Lời Nguyền của ‘Nang Kwak’ trên đảo Koh Lanta.

คำสาป ‘นางกวัก’ แห่งเกาะลันตา

ฉันรู้สึกว่าหาดทรายร้อนระอุนี้กำลังดูดพลังงานชีวิตของฉันไปช้าๆ ทุกย่างก้าวที่เดินผ่านนักท่องเที่ยวผิวสีแทนที่นอนอาบแดดดูเหมือนจะหนักอึ้งขึ้นเรื่อยๆ ฉันชื่อนิสา อายุยี่สิบสี่ปี และชีวิตฉันถูกผูกติดอยู่กับเกาะลันตาแห่งนี้ แม้ว่าใจจะอยากหนีไปให้พ้นก็ตาม ฉันทำงานนวดน้ำมันและเป็นไกด์ท้องถิ่นอิสระ ใครก็ได้ที่จ่ายเงินให้ฉันมากพอที่จะซื้อข้าวและยาให้ยายที่ป่วยหนักอยู่บนแผ่นดินใหญ่ วันนี้ลูกค้าแทบไม่มี มีเพียงเรือหางยาวไม่กี่ลำจอดแน่นิ่งอยู่ริมหาด สายลมทะเลพัดเอากลิ่นเค็มๆ ของเกลือปะปนกับกลิ่นครีมกันแดดราคาแพง แต่สำหรับฉัน มันเป็นกลิ่นของความสิ้นหวัง

“นิสา เธอเอาแต่ฝันกลางวันอีกแล้วเหรอ” เสียงของป้ามาลีเจ้าของร้านนวดเล็กๆ ดังขึ้น ป้ามาลีมองฉันด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความเหนื่อยหน่าย “ถ้าวันนี้ไม่ได้ลูกค้าอีกสักคน พวกเราคงไม่มีเงินจ่ายค่าเช่าแผงแล้วนะ ไปเดินหาดูสิ ไปยิ้มเข้าไว้” ฉันพยายามยิ้ม แต่รอยยิ้มมันแข็งกระด้างเหมือนหินย้อยที่เกาะติดอยู่ตามถ้ำ ฉันเดินไปตามทางเดินแคบๆ ระหว่างร้านขายของที่ระลึกและร้านอาหารทะเลราคาแพง ทุกร้านดูว่างเปล่าเหมือนวิหารร้าง ยกเว้นอยู่ร้านหนึ่ง ร้านของสิงหา

ร้านของสิงหาเป็นร้านเล็กๆ ขายเครื่องรางและของที่ระลึกที่ดูไม่เหมือนใคร มันตั้งอยู่ห่างจากหาดหลัก แต่แปลกที่ร้านนี้มีนักท่องเที่ยวเดินเข้าออกไม่ขาดสาย พวกเขามีสีหน้าตื่นเต้นและถือถุงของเต็มมือ ฉันเคยสงสัยว่าเขามีเคล็ดลับอะไร ทำไมโชคถึงเข้าข้างเขานักหนา สิงหาเป็นชายหนุ่มอายุประมาณสามสิบ ใบหน้าคมเข้มแต่ดวงตาดูเศร้าหมองอยู่เสมอ เขามักจะยืนอยู่หน้าร้านและ กวักมือ เรียกแขกเบาๆ ด้วยท่าทางที่ดูสง่างามแต่ก็แฝงไปด้วยความลึกลับ

วันนี้ฉันตัดสินใจเดินเข้าไปในร้านของสิงหา ฉันอยากรู้ความลับของเขาเหลือเกิน “สวัสดีค่ะพี่สิงหา” ฉันกล่าวทักทาย เสียงของฉันแหบพร่าเพราะความร้อนและเหนื่อยล้า สิงหายิ้มให้ฉัน แต่รอยยิ้มนั้นไม่ได้เข้าถึงดวงตา “อ้าว นิสา ไม่เห็นมานานเลย ทำไมวันนี้ดูเหนื่อยจัง” เขาถามด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลซึ่งทำให้ฉันรู้สึกผ่อนคลายอย่างประหลาด “ก็อย่างที่เห็นนั่นแหละค่ะ เกาะนี้เงียบมาก เงินฉันแทบไม่พอส่งให้ยายเลย ยายอาการทรุดลงทุกวัน ฉันไม่รู้จะทำยังไงแล้ว” น้ำเสียงของฉันเริ่มสั่นเครือ ความสิ้นหวังที่เก็บซ่อนไว้ไหลทะลักออกมา

สิงหามองฉันอย่างพิจารณา ดวงตาของเขามีประกายบางอย่างที่ฉันอ่านไม่ออก มันไม่ใช่ความสงสาร แต่เป็นเหมือนความเข้าใจในชะตากรรมบางอย่าง “เงินทองน่ะมันหาง่ายจะตายไปนิสา ถ้าเธอรู้ว่าต้องทำยังไง” เขาเดินเข้าไปหลังเคาน์เตอร์ หยิบกล่องไม้เก่าๆ ที่มีกลิ่นธูปและเครื่องหอมแรงๆ ออกมา “เธอเคยได้ยินเรื่อง นางกวัก ไหม” แน่นอน ฉันเคยได้ยิน นางกวักคือเทพีแห่งโชคลาภและการค้าขาย ทุกร้านค้าในไทยต่างก็มีรูปปั้นหรือรูปวาดของท่าน “แต่ที่ฉันจะให้เธอน่ะ ไม่ใช่แค่รูปปั้นธรรมดา” สิงหาวางกล่องไม้ลงบนเคาน์เตอร์อย่างระมัดระวัง

“นางกวักที่คนส่วนใหญ่บูชาน่ะมันก็ดีอยู่หรอก แต่ที่นี่คือเกาะลันตา ทะเลมันมีเจ้าที่แรง และนักท่องเที่ยวพวกนี้ก็เอาแต่ใจตัวเอง เธอต้องมีสิ่งที่ ‘ดึงดูด’ พวกเขาจริงๆ ไม่ใช่แค่กวักธรรมดา” สิงหาเปิดกล่องออก ภายในมีสร้อยข้อมือทำจากเชือกสีแดงเข้ม มีจี้เล็กๆ ที่แกะสลักเป็นรูปมือกำลังกวักเบาๆ มันดูโบราณและมีพลังงานแปลกๆ แผ่ออกมา “นี่คือ ‘พันธสัญญา’ ที่ต้องแลกด้วยบางสิ่ง” เขาเน้นคำว่า ‘พันธสัญญา’ อย่างหนักแน่น “มันจะทำให้เธอมีลูกค้าไม่ขาดสาย จะทำให้เธอร่ำรวย แต่เธอต้องทำตามกฎของมัน”

ฉันมองสร้อยข้อมือนั้นอย่างใจจดใจจ่อ ความคิดถึงใบหน้าของยายและเสียงไอที่ดังอยู่ในหูทำให้ฉันลืมความกลัวไปชั่วขณะ “กฎคืออะไรคะ” ฉันถามด้วยเสียงกระซิบ “กฎข้อแรกและสำคัญที่สุด” สิงหาโน้มตัวเข้ามาใกล้จนฉันได้กลิ่นน้ำหอมเย็นๆ จากตัวเขา “คือเธอจะต้อง ยิ้ม และ กวักมือ ต้อนรับลูกค้าทุกคนตลอดเวลา ไม่ว่าเธอจะรู้สึกยังไงก็ตาม ห้ามหยุด ห้ามพัก ห้ามเบื่อหน่าย เธอต้องทำให้พวกเขารู้สึกว่าเธอคือคนเดียวที่ยินดีต้อนรับพวกเขาจริงๆ เพราะถ้าเธอหยุด นั่นหมายถึงการปฏิเสธ นางกวักไม่ชอบการถูกปฏิเสธ” เขามองลึกเข้าไปในดวงตาของฉัน “และถ้าเธอปฏิเสธ พลังงานที่เธอได้รับจะถูกดึงกลับไป พร้อมกับสิ่งที่เธอรักที่สุด”

ฉันรู้สึกเหมือนหัวใจเต้นผิดจังหวะ “แล้วสิ่งที่ต้องแลก…คืออะไรคะ” สิงหามองไปที่สร้อยข้อมือ “ไม่ใช่เงิน ไม่ใช่ทอง แต่เป็น… ความเหนื่อยหน่าย ที่เธอเคยมี เธอจะไม่มีสิทธิ์รู้สึกเบื่อหน่ายหรืออยากพักผ่อนอีกต่อไป เธอจะกลายเป็นเครื่องมือที่มอบแต่ความสุขให้กับคนอื่น” คำพูดของเขาน่าขนลุก แต่มันฟังดูเหมือนเป็นทางออกเดียวของฉันในตอนนี้ เงินที่จำเป็นต้องใช้เพื่อรักษายายสำคัญกว่าความรู้สึกส่วนตัวใดๆ “ฉันตกลงค่ะ ฉันจะทำตามกฎทุกข้อ” ฉันรับสร้อยข้อมือมา สัมผัสแรกที่ผิวของฉันเย็นยะเยือกเหมือนน้ำแข็ง

สิงหาสวมสร้อยข้อมือให้ฉัน “ดีมากนิสา เธอได้เลือกทางของเธอแล้ว” ทันทีที่สร้อยข้อมือรัดแน่นที่ข้อมือ ฉันรู้สึกถึงกระแสพลังงานอุ่นๆ ไหลเข้าสู่ร่างกาย ความเหนื่อยล้าที่สะสมมาหลายวันหายไปทันทีราวกับถูกลบออกด้วยยางลบ ฉันรู้สึกอยากยิ้ม อยากวิ่งไปที่หาดและ กวักมือ เรียกทุกคนให้มาหาฉัน “จำไว้ ยิ้มและกวักมือเสมอ” สิงหากล่าวทิ้งท้าย

ฉันวิ่งกลับไปที่ชายหาดอย่างบ้าคลั่ง ความรู้สึกที่อยากจะ ‘กวัก’ นั้นรุนแรงมากผิดปกติ และไม่น่าเชื่อ ทันทีที่ฉันไปยืนอยู่ตรงที่เดิม เรือหางยาวสองสามลำก็แล่นเข้ามาจอดที่หาดอย่างรวดเร็ว นักท่องเที่ยวจำนวนมากเดินลงจากเรือและสายตาของพวกเขาทุกคู่ต่างจับจ้องมาที่ฉันเพียงคนเดียว พวกเขาเดินตรงมาหาฉันเหมือนถูกสะกดจิต ฉันยิ้มกว้างอย่างที่ไม่เคยทำมาก่อน และเริ่ม กวักมือ ต้อนรับพวกเขาด้วยท่าทางที่เป็นธรรมชาติอย่างน่าประหลาด ลูกค้าหลั่งไหลเข้ามาหาฉันอย่างไม่ขาดสาย บางคนต้องการนวด บางคนต้องการให้ฉันเป็นไกด์ บางคนแค่ต้องการซื้อเครื่องดื่มจากฉัน เงินกองพะเนินเทินทึกในกระเป๋าของฉัน นี่คือสิ่งที่ฉันต้องการ… อย่างน้อยฉันก็คิดอย่างนั้น

ฉันทำงานอย่างไม่หยุดหย่อนตั้งแต่เที่ยงจนถึงตะวันตกดิน ฉันส่งเงินทั้งหมดที่ได้มาไปให้ยายทันทีทางโทรศัพท์พร้อมข้อความว่า “หนูสบายดีแล้วค่ะยาย ไม่ต้องห่วง” ความสุขท่วมท้นจนฉันแทบจะร้องไห้ แต่ความรู้สึกที่แปลกประหลาดก็เริ่มก่อตัวขึ้นเมื่อดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้า ลูกค้าคนสุดท้ายเดินจากไป ฉันควรจะรู้สึกโล่งอกและเหนื่อยล้า แต่ร่างกายของฉันกลับไม่ยอมหยุด ฉันยังคงยืนอยู่ที่เดิม ยิ้ม และ กวักมือ

