ฉันชื่อพลอย อายุย่างเข้า 29 ปี เป็นเพียงพนักงานออฟฟิศคนหนึ่งในกรุงเทพฯ ชีวิตของฉันไม่ต่างจากแสงไฟจากตึกสูงที่สว่างไสวแต่ไร้ความหมาย ทุกเช้าฉันตื่นขึ้นมาในห้องเช่าที่เงียบสงัดเหมือนถูกตัดขาดจากโลกภายนอก ทุกเย็นฉันกลับมาพบกับความว่างเปล่าเดิมๆ ความเงียบนั้นหนาวเย็นกว่าเครื่องปรับอากาศเสียอีก
ความเหงาของฉันไม่ใช่แค่การไม่มีใครอยู่ข้างๆ แต่มันคือการไม่มีใครเข้าใจ ไม่มีความผูกพันที่แท้จริง ฉันลองคบหากับผู้ชายหลายคน พวกเขาเข้ามาแล้วก็จากไปเหมือนกระแสลม
ความรักที่ฉันได้รับนั้นเป็นเพียงความฉาบฉวย เป็นเหมือนการแสดงที่จบลงเมื่อม่านปิดลง
ฉันเคยคิดว่าความสำเร็จในหน้าที่การงานจะเติมเต็มได้ แต่ไม่เลย
ฉันประสบความสำเร็จ ฉันมีเงินพอใช้ แต่เมื่อมองเข้าไปในกระจก ฉันเห็นเพียงดวงตาที่ว่างเปล่า ดวงตาที่กำลังกรีดร้องหาความรักที่มั่นคง
ฉันปรารถนาใครสักคนที่จะเห็นฉันอย่างที่ฉันเป็น ไม่ใช่แค่ร่างกาย หรือตำแหน่งงาน แต่เป็นจิตวิญญาณที่เปราะบางของฉัน
คืนหนึ่งหลังจากที่ฉันทะเลาะกับผู้ชายคนล่าสุดทางโทรศัพท์ เขาส่งข้อความมาสั้นๆ ว่า “เธอเรียกร้องมากเกินไป พลอย” คำพูดนั้นบาดลึกยิ่งกว่ามีดคมๆ
ฉันปิดไฟและนั่งลงบนพื้นเย็นๆ ของห้องครัว น้ำตาไม่ไหลออกมา แต่ความรู้สึกบางอย่างที่หนักอึ้งกว่าน้ำตาได้ท่วมท้นในใจ
ฉันเหนื่อยเหลือเกินกับการเป็นคนเข้มแข็ง ฉันแค่อยากเป็นที่รักอย่างไม่มีเงื่อนไข
ความปรารถนาของฉันกลายเป็นความหมกมุ่น มันกัดกินทุกความคิด จนฉันเริ่มหาทางออกที่เหนือธรรมชาติ
ฉันเริ่มค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับวัดเก่า ศาลเจ้าลับ หรือสถานที่ที่ผู้คนไปอธิษฐานขอความรักที่ได้ผลจริง
ฉันเจอเรื่องราวมากมาย ทั้งเรื่องราวที่น่าประหลาดใจและเรื่องราวที่น่ากลัว
แต่ความสิ้นหวังทำให้ฉันไม่สนใจคำเตือนเหล่านั้น
จนกระทั่งฉันสะดุดกับชื่อ “ศาลเจ้าใต้ต้นโพธิ์” ในกระทู้เก่าๆ แห่งหนึ่ง
กระทู้นั้นเล่าถึงศาลเจ้าเล็กๆ แห่งหนึ่งที่ถูกลืมเลือนไปตามกาลเวลา ตั้งอยู่ในซอยลึกของกรุงเทพฯ ที่ผู้คนมักเข้าใจผิดว่าเป็นเพียงบ้านร้าง
ผู้ที่เคยไปอธิษฐานที่นั่นบอกว่าคำขอจะกลายเป็นจริงอย่างรวดเร็ว แต่สิ่งที่ตามมานั้นก็ร้ายกาจเช่นกัน
มีคนหนึ่งเขียนว่า “ถ้าคุณไม่พร้อมที่จะเสียสละทุกสิ่ง อย่าก้าวเข้าไป” ข้อความนั้นแทนที่จะทำให้ฉันกลัว กลับทำให้ฉันรู้สึกท้าทาย
ฉันตัดสินใจว่าฉันพร้อมที่จะเสียสละทุกสิ่ง
ตราบใดที่ฉันไม่ต้องอยู่คนเดียวอีกต่อไป ฉันก็ไม่สนใจว่าสิ่งนั้นคืออะไร
เช้าวันเสาร์ ฉันแต่งตัวเรียบง่ายที่สุดเท่าที่จะทำได้ พกเพียงกระเป๋าเล็กๆ และดอกบัวสามดอก
การเดินทางไปศาลเจ้านั้นเป็นการเดินทางที่แปลกประหลาด
ฉันต้องนั่งรถไฟฟ้าต่อรถแท็กซี่ และสุดท้ายเดินเท้าเข้าไปในซอยแคบๆ ที่มีกลิ่นอับชื้นและกลิ่นธูปเก่าๆ
เสียงความวุ่นวายของเมืองค่อยๆ จางหายไปแทนที่ด้วยความเงียบที่น่าขนลุก
กำแพงอิฐเก่าๆ มีมอสเกาะหนาแน่นจนดูเหมือนภาพวาดสีเขียวแก่
เมื่อฉันเดินมาถึงบริเวณศาลเจ้า ฉันรู้สึกเหมือนกำลังก้าวเข้าสู่มิติเวลาอื่น
เบื้องหน้าฉันคือลานดินแคบๆ ที่ปกคลุมด้วยร่มเงาของต้นโพธิ์ขนาดมหึมา
รากของมันแผ่ขยายออกไปเหมือนหนวดปลาหมึกยักษ์พันรอบแท่นบูชาหินเก่าๆ
ที่ใจกลางของลานนั้นมีศาลเจ้าไม้เล็กๆ ที่ผุพัง แทบจะถูกกลืนกินโดยธรรมชาติ
ภายในศาลมีรูปปั้นเทพเจ้าที่ไม่คุ้นตา องค์เล็ก ผิวสีเข้ม มีเครื่องประดับสีทองแดงเก่าคร่ำคร่า
ท่านไม่ดูสง่างามเหมือนเทพองค์อื่นๆ แต่ดูเคร่งขรึมและลึกลับ
ฉันรู้ได้ทันทีว่านี่คือ “พระเพชร” เทพแห่งคำสัตย์สาบานที่กระทู้นั้นกล่าวถึง
ฉันสูดหายใจเข้าลึกๆ ความรู้สึกผสมผสานระหว่างความกลัวและความหวังเริ่มไหลเวียนในตัวฉัน
ในขณะที่ฉันกำลังจะวางดอกบัวลงบนแท่นบูชา เสียงกระแอมไอแห้งๆ ก็ดังขึ้นจากด้านหลัง
“หนูมาทำอะไรที่นี่”
ฉันหันกลับไปทันที
ฉันเห็นชายชราคนหนึ่ง รูปร่างผอมบาง สวมเสื้อเชิ้ตสีขาวเก่าๆ และโสร่งสีเข้ม
ใบหน้าของเขามีรอยเหี่ยวย่นลึก ดวงตาของเขาดูเหนื่อยล้าแต่แฝงไปด้วยความรู้บางอย่างที่ไม่อาจเข้าใจ
เขาคือ อาจารย์บุญ ผู้ดูแลศาลเจ้า
ฉันรู้สึกประหม่า “เอ่อ…ฉัน…ฉันมาขอพรเรื่องความรักค่ะ”
อาจารย์บุญเดินเข้ามาใกล้ ยกมือขึ้นแตะที่ลำต้นของต้นโพธิ์เบาๆ
“หนูเอ๋ย ที่นี่ไม่ใช่เทวสถานของความรักที่อ่อนโยน” เขาพูดเสียงแหบพร่า “พระเพชรองค์นี้ไม่เหมือนเทพองค์อื่น พระองค์ไม่ให้พร แต่พระองค์รับคำสัตย์”
“คำสัตย์หรือคะ” ฉันถามด้วยความสงสัย
“ใช่ คำสัตย์ที่ต้องแลกเปลี่ยนด้วยสิ่งที่สำคัญที่สุด” เขามองตรงมาในดวงตาของฉัน “สิ่งที่หนูรักมากที่สุด สิ่งที่หนูไม่คิดว่าจะสูญเสียไป”
ฉันเม้มริมฝีปาก “ฉัน…ฉันไม่มีอะไรจะเสียอีกแล้วค่ะ สิ่งที่ฉันรักที่สุดก็คือความรักที่ฉันไม่เคยมี”
อาจารย์บุญส่ายหน้าช้าๆ “ทุกคนมีบางสิ่งที่รัก แม้แต่ความเหงาของหนู หรือ… อิสรภาพ ที่หนูมีอยู่”
คำว่า ‘อิสรภาพ’ ทำให้ฉันสะดุด
ฉันคิดถึงชีวิตอิสระของฉัน การตัดสินใจทุกอย่างด้วยตัวเอง การไปไหนมาไหนได้ตามใจชอบ
แต่มันเป็นอิสรภาพที่ว่างเปล่า
ฉันเต็มใจที่จะแลกมันเพื่อความอบอุ่น
“ฉันพร้อมแล้วค่ะ” ฉันพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “ฉันยอมแลก อิสรภาพทั้งหมด เพื่อแลกกับความรักที่แท้จริง ไม่ว่าราคาจะต้องจ่ายด้วยอะไรก็ตาม”
อาจารย์บุญถอนหายใจยาว “เมื่อหนูให้สัตย์แล้ว ไม่มีทางถอนคืน หนูนึกดีแล้วหรือ”
“ดีแล้วค่ะ” ฉันตอบโดยไม่ลังเล แม้ว่าในใจลึกๆ จะมีเสียงกระซิบเตือน แต่ฉันก็ปิดกั้นมันไว้
อาจารย์บุญไม่ห้ามปรามอีกต่อไป เขาเพียงแค่บอกวิธีปฏิบัติ
“ต้องใช้ของที่มาจากตัวหนูเอง เพื่อผูกมัดคำสัตย์” เขาชี้ไปที่ดอกบัว
ฉันเข้าใจทันที ฉันหยิบมีดเล็กๆ ที่ใช้ปอกผลไม้ซึ่งฉันพกติดตัวมาโดยไม่ตั้งใจขึ้นมา
ฉันกรีดเบาๆ ที่นิ้วชี้ เลือดสีแดงสดหยดลงบนกลีบดอกบัวสีขาวบริสุทธิ์
ฉันรู้สึกถึงความเจ็บปวดเล็กน้อย แต่ความเจ็บปวดทางกายนี้เทียบไม่ได้เลยกับความเจ็บปวดจากความเหงาที่ฉันแบกรับมาหลายปี
ฉันนำดอกบัวเปื้อนเลือดนั้นวางไว้ที่แท่นบูชาต่อหน้าพระเพชร
“ข้าขอสัตย์” ฉันกระซิบด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือแต่หนักแน่น “ขอให้ข้าได้พบความรักอันสมบูรณ์แบบ ได้หลุดพ้นจากความโดดเดี่ยวนี้ ข้าขอแลกอิสรภาพของข้าทั้งหมดเป็นสิ่งตอบแทน”
บรรยากาศรอบตัวฉันเปลี่ยนไปทันที
สายลมเย็นยะเยือกพัดผ่านมา แม้ว่าจะเป็นช่วงกลางวันแสกๆ
ใบโพธิ์แห้งๆ ใต้เท้าของฉันส่งเสียงกรอบแกรบราวกับกำลังหัวเราะเยาะ
ฉันรู้สึกเหมือนถูกจับตามองจากทุกทิศทาง
อาจารย์บุญยืนอยู่ข้างๆ ฉันนิ่งเงียบ ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความเศร้าและสงสาร
“คำสัตย์ของหนูถูกรับไว้แล้ว” เขากล่าวในที่สุด “บัดนี้ จงกลับไป และสิ่งที่หนูปรารถนาจะปรากฏ”
ฉันก้มลงกราบลา อาจจะเป็นการกราบที่หนักแน่นที่สุดในชีวิตของฉัน
ฉันรีบเดินออกจากศาลเจ้าแห่งนั้นด้วยความรู้สึกที่เบาสบายอย่างประหลาด
ความหวังที่แท้จริงได้เข้ามาแทนที่ความสิ้นหวังทั้งหมด
ฉันไม่ได้สังเกตเห็นเลยว่าเมื่อฉันเดินห่างออกมาไกลแล้ว เงาของรากต้นโพธิ์ที่ดูเหมือนหนวดปลาหมึกนั้นได้ทอดยาวออกมาเหมือนกำลังไขว่คว้าหาบางสิ่ง
เพียงสามวันหลังจากนั้น ในเช้าวันอังคาร ณ ร้านกาแฟใกล้ที่ทำงาน ธันวา (Thanwa) ก็ปรากฏตัว
เขาเดินเข้ามาในร้านด้วยรอยยิ้มที่อบอุ่นและดวงตาที่เหมือนจะเข้าใจโลกทั้งใบ
เขาเป็นลูกค้าใหม่ของบริษัทที่ฉันทำงานอยู่ เราบังเอิญชนกันเบาๆ ตรงหน้าเคาน์เตอร์กาแฟ
กาแฟของเขากระฉอกเล็กน้อย แต่เขากลับหัวเราะ
“ขอโทษครับ ผมดูไม่ค่อยระวังเลย” เขาพูดด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่มน่าฟัง
ฉันรู้สึกถึงบางอย่างที่แตกต่างออกไปทันทีที่ฉันเห็นเขา
ธันวาดูดีเกินจริง ดูสมบูรณ์แบบเหมือนหลุดออกมาจากความฝันของฉัน
เขาเป็นสถาปนิกที่ประสบความสำเร็จ มีเสน่ห์และฉลาด
แต่เหนือสิ่งอื่นใด สายตาที่เขามองมาที่ฉันนั้นเต็มไปด้วยความชื่นชมอย่างเปิดเผย
มันไม่ใช่การมองแบบผิวเผินเหมือนผู้ชายคนอื่นๆ แต่เป็นการมองที่ลึกซึ้งราวกับเขากำลังมองทะลุเข้าไปในจิตวิญญาณของฉัน
เขาเข้ามาในชีวิตฉันเร็วมากและเต็มไปด้วยความเร่งรีบอย่างผิดปกติ
หลังจากวันนั้นเราก็คุยกันทุกวัน โทรศัพท์หากันทุกคืน และพบกันทุกครั้งที่มีโอกาส
ธันวาเอาใจใส่ฉันในทุกรายละเอียด
เขาจำได้ทุกอย่างที่ฉันพูด แม้แต่เรื่องเล็กน้อยที่สุด
เขาจะมาหาฉันที่ออฟฟิศพร้อมกับกาแฟที่ฉันชอบโดยไม่ต้องถาม
เขาไม่ปล่อยให้ฉันรู้สึกเหงาแม้แต่วินาทีเดียว
ความรู้สึกที่ฉันปรารถนามาตลอดชีวิตกำลังมาถึงอย่างรวดเร็วและท่วมท้นจนน่าตกใจ
ฉันตกหลุมรักธันวาอย่างไม่มีข้อกังขา
เขาคือคำตอบที่สมบูรณ์แบบสำหรับคำอธิษฐานของฉัน
ฉันรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังลอยอยู่บนก้อนเมฆ ฉันลืมความกลัวทั้งหมดเกี่ยวกับคำสัตย์สาบาน ลืมคำเตือนของอาจารย์บุญ
สิ่งเดียวที่ฉันรู้คือฉันมีความสุข
เราตัดสินใจย้ายมาอยู่ด้วยกันอย่างรวดเร็ว เพียงแค่หนึ่งเดือนหลังจากที่เราเจอกัน
ธันวาเช่าคอนโดใหม่ที่ใหญ่กว่าและตกแต่งอย่างสวยงาม
มันคือ “รังรัก” ที่สมบูรณ์แบบของฉัน
ในคืนที่เราย้ายเข้ามา ธันวาโอบกอดฉันแน่นบนโซฟา
“เราจะไม่ต้องอยู่คนเดียวอีกแล้วนะ พลอย” เขากระซิบข้างหูฉัน
