เนื้อคนตาย: อาหารแห่งอำนาจ
ผมชื่อแดน เป็นจ่าตำรวจยศเล็ก ๆ ในโรงพักแห่งหนึ่งที่บุรีรัมย์ ชีวิตของผม… ถ้าจะให้พูดสั้น ๆ ก็คือ ‘ไร้ค่า’ ผมน่าจะรู้ตัวเรื่องนี้มานานแล้ว แต่มายอมรับความจริงได้เด็ดขาด ก็ในเช้าวันที่ยืนอยู่กลางห้องเช่าเหม็นอับ กลิ่นคาวเลือดผสมกับกลิ่นเหล้าบูดลอยคลุ้งจนแทบสำลัก บนพื้นไม้กระดานเก่า ๆ ร่างของชายวัยกลางคนนอนขดตัว เขาคือ ‘เสี่ยตง’ นักพนันที่สิ้นเนื้อประดาตัว สภาพศพ… มันไม่ใช่การฆ่าตัวตายธรรมดา
สารวัตรวิรัช หัวหน้าของผม เตะถังเหล้าที่กลิ้งอยู่ข้างศพดัง ‘แกร๊ง’ “พวกขี้แพ้” สารวัตรพ่นลมหายใจ เหม็นกลิ่นกาแฟเข้มข้น “ติดหนี้จนปัญญา ก็หาทางออกโง่ ๆ แบบนี้” ผมก้มลงมองศพอย่างละเอียด เสี่ยตงไม่ได้แขวนคอ ไม่ได้กินยา เขาใช้มีดปอกผลไม้… แทงเข้าไปในรูหูของตัวเอง แทงจนสุดด้าม ทะลุเข้าไปในสมอง มันเป็นการกระทำที่ต้องใช้ความบ้าคลั่ง หรือความเด็ดเดี่ยวที่น่าขนลุก “รีบ ๆ เคลียร์ซะ จ่าแดน” สารวัตรวิรัชตบต้นคอผมแรง ๆ “เขียนรายงานไปว่าฆ่าตัวตายเพราะหนี้สิน อย่าให้เสียเวลา” เขาหันหลังเดินออกไปคุยโทรศัพท์เสียงดัง ปล่อยให้ผมอยู่กับความตายที่น่าสะอิดสะเอียนนี้
ผมพยายามไม่สนใจกลิ่น ผมสวมถุงมือ ค่อย ๆ ใช้นิ้วแงะปากของเสี่ยตงที่แข็งเกร็ง สิ่งที่ผมเห็น ทำให้ผมชะงัก ในปากของเขา… บนลิ้นที่ซีดเผือด มีเศษบางอย่างติดอยู่ ไม่ใช่เศษอาหาร ไม่ใช่ยาสูบ มันเป็นเศษใบไม้ หรือสมุนไพรแห้ง ๆ สีเขียวคล้ำ ผมใช้แหนบคีบมันออกมา ใส่ถุงพลาสติกใสอย่างระมัดระวัง มันมีกลิ่นแปลก ๆ กลิ่นเหมือนดินเก่า ๆ ผสมกับกลิ่นสนิม “มัวทำอะไรอยู่!” เสียงสารวัตรตะคอกมาจากหน้าประตู “บอกให้รีบปิดคดีไง!” ผมสะดุ้ง รีบเก็บถุงหลักฐานเล็ก ๆ นั่นใส่กระเป๋าเสื้อ “ครับสารวัตร! ไม่มีอะไรครับ!” ผมโกหก… นี่คือ ‘อะไร’ บางอย่างแน่นอน นี่คือศพที่สี่แล้ว ในรอบหกเดือน
พอกลับมาถึงโรงพัก ความอับอายก็ถาโถมเข้าใส่ผมเหมือนทุกที สารวัตรวิรัชนั่งไขว่ห้างบนโต๊ะทำงานของผม เขาโยนรายงานที่ผมเขียนทิ้งลงถังขยะ “ใครใช้ให้แกไปสืบเรื่องสมุนไพรบ้าบอนั่น” เขาด่ากราดต่อหน้าตำรวจคนอื่น ๆ “ผมแค่คิดว่ามันน่าสงสัยครับ…” “น่าสงสัย?” เขาหัวเราะเยาะ “สิ่งที่น่าสงสัยที่สุดในโรงพักนี้คือสมองของแกว่ะ จ่าแดน! คดีมันปิดไปแล้ว แกจะรื้อขึ้นมาให้ชาวบ้านเขาสมเพชเหรอ ว่าตำรวจบุรีรัมย์โง่เง่าขนาดไหน” ผมกำหมัดแน่น ได้แต่ก้มหน้าฟัง ผมอายุยี่สิบแปดแล้ว แต่กลับรู้สึกเหมือนเด็กนักเรียนที่ถูกครูดุ ผมมีความทะเยอทะยาน ผมอยากก้าวหน้า แต่ผมขี้ขลาด ผมกลัวสายตาของสารวัตรวิรัช เขาทั้งทุจริต ขี้เกียจ แต่เขาฉลาดแกมโกง เขารู้วิธีเหยียบหัวคนอื่นเพื่อเอาตัวรอด และผมคือบันไดขั้นที่เขามักจะใช้เหยียบย่ำเป็นประจำ
ผมกลับมาที่โต๊ะทำงานเล็ก ๆ ของผม เปิดลิ้นชักที่ล็อกไว้ ข้างในมีแฟ้มสีเหลืองซีด ๆ หนึ่งแฟ้ม ผมตั้งชื่อมันว่า “คดีประหลาด” ผมนั่งมองถุงพลาสติกเล็ก ๆ ที่วางอยู่ข้างแฟ้ม ข้างในคือเศษสมุนไพรจากปากของเสี่ยตง ผมเปิดแฟ้มออก คดีแรก… ‘เจ๊อ้อย’ แม่ค้าขายลอตเตอรี่ ถูกรถชนตายกลางดึก คนขับอ้างว่าเจ๊อ้อยจู่ ๆ ก็วิ่งออกมากลางถนน ยืนกางแขนเหมือนนก แล้วตะโกนว่าตัวเอง ‘เหาะได้’ คดีที่สอง… ‘ลุงหมาย’ ภารโรงโรงเรียน เขาปีนขึ้นไปบนถังเก็บน้ำของโรงเรียน แล้วกระโดดลงมาตาย เพื่อนบ้านบอกว่า สองวันก่อนตาย ลุงหมายที่เคยเงียบขรึม กลับไปไล่ทุบตีก่อนเมียที่ชอบข่มเหงเขา จนเมียต้องหนีไปนอนวัด คดีที่สาม… ‘นังแตง’ สาวโรงงานที่มักจะถูกสามีซ้อม วันหนึ่ง เธอกลับเป็นฝ่ายถือมีดทำครัวไล่ฟันสามีจนหนีกระเจิง และคืนนั้น เธอก็กินยาเบื่อหนูตายในห้องน้ำ และคดีล่าสุด… เสี่ยตง ที่แทงหูตัวเอง
สี่คนนี้ ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกันเลย ยกเว้นสามอย่าง อย่างแรก พวกเขาคือคนชั้นล่าง คือผู้ถูกกระทำ คือคนที่สังคมมองไม่เห็นหัว อย่างที่สอง… ก่อนตายไม่กี่วัน พวกเขาทุกคนจู่ ๆ ก็มีพฤติกรรมเปลี่ยนไป จากคนที่อ่อนแอ กลายเป็นคน ‘กล้าหาญ’ หรือ ‘ก้าวร้าว’ ผิดมนุษย์มนา และอย่างที่สาม… คือความลับที่ผมเพิ่งค้นพบวันนี้ ผมเปิดรูปถ่ายที่ผมแอบถ่ายจากที่เกิดเหตุของสามคดีแรก ผมซูมเข้าไปที่รูปปากของเจ๊อ้อยตอนที่เธอนอนตายบนถนน… มีเศษสีเขียวคล้ำติดอยู่ที่ฟัน ผมซูมรูปของลุงหมาย… เศษเดียวกัน นังแตง… ก็เหมือนกัน และตอนนี้ เสี่ยตง สมุนไพรชนิดเดียวกัน มันคืออะไรกันแน่?
ผมรอจนค่ำ หลังเลิกงาน ผมไม่อยากให้ใครเห็นว่าผมกำลังทำอะไร ผมขับมอเตอร์ไซค์เก่า ๆ ของผมไปที่ร้านยาจีนในตลาด เจ้าของร้านคือ ‘แปะกง’ ชายชราที่ผมเคารพ แกน่าจะเป็นเภสัชกรที่อายุมากที่สุดในจังหวัดนี้ ผมยื่นถุงพลาสติกเล็ก ๆ ให้แปะกง แกเปิดไฟส่องสว่าง จ้องมองมันผ่านแว่นขยายหนาเตอะ มือของแปะกงเริ่มสั่น แกเงยหน้ามองผม ใบหน้าซีดเผือด “แก… แกไปเอานี่มาจากไหน” เสียงแกเบาจนแทบไม่ได้ยิน “ผมเจอมันในที่เกิดเหตุครับแปะกง มันคืออะไรเหรอครับ” แปะกงรีบปิดถุงพลาสติก โยนมันคืนให้ผมเหมือนเป็นของร้อน “ทิ้งมันไปซะ” แกพูด พลางโบกมือไล่ผม “อย่าเอามาให้ฉันเห็นอีก!” “แปะกง! บอกผมก่อน มันคืออะไร!” ผมรั้งแขนแกไว้ แกมองซ้ายมองขวา ก่อนจะดึงผมเข้าไปหลังร้าน กลิ่นยาต้มโชยอบอวล “แกอยากรู้จริง ๆ เหรอ” แปะกงกระซิบ “แกกำลังเล่นกับของที่ไม่ควรเล่นนะ จ่าแดน” “ผมต้องรู้ครับ” แปะกงถอนหายใจยาว “มันเรียกว่า ‘หญ้าคนตาย’” “หญ้าคนตาย?” “ใช่… แถวชายแดน เขาเรียกมันว่า ‘หญ้าผีบอก’ แต่ชื่อจริง ๆ ของมันคือ ‘ยาคนตาย’ (Yaa Khon Dtaa) มันเป็นพืชต้องห้าม มันไม่ขึ้นในที่ทั่วไป มันจะขึ้นเฉพาะในดินที่… ที่เคยเป็นป่าช้าเก่า หรือที่ที่มีคนตายโหงเยอะ ๆ” ขนที่ต้นคอผมลุกซู่ “มัน… มันทำอะไรได้ครับ” แปะกงก้มหน้าลงต่ำ “มันให้ ‘พลัง’” “พลังอะไรครับ” “พลังที่จะไม่กลัว” แกตอบ “คนเฒ่าคนแก่เขาเล่าว่า… ใครที่กินมัน จะรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นราชสีห์ จะรู้สึกว่าตัวเองอยู่เหนือคนอื่น จะได้ยินชัดขึ้น มองเห็นไกลขึ้น แต่…” “แต่อะไรครับแปะกง” “แต่พลังนั่นมีราคาแพง” แกจ้องตาผม “มันไม่ได้ให้พลังอย่างเดียว มัน ‘เอา’ บางอย่างไปด้วย มันเอาสติของแกไป มันจะทำให้แกเห็นภาพหลอน ได้ยินเสียงที่คนอื่นไม่ได้ยิน… และสุดท้าย มันจะพาแกไปสู่ความตาย” แกชี้ไปที่ถุงในมือผม “คนที่กินมันจุดจบไม่เคยสวยซักราย ทิ้งมันไปซะ จ่าแดน… ถือว่าฉันขอร้อง” ผมเดินออกมาจากร้านยา สมองอื้ออึงไปหมด ‘หญ้าคนตาย’ ‘พลังที่จะไม่กลัว’ คำพูดของแปะกงวนเวียนอยู่ในหัวผม ผมควรจะทิ้งมันไปตามที่แกบอก ผมควรจะหยุดสืบเรื่องนี้ แต่ผมทำไม่ได้ สี่ศพ… สี่ชีวิตที่จบลงแบบประหลาด มันไม่ใช่แค่การฆ่าตัวตาย มันคืออะไรที่ใหญ่กว่านั้น
ผมขี่มอเตอร์ไซค์ไปเรื่อย ๆ อย่างไร้จุดหมาย สมองพยายามปะติดปะต่อเรื่องราว ถ้าสมุนไพรนี้มันต้องห้าม แล้วพวกเขาไปเอามันมาจากไหน? มันต้องมีแหล่งที่มา ผมเริ่มนึกถึงคำพูดของเพื่อนตำรวจที่ชอบไปสังสรรค์กัน พวกเขาเคยพูดถึง ‘หมู่บ้านผี’ ที่อยู่ลึกเข้าไปในเขตป่าชายแดน ที่นั่นมีร้านอาหารเพิงหมาแหงนที่ขาย ‘ลาบ’ รสชาติประหลาด พวกเขาเตือนกันเองว่าอย่าไปแถวนั้น “แถวนั้นมันวังเวง” เพื่อนคนหนึ่งเคยว่าไว้ “เหมือนมีคนจ้องมองเราตลอดเวลา” “เขาว่ากันว่า… ที่นั่นพวกผีมันชอบมาขอกิน” ตอนนั้นผมฟังก็แค่หัวเราะ แต่ตอนนี้ ผมไม่ขำอีกต่อไป ผมเลี้ยวรถมอเตอร์ไซค์ มุ่งหน้าออกนอกเมือง คืนนั้นฝนพรำ อากาศเริ่มเย็น ผมกำลังมุ่งหน้าไปยังที่ที่คนเป็นไม่ควรย่างกรายเข้าไป
ผมใช้เวลาเกือบชั่วโมง ขี่ไปตามทางดินลูกรังที่มืดสนิท ไฟหน้ามอเตอร์ไซค์ส่องไปเห็นแต่ความว่างเปล่า จนกระทั่งผมเห็นแสงไฟริบหรี่อยู่ไกล ๆ มันไม่ใช่หมู่บ้าน มันเป็นแค่บ้านไม้เก่า ๆ ทรุดโทรมหลังเดียว ตั้งอยู่โดดเดี่ยวกลางทุ่ง ไม่มีป้ายร้าน ไม่มีรถจอด มีเพียงตะเกียงน้ำมันก๊าดดวงเล็ก ๆ ที่แขวนไว้หน้าบ้าน ส่องแสงสลัว ๆ กลิ่น… ผมได้กลิ่นมันตั้งแต่ยังไม่ลงจากรถ กลิ่นสมุนไพรที่รุนแรง กลิ่นเดียวกับที่ติดอยู่ในปากของเสี่ยตง แต่ครั้งนี้มันผสมกับกลิ่นเนื้อดิบและข้าวคั่วหอม ๆ มันเป็นกลิ่นที่… ยั่วยวนอย่างน่าประหลาด ผมจอดรถ เดินช้า ๆ เข้าไปที่หน้าบ้าน ประตูไม้เปิดแง้มไว้ ผมเห็นเพียงเงาตะคุ่มของผู้หญิงคนหนึ่งนั่งอยู่ข้างใน เธอกำลังสับอะไรบางอย่างบนเขียงไม้ เสียงดังเป็นจังหวะ ‘กึก… กึก… กึก…’
ผมกลืนน้ำลายที่เหนียวหนืด “เอ่อ… ขอโทษนะครับ” ผมเรียก “ที่นี่… ขายอาหารรึเปล่าครับ” เสียงสับหยุดลง เงาตะคุ่มนั้นนิ่งไปครู่หนึ่ง แล้วเสียงแหบแห้งเหมือนกระดาษทรายก็ดังออกมาจากความมืด “เข้ามาสิ… คุณจ่า” ผมชาวาบไปทั้งตัว เธอยังไม่ทันหันมามองผมด้วยซ้ำ แต่เธอรู้ว่าผมเป็นใคร ผมก้าวข้ามธรณีประตูเข้าไปอย่างช้า ๆ ข้างในมืดกว่าที่คิด มีเพียงแสงจากตะเกียงในครัว ผมเห็นเธอแล้ว หญิงชรา… หรืออาจจะไม่ชรามาก แต่ใบหน้าเหี่ยวย่นและดวงตาจมลึก เธอนั่งอยู่บนพื้น กำลังสับเนื้อแดงสดกองโต ข้าง ๆ เขียงมีชามใส่ผักและสมุนไพรสีเขียวคล้ำ… มันคือ ‘หญ้าคนตาย’ “ชาวบ้านเขาเรียกฉันว่า ป้าปา” เธอกล่าว โดยไม่เงยหน้าขึ้นมามอง “คุณจ่า… คงไม่ได้มาที่นี่เพื่อกินลาบธรรมดา ๆ ใช่ไหมล่ะ” ผมตัวแข็งทื่อ “คุณ… คุณป้า รู้ได้ยังไงว่าผมเป็นตำรวจ” ป้าปาหัวเราะเบา ๆ ในลำคอ “ฉันอยู่ที่นี่มานาน” เธอกล่าว “ฉันได้กลิ่น… ฉันได้กลิ่นคนที่สิ้นหวังมาแต่ไกล” เธอยังคงสับเนื้อต่อไป “คนอื่น ๆ ที่มาหาฉัน พวกเขาก็มีกลิ่นแบบเดียวกับคุณ” “คนอื่น ๆ?” “ใช่… แม่ค้าหวยที่อยากให้คนเกรงใจ… ภารโรงที่อยากให้เมียหยุดด่า… สาวโรงงานที่อยากให้ผัวเลิกซ้อม… หรือแม้แต่นักพนันที่อยากได้เงินคืน” หัวใจผมเต้นรัว นี่คือคำตอบของทุกอย่าง สี่ศพ… พวกเขามาที่นี่กันหมด “พวกเขามากิน ‘ลาบหญ้า’ ของฉัน” ป้าปากล่าวต่อ “ลาบหญ้า?” “ลาบสูตรพิเศษ… สำหรับคนที่อยาก ‘ได้ยิน’ ชัดขึ้น… อยาก ‘มองเห็น’ ไกลขึ้น… สำหรับคนที่อยากให้คนอื่น ‘กลัว’ ตัวเอง” คำพูดของเธอเหมือนกับที่แปะกงบอกไม่มีผิด นี่คือแหล่งที่มา ผมควรจะจับกุมเธอเดี๋ยวนี้ ผมควรจะแจ้งข้อหาเธอ แต่ผมขยับตัวไม่ได้ ความกลัวที่ผมมีต่อสารวัตรวิรัชมันยังน้อยกว่าความรู้สึกที่ผมมีต่อผู้หญิงคนนี้ “ผม… ผมแค่มาถามไถ่” ผมพยายามทำเสียงให้เข้มแข็ง “มีคนตายเพราะกินของแบบนี้” ป้าปาหยุดสับเนื้อ เธอเงยหน้าขึ้นมองผมเป็นครั้งแรก ดวงตาของเธอ… มันโบ๋ลึกและว่างเปล่า “พวกเขาไม่ได้ตายเพราะลาบของฉันหรอก คุณจ่า” “พวกเขาตายเพราะความอ่อนแอของตัวเอง” “ลาบหญ้าแค่ให้ในสิ่งที่พวกเขาไม่เคยมี… มันให้ความกล้า” “แต่พอได้ความกล้าแล้ว… พวกเขาใช้มันไม่เป็น” “พวกเขาควบคุมมันไม่ได้” ผมถอยหลังไปก้าวหนึ่ง “ผม… ผมต้องไปแล้ว” ผมหันหลังวิ่งออกจากบ้านหลังนั้น ผมสตาร์ทมอเตอร์ไซค์ บิดคันเร่งจนสุด ผมหนี… หนีสุดชีวิต
คืนนั้นผมกลับไปที่โรงพัก ผมต้องเข้าเวรดึกแทนคนอื่น สารวัตรวิรัชโยนแฟ้มคดีใหม่มาให้ผม “ไอ้แดน! พรุ่งนี้มีตรวจราชการใหญ่ เอกสารพวกนี้ต้องเสร็จก่อนแปดโมงเช้า” มันเป็นงานที่ควรจะใช้คนสามคนทำ แต่มันโยนมาให้ผมคนเดียว “แต่สารวัตรครับ… ผมเพิ่งออกเวร…” “มีปัญหาเหรอ?” เขายืนเท้าสะเอว “หรืออยากจะโดนย้ายไปอยู่ป้อมยามชายแดน? ที่นั่นมีเวลาว่างให้แกไปนั่งนับใบไม้เยอะเลยนะ” ผมก้มหน้า “ไม่ครับสารวัตร” “ก็ดี! ทำไป! ถ้าพรุ่งนี้งานไม่เสร็จ แกโดนแน่!” เขากระทืบเท้าเดินออกไป ผมนั่งมองกองเอกสารที่สูงท่วมหัว ความรู้สึกเดิม ๆ กลับมาอีกแล้ว ความรู้สึกไร้ค่า… ความรู้สึกอัดอั้นตันใจ ผมนั่งทำงานไปจนถึงตีสาม ความเหนื่อยล้า ความโกรธ ความคับแค้นใจ มันทับถมกัน ผมเหลือบไปเห็นข่าวในทีวีที่เปิดทิ้งไว้ ข่าวประกาศการเลื่อนยศประจำปี สารวัตรวิรัช… ได้รับคำชมเชยในคดีค้ายาเสพติด คดีที่ผมเป็นคนสืบสวนหาข้อมูลเกือบทั้งหมด แต่เขาเป็นคนแถลงข่าว เขาเอาความดีความชอบไปหมด ส่วนผม… ได้แค่งานเอกสารกองโต กับคำด่าทอ น้ำตาผมเริ่มไหล ไม่ใช่เพราะเสียใจ… แต่เพราะมันโกรธ โกรธที่ตัวเองไม่กล้าทำอะไร โกรธที่ปล่อยให้คนแบบนั้นเหยียบย่ำ ผมมองนาฬิกา… ตีสามครึ่ง ผมเดินไปที่ห้องน้ำ ล้างหน้า ผมมองตัวเองในกระจก ผู้ชายขี้ขลาดตาขาวคนหนึ่งจ้องกลับมา ไม่… ผมทนแบบนี้ต่อไปไม่ไหวแล้ว
ผมตัดสินใจในวินาทีนั้น ผมเดินออกจากโรงพัก ผมสตาร์ทมอเตอร์ไซค์ ผมรู้ว่าผมกำลังจะไปไหน ผมกลับไปที่บ้านไม้หลังนั้นอีกครั้ง ป้าปายังนั่งอยู่ที่เดิม เหมือนกับว่าเธอไม่เคยลุกไปไหน เหมือนกับว่าเธอรอผมอยู่ “นึกแล้วว่าคุณต้องกลับมา” เธอกล่าว โดยไม่หันมามอง ผมเดินเข้าไปในครัว ยืนอยู่ตรงหน้าเธอ “ผมอยากได้” “อยากได้อะไรล่ะ คุณจ่า” “ผมอยากได้… ลาบหญ้า” ป้าปาแสยะยิ้ม เป็นรอยยิ้มที่น่าเกลียดที่สุดเท่าที่ผมเคยเห็น “แน่นอน… สำหรับคุณจ่า… ฉันมีสูตรที่ ‘แรง’ ที่สุด” เธอลุกขึ้น หันไปหยิบชามดินเผาใบหนึ่ง เธอตักเนื้อสับสีแดงคล้ำ กองใหญ่ และหยิบ ‘หญ้าคนตาย’ แห้ง ๆ กำมือหนึ่ง เธอขยำมัน… กลิ่นฉุนของดินและสนิมคลุ้งขึ้นมาทันที เธอคลุกเคล้ามันกับพริกป่น ข้าวคั่ว และน้ำปลา เสียงเนื้อที่ถูกขยำดัง ‘จ๊อบแจ๊บ’ ในความเงียบ เธอยื่นชามนั้นให้ผม ลาบดิบสีเข้ม… แทรกด้วยสีเขียวคล้ำของใบหญ้า กลิ่นของมันทั้งหอมและคาวในเวลาเดียวกัน “กินสิ คุณจ่า” ป้าปาพูด “กิน… เพื่อเอาทุกอย่างที่เป็นของแกคืนมา” ผมมองชามในมือ ผมรู้ว่านี่คือทางที่ย้อนกลับไม่ได้ ผมรู้ว่านี่คือสิ่งที่ฆ่าคนมาแล้วสี่คน แต่ในวินาทีนั้น… ผมไม่กลัวอีกต่อไป ผมตักลาบหญ้าคำแรกเข้าปาก มันเย็นเฉียบ รสชาติของมัน… เหมือนดิน เหมือนเลือด