“เลิกได้แล้วนิสา” ป้ามาลีพูดด้วยความตกตะลึงเมื่อเห็นฉันยืนยิ้มให้กับความมืดมิด ฉันพยายามจะลดแขนลง พยายามจะหุบยิ้ม แต่ทำไม่ได้ กล้ามเนื้อใบหน้าของฉันแข็งเกร็ง แขนของฉันถูกยกขึ้นโดยอัตโนมัติ กวัก… กวัก… กวัก… เหมือนมีพลังงานที่มองไม่เห็นมาบังคับอยู่ “ฉัน… ฉันหยุดไม่ได้ค่ะ” ฉันพยายามพูด แต่เสียงที่ออกมากลายเป็นเสียงหัวเราะเบาๆ ที่น่าขนลุก ฉันมองไปที่ข้อมือ สร้อยข้อมือสีแดงเข้มนั้นดูเหมือนจะเปล่งแสงเรืองๆ ในความมืด ฉันพยายามดึงมันออกอย่างบ้าคลั่ง เล็บของฉันจิกเข้าที่ผิวหนังจนเลือดออก แต่สร้อยข้อมือก็ยังคงแน่นสนิทเหมือนเป็นส่วนหนึ่งของกระดูกฉัน

ฉันวิ่งเข้าไปในห้องน้ำของร้านนวด เปิดไฟสลัวๆ และมองใบหน้าของตัวเองในกระจก นั่นไม่ใช่ใบหน้าของนิสาที่ฉันรู้จัก รอยยิ้มนั้นกว้างเกินไป ตาของฉันเบิกโพลงเกินไป และสิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือการ กวักมือ นั้นมันต่อเนื่องไปเอง ราวกับกลไกที่ถูกตั้งเวลาไว้ ฉันตระหนักว่าร่างกายของฉันกำลังเคลื่อนไหวตามคำสั่งของบางสิ่งบางอย่างที่ไม่ใช่ตัวฉันเอง ความเหนื่อยล้าไม่ได้ถูกกำจัดไป แต่มันถูก ซ่อน ไว้ใต้พลังงานประดิษฐ์นี้ ฉันพยายามกรีดร้อง แต่เสียงที่ออกมาคือเสียงหัวเราะคิกคักที่แห้งผาก


ฉันกลับไปที่ห้องเช่าเล็กๆ ของตัวเองในคืนนั้น โดยที่แขนยังคง กวัก ต่อไปอย่างเงียบๆ ตลอดทาง มันไม่ใช่การเคลื่อนไหวที่รุนแรง แต่เป็นการกระดิกนิ้วและการขยับข้อมือซ้ำๆ อย่างไม่หยุดหย่อน แม้แต่ตอนที่ฉันพยายามนอนลงบนเสื่อเก่าๆ ร่างกายส่วนบนของฉันก็ยังขยับเหมือนตุ๊กตาไขลาน ฉันจ้องมองเพดานด้วยความหวาดกลัว ใบหน้าของฉันยังคงฉีกยิ้มค้างอยู่แบบนั้น มันเป็นยิ้มที่ว่างเปล่า ยิ้มที่ไม่ได้มาจากความรู้สึกภายใน แต่มาจากแรงบังคับที่เย็นเฉียบ

ฉันส่งเงินก้อนใหญ่ให้ยายได้สำเร็จ ยายของฉันโทรมาด้วยเสียงที่สดใสขึ้นเล็กน้อย นั่นคือสิ่งเดียวที่ทำให้ฉันทนได้ ฉันบอกตัวเองว่านี่คือการเสียสละเล็กๆ น้อยๆ เพื่อชีวิตของยาย แต่ลึกๆ แล้วฉันรู้ว่านี่ไม่ใช่แค่การเสียสละ มันคือการ ถูกยึดครอง ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นภายในเวลาไม่ถึงยี่สิบสี่ชั่วโมง ฉันพยายามซ่อนมือข้างที่สวมสร้อยไว้ใต้ผ้าห่ม หรือแม้แต่พยายามใช้มืออีกข้างกดทับไว้ แต่ทันทีที่ฉันผ่อนแรง แขนข้างนั้นก็จะเด้งขึ้นมาและเริ่ม กวัก อีกครั้ง

เช้าวันรุ่งขึ้น ฉันต้องแต่งกายอย่างรวดเร็วและพยายามทำตัวให้เป็นปกติที่สุด ฉันเลือกสวมเสื้อแขนยาวเพื่อปกปิดการเคลื่อนไหวที่ผิดปกตินี้ แต่ทันทีที่ฉันก้าวเท้าออกจากห้องเช่า แขนของฉันก็ถูกยกขึ้นอย่างเต็มที่พร้อมกับการ กวักมือ ที่ดูเป็นมิตรเกินจริง ฉันวิ่งไปที่หาดอย่างรวดเร็วเพื่อไม่ให้ใครเห็นความผิดปกติก่อนที่ฉันจะถึงที่ทำงาน ทันทีที่ฉันไปถึง นักท่องเที่ยวกลุ่มแรกของวันก็เหมือนถูกดึงดูดเข้ามาหาฉันทันที พวกเขายิ้มอย่างมีความสุขเมื่อเห็นรอยยิ้มที่เหมือนถูกตรึงของฉันและท่าทาง กวักมือ ที่ดูอบอุ่น ฉันกลายเป็นศูนย์กลางของเกาะลันตาในชั่วข้ามคืน

ฉันได้ยินเสียงซุบซิบของพ่อค้าแม่ค้าคนอื่นๆ “ดูสิ นังนิสามันทำอะไรลงไปถึงได้ลูกค้าเยอะขนาดนั้น” “ไม่ยุติธรรมเลย นี่มันต้องมีของแน่ๆ” แต่ฉันไม่สนใจเสียงเหล่านั้น ฉันสนใจแต่เงินที่ไหลเข้ามาเรื่อยๆ และสิ่งที่อยู่ข้างในตัวฉันซึ่งกำลังทำงานอย่างต่อเนื่อง ฉันพูดคุยกับลูกค้าด้วยคำพูดที่เป็นมิตรที่สุด หัวเราะอย่างสนุกสนานกับเรื่องตลกของพวกเขา แต่ภายในใจของฉันกรีดร้องด้วยความเหนื่อยล้าที่สะสมมา ฉันรู้สึกเหมือนกำลังแสดงละครเรื่องเดิมซ้ำๆ และนักแสดงก็คือร่างกายของฉันเองที่ไม่ได้รับการอนุญาตให้พักผ่อน

ตอนเที่ยง ฉันเดินผ่านแผงขายขนมของ ยายฟ้า ยายฟ้าเป็นหญิงชราที่ขายข้าวเหนียวมะม่วงและเป็นที่รู้จักกันดีว่าสามารถมองเห็นสิ่งที่คนอื่นมองไม่เห็นได้ ยายฟ้ากำลังนั่งอยู่เงียบๆ แต่เมื่อฉันเดินผ่าน ยายก็เงยหน้าขึ้นมามองฉันทันที ดวงตาของยายฟ้าเต็มไปด้วยความตกใจและความเศร้า “หยุดนะ… แม่หนู” เสียงของยายฟ้าแหบพร่า ฉันพยายามจะเดินผ่านไปอย่างรวดเร็ว แต่เท้าของฉันเหมือนถูกตรึงไว้ด้วยพลังงานลึกลับบางอย่าง ฉันหยุด แต่แขนของฉันก็ยังคง กวัก เบาๆ อยู่ข้างลำตัว

“ยายฟ้า… มีอะไรเหรอคะ” ฉันถามด้วยรอยยิ้มที่ฉันไม่สามารถหุบได้ ยายฟ้าลุกขึ้นยืนช้าๆ เดินเข้ามาใกล้ฉันและจับที่แขนข้างที่ฉันใส่สร้อยข้อมือ “นั่น… ไม่ใช่นางกวักที่แท้จริง” ยายฟ้าพูดด้วยเสียงกระซิบที่เย็นยะเยือก “นั่นมัน พันธนาการ ที่ถูกผูกมัดด้วยความโลภของเจ้าของคนก่อน ร่างกายของหนู… กำลังถูกใช้เป็นประตูเพื่อดึงดูด วิญญาณ” ฉันรู้สึกหนาวไปถึงกระดูก แต่รอยยิ้มบนใบหน้าของฉันยังคงไม่จางหาย

“ยายพูดอะไรคะ ฉันไม่เข้าใจ ฉันแค่ทำมาหากินสุจริต” ฉันพยายามโต้แย้ง แต่คำพูดนั้นฟังดูตื้นเขินในหูของตัวเอง ยายฟ้าส่ายหน้าช้าๆ “หนูคิดว่าลูกค้าพวกนั้นมาเพราะเสน่ห์ของหนูอย่างนั้นหรือ” ยายฟ้าเงยหน้ามองนักท่องเที่ยวที่เพิ่งเดินผ่านไป พวกเขามีสีหน้าเหมือนคนอ่อนเพลียและขาดพลังงาน “พวกเขาถูก ดูด เข้ามา เพราะสิ่งที่อยู่ในสร้อยนั่นต้องการ พลังงานชีวิต จากพวกเขา พวกเขาไม่ได้จากไปพร้อมความสุข แต่พร้อมกับความว่างเปล่า หนูกำลังเอาชีวิตของคนอื่นมาแลกกับเงินของตัวเอง”

คำพูดของยายฟ้าเป็นเหมือนคมมีดที่แทงเข้าสู่จิตสำนึกของฉัน ฉันหันหลังกลับและวิ่งหนีทันที ฉันไม่ต้องการได้ยินอีกต่อไป ฉันวิ่งไปที่ร้านของสิงหาทันทีเพื่อขอคำอธิบาย ร้านของเขายังคงคึกคักเหมือนเดิม เขากำลังยืนอยู่หลังเคาน์เตอร์ ดูเหมือนมีความสุขกับความสำเร็จของฉัน “พี่สิงหา! พี่ต้องบอกฉันมาว่านี่มันเรื่องอะไรกันแน่” ฉันพูดด้วยเสียงที่เกือบจะควบคุมไม่ได้ การ กวักมือ ของฉันในตอนนี้เริ่มรุนแรงขึ้น

สิงหามองฉันด้วยรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความรู้ทัน “ใจเย็นนิสา เธอมีลูกค้าเยอะขนาดนี้ ทำไมต้องทำหน้าเหมือนผีเข้าด้วยล่ะ” “ฉันหยุดไม่ได้! ฉันรู้สึกเหมือนร่างกายไม่เป็นของฉันแล้ว! แล้วเรื่องที่ยายฟ้าพูดถึงการดูดพลังงานลูกค้ามันคืออะไรกันแน่” สิงหาหัวเราะเบาๆ “ยายฟ้าแก่แล้ว เธอเอาแต่พูดเรื่องไร้สาระไปวันๆ” แต่ดวงตาของเขากลับไม่มีรอยยิ้ม

