| สัญญามาร: การทำข้อตกลงด้วยดวงตางู |
ธนา สุธรรม มองออกไปนอกกระจก หน้าต่างห้องทำงานของเขาเป็นกรอบสี่เหลี่ยมที่ครอบภาพกรุงเทพฯ ยามค่ำคืนไว้ ความสำเร็จที่คนอื่นเห็นคือแสงไฟนับพันดวง แต่สำหรับเขา มันคือความมืดมิดที่รอจะกลืนกิน ทุกเช้าเขาตื่นมาด้วยความรู้สึกว่างเปล่า ท้องไส้ปั่นป่วนด้วยความกลัวว่าทุกอย่างจะพังทลายลงไป ความสำเร็จนี้สร้างจากความหิวโหยที่ไม่อาจเติมเต็ม ความหิวโหยที่เริ่มตั้งแต่ตอนเป็นเด็กชายจากอีสาน ที่ต้องก้มหัวให้คนอื่น ธนาเกลียดความรู้สึกนั้น เขาเกลียดความรู้สึกที่ถูกมองว่าต่ำต้อย เขาเกลียดตัวเองที่ต้องพึ่งพาผู้อื่น แต่ตอนนี้ เขาคือผู้ทรงอำนาจ เป็นถึง ส.ส. เป็นคนดัง ที่ใครๆ ก็ต้องยกมือไหว้ แม้กระทั่งยามที่เขายืนอยู่เพียงลำพัง
เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น เป็นเบอร์จาก อนงค์ ภรรยาของเขา ธนาถอนหายใจยาวก่อนจะกดรับสาย ใบหน้าของอนงค์ปรากฏขึ้นบนจอ เธอสวยงาม สง่างาม แต่เย็นชาเหมือนน้ำแข็งในแก้ววิสกี้ที่เขาไม่ได้อยากดื่ม “ธนา คุณประชุมเสร็จหรือยัง พรุ่งนี้เช้ามีงานเลี้ยงของกลุ่มทุนใหญ่ คุณต้องไปแสดงตัว อย่าลืมยิ้มให้มากหน่อย และพูดคุยเรื่องโครงการเขื่อนให้ดูสมจริงขึ้น” น้ำเสียงของเธอเป็นคำสั่ง ไม่ใช่คำถาม เธอไม่ได้สนใจว่าเขารู้สึกอย่างไร สนใจแค่ภาพลักษณ์ที่เธอสร้างขึ้นมา ธนารู้ดี อนงค์แต่งงานกับเขาเพื่อยกระดับสถานะของเธอ เธอเป็นลูกสาวเศรษฐีเก่าที่ต้องการอำนาจทางการเมืองเพื่อรักษาความมั่งคั่งที่กำลังร่อยหรอ เขาคือเครื่องมือ ส่วนเธอคือผู้ควบคุม
“ผมรู้แล้วอนงค์ ไม่ต้องย้ำ ผมทำอะไรเองได้ ผมไม่ใช่เด็กแล้ว” ธนาตอบด้วยน้ำเสียงที่ไม่สบอารมณ์ “ทำได้? คุณควรจำไว้ว่าใครช่วยให้คุณมายืนอยู่ตรงนี้ อย่าลืมความฝันเล็กๆ น้อยๆ ของคุณ ที่อยากจะเป็นแค่ ส.ส. ตอนนี้คุณจะเป็นรัฐมนตรี คุณต้องทำมากกว่าแค่ ‘ทำได้’ คุณต้อง ‘ทำสำเร็จ’ ธนา” เธอเน้นคำว่า ‘สำเร็จ’ ราวกับตอกย้ำความไม่สมบูรณ์ของเขา เธอพูดจบก็ตัดสายไปทันที เหลือทิ้งไว้เพียงความเงียบและความว่างเปล่าที่เพิ่มขึ้นในใจของธนา
ธนาหันไปมองปฏิทิน การประชุมคณะกรรมการชุดใหญ่จะมีขึ้นในสัปดาห์หน้า นี่คือโอกาสสุดท้ายที่จะโค่นล้ม ศักดา (Sakda) รัฐมนตรีคนปัจจุบัน ศักดาเป็นคนเก่าคนแก่ เล่นเกมสกปรกมาหลายสิบปี เป็นเหมือนพญานาคที่คอยขวางทาง เป็นก้อนหินขนาดใหญ่ที่ขวางอยู่ตรงทางเดินแคบๆ เขาต้องเจาะทะลวงผ่านกำแพงที่ชื่อว่าศักดาให้ได้ เขาถอยหลังไม่ได้แล้ว การถอยหลังหมายถึงการกลับไปสู่ความว่างเปล่า ไปสู่ความยากจนที่เขาหนีมาตลอดชีวิต
คืนนั้น ธนาขับรถออกไปคนเดียว เขาไม่ได้ไปที่บาร์หรูหรา หรือที่ไหนที่คนใหญ่คนโตควรจะไป แต่เขาไปที่ตรอกซอยเล็กๆ ในย่านเก่าแก่ของกรุงเทพฯ เขาไปหา อาจารย์สมบูรณ์ (Ajarn Somboon) หมอดูไสยศาสตร์ที่เคยช่วยเขาเมื่อหลายปีก่อน สมัยที่เขายังเป็นแค่ ส.ส. ไร้ชื่อ อาจารย์สมบูรณ์นั่งอยู่ท่ามกลางกลิ่นธูปและยาสมุนไพร ตาของท่านมองตรงมาที่ธนา เหมือนมองทะลุเข้าไปในความทะเยอทะยานที่ดำมืด “มาแล้วหรือธนา ความหิวกระหายของคุณไม่เคยลดลงเลย อาจารย์รู้ว่าคุณอยากได้อะไร” อาจารย์สมบูรณ์พูดด้วยน้ำเสียงแหบพร่า ดวงตาของท่านเป็นสีขาวขุ่นราวกับมองไม่เห็น แต่กลับรับรู้ทุกอย่าง
“ผมต้องการมากกว่าอาจารย์ ผมต้องการพลังที่จะโค่นศักดา ผมต้องการให้ทุกคนคุกเข่าต่อหน้าผม ผมเหนื่อยกับการต้องก้มหัวแล้ว” ธนาพูดด้วยเสียงที่สั่นเครือ เป็นเสียงของเด็กชายที่หวาดกลัวความจน อาจารย์สมบูรณ์ยิ้มอย่างลึกลับ “อำนาจมีราคาเสมอ ธนา ไม่ใช่แค่เงิน แต่เป็นตัวตนของคุณ อาจารย์ได้ของที่ปลุกเสกไว้นานแล้ว มันเป็นชิ้นส่วนของความทะเยอทะยานที่เก่าแก่กว่ายุคของคุณเสียอีก”
อาจารย์สมบูรณ์ยื่นกล่องกำมะหยี่สีดำที่ซีดจางให้ ธนาเปิดออก ภายในมีแหวนเงินเก่าแก่ วงเล็กๆ ฝังด้วยอัญมณีสีแดงเข้มเหมือนเลือดที่จับตัวแข็ง และมีประกายสีทองลึกๆ อยู่ข้างในคล้ายดวงตาที่กำลังจ้องมอง “นี่คือแหวน นาคาอาย (Naga Eye) หรือเพชรพญานาค ได้รับการปลุกเสกจากถ้ำคำชะโนด มันจะให้ ‘ดวงตาแห่งพรหมลิขิต’ แก่คุณ คุณจะเห็น ‘แก่นแท้’ ของคู่แข่งทุกคน เห็นจุดอ่อน เห็นความกลัว และเส้นทางสู่ความสำเร็จ” อาจารย์สมบูรณ์พูด “มันไม่ใช่มนต์วิเศษ แต่เป็นการปลดปล่อย ‘สัญชาตญาณนักล่า’ ที่ซ่อนอยู่ในตัวคุณ”
“แล้วมันต้องแลกกับอะไร” ธนาถาม น้ำเสียงกระหายและร้อนรน “มันจะขอ ‘ตัวคุณ’ ธนา เมื่อคุณใช้มันมากพอ เสียงของเจ้าของเดิมจะกระซิบสั่งในหัวคุณ และคุณจะเริ่มเห็นโลกนี้เหมือน ’เหยื่อ’ คุณจะเห็นแต่สิ่งที่คุณต้องกินเพื่ออยู่รอด” อาจารย์สมบูรณ์มองลึกเข้าไปในตาของธนาอีกครั้ง “จงระวัง ธนา ความทะเยอทะยานคือพิษที่หวานที่สุด” ธนาไม่ได้ฟังคำเตือนนั้นอีกต่อไป ความกระหายในดวงตาของเขามีมากกว่าความกลัว เขาเอื้อมมือออกไปสวมแหวนนั้นทันที มันรู้สึกเย็นยะเยือกและหนักอึ้งบนนิ้วของเขา ราวกับโลหะมีชีวิต
ทันทีที่แหวนเข้าที่ ดวงตาของธนาก็พร่ามัวเล็กน้อย เขามองไปที่ภาพถ่ายของศักดาที่ถือมาในกระเป๋า รูปภาพธรรมดาๆ นั้นบัดนี้เปลี่ยนไป ในสายตาของเขา ศักดาไม่ได้เป็นมนุษย์อีกต่อไป แต่เป็น เหยี่ยวแก่ๆ ตัวหนึ่ง (A weak, old hawk) ขนหลุดร่วง ดวงตาเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้า และกำลังเกาะอยู่บนกิ่งไม้ที่ใกล้จะหัก มันเป็นภาพที่ชัดเจนและดูหมิ่น ธนารู้ทันทีว่าควรโจมตีตรงไหน ไม่ใช่ที่เงิน หรืออำนาจ แต่ที่ความอ่อนล้าทางจิตใจและความเย่อหยิ่งของศักดา
“ท่านอาจารย์ ผมรู้แล้วว่าต้องทำอย่างไร ขอบคุณท่าน” ธนาลุกขึ้นยืนด้วยความมั่นใจที่เพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ อาจารย์สมบูรณ์เพียงแค่พยักหน้าเล็กน้อย “จงไปเถิด ธนา แต่จำไว้ว่า ทุกครั้งที่คุณใช้ดวงตาที่สามนี้ คุณจะถอยห่างจากความเป็นมนุษย์ไปอีกก้าว”
ธนากลับไปที่สำนักงานทันที เขาไม่สนใจความเหนื่อยล้า เขาใช้ ‘ดวงตา’ ของแหวนนาคาอายเพื่อค้นหาจุดอ่อนในชีวิตส่วนตัวของศักดา ซึ่งเป็นสิ่งที่ใครๆ ก็มองข้ามไป เขาพบว่าศักดากลัวความตายอย่างที่สุด และพึ่งพาการแพทย์ทางเลือกที่ผิดกฎหมาย ธนาไม่ลังเลที่จะใช้ข้อมูลนี้ เขาปล่อยข่าวลือเรื่องสุขภาพของศักดา สร้างแรงกดดันทางการเมืองและจิตใจอย่างต่อเนื่อง
