ว่านนางพญา: เคียวเกี่ยวความงาม
แสงไฟแฟลชสว่างวาบทั่วพรมแดง เสียงผู้คนกรีดร้องก้องกังวาน ปรบมือดังสนั่นราวกับฟ้าผ่า แต่ท่ามกลางความโกลาหลนั้น มีเพียงใบหน้าเดียวที่นิ่งสงบ เย็นชา และสมบูรณ์แบบ “พิมพรรณ” เดินผ่านมวลชนด้วยรอยยิ้มที่ฝึกฝนมาอย่างดี รอยยิ้มที่ทำให้ผู้คนเชื่อว่าเธอคือ “ราชินีผู้ไม่เคยแก่” เธอสวมชุดราตรีสีแดงเข้มดุจโลหิต เพชรเม็ดงามระยิบระยับอยู่บนลำคอที่ดูอ่อนเยาว์และตึงเป๊ะ วัยสามสิบคือสิ่งที่สื่อมวลชนกล่าวขาน แต่ในความจริง ร่างกายที่แท้จริงของเธอมีอายุเกือบเจ็ดสิบปีแล้ว ทุกย่างก้าวคือชัยชนะ ทุกรอยยิ้มคือหน้ากากแห่งความกลัวที่ถูกซ่อนไว้ลึกที่สุด
พิมพรรณโบกมือให้แฟนคลับอย่างสง่างาม แต่ดวงตาของเธอไม่ได้มองใครเลย นอกจากมองไปข้างหน้า มองไปยังอนาคตที่ไม่แน่นอน ซึ่งเธอต้องต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่ง “ความเป็นอมตะ” ปลอม ๆ นี้ ในใจของเธอ ความกลัวนั้นกัดกินราวกับหนอนตัวใหญ่ที่สุด ทันใดนั้น ความรู้สึกแสบร้อนก็แล่นผ่านผิวหนังใต้แขนซ้าย เธอรู้สึกได้ถึงรอยร้าวเล็ก ๆ บนความสมบูรณ์แบบนั้น ราวกับหน้ากากกระเบื้องที่ใกล้จะแตก พิมพรรณกำมือแน่น ซ่อนอาการสั่นไว้ภายใต้ถุงมือผ้าไหมราคาแพง
อีกฟากหนึ่งของงานอีเวนต์ “นิตย์” นักศึกษาปีสุดท้ายวัยยี่สิบสอง กำลังถือถาดเครื่องดื่มและเหงื่อไหลซึม เธอเป็นเด็กฝึกงานฝ่ายประสานงานการผลิตที่ได้รับค่าตอบแทนต่ำ และเธอรักงานนี้ เพราะมันทำให้เธอได้ใกล้ชิดกับ “เทพธิดา” ที่ชื่อพิมพรรณ นิตย์มองพิมพรรณจากระยะไกลด้วยความชื่นชมอย่างสุดซึ้ง พิมพรรณเป็นแรงบันดาลใจเดียวที่ทำให้เธอยังคงพยายามดิ้นรนในกรุงเทพฯ ที่โหดร้ายนี้ นิตย์เป็นเด็กกำพร้า ต้องทำงานหนักเพื่อส่งตัวเองเรียนและดูแลน้องชายที่ป่วย เงินทุกบาททุกสตางค์มีความหมายต่อลมหายใจของครอบครัวเล็ก ๆ ของเธอ
“เร็วหน่อยนังนิตย์! มัวแต่เหม่ออะไรอยู่” เสียงผู้ช่วยผู้กำกับตะคอกดังขึ้น นิตย์สะดุ้งรีบก้าวเท้าเดินต่อ แต่ใจของเธอก็ยังคงเต้นแรงเมื่อเห็นพิมพรรณเดินขึ้นเวทีรับรางวัล นิตย์ฝันว่าวันหนึ่ง เธอจะประสบความสำเร็จอย่างพิมพรรณ แต่ไม่ใช่แค่ความสำเร็จทางอาชีพเท่านั้น สิ่งที่นิตย์ชื่นชมที่สุดคือ “ความสวยงามที่ยืนยง” ของพิมพรรณ เธอเชื่ออย่างบริสุทธิ์ใจว่าพิมพรรณเป็นผลผลิตของการดูแลตัวเองอย่างดีและจิตใจที่บริสุทธิ์
หลังจบงาน พิมพรรณเรียกหาผู้จัดการส่วนตัวด้วยน้ำเสียงกระด้าง “ไปหานังเด็กคนนั้นมา คนที่ถือถาดเครื่องดื่มตาแป๋ว ๆ นั่นน่ะ” ผู้จัดการส่วนตัวมองอย่างแปลกใจ แต่ก็รีบทำตามคำสั่ง ไม่นานนัก นิตย์ก็ถูกเรียกตัวเข้าไปในห้องรับรองพิเศษ มันเป็นห้องที่เต็มไปด้วยกลิ่นหอมของดอกไม้ราคาแพงและกลิ่นอับของความลับเก่า ๆ นิตย์ยืนตัวแข็งทื่อราวกับรูปปั้น ไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรง ๆ ต่อหน้าพิมพรรณ
พิมพรรณนั่งไขว่ห้างบนโซฟากำมะหยี่สีแดง เธอถอดหน้ากากยิ้มออก ใบหน้าตอนนี้ดูเหนื่อยล้า แต่ยังคงสวยงามน่าประทับใจ พิมพรรณจ้องมองนิตย์อย่างพิจารณา ตั้งแต่หัวจรดเท้า เหมือนมอง “สินค้า” ที่เพิ่งนำเข้า “ฉันเห็นเธอทำงานหนักนะ นิตย์… ชื่อเธอคือนิตย์ใช่ไหม” เสียงของพิมพรรณนุ่มนวล แต่ก็เย็นยะเยือกจนน่าขนลุก นิตย์ตอบด้วยเสียงสั่น “ใช่ค่ะคุณพิมพรรณ ฉันชื่อนิตย์ค่ะ”
พิมพรรณยื่นซองจดหมายหนาปึกให้นิตย์ “ฉันกำลังหาผู้ช่วยส่วนตัวคนใหม่ ที่ซื่อสัตย์ ไม่พูดมาก และที่สำคัญ… มีพลังชีวิต” คำสุดท้ายนั้นทำให้พิมพรรณยิ้มแปลก ๆ “เธอมีความมุ่งมั่นในดวงตา ฉันชอบมันมาก ฉันจะจ่ายให้เธอมากกว่าเงินเดือนที่เธอได้รับอยู่ห้าเท่า เอาไปใช้หนี้ ใช้เรียนซะ สิ่งที่เธอต้องทำคือดูแลฉันที่บ้าน ดูแลความต้องการส่วนตัว และที่สำคัญ… อย่าถามอะไรที่ไม่ใช่เรื่องของเธอ”
นิตย์ไม่อยากจะเชื่อหูตัวเอง เงินห้าเท่า! มันคือความหวังเดียวที่จะช่วยน้องชายและทำให้เธอเรียนจบ เธอตอบรับทันทีด้วยความตื้นตัน “ขอบพระคุณมากค่ะคุณพิมพรรณ ฉันจะทำอย่างดีที่สุดค่ะ” พิมพรรณพยักหน้าเล็กน้อย รอยยิ้มกลับมาอีกครั้ง แต่คราวนี้มันมีอะไรบางอย่างที่ดูเหมือน “ความพึงพอใจ” ของนักล่าที่เจอเหยื่อชั้นดี
ก่อนที่นิตย์จะออกจากห้อง พิมพรรณก็หยิบสร้อยคอเงินเก่าแก่เส้นหนึ่งออกมา มันเป็นจี้รูปดอกบัวที่แกะสลักอย่างละเอียดอ่อน “นี่เป็นของขวัญสำหรับเธอ เป็นเครื่องรางนำโชค… มันจะช่วยให้เธอปลอดภัยและมีพลังในการทำงาน” พิมพรรณคล้องสร้อยคอให้กับนิตย์ด้วยตัวเอง นิ้วของเธอเย็นเฉียบเมื่อสัมผัสกับผิวหนังของนิตย์ นิตย์รู้สึกแปลก ๆ แต่ก็พยายามไม่คิดมาก เธอสวมสร้อยนั้นด้วยความภาคภูมิใจ โดยไม่รู้เลยว่ามันคือ “เครื่องหมาย” ที่ใช้ติดตามพลังงานชีวิตของเธอ
คืนนั้น นิตย์ย้ายเข้าสู่คฤหาสน์ของพิมพรรณทันที คฤหาสน์เก่าแก่ที่ตั้งอยู่บนเนินเขา โดดเดี่ยวและเงียบสงัด มันเต็มไปด้วยของสะสมโบราณที่ดูน่าขนลุก และกลิ่นหอมที่เข้มข้นจนแสบจมูก กฎข้อแรกที่พิมพรรณกำหนดคือ ห้ามเข้าห้องด้านหลังปีกตะวันออกโดยเด็ดขาด “มันเป็นห้องเก็บสมบัติเก่าที่ฉันไม่อยากให้ใครรบกวน” พิมพรรณกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบแต่เด็ดขาด นิตย์รับปากอย่างว่าง่าย
กิจวัตรประจำวันของพิมพรรณเป็นเรื่องแปลกประหลาดมาก เธอจะนอนในตอนกลางวันและตื่นในตอนค่ำ นิตย์ต้องเตรียม “ชาสมุนไพร” สีแดงเข้มที่พิมพรรณสั่งให้ชงทุกคืน ชานั้นมีรสชาติเฝื่อนและกลิ่นคาวจาง ๆ นิตย์เคยเห็นพิมพรรณดื่มมันอย่างตะกละตะกลาม ราวกับว่ามันเป็นน้ำทิพย์แห่งชีวิต และหลังดื่มชา ใบหน้าของพิมพรรณจะดูสดใสเปล่งปลั่งขึ้นในทันที นิตย์คิดว่านี่แหละคือ “เคล็ดลับ” ที่ทำให้พิมพรรณยังคงสวยงามไม่เสื่อมคลาย
วันต่อมา “สาริศ” ชายวัยห้าสิบเศษ เจ้าของร้านของเก่าและของขลังในย่านเยาวราช ก็มาเยือนคฤหาสน์ เขาเป็นคนผิวคล้ำ ร่างผอมสูง สวมเสื้อผ้าสีดำมิดชิด มีกลิ่นธูปและดินกำยานติดตัวเสมอ สาริศไม่สนใจนิตย์แม้แต่น้อย เขามองผ่านเธอเหมือนเธอเป็นเพียงอากาศธาตุ พิมพรรณต้อนรับสาริศในห้องส่วนตัวอย่างลับ ๆ นิตย์แอบได้ยินเสียงกระซิบกระซาบที่ฟังไม่ถนัด แต่มีคำว่า “สัญญาเลือด” “ความต้องการ” และ “สมุนไพรราชินี” หลุดรอดออกมา
เมื่อสาริศเดินออกมาจากห้อง เขาพบกับนิตย์ที่กำลังทำความสะอาดโถงทางเดิน สาริศจ้องมองสร้อยดอกบัวบนคอนิตย์ด้วยดวงตาที่วาวโรจน์ มุมปากของเขากระตุกยิ้มอย่างน่ากลัว “สร้อยสวยนะหนู… ของขลังชั้นดี มันจะดูดซับทุกสิ่งที่ดีที่สุดจากตัวหนูเอาไว้” เขาพูดด้วยน้ำเสียงแหบพร่า นิตย์รู้สึกเย็นวาบไปทั้งตัว แต่ก็พยายามยิ้มตอบและเดินหนีไป สาริศมองตามร่างของนิตย์จนลับตา จากนั้นเขาก็หันกลับไปมองประตูห้องของพิมพรรณพร้อมกับเสียงถอนหายใจยาว “นางพญาเริ่มหิวแล้วสินะ… ฉันเตือนเธอแล้วว่าของสิ่งนี้ไม่มีวันอิ่ม”
ภายในห้อง พิมพรรณกำลังมองดู “หม้อสมุนไพร” ขนาดเล็กที่ตั้งอยู่กลางห้องปิดตาย มันเป็นหม้อดินเผาที่มีเถาวัลย์สีม่วงพันรอบแน่นหนา พิมพรรณเปิดฝาออก ข้างในมี “ว่าน” ที่รูปร่างประหลาด ใบสีเข้มเกือบดำ มีหยดน้ำค้างสีแดงสดเกาะอยู่ นั่นคือ “ว่านนางพญา” (Wahn Nang Phaya) มันเป็นสมุนไพรที่เธอต้องแลกมาด้วยทุกสิ่งในชีวิต พิมพรรณจ้องมองว่านนั้นด้วยความรักใคร่และหวาดกลัวในเวลาเดียวกัน เธอรู้ว่าถ้าเธอไม่ดูแลมันอย่างดี มันก็จะทวงคืนสิ่งที่เธอขโมยมา
ทันใดนั้น พิมพรรณก็รู้สึกเจ็บแปลบที่นิ้วมือ เธอเผลอทำแก้วน้ำชาแตก เศษแก้วบาดเข้าที่ปลายนิ้ว เลือดสีแดงสดหยดลงบนพื้นหินอ่อน พิมพรรณไม่ได้สนใจความเจ็บปวด เธอรีบเอานิ้วเข้าปากดูดซับหยดเลือดอย่างรวดเร็ว เธอหันไปมองรอบ ๆ อย่างระแวง กลัวว่าใครจะมาเห็น “ความอ่อนแอ” นี้