คำพูดนั้นทำให้ฉันรู้สึกปลอดภัยและอุ่นใจอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน
แต่แล้ว ฉันก็เริ่มสังเกตเห็นสิ่งเล็กๆ น้อยๆ
ธันวาไม่ชอบให้ฉันออกไปเที่ยวกับเพื่อนๆ
เมื่อฉันเสนอที่จะไปกินข้าวเย็นกับเพื่อนเก่า เขาจะทำหน้าเศร้าทันที
“ทำไมต้องไปล่ะ พลอย เราอยู่ด้วยกันไม่ได้เหรอ” เขาถามด้วยน้ำเสียงน้อยใจ
ฉันไม่อยากทำให้เขาเสียใจ ฉันจึงเริ่มปฏิเสธเพื่อนๆ
เพื่อนๆ เริ่มโทรหาน้อยลง จนกระทั่งไม่มีใครโทรมาอีก
ธันวาเริ่มโทรเช็กฉันบ่อยขึ้นเมื่อฉันอยู่ที่ทำงาน
“เธอทำงานหนักไปหรือเปล่า พลอย พักผ่อนบ้างนะ” คำพูดดูเหมือนเป็นห่วง แต่ฉันรู้สึกเหมือนถูกจับตามอง
เขาเริ่มติดตั้งกล้องวงจรปิดในห้องนั่งเล่นและห้องครัว
“นี่เพื่อความปลอดภัยของเรานะที่รัก” เขาอธิบายด้วยรอยยิ้มที่อ่อนโยน
ฉันเริ่มรู้สึกถึงความอึดอัดเล็กๆ น้อยๆ
มันเป็นความรู้สึกที่คล้ายกับอากาศที่เบาบางลงเรื่อยๆ
คืนนั้น ขณะที่เรากำลังดูหนังด้วยกัน ธันวาหยิบโทรศัพท์มือถือของฉันขึ้นมาอย่างเป็นธรรมชาติ
เขาปลดล็อกเครื่องและเริ่มดูข้อความของฉัน
“ฉันอยากรู้ว่าใครส่งข้อความก่อกวนให้เธอหรือเปล่า” เขาพูดโดยที่ไม่ได้เงยหน้าขึ้นมามอง
ฉันรู้สึกถึงความเย็นเยียบวาบเข้ามาในร่างกาย
มันไม่ใช่การกระทำของคนรักที่ไว้ใจกัน แต่เป็นการกระทำของผู้ที่ต้องการควบคุม
ฉันพยายามดึงโทรศัพท์กลับมา “ธันวา ไม่เป็นไรหรอก ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง”
เขาเงยหน้าขึ้นมามองฉัน ดวงตาของเขายังคงอ่อนโยน แต่ฉันเห็นความมืดมิดบางอย่างซ่อนอยู่ข้างใน
“พลอย ที่รัก” เขาพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่นแต่ฟังดูอ่อนหวาน “เธอไม่จำเป็นต้องมีโลกภายนอกหรอก
เธอมีฉันอยู่ตรงนี้ ฉันจะดูแลเธอเอง
เธอไม่ต้องการเพื่อน หรือแม้แต่งานหรอก
เธอมีฉันคนเดียวก็พอแล้ว“
คำพูดสุดท้ายของเขา เหมือนเป็นเสียงระฆังที่ดังก้องในโสตประสาทของฉัน
มันคือเสียงแห่งการตัดสินโทษ
เธอมีฉันคนเดียวก็พอแล้ว… อิสรภาพที่ฉันแลกไปกำลังถูกพรากไปอย่างสมบูรณ์แล้ว
คืนนั้นฉันนอนไม่หลับ เสียงคำพูดของธันวายังคงวนเวียนอยู่ในหัว “เธอมีฉันคนเดียวก็พอแล้ว” มันไม่ใช่คำพูดของคนรักที่ต้องการความใกล้ชิด แต่มันคือคำสั่งที่ต้องการครอบครอง ฉันมองไปยังเงาของเขาที่นอนหลับอย่างสงบข้าง ๆ ฉันรู้สึกว่าฉันไม่รู้จักผู้ชายคนนี้เลยจริง ๆ หรือแท้จริงแล้วเขาคือสิ่งที่ฉันเรียกหามาโดยตลอดกันแน่
ความสัมพันธ์ของเราเริ่มเปลี่ยนไปอย่างเงียบเชียบและรวดเร็ว ราวกับน้ำที่เดือดอย่างช้า ๆ จนกระทั่งฉันตระหนักว่าน้ำกำลังเดือดแล้วแต่ฉันก็ไม่สามารถกระโดดออกมาได้ ธันวาจัดการทุกอย่างในชีวิตฉันอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อยเกินไป เขาเป็นคนพาฉันไปทำงานทุกเช้า และมารับฉันทุกเย็น เขายืนยันว่าเขาอยากใช้เวลากับฉันให้มากที่สุด แม้กระทั่งตอนพักกลางวัน เขาก็ยังแวะมาหาพร้อมอาหารที่เขาเตรียมเองจากบ้าน เขาทำอาหารเก่งมาก อาหารทุกจานที่เขาทำนั้นอร่อยและดีต่อสุขภาพ แต่มันทำให้ฉันไม่สามารถออกไปกินข้าวกับเพื่อนร่วมงานได้เลย
ฉันเริ่มรู้สึกถึงสายตาที่จับจ้องตลอดเวลา แม้ว่าเขาจะไม่ได้อยู่ที่นั่น แต่กล้องวงจรปิดที่เขาติดตั้งไว้ก็ทำให้ฉันรู้สึกเหมือนถูกเฝ้ามองอยู่ตลอดเวลา เขาบอกว่ามันสำหรับความปลอดภัย แต่ฉันรู้ว่ามันคือโซ่ตรวนที่มองไม่เห็น ธันวาไม่ใช่คนก้าวร้าว เขาไม่เคยตะคอกใส่ฉัน แต่การควบคุมของเขานั้นเป็นไปอย่างนุ่มนวลและเยือกเย็นกว่าความรุนแรงใด ๆ เขาทำทุกอย่างด้วยความรัก ด้วยรอยยิ้มที่อ่อนหวาน และคำพูดที่แสดงความห่วงใยอย่างเหลือล้น นั่นคือสิ่งที่ทำให้ฉันลำบากใจที่สุดในการต่อต้าน
ความรักของธันวาเริ่มเหมือนกับการห่อหุ้มด้วยพลาสติกใสที่แน่นหนา มันปกป้องฉันจากสิ่งสกปรกภายนอก แต่มันก็ทำให้ฉันหายใจไม่ออกเช่นกัน วันหนึ่งฉันตัดสินใจว่าจะไปพบเพื่อนสนิทของฉันคนหนึ่ง ซึ่งเป็นคนเดียวที่ยังพยายามติดต่อฉันอยู่ ฉันบอกธันวาว่าฉันมีธุระที่บริษัทต้องเคลียร์ให้เสร็จ เขาพยักหน้าอย่างเข้าใจ แต่เมื่อฉันกำลังจะออกจากบ้าน โทรศัพท์ของฉันก็ดังขึ้น
เป็นเสียงของเจ้านายของฉัน โทรมาบอกว่าฉันไม่จำเป็นต้องเข้าไปที่บริษัทแล้ว เพราะธันวาโทรมาจัดการธุระทุกอย่างแทนฉันแล้วเมื่อครึ่งชั่วโมงที่ผ่านมา “ธันวาบอกว่าคุณพลอยไม่สบายมาก และเขาจัดการเอกสารสำคัญทั้งหมดแทนคุณแล้ว” เจ้านายพูดด้วยน้ำเสียงที่โล่งใจ “ดีจังเลยที่คุณมีคนดูแลที่ดีแบบนี้”
ฉันยืนแข็งทื่ออยู่ที่ประตูบ้าน ความรู้สึกเหมือนโดนแทงข้างหลัง มันไม่ใช่แค่การควบคุมอีกต่อไป แต่มันคือการแทรกแซงชีวิตการงานของฉัน ฉันหันกลับไปหาธันวาที่ยืนยิ้มอยู่ที่ห้องครัว เขากำลังจัดดอกไม้ในแจกันอย่างใจเย็น
“เกิดอะไรขึ้นคะ ธันวา” ฉันถามด้วยเสียงที่สั่นเครือ “คุณทำอะไรกับงานของฉัน”
เขาวางแจกันลงและเดินเข้ามาหาฉัน โอบมือรอบเอวฉันอย่างนุ่มนวล “ผมรักคุณนะ พลอย ผมเห็นคุณเครียดมากกับการทำงาน ผมแค่ไม่อยากให้คุณเหนื่อย”
“แต่…นี่คืองานของฉัน นี่คืออาชีพของฉัน!” ฉันพยายามควบคุมเสียงตัวเองไม่ให้กรีดร้อง
“คุณไม่จำเป็นต้องมีสิ่งเหล่านี้อีกแล้ว” เขาพูดเบา ๆ พลางจูบหน้าผากของฉัน “ผมดูแลคุณได้ทุกอย่าง งานพวกนั้นแค่ทำให้คุณห่างจากผม เราควรใช้เวลาอยู่ด้วยกันให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ไม่ใช่เหรอ”
คำพูดของเขามีเหตุผลที่บิดเบือนอย่างน่ากลัว มันทำให้ฉันรู้สึกเหมือนเป็นเด็กที่ไม่สามารถตัดสินใจอะไรเองได้ เขาทำให้การสูญเสียงานดูเหมือนเป็นของขวัญแห่งความรักและความผ่อนคลาย ฉันโกรธมาก แต่ความอ่อนโยนของเขากลับทำให้ความโกรธนั้นละลายไปอย่างรวดเร็ว ฉันทำได้เพียงก้มหน้าลง และปล่อยให้เขาโอบกอด
หลังจากนั้นเพียงไม่กี่สัปดาห์ โลกของฉันก็หดเล็กลงเหลือเพียงห้องสี่เหลี่ยมนี้เท่านั้น ฉันไม่ได้ทำงานอีกต่อไป ฉันไม่ได้เจอเพื่อนอีกต่อไป และฉันก็ไม่ได้ออกไปไหนคนเดียวอีกเลย ธันวาดูแลฉันอย่างดีเยี่ยม เราทำกิจกรรมทุกอย่างด้วยกัน เขาอ่านหนังสือให้ฉันฟัง พาฉันดูหนังที่เขาเลือก และเราทำอาหารด้วยกัน แต่ทุกการกระทำของเขากลับทำให้ฉันรู้สึกว่าฉันกำลังถูกลบเลือนไปเรื่อย ๆ ฉันกำลังกลายเป็นเพียงส่วนหนึ่งของเฟอร์นิเจอร์ในชีวิตของเขา เป็นเหมือนตุ๊กตาที่ถูกจัดวางไว้ในตู้โชว์ที่สวยงาม
ความรู้สึกหนาวเย็นของการอยู่คนเดียวในอดีตได้ถูกแทนที่ด้วยความเย็นชาของการถูกครอบครอง ฉันเริ่มคิดถึงคำพูดของอาจารย์บุญอีกครั้ง “อิสรภาพ” ฉันแลกอิสรภาพของฉันไปแล้วจริง ๆ ด้วยน้ำมือของฉันเอง ในช่วงเวลาที่ฉันรู้สึกโดดเดี่ยวที่สุด ฉันไม่สนใจราคาที่จะต้องจ่าย และตอนนี้ฉันต้องชดใช้
คืนหนึ่งในขณะที่ธันวาออกไปซื้อของใช้ที่จำเป็นเพียงคนเดียว ฉันตัดสินใจที่จะลองค้นหาบางอย่างเกี่ยวกับเขา ความอยากรู้ของฉันเปลี่ยนเป็นความหวาดระแวงอย่างรุนแรง เขามักจะเก็บโทรศัพท์ไว้ใกล้ตัวเสมอ และคอมพิวเตอร์ของเขามีรหัสผ่านที่ซับซ้อนมาก
ฉันเข้าไปในห้องทำงานของเขา ซึ่งเป็นห้องเดียวที่เขาไม่อนุญาตให้ฉันเข้าไปโดยลำพัง เขามักจะบอกว่าเขากำลังออกแบบงานที่ต้องการสมาธิสูง แต่ในใจฉันรู้ว่ามันต้องมีบางอย่างที่ซ่อนอยู่ ห้องทำงานนั้นสะอาดและเป็นระเบียบเรียบร้อย มีโต๊ะทำงานที่ใหญ่และมีแบบแปลนอาคารมากมายวางอยู่ แต่สายตาของฉันสะดุดกับตู้เก็บเอกสารเล็ก ๆ ที่มีกุญแจล็อคอยู่
ฉันรู้ว่าธันวาเก็บกุญแจสำรองไว้ในกล่องเก็บเครื่องมือเล็ก ๆ ในครัว ฉันรีบวิ่งไปที่ครัวและพบกุญแจดอกเล็ก ๆ ดอกนั้น มือของฉันสั่นเทาขณะที่ฉันไขกุญแจตู้เก็บเอกสาร มันดัง “แกร๊ก” เบา ๆ ราวกับเสียงเตือนภัย
เมื่อฉันเปิดตู้ สิ่งแรกที่ฉันพบไม่ใช่เอกสารทางสถาปัตยกรรม แต่เป็น สมุดบันทึกสีดำเล่มหนึ่ง มันไม่ใช่สมุดไดอารี่ แต่เป็นสมุดที่เต็มไปด้วยการเขียนหวัด ๆ และภาพถ่าย
ฉันเปิดสมุดนั้นด้วยความกลัวและความคาดหวังที่ผสมปนเปกัน หน้าแรกเป็นรูปถ่ายของฉันเอง รูปถ่ายที่ฉันเคยถ่ายเล่น ๆ เมื่อสองปีที่แล้ว ขณะที่ฉันกำลังหัวเราะกับเพื่อนที่ร้านกาแฟ
ใต้ภาพนั้นมีตัวอักษรเขียนไว้ว่า “พลอย: แสงสว่างในความมืด”
ฉันพลิกดูหน้าอื่น ๆ ในสมุด หน้าต่อ ๆ ไปเต็มไปด้วยภาพถ่ายของฉันในอิริยาบถต่าง ๆ แอบถ่ายจากระยะไกล รูปถ่ายฉันเดินเข้าออกออฟฟิศ รูปถ่ายฉันกำลังซื้อของในซูเปอร์มาร์เก็ต และแม้แต่รูปถ่ายของฉันขณะที่กำลังนั่งอยู่คนเดียวในห้องเช่าเก่าของฉัน รูปภาพเหล่านี้ถูกถ่ายก่อนที่เราจะพบกันด้วยซ้ำ
ความเย็นยะเยือกแล่นไปทั่วร่างของฉัน สมุดบันทึกเล่มนั้นไม่ใช่แค่ไดอารี่ แต่เป็น แฟ้มประวัติส่วนตัวของฉัน ที่ถูกรวบรวมอย่างพิถีพิถัน มีข้อมูลส่วนตัวทั้งหมดของฉัน รายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ เกี่ยวกับนิสัยของฉัน สิ่งที่ฉันชอบและไม่ชอบ และแม้กระทั่งตารางการใช้ชีวิตของฉัน
ฉันอ่านข้อความหนึ่งที่เขียนด้วยลายมือหวัด ๆ ว่า: “วันที่ 12 กุมภาพันธ์: พลอยไปศาลเจ้าใต้ต้นโพธิ์ วันนี้เธอร้องไห้ เธอทำในสิ่งที่ฉันรอคอยมานาน สิ่งที่ฉันปรารถนาจะเกิดขึ้นแล้ว”
ฉันหยุดหายใจ
วันที่ 12 กุมภาพันธ์ คือวันที่ฉันไปทำพิธีสาบานที่ศาลเจ้าใต้ต้นโพธิ์ วันที่ฉันแลกอิสรภาพของตัวเองกับความรัก
ธันวา… เขารู้เรื่องศาลเจ้า! เขารู้เรื่องคำสัตย์สาบาน!