“มันไม่ใช่เรื่องไร้สาระ! ลูกค้าบางคนดูเหมือนซึมเศร้าเมื่อพวกเขาจากไป” ฉันจ้องมองเขาด้วยความโกรธและความกลัว “นี่คือ เงื่อนไข นิสา” สิงหาเดินออกมาจากหลังเคาน์เตอร์และมองตรงเข้ามาในตาฉัน “เธอคิดว่าของวิเศษที่ดึงดูดผู้คนได้ขนาดนี้จะได้มาฟรีๆ เหรอ นางกวัก ที่เธอมีน่ะ มันไม่ใช่เทพี แต่มันคือ วิญญาณ ที่กระหายการบูชา พวกเขาต้องการพลังงาน ต้องการความสนใจ และเธอคือ ภาชนะ ที่ส่งมอบสิ่งนั้น”

“แล้วทำไมพี่ถึงให้มันกับฉัน ทำไมไม่ใช้เอง” ฉันรู้สึกเหมือนกำลังสูดอากาศเข้าไปแต่ไม่สามารถหายใจได้ สิงหายื่นมือมาแตะที่ข้อมือของฉันเบาๆ “ฉันให้มันกับเธอ… เพราะฉันเคยเป็นเหมือนเธอมาก่อน” คำพูดนั้นทำให้ฉันตกตะลึง สิงหาชี้ไปที่รอยสักจางๆ รูปมือที่กำลัง กวัก อยู่บนแขนของเขา “ฉันเป็น ภาชนะ คนก่อน”

“เมื่อพลังงานถูกดึงดูดจนเต็มที่ วิญญาณกวัก ก็จะหาภาชนะใหม่ที่เต็มไปด้วยความโลภและความสิ้นหวัง และเมื่อเธอรับมันไป ฉัน ก็เป็นอิสระ” เขาแสยะยิ้ม มันเป็นรอยยิ้มของปีศาจที่เพิ่งหลุดพ้นจากพันธนาการ “ฉันแค่มองหาใครสักคนที่กำลังจะจมน้ำและเสนอเชือกให้พวกเขา แต่เชือกนั้นมันก็พันธนาการพวกเขาไว้กับก้นทะเลตลอดไป”

ความจริงอันน่าสะพรึงกลัวซัดเข้าใส่ฉันอย่างรุนแรง ฉันไม่ได้เป็นผู้ถูกเลือก แต่เป็น เหยื่อ ที่ถูกส่งต่อ เขาหลอกฉันให้เซ็นสัญญาด้วยความโลภของตัวเอง และตอนนี้เขาได้เป็นอิสระแล้ว “ฉันจะถอดมันออก” ฉันพยายามดึงสร้อยข้อมือออกอีกครั้งด้วยความบ้าคลั่ง “ไม่ได้หรอกนิสา” สิงหาพูดด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความสมเพช “ตอนนี้มันเป็นส่วนหนึ่งของวิญญาณเธอแล้ว เธอได้กลายเป็น Nang Kwak คนใหม่ของเกาะลันตานี้อย่างสมบูรณ์แล้ว”

ฉันยืนอยู่ตรงนั้นในร้านของเขา แขนยังคง กวัก ต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง แต่คราวนี้รอยยิ้มบนใบหน้าของฉันไม่ได้มาจากความสุข แต่มาจากความบิดเบี้ยวของความกลัวและความเจ็บปวดที่ไม่อาจซ่อนเร้นได้


หลังจากเผชิญหน้ากับสิงหา ฉันก็วิ่งออกจากร้านของเขาเหมือนคนเสียสติ ท้องฟ้าเหนือเกาะลันตาเริ่มมืดลงอย่างรวดเร็ว แต่ฉันกลับไม่รู้สึกถึงความเย็นของอากาศเลย ร่างกายของฉันเต็มไปด้วยความร้อนรนและกระแสพลังงานที่คอยบีบบังคับให้ฉัน กวักมือ และ ยิ้ม ต่อไป ฉันรู้แล้วว่าตัวเองถูกหลอก ถูกขายให้เป็นทาสของวิญญาณกระหายพลังงาน แต่สิ่งที่น่ากลัวยิ่งกว่าคือ ฉันไม่สามารถหยุดมันได้

ฉันวิ่งกลับไปที่ห้องเช่า ล็อคประตูอย่างแน่นหนา และพยายามหาทางทำลายสร้อยข้อมือปีศาจนั้น ฉันหยิบมีดทำครัวขึ้นมา พยายามตัดเชือกสีแดงเข้มที่พันรอบข้อมือ เชือกนั้นแข็งแกร่งอย่างไม่น่าเชื่อ ใบมีดกระทบกับเชือกหลายครั้งจนเกิดประกายไฟเล็กๆ แต่ไม่สามารถตัดขาดได้แม้แต่เส้นเดียว ฉันพยายามทุบมันด้วยก้อนหิน ทุบซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนมือของฉันช้ำและเลือดไหล แต่สร้อยข้อมือยังคงอยู่แน่นสนิท

ทุกครั้งที่ฉันพยายามทำลายมัน แรงกระตุ้นให้ กวักมือ ก็ยิ่งรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ฉันต้องใช้มืออีกข้างกำข้อมือข้างที่ถูกพันธนาการไว้อย่างแน่นหนาเพื่อให้มันสงบนิ่ง แต่ฉันก็รับรู้ได้ถึงการสั่นสะท้านภายใต้แรงกดดัน มันเหมือนกับการพยายามกดภูเขาไฟที่กำลังจะปะทุ

ความหวาดกลัวเริ่มกัดกินจิตใจของฉัน ยายฟ้าพูดถูก ฉันไม่ได้ดึงดูดลูกค้าด้วยเสน่ห์ แต่ด้วยการเป็น ประตู ให้วิญญาณกระหายพลังงานเข้ามาดูดกลืนชีวิตของนักท่องเที่ยวเหล่านั้น ฉันกลายเป็นสัตว์ประหลาดในคราบของสาวบริการที่ยิ้มแย้ม ฉันมองไปที่กระจก เห็นรอยยิ้มที่บิดเบี้ยวของตัวเอง มันไม่ใช่รอยยิ้มของนิสา แต่เป็นรอยยิ้มของ นางกวัก ที่ถูกควบคุม

ทันใดนั้น โทรศัพท์ของฉันก็สั่น ข้อความเข้าจากโรงพยาบาลบนแผ่นดินใหญ่ “อาการของคุณยายทรุดหนักมากแล้ว ต้องใช้เงินด่วนเพื่อผ่าตัดฉุกเฉิน มิฉะนั้น…” ข้อความนั้นถูกตัดไป แต่ฉันเข้าใจดีถึงความหมาย ใจของฉันตกวูบลงไปถึงตาตุ่ม ความหวาดกลัวต่อการสูญเสียยายเข้าแทนที่ความหวาดกลัวต่อพันธนาการ

ฉันจะต้องเลือก: ปล่อยให้ตัวเองจมอยู่กับความกลัวและสูญเสียยายไปตลอดกาล หรือยอมจำนนต่อพันธนาการนี้เพื่อรักษาชีวิตของคนที่ฉันรักไว้

ในเวลานั้น ฉันจำคำพูดของสิงหาได้ “เธอจะกลายเป็นเครื่องมือที่มอบแต่ความสุขให้กับคนอื่น” และ “เธอจะไม่มีสิทธิ์รู้สึกเบื่อหน่ายหรืออยากพักผ่อนอีกต่อไป” ฉันไม่ได้ต้องการความสุข แต่ฉันต้องการ อำนาจ ที่จะหาเงินมาช่วยยายให้ได้

ฉันเดินไปที่หน้าต่าง มองออกไปเห็นแสงไฟสลัวๆ ของเกาะยามค่ำคืน ฉันรู้ว่าสิ่งที่ฉันกำลังจะทำนั้นจะหวนคืนไม่ได้ แต่ชีวิตของยายมีค่ามากกว่าอิสรภาพของฉัน ฉันค่อยๆ คลายมือออกจากข้อมือที่ถูกพันธนาการ แขนของฉันถูกยกขึ้นโดยอัตโนมัติอย่างรวดเร็ว พร้อมกับการ กวักมือ ที่ตอนนี้เต็มไปด้วยพลังที่มองไม่เห็น รอยยิ้มบนใบหน้าของฉันกว้างขึ้นอีกครั้ง แต่คราวนี้ ฉันไม่ได้ต่อต้านมัน

“ถ้าการเป็นปีศาจจะช่วยยายได้… ฉันก็จะยอมเป็น” ฉันกระซิบกับตัวเอง เสียงนั้นแหบพร่า แต่เต็มไปด้วยความเด็ดเดี่ยว

ฉันเดินออกจากห้องเช่า เดินตรงไปยังชายหาดที่ว่างเปล่าในยามค่ำคืน ฉันไม่สนใจความมืด ไม่สนใจความเหนื่อยล้า ฉันรู้ว่าฉันต้องทำงาน ตลอดเวลา ตามกฎของพันธสัญญา และการทำงานตอนกลางคืนจะทำให้ฉันได้เงินมากขึ้นอย่างมหาศาล

ทันทีที่ฉันไปยืนอยู่บนหาดทรายใต้แสงจันทร์ ร่างกายของฉันก็ทำงานอย่างเต็มที่ ฉันเริ่ม กวักมือ และ ยิ้ม ให้กับความมืดและท้องทะเลที่ว่างเปล่า แต่ในเวลาไม่นาน ฉันก็รู้สึกถึงบางสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น เรือประมงเล็กๆ ลำหนึ่งที่ปกติจะจอดอยู่ไกลๆ ก็แล่นเข้ามาใกล้มากขึ้นเรื่อยๆ ไฟหน้าเรือสว่างวาบเผยให้เห็นคนบนเรือที่จ้องมองมาที่ฉันด้วยความสนใจ

“นี่มันกลางคืนนะ! เธอมายืนทำอะไรตรงนี้!” เสียงของชาวประมงคนหนึ่งตะโกนถาม แต่ก่อนที่เขาจะพูดจบ เขาก็สะดุดล้มลงกับพื้นเรือ แล้วลุกขึ้นมาด้วยรอยยิ้มที่แปลกประหลาด เขากระโดดลงจากเรือและเดินตรงเข้ามาหาฉัน ดวงตาของเขาเบิกกว้าง

“สวัสดีครับ คุณมาทำอะไรที่นี่ในเวลาแบบนี้… แต่ไม่เป็นไร ผมอยากจะซื้อเครื่องรางจากคุณจังเลย” ชายคนนั้นพูดด้วยน้ำเสียงที่ถูกสะกดอย่างชัดเจน ฉันไม่ได้ขายเครื่องราง แต่ตอนนี้ฉันคือ แม่เหล็ก ดึงดูดทุกสิ่ง

ฉันไม่พูดอะไร เพียงแค่ ยิ้ม และ กวักมือ ให้เขาตามมา เขามอบเงินจำนวนมากให้ฉันเพื่อซื้อ ‘เครื่องราง’ ที่ไม่มีอยู่จริง และดูเหมือนมีความสุขที่ได้มอบมันให้ แม้ว่าสีหน้าของเขาจะดูซีดเซียวลงเล็กน้อยเมื่อเขาเดินจากไป

ฉันอยู่บนหาดทรายนั้นตลอดคืน กวักมือ และ ยิ้ม ให้กับเรือที่ผ่านไป ให้กับนักท่องเที่ยวที่เดินผ่านไปมาในยามดึก เงินไหลเข้ามาในกระเป๋าของฉันอย่างไม่หยุดหย่อน ฉันใช้โทรศัพท์โอนเงินก้อนใหม่ไปให้ยายทันที เช้าวันรุ่งขึ้นฉันได้รับข้อความยืนยันว่าการผ่าตัดสำเร็จแล้ว ยายปลอดภัย