ตอนเย็น นิตย์รู้สึกอ่อนเพลียผิดปกติ เธอรู้สึกวิงเวียนศีรษะและมีอาการเลือดกำเดาไหลเล็กน้อย เธอคิดว่าอาจเป็นเพราะความเครียดจากการทำงานหนัก แต่เมื่อเธอกำลังจะทำความสะอาดห้องนั่งเล่น เธอเห็นพิมพรรณกำลังนั่งดูละครเก่าของตัวเองอยู่บนจอโทรทัศน์ขนาดใหญ่ พิมพรรณดูมีความสุขอย่างแท้จริงเมื่อเห็นภาพความรุ่งโรจน์ในอดีต
นิตย์เดินเข้าไปใกล้เพื่อนำผ้าห่มมาคลุมให้พิมพรรณ พิมพรรณหันมามอง ใบหน้าของเธอเปลี่ยนไปทันที จากความอบอุ่นกลายเป็นความเย็นชา พิมพรรณสังเกตเห็นรอยแผลเล็ก ๆ ที่นิ้วของนิตย์ที่เกิดจากการทำความสะอาดเมื่อเช้า เธอจับมือนิตย์ไว้แน่น แรงบีบนั้นทำให้กระดูกนิตย์แทบแตก
“นี่… เธอมีบาดแผลเหรอ” พิมพรรณถามด้วยน้ำเสียงกระหาย นิตย์รู้สึกถึงสายตาที่เหมือนแสงเลเซอร์ของพิมพรรณที่เจาะลึกเข้าไปในตัวเธอ พิมพรรณยกมือของนิตย์ขึ้นไปใกล้ใบหน้าของเธอ เธอสูดดมกลิ่นเลือดจาง ๆ นั้นอย่างเงียบ ๆ “เลือดของเธอ… สวยนะ” พิมพรรณพูดเบา ๆ “ดูบริสุทธิ์… และพิเศษ” นิตย์รู้สึกสยดสยองกับคำพูดนั้น แต่ก็พยายามควบคุมตัวเอง เธอคิดว่าพิมพรรณแค่ประหลาดและชื่นชมความเยาว์วัยของเธอ
พิมพรรณปล่อยมือนิตย์ออก แต่ดวงตาของเธอกลับเต็มไปด้วยความคิดที่ชั่วร้าย เธอรู้แล้วว่าเธอต้องทำอะไร นิตย์คือคำตอบของความกระหายที่เพิ่มขึ้นของว่านนางพญา
นับจากวันนั้น ความสัมพันธ์ระหว่างพิมพรรณกับนิตย์ก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง พิมพรรณไม่ได้แค่ทำตัวเป็นนายจ้างที่ดี แต่เธอกลับทำตัวเป็น “เจ้าของ” ที่หวงแหน นิตย์ได้รับอนุญาตให้ออกนอกคฤหาสน์ได้น้อยลงเรื่อย ๆ ด้วยข้ออ้างว่า “ข้างนอกมีแต่คนอิจฉา เธอจะโดนทำร้ายถ้าไม่มีฉันคอยดูแล” พิมพรรณให้ความเอาใจใส่นิตย์มากเกินความจำเป็น เธอซื้อเสื้อผ้าใหม่ราคาแพงให้ และให้เงินพิเศษจำนวนมากสำหรับค่ารักษาพยาบาลน้องชายของนิตย์ ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่นั้นทำให้นิตย์รู้สึกซาบซึ้งใจและยิ่งทำให้เธอเชื่อมั่นในความดีงามของพิมพรรณ
แต่ในความเอื้อเฟื้อนั้น มีใยแมงมุมแห่งการควบคุมถักทออยู่ พิมพรรณติดตั้งกล้องวงจรปิดขนาดเล็กในหลายพื้นที่ของบ้าน และมักจะโผล่มาในที่ที่นิตย์ไม่คาดคิดเสมอ เธอจะยืนดูนิตย์ทำงานจากมุมมืด พร้อมกับรอยยิ้มที่ดูเหมือนจะพึงพอใจและตรวจสอบ นิตย์เริ่มรู้สึกอึดอัด แต่เธอคิดว่ามันเป็นเรื่องปกติของคนมีชื่อเสียงที่ระแวงไปหมดทุกอย่าง
สิ่งที่แปลกที่สุดคือ “ตารางสุขภาพ” ที่พิมพรรณจัดทำขึ้นสำหรับนิตย์โดยเฉพาะ ทุกเช้า นิตย์จะต้องดื่ม “น้ำผลไม้สูตรพิเศษ” ที่พิมพรรณจัดเตรียมเอง รสชาติหวานเลี่ยนและเฝื่อนเล็กน้อย พิมพรรณบอกว่ามันจะช่วย “ฟื้นฟูร่างกาย” จากความเหนื่อยล้า แต่หลังจากดื่มน้ำผลไม้นั้น นิตย์ก็มักจะรู้สึกเวียนหัวเล็กน้อยและอ่อนเพลียในช่วงกลางวัน อย่างไรก็ตาม นิตย์ก็พยายามมองข้ามไป เพราะเธอเชื่อในทุกคำพูดของพิมพรรณ
เย็นวันหนึ่ง ขณะที่พิมพรรณกำลังนอนพักผ่อนอยู่ในห้องของเธอ นิตย์ได้รับโทรศัพท์จากโรงพยาบาล น้องชายของเธอล้มป่วยหนักกะทันหันและต้องการเงินจำนวนมากเพื่อทำการรักษาเร่งด่วน นิตย์ใจหายวาบ เธอรีบวิ่งไปที่ห้องของพิมพรรณเพื่อขออนุญาตกลับไปเยี่ยมและขอเบิกเงินล่วงหน้า
พิมพรรณตื่นขึ้นมาด้วยสีหน้าไม่พอใจอย่างเห็นได้ชัด เมื่อได้ยินเรื่องราวทั้งหมด เธอหัวเราะเบา ๆ อย่างเย็นชา “ปัญหามันจะตามเธอไปตลอดชีวิตถ้าเธออ่อนแอขนาดนี้” พิมพรรณบ่น “เอาล่ะ… ฉันจะให้เงินเธอ แต่ไม่ใช่ตอนนี้ และเธอไม่ต้องไปโรงพยาบาล” นิตย์ตกใจ “แต่คุณหมอบอกว่า…” “หุบปาก!” พิมพรรณขึ้นเสียงสูง “ฟังฉันนะนิตย์ ถ้าเธอต้องการความช่วยเหลือจากฉัน เธอต้องเชื่อฟังฉันอย่างไม่มีข้อแม้ เธอเป็นทรัพย์สินของฉันแล้วตอนนี้!”
พิมพรรณยื่นมือออกมาจับแขนนิตย์อย่างแรง ดวงตาของเธอเต็มไปด้วยความเร่าร้อนแปลก ๆ “เธออ่อนแอเกินไป… ร่างกายเธอต้องได้รับการดูแลก่อนที่จะไปดูแลคนอื่น” พิมพรรณลากนิตย์ไปที่ห้องน้ำ นิตย์เห็นเข็มฉีดยาที่เตรียมไว้บนเคาน์เตอร์ พิมพรรณบอกว่ามันเป็น “วิตามินบำรุงเข้มข้น” ที่จะทำให้นิตย์ฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว
ด้วยความตกใจและสิ้นหวัง นิตย์ไม่มีทางเลือก เธอปล่อยให้พิมพรรณฉีดยาเข้าที่ต้นแขนของเธอทันที ความรู้สึกเหมือนไฟแล่นเข้าสู่เส้นเลือด นิตย์รู้สึกเจ็บปวดอย่างรุนแรงจนกรีดร้องเล็กน้อย แต่พิมพรรณกลับยิ้มอย่างพึงพอใจ “ดีมาก… มันกำลังทำงาน” พิมพรรณพูด พิมพรรณเช็ดรอยเลือดเล็กน้อยที่ซึมออกมาจากแขนของนิตย์อย่างอ่อนโยน ราวกับว่าเลือดนั้นเป็นสิ่งล้ำค่า
หลังจากนั้น พิมพรรณก็พานิตย์ไปที่ห้องปีกตะวันออกที่ถูกห้ามเข้า นิตย์รู้สึกตื่นเต้นและหวาดกลัวในเวลาเดียวกัน เมื่อเปิดประตูห้อง กลิ่นหอมฉุนของดินและสมุนไพรก็ปะทะเข้ากับจมูกทันที ห้องนั้นมืดทึบ มีเพียงแสงเทียนเล่มเดียวที่ส่องสว่างไปยังแท่นบูชาเล็ก ๆ ใจกลางห้อง บนแท่นนั้นมีหม้อดินเผาตั้งอยู่ หม้อที่บรรจุ ว่านนางพญา
พิมพรรณเปิดฝาหม้ออย่างช้า ๆ เผยให้เห็นต้นว่านที่มีใบสีดำสนิท มีชีวิตและดูดุร้าย มันดูเหมือนหัวใจที่เต้นรัวของสัตว์ประหลาด พิมพรรณเอามือของนิตย์ที่เพิ่งถูกฉีดยาเข้าไปใกล้หม้อ นิตย์รู้สึกว่ามี “พลังงาน” บางอย่างดึงดูดจากร่างกายของเธอไปยังต้นว่านนั้น เถาวัลย์สีม่วงบนหม้อดูเหมือนจะเคลื่อนไหวเล็กน้อยด้วยความกระหาย
“เห็นไหมนิตย์ นี่คือเพื่อนรักที่สุดของฉัน” พิมพรรณกระซิบ “เธอต้องทำความเคารพมัน มันคือสิ่งที่ทำให้ฉันเป็นฉัน” พิมพรรณบีบแขนนิตย์อีกครั้งให้น้ำตาเธอไหลออกมา นิตย์รู้สึกสับสนจนแทบคลั่ง เธอไม่เข้าใจว่าสิ่งนี้คืออะไร และทำไมพิมพรรณถึงบูชาต้นไม้ที่น่ากลัวนี้ แต่ด้วยความอ่อนล้าจากการถูกฉีดยาและสายตาที่กดดันของพิมพรรณ นิตย์ก็ทำตามที่สั่ง
พิมพรรณไม่ให้นิตย์กลับบ้านไปดูน้องชายตามที่ตั้งใจไว้ แต่เธอกลับโอนเงินจำนวนมากไปให้โรงพยาบาลทันที “ฉันดูแลน้องชายเธออย่างดีแล้ว ที่นี่ปลอดภัยกว่า… เธอไม่ต้องกังวล” คำพูดนี้ฟังดูเหมือนความหวังดี แต่ในสายตาของนิตย์ มันคือการ “ซื้อ” ความเงียบและความภักดีของเธอ นิตย์ยอมจำนน เพราะเธอต้องการเงินนั้นเพื่อช่วยชีวิตน้องชายของเธอ
ในช่วงสัปดาห์ต่อมา อาการอ่อนเพลียของนิตย์ก็รุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ เธอเริ่มมีรอยฟกช้ำตามตัวโดยไม่รู้สาเหตุ และบางครั้งก็ตื่นขึ้นมากลางดึกด้วยความรู้สึกเหมือนมีใครบางคน “กำลังดึงบางสิ่ง” ออกจากร่างกายของเธอ สร้อยคอดอกบัวที่พิมพรรณให้ไว้ดูเหมือนจะเย็นขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อสัมผัสกับผิวหนังของเธอ
คืนหนึ่ง นิตย์แอบเข้าไปในห้องทำงานของพิมพรรณ เธอต้องการหาเบาะแสเกี่ยวกับ “วิตามินบำรุง” ที่พิมพรรณฉีดให้เธอ เธอเปิดลิ้นชักและพบ “สมุดบันทึก” เล่มเก่าของพิมพรรณ หน้าปกเต็มไปด้วยฝุ่นและมีรอยนิ้วมือสีแดงเข้มติดอยู่ นิตย์เปิดอ่านด้วยความตื่นเต้นระคนหวาดกลัว
บันทึกส่วนใหญ่เป็นเรื่องราวความทะเยอทะยานของพิมพรรณ การต่อสู้เพื่ออยู่ในวงการบันเทิง แต่แล้วเธอก็พบหน้าหนึ่งที่เขียนด้วยลายมือที่สั่นเครือและหวาดระแวง: “มันเริ่มต้องการมากขึ้นแล้ว… ฉันให้ไม่พอ… ว่านนางพญาต้องการเลือดที่ยังไม่แปดเปื้อน เลือดของคนหนุ่มสาว… ฉันต้องหา ‘แหล่ง’ ใหม่… ฉันจะปล่อยให้ความแก่ชรามาพรากทุกสิ่งไปไม่ได้!”
นิตย์อ่านแล้วรู้สึกหนาวไปถึงกระดูก เธอพลิกหน้าต่อไป และเห็นรูปถ่ายใบหน้าของหญิงสาวหลายคน ซึ่งทุกคนเป็นอดีตผู้ช่วยส่วนตัวของพิมพรรณที่หายสาบสูญไปอย่างลึกลับ ใต้รูปถ่ายสุดท้าย มีการเขียนตัวอักษรสีแดงเข้มที่ดูเหมือนเลือดแห้งว่า: “แหล่งสุดท้าย… ชื่นใจ… แต่ไม่คงทน” นิตย์กำลังจะพลิกไปยังหน้าถัดไป แต่ทันใดนั้น เธอก็ได้ยินเสียงฝีเท้าจากโถงทางเดิน
พิมพรรณ!