เขาไม่ใช่แค่ชายหนุ่มรูปหล่อที่เดินเข้ามาในชีวิตฉันด้วยความบังเอิญที่สมบูรณ์แบบ แต่เขาเป็น “ผู้สังเกตการณ์” ที่เฝ้ารอคอยคำสัตย์สาบานนั้น
ฉันตระหนักถึงความจริงที่น่าสะพรึงกลัว: ธันวาอาจไม่ใช่ผลผลิตโดยตรงจากพลังเหนือธรรมชาติ แต่เขาเป็น ‘วัตถุดิบ’ ที่ถูกพลังนั้น ‘กระตุ้น’ ให้เข้ามาครอบครองฉันในฐานะ ‘ความรักอันสมบูรณ์แบบ’ ที่ฉันต้องการ
เสียงรถของธันวาเลี้ยวเข้าจอดหน้าคอนโด ฉันรู้ว่าฉันมีเวลาน้อยมาก ฉันรีบล็อคตู้เก็บเอกสารอย่างรวดเร็ว และวิ่งกลับไปที่ห้องนั่งเล่น หัวใจของฉันเต้นแรงจนเกือบจะหลุดออกมาจากอก
ฉันซ่อนกุญแจไว้ในกระเป๋าเสื้อคลุมของฉันก่อนที่ประตูจะเปิดออก
ธันวาเดินเข้ามาพร้อมกับรอยยิ้มสดใสในมือมีถุงของชำ “ที่รัก ผมซื้อผลไม้ที่คุณชอบมาด้วย”
ฉันมองใบหน้าของเขาอย่างตั้งใจ ใบหน้าที่เคยดูอ่อนโยนและน่าหลงใหล ตอนนี้กลับดูเหมือนหน้ากากที่ปกปิดความมืดมิด
ฉันรู้แล้วว่า ความรักนี้คือการหลอกลวง และฉันไม่ได้แลกอิสรภาพของฉันไปกับความรัก แต่แลกไปกับ ความหลงใหลและการครอบครองที่น่ากลัว ของชายที่เฝ้ามองฉันมานานแล้ว
ฉันใช้ชีวิตอย่างหวาดระแวงในช่วงไม่กี่วันต่อมา ฉันทำตัวเป็นปกติ ยิ้มและหัวเราะให้กับมุกตลกของธันวา แต่ทุกการกระทำของฉันล้วนเต็มไปด้วยการแสดง ฉันกำลังรอคอยโอกาสที่จะหนีออกไป ฉันรู้สึกเหมือนเป็นหนูที่ติดอยู่ในกรงแก้วอันสวยงาม ความรักที่ฉันเคยต้องการได้กลายเป็นพิษที่กัดกินชีวิตของฉัน
ธันวาเองก็ดูเหมือนจะสังเกตเห็นความผิดปกติเล็กน้อยในตัวฉัน เขามักจะมองฉันด้วยสายตาที่สงสัยและเป็นห่วง “คุณโอเคไหม พลอย ดูเหมือนคุณไม่ค่อยสบายใจเลยนะ” เขาถาม แต่ในคำถามนั้นมีความกดดันแฝงอยู่
ฉันโกหก “ฉันแค่นอนไม่ค่อยหลับค่ะ คิดถึงเรื่องงานเก่า” ธันวายิ้มอย่างอ่อนโยนแต่ดวงตาของเขานิ่งเฉย “ไม่เป็นไรหรอก ที่รัก คุณมีผมอยู่ตรงนี้ ไม่ต้องคิดถึงเรื่องที่ทำให้คุณปวดหัวแล้ว”
คำพูดของเขาย้ำเตือนฉันถึงการสูญเสียครั้งใหญ่ที่สุด อิสรภาพของฉัน ฉันต้องหาทางออก ฉันรู้ว่าฉันไม่สามารถพึ่งพาใครได้ เพื่อนของฉันถูกตัดขาดไปหมดแล้ว และฉันก็ไม่มีเงินติดตัวมากนัก เพราะธันวาดูแลการเงินทั้งหมดของเรา
ฉันคิดถึงอาจารย์บุญ ผู้ดูแลศาลเจ้าโบราณ ฉันเชื่อว่าเขาคือคนเดียวที่อาจจะช่วยฉันได้ ฉันต้องไปที่นั่นอีกครั้งเพื่อถามหาวิธีแก้คำสัตย์สาบานนี้
แผนของฉันคือการหนีออกไปในตอนที่ธันวาออกไปวิ่งจ็อกกิ้งในสวนสาธารณะ ซึ่งเป็นกิจวัตรเดียวที่เขาทำคนเดียวทุกเช้าวันอาทิตย์ ฉันเริ่มเตรียมการอย่างลับ ๆ ฉันซ่อนเงินสดจำนวนเล็กน้อยที่เคยเก็บไว้ในลิ้นชักเสื้อผ้า และฉันพยายามจำเส้นทางออกจากซอยเข้าสู่ถนนใหญ่ให้แม่นยำที่สุด
เช้าวันอาทิตย์มาถึง ธันวาตื่นขึ้นมาด้วยอารมณ์ดี เขายิ้มให้ฉัน “ผมไปวิ่งก่อนนะ พลอย คุณไม่ต้องรอผม ทำอาหารเช้าที่คุณชอบไว้เลยก็ได้”
“ค่ะ ธันวา ขอให้สนุกนะคะ” ฉันตอบด้วยรอยยิ้มที่ฝืนใจ ธันวาก้มลงจูบฉันที่หน้าผาก “ผมไปไม่นานหรอก ผมคิดถึงคุณทุกวินาทีที่เราไม่ได้อยู่ด้วยกัน”
ประโยคสุดท้ายของเขาทำให้ฉันรู้สึกหนาวสั่น แต่เมื่อประตูห้องปิดลง เสียง ‘แกร๊ก’ ของการล็อคกุญแจดังขึ้น ฉันก็รออย่างอดทนจนกระทั่งฉันได้ยินเสียงประตูคอนโดชั้นล่างปิดลงเบา ๆ
ฉันรีบแต่งตัวอย่างรวดเร็ว คว้าเสื้อคลุมและเงินสดเล็กน้อยติดตัวไป ฉันไม่ได้หยิบของมีค่าอื่น ๆ เลย เพราะฉันรู้ว่าทุกอย่างเป็นของขวัญจากธันวา ฉันต้องการทิ้งทุกสิ่งที่เป็นของเขาไว้เบื้องหลัง
ปัญหาคือ ประตูหน้ามีระบบล็อคอัตโนมัติที่ซับซ้อนพร้อมรหัสผ่านที่ธันวาเปลี่ยนบ่อย ๆ และมีเพียงเขาเท่านั้นที่รู้
ฉันพยายามจำรหัสผ่านที่เขาเคยพิมพ์อย่างลับ ๆ แต่ก็จำไม่ได้ ฉันลองตัวเลขที่เกี่ยวข้องกับวันเกิดของเรา แต่ก็ล้มเหลว
ความตื่นตระหนกเริ่มเข้าคืบคลาน เวลาของฉันมีจำกัด ธันวาจะกลับมาภายในหนึ่งชั่วโมงครึ่ง
ฉันตัดสินใจใช้ทางออกสุดท้าย: หน้าต่างระเบียงห้องนอน คอนโดของเราอยู่บนชั้นสี่ ซึ่งสูงเกินกว่าจะกระโดดลงไปได้ แต่มีบันไดหนีไฟอยู่ทางด้านข้างของอาคาร ซึ่งเชื่อมกับระเบียงซักล้างของห้องถัดไป หากฉันสามารถปีนข้ามระเบียงนั้นไปได้ ฉันก็จะไปถึงบันไดหนีไฟ
ฉันเปิดประตูระเบียง อากาศยามเช้าเย็นสบายแต่ฉันกลับรู้สึกร้อนรุ่มไปทั้งตัว ฉันมองลงไปด้านล่าง ความสูงทำให้ฉันเวียนหัวเล็กน้อย ฉันพยายามรวบรวมความกล้าทั้งหมด
ฉันปีนขึ้นไปบนราวระเบียงอย่างระมัดระวัง ขาของฉันสั่นเทา ฉันมองไปยังระเบียงข้าง ๆ ซึ่งห่างกันเพียงช่วงแขนเท่านั้น ฉันตัดสินใจว่าถ้าฉันไม่ทำตอนนี้ ฉันจะต้องติดอยู่ในกรงนี้ไปตลอดชีวิต
ฉันกระโดดข้ามไปยังระเบียงข้าง ๆ อย่างสุดกำลัง ตัวของฉันกระแทกกับพื้นระเบียงของเพื่อนบ้านอย่างแรงจนเจ็บไปหมด แต่ฉันไม่สนใจความเจ็บปวดนั้น
ฉันรีบคลานไปที่ราวระเบียงของห้องข้าง ๆ และมองหาบันไดหนีไฟ มันอยู่ตรงนั้น มันคือเส้นทางสู่อิสรภาพ
ในขณะที่ฉันกำลังจะปีนลงไปบนบันไดหนีไฟนั้นเอง เสียงโทรศัพท์มือถือของฉันก็ดังขึ้น
ธันวา
ฉันหยุดชะงัก หัวใจของฉันเต้นระรัว ฉันไม่ได้หยิบโทรศัพท์ออกมา แต่ฉันเห็นชื่อของเขาแสดงบนหน้าจอจากกระเป๋าเสื้อคลุม
“ที่รักกำลังจะกลับแล้วนะ” ข้อความนั้นเข้ามา
ฉันรู้ว่าธันวาอาจจะใช้กล้องวงจรปิดในห้องรับแขกดูฉันอยู่ และตอนนี้เขาอาจจะกำลังสงสัย
ฉันตัดสินใจปิดโทรศัพท์ทันที และโยนมันทิ้งลงไปในพุ่มไม้ข้างล่าง
ฉันไม่ต้องการให้เขาสามารถติดตามตำแหน่งของฉันได้อีกต่อไป
ฉันรีบปีนลงบันไดหนีไฟอย่างรวดเร็วและไม่คิดชีวิต บันไดเหล็กเย็นเฉียบบาดมือของฉัน แต่ฉันก็กัดฟันแน่น
เมื่อเท้าของฉันแตะพื้นดิน ฉันเริ่มวิ่ง ฉันวิ่งโดยไม่มองย้อนกลับไป ฉันวิ่งผ่านซอยเล็กซอยน้อยเพื่อมุ่งหน้าไปยังถนนใหญ่ที่เต็มไปด้วยรถยนต์และผู้คน
ฉันโบกแท็กซี่คันแรกที่เห็นและรีบกระโดดขึ้นไปบนเบาะหลัง “ไปวัดเก่าใต้ต้นโพธิ์ค่ะ ที่อยู่ในซอย…” ฉันบอกรายละเอียดสถานที่เท่าที่จำได้
คนขับแท็กซี่มองฉันผ่านกระจกมองหลังด้วยสีหน้าสงสัย เพราะฉันดูเหมือนคนที่เพิ่งหนีอะไรบางอย่างมา
“ครับคุณผู้หญิง” เขาตอบสั้น ๆ และเริ่มขับรถออกไป
ขณะที่แท็กซี่กำลังวิ่งออกไปจากเขตที่เราอาศัยอยู่ ฉันมองออกไปนอกหน้าต่าง ฉันเห็นรถสปอร์ตสีดำที่คุ้นตาของธันวาเลี้ยวเข้าสู่ทางเข้าคอนโดมิเนียมของเรา
เขากลับมาแล้ว เร็วกว่าที่คิด
เขายังไม่ทันสังเกตว่าฉันหายไป แต่เมื่อเขาเปิดประตูห้องและพบแต่ความว่างเปล่า เขาจะรู้ทันที
ความกลัวยังคงเกาะกุมฉัน แต่ตอนนี้มันปะปนกับความมุ่งมั่นที่จะไม่กลับไป
ฉันนั่งตัวแข็งอยู่ในเบาะหลังของแท็กซี่ พยายามควบคุมลมหายใจของตัวเอง ฉันกุมเงินสดในกระเป๋าแน่น มันคือความหวังสุดท้ายของฉัน
เมื่อรถแท็กซี่เข้าสู่ซอยแคบ ๆ ที่นำไปสู่ศาลเจ้าใต้ต้นโพธิ์ ความรู้สึกคุ้นเคยที่เยือกเย็นก็กลับมา
ฉันลงจากรถและรีบวิ่งเข้าไปในลานดินใต้ร่มเงาของต้นโพธิ์ที่น่าขนลุกนั้น
อาจารย์บุญกำลังนั่งกวาดใบไม้แห้งอยู่ เขาเงยหน้าขึ้นมามองฉัน ใบหน้าของเขาดูเศร้าหมองและเหนื่อยล้ากว่าครั้งก่อน
“ฉันรู้ว่าหนูต้องกลับมา พลอย” อาจารย์บุญพูดโดยไม่ต้องรอให้ฉันถาม
ฉันทรุดตัวลงคุกเข่าต่อหน้าเขา น้ำตาไหลออกมาอย่างควบคุมไม่ได้ “อาจารย์คะ ได้โปรดช่วยฉันด้วย ฉันต้องการยกเลิกคำสัตย์สาบานนั้น ฉันแลกอิสรภาพของฉันไปกับความรักที่เป็นเหมือนคุก”
อาจารย์บุญวางไม้กวาดลงและมองไปยังรูปปั้นพระเพชรที่ดูเคร่งขรึม “คำสัตย์สาบานไม่สามารถยกเลิกได้ พลอย” เขาพูดด้วยน้ำเสียงที่ทำให้ฉันใจสลาย
“แต่…อาจารย์บอกว่าต้องแลกด้วยสิ่งที่ฉันรักที่สุด” ฉันอ้อนวอน “ตอนนี้ฉันรู้แล้วว่าสิ่งที่ฉันรักที่สุดคืออิสรภาพ และฉันเสียมันไปแล้ว ฉันต้องทำอย่างไรถึงจะได้มันคืนมา”
อาจารย์บุญถอนหายใจยาวและมองลึกเข้าไปในดวงตาของฉัน “หนูเข้าใจผิด พลอย หนูไม่ได้แลกอิสรภาพเพื่อความรัก แต่หนูแลกอิสรภาพของหนูเพื่อ ความผูกพัน“
“พระเพชรไม่สร้างความรัก แต่พระองค์รับเอาความปรารถนาอันรุนแรงของหนู และผูกมันเข้ากับสิ่งที่มีอยู่แล้ว ธันวาเป็นเพียงมนุษย์คนหนึ่ง แต่ความหลงใหลของเขาถูกขยายและเปลี่ยนรูปด้วยพลังของคำสัตย์สาบานของหนู”