ความโล่งอกท่วมท้น แต่ก็ถูกแทนที่ด้วยความเย็นยะเยือกที่มากขึ้น ฉันได้ทำสิ่งที่ถูกต้องเพื่อยาย แต่ฉันได้สูญเสียความเป็นตัวเองไปตลอดกาล

ฉันมองเห็นเงาของตัวเองบนพื้นทรายในแสงอาทิตย์ยามเช้า เงาของฉันดูไม่เหมือนผู้หญิงธรรมดา แต่เหมือนรูปปั้นที่ถูกแกะสลักให้มีรอยยิ้มและท่าทาง กวักมือ ตลอดไป ฉันรู้ว่าชีวิตของฉันในฐานะนิสาผู้มีอิสระได้สิ้นสุดลงแล้ว ตอนนี้มีเพียง ภาชนะ แห่งวิญญาณที่ถูกควบคุมอย่างสมบูรณ์

นี่คือจุดจบของนิสาคนเก่า และเป็นจุดเริ่มต้นของ ‘Nang Kwak’ คนใหม่บนเกาะลันตา


ชีวิตใหม่ของฉันเริ่มต้นขึ้นพร้อมกับความจริงอันน่าสะพรึงกลัวที่ว่าฉันไม่มีสิทธิ์ได้พักผ่อนอีกต่อไป ตอนนี้ฉันไม่ได้เป็นเพียงแค่สาวนวดหรือไกด์ท้องถิ่น ฉันคือ กลไก ที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อดึงดูดและดูดซับ ฉันคือ Nang Kwak ที่แท้จริงของเกาะลันตา

วันแล้ววันเล่า ฉันยืนอยู่บนหาดทรายที่เดิม ภายใต้แสงแดดอันร้อนระอุและแสงจันทร์ที่เย็นเยียบ ฉันยิ้ม แขนของฉัน กวักมือ ต้อนรับผู้คนนับร้อยที่หลั่งไหลเข้ามาหาฉันอย่างไม่ขาดสาย เงินทองไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไป ฉันรวยขึ้นอย่างรวดเร็วจนน่าตกใจ แต่ฉันกลับไม่สามารถใช้จ่ายมันได้ ฉันไม่สามารถหยุดเพื่อซื้ออาหารดีๆ หรือแม้แต่ไปเยี่ยมยายที่ตอนนี้อาการดีขึ้นแล้ว เพราะทุกวินาทีที่ฉันหยุด การพันธนาการก็จะลงโทษฉันด้วยความเจ็บปวดที่รุนแรงในกล้ามเนื้อและจิตใจ

ฉันพยายามพูดคุยกับเพื่อนร่วมงานเก่า แต่รอยยิ้มถาวรบนใบหน้าของฉันทำให้พวกเขาหวาดกลัว ป้ามาลีมองฉันด้วยความสงสัยระคนหวาดระแวง และผู้คนเริ่มเรียกฉันว่า “นิสายิ้มพิฆาต” พวกเขาคิดว่าฉันบ้า หรือไม่ก็มีของดีจริงๆ แต่ไม่มีใครรู้ว่าภายในรอยยิ้มนั้นคือเสียงกรีดร้องของวิญญาณที่ถูกจองจำ

สิ่งที่น่ากลัวที่สุดไม่ใช่การที่ร่างกายไม่หยุดนิ่ง แต่เป็นสิ่งที่ฉันเริ่ม เห็น และ รู้สึก ตอนแรกฉันคิดว่าเป็นเพียงความเหนื่อยล้า แต่ไม่นานฉันก็รู้ว่ามันคือวิญญาณที่ยายฟ้าพูดถึง พวกเขาไม่ได้เข้ามาเพียงเพื่อดูดพลังงานลูกค้าเท่านั้น แต่พวกเขายังมารวมตัวกันรอบๆ ตัวฉันด้วย

ฉันเริ่มเห็นเงาจางๆ ของมือหลายสิบคู่ที่กำลัง กวัก อยู่ข้างๆ ตัวฉัน มือเหล่านั้นเป็นสีเทา โปร่งแสง และเต็มไปด้วยความทรมาน บางครั้ง เมื่อลูกค้าเดินเข้ามาหาฉัน ฉันจะเห็นเงามือเหล่านั้นพุ่งเข้าคว้าพวกเขา ดึงเอาความสดใสและพลังชีวิตออกไปอย่างรวดเร็ว ลูกค้าเหล่านั้นเดินจากไปพร้อมกับรอยยิ้มที่ฝืนๆ และดวงตาที่ว่างเปล่าราวกับสูญเสียบางสิ่งไปอย่างถาวร

“ยินดีต้อนรับค่ะ…” ฉันพูดออกไป แต่เสียงภายในของฉันตะโกนว่า “หนีไป! อย่าเข้ามาใกล้ฉัน!” แต่ไม่มีใครได้ยินเสียงภายในนั้น พวกเขาได้ยินเพียงเสียงที่ไพเราะและเห็นรอยยิ้มที่เชื้อเชิญ

คืนหนึ่ง ขณะที่ฉันกำลังยืนอยู่ใต้ต้นมะพร้าวใกล้ชายหาด แสงจันทร์สาดส่องลงมา ฉันเห็นภาพสะท้อนในน้ำทะเล… มันไม่ใช่ใบหน้าของนิสา แต่มันคือใบหน้าของผู้หญิงคนหนึ่งที่ฉันไม่เคยเห็นมาก่อน ใบหน้าซีดเผือด มีรอยยิ้มที่กว้างจนน่ากลัว ดวงตาว่างเปล่า แต่ที่น่าตกใจที่สุดคือท่าทาง กวักมือ ของเธอมันดูแข็งกระด้างและเก่าแก่กว่าของฉันมาก

“ยินดีที่ได้ผู้สืบทอด”

เสียงกระซิบเย็นเยียบดังขึ้นในหัวของฉันราวกับว่ามันไม่ได้มาจากภายนอก แต่มาจากกระดูกสันหลังของฉันเอง ฉันพยายามหันไปมอง แต่ร่างกายของฉันยังคงหันหน้าเข้าหาทะเล กวักมือ เรียกแขกที่มองไม่เห็นต่อไป ฉันตระหนักว่าฉันไม่ได้เป็นเพียงผู้ถูกควบคุม แต่ฉันกำลังถูก แทนที่ ฉันกำลังกลายเป็นเงาของวิญญาณที่สิงสถิตอยู่ในสร้อยข้อมือนี้

ฉันพยายามไปหายายฟ้าอีกครั้ง เธอเป็นเพียงคนเดียวที่รู้ความจริงและกล้าพูดถึงมัน ยายฟ้ากำลังนั่งขายของอยู่ที่เดิม แต่ครั้งนี้ยายฟ้าไม่เงยหน้ามองฉันเลย “ยายฟ้าคะ… ยายฟ้าช่วยฉันด้วย” ฉันพูดด้วยเสียงที่สั่นเครือที่สุดเท่าที่จะทำได้ภายใต้รอยยิ้มบังคับ

ยายฟ้าส่ายหน้าช้าๆ โดยที่สายตายังคงจับจ้องไปที่พื้น “ฉันช่วยหนูไม่ได้แล้วนิสา หนูได้กลายเป็น สะพาน เชื่อมโลกไปแล้ว” ยายหยุดทำขนมและเอื้อมมือมาแตะที่แขนข้างที่ถูกพันธนาการ “พลังงานของ นางกวัก มันไม่ได้ต้องการแค่เงินทอง แต่มันต้องการ การยอมรับ ของหนู หนูได้ยอมรับมันในคืนที่หนูตัดสินใจก้าวออกมาเพื่อช่วยยายของหนูแล้ว”

“แล้วถ้าฉันทำร้ายตัวเองล่ะ ถ้าฉันตาย… พันธนาการนี้จะจบลงไหม” ฉันถามด้วยความหวังอันริบหรี่ ยายฟ้าเงยหน้าขึ้นมามองฉัน ดวงตาเต็มไปด้วยความสงสารอย่างสุดซึ้ง “หนูคิดว่าคนก่อนๆ ไม่เคยคิดจะทำอย่างนั้นหรือ แต่เมื่อวิญญาณมันสิงสถิตแล้ว การตายของ ภาชนะ ก็เป็นแค่การถ่ายโอนพลังงานเท่านั้น หนูก็จะกลายเป็นหนึ่งในเงามือที่ กวัก อยู่รอบๆ ตัวนางกวักคนใหม่ไปตลอดกาล”

คำพูดของยายฟ้าเป็นเหมือนคำพิพากษา มันทำให้ความหวังสุดท้ายของฉันแตกสลายไปอย่างสิ้นเชิง ฉันไม่สามารถตายได้ ฉันไม่สามารถหยุดได้ ฉันต้องดำเนินชีวิตต่อไปในฐานะ Nang Kwak ที่ยิ้มแย้มและไร้ชีวิต

ฉันกลับไปที่หาดทรายอย่างเงียบๆ คืนนั้น ฉันเห็นสิงหาเดินผ่านไป เขามีสีหน้าผ่อนคลายและดูมีความสุขอย่างแท้จริง เขาแต่งตัวดีและกำลังจะไปเที่ยว ฉันพยายามที่จะกรีดร้องใส่เขา แต่ร่างกายของฉันกลับยกมือขึ้น กวักมือ และ ยิ้ม ให้เขาด้วยความยินดี

สิงหาหัวเราะเบาๆ เมื่อเห็นท่าทางของฉัน “ทำได้ดีมากนิสา เธอเกิดมาเพื่อสิ่งนี้จริงๆ” เขาโบกมือลาและเดินจากไปอย่างสบายใจ ปล่อยให้ฉันยืนอยู่ตรงนั้นในความมืด พร้อมกับความแค้นที่สุมอยู่ในอกแต่ไม่สามารถแสดงออกได้

ฉันรู้ว่าฉันไม่สามารถทำลายพันธนาการได้ แต่ฉันสามารถ แก้แค้น ได้ ฉันจะใช้พลังของ Nang Kwak นี้เพื่อทำลายคนที่ทำร้ายฉัน ฉันไม่สามารถควบคุมร่างกายภายนอกได้ แต่ฉันจะเริ่มควบคุม พลังงาน ภายในและใช้มันเพื่อจุดประสงค์ของตัวเอง


หลังจากคืนนั้นที่ได้พบกับสิงหา ความมุ่งร้ายก็เข้ามาแทนที่ความหวาดกลัวในจิตใจของฉัน ฉันรู้ว่าการทำลายพันธนาการโดยตรงนั้นเป็นไปไม่ได้ แต่ฉันสามารถใช้ พลัง ที่พันธนาการฉันอยู่นั้นเป็นอาวุธได้ ถ้าฉันต้องเป็น Nang Kwak ฉันก็จะใช้พลังของ Nang Kwak เพื่อทำลายผู้ที่มอบมันให้ฉัน

ร่างกายของฉันยังคงถูกควบคุมอย่างสมบูรณ์ ฉันต้องยิ้มและ กวักมือ อย่างต่อเนื่อง แต่นี่คือจุดที่ฉันเริ่มเรียนรู้ที่จะควบคุม ความคิด และ พลังงาน ภายใน ฉันเริ่มฝึกส่งกระแสจิตอันมืดมิดออกไปพร้อมกับการ กวักมือ ต้อนรับลูกค้าแต่ละคน ฉันกลายเป็นช่องทางที่วิญญาณกระหายเหล่านั้นจะดูดกลืนพลังงานอย่างรุนแรงยิ่งขึ้น