ทันทีที่เนื้อชิ้นนั้นแตะลิ้นผม โลกก็เปลี่ยนไป มันไม่ได้บิดเบี้ยว… แต่มัน ‘คมชัด’ ชัดเจนจนน่าสะพรึงกลัว ผมได้ยินเสียงตู้เย็นเก่า ๆ ของป้าปากำลังสั่น ไม่ใช่แค่เสียงเครื่องทำงาน… ผมได้ยินเสียงกระแสไฟฟ้าที่วิ่งอยู่ข้างในขดลวด ผมได้ยินเสียงแมลงกลางคืนกระพือปีกอยู่นอกหน้าต่าง ผมเห็นไรฝุ่นเล็ก ๆ นับล้าน กำลังเต้นระบำอยู่ในแสงตะเกียงสลัว ๆ ผมมองหน้าป้าปา รอยยิ้มเหี่ยวย่นของเธอ… ผมเห็นสิ่งที่อยู่ลึกไปกว่านั้น ผมเห็นความพอใจ… ความคาดหวัง… เธอไม่ใช่แค่คนทำลาบ เธอคือแม่ค้า… ที่กำลังรอดูว่าสินค้าของเธอทำงานได้ผลหรือไม่ “มันเริ่มแล้วใช่ไหมล่ะ… คุณจ่า” ป้าปากระซิบ ผมไม่ตอบ ผมก้มหน้าก้มตากินต่อ รสชาติของดินและเลือด… ตอนนี้มันกลับหอมหวาน ผมรู้สึกถึงพลังงานบางอย่างที่เย็นเยียบ กำลังแผ่ซ่านจากท้อง ขึ้นมาที่หน้าอก ไหลไปตามแขนขา มันเหมือนน้ำแข็งที่กำลังไหลเวียนอยู่ในเส้นเลือด ผมกินจนหมดชาม… ไม่เหลือแม้แต่พริกเม็ดเดียว ผมวางชามลง “เท่าไหร่ครับ” “คำแรก… ไม่คิดตังค์” ป้าปาหัวเราะ “ถือว่าเป็นการเปิดบัญชี” “ครั้งต่อไป… มันจะแพงหน่อยนะ” “ผมจะจ่าย” ผมตอบ ผมลุกขึ้นยืน ผมรู้สึกตัวเบา แต่ในขณะเดียวกันก็รู้สึก ‘หนักแน่น’ เหมือนมีสมอเรือถ่วงอยู่ที่เท้า ทำให้ผมยืนได้อย่างมั่นคง ผมเดินออกมาจากบ้านหลังนั้น คืนที่เคยมืดมิด… ตอนนี้กลับสว่าง ผมมองเห็นรายละเอียดของใบไม้ทุกใบที่ต้องแสงจันทร์ ผมขี่มอเตอร์ไซค์กลับโรงพัก เสียงเครื่องยนต์ที่เคยหนวกหู ตอนนี้กลับกลายเป็นดนตรีที่ไพเราะ ผมกลับมาถึงโต๊ะทำงาน… กองเอกสารยังคงท่วมหัว แต่ตอนนี้… มันดูเป็นเรื่องเล็กน้อย ผมลงมือนั่งทำงาน สมองของผม… มันเร็วกว่าที่เคยเป็นมาทั้งชีวิต ตัวอักษรในรายงานที่เคยพร่ามัว ตอนนี้กลับคมชัด ผมอ่าน… ผมพิมพ์… ผมวิเคราะห์ งานที่สารวัตรวิรัชบอกว่าต้องใช้เวลาทั้งคืน… ผมทำเสร็จภายในเวลาแค่สองชั่วโมง ไม่ใช่แค่ทำเสร็จ ผมอ่านมันทุกตัวอักษร… ย้อนหลังไปหลายเดือน ผมเริ่มเห็น ‘รูปแบบ’ ผมเห็นตัวเลขที่ไม่ตรงกัน ผมเห็นวันที่ที่ถูกแก้ไข ผมเห็นร่องรอย… ร่องรอยการทุจริตของสารวัตรวิรัช ร่องรอยที่เขาปกปิดไว้ในกองเอกสารพวกนี้ แดนคนเก่า… คงมองข้ามมันไปเพราะความเหนื่อยล้า แดนคนเก่า… คงไม่กล้าแม้แต่จะคิดสงสัย แต่ผมไม่ใช่แดนคนเก่า ผมแยกเอกสารที่มีปัญหาเหล่านั้นออกมา… ทำสำเนาเก็บไว้เงียบ ๆ ผมรอ… เช้าวันรุ่งขึ้น ผมไม่ได้นอนเลยทั้งคืน แต่ผมไม่ง่วง ผมรู้สึกตื่นตัว… รู้สึกพร้อม แปดโมงตรง… สารวัตรวิรัชเดินอาด ๆ เข้ามาในโรงพัก เขาเพิ่งไปกินมื้อเช้ามาอย่างสบายอารมณ์ เขาเดินมาที่โต๊ะผม เตรียมจะตะคอกเหมือนทุกที “ไอ้แดน! งานที่ฉันสั่งเสร็จรึยังวะ! ถ้ายังไม่เสร็จ…” ผมไม่ได้เงยหน้าขึ้นทันที ผมกำลังพิมพ์ประโยคสุดท้ายในรายงานสรุปของผม ผมกดปุ่ม Enter เสียงดัง ‘แกร๊ก’ แล้วผมก็เงยหน้าขึ้น… ช้า ๆ ผมสบตาเขานิ่ง นี่เป็นครั้งแรกในชีวิต… ที่ผมกล้าสบตากับสารวัตรวิรัชโดยตรง “เสร็จแล้วครับ… สารวัตร” เสียงของผม… มันไม่ใช่เสียงสั่น ๆ แหลม ๆ เหมือนเมื่อวาน มันเป็นเสียงที่ทุ้ม… ต่ำ… และเยือกเย็น สารวัตรวิรัชชะงัก เขาคงแปลกใจกับท่าทีของผม เขาพยายามรักษามาด “เออ! ก็ดี! เสร็จแล้วก็ไสหัวไป…” “แต่ผมเจอเรื่องน่าสนใจนิดหน่อยครับ” ผมพูดขัดจังหวะเขา ผม… ‘พูดขัด’ สารวัตรวิรัช ตำรวจทั้งโรงพักที่กำลังทยอยกันเข้ามาทำงาน… หยุดกึก เสียงพูดคุยเงียบลงทันที ผมหยิบแฟ้มอีกอันที่ผมแยกไว้ ยื่นให้เขา “นี่ครับ… รายงานความไม่สอดคล้องกัน… ที่ผมพบในรายงานคดีเก่า ๆ ของสารวัตร” ผมเน้นคำว่า ‘ของสารวัตร’ “เป็นคดีที่สารวัตร… ได้รับขั้นความดีความชอบไปเมื่อปีก่อนน่ะครับ” ใบหน้าของสารวัตรวิรัชเริ่มเปลี่ยนสี จากสีผิวปกติ… กลายเป็นซีด แล้วจากซีด… ก็กลายเป็นแดงก่ำ “แก… แกหมายความว่ายังไง!” เขากระแทกเสียง “แกกำลังจะกล่าวหาฉันเหรอ ไอ้จ่าแดน!” เขาพยายามจะตะโกนให้เหมือนปกติ แต่เสียงของเขามันแตกพร่า… ผมนั่งนิ่ง… โน้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย “ผมไม่ได้กล่าวหาใครครับ” ผมพูดด้วยเสียงระดับปกติ “ผมแค่… ‘สังเกต’ เห็น” ผมจ้องลึกเข้าไปในตาเขา “ช่วงนี้… ทุกอย่างมันดูชัดเจนสำหรับผมมาก… ชัดเจนเป็นพิเศษ” และในวินาทีนั้นเอง… ผมเห็นมัน สิ่งที่ผมโหยหามาตลอดชีวิต ‘ความกลัว’ ผมเห็นความกลัว… วิ่งผ่านดวงตาของสารวัตรวิรัช เขาเบิกตากว้าง… มีความตื่นตระหนก… ความสับสน เขาเป็นฝ่ายหลบตาผมก่อน เขากระชากแฟ้มนั้นไปจากมือผม “ไร้สาระ!” เขาตวาดกลบเกลื่อน “กลับไปทำงานของแกไป!” เขารีบหันหลัง เดินสับเท้าเร็ว ๆ เข้าห้องทำงานของเขา ‘ปัง!’ เขาปิดประตูเสียงดังลั่นโรงพัก แต่ผมรู้… เขาไม่ได้ปิดประตูด้วยความโกรธ เขาปิดมัน… ด้วยความตื่นตระหนก ผมเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ รอยยิ้ม… ปรากฏขึ้นที่มุมปากของผมเป็นครั้งแรก มันเป็นรอยยิ้มที่ผมไม่เคยรู้จักมาก่อน
บรรยากาศในโรงพักเปลี่ยนไป เสียงกระซิบกระซาบดังขึ้นรอบตัวผม ตำรวจคนอื่น ๆ มองผมด้วยสายตาที่ต่างไปจากเดิม พวกเขาไม่ได้มองผมเหมือนอากาศธาตุอีกต่อไป พวกเขามองผม… เหมือนผมเป็นตัวประหลาด “เมื่อกี้แกเห็นที่มันจ้องตาสารวัตรไหม” “เออ… ขนลุกว่ะ” “มันไปโดนตัวไหนมาวะ… ปกติเห็นสารวัตรยังกับหมาเห็นเจ้าของ” ผมได้ยินทุกคำ แต่ผมไม่สนใจ ผมรู้สึก… สะอาด ผมรู้สึก… มีพลัง ผมรู้สึกเหมือนเพิ่งได้อาบน้ำชำระล้างความขี้ขลาดที่เกาะกินตัวผมมานานหลายปี เสียงวิทยุสื่อสารดังขึ้น “มีเหตุทะเลาะวิวาทที่ตลาดสด! สองฝ่ายมีอาวุธ! ขอกำลังเสริมด้วย!” ปกติ… นี่คืองานที่ไม่มีใครอยากไป มันวุ่นวาย เสี่ยงเจ็บตัว แต่ผม… ผมกลับรู้สึก ‘อยาก’ ผมลุกขึ้นยืน คว้าหมวก “ผมไปเองครับ” ผมพูดเสียงเรียบ จ่าเฉย เพื่อนร่วมงานโต๊ะข้าง ๆ มองผมตาค้าง “เฮ้ย… แดน… มันมีมีดนะเว้ย รอกำลังเสริมก่อน…” “ไม่ต้องครับ” ผมเดินออกมา ผมสตาร์ทรถกระบะตำรวจ ความรู้สึกที่ได้จับพวงมาลัยมันช่างแตกต่าง ผมไม่ได้ ‘ขับ’ รถ ผมกำลัง ‘ควบคุม’ เหล็กทั้งก้อนนี้
ผมไปถึงตลาด คนมุงดูกันเต็ม ชายสองคนกำลังตั้งท่าใส่กัน คนหนึ่งถือมีดปอกผลไม้… อีกคนถือท่อนเหล็ก พวกเขาตะโกนด่าทอกันลั่น ถ้าเป็นแดนคนเก่า… ผมคงจอดรถห่าง ๆ ใช้วิทยุเรียกพวกเขา หรืออย่างดีก็ชักปืนขึ้นมาขู่ แต่แดนคนใหม่… ผมดับเครื่อง… ลงจากรถ ผมเดินฝ่าวงล้อมของชาวบ้านเข้าไป ผมไม่ได้วิ่ง… ผมเดิน ผมเดินตรงดิ่งเข้าไปหากลางวง “วางอาวุธลง” เสียงของผม… มันไม่ใช่การตะโกน แต่มันดังพอที่ทุกคนจะได้ยิน มันเป็นเสียงที่เต็มไปด้วยอำนาจ… จนตัวผมเองยังแปลกใจ ไอ้คนที่ถือมีดหันมามองผม ตาของมันแดงก่ำ คงเมายามา “อย่ามายุ่งโว้ย ไอ้ตำรวจ! กูจะแทงแม่งให้ตาย!” มันเงื้อมีดขึ้น ผมไม่หยุดเดิน ผมเดินเข้าไปใกล้… จนห่างจากมันไม่ถึงสองเมตร ผมจ้องเข้าไปในดวงตาที่บ้าคลั่งของมัน ผมมอง… เหมือนกำลังมองทะลุเข้าไปในสมองของมัน “ฉันบอกให้…” ผมพูดช้า ๆ ชัด ๆ “วาง… มีด… ลง… เดี๋ยวนี้” เกิดความเงียบขึ้นชั่วขณะ ผมเห็นมือของชายคนนั้น… มันเริ่มสั่น เขาไม่ได้กำลังมองตำรวจยศจ่าตัวเล็ก ๆ ผมรู้ว่าเขาเห็นอะไร เขาเห็น ‘บางอย่าง’ ในดวงตาของผม บางอย่างที่ทำให้สัญชาตญาณดิบของเขากรีดร้องว่า ‘อันตราย’ ‘แกร๊ง!’ มีดปอกผลไม้ร่วงหล่นลงบนพื้นคอนกรีต ชายคนนั้นถอยหลังกรูด… หน้าซีดเผือด ไอ้คนที่ถือท่อนเหล็กก็อ้าปากค้าง ผมเดินเข้าไปหยิบกุญแจมือออกมา ผมไม่ได้รีบร้อน ทุกการเคลื่อนไหวของผม… มันเต็มไปด้วยความมั่นใจ “พวกแกสองคน… ไปกับฉัน” ไม่มีใครขัดขืน พวกเขาเดินตามผมมาขึ้นรถกระบะ… เหมือนเด็กนักเรียนที่โดนทำโทษ ผมจับพวกเขายัดเข้าไปในที่นั่งด้านหลัง ชาวบ้านมองผมเหมือนผมเป็นฮีโร่ในหนัง ระหว่างทางกลับโรงพัก ความเงียบเข้าปกคลุมรถ ผมมองตัวเองในกระจกส่องหลัง ดวงตาของผม… มันดูต่างไปจากเดิม มันสว่าง… คมกริบ… และไม่สั่นไหว ความรู้สึกนี้… มันเหมือนยาเสพติดชั้นดี มันคือความรู้สึกของการ ‘อยู่เหนือ’ ความรู้สึกของการ ‘ควบคุม’ สถานการณ์ได้ ผมไม่ใช่จ่าแดน… ไอ้ขี้แพ้คนนั้นอีกต่อไป ผมคือคนใหม่ ผมคือคนที่เหนือกว่า ผมคือตัวตนที่แท้จริงของผม… ที่เพิ่งถูกปลุกให้ตื่น ผมมาถึงโรงพัก โยนผู้ต้องหาทั้งสองคนให้จ่าเฉยที่กำลังอ้าปากค้าง “จัดการที” ผมเดินไปที่โต๊ะของผม นั่งลง ผมรู้สึกดี… ดีอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อนในชีวิต ผมคือราชสีห์ และสารวัตรวิรัช… ก็เป็นแค่หมาแก่ขี้ขลาดตัวหนึ่ง ผมเริ่มวางแผน… ผมจะเอาทุกอย่างคืนมา ทุกอย่าง… ที่ควรจะเป็นของผม
ความรู้สึก ‘เหนือคน’ นั้น มันคงอยู่กับผมได้… สี่สิบแปดชั่วโมง สองวันเต็ม ๆ สองวันที่ผมรู้สึกเหมือนเป็นพระเจ้า ผมเดินไปทั่วโรงพัก ไม่มีใครกล้าสบตาผม สารวัตรวิรัชขังตัวเองอยู่ในห้องทำงาน เขาอ้างว่า ‘ไม่สบาย’ ผมรู้ว่าเขาโกหก เขากำลัง ‘กลัว’ ผมใช้เวลาสองวันนั้นสะสางคดีค้างเก่า สมองของผมที่คมกริบเหมือนมีดผ่าตัด มองเห็นความเชื่อมโยงที่คนอื่นมองข้าม คดีงัดแงะเล็ก ๆ ที่ถูกปิดไปแล้ว… ผมเชื่อมโยงมันเข้ากับการค้ายาเสพติดรายย่อย คดีคนหายที่ไม่มีใครสนใจ… ผมใช้เวลาแค่สามชั่วโมงในการหาเบาะแสว่าเขาไม่ได้หายไปไหน แต่หนีหนี้ไปอยู่กับเมียน้อยที่อำเภออื่น ผมทำงาน… ทำงาน… ทำงาน ผมไม่หิว ผมไม่เหนื่อย ผมเสพติดความรู้สึกของการ ‘ควบคุม’ ผมกลายเป็นเครื่องจักรไขคดีที่มีประสิทธิภาพที่สุดในบุรีรัมย์ เพื่อนร่วมงานมองผมด้วยสายตาที่ผสมปนเปกันระหว่างความชื่นชม… และความหวาดระแวง ผมไม่สนใจ ผมรู้แค่ว่า… ผมชอบที่เป็นแบบนี้ ผมชอบที่ ‘จ่าแดน’ คนเก่าได้ตายไปแล้ว
แล้ว… เช้าวันที่สามก็มาถึง ผมตื่นขึ้นมาบนเตียงแคบ ๆ ในห้องพักตำรวจ วินาทีแรกที่ลืมตา… ผมรู้ทันทีว่ามีบางอย่างผิดปกติ โลก… มัน ‘กลับไป’ เป็นเหมือนเดิม ความคมชัดที่เหมือนแก้วคริสตัลได้หายไปแล้ว ตอนนี้มันคือ… กระจกฝ้า ผมได้ยินเสียงพัดลมเพดานดัง ‘แกร่ก ๆ’ เสียงของมัน… มันน่ารำคาญ เมื่อวานนี้… เสียงของมันคือซิมโฟนีที่ผมแยกแยะได้ถึงรอบการหมุนของใบพัด ผมลุกขึ้นยืน ขาผม… มันหนักอึ้ง ผมเดินไปที่กระจก สิ่งที่จ้องกลับมา… ไม่ใช่ราชสีห์ ไม่ใช่จ้าวแห่งการควบคุม มันคือไอ้ขี้แพ้… ไอ้แดนคนเดิม… ที่ขอบตาดำคล้ำเพราะการอดนอน แต่คราวนี้… มันแย่กว่าเดิม แย่กว่ามาก เพราะตอนนี้… ผมรู้แล้วว่าอีกฝั่งหนึ่งของกระจกมันเป็นอย่างไร ผมรู้แล้วว่าความรู้สึก ‘มีอำนาจ’ มันหอมหวานแค่ไหน และความรู้สึก ‘ไร้อำนาจ’ ในตอนนี้… มันจึงขมขื่นเหมือนยาพิษ ผมอาบน้ำ… น้ำที่เคยให้ความรู้สึกสดชื่นเหมือนทิ่มแทงผิว… ตอนนี้มันก็แค่น้ำเย็น ๆ ผมแต่งตัว… เครื่องแบบตำรวจที่เคยรู้สึกเหมือนชุดเกราะ… ตอนนี้มันคือผ้ากระสอบเก่า ๆ ผมเดินออกจากห้อง ‘ปัง!’ เสียงประตูห้องทำงานของสารวัตรวิรัชเปิดออก ผมสะดุ้ง… ผมตัวสั่น ผม… ‘กลัว’ ความกลัวที่หายไปสองวัน… มันย้อนกลับมา ย้อนกลับมา… แรงกว่าเดิมเป็นสิบเท่า สารวัตรวิรัชเดินออกมา ใบหน้าเขาดูอิดโรยเล็กน้อย แต่ดวงตาของเขากลับมามีแววเหยียดหยามเหมือนเดิม เขาคง ‘สัมผัส’ ได้ เขาสัมผัสได้ว่าไอ้จ่าแดนที่เขากลัวเมื่อวานนี้… ได้หายไปแล้ว “อ้าว!” เขากระแทกเสียง “นึกว่าตายไปแล้วซะอีก! หายบ้าแล้วเหรอ” ผมก้มหน้า “ครับ… สารวัตร” เสียงผม… มันกลับไปแหลมเล็กและสั่นเครือ “ดี!” เขาตบหัวผมดัง ‘ป้าบ’ “งั้นก็ไสหัวไปชงกาแฟให้ฉันแก้วนึง! แล้วเอาเอกสารคดีไอ้พวกตลาดสดนั่นมาให้ฉันดูด้วย! แกทำอะไรผิดพลาดไปรึเปล่าก็ไม่รู้!” ผมกำหมัด ความอัปยศ… มันถาโถมเข้ามา ผมอยากจะตะโกนใส่หน้าเขา ผมอยากจะจ้องตาเขาให้กลัวเหมือนเมื่อวาน แต่ผมทำไม่ได้ ‘หญ้าคนตาย’ มันหมดฤทธิ์แล้ว ผมเป็นแค่… หมาตัวเดิม ผมเดินตัวลีบไปที่ห้องกาแฟ ผมชงกาแฟ… มือผมสั่น ผมกลับไปที่โต๊ะ… พยายามจะทำงาน แต่สมองผมตื้อไปหมด ตัวอักษรบนหน้าจอมันเต้นระบำ ผมอ่านไม่รู้เรื่อง ผมได้ยินแต่เสียงหัวเราะเยาะของสารวัตรวิรัชดังก้องอยู่ในหัว ผมทนอยู่แบบนั้นได้แค่ครึ่งวัน ความรู้สึกโหยหา… มันเริ่มกัดกินผมจากข้างใน มันไม่ใช่ความหิว… มันคือความ ‘ว่างเปล่า’ ความว่างเปล่าที่หนาวเหน็บในท้อง มันคือความรู้สึกของคนที่เคยยืนอยู่บนยอดเขา… แล้วถูกถีบตกลงมาในเหวลึก ผมรู้ว่าผมต้องการอะไร ผมรู้ว่าผมต้องทำอะไร ผมทนเป็นไอ้แดนคนเก่าต่อไปอีกแค่วินาทีเดียวก็ไม่ได้
ผมรอจนตะวันตกดิน ผมแกล้งทำเป็นออกไปตรวจพื้นที่ แต่ผมบิดมอเตอร์ไซค์… มุ่งหน้าไปทางเดิม ทางลูกรังที่มืดมิด… สู่บ้านของป้าปา คืนนี้ผมไม่ได้ขี่ช้า ๆ ผมบิดคันเร่งจนสุด… เหมือนคนบ้า ผมไปถึงหน้าบ้าน ผมแทบจะพังประตูเข้าไป ป้าปายังนั่งอยู่ที่เดิม สับเนื้อ… สับ… สับ… สับ เธอยังไม่ทันเงยหน้า “หมดฤทธิ์แล้วสินะ… คุณจ่า” เสียงแหบแห้งของเธอดังขึ้น “ครับ” ผมหอบ หายใจไม่ทัน “ผม… ผมต้องการอีก” ป้าปาหัวเราะ… “แน่นอน… แกต้องการอีก” เธอวางมีดลง หันมามองผมเต็ม ๆ ตา ดวงตาที่โบ๋ลึกของเธอ… คืนนี้มันดูมีประกาย “ฉันบอกแล้ว… คำแรกน่ะ… มันแค่เปิดบัญชี” “คำที่สอง… คำที่สาม… และคำต่อ ๆ ไป… นี่แหละคือของจริง” “เท่าไหร่ครับป้า” ผมล้วงกระเป๋าตังค์ “ผมมีเงิน…” “ฉันไม่เอาเงินแกหรอก” ป้าปาพูด “แล้วป้าต้องการอะไร” “ลาบหญ้า… มันไม่ใช่ของซื้อของขาย” เธอกล่าว “มันคือการ ‘แลกเปลี่ยน’” “แลกเปลี่ยนอะไรครับ” ป้าปาแสยะยิ้ม “มันต้องการ ‘อาหาร’” “อาหาร?” “หญ้าพวกนี้… มันโตในป่าช้า มันกินซาก… มันกินความกลัว… มันกินความตาย” “และเมื่อแกกินมันเข้าไป… มันก็ยังต้องการของพวกนั้นอยู่” ผมไม่เข้าใจ… แต่ผมไม่สน “ป้าจะเอาอะไรก็เอาไป! แต่ผมต้องการมันเดี๋ยวนี้! ผมทนไม่ไหวแล้ว!” ผมรู้สึกเหมือนคนกำลังจะขาดอากาศหายใจ ป้าปาพยักหน้าช้า ๆ “แกหิวโหยเหลือเกินนะ… คุณจ่า” “ความหิวแบบแกนี่แหละ… คืออาหารชั้นเลิศ” เธอหันไปตักเนื้อสับกองใหม่ มันดูกองใหญ่กว่าเดิม… สีคล้ำกว่าเดิม เธอกำ ‘หญ้าคนตาย’ ใส่ลงไป… มากกว่าเดิมเป็นสองเท่า เธอคลุกเคล้ามันอย่างรวดเร็ว… ยื่นชามดินเผาให้ผม ผมรับมันมา… มือสั่นเทา ผมไม่รอช้า… ผมจ้วงคำแรกเข้าปาก พลังงานนั้น… มันกระแทกกลับเข้ามาในร่าง ‘ตูม!’ มันเหมือนมีระเบิดลูกเล็ก ๆ ทำงานในกระเพาะ ความเย็นเยียบแล่นพล่านไปทั่วร่าง โลกที่เคยซีดจาง… กลับมาสว่างจ้า สว่างกว่าเดิม… แต่คราวนี้… มันมีความแตกต่าง ครั้งแรก… มันคือความ ‘คมชัด’ แต่ครั้งนี้… มันคือความ ‘เย็นชา’ ผมไม่ได้รู้สึกเหมือนเป็นราชสีห์ ผมรู้สึก… เหมือนเป็นหมาป่าที่กำลังหิวโหย ผมไม่ได้รู้สึก ‘ดี’ ผมรู้สึก… ‘โกรธ’ ความโกรธที่บริสุทธิ์… ไร้เหตุผล… และทรงพลัง ผมกินจนหมดชาม ป้าปามองผม “เป็นยังไงล่ะ” ผมวางชามลง ผมมองไปที่ป้าปา ผมเห็นเธอ… ชัดเจน “ป้า… ไม่ใช่คน” ผมพูด ป้าปาเลิกคิ้ว “แกฉลาดกว่าที่ฉันคิด” “ป้าเป็นอะไร” “ฉันก็เป็น… เหมือนที่แกกำลังจะเป็นนั่นแหละ” เธอตอบ “เป็น ‘คนเลี้ยง’… และเป็น ‘อาหาร’ ในเวลาเดียวกัน” ผมไม่อยากรู้รายละเอียด ผมหันหลัง “ผมจะกลับมาอีก” “โอ้… แกกลับมาแน่” ป้าปาหัวเราะ “แกไปไหนไม่รอดแล้วล่ะ… จ่าแดน” ผมขี่รถกลับโรงพัก ความเย็นชา… ความโกรธ… มันอัดแน่นอยู่ในอก ผมไม่ได้กลับไปที่โต๊ะทำงาน ผมเดินตรงไปที่ห้องพัก ผมเปิดลิ้นชัก… เอาแฟ้มเอกสารที่ผมคัดลอกไว้… หลักฐานการทุจริตของสารวัตรวิรัช ผมเปิดคอมพิวเตอร์ ผมไม่ได้ต้องการแค่ ‘ขู่’ มันอีกต่อไป ผมไม่ได้ต้องการแค่ ‘ชนะ’ มัน ผมต้องการ ‘ทำลายล้าง’ มัน ผมต้องการเห็นมันพังพินาศ ผมพิมพ์อีเมล… ส่งถึงสำนักงานจเรตำรวจแห่งชาติ ส่งถึงกองบังคับการปราบปรามการทุจริต ส่งถึงนักข่าวท้องถิ่นที่ผมรู้จัก ผมแนบไฟล์ทั้งหมดที่ผมมี ผมบรรยายพฤติกรรมของสารวัตรวิรัชอย่างละเอียด… ด้วยภาษาที่เย็นชา… และแม่นยำ ผมไม่ได้เขียนในฐานะ ‘ผู้ร้องเรียน’ ผมเขียนในฐานะ ‘ผู้พิพากษา’ ผมมองหน้าจอ นิ้วของผมวางอยู่บนปุ่ม ‘Enter’ แดนคนเก่า… อาจจะลังเล แดนคนเก่า… อาจจะกลัวผลที่จะตามมา แต่ผมไม่ใช่แดนคนเก่า ผมคือสิ่งที่ป้าปาเพิ่งป้อนอาหารให้ ผมคือความหิวโหย ผมกดปุ่ม ‘ส่ง’ เสียงคลิกเมาส์ดัง… กริ๊ก… มันเบามาก… แต่ในความเงียบของค่ำคืน… มันดังก้อง… เหมือนเสียงปืน ผมรู้… สงครามได้เริ่มขึ้นแล้ว นี่ไม่ใช่แค่การทวงคืนความยุติธรรม นี่คือการ ‘ล่า’ และสารวัตรวิรัช… คือเหยื่อชิ้นแรกของผม ผมเอนหลังพิงเก้าอี้ ผมรู้สึกถึง ‘หญ้าคนตาย’ ที่กำลังเต้นระริกอยู่ในท้อง มันกำลังพอใจ และผม… ก็เช่นกัน