“แล้วฉันจะทำอย่างไรคะ” ฉันร้องขออย่างสิ้นหวัง
“มีเพียงวิธีเดียวเท่านั้นที่จะทำให้หนูเป็นอิสระจากคำสัตย์นั้นได้” อาจารย์บุญพูดเสียงเบา “หนูต้องทำลาย ‘ความผูกพัน’ ที่หนูสร้างขึ้นมาเอง”
“หนูต้อง ปฏิเสธ สิ่งที่หนูได้มา สิ่งที่หนูเคยคิดว่าคือความรักที่สมบูรณ์แบบ หนูกล้าพอที่จะปฏิเสธการเป็นที่รักของใครสักคนไหม กล้าพอที่จะกลับไปสู่ความเหงาของหนูอีกครั้งไหม”
คำพูดของอาจารย์บุญทำให้ฉันหยุดคิด การกลับไปสู่ความเหงา ความโดดเดี่ยวที่ฉันเคยหนีมาตลอดชีวิต มันน่ากลัวยิ่งกว่าการถูกขังในห้องสี่เหลี่ยมนี้เสียอีก แต่ฉันรู้ว่าการเป็นอิสระนั้นสำคัญกว่า
“ฉันกล้าค่ะ” ฉันตอบด้วยความมุ่งมั่น “ฉันขอปฏิเสธความรักนี้ ฉันต้องการอิสรภาพของฉันคืน แม้ว่ามันจะหมายถึงความเหงาชั่วนิรันดร์ก็ตาม”
อาจารย์บุญยื่นมีดเล็ก ๆ ที่มีด้ามไม้แกะสลักมาให้ฉัน “หนูต้องกลับไปที่รังรักของหนู และใช้มีดนี้ทำลายสัญลักษณ์ของ ‘ความผูกพัน’ นั้น”
“สัญลักษณ์อะไรคะ” ฉันถาม
“หนูจะรู้เอง เมื่อความกลัวของหนูถูกแทนที่ด้วยความมุ่งมั่นอย่างแท้จริง” อาจารย์บุญกล่าว
ฉันหยิบมีดนั้นมา มีดนั้นเย็นเฉียบและหนักอึ้งในมือของฉัน ฉันรู้ว่าการตัดสินใจครั้งนี้คือ จุดเปลี่ยน ของชีวิตฉัน ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ฉันจะไม่กลับไปเป็นคนเดิมอีกแล้ว
ฉันต้องกลับไปที่คอนโด ที่ซึ่งธันวากำลังรอฉันอยู่
ฉันกลับไปที่คอนโดมิเนียมของธันวาพร้อมกับมีดด้ามไม้แกะสลักที่ซ่อนอยู่ในกระเป๋าเสื้อ ความกลัวยังคงอยู่ แต่ตอนนี้มันถูกห่อหุ้มด้วยเกราะของความมุ่งมั่นที่เยือกเย็น ฉันรู้ว่าสิ่งที่ฉันกำลังจะทำนั้นอันตราย แต่การใช้ชีวิตอยู่ในความควบคุมของเขาต่อไปนั้นน่ากลัวยิ่งกว่า
ฉันโบกแท็กซี่กลับไปยังคอนโด ทันทีที่ฉันเดินเข้าไปในล็อบบี้ ฉันรู้สึกได้ถึงสายตาของเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยที่มองตามฉันมา พวกเขาดูเป็นกังวล ฉันไม่ได้สนใจใคร ฉันมุ่งหน้าไปยังลิฟต์และกดไปยังชั้นของเรา
เมื่อประตูลิฟต์เปิดออก ฉันเห็นธันวา ธันวายืนอยู่ที่หน้าประตูห้องของเรา ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความตื่นตระหนกและความโกรธที่ผสมผสานกันอย่างน่ากลัว
เขายังคงสวมชุดวิ่งเหงื่อโทรม แต่ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยไฟที่ลุกโชน “พลอย! คุณไปไหนมา คุณทำแบบนี้ทำไม!” เสียงของเขาทุ้มและดังกว่าที่ฉันเคยได้ยิน
ฉันยืนนิ่ง พยายามรวบรวมความกล้าทั้งหมดที่มี ฉันมองเข้าไปในดวงตาของเขาโดยไม่หลบสายตา “ฉันไปในที่ที่ฉันควรจะไป ธันวา ฉันต้องการความชัดเจน”
เขาเดินเข้ามาหาฉันอย่างรวดเร็ว ก้าวของเขาเต็มไปด้วยความเร่งรีบและความกระหายที่จะควบคุม “ความชัดเจนอะไร พลอย คุณรู้ไหมว่าผมเป็นห่วงคุณแค่ไหน! โทรศัพท์คุณก็ปิด ทำไมคุณต้องทำลายความไว้ใจของเราด้วย”
เขาพยายามที่จะจับแขนฉัน แต่ฉันก้าวถอยหลังหนึ่งก้าว “อย่าแตะต้องฉัน” เสียงของฉันแผ่วเบา แต่หนักแน่น
ใบหน้าของธันวาเปลี่ยนเป็นความสับสนทันที ความอ่อนโยนที่เขาแสดงออกมาเสมอเริ่มแตกสลาย “พลอย คุณเป็นอะไรไป นี่ไม่ใช่คุณ เรามีความสุขด้วยกันไม่ใช่เหรอ ผมทำทุกอย่างเพื่อคุณนะ”
“คุณไม่ได้ทำเพื่อฉัน ธันวา” ฉันพูดด้วยความเจ็บปวด “คุณทำเพื่อตัวคุณเอง คุณทำลายชีวิตของฉัน งานของฉัน เพื่อนของฉัน คุณขโมยอิสรภาพของฉันไป”
สีหน้าของเขาเปลี่ยนเป็นแข็งกร้าว เขาไม่พยายามซ่อนความจริงอีกต่อไป “ผมไม่ได้ขโมยอะไร พลอย คุณมอบมันให้ผมเอง คุณบอกว่าคุณจะแลกทุกอย่างเพื่อความรักที่สมบูรณ์แบบ และผมคือความรักนั้น คุณคือของของผม คุณสาบานไว้แล้ว”
คำพูดของเขายืนยันความจริงที่ฉันค้นพบ: เขาไม่ได้ปฏิเสธพลังเหนือธรรมชาติ แต่เขายอมรับมันในฐานะเครื่องมือ
“ฉันปฏิเสธมัน” ฉันกล่าวอย่างชัดถ้อยชัดคำ “ฉันขอปฏิเสธคำสัตย์สาบานนั้น ฉันขอปฏิเสธความรักที่เป็นเหมือนคุกนี้ ฉันอยากเป็นอิสระ”
ทันใดนั้น ดวงตาของธันวาก็เบิกกว้างด้วยความตกใจอย่างรุนแรง ความโกรธของเขาถูกแทนที่ด้วยความกลัวที่แท้จริง
“ไม่! คุณทำแบบนั้นไม่ได้!” เขาตะโกนเสียงดัง “คุณเป็นของผมแล้ว พลอย คุณหนีไปจากผมไม่ได้”
เขาวิ่งเข้ามาหาฉันอย่างบ้าคลั่ง ในที่สุดเขาก็ปล่อยความบุ่มบ่ามที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความอ่อนโยนออกมา เขาพยายามที่จะจับตัวฉันไว้เพื่อลากฉันกลับเข้าไปในห้อง แต่ฉันว่องไวกว่า ฉันพุ่งตัวหนีเข้าไปในห้องโถงทันที
การต่อสู้ไม่ได้เป็นการต่อสู้ด้วยกำลังทางกายภาพเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการต่อสู้เพื่ออิสรภาพทางจิตวิญญาณ ฉันรู้ว่าฉันไม่สามารถเอาชนะเขาด้วยแรงได้ ฉันต้องหา “สัญลักษณ์แห่งความผูกพัน” นั้นให้เจอ
ฉันวิ่งเข้าไปในห้องครัว ฉันจำได้ว่าอาจารย์บุญบอกให้ใช้มีดที่เขามอบให้ทำลายสัญลักษณ์นั้น ธันวาตามหลังฉันมาติด ๆ “หยุดนะ พลอย! คุณกำลังทำลายทุกอย่างที่เราสร้างมาด้วยกัน!”
“สิ่งที่สร้างมาด้วยกันนี้มันเป็นเพียงความว่างเปล่า ธันวา” ฉันตะโกนกลับไป
ในห้องครัว ฉันหันหลังให้เขาและหยิบมีดด้ามไม้แกะสลักออกมาจากกระเป๋าเสื้อ มีดนั้นส่องแสงเล็กน้อยในความมืดสลัว
ธันวาเห็นมีดนั้น เขาหยุดชะงักทันที ดวงตาของเขามองมีดด้วยความหวาดกลัวอย่างแท้จริง “นั่น…นั่นมันมีดอะไร พลอย เอาออกไปนะ”
ฉันไม่สนใจเขา สายตาของฉันกวาดมองไปทั่วห้องครัวเพื่อหาสัญลักษณ์
อะไรคือสัญลักษณ์แห่งความผูกพัน? แหวน? รูปถ่าย?
แล้วสายตาของฉันก็หยุดลงที่ แจกันดอกไม้ ที่ธันวาจัดไว้ทุกวัน แจกันที่เขาไม่เคยยอมให้ฉันเปลี่ยน หรือเคลื่อนย้ายไปไหน มันตั้งอยู่กลางโต๊ะอาหาร
ฉันจำได้ว่าเขาบอกว่าดอกไม้เหล่านั้นคือ “สัญลักษณ์ของความรักที่ไม่มีวันตาย”
ฉันพุ่งเข้าไปหาแจกันอย่างรวดเร็ว ธันวาตะโกนและวิ่งเข้ามาขวาง “ไม่นะ พลอย! อย่า!”
ฉันไม่ลังเล ฉันใช้มีดด้ามไม้แกะสลักฟันไปที่แจกันอย่างรวดเร็ว
เพล้ง!
แจกันเซรามิกแตกกระจาย เศษแก้วและน้ำกระเด็นไปทั่ว ดอกไม้ที่สวยงามถูกทำลายลงอย่างยับเยิน
ทันทีที่แจกันแตก สิ่งที่เกิดขึ้นนั้นเหนือความคาดหมายของฉันทั้งหมด
ธันวาไม่แสดงความโกรธอีกต่อไป แต่เขาทรุดตัวลงกับพื้นห้องครัว เขากุมศีรษะไว้ด้วยความเจ็บปวดอย่างรุนแรง
“อ๊ากกก!” เสียงกรีดร้องของเขาไม่เหมือนเสียงของคน แต่เหมือนเสียงของสัตว์ที่บาดเจ็บ
พลังงานบางอย่างที่มองไม่เห็นได้ไหลออกจากแจกันที่แตกสลาย และพุ่งตรงเข้าไปในร่างของธันวา
ฉันเห็นใบหน้าของเขาบิดเบี้ยวด้วยความทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัส เขาพยายามที่จะลุกขึ้น แต่ร่างกายของเขากลับสั่นเทาอย่างควบคุมไม่ได้
“คุณทำอะไรลงไป พลอย!” เขาพยายามพูด แต่เสียงของเขาแหบพร่าราวกับเสียงจากก้นบึ้งของบ่อลึก
ฉันยืนตัวแข็งทื่ออยู่ข้าง ๆ มีดด้ามไม้แกะสลักยังคงอยู่ในมือ ฉันไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น
“อาจารย์บุญบอกว่าฉันต้องทำลายความผูกพัน” ฉันตอบด้วยความสับสน
ธันวาเงยหน้าขึ้นมามองฉัน ดวงตาของเขาแดงก่ำไปด้วยน้ำตาและความเจ็บปวด “ความผูกพัน…ไม่ใช่แจกันโง่ ๆ นั่น…แต่เป็นสิ่งที่ทำให้ผมมาหาคุณ!”
เขายกแขนเสื้อขึ้นอย่างรวดเร็ว เผยให้เห็นรอยสักเล็ก ๆ ที่ข้อมือด้านในของเขา มันเป็นสัญลักษณ์โบราณที่ฉันไม่คุ้นเคย รูปทรงคล้ายปมเชือกที่ไม่มีจุดเริ่มต้นและไม่มีจุดสิ้นสุด
“นี่ต่างหากคือสัญลักษณ์!” เขาตะโกน
ฉันจำได้ทันที… รอยสักนี้ดูคล้ายกับสัญลักษณ์ที่ถูกสลักไว้บนฐานของรูปปั้นพระเพชรที่ศาลเจ้า
“ผมไม่ได้อยากจะตามติดคุณ พลอย…แต่ผมไม่สามารถหยุดได้” เขาหายใจหอบถี่ “พลังนั้น…มันผูกความหลงใหลของผมเอาไว้กับคำสัตย์สาบานของคุณ ผมถูกบังคับให้เป็นความรักที่คุณต้องการ”
นี่คือความจริงที่น่าสะพรึงกลัว: ธันวาเป็นเหยื่อของความปรารถนาของฉันเอง ความหลงใหลในการครอบครองที่เขาเคยมีอยู่แล้วถูกขยายออกไปจนถึงขีดสุดโดยพลังของคำสัตย์
ฉันมองมีดในมืออีกครั้ง อาจารย์บุญบอกให้ฉันทำลายสัญลักษณ์ แต่เขาไม่ได้ระบุว่าคืออะไร
ฉันต้องทำลายรอยสักนั้น!
