ความงามที่ต้องจ่ายด้วยเลือด
ธารา ยืนอยู่หน้ากระจก มือเคลื่อนผ่านเส้นผมยาวที่เริ่มมีสีหม่น ตามแสงไฟที่ส่องจากหลอดไฟในห้องน้ำ ทอดสะท้อนลงบนใบหน้าที่ไม่สดใสเหมือนเมื่อก่อน รอยเหี่ยวย่นเล็กๆ ที่มุมตาของเธอ หรือรอยย่นที่มุมปาก กลายเป็นเครื่องเตือนใจให้เธอเห็นความเสื่อมโทรมของวัย
อุตสาหกรรมแฟชั่นมักจะให้ความสำคัญกับความงามของเยาวชน แต่สำหรับหญิงสาวที่ย่างเข้าวัย 30 อย่างธารา มันเหมือนกับการต่อสู้กับศัตรูที่ไม่มีวันชนะ ทุกครั้งที่มองไปที่ตัวเองในกระจก เธอเห็นตัวตนที่ค่อยๆ เลือนหายไป
ภาพการถ่ายแบบที่เคยเป็นที่รักของเธอเริ่มหายไปจากชีวิต คำสัญญาจากโฆษณาที่ไม่เคยมาอีกแล้ว ความเคยชินที่เธอเคยอยู่ในวงการนี้กลับกลายเป็นอดีตไปเสียแล้ว การเปลี่ยนแปลงในโลกแฟชั่นทำให้หญิงสาวรู้สึกเหมือนกับเป็นคนที่ถูกลืม ทิ้งอยู่ข้างหลังในอุตสาหกรรมที่ไม่เคยหยุดเคลื่อนไหว
ธาราเริ่มรู้สึกว่าตัวเองกำลังจะหายไปจากความสนใจของคนอื่นๆ เธอไม่สามารถยอมรับการเปลี่ยนแปลงนี้ได้ ความรู้สึกถูกทอดทิ้งจากวงการที่เธอรักและเคยเป็นส่วนหนึ่งมันทำให้เธอต้องนอนเครียดตลอดทั้งคืน หยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมา เปิดดูภาพของนางแบบสาวรุ่นใหม่และเยาว์วัยที่กำลังมาแรง ความรู้สึกเหมือนกับเธอได้กลายเป็นแค่เงาของใครบางคน
แล้วภาพที่เธอเห็นในโทรศัพท์มือถือเมื่อคืนนั้นก็ย้ำเตือนเธอถึงคำพูดที่เธอเคยได้ยินจากเพื่อนเก่าคนนึงของเธอ เพื่อนที่เคยเป็นนางแบบที่มีชื่อเสียงในอดีต แต่ตอนนี้หายไปจากวงการแล้ว เพื่อนคนนั้นเคยบอกธาราเรื่องของเครื่องรางที่สามารถช่วยดึงดูดความสนใจและความเยาว์วัยกลับมาให้เธอได้ เพียงแค่ได้ครอบครองมัน…
คำพูดนั้นยังคงหลอนอยู่ในใจของธารา เธอไม่สามารถลืมมันได้ ภายในใจเธอเริ่มรู้สึกถึงการผลักดันที่บอกให้เธอต้องทำบางอย่าง เพื่อที่จะได้คืนความสำเร็จที่เธอเคยมี ทุกๆ คืนที่เธอไม่ได้หลับ ยังต้องคิดถึงเรื่องนี้ไปเรื่อยๆ จนในที่สุดเธอได้ตัดสินใจที่จะหามัน
ในค่ำคืนฝนตกหนักวันหนึ่ง ธาราเดินเข้าไปในตลาดโบราณกลางเมืองที่เงียบสงบ ที่ที่คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยจะไป มีแต่สินค้าลึกลับและโบราณที่วางขายในร้านค้าที่ถูกซ่อนอยู่ใต้หลังคาไม้เก่าๆ สายตาของเธอตกไปที่ร้านหนึ่งที่มีหญิงสาวคนหนึ่งยืนอยู่ ขายของโบราณและเครื่องรางของขลัง ที่ร้านนั้นเธอเห็นผู้หญิงที่ดูแปลกตาอยู่คนเดียว
หญิงสาวคนนี้มีผิวสีแทน ผมยาวและบางดูเหมือนไม่เคยผ่านการดูแลใดๆ ดวงตาของเธอลึกและมีเสน่ห์อย่างแปลกประหลาด เหมือนกับว่าเธอสามารถมองทะลุเข้าไปในใจของคนอื่นได้อย่างไม่ยากเย็น
“คุณกำลังมองหาสิ่งใด?” เสียงของหญิงสาวดังขึ้น ลึกและมีอำนาจราวกับมีบางอย่างที่ซ่อนอยู่ในนั้น
ธาราลังเลเล็กน้อย ก่อนที่จะพูดออกไป “ฉัน… ฉันได้ยินเรื่องราวเกี่ยวกับเครื่องรางที่สามารถช่วยให้กลับมาเป็นที่สนใจอีกครั้งได้…”
หญิงสาวมองมาที่ธารา ใบหน้าของเธอไม่มีความประหลาดใจ แต่กลับยิ้มเล็กน้อยด้วยความเข้าใจ “สิ่งที่คุณต้องการมันสามารถได้มา แต่ต้องแลกเปลี่ยนบางสิ่ง” หญิงสาวพูดช้าๆ ท่ามกลางบรรยากาศที่เริ่มรู้สึกหนาวเย็น
ธารารู้สึกเหมือนกับว่าเธอถูกดึงดูดด้วยบางสิ่งบางอย่างในตัวหญิงสาวนี้ คำพูดของเธอเหมือนกับคำเตือน แต่ธาราไม่สามารถหยุดตัวเองจากการต้องการความสำเร็จที่กลับคืนมาได้ เธออยากที่จะกลับมาโดดเด่นอีกครั้ง
หญิงสาวยื่นเครื่องรางให้ธารา มันเป็นเครื่องรางรูปเหรียญทองส่องแสงประกายบางอย่างออกมา มันดูเหมือนจะมีพลังบางอย่างที่ไม่อาจอธิบายได้ ธารารับมันด้วยมือที่สั่นเล็กน้อย และรู้สึกถึงความเย็นที่แผ่ซ่านออกมาจากเครื่องราง
“มันจะช่วยให้คุณกลับมาเป็นที่นิยมอีกครั้ง แต่… คุณจะต้องจ่ายราคา” หญิงสาวพูดด้วยเสียงที่แหบแห้ง
ธารามองเครื่องรางในมือ แล้วคิดถึงสิ่งที่เธอเคยได้ยินมา ราคา… สิ่งที่ต้องจ่าย เธอไม่สามารถหาคำตอบในตอนนี้ได้ แต่มันเหมือนกับเธอถูกดึงดูดไปข้างหน้า
“ตกลง” ธาราพูดเบาๆ โดยไม่ลังเล
หญิงสาวยิ้มบางๆ และพูดว่า “เครื่องรางนี้จะทำให้คุณโดดเด่น แต่ต้องแลกด้วยพลังชีวิตของคุณเอง ทุกครั้งที่คุณใช้มัน ความสดใสในตัวคุณจะค่อยๆ หายไป แต่คุณจะได้สิ่งที่ต้องการ”
ธาราสวมเครื่องรางแล้วรู้สึกถึงพลังบางอย่างที่ลึกลับแผ่เข้ามาในตัวเธอ มันเหมือนกับว่าเธอกลับไปเป็นคนที่เคยสดใสและมีความมั่นใจอีกครั้ง
หญิงสาวยิ้มอย่างลึกลับ “จงไปเถอะ แล้วคุณจะได้เห็นการเปลี่ยนแปลง”
เมื่อธาราก้าวออกจากตลาด เธอรู้สึกถึงบางสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปในตัวเธอแล้ว แต่ก็ไม่แน่ใจว่าเป็นสิ่งที่ดีหรือไม่ เธอเริ่มรู้สึกถึงความเย็นที่มาจากเครื่องราง แต่เธอก็ไม่หยุดยั้ง สัญญาณของการเริ่มต้นการเดินทางที่เธอไม่สามารถย้อนกลับได้…
หลังจากธาราได้สวมเครื่องรางไว้ที่คอ เธอกลับบ้านด้วยหัวใจที่เต็มไปด้วยความคาดหวัง แม้จะยังมีความกลัวบางอย่างที่เธอไม่เข้าใจ เธอมองตัวเองในกระจกอีกครั้ง แสงไฟในห้องดูอ่อนลง แต่ใบหน้าของเธอกลับดูสดใสขึ้นเล็กน้อย ผิวดูเรียบขึ้น ดวงตาดูมีประกายบางอย่างที่เธอไม่ได้เห็นมานานแล้ว
เช้าวันรุ่งขึ้น ธาราได้รับโทรศัพท์จาก “ต้น” ผู้จัดการของเธอ ซึ่งเธอไม่ได้ติดต่อมาหลายเดือน
“ธารา มีงานใหม่ติดต่อมานะ เขาอยากให้เธอกลับมาขึ้นปกอีกครั้ง”
เสียงของต้นฟังดูตื่นเต้นกว่าปกติ ธาราแทบไม่เชื่อหูตัวเอง หลังจากเงียบไปนานเกือบปี ไม่มีใครพูดถึงเธออีก แต่จู่ ๆ โอกาสนี้ก็ปรากฏขึ้น เหมือนโชคชะตาพลิกกลับในชั่วข้ามคืน
ระหว่างการถ่ายแบบ ธารารู้สึกถึงสายตาของทุกคนจับจ้องอยู่ที่เธอ ช่างแต่งหน้า พร็อพ สไตลิสต์ ทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าเธอสวยขึ้นมาก เหมือนคนละคน รอยยิ้มของเธอสะกดทุกคนในสตูดิโอ จนแม้แต่ “มิน” ช่างภาพที่เคยทำงานกับเธอมานาน ก็ยังมองด้วยสายตาที่แตกต่างออกไป
“ผมไม่รู้ว่าเธอไปทำอะไรมา แต่แสงในตัวเธอมันเปลี่ยนไปจริง ๆ” มินพูดขณะปรับเลนส์กล้อง เสียงชัตเตอร์ดังขึ้นติดกันหลายครั้งอย่างไม่หยุด
ธารายิ้มเล็กน้อย แต่ภายในใจกลับรู้สึกถึงความเย็นเฉียบที่ไหลวนอยู่รอบลำคอ เครื่องรางที่อยู่ใต้ผิวเสื้อเหมือนเต้นเบาๆ ราวกับมีชีวิต
หลังจากการถ่ายแบบวันนั้น ธารากลับถึงบ้านด้วยร่างกายที่อ่อนแรงอย่างประหลาด ทั้งที่ปกติการถ่ายภาพหนึ่งวันไม่เคยทำให้เธอเหนื่อยขนาดนี้ เธอล้มตัวลงบนเตียง หายใจแรงและหลับไปโดยไม่รู้ตัว
ในความฝัน เธอเห็นเงาดำรูปร่างหญิงสาวคนหนึ่งยืนอยู่ปลายเตียง ผมยาวคลุมหน้า ร่างนั้นค่อยๆ ยื่นมือออกมา และเอื้อมแตะเครื่องรางที่คอของเธอ เสียงกระซิบดังขึ้นเบาๆ
“สวยขึ้นใช่ไหม… แต่ทุกความงามต้องแลกด้วยบางสิ่ง…”
ธาราสะดุ้งตื่น เหงื่อไหลทั่วร่าง เธอจับที่คอ เหล็กเครื่องรางยังเย็นเฉียบเหมือนจุ่มในน้ำแข็ง
หลายวันต่อมา ความเปลี่ยนแปลงในตัวเธอเริ่มชัดเจนขึ้น ทุกครั้งที่มีการถ่ายแบบ รูปของเธอออกมาสวยจนเหนือจริง ผิวเนียนละเอียดจนไม่มีที่ติ แววตาลึกล้ำราวกับสามารถสะกดใจใครก็ได้
ยอดผู้ติดตามในโซเชียลเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว สื่อเริ่มพูดถึงการ “กลับมาของธารา”
แต่เบื้องหลังความสำเร็จนั้น เธอกลับรู้สึกอ่อนแรงลงทุกวัน เหมือนพลังชีวิตถูกสูบออกช้าๆ
มินเริ่มสังเกตเห็นความผิดปกติ เขาเห็นเธอซีดลงทุกครั้งหลังถ่ายแบบ เหงื่อเย็นซึมทั่วตัว บางครั้งมือเธอสั่นจนถือขวดน้ำแทบไม่ได้
“ธารา เธอไม่เป็นอะไรแน่นะ?” เขาถามระหว่างพักเบรก
“แค่เหนื่อยนิดหน่อย” เธอยิ้มตอบ ทั้งที่มือกำแน่นจนเล็บจิกเข้าเนื้อ
คืนนั้นธารากลับมาที่ห้อง เธอส่องกระจกอีกครั้ง และสังเกตเห็นรอยดำบางอย่างที่ซ่อนอยู่ใต้ผิวหน้า มันเหมือนรอยช้ำที่ค่อยๆ ปรากฏขึ้นทีละน้อย
เธอพยายามขัดถูแต่ไม่หาย ความเย็นจากเครื่องรางเริ่มแรงขึ้น เหมือนมีใครกำลังหายใจอยู่ข้างในนั้น
ธาราตัดสินใจโทรหามิน บอกว่าอยากคุยเรื่องบางอย่าง
พวกเขานัดกันที่ร้านกาแฟเล็กๆ ในซอยเงียบ มินมองเธอด้วยสายตาเป็นห่วง “เธอดูไม่ดีเลยนะธารา ผอมลงไปเยอะมาก”
ธาราไม่ตอบ เธอเพียงพูดเบาๆ “นายเชื่อเรื่องเครื่องรางไหมมิน?”
มินหัวเราะเบาๆ “เครื่องรางเหรอ? หมายถึงของขลังน่ะเหรอ?”
“ใช่… ฉันได้มันมาจากผู้หญิงคนหนึ่งในตลาดเก่า ตั้งแต่ฉันใส่มัน ชีวิตฉันเปลี่ยนไปหมด แต่…”
เสียงของธาราสั่น เธอก้มหน้า “ฉันกลัวว่ามันกำลังเอาชีวิตฉันไปทีละน้อย”
มินเงียบไปครู่หนึ่ง เขามองคอของเธอ เห็นเงาเครื่องรางสีทองวาววับอยู่ใต้เสื้อ เขาเอื้อมมือไปแตะ แต่ทันทีที่ปลายนิ้วแตะโดนผิวธารา เขาสะดุ้ง เพราะรู้สึกถึงความเย็นเฉียบแปลกประหลาดเหมือนจับโลหะในห้องแช่แข็ง
“ธารา เธอต้องเอามันออก” เขาพูดอย่างจริงจัง
เธอส่ายหน้าเบาๆ “ไม่ได้… ถ้าฉันถอดมันออก ทุกอย่างจะหายไป ฉันจะกลับไปไม่มีค่าอีก”
มินมองเธออย่างสิ้นหวัง ในแววตาของธารามีทั้งความกลัวและหลงใหล ความสำเร็จที่เพิ่งได้คืนมามันกลายเป็นกับดักที่เธอหนีไม่พ้น
ระหว่างที่พวกเขานั่งเงียบ เสียงลมพัดผ่านหน้าต่างร้านกาแฟทำให้ม่านขยับเบาๆ เงาเครื่องรางสะท้อนบนกระจกด้านหลัง เหมือนกำลังเต้นอย่างมีชีวิต
ธารามองมันอยู่ครู่หนึ่ง แล้วพูดเสียงแผ่ว “บางที…มันอาจจะไม่ใช่ของฉันตั้งแต่แรกก็ได้”
คืนนั้นธารากลับบ้านอีกครั้ง ฝนตกหนัก เสียงฟ้าร้องดังทั่วฟ้า เธอนั่งอยู่หน้ากระจกในห้องมืด มองเงาของตัวเอง ดวงตาในกระจกดูแปลกไป ราวกับไม่ใช่ของเธออีกต่อไป
เครื่องรางเริ่มส่องแสงแผ่วๆ สีทองปนแดง เหมือนเลือดที่เคลื่อนไหว เธอยื่นมือไปแตะ แต่ทันใดนั้นรู้สึกเหมือนมีมืออีกข้างหนึ่งจากในกระจกจับมือเธอกลับมา
เสียงกระซิบดังขึ้นอีกครั้ง “อย่าพยายามต่อต้าน… ความงามต้องการเลือดของเธอ…”
ธาราผงะถอยหลัง หัวใจเต้นแรง เธอล้มลงกับพื้น และสาบานว่าในเงามืดของกระจก เธอเห็นใบหน้าของผู้หญิงอีกคน… รอยยิ้มของเธอคือรอยยิ้มเดียวกับหญิงในตลาดเก่า
รุ่งเช้า ธาราตื่นขึ้นมาพร้อมกับอาการมึนศีรษะหนัก เธอจำไม่ได้ว่าคืนก่อนหลับไปตอนไหน ภายในห้องยังคงมืดครึ้มเหมือนแสงอาทิตย์ไม่สามารถลอดเข้ามาได้ เครื่องรางที่คอเย็นเฉียบเหมือนน้ำแข็งแช่เลือด เธอเอื้อมมือแตะมันช้าๆ แล้วรู้สึกถึงจังหวะเต้นบางอย่างที่ไม่ใช่ของหัวใจตัวเอง
เธอหายใจแรง และพยายามกล่อมตัวเองให้เชื่อว่ามันเป็นเพียงความเหนื่อย ความเครียด ความคิดมาก แต่พอเธอส่องกระจกอีกครั้ง เธอแทบหยุดหายใจ
ใต้ดวงตาทั้งสองข้างมีรอยคล้ำสีเทาเข้ม ปลายนิ้วที่จับแก้มกลับรู้สึกเย็นเหมือนจับหินอ่อน ชีพจรเต้นช้าอย่างน่ากลัว แต่ใบหน้าของเธอในกระจกกลับงดงามราวกับภาพถ่ายที่ผ่านการตกแต่งอย่างสมบูรณ์แบบ
เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น ต้นโทรมาอีกครั้ง “ธารา! นายทุนแบรนด์เครื่องสำอางอยากให้เธอเป็นพรีเซนเตอร์ใหม่ เขาบอกว่าเธอดูมีเสน่ห์ที่สุดในวงการตอนนี้”
ธารานิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบกลับด้วยเสียงแผ่วเบา “ตกลง ฉันจะไป”
ในใจลึกๆ เธอรู้ว่าความสำเร็จนี้มันผิดปกติ แต่ความกลัวที่จะกลับไปไม่มีใครจำได้มันแรงกว่าทุกอย่าง
ระหว่างการถ่ายทำโฆษณา ธาราเหมือนมีพลังที่เหนือธรรมชาติ แค่เพียงเธอเดินผ่าน ใครๆ ก็หยุดมอง แสงไฟสะท้อนกับผิวของเธอราวกับผิวกำลังเรืองแสง
มินอยู่ที่กองถ่ายด้วย เขาเป็นคนถ่ายภาพนิ่งสำหรับแคมเปญนี้ แต่ในสายตาของเขา มันไม่ใช่ความงามธรรมดาอีกต่อไป — มันคือความงามที่แฝงไปด้วยบางสิ่งมืดมิด
“เธอสวยมาก… แต่ไม่ใช่ธาราคนเดิม” มินพึมพำกับตัวเองหลังกล้อง
ทุกครั้งที่เขากดชัตเตอร์ เขารู้สึกเหมือนเธอไม่ได้มองกล้อง แต่มองทะลุเขาไปข้างหลัง เหมือนมีใครอีกคนยืนอยู่ตรงนั้น
หลังถ่ายเสร็จ ธาราล้มลงอีกครั้งเหมือนเดิม ร่างกายอ่อนแรงจนแทบขยับไม่ได้ มินรีบเข้าไปประคอง เธอเย็นเหมือนศพ
“ธารา! เธอต้องไปโรงพยาบาล”
“ไม่… อย่าพาฉันไป” เธอพูดเสียงเบา ดวงตาเต็มไปด้วยความกลัว “หมอช่วยไม่ได้… มันอยู่ในนี้” เธอจับคอตัวเอง “ฉันพยายามถอดมันแล้ว แต่มันไม่ยอมออก…”
มินพยายามดึงเครื่องรางออก แต่ทันทีที่เขาแตะมัน โลหะนั้นร้อนขึ้นจนเขาต้องปล่อยมือ เสียงบางอย่างดังในหูเขา เป็นเสียงผู้หญิงหัวเราะคิกเบาๆ ราวกับกำลังสนุก
ธาราน้ำตาไหล เธอกระซิบ “มันไม่ปล่อยฉัน… ทุกครั้งที่ฉันส่องกระจก ฉันเห็นหน้าอีกคน… เธอกำลังใช้ชีวิตแทนฉัน”
คืนนั้น มินกลับไปค้นข้อมูลเกี่ยวกับ “วิชาเมตตามหาสเน่ห์” หรือ “Wicha Maha Saneh” เขาพบตำนานโบราณในเอกสารภาษาขอมแปลบางส่วน ว่ามีเครื่องรางหนึ่งสร้างขึ้นโดยหมอผีในภาคอีสานตอนต้น มันให้พลังเสน่ห์แก่ผู้สวมใส่ แต่ต้องเลี้ยงด้วยพลังชีวิตของเจ้าของทุกครั้งที่มีคนหลงใหลในตัวเขา
ยิ่งมีคนชื่นชมมากเท่าไร พลังชีวิตก็ยิ่งลดเร็วเท่านั้น
มินโทรหาธาราทันที แต่ไม่มีใครรับสาย เขารีบไปที่ห้องของเธอ
ประตูห้องเปิดแง้มไว้เล็กน้อย เสียงเพลงเบาๆ ลอยออกมาจากในห้อง เสียงที่ฟังดูหวานแต่บีบหัวใจ เขาเดินเข้าไปช้าๆ ไฟในห้องดับหมด เหลือเพียงแสงจากหน้าจอโทรศัพท์ที่ส่องภาพของธาราบนปกนิตยสารใหม่ เธอยิ้มสวย สายตาเย้ายวน
บนเตียง ธารานอนนิ่ง เครื่องรางที่คอเรืองแสงสีแดงเข้ม ผิวของเธอซีดจนแทบโปร่งแสง มินรีบเข้าไปข้างๆ “ธารา! ลืมตาสิ!”
เธอขยับเล็กน้อย ดวงตาค่อยๆ เปิดขึ้น ช้าและชื้นด้วยน้ำตา
“มิน… ฉันฝันว่าอยู่ในที่มืดมาก มีเสียงเรียกฉันจากกระจก… เธอบอกให้ฉันพัก แล้วเธอจะอยู่แทน”
มินมองเครื่องรางที่ส่องแสงแรงขึ้นเรื่อยๆ และเห็นภาพเงาอีกคนหนึ่งสะท้อนอยู่บนผนัง — ผู้หญิงที่มีใบหน้าเหมือนธารา แต่รอยยิ้มของเธอเยือกเย็นจนทำให้เลือดในกายเขาแข็งตัว
“อย่ามองเธอ!” ธาราตะโกน เสียงสั่นกลัว “เธอจะออกมาได้ถ้าเรามองตรงตาเธอ!”
มินหันหน้าหนี และคว้าเครื่องรางไว้แน่น ความร้อนแล่นผ่านฝ่ามือเหมือนถูกเผา เขาตะโกนลั่น “มันจะต้องจบที่นี่!”
เสียงกรีดร้องดังสนั่น เครื่องรางแตกกระจายเป็นเศษเล็กๆ แสงสีทองปลิวว่อนทั่วห้อง แล้วทุกอย่างก็เงียบ
เมื่อมินลืมตาขึ้นอีกครั้ง ธารานอนนิ่ง ดวงตาปิดสนิท ริมฝีปากคลี่ยิ้มบางๆ เหมือนหลุดพ้นจากบางสิ่ง
แต่ก่อนที่เขาจะเรียกชื่อเธอ เงาในกระจกข้างเตียงกลับขยับเบาๆ และรอยยิ้มในนั้น… คือรอยยิ้มเดียวกันกับหญิงในตลาดเก่าคนนั้น
มินยืนนิ่ง มองภาพสะท้อนอย่างกลัวสุดหัวใจ
เสียงกระซิบเบาๆ ดังขึ้นในหูเขา “ความงาม… ไม่มีวันตาย มีแต่เจ้าของที่ผลัดเปลี่ยน…”
แสงในห้องดับวูบลง เหลือเพียงเครื่องรางที่แตกกระจายซึ่งค่อยๆ รวมตัวเป็นรูปร่างใหม่ เงาสีดำคลานกลับเข้าไปในกระจก แล้วทุกอย่างกลับสู่ความเงียบ
ธารานิ่งสนิท มินค่อยๆ ถอยหลังออกจากห้อง หัวใจเต้นแรง เขามองกลับไปอีกครั้ง เห็นใบหน้าธาราในกระจกยังคงยิ้ม — แต่ในโลกจริง เธอไม่ได้ยิ้มอีกแล้ว
เวลาผ่านไปสามวันหลังเหตุการณ์คืนนั้น มินไม่สามารถลืมภาพในกระจกได้เลย เขายังเห็นรอยยิ้มของหญิงสาวคนนั้นทุกครั้งที่หลับตา เสียงกระซิบ “ความงามไม่มีวันตาย” ยังคงวนเวียนในหัวเขาไม่หยุด
เขาไม่กล้าเข้าใกล้ห้องของธาราอีก แต่ข่าวในโทรทัศน์กลับประกาศออกมาอย่างไม่คาดคิด —
“ธารา ดารานางแบบชื่อดัง เตรียมเปิดตัวแคมเปญใหม่หลังจากหายตัวไปชั่วคราว”
มินชะงัก เขานั่งตัวแข็งอยู่ตรงหน้าโทรทัศน์ ภาพที่ฉายคือธารา… เธอยังมีชีวิต แต่ใบหน้านั้นแตกต่างจากที่เขาจำได้ ดวงตาไม่มีประกายแห่งความอ่อนโยนเหลืออยู่เลย มีเพียงความเย็นชา รอยยิ้มของเธอแข็งและว่างเปล่าเหมือนหุ่นกระบอก
“เป็นไปไม่ได้…” มินพึมพำ เขารีบไปที่สตูดิโอของตน เปิดคอมพิวเตอร์ดูภาพที่เขาถ่ายไว้วันสุดท้าย ภาพสุดท้ายที่เขาถ่ายคือธาราล้มลง แต่ในไฟล์กลับมีภาพอีกภาพหนึ่งที่เขาไม่เคยถ่าย — ภาพของธาราในท่าทางยืนตรง มองกล้อง รอยยิ้มเยือกเย็น ด้านหลังเธอคือเงาดำของหญิงในตลาดเก่า
มินปิดหน้าจอด้วยมือที่สั่น เขารู้แล้วว่าเครื่องรางนั้นไม่ได้หายไป มันเพียงแค่ย้ายที่อยู่
อีกด้านหนึ่ง ธารา — หรือบางสิ่งที่อยู่ในร่างของเธอ — ตื่นขึ้นในเช้าวันนั้นในห้องแต่งตัวของกองถ่ายใหม่
เธอส่องกระจกและยิ้มให้ตัวเอง เสียงหัวเราะเบาๆ ดังขึ้นในหัว