เช้าวันรุ่งขึ้น… โรงพักเงียบสงัด เงียบจนน่าขนลุก ปกติเวลานี้คือช่วงเวลาที่โกลาหลที่สุด เสียงโทรศัพท์ เสียงคนเดิน เสียงตะโกนสั่งงานของสารวัตรวิรัช แต่วันนี้… ไม่มี ผมตื่นเต็มตา ผมรู้สึกถึงพลังของ ‘หญ้าคนตาย’ ไหลเวียนอยู่ในทุกอณู ผมไม่ได้รู้สึกเหมือนหมาป่าที่หิวโหยอีกต่อไป ผมรู้สึกเหมือน… ‘พราน’ พรานที่วางกับดักไว้… และกำลังรอดูเหยื่อมาติด ผมมาถึงโรงพักเป็นคนแรก ผมนั่งอยู่ที่โต๊ะของผม ทำความสะอาดปืนพกประจำกายอย่างใจเย็น ผมเช็ด… ผมขัด… ผมลงน้ำมัน ‘แกร๊ก’ ผมบรรจุกระสุนกลับเข้าไปทีละนัด เสียงโลหะกระทบกัน… มันช่างไพเราะ แปดโมงครึ่ง… เสียงล้อรถบดกับพื้นถนนหน้าโรงพักดังลั่น ไม่ใช่แค่คันเดียว สามคัน… รถเก๋งสีดำสนิท ไม่ติดตราโล่ตำรวจ แต่ผมรู้… ผมรู้ว่าพวกเขาคือใคร ผมวางปืนลงบนโต๊ะ… ค่อย ๆ สอดมันกลับเข้าซองปืนข้างเอว ประตูโรงพักถูกกระแทกเปิดออก กลุ่มชายฉกรรจ์ในชุดสูทสีเข้ม… แต่บางคนก็สวมเครื่องแบบสีกากีที่เนี้ยบกริบ พวกเขาคือ ‘จเรตำรวจ’ หน่วยงานจากส่วนกลาง นำโดยนายตำรวจยศพันตำรวจโท… ใบหน้าเคร่งขรึมและเย็นชา “ใครคือสารวัตรวิรัช” เขาถามเสียงดัง ตำรวจในโรงพัก… เพิ่งจะเริ่มทยอยกันมา… ตัวแข็งทื่อกันหมด พวกเขาไม่เคยเจอการ ‘บุก’ แบบนี้มาก่อน “เอ่อ… อยู่… อยู่ในห้องครับ” จ่าเฉยตะกุกตะกัก “ไปตามตัวเขามา!” ไม่ทันที่จ่าเฉยจะได้ลุก ประตูห้องทำงานของสารวัตรก็เปิดออก วิรัช… คงเพิ่งตื่นนอน… เสื้อยืดที่เขาสวมยังยับยู่ยี่ เขาคงได้ยินเสียงโวยวาย “มีอะไรกันวะ! เช้า ๆ หนวกหู…” คำพูดของเขาขาดหาย… เมื่อเขาเห็นกลุ่มคนแปลกหน้า ใบหน้าที่งัวเงีย… เปลี่ยนเป็นซีดเผือดในทันที “คุณคือ… สารวัตรวิรัช” นายตำรวจยศพันโทไม่ได้ถาม… เขาแค่ระบุ “ครับ… ผม… ผมวิรัช… มี… มีอะไรให้รับใช้ครับท่าน” วิรัชพยายามจะยิ้ม… แต่มันคือการแยกเขี้ยวที่น่าสมเพช นายตำรวจคนนั้นไม่พูดพร่ำทำเพลง เขาโยนปึกกระดาษลงบนโต๊ะของจ่าเฉย มันคือ… อีเมลของผม ที่ถูกพิมพ์ออกมา “นี่คือเอกสารที่คุณส่ง… ร้องเรียนมาใช่ไหม” วิรัชหน้าเหวอ “เปล่าครับ! ผมเปล่า!” “ไม่ใช่คุณ… แน่นอน” นายตำรวจพยักหน้า “เพราะนี่คือเอกสาร… ‘กล่าวโทษ’ คุณ” “อายัด!” นายตำรวจคนนั้นสั่งสั้น ๆ ลูกน้องของเขาเริ่มเคลื่อนไหว พวกเขาเดินตรงไปที่ห้องทำงานของสารวัตร “เฮ้ย! พวกคุณทำอะไร! นี่มันห้องผม! พวกคุณไม่มีหมาย!” วิรัชโวยวาย “เรามีคำสั่งตรงจากกองบัญชาการ” นายตำรวจตอบเสียงเรียบ “เราได้รับแจ้งว่ามีการทุจริต ยักยอกของกลาง และรับส่วย… อย่างเป็นระบบ… ในโรงพักแห่งนี้” “และหลักฐานทั้งหมด… ถูกส่งมาให้เราเมื่อคืนนี้” ตอนนั้นเอง… สารวัตรวิรัชหันขวับมาทางผม เขามองผม… ที่นั่งอยู่ที่โต๊ะอย่างสงบ ผมไม่ได้มองเขา ผมกำลังจ้องมองแฟ้มคดีที่เปิดค้างอยู่ตรงหน้า “มึง…” เสียงของวิรัชลอดไรฟัน “มึง… ไอ้แดน…!” ผมเงยหน้าขึ้น… ช้า ๆ ผมสบตาเขา… ดวงตาที่เคยทำให้ผมตัวสั่นเป็นลูกนก ดวงตาที่เคยทำให้ผมรู้สึกไร้ค่า ตอนนี้… ผมเห็นแค่ความตื่นตระหนก… ความบ้าคลั่ง… และความพ่ายแพ้ “มึงทำใช่ไหม!” เขากระโจนเข้ามาหาผม “มึงคือคนส่ง! มึงหักหลังกู!” เขาเงื้อมือขึ้น… จะตบผม… ‘แกร๊ก!’ ผมไม่ได้ขยับ แต่นายตำรวจยศพันโท… ชักปืนออกมา จ่อไปที่วิรัช “หยุด! นี่คือการขัดขวางการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่!” วิรัชชะงัก เขามองปืน… แล้วมองหน้าผม “ไอ้แดน… ไอ้เนรคุณ… ไอ้งูเห่า!” เขาตะโกนลั่น “กูเลี้ยงมึง… กูให้ที่ซุกหัวนอน… มึงทำกับกูแบบนี้เหรอ!” ผมลุกขึ้นยืน… ช้า ๆ ผมจัดเครื่องแบบให้เข้าที่ ผมเดินเข้าไปหาเขา… เดินเข้าไปใกล้… จนห่างกันไม่ถึงคืบ ผมมองเข้าไปในดวงตาที่แดงก่ำของเขา “ผมเปล่าทำอะไรเลยครับ… สารวัตร” ผมพูดด้วยเสียงที่เย็นชา… เสียงที่ผมได้มาจาก ‘หญ้าคนตาย’ “ผมแค่… ทำตามหน้าที่” “หน้าที่?” เขาคำราม “ใช่ครับ… หน้าที่” ผมยิ้ม เป็นรอยยิ้ม… ที่ผมรู้สึกได้ว่ามันเย็นยะเยือกแค่ไหน “หน้าที่ในการ… ‘กำจัด’ ขยะ… ที่มันเหม็นเน่ามานานแล้ว” “ไอ้…!” วิรัชพยายามจะกระแทกผม แต่จเรตำรวจสองนายเข้ามาล็อกแขนเขาทันที “ปล่อยกู! กูจะฆ่ามัน! ไอ้แดน! มึงจำไว้! มึงไม่ตายดีแน่!” เขาดิ้นรน… เขาตะโกน… เขาเหมือนสัตว์ที่กำลังบาดเจ็บสาหัส เขาดู… ‘เล็ก’ เล็กและน่าสมเพช “คุมตัวเขาไป” นายตำรวจยศพันโทเก็บปืน “เราจะทำการสอบสวน… และยึดเอกสารทั้งหมด” พวกเขาหิ้วปีกสารวัตรวิรัชออกไป เสียงเขายังคงด่าทอสาปแช่งผม… จนกระทั่งลับหูไป โรงพักเงียบกริบยิ่งกว่าเดิม จ่าเฉยและตำรวจคนอื่น ๆ… ยืนตัวแข็ง พวกเขามองผม… ไม่ใช่สายตาชื่นชม… ไม่ใช่สายตาหวาดระแวง… มันคือสายตาของคนที่กำลังมอง… ‘ปีศาจ’ นายตำรวจยศพันโทหันมาทางผม เขาเก็บอีเมลที่พิมพ์ออกมา… ยื่นให้ผม “นี่คือข้อมูลของคุณใช่ไหม… จ่าสิบตำรวจแดน” “ครับผม” เขาจ้องหน้าผมนิ่ง… พยายามจะอ่านอะไรบางอย่างในตัวผม “คุณทำได้ดีมาก… ที่กล้าร้องเรียน” “ผมแค่ทำตามหน้าที่ครับ” ผมตอบคำเดิม “จากนี้ไป… โรงพักนี้จะอยู่ในความดูแลของกองบังคับการ… จนกว่าการสอบสวนจะเสร็จสิ้น” “และ… จนกว่าจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลง” เขาชี้ไปที่ห้องทำงานที่ประตูยังเปิดอ้า “คุณ… รักษาราชการแทน… ในตำแหน่งหัวหน้าสถานี” ผมพยักหน้า “รับทราบครับ” เขาไม่ได้พูดอะไรต่อ เขาหันหลัง… สั่งงานลูกน้อง… เสียงรื้อค้นเอกสารดังขึ้นทั่วโรงพัก ผมเดิน… ผมเดินผ่านโต๊ะทำงานเก่า ๆ ของผม ผมเดินผ่านความทรงจำที่น่าสมเพช ผมเดินข้ามธรณีประตู… เข้าไปในห้องทำงานของสารวัตรวิรัช ห้องที่ผมไม่เคยมีสิทธิ์แม้แต่จะเคาะประตู… ถ้าเขาไม่อนุญาต กลิ่นกาแฟเก่า ๆ… กลิ่นบุหรี่… กลิ่นอำนาจที่จอมปลอม ผมเดินไปที่โต๊ะไม้ตัวใหญ่ ผมปัดรูปถ่ายของวิรัชที่ถ่ายคู่กับนักการเมืองท้องถิ่น… ตกแตกกระจาย ผมปัดถ้วยกาแฟของเขาลงถังขยะ ผมค่อย ๆ นั่งลง… บนเก้าอี้หนังตัวใหญ่ เก้าอี้… ของผู้บังคับบัญชา มันนุ่ม… มันสบาย… ผมเอนหลัง… ผมหลับตาลง ผมรู้สึกถึงมัน… ‘อำนาจ’ อำนาจที่แท้จริง… ที่ผมเป็นคนคว้ามันมาเอง ผมชนะแล้ว วิรัช… จบสิ้นแล้ว ผมคือผู้ควบคุม… ผมคือผู้กุมชะตาชีวิตของทุกคนในโรงพักนี้ รอยยิ้มของผม… กว้างขึ้น … … ความรู้สึกนี้… มันอยู่กับผมได้แค่… ยี่สิบสี่ชั่วโมง มันสั้นลง ครั้งแรก… สี่สิบแปดชั่วโมง ครั้งที่สอง… ยี่สิบสี่ชั่วโมง ผมกำลังนั่งอยู่ในห้องทำงานใหม่ของผม กำลังเซ็นอนุมัติเอกสาร… ด้วยลายเซ็นที่ทรงอำนาจ และแล้ว… มันก็เกิดขึ้น โลก… มัน ‘หดกลับ’ ความสว่างจ้า… กลายเป็นสีเทาหม่น เสียงเครื่องปรับอากาศที่เคยเงียบ… ตอนนี้มันดัง ‘หึ่ง ๆ’ น่ารำคาญ ความเย็นชา… ความโกรธ… ที่เป็นเหมือนเกราะกำบัง… มันหายไป เหลือทิ้งไว้เพียง… ความกลัว ความกลัวที่รุนแรงกว่าเดิม… รุนแรงกว่าตอนที่ผมเป็นไอ้แดนคนเก่า เพราะตอนนี้… ผมไม่ได้กลัวแค่สารวัตรวิรัช ผมกลัว… ผมกลัวว่าพวกจเรตำรวจจะสืบสาวราวเรื่องมาถึงผม… ผมกลัวว่าพรรคพวกของวิรัชจะกลับมาแก้แค้น… ผมกลัวว่าตำรวจคนอื่น ๆ จะกระด้างกระเดื่อง… ผมกลัวว่าไอ้แดนคนเก่า… จะกลับมา ผมลุกขึ้นยืน… ขาผมสั่น ผมมองไปรอบ ๆ ห้องที่กว้างใหญ่ มันไม่ได้ให้ความรู้สึกปลอดภัยอีกต่อไป มันรู้สึกเหมือน… กรง ผมต้องไป… ผมต้องไปเดี๋ยวนี้ ผมรอให้ถึงกลางคืนไม่ไหว ผมแอบย่องออกจากโรงพัก… ทางประตูหลัง เหมือนขโมย… ผมบิดมอเตอร์ไซค์… คราวนี้… ผมไม่ได้รู้สึกเหมือนพราน ผมรู้สึกเหมือน… ‘เหยื่อ’ เหยื่อที่กำลังหนีตาย… ไปหาแหล่งอาหารเพียงหนึ่งเดียว ผมไปถึงบ้านป้าปา ผมแทบจะคลานเข้าไป “ป้า… ป้าครับ… ผม…” ผมหอบ… “มัน… มันหมดฤทธิ์… มันเร็วกว่าเดิม…” ป้าปากำลังจัดห่อลาบเล็ก ๆ หลายห่อ… เหมือนเตรียมไว้ให้ลูกค้าคนอื่น เธอหันมามองผม… รอยยิ้มของเธอ… มันดูสมเพช “ฉันรู้” “ทำไม… ทำไมมันเร็วนัก” ผมทุบกำปั้นลงบนโต๊ะ “ผมต้องการมันอีก!” “ของดี… มันก็ต้องกินบ่อย ๆ” ป้าปาพูดประโยคเดิม “ร่างกายแก… มันกำลัง ‘ชิน’ กับมันแล้ว” “มันกำลัง… ‘ต้องการ’ มันแล้ว” เธอหันไปที่เขียง… เนื้อสับกองใหม่… มันดูใหญ่กว่าเดิมอีก “ครั้งนี้… ไม่ฟรีแล้วนะ… คุณ… ‘หัวหน้า’” เธอเน้นคำว่า ‘หัวหน้า’ “ป้าจะเอาอะไร!” “ความภักดี” เธอกลากเสียงยาว “แกต้องทำงานให้ฉัน… แลกกับ ‘อาหาร’ ของแก” “งานอะไร” “ตอนนี้ยังไม่ถึงเวลา” ป้าปาพูด “ตอนนี้… แกแค่ต้อง ‘กิน’” เธอคลุกเคล้าลาบหญ้าชามใหญ่ที่สุดเท่าที่ผมเคยเห็น ยื่นให้ผม ผมไม่ลังเล ผมคว้ามันมา… ผมยืนกินมัน… ตรงนั้น ในครัวเหม็นอับของเธอ ผมกิน… เหมือนสัตว์ป่าที่อดอยาก ผมจ้วง… ผมยัดมันเข้าปาก รสชาติของดิน… ของเลือด… ของความเย็นเยียบ พลังมันกระแทกกลับเข้ามา โลกกลับมาสว่าง… กลับมาอยู่ในการควบคุม ผมกินจนหมด… เกลี้ยงชาม ผมยืนนิ่ง… หายใจหอบ พลัง… อำนาจ… ความเย็นชา… มันกลับมาแล้ว ผมเช็ดปาก ผมมองป้าปา… ผู้หญิงที่น่าขยะแขยงคนนี้ ผมเคยเป็นจ่าแดน… ผู้ถูกกระทำ ผมเพิ่งโค่นสารวัตรวิรัช… ผู้กระทำ และตอนนี้… ผมยืนอยู่ตรงหน้าป้าปา ผมคือหัวหน้าโรงพัก… ผู้มีอำนาจ แต่ผมกำลังยืนกินอาหารเหลือ ๆ จากมือเธอ… เหมือนหมาที่ซื่อสัตย์ ผมทำลายเจ้านายเก่าของผมได้ เพื่อมาสยบแทบเท้า… เจ้านายคนใหม่ ผมตระหนักได้ในวินาทีนั้น นี่คือจุดเปลี่ยนที่แท้จริง ผมไม่ได้ชนะอะไรเลย ผมแค่… เปลี่ยนเจ้าของ ผมกลายเป็นทาสของ ‘หญ้าคนตาย’ อย่างสมบูรณ์แบบแล้ว นี่คือ… จุดสิ้นสุดของแดน และคือจุดเริ่มต้น… ของบางสิ่งที่น่าสะพรึงกลัวกว่านั้น
ผมกลับมาที่โรงพักในเช้าวันต่อมา ผมไม่ได้เดิน… ผม ‘เคลื่อนตัว’ ความเย็นชาที่ป้าปาป้อนให้ผมเมื่อคืน… มันกลายเป็นส่วนหนึ่งของผม มันไม่ใช่เกราะป้องกันอีกต่อไป มันคือ… ผิวหนังของผม ผมไม่รู้สึกโกรธ… ผมไม่รู้สึกอะไรเลย ผมรู้สึกถึงความ ‘ว่างเปล่า’ ที่ทรงพลัง ผมคือความสงบ… ที่อยู่ใจกลางพายุเฮอริเคน
ผมเดินผ่านตำรวจคนอื่น ๆ ไม่มีใครกล้าสบตาผม ผมไม่ได้ข่มขู่… ผมไม่ได้ตะคอก ผมแค่… ‘เป็น’ การมีอยู่ของผม… มันคืออำนาจ ผมเข้าไปในห้องทำงาน… ห้องของวิรัช… ห้องของผม ผมนั่งลงบนเก้าอี้หนัง ผมรู้สึกถึงความเย็นของมัน… แต่ผมไม่สะท้าน ผมเรียกจ่าเฉยเข้ามาพบ “ครับ… หัวหน้า” จ่าเฉยยืนตัวลีบ… เขาไม่กล้าเรียกชื่อผมแล้ว “แฟ้มคดีค้างทั้งหมด” ผมสั่งเสียงเรียบ “เอามาที่นี่ ภายในห้านาที” “เอ่อ… ทั้งหมดเลยเหรอครับหัวหน้า… มัน… มันเยอะมาก” ผมเงยหน้าขึ้น ผมไม่ได้จ้องเขา ผมแค่… ‘มอง’ จ่าเฉยสะดุ้ง “ครับ! ครับ! ห้านาทีครับ!” เขารีบวิ่งแจ้นออกไป
ผมนั่งมองกองแฟ้มที่สูงท่วมหัว สำหรับแดนคนเก่า… นี่คืองานนรก สำหรับผม… มันคือ ‘อาหาร’ สมองที่ถูกกระตุ้นด้วย ‘หญ้าคนตาย’ มันเรียกร้องหาปัญหา มันต้องการเคี้ยว… มันต้องการย่อย… มันต้องการ ‘ควบคุม’ ผมเริ่มทำงาน ผมอ่าน… ผมเห็น… ผมเชื่อมโยง… คดีที่ไม่มีใครสนใจ… ผมใช้เวลาสิบนาทีในการมองเห็น ‘รูปแบบ’ ที่ซ่อนอยู่ ผมออกคำสั่ง… “ไปที่ร้านคาราโอเกะ ‘ดาวลอย’… เจ้าของร้านคือคนรับของโจร” “ไปที่บ้านเช่าหลังวัด… นั่นคือแหล่งซ่อนยาบ้า” “ไปจับไอ้ตี๋… ที่อ้างว่าเป็นอัมพาต… มันคือหัวหน้าแก๊งวิ่งราว” ตำรวจทั้งโรงพัก… วิ่งกันวุ่น พวกเขาทำตามคำสั่งผม… เหมือนหุ่นยนต์ เพราะคำสั่งของผม… มัน ‘ถูกต้อง’ ถูกต้อง… อย่างน่าขนลุก ภายในสี่สิบแปดชั่วโมง… ผมปิดคดีค้างได้สิบเจ็ดคดี โรงพักบุรีรัมย์… ที่เคยเงียบเหงา… กลายเป็นโรงพักที่ผลงานดีเด่นในชั่วข้ามคืน ผมกลายเป็นตำนาน ‘จ่าแดน… มือปราบสมองเพชร’ พวกเขาเรียกผมแบบนั้น… ลับหลัง ผมรู้… เพราะผม ‘ได้ยิน’ ผมได้ยินทุกอย่าง
แต่พลัง… มันมีผลข้างเคียง ผมเริ่ม ‘ได้ยิน’ มากเกินไป ผมกำลังนั่งอยู่ในห้องทำงาน ผมได้ยินเสียงจ่าเฉยกระซิบกับหมวดคนใหม่ที่มุมห้องกาแฟ… “…มันเหมือนไม่ใช่คน… มันน่ากลัว…” ผมได้ยินเสียงกระดาษพลิก… จากห้องข้าง ๆ ผมได้ยิน… เสียงลมหายใจ… เสียงลมหายใจของทุกคนในโรงพัก มันดัง… มันน่ารำคาญ มันทำให้ผม… หงุดหงิด “เงียบ!” ผมตะคอนออกไป ทั้งโรงพักเงียบกริบ… ผมได้ยินแม้กระทั่งเสียงฝุ่นตกลงบนพื้น ผมเริ่ม ‘ระแวง’ ผมรู้สึกเหมือนมีคนจ้องมองผมตลอดเวลา ผมกำลังเซ็นเอกสาร… ผมรู้สึกเหมือนมีเงาขยับที่หางตา ผมหันขวับ! ไม่มีใคร… ผมเดินไปที่หน้าต่าง… มองลงไปข้างล่าง ชาวบ้านที่เดินผ่านไปมา… พวกเขากำลังมองผมรึเปล่า? พวกเขากำลังซุบซิบเรื่องผมใช่ไหม? พวกเขารู้รึเปล่า… ว่าผม ‘กิน’ อะไรเข้าไป? ผมปิดม่านหน้าต่าง ‘พรึ่บ!’ ผมกลับมานั่ง… ผมต้องมีสมาธิ ผมเริ่มรู้สึกว่า… ‘หญ้า’ มันกำลังจะหมดฤทธิ์ ผมเริ่มรู้สึกถึงไอ้แดนคนเก่า… ไอ้ขี้ขลาดคนนั้น… กำลังพยายามจะคลานกลับมา ผมทนไม่ได้!