ฉันพุ่งเข้าไปหาธันวาอีกครั้ง ธันวารู้ว่าฉันกำลังจะทำอะไร เขาพยายามที่จะป้องกันตัวเอง แต่ร่างกายของเขาอ่อนแรงเกินไปจากผลกระทบของการทำลายแจกัน
“อย่านะ พลอย! ถ้าทำลายสิ่งนี้…ผมจะ…ผมจะ…” เสียงของเขาขาดหายไป
ฉันรู้ว่านี่คือช่วงเวลาแห่งความจริง การทำลายสัญลักษณ์นี้อาจจะนำมาซึ่งความเจ็บปวดอย่างแสนสาหัส หรืออาจจะถึงแก่ชีวิต
“ฉันขอโทษ ธันวา” ฉันกระซิบด้วยความรู้สึกผิดบาปอย่างรุนแรง “แต่ฉันต้องทำเพื่ออิสรภาพของฉัน”
ฉันใช้มีดด้ามไม้แกะสลักกดลงไปที่รอยสักบนข้อมือของเขา
ธันวาปล่อยเสียงกรีดร้องที่ยาวนานและเจ็บปวดที่สุดเท่าที่ฉันเคยได้ยินมา เสียงนั้นดังลั่นไปทั่วห้องจนเกือบจะทำให้แก้วหูของฉันแตก
เลือดสีแดงเข้มไหลซึมออกมาจากรอยสักทันทีที่ปลายมีดแตะผิวของเขา
ทันใดนั้น รอยสักนั้นก็เริ่มส่องแสงสีแดงฉาน มันไม่ใช่แสงจากภายนอก แต่เป็นแสงที่เปล่งออกมาจากภายในร่างกายของเขาเอง
รอยสักนั้นค่อย ๆ จางหายไปอย่างรวดเร็ว ราวกับถูกลบด้วยยางลบวิเศษ
เมื่อรอยสักหายไป ความสั่นสะเทือนในร่างกายของธันวาก็หยุดลงเช่นกัน
ธันวาหมดสติไปทันที เขาล้มลงบนพื้นห้องครัวที่เต็มไปด้วยเศษแก้วและน้ำ ใบหน้าของเขาซีดเผือด
ฉันยืนอยู่ข้าง ๆ เขา มือของฉันยังคงกำมีดด้ามไม้แกะสลักไว้แน่น ฉันมองไปยังธันวาที่นอนหมดสติอยู่บนพื้น ฉันไม่รู้ว่าเขาตายหรือยังมีชีวิตอยู่
ฉันได้ทำลายสัญลักษณ์แห่งความผูกพันแล้ว ฉันได้ทำลายความรักที่ฉันเคยต้องการมากที่สุดแล้ว
ความรู้สึกโล่งใจยังไม่มาถึง แต่สิ่งที่เข้ามาแทนที่คือความหวาดกลัวและความรู้สึกผิดอันใหญ่หลวง
ฉันหนีออกมาจากคอนโดอย่างรวดเร็ว ฉันไม่ได้ตรวจสอบว่าธันวาเป็นอย่างไรบ้าง ฉันไม่กล้าที่จะอยู่ต่อเพื่อดูผลลัพธ์ที่ตามมา
ฉันวิ่งลงบันไดหนีไฟอีกครั้งด้วยความตื่นตระหนก ฉันรู้ว่าฉันไม่สามารถกลับไปหาอาจารย์บุญได้ในตอนนี้ ฉันต้องหนีไปให้ไกลที่สุดเท่าที่จะทำได้
เมื่อฉันวิ่งออกมาบนถนนใหญ่ ฉันไม่มีจุดหมายปลายทาง ฉันแค่ต้องการหายไปจากเมืองนี้ จากชีวิตนี้
การตัดสินใจของฉันนำมาซึ่งหายนะ ฉันไม่ได้ทำลายแค่ความผูกพัน แต่ฉันทำลายชีวิตของชายคนหนึ่งด้วยความปรารถนาอันเห็นแก่ตัวของฉันเอง
ฉันได้รับอิสรภาพแล้ว แต่เป็นอิสรภาพที่เปื้อนเลือดและเต็มไปด้วยความบาป
ฉันนั่งรถทัวร์ออกจากกรุงเทพฯ ไปยังจังหวัดทางภาคเหนือทันทีที่รุ่งเช้ามาถึง ฉันใช้เงินสดจำนวนเล็กน้อยที่เหลืออยู่ซื้อตั๋วเที่ยวเดียว ฉันไม่ต้องการให้ใครตามรอยได้ ไม่ต้องการใช้บัตรเครดิต หรือแม้แต่เปิดโทรศัพท์มือถือเครื่องใหม่
บนรถทัวร์ที่เต็มไปด้วยผู้คนแปลกหน้า ฉันนั่งอยู่ริมหน้าต่าง ตัวฉันสั่นเทาตลอดเวลา ไม่ใช่เพราะความหนาว แต่เป็นเพราะความกลัวและความรู้สึกผิดบาปที่กัดกิน
ภาพใบหน้าของธันวาที่บิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวดในขณะที่ฉันจ้วงมีดลงไปบนข้อมือของเขา ยังคงฉายซ้ำอยู่ในความคิดของฉัน ฉันไม่รู้ว่าเขาเป็นอย่างไรบ้าง แต่ในใจลึก ๆ ฉันภาวนาให้เขาปลอดภัย อย่างน้อยก็เพื่อบรรเทาความผิดที่ฉันได้ก่อไว้
ฉันพยายามปลอบตัวเองว่าฉันทำไปเพื่ออิสรภาพของฉัน แต่เสียงกระซิบภายในก็เถียงกลับมาว่า “อิสรภาพที่แลกมาด้วยชีวิตของคนอื่นไม่ใช่สิ่งที่บริสุทธิ์”
ฉันคิดถึงคำพูดของอาจารย์บุญ: “หนูต้องทำลาย ‘ความผูกพัน’ ที่หนูสร้างขึ้นมาเอง” ฉันทำลายมันแล้ว แต่ราคาที่ต้องจ่ายมันสูงเกินกว่าที่ฉันจะรับได้
ฉันลงรถทัวร์ที่เมืองเล็ก ๆ แห่งหนึ่งในจังหวัดเชียงใหม่ เมืองนี้เงียบสงบและมีอากาศเย็นสบาย ฉันเช่าห้องพักราคาถูกในเกสต์เฮาส์เก่า ๆ แห่งหนึ่ง ห้องพักมีเพียงเตียงนอน โต๊ะ และหน้าต่างบานเล็ก ๆ ที่มองออกไปเห็นหลังคาบ้านเก่า ๆ
ฉันพยายามเริ่มต้นชีวิตใหม่ในเมืองที่ไม่รู้จัก ฉันหาทำงานเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ร้านอาหารท้องถิ่นแห่งหนึ่ง เพื่อแลกกับค่าตอบแทนเป็นรายวันและอาหาร ฉันทำทุกอย่างอย่างเงียบเชียบ พยายามไม่สร้างความสนใจใด ๆ ฉันไม่กล้ามองหน้าผู้คนนาน ๆ เพราะกลัวว่าพวกเขาจะเห็นความผิดบาปที่ซ่อนอยู่ในดวงตาของฉัน
ชีวิตของฉันตอนนี้เป็นอิสระแล้วอย่างที่ฉันปรารถนา ฉันสามารถไปไหนมาไหนได้ตามใจชอบ ไม่มีใครโทรตาม ไม่มีใครเฝ้ามอง ไม่มีใครควบคุม แต่ความเหงาที่ฉันเคยหนีไปนั้นได้กลับมาแล้ว และครั้งนี้มันไม่ได้มาเพียงลำพัง แต่มันมาพร้อมกับ ความหวาดระแวง
ทุกครั้งที่ฉันเห็นคู่รักเดินจูงมือกัน ฉันจะรู้สึกเย็นวาบ ฉันไม่ได้อิจฉาพวกเขาอีกต่อไป แต่ฉันรู้สึกกลัวความรัก
ฉันกลัวว่าความรู้สึกผูกพันใด ๆ จะนำไปสู่การสูญเสียอิสรภาพอีกครั้ง ฉันกลัวที่จะเชื่อใจใคร กลัวที่จะเปิดใจ และกลัวที่จะเป็นที่รัก
อิสรภาพที่ฉันได้มาคือ การถูกกักขังตัวเอง ไว้ในความโดดเดี่ยวตลอดไป
ช่วงเวลาที่ฉันรู้สึกแย่ที่สุดคือตอนกลางคืน ฉันมักจะฝันถึงธันวา ธันวาในชุดวิ่งของเขาที่เปื้อนเลือด กำลังยืนมองฉันจากมุมมืดในห้อง ฝันร้ายเหล่านั้นทำให้ฉันตื่นขึ้นมาด้วยเหงื่อท่วมตัว
ฉันเริ่มสงสัยว่าฉันไม่ได้เป็นอิสระอย่างแท้จริง หรือธันวาไม่ได้หายไปจากชีวิตฉัน
วันหนึ่งขณะที่ฉันกำลังทำงานอยู่ในร้านอาหาร ฉันได้ยินข่าวในโทรทัศน์ที่เปิดอยู่ข้าง ๆ ฉันพยายามไม่สนใจ แต่เสียงของผู้ประกาศข่าวก็ทำให้ฉันหยุดชะงัก
“ข่าวคดีฆาตกรรมที่ยังไม่คลี่คลายในกรุงเทพฯ ตำรวจยังคงตามหาผู้หญิงที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์นี้ หลังจากพบชายหนุ่มชื่อ ธันวา ถูกทำร้ายร่างกายอย่างรุนแรงและหมดสติอยู่ในคอนโดมิเนียมหรู ย่านใจกลางเมือง…”
หัวใจของฉันหยุดเต้นชั่วขณะ ฉันมองไปยังจอโทรทัศน์ ภาพข่าวแสดงให้เห็นคอนโดมิเนียมที่ฉันเคยอาศัยอยู่กับธันวา ภาพของรอยเลือดเล็กน้อยบนพื้นห้องครัวที่ถูกปิดเบลอ และภาพใบหน้าของธันวาที่ฉันจำได้ดี แม้จะผ่านไปหลายสัปดาห์
ตำรวจประกาศว่าธันวายังไม่เสียชีวิต แต่เขาอยู่ในอาการโคม่า และไม่มีความคืบหน้าในการสอบสวน เพราะธันวาไม่สามารถให้การได้ และไม่มีพยานที่เห็นเหตุการณ์
ฉันทรุดตัวลงพิงผนังด้วยความโล่งใจที่ธันวาไม่ตาย แต่ความโล่งใจนั้นถูกแทนที่ด้วยความหวาดกลัวที่รุนแรงกว่า: ตำรวจกำลังตามหาฉัน
ฉันไม่ได้เป็นเพียงผู้บริสุทธิ์ที่หลบหนีอีกต่อไป แต่ฉันคือ ผู้ต้องสงสัยคนสำคัญ
ฉันลาออกจากงานทันที และหนีออกจากเกสต์เฮาส์อย่างเร่งรีบ ฉันรู้ว่าพวกเขาจะตามมาหาฉันจนพบถ้าฉันยังอยู่ที่นี่
ฉันตัดสินใจเดินทางเข้าไปในป่าที่ลึกกว่า เข้าไปยังหมู่บ้านเล็ก ๆ ที่อยู่บนภูเขา ซึ่งไม่มีใครเข้าถึงได้ง่าย ๆ ฉันเดินทางด้วยรถมอเตอร์ไซค์รับจ้าง ต่อด้วยการเดินเท้าหลายชั่วโมง
ในที่สุดฉันก็มาถึงหมู่บ้านที่ชื่อว่า “บ้านสันป่าลึก” หมู่บ้านเล็ก ๆ แห่งนี้อยู่ห่างไกลจากความเจริญ และผู้คนส่วนใหญ่ใช้ชีวิตแบบเรียบง่าย ไม่สนใจข่าวสารจากโลกภายนอก
ฉันได้รับความช่วยเหลือจากหญิงชราใจดีคนหนึ่งในหมู่บ้าน เธอชื่อ แม่คำ เธอให้ฉันพักในกระท่อมเก่า ๆ ของเธอและช่วยงานเล็ก ๆ น้อย ๆ ในสวน
ชีวิตที่บ้านสันป่าลึกนั้นเป็นชีวิตที่ยากลำบาก แต่ก็เงียบสงบอย่างน่าประหลาด ฉันรู้สึกปลอดภัยในระยะหนึ่ง
อย่างไรก็ตาม ความหวาดระแวงของฉันยังคงไม่หายไป
ฉันเริ่มสังเกตเห็นสิ่งผิดปกติเล็ก ๆ น้อย ๆ ในหมู่บ้าน แม้ว่าฉันจะอยู่ห่างไกลจากธันวาและกรุงเทพฯ มากแล้ว
ในคืนเดือนมืดคืนหนึ่ง ขณะที่ฉันกำลังก่อไฟในกระท่อม ฉันเหลือบไปเห็น เงา ที่ยาวผิดปกติทอดลงมาจากทางหน้าต่าง
เงาของรากไม้ที่ดูคล้ายกับหนวดปลาหมึกยักษ์
มันเป็นภาพเดียวกับที่ฉันเห็นที่ศาลเจ้าใต้ต้นโพธิ์ในวันนั้น
ฉันรู้สึกว่าหัวใจของฉันหยุดเต้น ฉันรีบวิ่งออกไปดูที่หน้าต่าง แต่ไม่มีอะไรอยู่ตรงนั้น มีเพียงต้นไม้ในป่าที่ยืนนิ่งอยู่ในความมืดมิด
ฉันพยายามบอกตัวเองว่ามันเป็นเพียงภาพหลอน เป็นผลจากความเครียดและความหวาดกลัว
แต่หลังจากนั้นทุก ๆ สองสามวัน ฉันจะพบกับร่องรอยเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ไร้คำอธิบาย
บางครั้งฉันพบ ดอกไม้สีขาว ที่เหี่ยวเฉา วางอยู่บนธรณีประตูห้องของฉัน ดอกไม้ที่ดูเหมือนดอกไม้ที่ธันวาชอบจัดในแจกัน
บางครั้งฉันได้ยินเสียงกระซิบแผ่วเบาที่เหมือนจะเรียกชื่อฉันจากป่า
“พลอย… พลอย…”
ฉันเริ่มสับสนว่าสิ่งเหล่านี้คือปรากฏการณ์เหนือธรรมชาติที่ติดตามฉันมา หรือเป็นเพียงร่องรอยที่ตำรวจหรือใครบางคนทิ้งไว้
ความรู้สึกผิดของฉันเริ่มกลายพันธุ์เป็น ความหวาดระแวง ที่รุนแรง
วันหนึ่ง แม่คำบอกฉันว่า “หนูพลอย หนูดูเหมือนแบกโลกทั้งใบไว้บนบ่า ความทุกข์ของหนูมันหนักมากนะ”
ฉันตัดสินใจว่าฉันไม่สามารถหนีไปได้ตลอดชีวิต ฉันต้องเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นกับธันวา และความผูกพันที่ฉันทำลายไปนั้นมีผลกระทบอย่างไรต่อโลกความเป็นจริง
ฉันรู้ว่าฉันต้องเสี่ยงกลับไปยังกรุงเทพฯ หรืออย่างน้อยก็หาทางติดต่อกับอาจารย์บุญอีกครั้ง
ในคืนนั้น ขณะที่ฉันนอนอยู่ในกระท่อมที่เงียบสงบ ฉันตัดสินใจ: ฉันจะกลับไป เผชิญหน้า กับความจริง ไม่ใช่หนีจากมันอีกต่อไป
เพราะฉันตระหนักแล้วว่า อิสรภาพที่แท้จริงไม่ใช่อิสระจากสถานที่ แต่เป็นอิสระจากความผิดบาปที่อยู่ในใจ
ฉันใช้เวลาอีกสองสามวันในบ้านสันป่าลึกเพื่อเก็บเงินสำหรับการเดินทางกลับกรุงเทพฯ ฉันบอกแม่คำว่าฉันต้องกลับไปจัดการธุระสำคัญ และฉันสัญญากับเธอว่าจะกลับมาเยี่ยม แม่คำไม่ได้ถามอะไรมาก เธอเพียงแค่ให้กำลังใจฉันด้วยสายตาที่อบอุ่นและให้เครื่องรางเล็ก ๆ ที่แกะสลักจากไม้ “ให้สิ่งนี้คุ้มครองหนูนะ”
ฉันกลับมายังกรุงเทพฯ ด้วยความระมัดระวังที่สุด ฉันใช้รถไฟแทนรถทัวร์ และลงที่สถานีชานเมืองเพื่อเลี่ยงการถูกตรวจจับ ฉันใส่หมวกและแว่นกันแดดตลอดเวลา และแต่งกายให้ดูแตกต่างจากภาพลักษณ์เดิมของฉัน
เป้าหมายแรกของฉันคือการไปที่โรงพยาบาลเพื่อตรวจสอบสภาพของธันวา ฉันต้องรู้ว่าเขาเป็นอย่างไรบ้าง แต่ฉันไม่กล้าเข้าไปในโรงพยาบาลโดยตรง เพราะกลัวว่าจะมีตำรวจเฝ้าอยู่
ฉันเดินวนเวียนอยู่รอบ ๆ โรงพยาบาลใหญ่ที่ข่าวระบุไว้ ฉันแสร้งทำเป็นผู้ป่วยคนหนึ่ง นั่งอยู่ในบริเวณสวนสาธารณะใกล้ ๆ ฉันพยายามฟังบทสนทนาของผู้คนที่เดินผ่านไปมา
จนกระทั่งฉันได้ยินพยาบาลสองคนคุยกันในชุดยูนิฟอร์มสีขาว “คนไข้ห้อง 403 นั่นไง… ที่เป็นข่าวใหญ่… คุณธันวาที่สลบไปนานแล้ว”
“ใช่ น่าสงสารมาก ไม่รู้เมื่อไหร่จะฟื้น” อีกคนตอบ “แต่ตำรวจยังคงเฝ้าอยู่ พยาบาลคนอื่น ๆ บอกว่าห้ามใครเข้าเยี่ยมยกเว้นญาติสนิทเท่านั้น”
“แต่ก็ไม่เห็นมีใครมาเยี่ยมเขาเลยนะ เห็นมีแต่… อาจารย์บุญ คนแก่ ๆ ที่มาเฝ้าเงียบ ๆ ทุกวัน”
ฉันชะงักทันที อาจารย์บุญ ผู้ดูแลศาลเจ้า!
