Phòng 9B: Nghiệp Quả Trong Ký Túc Xá Vô Danh

ห้อง 9B: บาปที่พักนิรนาม: วิญญาณไม่ไปผุด

ฉันชื่อมายด์ ฉันลากกระเป๋าเดินทางใบหนักมาถึงหน้าห้อง 9A หอพักหมายเลขเก้า สถานที่ที่เขาว่ากันว่าค่าเช่าถูกที่สุดในย่านนี้ ฉันเพิ่งเข้าใจว่าทำไมมันถึงถูก แค่ทางเดินก็อับชื้นและมืดทึบ กลิ่นเก่าๆ ของพรมที่ไม่เคยได้ตากแดดลอยมาปะทะจมูก ฉันไขกุญแจเข้าไปในห้อง มันเล็กกว่าที่คิดไว้มาก เฟอร์นิเจอร์ไม้สีเข้มที่เห็นรอยขีดข่วนอยู่ทุกจุด เตียงสองชั้นตั้งชิดผนังฝั่งหนึ่ง และมีผู้หญิงคนหนึ่งนั่งอยู่บนเตียงล่าง เธอสะดุ้งเล็กน้อยเมื่อเห็นฉัน “สะ สวัสดี เธอคือมายด์ใช่ไหม” ฉันพยักหน้า “อืม แล้วเธอก็คงเป็นเฟิร์น” เฟิร์นเป็นเด็กสาวร่างเล็ก ดูตื่นกลัวตลอดเวลา เธอยิ้มแห้งๆ ให้ฉัน “ห้องเราอาจจะดูเก่าไปหน่อยนะ แต่อยู่ๆ ไปก็ชิน” ฉันโยนกระเป๋าลงบนเตียงชั้นบน “ฉันไม่สนใจหรอกว่ามันจะเก่าแค่ไหน ขอแค่มีที่ซุกหัวนอนก็พอ” ฉันพูดความจริง ฉันต้องการที่นี่ ฉันต้องการที่ที่ไม่มีใครรู้จักฉัน ที่ที่ฉันจะเริ่มต้นใหม่ได้ เฟิร์นมองฉันด้วยสายตาที่เหมือนจะเข้าใจ แต่ก็ไม่ทั้งหมด “เธอรู้เรื่องหอนี้มาก่อนหรือเปล่า” “รู้อะไร” ฉันถาม พลางแกะซิปกระเป๋า “ก็… เรื่องที่ว่าทำไมหอนี้ถึงว่างเยอะ” ฉันหยุดมือ “ฉันย้ายมาเพราะมันถูก แค่นั้น” เฟิร์นกลืนน้ำลาย เธอลุกขึ้นจากเตียง เดินไปที่ประตูห้องของเรา แล้วชี้ไปที่ประตูห้องฝั่งตรงข้าม ประตูห้อง 9B มันเป็นประตูไม้ทึบเหมือนห้องอื่นๆ แต่สิ่งที่ต่างออกไป คือมันมีเทปสีเหลืองของฝ่ายอาคารแปะคาดไว้ เหมือนเป็นที่เกิดเหตุ และที่น่าขนลุกกว่านั้น คือยันต์สีแดงเก่าๆ ที่แปะทับอยู่บนเทปนั้นอีกที “ห้องนั้น…” เฟิร์นกระซิบ “ทำไม” “ห้องนั้นถูกปิดตายมาเป็นปีแล้ว” ฉันขมวดคิ้ว “มีคนย้ายออกแล้วไม่จ่ายค่าเช่าเหรอ” เฟิร์นส่ายหน้าช้าๆ ดวงตาเบิกกว้าง “มีคนตาย” คำพูดนั้นเหมือนดึงอุณหภูมิในโถงทางเดินให้ต่ำลง “นักศึกษาคนหนึ่ง ชื่อขวัญ” เฟิร์นพูดต่อ เสียงสั่นเล็กน้อย “เธอ… แขวนคอตายในนั้น เมื่อปีที่แล้ว” ฉันรู้สึกเย็นวาบที่สันหลัง “ทำไม” “เขาว่ากันว่าเธอมีเรื่องอื้อฉาว” เฟิร์นลดเสียงลงอีก “เรื่องชู้สาวอะไรสักอย่าง โดนแฉในเพจมหาวิทยาลัย โดนหนักมาก จนเธอทนไม่ไหว” ฉันนิ่งเงียบไป เรื่องอื้อฉาว เรื่องในเพจ คำพูดพวกนั้นมันคุ้นเคยอย่างน่าประหลาด “แล้วยังไงต่อ” “ก็ไม่มีอะไร” เฟิร์นรีบพูด “ฝ่ายอาคารก็แค่ปิดห้องนั้นไว้ ไม่มีใครกล้าย้ายเข้ามาอยู่ห้อง 9B แล้วห้อง 9A ของเรา ก็เลยกลายเป็นห้องที่ไม่มีใครอยากอยู่ไปด้วย เพราะมันอยู่ตรงข้ามกัน” ฉันพยักหน้าช้าๆ “ไร้สาระ” ฉันพูดออกมา “คนตายไปแล้ว จะไปทำอะไรได้” เฟิร์นมองฉันเหมือนฉันเป็นตัวประหลาด “เธอไม่กลัวเหรอ” “ฉันกลัวไม่มีเงินจ่ายค่าเทอมมากกว่า” ฉันหันกลับไปจัดของต่อ พยายามสลัดความรู้สึกเย็นๆ นั่นออกไป มันก็แค่เรื่องเล่า แค่โศกนาฏกรรมของคนอื่น มันไม่เกี่ยวกับฉัน คืนนั้นเป็นคืนแรก ฉันนอนไม่หลับ อาจจะเพราะเตียงใหม่ หรือเพราะกลิ่นอับในห้อง เฟิร์นดูเหมือนจะหลับไปแล้ว เธอขดตัวอยู่ใต้ผ้าห่ม ทุกอย่างเงียบสงัด เงียบจนฉันได้ยินเสียงหัวใจตัวเอง แล้วฉันก็ได้ยินมัน ตอนแรกมันเบามาก ฉันคิดว่าฉันหูแว่ว ครืดดดด… เสียงเหมือนไม้เสียดสีกับพื้นกระเบื้อง มันดังมาจากนอกห้อง ฉันกลั้นหายใจ ครืดดดด… มันดังอีกครั้ง ชัดเจนขึ้น มันเป็นเสียงลากเก้าอี้ ฉันเหลือบมองนาฬิกา ตีสามสิบห้านาที ใครจะมาลากเก้าอี้อะไรตอนนี้ เฟิร์นขยับตัวยุกยิก เธอยังไม่หลับ “เธอได้ยินไหม” เฟิร์นกระซิบในความมืด “เสียงอะไร” ฉันแกล้งถาม “เสียงนั่นไง… มันดังมาจากห้อง 9B” ฉันฟังอีกครั้ง มันเป็นเสียงลากเก้าอี้ไม้จริงๆ ลากไปมาอย่างเชื่องช้า แล้วเสียงนั้นก็หยุด ตามมาด้วยเสียงที่ทำให้ขนทั้งตัวฉันลุกชัน เป็นเสียงถอนหายใจ ไม่ใช่การถอนหายใจปกติ แต่มันยาวนาน เหมือนคนที่พยายามจะหายใจเข้า แต่ลมมันติดขัด เหมือนคนที่กำลัง… ขาดอากาศ “เธอคงหูฝาด” ฉันบอกเฟิร์น แต่เสียงฉันเองก็สั่น “มันอาจจะเป็นเสียงท่อ หรือเสียงจากห้องข้างบน” “ไม่ใช่” เฟิร์นพูดเสียงเครือ “มันเป็นแบบนี้ทุกคืน เขาว่ากันว่า นั่นคือเสียงที่ขวัญทำ ก่อนที่เธอจะห้อยตัวลงมา” ฉันดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมโปง “นอนซะเฟิร์น พรุ่งนี้มีเรียนเช้า” ฉันพยายามข่มตาให้หลับ บอกตัวเองว่ามันคือเสียงลม บอกตัวเองว่ามันคือความมโนของเด็กขี้กลัว แต่เสียงถอนหายใจนั้น มันยังก้องอยู่ในหูของฉัน จนกระทั่งเช้า วันต่อมา ฉันพยายามทำตัวให้เป็นปกติ ไปเรียน กลับมาห้อง พยายามไม่สนใจประตูห้อง 9B เฟิร์นดูอิดโรยอย่างเห็นได้ชัด เธอบอกว่าเธอนอนไม่หลับเลย “เราไปขอแม่ชีที่วัดทำบุญให้เขาดีไหม” เฟิร์นเสนอ “ฉันไม่เชื่อเรื่องพวกนั้น” ฉันตอบตัดบท คืนนั้น เสียงนั่นก็มาอีก ตรงเวลา ตีสามสามสิบห้า ครืดดดด… เสียงลากเก้าอี้ และเสียงถอนหายใจที่แสนทรมาน เฟิร์นเริ่มสวดมนต์พึมพำอยู่บนเตียง ฉันเริ่มหงุดหงิด ฉันไม่ได้หงุดหงิดเสียงนั่น ฉันหงุดหงิดตัวเองที่ดันรู้สึกกลัวขึ้นมา ฉันหยิบมือถือขึ้นมาไถเล่น พยายามหาอะไรทำเพื่อกลบเสียง นิ้วฉันเลื่อนไปเจอเพจเก่าของมหาวิทยาลัย โพสต์ที่ถูกปักหมุดไว้เมื่อปีที่แล้ว เรื่องอื้อฉาวของ “ขวัญ” มีรูปภาพ มีแชทที่หลุดออกมา ฉันอ่านหัวข้อข่าว “นักศึกษาสาว ม.ดัง แย่งแฟนคนอื่น” ฉันรู้สึกชาวาบไปทั้งตัว ฉันกดเลื่อนผ่านอย่างรวดเร็ว ราวกับว่าหน้าจอมือถือมันร้อนลวกนิ้ว ฉันปิดมือถือ พยายามข่มตาหลับ เสียงลากเก้าอี้ยังคงดังอยู่ มันเหมือนกำลังตอกย้ำอะไรบางอย่าง ในความทรงจำของฉัน เสียงถอนหายใจนั้น มันฟังดูคุ้นเคยอย่างน่ากลัว


หลายคืนต่อมา ทุกอย่างยังคงเหมือนเดิม เสียงลากเก้าอี้ เสียงถอนหายใจ เวลาตีสามสามสิบห้า มันกลายเป็นนาฬิกาปลุกที่น่าขยะแขยงที่สุดในโลก เฟิร์นดูเหมือนซอมบี้เดินได้ ขอบตาเธอดำคล้ำ เธอย้ายไปนอนห้องเพื่อนบ่อยขึ้น ทิ้งให้ฉันอยู่ในห้อง 9A นี้คนเดียว ฉันก็ไม่ได้นอนเต็มตาเหมือนกัน แต่ฉันปากแข็งเกินกว่าจะยอมรับ ฉันบอกตัวเองว่าฉันแค่เครียดเรื่องเรียน ฉันเริ่มเปิดเพลงฟังตอนกลางคืน เสียบหูฟัง พยายามกลบเสียงน่ารำคาญนั่น แต่มันกลับยิ่งแย่ ฉันรู้สึกเหมือนเสียงนั้นมันไม่ได้มาจากข้างนอก แต่มันดังอยู่ในหัวฉัน ครืดดดด… ฉันสะดุ้ง ตื่นขึ้นมากลางดึก หูฟังหลุดไปข้างหนึ่ง ในห้องเงียบสนิท เฟิร์นไปนอนห้องเพื่อนอีกแล้ว ฉันอยู่คนเดียว ความเงียบมันน่ากลัวกว่าเสียงเสียอีก มันทำให้ฉันจินตนาการ ฉันจ้องไปที่ผนัง ผนังที่กั้นระหว่างห้อง 9A และ 9B มันเป็นแค่ปูนฉาบเรียบๆ แต่ในความมืด ฉันรู้สึกเหมือนมันบางลง บางจนฉันเกือบจะมองเห็นอีกฝั่ง ฉันได้กลิ่น กลิ่นอับชื้น กลิ่นฝุ่นเก่าๆ และกลิ่นที่เหมือน… เชือกป่านเปียกน้ำ ฉันลุกพรวดจากเตียง เปิดไฟจนสว่างจ้า กลิ่นนั้นหายไป ฉันเดินไปที่ประตู ล็อคกลอนอย่างแน่นหนา ฉันมองลอดช่องตาแมวออกไป โถงทางเดินมืดสลัว มีเพียงแสงไฟฉุกเฉินสีเขียวจางๆ และประตูห้อง 9B เทปสีเหลืองนั่นดูเหมือนกำลังจะหลุดลุ่ย ยันต์สีแดงซีดจางจนเกือบขาว ฉันถอยกลับมา นั่งกอดเข่าอยู่บนเตียง ฉันเริ่มคิดว่าเฟิร์นอาจจะไม่ได้คิดไปเอง “เธอจะเอาอะไร” ฉันกระซิบกับความว่างเปล่า “ตายไปแล้วก็จบๆ ไปสิ จะมาหลอกหลอนกันทำไม” ไม่มีเสียงตอบ มีเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศเก่าๆ ที่ดังหึ่งๆ ฉันพยายามนึกถึงเรื่องอื่น เรื่องค่าเทอม เรื่องรายงานที่ต้องส่ง แต่สมองมันกลับดึงดันที่จะนึกถึงโพสต์นั้น โพสต์เรื่องอื้อฉาวของขวัญ ฉันจำได้ ตอนนั้นฉันอยู่ปีหนึ่ง เรื่องนั้นมันดังมาก ทุกคนในมหาวิทยาลัยพูดถึงมัน ทุกคนรุมด่าเธอ ฉันเองก็เคย… ฉันส่ายหัวแรงๆ “ไม่” ฉันไม่ได้ทำอะไรผิด ฉันแค่รับรู้เหมือนคนอื่นๆ เช้าวันต่อมา ฉันตื่นมาด้วยความรู้สึกเพลีย เฟิร์นกลับมาตอนเช้าเพื่อเก็บข้าวของ “ฉันไม่ไหวแล้ว มายด์” เธอบอกฉัน หน้าตาซีดเผือด “ฉันจะไปทำเรื่องขอย้ายหอ” “เธอก็แค่คิดมากไปเอง” ฉันพูด “คิดมากเหรอ” เฟิร์นขึ้นเสียง “เมื่อคืนเธอไม่ได้ยินเหรอ เสียงมันดังกว่าทุกครั้ง ไม่ใช่แค่เสียงลากเก้าอี้ มันมีเสียงเหมือนคนทุบผนังด้วย!” ฉันนิ่งไป เมื่อคืนฉันใส่หูฟัง ฉันไม่ได้ยินอะไรนอกจากเสียงเพลง “ฉันไม่ได้ยิน” “นั่นไง!” เฟิร์นพูดอย่างสิ้นหวัง “เธอไม่เคยได้ยิน ไม่เคยเชื่อฉันเลย ฉันทนอยู่ที่นี่ไม่ไหวแล้ว ฉันรู้สึกเหมือนกำลังจะบ้า” เธอลากกระเป๋าเสื้อผ้าใบเล็กของเธอออกไป “ถ้าเธอยังอยากอยู่ที่นี่ ก็อยู่ไปคนเดียวเถอะ” ประตูห้องปิดดังปัง ฉันเหลือบมองเตียงล่างที่ว่างเปล่า ตอนนี้ ฉันอยู่คนเดียวจริงๆ ความเงียบเข้าปกคลุมห้อง มันหนักอึ้ง ฉันพยายามเปิดทีวีเสียงดังๆ พยายามโทรหาเพื่อน แต่ไม่มีใครว่างมาอยู่เป็นเพื่อนฉัน กลางวันผ่านไปอย่างเชื่องช้า พอความมืดเริ่มคืบคลานเข้ามา ใจฉันก็เริ่มสั่น ฉันไม่เคยเป็นคนกลัวผี