นิตย์รีบซ่อนสมุดบันทึกและพยายามทำตัวให้เป็นปกติ พิมพรรณเดินเข้ามาในห้อง ใบหน้าของเธอดูซีดเซียวและเหนื่อยล้ากว่าปกติอย่างเห็นได้ชัด เธอจ้องมองนิตย์อย่างสงสัย “มาทำอะไรในห้องฉันดึกดื่นอย่างนี้” เสียงของพิมพรรณแหบแห้งจนเกือบจะเป็นเสียงกระซิบ
นิตย์พยายามโกหก “ฉันแค่… มาจัดเตรียมชาสมุนไพรให้คุณพิมพรรณค่ะ”
พิมพรรณยิ้มเยาะ “ชาเหรอ? ฉันต้องการมากกว่าชาแล้วตอนนี้” เธอเดินเข้ามาใกล้จนนิตย์รู้สึกได้ถึงกลิ่นหอมของน้ำหอมที่เจือปนด้วยกลิ่นคาวแปลก ๆ พิมพรรณยกมือนิตย์ขึ้นอีกครั้ง แล้วลูบไปตามเส้นเลือดที่ข้อมืออย่างช้า ๆ “เลือดของเธอกำลังส่งเสียงเรียกฉันนิตย์… อย่าพยายามหนี… เธอคือของฉัน”
พิมพรรณปล่อยมือนิตย์ เธอสั่งให้นิตย์รีบออกไปจากห้อง และบอกว่าจะดื่มชาเองในคืนนี้ นิตย์วิ่งออกมาจากห้องอย่างรวดเร็ว หัวใจของเธอเต้นรัวเหมือนกลอง เธอกำสมุดบันทึกไว้แน่นในมือ เธอรู้แล้วว่าเธอตกอยู่ในอันตรายร้ายแรง และสิ่งที่เธอรักและชื่นชมที่สุดคือสัตว์ประหลาดที่หิวกระหาย
นิตย์กอดสมุดบันทึกเล่มนั้นไว้แน่นขณะที่ซ่อนตัวอยู่ในห้องพักเล็ก ๆ ของเธอ แสงสลัวจากโคมไฟอ่านหนังสือส่องให้เห็นความกลัวบนใบหน้าเธอ ข้อมูลในบันทึกตอกย้ำความจริงอันน่าสยดสยอง: ว่านนางพญา ไม่ใช่สมุนไพรบำรุง แต่เป็นปรสิตที่กินพลังชีวิตและเลือดของเหยื่อเพื่อให้พิมพรรณคงความอ่อนเยาว์ พิมพรรณไม่ได้รักเธอ เธอเพียงต้องการเลือดที่ “บริสุทธิ์” และ “ไม่แปดเปื้อน” ของเธอเท่านั้น นิตย์เข้าใจแล้วว่าอาการอ่อนเพลีย วิงเวียน และเลือดกำเดาไหลทั้งหมดของเธอคือผลมาจากการถูก “ดูดกลืน” พลังงานอย่างช้า ๆ
ความชื่นชมในอดีตได้กลายเป็นความขยะแขยงและความโกรธแค้น นิตย์รู้สึกว่าตัวเองโง่เขลาที่เชื่อคำหวานและการแสดงละครของพิมพรรณ การให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่น้องชายของเธอเป็นเพียงการลงทุนเพื่อยืดอายุขัยของพิมพรรณเท่านั้น นิตย์เริ่มวางแผนหนี เธอรู้ว่าคฤหาสน์นี้เต็มไปด้วยกล้องวงจรปิด และพิมพรรณคอยจับตาดูเธออยู่ตลอดเวลา
คืนต่อมา พิมพรรณดูอ่อนแอและกระสับกระส่ายอย่างเห็นได้ชัด ผิวของเธอเริ่มมีรอยเหี่ยวย่นจาง ๆ ปรากฏขึ้นที่มุมปากและดวงตา แม้จะแต่งหน้าหนาเท่าไหร่ก็ซ่อนไม่มิด เธอเรียกนิตย์เข้าพบในห้องที่เต็มไปด้วยกลิ่นหอมของกำยานที่เข้มข้นกว่าปกติ พิมพรรณนั่งอยู่หน้ากระจกแต่งตัวขนาดใหญ่ จ้องมองเงาสะท้อนของตัวเองด้วยความเกลียดชัง
“นิตย์… มานี่สิ” พิมพรรณสั่งด้วยน้ำเสียงกระซิบที่เต็มไปด้วยอำนาจ “มาหวีผมให้ฉันหน่อย” ขณะที่นิตย์หวีผมให้ พิมพรรณก็จับมือนิตย์ไว้แน่นอีกครั้ง คราวนี้มือของเธอร้อนผ่าวผิดปกติ “เธอสวยมากนะนิตย์ สวยเหมือนตอนที่ฉันยังเด็ก… ถ้าฉันมีเลือดของเธอมากกว่านี้ ฉันคงอยู่ได้นานอีกเป็นร้อยปี”
นิตย์รวบรวมความกล้า “คุณพิมพรรณคะ… ฉันขออนุญาตกลับบ้านไปเยี่ยมน้องชายสักคืนได้ไหมคะ เขาอาการไม่ค่อยดีเลยค่ะ”
ทันใดนั้น พิมพรรณก็ตบโต๊ะเสียงดังฉาด เธอหันกลับมามองนิตย์ด้วยดวงตาที่แดงก่ำและขุ่นเคือง “อย่าพูดถึงเรื่องนั้นอีก! ฉันบอกแล้วไงว่าฉันดูแลเขาดีแล้ว เงินฉันมากพอที่จะซื้อชีวิตใครก็ได้! รวมถึงชีวิตน้องชายของเธอด้วย ถ้าเธอไม่เชื่อฟัง” คำขู่ที่โจ่งแจ้งนี้ทำให้นิตย์รู้ว่าการขอร้องไม่มีประโยชน์อีกต่อไปแล้ว
พิมพรรณลุกขึ้นเดินไปที่ตู้เซฟขนาดใหญ่ เธอหยิบขวดแก้วใบเล็กที่บรรจุของเหลวสีแดงเข้มออกมา “วันนี้เราจะไม่ดื่มชา แต่เราจะทำพิธีบำรุง… พิธีที่จะทำให้เธอ ‘แข็งแรง’ และ ‘สวยงาม’ เหมือนฉัน” พิมพรรณมองนิตย์ด้วยรอยยิ้มที่เหมือนผีร้าย เธอบอกให้นิตย์นั่งลงและยื่นแขนออกมา
ความกลัวทำให้นิตย์แข็งทื่อไปหมด แต่เธอก็คิดถึงสมุดบันทึกในห้องของเธอ และใบหน้าของน้องชายที่รอความช่วยเหลือ นิตย์ตัดสินใจแล้ว เธอต้องหนีเดี๋ยวนี้ แต่ต้องไม่ให้พิมพรรณสงสัย
นิตย์พยายามทำตัวให้สงบที่สุด เธอพูดเสียงสั่นเครือ “คุณพิมพรรณคะ… ฉันขอเข้าห้องน้ำก่อนได้ไหมคะ รู้สึกไม่ค่อยสบายค่ะ”
พิมพรรณจ้องมองเธออย่างพิจารณา และพยักหน้าอย่างไม่เต็มใจ “ห้านาทีเท่านั้นนะ นิตย์! ห้ามหนี… เพราะเธอรู้ว่าฉันจะหาเธอเจอไม่ว่าเธอจะไปที่ไหน”
นิตย์วิ่งไปที่ห้องน้ำทันที เธอไม่ได้วิ่งไปทำธุระ แต่เธอวิ่งไปคว้าโทรศัพท์มือถือที่ซ่อนไว้อย่างดีใต้แผ่นกระเบื้องที่หลวม เธอรีบพิมพ์ข้อความสั้น ๆ ถึงเพื่อนสนิทของเธอพร้อมทั้งพิกัดของคฤหาสน์ ก่อนที่แบตเตอรี่จะหมดอย่างรวดเร็ว
ขณะที่เธอกำลังจะกลับไปเผชิญหน้ากับพิมพรรณ เสียงโทรศัพท์ภายในก็ดังขึ้น มันคือสาริศ!
สาริศโทรศัพท์มาที่ห้องของพิมพรรณด้วยน้ำเสียงที่ร้อนรนและโกรธแค้น “พิมพรรณ! แกไม่จ่ายเงินค่าดูแลว่านมาสามเดือนแล้วนะ! แกคิดว่าแกจะหนีจาก ‘สัญญา’ ได้เหรอ! ว่านนางพญาจะแสดงพลังด้านมืดของมันถ้าแกไม่ให้สิ่งที่มันต้องการอย่างสม่ำเสมอ!”
พิมพรรณรับโทรศัพท์ด้วยสีหน้าที่ตื่นตระหนก “หุบปากสาริศ! ฉันกำลังจัดการอยู่! ฉันมี ‘แหล่ง’ ใหม่แล้ว มันดีกว่าที่แกหามาให้ตั้งเยอะ!”
นิตย์ซึ่งกำลังแอบฟังอยู่ที่ประตูห้องน้ำ ตัวสั่นไปหมด เธอได้ยินชื่อ สาริศ และ สัญญา นิตย์รู้ทันทีว่าสาริศเป็นกุญแจสำคัญในการเปิดเผยความจริงนี้ พิมพรรณตัดสินใจตัดการติดต่อกับสาริศอย่างรวดเร็วและหันมาทางประตูห้องน้ำ
“นิตย์! เกินเวลาแล้ว! ออกมาเดี๋ยวนี้!” เสียงของพิมพรรณเต็มไปด้วยความหงุดหงิดและอันตราย
นิตย์เดินออกจากห้องน้ำด้วยสีหน้าที่แน่วแน่ เธอรู้ว่าเธอต้องทำสิ่งสุดท้ายเพื่อหยุดพิมพรรณก่อนที่จะสายเกินไป เธอเดินเข้าไปในห้องปีกตะวันออกที่พิมพรรณใช้บูชาว่าน ในใจของเธอมีแผนการที่บ้าบิ่นที่สุด นิตย์คว้าตะเกียงน้ำมันเก่า ๆ ที่วางอยู่ใกล้แท่นบูชา
พิมพรรณเดินตามมาด้วยความประหลาดใจและโกรธแค้น “แกทำอะไรนิตย์! ออกมาจากตรงนั้นเดี๋ยวนี้!”
“ฉันรู้แล้วค่ะ… ว่านนางพญา” นิตย์พูดเสียงดังฟังชัด “มันไม่ใช่สมุนไพร มันคือกินศพที่กินเลือดคนอื่นเพื่อความเห็นแก่ตัวของคุณ!” นิตย์เงยหน้าขึ้นมองพิมพรรณด้วยดวงตาที่เต็มไปด้วยน้ำตาแห่งความผิดหวังและความแค้น
ใบหน้าของพิมพรรณบิดเบี้ยวด้วยความโกรธแค้นและความกลัวที่ถูกเปิดโปง เธอพุ่งเข้าหานิตย์เหมือนเสือร้าย “แกบังอาจ… แกจะถูกว่านนางพญากลืนกินทั้งเป็น!”
ขณะที่พิมพรรณกำลังจะถึงตัวนิตย์ นิตย์ก็ตัดสินใจครั้งสุดท้าย เธอไม่ได้ตั้งใจจะทำร้ายพิมพรรณโดยตรง แต่เธอตั้งใจจะทำลาย “แหล่งพลังงาน” ของพิมพรรณ นิตย์ขว้างตะเกียงน้ำมันไปที่พื้นใกล้ ๆ กับหม้อดินเผาที่บรรจุว่าน น้ำมันไหลนองไปทั่วพื้น และประกายไฟก็ลุกท่วมหม้อดินเผาในทันที!
พิมพรรณกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดและตกใจ ไม่ใช่เพราะไฟไหม้ แต่เพราะเสียงกรีดร้องของว่านในหม้อดินนั้นดังก้องอยู่ในหูของเธอ “ไม่นะ! ลูกรักของฉัน!”