ผมต้องกินมันทุกวัน มันกลายเป็น… ‘กิจวัตร’ ผมไม่ได้ไปหาป้าปาที่บ้านอีกแล้ว มันเสี่ยงเกินไป… ตอนนี้ผมคือ ‘หัวหน้า’ ป้าปา… รู้หน้าที่ของเธอ ทุกหกโมงเย็น… จะมีเด็กส่งของคนหนึ่ง… ขี่มอเตอร์ไซค์เก่า ๆ มาวางกล่องโฟมสีขาว… ไว้ที่ถังขยะหลังป้อมยามเก่า… ท้ายโรงพัก ไม่มีใครสนใจป้อมยามนั่น ผมจะเดิน ‘ตรวจตรา’ ไปแถวนั้น ผมจะหยิบกล่องโฟม กลับเข้ามาในห้องทำงานของผม ล็อกประตู แล้วผมก็จะ… ‘กิน’ กิน… เพื่อต่อชีวิต กิน… เพื่อรักษาอำนาจ กิน… เพื่อฆ่าไอ้แดนคนเก่า… ให้ตายสนิททุกวัน
ชีวิตของผมลงตัว… ผมคือหัวหน้าที่เก่งกาจในตอนกลางวัน และผมคือ… ‘ทาส’ ผู้ซื่อสัตย์ของป้าปาในตอนกลางคืน จนกระทั่ง… ป้าปาเริ่ม ‘ทวงหนี้’ ผมกำลังจะไปหยิบกล่องโฟมตามปกติ แต่วันนี้… ป้าปามายืนรอผมเอง เธอยืนอยู่ในเงาของป้อมยาม… เหมือนผีเฝ้าป่าช้า “หัวหน้า…” เธอเรียกผม ผมชะงัก… ความระแวงแล่นพล่าน “ป้ามาทำไมที่นี่” ผมกระซิบ “คนเห็น!” “ฉันมีเรื่อง… อยากให้ ‘เด็กดี’ ของฉันช่วยหน่อย” “เรื่องอะไร” “ด่าน” เธอกล่าว “มีด่านตรวจผี ๆ… ตั้งอยู่บนถนนสาย 24” ผมขมวดคิ้ว ถนนสาย 24… ผมรู้… ทุกคนรู้… นั่นคือเส้นทางขน ‘ของ’ ยาเสพติด… ของเถื่อน… “ด่านนั่น… มันขวางทาง ‘ซัพพลายเออร์’ ของฉัน” ป้าปาพูด “ซัพพลายเออร์?” “แกคิดว่า… ‘เนื้อ’ ที่แกกินทุกวัน… มันมาจากเขียงหมูในตลาดเหรอ” หัวใจผมกระตุก “ป้า… ป้าหมายความว่ายังไง” “อย่าถามมาก” ป้าปาตัดบท “ฉันแค่ต้องการให้ด่านนั่น… ‘หาย’ ไป” “พรุ่งนี้… หนึ่งคืน… แค่นั้นพอ” ผมยืนนิ่ง นี่คือ… เส้น เส้นที่แดนคนเก่า… จะไม่มีวันข้าม นี่คือการใช้อำนาจ… ในทางที่ผิด นี่คือการ… ‘ทุจริต’ เหมือนที่วิรัชเคยทำ “ทำไมฉันต้องทำ” ผมพยายามคุมเสียงให้เย็น ป้าปาหัวเราะ… เธอไม่ตอบ… เธอแค่… ถือกล่องโฟมในมือ… ทำท่าจะเดินจากไป “เดี๋ยวก่อน!” ผมเรียกเธอ ผมรู้สึกถึงมัน… ความหิว… ความว่างเปล่า… มันเริ่มกัดกินท้องผม ผมเริ่มรู้สึก ‘กลัว’ ผมรู้ว่าถ้าคืนนี้ผมไม่ได้กิน… พรุ่งนี้เช้า… ไอ้แดนคนเก่าจะกลับมา และมันจะกลับมา… ในขณะที่โรงพักเต็มไปด้วยจเรตำรวจที่กำลังจับตาดูผม ผมจะพัง… ผมจะสูญเสียทุกอย่าง ผมหลับตา… “แค่… คืนเดียวใช่ไหม” ผมถาม “แค่คืนเดียว” ป้าปาแสยะยิ้ม “ตกลง” ผมรับกล่องโฟมมาจากมือเธอ “เด็กดี” เธอลูบแขนผม… ผิวหนังของเธอ… เย็นเหมือนน้ำแข็ง ผมเดินกลับห้องทำงาน ผมสั่น… ไม่ใช่เพราะกลัว… แต่เพราะโกรธ โกรธที่ตัวเอง… ต้องยอม ผมโทรศัพท์… ผมใช้ ‘อำนาจ’ ของผม… สั่งย้ายด่าน ผมอ้างเหตุผลว่า… “ได้รับแจ้งเบาะแส… ให้ไปตั้งด่านอีกจุดที่สำคัญกว่า” ผมวางหู ผมโกหก… ผมกลายเป็นแบบเดียวกับวิรัช… ไม่สิ… ผมแย่กว่า วิรัชมันทำเพื่อเงิน… แต่ผม… ผมทำเพื่อ… ‘อาหาร’ ผมเปิดกล่องโฟม… ผมจ้วงลาบหญ้าเข้าปาก… ผมต้องเก่งกว่านี้… ผมต้องฉลาดกว่านี้… ผมต้องมีอำนาจมากกว่านี้… อำนาจ… ที่จะทำให้ผมไม่ต้องเป็นทาสใครอีกต่อไป รวมถึง… ทาสของป้าปาด้วย
ผมใช้ ‘หญ้าคนตาย’ เป็นเครื่องมือ ผมใช้มัน… เพื่อสร้างเครือข่ายของผมเอง ผมไม่ได้แค่จับโจร… ผม ‘เลี้ยง’ โจร ผมทลายบ่อนการพนันใหญ่… ที่วิรัชไม่เคยกล้าแตะ ผมจับเจ้าของบ่อน… แต่ผมไม่ได้ส่งเขาเข้าคุก ผมนั่งจ้องตากับเขา… ในห้องสืบสวน… สองต่อสอง “แกมีทางเลือกสองทาง” ผมบอกเขา “หนึ่ง… เข้าคุก… หมดตัว” “สอง… เปิดบ่อนต่อไป… แต่ห้าสิบเปอร์เซ็นต์… เป็นของฉัน” เจ้าของบ่อนมองผม… เขาเห็น ‘บางอย่าง’ ในดวงตาผม บางอย่าง… ที่ทำให้เขาตัวสั่น “ครับ… ท่าน” เขาตอบผม ผมเริ่มสร้าง ‘อาณาจักร’ ของผม ผมใช้สมองที่เฉียบคม… วางแผน… ผมใช้ความเย็นชา… ควบคุมลูกน้อง… ผมใช้ความโหดเหี้ยม… จัดการศัตรู… ผมกลายเป็น… ‘แดน’ ไม่ใช่จ่าแดน… ไม่ใช่หัวหน้าแดน ผมคือ… ‘นายเหนือ’ ผมคือคนที่อยู่บนสุดของห่วงโซ่อาหาร… ในเมืองบุรีรัมย์นี้ ผมคิดแบบนั้น… ผมเชื่อแบบนั้น… จนกระทั่ง… คืนนั้น
มันเป็นคืนที่ผมประสบความสำเร็จอย่างงดงาม ผมเพิ่ง ‘เคลียร์’ เส้นทางขนยาเสพติดลอตใหญ่… ไม่ใช่เพื่อป้าปา… แต่เพื่อ ‘คู่แข่ง’ ของป้าปา… ที่จ่ายให้ผมหนักกว่า ผมกำลังเล่นเกมที่ใหญ่ขึ้น ผมกำลังหักหลังทุกคน… เพื่อตัวผมเอง ผมกลับมาที่ห้องทำงาน… ดึกมากแล้ว โรงพักเงียบสนิท ผมล็อกประตู ผมมีความสุข… ผมหยิบกล่องโฟม… ‘อาหาร’ มื้อค่ำของผมออกมา นี่คือรางวัลของผม ผมเปิดกล่อง… กลิ่นดิน… กลิ่นเลือด… กลิ่นหญ้าคนตาย กลิ่นที่ทำให้ผมรู้สึกปลอดภัย… ผมตักมันเข้าปาก… คำแรก ความเย็น… ความคมชัด… ความว่างเปล่าที่แสนวิเศษ… ผมนั่งเอนหลังพิงเก้าอี้… ผมกำลังจะตักคำที่สอง… … … ผมได้ยิน เสียง… มันไม่ใช่เสียงจากข้างนอก มันไม่ใช่เสียงในหัวของผม มัน… เบามาก… เหมือนเสียงกระซิบ… ที่แหบพร่า “…แดน…” ผมชะงัก มือที่ถือช้อน… ค้างอยู่กลางอากาศ ผมมองไปรอบ ๆ ห้อง ห้องทำงาน… ว่างเปล่า “ใครน่ะ!” ผมตวาด ความเงียบ มีเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศ… ผมคง… หูแว่ว ผมคง… ทำงานหนักเกินไป ผมหัวเราะเยาะตัวเอง ผมตักลาบคำที่สอง… ยัดมันเข้าปาก และในขณะที่ผมกำลังจะเคี้ยว… “…ช่วย… ด้วย…” ‘แกร๊ง!’ ช้อนร่วงจากมือผม… กระทบพื้น ขนทั่วร่างผมลุกชัน เลือดในกาย… เย็นเฉียบ ครั้งนี้… ผมได้ยินชัดเจน มันเป็นเสียงผู้หญิง… เสียงที่แหบ… และเต็มไปด้วยความเจ็บปวด “ใคร!” ผมลุกขึ้นยืน! ชักปืนออกมา! ผมสาดตามองไปทั่วห้อง! ใต้โต๊ะ! หลังตู้! ไม่มีใคร! ผมตัวสั่น… นี่มันอะไร… “แกหลอกฉันเหรอ!” ผมตะโกนใส่ความว่างเปล่า และแล้ว… เสียงนั้นก็ดังขึ้นอีก… “…หนาว… ฉันหนาว…” ผมยืนตัวแข็ง ผมค่อย ๆ ก้มหน้าลง… มองไปที่… กล่องโฟม… มองไปที่… ชามลาบหญ้า… ที่วางอยู่บนโต๊ะ เสียง… มันดังออกมาจาก… ที่นั่น “…แดน… ช่วยเจ๊ด้วย…” ผมจำเสียงนั้นได้ ผมเคยได้ยินเสียงนี้… ตอนที่เธอกรีดร้องขายลอตเตอรี่ในตลาด เสียงนี้… มันคือเสียงของ ‘เจ๊อ้อย’ แม่ค้าลอตเตอรี่… เหยื่อรายแรก… คนที่วิ่งให้รถชนตาย… …คนที่ผมเคยพบเศษ ‘หญ้าคนตาย’ ในปากเป็นคนแรก เสียงของเจ๊อ้อย… กำลังดังออกมา… จาก… …จานลาบ… ที่ผมกำลังจะกิน
ผมเขวี้ยงกล่องโฟม ‘เพล้ง!’ มันกระแทกผนังห้องทำงานของผม… เนื้อลาบสีแดงคล้ำ… เศษข้าวคั่ว… และ ‘หญ้าคนตาย’… กระจายเกลื่อนไปทั่วผนัง ผมหอบ… หัวใจผมเต้นเหมือนจะทะลุออกมาจากอก “ประสาทหลอน…” ผมพึมพำกับตัวเอง “ใช่… แค่ประสาทหลอน… กูทำงานหนักเกินไป” ผมวิ่งไปที่ห้องน้ำในตัว ผมเปิดก๊อกน้ำ… วักน้ำเย็น ๆ สาดหน้าตัวเอง ซ้ำ ๆ… จนมันชา ผมจ้องตัวเองในกระจก ไอ้คนที่จ้องกลับมา… ดวงตาเบิกกว้าง… แดงก่ำ นี่ไม่ใช่ใบหน้าของผู้ควบคุม นี่คือใบหน้าของ… ‘เหยื่อ’ “มึงแค่เหนื่อย… ไอ้แดน” ผมตบหน้าตัวเอง “มึงแค่… เหนื่อย” ผมสูดหายใจลึก… พยายามดึงความเย็นชา… ความนิ่ง… กลับคืนมา ผมเดินกลับออกมาที่ห้องทำงาน ผมมองเศษลาบที่เละอยู่บนพื้น มันเงียบ… ไม่มีเสียงอะไรออกมาจากมัน ผมถอนหายใจ… “เห็นไหม… ไม่มีอะไร” ผมหัวเราะเยาะตัวเอง “กูเกือบจะบ้าไปแล้ว” ผมก้มลง… กำลังจะไปหาไม้กวาดมาทำความสะอาด และ… มันก็เกิดขึ้น เสียง… มันไม่ได้มาจากเศษลาบบนพื้น มันมาจาก… …ในท้องของผม “…แดน… ช่วยเจ๊ด้วย…” เสียงของเจ๊อ้อย… มันดัง… ก้อง… มาจากข้างในตัวผม “อ๊ากกก!” ผมกุมท้อง มันไม่ใช่เสียงเดียว “…ตก… ตกไม่ถึงพื้นซักที…” เสียงของลุงหมาย… ภารโรง “…ร้อน… มันเผาไส้… ร้อน!” เสียงของนังแตง… สาวโรงงาน “…เสียง… เสียงมันดัง… ปิดหู… ปิดมัน!” เสียงของเสี่ยตง… นักพนัน สี่เสียง… สี่เสียงที่ผมจำได้แม่น… จากแฟ้มคดี พวกเขากำลังกรีดร้อง… อยู่ข้างในตัวผม! “ออกไป!” ผมตะโกน ผมวิ่งไปที่โถส้วม… ผมพยายามจะอ้วก ผมเอานิ้วล้วงคอ… ผมขย้อนออกมา… มีเพียงน้ำลายเหนียว ๆ และน้ำดีสีเหลือง ไม่มีเศษลาบ… ไม่มี ‘หญ้าคนตาย’ มัน… ‘ย่อย’ ไปแล้ว มันกลายเป็นส่วนหนึ่งของผมไปแล้ว “…ยินดีต้อนรับ… หัวหน้า…” “…มาอยู่ด้วยกัน…” “…หนาวเหลือเกิน…” ผมกรีดร้อง… ผมทนไม่ไหว ผมต้องการคำตอบ ผมต้องการ… ให้มันหยุด!
ผมวิ่งออกจากโรงพัก ผมไม่สนใจว่าใครจะมอง ผมสตาร์ทมอเตอร์ไซค์ ผมบิด… ผมบิดเหมือนคนบ้า… ผมไม่สนว่ารถจะสวนมา ผมไม่สนไฟแดง ผมต้องไปหา ‘มัน’ ผมต้องไปหา… ป้าปา ผมใช้เวลาไม่ถึงสิบห้านาที… ไปถึงบ้านไม้ผุพังหลังนั้น ผมไม่ได้เคาะประตู ‘โครม!’ ผมถีบประตูจนพังกระจาย ผมชักปืน “ป้าปา!” ผมตะโกนลั่นบ้าน “มึงทำอะไรกับกู!” ในความมืด… เธอนั่งอยู่ที่เดิม เธอกำลัง… สับเนื้อ ‘กึก… กึก… กึก…’ เธอไม่สะทกสะท้าน… เธอไม่ตกใจ… เธอกำลัง… ‘รอ’ ผม “มึงใส่อะไรให้กูกิน!” ผมเอาปืนจ่อหัวเธอ “บอกกูมา… ไม่งั้นกูยิง!” ป้าปา… …เธอหัวเราะ เสียงหัวเราะแหบแห้ง… น่ารังเกียจ “ใจเย็น ๆ สิ… ‘หัวหน้า’” เธอเรียกผม “คุณมาที่นี่… ก็แสดงว่า… ‘พวกเขา’ เริ่มทักทายคุณแล้วสินะ” “พวกเขา?” “เจ๊อ้อย… ลุงหมาย… นังแตง… เสี่ยตง…” เธอไล่ชื่อ… …ถูกต้องทุกชื่อ “มึง… มึงทำได้ยังไง” ผมเสียงสั่น “ก็เหมือนที่ฉันบอกแกไง” ป้าปาพูด… ยังคงสับเนื้อไม่หยุด “’หญ้าคนตาย’… มันต้องการ ‘อาหาร’” “มันให้ ‘พลัง’ กับแก… แต่มันก็ต้องมีสิ่งแลกเปลี่ยน” “เมื่อคนพวกนั้นกินมันเข้าไป… พวกเขาได้พลัง… แต่พวกเขาก็ได้ความบ้าคลั่งไปด้วย” “พวกเขาควบคุมมันไม่ได้… เหมือนที่แกกำลังจะเป็นนี่แหละ” “และเมื่อพวกเขาตาย…” ป้าปาเงยหน้าขึ้น… ดวงตาโบ๋ลึกของเธอ… จ้องทะลุเข้ามาในตัวผม “วิญญาณของพวกเขา… มันไม่ได้ไปไหน” “หญ้า… มัน ‘จับ’ พวกเขาไว้” “มันขังวิญญาณของพวกเขา… ไว้ในสิ่งที่พวกเขาโหยหาที่สุด” ผมยืนตัวแข็ง “มึง… มึงหมายความว่า… วิญญาณของพวกเขาทั้งสี่คน…” “ใช่” ป้าปาพยักหน้าช้า ๆ “พวกเขา… อยู่ในลาบที่แกกิน” “ทุกคำที่แกเคี้ยว… แกกำลังเคี้ยววิญญาณของพวกเขา” ผมแทบจะล้มทั้งยืน “กู… กูกินผีงั้นเหรอ” ป้าปา… เธอแสยะยิ้ม เป็นรอยยิ้มที่กว้าง… และน่ากลัวที่สุด “โอ… คุณจ่า… คุณหัวหน้า…” “นั่น… ยังไม่ใช่ส่วนที่ ‘อร่อย’ ที่สุดหรอก” “แกหมายความว่ายังไง!” “วิญญาณน่ะ… มันอยู่ใน ‘หญ้า’” “แต่… ‘สูตร’ ของฉัน… สูตรพิเศษที่ทำให้มัน ‘แรง’ ขนาดนี้…” “มันต้องใช้ ‘เนื้อ’ พิเศษ… เพื่อเป็น ‘สมอ’ ตรึงวิญญาณไว้กับหญ้า” เธอพูด… …และเธอก็ตบลงบนก้อนเนื้อแดงสด… ที่เธอกำลังสับ ‘แปะ!’ “แกเป็นตำรวจมานาน… แดน” “แกดูสิ… เนื้อนี่… มันเหมือนเนื้อหมู… หรือเนื้อวัว… ที่แกเห็นในตลาดรึเปล่า” ผมมอง… ผมจ้องไปที่ก้อนเนื้อบนเขียง กลิ่นคาว… สีของมัน… ลายเส้นของกล้ามเนื้อ… ผมเคยเห็น… ผมเคยเห็นมัน… ในห้องดับจิต… ในที่เกิดเหตุ… “ไม่…” ผมส่ายหัว… “ไม่… จริง…” “ใช่แล้ว” ป้าปากระซิบ “มันคือ ‘เนื้อคน’” โลกทั้งใบ… หมุนคว้าง “เจ๊อ้อย… โดนรถชน… เละ” “ลุงหมาย… ตกจากถังน้ำ… แหลก” “นังแตง… กินยา… แต่ฉันก็เอาส่วนอื่นมาได้” “เสี่ยตง…” “พวกมันตาย… เพราะควบคุมหญ้าไม่ได้” “และเมื่อพวกมันตาย… ฉันก็ไป ‘เก็บ’ พวกมันมา” “แกจำได้ไหม… ตอนแกเป็นจ่ากิ๊กก๊อก… แกเป็นคนปิดคดีพวกมันทั้งหมด” “แกเขียนว่า ‘ฆ่าตัวตาย’” “มันง่ายมาก… ที่จะแอบเข้าไปในห้องดับจิต… แล้วเฉือน ‘ชิ้นส่วน’ เล็ก ๆ น้อย ๆ ออกมา” “วิญญาณอยู่ในหญ้า… แต่ ‘เนื้อ’ คือสมอ” “เนื้อ… ของคนที่เคยกินมันมาก่อน” ผมยืนนิ่ง ผมไม่ไหวแล้ว… ผมหันไปที่มุมห้อง… ‘อ้วกกกก!’ ผมโก่งคออ้วก… อ้วกจนหมดไส้หมดพุง มีแต่น้ำดีขม ๆ ผมเช็ดปาก… น้ำตา… น้ำลาย… ไหลปนเปกัน ผมหันไปมองป้าปา… ปีศาจ… นังนี่มันคือปีศาจ “แก… แกให้กูกิน…” “ใช่” ป้าปาพยักหน้า “แกไม่ได้แค่ ‘ได้ยิน’ เสียงพวกเขา… แดน” “แก… ‘กิน’ พวกเขา” “แกกินเจ๊อ้อย… แกกินลุงหมาย… แกกินนังแตง… แกกินเสี่ยตง” “แก… คือสุสานเดินได้ของพวกเขา” ผมมองมือตัวเอง… มือที่เปื้อนน้ำลาย… มือที่ใช้ตัก ‘ลาบ’ นั่นเข้าปาก มือ… ที่เปื้อนเนื้อมนุษย์ ผม… ผมเป็น… ‘ไอ้คนกินคน’ ผมเปิดปาก… …แต่ไม่มีเสียงกรีดร้องออกมา มีเพียงเสียงคราง… แหบแห้ง… สิ้นหวัง ผมทรุดตัวลง… คุกเข่า… อยู่บนพื้นดินเย็น ๆ… ในบ้านของปีศาจตนนี้ และในหัวของผม… เสียงทั้งสี่… …พวกเขากำลังหัวเราะ ไม่ใช่… ไม่ได้หัวเราะ พวกเขากำลัง… ‘ต้อนรับ’ “…ในที่สุด… แกก็รู้…” “…ยินดีต้อนรับ… เพื่อนใหม่…” “…แก… คือพวกเราแล้ว…” “ไม่!” ผมตะโกนอู้อี้กับพื้น “กูไม่เหมือนพวกมึง! กูจะหยุด! กูจะเลิกกินมัน!” ผมเงยหน้ามองป้าปา… สายตาอ้อนวอน “ฉันเลิกได้ใช่ไหม… ป้า… บอกฉันที… ว่าฉันเลิกได้” ป้าปาส่ายหน้าช้า ๆ “แกก็รู้ว่าแกเลิกไม่ได้” “ทำไม!” “แกคิดว่า… ถ้าแกหยุดกิน… จะเกิดอะไรขึ้น” “ไอ้หญ้านี่… เมื่อมัน ‘หิว’… เมื่อไม่มี ‘อาหาร’ ใหม่เข้าไป…” “มันจะเริ่ม… ‘กิน’” “มันจะกิน… ‘เจ้าของ’ ร่าง” “มันจะกินแก… จากข้างใน” “อาการประสาทหลอน… ความบ้าคลั่ง… ความหวาดระแวง… ที่เพื่อนทั้งสี่ของแกเจอ…” “นั่นคือสิ่งที่กำลังจะเกิดกับแก” “แกจะจบแบบเดียวกับพวกมัน… แดน” “แกจะเอามีดแทงหูตัวเอง… หรือไม่ก็วิ่งให้รถชนตาย” ผมส่ายหัว… น้ำตาไหลพราก “ไม่… ไม่… ต้องมีทางอื่นสิ…” “แล้วฉันจะทำยังไง… ฉันต้องทำยังไง…” ผมกระซิบ… …เสียงของผม… กลับไปเป็น ‘ไอ้แดน’ คนเดิม อ่อนแอ… ขี้ขลาด… และน่าสมเพช ป้าปา… เธอยิ้ม… รอยยิ้มของผู้ชนะ “แกก็ต้อง ‘กิน’ ต่อไป” เธอพูดเสียงเรียบ… เหมือนคุยเรื่องดินฟ้าอากาศ “กิน… เพื่อให้พวกมัน ‘เงียบ’” “กิน… เพื่อให้ตัวแก… ‘ปกติ’” “กิน… เพื่อรักษา ‘อำนาจ’ ของแกไว้” “แต่…” ผมกลืนน้ำลายที่เหนียวหนืด “แต่… ‘เนื้อ’… มัน… มันหมดแล้ว” “ฉัน… ฉันกิน… พวกเขาทั้งสี่คน… หมดแล้ว” ป้าปาพยักหน้า “ใช่… หมดแล้ว” เธอมองผม… ดวงตาที่โบ๋ลึกของเธอ… มันมีความหมายใหม่… ไม่ใช่แค่ความว่างเปล่า… มันคือ… ‘ความหิว’ เธอชี้ไปที่เขียง… ที่ตอนนี้ว่างเปล่า “’วัตถุดิบ’ ของเรา… หมดสต็อกแล้วล่ะ… ‘หัวหน้า’” เธอลากเสียงคำว่าหัวหน้า… “ถึงเวลาแล้ว… แดน” “ถึงเวลา… ที่เราจะต้องไปหา… ‘ซัพพลายเออร์’ คนใหม่” ผมจ้องเธอ… ผมเข้าใจ… ผมเข้าใจความหมายของเธอ… ชัดเจน ผมไม่ได้เป็นแค่ ‘ลูกค้า’ ผมไม่ได้เป็นแค่ ‘ทาส’ ตอนนี้… ป้าปากำลัง ‘เลื่อนขั้น’ ให้ผม ผมกำลังจะเป็น… … ‘นักล่า’ …คน… ที่จะไปหา ‘เหยื่อ’ รายต่อไป… …เพื่อเอามาทำ ‘ลาบ’
ผมนั่งคุกเข่าอยู่บนพื้น คำว่า ‘ไอ้คนกินคน’ วนเวียนอยู่ในหัว มันดังกว่าเสียงสับเนื้อของป้าปา ดังกว่าเสียงแมลงกลางคืน ดังกว่า… เสียงกรีดร้องทั้งสี่… ที่อยู่ในท้องของผม ผมไม่ได้แค่ ‘ถูกหลอก’ ผม… ‘สมรู้ร่วมคิด’ ทุกครั้งที่ผมกิน… ผมคือฆาตกรที่กำลังทำลายหลักฐาน ผมคือ… สุสาน “ลุกขึ้น… แดน” เสียงของป้าปา… มันไม่เหมือนเดิม มันไม่ใช่เสียงของแม่ค้า มันคือเสียงของ… ‘นาย’ ผมเงยหน้ามองเธอ… น้ำตาไหลอาบแก้ม “ผม… ผมทำไม่ได้” ผมกระซิบ “ผมทำต่อไม่ไหว” “แกทำได้” ป้าปาพูดเสียงเรียบ “แกไม่มีทางเลือก” “ไม่!” ผมตะโกน “กูยอมบ้า! กูยอมตาย! กูยอมให้พวกมันกินกูจากข้างใน! แต่กูจะไม่…” ผมพูดไม่ทันจบประโยค ความรู้สึกนั้น… มันก็จู่โจม ‘ความหิว’ มันไม่ใช่ความหิวอาหาร มันคือ… ‘การถอนยา’ มันเหมือนมีมือเหล็กนับพัน… กำลังบีบเค้นเครื่องในของผม “…หิว… พวกเราหิว…” เสียงของเจ๊อ้อย… ตอนนี้ไม่ใชเสียงกระซิบ มันคือเสียงตะคอก “…หามา… หามาเดี๋ยวนี้… ไม่งั้นกูจะกินมึง!” เสียงของเสี่ยตง… คำราม “อ๊ากกก!” ผมกุมท้อง… ล้มตัวลงนอนขด มันเจ็บ… มันเจ็บเหมือนโดนมีดแทงจากข้างใน “เห็นรึยัง” ป้าปาพูด… ยืนค้ำหัวผม “แกทนมันได้ไม่ถึงสิบนาทีหรอก… แดน” “ถ้าแกไม่ ‘ป้อน’ พวกมัน… พวกมันจะ ‘ฉีก’ แกเป็นชิ้น ๆ… จากข้างใน” “ความบ้าคลั่งที่เพื่อน ๆ ของแกเจอ… มันไม่ใช่แค่ภาพหลอน” “มันคือความเจ็บปวด… ที่วิญญาณพวกนี้กระทำต่อร่างเนื้อ” “พวกมันหิว… และแก… คืออาหารจานเดียวที่พวกมันมีในตอนนี้” ผมดิ้นทุรนทุรายบนพื้น ความเจ็บปวด… มันเหนือจินตนาการ ผมไม่กลัวตายอีกต่อไปแล้ว… ผมกลัว… ‘สิ่งนี้’ ผมกลัวการที่ต้องมีชีวิตอยู่… ในขณะที่ถูกฉีกทึ้งจากภายใน “ตกลง!” ผมกรีดร้อง “ตกลง! กูยอมแล้ว! กูยอม! ให้มันหยุด! ได้โปรด!” ป้าปาพยักหน้า “ดี” ความเจ็บปวด… ค่อย ๆ ลดลง มันไม่ได้หายไป… แต่มันลดระดับ… จากความทรมาน… เหลือแค่ความปวดร้าว… เหลือแค่ ‘ความหิว’ ที่ค้างคา ผมนอนหอบ… เหงื่อแตกท่วมตัว ผมมองป้าปา… ด้วยสายตาของทาส… ที่มองเจ้านาย “ต้องทำยังไง” ผมถาม… เสียงแหบพร่า ป้าปาเดินกลับไปที่เขียง “อย่างที่ฉันบอก… ‘วัตถุดิบ’ ของเราหมด” “แต่… เราก็โชคดีนะ… ‘หัวหน้า’” เธอยิ้ม “ฉันเพิ่งได้ข่าวดีมาเมื่อเย็นนี้เอง” “ข่าวดีอะไร” “สารวัตรวิรัช… ‘เจ้านาย’ เก่าของแกน่ะ” “มันแขวนคอตายในห้องขัง… เมื่อคืนนี้” ผมเบิกตากว้าง วิรัช… ตายแล้ว “เขา… เขาฆ่าตัวตาย” “ใช่” ป้าปาพยักหน้า “พวกจเรตำรวจกดดันมันหนัก… มันคงหมดหนทาง” “แล้ว…” “แล้วศพของมัน… ตอนนี้… อยู่ที่ไหนล่ะ… ‘หัวหน้า’” เธอถามผม ผมคิด… “โรง… โรงพยาบาลศูนย์… ห้องดับจิต” “ถูกต้อง” ป้าปาตบเขียงดัง ‘แปะ’ “ศพยังสด” “ครอบครัวมันก็แตกแยก… คงไม่มีใครรีบมาขอรับศพ” “เป็น ‘โอกาสทอง’ ของเราเลยนะ… แดน” ผมเข้าใจแล้ว ผมเข้าใจในทันที “ป้า… ป้าจะให้ผม… ไป…” “ไปเอามันมา” ป้าปาพูด… ดวงตาเป็นประกาย “ไปเอา ‘เนื้อ’ ของมันมา” “ไปเอา ‘วัตถุดิบ’ ชิ้นใหม่… มาป้อนให้พวกมัน” “ไปเอา ‘เจ้านาย’ ของแก… มาทำ ‘ลาบ’” ผมอยากจะอ้วกอีกครั้ง… แต่ไม่มีอะไรจะให้อ้วก การขโมยชิ้นส่วนศพ… ศพของวิรัช… ศพของคนที่ผมเกลียดที่สุด… ผมควรจะสะใจ… แต่ผมกลับรู้สึก… ขยะแขยง “ทำไมต้องเป็นผม” “อ้าว” ป้าปาลากเสียง “ก็แกเป็น ‘หัวหน้า’ นี่” “แกมีอำนาจ” “แกเดินเข้าออกโรงพยาบาล… เข้าห้องดับจิต… ตอนไหนก็ได้” “ไม่มีใครสงสัยแก… แดน” “แกคือ… เครื่องมือที่สมบูรณ์แบบที่สุด” ผมลุกขึ้นยืน… ขาสั่น ผมรู้ว่าผมปฏิเสธไม่ได้ ความเจ็บปวดในท้อง… มันยังคอยเตือน ผมคือทาส… ผมต้องทำ “ผม… ผมต้องใช้อะไรบ้าง” ป้าปาหัวเราะ เธอเดินไปหลังบ้าน… หยิบกระเป๋าเก็บความเย็นใบเล็ก ๆ… กับ… มีดแล่เนื้อ… ที่คมกริบ “เอาไป… ‘หัวหน้า’” “ไปทำงานของแกซะ” “แล้วรีบกลับมา… ก่อนที่ ‘เพื่อน’ ของแก… จะหิวอีกรอบ”
ผมขี่มอเตอร์ไซค์ ผมไม่ได้ขี่เหมือนคนบ้า ผมขี่… เหมือนคนตาย ผมไม่รู้สึกอะไรอีกต่อไป ความกลัว… ความขยะแขยง… ความรู้สึกผิดชอบชั่วดี… มันตายไปแล้ว มันถูก ‘ความหิว’ ฆ่าตาย เหลือเพียงร่างกาย… ที่ทำตามคำสั่ง ผมมาถึงโรงพยาบาลศูนย์ มันดึกมากแล้ว… เกือบตีสอง ผมใช้บัตรตำรวจ… เดินผ่านประตูสำหรับเจ้าหน้าที่ ผมเดินไปที่แผนกนิติเวช… ห้องดับจิต… สัปเหร่อเวรดึก… กำลังนั่งสัปหงก ผมกระแอม เขาตกใจตื่น “อ้าว… ท่านหัวหน้า… มาทำอะไรดึกดื่นครับ” “ผมมา… ตรวจสอบศพสารวัตรวิรัช” ผมพูด… เสียงของผมเย็นชา… เหมือนเสียงของป้าปา “อ๋อ… ศพที่เพิ่งผ่าชันสูตรเสร็จเหรอครับ” “ใช่… ผมต้องการดูเป็นการส่วนตัว… มีบางอย่างไม่ชอบมาพากล” ผมโกหก… ผมโกหก… โดยไม่กระพริบตา “เชิญครับท่าน… ศพอยู่ในตู้เย็น… ตู้ที่ 7” สัปเหร่อเปิดประตูให้ผม… แล้วเดินกลับไปนั่งที่ เขาไม่อยากยุ่ง… ผมเดินเข้าไปในห้องที่เย็นเฉียบ กลิ่นฟอร์มาลีน… กลิ่นความตาย มันเคยทำให้ผมขนลุก… แต่ตอนนี้… มันกลับทำให้ผม… ‘หิว’ เสียงในท้องผม… มันเริ่ม ‘ร้อง’ “…ใกล้แล้ว… อาหาร…” ผมเดินไปที่ตู้หมายเลข 7 ผมดึงมันออก ‘ครืด…’ ร่างของวิรัช… นอนอยู่บนถาดสแตนเลส ใบหน้าซีดขาว… มีรอยเชือกรัดที่คอ… มีรอยผ่าชันสูตร… ที่เย็บไว้ลวก ๆ นี่คือ… ‘เจ้านาย’ ของผม คนที่เคยเหยียบย่ำผม… คนที่เคยทำให้ผมรู้สึกไร้ค่า… ตอนนี้… เขานอนเปลือยเปล่า… ไร้การป้องกัน อยู่ต่อหน้าผม ผมวางกระเป๋าเก็บความเย็นลง ผมหยิบมีด… มือผม… มันไม่สั่นเลย มันนิ่ง… นิ่ง… อย่างน่ากลัว ผมมองไปที่ร่างของวิรัช ผมควรจะเริ่มตรงไหน… ‘เนื้อ’ ที่ดีที่สุด… “…ตรงน่อง… เอาตรงน่อง!” เสียงนังแตงกระซิบ “…ไม่… เอาตรงสีข้าง… มันนุ่ม…” เสียงเจ๊อ้อยเถียง “หุบปาก!” ผมกระซิบกับท้องตัวเอง ผมจะเลือกเอง ผมเล็งไปที่… ต้นขา มันเป็นชิ้นใหญ่… และไม่มีรอยแผล ผมสูดหายใจ… แล้วผมก็… ‘ลงมือ’ ผมใช้มีด… กรีด… เสียงมีด… กรีดผ่านผิวหนังที่เย็นชืด มันไม่ใช่เสียงกรีดเนื้อคน มันคือเสียง… หั่นวัตถุดิบ ผมไม่มีความรู้สึก ผมไม่ขยะแขยง ผมแค่… ‘ทำงาน’ ผมแล่มันออกมา… เป็นชิ้นสี่เหลี่ยม… ผมพยายามทำให้มัน ‘สวย’ ที่สุด ผมตัด… ผมหั่น… ผมเฉือน… จนกระทั่ง… ผมได้ ‘เนื้อ’ มากพอ… ที่จะใส่กระเป๋าเก็บความเย็นใบเล็ก ๆ ผมรูดซิปปิดกระเป๋า ผมจัดผ้าคลุมศพของวิรัช… ให้กลับเข้าที่ ผมเลื่อนถาดกลับเข้าไป ‘ครืด… ปัง’ ผมทำความสะอาดมีด… และพื้น… จนไม่เหลือร่องรอย ผมเดินออกมาจากห้องดับจิต สัปเหร่อมองผม “เรียบร้อยไหมครับ… ท่าน” “เรียบร้อย” ผมตอบ “ไม่มีอะไรน่าสงสัย… แค่การฆ่าตัวตายธรรมดา” ผมเดินออกมาจากโรงพยาบาล ผมคือ… หัวหน้าสถานีตำรวจ ที่เพิ่งไป… ชำแหละศพเจ้านายเก่า… เพื่อเอามาทำ ‘อาหารเย็น’ ผมกลับไปหาป้าปา เธอยิ้ม… รอยยิ้มที่กว้างที่สุด… “เก่งมาก… แดน” ผมยื่นกระเป๋าเก็บความเย็นให้เธอ ผมไม่อยากมอง… แต่เธอบังคับให้ผมมอง เธอเปิดกระเป๋า… เธอเท ‘เนื้อ’ ของวิรัช… ลงบนเขียง ‘ตุบ’ “สด… สดมาก” เธอพูดอย่างพึงพอใจ แล้วเธอก็เริ่ม… ‘กึก… กึก… กึก…’ เธอสับมัน… เธอสับ ‘เจ้านาย’ ของผม… ต่อหน้าผม เธอสับมัน… จนละเอียด แล้วเธอก็… กำ ‘หญ้าคนตาย’ ลงไป… คลุกเคล้า… ใส่พริก… ใส่น้ำปลา… กลิ่นคาว… กลิ่นดิน… “กินสิ… แดน” เธอยื่นชามนั้นให้ผม “กิน… ‘เจ้านาย’ ของแก” “กิน… อำนาจที่แท้จริง” ผมนั่งลง ผมมองชามลาบ… ที่ทำจากเนื้อวิรัช เสียงในท้องผม… มันเงียบ มันกำลัง ‘รอ’ ผมไม่ลังเลอีกต่อไป ผมคือ… นักล่า ผมคือ… คนกินคน นี่คือ… ตัวตนใหม่ของผม ผมตักมันเข้าปาก… คำแรก รสชาติ… มัน ‘เข้มข้น’ มันทรงพลัง… ทรงพลังกว่าทุกครั้งที่เคยกิน ผมรู้สึกเหมือน… กระแสไฟฟ้าช็อตร่าง ผมหลับตา… ผมกิน… ผมกิน… จนหมดชาม ผมวางชามลง ผมรู้สึก… ‘อิ่ม’ อิ่มอย่างประหลาด เสียงทั้งสี่ในท้อง… เงียบสนิท พวกมันพอใจ… พวกมันสงบลงแล้ว ผมถอนหายใจ… ความทรมาน… หายไปแล้ว ผมลุกขึ้นยืน… ผมรู้สึก… ‘ยิ่งใหญ่’ กว่าเดิม ผมคือ… ‘แดน’ ผู้ที่กิน… แม้กระทั่งเจ้านายของตัวเอง ผมกำลังจะเดินออกจากบ้าน ผมต้องกลับไป… ‘ทำงาน’ และแล้ว… ผมก็ได้ยิน… เสียงที่ห้า “…ไอ้แดน…” ผมหยุดกึก เสียงนี้… ผมจำได้แม่น เสียงแหบ… หยาบคาย… เสียงที่เคยตะคอกใส่ผมทุกวัน “…ไอ้ชาติหมา…!” “…มึงทำอะไรกู!” “…ที่นี่มันที่ไหน! มืด! หนาว!” “…ปล่อยกูออกไป! ไอ้แดน! ปล่อยกู!” เสียงของ… ‘สารวัตรวิรัช’ มันไม่ได้ดังมาจากชาม มันดัง… …มาจากในท้องของผม ตอนนี้… ผมมี ‘ห้า’ เสียง… อยู่ในตัวผม ผมหันไปมองป้าปา… เธอแค่ยิ้ม “ยินดีต้อนรับ… สมาชิกใหม่”