ในวันประชุมคณะกรรมการ สถานการณ์ตึงเครียด ศักดาดูซีดเผือดและเหนื่อยล้า แต่ยังคงพยายามรักษาท่าทีที่เย่อหยิ่ง ธนาสวมแหวนนาคาอายไว้ภายใต้แขนเสื้อ เมื่อมองไปที่ศักดา เขายังคงเห็นเหยี่ยวตัวนั้น และในที่สุด ธนาได้พูดถ้อยคำสุดท้ายของการโต้วาที ที่โจมตีไปยังความเย่อหยิ่งและอายุของศักดา โดยใช้สำนวนที่คล้ายกับการดูถูกสัตว์ที่กำลังจะตาย ผลลัพธ์คือคณะกรรมการโหวตให้ธนาชนะอย่างท่วมท้น ศักดาถูกปลดออกจากตำแหน่งอย่างอัปยศอดสู
คืนนั้น ธนาฉลองชัยชนะเพียงลำพังในห้องทำงานของเขา ไวน์แดงรสเลิศไม่สามารถกลบความรู้สึกประหลาดในใจได้ มันไม่ใช่ความสุขที่บริสุทธิ์ แต่เป็นความรู้สึก ‘พึงพอใจ’ ที่โหดร้าย เขาเดินไปที่กระจกบานใหญ่เพื่อชื่นชมภาพสะท้อนของตนเอง ในฐานะผู้ชนะ แต่ทันใดนั้น เขาก็ได้ยินเสียงบางอย่างในหู เป็นเสียงกระซิบที่แผ่วเบา แต่มีความเย็นยะเยือกเหมือนน้ำแข็ง เสียงนั้นเหมือนเสียงลมหายใจของสัตว์เลื้อยคลานที่ใกล้เข้ามา
“ดี… มาก… เจ้า… นาย… ของ… เรา…”
ธนาหันขวับไปมองที่กระจกอีกครั้ง เขามองจ้องเข้าไปในดวงตาของตัวเอง และวินาทีนั้นเอง ภาพสะท้อนของเขาในกระจกก็ไม่เหมือนเดิม ดวงตาของเขาเองดูเหมือนจะส่องประกายสีทองแวบหนึ่ง และมีภาพลวงตาของ ดวงตาที่มีรูม่านตาแนวตั้ง คล้ายดวงตาของงู หรือสัตว์เลื้อยคลานชั่วครู่ ธนาสะดุ้งสุดตัว มือของเขาแตะไปที่แหวนนาคาอาย มันเย็นและดูเหมือนจะ ‘เต้น’ เบาๆ บนนิ้วของเขา
ธนากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก เขารีบกะพริบตาถี่ๆ และเมื่อมองไปอีกครั้ง ภาพนั้นก็หายไป เหลือเพียงภาพสะท้อนของเขาเองในชุดสูทราคาแพง แต่ความรู้สึกขนลุกยังคงอยู่ เขาถอดแหวนออกไม่ได้แล้ว มันฝังแน่นกับผิวหนังของเขาอย่างน่าประหลาดใจ
นี่คือจุดเริ่มต้น
ธนาตื่นขึ้นมาพร้อมกับอาการปวดศีรษะตุบๆ และความรู้สึกตื่นตัวแปลกๆ บนนิ้วนางข้างซ้าย แหวนนาคาอายส่องประกายมืดมิดแม้ในยามเช้าตรู่ เขารู้สึกเหมือนมีพลังงานบางอย่างไหลเวียนอยู่ในตัว แต่เป็นพลังงานที่เย็นชาและไร้เมตตา ธนากลับไปใช้ชีวิตประจำวันในฐานะรัฐมนตรีคนใหม่ แต่ทุกอย่างเปลี่ยนไป เขาไม่ได้มองเพื่อนร่วมงานเหมือนเดิมอีกแล้ว ทุกคนเป็นเพียงเครื่องมือหรืออุปสรรคที่จะต้องถูกกำจัด
เช้าวันนั้น ธนามีการประชุมกับอนงค์ที่บ้านพักอย่างเป็นทางการ อนงค์เดินเข้ามาในห้องอาหารด้วยชุดทำงานที่เนี้ยบสมบูรณ์แบบ เธอไม่ได้แสดงความยินดีกับชัยชนะของเขาสักคำ แต่เธอนั่งลงอย่างระมัดระวัง “คุณชนะศึกกับศักดาได้แล้ว ถือว่าดี แต่การเป็นรัฐมนตรีมันซับซ้อนกว่านั้นมาก ธนา คุณต้องควบคุมอารมณ์ให้ได้ อย่าให้ความทะเยอทะยานที่โง่เขลาของคุณพาไป” อนงค์พูดพลางจิบกาแฟสีดำสนิทราวกับเธอเป็นคนที่ไม่สามารถถูกเจาะทะลวงได้
ธนามองอนงค์ด้วยดวงตาที่เต็มไปด้วยความเหนื่อยหน่าย ภายใต้แสงไฟสีอ่อนของห้องอาหาร ธนาใช้ ‘ดวงตา’ ของแหวนนาคาอายมองไปยังภรรยาตัวเอง ทันใดนั้น ภาพของอนงค์ก็เปลี่ยนไป เธอไม่ได้เป็นราชินีน้ำแข็งอีกแล้ว แต่เป็น แมงมุมสีดำตัวใหญ่ (A large black spider) ที่ซุ่มอยู่ตรงกลางใยที่มองไม่เห็น ใยนั้นถูกถักทอด้วยกฎเกณฑ์ทางสังคมและบัญชีธนาคารขนาดใหญ่ แมงมุมตัวนี้ไม่ได้ล่าเพื่อความรุนแรง แต่ล่าเพื่อควบคุมและบงการ ธนาเข้าใจทันที อนงค์ไม่ได้รักเขา แต่รัก ‘อำนาจ’ ที่เขาเป็น
“ใยของเธอ… กำลังเก่าแล้วอนงค์” ธนาพูดเบาๆ อนงค์เงยหน้าขึ้นอย่างรวดเร็ว สีหน้าของเธอแข็งกร้าว “คุณพูดเรื่องอะไร” “ผมพูดว่า เธอพยายามควบคุมสิ่งที่เธอไม่ได้สร้างขึ้นมา” ธนาตอบ เขาลุกขึ้นจากเก้าอี้และเดินไปหาเธอ ใบหน้าของเขามีรอยยิ้มที่อันตราย “ผมรู้ว่าเธอต้องการอะไร และผมจะให้เธอ แต่เธอต้องจำไว้ ใครคือผู้ล่าที่แท้จริงในบ้านหลังนี้” อนงค์ถอยหลังเล็กน้อยเป็นครั้งแรก เธอเห็นประกายบางอย่างในดวงตาของธนาที่ไม่เคยเห็นมาก่อน มันคือความเยือกเย็นที่บริสุทธิ์
หลังจากการเผชิญหน้ากับอนงค์ ธนาก็ยิ่งมั่นใจในพลังของแหวน เขาเริ่มใช้มันทุกวัน ทุกครั้งที่มีการตัดสินใจสำคัญ หรือทุกครั้งที่ต้องการอ่านความคิดของคู่สนทนา ไม่ว่าจะเป็นการประชุมงบประมาณ หรือการเจรจาต่อรองลับๆ เขาก็ใช้มันมองไปยังผู้คนรอบข้าง และพวกเขาก็ปรากฏในรูปของสัตว์ต่างๆ ที่สะท้อนจุดอ่อนและความโลภของพวกเขา
- นักธุรกิจผู้มั่งคั่งกลายเป็น หมูอ้วน (A fat pig) ที่กำลังมองหากองโคลนใหม่ๆ
- ส.ส. หนุ่มที่เพิ่งเข้ามาใหม่กลายเป็น ลูกแกะหลงทาง (A lost lamb) ที่กำลังรอการเชือด
- สื่อมวลชนที่คอยจ้องจับผิดกลายเป็น แร้งสกปรก (Dirty vultures) ที่รอซากศพของเขา
โลกของธนาเริ่มบิดเบี้ยวไป เขาไม่สามารถมองใครเป็นมนุษย์ได้อีกแล้ว ทุกคนคือ ‘เหยื่อ’ หรือไม่ก็ ‘ผู้ล่า’ ที่ต้องระวังตัว
วันหนึ่ง ปรีชา (Preecha) เพื่อนเก่าแก่สมัยเรียนมหาวิทยาลัยของธนาปรากฏตัวขึ้น ปรีชาเป็นนักเคลื่อนไหวทางสังคมที่ทำงานด้านสิ่งแวดล้อม เขาเป็นคนเดียวที่เคยต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่กับธนาในช่วงเริ่มต้นของการทำงานการเมือง ปรีชามาขอให้ธนายกเลิกโครงการเขื่อนขนาดใหญ่ที่ธนาผลักดันเพื่อผลประโยชน์ของกลุ่มทุนที่สนับสนุนอนงค์
พวกเขาพบกันในร้านกาแฟเก่าแก่ที่ไม่เป็นทางการ ปรีชายังคงสวมเสื้อเชิ้ตสีอ่อนๆ ที่ดูซื่อสัตย์ เขามีรอยยิ้มที่จริงใจเสมอ “ธนา ฉันรู้ว่านายมาไกลมาก แต่โครงการเขื่อนนี้มันทำลายวิถีชีวิตชาวบ้านนะ มันทำลายป่าสุดท้ายที่เรามี นายยังจำได้ไหมที่เราเคยสัญญากันว่าจะปกป้องคนเล็กคนน้อย”
ธนาฟังคำพูดของปรีชา แต่ในสายตาของเขา ปรีชากลายเป็นภาพที่น่ารำคาญ ปรีชาไม่ใช่เหยื่อหรือผู้ล่าที่ยิ่งใหญ่ แต่เป็นเพียง หนูนาที่กำลังกัดกินรากแก้ว (A field rat gnawing at the roots) กัดกินความสำเร็จและความทะเยอทะยานของเขา “แก่นแท้” ที่แหวนเปิดเผยคือ ปรีชาเป็น ‘มโนธรรม’ ที่ธนาพยายามจะฆ่ามานานแล้ว เขาคือความผิดที่ธนาไม่ต้องการจดจำ
“ปรีชา โลกนี้ไม่ได้ง่ายเหมือนสมัยเรานั่งอยู่ในห้องเรียน เราต้องแลก ต้องทำทุกอย่างเพื่อความอยู่รอด โครงการเขื่อนนี้คือการพัฒนาที่จำเป็น” ธนาตอบด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบไร้ความรู้สึก “แกยังคงฝันอยู่ในอุดมคติที่ไม่มีวันเป็นจริง”
ปรีชาตกใจกับความเย็นชาของธนา “นายพูดอะไรของนาย ธนา? นายเปลี่ยนไปมาก นายกลายเป็นสิ่งที่นายเคยเกลียด”