ลูกค้าที่เข้ามาหาฉันไม่ได้แค่รู้สึกว่างเปล่าอีกต่อไป บางคนเริ่มมีอาการหวาดระแวง บางคนดูเหมือนกำลังจะล้มป่วยลงอย่างรวดเร็ว ความสำเร็จทางการเงินของฉันเพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดด แต่เกาะลันตากลับเริ่มมีบรรยากาศที่แปลกประหลาด มีข่าวลือเรื่องนักท่องเที่ยวที่มีอาการซึมเศร้าและตัดสินใจกลับบ้านก่อนกำหนด ฉันคือสาเหตุทั้งหมด แต่ร่างกายของฉันยังคงยิ้มแย้มและ กวักมือ อย่างไม่มีที่ติ

เป้าหมายแรกของฉันคือ สิงหา เขาคือคนที่พาฉันเข้าสู่นรกนี้ และตอนนี้เขากำลังสนุกกับอิสรภาพที่ได้จากการแลกเปลี่ยนวิญญาณของฉัน ทุกครั้งที่เขาเดินผ่าน ฉันต้องฝืนยิ้มและ กวักมือ ทักทายเขา แต่ในห้วงความคิด ฉันใช้พลังทั้งหมดที่ฉันมี กวัก เข้าใส่เขาเป็นการเฉพาะเจาะจง ฉันพยายามส่งกระแสพลังงานมืดมนที่ฉันดูดซับมาจากคนอื่นๆ เข้าสู่ตัวเขา

สองสามวันต่อมา สิงหาเริ่มดูไม่เหมือนเดิม เขาดูเหนื่อยล้าอย่างเห็นได้ชัด ดวงตาของเขาแดงก่ำ และรอยยิ้มที่หยิ่งผยองก็หายไป เขาเดินเข้ามาที่ร้านของเขาด้วยท่าทางที่เซื่องซึม และบางครั้งฉันเห็นเขา เกาแขน ข้างที่มีรอยสักมือ กวัก อยู่ซ้ำๆ

ฉันได้ยินเสียงกระซิบจากเงามือรอบตัวฉัน “มันเริ่มแล้ว… เขาไม่สามารถหนีจากพันธนาการเก่าของเขาได้ง่ายๆ” วิญญาณเหล่านั้นเองก็ต้องการแก้แค้นคนที่เคยเป็น “นาย” ของพวกมัน

วันหนึ่ง สิงหาเดินมาหาฉันที่ชายหาด “นิสา… เธอทำอะไรกับฉัน” เขาถามด้วยน้ำเสียงที่อ่อนแอและเต็มไปด้วยความโกรธ “ฉันรู้สึกเหมือนถูกดึงอยู่ตลอดเวลา… เหมือนถูก กวัก กลับไปที่นี่”

ฉันไม่สามารถตอบด้วยคำพูดได้ แต่รอยยิ้มบนใบหน้าของฉันกว้างขึ้นอย่างน่ากลัว และฉัน กวักมือ ให้เขาด้วยท่าทางที่ดูเหมือนจะเป็นการเชื้อเชิญ แต่แท้จริงแล้วคือการ ดูด สิงหาร้องออกมาด้วยความเจ็บปวดเล็กน้อยแล้วถอยหลังไปอย่างรวดเร็ว “เธอเป็นปีศาจ!” เขาตะโกนใส่ฉัน ฉันอยากจะหัวเราะออกมาดังๆ แต่สิ่งที่ออกมาคือเสียงหัวเราะคิกคักที่แห้งผากของ Nang Kwak

ฉันยังคงใช้พลังดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มาที่ร้านของสิงหา แต่ฉันไม่ได้ดึงดูดให้พวกเขามาซื้อของ ฉันดึงดูดพวกเขาให้มา ยืนดู เขา สิงหาเริ่มมีอาการกระสับกระส่ายภายใต้สายตาจับจ้องเหล่านั้น เพราะยิ่งมีคนมองเขามากเท่าไหร่ วิญญาณที่สิงสถิตในตัวฉันก็ยิ่งแข็งแกร่งขึ้น และพวกเขาก็ยิ่ง กวัก เขาแรงขึ้นเท่านั้น

ความบ้าคลั่งของสิงหาเริ่มก่อตัวขึ้นเรื่อยๆ เขาเริ่มทะเลาะกับนักท่องเที่ยวที่เข้ามาในร้านของเขาอย่างไม่มีเหตุผล ไล่พวกเขาออกไปอย่างหยาบคาย สิ่งนี้ทำให้การค้าขายของเขาลดลงอย่างรวดเร็วจากที่เคยคึกคักก็กลายเป็นเงียบเหงา

แต่การกระทำของฉันก็เริ่มมีผลข้างเคียงที่น่ากลัว พันธนาการ เริ่มเข้มงวดมากขึ้น เมื่อฉันเริ่มใช้พลังไปในทางที่เกินขอบเขตเดิม ฉันเริ่มมีอาการ หูแว่ว เสียงกระซิบของวิญญาณรอบตัวฉันดังขึ้นและชัดเจนขึ้น “ทำดีมาก… แต่ความเกลียดชังของเธอจะต้องถูกตอบแทน”

คืนนั้น ฉันได้รับข้อความจากยายอีกครั้ง แต่ไม่ใช่ข้อความที่ดี ยายโทรมาด้วยเสียงที่หวาดกลัว “นิสา… เกิดอะไรขึ้นกับเพื่อนบ้านเรา พวกเขามาที่บ้านแล้วเอาแต่ยืน กวักมือ ตรงหน้าต่างทั้งคืน… พวกเขาเอาแต่ยิ้มๆ แบบที่หนูยิ้มให้ยายเลย”

หัวใจของฉันแทบจะหยุดเต้น คำสาป กำลังเริ่มขยายวงกว้างออกไป มันไม่เพียงแต่พันธนาการฉัน แต่มันกำลัง เชื่อมโยง ทุกสิ่งที่ฉันรักเข้ากับความมืดมิดนี้ การที่ฉันใช้พลังเพื่อแก้แค้นสิงหาได้กระตุ้นพลังของ Nang Kwak ให้แผ่ขยายออกไปไกลกว่าเกาะลันตา และคนที่รับผลกระทบคือคนบริสุทธิ์ที่อยู่รอบตัวยาย

ฉันจ้องมองไปที่สร้อยข้อมือที่ข้อมือของฉัน มันไม่ได้เป็นเพียงเครื่องราง แต่เป็น เส้นเลือดใหญ่ ของความชั่วร้ายทั้งหมด ฉันรู้สึกถึงความแตกสลายทางจิตใจ ฉันทำลายชีวิตของคนอื่น และตอนนี้ฉันกำลังทำร้ายชีวิตที่ฉันพยายามปกป้องอย่างที่สุด


ข่าวคราวจากยายเกี่ยวกับเพื่อนบ้านที่แสดงอาการแปลกประหลาด ทำให้โลกที่บิดเบี้ยวของฉันพังทลายลงในที่สุด ฉันยอมรับการเป็น Nang Kwak เพื่อรักษายาย แต่การแก้แค้นสิงหาด้วยพลังชั่วร้ายนี้กลับกำลังทำลายทุกสิ่งที่ยายรัก นั่นหมายความว่าความโลภและความแค้นของฉันไม่ได้ช่วยยาย แต่กำลัง ลาก ยายเข้ามาสู่พันธนาการนี้ด้วย

ฉันยืนอยู่บนหาดทราย น้ำตาไหลลงมาอาบแก้ม แต่รอยยิ้มบนใบหน้ายังคงไม่เปลี่ยนแปลง การร้องไห้และการยิ้มพร้อมกันเป็นความบิดเบี้ยวที่เลวร้ายที่สุดที่มนุษย์จะจินตนาการได้ “ฉันทำอะไรลงไป…” เสียงภายในของฉันกรีดร้องอย่างทรมาน แต่แขนของฉันยังคง กวักมือ และผู้คนก็ยังคงเดินเข้ามาหาฉันอย่างต่อเนื่อง

ฉันหยุดการส่งพลังงานมืดเข้าใส่สิงหาทันที แต่การควบคุมพลังงานไม่ได้ง่ายขนาดนั้น เมื่อฉันพยายามหยุด Nang Kwak ที่สถิตอยู่ในสร้อยข้อมือก็แสดงความโกรธออกมา

“หยุดไม่ได้! เจ้าคือภาชนะของเรา หน้าที่ของเจ้าคือการดึงดูดและส่งต่อความกระหายของเรา!” เสียงกระซิบเย็นเยียบดังขึ้นในหูของฉันอย่างชัดเจนจนฉันรู้สึกเหมือนแก้วหูจะแตก ร่างกายของฉันถูกบีบคั้นอย่างรุนแรง กล้ามเนื้อกระตุกอย่างเจ็บปวดเป็นการลงโทษ ฉันพยายามทน แต่การ กวักมือ ก็ยิ่งเร่งความถี่ขึ้นราวกับเป็นการประชดประชัน

ช่วงเวลาแห่งความสงสัยและความทุกข์ทรมานที่สุดมาถึงเมื่อฉันได้รับสายโทรศัพท์อีกครั้งจากพยาบาลที่ดูแลยาย เสียงของพยาบาลดูตื่นตระหนก “คุณนิสา… คุณยายของเธอ… เธอเอาแต่ กวักมือ และ ยิ้ม ให้กับผนังห้องพักทั้งวัน มันดูเหมือน… เธอควบคุมตัวเองไม่ได้ เราต้องมัดเธอไว้เพื่อความปลอดภัย”

หัวใจของฉันแหลกสลาย คำสาป ไม่ได้หยุดอยู่แค่เพื่อนบ้าน แต่ได้เข้ายึดครอง ยาย ของฉันแล้ว คนที่ฉันรักที่สุดกำลังกลายเป็น หุ่นเชิด ที่มีอาการเดียวกับฉัน ทั้งหมดเป็นเพราะความโลภของฉันที่เลือกรับ พันธนาการ และความแค้นที่เลือกใช้มันเพื่อทำร้ายคนอื่น ฉันได้ สูญเสีย ยายไปแล้ว ถึงแม้ว่ายายจะมีชีวิตอยู่ก็ตาม

ความโกรธแค้นทั้งหมดที่มีต่อสิงหาปะทุขึ้นอีกครั้ง ฉันไม่สามารถช่วยยายได้ทันเวลา แต่ฉันสามารถทำให้คนที่เป็นต้นเหตุแห่งความชั่วร้ายนี้ต้องชดใช้ ฉันตัดสินใจที่จะ เผชิญหน้า กับสิงหาเป็นครั้งสุดท้าย และจะทำลายเขาด้วยวิธีเดียวที่ฉันทำได้ในสถานการณ์ที่ฉันถูกควบคุมนี้

ฉันเดินไปยังร้านของสิงหาในเวลาพลบค่ำ ร้านของเขามืดและว่างเปล่า ผิดกับภาพที่ฉันเคยเห็น สิงหานั่งคุดคู้อยู่หลังเคาน์เตอร์ เขาดูเหมือนคนแก่ชราไปหลายปี ดวงตาของเขาลึกโบ๋ และร่างกายของเขาก็ สั่น อยู่ตลอดเวลา

“สิงหา!” ฉันเรียกชื่อเขาด้วยเสียงที่แข็งกร้าว แขนของฉันยังคง กวัก อยู่แม้จะอยู่ในร้านที่มืดมิด

สิงหาเงยหน้าขึ้นมามองฉัน ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความหวาดกลัว “เธอ… เธอมาทำไม เธอไม่ใช่คนแล้ว” เขาพูดด้วยน้ำเสียงกระซิบกระซาบ “เธอคือ Nang Kwak