ผมไม่ได้กลับไปที่โรงพักในคืนนั้น ผมกลับไป… ในตอนเช้า ผมเดิน… แต่ขาผมไม่ใช่ของผม ผมมอง… แต่ดวงตาของผมไม่ใช่ของผม ผมคือ… ‘ภาชนะ’ ภาชนะที่บรรจุวิญญาณห้าดวง… ที่กำลังทะเลาะกัน “…ไอ้แดน! ไอ้สารเลว! มึงกล้าดียังไงเอากูมาขังไว้ในที่เหม็น ๆ แบบนี้!” เสียงของวิรัช… ดังที่สุด มันคือเสียงตะคอก… ที่ผมเคยกลัวจนตัวสั่น แต่ตอนนี้… มันดังมาจากในท้องของผม “…หนวกหู! หุบปากซะทีไอ้วิรัช! ที่นี่มันที่ของพวกกูมาก่อน!” เสียงเจ๊อ้อยกรีดร้องตอบ “…มืด… หนาว… เอาเนื้อมาอีก… เอาเนื้อวิรัชมาอีก…” เสียงลุงหมายคราง ผมเดินผ่านเพื่อนร่วมงาน พวกเขาโค้งคำนับผม “สวัสดีครับหัวหน้า” ผมพยักหน้า ผมพยายามจะยิ้ม… แต่กล้ามเนื้อบนใบหน้า… มันแข็งทื่อ ผมคือ ‘หัวหน้าแดน’… มือปราบสมองเพชร แต่ข้างใน… ผมคือโรงละครสัตว์ผีสิงที่บ้าคลั่ง ผมเข้าไปในห้องทำงาน ผมนั่งลงบนเก้าอี้ ผมหลับตา “หุบปาก” ผมกระซิบกับตัวเอง… หรือกับ ‘พวกเขา’ “…มึงสั่งใครวะ ไอ้แดน!” วิรัชคำราม “มึงมันก็แค่ไอ้จ่าขี้ขลาด! ต่อให้มึงกินกูเข้าไป… มึงก็ยังเป็นไอ้ขี้แพ้!” “ผมไม่ใช่” ผมเถียง “ผมคือหัวหน้า” “…หัวหน้าเหรอ… หัวหน้าที่ต้องคอยแดกคนตายเพื่อเอาชีวิตรอดน่ะเหรอ… น่าสมเพช!” “มึงก็เหมือนกัน! มึงก็อยู่ในท้องกู!” ผมเริ่มเถียงกับวิญญาณในท้องตัวเอง ผมนั่งพูดคนเดียว… ในห้องทำงานที่เงียบกริบ ผมกลายเป็น… ‘คนบ้า’ แต่เป็นคนบ้า… ที่ฉลาดเป็นกรด ผมทำงาน ผมต้องทำงาน… เพื่อให้ลืมเสียงพวกนี้ ผมสั่งการ ผมปิดคดี อาณาจักรของผม… มันใหญ่ขึ้น ผมมีประสิทธิภาพ… ผมเย็นชา… ผมคือเครื่องจักร… ที่ขับเคลื่อนด้วยเนื้อคนตายและวิญญาณที่ถูกจองจำ ป้าปา… เธอคือ ‘คนส่งอาหาร’ เนื้อของวิรัช… ถูกแช่แข็ง เธอจะสับ… และผสมกับ ‘หญ้าคนตาย’… ส่งมาให้ผมทุกเย็น เหมือนเดิม แต่… มันไม่เหมือนเดิม เนื้อของวิรัช… มัน ‘หมดฤทธิ์’ เร็ว มันทรงพลังกว่า… แต่มันก็ถูก ‘ย่อย’ เร็วกว่า อาจเป็นเพราะ… ตอนนี้ผมไม่ได้เลี้ยงแค่วิญญาณสี่ดวง ผมต้องเลี้ยง… ห้าดวง และวิรัช… มันตะกละ มัน ‘หิว’ ตลอดเวลา ผมเคยอยู่ได้ 24 ชั่วโมง ตอนนี้… ผมอยู่ได้แค่ 12 ชั่วโมง ผมต้องกิน… วันละสองครั้ง เช้า… และ เย็น ผมต้องแอบกิน… ในห้องทำงาน ความต้องการ… มันถี่ขึ้น ความกลัว… มันก็ถี่ขึ้น ความกลัวว่า… ‘อาหาร’ จะหมด ผมเรียกป้าปามาพบ… ที่ป้อมยามเก่า “เนื้อใกล้จะหมดแล้ว” ผมกระซิบ… ผมไม่อยากให้ ‘พวกเขา’ ในท้องได้ยิน “…กูได้ยินนะโว้ย! บอกมันไป! ไปหามาอีก!” วิรัชตะโกน “ป้าต้องไปหามาอีก” ป้าปาส่ายหน้า “หาจากไหนล่ะ… แดน” “คนมันไม่ได้แขวนคอตายในห้องขังทุกวันนะ” “แล้ว… แล้วศพเก่า ๆ ล่ะ” ผมถาม “ป่าช้า… ที่อื่น…” “มันไม่แรงพอ” ป้าปาพูด “แกชินกับ ‘ของสด’ ไปแล้ว” “วิญญาณของแก… มันชินกับ ‘เนื้อ’ ที่เคยกิน ‘หญ้า’ เหมือนกัน” “มันต้องเป็น ‘แบบเดียวกัน’” ผมเข้าใจ… นี่คือ… วงจรอุบาทว์ เราต้องการ… เหยื่อ… เหยื่อที่กิน ‘ลาบหญ้า’ แล้วก็ตาย… เพื่อมาเป็น ‘วัตถุดิบ’ “แต่เราจะไปหามาจากไหน” ผมหมดหนทาง ป้าปามองผม… มอง… เหมือนครูมองนักเรียนโง่ ๆ “แกโง่… หรือแกล้งโง่… ‘หัวหน้า’” “แกจะไป ‘หา’ มันทำไม” “ในเมื่อ… แก ‘สร้าง’ มันขึ้นมาได้” ผมยืนนิ่ง “สร้าง…” “ใช่” ป้าปาพยักหน้า “สร้างมันขึ้นมา” “หาคนแบบที่… ‘แก’ เคยเป็น” “หาคนอ่อนแอ… คนที่อยากมีอำนาจ… คนที่สิ้นหวัง” “ยื่น ‘ชาม’ ให้มัน” “เลี้ยงมัน… จนมัน ‘ติด’” “แล้วก็…” เธอลากมีดไปบนอากาศ “… ‘เก็บ’ มัน” ผมมองเธอ… นี่คือ… ความชั่วร้ายที่แท้จริง ไม่ใช่แค่กินคนตาย แต่คือ… ‘วางแผน’ ฆ่าคน… เพื่อเอามากิน “ผม… ผมเป็นตำรวจ” “ใช่” ป้าปาหัวเราะ “นั่นแหละข้อดี” “แกคือหมาป่า… ที่สวมเครื่องแบบหมาเฝ้าบ้าน” “แกเข้าถึง ‘ลูกแกะ’ ได้ง่ายที่สุด” ผมเดินกลับไปที่โรงพัก สมองผมอื้ออึง ‘สร้าง’ เหยื่อ… ผมจะทำได้ยังไง… ผมจะเลือกใคร… “…เลือกไอ้คนที่มันขยัน ๆ… ที่มันพยายามจะเลื่อยขาเก้าอี้มึงไง” วิรัช… ให้คำแนะนำ… จากในท้อง “…นั่นแหละ… ทำแบบที่กูเคยทำกับมึง… เหยียบมัน… ขยี้มัน… จนมันไม่เหลือทางไป… นอกจากทางที่มึงชี้ให้” ผมสะบัดหัว ผมจะไม่ฟังคำแนะนำจากมัน แต่… …มันพูดถูก ผมต้องการคนแบบนั้น คนที่เหมือนผม… คนที่ผมน่าจะ… ‘เข้าใจ’ หัวอก… …และ ‘ทำลาย’ ได้ง่ายที่สุด
หนึ่งสัปดาห์ต่อมา… เขาก็ย้ายมา ‘จ่าสิบตำรวจตุง’ (จ่าตุง) ผมอ่านแฟ้มประวัติของเขา อายุ 25… เพิ่งย้ายมาจากกรุงเทพฯ ประวัติดีเยี่ยม… จบโรงเรียนนายร้อย… แต่เส้นสายไม่มี ถูกย้ายมา ‘ดอง’ ที่บุรีรัมย์… เพราะไปขัดขาผู้ใหญ่ อุดมการณ์… ยังเต็มเปี่ยม ความทะเยอทะยาน… ล้นเหลือ ดวงตา… ยังใสซื่อ เขาเดินมารายงานตัวกับผม “สวัสดีครับหัวหน้าแดน! ผมจ่าตุง! ฝากเนื้อฝากตัวด้วยครับ!” เขายิ้ม… รอยยิ้มที่จริงใจ รอยยิ้ม… ที่ผมไม่มีอีกต่อไปแล้ว ผมมองเขา… ผมมอง… …เหมือนคนขายเนื้อ… มองลูกหมูตัวอ้วน นี่คือ… ‘วัตถุดิบ’ “อืม” ผมตอบเสียงเรียบ “ที่นี่งานหนัก… ไม่เหมือนกรุงเทพฯ… หวังว่านายจะทนได้” “ผมเต็มที่ครับหัวหน้า!” “ดี” ผมยื่นแฟ้มคดีเก่า ๆ กองโตให้เขา “เริ่มจากนี่… คดีเอกสารค้าง… จัดการให้หมดภายในพรุ่งนี้” ตุงหน้าเจื่อนไปเล็กน้อย… มันเป็นงานที่ควรจะใช้เวลาหนึ่งอาทิตย์ แต่นี่… คือบททดสอบแรก “ครับ… หัวหน้า” เขารับไป ผมมองแผ่นหลังที่ยังตั้งตรงของเขา… ผมรู้ว่าผมต้องทำอะไร ผมต้อง ‘ขยี้’ เขา ผมต้องทำลายอุดมการณ์… ทำลายความใสซื่อ ผมต้องเปลี่ยนเขา… จาก ‘ลูกแกะ’… ให้กลายเป็น ‘อาหาร’ ผมเริ่ม… ผมทำในสิ่งที่วิรัชเคยทำกับผม แต่ผมทำ… ‘เนียน’ กว่า ผมฉลาดกว่าวิรัช ผมไม่ตะคอก… ผมใช้… ‘ความเย็นชา’ ตุงทำงานเอกสารเสร็จ… ผมโยนมันทิ้ง “ลายมือห่วย… ไปทำมาใหม่” ตุงออกไปจับคนร้ายคดีเล็ก ๆ ได้… ผมเป็นคนแถลงข่าว… ผมไม่แม้แต่จะเอ่ยชื่อเขา “เป็นการทำงานที่ยอดเยี่ยม… ของ ‘ผม’ และทีม” ผมพูดหน้ากล้อง ผมเห็นตุงยืนอยู่ข้างหลัง… แววตาชื่นชม… เริ่มเปลี่ยนเป็นสับสน ผมใช้งานเขา… เหมือนทาส ผมให้เขาอยู่เวร… ติดกันสามวันสามคืน ผมให้เขาทำงานที่ไม่มีใครอยากทำ… …เก็บศพเละ ๆ ข้างถนน …ล้างห้องขังที่เต็มไปด้วยอ้วก ผมกำลัง ‘บด’ เขา ผมกำลัง ‘ย่อย’ เขา ผมกำลังทำให้เขา… ‘อ่อนแอ’ “…ดี… ดีมาก… ไอ้แดน” วิรัชหัวเราะอยู่ในท้อง “…มึงมันนักเรียนดีเด่นของกูจริง ๆ…” “หุบปาก!” ผมตะคอนในใจ ผมไม่ได้ทำเหมือนแก ผมทำ… เพราะผม ‘จำเป็น’ ผมเห็นตุง… เขานั่งอยู่ที่โต๊ะทำงาน… ดึกมากแล้ว เขากำลัง… ร้องไห้ เงียบ ๆ… คนเดียว เขาคิดว่าไม่มีใครเห็น แต่ผมเห็น… ผมได้ยิน… ผมได้ยินเสียงสะอื้น… ที่เขาพยายามกลั้นไว้ ผมยืนมองเขา… จากมุมมืดของโรงพัก ผมควรจะ ‘สงสาร’ เขา แต่ผมไม่… ‘หญ้าคนตาย’ … มันฆ่าความสงสารของผมไปนานแล้ว ผมรู้สึกแค่… ‘สมเพช’ และ… …ผมรู้ว่า… ‘ใกล้ได้ที่แล้ว’ ผมเดินออกไป… ผมแกล้งทำเป็นเพิ่งมาเห็น “อ้าว… จ่าตุง… ยังไม่กลับอีกเหรอ” ตุงสะดุ้ง… รีบเช็ดน้ำตา “ครับหัวหน้า… พอดี… งานยังไม่เสร็จ” “ขยันดีนี่” ผมพูด… ผมเดินไปใกล้ ๆ ผมแกล้งทำเสียง… ‘เห็นใจ’ “งานมันหนักไปเหรอ” ตุงเงยหน้ามองผม… แววตา… มันคือแววตาของคนที่กำลังจะจมน้ำ… และคว้าหาฟางเส้นสุดท้าย “ผม… ผมไม่รู้ว่าผมทำอะไรผิด” เขาเสียงสั่น “ผมพยายามเต็มที่แล้ว… แต่เหมือน… มันไม่เคยดีพอสำหรับหัวหน้า” ผมนั่งลงที่ขอบโต๊ะของเขา ผมตบไหล่เขาเบา ๆ “นายไม่ได้ทำอะไรผิดหรอก… ตุง” “แค่… นายยัง ‘อ่อนแอ’ เกินไป” “อ่อนแอ?” “ใช่… โลกนี้มันไม่ได้อยู่ได้ด้วยอุดมการณ์” “มันอยู่ได้ด้วย… ‘อำนาจ’” “อำนาจ… ที่จะทำให้คนอื่น ‘กลัว’ นาย” “อำนาจ… ที่จะทำให้นาย ‘ควบคุม’ ทุกอย่างได้” ตุงมองผม… ด้วยสายตา… ที่ผมจำได้ มันคือสายตาของ ‘ไอ้แดน’ คนเก่า สายตา… ที่โหยหาการยอมรับ “ผม… ผมจะหาอำนาจนั้นได้ยังไงครับ” ผมยิ้ม… เป็นรอยยิ้มที่ผมซ้อมมาอย่างดี รอยยิ้มของ… ‘ผู้มีพระคุณ’ “ฉัน… ก็เคยเป็นแบบนาย” ผมโกหก “สิ้นหวัง… ไร้ค่า… ถูกเหยียบย่ำ” “จนกระทั่ง… ฉันได้เจอ ‘บางอย่าง’” “บางอย่าง… ที่ทำให้ฉัน ‘ตาสว่าง’” ตุงโน้มตัวเข้ามา… “อะไรครับหัวหน้า” ผมแกล้งมองซ้ายมองขวา “มันเป็น… ความลับ” ผมกระซิบ “เป็น ‘ยา’ สูตรพิเศษ… ของคนแถวนี้” “ยา?” “มันไม่ใช่ยาเสพติด… แต่มัน… ‘แรง’ กว่า” “มันจะทำให้นาย… ‘ตาสว่าง’” “มันจะทำให้นาย… ‘กล้าหาญ’” “มันจะทำให้นาย… เป็นเหมือน ‘ฉัน’” ดวงตาของตุงเป็นประกาย… ลูกแกะ… กำลังเดินเข้ามาหาปากหมาป่า “ที่ไหนครับหัวหน้า… บอกผมได้ไหม… ผมขอร้อง!” ผมถอนหายใจ… แกล้งทำเป็นลังเล “ฉันไม่ควรจะบอกนายเลย… มันอันตราย” “ผมไม่กลัวครับ! ผมยอมทุกอย่าง!” นั่นแหละ… คำที่ผมรอคอย ผมฉีกกระดาษโน้ต… ผมวาดแผนที่… แผนที่… ที่นำไปสู่บ้านของป้าปา “ที่นี่” ผมบอก “หมู่บ้านเก่า… ท้ายป่าช้า” “ไปหาผู้หญิงที่ชื่อ ‘ป้าปา’” “แล้วบอกว่า… ‘หัวหน้าแดน’ แนะนำมา” “บอกว่า… นายอยากลอง… ‘ลาบสูตรพิเศษ’” ตุงรับกระดาษแผ่นนั้นไป… มือเขาสั่น เขากำมันไว้… เหมือนมันคือ ‘คำตอบ’ ของทุกอย่าง “ขอบคุณครับหัวหน้า! ขอบคุณจริง ๆ!” “ไปเถอะ” ผมตบไหล่เขา “กลับไปพักผ่อน… แล้วพรุ่งนี้… ค่อยตัดสินใจ” เขาวิ่งแจ้นออกไป… แผ่นหลัง… ที่เคยเหี่ยวเฉา… กลับมาตั้งตรงอีกครั้ง เพราะ ‘ความหวัง’ ความหวังจอมปลอม… ที่ผมป้อนให้ ผมยืนมองตาม… ผมกลับเข้าไปในห้องทำงาน ผมนั่งลง… ความรู้สึก… ‘ผิด’ เหรอ? ไม่… ความรู้สึก ‘ตื่นเต้น’ ต่างหาก ผมกำลังจะได้… ‘วัตถุดิบ’ ชิ้นใหม่ ผมกำลังจะ… ‘ล่า’ “…ฉลาดมาก… แดน” วิรัชกระซิบ… คราวนี้… ผมไม่เถียงมัน ผมยิ้ม… รอยยิ้ม… …ของ ‘ปีศาจ’
โรงพักในวันนี้หนาวเย็นกว่าที่เคยเป็น ผมเดินเข้าไปในห้องทำงานของตัวเอง แล้วล็อคประตูจากด้านใน แม้ว่าเพิ่งจะกิน ‘ลาบ’ ที่ทำจากเนื้อของวิรัชไป แต่ผมก็ยังรู้สึกหิว ความหิวนั้นไม่ใช่ของกระเพาะอาหาร แต่เป็นของสิ่งมีชีวิตที่กำลังคำรามอยู่ข้างในตัวผม
“รีบหาของมาให้กินเดี๋ยวนี้! แกคิดว่าฉันเป็นใคร ถึงต้องมาขังอยู่ในท้องไอ้ตำรวจกระจอกอย่างแก!” – เสียงวิรัชคำรามก้องอยู่ในตัวผม มันยังคงเต็มไปด้วยอำนาจและความดูถูก
“มันหิว… มันหิว… ต้องกินตลอดทั้งคืน!” – เสียงลุงหมายครวญคราง
ผมกำมือแน่นจนข้อขาวโพลน เหงื่อไหลซึมไปทั่วร่าง เพิ่งผ่านไปเพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังจากที่ผมกินลาบ แต่ฤทธิ์ของมันกลับลดลงอย่างรวดเร็วจนน่าตกใจ วิรัชนั้นตะกละเกินไป มันกลืนกินพลังงานทั้งหมด ทำให้ผมต้องดิ้นรนอย่างหนักเพื่อรักษาความรู้สึกตัวไว้
ผมรอคอย…
และแล้ว… เมื่อเวลาประมาณสิบโมงเช้า จ่าตุงก็ปรากฏตัว
เขาไม่ใช่จ่าตุงที่ผมรู้จักอีกแล้ว
จ่าตุงเดินเข้ามาในโรงพักเหมือนนายทหารระดับสูง เขาไม่ได้ก้มหัว ไม่ได้กล่าวทักทาย สีหน้าเย็นชาดุจน้ำแข็ง สายตาคมกริบเหมือนมีด สายตาแบบนั้น… ผมรู้ดี นั่นคือสายตาของคนที่ได้ลิ้มรส ‘หญ้าคนตาย’ แล้ว
ตุงเดินตรงไปที่โต๊ะทำงานของเขา เขาทิ้งกองเอกสารเก่า ๆ ลงบนพื้นเสียงดัง ‘ปึก!’ “ทำใหม่ทั้งหมด!” – ตุงสั่งเสียงแข็ง ทำให้ตำรวจทุกคนในโรงพักตกใจ เขาพูดกับจ่าเฉย ซึ่งเป็นคนที่มีอายุมากที่สุดและเคยเป็นเพื่อนสนิทของผม
จ่าเฉยหันมามองตุง แล้วมองมาที่ผม (ซึ่งยืนอยู่ที่ประตูห้องทำงานของตัวเอง)
“แกพูดอะไรนะ ไอ้หนู!” – จ่าเฉยโกรธจัด
“ผมบอกว่า… ทำใหม่ทั้งหมด” – ตุงย้ำ ไม่แม้แต่จะกะพริบตา – “เอกสารพวกนี้ล้าสมัยและผิดขั้นตอน มันถูกทิ้งไว้ที่นี่นานเกินไปแล้ว พวกคุณไม่เห็นรึไงว่ามันทำให้ชื่อเสียงของโรงพักเสียหาย หรือว่าพวกคุณแค่คุ้นเคยกับการรับเงินสกปรกแล้วทำเป็นมองไม่เห็น!”
จ่าเฉยลุกขึ้นยืน ใบหน้าแดงก่ำด้วยความโกรธ “แก… ไอ้เด็กใหม่!”
