Kẻ Ăn Thịt Chính Mình: Bí Mật Hóa Học của Phi Pop

ปรสิตเคมี: สารพิษในรอยยิ้มปอบ

ผมชื่อธนา ผมเป็นหมอ ผมมาถึงหมู่บ้านหนองไทรในวันที่อากาศร้อนที่สุดของปี ฝุ่นดินลูกรังสีแดงเกาะติดเสื้อเชิ้ตสีขาวของผมจนเหนียวเหนอะหนะ

ที่นี่ไม่ใช่กรุงเทพ ที่นี่คือขอบโลก คือที่ที่ผมถูกส่งมา… หรือถูกเนรเทศมา หลังจากความผิดพลาดครั้งนั้น สถานีอนามัยหลังเก่าซอมซ่อตั้งอยูท้ายหมู่บ้าน กลิ่นอับชื้นของไม้เก่ากับกลิ่นฝุ่นตลบอบอวล มันไม่ใช่กลิ่นของความสะอาด ไม่ใช่กลิ่นของโรงพยาบาล แต่มันคือกลิ่นของความสิ้นหวัง

ผมจัดของเข้าที่ พยายามทำความคุ้นเคยกับเสียงจิ้งจกที่ดังกว่าเสียงรถ ชาวบ้านมองผมด้วยสายตาแปลกๆ สายตาของคนที่ไม่ไว้ใจคนนอก โดยเฉพาะคนนอกที่มาจากเมืองหลวง

คืนแรกในหนองไทรเริ่มต้นขึ้น ที่นี่มืดเร็ว ความมืดที่นี่มันไม่เหมือนในเมือง มันเป็นความมืดที่… มีชีวิต เสียงแมลงกลางคืนดังหึ่งๆ แต่แล้วผมก็ได้ยินเสียงอื่น

ตอนแรก มันเหมือนเสียงคนร้องไห้ ไม่… มันเหมือนเสียงคนพยายามกรี๊ด แต่ถูกอะไรอุดปากไว้ เสียงอู้อี้ที่ฟังดูทรมาน ผมลุกขึ้นยืน ชะโงกหน้าต่างออกไปมอง ไม่มีอะไร มีแค่ความมืดใต้ต้นโพธิ์ใหญ่หน้าสถานีอนามัย

แล้ว… เสียงนั่นก็ดังขึ้น เสียงที่ทำให้ผมขนลุกซู่ไปทั้งตัว เสียง… เคี้ยว มันไม่ใช่เสียงเคี้ยวอาหารแห้งๆ มันเป็นเสียงเคี้ยวแบบ… แฉะๆ เสียงฉีกเนื้อและบดกระดูกอ่อน ดังเป็นจังหวะ… ชัดเจน อยู่ใกล้ๆ นี้เอง ใกล้มาก

ผมบอกตัวเองว่ามันคือหมา หมาในกำลังกินซากสัตว์ หรืออาจจะเป็นควาย… ไม่… ควายไม่กินเนื้อ ผมพยายามหาเหตุผลทางวิทยาศาสตร์มารองรับ แต่สมองส่วนที่เป็นหมอของผมมันรู้… เสียงแบบนั้น คือเสียงของการฉีกกระชากสิ่งมีชีวิต

ผมแทบไม่ได้นอน เช้าวันต่อมา ผมเล่าเรื่องนี้ให้ป้าคนหนึ่งที่มาขอรับยาแก้ไอฟัง “เมื่อคืนมีหมาแถวนี้เหรอครับป้า เสียงมันดังมาก” ป้าแกเบิกตากว้าง มือที่กำลังรับซองยาถึงกับสั่น แกมองซ้ายมองขวา ก่อนจะกระซิบเสียงสั่น “ไม่ใช่หมาหรอกหมอ… ปอบ” ผมเลิกคิ้ว “ปอบ?” “ปอบมันออกหากิน… มันหิว” ผมหัวเราะแห้งๆ “ป้าครับ ผมเป็นหมอ ผมไม่เชื่อเรื่องพวกนั้นหรอก” ป้าแกรีบรับยาแล้วเดินจ้ำอ้าวออกไป ทิ้งท้ายไว้ว่า “อยู่ที่นี่… หมอจะได้เชื่อเอง”

ผมส่ายหัว ไสยศาสตร์ ความงมงาย นี่คือสิ่งที่ทำให้คนไม่ยอมไปหาหมอ ผมมาที่นี่เพื่อรักษาคนด้วยวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่มานั่งฟังเรื่องผีสาง

บ่ายวันนั้น ทุกอย่างก็เปลี่ยนไป

ชาวบ้านกลุ่มหนึ่งหามร่างเด็กผู้หญิงคนหนึ่งเข้ามา เธอชื่อมาลี อายุราวๆ ยี่สิบปี เธอนอนขดตัวอยู่บนแคร่ไม้ไผ่ ซีดเผือดเหมือนไม่มีเลือด เหงื่อแตกพลั่ก แต่สิ่งที่แปลกที่สุด… คือท้องของเธอ มันป่อง ป่องเหมือนคนท้องแก่ใกล้คลอด แต่เธอไม่ได้ท้อง

“ช่วยด้วยหมอ… ช่วยมาลีด้วย” ผมรีบเข้าไปตรวจ สัญญาณชีพเธอเต้นมั่วไปหมด ผมกดลงไปที่ท้องของเธอ มันแข็งเหมือนหิน “เจ็บไหม” ผมถาม เธอไม่ตอบว่าเจ็บ เธอส่ายหน้าช้าๆ ดวงตาเบิกกว้าง สิ้นหวัง แล้วเธอก็กระซิบออกมา… คำเดียวที่ผมไม่ได้คาดคิด “หิว…”

ผมขมวดคิ้ว “หิวเหรอ?” “หิว… หมอ… หิวเหลือเกิน” เธอกระซิบเสียงแหบโหย น้ำลายเหนียวๆ ไหลยืดออกมาจากมุมปาก “กินอะไรเข้าไปล่าสุด” “ไม่ได้กินอะไรเลยหมอ… มันกินไม่ลง แต่มันหิว” แม่ของเธอร้องไห้ ท้องป่องแต่หิว? นี่มันผิดหลักการแพทย์ อาหารเป็นพิษเฉียบพลัน? ลำไส้อุดตัน? หรือ… ไส้ติ่งแตก? อาการมันไม่ตรงกันสักอย่าง

ผมตัดสินใจว่านี่คือภาวะอาหารเป็นพิษที่รุนแรง อาจจะติดเชื้ออะไรสักอย่าง ผมเตรียมเข็มฉีดยา ยาฆ่าเชื้อ… และยากล่อมประสาทอ่อนๆ เธอต้องพักผ่อน

ขณะที่ผมกำลังจะฉีดยา ประตูสถานีอนามัยก็เปิดออก ผู้หญิงแก่คนหนึ่งเดินเข้ามา ผมจำเธอได้… ยายบุญ คนที่แก่ที่สุดในหมู่บ้าน คนที่ดูแลศาลเจ้าที่ทุกคนเคารพ

ยายบุญไม่ได้มองผม ในมือเธอถือบาตรทองเหลืองใบเล็ก ข้างในมีน้ำขุ่นๆ กับใบไม้อะไรสักอย่าง เธอเดินตรงไปที่เตียงของมาลี แล้วเริ่มพึมพำ… สวดอะไรบางอย่างที่ผมฟังไม่ออก เธอกำลังจะเอาน้ำนั่นป้อนใส่ปากมาลี

“หยุด!” ผมตะโกน “ยายทำอะไรน่ะ! นี่สถานีอนามัยนะ” ยายบุญหันมามองผม ดวงตาของเธอลึกโบ๋… เหมือนมองทะลุตัวผมไป “กูมาไล่ผี” “เธอป่วย” ผมเถียง “เธอต้องการยา ไม่ใช่ไสยศาสตร์”

ยายบุญหัวเราะในลำคอ เสียงหัวเราะแห้งๆ เหมือนใบไม้เสียดสีกัน เธอยกนิ้วสั่นๆ ชี้มาที่เข็มฉีดยาในมือผม “ยานั่น… รักษความหิวของปิศาจไม่ได้หรอก” “ปิศาจอะไรยาย เธอก็แค่ปวดท้อง อาหารเป็นพิษ” “มันคือความหิวจากนรก” ยายบุญสวนกลับ “มันคือปอบ”

คำว่า “ปอบ” ถูกพูดขึ้นอีกครั้ง ครั้งนี้ มันไม่ได้ฟังดูน่าขำเหมือนเมื่อเช้า บรรยากาศในห้องมันหนักอึ้ง มาลีเริ่มตัวสั่นแรงขึ้น เธอไม่ได้สั่นเพราะเจ็บปวด เธอสั่น… แล้วเธอก็ครางออกมาอีกครั้ง “หิว… หิว… เอามาอีก… หิว…”

“ออกไป!” ผมตวาดใส่ยายบุญ “ออกไปให้พ้น ผมคือหมอที่นี่” ผมต้องควบคุมสถานการณ์ ยายบุญจ้องหน้าผมนิ่ง “ปอบมันเลือกแล้ว” เธอกระซิบ “แล้ววิทยาศาสตร์ของมึง… มีแต่จะป้อนอาหารให้มัน” ว่าจบเธอก็หันหลังเดินออกไป ทิ้งกลิ่นธูปจางๆ ไว้ข้างหลัง

ผมพยายามสงบสติอารมณ์ ผมหันกลับไปหามาลี ผมต้องฉีดยา ผมต้องใช้เหตุผล

ผมปักเข็มลงไป ยาค่อยๆ เดินเข้าสู่ร่างกายเธอ มาลีหยุดสั่น เธอดูสงบลง เปลือกตาเธอค่อยๆ ปิด การหายใจเริ่มคงที่

ผมถอนหายใจอย่างโล่งอก เห็นไหม… วิทยาศาสตร์กำลังทำงาน เหตุผลกำลังชนะ ไม่มีผีปอบอะไรทั้งนั้น ก็แค่ภาวะขาดน้ำกับติดเชื้อแบคทีเรีย

ผมบอกให้แม่เธอกลับไปพักผ่อนก่อน คืนนี้ผมจะเฝ้าดูอาการมาลีเอง ผมต้องพิสูจน์ให้เห็น ว่าสิ่งที่หมู่บ้านนี้ต้องการคือหมอ ไม่ใช่หมอผี

ผมนั่งลงที่โต๊ะทำงานเล็กๆ ในห้องข้างๆ เปิดไฟสลัวๆ ผมเริ่มเขียนรายงานคนไข้ “ชื่อ: มาลี. อายุ: 20 ปี” “วินิจฉัย: สงสัยภาวะอาหารเป็นพิษเฉียบพลัน หรือการติดเชื้อในช่องท้อง” “การรักษา: ให้ยาฆ่าเชื้อและสารน้ำทางหลอดเลือดดำ”

สถานีอนามัยเงียบสงัด เสียงเคี้ยวแฉะๆ นั่นหายไปแล้ว มีแค่เสียงปากกาของผมที่ขูดกับกระดาษ เสียงจิ้งจกทักเป็นระยะ มาลีกำลังหลับ หมู่บ้านอยู่ข้างนอก ความงมงายอยู่ข้างนอก ในนี้… มีแค่เหตุผล มีแค่ผมกับคนไข้

ผมคิดผิด ผมคิดผิด… ผิดมหันต์


ผมนั่งเฝ้ามาลีอยู่เกือบสามชั่วโมง เธอหลับ หลับสนิท อาการตัวเกร็งหายไป ท้องที่เคยป่องเหมือนหินก็เริ่มนิ่มลง ผมนึกในใจ… เห็นไหม มันก็แค่การติดเชื้อ ยายบุญกับเรื่องผีปอบนั่น… ไร้สาระ ผมเริ่มรู้สึกง่วง บางทีผมควรจะไปงีบสักพักที่ห้องพักด้านหลัง ผมลุกขึ้น เดินไปตรวจเธอเป็นครั้งสุดท้าย ชีพจรคงที่ หายใจสม่ำเสมอ

ผมตัดสินใจล็อคประตูห้องพักผู้ป่วยจากด้านนอก ไม่ใช่เพื่อขังเธอ แต่เพื่อป้องกัน… ป้องกันชาวบ้านที่อาจจะคลั่งขึ้นมา หรือป้องกันยายบุญ… ที่อาจจะย่องกลับมาทำพิธีอะไรแผลงๆ ผมเดินเข้าห้องพักของผม ล้มตัวลงนอนบนเตียงแข็งๆ หลับตาลง… ภาพความผิดพลาดที่กรุงเทพแวบเข้ามาในหัว คนไข้ที่เสียชีวิตเพราะผมวินิจฉัยผิด ผมสะบัดหัวไล่ความคิดนั้น ที่นี่… ผมจะไม่พลาด ที่นี่… ผมจะพิสูจน์คุณค่าของผม

ผมสะดุ้งตื่นเพราะเสียงเอะอะโวยวาย ไม่ใช่เสียงเคี้ยว… แต่เป็นเสียงคน เสียงคนจำนวนมาก… ตะโกนด้วยความโกรธ “มันอยู่นั่น!” “ฆ่ามัน!” “ปอบ! ปอบมันหนีไปแล้ว!”