“ตอนนี้เธอคือฉัน…”
ธาราแตะกระจกเบาๆ ปลายนิ้วที่สัมผัสกระจกนั้นทำให้ผิวกระจกเกิดรอยคลื่นเหมือนน้ำ
ร่างของเธอสวยสมบูรณ์แบบ ผิวเนียนเรียบ ร่างกายเบาและทรงพลัง แต่ลึกๆ ข้างใน เธอรู้สึกว่างเปล่า เหมือนเธอไม่ใช่เจ้าของร่างนี้อีกต่อไป
ทีมงานต่างตะลึงกับความงามของเธอ ทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าเธอสวยเหมือนนางฟ้า และพลังบางอย่างจากเธอก็ทำให้คนรอบข้างตกอยู่ในภวังค์
“ธารา เธอไม่เหมือนเดิมเลยนะ” ต้นพูดด้วยรอยยิ้มที่กลายเป็นการเคลิบเคลิ้ม “เหมือนมีเวทมนตร์บางอย่างอยู่ในตัวเธอ”
เธอหันมามองเขา ดวงตาของเธอส่องประกายวาบหนึ่ง แล้วต้นก็หยุดพูดทันที สีหน้าของเขาเปลี่ยนไปอย่างแปลกประหลาด เหมือนกำลังตกอยู่ในมนต์สะกด
ธารายิ้ม แล้วกระซิบเสียงเบา “ใช่… เวทมนตร์ที่ต้องการเลือดเป็นค่า…”
เย็นวันนั้น มินตัดสินใจไปหาหญิงในตลาดเก่าที่ชื่อ “แม่ลำไพ” เขาเดินฝ่าฝนไปยังตรอกแคบๆ ที่เคยเห็นในความทรงจำ
แต่ตลาดกลับว่างเปล่า แผงของแม่ลำไพหายไป เหลือเพียงพื้นไม้เก่าและผ้าผืนหนึ่งที่มีอักขระสีแดงจางๆ เขียนไว้ว่า
“ความงามทุกหยดต้องหล่อเลี้ยงด้วยชีวิตผู้ถือครอง”
ขณะที่มินกำลังจะกลับ เสียงฝีเท้าเบาๆ ดังขึ้นข้างหลัง เขาหันไป เห็นหญิงชราผมขาวในชุดดำยืนอยู่ใต้เงาไม้ไผ่
“เจ้ามาหาเครื่องรางสินะ” เสียงของเธอสั่นเหมือนสายลมพัดผ่านกระดูก
มินกลืนน้ำลาย “ครับ… ผมอยากรู้ว่ามันคืออะไร มันกำลังฆ่าคนๆ หนึ่ง”
หญิงชราเงยหน้าขึ้น ดวงตาเต็มไปด้วยความเศร้า “มันไม่ฆ่า… มันเพียงเอาคืน เครื่องรางนั้นเกิดจากสัญญาระหว่างความงามและความตาย ใครเรียกมันกลับมา… มันจะกินหัวใจของผู้นั้นจนหมด”
“แล้วผมจะช่วยเธอได้ยังไง?” มินถามเสียงสั่น
หญิงชราส่ายหน้า “ไม่มีใครช่วยได้ ถ้าเธอไม่ยอมคืนสิ่งที่เธอเอามา ความงามนั้นต้องกลับสู่ผู้สร้าง”
คืนนั้น ธาราไปออกงานเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ กล้องแฟลชสว่างไสวไม่หยุด ทุกคนต่างพูดถึงเธอเหมือนเทพธิดา แต่ในดวงตาของเธอ มินเห็นบางอย่าง — ความว่างเปล่าที่กำลังกลืนกินเธอทีละน้อย
หลังจบงาน เขาเข้าไปหาเธอ “ธารา เธอต้องฟังฉัน มันไม่ใช่เธออีกแล้ว เครื่องรางนั้นกำลังควบคุมเธอ”
เธอหันมาช้าๆ รอยยิ้มเยือกเย็น “มิน… เธอยังไม่เข้าใจหรือ? มันคือฉันต่างหาก ฉันที่แท้จริง ความอ่อนแอ ความกลัว ทุกอย่างถูกมันลบไปหมดแล้ว ตอนนี้เหลือแค่ความงามสมบูรณ์”
“ไม่! เธอกำลังจะตาย”
ธาราหัวเราะเบาๆ “หรือบางที… ฉันอาจจะเกิดใหม่”
เธอเดินจากไปท่ามกลางเสียงกล้องและแสงแฟลช มินมองตาม รู้สึกเหมือนกำลังมองคนที่ไม่ใช่ธาราอีกต่อไป
คืนนั้น เขากลับมาที่บ้าน เปิดไฟล์เสียงจากกล้องที่เขาเผลอเปิดทิ้งไว้ในกองถ่าย เสียงนั้นทำให้เลือดในกายเย็นวาบ — มันไม่ใช่เสียงพูดของธารา แต่เป็นเสียงหัวเราะของแม่ลำไพ และประโยคสุดท้ายที่ชัดเจน…
“เธอได้สิ่งที่ต้องการแล้ว ตอนนี้ถึงตาฉันได้สิ่งของฉันคืน…”
เสียงลมหายใจของธาราเริ่มเบาในทุกเช้าที่ตื่น เธอส่องกระจกเหมือนเดิมทุกวัน แต่ใบหน้าที่สะท้อนกลับมานั้นไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป ดวงตาเริ่มมีรอยแดงเล็กๆ เหมือนเส้นเลือดแตก เส้นผมที่เคยเงางามเริ่มมีเส้นสีขาวแซมขึ้นมาเป็นหย่อม แต่ทุกครั้งที่เธออยู่ต่อหน้ากล้อง ภาพที่ออกมากลับงดงามสมบูรณ์ไม่มีที่ติ
เธอเริ่มเข้าใจว่าร่างกายของเธอไม่ได้อยู่ภายใต้กฎของธรรมชาติอีกต่อไป รอยช้ำจากการล้มเมื่อวานจะหายไปในเช้าวันรุ่งขึ้น เหมือนเวลาถูกบิดให้กลับด้าน
ระหว่างที่เธอกำลังแต่งหน้าในห้องแต่งตัว เสียงกระซิบเบาๆ ดังขึ้นจากกระจก
“เธอเหนื่อยไหม ธารา… ปล่อยให้ฉันช่วยสิ”
เธอชะงัก มองไปในกระจก เห็นเงาของหญิงสาวอีกคน — ใบหน้าคล้ายเธอ แต่รอยยิ้มโค้งแปลกๆ ราวกับมีความสุขที่ได้เห็นเธอทุกข์
“แกเป็นใคร…” ธาราถามเสียงแผ่ว
“ฉันก็คือเธอ… ตัวเธอที่อยากเป็นที่รัก อยากเป็นที่ยกย่อง อยากมีคนจ้องมองอยู่ตลอดเวลา”
“ไม่… ฉันไม่ต้องการแบบนี้”
“แต่เธอเลือกแล้ว จำได้ไหม วันที่เธอรับเครื่องราง เธอพูดเองว่า ‘ฉันจะทำทุกอย่างเพื่อกลับมาเป็นดาวอีกครั้ง’ นั่นคือคำสัญญา”
กระจกสั่นเบาๆ ภาพสะท้อนในนั้นเริ่มแยกออกจากร่างจริง เงาของหญิงในกระจกเอื้อมมือออกมาช้าๆ ปลายนิ้วเกือบแตะผิวกระจก ธาราถอยหลังสุดแรง
“อย่าแตะฉัน!” เธอกรีดร้อง
ไฟในห้องดับพรึ่บ ทิ้งไว้เพียงแสงจากเครื่องรางที่คอเรืองแสงสีแดงเข้มขึ้นเรื่อยๆ
มินเริ่มไม่อาจแยกความจริงออกจากภาพหลอน เขาฝันเห็นธาราทุกคืน ฝันว่าเธอยืนอยู่ในห้องมืด มีเงาหญิงอีกคนยืนซ้อนอยู่ด้านหลัง เธอยิ้มแต่ไม่พูดอะไร พอเขาเอื้อมมือไป เธอก็สลายกลายเป็นผงสีดำ
เขาตื่นขึ้นกลางดึก เหงื่อชุ่มตัว และบนโต๊ะข้างเตียงมีเศษเครื่องรางที่เขาเคยเห็นแตกในคืนนั้น มันวางอยู่ตรงนั้นโดยที่เขาไม่รู้ว่าใครเอามา
มินตัดสินใจไปหานักบวชเก่าในวัดร้างชื่อหลวงพ่อมุ่ย ซึ่งคนในละแวกเล่าว่าเคยเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านไสยเวท
“หลวงพ่อครับ ผมต้องการช่วยเพื่อน เธอใช้เครื่องรางของวิชาเมตตามหาสเน่ห์”
หลวงพ่อมุ่ยมองหน้าเขานิ่ง แล้วพูดช้าๆ “ของแบบนั้นไม่ใช่ของเล่น มันดึงพลังจากสิ่งที่ลึกที่สุดในใจคน ผู้หญิงคนนั้นไม่ได้ถูกสาปเพราะเครื่องราง แต่เพราะความปรารถนาของตัวเองต่างหาก”
“แต่ตอนนี้เธอกำลังจะตาย!”