ฉันเชื่อในเหตุผลและวิทยาศาสตร์ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในหอนี้ มันกำลังกัดกินความเชื่อของฉันทีละน้อย ฉันตัดสินใจว่าคืนนี้ ฉันจะไม่นอน ฉันจะนั่งเฝ้าดู ฉันจะพิสูจน์ให้ได้ว่ามันเป็นแค่เสียงท่อ หรือเสียงหนู ฉันชงกาแฟเข้มๆ เปิดโคมไฟอ่านหนังสือจนสว่างที่สุด ฉันนั่งอยู่ที่โต๊ะเขียนหนังสือ จ้องมองผนังห้อง 9B เที่ยงคืน ตีหนึ่ง ตีสอง ทุกอย่างเงียบสงัด ฉันเริ่มง่วง เปลือกตาหนักอึ้ง หรือว่าคืนนี้มันจะไม่มีอะไร อาจจะเพราะเฟิร์นไม่อยู่ วิญญาณนั่นอาจจะแค่ต้องการแกล้งเฟิร์น ฉันเริ่มผ่อนคลาย ฉันเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ เกือบจะเผลอหลับ ตีสามสามสิบสี่นาที ฉันเหลือบมองนาฬิกา และทันใดนั้น ตีสามสามสิบห้า ครืดดดดดด! เสียงนั้นดังลั่น ดังกว่าทุกคืนที่ผ่านมา เหมือนมีคนกระชากเก้าอี้อย่างแรง ฉันสะดุ้งสุดตัว หัวใจเต้นรัวเหมือนจะหลุดออกมา ฉันจ้องผนังเขม็ง “แค่เสียง” ฉันบอกตัวเอง “แค่เสียงเท่านั้น” แล้วเสียงถอนหายใจก็ดังตามมา ฮืออออออ… มันยาวนาน มันทรมาน และคราวนี้ มันไม่ได้ดังมาจากในผนัง มันดังชัดมาก เหมือนคนมายืนถอนหายใจอยู่… ข้างหูฉัน ฉันแข็งทื่อ ไม่กล้าหันไปมอง เหงื่อเย็นๆ ไหลชุ่มแผ่นหลัง ฉันรู้สึกได้ถึงลมหายใจเย็นๆ รดอยู่ที่ต้นคอ ฉันค่อยๆ หันไป ช้าๆ ในห้องไม่มีใคร ว่างเปล่า มีเพียงเงาของฉันที่ทอดอยู่บนผนัง ฉันถอนหายใจอย่างโล่งอก “ฉันต้องบ้าไปแล้วแน่ๆ” ฉันหัวเราะแห้งๆ และในตอนที่ฉันกำลังจะหันกลับไปที่โต๊ะ หางตาฉันก็เหลือบไปเห็น ที่หน้าต่าง กระจกหน้าต่างบานเกล็ดที่ปิดสนิท มันมีไอน้ำเกาะอยู่ ทั้งที่ฉันเปิดแอร์เย็นฉ่ำ มีคนเอานิ้วเขียนอะไรบางอย่างไว้บนไอน้ำนั้น มันเป็นข้อความสั้นๆ “ทำไม” ฉันกรีดร้อง ถลันล้มลงไปกองกับพื้น ฉันคลานไปที่ประตู พยายามปลดล็อคด้วยมือที่สั่นเทา ฉันต้องออกไปจากที่นี่ ฉันต้องหนี ฉันเปิดประตูได้สำเร็จ วิ่งพรวดออกไปที่โถงทางเดิน โดยไม่คิดชีวิต ฉันวิ่งไปจนถึงบันไดหนีไฟ ทรุดตัวลงนั่งหอบ หัวใจเต้นจนเจ็บหน้าอก ฉันปลอดภัยแล้ว ฉันบอกตัวเอง ฉันนั่งอยู่ตรงนั้น ตัวสั่น จนกระทั่งแสงแรกของวันใหม่ส่องผ่านช่องหน้าต่างบันไดหนีไฟเข้ามา ฉันถึงกล้ารวบรวมความกล้า เดินกลับไปที่ห้อง ฉันยืนอยู่หน้าห้อง 9A มือยังสั่น ฉันผลักประตูเข้าไป ไฟยังเปิดสว่าง ทุกอย่างอยู่ในที่เดิม ฉันเดินไปที่หน้าต่าง ไอน้ำหายไปหมดแล้ว กระจกใสสะอาด ไม่มีข้อความใดๆ ฉันคิดไปเองเหรอ ฉันหลอนไปเองจริงๆ เหรอ ฉันมองไปที่ประตูห้อง 9B ฝั่งตรงข้าม ยันต์สีแดงนั่น ฉันรู้สึกเหมือนมันกำลังจ้องมองฉัน คืนนั้น ฉันหนีไปนอนหอเพื่อน ฉันเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้เพื่อนฟัง แน่นอน ไม่มีใครเชื่อฉัน พวกเขาบอกว่าฉันแค่เครียด และเฟิร์นก็ปั่นหัวฉันมากเกินไป ฉันเกือบจะเชื่อพวกเขาแล้ว เกือบจะคิดว่าฉันแค่ต้องการพักผ่อน แต่ฉันลืมกระเป๋าสตางค์ไว้ที่ห้อง ฉันต้องกลับไปเอา มันเป็นเวลาค่ำ ฉันไม่อยากเข้าไปคนเดียว ฉันเลยลากเพื่อนไปด้วยหนึ่งคน “เห็นไหม ก็ไม่มีอะไร” เพื่อนฉันพูด ขณะที่เราเปิดประตูเข้าไปในห้อง 9A “ก็แค่ห้องเก่าๆ เหม็นอับ” ฉันรีบคว้ากระเป๋าสตางค์บนโต๊ะ “รีบไปกันเถอะ” ฉันพูด “เดี๋ยวก่อนสิ” เพื่อนฉันพูด เขากำลังมองไปที่ผนังห้อง 9B “นี่มันรอยอะไรน่ะ” ฉันมองตาม บนผนังปูนสีขาวซีดๆ ตรงจุดที่ฉันเคยจ้องมองเมื่อคืน มันมีรอยขีดข่วน เหมือนรอยเล็บ ขูดเป็นทางยาว และมีบางอย่างสีเข้มๆ เหมือน… เลือดแห้ง ติดอยู่ที่รอยนั้น เพื่อนฉันหน้าซีด “มายด์… ฉันว่าเรารีบไปจากที่นี่กันเถอะ” เราวิ่งออกมาจากห้อง คืนนั้นฉันนอนไม่หลับอีกตามเคย แม้จะนอนอยู่ที่ห้องเพื่อน ภาพรอยเล็บนั้นยังติดตาฉัน ฉันเริ่มค้นหาข้อมูล ฉันต้องรู้ให้ได้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับขวัญ ฉันใช้เวลาทั้งคืน อ่านทุกโพสต์ ทุกคอมเมนต์ ย้อนกลับไปเมื่อหนึ่งปีก่อน เรื่องราวเริ่มปะติดปะต่อ ขวัญ ถูกกล่าวหาว่าแย่งแฟนคนอื่น ผู้ชายคนนั้นชื่อ วิน มีบัญชีอวตารนิรนามหนึ่ง เริ่มปล่อยภาพของขวัญกับวิน ปล่อยแชทที่คุยกันส่วนตัว คนเริ่มเข้ามารุมด่า ใช้คำพูดที่รุนแรง “ร่าน” “หน้าด้าน” “ไปตายซะ” บัญชีนั้นยังคงปล่อยข้อมูลออกมาเรื่อยๆ เหมือนจงใจที่จะทำลายขวัญให้ย่อยยับ ขวัญพยายามออกมาปฏิเสธ แต่ไม่มีใครฟัง ยิ่งปฏิเสธ คนก็ยิ่งด่า จนกระทั่งวันหนึ่ง ขวัญโพสต์ข้อความสุดท้าย “ฉันไม่ได้ทำ” แล้วเธอก็เงียบไป สองวันต่อมา แม่บ้านมาพบศพเธอ แขวนคออยู่กลางห้อง 9B ฉันอ่านจนจบ มือเย็นเฉียบ ฉันจำได้ ฉันจำบัญชีอวตารนั้นได้ ฉันจำสไตล์การเขียน การเว้นวรรค การใช้คำ เพราะว่า… ฉันเป็นคนสร้างมันขึ้นมา


ฉันนั่งตัวแข็งทื่ออยู่ในห้องเพื่อน หน้าจอมือถือสว่างวาบ สะท้อนภาพใบหน้าที่ซีดเผือดของฉัน บัญชีอวตารนั้น รูปโปรไฟล์แมวดำ สไตล์การเขียนที่จิกกัด การเว้นวรรคแบบนั้น ฉันจำมันได้ มันคือฉัน มือฉันเริ่มสั่น สั่นจนคุมไม่อยู่ ไม่ใช่ ฉันพึมพำกับตัวเอง ไม่… มันไม่ใช่ฉัน ฉันแค่… ฉันแค่ล้อเล่น ฉันแค่โกรธ ฉันไม่ได้ตั้งใจ ฉันไม่ได้ตั้งใจให้เธอตาย “มายด์ เป็นอะไรหรือเปล่า” เสียงเพื่อนทักขึ้น ฉันสะดุ้งสุดตัว ทำมือถือหล่นลงพื้น “เปล่า” ฉันตอบเสียงแหบ “ฉันแค่… ปวดหัวนิดหน่อย” “เธอดูไม่โอเคเลยนะ” เพื่อนขยับเข้ามาใกล้ “กลับไปนอนพักห้องเธอไหม” กลับห้อง กลับไปห้อง 9A กลับไปที่ผนังห้อง 9B แค่คิด ขนฉันก็ลุกชัน “ไม่ ฉันนอนนี่แหt” “ไม่ไหวหรอก” เพื่อนตัดบท “พรุ่งนี้ฉันมีสอบเช้า ต้องตื่นแต่ไก่โห่ เธออยู่ฉันก็นอนไม่หลับหรอก เธอกลับไปนอนห้องตัวเองเถอะน่า อย่าคิดมากเรื่องเสียงนั่นเลย” เขาไม่ได้ไล่ฉันตรงๆ แต่ฉันเข้าใจความหมาย ฉันมันตัวปัญหา ฉันเก็บมือถือที่ตกอยู่บนพื้น หน้าจอดับไปแล้ว แต่ภาพสุดท้ายที่ฉันเห็น คือคอมเมนต์ที่เขียนว่า “ไปตายซะ” ซึ่งเป็นคอมเมนต์ของฉันเอง ฉันเดินกลับหอพักเหมือนคนไร้วิญญาณ ทางเดินของหอเก้าในยามดึก มันเงียบและอับชื้นกว่าปกติ ไฟทางเดินกะพริบเป็นจังหวะ ฉันยืนอยู่หน้าห้อง 9A กลิ่นเก่าๆ นั่น กลิ่นฝุ่น กลิ่นพรมเปียก และกลิ่นเชือกป่าน มันแรงขึ้น ฉันไม่อยากเข้าไป ฉันอยากวิ่งหนีไปให้ไกลที่สุด แต่ฉันไม่มีที่ไป ฉันไม่มีเงินพอที่จะย้ายออก ฉันติดอยู่ที่นี่ ติดอยู่กับสิ่งที่ฉันทำ ฉันไขกุญแจเข้าไป ห้องมืดสนิท เฟิร์นไม่ได้กลับมา เตียงล่างว่างเปล่า ความเงียบในห้องมันหนักอึ้ง ฉันเปิดไฟทุกดวงในห้อง เปิดทีวีเสียงดังที่สุด พยายามสร้างเสียงรบกวน พยายามกลบเสียงในหัว เสียงที่กรีดร้องว่า “ฆาตกร” ฉันพยายามหาเหตุผลเข้าข้างตัวเอง ฉันไม่ได้ฆ่าเธอ ขวัญต่างหากที่อ่อนแอ เธอเลือกที่จะจบชีวิตตัวเอง ฉันแค่… ฉันแค่พูดความจริงบางส่วน เรื่องวิน ใช่ วิน ฉันนึกถึงเขา รอยยิ้มของเขา วิธีที่เขามองขวัญ สายตาที่เขาไม่เคยมองฉัน ความหึงหวง ความริษยา มันเหมือนน้ำกรดที่กัดกินใจฉัน ฉันยอมรับ ฉันโกรธ ฉันอยากให้ขวัญเจ็บปวด อยากให้เธออับอาย เหมือนที่ฉันรู้สึก ฉันสร้างบัญชีแมวดำนั่นขึ้นมา ฉันปล่อยรูป ฉันบิดเบือนแชท ฉันสนุก ฉันสะใจ ที่เห็นเธอค่อยๆ ถูกทำลาย ฉันเห็นเธอร้องไห้ที่โรงอาหาร ฉันเห็นคนมองเธอด้วยสายตาเหยียดหยาม ฉันรู้สึกเหมือนเป็นผู้ชนะ ฉันไม่เคยคิด ไม่เคยคิดเลยว่า เธอจะเอาเชือกมาผูกคอตัวเอง ในห้อง 9B ฉันทรุดตัวลงนั่งกับพื้น น้ำตาไหลออกมา ไม่ใช่เพราะสงสารขวัญ แต่เพราะฉันกลัว กลัวว่าสิ่งที่เฟิร์นพูดเป็นความจริง กลัวว่าขวัญยังไม่ไปไหน กลัวว่าเธอรู้ ว่าคนที่ทำลายเธอ คือฉัน ที่กำลังนั่งตัวสั่นอยู่ข้างๆ ห้องของเธอ คืนนั้น ฉันไม่ได้นอน ฉันนั่งจ้องผนัง รอ รอเวลาตีสามสามสิบห้า แต่มันไม่มีอะไรเกิดขึ้น ไม่มีเสียงลากเก้าอี้ ไม่มีเสียงถอนหายใจ ทุกอย่างเงียบสนิท เงียบจนน่าขนลุก หรือว่าเธอไปแล้ว หรือว่าเธอรู้ว่าฉันรู้แล้ว หรือว่า… ติ๊ง เสียงแจ้งเตือนจากมือถือ ฉันสะดุ้ง หยิบขึ้นมาดู เป็นแจ้งเตือนจากเพจมหาวิทยาลัย โพสต์รำลึกครบรอบหนึ่งปี การจากไปของขวัญ มีคนเอารูปเธอมาลง รูปเธอยิ้ม ใต้ภาพ มีคนคอมเมนต์ “คิดถึงนะ” “หลับให้สบาย” และมีคอมเมนต์หนึ่ง จากบัญชีที่ฉันคุ้นเคย บัญชีของ วิน เขาเขียนว่า “ขอโทษนะขวัญ พี่ยังรักขวัญเสมอ” รัก คำนั้นมันแทงใจฉัน แม้แต่ตอนที่เธอตายไปแล้ว เขาก็ยังรักเธอ แล้วฉันล่ะ ฉันไม่เหลืออะไรเลย ความโกรธแล่นพล่านขึ้นมาอีกครั้ง “ทำไม!” ฉันตะโกนใส่ความเงียบ “ทำไมแกไม่ไปให้พ้นๆ!” ฉันขว้างหมอนใส่ผนังห้อง 9B “ตายไปแล้วยังจะมาขวางทางฉันอีก!” ความเงียบตอบกลับมา ฉันหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง ฉันแพ้ ฉันแพ้ผู้หญิงที่ตายไปแล้ว หลายวันผ่านไป ฉันพยายามทำตัวให้เป็นปกติ ไปเรียน กินข้าว แต่ฉันเหมือนคนเดินละเมอ ฉันผอมลง ขอบตาดำคล้ำ ฉันกลายเป็นเหมือนเฟิร์นในตอนแรก ฉันเริ่มได้ยินเสียง ไม่ใช่แค่ตอนกลางคืน แต่เป็นตอนกลางวันแสกๆ ขณะที่ฉันกำลังนั่งเรียน ฉันได้ยินเสียงคนกระซิบ “ร่าน” ฉันหันขวับ เพื่อนร่วมคลาสทุกคนมองฉันเป็นตาเดียว ไม่มีใครพูดอะไร ฉันได้ยินเสียงคีย์บอร์ด ต็อกๆๆๆ… ตอนที่ฉันพยายามอ่านหนังสือในห้องสมุด มันเป็นจังหวะการพิมพ์ที่ฉันคุ้นเคย จังหวะของฉันเอง ตอนที่ฉันพิมพ์ข้อความเหล่านั้น ฉันเริ่มเห็น ฉันเห็นผู้หญิงผมยาว ยืนอยู่ที่หางตา ในกระจกห้องน้ำ ในหน้าต่างรถเมล์ ในเงาสะท้อนของหน้าจอคอมพิวเตอร์ ฉันรู้ว่านั่นคือขวัญ เธอกำลังมองฉัน เธอกำลังรอ ฉันหยุดไปเรียน ฉันขังตัวเองอยู่ในห้อง 9A ฉันไม่กล้าหลับ เพราะถ้าหลับ ฉันจะฝัน ฝันเห็นห้อง 9B เห็นเชือกที่แกว่งไปมา เห็นเงาคนห้อยอยู่ ฉันต้องเปิดไฟไว้ตลอดเวลา ฉันต้องเปิดเพลงดังๆ แต่เสียงมันก็ยังเล็ดลอดเข้ามา เสียงถอนหายใจนั่น มันไม่ได้ดังมาจากห้อง 9B อีกแล้ว มันดังอยู่รอบตัวฉัน ในตู้เสื้อผ้า ใต้เตียง และบางครั้ง มันดังอยู่เหนือหัวฉัน ราวกับว่ามีคนกำลังจ้องมองฉันจากเพดาน ฉันใกล้จะบ้าแล้ว ฉันรู้ตัว ฉันต้องออกไปจากที่นี่ ฉันเริ่มเก็บของ ยัดเสื้อผ้าใส่กระเป๋าเดินทางอย่างลนลาน ฉันจะไป ฉันไม่สนแล้วว่าจะต้องไปนอนที่ไหน ขอแค่ไม่ใช่ที่นี่ ฉันรูดซิปกระเป๋า คืนนั้น ฝนตกหนัก หนักที่สุดในรอบหลายเดือน เสียงฟ้าร้องดังสนั่น ไฟในหอพักกะพริบ ติดๆ ดับๆ ฉันไม่สนใจ ฉันแค่ต้องออกไป ฉันลากกระเป๋าไปที่ประตู มือเอื้อมไปปลดล็อค ครืดดดดดดดด! เสียงนั้น มันกลับมาแล้ว มันดังกว่าทุกครั้งที่เคยได้ยิน มันไม่ใช่เสียงลากเก้าอี้ธรรมดา มันคือเสียงกระชากเก้าอี้อย่างรุนแรง จนมันขูดกับพื้น เสียงดังแสบแก้วหู ฉันยืนตัวแข็ง โครม! เสียงเหมือนเก้าอี้ล้ม เสียงเหมือนมีคน… เตะเก้าอี้ ฉันกลั้นหายใจ ความเงียบโรยตัวลงมา หนักอึ้ง แข่งกับเสียงฝนข้างนอก แล้วฉันก็ได้ยิน อึก… อะ… เสียงคนกำลังดิ้น เสียงคนกำลังขาดอากาศ เสียงเหมือนคอถูกรัดด้วยเชือก เสียงลมหายใจสุดท้าย ที่พยายามจะเข้าปอด แต่ทำไม่ได้ แฮ่ก… แฮ่ก… มันคือเสียงของการฆ่าตัวตาย เสียงจริง เสียงที่ฉันไม่เคยได้ยิน เสียงที่ฉันเป็นคนสร้างขึ้น “ไม่…” ฉันกระซิบ น้ำตาไหลอาบหน้า “ไม่จริง… หยุดนะ… หยุด!” เสียงดิ้นรนนั้นยังดังอยู่ มันทรมาน มันไม่ยอมหยุด ฉันทนไม่ไหว ความกลัว ความรู้สึกผิด ความโกรธ มันปะทุออกมา ฉันทิ้งกระเป๋า วิ่งไปที่ผนังห้อง 9B ฉันทุบผนังนั่นสุดแรง สุดเสียง “อ๊ากกกก!” ฉันทุบมันซ้ำๆ “หยุดสิโว้ย! หยุด!” ฉันตะโกน เสียงของฉันแตกพร่า “แกตายไปแล้ว! ขวัญ! แกตายไปแล้ว!” ฉันตะคอกใส่ผนังปูนเย็นเฉียบ “อิจฉาฉันเหรอ! อิจฉาที่ฉันยังมีชีวิตอยู่ใช่ไหม!” ฉันไม่รู้ว่าฉันพูดอะไรออกไป ฉันแค่ต้องการให้เสียงนั่นหยุด “แกมันอ่อนแอ! แกเลือกเอง! แกตายไปแล้ว! ก็ควรจะอยู่ที่ของแกสิ! ไปผุดไปเกิดซะ! อย่ามายุ่งกับฉัน!” ฉันทุบผนังครั้งสุดท้าย “ไสหัวไป! ตายแล้วก็เงียบไปซะ!” และทันใดนั้น ทุกอย่างก็เงียบ เสียงดิ้นรน เสียงขาดอากาศ หายไป เหลือเพียงเสียงฝนที่ซาลง และความเงียบที่หนักอึ้ง ฉันหอบ ยืนพิงผนัง เหงื่อชุ่มไปทั้งตัว มันจบแล้ว ฉันคิด ในที่สุดมันก็จบแล้ว ฉันหลับตาลง พยายามควบคุมลมหายใจ และในความเงียบนั้น ตึง! เสียงกระแทกที่ดังสนั่น ไม่ใช่จากห้องฉัน มันดังมาจาก อีกฝั่ง ของผนัง ผนังห้อง 9B มันกระแทกกลับมา ตรงจุดเดียวกับที่มือฉันทาบอยู่ แรงจนฉันรู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือนผ่านฝ่ามือ แรงจนฉันผงะถอยหลัง เหมือนมีคน หรืออะไรบางอย่าง ทุ่มเก้าอี้ตัวนั้น อัดกำแพง สุดแรง ฉันเบิกตากว้าง จ้องผนัง ความเงียบเข้าครอบงำอีกครั้ง แต่คราวนี้มันต่างออกไป มันไม่ใช่ความเงียบที่ว่างเปล่า มันคือความเงียบที่กำลังรอคอย เสียงถอนหายใจขาดห้วง เสียงดิ้นรน หายไปหมดแล้ว มันถูกแทนที่ด้วยเสียงใหม่ เสียงที่แผ่วเบา เสียงสะอื้น เสียงร้องไห้ แต่มันไม่ได้ดังมาจากในผนัง มันไม่ได้ดังมาจากห้อง 9B มันดังชัดมาก อยู่ข้างๆ ฉัน ในห้อง 9A ฮึก… ฮือ… เสียงนั้นดังอยู่ ตรงข้างหูขวาของฉัน


ฮึก… ฮือ… เสียงสะอื้นนั้น มันดังอยู่ข้างหูฉันจริงๆ ฉันแข็งทื่อ ลืมวิธีหายใจ ฝ่ามือยังคงทาบอยู่บนผนังที่สั่นสะเทือน ความเย็นเฉียบแล่นจากผนัง ผ่านฝ่ามือ เข้าสู่แขน และจับแข็งหัวใจของฉัน ฉันไม่กล้าหันไปมอง ฉันรู้ว่าถ้าฉันหันไป ฉันจะต้องเห็น เห็นบางอย่างที่นั่งร้องไห้อยู่ข้างๆ ฉัน ในห้อง 9A ในพื้นที่ปลอดภัยของฉัน “ไป…” ฉันเค้นเสียงออกมา แต่มันเบาเหมือนเสียงกระซิบ “ไปเถอะ… ขอร้อง” เสียงสะอื้นหยุดกะทันหัน แทนที่ด้วยความเงียบ ความเงียบที่หนักอึ้ง และเย็นเยียบ ฉันรวบรวมความกล้าทั้งหมดที่มี ค่อยๆ หันศีรษะ ช้าๆ ทีละนิ้ว ในห้อง ว่างเปล่า ไม่มีใคร มีเพียงเฟอร์นิเจอร์เก่าๆ เตียงของเฟิร์นที่ว่างเปล่า และเงาของฉันที่ทอดอยู่บนพื้น จากแสงไฟที่สว่างจ้า ฉันหลอกตัวเอง ฉันต้องหลอนไปเองแน่ๆ เสียงนั่น เสียงกระแทก เสียงร้องไห้ มันคือสิ่งที่สมองฉันสร้างขึ้นมา เพราะความรู้สึกผิด ใช่ ต้องใช่แน่ๆ ฉันถอยห่างจากผนัง เดินโซซัดโซเซไปที่เตียง ล้มตัวลงนอน ดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมโปง เหมือนเด็กเล็กๆ ที่คิดว่าผ้าห่มจะป้องกันปีศาจได้ ฉันสั่น สั่นไปทั้งตัว แม้จะเปิดไฟสว่าง แม้จะพยายามบอกตัวเองว่ามันไม่จริง แต่ความรู้สึกนั้น ความรู้สึกว่า “มีคนอยู่” มันไม่หายไป ฉันรู้สึกถึงสายตา สายตาที่จ้องมองฉันจากมุมมืดของห้อง จากใต้เตียง จากเพดาน ฉันนอนตัวแข็งอยู่อย่างนั้น จนกระทั่งแสงอาทิตย์ส่องผ่านหน้าต่างเข้ามา ฉันไม่ได้นอนเลยทั้งคืน ฉันลุกขึ้น ร่างกายปวดเมื่อย เหมือนไปสู้รบกับใครมา ฉันเดินไปที่ห้องน้ำ ส่องกระจก และแทบจะจำตัวเองไม่ได้ ผู้หญิงในกระจก ขอบตาดำคล้ำ แก้มตอบ ผมเผ้ายุ่งเหยิง สายตาหวาดระแวง นี่คือฉัน นี่คือสิ่งที่ฉันกลายเป็น เพราะผู้หญิงที่ตายไปแล้ว ฉันต้องออกไปจากห้องนี้ ฉันคว้ากระเป๋า วิ่งออกจากห้อง ไม่แม้แต่จะล็อคประตู ฉันไปมหาวิทยาลัย แม้ว่าวันนี้จะไม่มีเรียน ฉันแค่ต้องการสถานที่ สถานที่ที่มีคนเยอะๆ มีแสงสว่าง ห้องสมุด ฉันเข้าไปนั่งในสุด ล้อมรอบด้วยชั้นหนังสือสูงท่วมหัว ฉันพยายามอ่านหนังสือ พยายามจดจ่อ แต่ตัวอักษรมันเต้นระบำ ฉันได้ยินเสียง เสียงพลิกหน้ากระดาษ ทั้งที่รอบข้างไม่มีใคร เสียงคนกระซิบ “ทำไม” ฉันสะดุ้ง มองไปรอบๆ นักศึกษาคนอื่นๆ นั่งอ่านหนังสือเงียบๆ ไม่มีใครสนใจฉัน ฉันก้มหน้าลง พยายามหายใจ ฉันต้องบ้าไปแล้ว ฉันต้องไปหาหมอ ฉันนั่งอยู่อย่างนั้น จนกระทั่งห้องสมุดปิด ฉันไม่อยากกลับห้อง ฉันเดินเตร็ดเตร่ไปตามถนน อย่างไร้จุดหมาย เสียงจอแจของเมือง เสียงรถรา มันช่วยกลบเสียงในหัวฉันได้บ้าง แต่พอมืด ความกลัวก็คืบคลานกลับมา ฉันกลับมาที่หอพัก ยืนอยู่หน้าห้อง 9A ฉันไม่อยากเข้าไป ฉันยืนลังเลอยู่หน้าประตู และสายตาก็เหลือบไปเห็น ประตูห้อง 9B เทปสีเหลืองนั่น มันขาด เหมือนมีคนพยายามจะดึงมันออก ยันต์สีแดง มันร่วงลงไปกองอยู่ที่พื้น ประตูห้อง 9B มันไม่ได้ปิดสนิท มันแง้มอยู่เล็กน้อย มีช่องว่างสีดำมืด กว้างประมาณหนึ่งนิ้ว หัวใจฉันหยุดเต้น ใคร ใครไปเปิดมัน แม่บ้านเหรอ หรือว่า… ฉันถอยหลังกรูด ชนเข้ากับผนังฝั่งตรงข้าม ฉันอยากจะวิ่งหนี แต่ขามันก้าวไม่ออก ฉันจ้องมองช่องว่างสีดำนั่น ราวกับถูกสะกด ฉันรู้สึกเหมือนมีคน กำลังจ้องมองฉันกลับมาจากในความมืดนั้น ฉันกรีดร้อง วิ่งกลับเข้าไปในห้อง 9A ล็อคประตูทุกชั้น เอาเก้าอี้ขวางไว้ ฉันนั่งตัวสั่นอยู่หลังประตู คืนนั้น ฉันรู้ว่าฉันไม่ได้คิดไปเอง มันไม่ใช่แค่เสียง มันไม่ใช่แค่ความรู้สึกผิด มันคือ “ขวัญ” เธอออกมาแล้ว เธอไม่ได้อยู่แค่ในห้อง 9B อีกต่อไป เธอรู้ว่าฉันอยู่ที่นี่ และเธอต้องการฉัน เสียงเริ่มขึ้น แต่ไม่ใช่ตอนตีสาม มันเริ่มทันทีที่ตะวันตกดิน ครืดดดด… เสียงลากเก้าอี้ แต่คราวนี้ มันไม่ได้ดังมาจากห้องข้างๆ มันดังมาจาก ในห้องฉัน ฉันมองไปที่โต๊ะเขียนหนังสือ เก้าอี้ไม้อยู่ที่เดิมของมัน แต่เสียง เสียงมันดังอยู่ตรงนั้น ครืดดดด… เหมือนมีเก้าอี้ที่มองไม่เห็น กำลังถูกลากไปมา เสียงถอนหายใจ ฮืออออ… มันดังอยู่รอบทิศ ซ้าย ขวา เหนือหัว ใต้เตียง มันเหมือนกับว่า มี “ขวัญ” หลายสิบคน กำลังเดินวนรอบตัวฉัน ถอนหายใจ ด้วยความทรมาน “พอแล้ว!” ฉันตะโกน “ฉันขอโทษ! ฉันขอโทษ!” ฉันร้องไห้ออกมา “ฉันไม่ได้ตั้งใจ! ฉันมันโง่! ฉันมันขี้อิจฉา! ยกโทษให้ฉันเถอะ! ไปเถอะนะ!” เสียงทุกอย่างหยุด เงียบกริบ ฉันกลั้นหายใจ รอ และแล้ว ต็อก เสียงเคาะ เบาๆ ที่ประตูห้องน้ำ ฉันจ้องประตูห้องน้ำ มันปิดอยู่ ต็อก… ต็อก… ต็อก… มีคนเคาะจากข้างใน ฉันอยากจะตาย ฉันอยากจะหายไปจากตรงนี้ ฉันคลานไปที่มุมห้อง กอดเข่า หลับตาปี๋ “มันไม่จริง มันไม่จริง มันไม่จริง” ฉันท่องซ้ำๆ เหมือนคาถา ต็อก… ต็อก… ต็อก… เสียงเคาะไม่หยุด มันดังขึ้น ถี่ขึ้น แรงขึ้น ตึง! ตึง! ตึง! เหมือนมีคนกำลังทุบประตูห้องน้ำ จากข้างใน ด้วยความโกรธเกรี้ยว “ปล่อยฉันออกไป!” เสียง เสียงผู้หญิง แหบพร่า กรีดร้อง มาจากในห้องน้ำ “แกขังฉันไว้ทำไม!” ไม่ใช่เสียงขวัญ มันคือเสียง… เสียงของฉันเอง ฉันเบิกตากว้าง มองประตูห้องน้ำที่สั่นสะเทือน นั่นคือเสียงของฉัน แต่ฉันไม่ได้พูด ฉันนั่งอยู่ตรงนี้ “แกมันฆาตกร!” เสียงในห้องน้ำตะโกน “แกฆ่าเขา! แกมันเลว!” “ไม่!” ฉันกรีดร้องตอบ “ฉันไม่ได้ฆ่า!” “แกฆ่า!” โครม! ประตูห้องน้ำเปิดกระแทกออกมา ฉันจ้องเข้าไปในความมืด ว่างเปล่า ไม่มีใคร แต่กระจก กระจกในห้องน้ำ มันแตก แตกละเอียด เหมือนมีคนชกมัน เศษกระจกเกลื่อนพื้น ฉันมองเงาสะท้อนของตัวเอง ในเศษกระจกชิ้นที่ใหญ่ที่สุด ที่ยังติดอยู่กับผนัง ใบหน้าของฉัน แต่ดวงตา ดวงตานั้น มันไม่ใช่ของฉัน มันเต็มไปด้วยความเกลียดชัง ความอาฆาต และมันกำลังยิ้ม ยิ้มเยาะฉัน ฉันกรีดร้องสุดเสียง วิ่งออกจากห้อง ฉันไม่สนกระเป๋า ไม่สนอะไรทั้งนั้น ฉันวิ่งลงบันได วิ่งออกจากหอพัก วิ่งไปตามถนน ท่ามกลางความมืด ฉันไม่รู้ว่าฉันวิ่งไปนานแค่ไหน ฉันรู้แค่ว่าฉันต้องหนี หนีจากห้องนั้น หนีจากเสียงนั้น หนีจาก… ตัวเอง ฉันมาหยุดหอบอยู่ที่หน้ามหาวิทยาลัย สติเริ่มกลับเข้าร่าง ฉันจะทำยังไงต่อ ฉันกลับไปที่หอไม่ได้ ฉันไม่มีเงิน ฉันไม่มีเพื่อนที่พึ่งพาได้ ฉันโดดเดี่ยว ฉันนึกถึงคนคนหนึ่ง คนเดียวที่อาจจะเข้าใจ คนเดียวที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้เหมือนกัน วิน แฟนเก่าของขวัญ ฉันไม่รู้หรอกว่าเขาจะช่วยอะไรได้ ฉันแค่… ฉันแค่อยากรู้ ว่าเขารู้สึกเหมือนฉันไหม ว่าเขาถูกหลอกหลอนเหมือนฉันหรือเปล่า ฉันจำได้ว่าเขาเรียนคณะวิศวะ ฉันไปที่นั่น มันดึกมากแล้ว ตึกคณะเงียบสนิท แต่มีไฟเปิดอยู่ที่ห้องชมรมดนตรี ฉันได้ยินเสียงกีตาร์ ฉันเดินตามเสียงนั้นไป และฉันก็เห็นเขา วิน นั่งอยู่คนเดียว ดีดกีตาร์โปร่ง ร้องเพลงเบาๆ เขายังเหมือนเดิม หล่อ ดูอบอุ่น เขาดู… ปกติ เขายิ้มให้กับโน้ตเพลงที่เขาเล่น เขาดูมีความสุข ในขณะที่ฉัน กำลังตกนรกทั้งเป็น ความโกรธ ความไม่ยุติธรรม มันพุ่งขึ้นมาอีกครั้ง ทำไม ทำไมเขายังยิ้มได้ เขาก็มีส่วน ถ้าไม่มีเขา ขวัญก็คงไม่ตาย ฉันก็คงไม่ต้องทำเรื่องเลวร้ายแบบนั้น มันเป็นความผิดของเขาด้วย ฉันยืนมองเขา เงยหน้าขึ้น เช็ดน้ำตา ความกลัวของฉัน เปลี่ยนเป็นความโกรธแค้น ฉันเดินเข้าไปในห้อง เสียงฝีเท้าของฉัน ทำให้เขาหยุดเล่น เขาเงยหน้าขึ้น มองฉัน สายตาเขาเต็มไปด้วยความสับสน เขาจำฉันไม่ได้ในตอนแรก ด้วยสภาพมอมแมม ผมเผ้ายุ่งเหยิง “เอ่อ… มีอะไรหรือเปล่าครับ” เขาถามอย่างสุภาพ ฉันจ้องเขา “วิน” เขามองฉันชัดๆ พยายามนึก “มายด์…” เขานึกออก “ใช่ มายด์ ใช่ไหม คณะนิเทศฯ ปีสอง” ฉันพยักหน้า รู้สึกประหลาดใจที่เขายังจำฉันได้ “ไม่เจอกันนานเลย” เขายิ้ม รอยยิ้มที่เคยทำให้ฉันใจสั่น แต่ตอนนี้ มันทำให้ฉันคลื่นไส้ “เธอ…” เขาหรี่ตามองฉัน “เธอดู… ไม่สบายหรือเปล่า” ฉันกำลังจะอ้าปาก กำลังจะกรีดร้องใส่หน้าเขา กำลังจะถามเขาว่าเขานอนหลับลงได้ยังไง แต่เขาก็พูดขึ้นมาก่อน ด้วยน้ำเสียงที่เปลี่ยนไป เป็นความเห็นใจ “เธอย้ายไปอยู่หอเก้าใช่ไหม พี่ได้ยินมา” ฉันนิ่ง “แล้วเธอก็… เป็นเพื่อนสนิทของขวัญใช่ไหม” คำพูดนั้น เหมือนค้อนทุบหน้าฉัน เพื่อนสนิท เขาคิดว่าฉันเป็นเพื่อนสนิทของขวัญ ฉันยืนตัวแข็ง ความโกรธทั้งหมด ความบ้าคลั่งทั้งหมด หายวับไป เหลือเพียงความจริงที่น่าสะอิดสะเอียน ความจริงที่ว่า ฉันเสแสร้ง ฉันตีสองหน้า ฉันแกล้งทำเป็นเพื่อน เพื่อที่จะแทงข้างหลังเธอ และตอนนี้ ผีของเธอกำลังกลับมาทวงคืน และผู้ชายคนนี้ ต้นเหตุของเรื่องทั้งหมด กลับจำฉันได้ ในฐานะ “เพื่อนสนิท” ของเธอ


“เพื่อนสนิท” คำคำนี้ มันเหมือนน้ำเย็นจัดที่สาดเข้าหน้าฉัน ในขณะที่ฉันกำลังจะคลั่ง วิน ผู้ชายที่ฉันเคยคิดว่าเขาคือศูนย์กลางของโลก ผู้ชายที่ฉันยอมทำเรื่องเลวร้าย เพียงเพื่อให้ได้เขามา กลับจำฉันได้ ในฐานะ “เพื่อนสนิท” ของคนที่ฉันฆ่า ฉันยืนนิ่ง พูดไม่ออก สมองฉันว่างเปล่า ความโกรธ ความบ้าคลั่ง ความกลัว ทุกอย่างหายไปหมด เหลือเพียงความจริงที่น่าสมเพช “มายด์… เธอโอเคไหม” วินลุกขึ้นยืน วางกีตาร์ลง เขาเดินเข้ามาใกล้ฉัน สายตาเต็มไปด้วยความเป็นห่วง “เธอหน้าซีดมาก เหมือนเห็นผี” ฉันหัวเราะแห้งๆ “อาจจะใช่” “พี่ได้ยินเรื่องที่หอเก้า” เขาพูด เสียงอ่อนลง “พี่รู้ว่ามันแย่ โดยเฉพาะกับเธอ ที่ต้องมาอยู่ห้องข้างๆ ขวัญ” เขาคิดว่าฉันเสียใจ เขาคิดว่าฉันกำลังเศร้า เพราะ “เพื่อน” ตาย ช่างน่าขัน “พี่ก็… ยังคิดถึงเขาอยู่เลย” วินพูด สายตาทอดมองออกไปนอกหน้าต่าง “พี่รู้สึกผิด พี่น่าจะดูแลเขาได้ดีกว่านี้ ไม่น่าปล่อยให้เรื่องบ้าๆ นั่น เรื่องในเพจนั่น… มาทำร้ายเขาได้ขนาดนี้” เขาพูดถึงมัน เรื่องที่ฉันสร้างขึ้น “พี่ไม่รู้จริงๆ ว่าใครมันใจร้ายได้ขนาดนั้น” วินหันกลับมามองฉัน “ขวัญเป็นคนดี เธอไว้ใจคนง่าย เธอเชื่อใจเพื่อนทุกคน เธอมักจะพูดถึงเพื่อนคนหนึ่งให้พี่ฟังบ่อยๆ คนที่เธอไว้ใจที่สุด เธอบอกว่าเพื่อนคนนี้ฉลาด เก่ง เป็นที่พึ่งให้เธอได้เสมอ เพื่อนคนนั้น… คือเธอใช่ไหม มายด์” มีด มันคือมีดที่มองไม่เห็น ค่อยๆ แทงเข้ามาที่หัวใจฉัน แล้วบิดช้าๆ ขวัญไว้ใจฉัน ขวัญชื่นชมฉัน ในขณะที่ฉัน กำลังลับมีดรออยู่ข้างหลังเธอ “ฉัน…” ฉันอ้าปาก อยากจะกรีดร้อง อยากจะบอกความจริง อยากจะสารภาพ แต่เสียงมันติดอยู่ที่ลำคอ ติ๊ง… เสียง เสียงแจ้งเตือนมือถือ ฉันสะดุ้ง มองไปที่มือถือของวิน ที่วางอยู่บนแอมป์กีตาร์ หน้าจอสว่างขึ้น โชว์รูปหน้าจอ เป็นรูปคู่ วิน กับ ขวัญ ทั้งคู่ยิ้มอย่างมีความสุข ในรูปนั้น ขวัญสวมสร้อยคอเส้นหนึ่ง สร้อยคอรูปพระจันทร์ครึ่งเสี้ยว ฉันจำสร้อยเส้นนั้นได้ ฉันเป็นคนให้เธอกับมือ ในวันเกิดเธอ ฉันบอกว่า “มันเป็นสัญลักษณ์ของมิตรภาพของเรานะ” ฉันโกหก ฉันซื้อมาจากตลาดนัด ราคาแค่ยี่สิบบาท “เธอเป็นอะไร” วินถาม สีหน้าเขาเริ่มกังวลจริงๆ “เธอตัวสั่นนะ” ฉันมองหน้าเขา ผู้ชายที่ฉันเคยรัก ผู้ชายที่ฉันคิดว่าคุ้มค่าพอที่จะทำลายชีวิตคนอื่น ตอนนี้ ฉันรู้สึกขยะแขยง ขยะแขยงเขา และขยะแขยงตัวเอง “ขวัญ…” ฉันเค้นเสียงออกมา “เขา… เคยพูดถึงฉันว่ายังไงอีก” วินดูแปลกใจที่ฉันถาม “ก็… เธอบอกว่า มายด์เป็นคนเดียวที่เข้าใจเธอ เป็นคนเดียวที่เธอระบายเรื่องทุกอย่างให้ฟัง แม้แต่เรื่องที่ทะเลาะกับพี่ เธอก็เล่าให้มายด์ฟัง” ใช่ เธอเล่า เธอเล่าทุกอย่าง เธอร้องไห้ให้ฉันฟัง เธอบอกว่าเธอรักวินมากแค่ไหน เธอบอกว่าเธอกลัว กลัวว่าวินจะทิ้งเธอไป และฉัน ฉันรับฟัง ฉันปลอบโยนเธอ ฉันกอดเธอ แล้วฉันก็เอาทุกคำพูดของเธอ ทุกความกลัวของเธอ ไปบิดเบือน ไปโพสต์ ไปสร้างเรื่อง ว่าเธอเป็นฝ่าย “จับ” วิน ว่าเธอ “เรียกร้องความสนใจ” ฉันมันเลว เลวเกินกว่าที่ผีจะหลอก เลวเกินกว่าที่นรกจะรับ “ฉันต้องไปแล้ว” ฉันหันหลัง “เดี๋ยวสิ มายด์!” วินคว้าแขนฉันไว้ “เธอดูไม่ไหวจริงๆ นะ ให้พี่ไปส่งไหม หรือ… เธออยากไปคุยกับจิตแพทย์ที่มหาวิทยาลัยจัดให้ไหม สำหรับเพื่อนๆ ของขวัญน่ะ” เพื่อนของขวัญ คำนี้อีกแล้ว ฉันสะบัดแขนเขาออก “อย่ามายุ่งกับฉัน!” ฉันตะคอกใส่หน้าเขา วินผงะ ตกใจ “ฉันไม่ใช่เพื่อนเขา! ฉันไม่เคยเป็นเพื่อนเขา!” “มายด์… เธอพูดอะไรน่ะ” “นายมันโง่! วิน!” ฉันกรีดร้อง น้ำตาไหลอาบหน้า “นายมันโง่เหมือนกันกับยัยนั่นเลย! พวกนายมันโง่! ไม่เคยรู้อะไรเลย!” ฉันวิ่ง วิ่งหนีออกมาจากห้องชมรม ทิ้งวินให้ยืนงงอยู่ตรงนั้น ฉันวิ่งไปอย่างไร้จุดหมาย ในความมืดของมหาวิทยาลัย ฉันวิ่งหนีความจริง วิ่งหนีสิ่งที่ฉันเป็น ฉันมาหยุดอยู่ที่ตึกคณะ ตึกนิเทศฯ ตึกของฉัน ที่ที่ฉันใช้คอมพิวเตอร์ ที่ที่ฉันสร้างบัญชีแมวดำนั่นขึ้นมา มันเงียบ มืด ฉันทรุดตัวลงนั่ง พิงกำแพงตึก อากาศเย็น แต่ฉันเหงื่อแตก ฉันไม่ได้กำลังถูกผีหลอก ฉันกำลังถูก “ความจริง” หลอกหลอน ขวัญไม่ได้น่ากลัว สิ่งที่น่ากลัว คือ “มายด์” คือตัวฉันเอง ฉันนั่งกอดเข่า ร้องไห้ ไม่ใช่เพราะกลัว แต่เพราะสมเพชตัวเอง ความทรงจำ มันเริ่มไหลบ่าเข้ามา ไม่ใช่ความทรงจำที่น่ากลัว แต่เป็นความทรงจำ “จริง” วันที่ฉันเจอขวัญครั้งแรก เธอยิ้มให้ฉันก่อน วันที่เราไปกินไอศกรีมด้วยกัน เธอเลี้ยงฉัน เพราะฉันบอกว่าฉันลืมกระเป๋าสตางค์ ฉันโกหก ฉันแค่งก วันที่เธอเล่าความลับเรื่องครอบครัวให้ฉันฟัง เธอบอกว่า “อย่าไปบอกใครนะ มายด์ ฉันไว้ใจเธอคนเดียว” ฉันพยักหน้า แล้วฉันก็เอาเรื่องนั้น ไปผสมกับเรื่องโกหกที่ฉันแต่งขึ้น เพื่อทำให้เธอดูเป็นคนมีปัญหา น่ารังเกียจ ทุกรอยยิ้ม ทุกคำพูด ทุกความไว้ใจ ฉันบดขยี้มัน ด้วยมือของฉันเอง ผีขวัญไม่ได้ต้องการแก้แค้น เธอแค่มา เพื่อย้ำเตือน ย้ำเตือนในสิ่งที่ฉันทำ ย้ำเตือนว่าฉันเป็นใคร “ฆาตกร” เสียงกระซิบนั้นกลับมา ไม่ใช่จากข้างนอก แต่จากในหัวฉัน “เธอไม่ได้ตั้งใจ” ฉันเถียงกับตัวเอง “เธอแค่ขี้อิจฉา เธอไม่ได้อยากให้เขาตาย” “แต่เขาก็ตาย” เสียงในหัวตอบกลับ “เพราะคำพูดของเธอ เพราะการกระทำของเธอ เธอฆ่าเขา” ฉันยกมือขึ้นอุดหู “หยุดนะ! หยุด!” ฉันตะโกนใส่ความมืด “ฉันขอโทษ! ฉันยอมรับแล้ว! ฉันมันเลว! ฉันมันชั่ว! พอใจหรือยัง! จะเอาอะไรจากฉันอีก!” ฉันเงยหน้าขึ้น ตะโกนใส่ท้องฟ้า “เอาชีวิตฉันไปเลยไหม! ถ้ามันจะทำให้เธอพอใจ! เอาไปสิ!” ความเงียบ มีเพียงเสียงลมที่พัดผ่านต้นไม้ ฉันหัวเราะ ทั้งน้ำตา ฉันมันบ้า พูดคนเดียว เถียงกับตัวเอง ฉันกำลังเสียสติ ฉันก้มหน้าลง ซบกับเข่า เหนื่อย เหนื่อยเหลือเกิน อยากหลับ อยากพัก อยากให้ทุกอย่างมันจบ และในความเงียบนั้น ฉันก็ได้ยิน เสียงใหม่ มันไม่ใช่เสียงลากเก้าอี้ ไม่ใช่เสียงถอนหายใจ ไม่ใช่เสียงสะอื้น ต็อก… ต็อก… ต็อก… เสียง เสียงพิมพ์คีย์บอร์ด มันดังมาจากในตึก ตึกนิเทศฯ ที่มืดสนิท ต็อก… ต็อก… ต็อก… เป็นจังหวะที่สม่ำเสมอ จังหวะที่ฉันคุ้นเคย จังหวะของฉัน ตอนที่ฉันกำลัง “ปั่น” ตอนที่ฉันกำลังพิมพ์เรื่องทำลายขวัญ ฉันเงยหน้าขึ้น ช้าๆ มองเข้าไปในตึก ผ่านประตูกระจก ข้างในมืด แต่ฉันเห็น ที่ห้องคอมพิวเตอร์ ชั้นหนึ่ง มีแสง แสงสีฟ้าจางๆ จากหน้าจอคอมพิวเตอร์ เพียงจอเดียว ที่เปิดอยู่ ต็อก… ต็อก… ต็อก… ต็อก… เสียงพิมพ์ยังดังอยู่ เร็วขึ้น ถี่ขึ้น เหมือนคนกำลังพิมพ์อย่างเมามัน ฉันลุกขึ้นยืน เหมือนถูกมนต์สะกด ขาฉันก้าวไปเอง ช้าๆ ไปที่ประตูกระจก ฉันผลักมัน มันไม่ได้ล็อค ฉันเดินเข้าไปในตึก กลิ่นอับของห้องแอร์ ความเย็น เสียงพิมพ์ดังชัดขึ้น ต็อกๆๆๆๆๆๆ… มันดังมาจากห้องคอม ฉันเดินไปหยุดอยู่ที่หน้าห้อง มองเข้าไป ห้องทั้งห้องมืด มีเพียงจอคอมพิวเตอร์เครื่องในสุด ที่เปิดอยู่ หน้าจอเป็นสีฟ้า หน้าเว็บเพจ เพจมหาวิทยาลัย และมีคน นั่งอยู่ที่หน้าคอมนั้น เป็นเงาดำ กำลังพิมพ์ พิมพ์อย่างบ้าคลั่ง ฉันกลั้นหายใจ “ใครน่ะ” ฉันกระซิบ เงาดำนั้นหยุดพิมพ์ นิ้วค้างอยู่บนคีย์บอร์ด ทุกอย่างเงียบกริบ แล้วเงาดำนั้น ก็ค่อยๆ หันมา หันมามองฉัน มันไม่ใช่คน มันคือขวัญ เธอนั่งอยู่ที่นั่น ในชุดนักศึกษาตัวเดียวกับที่เธอใส่ในวันตาย ใบหน้าซีดเผือด ดวงตาโบ๋ลึก เธอมองฉัน แล้วเธอก็ยิ้ม ยิ้มที่มุมปาก ก่อนที่เธอจะยกมือขึ้น ชี้มาที่ฉัน แล้วพูด ด้วยเสียงแหบพร่า เสียงเดียวกับที่ฉันได้ยินในห้องน้ำ “ตาเธอแล้ว”


“ตาเธอแล้ว” เสียงนั้น เสียงแหบพร่า เสียงของคนตาย มันก้องอยู่ในหัวฉัน ร่างของขวัญ นั่งอยู่ที่นั่น นิ้วชี้มาที่ฉัน รอยยิ้ม รอยยิ้มที่น่าสยดสยองที่สุด ฉันกรีดร้อง เสียงกรีดร้องของฉันดังลั่นไปทั่วตึกที่เงียบสงัด ฉันถอยหลัง ล้มลง คลานหนี ไม่กล้าละสายตาจากจอคอมพิวเตอร์ ร่างของขวัญลุกขึ้นยืน ช้าๆ เหมือนหุ่นกระบอกที่เชือกขาด เธอก้าว ก้าวออกจากเงามืด เดินตรงมาหาฉัน “ไม่!” ฉันตะโกน “อย่าเข้ามา!” ฉันลุกขึ้น วิ่ง วิ่งไม่คิดชีวิต ชนโต๊ะ ชนเก้าอี้ ฉันวิ่งออกมาจากห้องคอม วิ่งออกมาจากตึกนิเทศฯ เสียงฝีเท้าของฉันดังสะท้อน แต่ฉันรู้สึกเหมือน มีเสียงฝีเท้าอีกคู่ วิ่งตามฉันมา ฝีเท้าที่เบา เย็นเยียบ เหมือนคนเดินเท้าเปล่าบนพื้นกระเบื้องเย็นๆ ฉันไม่กล้าหันกลับไปมอง ฉันวิ่ง วิ่งข้ามสนามหญ้า วิ่งผ่านความมืด ลมหายใจฉันติดขัด ปอดฉันกำลังจะฉีก ฉันต้องหนี หนีไปไหน ฉันไม่มีที่ไป วินเหรอ เขาคงคิดว่าฉันบ้าไปแล้ว เพื่อนคนอื่นเหรอ ไม่มีใครเชื่อฉัน เหลือที่เดียว ที่เดียวที่ฉันเป็นส่วนหนึ่ง แม้ว่ามันจะเป็นนรกก็ตาม หอพักหมายเลขเก้า ห้อง 9A ฉันวิ่งกลับไปที่หอ เหมือนหนูที่วิ่งหนีตาย กลับเข้าไปในกรงเล็บของแมว เพราะมันเป็นที่เดียวที่มันรู้จัก ฉันวิ่งขึ้นบันได ไม่รอลิฟต์ เสียงฝีเท้าที่ตามมา มันใกล้ขึ้น ฉันรู้สึกได้ถึงความเย็น ที่แผ่นหลัง เหมือนมีคนกำลังจะเอื้อมมือมาคว้าฉัน ฉันพุ่งไปที่ห้อง 9A มือสั่น ไขกุญแจ มันไม่เข้า ฉันสั่นเกินไป “เร็วสิ!” ฉันร้องไห้ ด่าทอกุญแจในมือ ฉันได้ยินเสียง เสียงเดิน ลากเท้า ครืด… ครืด… มาจากหัวมุมทางเดิน เธอตามฉันมาถึงนี่ ฉันยัดกุญแจเข้าไปได้สำเร็จ บิด เปิดประตู พุ่งเข้าไปในห้อง ปิดประตู ล็อคทุกกลอน เอาเก้าอี้ขวางไว้ เหมือนเดิม ฉันหอบ พิงประตู หัวใจเต้นเหมือนจะระเบิด ฉันปลอดภัยแล้ว ชั่วคราว ในห้อง เงียบ ไฟที่ฉันเปิดทิ้งไว้ยังสว่างจ้า ทุกอย่างอยู่ในที่เดิม กระเป๋าที่ฉันพยายามจะหนี ยังวางอยู่กลางห้อง ฉันค่อยๆ หายใจ พยายามดึงสติ มันคือภาพหลอน ฉันบอกตัวเอง ฉันเครียดเกินไป ฉันนอนไม่พอ ฉันรู้สึกผิด สมองฉันเลยสร้างภาพขวัญขึ้นมา ภาพเธอที่ตึกนิเทศฯ ภาพเธอที่วิ่งตามฉัน มันไม่จริง ไม่มีผี ไม่มีอะไรทั้งนั้น มีแค่ฉัน กับความผิดของฉัน ฉันหัวเราะ เสียงหัวเราะแห้งๆ น่าสมเพช ฉันเดินไปที่อ่างล้างหน้าเล็กๆ ในห้อง เปิดน้ำ วักน้ำล้างหน้า พยายามล้างความกลัว ล้างภาพติดตา แต่พอมองขึ้นมา ในกระจก เงาสะท้อนของฉัน แต่ที่ด้านหลัง ข้างหลังฉัน ในเงาสะท้อน มีคนยืนอยู่ ผู้หญิงผมยาว ในชุดนักศึกษา ขวัญ เธอยืนอยู่กลางห้อง จ้องมองฉัน ผ่านกระจก ฉันแข็งทื่อ ค่อยๆ หันกลับไป ช้าๆ ในห้อง ว่างเปล่า ไม่มีใคร ฉันหันกลับไปมองกระจก เธอก็ไม่อยู่แล้ว ฉันกำลังจะบ้าจริงๆ ฉันทุบกระจก “เมื่อไหร่จะเลิก!” ฉันตะโกนใส่เงาตัวเอง “เมื่อไหร่แกจะไปจากชีวิตฉัน!” เงาในกระจกไม่ตอบ มันแค่จ้องฉัน ด้วยดวงตาที่เหนื่อยล้า ดวงตาของฉัน ที่ตอนนี้ ไม่ต่างอะไรจากคนตาย ท้องฉันเริ่มปั่นป่วน ฉันรู้สึกคลื่นไส้ อย่างรุนแรง ฉันวิ่งไปที่ห้องน้ำ โก่งคอ อาเจียน อาเจียนทุกอย่างที่กินไป อาเจียนจนหมดไส้หมดพุง เหลือเพียงน้ำย่อยขมๆ ฉันทรุดตัวลงนั่งกับพื้นห้องน้ำที่เย็นเฉียบ น้ำตา น้ำมูก น้ำลาย ไหลปนเปกัน ฉันหมดสิ้นแล้ว ฉันไม่เหลืออะไรแล้ว ไม่เหลือศักดิ์ศรี ไม่เหลือสติ ไม่เหลือทางหนี ฉันแพ้แล้ว ฉันยอมแพ้ “ขวัญ” ฉันกระซิบ เรียกชื่อเธอ ครั้งแรก ด้วยความรู้สึกที่แท้จริง “ฉันขอโทษ” ฉันนั่งพิงผนังห้องน้ำ มองออกไปที่ห้องนอน มองไปที่ผนัง ผนังที่กั้นระหว่าง 9A และ 9B ที่ที่เธอจบชีวิต ที่ที่ฉันทุบตี ที่ที่ฉันท้าทาย ตอนนี้ มันดูเหมือนศาลเตี้ย ที่กำลังรอพิพากษาฉัน ฉันคลาน คลานออกจากห้องน้ำ เหมือนสัตว์บาดเจ็บ คลานไปที่ผนังนั่น ฉันยกมือขึ้น แตะมัน มันเย็น เย็นเหมือนน้ำแข็ง “ฉันเอง” ฉันพูดกับผนัง น้ำตาไหลอาบแก้ม “ฉันเอง… ที่ทำ” ความจริง ที่ฉันพยายามหนี พยายามกลบ พยายามปฏิเสธ ตอนนี้มันท่วมท้น จนฉันต้านไม่ไหว “ฉันมันขี้อิจฉา” ฉันสารภาพ เสียงสั่นเครือ “ฉันอิจฉาเธอ อิจฉาที่เธอมีวิน อิจฉาที่เธอดูมีความสุข อิจฉาที่ทุกคนรักเธอ ในขณะที่ฉัน… ไม่มีใคร” ฉันลูบผนัง ราวกับกำลังลูบปลอบโยนเธอ “ฉันไม่ได้อยากให้เธอตายนะขวัญ ฉันสาบาน ฉันแค่… ฉันแค่อยากให้เธอเจ็บปวด เหมือนที่ฉันเจ็บ ฉันแค่อยากให้เธออับอาย ฉันไม่เคยคิด ไม่เคยคิดเลยว่าเธอจะ…” ฉันพูดต่อไม่ไหว ฉันปล่อยโฮ ร้องไห้เหมือนเด็กหลงทาง “มันคือฉัน” ฉันทุบหน้าผากตัวเองกับผนัง เบาๆ ซ้ำๆ “ฉันเป็นคนสร้างเพจนั่น ฉันเป็นคนปล่อยแชท ฉันเป็นคนเขียนคอมเมนต์ “ไปตายซะ” ฉันเอง… ฉันเป็นคนฆ่าเธอ” ฉันพูดมันออกมา คำที่ฉันกลัวที่สุด “ฉันฆ่าเธอ… ขวัญ ฉันขอโทษ… ฉันฆ่าเธอ” ทันทีที่คำว่า “ฆ่า” หลุดออกจากปากฉัน เปรี๊ยะ! เสียง เสียงเหมือนไม้เก่าๆ ถูกบิดจนหัก ฉันหยุดร้องไห้ เงยหน้าขึ้น มองไปรอบๆ เปรี๊ยะ! ดังอีกครั้ง มันดังมาจาก ประตู ประตูห้อง 9B ฝั่งตรงข้ามโถงทางเดิน ฉันยังคงพิงผนังห้อง 9A แต่มองลอดช่องตาแมว ฉันไม่ได้มอง ฉันแค่รู้สึกถึงมัน เอี๊ยดดดด… เสียง เสียงเทปสีเหลือง ถูกดึง ถูกกระชาก ฉันลุกขึ้นยืน ขาฉันสั่น ฉันเดินไปที่ประตูห้อง 9A ช้าๆ หัวใจฉันเต้นรัว จนเจ็บหน้าอก ฉันกำลังจะมองลอดช่องตาแมว แต่แล้ว โครม! เสียงดังลั่น เหมือนมีคนถีบประตู จากฝั่ง 9B ฉันผงะถอยหลัง และแล้ว กึก… แกร๊ก… เสียงกลอน กลอนประตูห้อง 9B ที่ถูกล็อคตายจากข้างนอก กำลังถูก “ปลดล็อค” จาก ข้างใน ฉันยืนตัวแข็ง มองลูกบิดประตูห้องตัวเอง อยากจะหนี แต่หนีไปไหน เอี๊ยดดดดดด… เสียงบานพับ เสียงประตูห้อง 9B ประตูที่ถูก niêm phong (ปิดตาย) กำลังเปิดออก ช้าๆ ทีละนิ้ว ความมืด ความมืดที่ดำสนิท ทะลักออกมาจากช่องว่างนั้น พร้อมกับกลิ่น กลิ่นอับชื้น กลิ่นฝุ่น และกลิ่นเชือกป่าน ที่แรง แรงจนฉันแทบสำลัก ฉันยืนนิ่ง จ้องมองความมืดฝั่งตรงข้าม ผ่านช่องตาแมวของฉัน ฉันไม่เห็นอะไรในนั้น มันมืดเกินไป แต่ฉันรู้ ฉันรู้ว่ามี “บางอย่าง” ยืนอยู่ในความมืดนั้น กำลังจ้องมองกลับมาที่ฉัน ที่ประตูห้อง 9A เวลาผ่านไป เหมือนชั่วนิรันดร์ ไม่มีอะไรขยับ มีเพียงความมืด และความเงียบ ฉันกลั้นหายใจ จนปวดปอด บางที ฉันอาจจะคิดไปเอง บางทีมันแค่… ครืดดดด… เสียง เสียงลากเก้าอี้ มันดังมาจากห้อง 9B ใช่ เธอกลับไปที่ห้องเธอแล้ว ฉันถอนหายใจ ด้วยความโล่งอก แม้ว่ามันจะน่ากลัว แต่อย่างน้อย เธอก็อยู่ในที่ของเธอ ฉันค่อยๆ คลายมือที่กำแน่น ค่อยๆ ผ่อนลมหายใจ ฉันกำลังจะหันหลังกลับ ครืดดดดดดด… เสียงนั้น มันดังขึ้นอีก แต่คราวนี้ มันไม่ใช่ มันไม่ใช่อีกแล้ว เสียงมันไม่ได้ดังมาจากห้อง 9B เสียงมันไม่ได้ดังมาจากโถงทางเดิน มันดัง ชัดเจน อยู่ข้างหลังฉัน ครืดดดดดดด… เสียงลากเก้าอี้ไม้ ขูดกับพื้นกระเบื้อง มันดังมาจาก กลางห้อง 9A