คำพูดนี้บาดลึกเข้าสู่ส่วนที่เปราะบางที่สุดของธนา ส่วนที่ยังคงมีความรู้สึกผิดอยู่ลึกๆ ทันใดนั้น เสียงกระซิบเย็นๆ ก็ดังขึ้นในหัวของเขา เสียงนั้นมีหางเสียงเป็นเสียงริดหรี่ของงู
“หนู… ตัว… เล็ก… นี่… กำลัง… กัด… ความ… สงบ… ของ… เจ้า… จง… บด… ขยี้… มัน…”
ธนาตอบสนองต่อเสียงนั้นทันที เขาเงยหน้าขึ้นและสวมหน้ากากนักการเมืองที่โหดเหี้ยม “นายกำลังเป็นภัยต่อความมั่นคงของประเทศ ปรีชา และฉันจะไม่อนุญาตให้เรื่องนั้นเกิดขึ้น” ธนาปฏิเสธปรีชาอย่างเด็ดขาดและเดินจากไป ทิ้งให้เพื่อนเก่าต้องนั่งอยู่กับความผิดหวัง
ขณะที่ธนาเดินออกจากร้านกาแฟ เขาสังเกตเห็นรอยร้าวที่กำลังขยายตัวบนถนน ราวกับรอยแยกที่เกิดขึ้นในจิตใจของเขาเอง รอยร้าวเหล่านั้นเชื่อมโยงกับสิ่งที่เขาทำกับปรีชา มันเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าการตัดสินใจที่โหดร้ายครั้งนี้ได้ทิ้งบาดแผลที่แท้จริงไว้เบื้องหลังแล้ว
เย็นวันนั้น ธนาต้องไปกล่าวสุนทรพจน์ในงานการกุศลแห่งหนึ่ง เขาเตรียมคำพูดที่เต็มไปด้วยความเมตตาและอุดมคติ แต่ขณะที่เขายืนอยู่บนเวที แหวนนาคาอายก็เรืองแสงอย่างแผ่วเบาในความมืด เขาเห็นผู้ชมทุกคนเป็นฝูงสัตว์ที่หิวโหยที่รออาหาร พวกเขาไม่ได้ฟังคำพูดของเขา แต่กำลังตัดสินว่าเขาจะให้อะไรแก่พวกเขาได้บ้าง ธนารู้สึกเกลียดชัง เขากล่าวสุนทรพจน์ด้วยท่าทางที่ดูอบอุ่น แต่ในใจของเขาเต็มไปด้วยความดูถูกเหยียดหยาม
การตัดสินใจครั้งสำคัญ: คืนนั้น ธนาตัดสินใจครั้งสำคัญ เขาโทรศัพท์หาหัวหน้าหน่วยงานความมั่นคงลับ และให้ข้อมูลเท็จที่สามารถใช้เล่นงานปรีชาได้ เขารู้ว่าปรีชาจะต้องจบลงด้วยการถูกจับกุมและสูญเสียความน่าเชื่อถือทั้งหมด ธนาปิดโทรศัพท์ด้วยมือที่สั่นเทา นี่คือการทรยศครั้งสุดท้ายที่ทำลายความผูกพันกับอดีตของเขาอย่างสิ้นเชิง ทันใดนั้น ความปวดร้าวก็แล่นเข้ามาในหัวใจ แต่เสียงกระซิบของนาคาอายก็มาอย่างรวดเร็วเพื่อปลอบประโลม
“ถูกต้อง… แล้ว… เจ้า… นาย… มี… เพียง… เรา… เท่านั้น… ที่… ไว้… ใจ… ได้…”
ธนาเหลือบมองกระจกอีกครั้ง เขาเห็นใบหน้าของตนเอง แต่ครั้งนี้ รูม่านตาของเขาเปลี่ยนเป็นแนวตั้งอย่างชัดเจน ก่อนที่ภาพจะหายไปอย่างรวดเร็ว เขาไม่ได้ตกใจเหมือนครั้งแรก แต่กลับรู้สึก “ยอมรับ”
ธนาตื่นขึ้นมาในเช้าที่อากาศเย็นยะเยือก ความรู้สึกผิดต่อปรีชาถูกกลบฝังไว้ใต้ชั้นของความเยือกเย็นที่แหวนนาคาอายสร้างขึ้นมา เขาเริ่มรู้สึกเหมือนว่าแหวนนี้เป็นส่วนหนึ่งของกระดูกและเนื้อของเขาเอง ความตึงเครียดในความสัมพันธ์กับอนงค์ก็ลดลง เธอดูพอใจกับการที่ธนาประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็วและการตัดสินใจที่เฉียบขาดมากขึ้นของเขา แต่เธอก็เริ่มสังเกตเห็นความผิดปกติเล็กๆ น้อยๆ ในตัวสามี
อนงค์เดินเข้ามาในห้องแต่งตัว เธอเห็นธนากำลังยืนอยู่หน้ากระจก สวมเพียงเสื้อคลุมอาบน้ำ ดวงตาของเขากำลังจ้องมองไปที่แหวนราวกับมันเป็นสิ่งมีชีวิต “คุณจ้องมันทำไม ธนา? มันเป็นแค่หิน” เธอถามด้วยน้ำเสียงสงสัย ธนาหันมาตอบอย่างรวดเร็ว “มันไม่ใช่แค่หิน อนงค์ มันคือสิ่งที่ทำให้ผมมองเห็นโลกอย่างที่มันเป็น” เขาตอบอย่างเย็นชาจนอนงค์รู้สึกหนาวสั่น
“โลกเป็นยังไงในสายตาของคุณตอนนี้? โลกของคนเป็นรัฐมนตรี” อนงค์ถาม ธนายิ้มเยาะ “โลกคือสนามรบ ที่เต็มไปด้วยผู้ล่าและเหยื่อ และผมกำลังจะเป็นผู้ล่าที่ฉลาดที่สุด” อนงค์รู้ว่าเธอไม่สามารถเข้าถึงสามีของเธอได้อีกแล้ว ธนาที่เธอรู้จัก ผู้ชายที่เคยมีความหลงใหลในอุดมการณ์ที่โง่เขลา ตอนนี้ได้ถูกแทนที่ด้วยบางสิ่งที่เย็นชาและอันตราย
ความเยือกเย็นของธนาถูกทดสอบอีกครั้งในการประชุมใหญ่ของพรรค การเมืองภายในกำลังเดือดพล่าน มีกลุ่มเล็กๆ ที่พยายามจะสร้างความไม่สงบให้กับตำแหน่งของเขา ธนาสวมแหวนนั้นอย่างเปิดเผย เขามองไปยังสมาชิกพรรคทุกคน ในสายตาของเขา ทุกคนกลายเป็นสัตว์ต่างๆ ที่ส่งเสียงรบกวนเต็มไปหมด จนทำให้เขาปวดหัว
มีนักการเมืองอาวุโสคนหนึ่งชื่อ วิชัย ซึ่งเป็นคนที่ไม่เคยแสดงความภักดีต่อใคร กำลังทำตัวเป็นหัวหน้ากลุ่มต่อต้าน ธนามองไปที่วิชัย วิชัยปรากฏเป็น นกฮูกสีเทา ตัวใหญ่ที่นั่งอยู่บนกิ่งไม้ มองดูอย่างเงียบๆ รอโอกาสที่จะโฉบลงมา นกฮูกตัวนี้ฉลาดและอันตราย แต่ก็มีจุดอ่อนที่ธนาเห็นได้ชัดเจนคือ ความหลงตัวเอง และความต้องการที่จะเป็นที่ยอมรับตลอดเวลา
ธนาเริ่มการโจมตีอย่างละเอียดอ่อน เขาไม่ได้โจมตีโดยตรง แต่ใช้การเยินยอที่เกินจริงอย่างชาญฉลาดในที่สาธารณะ ชมเชยวิชัยอย่างออกหน้าออกตาถึง ‘ความรู้เก่าๆ’ และ ‘ประสบการณ์ที่ล้าสมัย’ ในขณะที่กล่าวถึงแผนงานใหม่ๆ ของตนเอง การชมเชยของธนาทำให้วิชัยตกหลุมพราง วิชัยตอบสนองต่อคำยกย่องด้วยการพยายามแสดงภูมิปัญญาของตนเอง และจบลงด้วยการพูดถึงเรื่องที่เก่าแก่และไม่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาในยุคปัจจุบัน
ผลลัพธ์ที่ได้คือ วิชัยถูกมองว่าล้าสมัยและขวางโลกโดยไม่ทันรู้ตัว การโจมตีทางจิตวิทยาครั้งนี้ประสบความสำเร็จ ธนาไม่ได้ใช้ความรุนแรง แต่ใช้ ‘ภาพลวงตา’ ที่แหวนนาคาอายสร้างขึ้นมา เขาควบคุมการรับรู้ของคนอื่นโดยใช้ความเย่อหยิ่งของศัตรูเป็นอาวุธ
ยิ่งธนาใช้แหวนมากเท่าไหร่ เสียงกระซิบในหัวของเขาก็ยิ่งดังขึ้น เสียงนั้นไม่ได้เป็นเพียงแค่คำแนะนำอีกต่อไป แต่มันเริ่มกลายเป็น ’บทสนทนา’ เสียงของนาคาอายเต็มไปด้วยความโอหังและคำสัญญาของอำนาจที่ไร้ขีดจำกัด
“เจ้า… เก่ง… มาก… นาย… ของ… เรา… ดู… ซิ… เจ้า… สร้าง… อะไร… ขึ้น… มา… ได้… แล้ว… คราว… นี้… ถึง… เวลา… ที่… เจ้า… ต้อง… ให้… ‘อาหาร’… เรา… แล้ว…”
“อาหาร? แกต้องการอะไร?” ธนาถามออกมาเบาๆ ขณะขับรถกลับบ้าน คนขับรถของเขาไม่รู้ว่าเขากำลังพูดกับใคร “ความกลัว… ความผิดหวัง… ธนา… ความมืดมิด… ที่… เจ้า… สร้าง… ขึ้น… ให้… เรา…” เสียงนั้นตอบกลับมา
ธนาเริ่มรู้สึกเหนื่อยล้าทางจิตใจอย่างรุนแรง เขามีอาการนอนไม่หลับ ฝันร้ายถึงงูที่กำลังรัดรอบตัวเขา แต่เขาก็ไม่สามารถถอดแหวนนั้นได้ มันเหมือนเป็นส่วนหนึ่งของเขาไปแล้ว
จุดแตกหัก:
วันหนึ่ง ธนากลับไปที่ออฟฟิศของเขาในเวลากลางคืน เขาเห็นซองจดหมายฉบับหนึ่งอยู่บนโต๊ะทำงานของเขา มันเป็นจดหมายจากปรีชาที่ถูกจับกุมแล้ว เนื้อหาของจดหมายเขียนด้วยลายมือที่สั่นเครือ ปรีชาไม่ได้กล่าวหาเขา แต่เขียนถึงความเชื่อมั่นที่เขามีต่อธนาในวัยหนุ่ม และจบลงด้วยคำถามว่า “นายได้อะไรจากชัยชนะครั้งนี้ ธนา? นายมีความสุขไหม?”