“ไม่ใช่ตาย… แต่สูญสิ้น เธอจะค่อยๆ ถูกแทนที่ด้วยสิ่งที่เธอเรียกมา”
หลวงพ่อเดินไปหยิบผงวิเศษถุงหนึ่ง “นี่คือผงลบวิชา ถ้าเจ้าอยากช่วย ต้องให้เลือดของเจ้าผสมกับมัน แล้วนำไปโปรยใส่กระจกที่เธอส่องเป็นประจำ แต่ระวัง… ถ้าใจเจ้าไม่มั่น เงานั้นจะดึงเจ้าลงไปแทน”
คืนนั้น มินกลับไปยังห้องของธาราอีกครั้ง ประตูห้องเปิดเองเหมือนรออยู่ ภายในห้องมืดสนิท เหลือเพียงกลิ่นหอมแปลกๆ ลอยอบอวล
เขาเห็นกระจกบานใหญ่ตั้งอยู่กลางห้อง มีผ้าขาวคลุมไว้ครึ่งหนึ่ง เขาเดินเข้าไปใกล้ แต่ทันใดนั้น เสียงธาราก็ดังขึ้นจากมุมห้อง
“มิน… ทำไมต้องมายุ่ง?”
เธอนั่งอยู่บนเก้าอี้ แต่งชุดสีแดง ผิวขาวจนซีด เธอมองเขาเหมือนมองคนแปลกหน้า
“ฉันมาช่วยเธอ” เขาเอ่ยเสียงสั่น
“ช่วย?” เธอยิ้มเยาะ “เธอจะช่วยฉันจากอะไร… จากตัวฉันเองเหรอ?”
เธอลุกขึ้นเดินเข้ามาช้าๆ แสงจากโคมไฟสะท้อนบนเครื่องรางตรงคอ เธอเอื้อมมือมาจับแก้มมิน “มองตาฉันสิ… เธอเห็นไหมว่าฉันสวยแค่ไหนตอนนี้”
มินพยายามหลบตา แต่แรงจากมือของเธอแข็งแรงผิดมนุษย์
เขาเทผงลบวิชาลงในมือแล้วโยนเข้าหากระจกทันที เสียงเหมือนกระจกแตกสะเทือนทั่วห้อง ภาพในนั้นสั่นสะเทือน เงาของหญิงอีกคนเริ่มดิ้นรนและร้องกรีดเสียงแหลม
ธารากรีดร้องด้วย มือทั้งสองข้างกุมศีรษะ เครื่องรางสั่นแรงจนเปล่งแสงสีดำออกมา
“เธอทำอะไร!!”
มินพยายามเข้าประคอง แต่แรงบางอย่างผลักเขากระเด็นไปชนกำแพง เสียงหัวเราะของหญิงในกระจกดังสะท้อนเต็มห้อง
“โง่เอ๊ย… เจ้าทำลายทางออกของเธอเองแล้ว”
เงาในกระจกค่อยๆ ก้าวออกมาครึ่งตัว ผมยาวสีดำปกหน้า ดวงตาแดงเรือง “ตอนนี้ถึงตาเจ้าแล้ว…”
มินคลานไปที่พื้น พยายามจะหยิบถุงผงอีกถุง แต่ธารา — หรือสิ่งที่อยู่ในร่างของเธอ — คว้ามือเขาไว้แน่น ดวงตาของเธอสลับไปมาระหว่างสีดำกับสีน้ำตาล
“ช่วยฉัน… มิน… อย่าปล่อย…” เสียงของเธอสั่น
มินกัดฟัน “ฉันจะไม่ปล่อยเธอไว้กับมัน!”
เขารวบรวมแรงทั้งหมด โยนผงวิเศษส่วนสุดท้ายใส่เครื่องราง เสียงระเบิดแสงสีทองวาบขึ้นกลางห้อง เงาดำกรีดร้องก่อนจะสลายหายไป
กระจกแตกกระจาย ธาราล้มลงกับพื้น หายใจหอบแรง
มินเข้าประคองเธอ “จบแล้ว… มันจบแล้วนะ”
แต่ธาราส่ายหน้าเบาๆ น้ำตาไหล “ไม่… มันยังอยู่ในฉัน…”
เขามองคอเธอ — เครื่องรางนั้นหายไป แต่รอยอักขระสีดำได้ปรากฏขึ้นแทนที่
หลังเหตุการณ์ในคืนนั้น ธารานอนนิ่งอยู่ในโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง มินเป็นคนพาเธอมาส่ง เขาบอกกับหมอว่าเธอหมดสติจากความเครียดและอ่อนเพลีย แต่เขาไม่ได้เล่าความจริงเกี่ยวกับเครื่องราง
หมอตรวจร่างกายแล้วบอกว่าเธอปลอดภัย แต่สิ่งที่ทำให้มินไม่สบายใจคือ รอยอักขระสีดำบนลำคอของเธอ มันเหมือนจะลึกลงไปทุกวัน จากเดิมที่เป็นรอยจาง กลับกลายเป็นลายหมึกคมชัดราวกับมีใครสักคนสลักไว้ใต้ผิว
ทุกครั้งที่มินหลับ เขาฝันเห็นรอยนั้นเคลื่อนไหว เหมือนมันมีชีวิตของมันเอง
หลายวันผ่านไป ธาราเริ่มฟื้น แต่เธอแทบไม่พูดอะไรเลย ดวงตาที่เคยเต็มไปด้วยแสงแห่งชีวิตกลับว่างเปล่า เธอไม่ยิ้ม ไม่หัวเราะ ไม่ถามถึงอนาคตการงาน ทั้งหมดที่เธอทำคือส่องกระจกบานเล็กที่อยู่ข้างเตียง
มินพยายามพูดกับเธอ “ธารา… เธอต้องเลิกส่องกระจกได้แล้ว”
เธอเงยหน้าขึ้นช้าๆ “ฉันไม่ได้มองกระจก… ฉันแค่กลัวว่ามันจะมองฉันก่อน”
เขานิ่ง เธอพูดต่อเสียงเบา “บางคืน ฉันเห็นมันขยับ… เงาในกระจก มันพยายามออกมาอีกครั้ง”
มินเริ่มสืบหาข้อมูลเกี่ยวกับต้นกำเนิดของวิชาเมตตามหาสเน่ห์มากขึ้น เขาติดต่ออาจารย์ด้านประวัติศาสตร์ศาสนาในจังหวัดอุบลราชธานีที่ชื่อ “อาจารย์ก้องภพ” ซึ่งเคยเขียนบทความเกี่ยวกับไสยเวทสายโบราณ
พอได้ยินชื่อวิชานี้ อาจารย์ก้องภพเงียบไปครู่ ก่อนพูดเสียงเรียบ “มันไม่ใช่แค่เครื่องรางธรรมดา มันเป็นพิธีเรียกวิญญาณของ ‘แม่สายทอง’ — หญิงโบราณที่เคยถูกเผาทั้งเป็นเพราะความงามของนางทำให้ชายทั้งหมู่บ้านคลั่ง พวกผู้หญิงจึงกล่าวหานางว่าเป็นแม่มด นางสาบานก่อนตายว่า ‘ข้าจะกลับมาในรูปของความงามที่ทุกคนโหยหา’ และนั่นคือจุดเริ่มของวิชาเมตตามหาสเน่ห์”
มินถามต่อ “หมายความว่าผู้หญิงทุกคนที่ใช้เครื่องรางนี้…?”
อาจารย์ก้องภพตอบ “ใช่ วิญญาณของแม่สายทองจะค่อยๆ กลืนร่างของเจ้าของ จนวันหนึ่งเธอจะหายไป เหลือเพียงนางอยู่ในร่างนั้นแทน”
มินเงียบไป เขาไม่รู้จะบอกธาราอย่างไร
คืนนั้นในโรงพยาบาล ฝนตกหนักจนไฟดับ ธารานั่งอยู่ข้างหน้าต่าง เสียงฟ้าร้องดังสลับกับเสียงลมหายใจของเธอ เธอส่องกระจกอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ภาพสะท้อนกลับไม่ทำตามการเคลื่อนไหวของเธอ
ภาพในนั้นยิ้มทั้งที่เธอไม่ยิ้ม ดวงตาในกระจกส่องแสงแดงเรืองเหมือนไฟ
“เธอกลับมาแล้วเหรอ…” ธารากระซิบ
เสียงตอบกลับมาจากกระจก “ฉันไม่เคยไปไหนเลย แค่รอให้ร่างนี้อ่อนแอพอ…”
รอยอักขระที่คอเริ่มเปล่งแสง มันเคลื่อนไปตามเส้นเลือดเหมือนหมึกสดๆ ธารากรีดร้องด้วยความเจ็บปวด
มินรีบวิ่งกลับไปที่โรงพยาบาล เขาเห็นหมอและพยาบาลวิ่งวุ่นเพราะไฟดับ เขาฝ่าเข้าไปในห้องของธารา เห็นเธอนอนชักบนเตียง ดวงตาเปิดกว้าง สีดำสนิททั้งลูกตา เสียงแปลกๆ ดังออกจากปากของเธอ — เป็นเสียงผู้หญิงสองคนพูดซ้อนกัน
“มิน… ช่วยฉัน…”
“เธอช่วยไม่ได้… ร่างนี้เป็นของฉันแล้ว”
มินคว้ามือเธอไว้แน่น “ไม่! เธอต้องสู้กับมัน!”
ทันใดนั้น กระจกในห้องเริ่มแตกเป็นเสี่ยง เงาดำพวยพุ่งออกมาจากรอยร้าว ล้อมรอบทั้งคู่ไว้ในความมืด เสียงหัวเราะของหญิงในกระจกดังก้อง
“เจ้าจะช่วยเธอได้อย่างไร ในเมื่อเธอเป็นคนเปิดประตูให้ข้าเอง”
มินหันไปเห็นว่ารอยอักขระบนคอของธาราเริ่มขยาย มันแผ่ลงไปถึงหน้าอก เขาไม่รู้จะทำอะไรนอกจากกอดเธอไว้แน่น
“ธารา ฟังฉัน! เธอยังอยู่ในนี้ ฉันรู้ เธอต้องสู้!”