ทำไมอาจารย์บุญถึงไปอยู่ที่โรงพยาบาลกับธันวา? นี่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญอย่างแน่นอน
ฉันรู้ว่านี่คือโอกาสเดียวของฉันที่จะได้พบกับอาจารย์บุญ และถามความจริงเกี่ยวกับคำสาบานและธันวา
ฉันตัดสินใจที่จะเสี่ยงเข้าไปในโรงพยาบาลอย่างเงียบ ๆ ฉันเดินตามหลังกลุ่มเยี่ยมไข้กลุ่มใหญ่ และพยายามหลบสายตาของเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย ฉันขึ้นลิฟต์ไปยังชั้น 4 และเดินหาห้อง 403
เมื่อฉันเดินมาถึงหน้าห้อง 403 ฉันเห็นตำรวจนายหนึ่งยืนเฝ้าอยู่ ฉันไม่กล้าเดินเข้าไปตรง ๆ
ฉันจึงเข้าไปในห้องน้ำที่อยู่ใกล้ ๆ และรออย่างอดทน ประมาณสิบนาทีต่อมา ฉันเห็นประตูห้อง 403 เปิดออก และชายแก่คนหนึ่งเดินออกมา เขาคืออาจารย์บุญ!
อาจารย์บุญดูเหนื่อยล้ามาก แต่ดวงตาของเขายังคงฉายแววความรู้และความเข้าใจโลก
ฉันรีบเดินออกจากห้องน้ำทันทีและตรงเข้าไปหาเขา “อาจารย์บุญ!” ฉันกระซิบเสียงเบาที่สุด
อาจารย์บุญหันมามองฉันอย่างตกใจ แต่เพียงแวบเดียว ความตกใจนั้นก็จางหายไป “พลอย… ครูรู้ว่าหนูต้องกลับมา”
ฉันรีบลากอาจารย์บุญไปยังมุมที่เงียบสงบที่สุดของทางเดิน “อาจารย์คะ ได้โปรดบอกความจริงกับฉันทั้งหมด! ธันวา… เขาเป็นอะไรกันแน่? แล้วทำไมอาจารย์ถึงมาอยู่ที่นี่”
อาจารย์บุญถอนหายใจยาว สายตาของเขามองไปยังประตูห้อง 403 ด้วยความรู้สึกผิด “พลอย… เรื่องนี้ซับซ้อนกว่าที่หนูคิดมาก”
“วันนั้น… หนูคิดว่าหนูทำลายความผูกพันแล้ว แต่ความจริงคือ… หนูกำลังทำลาย ‘ร่างภาชนะ'”
“ร่างภาชนะ? หมายความว่ายังไงคะ” ฉันถามด้วยความสับสน
อาจารย์บุญกระซิบเสียงต่ำลงไปอีก “ธันวาไม่ใช่คนร้ายที่ตามติดหนูเพียงคนเดียว ธันวาคือชายหนุ่มที่เคยมาขอพรเรื่องความรักที่สมบูรณ์แบบที่ศาลเจ้าแห่งนี้เช่นกัน แต่คำขอของเขาไม่เคยสำเร็จ”
“เมื่อหนูไปทำสัตย์สาบานกับพระเพชร และแลกอิสรภาพของหนู… พลังนั้นไม่ได้ไปสร้างความรักใหม่ แต่ไปดึงเอา ‘ความหลงใหล’ ที่แข็งแกร่งที่สุดที่มีอยู่แล้วมาผูกกับหนู”
“และ ‘ความหลงใหล’ ที่แข็งแกร่งที่สุดในเวลานั้น… ก็คือความหมกมุ่นของธันวา ที่ถูกปฏิเสธซ้ำแล้วซ้ำเล่าจากความรัก”
“ส่วนรอยสักนั้น…” อาจารย์บุญมองมาที่ฉันด้วยความเจ็บปวด “ครูเองที่เป็นคนแนะนำให้ธันวาทำรอยสักนั้นไว้เมื่อนานมาแล้ว เพื่อเป็นการ ‘ผูกมัดหัวใจ’ ให้มั่นคงกับความรักที่เขากำลังตามหา”
“แต่เมื่อพลังของคำสัตย์ของหนูทำงาน รอยสักนั้นจึงถูกเปลี่ยนให้เป็น ‘สัญลักษณ์ของการผูกขาด’ ซึ่งเป็นจุดเชื่อมระหว่างคำสาบานของหนูกับจิตใจของเขา”
“เมื่อหนูทำลายสัญลักษณ์นั้น… หนูไม่ได้ทำลายความผูกพันทางจิตวิญญาณ แต่หนูทำลาย เกราะป้องกันทางใจ ของธันวา”
“จิตวิญญาณของเขาแตกสลาย เขาไม่ได้ตาย แต่เขาจมดิ่งลงไปในสภาวะที่จิตใจปฏิเสธที่จะตื่นขึ้นมาเพื่อเผชิญหน้ากับความเป็นจริงที่ว่า ‘ความรักที่สมบูรณ์แบบ’ ที่เขาคิดว่าได้มานั้นเป็นเพียงการถูกบังคับ”
ฉันรู้สึกเหมือนโลกทั้งใบพังทลายลงมา คำพูดของอาจารย์บุญทำให้ฉันตระหนักถึง การหักหลังครั้งใหญ่ ที่ฉันได้ทำลงไป
“แล้วทำไมอาจารย์ถึงไม่บอกฉันในวันนั้น ทำไมอาจารย์ถึงให้มีดฉันมาทำลายมัน” ฉันถามด้วยน้ำตาที่ไหลอาบแก้ม
อาจารย์บุญก้มหน้าลง “เพราะมันไม่มีทางอื่นแล้ว พลอย ครูพยายามที่จะไม่ให้คำสาบานนั้นสำเร็จ แต่มันสายเกินไปแล้ว ครูรู้ว่าถ้าหนูไม่ทำลาย ‘การผูกขาด’ นั้น หนูจะถูกธันวาควบคุมไปตลอดชีวิต”
“ครูเพียงแค่หวังว่าการทำลายสัญลักษณ์นั้น จะเป็นการปลดปล่อยจิตวิญญาณของหนูคนเดียว แต่ครูไม่ได้คาดคิดว่าความผูกพันจะแน่นหนาขนาดนี้”
“สิ่งที่เกิดขึ้นกับธันวาคือ ผลกรรม ของความปรารถนาอันเห็นแก่ตัวของหนูเอง และส่วนหนึ่งก็เป็นความผิดพลาดในการชี้แนะของครูเช่นกัน”
“ครูมาอยู่ที่นี่ทุกวันเพื่อสวดมนต์ และพยายามหาทางที่จะช่วยให้ธันวาฟื้นขึ้นมา โดยที่ไม่ต้องกลับไปเป็นทาสของความหลงใหลอีก”
ฉันเงียบไปนาน ความจริงที่ว่าฉันไม่ได้เป็นเพียงเหยื่อ แต่เป็น ผู้สร้างความหายนะ นั้นหนักอึ้งเกินกว่าจะแบกรับ
“มีทางแก้ไขไหมคะ อาจารย์บุญ” ฉันถามด้วยเสียงที่แหบแห้ง “ฉันต้องทำอะไรก็ได้เพื่อให้ธันวาฟื้น”
อาจารย์บุญมองฉันด้วยความเศร้า “มีทางเดียวเท่านั้น พลอย… หนูต้องทำให้ธันวารับรู้ถึงความรักที่ แท้จริง ที่ไม่ได้เกิดจากคำสาบาน”
“หนูต้องกลับไปหาเขา และ อุทิศ ความปรารถนาที่บริสุทธิ์ที่สุดของหนูเพื่อเขา ไม่ใช่เพื่อตัวเอง”
“ถ้าหนูสามารถแสดงให้เขาเห็นถึง ความรักที่บริสุทธิ์ ที่ปราศจากการแลกเปลี่ยนได้ จิตวิญญาณที่แตกสลายของเขาอาจจะได้รับการเยียวยา แต่หนูต้องเสี่ยงที่จะถูกตำรวจจับ และอาจจะต้องแลกกับการสูญเสียอิสรภาพที่หนูเพิ่งได้มา”
การหักหลังที่โหดร้ายที่สุด: ฉันถูกหักหลังโดยความปรารถนาของตัวเอง และบัดนี้ฉันต้องชดใช้ด้วยการ มอบอิสรภาพ ที่ฉันเคยแลกมาเพื่อช่วยชีวิตธันวา
ฉันมองไปยังประตูห้อง 403 อย่างมุ่งมั่น “ฉันจะทำค่ะ ฉันพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับความผิดบาปของฉัน”
ฉันรู้ว่าการตัดสินใจที่จะกลับเข้าไปในห้องนั้นมีความเสี่ยงสูงแค่ไหน ตำรวจยังคงเฝ้าอยู่ แต่ความรู้สึกผิดบาปและการตระหนักว่าฉันคือต้นเหตุของหายนะครั้งนี้มันรุนแรงกว่าความกลัวใดๆ ฉันไม่สามารถทิ้งธันวาไว้ในสภาพนั้นได้ เพราะนั่นไม่ใช่การได้รับอิสรภาพ แต่เป็นการหนีความรับผิดชอบ
ฉันบอกอาจารย์บุญถึงความตั้งใจของฉัน “ฉันจะเข้าไปหาเขาค่ะ อาจารย์ ถ้าฉันถูกจับ ก็ปล่อยให้มันเป็นไปตามกรรม”
อาจารย์บุญพยักหน้าด้วยความเข้าใจ “ครูจะรออยู่ตรงนี้ พลอย ขอให้พระเพชรคุ้มครองหนูให้พบกับความรักที่แท้จริง ไม่ใช่การแลกเปลี่ยน”
ฉันเดินไปที่ประตูห้อง 403 มือของฉันเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อ นายตำรวจที่เฝ้าอยู่มองมาที่ฉันด้วยความสงสัย
ฉันเดินเข้าไปหาเขาอย่างใจเย็นที่สุด “ขอโทษนะคะ ฉันเป็นญาติของคนไข้ค่ะ ฉันมาเยี่ยม”
นายตำรวจมองฉันตั้งแต่หัวจรดเท้า ใบหน้าของเขาดูไม่ไว้ใจ “ผมไม่เคยเห็นคุณมาก่อน คุณชื่ออะไร และมีความสัมพันธ์อย่างไรกับคุณธันวา”
ฉันสูดหายใจเข้าลึก ๆ และตัดสินใจที่จะพูดความจริงเพียงครึ่งเดียว ซึ่งเป็นความจริงที่สำคัญที่สุด “ฉันชื่อพลอยค่ะ ฉันเป็น… คนที่เขารักที่สุด ฉันต้องเข้าไปหาเขาเพื่อบอกลา”
ทันทีที่ฉันพูดชื่อ ‘พลอย’ นายตำรวจก็แสดงสีหน้าตกใจ เขารีบขวางประตูทันที “คุณคือผู้ต้องสงสัยสำคัญ! คุณมาทำอะไรที่นี่!”