ผมถีบประตูห้องพักออกไป วิ่งตรงไปที่ห้องผู้ป่วย ประตู… ประตูที่ผมล็อคไว้ มันเปิดอ้าออก ลูกบิดถูกบิดจนพัง… จากด้านใน บ้าเอ๊ย… พละกำลังมาจากไหน เตียงว่างเปล่า สายน้ำเกลือถูกกระชากขาด มาลี… หายไปแล้ว

ผมวิ่งตามเสียงชาวบ้านออกไป แสงจันทร์สลัวๆ ส่องให้เห็นกลุ่มคนถือคบไฟมุ่งไปทางหลังหมู่บ้าน ตรงลานดินว่างเปล่า… ใกล้ๆ กับคอกควาย ผมนึกถึงเสียงเคี้ยวที่ได้ยินเมื่อคืน… ไม่… อย่าคิด ผมวิ่งสุดฝีเท้า ฝุ่นดินคลุ้งเข้าจมูก

เมื่อผมไปถึง ภาพที่เห็นทำให้ผมแทบอาเจียน ชาวบ้านยืนล้อมเป็นวงกว้าง ไม่มีใครกล้าเข้าไปใกล้ ตรงกลางวง… คือมาลี เธอนั่งคุกเข่าอยู่บนพื้น เนื้อตัวมอมแมม แต่สิ่งที่เธอกำลังทำ… เธอกำลัง… กิน เธอกำลังใช้มือทั้งสองข้าง โกย… โกยดิน ดินแข็งๆ สีแดงฉาน เธอยัดมันเข้าปาก… เคี้ยว เคี้ยวเสียงดังกร้วมๆ… ผสมกับเสียงครางอย่างมีความสุข “หิว… อร่อย… หิว…”

“นั่นไง! พวกมึงเห็นยัง!” เสียงของไอ้หนุ่มคนหนึ่งตะโกนขึ้น มันชื่อสร ไอ้หนุ่มหัวโจกที่ดูท่าทางไม่เป็นมิตรตั้งแต่แรก “มันคือปอบ! กูบอกแล้ว! มันกำลังกินดิน! มันกำลังหาไส้เดือน!” ชาวบ้านคนอื่นๆ เริ่มฮือฮา “ฆ่ามัน… ก่อนที่มันจะมากินไส้ลูกหลานเรา” “เผามันเลย!” สรหยิบพลั่วที่วางอยู่แถวนั้นขึ้นมา มันง้างขึ้นสูง… เตรียมจะฟาดลงไปที่หัวของมาลี

“หยุดนะโว้ย!” ผมตะโกนสุดเสียง ผมวิ่งฝ่าวงล้อมเข้าไป ยืนขวางระหว่างสรกับมาลี “พวกมึงจะฆ่าคนเหรอ!” “นี่มันไม่ใช่คน! มันคือผี!” สรตวาดกลับ “เธอป่วย!” ผมตะโกน “เห็นไหม เธอยังกินดินอยู่เลย นี่มันอาการป่วยทางจิต” “ป่วย?” “ใช่… มันเรียกว่า ‘พีก้า’ (Pica) อาการอยากกินของแปลกๆ ที่ไม่ใช่อาหาร… ดิน… ผม… หรือแม้แต่แก้ว… มันเกิดจากสมอง… หรือร่างกายขาดแร่ธาตุรุนแรง” ผมพยายามอธิบายด้วยเหตุผลทางวิทยาศาสตร์ที่เร็วที่สุดเท่าที่จะนึกออก ผมต้องหยุดความบ้าคลั่งนี้ “หลีกไปไอ้หมอ! มึงมันคนนอก! มึงไม่รู้อะไร” “ผมรู้ว่าเธอยังเป็นคน! และผมจะไม่ยอมให้พวกคุณฆ่าคนไข้ของผม” ผมจ้องตาสรเขม็ง ความกลัวจากเมื่อคืน… ความกลัวจากกรุงเทพ… มันหายไป เหลือแต่ความโกรธ ความโกรธต่อความงมงาย

สรลดพลั่วลง มันอาจจะกลัวผม… หรืออาจจะแค่สับสน ชาวบ้านเริ่มลังเล “แล้วจะเอายังไง… ปล่อยมันไว้แบบนี้เหรอ” “ผมจะรักษเธอเอง” ผมประกาศกร้าว “ผมจะพากลับไปที่สถานีอนามัย”

ผมหันไปหามาลี เธอหยุดกินดินแล้ว เธอนั่งนิ่ง… แล้วค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมองผม ดวงตาเธอ… มันไม่ใช่ดวงตาของมาลีคนเดิม มันว่างเปล่า… เย็นชา มีแค่สัญชาตญาณดิบ เธอจ้องผม… แล้วเธอก็ยิ้ม ยิ้มทั้งๆ ที่ปากยังเปื้อนดินโคลนสีแดง

ผมกลืนน้ำลาย ผมค่อยๆ เข้าไปประคองเธอ เธอไม่ขัดขืน เธอลุกขึ้นตามผมอย่างว่าง่าย เหมือนเด็ก… เด็กที่เพิ่งอิ่ม ผมพาเธอเดินกลับสถานีอนามัย ท่ามกลางสายตาเกลียดชังและหวาดกลัวของชาวบ้าน

ผมพาเธอกลับมาที่เตียง คราวนี้… ผมไม่มีทางเลือก ผมต้องมัดเธอ เพื่อความปลอดภัยของเธอเอง… ผมใช้ผ้าพันแผลเส้นหนา มัดข้อมือและข้อเท้าเธอไว้กับขอบเตียง เธอยอมให้มัด… แต่โดยดี เธอนอนมองเพดาน… พึมพำเพลงอะไรสักอย่างที่ฟังไม่รู้เรื่อง ผมรู้สึกสังเวช นี่ไม่ใช่ผี… นี่คือโศกนาฏกรรม

ผมต้องหาคำตอบ ผมตรวจดูร่างกายเธออีกครั้งอย่างละเอียด ใต้แสงไฟนีออนที่กระพริบ ผมต้องหาสาเหตุ ผมสังเกตเห็นบางอย่าง… ที่ข้อมือขวาของเธอ ตรงจุดที่ผมมัดผ้าไว้ มีรอยช้ำ… ไม่… มันไม่ใช่รอยช้ำธรรมดา มันเป็นรอยจ้ำสีเขียวคล้ำ รูปทรงประหลาด… เหมือน… เหมือนรอยสัก รอยสักที่จางมากๆ เหมือนรูปดาว… หรือดอกไม้อะไรสักอย่าง มันเพิ่งเกิดขึ้นเหรอ? หรือผมมองไม่เห็นมันในตอนแรก

ผมพยายามเช็ดดินโคลนออกจากตัวเธอ ตอนที่ผมกำลังเช็ดแขนซ้ายของเธอ ผมก็ต้องผงะ แขนเธอ… ตรงต้นแขนด้านใน มีรอย… รอยกัด ไม่ใช่รอยสัตว์กัด มันเป็นรอยฟัน… ของมนุษย์ รอยฟันเล็กๆ ที่เรียงตัวกัน… กัดลึกลงไปในเนื้อ… จนเลือดซิบ เหมือนมีคนพยายามจะ… กินเธอ แต่ที่นี่มีแค่ผมกับเธอ ตอนที่เธอหนีไป… เธออยู่คนเดียว ผมมองรอยกัดนั่น… แล้วผมก็มองไปที่ฟันของเธอ… ที่ยังเปื้อนดิน ขนาดมัน… ขนาดมันดู… ไม่… เป็นไปไม่ได้ เป็นไปไม่ได้ที่เธอจะ… กัดแขนตัวเอง

ผมส่ายหัว ผมคงเหนื่อยไป ผมต้องพัก ผมฉีดยากล่อมประสาทให้เธออีกครั้ง ครั้งนี้… ผมเพิ่มโดส เธอต้องหลับ ผมต้องคิด ทุกอย่างต้องมีคำอธิบาย ต้องมี…


ผมล้มตัวลงนั่งบนเก้าอี้ข้างเตียง คืนนี้… ผมจะไม่ไปไหน ผมนั่งจ้องมาลีที่หลับอยู่ ยากล่อมประสาทคงออกฤทธิ์เต็มที่แล้ว ผมมองรอยกัดบนแขนเธอ… แล้วก็มองรอยสักประหลาดที่ข้อมือ มันคืออะไร ความป่วยไข้… หรือความบ้าคลั่ง หรือสิ่งที่ยายบุญพูด…

ไม่… ผมเป็นหมอ ผมต้องยึดมั่นในหลักการ ทุกอย่างมีคำอธิบาย อาการ “พีก้า” ทำให้เธอกินดิน ความสับสนทางจิตทำให้เธอทำร้ายตัวเอง ใช่… ต้องเป็นแบบนั้น เธอกัดแขนตัวเองเพราะเธอสับสน… เพราะเธอเจ็บปวด มันสมเหตุสมผล… มันต้องสมเหตุสมผล

ผมพยายามบอกตัวเองซ้ำๆ เหมือนสวดมนต์ วิทยาศาสตร์คือบทสวดของผม เหตุผลคือพระเจ้าของผม ผมจะไม่ยอมให้ความงมงายไร้สาระของหมู่บ้านนี้มาทำลายความเชื่อของผม ผมเผลอหลับไปในท่านั่ง ความเหนื่อยล้าสะสมจากหลายวันที่ผ่านมามันถาโถม ในความฝัน… ผมเห็นคนไข้ที่กรุงเทพ เขามองผม… ยิ้ม แล้วเขาก็กระซิบ… “หิว”

ผมสะดุ้งตื่น! ทั้งห้องมืดสนิท… ไฟนีออนดับไปตอนไหนไม่รู้ เหลือแค่แสงจันทร์สลัวๆ ที่ลอดผ่านหน้าต่างเข้ามา เงียบ… เงียบเกินไป เสียงจิ้งจก… เสียงแมลง… หายไปหมด เหมือนทุกชีวิตกำลังกลั้นหายใจ

แล้วผมก็ได้ยิน… เสียง… เสียงที่ผมจำได้แม่น เสียงเคี้ยว… เสียงเคี้ยวแฉะๆ… ฉ่ำๆ มันดังมาจากมุมห้อง ตรงเตียงของมาลี

หัวใจผมหล่นไปอยู่ที่ตาตุ่ม “มาลี?” ผมกระซิบเรียก ไม่มีเสียงตอบ มีแต่เสียง… เคี้ยว ที่ดังขึ้น… และ… และมีเสียงใหม่แทรกเข้ามา เสียงคราง… ไม่ใช่เสียงครางอย่างเจ็บปวด แต่เป็นเสียงคราง… อย่างพึงพอใจ เสียงครางในลำคอ… เหมือนคนที่ได้กินอาหารที่อร่อยที่สุดในชีวิต “อืมมม…”