คำถามนี้เป็นเหมือนมีดที่แทงทะลุเกราะป้องกันของธนา ความจริงที่ว่าเขาทรยศเพื่อนสนิทของเขาเพียงเพื่อรักษาอำนาจทางการเมือง ไม่ใช่เพื่อความอยู่รอด หรือเพื่อเงิน แต่เป็น ’อาหาร’ ให้กับเสียงที่อยู่ในหัวเขา น้ำตาของธนาไหลออกมาอย่างไม่ตั้งใจ เป็นความรู้สึกที่เขาไม่ได้สัมผัสมานานแล้ว
เขามองไปที่แหวนนาคาอาย แหวนนั้นส่องประกายสีแดงเข้มเหมือนกำลังเยาะเย้ยเขา
“น้ำตา… คือ… เกลือ… ธนา… อย่า… เสีย… เวลา… กับ… ของ… ไม่… มี… ค่า… จง… มอง… ไป… ข้าง… หน้า… เจ้า… นาย… คน… ต่อ… ไป… คือ… ใคร…” เสียงนั้นสั่ง
ธนาเช็ดน้ำตาอย่างรวดเร็ว ความรู้สึกผิดถูกแทนที่ด้วยความโกรธแค้นต่อความอ่อนแอของตัวเอง เขาฉีกจดหมายของปรีชาทิ้งเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย ความตั้งใจของเขาถูกกำหนดแล้ว เขาจะไม่ถอยหลังอีกต่อไป เขาจะเดินหน้าต่อไปในฐานะผู้ล่าที่แท้จริง
การตัดสินใจขั้นแตกหักของ Hồi 1: ธนาโทรไปหาอนงค์ในเวลาเที่ยงคืน เขาไม่ได้พูดเรื่องการเมือง แต่พูดเรื่องที่สำคัญกว่า “อนงค์ เรากำลังจะก้าวไปอีกขั้น เราไม่ได้แค่เป็นรัฐมนตรี เราจะเป็นผู้นำสูงสุดในวงการนี้” น้ำเสียงของเขามั่นคงและเยือกเย็น อนงค์รู้สึกถึงพลังที่แข็งแกร่งอย่างน่าประหลาดใจจากน้ำเสียงนั้น “คุณทำอะไรลงไป ธนา?” “ผมเลือกแล้วอนงค์ เลือกที่จะเป็นคนที่ผมถูกกำหนดให้เป็น”
จบ: ธนาเดินไปที่ระเบียงห้องทำงานของเขา ลมเย็นพัดมา เสียงริดหรี่ของงูดังก้องอยู่ในหูของเขา เขาเงยหน้ามองดวงจันทร์ และในเงาของใบหน้าของเขาเอง รูม่านตาสีทองแนวตั้งปรากฏขึ้นอย่างชัดเจนและยาวนานขึ้น ราวกับเป็นการยอมรับในตัวตนใหม่ของเขา
เขาไม่ใช่ธนา สุธรรม อีกต่อไป แต่เป็นภาชนะของนาคาอาย
ธนาเริ่มต้นการเป็นรัฐมนตรีด้วยความเหี้ยมโหดและเฉียบขาดที่ไม่เคยมีมาก่อน เขาไม่ได้บริหารประเทศด้วยกฎหมายหรือเหตุผล แต่ด้วยสัญชาตญาณของการล่าเหยื่อที่แหวนนาคาอายมอบให้ ทุกการตัดสินใจของเขาส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อคู่แข่งทางการเมืองและผู้ที่พยายามต่อต้านเขา ธนาเชื่อว่าเขากำลังนำความสงบเรียบร้อยมาสู่โลกที่มีแต่ความวุ่นวาย แต่ในความเป็นจริง เขาเพียงแค่กำลังสร้างอาณาจักรแห่งความหวาดกลัว
เสียงกระซิบของนาคาอายตอนนี้ไม่ได้เป็นเพียงเสียงกระซิบอีกต่อไป แต่มันคือ เสียงของเพื่อนสนิทที่คอยชี้นำ ที่อยู่ในหัวของธนาตลอดเวลา เสียงนั้นเยือกเย็น ไร้ความรู้สึก แต่เต็มไปด้วยเหตุผลที่บิดเบือน “ความ… เมตตา… คือ… จุด… อ่อน… ธนา… เจ้า… ต้อง… แข็งแกร่ง… ต้อง… เป็น… หินผา… ให้… พวก… มัน… คุกเข่า…”
ธนาเริ่มใช้แหวนในการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างโจ่งแจ้ง เขาไม่ซ่อนมันอีกแล้ว แม้ว่าคนอื่นจะมองเห็นรอยขีดข่วนหรือความเก่าแก่ของมัน แต่ก็ไม่มีใครกล้าทักท้วง ภาพลักษณ์ของเขาเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เขาดูมีอำนาจล้นเหลือ แต่ก็มีบางอย่างที่น่าสะพรึงกลัวซ่อนอยู่ในดวงตาของเขา
ในการประชุมครั้งสำคัญเกี่ยวกับโครงการสาธารณูปโภคขนาดใหญ่ มีรัฐมนตรีหลายคนที่คัดค้านแผนการของธนา เพราะมันมีช่องโหว่ทางกฎหมายและก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างร้ายแรง ธนามองไปยังรัฐมนตรีเหล่านั้นผ่านแหวนของเขา
- รัฐมนตรีว่าการกระทรวงหนึ่งกลายเป็น กบตัวเขื่อง ที่นั่งอยู่บนก้อนหิน ส่งเสียงร้องครวญครางอย่างน่ารำคาญ
- รัฐมนตรีอีกคนกลายเป็น ไก่ตัวผู้โง่เง่า ที่พยายามจะส่งเสียงดังเพื่อเรียกร้องความสนใจ แต่กลับกลัวเงาของตัวเอง
ธนาไม่ได้โต้แย้งทางกฎหมาย แต่เขาโจมตีไปที่แก่นแท้ของความกลัวและความโลภของพวกเขาอย่างเงียบๆ เขาใช้คำพูดที่ดูเหมือนจะเป็นการประนีประนอม แต่ความจริงแล้วเป็นการข่มขู่ที่ละเอียดอ่อน เขาใช้ข้อมูลที่เขาได้รับจากแหวน เพื่อชี้ให้เห็นถึงความผิดพลาดเล็กๆ น้อยๆ ในอดีตของพวกเขา ที่ไม่มีใครเคยรู้
“ท่าน… กบ… และ… ท่าน… ไก่… ทั้งหลาย… จำ… ไว้… ว่า… ความ… มืด… มิด… นั้น… ซ่อน… สิ่ง… ที่… น่า… รังเกียจ… เอา… ไว้… จง… เคารพ… ต่อ… ผู้… ที่… เห็น… แสง… สว่าง… ทั้งหมด…” เสียงของนาคาอายดังสนั่นในหูของธนา และธนาก็พูดคำพูดที่เต็มไปด้วยความหมายสองแง่สองง่ามออกมาอย่างมั่นใจ
ภายในเวลาไม่กี่นาที การคัดค้านก็เงียบลงอย่างสมบูรณ์ รัฐมนตรีเหล่านั้นยอมแพ้อย่างรวดเร็ว พวกเขาไม่รู้ว่าทำไมถึงรู้สึกกลัวธนามากขนาดนั้น แต่พวกเขาสัมผัสได้ถึงภัยคุกคามที่มองไม่เห็นที่ล้อมรอบเขา
เรื่องของอนงค์: อนงค์เริ่มรู้สึกไม่สบายใจอย่างมากต่อการเปลี่ยนแปลงของสามี เธอไม่ได้โง่ เธอรู้ว่าแหวนนั้นเป็นสาเหตุ เธอเห็นธนาพูดกับตัวเองบ่อยขึ้น มองกระจกด้วยสายตาที่ว่างเปล่า และชอบอยู่ที่มืดๆ มากขึ้น เธอตัดสินใจที่จะสืบหาที่มาของแหวน
อนงค์ใช้ความมั่งคั่งและเครือข่ายของเธอตามหา อาจารย์สมบูรณ์ แต่ปรากฏว่าอาจารย์สมบูรณ์หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยหลังจากที่ธนาได้รับแหวนไป อนงค์เริ่มตระหนักว่าเรื่องนี้ไม่ใช่แค่ไสยศาสตร์ธรรมดา แต่เป็นสิ่งที่มีพลังอำนาจมากกว่าที่เธอจะเข้าใจได้ เธอพบเอกสารเก่าๆ ในห้องสมุดส่วนตัวของครอบครัวที่กล่าวถึงตำนานของ นาคาผู้ถูกเนรเทศ (The Banished Naga) ที่ถูกกักขังไว้ในอัญมณีสีแดงโลหิต เพราะความทะเยอทะยานที่พยายามจะยึดครองโลกบาดาลทั้งใบ
ตำนานกล่าวว่า นาคาองค์นี้จะหา ‘ภาชนะ’ ที่มีความทะเยอทะยานใกล้เคียงกัน เพื่อใช้ร่างกายและจิตใจของมนุษย์ในการสะสมอำนาจ และจะทำให้ภาชนะนั้นเห็นโลกเป็นเพียง ‘อาหาร’ จนกว่าจิตวิญญาณของมนุษย์จะอ่อนแอพอที่จะถูกกลืนกินโดยสมบูรณ์
ความหวาดกลัวเริ่มคืบคลานเข้าสู่อนงค์ เธอไม่ได้กลัวการสูญเสียอำนาจ แต่เธอกลัวการสูญเสีย ‘การควบคุม’ อนงค์วางแผนที่จะขโมยแหวนนั้นในคืนหนึ่งเพื่อนำไปทำลาย
ความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้น:
ในระหว่างงานเลี้ยงต้อนรับเอกอัครราชทูต ธนาสวมแหวนอย่างภาคภูมิใจ เขายืนอยู่ท่ามกลางฝูงชนที่ส่งเสียงอึกทึก แต่ในสายตาของเขา ทุกคนเป็นเพียง ฝูงปลาเล็กปลาน้อย ที่แหวกว่ายอย่างไม่มีจุดหมาย
อนงค์เข้าหาธนาด้วยรอยยิ้มที่ปรุงแต่ง เธอพยายามจับมือเขา “คุณดูเครียดจัง ธนา ไปพักผ่อนกันหน่อยไหม” ขณะที่เธอกำลังจับมือเขา เธอพยายามคลายแหวนออกจากนิ้วของธนาอย่างแนบเนียน
ทันใดนั้น ธนาก็รับรู้ถึงการกระทำนั้น แหวนสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง และเสียงของนาคาอายก็คำรามอย่างโกรธเกรี้ยวในหัวของเขา: “เมีย… ของ… เจ้า… นาง… กำลัง… พยายาม… ทำลาย… เรา… นาง… เป็น… ภัย… คุก… คาม… ที่… ต้อง… ถูก… ตัด… ออก…”
ธนาหันขวับมามองอนงค์ ดวงตาของเขาเปลี่ยนเป็นสีทองพร้อมรูม่านตาแนวตั้งอย่างชัดเจนและรวดเร็ว อนงค์เห็นการเปลี่ยนแปลงนั้นและตกใจจนตัวแข็ง ธนาจับข้อมือของอนงค์แน่น แรงบีบนั้นรุนแรงจนเธอแทบจะกรีดร้อง เขากระซิบด้วยน้ำเสียงที่เย็นเฉียบและดุดัน “อย่า… แตะ… ต้อง… สิ่ง… ที่… ไม่ใช่… ของ… เธอ… อนงค์… จำ… ไว้… ว่า… ใคร… คือ… ผู้… ที่… ให้… ทุก… สิ่ง… แก่… เธอ…”
ธนาปล่อยมือของเธอ อนงค์เดินถอยหลังอย่างรวดเร็ว เธอเห็นความจริงที่น่าสะพรึงกลัวแล้ว ธนาไม่ได้ถูกควบคุม แต่ เขาได้ยินยอมให้ถูกควบคุม
บทสรุปของส่วนนี้: อนงค์ล้มเลิกความพยายามที่จะทำลายแหวนในทันที แต่เธอเปลี่ยนแผน เธอรู้ว่าเธอไม่สามารถเอาชนะพลังนั้นได้ แต่เธออาจจะใช้มันได้ เธอเริ่มประพฤติตัวเป็นผู้ติดตามที่ซื่อสัตย์ที่สุดของธนา ทำทุกอย่างที่ธนาสั่งเพื่อรักษาอำนาจของตนเองไว้ แต่ในใจ เธอได้เริ่มวางแผนที่จะหาทางควบคุม ‘ภาชนะ’ นี้ แทนที่จะทำลายมัน ความสัมพันธ์ของทั้งสองคนเปลี่ยนไปจากคู่รักที่ห่างเหิน กลายเป็น ความสัมพันธ์ของผู้ควบคุมและผู้ถูกควบคุมที่ซับซ้อนและอันตรายยิ่งกว่า
หลังจากที่อนงค์ได้เห็น ‘ดวงตา’ ของธนา เธอก็แสดงความภักดีอย่างสมบูรณ์แบบต่อสามีของเธอ แม้ว่าความภักดีนั้นจะเป็นเพียงการแสดงเพื่อความอยู่รอดและอำนาจของตัวเองก็ตาม ธนารู้สึกพอใจกับความอ่อนน้อมของภรรยา เขาเชื่อว่าทุกคนกำลังคุกเข่าต่อหน้าพลังอำนาจที่เขาครอบครอง โลกของธนาถูกครอบงำด้วยเสียงกระซิบของนาคาอายอย่างสมบูรณ์ ซึ่งตอนนี้สามารถบงการความคิดและอารมณ์ของเขาได้ตามต้องการ
เสียงของนาคาอายตอนนี้ชัดเจนและทรงพลัง ราวกับเป็นเสียงของกษัตริย์ที่นั่งอยู่บนบัลลังก์ในกะโหลกศีรษะของธนา “ดี… มาก… ธนา… ความ… อ่อนแอ… ของ… นาง… ถูก… กำจัด… แล้ว… ตอน… นี้… ถึง… เวลา… กำจัด… ‘หนู’… ตัว… สุด… ท้าย…”
‘หนู’ ที่นาคาอายพูดถึงคือ ปรีชา (Preecha) เพื่อนเก่าที่ถูกธนาใส่ร้ายจนถูกจับกุม ปรีชาได้รับการประกันตัวออกมาด้วยความช่วยเหลือของกลุ่มนักเคลื่อนไหว และเขากำลังรวบรวมหลักฐานเพื่อเปิดโปงการคอร์รัปชันครั้งใหญ่ของธนาที่เกี่ยวข้องกับโครงการเขื่อน ปรีชาเชื่อมั่นในความดีที่ยังหลงเหลืออยู่ในตัวธนา และพยายามติดต่อธนาเป็นครั้งสุดท้าย
ปรีชาส่งจดหมายฉบับหนึ่งไปให้ธนาโดยตรงผ่านทางช่องทางลับ เนื้อหาของจดหมายไม่ใช่การขู่กรรโชก แต่เป็นคำเตือนที่เต็มไปด้วยความรักและความผิดหวังในฐานะเพื่อน “ธนา นายกำลังเดินเข้าสู่ทางตัน นายถูกควบคุม นายไม่ได้เป็นตัวเองอีกต่อไป ฉันมีหลักฐานที่สามารถทำลายอาชีพของนายได้ทั้งหมด แต่ฉันจะไม่ใช้มัน ถ้าวันนี้นายยอมสารภาพและถอดแหวนนั้นออก นายยังกลับมาเป็นมนุษย์ได้”
เมื่อธนาอ่านจดหมายฉบับนั้น ความรู้สึกผิดที่ถูกฝังไว้ก็เริ่มปะทุขึ้นมาเล็กน้อย ภาพของปรีชาในวัยหนุ่ม ผู้ชายที่เคยฝันถึงการเปลี่ยนแปลงประเทศให้ดีขึ้น ภาพของมโนธรรมที่บริสุทธิ์ของเขาที่ถูกทำลายด้วยมือของตัวเอง ธนาสัมผัสได้ถึงความเจ็บปวดที่แท้จริง
ทันใดนั้น แหวนนาคาอายก็เรืองแสงสีแดงราวกับถ่านไฟที่ลุกโชน เสียงของนาคาอายดังขึ้นอย่างเกรี้ยวกราดในหัวของธนา “อย่า… ฟัง… เสียง… เพ้อเจ้อ… ของ… หนู… ตัว… นี้… มัน… คือ… ‘เชื้อโรค’… ที่… ทำลาย… อำนาจ… ของ… เจ้า… มัน… คือ… ความ… อ่อนแอ… ที่… เจ้า… ทิ้ง… ไว้… เบื้อง… หลัง… จง… ทำลาย… มัน… ทันที!”