ฉันไม่ได้ตอบโต้ แต่ฉันพุ่งตัวเข้าไปที่ประตูอย่างรวดเร็วเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกจับกุม ฉันชนเข้ากับนายตำรวจเบา ๆ และรีบเปิดประตูเข้าไปในห้อง 403
ปัง! ฉันปิดประตูและล็อคกลอนทันที เสียงของนายตำรวจที่พยายามเปิดประตูจากด้านนอกดังขึ้นอย่างรุนแรง
ฉันหันกลับมามองธันวา
เขานอนอยู่บนเตียงคนไข้ ตัวเขาซีดขาว มีเครื่องช่วยหายใจและสายระโยงระยางมากมายเต็มไปหมด ห้องนั้นเย็นยะเยือกและมีกลิ่นยาฆ่าเชื้อ
ธันวาดูผอมลงมาก ดวงตาของเขาปิดสนิท ใบหน้าของเขาดูอ่อนแอและเปราะบางอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
ฉันเดินเข้าไปใกล้เตียงของเขา และทรุดตัวลงคุกเข่าข้าง ๆ
ฉันวางมีดด้ามไม้แกะสลักไว้บนโต๊ะข้างเตียง ซึ่งตอนนี้มันดูเหมือนวัตถุต้องคำสาปที่น่ารังเกียจ
ฉันจับมือของธันวาไว้ มือของเขาเย็นเฉียบและนิ่งสนิท
“ธันวา…” ฉันกระซิบ “นี่ฉันเอง พลอย”
ฉันรู้ว่าเขาไม่ได้ยินฉัน แต่ฉันต้องทำตามคำแนะนำของอาจารย์บุญ ฉันต้องปลุกจิตวิญญาณที่แตกสลายของเขาด้วย ความรักที่บริสุทธิ์
“ฉันมาที่นี่ไม่ใช่เพราะคำสาบาน” ฉันเริ่มพูดด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือแต่จริงใจ “ฉันมาที่นี่เพราะความรู้สึกผิดของฉันเอง ฉันขอโทษ ธันวา ฉันขอโทษที่ฉันเห็นแก่ตัว ฉันขอโทษที่ฉันแลกความปรารถนาของตัวเองด้วยอิสรภาพของคุณ”
น้ำตาของฉันไหลลงบนมือที่เย็นเฉียบของเขา “ฉันเคยคิดว่าความรักคือการถูกครอบครอง การถูกทำให้ไม่โดดเดี่ยว แต่ความจริงคือ ความรักที่แท้จริงคือการ ปลดปล่อย“
ฉันมองใบหน้าของเขาอย่างตั้งใจ ฉันเห็นร่องรอยของความทรมานที่เกิดจากความหลงใหลที่รุนแรง และฉันรู้ว่าความทรมานนั้นส่วนหนึ่งเกิดจากฉัน
“ธันวา… ฉันรู้ว่าคุณรักฉันอย่างสุดหัวใจในแบบที่คุณเป็น” ฉันพูดต่อ “แต่ความรักนั้นถูกบิดเบือนโดยคำสาบานของฉัน วันนี้ฉันกลับมาที่นี่เพื่อ ถอนคืน ทุกอย่างที่ฉันเคยปรารถนา”
ฉันจับมือของเขาแนบกับหน้าผากของตัวเอง “ฉันขอคืนอิสรภาพของฉันก็จริง แต่ฉันไม่ต้องการให้คุณต้องทนทุกข์ทรมานเพราะฉัน”
“ฉันขออุทิศอิสรภาพที่ฉันได้มานี้… เพื่อคุณ”
“ถ้าการที่ฉันต้องเข้าคุก จะทำให้คุณรู้สึกว่าคุณไม่ได้เป็นทาสของฉันอีกต่อไป… ถ้าการที่ฉันต้องสูญเสียทุกอย่าง จะทำให้คุณได้ตื่นขึ้นมาใช้ชีวิตของคุณเองอย่างอิสระ… ฉันยอมแลก“
ฉันก้มลงจูบที่ข้อมือของธันวา ตรงบริเวณที่รอยสักเคยอยู่ น้ำตาที่ร้อนผ่าวของฉันหยดลงไปบนผิวของเขา
ทันใดนั้นเอง สิ่งที่เหลือเชื่อก็เกิดขึ้น
ฉันรู้สึกถึง ความอบอุ่น ที่แผ่ออกมาจากมือของธันวาอย่างช้า ๆ
และที่สำคัญกว่านั้น มือของเขาก็ขยับเบา ๆ ในมือของฉัน
ฉันเงยหน้าขึ้นมามองเขาด้วยความหวังอย่างเต็มเปี่ยม
ธันวา… ลืมตาขึ้นมา
ดวงตาของเขาสะท้อนภาพของฉัน แต่ในดวงตาคู่นั้นไม่มีความมืดมิด ไม่มีไฟแห่งการครอบครอง มีเพียงความว่างเปล่าและความสับสนอย่างอ่อนโยน
เขาพยายามพูด “พ… พลอย…” เสียงของเขาแหบแห้งและเบามาก
ฉันน้ำตาไหลด้วยความตื้นตัน “ธันวา คุณฟื้นแล้ว!”
เขามองมาที่ฉันอย่างสับสน “คุณ… เป็นใคร? ผมเคยรู้จักคุณเหรอ?”
คำพูดของเขาเหมือนสายฟ้าฟาดลงมากลางใจฉัน
ธันวาฟื้นแล้ว… แต่เขา จำฉันไม่ได้ เลย
เขาจำไม่ได้แม้กระทั่งชื่อของฉัน เขาจำไม่ได้ถึงความรักที่เขามีต่อฉัน ความหลงใหล การครอบครอง หรือแม้กระทั่งคำสาบาน
ความผูกพันถูกทำลายไปอย่างสมบูรณ์ จนลบเลือนความทรงจำที่เกี่ยวกับฉันไปทั้งหมด
นั่นคือ การไถ่บาปที่สมบูรณ์แบบ และเป็น การลงโทษที่เจ็บปวด สำหรับฉัน
ฉันได้รับอิสรภาพแล้ว ธันวาได้รับอิสรภาพแล้ว แต่ฉันต้องกลับไปสู่ความโดดเดี่ยวอีกครั้ง และครั้งนี้ฉันต้องโดดเดี่ยวจากคนที่ฉันเพิ่งจะยอมแลกทุกอย่างเพื่อเขา
ขณะที่ฉันกำลังจะพูดอะไรบางอย่าง ประตูก็ถูกเปิดออกอย่างรุนแรง
นายตำรวจที่เฝ้าอยู่ได้พังประตูเข้ามาพร้อมกับเพื่อนร่วมงานอีกสองคน
“คุณพลอย คุณถูกจับกุมในข้อหาทำร้ายร่างกายผู้อื่น!” นายตำรวจตะโกน
ฉันไม่ขัดขืน ฉันมองธันวาเป็นครั้งสุดท้าย เขามองฉันอย่างว่างเปล่าและไร้เดียงสา
ฉันยิ้มอย่างขมขื่น ธันวาเป็นอิสระแล้ว ฉันได้ทำสิ่งที่ถูกต้องแล้ว
“ไม่เป็นไรค่ะ” ฉันพูดกับนายตำรวจด้วยน้ำเสียงที่สงบ “ฉันยอมรับการจับกุม”
ฉันหันไปมองอาจารย์บุญที่ยืนอยู่ตรงประตู สีหน้าของเขาเต็มไปด้วยความเศร้าสร้อยแต่ก็มีความเข้าใจ
ฉันถูกพาตัวออกจากห้องไป ทิ้งให้ธันวานอนอยู่บนเตียงพร้อมกับความทรงจำที่ว่างเปล่า
ชีวิตของฉันเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ฉันถูกนำตัวไปสอบสวนและดำเนินคดี ในฐานะผู้ต้องหาคดีทำร้ายร่างกายที่นำไปสู่อาการโคม่า แม้ว่าธันวาจะฟื้นขึ้นมาแล้ว แต่คำให้การของฉันก็ขัดแย้งกับหลักฐานทางกายภาพที่พบในที่เกิดเหตุ
ในห้องสอบสวน ฉันเล่าเรื่องทั้งหมดอย่างละเอียดเกี่ยวกับคำสาบาน พระเพชร รอยสัก และความหลงใหลที่ถูกบิดเบือนของธันวา นายตำรวจมองมาที่ฉันด้วยสายตาที่สงสารปนความไม่เชื่อ พวกเขาคิดว่าฉันกำลังใช้เรื่องเหนือธรรมชาติมาเป็นข้ออ้างในการป้องกันตัวเอง
หลักฐานที่หนักแน่นที่สุดคือการหลบหนีของฉัน และร่องรอยการต่อสู้ในห้องครัว ธันวาเองก็จำเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ได้เลย เขาจำไม่ได้ว่าฉันเป็นใคร และจำไม่ได้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับเขา ร่างกายของเขามีร่องรอยการทำร้ายตัวเองในช่วงที่คำสาบานครอบงำ ซึ่งตำรวจตีความว่าฉันเป็นคนทำ
ในที่สุด ฉันก็ถูกตัดสินว่ามีความผิดในข้อหาทำร้ายร่างกายโดยเจตนา แต่เนื่องจากธันวาไม่ได้เสียชีวิต และขาดหลักฐานที่ชัดเจนว่าฉันมีเจตนาฆ่าศาลจึงตัดสินให้ฉันได้รับโทษจำคุกเป็นเวลาสี่ปี พร้อมรอลงอาญาอีกสองปี
การถูกจองจำในเรือนจำไม่ใช่เรื่องง่าย แต่เมื่อเทียบกับการถูกจองจำในความสัมพันธ์ที่ถูกควบคุม มันกลับทำให้ฉันรู้สึกถึงความสงบอย่างประหลาด
ภายในกำแพงเรือนจำที่เย็นเฉียบ ฉันตระหนักว่าฉันได้รับอิสรภาพที่แท้จริงแล้ว: อิสรภาพจากความปรารถนาอันเห็นแก่ตัวของตัวเอง การถูกลงโทษนี้เป็นการชดใช้ความผิดบาปที่ฉันเคยแลกทุกอย่างเพื่อความสุขส่วนตัว
อาจารย์บุญมาเยี่ยมฉันหนึ่งครั้งก่อนที่ฉันจะถูกตัดสิน เขามองฉันผ่านกระจกด้วยใบหน้าที่สงบ “หนูเลือกทางที่ถูกต้องแล้ว พลอย หนูไถ่บาปให้ตัวเองและธันวาแล้ว”
“แล้วธันวาเป็นอย่างไรบ้างคะ” ฉันถามด้วยความกังวล
“เขาเริ่มชีวิตใหม่แล้ว” อาจารย์บุญตอบ “เขาออกจากโรงพยาบาลและกลับไปใช้ชีวิตในแบบที่เขาไม่เคยใช้ชีวิตมาก่อน เขาเป็นอิสระจากความหลงใหลที่กัดกินเขามานานแล้ว”
“เขา… จำเรื่องราวของเราได้บ้างไหมคะ”
อาจารย์บุญส่ายหน้าช้า ๆ “เขาจำไม่ได้เลย พลอย… เขาจำไม่ได้แม้กระทั่งว่าเขาเคยรักหนู ความทรงจำนั้นถูกลบไปพร้อมกับรอยสัก… นั่นคือการปลดปล่อยที่แท้จริงสำหรับเขา”
ฉันรู้สึกถึงความปวดร้าวที่รุนแรง แต่ฉันก็ยิ้มได้ นี่คือสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับธันวา เขาไม่จำเป็นต้องแบกรับความบ้าคลั่งที่เกิดจากคำสาบานของฉันอีกต่อไป
ในระหว่างที่ฉันถูกจองจำ ฉันใช้เวลาทั้งหมดในการอ่านหนังสือและเขียนบันทึก ฉันเขียนเรื่องราวของฉันทั้งหมดตั้งแต่ต้นจนจบ ตั้งแต่ความโดดเดี่ยวที่โหดร้ายในกรุงเทพฯ ไปจนถึงคำสาบานที่ศาลเจ้า และการตัดสินใจที่จะสละอิสรภาพเพื่อไถ่บาป
ฉันไม่ได้เขียนเพื่อขอความเห็นใจ แต่ฉันเขียนเพื่อเตือนตัวเองว่า ความรักที่แท้จริงไม่เคยต้องการการแลกเปลี่ยน
ชีวิตในเรือนจำสอนให้ฉันอยู่กับตัวเองอย่างสงบเงียบ ฉันเรียนรู้ที่จะพอใจกับการอยู่คนเดียว ฉันพบว่าความเหงาไม่ได้น่ากลัวอย่างที่ฉันคิด ถ้าฉันยอมรับมันอย่างจริงใจ
ฉันเริ่มรู้สึกถึงคุณค่าของตัวเองอีกครั้ง คุณค่าที่ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่ามีใครรักฉันหรือไม่ แต่ขึ้นอยู่กับการกระทำและความมุ่งมั่นที่จะรับผิดชอบต่อการตัดสินใจของตัวเอง
เมื่อถึงเวลาที่ฉันจะได้รับการปล่อยตัวจากเรือนจำ ฉันรู้สึกแตกต่างไปจากพลอยคนเดิมอย่างสิ้นเชิง ผมของฉันสั้นลง สายตาของฉันมั่นคงและสงบเงียบกว่าเดิม
ฉันเดินออกจากกำแพงเรือนจำในเช้าวันหนึ่งพร้อมกับกระเป๋าใบเล็ก ๆ และสมุดบันทึกเล่มหนาที่เต็มไปด้วยเรื่องราวของฉัน
ฉันกลายเป็น คนที่มีอิสระโดยสมบูรณ์
ฉันไม่ต้องหนีใครอีกแล้ว ไม่ต้องหลบซ่อน และไม่ต้องหวาดระแวง อิสรภาพนี้ไม่ได้มาฟรี ๆ แต่มันมาพร้อมกับราคาที่ต้องจ่ายด้วยเวลาและการสำนึกผิด
ฉันตัดสินใจที่จะไม่กลับไปที่กรุงเทพฯ ฉันเลือกที่จะเดินทางไปยังภาคเหนืออีกครั้ง ไปยังหมู่บ้านสันป่าลึกที่เคยให้ที่พักพิงกับฉัน ฉันต้องการเริ่มต้นชีวิตใหม่ในที่ที่ห่างไกลจากเงาของอดีต
เมื่อฉันมาถึงหมู่บ้านสันป่าลึก แม่คำต้อนรับฉันด้วยรอยยิ้มที่อบอุ่นเหมือนเดิม เธอไม่ได้ถามว่าฉันหายไปไหนมานานหลายปี แต่เธอยิ้มและพูดว่า “หนูกลับมาแล้วนะพลอย หนูดูสงบขึ้นมากเลย”
ฉันเริ่มต้นชีวิตใหม่ในหมู่บ้าน ฉันช่วยแม่คำทำสวน ทำไร่ และฉันใช้ความรู้ที่มีสอนเด็ก ๆ ในหมู่บ้านถึงการใช้ภาษาไทยที่ถูกต้อง
ฉันยังคงอยู่คนเดียว ไม่ได้มีความสัมพันธ์กับใครอีกเลย และฉันก็ไม่ปรารถนามันอีกแล้ว ความรักที่ฉันตามหามาตลอดชีวิต ได้ถูกแทนที่ด้วยความสงบภายใน