เสียงหัวเราะหยุดลงชั่วครู่ ธารามองหน้าเขา น้ำตาไหล “มิน… ถ้าฉันไม่รอด… อย่าให้ใครใช้มันอีก”
ทันใดนั้น แสงสว่างแวบขึ้นจากรอยอักขระจนทั้งห้องขาวโพลน เสียงกระจกแตกสะท้อนกึกก้อง และทุกอย่างก็ดับลง
มินฟื้นขึ้นมาในห้องที่ว่างเปล่า เตียงพังเป็นชิ้น กระจกทั้งห้องแตกละเอียด ธารานอนอยู่กลางพื้น ร่างนิ่งสนิท แต่ไม่มีรอยอักขระอีกต่อไป
เขากล่าวชื่อเธอเบาๆ “ธารา…”
ไม่มีเสียงตอบ เขาก้มลงแนบหูฟังที่อกเธอ — มีเสียงหัวใจเต้นแผ่วเบา
แต่ก่อนที่เขาจะยิ้มด้วยความโล่งใจ เขาสังเกตเห็นบางอย่าง…
ในดวงตาปิดสนิทของเธอ มีน้ำตาไหลออกมาเป็นสีดำ
รุ่งเช้า หมอรายงานว่า ธารามีชีพจรอ่อนมากและหมดสติลึก เหมือนอยู่ในภวังค์ที่ไม่สามารถปลุกได้ มินนั่งอยู่ข้างเตียงเธอทั้งคืน จ้องมองมือของเธอที่เริ่มเย็นลงอีกครั้ง
เขาเปิดโทรศัพท์ดูภาพเก่าๆ ของเธอ — ภาพหญิงสาวที่เคยหัวเราะอย่างสดใส ก่อนจะหลงเข้าสู่ความมืดของความงามอันต้องสาป
ขณะนั้นเอง โทรศัพท์ของเขาสั่นขึ้น มีข้อความใหม่เข้ามาโดยไม่ปรากฏชื่อผู้ส่ง
ข้อความนั้นมีเพียงประโยคเดียว…
“เธอสวยขึ้นอีกแล้ว… ใช่ไหม?”
มินเงยหน้าขึ้นมองกระจกบานตรงข้ามเตียง ภาพสะท้อนของเขาไม่อยู่ในนั้นอีกต่อไป มีเพียงใบหน้าของธาราที่กำลังยิ้มเยือกเย็นแทน
สามวันหลังเหตุการณ์ในโรงพยาบาล ธารายังนอนนิ่งในสภาพหลับลึก ไม่มีการตอบสนองใดๆ ร่างของเธอยังอบอุ่น แต่ชีพจรเต้นเบาเหมือนสายลมที่กำลังจะดับ มินแทบไม่ได้ออกจากห้อง เขานั่งอยู่ตรงนั้นทั้งวันทั้งคืน เฝ้ารอให้เธอลืมตาขึ้นอีกครั้ง
จนกระทั่งคืนหนึ่ง ขณะที่เขากำลังหลับตาอยู่บนเก้าอี้ข้างเตียง เสียงกระซิบเบาๆ ดังขึ้นในความมืด
“มิน…”
เขาสะดุ้งตื่น มองไปรอบห้อง ธารายังนอนนิ่ง แต่เสียงนั้นชัดเจนอีกครั้ง “มิน… ฉันอยู่นี่”
มินหันไปที่กระจกตรงมุมห้อง ภาพสะท้อนของธารากำลังลืมตาอยู่ในนั้น ดวงตาเธอเต็มไปด้วยความกลัว
“ช่วยฉัน… มันอยู่ในร่างของฉัน…”
เสียงของเธอสั่นสะท้านจนหัวใจเขาเต้นแรง เขามองกลับไปยังร่างจริงบนเตียง — ดวงตาของธาราเปิดขึ้นช้าๆ เช่นกัน แต่รอยยิ้มที่ปรากฏขึ้นนั้นเย็นเฉียบ
“มิน…” เสียงนุ่มลึกแต่แปลกหู “ฉันกลับมาแล้ว”
เขาถอยหลังทันที ดวงตาของเธอในร่างจริงเป็นสีเทาเข้ม ไม่มีประกายชีวิต เธอลุกขึ้นช้าๆ เหมือนหุ่นยนต์ ทุกการเคลื่อนไหวดูแข็งทื่อและมั่นคงเกินมนุษย์
“เธอไม่ใช่ธารา” มินเอ่ย
“ไม่ใช่ธารา… แต่เป็นสิ่งที่ธาราอยากเป็นมาตลอด — สวยงาม สมบูรณ์แบบ ไม่มีวันแก่ ไม่มีวันตาย”
หญิงในร่างธารายื่นมือออกมา นิ้วเรียวยาวขาวซีด “มาเถอะมิน อยู่กับฉัน… เธอจะไม่ต้องกลัวความตายอีกต่อไป”
มินมองเธอด้วยแววตาหวาดระแวงและเจ็บปวด “สิ่งที่เธอเรียกว่าสวย มันคือความว่างเปล่าที่กลืนทุกอย่างไปหมด”
เสียงหัวเราะของหญิงในร่างธาราดังขึ้นก้องห้อง “พูดเหมือนเจ้ารู้จักความงามดีนัก เจ้าผู้ชายที่แค่ใช้กล้องถ่ายภาพของผู้หญิงเพื่อให้โลกรู้จักเธอ แต่ไม่เคยเข้าใจเลยว่าเบื้องหลังแสงแฟลชนั้นมีเลือดและวิญญาณเท่าไหร่ที่ต้องจ่าย!”
เธอก้าวเข้าใกล้ มินถอยหลังไปชนกำแพง เขาเอื้อมมือคว้ามีดผ่าตัดที่อยู่บนโต๊ะข้างเตียง
“อย่าเข้ามา!”
เธอหยุด แล้วหัวเราะเบาๆ “เจ้าจะฆ่าเธองั้นหรือ… ฆ่าผู้หญิงที่เจ้ารักที่สุด?”
เสียงหัวเราะนั้นทำให้เขาแทบหายใจไม่ออก เขาสั่นไปทั้งตัว แต่ในดวงตาของเขายังมีประกายเดียวที่เหลือ — ความมุ่งมั่น
“ถ้าฆ่าเธอเพื่อช่วยเธอ… ฉันจะทำ”
เธอจ้องตาเขา ดวงตาสีเทาเริ่มกลายเป็นสีแดงเหมือนเลือด เส้นเลือดดำเริ่มปูดขึ้นบนคอและหน้าอก รอยอักขระเก่าปรากฏขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ลามไปทั่วร่าง
เสียงของธาราจริงดังขึ้นจากกระจก “มิน! แทงมัน! อย่าปล่อยให้มันใช้ร่างฉัน!”
หญิงในร่างจริงแผดเสียง “อย่าเชื่อมัน! ฉันต่างหากคือเธอ! ฉันคือธาราคนใหม่!”
มินชะงัก น้ำตาไหล เขามองทั้งสองคน — หนึ่งในกระจก หนึ่งตรงหน้า — และตัดสินใจในวินาทีนั้น
เขาพุ่งเข้าหาเธอ แทงมีดลงกลางอก เครื่องรางที่เคยหายไปปรากฏขึ้นทันทีจากใต้ผิวหนัง แสงสีดำพุ่งกระจายทั่วห้อง เสียงกรีดร้องของหญิงในร่างดังสะท้อนรอบตัว
“เจ้าจะเสียเธอไปตลอดกาล!”
มินกรีดร้องกลับ “เธอไม่เคยเป็นของเจ้า!”