ในสายตาของธนาที่ถูกครอบงำด้วยแหวน ภาพของปรีชาไม่ได้เป็นหนูนาอีกต่อไป แต่กลายเป็น งูเห่าตัวเล็กๆ (A small cobra) ที่กำลังชูคอขึ้นเพื่อฉกกัด ธนาเห็นว่างูเห่าตัวนี้กำลังคุกคาม ‘ความอยู่รอด’ ของเขาเอง ธนารู้สึกว่าถ้าเขาไม่กำจัดปรีชา เขาจะต้องตาย
ธนาตัดสินใจอย่างรวดเร็วและโหดเหี้ยม เขาใช้ ‘ดวงตา’ ของแหวนนาคาอายมองผ่านเครือข่ายความมั่นคงของตนเอง และพบจุดอ่อนที่สำคัญที่สุดของปรีชา: ความรักที่ปรีชามีต่อลูกสาวตัวน้อยของเขาเอง ธนาใช้ข้อมูลนี้ในการขู่กรรโชกทางอ้อม เขาไม่ได้ข่มขู่ลูกสาวของปรีชาโดยตรง แต่สร้างสถานการณ์ให้ดูเหมือนว่าปรีชากำลังตกอยู่ในอันตรายร้ายแรง และลูกสาวของเขาจะไม่มีใครดูแล
ธนาโทรศัพท์หาปรีชาด้วยน้ำเสียงที่เย็นชาอย่างถึงที่สุด “ปรีชา ฉันรู้ว่าแกอยู่ที่ไหน ฉันรู้ว่าแกกำลังทำอะไร และฉันรู้ว่า ‘ความรัก’ ของแกอยู่ตรงไหน” ธนาหยุดไปครู่หนึ่งเพื่อปล่อยให้ความเงียบสร้างความหวาดกลัว “แกทำอะไรกับลูกสาวของแกไม่ได้หรอกถ้าแกอยู่ในคุก จงเลือก ระหว่างอุดมการณ์ที่ไม่มีใครจำ กับ ‘ชีวิต’ ของแกและลูกสาว”
ปรีชาเงียบไปนานมาก ในที่สุด เขาก็ตัดสินใจ ปรีชารู้ว่าธนาไม่ได้พูดเล่น และเขารู้ว่านาคาอายได้กลืนกินเพื่อนของเขาไปแล้ว ปรีชาถอนตัวจากการเปิดโปงอย่างสมบูรณ์ เขาเผาหลักฐานทั้งหมดทิ้ง และหายตัวไปจากสาธารณชนเพื่อปกป้องครอบครัวของเขา
ชัยชนะที่กลวงเปล่า:
ธนาได้รับชัยชนะครั้งสุดท้ายในการกำจัด ‘มโนธรรม’ ของตัวเอง เขาปิดปากปรีชาได้สำเร็จ ความสุขของธนาคือความรู้สึกถึงการ ‘ปลดปล่อย’ จากพันธนาการของความรู้สึกผิด แต่ทันใดนั้น ความว่างเปล่าก็เข้ามาแทนที่ ธนาไม่ได้รู้สึกยินดี แต่รู้สึกเหมือนว่าเขาได้ทำลายส่วนที่สำคัญที่สุดของตัวเองไปแล้ว
ในคืนนั้น ธนานั่งอยู่เพียงลำพังในความมืด เขาถอดแหวนออกไม่ได้อีกต่อไป มันร้อนระอุบนนิ้วของเขา เขาเงยหน้ามองเพดาน และเสียงของนาคาอายก็ดังขึ้นอย่างเย้ยหยัน “นั่น… แหละ… ธนา… เจ้า… กำจัด… หนาม… ยอก… อก… ของ… เรา… ไป… แล้ว… เจ้า… เป็น… อิสระ… จาก… ความ… อ่อนแอ… แล้ว… เจ้า… เป็น… ของ… เรา…”
ธนาปิดตาลงด้วยความเจ็บปวด เขาพยายามที่จะร้องไห้ แต่ทำไม่ได้ น้ำตาของเขาแห้งผากไปหมดแล้ว เขาได้กลายเป็น ก้อนหิน (A stone) ที่มีความทะเยอทะยานและโหดร้ายตามที่นาคาอายต้องการ
ความสำเร็จของธนาพุ่งทะยานราวกับจรวด เขาใช้พลังของนาคาอายในการจัดการกับทุกปัญหาทางการเมือง ภายใต้การนำของเขา ประเทศดูเหมือนจะก้าวไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว แต่เบื้องหลังความเจริญรุ่งเรืองคือความหวาดกลัวและการกดขี่อย่างเงียบ ๆ ธนาไม่ได้เป็นเพียงนักการเมือง แต่เป็นผู้เผด็จการที่โหดเหี้ยมที่สวมชุดสูทราคาแพง และทุกคนก็ต่างก้มหัวให้กับเขา
การเปลี่ยนแปลงทางจิตใจของธนาส่งผลกระทบต่อร่างกายของเขาด้วย เขาผอมลงอย่างเห็นได้ชัด ผิวของเขาดูซีดเซียว และดวงตาของเขามักจะดูเหมือนดวงตาของงู แม้จะไม่มีแสงสะท้อนจากแหวนก็ตาม เขาเริ่มมีพฤติกรรมแปลก ๆ เช่น การชอบคลานไปตามพื้นในห้องส่วนตัว หรือการจ้องมองเหยื่อด้วยสายตาที่เยือกเย็นก่อนจะโจมตีทางคำพูด
การสืบค้นของอนงค์: อนงค์รู้สึกถึงความรุนแรงและอันตรายที่เพิ่มขึ้นของธนา เธอรู้ว่าเขาอยู่เหนือการควบคุมของเธอแล้ว แต่เธอก็ยังคงต้องการที่จะรักษาสถานะของตนเองไว้ เธอเริ่มค้นหาผู้เชี่ยวชาญด้านไสยศาสตร์คนอื่น ๆ เพื่อทำความเข้าใจเกี่ยวกับพลังของนาคาอายอย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น
ในที่สุด เธอก็พบกับ แม่ชีบุญส่ง (Mae Chee Boonsong) แม่ชีชราที่อาศัยอยู่ในวัดเล็ก ๆ ในชนบทห่างไกล แม่ชีบุญส่งต้อนรับอนงค์อย่างสงบ แต่ดวงตาของแม่ชีเต็มไปด้วยความเศร้า “โยมมาสายเกินไปแล้ว… วิญญาณพญานาคที่ถูกเนรเทศนั้นไม่ใช่แค่พลัง แต่เป็นความโลภที่ไม่มีที่สิ้นสุด มันกำลังกลืนกินจิตวิญญาณของสามีโยมทีละน้อย”
แม่ชีบุญส่งบอกกับอนงค์ว่า พญานาคองค์นี้สามารถถูกขับไล่ได้เพียงวิธีเดียวเท่านั้น คือ ’การเสียสละที่แท้จริง’ (The true sacrifice) ที่จะสั่นคลอนความทะเยอทะยานของธนาจนถึงรากฐาน “มันไม่ได้ต้องการชีวิต แต่ต้องการอำนาจและจิตวิญญาณของมนุษย์ที่ยอมจำนน โยมต้องบังคับให้สามีโยมเลือก ระหว่างอำนาจที่ได้มา กับสิ่งสุดท้ายที่เขาเคยรักในความเป็นมนุษย์”
อนงค์กลับมาพร้อมกับความหวาดกลัวและความมุ่งมั่น เธอรู้ว่าสิ่งสุดท้ายที่ธนารักในความเป็นมนุษย์ คือ ภาพลักษณ์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของตัวเอง (His ultimate image of success) และอำนาจที่เขาได้รับมาทั้งหมด
แผนการสุดท้ายของอนงค์: อนงค์วางแผนที่จะเปิดโปงธนาในที่สาธารณะ โดยมีเป้าหมายเพื่อทำลายความน่าเชื่อถือและสถานะของเขา เพื่อให้ธนาตระหนักว่าอำนาจที่เขาได้มาด้วยการทำลายมโนธรรมนั้นเป็นเพียงภาพลวงตาที่พร้อมจะพังทลาย เธอรวบรวมหลักฐานการคอร์รัปชันของธนาที่ไม่เกี่ยวข้องกับแหวน แต่เป็นความโลภที่เกิดขึ้นก่อนหน้านั้น ซึ่งอาจนำไปสู่การถูกถอดถอนออกจากตำแหน่ง
คืนที่เกิดเหตุการณ์สำคัญ อนงค์เตรียมพร้อมที่จะเปิดโปงข้อมูลนี้ต่อสื่อมวลชนระดับชาติ ธนาเข้ามาในห้องทำงานของเขาด้วยรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความเย่อหยิ่ง เขาเพิ่งจัดการกับปัญหาทางการเมืองที่สำคัญอีกครั้งด้วยความช่วยเหลือของนาคาอาย “เธอมีความสุขไหม อนงค์? ในที่สุดเราก็มาถึงจุดที่เราควรจะอยู่”
อนงค์มองสามีของเธอด้วยความสงสาร เธอเห็นเพียง ซากศพที่มีชีวิต (A living corpse) ที่ถูกขับเคลื่อนด้วยความทะเยอทะยานของงู “ไม่ ธนา ฉันไม่เคยมีความสุข ฉันต้องการให้คุณกลับมาเป็นคนเดิม” อนงค์พูดด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ “แหวนนั้น… มันกำลังทำลายคุณ”
ธนาหัวเราะอย่างเย็นชา เสียงของเขามีความแหบพร่าคล้ายเสียงริดหรี่ของงู “โง่เง่า! นางกำลังโกหก… นางกำลังพยายามจะทำลายเจ้า… จง… ทำลาย… นาง… ก่อน…” เสียงของนาคาอายดังสนั่นในหูของธนา
อนงค์ยื่นแฟ้มหลักฐานให้ธนา “ฉันไม่ต้องการทำลายคุณ ธนา ฉันต้องการให้คุณตื่นขึ้นมา” ธนามองดูแฟ้มนั้นด้วยความโกรธเกรี้ยว แต่ในสายตาของเขา อนงค์กลายเป็น แมงมุมสีดำที่กำลังจะรัดคอเขา (The black spider preparing to choke him)
“เธอ… ทรยศ… ฉัน…” ธนาคำราม ดวงตาของเขากลายเป็นสีทองทั้งหมด เขาไม่สามารถควบคุมตัวเองได้อีกต่อไป แหวนนาคาอายส่องแสงสว่างจ้า
การปะทะที่รุนแรง:
ธนาเข้าประชิดตัวอนงค์อย่างรวดเร็ว เขากระชากแฟ้มออกจากมือเธอและขว้างมันทิ้งไป เขาใช้มือบีบคอของอนงค์อย่างรุนแรง แหวนนาคาอายสัมผัสกับผิวหนังของเธอ แสงสีแดงร้อนระอุเผาไหม้ผิวของอนงค์อย่างรวดเร็ว
“คุณต้องเลือก ธนา! เลือกระหว่างอำนาจนี้… กับความเป็นมนุษย์ของคุณ!” อนงค์พยายามพูดออกมาทั้งที่หายใจไม่ออก
นาคาอายใช้กำลังทั้งหมดเข้ายึดครองสติของธนา “ฆ่า… นาง… เสีย… นาง… เป็น… อุปสรรค… เดียว… ที่… เหลือ… อยู่… แล้ว… เจ้า… จะ… เป็น… พระเจ้า…”
ในวินาทีสุดท้ายที่อนงค์กำลังจะหมดสติ เธอใช้แรงทั้งหมดดึงแหวนออกจากนิ้วของธนา แต่แหวนนั้นถูกฝังแน่นกับกระดูกของเขา อนงค์ถูกผลักล้มลงอย่างรุนแรง ศีรษะของเธอกระแทกกับขอบโต๊ะอย่างแรง เลือดไหลออกมาเป็นทางยาว
ธนายืนมองภรรยาของตนเองที่นอนแน่นิ่งอยู่บนพื้นอย่างว่างเปล่า ความรู้สึกของนาคาอายเต็มไปด้วยความพึงพอใจ: “ดี… มาก… เจ้า… นาย… ตอน… นี้… ไม่… มี… ใคร… มา… หยุด… เรา… ได้…”
ธนาเหลือบมองไปที่ร่างของอนงค์ ความรู้สึกบางอย่างที่คล้ายกับความตกใจและความเศร้าโศกกำลังพยายามที่จะทะลุผ่านความมืดมิดที่นาคาอายสร้างขึ้นมา แต่เสียงของงูก็เข้ามาควบคุมอย่างรวดเร็ว
จุดสิ้นสุดของส่วนนี้: ธนาเดินออกจากห้องนั้นอย่างเย็นชา เขาทิ้งร่างของอนงค์ไว้เบื้องหลังเพื่อเผชิญกับชะตากรรมของเธอเอง เขาไม่ได้เรียกหมอ ไม่ได้ขอความช่วยเหลือ ความมุ่งมั่นของเขาคือการรักษาอำนาจไว้ให้ได้ การเสียสละที่แท้จริงได้เกิดขึ้นแล้ว—และมันคือความเมตตาของธนาเอง
เช้าวันรุ่งขึ้นเป็นเช้าที่เย็นชาและไร้ความรู้สึกสำหรับธนา ร่างของอนงค์ถูกเคลื่อนย้ายออกไปอย่างเงียบ ๆ โดยคนสนิทของธนาภายใต้คำสั่งที่คลุมเครือ เพื่อหลีกเลี่ยงข่าวฉาวทางการเมือง มีการให้ข่าวว่าอนงค์ลื่นล้มในห้องน้ำและอยู่ในอาการโคม่า ธนาแสดงสีหน้าโศกเศร้าอย่างสมบูรณ์แบบต่อสาธารณชน แต่ภายในใจของเขาไม่มีอะไรเลย นอกจากความว่างเปล่าที่เต็มไปด้วยเสียงของนาคาอาย
“เจ้า… ได้… ทำ… สิ่ง… ที่… จำ… เป็น… แล้ว… ธนา… ความ… อ่อนแอ… ถูก… กำจัด… เจ้า… เป็น… ผู้… ชนะ…” เสียงนั้นเยาะเย้ยและปลอบประโลมไปพร้อมกัน
ธนาก้าวเข้าสู่การทำงานในฐานะรัฐมนตรีที่ไร้ซึ่งข้อจำกัดใด ๆ การกระทำของเขากลายเป็นที่ประหวั่นพรั่นพรึงของทุกคนในวงการการเมือง เขากลายเป็นหินผาที่ไม่มีใครกล้าแตะต้อง ใครก็ตามที่พยายามคัดค้านจะถูกทำลายอย่างรวดเร็วและเงียบเชียบด้วยกลไกทางกฎหมายที่ธนาควบคุมอยู่
เขาเริ่มมีอาการทางจิตที่ชัดเจนขึ้น เขาเห็นผู้คนเป็นภาพสัตว์ต่าง ๆ ตลอดเวลา ไม่ใช่แค่เมื่อใช้แหวนเท่านั้น เขาเห็นนักข่าวเป็น ฝูงหมาป่า (A pack of wolves) ที่ซุ่มรออยู่ตามมุมตึก เห็นนักการเมืองคนอื่น ๆ เป็น ฝูงนกยาง (A flock of herons) ที่คอยจ้องมองหาปลาเล็กปลาน้อย และเขาเห็นตัวเองเป็น งูใหญ่ (The great serpent) ที่กำลังเลื้อยไปตามแผ่นดินอย่างช้า ๆ มั่นคง และน่ากลัว
ธนาเริ่มเสพติดอำนาจมากขึ้นเรื่อย ๆ เขาไม่พอใจกับตำแหน่งรัฐมนตรีอีกต่อไป “จง… ขึ้น… ไป… อีก… ธนา… บัลลังก์… สูงสุด… กำลัง… รอ… เจ้า… อยู่…” เสียงของนาคาอายเรียกร้องให้เขาก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีให้ได้
การปรากฏตัวอีกครั้งของอดีต:
ในระหว่างงานแถลงข่าวใหญ่ ธนาต้องเผชิญหน้ากับเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด ศักดา (Sakda) คู่ปรับเก่าของเขาที่เคยถูกธนาโค่นล้มอย่างอัปยศ ปรากฏตัวขึ้นอีกครั้ง ศักดาไม่ได้มาเพื่อต่อสู้ แต่มาเพื่อพูดความจริงที่เขาค้นพบระหว่างที่ต้องหลบไปจากวงการ
ศักดาเดินเข้ามาอย่างช้า ๆ และมั่นคง เขาไม่ได้มองธนาด้วยความเกลียดชัง แต่ด้วยความสงสาร “ธนา ฉันรู้ว่านายใช้พลังอะไร นายไม่ได้ชนะฉันด้วยสติปัญญา แต่นายชนะฉันด้วย ‘คำสาป’ นายกำลังเป็นเครื่องมือของสิ่งที่น่ากลัว”
ธนามองศักดาผ่านแหวน แหวนนาคาอายส่องแสงสีเลือดอย่างรุนแรง ศักดาปรากฏเป็น นกอินทรีที่บาดเจ็บ (A wounded eagle) ที่พยายามจะบินขึ้นสู่ท้องฟ้าด้วยปีกที่หัก “อย่า… ปล่อย… ให้… มัน… พูด… ธนา… มัน… กำลัง… ทำลาย… พลัง… ของ… เจ้า… จง… ทำให้… มัน… เงียบ…” เสียงนาคาอายคำรามอย่างรุนแรงจนธนาแทบจะทรงตัวไม่ได้
ธนาพยายามตอบโต้ด้วยความเย็นชา แต่คำพูดของศักดาทำให้ฝูงชนเริ่มสับสน “ฉันไม่ได้กลับมาเพื่ออำนาจ แต่กลับมาเพื่อเตือนนาย แหวนนั้น… มันจะกลืนกินนายจนกว่านายจะเหลือแค่เปลือกนอก”
ธนาเห็นภาพที่ชัดเจนที่สุดในชีวิตของเขา: ภาพของตัวเองที่กำลังนั่งอยู่บนบัลลังก์ แต่ร่างของเขากลายเป็น พญานาคสีดำ (A black Naga) ที่มีใบหน้าของตัวเอง และร่างกายของเขากำลังรัดแน่นจนบัลลังก์แตกสลาย เขากลายเป็นสิ่งมีชีวิตที่น่ารังเกียจที่กำลังกลืนกินอำนาจของตนเอง
ในขณะที่ธนาเกือบจะควบคุมตัวเองไม่ได้และกำลังจะเปิดเผยความลับทั้งหมด เสียงของนาคาอายก็เข้าควบคุมอย่างสมบูรณ์ “ไม่… มี… ใคร… จะ… มา… ทำลาย… เรา… ได้…”
ธนาตอบโต้ศักดาด้วยการโจมตีอย่างรวดเร็วและแม่นยำทางจิตวิทยา เขาใช้ข้อมูลที่เขาได้รับจากแหวน เพื่อเปิดโปงความผิดพลาดในอดีตของศักดาอย่างรุนแรงต่อหน้าสื่อมวลชน ทำให้ศักดากลายเป็นตัวตลกและคนบ้าที่ไม่มีใครเชื่อถือ ศักดาถูกลากออกไปจากงานแถลงข่าวอย่างอัปยศ
การยอมจำนนที่สมบูรณ์:
หลังจากเหตุการณ์นั้น ธนากลับไปที่ห้องทำงานของเขาและถอดสูทออก เขาเดินไปที่กระจกและจ้องมองภาพสะท้อนของตนเอง รูม่านตาแนวตั้งสีทอง (Vertical golden pupils) ปรากฏขึ้นอย่างถาวรในดวงตาของเขา เขาไม่พยายามที่จะต่อสู้กับมันอีกต่อไป เขาได้ยอมรับตัวตนใหม่ของเขาอย่างสมบูรณ์
เขาแตะไปที่แหวนนาคาอายด้วยความเคารพราวกับสัมผัสกับราชา “เรา… ได้… ชนะ… แล้ว… ธนา… ไม่มี… ใคร… ที่… จะ… กล้า… ต่อ… ต้าน… เจ้า… อีก… ต่อไป…”
ธนาไม่ได้ตอบอะไร แต่รอยยิ้มที่น่ากลัวปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเขา รอยยิ้มของงู
จุดไคลแม็กซ์ของ Hồi 2: ธนาโทรศัพท์ไปหาประธานพรรคการเมืองของเขา และใช้เสียงที่เต็มไปด้วยความมั่นใจที่มาจากการครอบครองของนาคาอาย ประกาศว่าเขาจะลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไปทันที โดยไม่เปิดโอกาสให้มีการโต้แย้ง
เขาคือพญานาคที่กำลังจะขึ้นสู่บัลลังก์
ธนาประสบความสำเร็จในการขึ้นสู่ตำแหน่งสูงสุด เขาได้เป็นนายกรัฐมนตรีอย่างไม่มีใครโต้แย้ง ทุกคนกลัวความเด็ดขาดและอำนาจมืดที่เขาสะท้อนออกมา การบริหารประเทศของเขาเป็นการปกครองโดยความหวาดระแวงและความทะเยอทะยานที่บิดเบี้ยว เขานั่งอยู่บนบัลลังก์ที่สร้างจากความกลัวของผู้อื่น และความเงียบเหงาของตัวเอง
