็นข้าวเหนียวมะม่วงที่ท่านปรารถนา… หวังว่ามันจะชดเชยสิ่งที่ฉันเคยทำลงไป”

Janya ไม่ได้ขอให้คำสาปหายไป เธอไม่ได้ขอให้การรับรสของเธอกลับคืนมา เธอแค่ขอให้วิญญาณนั้น อิ่มเอม กับสิ่งที่นางไม่เคยได้สัมผัส

เธอพับมือไหว้ด้วยความเคารพอย่างแท้จริง และเมื่อเธอลืมตาขึ้นมา

ข้าวเหนียวมะม่วงนั้นยังคงอยู่! มันไม่ได้หายไปไหนเลยแม้แต่น้อย

Janya เริ่มสับสน “ทำไม… ทำไมท่านถึงไม่รับมันไปคะ”

ทันใดนั้น มี ลมเย็นจัด พัดผ่านมา แม้ว่าอากาศจะร้อนอบอ้าว

และ Janya ก็ได้ยินเสียงกระซิบที่แผ่วเบาในหัวของเธอ เสียงผู้หญิงที่อ่อนโยนแต่เต็มไปด้วยความหิวโหย

“ข้าไม่สามารถรับ… ของที่สมบูรณ์แบบได้… ข้าต้องรับ… ของที่เจ้าได้ลิ้มรสแล้ว… ในคืนนั้น”

Janya เข้าใจแล้ว: การเซ่นไหว้นั้นไม่เพียงพอ เธอต้องทำซ้ำการกระทำที่เป็นบาปนั้นอีกครั้ง เพื่อให้วิญญาณนั้นได้รับ ‘สิ่งที่ต้องห้าม’ อย่างแท้จริง

Janya กัดข้าวเหนียวมะม่วงคำนั้น… คำที่สมบูรณ์แบบ

แต่ในปากของ Janya รสชาติของมันคือ ความว่างเปล่า

เธอต้องกินมัน… แต่สิ่งที่วิญญาณนั้นต้องการไม่ใช่ความว่างเปล่า

Janya เงยหน้าขึ้นมองดวงจันทร์ และ ตัดสินใจ


Janya ยืนอยู่หน้าศาลเจ้า มองไปยังข้าวเหนียวมะม่วงคำที่สมบูรณ์แบบที่อยู่ในมือ เธอเข้าใจถึงความผิดพลาดครั้งใหญ่แล้ว วิญญาณตนนั้นไม่ได้ต้องการสิ่งที่สมบูรณ์แบบ แต่ต้องการ สิ่งที่ Janya ได้ขโมยไป ซึ่งก็คือ ข้าวเหนียวมะม่วงที่ถูกลิ้มรสแล้ว

แต่ปัญหาคือ Janya ไม่สามารถลิ้มรสใดๆ ได้อีกแล้ว การกินข้าวเหนียวมะม่วงนี้จึงเป็นแค่การกลืนก้อนแป้งที่ไร้รสชาติลงไปเท่านั้น

Janya หายใจเข้าลึกๆ เธอรู้ว่าการไถ่ถอนบาปที่แท้จริงต้องไม่ใช่แค่การทำซ้ำการกระทำ แต่เป็นการ ยอมรับผลของการกระทำนั้นอย่างสมบูรณ์

Janya เดินทางกลับไปที่โรงพยาบาลอีกครั้ง เธอเข้าไปในห้องของ Nid

Nid มอง Janya ด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัวและความสงสัย “เธอจะทำอะไรอีก Janya”

“ฉันจะทำสิ่งที่ฉันควรจะทำตั้งแต่แรก Nid” Janya กล่าว

Janya หยิบข้าวเหนียวมะม่วงที่อยู่ในถุงออกมาวางบนโต๊ะข้างเตียง มันคือข้าวเหนียวมะม่วงที่สมบูรณ์แบบที่เธอเพิ่งทำเสร็จ

“ฉันไม่ได้เอามาให้เธอกิน” Janya บอก “แต่ฉันอยากให้เธอ มอง มัน”

Janya จับมือของ Nid ไว้แน่น “เธอจำได้ไหม Nid… ว่าฉันรักรสชาติอาหารมากแค่ไหน”