ครืดดดดดดด… เสียงนั่น เสียงลากเก้าอี้ มันดังอยู่ข้างหลังฉัน ในห้อง 9A ในที่ที่ฉันคิดว่าปลอดภัย ฉันยืนพิงประตู ตัวแข็งทื่อ ฉันกลัว กลัวจนแทบสิ้นสติ แต่ฉันก็รู้ ว่าฉันหนีไปไหนไม่ได้อีกแล้ว ฉันค่อยๆ หันกลับไป ช้าๆ ทีละนิด ทีละนิด หัวใจฉันเหมือนถูกบีบ จนแทบจะหยุดเต้น และฉันก็เห็น เก้าอี้ เก้าอี้ไม้ตัวที่อยู่หน้าโต๊ะเขียนหนังสือของฉัน มันไม่ได้อยู่ที่โต๊ะ มันถูกลาก มาอยู่กลางห้อง หันหน้ามาทางฉัน และบนเก้าอี้นั้น มีคนนั่งอยู่ ไม่ใช่เงา ไม่ใช่ภาพหลอนที่พร่าเลือน แต่เป็นร่าง ชัดเจน ผู้หญิงผมยาว ในชุดนักศึกษา ขวัญ เธอนั่งอยู่ที่นั่น นิ่ง ไม่ขยับ ใบหน้าซีดเผือด แต่ไม่ใช่ใบหน้าที่บิดเบี้ยวด้วยความโกรธ ไม่ใช่ดวงตาที่โบ๋ลึก มันคือใบหน้าของขวัญ ในวันที่เธอยังมีชีวิต แต่เป็นใบหน้าที่… เศร้า เศร้าจนสุดหัวใจ ดวงตาของเธอมองมาที่ฉัน ไม่ เธอไม่ได้มองฉัน เธอมองทะลุผ่านฉันไป เหมือนเธอกำลังมองเห็นอดีต เห็นความเจ็บปวด บนคอของเธอ ฉันเห็นมัน สร้อยคอรูปพระจันทร์ครึ่งเสี้ยว สร้อยที่ฉันให้เธอ มันยังแขวนอยู่ที่คอ แม้ว่าตอนนี้ มันจะอยู่บนร่างของคนตาย ฉันคิดว่าฉันจะกรีดร้อง ฉันคิดว่าฉันจะวิ่ง แต่ฉันกลับทำในสิ่งที่ตรงกันข้าม ฉันทรุดตัวลง коленями (k̄heǹā) (ล้มลงคุกเข่า) น้ำตา ที่ฉันคิดว่าร้องไห้จนหมดแล้ว มันไหลทะลักออกมาอีกครั้ง ไม่ใช่เพราะความกลัว แต่เพราะ… ความรู้สึกผิด ความรู้สึกผิดที่หนักอึ้ง เหมือนภูเขาทั้งลูก ถล่มลงมาทับฉัน จนหายใจไม่ออก “ขวัญ…” ฉันพึมพำ เสียงของฉันแตกสลาย “ฉันขอโทษ” ฉันคลาน คลานไปหาเธอ เหมือนหมาที่บาดเจ็บ คลานไปหาเจ้าของที่มันทรยศ “ฉันขอโทษ… ฉันขอโทษ…” ฉันพูดซ้ำๆ ฉันไม่รู้จะพูดอะไรได้อีก ฉันหยุดอยู่ตรงหน้าเธอ ห่างกันไม่ถึงเมตร เธอยังคงนั่งนิ่ง สายตาว่างเปล่า “ฉันมันเลว” ฉันสะอื้น ทุบหน้าอกตัวเอง “ฉันมันขี้อิจฉา ฉันมันใจร้าย ฉันมัน… ฉันมันไม่ใช่คน” ฉันก้มหน้า ซบกับพื้นกระเบื้องที่เย็นเฉียบ “ยกโทษให้ฉันได้ไหม… ฉันรู้ว่ามันสายไปแล้ว แต่ฉันขอโทษ ฉันขอโทษจริงๆ” ฉันร้องไห้ ร้องไห้จนตัวโยน รอ รอให้เธอทำอะไรสักอย่าง รอให้เธอมาบีบคอฉัน รอให้เธอมาฉีกร่างฉัน ทำอะไรก็ได้ ให้มันจบๆ ไป แต่เธอกลับนิ่ง ความเงียบโรยตัว หนักอึ้ง มีเพียงเสียงสะอื้นของฉัน และเสียงฝนที่เริ่มตกปรอยๆ ข้างนอก แล้วเธอก็ขยับ ช้าๆ เธอยกมือขวาขึ้น นิ้วชี้ ซีดเซียว ยื่นออกมา ฉันหลับตาปี๋ รอความเจ็บปวด แต่มือของเธอ ไม่ได้ชี้มาที่ฉัน ฉันค่อยๆ ลืมตา เธอกำลังชี้ ชี้ไปที่ โต๊ะเขียนหนังสือของฉัน ชี้ไปที่ แล็ปท็อป ที่พับปิดอยู่ ฉันไม่เข้าใจ ฉันเงยหน้ามองเธอ เธอยังคงชี้ นิ่ง ไม่พูดอะไร เหมือนเธอกำลังสั่ง สั่งให้ฉันไปที่นั่น ฉันค่อยๆ พยุงตัวลุกขึ้น ขาฉันสั่น เดินโซเซ ไปที่โต๊ะ ฉันนั่งลง บนเตียงล่างของเฟิร์น ที่อยู่ข้างๆ โต๊ะ มือฉันสั่น เอื้อมไปเปิดแล็ปท็อป หน้าจอสว่างวาบ เป็นภาพพักหน้าจอ รูปดอกไม้ ไม่มีอะไร ฉันหันกลับไปมองขวัญ เธอยังนั่งอยู่ที่เดิม จ้องมาที่ฉัน เธอกระดิกนิ้ว ช้าๆ เป็นเชิงสั่งให้ฉัน “ทำต่อ” ฉันหันกลับมาที่แล็ปท็อป เลื่อนเมาส์ หน้าจอสว่างขึ้น โชว์หน้าเดสก์ท็อป ฉันต้องทำอะไร ฉันกดเปิดเบราว์เซอร์ หน้าเว็บที่ค้างไว้ คือเพจมหาวิทยาลัย โพสต์รำลึกครบรอบหนึ่งปีของขวัญ ฉันกำลังจะปิดมัน แต่แล้ว เมาส์ เคอร์เซอร์เมาส์บนหน้าจอ มันขยับ มันขยับเอง ฉันยกมือออกจากเมาส์แพด แต่มันยังคงเลื่อน เลื่อนอย่างช้าๆ แต่แม่นยำ ไปที่ช่องค้นหา ต็อก ตัวอักษรปรากฏขึ้น ทีละตัว ต็อก… ต็อก… ต็อก… “Black Cat” (แมวดำ) บัญชีอวตารของฉัน เคอร์เซอร์เลื่อนไปกด “Enter” หน้าเพจของ “Black Cat” โหลดขึ้นมา เพจที่เงียบร้างไปหนึ่งปี เพจที่ฉันสร้างขึ้น เพจที่ฉันใช้ฆ่าคน ฉันตัวสั่น “ไม่นะ” ฉันกระซิบ “อย่า” เคอร์เซอร์เมาส์ เลื่อนไปที่ช่อง “สร้างโพสต์ใหม่” มันคลิก หน้าต่างสำหรับพิมพ์ข้อความเด้งขึ้นมา แล้วมันก็เริ่ม ต็อก… ต็อก… ต็อก… ต็อก… แป้นพิมพ์บนแล็ปท็อปของฉัน เริ่มขยับเอง เสียงดัง กึกๆๆๆ เหมือนมีมือที่มองไม่เห็น กำลังพิมพ์ พิมพ์อย่างรวดเร็ว พิมพ์อย่างเกรี้ยวกราด ฉันจ้องมองตัวอักษรที่ปรากฏขึ้น บนหน้าจอ “มีใครรู้เรื่องของ ‘มายด์’ บ้างไหม” ฉันหัวใจหยุดเต้น “นักศึกษาปีสอง คณะนิเทศฯ” “คนที่ทำตัวเป็นคนดี” “คนที่ทำเป็นเพื่อนสนิทของขวัญ” “ไม่!” ฉันกรีดร้อง พยายามจะปิดแล็ปท็อป พยายามจะกดปุ่ม Power แต่มือฉัน มันเหมือนถูกแช่แข็ง ฉันทำได้แค่นั่งมอง ตัวอักษรมันไหลออกมาไม่หยุด “เธอไม่ใช่เพื่อน” “เธอคือคนที่อิจฉา” “เธอหลงรักวิน” “เธอสร้างเรื่องทั้งหมดขึ้นมา” มันคือความจริง ทุกอย่าง ทุกรายละเอียด ทุกความคิดชั่วร้ายในหัวฉัน มันถูกพิมพ์ ออกมา ด้วยสไตล์การเขียน ด้วยการเว้นวรรค แบบเดียวกับที่ฉันเคยใช้กับขวัญ ไม่ผิดเพี้ยน “เธอคือคนที่ปล่อยแชท” “เธอคือคนที่บิดเบือน” “เธอคือคนที่บอกให้ขวัญ ‘ไปตายซะ’” ต็อกๆๆๆๆๆๆ… เสียงพิมพ์ดังลั่นห้อง แข่งกับเสียงหัวใจของฉัน “ไม่นะขวัญ” ฉันหันไปหาเธอ น้ำตาไหลพราก “อย่าทำแบบนี้… ขอร้อง… ฉันขอโทษ… ฉันจะไปสารภาพ… ฉันจะไปบอกตำรวจ อย่าทำแบบนี้…” ขวัญยังคงนั่งนิ่ง จ้องมองฉัน ใบหน้าเรียบเฉย เธอมองฉัน รับรู้ ถึงความเจ็บปวดของฉัน และเธอ ไม่สนใจ ต็อก… ต็อก… ต็อก… โพสต์สุดท้าย “มายด์ คือฆาตกร” มันพิมพ์เสร็จแล้ว เคอร์เซอร์เมาส์ เลื่อน ช้าๆ ไปที่ปุ่มสีฟ้า ปุ่มที่เขียนว่า “โพสต์” “ไม่!!!!!!!!!!!!!!!!!!!” ฉันพุ่งเข้าไป พยายามจะปัดแล็ปท็อปทิ้ง คลิก เคอร์เซอร์กดลงไป ก่อนที่มือฉันจะไปถึง หน้าจอหมุน โหลด แล้วโพสต์นั้น ก็ปรากฏขึ้น บนเพจ Black Cat บนฟีดของมหาวิทยาลัย มันถูกโพสต์แล้ว ความจริงทั้งหมด ถูกแฉ สู่สาธารณะ ฉันยืนตัวแข็ง มองจอ ไม่กล้าหายใจ บรื้ดดด… บรื้ดดด… มือถือของฉัน ที่วางอยู่ข้างแล็ปท็อป มันสั่น หน้าจอสว่างขึ้น แจ้งเตือน บรื้ดดด… บรื้ดดด… บรื้ดดด… มันสั่นไม่หยุด แจ้งเตือนจากเฟซบุ๊ก จากไลน์ จากไอจี เพื่อน คนรู้จัก คนที่ไม่รู้จัก “มายด์! นี่เรื่องจริงเหรอ!” “แกทำแบบนี้ได้ยังไง!” “เลววววว!” “ฆาตกร!” เสียงแจ้งเตือนดังระงม เหมือนฝูงผึ้งแตกรัง มันคือเสียง เสียงแห่งความอัปยศ เสียงของการถูกทำลาย เสียงเดียวกับที่ขวัญได้ยิน ในวันสุดท้ายของเธอ ฉันค่อยๆ หันไปมองขวัญ ช้าๆ เก้าอี้ กลางห้อง ว่างเปล่า เธอไปแล้ว เสียงลากเก้าอี้ เสียงถอนหายใจ เสียงร้องไห้ ทุกอย่าง หายไปหมดแล้ว เธอไม่ได้ต้องการชีวิตฉัน เธอไม่ได้ต้องการแก้แค้น เธอต้องการ… ความยุติธรรม เธอต้องการ “แลกเปลี่ยน” ชีวิต แลกกับชีวิต ไม่ใช่ความตาย แต่คือ “ความตายทั้งเป็น” ในสังคม บรื้ดดด… บรื้ดดด… มือถือยังสั่นไม่หยุด ฉันเอื้อมมือที่สั่นเทา ไปหยิบมันขึ้นมา ฉันเห็นหน้าตัวเอง ถูกแท็ก นับร้อย นับพัน ฉันเห็นคอมเมนต์แรกสุด ที่เด้งขึ้นมา จาก “วิน” “มายด์… พี่ไม่เคยคิดเลยว่าเธอจะ… น่ารังเกียจขนาดนี้ เธอไม่ใช่คน” มือฉันหมดแรง มือถือร่วงลงพื้น ฉันไม่กรีดร้อง ฉันไม่มีเสียงจะร้องแล้ว ฉันทรุดตัวลง นั่งอยู่กลางห้อง 9A ท่ามกลางเสียงแจ้งเตือนที่ดังระงม การหลอกหลอน มันไม่ได้จบลง มันแค่ เพิ่งจะเริ่มต้น นรกของฉัน เพิ่งจะเปิดฉากขึ้น


บรื้ดดด… บรื้ดดด… เสียงมือถือ มันยังสั่นอยู่ ไม่หยุด เหมือนแมลงวันที่น่ารำคาญ ตอมซากศพ ฉันนั่งอยู่ที่พื้น นิ่ง ไม่ขยับ ห้อง 9A ที่เคยเต็มไปด้วยเสียงลึกลับ เสียงลากเก้าอี้ เสียงถอนหายใจ เสียงร้องไห้ ตอนนี้ มันเงียบ เงียบสนิท เงียบจนได้ยินเสียงหัวใจตัวเอง ที่เต้น ช้าลง ช้าลง เหมือนมันกำลังจะยอมแพ้ ขวัญไปแล้ว เธอได้ในสิ่งที่เธอต้องการ เธอไม่ได้เอาชีวิตฉัน เธอแค่ ทำลายมัน แลกเปลี่ยน ชีวิตในสังคม กับชีวิตในสุสาน มันยุติธรรม ฉันคิด ฉันสมควรได้รับมัน ฉันค่อยๆ พยุงตัวลุกขึ้น ขาฉันไร้เรี่ยวแรง แต่ฉันบังคับให้มันยืน ฉันไม่ได้กลัวอีกต่อไป ความกลัว มันหายไป พร้อมกับร่างของขวัญ สิ่งที่เหลืออยู่ คือความว่างเปล่า ความชาชิน และความจริง ที่หนักอึ้ง จนฉันแทบจะยืนไม่ไหว ฉันเดินไปที่แล็ปท็อป ที่ยังเปิดค้างอยู่ หน้าเพจ Black Cat โพสต์นั้น ถูกแชร์ไปแล้ว หลายพันครั้ง ในเวลาไม่ถึงสิบนาที คอมเมนต์ หลายร้อย หลายพัน ด่าทอ สาปแช่ง “ฆาตกร” “นังอสรพิษ” “ตายไปซะ” คำพูดเดียวกับที่ฉันเคยพิมพ์ ตอนนี้ มันย้อนกลับมาหาฉัน เหมือนบูมเมอแรง ฉันเลื่อนอ่านมัน ไร้อารมณ์ ไร้ความรู้สึก มันไม่เจ็บ มันไม่ปวด มันแค่ จริง ฉันปิดแล็ปท็อป เสียงพัดลมหยุดหมุน ความเงียบ กลับเข้ามา ครอบงำ ตึง! ตึง! ตึง! เสียงทุบประตู ไม่ใช่เสียงผี ไม่ใช่เสียงลึกลับ แต่เป็นเสียงคน เสียงทุบประตูจริงๆ “มายด์! เปิดประตู!” เสียงผู้ชาย หยาบกระด้าง ฉันจำได้ ผู้ดูแลหอ “มายด์! ฉันรู้ว่าเธออยู่ในนั้น! เปิดเดี๋ยวนี้!” ตึง! ตึง! ตึง! เขาพยายามจะพังมันเข้ามา