พิมพรรณล้มตัวลงพยายามดับไฟอย่างบ้าคลั่ง นิตย์ใช้โอกาสนั้นวิ่งหนีออกจากห้องอย่างไม่คิดชีวิต เธอคว้ากุญแจรถเก่า ๆ ที่แขวนอยู่ใกล้ประตูหน้าและขับรถออกไปในความมืดมิด
ขณะที่นิตย์ขับรถหนีออกมาอย่างรวดเร็ว เธอมองย้อนกลับไปที่คฤหาสน์เก่าแก่ แสงไฟสีแดงส้มกำลังลุกโชนจากหน้าต่างปีกตะวันออก มันเป็นภาพของความพินาศที่เธอก่อขึ้น
และนี่คือจุดจบของ —จุดเริ่มต้นของหายนะที่แท้จริง
รถยนต์เก่าที่นิตย์ขโมยมาแล่นไปตามถนนที่คดเคี้ยวลงจากภูเขาอย่างบ้าคลั่ง แสงไฟสีแดงส้มที่ส่องสว่างอยู่ด้านหลังสะท้อนในกระจกมองหลัง ราวกับดวงตาของปีศาจร้ายที่กำลังไล่ล่าเธอ นิตย์ขับรถด้วยความหวาดกลัวอย่างที่สุด หัวใจของเธอเต้นรัวจนแทบจะทะลุออกมาจากซี่โครง เธอรู้ว่าเธอไม่ได้แค่หนีจากพิมพรรณเท่านั้น แต่เธอกำลังหนีจาก “ความตาย” ที่พิมพรรณเคยมอบให้กับเหยื่อคนก่อน ๆ
ขณะที่นิตย์ขับรถไปได้ไม่นาน ทันใดนั้น โทรศัพท์ที่แบตเตอรี่ใกล้หมดของเธอก็ดังขึ้น เป็นข้อความสั้น ๆ จากโรงพยาบาล: “น้องชายของคุณ… ไม่ตอบสนองแล้ว”
โลกทั้งใบของนิตย์พังทลายลงในพริบตา ความเศร้าโศกเสียใจเข้าถาโถมอย่างรุนแรง เธอร้องไห้จนตัวสั่นเทา พวงมาลัยรถเปียกชุ่มไปด้วยน้ำตาและความสิ้นหวัง น้องชายของเธอจากไปแล้ว และเธอไม่สามารถอยู่เคียงข้างเขาได้ในวินาทีสุดท้าย นั่นเป็นเพราะพิมพรรณ! เพราะความโลภและหน้ากากที่พิมพรรณสวมใส่ ความโศกเศร้าแปรเปลี่ยนเป็นความแค้นที่รุนแรง นิตย์ตัดสินใจแล้ว: เธอจะไม่หนีอีกต่อไป เธอต้องเปิดโปงและทำลายพิมพรรณให้สิ้นซาก
ในคฤหาสน์ของพิมพรรณ ความโกลาหลกำลังเกิดขึ้น พิมพรรณยืนอยู่กลางห้องปีกตะวันออกที่เต็มไปด้วยควันไฟและกลิ่นเหม็นไหม้ หม้อดินเผาว่านนางพญาแตกเป็นเสี่ยง ๆ ต้นว่านที่มีชีวิตอยู่ถูกเผาไหม้ไปเกือบหมดสิ้น พิมพรรณกรีดร้องอย่างบ้าคลั่งราวกับคนเสียสติ ไม่ใช่เสียงกรีดร้องเพราะความกลัว แต่เป็นเสียงกรีดร้องเพราะ การสูญเสีย แหล่งพลังงานชีวิตของเธอ
ทันใดนั้น ร่างกายของพิมพรรณก็ทรุดลงอย่างรวดเร็ว ผิวที่เคยเต่งตึงและอ่อนเยาว์เริ่มเหี่ยวย่นลงต่อหน้าต่อตาอย่างน่ากลัว ริ้วรอยลึกปรากฏขึ้นบนใบหน้าและลำคออย่างรวดเร็วเหมือนการเร่งภาพวิดีโอ มือของเธอเต็มไปด้วยจุดด่างดำของคนชรา ผมที่เคยดกดำกลับกลายเป็นสีขาวหงอกอย่างรวดเร็วภายในไม่กี่นาที ผลกระทบของว่านที่ถูกทำลายได้ย้อนกลับมาทำร้ายเจ้าของแล้ว
พิมพรรณมองตัวเองในกระจก เธอเห็นภาพหญิงชราวัยเจ็ดสิบปรากฏอยู่ตรงหน้า ไม่ใช่ “ราชินีผู้ไม่เคยแก่” ที่เธอสร้างไว้ พิมพรรณทุบกระจกแตกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย ดวงตาของเธอเต็มไปด้วยความเกลียดชัง “นังนิตย์! แกทำลายทุกสิ่ง! ฉันจะฆ่าแก! ฉันจะใช้เลือดของแกมาฟื้นฟูทุกอย่างที่แกทำลายไป!”
พิมพรรณรู้ดีว่าไฟไม่สามารถทำลาย “แก่น” ของว่านได้ทั้งหมด ตราบใดที่เธอยังมี “เหยื่อ” ที่ถูกทำเครื่องหมายไว้ นั่นคือ นิตย์ เธอยังสามารถดูดซับพลังชีวิตและเริ่มต้นใหม่ได้ พิมพรรณต้องตามล่านิตย์ให้เจอ
นิตย์ขับรถกลับเข้ามาในเขตเมืองด้วยร่างกายที่อ่อนเพลียแต่จิตใจแข็งแกร่งขึ้น เธอรู้ว่าตำรวจไม่สามารถช่วยเธอได้ พวกเขาจะมองเรื่องราวของเธอกับว่านวิเศษว่าเป็นเพียงเรื่องหลอนของคนสติแตก เธอต้องหาคนที่มีความรู้เกี่ยวกับเรื่องนี้เท่านั้น และชื่อหนึ่งก็แวบเข้ามาในหัวของเธอ: สาริศ ชายผู้ค้าของขลังและคำสาป
นิตย์ใช้เงินที่เหลืออยู่ทั้งหมดเพื่อไปที่ร้านของสาริศในย่านเก่าแก่ของเยาวราช ร้านของเขามืดทึบ มีกลิ่นอับของเครื่องรางและสมุนไพรแปลก ๆ นิตย์พบสาริศนั่งอยู่หลังเคาน์เตอร์ เขาดูเหมือนกำลังทำพิธีอะไรบางอย่างกับตุ๊กตาดินเผาตัวเล็ก ๆ
สาริศเงยหน้าขึ้นเมื่อเห็นนิตย์ ใบหน้าของเขามีรอยยิ้มเย็นชา “ไง… เด็กสาวที่ถูกทำเครื่องหมาย เจ้ามาถึงจุดจบแล้วสินะ” สาริศมองนิตย์ด้วยดวงตาที่รู้แจ้งราวกับว่าเขาคาดเดาสถานการณ์นี้ไว้ล่วงหน้าแล้ว
นิตย์พุ่งเข้าไปจับแขนสาริศด้วยความสิ้นหวัง “ช่วยฉันด้วย! พิมพรรณกลายเป็นปีศาจไปแล้ว! ว่านถูกทำลาย! ฉันต้องการรู้ความจริงทั้งหมด! ฉันต้องการหยุดเธอ!”
สาริศหัวเราะเบา ๆ “เจ้าหยุดมันไม่ได้หรอก! ว่านนางพญาไม่ใช่แค่สมุนไพร แต่มันคือวิญญาณแห่งความโลภที่ฝังอยู่ในดิน พิมพรรณซื้อมันไปในราคาที่แพงที่สุด… นั่นคือ ‘ความแก่’ ของเธอ! ว่านได้ยืดอายุให้พิมพรรณ แต่ก็ทำให้เธอต้องจ่ายด้วยเลือดของผู้บริสุทธิ์”
สาริศดึงมือตัวเองออกอย่างแรง “แต่… ฉันไม่ได้ทำลายมันทั้งหมด” นิตย์พูดเสียงสั่น “ฉันเผาหม้อดินไปแล้ว”
สาริศเดินเข้าไปใกล้หม้อดินเผาที่แตกเป็นเสี่ยง ๆ บนพื้น “แกทำได้ดี… แต่การทำลาย ‘เปลือกนอก’ ไม่ได้ทำลาย ‘วิญญาณ’ ว่านนางพญาจะพยายามเกาะติดกับ ‘แหล่ง’ ที่มันมีพลังงานมากที่สุด… และตอนนี้ แหล่งพลังงานนั้นก็คือแก” สาริศชี้ไปที่สร้อยคอดอกบัวบนคอนิตย์ “สร้อยนี้ได้ดูดซับพลังงานและความบริสุทธิ์ของแกไว้จนเต็มที่ มันคือ ‘สะพาน’ ที่จะเชื่อมต่อพิมพรรณกับแก”
นิตย์รีบถอดสร้อยคอออกและโยนมันทิ้งอย่างรังเกียจ
สาริศมองไปที่นิตย์ด้วยสายตาที่เปลี่ยนไปเล็กน้อย จากความเยาะเย้ยกลายเป็นความสนใจ “ทำไมเจ้าถึงต่อสู้ขนาดนี้? เจ้าเสียทุกสิ่งแล้วนี่… ปล่อยให้มันจบไปตามยถากรรมเถอะ”
“น้องชายของฉันตายเพราะความโลภของเธอ!” นิตย์พูดด้วยเสียงที่เต็มไปด้วยความแค้น “ฉันจะไม่ยอมให้คนอย่างพิมพรรณลอยนวล! ฉันไม่ต้องการความเห็นใจ ฉันต้องการ ‘วิธี’ ที่จะทำลายเธอ… หรือทำลายว่านนั้นให้สิ้นซาก”
สาริศเงียบไปครู่หนึ่ง เขายิ้มอย่างมีเลศนัย “วิธีน่ะมี… แต่แกต้องจ่ายด้วย ‘ราคา’ ที่เหมาะสม” สาริศกำลังคิดถึงเรื่องที่พิมพรรณหักหลังเขา และนี่คือโอกาสทองที่จะแก้แค้น พิมพรรณมีหนี้บุญคุณกับเขา และเขาจะทำให้นางต้องชดใช้
“ราคาอะไร… ฉันจะให้ทุกอย่างที่มี” นิตย์ตอบอย่างเด็ดเดี่ยว
“ความกลัว!” สาริศกระซิบ “ว่านนางพญากลัวสิ่งเดียวเท่านั้น… คือการถูกเปิดโปงให้โลกรับรู้ถึงความอ่อนแอที่ซ่อนอยู่ใต้หน้ากาก! แกต้องทำให้พิมพรรณสูญเสีย ‘ความงาม’ และ ‘ความรุ่งโรจน์’ อย่างถาวรต่อหน้าสาธารณชน!”
สาริศเปิดเผยแผนการให้แก่เธอ: ว่านนางพญาที่ถูกทำลายจะทำให้พิมพรรณแก่ชราลงอย่างรวดเร็ว แต่พลังของมันยังคงซ่อนอยู่ในตัวพิมพรรณ และมันจะฟื้นคืนชีพเมื่อได้ดูดเลือด “บริสุทธิ์” จากเหยื่อใหม่ นิตย์ต้องล่อพิมพรรณให้ปรากฏตัวในที่สาธารณะ และใช้ “ยาแก้” ที่สาริศเตรียมไว้ เพื่อเปิดเผยร่างกายที่แท้จริงของพิมพรรณต่อหน้าทุกคน การล่มสลายทางเกียรติยศจะทำลายวิญญาณของว่านและพิมพรรณอย่างถาวร
นิตย์พยักหน้าอย่างแน่วแน่ “ฉันจะทำ” เธอไม่กลัวอีกต่อไปแล้ว ความแค้นและความรักที่มีต่อน้องชายได้เปลี่ยนเธอให้กลายเป็นเครื่องจักรแห่งการแก้แค้น
ขณะที่นิตย์และสาริศกำลังวางแผน พิมพรรณได้ตามรอยของนิตย์มาถึงร้านของสาริศแล้ว เธอขับรถมาด้วยใบหน้าของหญิงชราที่ถูกปกคลุมด้วยผ้าคลุมสีดำเพื่อซ่อนเร้น แต่ดวงตาของเธอลุกวาวด้วยความมุ่งร้าย สาริศรู้ทัน พิมพรรณปรากฏตัวพร้อมกับความมืดมิดและกลิ่นอายของสมุนไพรไหม้ ๆ และเลือดเก่า
“สาริศ! แกทรยศฉัน!” เสียงของพิมพรรณแหบแห้งเหมือนคนแก่ใกล้ตาย แต่เต็มไปด้วยพลังอำนาจที่น่ากลัว “ส่งนังเด็กนั่นมาให้ฉันเดี๋ยวนี้! ฉันจะให้เลือดแกเป็นการตอบแทน!”