ผมลุกขึ้นยืนช้าๆ ขาผมสั่น ผมไม่อยากเดินเข้าไปดู สัญชาตญาณทุกส่วนในร่างกายมันกรีดร้องให้ผมวิ่งหนี หนีออกไปจากห้องนี้ หนีออกไปจากหมู่บ้านบ้าๆ นี่

แต่ผมคือหมอ เธอคือคนไข้ ผมค่อยๆ ก้าวเท้า… พื้นไม้กระดานลั่นเอี๊ยด…

เสียงเคี้ยวหยุดกะทันหัน! ความเงียบโรยตัวลงมาอีกครั้ง หนักอึ้ง… น่าสะพรึงกลัว ผมกลั้นหายใจ… เดินไปที่เตียงของมาลี ผ้าพันแผลที่ผมมัดเธอไว้… มันขาด! ขาดกระจุยเหมือนกระดาษ เตียง… ว่างเปล่า

ผมหันขวับ มองไปรอบห้องที่มืดสลัว แล้วผมก็ได้กลิ่น… กลิ่นคาว กลิ่นคาวเลือด… ที่เข้มข้น เข้มข้นจนผมแทบสำลัก กลิ่นมันมาจากใต้เตียง… ไม่… มันมาจากมุมห้อง มุมที่มืดที่สุด

ผมค่อยๆ เดินไป แสงจันทร์ส่องไม่ถึงตรงนั้น ผมคลำหาสวิตช์ไฟฉายบนโต๊ะทำงาน นิ้วผมสั่นจนแทบจะหยิบมันไม่ขึ้น ผมกดเปิดไฟ ลำแสงสว่างวาบ… ส่องตรงไปยังมุมห้อง…

…และส่องไปยังร่างของมาลี

เธอนอนอยู่ที่พื้น ไม่ใช่… เธอนั่ง เธอนั่งพิงกำแพง ตาเธอเบิกกว้าง… จ้องมองผม เธอกำลัง… ยิ้ม ยิ้มกว้าง… กว้างจนสุดมุมปาก เลือด… เลือดไหลนองเต็มพื้น มันไหลออกมาจาก… ท้องของเธอ

เสื้อผู้ป่วยของเธอถูกฉีกออก หน้าท้องของเธอ… พระเจ้า… หน้าท้องของเธอ… มัน… มันเปิดอ้า มันถูกฉีกกระชาก ไม่ใช่จากข้างนอก บาดแผลมัน… มันบานออก… จากข้างใน เหมือนมีอะไรบางอย่าง… ระเบิดออกมาจากท้องของเธอ

ผมยืนตัวแข็งทื่อ ผมอ้าปากจะกรีดร้อง… แต่ไม่มีเสียงออกมา นี่มันเรื่องบ้าอะไร ใครทำ… ไม่มีใคร… ในห้องนี้มีแค่ผมกับเธอ ประตู… ผมล็อคจากข้างใน หน้าต่าง… ลูกกรงเหล็กยังอยู่ครบ

ผมมองไปที่มือของเธอ มือทั้งสองข้าง… ชุ่มโชกไปด้วยเลือด และ… เศษเนื้อ ผมค่อยๆ ย่อตัวลง ผมมองเข้าไปในช่องท้องที่เปิดกว้างของเธอ มัน… มันว่างเปล่า อวัยวะภายใน… บางส่วน… หายไป

ไม่… ไม่… ไม่…

ผมส่ายหน้า ผมกำลังจะเป็นบ้า ผมกำลังฝันร้าย

มาลี… เธอยังยิ้มให้ผม ผมมองไปที่ปากของเธอ ปากที่เปื้อนเลือด… และที่ซอกฟันของเธอ ซอกฟันที่ผมจำได้ว่ามันเปื้อนดิน… ตอนนี้… มันไม่ได้เปื้อนดินแล้ว

มันมี… เศษ… เศษเนื้อ… เศษเนื้อสีแดงสด… ติดอยู่

ผมจำเนื้อเยื่อได้ ผมเป็นหมอ ผมนั่งมองเศษเนื้อที่ติดอยู่ตรงฟันของเธอ… แล้วผมก็รู้… ว่ามันคือเศษเนื้ออะไร มันคือ… ตับ… และเศษชิ้นส่วนของ… ลำไส้เล็ก

ผมผงะหงายหลัง ล้มก้นกระแทกพื้น ผมคลานถอยหลัง… ถอยหลัง… จนหลังชิดกำแพงอีกฝั่ง ผมจ้องมองร่างของมาลี ที่ตายแล้ว… ด้วยรอยยิ้มที่พึงพอใจ และเศษซากอวัยวะภายในของเธอเอง… ที่ติดอยู่คาปากของเธอ เธอ… เธอกิน… เธอกินตัวเธอเอง… จากข้างใน


ผมไม่รู้ว่าตัวเองนั่งตัวสั่นอยู่ตรงนั้นนานเท่าไหร่ อาจจะห้านาที… หรืออาจจะหนึ่งชั่วโมง เวลาหยุดเดิน โลกทั้งใบของผม… โลกของวิทยาศาสตร์และเหตุผล มันแตกสลายลงตรงหน้า… บนกองเลือดและเศษเนื้อของมาลี

กลิ่นคาวเลือดมันติดอยู่ในจมูก มันเข้มข้นจนผมแทบหายใจไม่ออก เสียงกรีดร้อง… เสียงกรีดร้องดังมาจากข้างนอก ไม่ใช่เสียงผี… แต่เป็นเสียงคน เสียงแม่ของมาลี

“มาลี! ลูกแม่!” ประตูสถานีอนามัยถูกกระแทกเปิดออก แม่ของมาลีวิ่งนำเข้ามา… และเธอก็หยุดกึก… เธอยืนนิ่ง… จ้องมองภาพลูกสาวของเธอบนพื้น ดวงตาเธอเบิกกว้าง ไม่มีน้ำตา มีแต่ความว่างเปล่า แล้วเธอก็กรีดร้อง… เสียงกรีดร้องที่แหลมเล็ก… ไม่ใช่เสียงของมนุษย์ มันคือเสียงของสัตว์ที่ถูกกระชากลูกไปต่อหน้าต่อตา

ชาวบ้านทะลักตามเข้ามา นำโดยไอ้สร… ไอ้หนุ่มหัวโจกคนเดิม พวกมันถือคบไฟ… ถือจอบ… ถือเสียม เหมือนเตรียมพร้อมมาทำสงคราม

“นั่นไง! พวกมึงดู!” สรตะโกนชี้มาที่ผม “ไอ้หมอนรก! กูบอกแล้ว!” ชาวบ้านทุกคนมองตาม สายตาทุกคู่… ไม่ได้มองไปที่ศพ แต่มองมาที่ผม… ที่นั่งตัวสั่น… เปื้อนเลือด (ผมเพิ่งสังเกตเห็น… ตอนที่ผมล้ม… มือผมไปโดนกองเลือด… เลือดของมาลีเปื้อนกางเกงผม)

“มึงทำ!” สรตะคอก “มึงฆ่ามาลี!” “ไม่…” ผมพยายามพูด “ผมเปล่า… เธอ… เธอ…” ผมจะอธิบายยังไง ผมจะบอกพวกเขายังไง… ว่าเธอกินตัวเอง “มัน… มันไม่มีใคร…” “กูไม่เชื่อมึง!” สรเดินเข้ามาหาผม “เมื่อวานมึงยังปกป้องมันอยู่เลย!” “ใช่!” ชาวบ้านอีกคนตะโกนเสริม “มันต้องรู้เห็นเป็นใจกับผีปอบ!”

ทฤษฎีเริ่มก่อตัวขึ้นในกลุ่มชาวบ้าน ไม่ใช่ทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์ แต่เป็นตรรกะของความกลัว “มันล่อปอบมา!” “มันขังมาลีไว้… มันไม่ให้ยายบุญช่วย… ปอบมันเลยโกรธ!” “ใช่… มันโกรธที่ถูกขัง… มันเลยฆ่ามาลี!” “แล้วตอนนี้… ปอบมันก็เข้าสิงไอ้หมอแทนแล้ว!”

ข้อสรุปสุดท้ายนั่น… ทำให้ทุกคนถอยกรูด สรชี้พลั่วมาที่หน้าผม “มึงคือปอบตัวต่อไป!” “บ้าไปแล้วพวกมึง!” ผมตะโกนกลับ “ผมคือหมอ! ผมพยายามช่วยเธอ!” “ช่วยเหรอ!” สรหันไปชี้ที่ศพ “นี่เหรอที่มึงเรียกว่าช่วย! ไส้มันทะลักออกมาหมดแล้ว!” “เธอกินตัวเอง!” ผมตะโกนออกไปในที่สุด ผมตะโกนความจริงที่น่าสยดสยองที่สุดออกไป “เธอกินไส้ตัวเองจากข้างใน!”

เกิดความเงียบ… เงียบกริบ… ชาวบ้านมองหน้ากัน แล้วสร… มันก็หัวเราะ “ฮ่าๆๆๆ! มึงคิดว่าพวกกูโง่เหรอไอ้หมอ!” “คนบ้าที่ไหนจะกินไส้ตัวเอง!” “มึงนั่นแหละที่ควักไส้มันออกมา!” “มึงมันพวกวิปริต! พวกบูชายัญ!” “ฆ่ามัน!” “เผาสถานีอนามัย! เผาไอ้หมอผีนี่ไปด้วย!”

คบไฟถูกยกขึ้นสูง ชาวบ้านเริ่มบ้าคลั่ง ความกลัวเปลี่ยนเป็นความโกรธ ความโกรธกำลังมองหาที่ลง และผม… คือที่ลงนั่น

พวกเขากำลังจะฆ่าผม เหมือนที่พวกเขาพยายามจะฆ่ามาลีเมื่อคืน ผมถอยหลัง… จนหลังชิดกำแพง ไม่มีทางหนี ผมมองไปที่ศพมาลี ผมจะตาย… ผมจะตายเหมือนเธอ… ในห้องบ้าๆ นี่ ท่ามกลางคนบ้าพวกนี้

“หยุดเดี๋ยวนี้นะพวกมึง!” เสียง… เสียงแหบแห้ง… แต่ทรงอำนาจ เสียงของยายบุญ ชาวบ้านชะงัก คบไฟหยุดนิ่ง ทุกคนหันไปมอง ยายบุญยืนอยู่ที่ประตู เธอไม่ได้มองผม เธอไม่ได้มองชาวบ้าน เธอมอง… ไปที่ศพของมาลี

เธอก้าวเข้ามาในห้องช้าๆ ชาวบ้านแหวกทางให้เธอ เหมือนโมเสสแหวกทะเลแดง เธอยังคงถือบาตรทองเหลืองใบเดิม เธเดินมาหยุดอยู่เหนือร่างของมาลี เธอย่อตัวลง… ใช้นิ้วเหี่ยวๆ แตะไปที่ขอบแผลบนท้องของมาลี แตะ… แล้วยกนิ้วขึ้นมา มีเลือดติดอยู่ที่ปลายนิ้ว เธอยกนิ้วนั้นขึ้น… …ดม แล้วเธอก็หลับตาลง

“ยาย…” สรเรียกเสียงอ่อย “มัน…” “ปอบมันไปแล้ว” ยายบุญพูดขึ้น… เสียงเรียบเฉย “อะไรนะยาย?” “กูบอกว่า… ปอบมันไปแล้ว” ยายบุญลืมตาขึ้น ดวงตาเธอมองตรงไปที่สร “มันได้สิ่งที่มันต้องการแล้ว… มันอิ่มแล้ว… มันไปแล้ว” “แต่ไอ้หมอ…” “มันไม่ใช่หมอ” ยายบุญพูดแทรก “ไอ้หมอนี่… มันก็แค่คนโง่” เธอลุกขึ้นยืน “แต่… มันไม่ได้ฆ่ามาลี” “แล้วใครฆ่า!” “ความหิว”