Nid พยักหน้า น้ำตาเริ่มไหลอาบแก้ม “จำได้ Janya”

“วิญญาณตนนั้น… ต้องการให้ฉัน คืนสิ่งที่ฉันเอาไป” Janya พูดเสียงสั่นเครือ “สิ่งที่ฉันเอาไปคือ ความสุขจากรสชาติ ที่นางปรารถนา”

Janya ค่อยๆ หยิบข้าวเหนียวมะม่วงคำที่สมบูรณ์แบบนั้นขึ้นมา และบรรจงนำมันเข้าปาก

ทันใดนั้น ปฏิกิริยาทางร่างกายของ Nid ก็เกิดขึ้น Nid กรีดร้องออกมาด้วยความเจ็บปวดอย่างรุนแรง เธอเอามือกุมท้องราวกับกำลังจะคลอดบุตรอีกครั้ง!

“โอ๊ย! Janya! หยุดนะ! ฉัน… ฉันรู้สึกเหมือนมีอะไรบางอย่างกำลัง กัดกิน ฉันอยู่ข้างใน!” Nid ดิ้นทุรนทุรายบนเตียง

Janya รู้ว่าเธอมาถูกทางแล้ว เมื่อ Janya ลิ้มรส (แม้จะว่างเปล่า) รสชาติของข้าวเหนียวมะม่วงที่สมบูรณ์แบบนั้น Phi Tai Hong ก็กำลังลิ้มรสผ่าน Nid

แต่สิ่งที่วิญญาณตนนั้นต้องการจริงๆ ไม่ใช่แค่รสชาติสมบูรณ์แบบ แต่เป็น รสชาติที่แปดเปื้อน

Janya ค่อยๆ เคี้ยวข้าวเหนียวมะม่วงนั้นช้าๆ ในขณะที่เธอกลืนลงไป เธอจ้องมองเข้าไปในดวงตาของ Nid และ ถ่ายทอด ความรู้สึกทั้งหมดของเธอ: ความผิดบาป, ความอิจฉา, ความโลภ, และความทรมานจากการไร้รสชาติ

Nid กรีดร้องออกมาด้วยความเจ็บปวดทางจิตวิญญาณ ดวงตาของเธอเต็มไปด้วยภาพสะท้อนของความรู้สึกที่น่ากลัวเหล่านั้น Nid ไม่ได้แค่ลิ้มรสข้าวเหนียวมะม่วง แต่เธอกำลังลิ้มรส ความสกปรกทางจิตใจ ของ Janya

“ฉันขอโทษ Nid!” Janya ร้องไห้ “ฉันขอโทษที่ฉันขโมย! ฉันขอโทษที่ฉันเอาความสุขของเธอมาใช้! ฉันยอมรับความว่างเปล่านี้ตลอดไป! ฉันขอให้เธอ… รับเอาความบาป ของฉันไปทั้งหมด!”

ทันใดนั้น เสียงกรีดร้องของ Nid ก็หยุดลง Nid หายใจหอบอย่างหนัก

Nid มอง Janya ด้วยสายตาที่ว่างเปล่าราวกับเพิ่งกลับมาจากความตาย

“Janya…” Nid พูดเสียงแหบพร่า “ฉัน… ฉันรู้สึกถึง ความสงบ… ฉันรู้สึกถึง… ความอิ่มเอมใจ

Nid ล้มตัวลงนอนหลับไปด้วยใบหน้าที่สงบเงียบ

Janya รู้ว่า การแลกเปลี่ยนได้เสร็จสมบูรณ์แล้ว Phi Tai Hong ไม่ได้ต้องการให้ Janya คืนข้าวเหนียวมะม่วง แต่ต้องการให้ Janya มอบการไถ่ถอน ให้กับนางผ่าน การสารภาพบาปที่บริสุทธิ์ โดยใช้ Nid เป็นสื่อกลาง

Janya ได้ ยอมสละความรู้สึก ของตัวเองไปตลอดกาลเพื่อชดเชยความผิด และให้ Nid ได้เป็นผู้ สัมผัสการให้อภัย ของวิญญาณนั้น