“ใช่! ฉันคือ Nang Kwak ที่เธอสร้างขึ้นมา” ฉันพูดด้วยรอยยิ้มอันน่าสะพรึงกลัว “ฉันมาที่นี่เพื่อบอกเธอว่า พันธนาการเก่าของเธอ มันยังไม่หายไปไหนหรอก”

ฉันยื่นแขนข้างที่สวมสร้อยข้อมือออกไปข้างหน้า และใช้สติทั้งหมดที่มี รวบรวม พลังงานมืดทั้งหมดที่ถูกดูดซับมาจากการ กวักมือ นับพันครั้ง และ ส่งมันออกไป ตรงไปยังสิงหา ไม่ใช่เพื่อทำร้ายเขาทางกายภาพ แต่เพื่อกระตุ้น รอยสักมือ กวัก บนแขนของเขา

ทันใดนั้น รอยสักบนแขนของสิงหาก็เริ่ม เรืองแสง เป็นสีแดงเข้ม ร่างกายของเขากระตุกอย่างรุนแรง และแขนข้างที่มีรอยสักนั้นก็ เด้งขึ้น โดยอัตโนมัติ เริ่ม กวักมือ อย่างบ้าคลั่งเหมือนกับที่ฉันทำ

สิงหาร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด เขาพยายามใช้มืออีกข้างกำแขนที่ถูกพันธนาการไว้ แต่ทำไม่ได้ แขนของเขาถูกยึดครองแล้วโดยพลังงานที่เขาคิดว่าได้หลุดพ้นไปแล้ว

“มัน… เป็นไปไม่ได้! ฉัน… ฉันเป็นอิสระแล้ว!” สิงหาคร่ำครวญ แต่ฉันเพียงแค่ยิ้มอย่างเย็นชา

“เธอหลอกฉันให้เป็นผู้สืบทอด แต่เธอไม่ได้ทำลายพันธนาการเดิมของเธอหรอกสิงหา Nang Kwak ไม่เคยปล่อยเหยื่อเก่าไปง่ายๆ เธอแค่ซ่อนมันไว้ในตัวเธอเท่านั้น” ฉันเดินเข้าไปใกล้เขามากขึ้น “ตอนนี้เธอไม่ได้แค่ถูก กวัก กลับมาที่นี่ แต่เธอถูกบังคับให้ กวักมือ ไปตลอดชีวิตเหมือนกับฉัน”

สิงหาพยายามที่จะลุกขึ้นเพื่อหนี แต่ร่างกายของเขาถูกตรึงไว้ด้วยการ กวักมือ ที่บ้าคลั่งและรอยยิ้มที่บิดเบี้ยวซึ่งปรากฏบนใบหน้าของเขา เขากลายเป็น Nang Kwak ที่ไม่มีใครเห็น เป็น เงา ที่ถูกพันธนาการอยู่หลังร้านของตัวเอง

ฉันมองดูเขาด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อน มันไม่ใช่ความพอใจในการแก้แค้น แต่เป็นความว่างเปล่า ฉันได้ทำลายชีวิตของสิงหา แต่การทำลายเขาก็ไม่ได้ช่วยยายของฉันให้หลุดพ้นจากคำสาปนี้ได้เลย


ฉันเดินออกมาจากร้านของสิงหา ทิ้งให้เขาจมอยู่กับความบ้าคลั่งของพันธนาการที่ถูกปลุกขึ้นมาใหม่ แต่การแก้แค้นไม่ได้นำมาซึ่งความโล่งใจ มีแต่ความว่างเปล่าที่กัดกินลึกกว่าเดิม ฉันไม่เหลืออะไรอีกแล้วนอกจากร่างกายที่ถูกบังคับให้ ยิ้ม และ กวักมือ และความจริงที่ว่ายายของฉันก็กำลังตกเป็นเหยื่อของผลพวงจากความโลภของฉันเอง

ฉันกลับไปที่ชายหาด มองดูท้องทะเลที่สะท้อนแสงไฟสลัวๆ ของเกาะ ความรู้สึกที่ต้องการทำลายตัวเองท่วมท้นอีกครั้ง แต่เสียงของยายฟ้ายังคงก้องอยู่ในหู: “การตายของภาชนะก็เป็นแค่การถ่ายโอนพลังงานเท่านั้น” ฉันไม่สามารถตายได้ ฉันจะต้องอยู่เพื่อรับโทษทัณฑ์นี้ และเพื่อไม่ให้มีใครมาแทนที่ฉันในฐานะ Nang Kwak คนต่อไป

ฉันตัดสินใจที่จะหาทาง ยับยั้ง คำสาปนี้ แม้จะไม่สามารถทำลายมันได้ ฉันตระหนักว่า Nang Kwak ต้องการพลังงานและความสนใจจากผู้คนเพื่อความอยู่รอด ถ้าฉันสามารถ ตัดขาด ตัวเองออกจากแหล่งพลังงานได้ คำสาปก็จะอ่อนแอลง

แต่การตัดขาดนั้นหมายถึงการละเมิดกฎข้อเดียวที่สำคัญที่สุด: ห้ามหยุด ห้ามพัก

ฉันเดินไปยังบริเวณที่เปลี่ยวที่สุดของเกาะลันตา ซึ่งอยู่ไกลจากโรงแรมและชายหาดหลัก ฉันนั่งลงใต้ต้นไม้ใหญ่ที่ไม่มีผู้คนสัญจรไปมา จากนั้น ฉันก็ใช้กำลังทั้งหมดที่เหลืออยู่ บีบบังคับ แขนข้างที่สวมสร้อยข้อมือให้ หยุดกวัก มันเป็นการต่อสู้ที่ทรมานที่สุดในชีวิตของฉัน กล้ามเนื้อทุกส่วนของแขนกระตุกอย่างรุนแรง เลือดไหลออกมาจากข้อมือที่ถูกสร้อยรัดแน่น แรงต้านจากพลังงานชั่วร้ายนั้นถาโถมเข้าใส่ฉันอย่างบ้าคลั่ง

“ปล่อยเรา! เจ้าทรยศ! เจ้ากำลังปฏิเสธเรา!” เสียงกระซิบหลายร้อยเสียงรวมกันเป็นเสียงคำรามที่ดังอยู่ในสมองของฉัน มันเจ็บปวดราวกับสมองกำลังถูกผ่าออกเป็นเสี่ยงๆ

ทันใดนั้น ฉันก็รู้สึกถึงความเย็นยะเยือกที่ไหลบ่ามาจากสร้อยข้อมือ มันไม่ใช่ความเย็นสบาย แต่เป็นความเย็นที่ดูดเอาความอบอุ่นทั้งหมดออกจากร่างกายของฉัน บทลงโทษเริ่มขึ้นแล้ว ฉันรู้สึกเหมือนกำลังถูกแช่แข็งจากภายในสู่ภายนอก

ฉันไม่สามารถหายใจได้ ร่างกายของฉันแข็งทื่อไปหมด แต่ฉันกัดฟันไว้แน่น ฉันจะไม่ยอมแพ้! ฉันต้องหยุดการ กวักมือ นี้เพื่อหยุดยั้งไม่ให้คำสาปแพร่กระจายไปยังยายของฉันอีกต่อไป นี่คือการ หักหลัง ที่ฉันต้องทำเพื่อคนที่ฉันรัก

ในขณะที่ฉันกำลังต่อสู้กับพลังงานที่มองไม่เห็นนี้ ภาพใบหน้าของยายก็ปรากฏขึ้นในความคิดของฉัน ยายกำลัง ยิ้ม ให้ฉันอย่างอ่อนโยน ใบหน้าของยายเต็มไปด้วยความสงบ ไม่มีความหวาดกลัวหรือความบิดเบี้ยวใดๆ เลย

“ยายไม่เป็นไรแล้วนิสา… หนูทำดีที่สุดแล้ว”

ภาพและเสียงนั้นทำให้ฉันตระหนักได้ว่า: การกระทำของฉันอาจจะหยุดยั้งการดูดกลืนพลังงานของ Nang Kwak ได้ทันเวลา!

ในที่สุด แขนของฉันก็ถูกกดทับลงอย่างสมบูรณ์ ฉันใช้มืออีกข้างและน้ำหนักตัวทั้งหมดกดทับมันไว้กับพื้นทราย การ กวักมือ หยุดลงแล้ว!

แต่ทันทีที่การเคลื่อนไหวหยุดลง พลังงานชีวิตของฉันก็เริ่มถูกดึงออกไปอย่างรวดเร็วแทนที่จะเป็นความเย็นยะเยือกที่เคยเป็น ตอนนี้ฉันรู้สึกถึงความร้อนที่เผาผลาญจากภายในสู่ภายนอก พลังงานที่เคยทำให้ฉันไม่รู้สึกเหนื่อยล้ากำลังถูกถอนออกไปพร้อมกับชีวิตของฉัน

ฉันเข้าใจแล้ว: พันธนาการไม่ได้ต้องการแค่ให้ฉันกวักมือ แต่มันต้องการพลังงานของฉันเองเพื่อความอยู่รอดเมื่อฉันหยุด

ฉันได้ตัดสินใจแล้ว นี่คือ การเสียสละสุดท้าย ฉันต้องแลกชีวิตของฉันกับความปลอดภัยของยายและคนอื่นๆ ฉันจะต้องกลายเป็น Nang Kwak ที่ถูกทำลาย ไม่ใช่ Nang Kwak ที่แพร่กระจายคำสาป

ร่างกายของฉันเริ่มอ่อนแรงลงอย่างรวดเร็ว ฉันรู้สึกเหมือนวิญญาณกำลังลอยออกจากร่าง แต่ก่อนที่ความมืดจะกลืนกิน ฉันใช้พลังสุดท้าย บีบ สร้อยข้อมือที่ข้อมือของฉัน

“ฉัน… จะไม่… เป็น… ช่องทาง… ให้พวกแก… อีกต่อไป…”

ฉันหมดสติไปบนพื้นทรายใต้ต้นไม้ใหญ่ แขนของฉันถูกตรึงไว้แน่น การกวักมือ ได้หยุดลงแล้ว แต่ชีวิตของฉันก็กำลังสิ้นสุดลงเช่นกัน


ความมืดมิดไม่ได้กลืนกินฉันอย่างสมบูรณ์อย่างที่ฉันคาดไว้ ฉันรู้สึกเหมือนกำลังลอยอยู่เหนือร่างกายของตัวเองเป็นเวลานานแสนนาน ไม่มีน้ำหนัก ไม่มีเสียง และไม่มีความเจ็บปวด ฉันรู้ว่าฉันตายแล้ว แต่ในเวลาเดียวกัน ฉันก็รู้ว่า Nang Kwak ไม่ได้ปล่อยฉันไปง่ายๆ

ฉันลืมตาขึ้นอีกครั้ง พบว่าตัวเองยังคงนอนอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ที่เดิม แต่ตอนนี้มีเพียงแสงจันทร์สลัวๆ เท่านั้นที่ส่องลงมา สร้อยข้อมือยังคงรัดแน่นอยู่ที่ข้อมือ แขนของฉันถูกกดทับอยู่กับพื้นทราย แต่ความเจ็บปวดจากการถูกดูดพลังงานได้หายไปแล้ว ถูกแทนที่ด้วย ความว่างเปล่า ที่หนาวเย็นกว่า

ฉันพยายามขยับตัว แต่ร่างกายของฉันหนักอึ้งราวกับเป็นหิน ฉันขยับได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น แต่ฉันสังเกตเห็นว่า การกวักมือ ได้หยุดลงแล้วอย่างถาวร ความพยายามสุดท้ายของฉันได้ผล: ฉันได้ทำลายกลไกหลักของพันธนาการ