คำตอบของยายบุญทำให้ทุกคนสับสน “ความหิว… ฆ่ามาลี” “ยายหมายความว่าไง” ผมถามขึ้น… นี่เป็นครั้งแรกที่ผมกล้าพูด ยายบุญหันมามองผม สายตาเธอยังคงเย็นชา… เหมือนอ่านใจผมออก “ปอบมันจากไปแล้ว… หมอ” เธอย้ำคำว่า “หมอ” เหมือนเยาะเย้ย “แต่มัน… ทิ้งบางอย่างไว้” “ทิ้งอะไรไว้” ยายบุญยิ้ม… เป็นรอยยิ้มที่น่ากลัวกว่ารอยยิ้มของมาลีก่อนตาย เธอกระซิบ… แต่เสียงดังก้องไปทั่วทั้งห้อง “มันทิ้ง… ความกระหายไว้”

ไม่มีใครเข้าใจ แต่ไม่มีใครกล้าถามต่อ “พามันไปวัด” ยายบุญชี้ไปที่ศพ “ไปสวด… อย่าให้มันลุกขึ้นมาอีก” แล้วเธอก็หันไปทางชาวบ้าน “ส่วนพวกมึง… กลับบ้านไป สวดมนต์… ล้างเท้าก่อนเข้าบ้าน คืนนี้… อย่าเพิ่งกินอะไรที่เป็นของสดของคาว” ชาวบ้านเริ่มลังเล “ไป!” ยายบุญตวาด ทุกคนสะดุ้ง… แล้วค่อยๆ ทยอยกันออกไป บ้างก็พยุงแม่ของมาลี บ้างก็ช่วยกันหามร่างไร้วิญญาณของเธอออกไป สรจ้องหน้าผมเขม็ง… เหมือนอยากจะฆ่าผม แต่สุดท้าย… มันก็ยอมถอย… เดินตามยายบุญออกไป

ไม่ถึงห้านาที ทั้งสถานีอนามัยก็กลับมาเงียบอีกครั้ง เหลือเพียงผม… กับกองเลือดสีดำคล้ำบนพื้น กับกลิ่นคาว… และคำพูดของยายบุญที่ยังก้องอยู่ในหู

“ปอบมันไปแล้ว… แต่มันทิ้งความกระหายไว้”

ความกระหาย… มันคืออะไร ผมมองไปที่คราบเลือดบนกางเกง ผมมองไปที่เศษเนื้อที่ยังติดอยู่ตามซอกพื้นไม้ วิทยาศาสตร์ของผมตายแล้ว โลกของผมพังทลาย ผมไม่รู้ว่าอะไรคือความจริงอีกต่อไป แต่ผมรู้… ผมรู้แค่ว่า… ผมต้องหาคำตอบ ผมไม่ได้กำลังสู้กับความงมงายอีกต่อไปแล้ว ผมกำลังสู้กับอะไรบางอย่าง… ที่มันจับต้องได้ อะไรบางอย่าง… ที่มันฆ่าคนได้

ผมต้องชันสูตร ผมต้องรู้ให้ได้ว่าเธอตายยังไง ผมต้องรู้… ว่าเธอกินตัวเองจริงๆ หรือไม่ แม้ว่าตำรวจจะไม่มา… แม้ว่าชาวบ้านจะกล่าวหา ผมต้องทำ ไม่ใช่ในฐานะหมอ แต่ในฐานะ… คนที่ต้องเอาชีวิตรอด


ผมรอจนเสียงสวดมนต์ที่วัดดังแว่วมา นั่นหมายความว่าชาวบ้านส่วนใหญ่อยู่ที่นั่น ผมล็อคประตูสถานีอนามัย คราวนี้… ล็อคจากข้างใน ไม่ใช่เพื่อกันคนไข้หนี… แต่เพื่อกันคนนอกเข้ามา

ผมกลับไปที่ห้องตรวจ กลิ่นคาวเลือดยังคลุ้ง ผมเปิดไฟทุกดวงที่มี แสงไฟนีออนสาดลงบนพื้น… ที่ตอนนี้ว่างเปล่า เหลือเพียงรอยเลือดสีน้ำตาลเข้ม ผมต้องการหลักฐาน ผมต้องการคำอธิบาย… ที่จับต้องได้ ผมต้องการศพ

ผมรู้ว่ามันเสี่ยง ขโมยศพ… ชันสูตรโดยไม่ได้รับอนุญาต นี่มันผิดกฎหมาย… ผิดจรรยาบรรณ แต่จรรยาบรรณอะไรจะเหลือ… ในเมื่อคนไข้ของผมเพิ่งกินตัวเองตาย ผมลอบไปที่วัด โชคดีที่ศาลาเก็บศพอยู่ด้านหลัง… ห่างจากที่พวกเขาสวดมนต์กัน ผมงัดหน้าต่างเข้าไป ร่างของมาลีนอนอยู่บนเสื่อ… มีผ้าขาวคลุมไว้ ผมขอโทษเธอในใจ “ฉันต้องรู้… มาลี… ฉันต้องรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับเธอ”

ผมแบกร่างเธอ… ไม่… ผมลากเธอ มันหนักกว่าที่คิด ผมลากเธอกลับมาที่สถานีอนามัย วางร่างเธอลงบนเตียงตรวจ… เตียงเดิมที่เธอนอน ผมหยิบเครื่องมือ มีดผ่าตัด… คีม… ถุงมือ มือผม… มันสั่น ไม่ใช่เพราะกลัวผี… แต่กลัว… ความจริง

ผมเริ่มการชันสูตร ผมต้องทำอย่างเงียบที่สุด ผมมองไปที่ช่องท้องที่เปิดกว้าง… ขอบแผล… มันเยิน… มันไม่ใช่รอยมีด มันคือรอย… ฉีก ผมตรวจสอบอย่างละเอียด ใช่… มันคือรอยฉีกขาด… จากแรงดึง… จากด้านใน เหมือนมีคนเอามือสอดเข้าไปในท้อง… แล้วฉีกมันออก

ผมกลั้นหายใจ ผมเริ่มสำรวจอวัยวะภายใน สิ่งที่ผมเห็น… ยืนยันความกลัวของผม กระเพาะอาหาร… ยังอยู่ แต่มัน… ว่างเปล่า ว่างสนิท… ทั้งๆ ที่เมื่อคืนเธอกินดินเข้าไป ดินพวกนั้นหายไปไหน ลำไส้เล็ก… หายไปส่วนหนึ่ง ตับ… หายไปครึ่งหนึ่ง เหมือนถูก… แทะ ถูกกัด…

รอยกัด… ผมมองไปที่รอยกัดบนขอบตับที่เหลือ มันเป็นรอยฟันซี่เล็กๆ ผมจำรอยนี้ได้ มันเหมือนรอยกัดบนแขนของเธอ… ไม่… ผมต้องแน่ใจ ผมเดินไปที่โต๊ะทำงาน… หยิบไฟฉาย… และแว่นขยาย ผมกลับมา… ส่องเข้าไปในปากของมาลี ผมเปิดปากที่แข็งทื่อของเธอออก ซอกฟัน… ที่ผมเห็นว่ามีเศษเนื้อติดอยู่ ผมใช้คีม… คีบมันออกมา เศษเนื้อเยื่อตับ… แล้วผมก็พิมพ์รอยฟันของเธอไว้บนดินน้ำมันที่ผมใช้ปั้นเล่นแก้เบื่อ

ผมเอารอยพิมพ์ฟัน… ไปเทียบ… กับรอยกัดบนตับ … … มันพอดีกัน มันคือรอยเดียวกัน เป๊ะ… ทุกซี่…

หัวใจผมหยุดเต้น วิทยาศาสตร์… วิทยาศาสตร์ของผม… เพิ่งจะพิสูจน์ ว่ามาลี… กัด… และกิน… อวัยวะภายในของตัวเอง เธอไม่ได้ใช้มือฉีกท้อง เธอ… กัดมัน… จากข้างใน เธอโค้งตัว… ก้มหัว… มุดเข้าไปในช่องท้องของตัวเอง เป็นไปได้ยังไง ร่างกายมนุษย์มันบิดงอได้ขนาดนั้นเลยเหรอ มันเป็นความบ้าคลั่งระดับไหน… หรือเป็นความหิวระดับไหน… ที่ทำให้คนทำแบบนี้ได้

ผมทรุดตัวลงนั่ง สมองผมขาวโพลน ไม่มีผี… ไม่มีปอบ… มีแค่บางอย่างที่เลวร้ายกว่า บางอย่างที่เปลี่ยนมนุษย์… ให้กลายเป็นสัตว์ประหลาดที่กินตัวเอง แล้ว… ดินที่เธอกินเข้าไปล่ะ… มันหายไปไหน ผมตรวจกระเพาะเธออีกครั้ง… ว่างเปล่า… หรือว่า… หรือว่าการกินดิน… มันเป็นแค่อาการเริ่มต้น มันเป็นแค่… “ออเดิร์ฟ” ก่อนที่ “อาหารจานหลัก”… จะถูกเสิร์ฟ

ผมกำลังจะเย็บศพเธอกลับ… ตอนที่ผมสังเกตเห็นมันอีกครั้ง รอยสักประหลาดที่ข้อมือ รอยจ้ำสีเขียวคล้ำ… ผมลองใช้มีดสะกิดมัน มันไม่ใช่รอยสัก มันคือ… ผิวหนังที่ตายแล้ว เหมือน… เหมือนรอยเข็มฉีดยา ที่… อักเสบ รอยเข็ม…

ยังไม่ทันที่ผมจะได้คิดอะไรต่อ เสียงทุบประตูก็ดังลั่น! ปัง! ปัง! ปัง! “หมอ! หมอ! เปิดประตู!” เสียงไอ้สร! ผมสะดุ้งสุดตัว ผมรีบเอาผ้าขาวคลุมศพมาลี “มีอะไร!” ผมตะโกนกลับ “เปิดดิวะ! เร็วเข้า!”

ผมรีบไปเปิดประตู สรยืนหอบแฮ่กๆ อยู่หน้าประตู สีหน้ามัน… ไม่ได้โกรธแค้น แต่มัน… หวาดกลัว ซีดเผือด… ยิ่งกว่ามาลีตอนที่ถูกหามมา “มีอะไร” “กู… กู…” มันพูดไม่ออก มันชี้ไปที่ท้องตัวเอง “กูหิว…” “อะไรนะ” “กูหิว! หมอ! กูหิวชิบหาย!” สรทรุดลงไปนั่งกองกับพื้น มันกุมท้อง “เมื่อเช้า… กูกินข้าวไปสิบจาน” มันพูดเสียงสั่น “สิบจาน… แต่แม่ง… ไม่อิ่ม” “มึงใจเย็นๆ” ผมพยายามปลอบ “มึงอาจจะแค่…” “กูไม่ได้แค่หิว!” มันตะคอก “กู… กูอยากกิน… กูอยากกินทุกอย่าง” สรเริ่มตัวสั่น เหงื่อแตกพลั่ก… เหมือนมาลีไม่มีผิด “กูเห็นไก่… กูก็อยากฉีกมันกินดิบๆ” “กูเห็นหมา… กูก็อยากกัดคอมัน” มันเงยหน้าขึ้นมองผม ดวงตาแดงก่ำ “เมื่อกี้… กูเดินผ่านลูกกู… ที่มันนอนหลับอยู่” มันเริ่มร้องไห้ “แขนมัน… หมอ… แขนมันดู… อวบ… น่ากิน”

ผมขนลุกซู่ “สร… มึง…” “กูเป็นเหี้ยอะไรวะหมอ!” มันทุบหน้าอกตัวเอง “กูคือปอบเหรอ… กูคือปอบใช่ไหม!” ไอ้คนที่คลั่งไสยศาสตร์ที่สุด… ไอ้คนที่กล่าวหาคนอื่นว่าเป็นปอบ… ตอนนี้… มันกำลังคิดว่าตัวเองเป็น “มึงไม่ใช่ปอบ” ผมพูด “มึงแค่… เครียด” “เครียดบ้าอะไร!” มันลุกขึ้นพรวด “กูหิว!” มันมองข้ามไหล่ผมไป… มองเข้าไปในห้องตรวจ มองไปที่… ร่างบนเตียง… ที่มีผ้าคลุม แล้วมันก็เริ่ม… ดมกลิ่น ฟุดฟิด… “กลิ่น… กลิ่นอะไรวะหมอ” มันมองผม… น้ำลายเริ่มไหลยืด “หอม… กลิ่น… เลือด… มึงซ่อนอะไรไว้”