เมื่อ Janya ก้าวออกจากโรงพยาบาล ร่างกายของเธออ่อนแรง แต่จิตใจของเธอเบาบางอย่างน่าประหลาด เธอไม่ได้กลับไปที่ห้องเช่าเก่า แต่เธอเดินไปที่ ร้านขายของชำเล็กๆ ที่เธอเคยขายส้มตำ

Janya ตัดสินใจที่จะ ใช้ชีวิตโดยปราศจากรสชาติ แต่ อยู่เพื่อสร้างรสชาติ ให้กับคนอื่น

เธอใช้เงินเก็บก้อนสุดท้ายเพื่อเปิดร้านอาหารเล็กๆ ที่ ไม่มีชื่อ และ ไม่มีราคา

ร้านของ Janya ไม่ได้ขายอาหารเพื่อกำไร แต่ขายอาหารเพื่อ การแบ่งปัน ใครอยากกินก็มากิน ใครมีเงินก็จ่ายตามศรัทธา

Janya กลับไปยืนหน้าเตาอีกครั้ง แต่ครั้งนี้เธอไม่ได้ปรุงอาหารด้วยลิ้น แต่เธอปรุงด้วย หัวใจ และ การสังเกต

เธอสังเกตลูกค้าที่กำลังกินอาหารของเธออย่างมีความสุข ใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้ม ดวงตาที่เป็นประกาย และเสียงหัวเราะที่ดังออกมา

Janya ไม่สามารถลิ้มรส แกงเขียวหวาน ที่เธอทำได้ แต่เธอเห็น ความสุข ที่แกงเขียวหวานนั้นมอบให้กับลูกค้า

Janya ไม่สามารถลิ้มรส ส้มตำ ที่เธอตำได้ แต่เธอเห็น ความตื่นเต้น ที่ส้มตำนั้นสร้างขึ้นในปากของพวกเขา

เธอได้ค้นพบ รสชาติที่แท้จริง ของชีวิต: รสชาติที่เกิดจากความสุขของผู้อื่น


หลายปีผ่านไป Janya ยังคงยืนอยู่หน้าเตาในร้านอาหารเล็กๆ ที่ไม่มีชื่อของเธอ ร้านอาหารที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มและเสียงหัวเราะของคนยากจนที่สามารถอิ่มท้องได้โดยไม่ต้องกังวลเรื่องราคา Janya ยังคง ไร้รสชาติ ทุกคำที่เธอลิ้มลองคือความว่างเปล่า แต่หัวใจของเธอเต็มไปด้วย ความอิ่มเอมใจ

Nid ฟื้นตัวเต็มที่และกลับไปเปิดร้าน “แซ่บสะท้านโลก” อีกครั้ง แต่ครั้งนี้ Nid ไม่ได้ทำอาหารด้วยความบ้าคลั่งหรือความหมกมุ่นอีกแล้ว Nid ทำอาหารด้วย ความเข้าใจ เธอได้เรียนรู้ถึงความสำคัญของการทำอาหารเพื่อ เลี้ยงดู จิตวิญญาณ ไม่ใช่แค่สนองความอยาก

Nid มักจะมาเยี่ยม Janya เสมอ พวกเขาสองคนไม่เคยพูดถึงเรื่องของ Phi Tai Hong หรือข้าวเหนียวมะม่วงอีกเลย ความเงียบนั้นคือการยอมรับถึง พันธะทางกรรม ที่เชื่อมโยงพวกเขาไว้

วันหนึ่ง Nid นำ ข้าวเหนียวมะม่วง มาให้ Janya

“ฉันทำมันเอง Janya” Nid กล่าวด้วยรอยยิ้มที่อ่อนโยน “เธอ… ควรจะลองชิมดูนะ”

Janya มองดูข้าวเหนียวมะม่วงที่สมบูรณ์แบบนั้นอีกครั้ง เธอยิ้มและส่ายหน้าเบาๆ “ฉันทำไม่ได้ Nid เธอรู้ดี”

“ไม่ Janya” Nid กล่าว “ฉันไม่ได้หมายถึงให้เธอชิมด้วยลิ้น ฉันหมายถึงให้เธอ สัมผัส มัน”