หลายปีผ่านไปอย่างรวดเร็วที่บ้านสันป่าลึก ฉันไม่ได้ติดต่อกับโลกภายนอกเลย ยกเว้นการรับข่าวสารจากแม่คำและชาวบ้านบ้างเป็นครั้งคราว ฉันกลายเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ ที่นี่ไม่มีความวุ่นวาย ไม่มีแสงสีของเมืองใหญ่ มีเพียงเสียงน้ำไหลและเสียงนกร้องเท่านั้น
ชีวิตของฉันเรียบง่ายและเป็นไปตามฤดูกาล ฉันตื่นเช้า ทำงานในสวน และสอนหนังสือให้กับเด็กๆ ในตอนบ่าย ความสัมพันธ์ของฉันกับผู้คนในหมู่บ้านเป็นความสัมพันธ์ที่บริสุทธิ์ พวกเขาเห็นฉันเป็นเพียงคุณครูพลอย เป็นคนใจดีที่เลือกมาใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายในป่า
ไม่มีใครรู้เรื่องราวในอดีตของฉัน ไม่มีใครรู้เรื่องคำสาบาน ความรักที่บ้าคลั่ง หรือคดีที่ทำให้ฉันต้องเข้าคุก
ฉันพบว่าการอยู่คนเดียวไม่ได้หมายถึงการถูกทอดทิ้งอีกต่อไป แต่เป็น การเลือก ที่จะอยู่กับตัวเองอย่างสมบูรณ์แบบ ฉันไม่รู้สึกเหงา เพราะฉันเต็มไปด้วยความสงบ
แต่ถึงแม้ว่าฉันจะพยายามตัดขาดจากอดีตแล้วก็ตาม อดีตก็ยังคงมีเงาตามมาหลอกหลอนฉันบ้างเป็นบางครั้ง มันไม่ใช่ภาพหลอนที่น่ากลัวอีกต่อไป แต่เป็นบทเรียนที่ลึกซึ้ง
วันหนึ่ง ขณะที่ฉันกำลังสอนเด็ก ๆ เกี่ยวกับต้นไม้ ฉันเห็นต้นโพธิ์เล็ก ๆ ต้นหนึ่งที่เพิ่งงอกขึ้นมาข้างกระท่อมของฉัน
ทันใดนั้น ภาพของรากต้นโพธิ์ยักษ์ที่ศาลเจ้าก็ผุดขึ้นมาในความคิดของฉัน ฉันจำความรู้สึกตื่นตระหนก ความสิ้นหวัง และการตัดสินใจอันหุนหันพลันแล่นในวันนั้นได้
ฉันไม่ได้รู้สึกกลัวอีกต่อไป แต่รู้สึกขอบคุณต้นโพธิ์เล็ก ๆ นี้ ที่เตือนให้ฉันระลึกถึง บทเรียนของความปรารถนา
ฉันสอนเด็ก ๆ ว่า “ต้นโพธิ์เป็นต้นไม้ที่ยิ่งใหญ่ รากของมันแข็งแกร่งมาก แต่ความแข็งแกร่งที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่การแผ่ขยายรากออกไปเพื่อยึดครอง แต่เป็นการยืนหยัดอยู่ได้ด้วยตัวเองอย่างมั่นคงในทุกสภาพอากาศ”
ฉันกำลังพูดถึงตัวเอง
ความรักที่แท้จริงไม่ใช่การพยายามยึดครองใคร หรือใช้ใครมาเติมเต็มช่องว่างในชีวิต แต่มันคือการที่เราเข้มแข็งพอที่จะยืนอยู่คนเดียวได้ โดยไม่ต้องการใครมาเป็นรากฐานให้กับเรา
หลายเดือนต่อมา มีข่าวลือแปลก ๆ เข้ามาในหมู่บ้าน แม่คำบอกฉันว่ามีนักท่องเที่ยวคนหนึ่งมาที่นี่บ่อย ๆ เขาเป็นชายหนุ่มที่ดูดี แต่ดูเหมือนว่าเขาจะกำลังค้นหาอะไรบางอย่างที่สำคัญมาก
ฉันไม่ได้สนใจ จนกระทั่งวันหนึ่ง ในขณะที่ฉันกำลังเดินกลับจากไร่ ฉันเห็นเขา
เขากำลังยืนอยู่หน้ากระท่อมของฉัน และมองไปยังต้นโพธิ์เล็ก ๆ ต้นนั้นอย่างตั้งใจ
หัวใจของฉันหยุดเต้นชั่วขณะ
ธันวา
เขาดูโตขึ้น สุขุมขึ้น และดูสงบกว่าธันวาที่ฉันเคยรู้จักมาก แต่รอยยิ้มของเขาดูว่างเปล่าเล็กน้อย ฉันจำได้ว่าอาจารย์บุญบอกว่าเขาจำเรื่องราวในอดีตไม่ได้
ฉันเดินเข้าไปหาเขาอย่างช้า ๆ ความรู้สึกหลากหลายผสมปนเปกัน ทั้งความกลัว ความคิดถึง และความรู้สึกผิดบาป
“สวัสดีค่ะ” ฉันพูดด้วยเสียงที่เบาที่สุดเท่าที่จะทำได้
ธันวาหันมามองฉันอย่างสุภาพ ดวงตาของเขาดูเหมือนกำลังมองคนแปลกหน้า
“สวัสดีครับ” เขาตอบอย่างอ่อนโยน “ผมธันวาครับ ผมเป็นสถาปนิก ผมกำลังมาดูงานด้านภูมิสถาปัตย์แถวนี้”
เขาแนะนำตัวเองด้วยท่าทีที่สุภาพและเป็นมืออาชีพ ราวกับว่าเขาไม่เคยรู้จักฉันเลยจริง ๆ
ความรู้สึกเจ็บปวดแล่นเข้ามาในใจฉัน แต่ฉันก็ยิ้มออกมาอย่างจริงใจ เพราะนี่คือสิ่งที่ฉันปรารถนาให้เขาเป็น: อิสระ
“ฉันพลอยค่ะ ยินดีที่ได้รู้จัก” ฉันตอบอย่างเป็นธรรมชาติที่สุด
ธันวามองฉันด้วยความสนใจเล็กน้อย “ผมรู้สึกคุ้นเคยกับชื่อ ‘พลอย’ อย่างประหลาด แต่ผมจำไม่ได้ว่าเคยได้ยินจากที่ไหน”
“เป็นชื่อที่พบได้บ่อยค่ะ” ฉันตอบอย่างใจเย็น
“ไม่สิ” เขาส่ายหน้าเบา ๆ “มันเหมือนกับเป็นชื่อที่อยู่ในความฝันที่ผมจำไม่ได้ ผมฝันถึงผู้หญิงคนหนึ่งเสมอ… ผู้หญิงที่ผมรู้สึกว่ารักและเกลียดในเวลาเดียวกัน ผู้หญิงที่มอบบางสิ่งที่มีค่าที่สุดให้ผม และในขณะเดียวกันก็พรากบางสิ่งไป”
“ในความฝันนั้น… มีต้นโพธิ์อยู่ด้วย”
คำพูดของธันวาทำให้ฉันตกใจ นี่คือผลกระทบที่เหลืออยู่ของคำสาบานที่ถูกทำลาย: มันไม่ได้ลบเลือนไปทั้งหมด แต่เปลี่ยนเป็น เงาของความฝัน ที่ติดตามเขา
ฉันมองเขาด้วยความสงสารอย่างสุดซึ้ง “บางทีคุณอาจจะแค่เหนื่อยค่ะ ธันวา เรื่องบางเรื่องในอดีตก็ปล่อยให้มันเป็นเพียงความฝันไปเถอะ”
“คุณพูดถูกครับ” ธันวาตอบ “แต่ผมรู้สึกว่าผมต้องตามหาใครคนนั้น ใครสักคนที่ช่วยให้ผมเป็นอิสระจากความฝันที่เต็มไปด้วยความหลงใหลนั้นได้ ผมรู้สึกเหมือนผมเป็นหนี้บุญคุณเธอ”
เขาหันไปมองต้นโพธิ์เล็ก ๆ อีกครั้ง “คุณรู้ไหมครับ เวลาที่ผมเห็นต้นไม้แบบนี้ ผมรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังเกิดใหม่ เหมือนผมถูกล้างบางสิ่งบางอย่างออกไปจนหมด แต่ก็มีช่องว่างขนาดใหญ่ที่ต้องเติมเต็ม”
ฉันรู้ว่า ช่องว่าง นั้นคือความรักที่ผิดพลาดของเรา
ฉันตัดสินใจที่จะไม่บอกความจริงกับเขา ปล่อยให้เขาเป็นอิสระอย่างสมบูรณ์ และปล่อยให้ฉันแบกรับความจริงนี้ไว้เพียงผู้เดียว
“ไม่ว่าเธอคนนั้นจะเป็นใคร” ฉันพูดอย่างอ่อนโยน “ฉันเชื่อว่าเธออยากให้คุณมีความสุขกับการเป็นอิสระของคุณค่ะ”
ธันวามองมาที่ฉัน ดวงตาของเขาสะท้อนแสงอาทิตย์ยามเย็น “ผมก็หวังอย่างนั้นครับ”
เขาไม่ได้อยู่กับฉันนานนัก เขาสุภาพ ขออนุญาตถ่ายรูปต้นโพธิ์เล็ก ๆ ต้นนั้น และจากไปอย่างรวดเร็ว
การพบกันครั้งนี้เป็นเหมือนบททดสอบสุดท้ายสำหรับฉัน
ฉันไม่ได้พยายามจะรั้งเขาไว้ ไม่ได้พยายามจะฟื้นความทรงจำ ไม่ได้พยายามจะให้เขากลับมารักฉัน
ฉันปล่อยให้เขาเดินจากไปอย่างอิสระโดยสมบูรณ์
นั่นคือ การแสดงความรักที่แท้จริง ที่ฉันไม่เคยเข้าใจมาก่อน
ฉันได้รับความรักที่แท้จริงแล้ว—ไม่ใช่ความรักจากเขา แต่เป็นความรักในตัวเองที่มาพร้อมกับอิสรภาพที่ถูกเลือก
หลายปีหลังจากที่ธันวาจากไป บ้านสันป่าลึกก็ยังคงสงบเงียบ ฉันยังคงใช้ชีวิตเรียบง่าย สอนเด็ก ๆ และอยู่กับแม่คำ ฉันไม่ได้พบธันวาอีกเลย แต่ร่องรอยของการมาเยือนของเขายังคงทิ้งไว้ในใจของฉัน ในฐานะเครื่องเตือนใจอันเงียบงัน
ชีวิตของฉันเต็มไปด้วยความหมายที่ไม่ได้ขึ้นอยู่กับใครอีกแล้ว ฉันรู้สึกว่าฉันเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ได้ด้วยตัวเอง การเดินทางแห่งความสิ้นหวังในอดีตได้จบลงด้วยการเป็น ความเข้าใจ
วันหนึ่ง ฉันตัดสินใจที่จะกลับไปยังกรุงเทพฯ อีกครั้ง ไม่ใช่เพื่ออยู่ต่อ แต่เพื่อไปเยี่ยมสถานที่ที่ทำให้ชีวิตฉันเปลี่ยนไป นั่นคือศาลเจ้าใต้ต้นโพธิ์
ฉันเดินทางไปที่นั่นคนเดียวอีกครั้ง ซอยแคบ ๆ ที่มีกลิ่นอับชื้นยังคงเหมือนเดิม แต่ความรู้สึกที่ฉันมีต่อสถานที่นั้นแตกต่างออกไปมาก ฉันไม่ได้มาพร้อมกับความสิ้นหวัง แต่มาพร้อมกับความสำนึกคุณ
ต้นโพธิ์ยักษ์ยังคงแผ่รากออกไปอย่างน่าเกรงขาม ศาลเจ้ายังคงผุพัง และรูปปั้นพระเพชรยังคงดูเคร่งขรึม
ฉันเดินเข้าไปในศาลเจ้าอย่างช้า ๆ และคุกเข่าลงต่อหน้าองค์เทพ ฉันไม่ได้มาเพื่อขอพร หรือขอให้ยกเลิกคำสาบานใด ๆ อีกแล้ว
“ข้าขอขอบคุณ” ฉันพูดกับองค์เทพอย่างเงียบ ๆ “ข้ามาที่นี่เพื่อบอกว่า ข้าไม่ต้องการแลกสิ่งใดอีกแล้ว ข้าได้รับบทเรียนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตแล้ว”
“ข้าได้เรียนรู้ว่า อิสรภาพ คือสิ่งที่สำคัญที่สุด และความรักที่แท้จริงคือการปลดปล่อยผู้อื่นให้เป็นอิสระ แม้ว่าการปลดปล่อยนั้นจะหมายถึงการที่ข้าจะต้องอยู่คนเดียวตลอดไปก็ตาม”
ฉันหยิบ มีดด้ามไม้แกะสลัก ที่ฉันเก็บรักษาไว้ตลอดมาออกจากกระเป๋า มีดเล่มนี้เป็นสัญลักษณ์ของการทำลายและไถ่บาปของฉัน
ฉันวางมีดลงที่แท่นบูชาอย่างช้า ๆ โดยไม่ได้ทำร้ายสิ่งใดอีก
“ข้าขอคืนเครื่องมือนี้ให้กับท่าน” ฉันกระซิบ “และขอสาบานกับตัวเองว่า ข้าจะไม่ใช้ความปรารถนาอันเห็นแก่ตัวของข้าเพื่อทำลายชีวิตของใครอีกต่อไป”
ขณะที่ฉันวางมีดลง ทันใดนั้นฉันก็รู้สึกถึงสายลมเย็นยะเยือกที่พัดผ่านตัวฉันไป มันเป็นความรู้สึกที่คล้ายกับครั้งแรกที่ฉันมาที่นี่ แต่ครั้งนี้มันไม่ได้นำมาซึ่งความกลัว แต่มันนำมาซึ่ง ความชัดเจน
ฉันมองไปที่องค์พระเพชร ฉันไม่ได้เห็นเทพที่น่ากลัวอีกต่อไป แต่เห็น กระจกสะท้อน ความปรารถนาที่มืดมิดในใจมนุษย์
ฉันลุกขึ้นยืนและเดินออกจากศาลเจ้าอย่างสงบ เมื่อเดินพ้นรากต้นโพธิ์ยักษ์แล้ว ฉันไม่รู้สึกว่ามีเงาใด ๆ ติดตามฉันมาอีก
ฉันกลับมาที่กรุงเทพฯ เพียงหนึ่งวันเท่านั้น และตัดสินใจที่จะกลับไปยังบ้านสันป่าลึก
ก่อนกลับ ฉันตัดสินใจที่จะไปเยี่ยมคอนโดมิเนียมเก่าของเราเป็นครั้งสุดท้าย
คอนโดนั้นถูกขายไปแล้ว แต่ฉันเดินไปที่สวนสาธารณะที่ธันวาเคยวิ่งออกกำลังกาย
ฉันนั่งลงบนม้านั่งตัวเดิม มองดูผู้คนมากมายที่กำลังออกกำลังกายอย่างอิสระ พวกเขามีความสุขกับชีวิตธรรมดา ๆ ของตัวเอง
ฉันหยิบบันทึกที่ฉันเขียนไว้ตลอดหลายปีออกมาอ่าน มันคือเรื่องราวของ “พลอย” ผู้หญิงที่เรียนรู้บทเรียนอันเจ็บปวด
ฉันปิดสมุดบันทึกและมองไปที่ท้องฟ้ากรุงเทพฯ ที่เต็มไปด้วยเมฆ
ชีวิตของฉันอาจจะจบลงด้วยความโดดเดี่ยวที่ฉันเลือกเอง แต่ความโดดเดี่ยวนี้คือความมั่งคั่งทางจิตวิญญาณ
ฉันไม่ได้ตามหาความรักอีกแล้ว แต่ฉันพบ ความสมบูรณ์
ฉันคือ Master of Suspense ที่ได้เล่าเรื่องราวที่น่ากลัวที่สุด: ความปรารถนาอันเห็นแก่ตัวของมนุษย์ และราคาที่ต้องจ่ายเพื่ออิสรภาพ
ฉันยิ้มอย่างอ่อนโยน ความสุขของฉันไม่ใช่การมีใครอยู่ข้างๆ แต่มาจากการที่ฉันไม่ต้องพึ่งพาใครอีกต่อไป
ฉันได้รับอิสรภาพแล้ว และฉันจะไม่มีวันแลกมันกับสิ่งใดอีกเลย