สาริศยิ้มเยาะ “สายไปแล้วพิมพรรณ… วันนี้แกต้องชดใช้!” สาริศโยน “ยาแก้” ที่บรรจุในขวดเล็ก ๆ ให้นิตย์ นิตย์รับมันไว้ด้วยความรวดเร็ว
นิตย์รีบวิ่งหนีออกจากร้านไปตามตรอกซอกซอยที่มืดมิด พิมพรรณไล่ตามเธออย่างรวดเร็ว แม้จะมีรูปลักษณ์ที่แก่ชรา แต่พลังของว่านที่ตกค้างยังทำให้เธอแข็งแกร่งกว่ามนุษย์ทั่วไป
การไล่ล่าเริ่มต้นขึ้นแล้ว นิตย์รู้ว่าเธอไม่สามารถหลบซ่อนได้อีกต่อไป เธอต้องล่อพิมพรรณไปยังที่ที่เหมาะสม เพื่อเปิดเผยความจริงอันน่าสยดสยองนี้ต่อสาธารณชน
นิตย์วิ่งหนีออกจากตรอกมืดด้วยหัวใจที่เต้นรัว แต่ไม่ใช่เพราะความกลัวอีกต่อไป แต่เป็นความมุ่งมั่นที่จะแก้แค้น เธอรู้ว่าแผนของสาริศคือหนทางเดียวที่จะหยุดพิมพรรณได้อย่างแท้จริง การเปิดโปงคือการทำลายวิญญาณของนางพญาที่หลงใหลในความงามและเกียรติยศ นิตย์มุ่งหน้าไปยังใจกลางเมือง สถานที่ที่พิมพรรณจะถูกเปิดโปงต่อหน้าผู้คนมากมายที่สุด นั่นคือสตูดิโอถ่ายทำรายการโทรทัศน์แห่งชาติ ที่ซึ่งพิมพรรณมีคิวจะไปเป็นแขกรับเชิญในวันรุ่งขึ้น
พิมพรรณตามมาติดๆ เธอเคลื่อนไหวอย่างว่องไวเกินกว่ารูปลักษณ์ของหญิงชราที่คลุมผ้าสีดำจะทำได้ พลังของว่านนางพญาที่ตกค้างในตัวเธอทำให้เธอมีพละกำลังที่ผิดมนุษย์ รอยเหี่ยวย่นบนใบหน้าของเธอเพิ่มขึ้นทุกวินาทีที่เธอใช้พลัง พิมพรรณกำลังอยู่ในภาวะที่ร่างกายต่อสู้กับพลังชีวิตที่ร่วงโรยอย่างรุนแรง เธอจำเป็นต้องดูดซับพลังงานจากนิตย์ให้เร็วที่สุดเพื่อฟื้นฟู
“กลับมานังนิตย์! กลับมาให้ฉันดูดเลือดของแกซะ!” เสียงแหบแห้งของพิมพรรณดังแว่วมาตามลม มันเป็นเสียงที่เต็มไปด้วยความกระหายและความสิ้นหวัง
นิตย์ซ่อนตัวอยู่ในฝูงชนที่ตลาดโต้รุ่ง เธอนำ “ยาแก้” ที่สาริศให้มาออกมาดู มันเป็นขวดแก้วเล็ก ๆ บรรจุของเหลวสีม่วงเข้ม สาริศบอกว่านี่คือสารสกัดจากพืชตระกูลเดียวกันกับว่าน แต่มีคุณสมบัติในการ “สะท้อนความจริง” หากฉีดเข้าไปในร่างของผู้ที่ถูกควบคุมโดยว่าน มันจะทำลายการพรางตัวทั้งหมดและเผยให้เห็นร่างที่แท้จริง
นิตย์รู้ว่าการล่อพิมพรรณไปที่สตูดิโอเป็นเรื่องเสี่ยง แต่เป็นเพียงทางเดียวเท่านั้น เธอใช้โทรศัพท์เครื่องเก่าที่เพิ่งชาร์จแบตฯ ได้เพียงเล็กน้อย ส่งข้อความสุดท้ายไปยังผู้จัดการส่วนตัวของพิมพรรณโดยปลอมเป็นเสียงของพิมพรรณเอง: “ฉันจะไปสตูดิโอพรุ่งนี้เช้า ตามกำหนดการ ห้ามยกเลิกเด็ดขาด ฉันจะทำให้โลกตะลึง” นี่คือการดึงดูดความทะเยอทะยานของพิมพรรณให้ไปติดกับดักของตนเอง
ในคืนนั้น นิตย์ไปหาที่พักชั่วคราวที่บ้านของเพื่อนเก่า แต่เธอแทบจะนอนไม่หลับ เธอเปิดดูข่าวออนไลน์และเห็นพาดหัวข่าวเกี่ยวกับคฤหาสน์ของพิมพรรณที่เกิดเพลิงไหม้ แต่พิมพรรณรอดชีวิตอย่างปาฏิหาริย์ สื่อมวลชนต่างคาดเดาถึงอาการของเธอ แต่ไม่มีใครรู้ถึงความจริงที่น่ากลัว
เช้าวันต่อมา นิตย์แต่งตัวด้วยเสื้อผ้าที่อำพรางใบหน้า เธอแอบเข้าไปในสตูดิโอถ่ายทำรายการโทรทัศน์ในฐานะนักศึกษาฝึกงานอีกครั้ง เธอรู้จุดอ่อนทั้งหมดของสถานที่ เธอวางแผนที่จะเผชิญหน้ากับพิมพรรณในห้องแต่งตัวส่วนตัว ก่อนที่พิมพรรณจะปรากฏตัวต่อสาธารณชน
พิมพรรณมาถึงสตูดิโอในสภาพที่ต้องปกปิดร่างกายอย่างมิดชิด เธอสวมผ้าคลุมและแว่นตาดำขนาดใหญ่ แต่ผู้จัดการส่วนตัวของเธอสังเกตเห็นว่าผิวหนังที่มือของพิมพรรณเริ่มเหี่ยวย่นอย่างรวดเร็ว พิมพรรณโกรธจัดเมื่อผู้จัดการส่วนตัวพยายามซักถามถึงสุขภาพของเธอ
“อย่ามายุ่งกับเรื่องส่วนตัวของฉัน!” พิมพรรณตวาดใส่ผู้จัดการส่วนตัว เสียงของเธอแหบแห้งจนน่ากลัว “ฉันบอกแล้วว่าฉันแค่เหนื่อยจากการพักผ่อนไม่เพียงพอ! ไม่มีอะไรต้องกังวล!”
ในห้องแต่งตัวส่วนตัว พิมพรรณกำลังนั่งอยู่หน้ากระจกเงาที่มีไฟส่องสว่างอย่างเจิดจ้า เธอพยายามแต่งหน้าเพื่อปกปิดริ้วรอยที่ปรากฏอย่างรวดเร็ว แต่แป้งและรองพื้นไม่สามารถช่วยได้อีกต่อไป ร่างกายของเธออ่อนแอจนแทบจะควบคุมตัวเองไม่ได้ เธอสัมผัสได้ถึงการสูญเสียพลังงานชีวิตที่รุนแรง เธอรู้ว่าเธอต้องได้เลือดของนิตย์
ทันใดนั้น นิตย์ก็ปรากฏตัวขึ้นจากมุมมืด พิมพรรณมองเห็นเธอผ่านกระจกเงา ดวงตาของพิมพรรณเบิกกว้างด้วยความยินดีที่บ้าคลั่ง “นังเด็กทรยศ! แกมาเองเลยเหรอ! ดี! ดีมาก!”
พิมพรรณลุกขึ้นยืน ร่างกายที่ดูแก่ชราของเธอทำให้ห้องแต่งตัวดูมืดมัวลงทันที “แกไม่ควรทำลายว่าน… ตอนนี้ฉันต้องเอาของของฉันคืนมา! ฉันจะกินแกทั้งเป็น!”
นิตย์ยืนนิ่งและมั่นคง ความกลัวทั้งหมดหายไปแล้วแทนที่ด้วยความมุ่งร้ายเพื่อการแก้แค้น เธอชูขวด “ยาแก้” สีม่วงเข้มขึ้น “คุณต่างหากที่ไม่ควรโลภมาก! น้องชายของฉันต้องตายเพราะคุณ! และคุณจะต้องจ่าย!”
พิมพรรณหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง “น้องชายของแกเป็นแค่ ‘เหยื่อ’ ตัวเล็ก ๆ ที่อ่อนแอ! อย่ามาพูดเรื่องจริยธรรมกับฉัน นิตย์! ฉันคือผู้ที่อยู่เหนือกฎเกณฑ์ทั้งหมด!”
เพื่อเป็นการพิสูจน์ความโหดร้ายของตนเอง พิมพรรณแสดงความทารุณที่ทำให้นิตย์ต้องชะงัก เธอหยิบแก้วน้ำที่อยู่บนโต๊ะเครื่องแป้ง และใช้พลังว่านที่เหลืออยู่ บีบแก้วจนแตกเป็นผุยผง แล้วหยิบเศษแก้วที่คมกริบนั้นขึ้นมา พิมพรรณมองไปที่ผู้จัดการส่วนตัวที่กำลังยืนตัวสั่นอยู่หน้าประตูห้องแต่งตัว และฉีกใบหน้าของเขาด้วยเศษแก้วนั้น!
เสียงกรีดร้องของผู้จัดการส่วนตัวดังลั่นไปทั่วสตูดิโอ พิมพรรณไม่แม้แต่จะกระพริบตา “นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นกับคนที่ขัดขวางฉัน! เลือดนี้มันช่างไร้ค่า… แต่ฉันอยากเห็นความเจ็บปวด!”
นิตย์ตกใจจนพูดไม่ออก การกระทำที่โหดเหี้ยมนั้นทำให้นิตย์รู้ว่าพิมพรรณเกินกว่าจะเป็นมนุษย์แล้ว ความลังเลทั้งหมดหายไป เหลือเพียงความมุ่งมั่นที่จะยุติเรื่องนี้ นิตย์พุ่งเข้าหาพิมพรรณด้วยความรวดเร็วที่สุดเท่าที่เธอจะทำได้
การต่อสู้ดิ้นรนเกิดขึ้นอย่างรุนแรงในห้องแต่งตัวที่แคบ ๆ พิมพรรณที่ดูแก่ชราแต่มีพละกำลังมหาศาลพยายามจับนิตย์เพื่อกัดกินเธอ นิตย์พยายามหลบหลีกและพุ่งขวด “ยาแก้” เข้าใส่ร่างกายของพิมพรรณให้ได้
ในที่สุด นิตย์ก็สามารถแทงขวดแก้วที่บรรจุ “ยาแก้” เข้าที่คอของพิมพรรณได้สำเร็จ!
ของเหลวสีม่วงเข้มไหลเข้าสู่เส้นเลือดของพิมพรรณอย่างรวดเร็ว พิมพรรณปล่อยเสียงกรีดร้องที่ยาวนานและน่ากลัวที่สุดเท่าที่นิตย์เคยได้ยิน มันไม่ใช่เสียงมนุษย์ แต่เป็นเสียงกรีดร้องของวิญญาณที่ถูกทำลาย พิมพรรณทรุดตัวลงกับพื้น ผิวหนังของเธอกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว…
ของเหลวสีม่วงเข้มจาก “ยาแก้” ของสาริศได้ซึมซาบเข้าสู่กระแสเลือดของพิมพรรณอย่างรวดเร็ว ผลลัพธ์ที่ตามมานั้นน่าสยดสยองยิ่งกว่าที่นิตย์จินตนาการไว้ พิมพรรณดิ้นทุรนทุรายอยู่บนพื้นห้องแต่งตัว ร่างกายของเธอเริ่มสั่นอย่างรุนแรง ผิวหนังที่เคยเหี่ยวย่นอยู่แล้วก็เริ่มแห้งกรังและแตกลายออกราวกับดินที่ขาดน้ำมานานนับศตวรรษ การพรางตัวสุดท้ายของว่านนางพญาถูกทำลายลงอย่างสิ้นเชิง
พิมพรรณส่งเสียงกรีดร้องที่เปลี่ยนจากความเจ็บปวดเป็นเสียงโหยหวนของสัตว์ร้ายที่กำลังจะตาย เสียงนั้นดังมากจนกระจกในห้องเริ่มสั่นสะเทือน นิตย์ยืนตัวแข็งทื่ออยู่ข้าง ๆ มองดูการเปลี่ยนแปลงของหญิงที่เคยเป็นเทพธิดาของเธอ
ริ้วรอยบนใบหน้าของพิมพรรณลึกขึ้นจนกลายเป็นรอยแยกขนาดใหญ่ ฟันของเธอดูยาวและแหลมคมผิดปกติ ดวงตาที่เคยสวยงามกลับกลายเป็นสีเหลืองขุ่นมัว ผมสีขาวที่งอกขึ้นมาใหม่ร่วงลงอย่างรวดเร็ว เผยให้เห็นหนังศีรษะที่เต็มไปด้วยจุดด่างดำและรอยโรค พิมพรรณในตอนนี้ไม่ใช่หญิงชราธรรมดา แต่เป็นซากศพที่มีชีวิต เป็นปีศาจที่ถูกขโมยมาจากความลึกลับของผืนดิน
เสียงกรีดร้องของผู้จัดการส่วนตัวที่บาดเจ็บดังไปถึงทีมงานในสตูดิโอ ประตูห้องแต่งตัวถูกเปิดออกอย่างรวดเร็วโดยโปรดิวเซอร์และช่างกล้องหลายคน ทุกคนต้องหยุดชะงักและกรีดร้องด้วยความตกใจอย่างที่สุดเมื่อเห็นภาพที่อยู่ตรงหน้า
“นั่นใครน่ะ! เกิดอะไรขึ้น!” โปรดิวเซอร์ตะโกนเสียงหลง
พิมพรรณในสภาพที่น่ากลัวเงยหน้าขึ้น ดวงตาที่มืดมัวของเธอหันไปมองกลุ่มคนเหล่านั้น เธอพยายามยิ้ม แต่รอยยิ้มนั้นกลับบิดเบี้ยวและน่ากลัว นี่คือการเปิดโปงที่แท้จริง พิมพรรณถูกเปิดเผยต่อหน้าสาธารณชนแล้ว
ความสับสนและความหวาดกลัวแปรเปลี่ยนเป็นความโกลาหล โปรดิวเซอร์รีบโทรแจ้งตำรวจและเรียกรถพยาบาล ส่วนช่างกล้องที่ตกใจคนหนึ่งกลับคว้ากล้องขึ้นมาและเริ่มบันทึกภาพทุกอย่างด้วยความตื่นตระหนก ภาพที่เขาบันทึกได้คือซากของ “ราชินีผู้ไม่เคยแก่” ที่กำลังดิ้นรนอยู่บนพื้น
พิมพรรณรู้ว่าการถูกเปิดโปงนี้คือความพ่ายแพ้ที่แท้จริง มันทำลายวิญญาณแห่งความทะเยอทะยานของเธอ ว่านนางพญาที่ซ่อนอยู่ในตัวเธอตอบสนองต่อความอับอายขายหน้าอย่างรุนแรง ความงามคือชีวิตของเธอ และเมื่อความงามถูกทำลาย ชีวิตของเธอก็เริ่มดับลง
พิมพรรณใช้พละกำลังสุดท้ายที่เธอมี พุ่งเข้าหานิตย์อย่างบ้าคลั่ง นิตย์รู้ว่าเธอไม่มีทางสู้ได้อีกแล้ว แต่เธอยืนหยัดอยู่ตรงนั้นเพื่อเผชิญหน้ากับความจริง พิมพรรณจับคอนิตย์ไว้แน่น เล็บที่ยาวและดำข่วนเข้าที่ผิวหนังของนิตย์อย่างแรง
“แกทำลายฉัน! แกทำลายทุกสิ่ง!” พิมพรรณกัดฟันพูดด้วยเสียงที่แหบแห้ง เสียงที่เต็มไปด้วยเมตตาหายไปหมดสิ้นแล้ว “ฉันจะดูดเลือดแกให้หมด! ฉันจะสวยขึ้นมาอีกครั้ง!”