เขาแทงซ้ำอีกครั้ง แสงสีขาวส่องวาบออกจากร่างของธารา เงาดำถูกดูดกลับเข้าไปในกระจก เสียงแตกดังสนั่นจนกระจกทั้งบานร่วงเป็นผง
ร่างของธาราล้มลงในอ้อมแขนมิน ดวงตาเธอกลับมาเป็นสีน้ำตาลอีกครั้ง เธอหายใจแผ่ว “มิน… ฉัน… หนาว”
เขากอดเธอไว้แน่น “ไม่เป็นไร… เธอปลอดภัยแล้ว”
แต่ทันใดนั้น เขารู้สึกถึงบางสิ่งที่แปลก — มือของเธอเย็นลงเรื่อยๆ ริมฝีปากเริ่มซีด ดวงตาค่อยๆ ปิดลง พร้อมเสียงกระซิบสุดท้าย
“ขอบคุณที่ทำให้ฉันเป็นคนอีกครั้ง…”
แล้วทุกอย่างก็เงียบ
มินนั่งอยู่ข้างศพของธาราอยู่นาน น้ำตาเขาหยดลงบนพื้นจนกลายเป็นแอ่งเล็กๆ เขาหยิบเครื่องรางที่ตกอยู่ในมือขึ้นมา มันแตกครึ่ง แต่ยังเปล่งแสงสีจางๆ
เขาคิดจะทำลายมันทิ้ง แต่ก่อนที่เขาจะโยน มันกลับเปลี่ยนรูปร่างช้าๆ กลายเป็นกระจกวงเล็กพอดีมือ บนผิวกระจกนั้น มีใบหน้าของธารายิ้มอยู่ — ยิ้มอ่อนโยน ไม่ใช่เยือกเย็นเหมือนก่อน
มินนิ่งไป แล้วพูดเบาๆ “หลับให้สบาย… ธารา”
เขาวางกระจกไว้บนหน้าอกของเธอ แล้วปิดผ้าขาวคลุม
รุ่งเช้า เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลมาพบว่า ห้องของธาราถูกเผาเสียหายบางส่วน ไม่มีร่องรอยของไฟหรือเชื้อเพลิง แต่ร่างของหญิงสาวยังคงอยู่ในสภาพสงบเหมือนหลับ ฝ่ามือข้างหนึ่งจับกระจกวงเล็กแน่น
ในรายงาน ไม่มีใครสามารถอธิบายได้ว่าทำไมภาพสะท้อนของกระจกวงนั้นไม่ใช่หน้าของคนที่มองเข้าไป แต่เป็นใบหน้าของหญิงสาวที่ยิ้ม… อย่างมีความลับ
หนึ่งเดือนหลังพิธีศพของธารา เมืองกรุงเทพฯ กลับมาใช้ชีวิตตามปกติ เสียงรถ เสียงฝน เสียงผู้คนในห้างยังดังเหมือนเดิม แต่สำหรับมิน ทุกเสียงเหล่านั้นกลับกลายเป็นความว่างเปล่า
เขาเลิกงานถ่ายภาพแฟชั่นไปแล้ว ย้ายออกจากคอนโดเดิม และเช่าห้องเล็กๆ ริมแม่น้ำเจ้าพระยา เขาใช้ชีวิตอย่างคนสันโดษ ไม่แตะกล้องอีกเลย ภาพสุดท้ายในเครื่องยังคงเป็นภาพของธาราในวันถ่ายแบบสุดท้าย — วันที่เธอสวยที่สุด และวันที่เขาเสียเธอไป
ทุกคืน เขาจะฝันถึงเสียงกระซิบเดิม “เธอสวยขึ้นอีกแล้ว… ใช่ไหม?”
เสียงนั้นไม่ได้ทำให้เขากลัวอีกต่อไป แต่มันเหมือนการเตือน ว่าความงามอาจไม่ใช่ของมนุษย์เสมอไป
คืนหนึ่ง เขากลับจากร้านขายของชำ เห็นซองพัสดุสีน้ำตาลวางอยู่หน้าห้อง ไม่มีชื่อผู้ส่ง มีแค่ชื่อเขาและลายมือที่เหมือนของธารา
มือของเขาสั่นตอนเปิดซอง ข้างในมีซองเล็กอีกชั้นหนึ่ง ห่อด้วยผ้าขาว และในนั้นคือ กระจกวงเล็ก ที่เขาจำได้ดี — กระจกที่เขาฝังไว้ในโลงของธารา
เขาถอยหลัง หัวใจเต้นแรง ภาพในกระจกสะท้อนใบหน้าของเขา… แต่ในชั่ววินาทีต่อมา ใบหน้านั้นยิ้มเอง ทั้งที่เขาไม่ได้ยิ้ม
เสียงแผ่วเบาดังขึ้นจากกระจก “มิน… เธอคิดถึงฉันไหม?”
เขาปล่อยกระจกตกพื้นทันที เสียงกระจกกระทบพื้นดัง “แกร้ง!” แต่ไม่แตก มันหมุนช้าๆ แล้วหยุดที่ตำแหน่งหงายขึ้น ภาพในนั้นไม่ใช่ห้องของเขาอีกต่อไป แต่เป็นห้องแต่งตัวในสตูดิโอแฟชั่นที่เขาเคยทำงาน
มินยืนนิ่ง เขาเห็นหญิงสาวคนหนึ่งในกระจก — นีน่า นางแบบหน้าใหม่ที่เพิ่งโด่งดังในโซเชียล เธอกำลังลองต่างหูหน้ากระจก และพูดกับใครบางคนว่า
“ไม่รู้สิ พอใส่เครื่องรางนี้แล้วรู้สึกมั่นใจขึ้นมากเลย เหมือนทุกคนมองแต่ฉัน”
มินเบิกตากว้าง เขารู้ทันทีว่าเครื่องรางนั้นคืออะไร — บนคอนีน่ามีจี้เล็กๆ รูปหัวใจดำมันวาวเหมือนของธารา
เขาพยายามเอื้อมมือแตะกระจก ภาพในนั้นสั่นเบาๆ ก่อนจะดับวูบ เหลือเพียงเงาของเขาเองที่มองกลับมา ดวงตาในเงานั้นแดงวาบชั่วขณะ
รุ่งเช้า มินรีบไปที่สตูดิโอเก่า ซึ่งตอนนี้เป็นสถานที่ถ่ายแบบให้แบรนด์เครื่องสำอางชื่อดัง เขาพยายามเข้าไปแต่ถูก รปภ. ขวาง “ขอโทษครับ มีใบอนุญาตไหม?”
มินตอบเสียงสั่น “ผมเป็นคนในทีมเก่า รู้จักนีน่าครับ ขอแค่เจอเธอแป๊บเดียว”
รปภ.ลังเล แต่สุดท้ายยอมให้เข้า เขาเดินผ่านห้องแต่งหน้า เห็นทีมงานกำลังเตรียมฉาก นีน่านั่งอยู่ตรงกลางห้อง ด้านหลังเธอมีโปสเตอร์ขนาดใหญ่ — ภาพถ่ายใหม่ล่าสุดของเธอ ที่ชัดเจนจนน่าขนลุก
ใบหน้าในโปสเตอร์นั้น… เหมือนธาราทุกอย่าง
ผมยาวตรง รอยยิ้มเฉียง ดวงตาเศร้าลึกเหมือนซ่อนบางอย่างไว้ มินแทบหยุดหายใจ เขามองนีน่าที่กำลังหัวเราะคุยกับช่างแต่งหน้า เสียงของเธอคล้ายธาราอย่างประหลาด
มินค่อยๆ เดินเข้าไปใกล้ “นีน่า…”
เธอหันมา ดวงตาเต็มไปด้วยแสงแห่งความมั่นใจ “อ้าว พี่มินนี่เอง จำหนูได้เหรอคะ?”
เขาพูดเบา “จี้ที่เธอใส่… ได้มายังไง?”
นีน่ายิ้ม “ของขวัญจากแฟนคลับค่ะ เขาบอกว่าเป็นเครื่องรางเมตตามหาสเน่ห์จากภาคอีสาน ของหายากเลยนะคะ”
เสียงของเธอก้องในหัวเขาทันที — คำสาปที่กำลังเริ่มใหม่อีกครั้ง
มินพูดเร่ง “นีน่า ฟังพี่ดีๆ เอาเครื่องรางนั้นออกเดี๋ยวนี้!”
เธอหัวเราะ “ทำไมล่ะคะ มันสวยดีนี่นา พอใส่แล้วทุกคนก็รักหนู”
ทันใดนั้น ไฟในห้องกระพริบแรง กล้องถ่ายรูปหลายตัวดับวูบ ทีมงานมองหน้ากันอย่างงง เสียงไฟฟ้าช็อตดัง “แปะๆ”
เงาในกระจกแต่งตัวด้านหลังนีน่าเริ่มเคลื่อนไหวช้าๆ ดวงตาในนั้นเปิดขึ้นอีกครั้ง — เป็นธารา
มินพุ่งเข้าไป คว้ามือเธอ แต่ก่อนที่เขาจะพูดอะไร เสียงในกระจกดังขึ้น “ปล่อยให้มันเป็นอย่างที่ข้าต้องการ… ข้ากลับมาเพื่ออยู่ตลอดไป”
ทีมงานเริ่มกรีดร้องเมื่อเห็นเงาในกระจกขยับไม่ตรงกับร่างจริงของนีน่า บางคนวิ่งหนี บางคนถ่ายคลิปไว้ เสียงดังวุ่นวายเต็มห้อง
มินตะโกน “นีน่า! ฟังฉัน! มันไม่ใช่ของเธอ มันทำนายความตายของเธอ!”
เธอหันมาช้าๆ น้ำตาไหลออกมาจากตาทั้งสองข้าง “พี่มิน… หนู… รู้สึกเหมือนมีใครอยู่ในหัวหนู… เธอพูดว่าอยากให้หนูสวยกว่านี้…”
“อย่าเชื่อมัน!” เขาร้อง
แต่สายเกินไป รอยอักขระเริ่มปรากฏขึ้นที่คอของเธอ ไฟทุกดวงในสตูดิโอดับพร้อมกัน เสียงหัวเราะของธาราดังก้องอีกครั้ง
“ข้ากลับมาแล้ว…”
เมื่อไฟกลับมาอีกครั้ง นีน่านั่งนิ่งอยู่กลางห้อง ทีมงานทั้งหมดสลบไปกับพื้น มินยืนตัวแข็ง น้ำตาไหล
เธอเงยหน้าขึ้น ยิ้มแบบเดียวกับธาราในวันถ่ายสุดท้าย
“มิน… พี่คิดถึงฉันไหม?”