Nid ยื่นมือออกมาและแตะเบาๆ ที่มือของ Janya

Janya ค่อยๆ ใช้ปลายนิ้วแตะที่ข้าวเหนียวมะม่วง แล้วนำมันมาแตะที่ริมฝีปากของเธอ

ทันใดนั้น Janya ก็รู้สึกถึง บางสิ่งบางอย่าง ที่ไหลผ่านเข้ามาในตัวเธอ ไม่ใช่รสชาติ แต่เป็น ความรู้สึก

มันเป็นความรู้สึกของ ความหวาน ที่มาจากความรักของ Nid ความรู้สึกของ ความเค็ม ที่มาจากน้ำตาแห่งการไถ่ถอนบาป และความรู้สึกของ ความสดชื่น ที่มาจากอิสรภาพทางจิตวิญญาณ

Janya ไม่ได้ลิ้มรสข้าวเหนียวมะม่วง แต่เธอ รู้สึกถึงความหมาย ของมัน

“มัน… มันอร่อยมาก Nid” Janya กล่าว น้ำตาไหลอาบแก้มเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี

“นั่นคือรสชาติที่เธอสร้างขึ้นมา Janya” Nid ตอบ “รสชาติที่เกิดขึ้นจาก การให้ โดยไม่หวังสิ่งตอบแทน”

Janya รู้ว่าเธอได้ค้นพบความจริงสุดท้ายของคำสาปนั้นแล้ว คำสาปไม่ได้ต้องการทำลายการรับรสของเธอ แต่มันต้องการสอนให้เธอรู้จักกับ ‘รสชาติ’ ที่สูงส่งกว่ารสชาติทางกายภาพ

Janya เดินไปยัง ศาลเจ้า เก่าๆ ของ Phi Tai Hong เป็นครั้งสุดท้าย ศาลเจ้านั้นยังคงตั้งอยู่ที่เดิม แต่รอบๆ มีดอกไม้สดและน้ำดื่มสะอาดวางไว้

Janya ไม่ได้นำอาหารใดๆ มาเซ่นไหว้ เธอคุกเข่าลงและพูดด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความสงบ

“ฉันเข้าใจแล้ว” Janya กล่าว “ท่านต้องการให้ฉันเข้าใจว่า ความหิวโหยที่แท้จริง ไม่ใช่แค่ความหิวทางกายภาพ แต่คือความหิวโหย ความเมตตา และ ความรัก

Janya มองไปยังศาลเจ้าที่ว่างเปล่า และเธอก็ยิ้มอย่างอ่อนโยน เธอเห็นภาพสุดท้าย: รอยยิ้มที่แท้จริง ของหญิงสาวที่ท้องใหญ่ ไม่ใช่รอยยิ้มแห่งความอาฆาต แต่เป็นรอยยิ้มแห่ง ความอิ่มเอม ที่ได้จากการให้อภัย

Janya หันหลังให้กับศาลเจ้า และเดินจากไป เธอไม่รู้สึกถึงความกลัวหรือความรู้สึกผิดอีกต่อไป

บทสรุปทางจิตวิญญาณ:

Janya ใช้ชีวิตที่เหลือของเธอเพื่อเป็น ผู้สร้างความสุข เธอยังคงไม่สามารถลิ้มรสอาหารได้ แต่เธอได้เรียนรู้ที่จะ ‘เห็น’ รสชาติในดวงตาของลูกค้าทุกคน

ความว่างเปล่าในปากของเธอ กลายเป็น ความสมบูรณ์แบบในจิตใจ ของเธอ มันคือ ราคา ที่เธอต้องจ่าย และเป็น ของขวัญ ที่ทำให้เธอได้เป็น ** Master Story Architect** ที่แท้จริง—ผู้สร้างรสชาติแห่งความสุขที่ไม่สามารถซื้อได้ด้วยเงินทอง

เธอยังคงปรุงอาหารที่อร่อยที่สุดในโลกทุกวัน โดยที่เธอไม่เคยรู้เลยว่ามันมีรสชาติอย่างไร… และนั่นคือ การไถ่ถอน ที่สมบูรณ์แบบของเธอ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Facebook Twitter Instagram Linkedin Youtube