ในวินาทีนั้น นิตย์มองเข้าไปในดวงตาที่มืดมัวของพิมพรรณ เธอไม่ได้เห็นความชั่วร้ายเพียงอย่างเดียว แต่เธอเห็น ความกลัวที่แท้จริง ความกลัวความแก่ชรา ความกลัวการถูกลืม และความกลัวที่จะสูญเสียทุกอย่างที่เธอสร้างขึ้น นิตย์พูดด้วยเสียงที่มั่นคงและชัดเจน
“น้องชายของฉันก็เคยสวยงาม… ก่อนที่ความเห็นแก่ตัวของคุณจะฆ่าเขา” คำพูดนั้นเจาะลึกเข้าไปในจิตสำนึกสุดท้ายของพิมพรรณ
ทันใดนั้น ร่างกายของพิมพรรณก็ชะงัก การดิ้นรนหยุดลง พลังชีวิตที่พุ่งพล่านเริ่มลดลงอย่างรวดเร็ว เพราะถูกทำลายโดยยาแก้และความอับอายที่รุนแรง พิมพรรณปล่อยมือนิตย์ออกและล้มลงกับพื้น เธอไม่ได้ตายทันที แต่เธออยู่ในสภาพที่น่าสยดสยองและไม่มีพลัง
ตำรวจและทีมแพทย์บุกเข้ามาในห้องอย่างรวดเร็ว พวกเขาจับกุมพิมพรรณในสภาพที่น่ากลัวนั้นไป พวกเขาเห็นนิตย์ยืนอยู่ข้าง ๆ ร่างของหญิงชราที่ถูกเปิดโปง ใบหน้าของนิตย์เปื้อนไปด้วยเลือดและน้ำตา แต่มันเป็นน้ำตาแห่งชัยชนะและความยุติธรรม
สื่อมวลชนที่อยู่รอบนอกสตูดิโอต่างถ่ายทอดสดภาพเหตุการณ์ความโกลาหลนี้ออกไปทั่วประเทศ ภาพของพิมพรรณ “ราชินีผู้ไม่เคยแก่” ในสภาพที่แท้จริงได้แพร่กระจายไปทั่วโลกโซเชียล มีเดีย ผู้คนต่างพูดถึงความบ้าคลั่ง ความหลงผิด และคำสาปที่ตามมาหลอกหลอน
นิตย์ถูกนำตัวไปยังโรงพยาบาลเพื่อรักษาบาดแผล เธอไม่ได้บาดเจ็บทางร่างกายมากนัก แต่บาดแผลทางจิตใจนั้นลึกซึ้งกว่า เธอยืนอยู่หน้ากระจกเงา เห็นรอยข่วนบนลำคอและไหล่ของเธอ นั่นคือเครื่องหมายสุดท้ายของพิมพรรณ นิตย์ตัดสินใจแล้วว่าเธอจะไม่กลับไปเป็นเหยื่ออีกต่อไป
ในขณะที่นิตย์ฟื้นตัวอยู่ที่โรงพยาบาล เธอได้รับข่าวร้ายอีกครั้ง: สาริศถูกฆ่าตายแล้ว ไม่มีใครรู้ว่าใครเป็นคนทำ แต่ตำรวจสันนิษฐานว่าเป็นการฆ่าตัวตายหลังจากเหตุการณ์วุ่นวาย นิตย์รู้ดีกว่านั้น พิมพรรณมีพันธมิตร หรือไม่ก็ ว่านนางพญา ยังคงมีอำนาจบางอย่างที่ยังไม่ถูกทำลายอย่างสิ้นเชิง สาริศเคยกล่าวไว้ว่า “ความกลัวเท่านั้นที่ทำลายมันได้”
นิตย์มองดูข่าวที่ออกอากาศทางโทรทัศน์ ภาพของพิมพรรณในสภาพที่น่าเกลียดน่ากลัวถูกนำมาออกอากาศซ้ำแล้วซ้ำอีก ทุกคนต่างวิจารณ์และประณามเธอ พิมพรรณได้สูญเสียทุกสิ่งที่เธอรัก นั่นคือความรุ่งโรจน์และความงาม
นิตย์รู้ว่านี่ไม่ใช่จุดจบที่สมบูรณ์แบบ แต่มันเป็นความยุติธรรมที่รุนแรงและรวดเร็วสำหรับเธอและน้องชายของเธอ
นิตย์ตื่นขึ้นมาในห้องพยาบาลของโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง แสงแดดยามเช้าสาดส่องเข้ามาทางหน้าต่างอย่างอ่อนโยน แต่ความอ่อนโยนนั้นไม่สามารถทะลุทะลวงความมืดมิดในใจเธอได้ ร่างกายของเธอบาดเจ็บเพียงเล็กน้อย แต่จิตใจของเธอแตกสลายอย่างไม่อาจแก้ไขได้ พนักงานสอบสวนมาสอบปากคำเธอ พวกเขาฟังเรื่องราวเกี่ยวกับว่านวิเศษ เลือดบริสุทธิ์ และความอมตะด้วยความสงสัยอย่างที่สุด
“คุณนิตย์ครับ เราเข้าใจว่าคุณคงจะเครียดมาก” สารวัตรพูดด้วยน้ำเสียงปลอบโยน แต่ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความไม่เชื่อ “พยานทุกคนเห็นว่าพิมพรรณก่อเหตุร้ายแรง แต่เรื่องราวเกี่ยวกับสมุนไพรนั้น… เราจะสรุปว่าเป็นอาการประสาทหลอนอย่างรุนแรงที่เกิดจากการเสพติดความงามของเธอ และคุณเป็นเหยื่อของการทำร้ายร่างกายเท่านั้น”
นิตย์รู้ว่าเธอไม่สามารถอธิบายความจริงที่น่ากลัวกว่านั้นได้ เธอพยักหน้าและยอมรับการวินิจฉัยของพวกเขา พิมพรรณไม่ได้ถูกจับกุมในข้อหาฆาตกรรมทางจิตวิญญาณ แต่เธอถูกจับกุมในข้อหาทำร้ายร่างกายผู้อื่นและสร้างความหวาดกลัวในที่สาธารณะในสภาพที่ควบคุมตัวเองไม่ได้ และที่สำคัญที่สุด พิมพรรณถูกส่งไปยังสถาบันจิตเวช ท่ามกลางเสียงสาปแช่งและภาพความอับอายขายหน้าจากคนทั้งประเทศ
นิตย์ได้รับอนุญาตให้ออกจากโรงพยาบาลได้ เธอเดินออกจากอาคารด้วยความรู้สึกว่างเปล่า เธอไม่ได้รู้สึกถึงชัยชนะที่สมบูรณ์ เธอรู้สึกเพียงความว่างเปล่าของการสูญเสีย เธอคว้ากระเป๋าสตางค์ที่เหลืออยู่และมุ่งหน้าไปยังห้องดับจิตของโรงพยาบาลอื่น ที่ซึ่งร่างของน้องชายของเธอนอนสงบอยู่
เมื่อนิตย์ยืนอยู่ต่อหน้าโลงศพที่ปิดสนิท เธอไม่สามารถร้องไห้ออกมาได้อีกแล้ว น้ำตาของเธอแห้งเหือดไปหมดสิ้นแล้วด้วยความแค้นและความเหนื่อยล้า เธอวางมือบนโลงศพที่เย็นเฉียบ พึมพำคำขอโทษที่ไม่สามารถรักษาสัญญาที่ให้ไว้กับน้องชายได้ การตายของน้องชายเป็น ความสูญเสียที่ไม่อาจย้อนคืน และเป็นราคาที่โหดร้ายที่สุดที่เธอต้องจ่ายเพื่อเปิดโปงความจริง
ในขณะที่เธอกำลังจะเดินจากไป พยาบาลคนหนึ่งเดินเข้ามาพร้อมกับเสื้อผ้าเก่าของน้องชายเธอที่เก็บไว้ในถุงพลาสติก นิตย์หยิบเสื้อเชิ้ตของน้องชายขึ้นมาแนบกับใบหน้า กลิ่นหอมจาง ๆ ของผงซักฟอกและกลิ่นเฉพาะตัวของน้องชายทำให้เธอน้ำตาไหลออกมาอีกครั้ง ความรู้สึกผิดเข้ากัดกินเธอ ถ้าเธอไม่หลงระเริงกับคำหวานของพิมพรรณ ถ้าเธอไม่โลภในเงินที่พิมพรรณมอบให้เพื่อแลกกับการถูกควบคุม… น้องชายของเธอคงจะรอด
แต่แล้วนิตย์ก็ตระหนักได้ว่า การโทษตัวเองไม่ได้ช่วยอะไร การที่พิมพรรณถูกเปิดโปงนั้นเป็นเพียง การแก้แค้นทางกายภาพ เท่านั้น แต่ วิญญาณแห่งความโลภ ของว่านนางพญายังคงอยู่
คืนนั้น นิตย์กลับมาที่อพาร์ตเมนต์เล็ก ๆ เก่า ๆ ของเธอ เธอพยายามที่จะใช้ชีวิตอย่างคนปกติ แต่ภาพของพิมพรรณในร่างซากศพที่มีชีวิต เสียงกรีดร้องที่เหมือนสัตว์ร้าย และกลิ่นคาวเลือดเก่า ๆ ยังคงตามหลอกหลอนเธอ นิตย์เริ่มนอนไม่หลับ เธอเห็นเงาของพิมพรรณในกระจก เห็นเถาวัลย์สีม่วงพันรอบขาของเธอเองเมื่อเธอพยายามหลับตา
ว่านนางพญาไม่ได้จากไปไหน มันได้ฝังรากอยู่ในความทรงจำและความกลัวของนิตย์แล้ว สาริศพูดถูก การทำลายร่างกายของพิมพรรณไม่ได้ทำลาย ‘ว่าน’ ว่านนั้นคือ ความโลภ ที่ไม่มีวันตาย มันเพียงแต่เปลี่ยน ‘ภาชนะ’
นิตย์เปิดดูโทรศัพท์เก่าของเธออีกครั้ง เธอพบข้อความที่สาริศส่งมาให้ก่อนที่เขาจะถูกฆ่าตาย ข้อความนั้นสั้น ๆ แต่เต็มไปด้วยความหมาย “พิมพรรณถูกสาป ไม่ใช่ว่าน… ตัวแก่นของมันยังอยู่ที่ ‘จุดเริ่มต้น’ – กลับไปที่นั่นซะ”
“จุดเริ่มต้น” นิตย์รู้ทันทีว่าสาริศหมายถึงที่ไหน คฤหาสน์เก่าแก่ของพิมพรรณ ถึงแม้จะถูกไฟไหม้และตำรวจได้ปิดพื้นที่ไปแล้ว แต่นั่นคือสถานที่ที่ทุกอย่างเริ่มต้น ที่ที่พิมพรรณแลกชีวิตของตัวเองกับความอมตะปลอม ๆ และที่ที่พิมพรรณเก็บ “ความลับ” สุดท้ายไว้
นิตย์ต้องเผชิญหน้ากับความจริงอีกครั้ง เธอต้องกลับไปยังนรกที่เธอเคยหนีออกมา เธอต้องการค้นหา “แก่น” ของว่านนางพญาที่สาริศพูดถึง เพื่อทำลายมันให้สิ้นซาก การแก้แค้นของเธอจะไม่สมบูรณ์จนกว่าเธอจะแน่ใจว่าพิมพรรณจะไม่สามารถกลับมาทำร้ายใครได้อีก หรือว่านนั้นจะไม่สามารถหาเจ้าของคนใหม่ได้
นิตย์กลับไปที่คฤหาสน์ของพิมพรรณในยามค่ำคืน มันถูกปิดตายด้วยแถบเทปตำรวจสีเหลือง แต่ไฟที่เคยลุกโชนได้ดับลงแล้ว ทิ้งไว้เพียงกลิ่นควันและซากปรักหักพัง นิตย์คลานผ่านช่องว่างใต้รั้วเข้าไป ความมืดมิดในคฤหาสน์นั้นหนาทึบและเยือกเย็นกว่าเดิมหลายเท่า
เธอเดินตรงไปยังห้องปีกตะวันออกที่ไฟไหม้ เถ้าถ่านและซากปรักหักพังกระจัดกระจายไปทั่ว แต่ใจกลางห้องที่เคยเป็นแท่นบูชาของว่านนางพญา มีบางสิ่งที่ยังคงอยู่ มันคือกล่องไม้แกะสลักเก่าแก่ขนาดเล็กที่ถูกซ่อนอยู่ใต้ฐานของแท่นบูชา กล่องนั้นไม่ได้รับความเสียหายจากไฟเลย
นิตย์เปิดกล่องนั้นอย่างระมัดระวัง ภายในกล่องมีเพียงสิ่งเดียว: จดหมายเก่า ๆ ที่เขียนด้วยลายมือของพิมพรรณเอง แต่ไม่ใช่ลายมือของราชินีผู้โด่งดัง แต่เป็นลายมือของหญิงสาวที่อ่อนเยาว์และไร้เดียงสา
นิตย์อ่านจดหมายนั้น: “ถึงคนรักของฉัน… ฉันตัดสินใจแล้ว ฉันจะทำข้อตกลงกับสาริศเพื่อ ‘อยู่’ ตลอดไป ฉันกลัวการแก่ชรา ฉันกลัวการถูกลืม ฉันจะแลก ‘ความรู้สึกผิด’ ทั้งหมดของฉันกับความงามที่ไม่มีวันตาย ฉันยอมรับที่จะเป็นภาชนะของว่านนางพญาเพื่อที่จะได้อยู่ในใจทุกคนตลอดไป… ฉันยอมรับที่จะ ‘กิน’ คนอื่นเพื่อความฝันของตัวเอง”