เขาถอยหลัง มองหญิงสาวตรงหน้า — เธอไม่ใช่นีน่าอีกต่อไป
เสียงกระจกแต่งตัวด้านหลังแตกดังสนั่น เงาในนั้นหายไป เหลือเพียงรอยร้าวที่เป็นรูปหัวใจดำ
มินยืนมองนีน่าที่ร่างกายยังคงเหมือนเดิม แต่สายตานั้นเย็นยะเยือกจนทำให้เขาใจหาย ความงามที่เคยเป็นธรรมชาติกลับกลายเป็นดวงตาที่ซ่อนความตาย
“พี่มิน… ทำไมพี่ไม่เข้าใจหนูล่ะ?” เสียงนีน่าเอ่ยขึ้น แต่ในคำพูดนั้นมีความทรมานแฝงอยู่และสำเนียงเสียงธาราชัดเจน
เขาก้าวเข้าหา “ธารา! ข้ารู้ว่ามันคือเธอ ข้าจะไม่ยอมให้เธอทำร้ายนีน่าอีก!”
ร่างนีน่ากระตุก เธอเงยหน้าขึ้นอย่างรวดเร็ว ดวงตาแดงวาวราวกับไฟโชน “หนูอยากอยู่ตลอดไป มิน… เธอจะไม่เข้าใจหรอก”
มินหัวใจเจ็บปวด เขามองรอยร้าวบนกระจกที่ตกหล่นอยู่ข้างตัว พยายามคิดอย่างรวดเร็ว “ต้องใช้เครื่องรางกลับด้านเท่านั้น!”
เขาค้นในกระเป๋าเจอถุงผ้าสีดำที่เก็บเครื่องรางป้องกันวิญญาณที่เขาได้จากหมอผีเก่า หมายถึงโอกาสสุดท้ายของเขา
นีน่าก้าวเข้ามาใกล้ แต่รอยยิ้มของธาราในร่างเธอทำให้เขากลืนลำบาก “พี่มิน… พอใส่เครื่องรางนี้แล้วหนูสวยกว่าที่เคยเป็นไหม?”
เขาไม่ได้ตอบ แต่ยกมือขึ้น ชี้ไปที่กระจกที่ร่างธาราสะท้อนอยู่ มองอย่างตั้งใจแล้วกระซิบ “หนูจะไม่หลอกใครอีกแล้ว”
ทันใดนั้น แสงสีดำพุ่งจากกระจกเข้าหาเขา มินก้าวหลบอย่างฉับพลัน ปากกระซิบบทสวดเก่า เขาวางเครื่องรางป้องกันใกล้ตัวนีน่า
“ธารา! ถ้าเธอยังเป็นคนที่เคยรู้จัก ฉันขอให้เธอฟังฉันครั้งนี้!”
ร่างนีน่าเริ่มสั่น ดวงตาสลับเป็นดวงตาธาราแบบเต็มตัว น้ำตาไหลรินเหมือนฝนตกในใจมิน
“ฉัน… ฉันไม่อยากทำร้ายใคร” เสียงธาราสั่นพร่า เธอคลายมือออกจากร่างนีน่า แต่รอยร้าวบนกระจกยังคงส่องแสงรุนแรง
มินคว้าเครื่องรางป้องกันแล้วพูดบทสวดพร้อม ๆ กับจับมือเธอ “เราจะทำลายคำสาปนี้ด้วยกัน!”
กระจกที่ตกอยู่เริ่มสั่นแรง ดวงตาธาราในกระจกร้องออกมา “ไม่! ข้าจะอยู่ตลอดไป!”
แสงสีดำพุ่งออกมารอบตัวพวกเขา มินอุ้มร่างนีน่าเข้ามุมห้อง เขาใช้เครื่องรางทับกระจกพร้อมบทสวด ผลลัพธ์คือแสงสว่างสีขาวพุ่งออกมาจากรอยร้าว กระจกแตกละเอียดพร้อมเสียงกรีดร้องของวิญญาณธารา
ห้องสงบลงอย่างฉับพลัน มินยืนหอบ มือของเขายังคงจับมือของนีน่าแน่น นีน่าหายใจหนัก เธอมองเขาอย่างงง ๆ
“ฉัน… รู้สึกเหมือนหลับมานาน” เธอพูดด้วยเสียงสั่น แต่ไม่มีความเย็นยะเยือกอีกต่อไป
มินถอนหายใจ รู้สึกว่าภาระหนักที่เขาแบกไว้เริ่มคลายลง ดวงตาของเขามองนีน่าอีกครั้ง — นี่คือร่างใหม่ที่บริสุทธิ์ ปลอดภัยจากคำสาป
“ทุกอย่างจบแล้ว” เขาพูดเบา ๆ แต่เสียงนั้นเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้าและผ่อนคลาย
นีน่าก้าวเข้าใกล้ “ขอบคุณ… พี่มิน” เธอเอามือจับมือเขาอย่างแน่น
มินยิ้มบาง ๆ แม้ร่างกายยังสั่นอยู่ เขารู้ว่าโลกจะไม่เหมือนเดิมอีก แต่ความรักและความเชื่อมโยงระหว่างชีวิตและความตาย ทำให้เขารู้สึกว่าเขาได้ทำสิ่งที่ถูกต้องแล้ว
รอบตัวเต็มไปด้วยความสงบ แต่แสงแดดยามเช้าที่ลอดผ่านหน้าต่าง ทำให้เขารู้ว่าแม้บางสิ่งจะจบ แต่ความทรงจำจะยังคงอยู่
หลังจากเหตุการณ์ในสตูดิโอ มินและนีน่าใช้เวลาอยู่ด้วยกันหลายวัน เขาพาเธอไปยังแม่น้ำเจ้าพระยา ดื่มด่ำกับความสงบที่แตกต่างจากความวุ่นวายในเมือง
นีน่านั่งลงบนท่าเรือ มือของเธอยังสั่นเบา ๆ “ฉัน… ยังไม่เชื่อว่าเรื่องทั้งหมดผ่านไปแล้ว”
มินยิ้มบาง ๆ “ทุกอย่างจบแล้ว ธาราไม่อยู่แล้ว คำสาปไม่สามารถทำร้ายใครได้อีก”
สายลมพัดเย็น แต่ไม่ชวนขนลุกเหมือนก่อนหน้านี้ มินรู้สึกว่าความมืดในใจเริ่มจางลง ชีวิตกลับมามีแสง แม้จะมีรอยแผลลึกในความทรงจำ
นีน่าหยิบมือเขาแน่น “พี่มิน… ขอบคุณที่ไม่ยอมแพ้กับฉัน”
มินพยักหน้า “ฉันจะไม่ปล่อยให้ใครถูกทำร้ายอีก”
พวกเขาเดินไปตามริมฝั่งน้ำ เงยหน้ามองพระอาทิตย์ขึ้นครั้งแรกหลังเหตุการณ์ทุกอย่าง เสียงนกร้องเจือปนกับเสียงคลื่นเบา ๆ ทำให้ความเศร้ากลายเป็นความสงบ
เวลาผ่านไปหลายเดือน นีน่าเริ่มทำงานใหม่ในวงการแฟชั่น แต่ครั้งนี้เธอเป็นตัวเอง ไม่ต้องพึ่งเครื่องรางใด ๆ ความงามของเธอเป็นธรรมชาติและเต็มไปด้วยชีวิตชีวา
มินกลับมาถ่ายภาพ แต่ไม่ใช่เพื่อแฟชั่นอีกต่อไป เขาถ่ายภาพผู้คนธรรมดา รอยยิ้มของเด็ก ๆ ผู้สูงอายุ หรือวิถีชีวิตชาวบ้าน ภาพของเขาเต็มไปด้วยความอบอุ่นและความจริงใจ
แต่ในคืนหนึ่ง ขณะที่มินกำลังจัดเก็บอุปกรณ์ถ่ายภาพ เขาพบ กระจกวงเล็กสีดำ ซ่อนอยู่ในกล่องเก่า มือเขาสั่นเมื่อหยิบมันขึ้นมา
แสงจางจากกระจกสะท้อนใบหน้าของเขาเอง แต่ทันใดนั้น ใบหน้าในกระจกยิ้มเหมือนธาราอีกครั้ง แต่คราวนี้เป็นรอยยิ้มที่เย็นชาและลึกลับ
เสียงกระซิบแผ่วเบาดังขึ้น “ข้ากลับมานะมิน… อีกไม่นานเธอจะสวยกว่าที่เคยเป็น”
มินมองกระจกนิ่ง เขาเข้าใจทันทีว่า แม้คำสาปถูกทำลาย วิญญาณธาราไม่ได้หายไปทั้งหมด เธอแค่รอเวลา และอาจกลับมาอีก
แต่ครั้งนี้ เขาจะไม่กลัวแล้ว มินวางกระจกลงบนโต๊ะ มองออกไปนอกหน้าต่าง แสงเดือนสาดส่องบนแม่น้ำ เขายิ้มอย่างมั่นใจ แม้ความงามและความตายจะวนกลับมาอีก เขาเชื่อว่าครั้งนี้เขาพร้อมเผชิญหน้า
รอยยิ้มของนีน่าที่อยู่ใกล้เขา ทำให้ความหวาดกลัวและความเศร้ากลายเป็นความอบอุ่น มินรู้ว่าชีวิตยังมีทางเดินต่อไป แม้ว่าบางสิ่งจะถูกทดสอบซ้ำแล้วซ้ำเล่า
แสงเดือนส่องกระทบกระจกสีดำ เสียงกระซิบหายไป แต่เงาของมันยังคงอยู่เบื้องหลัง เหมือนเตือนใจว่าความงามและคำสาป มักเดินเคียงคู่กันตลอดไป