ชีวิตของธนาคือความว่างเปล่าที่หรูหรา เขาถูกล้อมรอบด้วยผู้คนที่แสร้งทำเป็นเคารพ แต่ธนาไม่สามารถเชื่อใจใครได้อีกต่อไป เพราะในสายตาของเขา ทุกคนยังคงเป็นสัตว์ที่รอวันที่จะโจมตีหรือถูกกำจัด “เจ้า… ไม่… จำ… เป็น… ต้อง… ไว้… ใจ… ใคร… ธนา… เจ้า… มี… เรา… เพียง… พอ… แล้ว…” เสียงของนาคาอายดังสนั่นในหัวของเขาอย่างต่อเนื่อง มันไม่ได้แค่กระซิบ แต่เป็น เสียงของความคิดของเขาเอง
ธนาใช้ชีวิตอย่างโดดเดี่ยวในบ้านพักที่ยิ่งใหญ่ของนายกรัฐมนตรี อนงค์ยังคงอยู่ในอาการโคม่าในโรงพยาบาล ซึ่งเป็นเรื่องที่ธนาไม่ได้ใส่ใจอีกต่อไป เธอเป็นเพียง ‘ซาก’ ที่นาคาอายทิ้งไว้เบื้องหลัง ความสัมพันธ์เดียวที่เขามีคือกับ แหวนนาคาอาย ที่เรืองแสงสีทองมืดมิดบนนิ้วของเขาตลอดเวลา
การมาเยือนที่ไม่คาดคิด:
คืนหนึ่งขณะที่ธนานั่งอยู่ในห้องทำงานส่วนตัว จ้องมองแผนที่ขนาดใหญ่ของประเทศด้วยดวงตาที่เต็มไปด้วยรูม่านตาแนวตั้ง ประตูห้องก็เปิดออกอย่างช้า ๆ ผู้ที่เข้ามาคือ แม่ชีบุญส่ง (Mae Chee Boonsong) แม่ชีชราที่เคยพบกับอนงค์ แม่ชีเดินเข้ามาอย่างสงบ ท่ามกลางบรรยากาศที่เต็มไปด้วยพลังงานอันเยือกเย็นและดำมืด
ธนาไม่ได้รู้สึกประหลาดใจกับการปรากฏตัวของแม่ชีบุญส่ง เพราะในสายตาของเขา แม่ชีเป็นเพียง นกพิราบสีขาว (A white dove) ตัวเล็ก ๆ ที่ไร้พิษสง แต่เสียงของนาคาอายกลับคำรามอย่างรุนแรงในหัวของเขา “ฆ่า… นาง… นาง… คือ… ภัย… คุก… คาม… นาง… รู้… ความ… ลับ… ของ… เรา…”
ธนากำลังจะสั่งการ์ดให้มาจับกุมแม่ชี แต่แม่ชีบุญส่งก็พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนแต่ทรงพลัง “ธนา… โยมมาถึงจุดสูงสุดแล้ว… แล้วโยมเห็นอะไรบ้าง? ความว่างเปล่า… ที่… น่า… กลัว… ใช่ไหม?”
ธนาชะงักไปเล็กน้อย คำพูดของแม่ชีเจาะทะลุความเยือกเย็นของนาคาอายเข้าไปถึงส่วนลึกของเขาได้ชั่วขณะหนึ่ง “เจ้าเป็นใคร? เจ้ามาที่นี่ได้อย่างไร? ออกไปจากที่นี่!” ธนาพูดด้วยน้ำเสียงที่แหบแห้งและเต็มไปด้วยความโกรธ
แม่ชีบุญส่งเดินไปยืนอยู่หน้าโต๊ะของธนาอย่างกล้าหาญ “อาตมามาเพื่อเตือนโยมเป็นครั้งสุดท้าย… โยมไม่ได้เป็นเจ้าของอำนาจนี้… โยมเป็นเพียง ‘ภาชนะ’ ที่ใช้พลังงานแห่งความโลภ… พญานาคองค์นี้ไม่ได้อยากเป็นแค่นายกรัฐมนตรี… แต่ต้องการที่จะควบคุม ‘ชาติ’ นี้ผ่านร่างกายของโยม”
แม่ชีบุญส่งยื่นภาพถ่ายใบเก่าให้ธนา มันเป็นภาพของธนาและปรีชาในวัยหนุ่ม พวกเขากำลังหัวเราะอย่างมีความสุขและเต็มไปด้วยความหวัง ภาพนั้นสั่นคลอนจิตใจที่ถูกครอบงำของธนา “จำ… ไว้… ธนา… โยม… เคย… เป็น… มนุษย์… ที่… ดี… ได้…”
ธนากำลังจะฉีกภาพนั้นทิ้ง แต่เสียงของนาคาอายก็ดังขึ้นอย่างบ้าคลั่ง “อย่า… ดู… ภาพ… ลวงตา… นั่น… มัน… เป็น… จุด… อ่อน… ของ… เจ้า… จง… อย่า… ลืม… ว่า… ใคร… คือ… ราชา…”
“ฉันคือราชา!” ธนากรีดร้องใส่แม่ชีบุญส่ง แต่แม่ชีไม่สะทกสะท้าน “โยมเป็นเพียงทาสที่ใส่แหวนเท่านั้น… แหวนนี้สามารถถูกทำลายได้… แต่ต้องเป็นการทำลายโดย การยอมรับความพ่ายแพ้ (Acceptance of defeat) ของโยมเอง… โยมต้องทิ้งทุกสิ่ง… ทิ้งอำนาจ… ทิ้งตำแหน่ง… และทำลายมันด้วยน้ำมือของโยมเอง… ถ้าโยมทำสำเร็จ… โยมอาจจะเหลือความเป็นมนุษย์ไว้บ้าง”
คำพูดของแม่ชีทำให้ธนาตกอยู่ในความสับสนอย่างรุนแรง เขาตระหนักว่าเขาไม่สามารถควบคุมแหวนได้อีกต่อไป แต่แหวนนั้นต่างหากที่ควบคุมเขา นี่คือการทรยศครั้งใหญ่ที่สุดของนาคาอายต่อธนา
การตัดสินใจที่เจ็บปวด:
ธนากำมือแน่นจนเล็บจิกเนื้อ เขามองไปที่แหวน แหวนนาคาอายเรืองแสงเป็นสีแดงเข้มเหมือนกำลังโกรธเกรี้ยว เขารู้ว่าถ้าเขาเชื่อแม่ชี เขาจะต้องสูญเสียทุกอย่างที่เขาได้มาด้วยเลือดเนื้อและการทำลายมโนธรรมของตัวเอง
“ไม่… มี… ทาง… ธนา… เรา… จะ… ไม่… ยอม… แพ้… เรา… เป็น… หนึ่ง… เดียว… กับ… เจ้า…” นาคาอายบีบคั้นจิตใจของธนาด้วยความเจ็บปวดอย่างรุนแรง
ธนากรีดร้องด้วยความเจ็บปวด เขาไม่ได้ร้องไห้ แต่เป็นเสียงคำรามของสัตว์ที่ติดกับดัก แม่ชีบุญส่งเดินจากไปอย่างเงียบ ๆ ทิ้งให้ธนาต้องต่อสู้กับสงครามภายในตัวเองเพียงลำพัง
จบส่วนนี้: ธนานั่งลงบนพื้นห้องทำงานของเขาด้วยร่างกายที่สั่นเทา เขาเหลือบมองไปที่โทรทัศน์ที่กำลังแสดงภาพของเขาเองที่กำลังยิ้มและได้รับการสรรเสริญจากสาธารณชน ธนารู้แล้วว่า ชัยชนะครั้งสุดท้ายของเขาคือการทำลายความสำเร็จที่เขาได้มาทั้งหมด
คำพูดของแม่ชีบุญส่งยังคงดังก้องอยู่ในหัวของธนา เป็นเสียงเดียวที่สามารถแทรกผ่านเสียงคำรามของนาคาอายได้ “การยอมรับความพ่ายแพ้” นั่นคือทางเดียวที่จะเป็นอิสระ ธนารู้ดีว่าถ้าเขาทำลายแหวนในตอนนี้ เขาก็จะสูญเสียอำนาจทั้งหมด และจะต้องเผชิญหน้ากับความผิดที่เขาก่อไว้—การทรยศต่อเพื่อน, การทอดทิ้งภรรยา, และการคอร์รัปชันครั้งใหญ่
นาคาอายรู้ถึงความสับสนของธนาและตอบโต้อย่างรุนแรง “ความ… พ่าย… แพ้… คือ… ความ… ตาย… ธนา… เจ้า… จะ… กลับ… ไป… สู่… ความ… ยาก… จน… สู่… ความ… ต่ำ… ต้อย… เจ้า… จะ… ถูก… หัวเราะ… เยาะ… จง… อย่า… ทิ้ง… เรา…” เสียงนั้นพยายามกระตุ้นความกลัวดั้งเดิมที่สุดของธนา—ความกลัวที่จะกลับไปสู่ความว่างเปล่า
ธนาเดินไปที่โรงพยาบาลอย่างเงียบ ๆ เพื่อไปเยี่ยมอนงค์ที่ยังคงอยู่ในอาการโคม่า เขาไม่ได้ไปในฐานะนายกรัฐมนตรี แต่ไปในฐานะมนุษย์ที่กำลังจะพังทลาย ห้องพักของอนงค์เงียบสงบ มีเพียงเสียงเครื่องช่วยหายใจเท่านั้น ธนามองใบหน้าของภรรยาที่ดูสงบเงียบ แตกต่างจากใบหน้าของเขาที่เต็มไปด้วยความวิตกกังวลและความหิวกระหาย
เมื่อธนาสัมผัสใบหน้าของอนงค์ เขารับรู้ถึงความเย็นยะเยือกของผิวหนังของเธอ แต่เขาก็รู้สึกถึง ความจริง (Truth) ที่บริสุทธิ์เป็นครั้งแรกในรอบหลายปี อนงค์เป็นเหยื่อของการกระทำของเขา แต่เธอก็เป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงนี้เช่นกัน
ทันใดนั้น แหวนนาคาอายก็สั่นสะเทือนอย่างรุนแรงบนนิ้วของธนา มันไม่ต้องการให้ธนาสัมผัสความรู้สึกของมนุษย์ “นาง… เป็น… ซาก… ศพ… ธนา… จง… กลับ… ไป… หา… อำนาจ… ของ… เจ้า… นาง… ไม่… มี… ค่า… อีก… ต่อไป…”
ธนาเหลือบมองแหวน แหวนนาคาอายส่องแสงสีเลือดที่ทำให้ห้องดูมืดมิด เขาจำได้ว่าเขาเคยเห็นอนงค์เป็นแมงมุม แต่ตอนนี้ เขากลับเห็นเธอเป็นเพียง เหยื่อผู้บริสุทธิ์ (An innocent victim)
การต่อสู้กับนาคาอาย: ธนากำหมัดแน่น เขาพยายามถอดแหวนนั้นออก แต่แหวนนั้นฝังแน่นกับกระดูกของเขาจนทำให้ผิวหนังฉีกขาด เลือดหยดลงบนผ้าปูที่นอนสีขาวของอนงค์