“นั่งลง”
เสียงของผม… เย็นชา… เด็ดขาด
จ่าเฉยจ้องมองผม ในแววตาของเขามีทั้งความกลัวและความคับแค้นใจ จากนั้น… จ่าเฉยก็ค่อย ๆ นั่งลง
ผมหันไปหาตุง
“เข้ามานี่… ตุง”
ตุงเดินเข้ามาในห้องทำงานของผม เขาไม่มีท่าทีเคารพหรือหวาดกลัวเลยแม้แต่น้อย เขาก้าวเข้ามาเหมือนกับว่านี่คือห้องของเขา
“มันทรงพลังมากใช่ไหม” – ผมถาม
“มันคือทุกสิ่ง” – ตุงตอบ มุมปากยกขึ้นเล็กน้อย – “ผมเห็นทุกอย่างแล้ว จ่าแดน ผมเห็นรูปแบบการทำงานของโรงพักนี้ ผมเห็นความสกปรกของทุกคน ผมเห็นจุดอ่อนของหัวหน้า”
“ฮ่าฮ่า! ไอ้เด็กนี่มันเร็วกว่าแกสมัยก่อนเยอะเลยว่ะ แดน!” – วิรัชเยาะเย้ยอยู่ในท้องผม
“จุดอ่อนของผมคืออะไร” – ผมถาม พยายามควบคุมน้ำเสียงให้นิ่งที่สุด
“คือวิรัช” – ตุงตอบ
ผมตัวแข็งทื่อ ตุงไม่ได้แค่กินหญ้า แต่เขายัง ได้ยิน วิญญาณที่เขาไม่เคยพบอีกด้วย พลังนี้… มันเปลี่ยนไปแล้ว
“เขากำลังพยายามคุยกับผม… ผ่านตัวคุณ” – ตุงพูดต่อ เสียงของเขาเต็มไปด้วยความท้าทาย – “เขาบอกผมถึงความอยุติธรรม เขาบอกว่าวิรัชไม่สมควรได้รับสิ่งนี้ เขาบอกว่าคุณเป็นคนโลภและอ่อนแอ ไม่สามารถควบคุมพวกเขาได้”
“และแกเชื่อเขา?”
“ผมเชื่อใน พลัง” – ตุงเดินเข้ามาใกล้ – “คุณให้พลังแก่ผม แต่คุณไม่ได้สอนวิธีรักษาไว้ ความหิวเริ่มมาแล้ว แดน ผมเพิ่งกินไปครั้งเดียว แต่ผมรู้ว่าผมทนไม่ได้ที่มันจะหายไป”
“ร่วมมือกับมันสิ แดน! เราจะกำจัดไอ้เด็กนี่ แล้วกลับมาครองอำนาจ!” – วิรัชคำราม
“แกควบคุมมันไม่ได้หรอก ตุง” – ผมพูด ด้วยประสบการณ์ของตัวเอง – “มันจะกลืนกินแก แกต้องเชื่อฟังฉัน”
“ผมไม่เชื่อฟังใครทั้งนั้น” – ตุงยิ้มเยาะ – “ผมคือคนที่แข็งแกร่งที่สุดที่นี่ ผมสามารถสะสางคดีค้างทั้งหมดของโรงพักได้ภายในวันเดียว ผมจะกลายเป็นสารวัตรคนใหม่”
ผมรู้ว่าตุงพูดความจริง เขาอยู่ที่จุดสูงสุดของฤทธิ์ยา เขาคือ ผม เมื่อสองสัปดาห์ก่อน แต่เขากำลังดิ่งลงเหวเร็วกว่าผมเสียอีก
“แกต้องการ ‘อาหาร’” – ผมพูดเสียงเบาลง – “ฉันมีแหล่งจ่าย ป้าปาคือคนส่งอาหารให้ฉัน แกไปหาป้าปามาแล้ว และแกก็ยังต้องการป้าปาอีก”
ตุงเริ่มสั่น ไม่ใช่เพราะความกลัว แต่เพราะความหิวแรกเริ่มกำลังกัดกินเขา
“ความรู้สึกนี้…” – เขาสูดหายใจเข้าลึก – “มันกำลังหมดไป! เร็วเข้า! คุณมีลาบไหม! ผมต้องการมัน!”
“ไม่มี” – ผมปฏิเสธอย่างเย็นชา – “ฉันกินแค่สองครั้งต่อวัน เช้าตรู่และกลางคืน แกต้องทนเอาไว้”
“ไม่! ผมทนไม่ไหว!” – ตุงตะโกน ล้มตัวลงกับพื้น กุมท้องไว้แน่น เขาบิดตัวไปมา เหมือนกับที่ผมเคยเป็นตอนอยู่ที่บ้านป้าปา
“ซัดมัน! ซัดมันเลย แดน! ใช้กำลังสั่งสอนมัน!” – วิรัชโห่ร้อง
“ดูแกสิ ตุง” – ผมยืนขึ้น มองลงไปที่เขา – “อ่อนแอ แกไม่ใช่คนที่แข็งแกร่งที่สุด แกเป็นแค่ไอ้ขี้ยาคนหนึ่ง แกคือ เหยื่อ”
ตุงเงยหน้ามองผม ในดวงตาของเขามีความบ้าคลั่งเริ่มก่อตัว
“ผมต้องทำยังไง” – ตุงครวญคราง – “ผมต้องทำยังไงให้ความเจ็บปวดนี้หยุดลง”
ผมยิ้มออกมา รอยยิ้มที่ผมไม่เคยคิดว่าจะได้มี รอยยิ้มของคนที่รู้ความลับของอีกฝ่าย
“แกต้องทำงาน แกต้องซื่อสัตย์ แกต้องออกล่า เพื่อฉัน”
ตุงกลายเป็นมือขวาของผม
เขาคือหมาล่าเนื้อที่สมบูรณ์แบบ เขาทำงาน 24/7 เขาไม่หลับ เขาไม่พักผ่อน เขาจัดการทุกคดี โรงพักแห่งนี้กลายเป็นโรงพักที่มีประสิทธิภาพ เกินไป ข่าวลือเกี่ยวกับ “โรงพักปราบอธรรม” เริ่มแพร่สะพัดไปทั่วจังหวัด
“เยี่ยมมาก แดน แกสร้างสัตว์ประหลาดที่มีประโยชน์ขึ้นมาแล้ว”
แต่ตุงไม่ใช่แค่มีประโยชน์ เขากำลังพังทลาย
เขาเพิ่มปริมาณยา ผมรู้เมื่อตุงเริ่มทำอะไรอย่างเร่งรีบ เขาเริ่มแสดงอาการที่ผมเคยเจอ แต่ เร็วกว่า ถึงสิบเท่า
ตุงเริ่ม ได้ยิน เสียงภายในสองวัน ไม่ใช่แค่เสียงจากวิญญาณในร่างกายผม (จากการเชื่อมโยงของหญ้า) แต่เป็นเสียง ของตัวเอง
“มันกำลังพยายามคุยกับผม!” – ตุงกระซิบกับผมในห้องประชุม เหงื่อท่วมตัว – “มันพูดถึงความอยุติธรรม! มันพูดว่าวิรัชไม่สมควรได้รับมัน! ผมต้องทำยังไงครับ หัวหน้าแดน ผมไม่สามารถจดจ่อได้!”
“หายใจลึก ๆ” – ผมสั่ง – “มันเป็นผลข้างเคียง แกต้องควบคุมมัน”
“ไม่! หญ้าหมดแล้ว!” – ตุงส่งเสียง – “ป้าปาบอกให้ผมรอ ผมรอไม่ได้! ผมเหลือเวลาอีกแค่ สี่ชั่วโมง!”
สี่ชั่วโมง ผมเหลือ 12 ชั่วโมง ตุงเหลือแค่ 4 ชั่วโมง เขาใช้หญ้ามากเกินไปในการลองครั้งแรก ทำให้ร่างกายเกิดการเสพติดที่รุนแรงกว่า เขาทำลายตัวเองแล้ว
“ตุง แกรู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นถ้าแกไม่ได้กินมัน”
ตุงมองผม ดวงตาแดงก่ำ เขาตระหนักดี เขาจะเริ่มบ้าคลั่ง ทำลายตัวเอง และสุดท้ายก็ตาย
“ผมต้องการ อาหาร” – ตุงพูดอย่างสิ้นหวัง – “ผมพบเหยื่อแล้ว! ไอ้พวกค้ายาเสพติด! มันกินหญ้าของวิรัช ผมเห็นมันในแฟ้มเก่า มันตายไปแล้วเมื่อสามวันก่อน มันคือ อาหารอันโอชะ!”
“แกไม่จำเป็นต้องทำอย่างนั้น” – ผมพูด
“ผมต้องการมัน! คุณสามารถเอามันมาจากห้องชันสูตรศพได้!” – ตุงโผเข้ามาจับคอเสื้อผม – “คุณเป็นสารวัตร! คุณมีกุญแจ! เอามาให้ผม!”
ผมผลักตุงออกไป
“ไม่”
“ทำไม!”
“เพราะแกเป็น ของฉัน” – ผมมองตุง ดวงตาเย็นชาดุจน้ำแข็ง
“ฉันเลือกแกมาเป็น ‘อาหาร’ ชิ้นต่อไปของฉัน ฉันให้พลังแก่แก และตอนนี้ ฉันจะเก็บเกี่ยวแก”
ตุงถอยหลัง ใบหน้าของเขาเปลี่ยนจากความบ้าคลั่งเป็นความหวาดผวา
“คุณ… คุณกำลังจะฆ่าผม?”
“ไม่” – ผมส่ายหน้า – “ฉันจะไม่ทำให้มือตัวเองสกปรก แกจะทำมันด้วยตัวเอง”
“ยอดเยี่ยม! ยอดเยี่ยมมาก แดน! ใช้ภาษาของผู้นำ! ไอ้เด็กนี่จะเป็นมื้อที่ดีที่สุด!” – วิรัชดีใจ
“วันนี้” – ผมพูด ด้วยน้ำเสียงที่เด็ดขาดของผู้พิพากษา – “แกจะต้องไปทำภารกิจสุดท้าย”
ผมยื่นแฟ้มเก่า ๆ ที่เกี่ยวกับคดียาเสพติดเล็ก ๆ ที่วิรัชเคยปิดไว้ สถานที่ส่งมอบคือโกดังร้างเก่า ๆ ห่างจากตัวเมืองครึ่งชั่วโมง
“นี่คือโอกาสของแก แกสามารถจับไอ้หัวหน้าแก๊งได้ แกจะเป็นฮีโร่ แกจะมีเวลาเพิ่มขึ้นเพื่อให้ป้าปาเตรียมลาบให้แก” – ผมโกหกอย่างหน้าตาย
ตุงมองแฟ้ม แล้วมองนาฬิกา
เหลืออีกสามชั่วโมง เขาต้องรีบไปทันที
“คุณจะไปกับผมไหมครับ สารวัตรแดน”
“ฉันจะอยู่ที่นี่… รอข่าวชัยชนะของแก”
ตุงพยักหน้า เขาเชื่อมั่นอย่างเต็มที่ในอนาคตที่เขาจะได้กินหญ้ามากขึ้นและเป็นฮีโร่ เขาเดินออกจากโรงพักไปอย่างรวดเร็ว
“แกคิดว่าไอ้เด็กนี่จะตายแบบไหน?” – วิรัชถาม เสียงอยากรู้
“ตายแบบเดียวกับคนอื่น ๆ” – ผมตอบ
ผมโทรหาป้าปา
“ป้าปา” – ผมพูด – “วัตถุดิบถูกส่งไปยังสถานที่เก็บเกี่ยวแล้ว โกดังเก่า ๆ ป้าต้องแน่ใจว่ามันจะเกิดขึ้นอย่าง เป็นธรรมชาติ”
“วางใจได้เลย ‘สารวัตร’” – เสียงป้าปารอดไรฟัน – “ฉันรู้วิธีทำให้วัตถุดิบทำลายตัวเอง หญ้าได้ทำหน้าที่ของมันแล้ว”
ผมนั่งลงบนเก้าอี้ มองนาฬิกา สองชั่วโมง หนึ่งชั่วโมง…
ผมได้รับโทรศัพท์จากจ่าเฉย
“รายงานครับ สารวัตรแดน! เกิดอุบัติเหตุร้ายแรงที่โกดัง! จ่าตุง… จ่าตุงยิงตัวตาย!”
ผมถอนหายใจ
“ยิงตัวเอง?”
“ครับ! เขาถือปืนไรเฟิลอยู่ แล้วจู่ ๆ… เขาก็ตะโกนว่า ‘ทนไม่ไหวแล้ว’ แล้วยิงเข้าที่ขมับ! มันน่ากลัวมากครับสารวัตร!”
“แถลงข่าวให้บอกว่า ‘เสียชีวิตขณะปฏิบัติหน้าที่ต่อสู้กับอาชญากรค้ายาเสพติด’” – ผมสั่งด้วยน้ำเสียงที่เย็นชาที่สุด – “นำศพของจ่าตุงไปที่ห้องชันสูตรศพ และ… เก็บเรื่องนี้ไว้ให้เงียบ ทุกคนต้องโศกเศร้า”
ผมวางสาย
ผมไม่แปลกใจ หญ้าคนตายได้ทำงานแล้ว เมื่อความทุกข์ทรมานรุนแรงเกินไปและไม่มีวัตถุดิบป้อน วิญญาณที่อยู่ข้างในจะบังคับให้เจ้าของร่างจบชีวิตตัวเอง ตุงตายอย่าง สมบูรณ์แบบ
ผมเดินไปที่รถมอเตอร์ไซค์ ถึงเวลาของผมแล้ว
ผมไปยังห้องชันสูตรศพ คราวนี้มันง่ายกว่าเดิม สารวัตรแดน ฮีโร่ผู้ยิ่งใหญ่ กำลังมาตรวจสอบศพของ ‘ฮีโร่’ อีกคน
ผมเดินเข้าไป
ร่างของตุงนอนอยู่บนเตียงศพ ใบหน้าของเขายังคงเหมือนเดิม แต่เต็มไปด้วยเลือด ดวงตาของเขาเบิกกว้าง ยังคงมีความหวาดกลัวและสิ้นหวังของวินาทีสุดท้าย
ผมไม่รู้สึกอะไรเลย ไม่เสียใจ ไม่รังเกียจ มีแต่ความหิวที่กำลังคำรามอยู่ในท้อง
ผมเปิดกระเป๋าเก็บความเย็น
ผมใช้มีดเลาะเนื้อเดียวกับที่ใช้ตัดเนื้อวิรัช
ผมแล่เนื้อตุงอย่างเชี่ยวชาญ ส่วนต้นขา ส่วนเนื้อนุ่ม
“พ่อครัวที่ดีต้องเลือกวัตถุดิบที่ดีที่สุด” – ผมพึมพำ
ผมทำงานเสร็จ
ผมกลับไปหาป้าปา
เธอรออยู่แล้ว
ผมยื่นวัตถุดิบให้เธอ เธอรีบลงมือเตรียม
สิบนาทีต่อมา…
ลาบเนื้อสด ๆ ถูกวางอยู่ตรงหน้าผม เนื้อสด หญ้าคนตาย กลิ่นหอมฉุนของอำนาจ
ผมกิน ผมกินอย่างช้า ๆ
ผมสัมผัสได้ พลัง ความเย็นชา
และแล้ว…
“ไม่! แกจับกูไม่ได้!”
“กูต้องเป็นสารวัตร!”
“ไอ้แดน! กูจะฆ่ามึง!”
เสียงตุง ความหวาดกลัว ความเสียใจ และความโกรธของเขา
ตอนนี้… ผมมีหกเสียง
หกวิญญาณที่ถูกกักขังอยู่ในร่างกายผม
ผมมองป้าปา
“หก” – ผมพูด เสียงแหบแห้ง
“ดี” – ป้าปายิ้มกว้าง – “ตอนนี้ พวกมันจะไม่หิวอีกแล้ว อย่างน้อยก็อีกสักพัก”
ผมลุกขึ้นยืน ผมรู้สึกแข็งแกร่งกว่าที่เคยเป็นมา
แต่ผมก็รู้… ผมถูกกลืนกินอย่างสมบูรณ์แล้ว ผมไม่ใช่แดนอีกต่อไป ผมคือ หก
“ต่อไปนี้จะทำยังไง” – ผมถามป้าปา
เธอจ้องมองผมด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความทะเยอทะยาน
“เมืองนี้เล็กเกินไปสำหรับ ‘พวกเรา’ แล้ว แดน” – เธอกล่าว – “ถึงเวลาที่ ‘พวกเรา’ จะไปล่าในที่ที่ใหญ่กว่า”
“ป้าหมายความว่ายังไง”
“เมืองหลวง” – เธอพูด – “ที่นั่นมีคดีใหญ่ คดีฆาตกรรมที่ตำรวจจังหวัดไม่สามารถแก้ไขได้ ไปที่นั่น ออกล่า เพิ่มอำนาจ เมืองหลวงต้องการ สารวัตร คนใหม่”
ผมรู้ว่าเธอต้องการอะไร เธอต้องการให้ผมปีนขึ้นไปสู่จุดสูงสุดของอำนาจ
ผมพยักหน้า
“ผมเข้าใจ”
ผมหันหลังกลับไป มีหกเสียงคำรามอยู่ในท้อง แต่พวกมันถูกควบคุมไว้แล้ว
ผมขี่มอเตอร์ไซค์กลับไป ผมไม่รู้สึกเสียใจหรือหวาดกลัวอีกต่อไป ผมเห็นเพียงถนนข้างหน้า
“ไปเมืองหลวงเลย! ไอ้เด็กนี่พูดถูก! ขึ้นไปอีก! ให้สูงกว่านี้! กูจะสอนวิธีเป็นสารวัตรที่แท้จริง!” – วิรัชโห่ร้อง
ผมยิ้มเยาะอย่างเย็นชา
“หุบปาก วิรัช” – ผมกระซิบ – “ตอนนี้ฉันคือเจ้านาย”
แต่ลึก ๆ แล้ว ผมรู้ว่าเสียงของวิรัชจะไม่มีวันเงียบ และผมก็รู้… เมืองหลวงกำลังจะต้อนรับฝันร้ายครั้งใหม่
ความเย็นชาของ ‘ลาบหญ้า’ ในร่างกายทำให้ผมสามารถจัดแจงเรื่องทุกอย่างได้อย่างราบรื่น ผมจัดการเรื่องของจ่าตุงได้อย่างสมบูรณ์แบบ จเรตำรวจจากส่วนกลางลงมาชมเชยผม ผมถูกแต่งตั้งให้เป็น ‘หัวหน้าสถานี’ อย่างเป็นทางการ และนั่นคือ ‘ใบเบิกทาง’ ที่ป้าปาต้องการ
ผมยืนมองป้ายโรงพักบุรีรัมย์เป็นครั้งสุดท้าย “ไปได้แล้ว! อย่าเสียเวลา! อำนาจที่แท้จริงรอเราอยู่ที่กรุงเทพฯ!” – เสียงวิรัชไม่เคยหยุดสั่งการ “กรุงเทพฯ เมืองใหญ่… ต้องมีเนื้อเยอะแน่เลย… หิว…” – เสียงลุงหมายฟังดูมีความหวัง
ผมรู้ว่าผมต้องไป ผมไม่ได้ไปเพื่อ ‘ล่า’ อย่างเดียว ผมต้องไปเพื่อ ‘อยู่รอด’ ถ้าผมอยู่บุรีรัมย์ต่อ… เนื้อของจ่าตุงก็จะหมด… และผมก็จะหา ‘วัตถุดิบ’ ได้ยากขึ้นเรื่อย ๆ
ผมใช้เส้นสาย… และผลงานอันโดดเด่น… ผมขอให้มีการ ‘โยกย้าย’ ย้ายผม… ไปยัง ‘กองปราบปรามพิเศษ’ ในกรุงเทพมหานคร กองปราบ… ที่รับผิดชอบคดีอาชญากรรมร้ายแรง… คดีที่สื่อให้ความสนใจ… คดีที่วิญญาณของห้าคนในท้องผม… จะรู้สึก ‘ตื่นเต้น’
ผมสั่งจ่าเฉย… “จากนี้ไป… ทุกวันจันทร์… ให้ส่ง ‘สินค้า’ ไปยังที่อยู่ใหม่ของฉัน” “ต้องมั่นใจว่าไม่มีใครรู้… นอกจากแก… และป้าปา” จ่าเฉยมองผมด้วยความกลัว เขาไม่กล้าถามว่า ‘สินค้า’ คืออะไร เขาแค่พยักหน้า “ครับ… ท่านหัวหน้า”
ผมเดินทางถึงกรุงเทพฯ ผมถูกแต่งตั้งให้เป็นหัวหน้าชุดเฉพาะกิจ ในกองปราบ งานแรกที่ผมได้รับมอบหมาย… คือคดีที่ป้าปาพูดถึง คดีฆาตกรรม ‘อำพรางร่าง’ ที่สยดสยอง
เหยื่อคือ ‘คุณหญิงดารา’ ภรรยาของนักการเมืองชื่อดัง เธอหายตัวไป… และถูกพบเป็นศพ… ร่างของเธอถูกชำแหละออกเป็นชิ้น ๆ… และชิ้นส่วนเหล่านั้น… ถูกนำไป ‘ประกอบ’ กลับเข้าด้วยกันใหม่… อย่างผิดรูปผิดร่าง มันไม่ใช่ฆาตกรต่อเนื่อง มันคือ… งานของ ‘คนบ้า’ ที่มีเวลาเหลือเฟือ
ผมเดินเข้าไปในสถานที่เกิดเหตุ เป็นเพนต์เฮาส์หรูใจกลางเมือง กลิ่น… ไม่ใช่กลิ่นคาวเลือด… แต่เป็นกลิ่นน้ำหอมราคาแพง… ผสมกับกลิ่นยาฆ่าเชื้อ… ผมสวมถุงมือ… เดินไปที่โต๊ะ… นั่นคือ ‘ผลงาน’ ของฆาตกร ชิ้นส่วนต่าง ๆ ถูกจัดวาง… เหมือนงานศิลปะที่บ้าคลั่ง ตำรวจคนอื่น ๆ ทำหน้าซีด… กุมท้อง… แต่ผม… ผมรู้สึก ‘สงบ’ หกวิญญาณในท้องผม… กำลังเงียบ… พวกมันกำลัง ‘วิเคราะห์’ พวกมันกำลัง ‘เรียนรู้’ พวกมันกำลัง ‘ตื่นเต้น’
“อื้อหือ… ฝีมือไม่เบานะเนี่ย… มันต้องใช้ความเย็นชาขนาดไหนวะ” – วิรัชกระซิบ “มันจัดจานเก่ง… จัดจานสวยกว่าที่มึงเคยทำกับกูอีกนะไอ้แดน…” – เสียงตุงพูดด้วยความแค้น
ผมเดินเข้าไปใกล้ ผมมองรายละเอียดของรอยตัด มันแม่นยำ… มันสะอาด… มันไม่ใช่การฆ่าด้วยความโกรธ มันคือ… ‘พิธีกรรม’
“เราเจอเศษบางอย่าง… ในรอยแผลที่หน้าอกครับ” ร้อยตำรวจตรีหนุ่มคนหนึ่งรายงานผม เขาเอาแหนบ… คีบเศษเล็ก ๆ สีเขียวคล้ำออกมา… “มันคืออะไรก็ไม่รู้ครับ… เหมือน… เศษใบไม้แห้ง” ผมมองมัน… หัวใจผม… …ไม่สิ… ‘พวกเขา’ ในท้องผม… …เต้นรัว ผมรู้จักมันดี นั่นคือ ‘หญ้าคนตาย’ แต่… มันไม่ใช่หญ้าที่ป้าปาใช้ มันคือ ‘หญ้าคนตาย’ ที่ ถูกปรุง แล้ว