แต่ชัยชนะนี้ไม่ได้นำมาซึ่งอิสรภาพ ฉันไม่ตาย และฉันก็ไม่เป็นอิสระ ฉันถูก จองจำ อยู่ในสภาพกึ่งตายกึ่งเป็น ฉันได้กลายเป็น Nang Kwak ที่ไม่มีพลังงาน ไม่มีชีวิตชีวา เป็นเพียง รูปปั้น ที่ถูกทิ้งร้างบนเกาะลันตา

ฉันพยายามตะเกียกตะกายลุกขึ้นอย่างช้าๆ ใช้เวลาหลายชั่วโมงเพื่อพยุงร่างกายที่ไร้น้ำหนักของตัวเองให้ตั้งตรงได้ ฉันเดินโซซัดโซเซกลับไปที่ชายหาดในยามเช้าตรู่ แสงแดดกระทบกับผิวของฉันทำให้ฉันรู้สึกราวกับถูกเผา แต่ฉันก็ยังต้องเดินต่อไป

เมื่อฉันเดินผ่านร้านของสิงหา ฉันเห็นเขาในสภาพที่น่าสังเวชกว่าเดิมมาก เขายังคงนั่งอยู่ในความมืดหลังเคาน์เตอร์ แขนของเขายังคงถูกบังคับให้ กวักมือ อย่างบ้าคลั่งไม่หยุดหย่อน แต่ตอนนี้รอยยิ้มบนใบหน้าของเขากลับกลายเป็นความบิดเบี้ยวที่ไร้จิตวิญญาณแล้ว เขากำลังส่งเสียงครวญครางเบาๆ ด้วยความทรมาน

ฉันหยุดมองเขา ฉันไม่ได้รู้สึกสะใจ แต่รู้สึกสงสารที่เขาต้องทนทุกข์ทรมานอย่างไม่มีที่สิ้นสุดเช่นเดียวกับที่ฉันต้องเผชิญมาก่อน

“สิงหา…” ฉันกระซิบเรียกเขาด้วยเสียงที่แหบพร่า

เขาเงยหน้าขึ้นมามองฉัน ดวงตาของเขาว่างเปล่า แต่มีประกายของความเข้าใจในโชคชะตา “นิสา…” เขาพยายามจะพูด แต่สิ่งที่ออกมาคือเสียงหัวเราะคิกคักที่น่าขนลุกของ Nang Kwak

ฉันเข้าใจแล้ว เขาได้กลายเป็น Nang Kwak ที่สมบูรณ์แบบแล้ว เขาเป็น ภาชนะ ที่ยังคงทำงานต่อไปแม้จะไม่มีใครสนใจ นั่นคือผลกรรมที่เขาสร้างขึ้นมา

ฉันเดินจากสิงหาไปอย่างเงียบๆ และไปหายายฟ้าที่แผงขายขนมของเธอ ยายฟ้ากำลังนั่งทำขนมอยู่เหมือนปกติ แต่ครั้งนี้ยายเงยหน้าขึ้นมามองฉันทันทีที่ฉันมาถึง ดวงตาของยายฟ้าเต็มไปด้วยความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง

“หนูทำสำเร็จแล้วนิสา” ยายฟ้าพูดด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยน “หนูไม่ได้ทำลายคำสาป แต่หนูได้ หยุด มันไว้แล้ว หนูได้จ่ายด้วย อิสรภาพ ของหนูเอง”

“แล้ว… ยายของฉันล่ะคะ” ฉันถามด้วยเสียงที่สั่นเครือ ความกังวลเรื่องเดียวที่เหลืออยู่ในใจของฉัน

ยายฟ้าส่ายหน้าช้าๆ “คนบนแผ่นดินใหญ่ไม่เป็นไรแล้ว พันธนาการ นั้นมันถูกผูกติดกับหนูเท่านั้น เมื่อหนูหยุดการ กวักมือ และยอมมอบพลังงานของตัวเองให้กับมัน คำสาปก็หยุดแพร่กระจายแล้ว ยายของหนูปลอดภัย”

น้ำตาไหลอาบแก้มของฉันอีกครั้ง แต่น้ำตานี้ไม่ได้มาจากความทุกข์ทรมาน แต่มาจากความโล่งอกและความเสียใจที่ไม่อาจแก้ไขได้

“แล้วฉันล่ะคะยายฟ้า… ฉันต้องเป็นแบบนี้ตลอดไปเหรอ เป็นแค่รูปปั้นที่ยิ้มและกวักมือไม่ได้” ฉันถามด้วยความสิ้นหวัง

ยายฟ้ายิ้มอย่างเศร้าสร้อย “หนูยังไม่ตาย แต่หนูได้กลายเป็น ตำนาน ไปแล้ว ร่างกายของหนูถูกยึดครอง แต่จิตวิญญาณของหนูยังอยู่ หนูกำลังถูกลงโทษด้วย การไม่ถูกลืม

ยายฟ้าหยิบดอกไม้สีขาวดอกเล็กๆ ดอกหนึ่งมาวางไว้บนข้อมือของฉันที่ถูกสร้อยข้อมือรัดไว้ “หนูจะต้องอยู่ตรงนี้ เป็นเครื่องเตือนใจถึงผลลัพธ์ของความโลภ แต่ในขณะเดียวกัน หนูคือ ยามเฝ้าประตู คนสุดท้ายที่จะไม่ยอมให้ใครต้องตกเป็นเหยื่อเหมือนหนูอีกต่อไป”

ฉันกลับไปที่ชายหาด ยืนอยู่ที่เดิมราวกับรูปปั้น ฉันไม่สามารถ กวักมือ ได้แล้ว และรอยยิ้มของฉันก็จางหายไปจนเกือบจะเป็นใบหน้าที่ว่างเปล่า ฉันกลายเป็นเพียงหญิงสาวที่ยืนนิ่งอยู่ที่ชายหาด ผู้คนที่เดินผ่านไปมาเริ่มให้ความสนใจในตัวฉันอีกครั้ง แต่คราวนี้ไม่ใช่เพราะ การกวักมือ ที่เชื้อเชิญ แต่เพราะ ความนิ่งสงบ ที่น่าขนลุก

ฉันรู้ว่าชีวิตของฉันในฐานะ Nang Kwak นั้นแตกต่างไปแล้ว ฉันไม่ได้ดูดพลังงานจากใคร แต่ฉันกำลัง ปกป้อง พวกเขาจากการถูกดึงดูดโดยความชั่วร้ายที่สิงสถิตอยู่ในสร้อยข้อมือนี้


วันเวลาผ่านไปบนเกาะลันตาอย่างเชื่องช้าสำหรับฉัน แต่รวดเร็วสำหรับคนอื่น ฉันยืนอยู่ที่เดิมบนชายหาดราวกับเป็นส่วนหนึ่งของภูมิทัศน์ ฉันไม่ได้ กวักมือ อีกต่อไป แต่ความนิ่งเฉยของฉันกลับสร้างแรงดึงดูดแบบใหม่ นักท่องเที่ยวเข้ามาหาฉันด้วยความอยากรู้อยากเห็น ไม่ใช่เพราะพลังงานของ Nang Kwak แต่เพราะความลึกลับของ นิสา ผู้หญิงที่ยืนยิ้มอย่างว่างเปล่า

ฉันยังคงเป็น ภาชนะ ที่ถูกจองจำ แต่ตอนนี้ฉันเป็น ภาชนะที่ว่างเปล่า วิญญาณที่สถิตอยู่ในสร้อยข้อมือยังอยู่ แต่ไม่สามารถแสดงพลังออกมาได้ตราบใดที่ฉันไม่ขยับและไม่ส่งต่อพลังงาน ฉันได้กลายเป็น เกราะป้องกัน ให้กับนักท่องเที่ยวทุกคนที่มายังเกาะนี้

บางครั้ง ฉันได้ยินเสียงผู้คนพูดถึงฉัน “นั่นไง นิสาผู้โชคดี เธอยืนอยู่ที่นี่ทุกวันและได้เงินเยอะแยะ” พวกเขาเข้าใจผิดว่าความนิ่งเฉยของฉันคือ “เคล็ดลับ” การค้าใหม่ แต่พวกเขาไม่รู้ว่าสิ่งที่ฉันได้รับคืออิสรภาพที่ถูกปล้นไป

ฉันเริ่มสังเกตเห็น สิ่งมีชีวิต อื่นๆ ที่อาศัยอยู่บนเกาะ พวกเขาเข้ามาใกล้ฉันมากขึ้นเมื่อฉันหยุด กวักมือ นกทะเลจะเดินมาจิกทรายใกล้เท้าฉัน ปูเสฉวนจะเดินข้ามเงาของฉันไปอย่างไม่หวาดกลัว นั่นทำให้ฉันรู้สึกเชื่อมโยงกับโลกอีกครั้ง แม้ว่าจะเป็นการเชื่อมโยงทางร่างกายเท่านั้นก็ตาม

ฉันยังคงเดินผ่านร้านของสิงหาทุกวัน สิงหายังคงอยู่ที่เดิม ถูกพันธนาการไว้ด้วยการ กวักมือ อย่างบ้าคลั่ง ฉันเห็นตำรวจท่องเที่ยวเข้ามาที่ร้านของเขา สอบถามเกี่ยวกับความผิดปกติของเขา แต่สิงหาไม่สามารถพูดอะไรได้ เขาทำได้แค่ ยิ้ม และ กวักมือ ด้วยท่าทางที่น่าขนลุก ตำรวจจึงสรุปว่าเขาอาจจะมีปัญหาทางจิตและไม่ได้ดำเนินคดีใดๆ สิงหาต้องอยู่อย่างทรมาน ถูกสังคมมองว่าเป็นคนบ้า นั่นคือความยุติธรรมที่ Nang Kwak มอบให้เขา

วันหนึ่ง มีเด็กสาวคนหนึ่งเข้ามาหาฉัน เธอชื่อ มะลิ อายุประมาณสิบเก้าปี ดูเป็นเด็กสาวที่เพิ่งเดินทางเข้ามาในเกาะลันตาใหม่ๆ ดวงตาของเธอเต็มไปด้วยความฝันและความสิ้นหวังที่ฉันคุ้นเคยเป็นอย่างดี เธอกำลังหาเงินเพื่อส่งกลับบ้าน

มะลิเข้ามาหาฉันด้วยรอยยิ้มที่สดใส “สวัสดีค่ะพี่นิสา ทุกคนพูดถึงพี่เยอะมากเลย! หนูเพิ่งมาถึงเกาะนี้ค่ะ ต้องการทำงานหาเงินสักพักเพื่อช่วยครอบครัว” เธอพูดอย่างตื่นเต้น “พี่ทำยังไงถึงได้ยืนอยู่ตรงนี้อย่างสงบได้คะ หนูพยายามยืนแบบนี้บ้างแล้วแต่ไม่มีลูกค้าเลย”

คำถามของมะลิทำให้ฉันรู้สึกเย็นวาบไปถึงหัวใจ ความโลภและความสิ้นหวัง ของเธอมันเหมือนกับฉันในอดีต มะลิกำลังยืนอยู่บนเส้นทางเดียวกับที่ฉันเคยเดิน และกำลังมองหา ทางลัด ที่อันตราย

ฉันพยายามที่จะพูด ฉันพยายามที่จะกรีดร้องออกไปว่า “หนีไปมะลิ! อย่าได้เดินบนเส้นทางนี้!” แต่ร่างกายของฉันไม่ตอบสนอง ฉันทำได้เพียง ยืนนิ่ง และ มอง เธอด้วยดวงตาที่ว่างเปล่า