มันกำลังจะผลักผม ผมรีบขวาง “ไม่มีอะไร! มึงกลับไปก่อนสร! ไปพักผ่อน!” “หลีกไป!” มันผลักผมกระเด็น มันวิ่งเข้าไปในห้อง มันกระชากผ้าคลุมออกจากร่างมาลี มันเห็นศพ… มันเห็นแผลที่ท้อง… มันยืนนิ่ง… ผมคิดว่ามันจะกลัว ผมคิดว่ามันจะอาเจียน แต่… มัน… มันยิ้ม ยิ้มแบบเดียวกับที่มาลียิ้ม “อาหาร…” มันกระซิบ แล้วมันก็โน้มตัวลงไป… อ้าปาก… เตรียมจะกัด…


“อย่านะโว้ย!” ผมตะโกน ผมพุ่งเข้าไป… ไม่ใช่ในฐานะหมอ… แต่ในฐานะ… อะไรก็ไม่รู้ ผมคว้าคอเสื้อมัน… กระชากมันออกมา ร่างไอ้สรเซถลา… แต่มันไม่ล้ม มันหันขวับมา ดวงตา… ดวงตาของมัน… แดงก่ำ ไม่ใช่แค่แดงเพราะอดนอน แต่มันแดง… เหมือนเส้นเลือดฝอยแตกทั้งลูกตา และแววตา… มันคือแววตาเดียวกับมาลี… ตอนที่เธอกินดิน ว่างเปล่า… มีแต่สัญชาตญาณ

“หอม…” มันคำรามในลำคอ “มึง… มึงเก็บไว้กินเองเหรอ” “มึงบ้าไปแล้วสร!” ผมตะโกn “นั่นมันศพ!” “ศพ… ก็คือเนื้อ” มันแยกเขี้ยว… น้ำลายเหนียวๆ ไหลยืด แล้วมันก็พุ่งเข้าใส่ผม ไม่… มันไม่ได้พุ่งมาต่อย มันพุ่งมา… …กัด! มันอ้าปากกว้าง… พยายามจะกัดคอผม

ผมยกแขนขึ้นกัน ฟันของมัน… งับเข้าที่แขนท่อนล่างของผมเต็มแรง “อ๊ากกก!” ผมร้องลั่น ความเจ็บปวดแล่นแปล๊บ ผมรู้สึกได้ถึงฟันของมันที่ครูดกับกระดูก ผมใช้เข่ากระทุ้งท้องมัน มันผงะ… แต่ไม่ยอมปล่อย มันกัด… แล้วพยายาม “ฉีก” เหมือนหมาพิทบูลที่กำลังขย้ำเหยื่อ เลือด… เลือดของผม… ไหลอาบแขน

“ปล่อยกู!” ผมรวบรวมแรงทั้งหมด… เหวี่ยงมันกระแทกกับตู้เหล็กใส่ยา เสียงดังโครม! ไอ้สรล้มลงไปกอง แต่มือมัน… ยังกอบกำอะไรบางอย่าง มันกอบกำ… ดิน ดินจากพื้นสถานีอนามัย… ที่เปื้อนเลือดของมาลี มันยกมือขึ้น… ยัดดินเปื้อนเลือดนั่นเข้าปาก เคี้ยว… เสียงดังกร้วมๆ… “อร่อย… ” มันคราง… “ยังไม่อิ่ม… กูยังไม่อิ่ม…”

ผมมองแขนตัวเอง รอยกัด… ลึก… เหวอะหวะ เลือดทะลักไม่หยุด แต่ความเจ็บปวด… มันเทียบไม่ได้กับความกลัว ผมมองไอ้สร… ที่นั่งกินดินเปื้อนเลือด ผมมองศพมาลี… ที่นอนยิ้มอยู่บนเตียง แล้วผมก็มอง… มองมืออีกข้างของผม มือที่ไม่ได้โดนกัด… นิ้วของผม… ผมเห็นเส้นเลือดที่เต้นตุบๆ อยู่ใต้ผิวหนัง … ผมกลืนน้ำลาย จู่ๆ… ในปากผม… มันก็แห้งผาก และท้อง… ท้องผม… มันก็เริ่ม… ร้อง ไม่ใช่… ไม่ใช่…

“มึงก็หิวใช่ไหม” ไอ้สรพูดขึ้น… ทั้งที่ปากยังเปื้อนดิน มันยิ้ม… ยิ้มแบบเดียวกับมาลี “กูได้กลิ่น… กลิ่นของมึง” “กลิ่นอะไร” ผมกระซิบ… ถอยหลังไปทีละก้าว “กลิ่น… ความกลัว” มันหัวเราะ “ความกลัว… หอมหวาน” “แล้วก็กลิ่น… ความล้มเหลว”

คำพูดนั้น… เหมือนค้อนทุบหน้าอกผม ความล้มเหลว… ภาพที่กรุงเทพ… คนไข้ที่ตาย… ไอ้สรมันรู้ได้ยังไง “กูเห็นในตาของมึง” มันพูดต่อ “มึงมันพวกเดียวกัน… มึงก็ ‘หิว’ เหมือนกู” “ไม่! กูไม่เหมือนมึง!” ผมตะโกน “หึ… ปากแข็ง” มันค่อยๆ ลุกขึ้นยืน “เดี๋ยวมึงก็ได้กิน… มึงจะได้กินความล้มเหลวของมึงเอง”

มันกำลังจะพุ่งเข้ามาอีกครั้ง ผมไม่มีทางสู้ ผมมองไปรอบตัว… มีดผ่าตัด! มันยังอยู่บนถาด… ข้างศพมาลี ผมจะฆ่ามันเหรอ? ผมจะฆ่าคนไข้… อีกแล้วเหรอ? ไม่… ผมวิ่งไปที่ประตู ผมเปิดประตูออก… “ออกไป!” ผมตะโกน “ออกไปจากที่นี่!” “กูไม่ออก!” มันคำราม “อาหารอยู่ที่นี่!” “งั้นมึงก็อยู่ไปคนเดียว!”

ผมวิ่งสวนมันออกไป… แล้วผมก็ดึงประตู… ล็อค! ผมล็อคไอ้สร… ไว้ข้างใน… กับศพของมาลี

เสียงทุบประตูดังลั่น! ปัง! ปัง! ปัง! เสียงคำราม… เสียงกรีดร้อง… เสียง… ของตกแตก แล้วก็เสียง… เสียงเคี้ยว… เสียงเคี้ยวแฉะๆ… …ดังขึ้นอีกครั้ง มัน… มันกำลังกิน… มันกำลังกินศพมาลี

ผมยืนพิงประตู… ตัวสั่น… แขนที่ถูกกัด… เจ็บจนชา ผมมองเลือดของผมที่หยดลงบนพื้น แล้วผมก็ทำในสิ่งที่ผมไม่เคยคิดว่าจะทำ… ผมยกแขนขึ้น… แตะลิ้น… ไปที่เลือดของผมเอง …เค็ม… …คาว… … … …มัน… …ก็… …อร่อยดี

ผมสะดุ้ง! ผมถ่มน้ำลายทิ้งแทบไม่ทัน ผมกำลังทำบ้าอะไร! ผมกำลังเลียเลือดตัวเอง! ผม… ผมกำลังจะบ้า ไม่… ผมติดเชื้อ นี่คือไวรัส ไวรัสพิษสุนัขบ้า? ไม่… อาการมันไม่ใช่ มันคืออะไร… รอยเข็มบนแขนมาลี… ไอ้สร… ผมไม่ได้ตรวจมัน… แต่มันคลั่งเร็วไป… มันไม่ใช่ไวรัส มันไม่ใช่แบคทีเรีย ยายบุญ…

ยายบุญพูดถูก วิทยาศาสตร์ของผม… มันไร้ค่า มันเป็นแค่คนโง่… ที่พยายามอธิบายฝันร้ายด้วยตรรกะ ผมมองไปทางหมู่บ้าน มืด… เงียบ เสียงสวดยังดังอยู่ แต่ผมไม่ต้องการพระ ผมต้องการคำตอบ ผมต้องการคนที่รู้… ว่านี่คืออะไร “ความกระหาย”

ผมกำแขนที่เลือดไหล ผมไม่สนความเจ็บปวดอีกต่อไป ผมต้องไปหายายบุญ ผมต้องไปหา… ศาลเจ้า ที่ที่ทุกอย่างเริ่มต้น ที่ที่ยายบุญบอกว่า… “ปอบมันเลือกแล้ว”

ผมออกวิ่ง วิ่ง… หนีจากสถานีอนามัย หนีจากเสียงเคี้ยวที่ดังอยู่ข้างใน หนีจากความจริงที่ว่า… ผมอาจจะกำลัง “หิว”

ผมวิ่งไป… วิ่งไปหาไสยศาสตร์ วิ่งไปหาความงมงาย เพราะตอนนี้… มันคือสิ่งเดียวที่เหลืออยู่


ศาลเจ้า… มันไม่ได้อยู่ในหมู่บ้าน มันตั้งอยู่นอกเขต… ลึกเข้าไปในป่ามันสำปะหลังที่แห้งตาย ทางเดินไปศาลเจ้ามืดสนิท ผมใช้ไฟฉายจากมือถือส่องทาง เลือดจากแขนผมยังไหลไม่หยุด ผมฉีกชายเสื้อเชิ้ต… มัดแผลไว้แน่น ความเจ็บปวด… มันช่วยตอกย้ำว่าผมยังไม่บ้า ผมยังเป็น… มนุษย์

ศาลเจ้าเก่าโทรม… เล็กกว่าที่ผมคิด เป็นแค่เพิงไม้ผุๆ แต่มีกลิ่นธูป… กลิ่นกำยาน… ลอยคลุ้ง ยายบุญ… นั่งอยู่ตรงนั้น นั่งพนมมือ… อยู่หน้าเทวรูปไม้เก่าๆ ที่ผุพังจนดูไม่ออกว่าเป็นรูปอะไร เธอนั่งนิ่ง… เหมือนรอผมอยู่แล้ว

“แผล… ดูเจ็บปวดนะหมอ” เธอพูด… โดยไม่หันมามอง “ยาย…” ผมหอบ “ยายรู้… ยายรู้มาตลอดใช่ไหม… ว่ามันเกิดอะไรขึ้น” “…” ยายบุญเงียบ “มันไม่ใช่ปอบ!” ผมตะโกน “ไอ้สร… มัน… มันก็เป็นเหมือนมาลี! มันกำลังกินศพ!” “ข้าบอกแล้ว” ยายบุญหันมา… ช้าๆ “มันคือ ‘ความกระหาย'”

“มันคืออะไร!” ผมจี้ “ยาพิษ? ไวรัส? อาวุธชีวภาพเหรอ!” ผมยังพยายาม… พยายามหาเหตุผลทางวิทยาศาสตร์แม้ในวินาทีสุดท้าย ยายบุญหัวเราะ… เสียงหัวเราะแห้งๆ ที่น่ารังเกียจ “วิทยาศาสตร์ของหมอ… มันคับแคบ” เธอลุกขึ้นยืน… เดินมาหาผม “หมอเห็นแผลที่ข้อมือมาลีใช่ไหม” ผมผงะ… “ยายรู้ได้ยังไง” “แล้วหมอ… เห็น ‘ความหิว’ ในใจตัวเองหรือยัง”

คำถามนั้น… มันแทงใจดำ “ยายหมายความว่าไง” “ที่นี่คือที่กักเก็บ” ยายบุญพูด “ไม่ใช่ศาลเจ้า… ที่นี่… คือคุก” เธอยื่นมือเหี่ยวๆ มาแตะที่แขนผม… ตรงที่โดนกัด ผมสะดุ้ง… แต่น้ำเสียงเธอ… เปลี่ยนไป มันไม่ใช่เสียงเยาะเย้ย มันคือเสียงของ… ความเศร้า “30 ปีก่อน… หมู่บ้านนี้มันแห้งแล้งกว่านี้ เกิดโรคห่า… คนตายเป็นใบไม้ร่วง” เธอมองออกไปในความมืด “ชาวบ้าน… ในความกลัว… มันต้องการแพะรับบาป มันต้องการ ‘ผีปอบ’ และพวกมัน… ก็เลือกพ่อของข้า”

ผมอึ้ง “พ่อของยาย…?” “หมอธรรม” เธอกระซิบ “เขาเป็นหมอยา… เป็นคนดี แต่เขา… ‘รู้’ มากเกินไป เขารู้เรื่อง ‘วิชา’ เก่าแก่ ชาวบ้านกล่าวหาว่าเขาเลี้ยงปอบ… ว่าเขาเป็นต้นเหตุของโรคห่า” เธอกำหมัดแน่น… จนตัวสั่น “พวกมัน… ลากเขาไปเผาทั้งเป็น… เผา… ตรงลานดินหน้าคอกควาย… ที่เดียวกับที่มาลีกินดิน”

ผมขนลุก… “แล้ว… ปอบ… มัน…” “ไม่มีปอบ!” ยายบุญตวาด “พ่อข้าไม่ได้เลี้ยงปอบ! เขาพยายาม… ‘ผนึก’ มันต่างหาก!”