จดหมายนี้คือ การสารภาพ คือ ต้นกำเนิดของความโลภ และเป็นหลักฐานที่ชัดเจนว่าพิมพรรณเลือกทางนี้ด้วยความเต็มใจ ไม่ใช่เพราะถูกบังคับ นิตย์รู้แล้วว่าแก่นแท้ของว่านนางพญาไม่ใช่สมุนไพร แต่คือ ความทะเยอทะยานที่บริสุทธิ์ของมนุษย์ที่กลายเป็นปีศาจ
นิตย์กำจดหมายนั้นไว้แน่น เธอรู้แล้วว่าสิ่งที่ต้องทำลายไม่ใช่พิมพรรณ แต่เป็น ความกลัวการถูกลืม ที่พิมพรรณเป็นตัวแทนอยู่ เธอต้องทำลาย ‘ตำนาน’ ของพิมพรรณให้สิ้นซาก เพื่อให้ไม่มีใครเดินตามรอยความโลภนี้อีกต่อไป
การผจญภัยครั้งสุดท้ายของนิตย์กำลังจะเริ่มต้นขึ้น การทำลาย ‘ตำนาน’ คือการทำลาย ‘ว่านนางพญา’ ที่แท้จริง
นิตย์ออกจากคฤหาสน์ของพิมพรรณพร้อมกับกล่องไม้แกะสลักและจดหมายเก่า ๆ ที่เต็มไปด้วยความลับของอดีตราชินี จดหมายนั้นไม่ใช่เพียงแค่การสารภาพผิด แต่เป็น แก่นแท้ของความทะเยอทะยานที่เน่าเฟะ ของพิมพรรณ เป็นลายลักษณ์อักษรที่บันทึกการตัดสินใจที่จะแลกความเป็นมนุษย์กับความโลภ การค้นพบนี้ทำให้นิตย์เข้าใจอย่างถ่องแท้ว่า การทำลายพิมพรรณทางร่างกายและเกียรติยศนั้นยังไม่เพียงพอ ตราบใดที่โลกยังคงจดจำ “ราชินีผู้ไม่เคยแก่” ว่าเป็นตำนาน ว่านนางพญาก็ยังคงมีอำนาจอยู่
นิตย์ไม่ได้นำหลักฐานไปให้ตำรวจ ตำรวจจะเห็นจดหมายนี้เป็นเพียงหลักฐานทางจิตเวชเท่านั้น เธอต้องใช้วิธีที่เจาะลึกเข้าไปในจิตใจของผู้คน เพื่อทำลายรากเหง้าของความเชื่อที่ผิด ๆ นี้
นิตย์กลับไปที่ห้องสมุดมหาวิทยาลัย เธอใช้เวลาหลายวันในการค้นคว้าเกี่ยวกับตำนานพื้นบ้านของ ‘ว่านนางพญา’ ที่สาริศเคยกล่าวถึง เธอพบข้อมูลโบราณที่เขียนไว้ว่า: “ว่านนั้นไม่ตายด้วยไฟหรือคมดาบ แต่มันจะเหือดแห้งเมื่อถูกแสงสว่างและความจริงเปิดเผย มันจะสูญสิ้นพลังเมื่อเจ้าของเดิมถูกลืมเลือนอย่างสมบูรณ์”
นั่นคือคำตอบ: การลืมเลือนคือความตายที่แท้จริงของว่านและพิมพรรณ
นิตย์ตัดสินใจแล้ว เธอจะใช้ความสามารถเดียวที่เธอมี นั่นคือ การสื่อสารผ่านเรื่องราว เธอใช้ความรู้ด้านการผลิตสื่อที่เธอเคยเรียนรู้ ทำการรวบรวมข้อมูลทั้งหมดที่เธอมี: บันทึกของพิมพรรณ ภาพถ่ายของเหยื่อคนก่อน ๆ คำสารภาพของพิมพรรณในจดหมาย และที่สำคัญที่สุด เรื่องราวของน้องชายเธอ
นิตย์เริ่มสร้างสารคดีขนาดสั้นอย่างลับ ๆ โดยใช้ชื่อว่า “เงาของนางพญา” เธอไม่ได้ทำเพื่อแก้แค้นส่วนตัวเท่านั้น แต่เพื่อเป็นอนุสรณ์แก่น้องชายของเธอและเหยื่อทุกคนที่ถูกความโลภของพิมพรรณกลืนกิน เธอต้องการให้เรื่องราวของพิมพรรณถูกจดจำในฐานะ ‘บทเรียน’ ไม่ใช่ ‘ตำนาน’
เธอทำงานในสตูดิโอเล็ก ๆ แห่งหนึ่งที่เพื่อนสนิทของเธอช่วยเหลืออย่างลับ ๆ นิตย์ไม่ได้ใช้ใบหน้าของเธอในการนำเสนอ แต่ใช้ เสียงและมุมมองของผู้รอดชีวิตที่แท้จริง เธอเล่าเรื่องราวความทะเยอทะยานที่บริสุทธิ์ของพิมพรรณในวัยเยาว์ การกลัวความชราภาพอย่างรุนแรง และการตัดสินใจอันน่าสยดสยองที่จะทำข้อตกลงกับปีศาจ สารคดีนี้ไม่ได้เพียงแค่กล่าวโทษ แต่พยายามที่จะทำความเข้าใจ รากเหง้าของความกลัว ที่ทำให้พิมพรรณกลายเป็นปีศาจ
ในช่วงเวลานี้ นิตย์เริ่มเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัด เธอไม่ได้อ่อนแอหรือสิ้นหวังอีกต่อไปแล้ว ใบหน้าของเธอเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นและพลังงานที่บริสุทธิ์ การหายไปของน้องชายและความรอดชีวิตจากความตายทำให้เธอมีความกล้าหาญที่เหนือกว่าเดิม เธอได้เรียนรู้ที่จะควบคุมความกลัวของตัวเองและเปลี่ยนมันให้เป็น พลังแห่งการเปิดโปง
ขณะที่สารคดีกำลังจะเสร็จสิ้น นิตย์ได้รับข้อมูลลับจากอดีตผู้จัดการส่วนตัวของพิมพรรณที่บาดเจ็บ (คนที่พิมพรรณใช้เศษแก้วบาดหน้า) ผู้จัดการคนนี้ถูกตำรวจสอบปากคำอย่างหนัก แต่เขาเล่าเรื่องราวของพิมพรรณอย่างไม่สอดคล้องกัน เพราะพิมพรรณเคยขู่ไว้
ผู้จัดการส่วนตัวเปิดเผยถึง “ทรัพย์สินสุดท้าย” ของพิมพรรณ: ตู้เซฟลับ ที่ถูกฝังไว้ในห้องเก็บของในคฤหาสน์ของพิมพรรณ ตู้เซฟนั้นบรรจุ “วิดีโอเทปสุดท้าย” ที่พิมพรรณบันทึกไว้เมื่อหลายปีก่อน นั่นคือ หลักฐานสุดท้ายของความบ้าคลั่งและความเป็นมนุษย์ที่ถูกฝังไว้
นิตย์รู้ว่าเธอต้องเสี่ยงอีกครั้งเพื่อเข้าถึงตู้เซฟลับนี้ วิดีโอเทปนั้นอาจมีภาพที่น่ากลัว หรืออาจเป็นเพียงการบันทึกความโอหังของพิมพรรณ แต่ถ้ามันเป็น “ความจริง” ที่พิมพรรณพยายามซ่อนไว้ มันจะเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังที่สุดในการทำลาย ‘ตำนาน’ ของเธอ
นิตย์กลับไปยังคฤหาสน์อีกครั้งในคืนที่ฝนตกหนัก คราวนี้เธอไม่ได้มาในฐานะเหยื่อ แต่มาในฐานะ ผู้พิพากษา เธอค้นหาห้องเก็บของตามที่ผู้จัดการส่วนตัวบอกอย่างระมัดระวัง เธอพบตู้เซฟขนาดเล็กที่ซ่อนอยู่ใต้แผ่นกระเบื้องที่หลวม นิตย์ใช้เครื่องมือเล็ก ๆ ที่เธอเตรียมมาเพื่อเปิดมันอย่างรวดเร็ว
ภายในตู้เซฟมีวิดีโอเทปเก่า ๆ ม้วนหนึ่ง และ แหวนแต่งงานเก่า ๆ วงหนึ่งที่ถูกทิ้งไว้ นิตย์หยิบวิดีโอเทปนั้นออกมา หัวใจของเธอเต้นรัวด้วยความคาดหวัง
นิตย์กลับไปที่สตูดิโอ เธอเปิดดูวิดีโอเทปนั้นพร้อมกับเพื่อนสนิทของเธอ ภาพที่ปรากฏคือพิมพรรณในวัย 30 ปี ร้องไห้อย่างหนักต่อหน้ากล้อง ใบหน้าของเธอดูสวยงาม แต่เต็มไปด้วยความเศร้าโศก
พิมพรรณในวิดีโอพูดด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ: “ฉันรู้ว่าฉันกำลังจะทำอะไร… ฉันกำลังจะแลกวิญญาณของฉันกับความงามและชื่อเสียงที่ไม่มีวันจบสิ้น แต่ฉันกลัวความเหงา… ฉันกลัวการถูกลืมมากกว่าความตาย… ฉันทำร้ายตัวเอง… ไม่ใช่ใครอื่น”
วิดีโอนี้จบลงด้วยภาพพิมพรรณที่สวมแหวนแต่งงานนั้นแล้วถอดออกอย่างช้า ๆ วางลงข้าง ๆ แหวนนั้นคือจดหมาย: “ฉันหวังว่าสักวันหนึ่งใครบางคนจะทำลายฉัน… ทำลายความโลภนี้… ก่อนที่มันจะกลืนกินทุกคนที่ฉันรัก”
นั่นคือ Twist สุดท้าย พิมพรรณไม่ได้เป็นแค่ปีศาจ เธอเป็น เหยื่อ ของความกลัวและความโลภของตัวเอง และเธอปรารถนาที่จะถูกทำลาย วิดีโอนี้เผยให้เห็น ความเป็นมนุษย์ที่แท้จริง ที่อยู่ภายใต้หน้ากากของนางพญา
นิตย์รู้สึกถึงความเห็นใจเล็ก ๆ น้อย ๆ ต่อพิมพรรณ แต่ความเห็นใจนั้นไม่ได้ทำลายความตั้งใจที่จะทำลาย ‘ว่าน’ ของเธอ เธอรู้แล้วว่าการทำลาย ‘ว่าน’ คือการ มอบความสงบสุข ให้แก่พิมพรรณที่ถูกขังอยู่ในร่างของปีศาจด้วยความกลัว
นิตย์นำวิดีโอเทปนั้นมารวมเข้ากับสารคดีของเธอ และตัดสินใจที่จะปล่อยมันออกสู่สาธารณชน พรุ่งนี้
เช้าวันรุ่งขึ้น นิตย์และเพื่อนสนิทของเธอกดปุ่มเผยแพร่สารคดี “เงาของนางพญา” บนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่ง ไม่มีพิธีรีตอง ไม่มีการแถลงข่าว มีเพียงความจริงอันเปลือยเปล่าที่ถูกส่งตรงถึงสาธารณชน
ในช่วงแรก สารคดีถูกมองว่าเป็นเพียง “ทฤษฎีสมคบคิด” หรือ “การปั้นน้ำเป็นตัว” เพื่อสร้างกระแส แต่เมื่อภาพวิดีโอเทปสุดท้ายของพิมพรรณปรากฏขึ้น ความสงสัยก็แปรเปลี่ยนเป็นความเชื่ออย่างรวดเร็ว ภาพของพิมพรรณในวัย 30 ที่ยอมรับการทำข้อตกลงกับปีศาจด้วยความกลัวนั้นสร้างความสะเทือนใจอย่างลึกซึ้ง มันเผยให้เห็นความเปราะบางของมนุษย์ที่อยู่ภายใต้หน้ากากของเทพธิดา
สารคดีของนิตย์ไม่ได้เพียงแค่เล่าเรื่องคำสาป แต่ยังแสดงภาพถ่ายของเหยื่อคนก่อน ๆ รวมถึงเรื่องราวของน้องชายเธออย่างละเอียด โดยอ้างอิงจากบันทึกส่วนตัวของพิมพรรณ นิตย์บรรยายด้วยน้ำเสียงที่สงบและเต็มไปด้วยความยุติธรรม: “พิมพรรณไม่ได้เป็นแค่สัตว์ประหลาด แต่เธอเป็นเหยื่อรายแรกของความกลัวของตัวเอง… และความกลัวนั้นคือ ‘ว่านนางพญา’ ที่แท้จริง มันจะถูกทำลายได้ก็ต่อเมื่อเราหยุดบูชาความงามที่แลกมาด้วยเลือด”
ปฏิกิริยาของสาธารณชนเป็นไปอย่างบ้าคลั่ง สารคดีนี้กลายเป็น ไวรัล ในเวลาไม่กี่ชั่วโมง ผู้คนไม่ได้แค่พูดถึงความสยดสยองของการกระทำของพิมพรรณ แต่พวกเขาเริ่มพูดถึง มาตรฐานความงามที่ไม่สมเหตุสมผล ที่สังคมยัดเยียดให้คนมีชื่อเสียง ซึ่งเป็นรากเหง้าของความกลัวที่ผลักดันให้พิมพรรณทำข้อตกลงกับปีศาจ