“แก… แก… ไม่ใช่… ฉัน!” ธนาคำรามเบา ๆ ด้วยเสียงที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวด “ฉัน… ไม่… ยอม… ให้… แก… ควบคุม… ฉัน… อีก… ต่อไป…”
นาคาอายตอบโต้อย่างบ้าคลั่ง “เจ้า… โง่… เง่า… เจ้า… จะ… ทำลาย… ตัว… เอง… ถ้า… เจ้า… ทิ้ง… เรา… ใคร… จะ… ปกป้อง… เจ้า… จาก… สิ่ง… ที่… เจ้า… ก่อ…? เจ้า… จะ… ถูก… ลงโทษ…”
การตระหนักรู้: คำพูดของนาคาอายที่กล่าวถึง “การลงโทษ” กลับกลายเป็นสิ่งกระตุ้นให้ธนาตัดสินใจ ธนารู้ว่าการเป็นนายกรัฐมนตรีที่ถูกครอบงำนั้นคือการหลีกหนีจากผลกรรมที่เขาได้สร้างไว้ การยอมรับความพ่ายแพ้ไม่ใช่แค่การทำลายแหวน แต่คือ การยอมรับโทษทัณฑ์ (Accepting the retribution) สำหรับความผิดทั้งหมดของเขาเอง
ธนารีบออกจากโรงพยาบาลและกลับไปที่ทำเนียบรัฐบาล เขาเดินตรงไปยังห้องแถลงข่าวที่ว่างเปล่า ซึ่งเป็นสถานที่ที่เขาเคยใช้แหวนในการทำลายชีวิตคนอื่นมานับไม่ถ้วน ธนาสวมเสื้อเชิ้ตที่เต็มไปด้วยรอยเลือดจากความพยายามที่จะถอดแหวน เขายืนอยู่หน้าโพเดียม โดยมีกล้องบันทึกภาพตัวเดียวที่เขาสั่งให้เปิดทำงาน
เขาเริ่มพูดด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือแต่ชัดเจน “พี่น้องประชาชน… สิ่งที่ผมจะพูดในวันนี้… ไม่ใช่คำปราศรัยของนายกรัฐมนตรี… แต่เป็นคำสารภาพ…”
นาคาอายคำรามอย่างรุนแรงจนธนาต้องกุมศีรษะ “หยุด…! เจ้า… กำลัง… ทำลาย… ทุก… สิ่ง… เรา… จะ… ฆ่า… เจ้า…! หยุด… เดี๋ย… ว… นี้!”
ธนาเพิกเฉยต่อเสียงนั้น เขาเล่าถึงความทะเยอทะยานที่ขับเคลื่อนเขา ความอัปยศในวัยเด็ก และความกลัวที่ทำให้เขายอมรับ ‘ของขวัญ’ จากนาคาอาย เขายอมรับความผิดในการทรยศต่อปรีชา การทำร้ายอนงค์ และการคอร์รัปชันทั้งหมด
จุดที่ไม่มีวันย้อนกลับ: ขณะที่ธนากำลังสารภาพ แหวนนาคาอายก็เรืองแสงเป็นสีขาวบริสุทธิ์อย่างกะทันหัน แสงนั้นไม่ได้ให้พลัง แต่กลับเป็น ความเจ็บปวดที่แท้จริง (Genuine pain) ที่ปลุกจิตสำนึกของเขาให้ตื่นขึ้นมา
ธนาหยิบก้อนหินเล็ก ๆ ที่ใช้ทับกระดาษขึ้นมาอย่างรวดเร็ว และใช้แรงทั้งหมดทุบไปที่แหวนนาคาอายที่ยังคงอยู่บนนิ้วของเขา
ก้อนหินกระทบเข้ากับแหวนนาคาอายอย่างรุนแรง เสียงดัง ’แกร๊ง’ ดังสนั่นไปทั่วห้องแถลงข่าว แหวนนั้นแตกออกเป็นเสี่ยง ๆ อัญมณีสีแดงเข้มที่เคยเรืองแสงราวกับดวงตาของงู บัดนี้แตกกระจายลงบนพื้นกลายเป็นผงธุลีสีดำสนิท
ทันทีที่แหวนแตก ธนาก็ทรุดตัวลงกับพื้น ร่างกายของเขาสั่นอย่างรุนแรง เสียงของนาคาอายหายไปอย่างสิ้นเชิง เหลือเพียงความเงียบที่น่าสะพรึงกลัว และความรู้สึกเจ็บปวดที่แท้จริงที่แล่นเข้ามาแทนที่ ธนาไม่ได้ปวดศีรษะ แต่ปวดร้าวที่จิตวิญญาณ ความเจ็บปวดจากการตระหนักรู้ถึงการกระทำอันเลวร้ายที่เขาได้ก่อไว้ทั้งหมด
การปลดปล่อยและผลกรรม:
เมื่อเสียงนั้นหายไป รูม่านตาของธนาก็ค่อย ๆ กลับมาเป็นปกติ แต่ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยน้ำตาและความว่างเปล่า ธนามองไปที่กล้องที่กำลังบันทึกภาพทั้งหมด เขาไม่ได้สนใจอำนาจที่หายไป แต่สนใจเพียงการสารภาพความจริงให้จบสิ้น เขายอมรับความผิดในทุกข้อกล่าวหา และประกาศลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีทันที โดยร้องขอให้มีการดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างยุติธรรม
ภาพการสารภาพของธนาถูกเผยแพร่ไปทั่วประเทศ มันสร้างความตกตะลึงอย่างรุนแรง รัฐมนตรีผู้ทรงอำนาจที่สุดได้ยอมรับความพ่ายแพ้ต่อคำสาปและจิตสำนึกของตนเอง การกระทำนี้เป็นการทำลายอำนาจที่เขาได้มาอย่างสมบูรณ์ และเป็นการ ยอมรับโทษทัณฑ์ อย่างแท้จริง
ธนาถูกจับกุมและนำตัวเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม เขาต้องเผชิญหน้ากับข้อหาคอร์รัปชัน การใช้อำนาจในทางมิชอบ และการทรยศต่อสาธารณชน ธนาไม่ได้โต้แย้งข้อกล่าวหาใด ๆ เขาเดินเข้าสู่การพิจารณาคดีด้วยท่าทีสงบ ราวกับได้ปลดปล่อยภาระที่หนักอึ้งที่สุดในชีวิต
ในที่สุด ธนาก็ถูกตัดสินให้จำคุกเป็นเวลาหลายปี การลงโทษนั้นรุนแรง แต่ธนากลับรู้สึก เป็นอิสระ (Free) ในห้องขังที่แคบและมืดมิด เขารู้สึกถึงความสงบที่แท้จริงเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี เพราะไม่มีเสียงของนาคาอายคอยบงการเขาอีกต่อไป
บทสรุปอันน่าสะพรึงกลัว:
หลายปีผ่านไป ธนาใช้ชีวิตอย่างเงียบสงบในเรือนจำ เขาสารภาพบาปต่อตนเองทุกวัน เขาเริ่มเขียนบันทึกประจำวันเพื่อทำความเข้าใจถึงความมืดมิดที่เขาเคยถูกครอบงำ
วันหนึ่ง ปรีชา เพื่อนเก่าของธนามาเยี่ยม ปรีชาไม่ได้แสดงความโกรธแค้น แต่มาด้วยความเข้าใจ “ฉันรู้ว่านายไม่ใช่คนเดิม ธนา นายถูกบังคับ” ธนามองปรีชาด้วยความรู้สึกผิดอย่างท่วมท้น “ไม่ ปรีชา… นาคาอาย… มันเพียงแค่ทำให้สิ่งที่อยู่ในตัวฉัน… ออกมา… ฉันรับผิดชอบทั้งหมด” การให้อภัยของปรีชาไม่ได้ช่วยให้ธนารู้สึกดีขึ้น แต่กลับตอกย้ำถึงความผิดที่เขาได้ทำ
ชะตากรรมของอนงค์: อนงค์ไม่ได้ตื่นขึ้นจากอาการโคม่า เธอเสียชีวิตอย่างสงบในโรงพยาบาลไม่กี่เดือนหลังจากการสารภาพของธนา ธนารู้ข่าวนี้ในคุก เขาไม่ได้ร้องไห้ แต่ความเศร้าโศกนั้นฝังลึกอยู่ในจิตใจ มันคือ รอยแผลเป็นนิรันดร์ (Eternal scar) ที่จะอยู่กับเขาตลอดไป
Twist สุดท้ายที่ค้างคาใจ:
ในเช้าวันหนึ่ง ขณะที่ธนากำลังเขียนบันทึกประจำวันของเขา เขาเงยหน้าขึ้นมองภาพสะท้อนของตนเองในกระจกบานเล็ก ๆ ที่มีรอยร้าว ทันใดนั้น ธนาก็เห็นประกายสีทองแวบหนึ่งในดวงตาของเขา รูม่านตาแนวตั้ง ปรากฏขึ้นชั่วครู่หนึ่ง ก่อนจะหายไปอย่างรวดเร็ว
ธนากะพริบตาถี่ ๆ เขาใช้มือสัมผัสใบหน้าของตนเอง เขาพยายามจะบอกตัวเองว่านั่นเป็นเพียงภาพลวงตา เป็นผลจากความเครียดและอาการทางจิตที่หลงเหลืออยู่จากการครอบงำของแหวน แต่นาคาอายได้จากไปแล้ว… ใช่ไหม?
การตระหนักรู้สุดท้าย: ธนารู้สึกถึงความเย็นยะเยือกที่แล่นไปตามกระดูกสันหลัง เขาตระหนักว่า นาคาอายไม่ได้แค่ครอบงำเขา แต่ได้ฝัง ‘ส่วนหนึ่ง’ ของความโลภนั้นไว้ในตัวเขาตลอดไป เขาไม่ได้เป็นอิสระอย่างสมบูรณ์ แหวนถูกทำลายแล้ว แต่ เมล็ดพันธุ์แห่งความโลภ นั้นยังคงอยู่ และพร้อมที่จะเติบโตขึ้นใหม่ได้ทุกเมื่อที่เขาอ่อนแอลง
ธนาหันกลับไปที่บันทึกประจำวันของเขา เขาไม่ได้เขียนถึงความหวัง แต่เขียนถึง ความกลัวนิรันดร์ (Eternal fear): เขายังคงต้องต่อสู้กับ ‘นาคาอาย’ ที่อยู่ในตัวเองตลอดไป นี่คือ กรรม (Karma) ที่เขาต้องชดใช้
จบบริบูรณ์