มะลิผิดหวังเล็กน้อย แต่เธอก็ยังคงคุยต่อไป “หนูเห็นพี่สิงหาด้วยนะคะ เขาก็ยืน กวักมือ อยู่ที่ร้านของเขา แต่หนูเห็นว่าเขาดูน่ากลัวมากเลย หนูก็เลยไม่กล้าเข้าไปใกล้… แต่พี่ดูสงบดีค่ะ มีคนบอกว่าพี่มีเครื่องรางพิเศษที่ทำให้ลูกค้าหลงรัก”

ฉันรู้ว่านี่คือช่วงเวลาที่สำคัญที่สุด Twist สุดท้าย กำลังจะเกิดขึ้นตรงหน้าฉัน และฉันไม่มีสิทธิ์ที่จะขยับหรือพูดได้

มะลิมองมาที่ข้อมือของฉัน สร้อยข้อมือสีแดงเข้มที่พันธนาการฉันไว้มันเรืองแสงจางๆ เมื่อถูกแสงแดด “โอ้ สร้อยข้อมือสวยจังเลยค่ะ… มันเป็นเครื่องรางเหรอคะ”

ความตื่นเต้นในดวงตาของมะลิทำให้ฉันหวาดกลัวที่สุด ถ้าเธอรู้ว่านี่คือสิ่งที่ดึงดูดความมั่งคั่ง เธอจะพยายามทำทุกอย่างเพื่อได้มันมา

“หนูอยากมีโชคแบบพี่บ้างจัง” มะลิกล่าวพร้อมกับถอนหายใจยาวๆ “มีคนบอกหนูว่า มี ยักษ์ ที่ชื่อ Nang Kwak อยู่บนเกาะนี้ มันจะช่วยคนที่สิ้นหวังที่สุดให้ร่ำรวย แต่ต้องแลกด้วยบางสิ่งบางอย่าง”

ฉันยืนอยู่ตรงนั้น ทำได้เพียงใช้ดวงตาที่ว่างเปล่าของฉัน จ้องมอง เธออย่างหนักหน่วง พยายามที่จะ สื่อสาร ด้วยพลังจิตทั้งหมดที่ฉันมีว่า หนีไป!

แต่สำหรับมะลิแล้ว การจ้องมองของฉันไม่ได้ดูเหมือนคำเตือน แต่มันกลับดูเหมือน แรงบันดาลใจ “ขอบคุณนะคะพี่นิสา” มะลิยิ้มกว้าง “การยืนดูพี่ทำให้หนูรู้สึกว่าหนูจะต้องทำทุกวิถีทางเพื่อประสบความสำเร็จให้ได้”

มะลิเดินจากไปอย่างมีความหวังเต็มเปี่ยม เธอเดินไปในทิศทางที่สวนทางกับร้านของสิงหา แต่ฉันรู้ว่าการ ปฏิเสธ ของเธอต่อสิงหาผู้บ้าคลั่งนั้นอาจทำให้เธอไปสู่ ทางลัด ที่อันตรายยิ่งกว่า


มะลิหายไปจากชายหาดเป็นเวลาสามวัน ฉันยังคงยืนอยู่ตรงนั้นในความนิ่งสงบ ความกังวลกัดกินจิตวิญญาณของฉันอย่างช้าๆ ฉันรู้ว่าเด็กสาวที่เต็มไปด้วยความสิ้นหวังและความทะเยอทะยานคนนั้นจะต้องทำสิ่งที่ฉันเคยทำ ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ฉันได้กลายเป็น แรงบันดาลใจ ที่นำพาเธอไปสู่ความหายนะ

ในวันที่สี่ มะลิกลับมาที่ชายหาด แต่คราวนี้เธอไม่ได้มาพร้อมกับความสิ้นหวัง เธอมาพร้อมกับ รอยยิ้ม ที่กว้างจนน่ากลัว และความสดใสที่ผิดปกติในดวงตา รอยยิ้มนั้น… ฉันรู้จักมันดี มันคือรอยยิ้มที่ถูกตรึงไว้ด้วยพลังงานที่มองไม่เห็น รอยยิ้มที่ไม่ได้มาจากหัวใจ

และสิ่งที่ทำให้ฉันหัวใจสลายที่สุด: มะลิกำลังกวักมือ

เธอไม่ได้ กวักมือ อย่างต่อเนื่องเหมือนที่ฉันเคยทำ แต่เธอ กวักมือ เป็นครั้งคราวให้กับนักท่องเที่ยวที่เดินผ่านไป ท่าทางของเธอดูคล่องแคล่วและเป็นธรรมชาติอย่างน่าประหลาด ราวกับว่าการเคลื่อนไหวนี้เป็นส่วนหนึ่งของเธอมานานแล้ว

มะลิเดินตรงมาหาฉัน ใบหน้าของเธอเต็มไปด้วยความสุข “พี่นิสา! หนูทำได้แล้ว! หนูเจอ ทางลัด แล้วค่ะ!”

ฉันจ้องมองเธอด้วยดวงตาที่ว่างเปล่า พยายามอย่างยิ่งยวดที่จะ กรีดร้อง คำเตือน แต่ร่างกายของฉันยังคงไม่ตอบสนอง

“หนูไปเจอคนที่ขายเครื่องรางค่ะ ไม่ใช่พี่สิงหานะคะ แต่เป็นคนแก่ที่เก็บตัวอยู่ท้ายเกาะ” มะลิเล่าด้วยเสียงกระซิบกระซาบที่ตื่นเต้น “เขาบอกหนูว่า Nang Kwak ไม่ใช่แค่เรื่องของ การกวักมือ เท่านั้น แต่คือเรื่องของ การแลกเปลี่ยน และ ความตั้งใจ

มะลิยื่นมือออกมาให้ฉันดู ที่ข้อมือของเธอไม่มีสร้อยข้อมือสีแดงเข้มเหมือนของฉัน แต่มี รอยสัก รูปมือที่กำลัง กวัก อยู่เบาๆ มันเป็นรอยสักที่จางๆ และแทบจะมองไม่เห็น “นี่คือ พันธนาการที่เบาบางกว่า ค่ะ” มะลิพูดอย่างภาคภูมิใจ “มันจะทำงานเฉพาะเมื่อหนู ต้องการ ดึงดูดลูกค้าอย่างรุนแรงเท่านั้น แต่ถ้าหนูไม่ใช้มัน หนูจะยังคงเป็นอิสระ!”

ฉันรู้ว่ามะลิถูกหลอกแล้ว รอยสัก นั้นคือความตั้งใจที่จะ ผูกมัด พลังงานของเธอเข้ากับคำสาปในระยะยาว Nang Kwak ฉลาดกว่าที่ฉันคิด มันไม่ได้ต้องการ ภาชนะ ที่ถูกทำลายอย่างรวดเร็วเหมือนฉัน แต่มันต้องการ เครือข่าย ของ Nang Kwak ที่มีอิสระบางส่วนแต่ถูกควบคุมจากเบื้องหลัง

มะลิมองมาที่ฉันด้วยความสงสาร “พี่นิสา… พี่ดูเหนื่อยมากเลยนะคะ ทำไมพี่ไม่ลองหา ทางลัด ที่แตกต่างดูบ้างล่ะคะ”

มะลิเดินจากไปอย่างรวดเร็ว พร้อมกับ กวักมือ ให้กับกลุ่มนักท่องเที่ยวที่เพิ่งมาถึง ดวงตาของนักท่องเที่ยวเหล่านั้นเป็นประกายและรีบเดินตามเธอไปราวกับถูกสะกดจิต ฉันมองเห็นเงาจางๆ ของมือ กวัก ที่มองไม่เห็นกำลังปรากฏขึ้นรอบๆ ตัวมะลิอย่างช้าๆ

ฉันยืนอยู่ตรงนั้นอย่างโดดเดี่ยว ร่างกายเป็นรูปปั้นที่ว่างเปล่า จิตวิญญาณถูกจองจำ ฉันไม่สามารถช่วยมะลิได้ เพราะ การมีอยู่ ของฉันเองคือคำเตือนที่ถูก ตีความผิด ว่าเป็น แรงบันดาลใจ

Twist สุดท้าย คือ: ฉันไม่ได้เป็น Nang Kwak ที่ถูกแทนที่ แต่ฉันเป็นเพียง ส่วนหนึ่ง ของแผนการที่ใหญ่กว่า Nang Kwak ที่แท้จริงไม่ได้ต้องการแค่ ภาชนะ เดียว แต่ต้องการ กองทัพ ที่ถูกควบคุมอย่างเงียบๆ และฉันได้กลายเป็น แม่เหล็กเงียบ ที่ดึงดูด เหยื่อ รายต่อไปมาสู่เส้นทางแห่งความโลภนี้โดยไม่ตั้งใจ

วันแล้ววันเล่า ฉันยังคงยืนอยู่ที่เดิม มีผู้หญิงสาวคนอื่นๆ เข้ามาหาฉัน พูดคุยเกี่ยวกับความมั่งคั่งที่มะลิได้รับ และถามถึง “เคล็ดลับ” ของความนิ่งสงบของฉัน ฉันทำได้เพียง จ้องมอง พวกเขาด้วยดวงตาที่ว่างเปล่า

ฉันตระหนักถึงโชคชะตาของตัวเอง: ฉันจะต้องอยู่ตรงนี้ตลอดไป เป็นเหมือนประภาคารแห่งความโลภที่ไม่มีแสงสว่าง คอยเฝ้าดูเหยื่อรายแล้วรายเล่าเดินตามรอยเท้าของฉัน โดยที่ไม่สามารถส่งคำเตือนใดๆ ออกไปได้

ฉันไม่ได้ถูกลงโทษด้วยความตาย แต่ถูกลงโทษด้วย การดำรงอยู่ อย่างไม่มีจุดหมาย การเป็น พยาน ในการล่มสลายของจิตวิญญาณคนอื่น และการเป็น สัญลักษณ์ ของความสำเร็จที่ว่างเปล่าสำหรับคนที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่

บทสรุปทางจิตวิญญาณ:

พวกเขาบอกว่า กรรม จะติดตามเราไปทุกที่ แต่พวกเขาพูดไม่หมด กรรม ไม่ได้เป็นเพียงการลงโทษ แต่เป็นการ พันธนาการ ที่สร้างเครือข่ายของตัวเองขึ้นมา ความโลภไม่ใช่แค่บาป แต่มันคือ สัญญา ที่ไม่สามารถฉีกขาดได้

Nang Kwak ไม่ใช่เทพี แต่เป็น พันธนาการ ที่ถูกส่งต่อจากความปรารถนาที่ไม่รู้จักพอของผู้คน ฉันได้กลายเป็น สถูป แห่งความโลภบนเกาะลันตา ถูกตรึงไว้ด้วยรอยยิ้มที่ว่างเปล่า และไม่มีสิทธิ์ที่จะหยุด การเฝ้ามอง โลกที่ฉันไม่สามารถสัมผัสได้อีกต่อไป

ฉันยังคงยืนอยู่ตรงนั้นท่ามกลางแสงอาทิตย์ยามเย็น แขนทั้งสองข้างนิ่งสนิท ดวงตาเฝ้ามองคลื่นทะเลที่ซัดสาด ร่างกายของฉันคือพยานแห่งความจริงอันโหดร้าย: บางครั้ง การเป็นอิสระที่ดีที่สุดคือการถูกลืม แต่ฉันถูกตัดสินให้ถูกจดจำ… ในฐานะสัญลักษณ์แห่งความโลภที่น่ากลัวที่สุด

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Facebook Twitter Instagram Linkedin Youtube