นี่คือความจริง… ความจริงที่บิดเบี้ยว “ผนึกอะไร” “วิชา” เธอกระซิบ “วิชาต้องห้าม… ‘วิชากระหายชั่วนิรันดร์’ (วิชาหิวกระหายชั่วนิรันดร์)” “มันไม่ใช่เชื้อโรค… หมอ” เธอมองลึกเข้ามาในตาผม “มันไม่ใช่ไวรัส… มันคือ… คำสาป มันคือพลังงาน… ที่รอคอย”

“มัน… มันติดต่อกันยังไง” “มันไม่ติดต่อ” ยายบุญส่ายหน้า “มัน… ‘เลือก'” “เลือก?” “มันเลือกเหยื่อ… มันเลือกคนที่… ‘หิว’ อยู่แล้วจากข้างใน” ผมไม่เข้าใจ “มาลี… นังเด็กนั่น” ยายบุญพูดด้วยน้ำเสียงดูแคลน “มัน ‘หิว’ ความรัก… มันสิ้นหวัง… มันอยากหนี มันแอบมาที่ศาลเจ้านี่… มาร้องขอ… และมันก็ไปเจอ… หินผนึก… ที่พ่อข้าซ่อนไว้ มันไปจับมัน… คำสาป… ก็เลยเลือกมันเป็นร่างแรก”

“แล้วไอ้สร…” “ไอ้สร…” ยายบุญแค่นเสียง “มัน ‘หิว’ อำนาจ… มัน ‘หิว’ ความรุนแรง… จิตใจมันเต็มไปด้วยความเกลียดชัง มันคือเชื้อไฟชั้นดี… พอมาลีตาย… พลังมันก็แค่ย้าย… ย้ายไปหาภาชนะใหม่… ที่หิวโหยกว่า”

“หมายความว่า…” ผมเริ่มปะติดปะต่อ “ใครก็ตามที่… มีความปรารถนา… มีความกลัว…” “ใช่” ยายบุญจ้องผม “แล้วหมอล่ะ… หมอ ‘หิว’ อะไร” เธอถาม… “หมอหนีอะไรมาจากกรุงเทพ… ความล้มเหลว? ความรู้สึกผิด?” ผมถอยหลัง… เธอมองเห็น… เธอมองทะลุตัวผม “กลิ่นความรู้สึกผิดของหมอ… มัน ‘หอมหวาน’ มันคืออาหารอันโอชะ… สำหรับ ‘ความกระหาย'”

“ไม่…” ผมส่ายหน้า “ระวังตัวไว้เถอะ… หมอกำลังจะเป็นรายต่อไป”

“หมอ! ยายบุญ! ช่วยด้วย!” เสียงตะโกนดังมาจากทางหมู่บ้าน ชาวบ้านคนหนึ่งวิ่งหน้าตาตื่นมา “ไอ้สร! ไอ้สร… มัน… มัน…” “มันทำไม!” ผมตะโกนถาม “มัน… มันอยู่ที่ลานวัด! มัน… โอ๊ย… สยอง… มันสยองเกินไป!”

ผมกับยายบุญวิ่งกลับไปที่วัด ชาวบ้านยืนล้อมเป็นวง… วงเดียวกับที่ล้อมมาลี… ไม่มีใครกล้าเข้าไปใกล้ ผมฝ่าวงล้อมเข้าไป… …แล้วผมก็อาเจียน สิ่งที่ผมกินไปเมื่อเที่ยง… พุ่งออกมาหมด

ไอ้สร… มันนอนหงายอยู่กลางลานดิน มันตายแล้ว… แต่มันไม่ได้ตายธรรมดา มัน… มันกำลังกิน… ไม่… มันตาย… ขณะที่กำลังกิน มือทั้งสองข้างของมัน… มันยัดเข้าไปใน… ปากของตัวเอง ยัดลึก… จนถึงคอหอย มัน… ฉีก มันฉีกกระชากลำคอของตัวเอง… จากด้านใน พยายามจะ… ดึง ดึงอะไรบางอย่าง… ดึง… หลอดอาหาร… และกระเพาะ… ออกมาจากปากของมันเอง

ดวงตาของมัน… เบิกกว้าง… จ้องมองพระจันทร์ ไม่ใช่ดวงตาของความเจ็บปวด เป็นดวงตาของ… ความไม่อิ่ม ความหิวโหย… ที่แม้แต่ความตายก็หยุดมันไม่ได้ มันตาย… เพราะมันพยายามจะกินตัวเอง… จากคอลงไป

ผมยืนตัวแข็ง ชาวบ้านเริ่มสวดมนต์… บ้างก็วิ่งหนี นี่มันนรก… นรกบนดิน

“เห็นหรือยัง… หมอ” ยายบุญกระซิบข้างหูผม “นี่คือพลังของมัน พลังของความหิว… ที่ไม่มีวันสิ้นสุด” “ต้อง… ต้องหยุดมัน” ผมพูดเสียงสั่น “ใช่” ยายบุญพยักหน้า “ต้องหยุดมัน… ก่อนที่มันจะหาภาชนะใหม่”

ผมหันไปมองยายบุญ แล้วผมก็มองไปที่ชาวบ้าน… ทุกคน… ทุกคนในหมู่บ้านนี้… ต่างก็มีความหิว… ความโลภ… ความกลัว ทุกคน… คือเหยื่อรายต่อไป ผม… …ผมก็คือเหยื่อ

ทันใดนั้น… ท้องผม… มันก็ร้อง เสียงดัง… โครก… คราก… มันไม่ใช่เสียงหิวข้าวธรรมดา มันเป็นเสียง… เสียงที่บิดเกร็ง… เสียงที่เรียกร้อง ความเจ็บปวดจากแขนที่โดนกัด… หายไป กลายเป็น… ความรู้สึก… …คัน คัน… ยิบๆ ผมมองแขนตัวเอง… มองรอยฟันของไอ้สร… ที่เลือดเริ่มแห้งเกร็ง แล้วผมก็มอง… แขนอีกข้างของผม… แขนดีๆ ของผม ผมเห็น… เส้นเลือดสีเขียว… ที่เต้นตุบๆ… … … … ผมยกมือขึ้นช้าๆ ผมมองมัน… …มันดู… …น่ากิน น่ากิน… เหลือเกิน


แขนของผม… แขนซ้ายของผม… มันดูน่ากิน น่ากินเหลือเกิน…

ผมยืนนิ่งอยู่กลางวงล้อมของชาวบ้าน พวกเขากำลังกรีดร้อง… กำลังสวดมนต์… กำลังหวาดกลัว แต่ผมไม่ได้ยินเสียงพวกเขา ผมได้ยินแต่เสียง… เสียงท้องของผม… ที่กำลังบิดตัว เสียงเลือดของผม… ที่กำลังเต้นตุบๆ อยู่ใต้ผิวหนัง มันเหมือน… มันกำลังเรียก “กินฉันสิ… กินฉันสิ…”

ไม่… ผมกำลังจะเป็นบ้า นี่คือสิ่งที่ยายบุญพูด “ความกระหาย” มันเลือกผมแล้ว ผมคือภาชนะใบต่อไป ผมมองไปที่ชาวบ้าน… เด็ก… ผู้หญิง… คนแก่ พวกเขาดู… อ่อนนุ่ม พวกเขาดู… ชุ่มฉ่ำ

ผมสะบัดหัวอย่างแรง! “อ๊ากกก!” ผมตะโกน ผมวิ่ง… ผมต้องหนี ไม่ใช่หนีจากศพไอ้สร ไม่ใช่หนีจากชาวบ้าน ผมกำลัง… หนีจากตัวเอง!

ผมวิ่งกลับมาที่สถานีอนามัย ที่มั่นสุดท้ายของเหตุผล… ที่ตอนนี้พังทลายไม่เหลือชิ้นดี ผมล็อคประตู ผมวิ่งไปที่ตู้ยา ผมต้องหา… ยา ยากล่อมประสาท… มอร์ฟีน… อะไรก็ได้ ที่จะหยุด… ความรู้สึกนี้

ผมเปิดขวดยาฆ่าเชื้อ… กลิ่นแอลกอฮอล์ฉุนกึก จู่ๆ… มันก็หอม หอม… เหมือนเหล้าชั้นดี ผมยกมันขึ้น… กำลังจะดื่ม ผมเห็นเงาสะท้อนของตัวเองในกระจกตู้ยา ดวงตาแดงก่ำ… เหมือนไอ้สร น้ำลายไหลยืด… เหมือนมาลี ผมปาขวดยาทิ้ง! “ไม่! กูไม่ใช่สัตว์ประหลาด!”

ผมทุบกำแพง ผมคือหมอ! ผมคือธนา! ผมไม่ใช่… ปอบ แต่ท้องผม… มันไม่สน มันบิดเกร็ง… ความหิวมันแสบร้อน… เหมือนมีกรดกำลังละลายกระเพาะผม

“หนีไม่พ้นหรอก” เสียงยายบุญ… ผมหันขวับ เธอยืนอยู่… ตรงหน้าต่าง เธอมาตั้งแต่เมื่อไหร่… “มันเลือกหมอแล้ว” “ออกไป!” ผมตะคอก “ออกไปจากหัวกู!” “ข้าไม่ได้อยู่ในหัวหมอ… ข้าอยู่ตรงนี้” เธอก้าวเข้ามาในห้อง… ผ่านประตูที่ผมล็อคไว้ เป็นไปได้ยังไง… อ้อ… ประตูหลัง… ผมลืมล็อค

“มันสิงหมอแล้ว” เธอกระซิบ “จิตใจที่สับสน… ความรู้สึกผิดที่กัดกิน… หมอคือ ‘อาหาร’ ชั้นเลิศ” “ต้องทำยังไง” ผมถามเสียงสั่น “ต้องทำยังไงถึงจะหยุดมัน!” ผมยอมแพ้แล้ว วิทยาศาสตร์… เหตุผล… โยนมันทิ้งไป ตอนนี้ผมเชื่อทุกอย่าง ผมเชื่อ… ถ้ามันทำให้ผมหยุดหิว ‘แขน’ ตัวเองได้

“ต้องสะกดมัน” ยายบุญพูด “สะกด… ไม่ใช่ฆ่า… มันฆ่าไม่ตาย” “สะกด?” “พลังงานนี้… มันคือหนี้” “หนี้อะไร” “หนี้เลือด… ที่หมู่บ้านนี้ติดค้างพ่อข้า” เธอกำหมัดแน่น “วิชาของพ่อข้า… มันไม่ได้ตั้งใจจะทำร้ายใคร มันคือ ‘โล่’ ที่เขาพยายามสร้าง… เพื่อปกป้องหมู่บ้านจากความแห้งแล้ง แต่ชาวบ้านมันโง่… มันกลัว มันฆ่าเขา… โล่… ก็เลยกลายเป็น ‘ดาบ'” เธอมองผม “ดาบ… ที่กำลังจะเชือดพวกมันทั้งหมู่บ้าน… …และเชือดหมอเป็นคนสุดท้าย”