ตำนานของพิมพรรณ “ราชินีผู้ไม่เคยแก่” เริ่มสลายลง มันถูกแทนที่ด้วยภาพของ “ผู้ป่วยจิตเวชที่น่าสงสาร” ที่ถูกจองจำด้วยความกลัวของตัวเอง ชื่อเสียงของเธอถูกทำลายอย่างสิ้นเชิง แต่ในทางกลับกัน วิญญาณแห่งว่านนางพญา ที่ต้องการการบูชาและการจดจำก็ถูกทำลายลงพร้อมกัน
ขณะเดียวกัน ที่สถาบันจิตเวช พิมพรรณถูกแยกตัวจากโลกภายนอก เธอถูกเฝ้าดูอย่างใกล้ชิดในสภาพที่แก่ชราและเต็มไปด้วยความบ้าคลั่ง ในช่วงหลายวันที่ผ่านมา เธอไม่ตอบสนองต่อสิ่งเร้าใด ๆ เลยนอกจากนั่งจ้องมองไปยังผนังห้องด้วยดวงตาที่ว่างเปล่า ร่างกายของเธออ่อนแอลงเรื่อย ๆ
แต่ในวันที่สารคดีของนิตย์ถูกเผยแพร่ พิมพรรณก็มีปฏิกิริยาที่รุนแรง เธอเริ่มกรีดร้องอย่างบ้าคลั่งในห้องขังของเธอ พิมพรรณดิ้นรนอย่างรุนแรงจนเจ้าหน้าที่ต้องมาควบคุมตัว เธอพยายามพูดบางอย่าง แต่เสียงของเธอแหบแห้งจนแทบไม่ได้ยิน
พยาบาลผู้ดูแลได้ยินคำพูดสุดท้ายที่ออกมาจากริมฝีปากที่แห้งผากของเธอ คำพูดนั้นซ้ำ ๆ ว่า: “อย่าลืมฉัน… อย่าลืมความงามของฉัน…”
มันคือเสียงกรีดร้องสุดท้ายของ ว่านนางพญา เมื่อมันรู้ว่าการถูกเปิดโปงและความอับอายขายหน้าต่อหน้าสาธารณชนได้ทำลาย แหล่งพลังงานแห่งความโลภ ของมันอย่างถาวรแล้ว การลืมเลือนคือสิ่งที่พิมพรรณกลัวที่สุด และนิตย์ได้มอบความตายที่แท้จริงนี้ให้แก่เธอ
พิมพรรณทรุดตัวลงบนพื้นอย่างสงบ การดิ้นรนทั้งหมดหยุดลง ร่างกายของเธอกลับสู่สภาพที่แก่ชราอย่างสมบูรณ์ ผิวหนังของเธอยังคงเหี่ยวย่นและน่าเกลียดน่ากลัว แต่ดวงตาของเธอในตอนนี้กลับดู สงบ อย่างน่าประหลาด ราวกับว่าวิญญาณของเธอหลุดพ้นจากคำสาปแห่งความโลภที่กักขังเธอมานานหลายสิบปี
พิมพรรณ เสียชีวิต ในสถาบันจิตเวช ในขณะที่สารคดีของนิตย์กำลังเผยแพร่ไปทั่วโลก และไม่มีใครพูดถึงความงามของเธออีกต่อไปแล้ว มีเพียงเรื่องราวของความกลัวและความโลภที่ครอบงำมนุษย์เท่านั้น
นิตย์ได้รับข่าวการตายของพิมพรรณในขณะที่เธอกำลังให้สัมภาษณ์พิเศษเกี่ยวกับสารคดีของเธอ นิตย์เงียบไปชั่วขณะ เธอไม่ได้รู้สึกยินดี แต่รู้สึกถึง ความยุติธรรมที่สมบูรณ์
การตายของพิมพรรณไม่ใช่จุดจบของเรื่องราวสำหรับนิตย์ แต่เป็น การเริ่มต้นใหม่ เธอใช้เงินก้อนสุดท้ายที่มีจัดพิธีศพเรียบง่ายให้น้องชายของเธอ และบริจาครายได้ทั้งหมดจากการเผยแพร่สารคดีให้กับองค์กรการกุศลที่ต่อสู้กับมาตรฐานความงามที่ไม่สมเหตุสมผล
นิตย์ตัดสินใจที่จะไม่เรียนต่อในสาขาการผลิตสื่อ แต่เลือกที่จะไปทำงานเป็นนักเคลื่อนไหวทางสังคมแทน เธอไม่ได้แสวงหาชื่อเสียง เธอแสวงหา ความหมาย การต่อสู้ของเธอทำให้นิตย์เข้าใจว่า ความงามที่แท้จริง ไม่ได้อยู่บนใบหน้าหรือในความอมตะ แต่มันอยู่ใน ความเมตตา และ ความกล้าหาญ ที่จะเผชิญหน้ากับความจริง
สี่ปีผ่านไปนับตั้งแต่เหตุการณ์ที่สั่นสะเทือนวงการบันเทิงและวงการจิตวิญญาณของไทย นิตย์ไม่ได้เป็นนักศึกษาฝึกงานที่ไร้เดียงสาอีกต่อไป เธอเป็นนักเคลื่อนไหวทางสังคมที่ได้รับการยอมรับและมีพลัง เธอสวมเสื้อผ้าเรียบง่าย แต่มองดูสง่างามด้วยความมั่นใจที่มาจากการต่อสู้กับความจริงอันน่าสยดสยอง
นิตย์ทำงานในองค์กรที่ไม่แสวงหาผลกำไรที่เธอร่วมก่อตั้ง ชื่อว่า “เมล็ดพันธุ์แห่งความจริง” องค์กรนี้ต่อสู้กับการกดดันเรื่องรูปลักษณ์และส่งเสริมการยอมรับตัวเองอย่างแท้จริง เรื่องราวของพิมพรรณถูกนำมาเป็นกรณีศึกษาในทุกการบรรยายของนิตย์: ตำนานของราชินีผู้ไม่เคยแก่ได้ถูกทำลายลงอย่างสมบูรณ์
นิตย์ยืนอยู่บนเวทีบรรยายต่อหน้ากลุ่มนักศึกษามหาวิทยาลัย เธอไม่ได้พูดถึงเรื่องผีสางนางไม้ แต่พูดถึง “ว่านนางพญาในตัวเราทุกคน”
“พิมพรรณไม่ได้ตายเพราะไฟหรือยาแก้” นิตย์พูดด้วยเสียงที่หนักแน่นและชัดเจน “เธอตายเพราะความกลัวที่จะถูกลืมเลือน เธอตายเพราะความโลภที่เติบโตขึ้นเรื่อย ๆ ในใจเธอเอง ว่านนางพญาไม่ได้เป็นแค่สมุนไพร แต่มันคือ ภาพสะท้อนของสังคม ที่บอกให้เรากลัวการแก่ชรา กลัวความไม่สมบูรณ์แบบ มันเป็นปรสิตทางจิตวิญญาณที่ดูดซับความสุขและพลังชีวิตของเราไปทีละน้อยจนกว่าเราจะไม่เหลือความเป็นตัวเอง”
เมื่อจบการบรรยาย นิตย์ได้รับการปรบมือยาวนานและจริงใจ เธอไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองเป็นฮีโร่ แต่เธอรู้สึกถึง ความสงบ ที่มาจากการทำให้น้องชายและเหยื่อทุกคนของพิมพรรณได้รับความยุติธรรมอย่างแท้จริง การแก้แค้นของเธอสำเร็จแล้ว เมื่อพิมพรรณถูกจดจำในฐานะบทเรียนที่น่าสยดสยอง ไม่ใช่ความใฝ่ฝันที่สวยงาม
วันหนึ่ง นิตย์กลับไปที่ร้านขายของเก่าในเยาวราชที่เคยเป็นร้านของสาริศ ร้านนั้นเปลี่ยนเจ้าของไปแล้ว แต่เธอก็ยังคงเดินผ่านไปเพื่อรำลึกถึงจุดพลิกผันในชีวิต ที่นั่นเอง เธอได้พบกับชายชราคนหนึ่งที่นั่งขายเครื่องรางของขลังอยู่ข้างถนน เขามีใบหน้าที่คุ้นเคยอย่างน่าประหลาดใจ
“คุณเป็น… คุณสาริศเหรอคะ” นิตย์ถามอย่างไม่แน่ใจ
ชายชราเงยหน้าขึ้น ดวงตาของเขาดูเหนื่อยล้าและเต็มไปด้วยความรู้แจ้ง “สาริศตายไปแล้วในวันนั้น… แต่ฉันคือ ผู้ดูแล ของสมุนไพรโบราณ” ชายชราคนนี้คือพ่อของสาริศที่กลับมาดูแลธุรกิจของครอบครัว
ชายชราเล่าให้นิตย์ฟังว่า พิมพรรณพยายามฆ่าสาริศจริง ๆ ในคืนนั้น เพราะสาริศเริ่มขู่ว่าจะเปิดโปงเธอ แต่ว่านนางพญาที่ถูกทำลายได้ทำร้ายพิมพรรณก่อน ทำให้เธอมีเวลาเพียงพอที่จะทำร้ายสาริศได้เท่านั้น สาริศใช้พลังสุดท้ายของเขาส่งข้อความลับให้นิตย์ และยอมรับความตายอย่างสงบเพราะเขาไม่สามารถควบคุมความโลภของพิมพรรณได้อีกต่อไป
“แก่นของว่านนั้นไม่ได้อยู่ในสมุนไพรอีกต่อไปแล้ว” ชายชราพูดเบา ๆ “มันอยู่ใน ตำนาน ที่ผู้คนสร้างขึ้นมาเอง เมื่อแกทำลายตำนานนั้นได้สำเร็จ อำนาจของว่านก็สิ้นสุดลงแล้ว แกทำสิ่งที่ลูกชายฉันทำไม่ได้”
นิตย์พยักหน้า เธอหยิบแหวนแต่งงานเก่า ๆ ที่เคยอยู่ในตู้เซฟของพิมพรรณออกมา “แหวนวงนี้… คือสิ่งที่พิมพรรณทิ้งไว้ก่อนที่จะทำข้อตกลงกับว่าน”
ชายชรายิ้มอย่างเศร้าสร้อย “ความรักที่แท้จริงคือยาแก้ที่ทรงพลังที่สุด แต่พิมพรรณเลือกที่จะโยนมันทิ้งไป… เพื่อแลกกับความกลัวที่ไม่มีวันจบสิ้น”
นิตย์เดินจากมาพร้อมกับความรู้สึกที่ได้รับการปลดปล่อยอย่างแท้จริง เธอไม่ได้แบกรับคำสาปอีกต่อไปแล้ว เธอเรียนรู้ที่จะอยู่กับบาดแผลในจิตใจและเปลี่ยนมันให้เป็นแรงผลักดัน
ในฉากสุดท้าย นิตย์นั่งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา เธอมองดูความงามของเมืองที่เต็มไปด้วยชีวิตชีวาและความวุ่นวาย เธอถอดสร้อยคอดอกบัวที่พิมพรรณเคยมอบให้ และโยนมันลงไปในน้ำ สร้อยนั้นจมลงไปในความมืดมิดของแม่น้ำ พลังงานที่น่ากลัวที่เคยแฝงอยู่ในสร้อยคอได้สลายไปแล้ว
นิตย์หันกลับมามองตัวเองในกระจกเงาขนาดเล็กบนโทรศัพท์มือถือ รอยแผลเป็นเล็ก ๆ ที่คอของเธอยังคงอยู่ มันเป็นเครื่องเตือนใจถึงการต่อสู้ที่เธอผ่านมา แต่ตอนนี้มันไม่ได้ทำให้เธอรู้สึกหวาดกลัวอีกต่อไปแล้ว รอยแผลเป็นนี้คือสัญลักษณ์ของความอยู่รอด มันคือสิ่งที่ทำให้เธอยังคงเป็นมนุษย์
เธอเปิดดูรูปถ่ายเก่า ๆ ของน้องชายเธอ ใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มที่บริสุทธิ์ของเขาทำให้เธอรู้สึกถึงความรักที่แท้จริงที่ไม่มีวันตาย ความทรงจำของน้องชายเธอคือความอมตะที่แท้จริง ที่ไม่ต้องแลกมาด้วยเลือดใคร
นิตย์ปิดโทรศัพท์ และเดินหน้าต่อไปอย่างกล้าหาญ เธอรู้ว่าแม้วิญญาณของพิมพรรณและว่านนางพญาจะถูกทำลายไปแล้ว แต่ ความโลภ และ ความกลัวการแก่ชรา จะยังคงอยู่ตราบเท่าที่มนุษย์ยังคงมีลมหายใจ หน้าที่ของเธอในฐานะผู้รอดชีวิตคือการส่งต่อ เมล็ดพันธุ์แห่งความจริง เพื่อให้ผู้คนตระหนักว่า ความงามที่แท้จริงและชีวิตที่ยืนยาวไม่ได้วัดด้วยรูปลักษณ์ภายนอก แต่ด้วยความเมตตา ความกล้าหาญ และความรักที่มอบให้แก่ผู้อื่น