ฉันเดินไปที่ประตู ช้าๆ เหมือนคนละเมอ ฉันถอดเก้าอี้ที่ขวางอยู่ออก ปลดล็อคกลอน ทุกตัว แล้วเปิดประตู ผู้ดูแลหอยืนอยู่ หน้าแดงก่ำ ในมือถือมือถือ ที่เปิดหน้าจอ โชว์โพสต์ของฉัน ข้างหลังเขา มีนักศึกษาคนอื่นๆ ยืนมุงดู จากห้องของพวกเขา ทุกคน จ้องมองฉัน ด้วยสายตา สายตาที่ฉันเคยเห็น สายตาที่ทุกคนใช้มองขวัญ สายตาของความ รังเกียจ เหยียดหยาม ขยะแขยง “นี่มันเรื่องอะไรกัน!” ผู้ดูแลหอตะคอกใส่หน้าฉัน “เธอทำบ้าอะไรลงไป!” ฉันมองเขา นิ่งๆ “มันคือความจริงค่ะ” ฉันตอบ เสียงเบา แต่ชัดเจน “ทั้งหมดนั่น ฉันเป็นคนทำ” สีหน้าของผู้ดูแลหอเปลี่ยน จากโกรธ เป็นตกใจ และขยะแขยง เขาถอยหลังไปก้าวหนึ่ง เหมือนกลัวว่าฉันเป็นตัวเชื้อโรค “เธอ…” เขาพูดไม่ออก “เก็บของ” ในที่สุดเขาก็เค้นเสียงออกมา “เก็บของของเธอ แล้วออกไปจากที่นี่ เดี๋ยวนี้” ฉันพยักหน้า “ค่ะ” ฉันหันหลัง เดินกลับเข้าไปในห้อง คว้ากระเป๋าเดินทางใบเดิม ใบที่ฉันพยายามจะหนี เมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อน ฉันเปิดตู้เสื้อผ้า หยิบเสื้อผ้า ยัดมันลงไป ลวกๆ ฉันไม่ต้องใช้เวลาคิด ฉันไม่ต้องเลือก มันไม่มีอะไรสำคัญอีกแล้ว เสียงซุบซิบ ดังมาจากหน้าห้อง “นั่นไง มันจริงๆ ด้วย” “ยัยนั่นแหละ ที่ฆ่าขวัญ” “น่ากลัวว่ะ อยู่ข้างห้องมาตั้งนาน” “นึกแล้วว่ามันต้องไม่ปกติ” เสียงกระซิบ มันดัง มันชัด แต่มันไม่ทำให้ฉันรู้สึกอะไร ฉันชินชากับมันแล้ว ฉันรูดซิปกระเป๋า ฉันมองไปรอบห้อง ห้อง 9A ที่ที่ฉันย้ายเข้ามา เพื่อหวังจะเริ่มต้นใหม่ ที่ที่กลายเป็นนรก และกลายเป็น ที่พิพากษา ฉันมองไปที่ผนังห้อง 9B รอยเล็บ รอยเลือดแห้ง ที่ฉันเคยเห็น มันจางหายไปแล้ว ผนัง มันก็แค่ผนัง ว่างเปล่า เหมือนฉัน ฉันลากกระเป๋า เดินไปที่ประตู ฝูงชนยังคงมุงดู ไม่มีใครหลบทางให้ฉัน ฉันต้อง เดิน ฝ่า วงล้อม สายตานับสิบคู่ จ้องมอง เหมือนเข็ม ทิ่มแทง ฉันก้มหน้า จ้องมองพื้น ลากกระเป๋า ผ่านพวกเขาไป แชะ เสียง เสียงชัตเตอร์มือถือ มีคนถ่ายรูปฉัน แชะ แชะ แชะ หลายคน ฉันได้ยินเสียง “ส่งเข้ากลุ่มเร็ว” “หน้าฆาตกร” ฉันเร่งฝีเท้า ลากกระเป๋า ไปที่ลิฟต์ ฉันไม่อยากใช้บันไดหนีไฟ ฉันไม่อยากวิ่ง ฉันแค่อยาก ไปให้พ้น ฉันกดปุ่มลิฟต์ รอ ประตูลิฟต์เปิดออก ข้างใน มีคนอยู่ นักศึกษาสองคน พวกเขามองฉัน ตาโต รีบกรู ออกจากลิฟต์ ชนฉัน จนกระเป๋าเกือบล้ม ไม่มีใครพูดขอโทษ พวกเขาวิ่งหนีฉัน เหมือนฉันเป็นปีศาจ ฉันก้าวเข้าไปในลิฟต์ คนเดียว ประตูปิด ในกระจกเงา ฉันเห็นเงาสะท้อนของตัวเอง ผู้หญิงผมเผ้ายุ่งเหยิง ใบหน้าซีดเซียว ดวงตาว่างเปล่า นี่คือ ฆาตกร ฉันมาถึงชั้นล่าง ประตูลิฟต์เปิดออก ล็อบบี้ มีคนรออยู่ ไม่ใช่แค่ผู้ดูแลหอ แต่มี ตำรวจ ตำรวจสองนาย ยืนอยู่ พร้อมกับ วิน วินยืนอยู่ตรงนั้น เขามองฉัน สายตาของเขา ที่เคยอบอุ่น ที่เคยสับสน ตอนนี้ มันมีแต่ความเกลียดชัง ความเย็นชา “นั่นเธอครับ” วินพูด ชี้มาที่ฉัน “มายด์ คนที่โพสต์เรื่องพวกนั้น คนที่… ฆ่าขวัญ” ตำรวจเดินเข้ามา “คุณมายด์ ใช่ไหมครับ” ฉันพยักหน้า “รบกวนไปกับเราด้วย มีเรื่องต้องสอบสวน” ฉันพยักหน้าอีกครั้ง ฉันไม่ขัดขืน ฉันไม่ปฏิเสธ ฉันยื่นมือ ออกไปข้างหน้า “ใส่กุญแจมือเลยไหมคะ” ตำรวจมองฉัน งง เขาคงไม่เคยเจอ ฆาตกร ที่ยอมรับผิด ง่ายดายขนาดนี้ “ยังครับ” นายตำรวจคนหนึ่งพูด เสียงเรียบ “แค่ไปกับเรา ไปให้ปากคำ” ฉันเดินตามเขาไป ผ่านวิน ฉันเหลือบมองเขา เขามองฉัน ไม่หลบตา “ทำไม” เขาถาม เสียงสั่น “ทำไมเธอถึงทำแบบนั้น ขวัญ… ไว้ใจเธอมากนะ” ฉันหยุดเดิน หันไปมองเขา มองลึกเข้าไปในดวงตา ที่ฉันเคยหลงรัก “เพราะฉันอิจฉา” ฉันตอบ ความจริง ง่ายๆ “เพราะฉันอิจฉาเขา ที่มีนาย และเพราะฉัน โง่” สีหน้าของวิน เต็มไปด้วยความเจ็บปวด และความสับสน เขาคงคาดหวัง คำตอบที่ซับซ้อนกว่านี้ เหตุผลที่ ยิ่งใหญ่กว่านี้ แต่ไม่ มันก็แค่นั้น ความอิจฉา ความโง่เขลา ของมนุษย์ มันก็เพียงพอแล้ว ที่จะทำลายชีวิตคน ฉันเดินตามตำรวจ ออกจากหอพัก อากาศข้างนอก เย็น หลังฝนตก มีรถตำรวจจอดรออยู่ ฉันกำลังจะก้าวขึ้นรถ พรึ่บ! แสงแฟลช สว่างวาบ จนฉันตาพร่า นักข่าว มาจากไหน รวดเร็ว เหมือนแร้ง ที่ได้กลิ่นซากศพ “น้องมายด์ใช่ไหมครับ!” “เรื่องที่โพสต์จริงไหม!” “รู้สึกยังไงบ้างที่ฆ่าเพื่อน!” ไมโครโฟน ยื่นมา จ่อที่หน้าฉัน กล้อง ถ่ายรัวๆ ตำรวจ กันฉันไว้ ผลักฉันขึ้นรถ ประตูปิด ปัง! เสียง ทุกอย่าง ถูกตัดขาด เหลือเพียงความเงียบ ในรถตำรวจ ฉันนั่งอยู่ที่เบาะหลัง คนเดียว มองผ่านกระจก เห็นหอพักหมายเลขเก้า ที่เล็กลง เล็กลง ฉันไม่ได้ร้องไห้ ฉันรู้สึก ชา ชาไปทั้งตัว เหมือนทุกอย่าง มันไม่ใช่เรื่องจริง เหมือนฉันกำลังดูหนัง หนังชีวิต ของคนอื่น รถเลี้ยว ออกจากซอย ภาพหอพัก หายไป ฉันหลับตาลง ความมืด มันไม่ได้น่ากลัวอีกต่อไป มันคือ ที่พักพิง ที่เดียว ที่ฉันเหลืออยู่ ฉันนึกถึง ขวัญ ตอนที่เธอนั่งอยู่บนเก้าอี้ ใบหน้าที่เศร้า สายตาที่ว่างเปล่า เธอไม่ได้มาเพื่อแก้แค้น เธอมาเพื่อ “ปลดปล่อย” ปลดปล่อยความจริง และปลดปล่อยตัวเธอเอง เธอทน ถูกเข้าใจผิด มาหนึ่งปีเต็ม ในฐานะ “ผู้หญิงร่าน” ตอนนี้ ความจริงปรากฏ เธอ ได้รับความยุติธรรม ส่วนฉัน ได้รับ การพิพากษา มันคือ การชดใช้ (Catharsis) ฉันถูกนำตัวมาที่สถานีตำรวจ ห้องสี่เหลี่ยม สีขาว ไฟสว่างจ้า ฉันนั่งอยู่ ตรงข้าม ตำรวจ เขาถาม ฉันตอบ ฉันเล่าทุกอย่าง ตั้งแต่ต้น จนจบ ไม่ปิดบัง ไม่โกหก ไม่แก้ตัว ฉันเล่า เรื่องความอิจฉา เรื่องบัญชีแมวดำ เรื่องการสร้างเรื่อง เรื่องการปล่อยแชท เรื่องคอมเมนต์ “ไปตายซะ” ฉันเล่า เรื่องเสียงในห้อง 9A เรื่องขวัญ ที่มาหาฉัน เรื่องที่เธอ บังคับให้ฉัน โพสต์ความจริง ตำรวจ ทำหน้า ไม่เชื่อ ตอนที่ฉันเล่าเรื่องผี “คุณเครียดเหรอครับ” เขาถาม “คุณหลอนไปเองหรือเปล่า” ฉันยิ้ม ยิ้มครั้งแรก ในรอบหลายวัน “อาจจะใช่ค่ะ” ฉันตอบ “อาจจะ ทั้งหมด เป็นสิ่งที่ฉันสร้างขึ้นมาเอง ในหัว เพราะความรู้สึกผิด” ฉันมองเขา “แต่โพสต์นั่น มันเป็นของจริง และความจริง ที่อยู่ในโพสต์นั้น ก็เป็นของจริง” ตำรวจพยักหน้า “เราจะตรวจสอบ เราได้แล็ปท็อปคุณมาแล้ว” เขาจด “เรื่องนี้ มันซับซ้อน มันอาจจะไม่ใช่คดีฆาตกรรม ตามกฎหมาย แต่เป็นการ Cyberbullying ที่นำไปสู่การเสียชีวิต” “ฉันเข้าใจค่ะ” ฉันพูด “ฉันยอมรับ ทุกข้อกล่าวหา ทุกผลที่จะตามมา” ฉันไม่สนใจ ว่ากฎหมาย จะเรียกมันว่าอะไร สำหรับฉัน ฉันรู้ ว่าฉันคือ ฆาตกร


ฉันถูกปล่อยตัว ชั่วคราว อย่างที่คุณตำรวจบอก มันไม่ใช่คดีฆาตกรรม ตามตัวบทกฎหมาย มันคือ “การกระทำที่โหดร้าย ซึ่งนำไปสู่การสูญเสีย” ฉันไม่รู้หรอกว่าข้อหาจริงๆ มันคืออะไร ฉันไม่สนใจ ฉันเดินออกมา จากสถานีตำรวจ เวลาเช้าตรู่ โลกภายนอก ยังคงเหมือนเดิม ผู้คน รถรา แสงแดด ทุกอย่าง ดำเนินไป ราวกับว่า เมื่อคืน ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ราวกับว่า ชีวิตของฉัน ไม่ได้พังทลายลง ในชั่วข้ามคืน มือถือของฉัน แบตหมด มันกลายเป็นแค่ ก้อนพลาสติก ที่ไร้ประโยชน์ เหมือนตัวฉัน ฉันไม่มีที่ไป หอพัก ฉันถูกไล่ออกมาแล้ว กระเป๋าเดินทางของฉัน ตำรวจยึดไว้ เป็น “ของกลาง” แล็ปท็อป ก็เช่นกัน ฉันไม่เหลืออะไรเลย แม้แต่เสื้อผ้า ที่จะเปลี่ยน ฉันเดิน เดินไปเรื่อยๆ อย่างไร้จุดหมาย สายตาของผู้คน ที่เดินสวนไปมา บางคน มองฉัน ซุบซิบ พวกเขาจำฉันได้ ข่าว มันคงแพร่ไปทั่วแล้ว ใบหน้าของ “ฆาตกร” แห่งหอพักหมายเลขเก้า ฉันพยายาม ไม่สบตาใคร ฉันก้มหน้า มองพื้น เดิน แค่เดิน ฉันมาหยุด ที่หน้ามหาวิทยาลัย สถานที่ ที่ฉันเคย ภาคภูมิใจ ที่ที่ฉันเคย มีความฝัน ที่ที่ฉัน ทำลายทุกอย่าง ประตู ถูกปิด มียาม ยืนเฝ้า เขามองฉัน แล้วส่ายหน้า เขาจำฉันได้ ฉัน ถูกไล่ออกแล้ว แน่นอน ฉันกลายเป็น จุดด่างพร้อย ของสถาบัน ฉันหันหลัง เดินจากมา ฉันนึกถึง พ่อ กับ แม่ ที่บ้าน พวกเขา ยังไม่รู้ หรืออาจจะ รู้แล้ว ฉันไม่มีแรง ที่จะคิด ว่าพวกเขา จะรู้สึกอย่างไร ฉันเดิน จนเที่ยง จนบ่าย แดด ร้อน เผาผิว แต่ฉัน ไม่รู้สึก ฉันหิว แต่ฉัน ไม่รู้สึก ฉันเหมือน หุ่นยนต์ ที่แบตเตอรี่ กำลังจะหมด ฉันไปที่สถานีขนส่ง ฉันยังมีเงินสด ติดตัวอยู่บ้าง เล็กน้อย พอสำหรับ ค่าตั๋ว เที่ยวเดียว กลับบ้าน บ้าน สถานที่ ที่ฉันหนีจากมา เพื่อตามหา “อิสรภาพ” ตอนนี้ มันกลายเป็น ที่ลี้ภัย สุดท้าย ที่ฉันนึกออก ฉันนั่งรถทัวร์ หลายชั่วโมง ฉันหลับ เป็นครั้งแรก ในรอบหลายสัปดาห์ ที่ฉันหลับ อย่างสนิท ไม่มีฝันร้าย ไม่มีเสียงลากเก้าอี้ ไม่มีเสียงถอนหายใจ ไม่มีขวัญ ทุกอย่าง มันจบแล้ว ความว่างเปล่า ในหัว มันคือ ความสงบ ที่น่าประหลาด มันคือ ความสงบ ของคนที่ ไม่เหลืออะไร ให้สูญเสียอีกต่อไป ฉันมาถึง บ้าน ตอนดึก ไฟปิด เงียบ ฉันไขกุญแจ ที่ฉันยังเก็บไว้ เดินเข้าไป ในความมืด กลิ่น กลิ่นบ้าน กลิ่นที่คุ้นเคย มันทำให้ บางอย่าง ในตัวฉัน ที่คิดว่า