“แล้วจะจ่ายหนี้ยังไง” “ต้องทำพิธี” ยายบุญพูด “พิธี ‘สมานแผล'” “สมานแผล?” “เราต้อง ‘ขอขมา’ พ่อข้า… เราต้องใช้ ‘เครื่องสังเวย'” หัวใจผมหยุดเต้น… “เครื่องสังเวย… คืออะไร… ชีวิตคนเหรอ” “ไม่ใช่” ยายบุญส่ายหน้า “มันต้องการ… ‘ความสำนึกผิด’ แต่ชาวบ้านพวกนั้น… มันไม่มีใครสำนึก มันมีแต่ความกลัว เราต้อง… หลอกมัน”

“หลอก?” “ข้าต้องการให้หมอช่วย… หมอเป็นคนนอก… หมอยังมี ‘เหตุผล’ พลังงานนั่น… มันยังเกรงใจหมอ มันยัง ‘เล่น’ กับหมออยู่” ผมไม่เข้าใจ… แต่มันไม่มีทางเลือก “ต้องทำอะไร”

“ไปที่ศาลเจ้า” เธอนำผมกลับไปที่นั่น… ที่เพิงผุพังกลางป่ามัน “เราต้องเตรียม ‘เครื่องเซ่น’ ไม่ใช่เหล้า… ไม่ใช่ไก่ แต่เป็น ‘ยา’ ยา… ที่จะชำระล้างความกระหายนี้” เธอยื่นตะกร้าให้ผม “ไปเก็บของในหีบเก่าของพ่อข้า ทุกอย่าง… ที่หมอคิดว่าเป็น ‘ยา'”

ผมนึกว่ามันจะเป็นสมุนไพร… รากไม้… ผมเปิดหีบไม้เก่าๆ… ที่ล็อคไว้ กลิ่นอับชื้นลอยคลุ้ง ข้างใน… ไม่ใช่รากไม้ มันคือ… กระเป๋าหนัง กระเป๋าหนังแบบที่หมอสมัยก่อนใช้ ผมเปิดมันออก… ผมตัวชา ข้างใน… มันคือ… เข็มฉีดยา เข็มฉีดยา… ที่ทำจากแก้ว… แบบโบราณ และขวดยาเล็กๆ… ที่มีตะกอนสีดำนอนก้น และ… สมุดบันทึก สมุดบันทึกปกหนัง… ที่เก่าจนกรอบ

ผมหยิบมันขึ้นมา ท้องผม… มันหยุดร้อง ความหิวมันหายไป… ถูกแทนที่ด้วย… ความเย็นเยียบ ผมเปิดสมุดออก… ลายมือ… ไม่ใช่คาถาอาคม มันคือ… สูตรเคมี ไดอะแกรม… โครงสร้างโมเลกุล บันทึกการทดลอง… “หมอธรรม”… พ่อของยายบุญ… เขาไม่ใช่แค่หมอยา… เขา… เขาคือนักเคมี

ผมอ่าน… ผมอ่าน… “เห็ดเดรัจฉาน” …ชื่อที่เขาตั้งเอง “สกัดสารพิษ… อัลคาลอยด์… …ทดลองกับหนู …กระตุ้นความหิวโหยขั้นรุนแรง” ผมพลิกหน้าต่อไป… มือสั่น “หนูทดลอง… เริ่มกินซากพวกเดียวกัน” “ตัวที่ 3… กัดกินท้องตัวเอง… ตาย”

ผมอ่าน… “อาการข้างเคียง: ประสาทหลอนรุนแรง เห็นอาหาร… ในทุกสิ่ง กล้ามเนื้อบิดเกร็ง… จนสามารถ ‘ฉีก’ ตัวเองได้ หวาดระแวง… ก้าวร้าว” … นี่มัน… นี่มันอาการของมาลี อาการของไอ้สร … นี่มันไม่ใช่ “วิชา” นี่มันไม่ใช่ “คำสาป”

ผมเงยหน้าขึ้น ผมมองไปที่รอยเข็ม… บนแขนมาลี… ที่ผมจำได้ รอยช้ำบนข้อมือ… ที่ผมคิดว่าเป็นรอยสัก รอยเข็ม!

ผมมองไปที่ยายบุญ เธอกำลังยืนหันหลังให้ผม กำลังจุดธูป… ปักลงบนกระถาง เธอกำลัง… สวดมนต์ พึมพำ… ถึงพ่อของเธอ … ท้องผม… ที่เคยหิว ตอนนี้… มันไม่ได้หิวแล้ว มัน… …มันเจ็บ มันเจ็บ… เหมือนโดนหลอก ความหิวของผม… ความหิวโหยที่ผมคิดว่ามาจากคำสาป มันคืออะไร มันคือพิษ… จากน้ำลายไอ้สร? หรือมันคือ… มันคือ… ‘อุปาทาน’ อุปาทาน… ที่ยายบุญ… ‘สร้าง’ ขึ้นมา สร้าง… ด้วยเรื่องเล่าของเธอ

ผมกำสมุดบันทึกไว้แน่น ผมมองไปที่ยายบุญ… ที่กำลังหันกลับมา… ในมือ… ถือมีดสับยาสมุนไพร… เธอยิ้มให้ผม “ได้ของหรือยัง… หมอ ได้ ‘ยา’ …ที่จะรักษาพวกเราหรือยัง”


มีด… มีดสับยาในมือของยายบุญ… มันสะท้อนแสงจันทร์ เธอยิ้ม แต่ดวงตา… ไม่ได้ยิ้มด้วย มันเย็นชา… มันคือดวงตาของนักล่า… ที่กำลังต้อนเหยื่อจนมุม

“ยา… อยู่ในนี้” ผมพูด… เสียงเรียบ ผมชูสมุดบันทึกขึ้น “ยา… ที่พ่อของยาย… ‘ปรุง’ ขึ้นมาเอง”

รอยยิ้มของยายบุญแข็งค้าง “หมอพูดเรื่องอะไร” “ผมอ่านหมดแล้ว” ผมก้าวเข้าไปหาเธอทีละก้าว “บันทึกของหมอธรรม… ‘เห็ดเดรัจฉาน’… อัลคาลอยด์… สารพิษ… มันไม่ใช่ ‘วิชา’… ยาย” ผมเปิดสมุดบันทึก… ตรงหน้าที่บันทึกอาการของหนูทดลอง “มันคือ ‘เคมี’!”

ยายบุญมองสมุดบันทึก… แล้วเธอก็หัวเราะ เสียงหัวเราะ… ไม่ได้แห้งโหยอีกต่อไป มันดัง… กังวาน… มันคือเสียงหัวเราะของคนที่… ‘ชนะ’ “เก่ง… เก่งกว่าที่ข้าคิดไว้” เธอพูด “ข้าคิดว่าหมอจะมัวแต่นั่งสวดมนต์… หรือไม่ก็แทะแขนตัวเองไปแล้ว”

“ความหิวของผม…” ผมกระซิบ “มัน… มันคืออุปาทาน… มันคือสิ่งที่ยาย ‘ปลูกฝัง’ ให้ผมเชื่อ!” “ไม่เชิง” ยายบุญแก้ “ข้าไม่ได้ปลูกฝัง ข้าแค่… ‘รดน้ำ’ รดน้ำ… ให้กับ ‘เมล็ดพันธุ์’ ที่หมอมีอยู่แล้ว” เธอยกนิ้วชี้มาที่อกผม “ความรู้สึกผิด… ความกลัวว่าจะล้มเหลวอีก… ความ ‘หิว’ ที่อยากจะพิสูจน์ตัวเอง… ของพวกนี้… มันมีรสชาติ… รสชาติที่หอมหวาน… ยิ่งกว่าเลือด”

ผมตัวชา “ยายทำได้ยังไง… ยายหลอกผมได้ยังไง” “คนโง่… หลอกง่าย” เธอยิ้ม “แต่คนฉลาด… ยิ่งหลอกง่ายกว่า โดยเฉพาะ… คนฉลาดที่กำลังกลัว”

“มาลี…” ผมเปลี่ยนเรื่อง “ยายฉีดยาให้เธอ” ผมชี้ไปที่รอยเข็มที่ผมจำได้ “ที่ข้อมือ… ยายหลอกเธอ… บอกว่าเป็นยาบำรุง… หรือยาเสน่ห์… ยายรู้ว่ามันสิ้นหวัง… ยายเลยใช้มันเป็น ‘หนูทดลอง’ ตัวแรก” ยายบุญพยักหน้าช้าๆ “มันโง่… มันสมควรตาย”

“แล้วไอ้สร!” คำถามนี้… ทำให้ผมสับสน “ยายฉีดให้มันตอนไหน! มันไม่ได้มาหายาย!” “หมอลืมไปแล้วเหรอ” ยายบุญยิ้มกว้างขึ้น “ตอนที่หมอ… ‘ฉีดยา’ ให้มาลีครั้งแรก… ที่สถานีอนามัย… ตอนที่ข้า… เอาน้ำมนต์ไปให้” ผมเบิกตากว้าง… “ตอนนั้น… ไอ้สรมันก็ยืนอยู่ตรงนั้น… มันยืนด่าข้า… มันบอกว่าข้ามันงมงาย” เธอก้าวเข้ามาใกล้ “ตอนที่มันชี้หน้าด่าข้า… ข้าก็แค่… ‘ปัดเป่า’ ข้าใช้เข็มเล็กๆ… ที่ซ่อนไว้ในแหวน… สะกิดมัน… แค่สะกิด… ที่ต้นคอ”

พระเจ้า… มันไม่ใช่การ “ย้ายร่าง” มันคือการ “วางยา” เธอวางแผนทุกอย่าง… เธอวางยามาลี… เพื่อสร้าง “ตำนาน” แล้วเธอก็วางยาไอ้สร… หัวโจก… ไอ้คนที่ก้าวร้าวที่สุด… คนที่นิสัยเหมือน ‘ม็อบ’ ที่ฆ่าพ่อเธอ… เพื่อสร้าง “ความสยดสยอง”

“ทำไม…” ผมกระซิบ “ยายจะฆ่าพวกมัน… ทำไมไม่ฆ่าให้หมด” “ฆ่า?” ยายบุญเลิกคิ้ว “หมอ… ฆ่ามันง่ายไป” เธอก้มลงหยิบมีดสับยาขึ้นมา “30 ปี… ที่ข้ารอ 30 ปี… ที่ข้าต้องทนเห็นพวกมัน… ลืม ลืม… ว่าพวกมันทำอะไรกับพ่อข้า พวกมันจุดไฟ… เผาคนทั้งเป็น พวกมันหัวเราะ… …ข้าไม่ต้องการให้พวกมันตาย” เธอกรีดมีดลงบนโต๊ะไม้… เป็นรอยลึก “ข้าต้องการให้พวกมัน… ‘เจ็บปวด’ ให้พวกมัน… ‘หวาดกลัว’ ให้พวกมัน… ‘หิวโหย’ ให้พวกมันรู้สึก… ถึงนรก… ที่พ่อข้าเจอ” เธอมองผม “ข้าต้องการให้ ‘ความกระหาย’… …มันกัดกินพวกมัน… จากข้างใน เหมือนที่พวกมัน… กินดิน… กินไส้ตัวเอง ข้าต้องการให้พวกมัน… ทำลายล้างกันเอง!”

นี่คือความจริง ความจริงที่น่าสยดสยองกว่าผีปอบ ไม่ใช่คำสาป แต่คือ… การล้างแค้น การล้างแค้น… ที่วางแผนมาอย่างเลือดเย็น… ตลอด 30 ปี

“แล้วผมล่ะ” ผมถาม “ผมคืออะไร… ในแผนของยาย” “หมอ?” ยายบุญเดินเข้ามา… จนปลายมีดจ่ออยู่ที่คอผม “หมอ… คือ ‘พยาน'” เธอกระซิบ “หมอคือ… ‘คนนอก’ คือ… ‘นักวิทยาศาสตร์’ …ที่จะมายืนยัน… ว่า ‘คำสาป’ นี้… มีจริง หมอคือคนที่จะทำให้เรื่องเล่าของข้า… ‘สมบูรณ์’ จิตใจที่แตกสลายของหมอ… คือเวทีที่ดีที่สุด… ที่จะให้ ‘ผี’ ของข้าได้เริงระบำ”

ผมกำหมัดแน่น “ยายมัน… ปิศาจ” “ข้าคือลูกสาว… ที่รักพ่อ” เธอสวนกลับ “และตอนนี้… ละครฉากสุดท้าย… กำลังจะเริ่ม”

“พวกมึง! มันอยู่นั่น!” เสียงตะโกนดังมาจากปากทางเข้าป่า แสงคบไฟ… ชาวบ้าน… ชาวบ้านทั้งหมู่บ้าน… มากันหมด พวกเขามีจอบ… เสียม… พลั่ว เหมือนคืนที่พวกเขาล่ามาลี… “นั่นไง! ยายบุญ! กับไอ้หมอ!” “มันกำลังทำพิธี!” “มันคือต้นตอ!”

ผมมองไปที่ยายบุญ เธอยิ้ม… “ยาย… ยายเรียกพวกมันมา” “แน่นอน” เธอกระซิบ “ชาวบ้านมันต้องการ ‘คำตอบ’ มันต้องการ ‘แพะรับบาป’ ตัวใหม่” เธอก้าวถอยหลัง… ยกมือชี้มาที่ผม “ดูมันสิ! พวกมึง!” เธอกรีดร้อง… น้ำหูน้ำตาไหลพราก “ดูไอ้หมอนรกนี่สิ!” เธอกระชากเสื้อผม… เปิดแผล… ที่แขน… ที่ไอ้สรมันกัด “มันโดนกัด! มันคือพวกเดียวกับไอ้สร!” “มันคือ ‘ปอบ’ ตัวจริง!”


ชาวบ้านกรูกันเข้ามา… คลั่ง… ดวงตาเต็มไปด้วยความหวาดกลัวและโกรธแค้น พวกเขาไม่ต้องการคำตอบที่ซับซ้อน พวกเขาต้องการแค่… ‘ปิศาจ’ และยายบุญ… เพิ่งมอบมันให้

“มันคือปอบ! ฆ่ามัน!” “เผามัน!”

ผมรู้แล้ว ผมรู้ว่าแผนการทั้งหมดของยายบุญคืออะไร เธอต้องการให้ผม… ตายในกองเพลิง ตายในฐานะ ‘ปอบ’ เพื่อลบล้างความผิดของหมู่บ้าน… ที่เคยเผาพ่อเธอ

ผมไม่วิ่งหนี ผมไม่มีที่ให้หนี ผมจ้องหน้ายายบุญ เธอร้องไห้… น้ำตาที่รินไหล… คือการแสดงชั้นยอด “หมอ! หมอต้องทำ! ช่วยพวกเราด้วย!” เธอตีบทแตก “ยายบุญ!” ผมตะโกนเสียงดัง… จนกลบเสียงชาวบ้าน “หยุดการแสดงบ้าๆ นี่ได้แล้ว!”

ผมโยนสมุดบันทึกของหมอธรรม… ไปที่พื้นดิน มันเปิดอ้า… ตรงหน้าที่บันทึกสูตรเคมี “พวกมึงดูนี่!” ผมตะโกน “นี่คือความจริง! ไม่ใช่เรื่องผีปอบ!” “พ่อของยายบุญ…” ผมชี้ไปที่สมุด “เขาไม่ได้เลี้ยงปอบ! เขาแค่… ‘ปรุง’ ยาพิษ! เขาค้นคว้าสารพิษ! ‘เห็ดเดรัจฉาน’! มันคือสารเคมี! มันคือสิ่งที่ทำให้มาลีกับไอ้สรคลั่ง!”

ชาวบ้านชะงัก ความเร็วของความโกรธลดลงเมื่อต้องเผชิญหน้ากับ… ข้อมูล พวกเขาลังเล… มองไปที่สมุด แล้วมองไปที่ยายบุญ

“อย่าเชื่อมัน!” ยายบุญกรีดร้อง “มันกำลังโกหก! มันโดนปอบเข้าสิงแล้ว!” “ถ้าผมโดนปอบเข้าสิง!” ผมตะโกนกลับ ผมเดินไปที่ซากศาลเจ้า ผมหยิบเข็มฉีดยาโบราณ… ที่ทำจากแก้ว… ที่พ่อเธอทิ้งไว้ ผมหยิบขวดเล็กๆ ที่มีตะกอนสีดำ “นี่ไง! นี่คือ ‘วิชา’ ของยายบุญ!” ผมตะโกนใส่หน้าชาวบ้าน “มันคือสารพิษ! ยายบุญ… ฉีดมันให้มาลี! ฉีดมันให้ไอ้สร!” ผมชูแขนที่ถูกกัด “ผมโดนมันกัด! ผมก็ ‘หิว’! แต่ความหิวของผม… มันเกิดจาก ‘ความกลัว’! ความกลัวที่ยายบุญ… ปลูกฝัง!”

ยายบุญพุ่งเข้ามา… พยายามจะแย่งเข็ม “โกหก! มันโกหก!” “จริงเหรอ!” ผมตะโกนใส่หน้าเธอ ผมหันไปทางชาวบ้าน “ยายบุญบอกว่า… พวกมึงทุกคน ‘หิว’ ‘หิว’ ความโลภ… ‘หิว’ ความอิจฉา… ‘หิว’ อำนาจ! ยายบุญต้องการให้พวกมึง… สังเวยตัวเอง! เพื่อล้างแค้นให้พ่อของเธอ!”

ชาวบ้านเริ่มสับสน พวกเขามองหน้ากัน ความไม่เชื่อเริ่มแทรกเข้ามาในความกลัว

“ถ้ามันคือสารพิษจริง!” ยายบุญคำราม… ดวงตาแดงก่ำด้วยความบ้าคลั่ง เธอถอยหลังไป… พุ่งไปหยิบมีดสับยาที่พื้น “ก็ให้มันจบสิ้นตรงนี้!” เธอพุ่งเข้ามาหาผม… มีดสับยาเงื้อขึ้นสูง…

ผมไม่หลบ ผมมองเข้าไปในดวงตาของเธอ ดวงตาที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวด… ที่สั่งสมมา 30 ปี ผมรู้… เธอไม่ได้ต้องการฆ่าผม… เธอต้องการ… ‘ความสงบ’

ทันใดนั้น… มือของผม… มือที่เพิ่งถูกกัด… มันเร็วกว่าความคิด มันคว้าเข็มฉีดยาแก้ว… ผมบรรจง… ดูดของเหลวสีดำ… ที่เป็นตะกอนก้นขวด… เข้ามาในกระบอกฉีด

ยายบุญอยู่ตรงหน้าผม ใบมีดห่างจากหน้าผมไม่ถึงคืบ ผมมองดวงตาเธอ “ผมจะทำ…” ผมกระซิบ “ผมจะหยุดมัน… หยุดความหิวนี้”

ผมไม่ได้ฉีดมันใส่ยายบุญ ผมยกแขนตัวเองขึ้น แขนซ้าย… ที่มีรอยกัด “ผมจะไม่ตายด้วยความหวาดระแวง!” ผมปักเข็มลงไป… ปักเข้าที่เส้นเลือดดำ… แล้วกด…

“ไม่!!!” ยายบุญกรีดร้อง… แต่ไม่ใช่เสียงกรีดร้องของความสำเร็จ แต่เป็นเสียงของ… ความล้มเหลว “แกทำลายพิธีของข้า!”

ของเหลวสีดำ… ไหลเข้าสู่เส้นเลือดผม มันไม่ได้เจ็บปวด มัน… เย็น ความเย็นชา… แล่นไปทั่วร่าง ความหิว… ความอยากกินเนื้อ… หายไปในพริบตา

ยายบุญล้มทรุดลง มีดร่วงจากมือ เธอจ้องผม… ด้วยความสิ้นหวัง

“มันไม่ใช่คำสาป… ยาย” ผมพูด “มันคือ… การเลือก” ผมมองไปที่ชาวบ้าน “ผมเลือก… ที่จะยอมรับความจริง ความจริงที่ว่า… ความหิวของเรา… ไม่ได้มาจากผีปอบ มันมาจาก… ความดำมืดในใจเราเอง ยายบุญ… ได้แค่… ‘เร่ง’ มันขึ้นมา”

ชาวบ้านทุกคน… ยืนเงียบ พวกเขาเห็น… ทุกอย่าง เห็นความบ้าคลั่งของยายบุญ เห็นความบ้าคลั่งของผม… และเห็นความจริง

Kết tinh thần (Resolution):

สิบวันต่อมา ผมอยู่โรงพยาบาลในกรุงเทพ แขนผมถูกเย็บ… แต่ผมไม่ได้ตาย ผมได้ฉีด ‘เห็ดเดรัจฉาน’ เข้าไปในตัวเองจริงๆ แต่… ผมเป็นหมอ ผมฉีดแค่… โดสเล็กๆ แค่พอให้มัน ‘ช็อค’ ระบบประสาท… ให้มันฆ่า… ‘ความหิว’ ฆ่า… อุปาทาน

ยายบุญ… ถูกจับ ชาวบ้านหนองไทร… อยู่ในความเงียบสงัด พวกเขาไม่ได้ถูก ‘รักษา’ พวกเขาต้องอยู่กับความจริงที่ว่า… คนที่พวกเขาเชื่อว่าถูกปอบสิง… คือเหยื่อ และคนที่พวกเขาเชื่อว่าเป็นผู้พิทักษ์… คือฆาตกร

ผมออกจากโรงพยาบาล ผมกลับมาที่คอนโดเล็กๆ ในกรุงเทพ ผมไปซูเปอร์มาร์เก็ต ซื้อเนื้อวัว… สเต็กชิ้นหนา… ผมเอามาทำอาหาร กลิ่นหอมของเนื้อย่าง… ลอยอบอวล ผมหิว หิว… แบบคนปกติ

ผมนั่งลงที่โต๊ะ ผมมองจานสเต็ก… สวยงาม… น่ากิน ผมหยิบมีดและส้อมขึ้นมา ผมจิ้มเนื้อ… แล้วผมก็ชะงัก

ผมมองลงไปที่แขนซ้ายของตัวเอง รอยแผลที่ถูกเย็บ… ผมมองมัน… แล้วผมก็รู้สึกถึง… …ความเย็นชา ความเย็นชาที่แล่นเข้ามาจากภายใน มันไม่ใช่ความหิว มันไม่ใช่ความกลัว มันคือ… …ความว่างเปล่า

ผมวางมีดลง ผมไม่กิน ผมรู้แล้ว… ‘เห็ดเดรัจฉาน’ ของหมอธรรม… มันไม่ได้ฆ่าแค่ความหิว มันฆ่า… ความอยากอาหารทั้งหมดของผม… ความรู้สึกทั้งหมดของผม… …ผมสูญเสีย ‘ความกระหาย’ ในการมีชีวิตไปแล้ว

ผมมองออกไปนอกหน้าต่าง ผมนึกถึงรอยยิ้มสุดท้ายของมาลี… รอยยิ้มของ ‘ความพึงพอใจ’ รอยยิ้มของคนที่ได้กินสิ่งที่ตัวเองปรารถนาที่สุด

ผม… ผมไม่ปรารถนาอะไรอีกต่อไป ผมรอด… แต่ผม… ได้สูญเสีย ‘ความเป็นมนุษย์’ ไปแล้ว

(เสียงเคี้ยว… แผ่วเบา… ดังขึ้น… ในความเงียบสนิท)

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Facebook Twitter Instagram Linkedin Youtube