ตายไปแล้ว รู้สึก เจ็บ แกร๊ก เสียงเปิดไฟ แม่ แม่ยืนอยู่ ในชุดนอน เธอมองฉัน ใบหน้า ที่เคยยิ้มแย้ม ตอนนี้ มีแต่ ความสับสน ความเหนื่อยล้า และ รอยน้ำตา ที่เพิ่งแห้งไป “มายด์” เธอเรียกชื่อฉัน เสียงสั่น “ลูก…” เธอคงเห็นข่าวแล้ว แน่นอน “แม่” ฉันพูด ได้แค่นั้น เสียงฉัน แหบ เหมือนไม่ได้ใช้มานาน แม่ เดินเข้ามา ช้าๆ เธอมองฉัน สำรวจ ตั้งแต่หัว จรดเท้า สภาพมอมแมม เสื้อผ้า ชุดเดิม จากเมื่อวาน “มันเรื่องอะไรกันลูก” แม่ถาม “ที่เขาพูดกัน ในเฟซบุ๊ก มัน… มันไม่จริงใช่ไหม” เธอ ยังมีความหวัง หวังว่า มันจะเป็น เรื่องเข้าใจผิด หวังว่า ลูกสาว ที่เธอภาคภูมิใจ ยังคงเป็น คนเดิม ฉันมองแม่ มองผู้หญิง ที่รักฉัน ที่สุดในโลก และฉัน กำลังจะ ทำลาย หัวใจของเธอ ฉันส่ายหน้า ช้าๆ “มันจริงค่ะ” ฉันตอบ “หนู เป็นคนทำเอง ทั้งหมด” ความหวัง ในดวงตาของแม่ ดับวูบ เหมือนเทียน ที่ถูกลมพายุ พัด เธอผงะ ถอยหลัง ยกมือขึ้น ปิดปาก น้ำตา รินไหล ออกมา เธอส่ายหน้า “ไม่… ไม่จริง… ลูกแม่ ไม่ใช่คนแบบนั้น มายด์… ลูกบอกแม่สิ ว่าเขาบังคับลูก ใช่ไหม มีคนใส่ร้ายลูกใช่ไหม” เธอ ยังไม่ยอมรับ ฉัน เดินเข้าไป คุกเข่าลง ตรงหน้าเธอ เหมือนที่ฉัน คุกเข่า ต่อหน้าขวัญ ฉันกอดเข่าแม่ ซบหน้าลง กับชุดนอนของเธอ ฉันไม่ได้ ร้องไห้ ฉันแค่ เหนื่อย เหนื่อยเหลือเกิน “หนูขอโทษค่ะ แม่” ฉันพูด “หนูขอโทษ หนูมันเลวเอง หนูมัน ขี้อิจฉา หนูมัน โง่ หนูทำลายชีวิตเขา และหนู ก็ทำลายชีวิต ของแม่ กับพ่อด้วย” แม่ ตัวแข็งทื่อ เธอไม่กอดตอบฉัน เธอไม่ลูบหัวฉัน เธอแค่ ยืนนิ่ง ตัวสั่น เสียงร้องไห้ ของเธอ ดัง สะท้อน ในความเงียบ ของบ้าน พ่อ พ่อเดินออกมา จากห้องนอน เขาเปิดไฟ เห็นฉัน คุกเข่า กอดแม่ ที่กำลัง ร้องไห้ ปานจะขาดใจ พ่อ เป็นคนเงียบขรึม เขา ไม่เคย ตีฉัน ไม่เคย ด่าฉัน เขามองฉัน สายตาของเขา ฉันอ่านไม่ออก มันไม่ใช่ ความโกรธ มันไม่ใช่ ความผิดหวัง มันคือ ความ “ว่างเปล่า” เหมือนเขา กำลังมอง คนแปลกหน้า คนที่เขา ไม่รู้จัก “ลุกขึ้น มายด์” พ่อพูด เสียงเรียบ ฉันค่อยๆ คลายอ้อมกอด จากแม่ ลุกขึ้นยืน แม่ ทรุดตัว ลงนั่ง บนโซฟา ร้องไห้ ไม่หยุด “แก ทำอะไรลงไป” พ่อถาม ไม่ใช่คำถาม ที่ต้องการ คำตอบ มันคือ คำอุทาน ของคน ที่โลก เพิ่งถล่ม “ฉัน ส่งแก ไปเรียน ฉันทำงาน หนัก เพื่อ ให้แก มีอนาคต ที่ดี ไม่ใช่ เพื่อให้แก ไปเป็น ฆาตกร” คำนั้น “ฆาตกร” จากปาก ของพ่อ มันเจ็บ เจ็บกว่า ที่ตำรวจพูด เจ็บกว่า ที่คนในเน็ต พิมพ์ มันเจ็บ จนจุก จนพูดไม่ออก ฉันก้มหน้า ยอมรับ “ไปอาบน้ำ” พ่อพูด “แล้วไปนอน พรุ่งนี้ เรามีเรื่อง ต้องคุยกัน เยอะ” เขาเดิน ไปหาแม่ นั่งลง ข้างๆ กอดเธอไว้ ในขณะที่ เธอยัง ร้องไห้ ฉันเดิน ไปที่ห้องนอน ห้องเก่าของฉัน ทุกอย่าง ยังเหมือนเดิม ตุ๊กตา ที่ฉันเคยเล่น หนังสือ ที่ฉันเคยอ่าน ฉันมอง เงาตัวเอง ในกระจก เด็กผู้หญิง ที่เคย มีความฝัน ในห้องนี้ ตายไปแล้ว คนที่ยืนอยู่ตรงนี้ คือ “ฆาตกร” ฉันอาบน้ำ น้ำอุ่นๆ ช่วยให้ ร่างกาย ผ่อนคลาย แต่ จิตใจ มันยัง หนักอึ้ง ฉันเปลี่ยนเสื้อผ้า ล้มตัวลงนอน บนเตียง ที่คุ้นเคย ความเงียบ มันไม่น่ากลัวอีกแล้ว เสียง เสียงร้องไห้ ของแม่ ดัง แว่ว มาจากห้องนั่งเล่น นั่นคือ เสียงหลอกหลอน เสียงใหม่ ของฉัน ไม่ใช่เสียง จากผี แต่เป็นเสียง จาก ความจริง ที่ฉัน ต้อง ฟังมัน ไปตลอด ชีวิต ฉันหลับตาลง ฉัน เปลี่ยนไปแล้ว ฉันไม่ใช่ มายด์ คนเดิม คนที่ ทะเยอทะยาน คนที่ ฉลาด คนที่ ซ่อน ความอิจฉาไว้ ภายใต้ รอยยิ้ม “มายด์” คนนั้น ตายแล้ว ตายไป พร้อมกับ ขวัญ ในห้อง 9B คนที่เหลืออยู่ คือ เปลือก ที่ว่างเปล่า เปลือก ที่เข้าใจแล้วว่า “กรรม” (nghiệp) คืออะไร มันไม่ใช่ ผี มันไม่ใช่ เสียงลึกลับ มันคือ ผล ของการกระทำ มันคือ ความเจ็บปวด ที่เธอมอบให้คนอื่น ซึ่งมันจะ ย้อนกลับมา หาเธอ เสมอ ไม่ทางใด ก็ทางหนึ่ง และมัน จะอยู่ กับเธอ ตลอดไป ฉัน ได้รับ การอภัยโทษ จากขวัญแล้ว เธอ ไปแล้ว แต่ การชดใช้ ของฉัน มัน เพิ่ง เริ่มต้น


หลายเดือนผ่านไป ชีวิต เปลี่ยนไป อย่างสิ้นเชิง ฉันไม่ได้กลับไปเรียน ฉันไม่สามารถ พ่อแม่ ทำใจ ยอมรับ ความจริง ได้ยากลำบาก แต่พวกเขา ก็ยังรักฉัน อย่างไม่มีเงื่อนไข พวกเขา จ้างทนาย ช่วยเหลือ เรื่องคดี มันยืดเยื้อ ซับซ้อน เรื่อง Cyberbullying ที่นำไปสู่การเสียชีวิต ฉันไม่ขัดขืน ฉันให้ความร่วมมือ ทุกอย่าง ฉันสารภาพ ต่อหน้า ทนาย ต่อหน้า ตำรวจ ต่อหน้า ใครก็ตาม ที่ต้องการ ความจริง ฉันใช้ชีวิต อยู่ในบ้าน ไม่กล้า ออกไปไหน โลกภายนอก มันอันตราย เกินไป สำหรับฉัน สำหรับ “ฆาตกร” โลก ในอินเทอร์เน็ต ยังคง โหดร้าย ฉันถูก ตามล่า ถูกด่าทอ ทุกครั้งที่ ฉันเผลอ เปิดดู โทรศัพท์ พ่อ ยึดมือถือ ของฉันไป เขากลัว ฉันจะ ทำร้ายตัวเอง หรือ ถูกทำร้าย จาก โลก ที่ไม่ให้อภัย ฉัน กลายเป็น ผู้ต้องขัง อยู่ในบ้าน ในความเงียบ และความเหงา แต่ ความเงียบ นั้น ไม่ได้ เงียบ อย่างแท้จริง ในความเงียบ ฉัน ได้ยิน เสียง เสียงใหม่ ไม่ใช่ เสียงลากเก้าอี้ ไม่ใช่ เสียงถอนหายใจ แต่มันคือ เสียง ของผู้คน เสียงของ ขวัญ ตอนที่ เธอยิ้ม ตอนที่ เธอบอก “ฉันไว้ใจเธอคนเดียว นะมายด์” เสียง ของวิน ตอนที่ เขาถาม “เธอคือ เพื่อนสนิท ของขวัญใช่ไหม” เสียง ของแม่ ตอนที่ เธอกรีดร้อง “ลูกแม่ ไม่ใช่คนแบบนั้น” เสียงเหล่านี้ ดัง ก้อง อยู่ในหัวฉัน ตลอดเวลา มันคือ การทรมาน ที่เงียบงัน การทรมาน ที่มาพร้อมกับ ความสำนึกผิด ที่ไม่มีวันสิ้นสุด ฉัน เริ่มทำ สิ่งหนึ่ง ทุกวัน ฉัน เขียน ฉันเขียน บันทึก ทุกอย่าง ทุกสิ่งที่ ฉันรู้สึก ทุกสิ่งที่ ฉันจำได้ ฉันเขียน เรื่องราว ของขวัญ ด้วยมือ ของฉันเอง ไม่ใช่ เรื่องราว ที่ถูก บิดเบือน ในเพจ แมวดำ แต่เป็น เรื่องราว ความจริง ของเธอ ความดี ความอ่อนโยน และความเปราะบาง ของเธอ ฉัน อยากให้ ความทรงจำ ของเธอ ถูกจดจำ อย่าง ยุติธรรม ฉัน นั่งเขียน อยู่ที่ โต๊ะ ในห้องนอน ใต้แสงไฟ โคมเก่าๆ ฉันเขียน เหมือน คนบ้า เขียน เหมือน กำลัง ชดใช้ เขียน จนกว่า ความรู้สึกผิด จะบรรเทาลง ฉัน ไม่รู้ ว่า ใคร จะได้อ่านมัน หรือเปล่า ฉัน ไม่สน ว่า ใคร จะให้อภัย ฉัน หรือไม่ ฉัน แค่ รู้ว่า ฉัน ต้อง ทำ เพื่อ ขวัญ และเพื่อ ตัวฉันเอง ในฐานะ มนุษย์ คนสุดท้าย ที่ยัง เหลืออยู่ ฉัน ได้รับ การตัดสิน จาก ศาล ในที่สุด ฉัน ถูก ตัดสิน ให้ คุมประพฤติ บำเพ็ญประโยชน์ และ ชดใช้ค่าเสียหาย จำนวน มหาศาล แก่ ครอบครัว ของขวัญ คำตัดสิน ไม่ได้ ทำให้ฉัน โล่งใจ มัน ไม่ได้ ทำให้ฉัน รู้สึก ดีขึ้น ฉัน รู้ ว่า การชดใช้ ที่แท้จริง มัน ไม่ได้อยู่ ที่ จำนวนเงิน หรือ ระยะเวลา ของการ บำเพ็ญประโยชน์ การชดใช้ ที่แท้จริง มันอยู่ ใน “ตัวฉัน” มันคือ การที่ ฉันต้อง อยู่ กับ ความจริง ที่ว่า ฉันคือ คนที่ ทำลาย ชีวิต ผู้บริสุทธิ์ คนหนึ่ง ฉัน ทำ การบำเพ็ญประโยชน์ ฉัน สอนหนังสือ ให้กับ เด็ก ที่ด้อยโอกาส ฉัน ทำงาน อย่างเงียบๆ ไม่พูดถึง อดีต ไม่มีใคร รู้จักฉัน ในฐานะ “มายด์ ฆาตกร” พวกเขารู้จักฉัน ในฐานะ “ครู” ผู้หญิง ที่เงียบ และ เศร้า ฉัน พยายาม ที่จะ ทำความดี พยายาม ที่จะ เติมเต็ม ช่องว่าง ที่ฉัน เคย สร้างขึ้น ฉัน ไม่ได้ ทำ เพราะ หวัง ที่จะ ได้รับการอภัย ฉัน ทำ เพราะ ฉัน รู้ว่า มันคือ สิ่งเดียว ที่ ฉันสามารถ ทำได้ ใน ชีวิตที่ พังทลาย นี้ ฉัน ไม่เคย กลับไป ที่ หอพัก หมายเลขเก้า อีกเลย ฉัน ไม่เคย ติดต่อ วิน อีกเลย ฉัน ไม่รู้ ว่า ชีวิต ของพวกเขา เป็น อย่างไร ฉัน ทำได้ แค่ หวังว่า พวกเขา จะ ได้ พบกับ ความสงบสุข ที่ ฉัน ขโมยไป จาก พวกเขา ตอนจบ ของ เรื่องราว ของฉัน มัน ไม่ได้มี ความสุข มัน ไม่มี แสงสว่าง แห่ง การไถ่บาป มันมีแค่ ความจริง ที่ว่า ฉัน ต้อง อยู่ กับ เงา ของ ขวัญ ไป ตลอด ชีวิต ไม่ใช่ เงาผี แต่เป็น เงา แห่ง ความรู้สึกผิด ใน ทุก ย่างก้าว ของ ชีวิต ฉัน ไม่จำเป็น ต้อง มี เสียงลากเก้าอี้ มา เตือน ฉัน อีกแล้ว เพราะ ทุกครั้ง ที่ฉัน ลืมตา ตื่น ฉันก็ ได้ยิน เสียง ของ ความจริง ที่ กรีดร้อง อยู่ใน หัว ฉัน แล้ว มันคือ เสียง ที่ เงียบ ที่สุด และ ดัง ที่สุด ใน โลก มันคือ เสียง ของ “กรรม” ที่ กำลัง ทำงาน อย่าง ไม่หยุดหย่อน ชีวิต ของฉัน กลายเป็น อนุสรณ์ ที่ มีชีวิต ให้กับ ขวัญ อนุสรณ์ ที่เตือน ให้โลก รู้ว่า ความอิจฉา และความ โหดร้าย เพียงเล็กน้อย ใน โลกออนไลน์ สามารถ นำไปสู่ ความตาย ที่แท้จริง และ การลงทัณฑ์ ที่ ไม่สิ้นสุด ได้ ฉัน มอง ตัวเอง ใน กระจก ใบหน้า ที่ เต็มไปด้วย ร่องรอย ของ ความเจ็บปวด ฉัน ไม่เห็น ฆาตกร ฉัน เห็น ผู้หญิง ที่ ถูก ความจริง ของ ตัวเอง พิพากษา ไปแล้ว เธอ ไม่จำเป็น ต้อง กลัว ผี เธอ แค่ ต้อง กลัว ตัวเอง ก็พอ

ฉัน จบแล้ว นี่คือ จุดจบ ของ มายด์ และ เรื่องราว ของ หอพัก หมายเลขเก้า

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Facebook Twitter Instagram Linkedin Youtube