“เก็บไว้ให้ดี” ผมสั่งเสียงเรียบ “นี่คือหลักฐานสำคัญที่สุด” ผมเดินออกจากเพนต์เฮาส์ ผมเข้าใจแล้ว ฆาตกรคนนี้… เขาไม่ได้แค่ฆ่า เขา… ‘กิน’ เหมือนผม เขากิน ‘ลาบหญ้า’ เหมือนกัน แต่… …เขา ‘เก่ง’ กว่า เขากินแล้ว… …เขาไม่บ้าคลั่ง เขาไม่ยิงตัวตาย เขาสามารถ… ‘ควบคุม’ มันได้ และเขาก็กินมันเพื่อ ‘ความสุข’
ผมกลับมาที่ห้องพักของผม ห้องที่ว่างเปล่า… มีเพียงเตียง… และตู้เย็น ผมโทรหาป้าปา “ป้า” “ว่าไง… ‘หัวหน้ากรุงเทพฯ’” เสียงป้าปาเต็มไปด้วยความพอใจ “ผมเจอ ‘เขา’ แล้ว” “ใคร” “ฆาตกร… ที่ฆ่าคุณหญิงดารา” “เขา… กิน ‘ลาบหญ้า’ เหมือนเรา” ป้าปาเงียบไป ความเงียบที่ยาวนาน… “เขาใช้สูตรไหน” เธอถาม เสียงของเธอเปลี่ยนไป… กลายเป็นความระแวง… และความหิว “เขาใช้ ‘หญ้า’ ที่ถูก ‘ปรุง’ แล้ว… มันมีพลังมากกว่าของเรา” “ผมเห็นเศษของมัน… ในร่างเหยื่อ” “นั่นแปลว่า…” “นั่นแปลว่า… เขาคือคนที่ ‘อยู่เหนือ’ เรา” ผมพูด “เขาคือ… ‘เจ้านาย’ ที่แท้จริงของวงจรนี้”
ผมรู้แล้วว่า ‘หญ้าคนตาย’ ไม่ใช่จุดจบ มันคือ ‘บันได’ ผมเคยคิดว่าตัวเองอยู่บนสุด แต่ตอนนี้… ผมรู้ว่ามีคนยืนอยู่สูงกว่านั้น
“เราต้องการเขา” ป้าปาพูด “เราต้องการ ‘สูตร’ ของเขา” “เราต้องการ ‘วัตถุดิบ’ ของเขา” “เราต้องการ… ‘กิน’ เขา”
“กิน! กินมัน! ถ้ามันกินหญ้า… แสดงว่าเนื้อของมันต้องทรงพลังกว่าเนื้อไอ้ขี้แพ้พวกนี้!” – วิรัชแทรกขึ้น “เนื้อ… เนื้อของคนแข็งแกร่ง… จะทำให้พวกเราแข็งแกร่งขึ้น…” – เสียงตุงผสมโรง
“ผมรู้” ผมตอบป้าปา “แต่… ก่อนที่เราจะกินเขา… เราต้องหาเขาก่อน” “และเพื่อหาเขา…” “ผมต้อง ‘ใช้’ พวกเขา”
ผมมองไปที่ตู้เย็น… ที่มีลาบเนื้อตุงเหลืออยู่เพียงครึ่งเดียว ผมต้องรีบ ผมต้องฉลาด ผมต้อง ‘เข้าถึง’ ฆาตกรคนนั้น และวิธีเดียวที่จะทำได้… คือใช้ ‘สัญชาตญาณ’ และ ‘ความบ้าคลั่ง’ ของวิญญาณทั้งหก… ที่อยู่ในท้องผม
คืนนั้น… ผมไม่ได้นอน ผมกินลาบ… คำแล้วคำเล่า… จนหมดจาน เสียงกรีดร้อง… เสียงตะคอก… เสียงรำพึงรำพัน… มันดังกระหึ่มอยู่ในตัวผม ผมปล่อยให้พวกเขา… ‘ครอบงำ’ ผมปล่อยให้วิรัช… ใช้สมองของเขา ผมปล่อยให้ตุง… ใช้ความโกรธของเขา ผมปล่อยให้เจ๊อ้อย… ใช้สัญชาตญาณของเธอ
‘เรา’ ทำงาน… เรานั่งอ่านแฟ้มคดี… อ่านข้อมูล… ผมไม่ได้ ‘วิเคราะห์’ ผม ‘สัมผัส’ ผมสัมผัสได้ถึงรูปแบบการฆ่าที่บ้าคลั่ง ผมสัมผัสได้ถึง… ‘ความว่างเปล่า’ เดียวกันที่ผมรู้สึก ผมรู้ว่าฆาตกรคนนี้… ไม่ใช่คนทั่วไป เขาคือ… ‘แดน’ ในเวอร์ชันที่เหนือกว่า
“มันคือ… ‘เงา’ ของมึง… แดน” – วิรัชกระซิบ “มันคือคนที่มึงอยากจะเป็น… แต่ทำไม่ได้”
ผมรู้ว่าฆาตกรคนนั้น… เขาไม่ได้ทำงานเพื่ออำนาจ เขาทำงาน… เพื่อ ‘ความสมบูรณ์แบบ’ เขาต้องการ ‘จัดระเบียบ’ ความตาย และผมรู้… เหยื่อคนต่อไปของเขา… ต้องเป็นคนที่เขารู้จัก… และรู้สึกว่า ‘ไม่สมบูรณ์แบบ’
ผมใช้เวลาสิบสองชั่วโมงในการทำลายหลักการทำงานของตำรวจทั้งหมด ผมไม่ตามรอยพยาน ผมไม่ตามรอยวัตถุพยาน ผมตามรอย… ‘ความรู้สึก’ ผมเขียนชื่อคนสามคนลงในกระดาษ สามคนที่เกี่ยวข้องกับคุณหญิงดารา สามคนที่เคยเป็น ‘เป้าหมาย’ ของการจัดระเบียบที่ผิดพลาด
- สามี: นักการเมืองที่พยายาม ‘ปกปิด’ เรื่องราวชีวิตส่วนตัวที่สกปรก
- ลูกสาว: ที่พยายามเป็นศิลปิน… แต่เป็นศิลปินที่ ‘ไร้พรสวรรค์’
- คู่หมั้นของลูกสาว: ตำรวจที่พยายาม ‘หาทางลัด’ ในหน้าที่การงาน
ผมรู้ว่าฆาตกรคนนี้… เขาจะไม่ฆ่าคนบ้า เขาจะฆ่า… คนที่พยายาม ‘เสแสร้ง’ ว่าตัวเองสมบูรณ์แบบ ผมมองชื่อที่สาม ตำรวจ… ที่พยายาม ‘หาทางลัด’ นั่น… นั่นคือคนที่ผมเคยเป็น นั่นคือ… เป้าหมายที่สมบูรณ์แบบสำหรับ ‘นักจัดระเบียบ’ คนใหม่
“เตรียมตัว” ผมสั่งตัวเอง “เราจะไปที่นั่นก่อน… ฆาตกร” “เราจะไป ‘ต้อนรับ’ เขา” ผมเดินออกจากห้องพัก ผมไม่ได้เป็นแดนอีกต่อไป ผมคือ… ‘พวกเขา’
ผมเดินทางไปที่สถานีตำรวจนครบาลที่ดูแลคดีของตระกูลคุณหญิงดารา ผมใช้ ‘อำนาจ’ ของหัวหน้าชุดเฉพาะกิจ ผมเข้าถึงตัว ‘คู่หมั้นของลูกสาว’ เขายศร้อยตำรวจเอก… เป็นนายตำรวจหนุ่ม… ชื่อ ‘สารวัตรยศ’ สารวัตรยศดูดี… สุภาพ… และ… ‘หวาดกลัว’
“สวัสดีครับสารวัตรยศ” ผมยื่นมือไปจับมือเขา มือของเขาเย็นเฉียบ… และสั่นเล็กน้อย “ท่าน… ท่านสารวัตรแดน… ได้โปรด… ผม…” “คุณไม่จำเป็นต้องกังวล” ผมยิ้มอย่างใจเย็น “ผมแค่ต้องการข้อมูลส่วนตัวของคุณหญิงดารา… โดยละเอียดที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้” “ข้อมูล… ที่ไม่มีในแฟ้มคดี”
ผมรู้ว่าสารวัตรยศ… มี ‘ความลับ’ เขาเป็นตำรวจที่พยายาม ‘พยุง’ สถานะทางสังคมของตัวเองไว้ด้วยการแต่งงาน การตายของคุณหญิงดารา… ทำให้สถานะของเขา… สั่นคลอน
“มีอะไรไม่ชอบมาพากล… ในความสัมพันธ์ของคุณกับลูกสาวคุณหญิงไหม” ผมถามตรง ๆ เขาสะดุ้ง “ไม่ครับ! พวกเรารักกัน! ผมจะแต่งงานกับเธอ…” “โกหก” ผมพูดเสียงเรียบ ผมไม่ได้ ‘กล่าวหา’ ผม ‘ระบุ’ “กูได้กลิ่น! ได้กลิ่นความเสแสร้งของมัน! มันเหมือนกลิ่นของมึงสมัยก่อนเลยนะแดน!” – วิรัชหัวเราะในท้อง “คุณกำลังโกหก… สารวัตรยศ” “คุณหมั้นกับเธอ… เพื่อเงิน… เพื่ออำนาจ… เพื่อเป็นบันไดให้ตัวเองไต่เต้า” “แต่คุณไม่รักเธอ… และคุณก็ไม่เคารพคุณหญิงดารา”
สารวัตรยศหน้าซีดเผือด “ท่าน… ท่านเอาอะไรมาพูด” “ผมเห็น” ผมตอบ “ผมเห็นทุกอย่าง” “คุณรู้ใช่ไหม… ว่าคุณหญิงดาราเป็นคน ‘เจ้าระเบียบ’ แค่ไหน” “เธอเกลียดความ ‘ไม่สมบูรณ์แบบ’” “เธอคงไม่พอใจ… ที่คุณเป็นคน ‘จัดฉาก’ ชีวิตตัวเองแบบนี้”
ผมแทงใจดำเขา… ผมรู้ว่าฆาตกรคนนั้น… ‘นักจัดระเบียบ’ เขาต้องมีความแค้นส่วนตัวกับคุณหญิงดารา… …ที่พยายาม ‘จัดระเบียบ’ ชีวิตของคนอื่น และคนที่ใกล้ชิดที่สุด… ที่ถูกคุณหญิงดาราจัดระเบียบ… …ก็คือสารวัตรยศ
“ผมมีเรื่องอยากให้คุณช่วย” ผมโน้มตัวเข้าไปใกล้ “ช่วย… ‘จับ’ ฆาตกรคนนี้” “คุณต้องช่วยผม… ‘ล่อ’ เขาออกมา” “ผมจะทำทุกอย่างครับ… ขอแค่ผมได้ล้างแค้นให้คุณหญิง…” “ไม่ต้องพูดถึงการล้างแค้น” ผมยิ้ม “พูดถึงการ ‘จัดระเบียบ’”
ผมสั่งให้สารวัตรยศ… ทำในสิ่งที่ ‘คุณหญิงดารา’ เกลียดที่สุด ให้เขาไปที่บ้าน… และ ‘ทำลาย’ สิ่งของที่บ่งบอกถึงความสมบูรณ์แบบของเธอ ทำลายภาพวาดที่ลูกสาวคุณหญิงวาด… (ภาพที่ไร้พรสวรรค์ตามที่ผม ‘รู้สึก’) และทำให้เป็นข่าว…
“บ้าไปแล้ว! มึงกำลังล่อเสือออกจากถ้ำ! ถ้าไอ้ฆาตกรนั่นโผล่มา… มึงจะรับมือยังไง!” – วิรัชตื่นเต้น “เงียบ” ผมสั่งวิญญาณในท้อง “ผมต้องการเขา… ต้องการ ‘เนื้อ’ ของเขา… ผมต้องฉลาดกว่าเขา”
สารวัตรยศทำตามที่ผมสั่ง ข่าวแพร่สะพัด ‘ตำรวจคู่หมั้นทำลายข้าวของ’ ‘ประชดรักคุณหญิงดารา’ มันคือการทำลาย ‘ความสมบูรณ์แบบ’ ที่ฆาตกรต้องการรักษาไว้
คืนนั้น… ผมไปซุ่มรอ… ที่บ้านพักของสารวัตรยศ ผมรู้ว่า ‘นักจัดระเบียบ’ ต้องมาที่นี่ เขาต้องมา ‘ลงโทษ’ สารวัตรยศ …ที่ทำลาย ‘ผลงาน’ ของเขา
ผมซ่อนตัวอยู่ในเงามืด ผมกิน ‘ลาบหญ้า’ ส่วนสุดท้ายของเนื้อตุง… เพื่อให้พลังงานอยู่กับผมจนถึงเช้า “มึงต้องชนะนะแดน… มึงต้องชนะ… พวกกูหิวมากแล้ว!” – เสียงทั้งหกประสานกัน
เที่ยงคืน… รถยนต์สีดำคันหนึ่ง… เคลื่อนมาจอดหน้าบ้าน ชายคนหนึ่งเดินออกมา เขาไม่ได้สวมชุดดำอำพราง… เขาสวมเสื้อเชิ้ตสีขาว… และกางเกงสแล็ค ดูดี… สุภาพ… ใบหน้าของเขา… ดู ‘ไร้อารมณ์’ อย่างน่ากลัว
เขาเปิดประตูบ้าน… โดยไม่ต้องใช้กุญแจ เขาเดินเข้าไปอย่างใจเย็น… แล้วเสียงกรีดร้องของสารวัตรยศก็ดังขึ้น! ‘อ๊ากกก!’
ผมพุ่งตัวเข้าไปในบ้าน ผมเห็นชายคนนั้น… กำลังยืนอยู่เหนือร่างของสารวัตรยศ… เขาถือ ‘มีดแล่เนื้อ’… เล่มเดียวกับที่ผมใช้ แต่มีดของเขา… ส่องประกายแวววาว… คมกว่า… “ไอ้ฆาตกร! ฆ่ามัน!” – วิรัชสั่ง
“หยุด!” ผมตะโกน ชายคนนั้นหันมา… ดวงตาของเขา… มันว่างเปล่า… เหมือนดวงตาของผม เขาไม่มีความตื่นตระหนก… เขายิ้ม…
“คุณ… มาเร็วกว่าที่ผมคิด… ‘สารวัตรแดน’” “คุณรู้ว่าผมเป็นใคร” “แน่นอน” เขาตอบเสียงเรียบ “ผมตามดู ‘ผลงาน’ ของคุณมานานแล้ว” “คุณคือคนที่ ‘กิน’ เหมือนผม… แต่คุณทำได้แค่ ‘ลอกเลียนแบบ’” “คุณจัดระเบียบชีวิตของคุณด้วย ‘อำนาจ’ ที่สกปรก… ไม่ใช่ ‘ศิลปะ’”
“แกเป็นใคร!” “ผมคือ ‘นักจัดระเบียบ’” เขาตอบ “ผมคือคนที่นำ ‘ความสมบูรณ์แบบ’ มาสู่โลกที่บิดเบี้ยวนี้” “ผมได้ยินว่าคุณตามหาผม…” “คุณตามหาสูตรของผม… ใช่ไหม”
“สูตรของแก!” ผมคำราม ผมชักปืนออกมา… เล็งไปที่หน้าอกเขา “โยนมีดลง!”
“ทำไมต้องโยน” เขาหัวเราะเบา ๆ “คุณต้องการ ‘เนื้อ’ ของผม… คุณต้องการพลัง” “ผมก็ต้องการ ‘วิญญาณ’ ของคุณเหมือนกัน… ‘วิญญาณที่แข็งแกร่ง’”
“ยิงมัน! ยิงมันเลยแดน! เนื้อของมัน… ต้องเป็นของพวกเรา!” – เสียงทั้งหกดันผมไปข้างหน้า
ผมเหนี่ยวไก… ‘แชะ!’ กระสุนหมด… ผมลืมใส่กระสุนสำรอง
นักจัดระเบียบยิ้ม… รอยยิ้มนั้น… เต็มไปด้วยความสมเพช “อ่อนแอ… คุณก็แค่ไอ้ขี้ขลาดที่อาศัยพลังของคนอื่น”
เขาพุ่งเข้ามาหาผม! มีดในมือเขา… วาววับ! ผมตั้งการ์ด! ผมสู้กับเขาด้วยมือเปล่า! แต่เขา… เขาเร็วกว่า… เขาแข็งแกร่งกว่า… เพราะเขาไม่ได้ใช้ ‘ลาบ’ เพื่อ ‘ควบคุม’ ความบ้าคลั่ง เขาใช้มันเพื่อ ‘เพิ่ม’ ความสมบูรณ์แบบให้ตัวเอง
‘ฉึก!’ มีดของเขา… ปักเข้าที่แขนผม เลือดไหล… ผมกัดฟัน… ต่อยหมัดสวนไป!
“คุณไม่มีวันชนะผม!” เขาพูด “คุณมีแค่ ‘หก’ เสียงในท้อง!” “แต่ผมมี ‘สิบสาม’” “ผมกิน ‘สมบูรณ์แบบ’ กว่าคุณ!”
“อ๊ากกก! แดน! มันจะฆ่าเรา!” – วิรัชกรีดร้อง “อย่าให้มันกินเรา! อย่าให้มันกินเรา!” – เสียงตุงร้องขอชีวิต
ผมรู้แล้ว… ผมแพ้แล้ว เขาคือ ‘นักล่า’ ที่อยู่เหนือผม เขาคือ ‘เจ้านาย’ คนต่อไป เขาคือคนที่ ‘สมบูรณ์แบบ’ กว่าผม
“ลาก่อน… ‘สารวัตรแดน’” เขายกมีดขึ้น…
วินาทีสุดท้าย… ผมตัดสินใจ… ผมไม่ได้สู้เพื่อ ‘อำนาจ’ ผมสู้เพื่อ ‘วิญญาณ’ ผมมองไปที่สารวัตรยศ… ที่นอนแน่นิ่งอยู่ข้าง ๆ เขา… คือเหยื่อ เขา… คือวัตถุดิบ เขา… คือทางออก
ผมคว้ามีดของเขา! แล้ว… ‘ฉึก!’ ผมแทงมีด… เข้าไปที่ท้องของตัวเอง!
ไม่… ผมไม่ได้ฆ่าตัวตาย ผมแทงมีดเข้าไปใน… ‘ท้อง’ ที่บรรจุวิญญาณทั้งหก! ผมแทงมัน… …เพื่อ ‘ปล่อย’ พวกเขา
เลือดทะลัก! ความเจ็บปวด… ที่เหนือกว่าความเจ็บปวดใด ๆ ที่ผมเคยรู้สึก! แต่… ผมหัวเราะ! ผมหัวเราะด้วยความบ้าคลั่ง!
นักจัดระเบียบยืนนิ่ง… ตกใจ “คุณทำอะไร!”
“กู… กู… ปล่อยพวกมันแล้ว!” ผมตะโกน ผมควักมือเข้าไปในบาดแผล! ผมกำลังดึง… ‘หญ้าคนตาย’… ที่ฝังตัวอยู่ในเนื้อผมออกมา! ผมไม่ได้ดึงเนื้อ! ผมกำลังดึง… ‘สุสาน’ ของวิญญาณทั้งหกออกมา!
“พวกมึงไปได้แล้ว!” ผมคำราม! “ไป… ไปกินมัน!” ผมโยนก้อนเนื้อเละ ๆ… ที่เต็มไปด้วย ‘หญ้าคนตาย’… โยนใส่หน้านักจัดระเบียบ!
เขาสะดุ้ง! เศษหญ้า… เศษเนื้อ… ติดอยู่ที่หน้าเขา! “อาหาร! อาหารชิ้นใหม่!” วิญญาณทั้งหก… ที่ถูกปลดปล่อย… พวกเขากลับคืนสู่ ‘หญ้า’… และพวกเขา… พุ่งเข้าหา ‘นักจัดระเบียบ’
นักจัดระเบียบกรีดร้อง “ไม่! พวกแกทำอะไร! ออกไป!” เขาไม่เคยเตรียมใจรับมือกับ ‘ความโกรธ’ ของวิญญาณที่ถูกจองจำ เขาล้มลง… กุมหน้า… เขาไม่ได้ถูกโจมตีทางกายภาพ แต่เขาถูกโจมตี… ด้วย ‘ความบ้าคลั่ง’ ที่เขาไม่สามารถควบคุมได้!
ผมล้มลงกับพื้น เลือดไหลท่วมตัว ผมมองนักจัดระเบียบ… เขากำลังทุบหัวตัวเอง… เขาเริ่มกรีดร้อง… เสียงกรีดร้องที่บ้าคลั่ง… …แบบเดียวกับที่ผมได้ยินในท้องตัวเองตลอดมา
ผมชนะแล้ว ผมชนะ… ด้วยการทำลายตัวเอง ผมไม่ได้ฆ่าเขา ผมปล่อยให้ ‘เหยื่อ’ ของผม… เป็นคนฆ่าเขา
ผมมองขึ้นไปบนเพดาน… ผมเห็น… เงาจาง ๆ… หกเงา… วิรัช… ตุง… เสี่ยตง… ลุงหมาย… นังแตง… เจ๊อ้อย… พวกเขามองมาที่ผม… ไม่มีความโกรธ ไม่มีความแค้น มีเพียง… ‘ความว่างเปล่า’ พวกเขาโค้งคำนับให้ผมเล็กน้อย… แล้วหายไป…
ผมยิ้ม… ผมรู้สึก ‘ว่างเปล่า’ แต่เป็นความว่างเปล่า… ที่ ‘สะอาด’ ผมไม่ต้องฟังเสียงใครอีกต่อไป…
ตำรวจอีกชุด… วิ่งกรูกันเข้ามา พวกเขาเห็น… สารวัตรแดน… นอนจมกองเลือด… ข้าง ๆ ฆาตกรที่กำลังทุบหัวตัวเอง พวกเขาไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น พวกเขาเห็นแค่… ‘ความบ้าคลั่ง’
ผมพยายามจะพูด… แต่มีแต่เลือดไหลออกมาจากปาก ผมมองไปที่ประตู… ผมเห็น… ‘เงา’ เงาของผู้หญิงที่ยืนอยู่ตรงนั้น ป้าปา… เธอไม่ได้เข้ามา เธอแค่ยิ้ม… เธอรู้ว่าผม ‘ทำลาย’ วงจรนี้แล้ว แต่เธอก็รู้ว่า… … ‘เนื้อ’ ของผม… …คือ ‘วัตถุดิบ’ ที่สมบูรณ์แบบที่สุด
ผมหลับตาลง… ความเย็นชา… เข้ามาแทนที่ความเจ็บปวด
Hồi 3 – Phần 3 (Kết thúc)
หลายเดือนต่อมา…
คดีฆาตกรรมอำพรางร่างถูกปิดลง ตำรวจแถลงข่าวว่า… ‘สารวัตรยศ’ คือฆาตกรต่อเนื่อง และ ‘สารวัตรแดน’ คือฮีโร่… ที่สละชีวิตเพื่อจับฆาตกรรายนี้ ส่วน ‘นักจัดระเบียบ’ นั้น… เขาถูกพบเป็นศพ… ในสภาพที่ ‘ยับเยิน’ ตำรวจสันนิษฐานว่า… เขาถูกสารวัตรยศทำร้าย… ก่อนที่สารวัตรแดนจะเข้ามาช่วย
ไม่มีใครรู้ความจริง ความจริงถูกฝังอยู่ใน… ‘ความบ้าคลั่ง’
ผมถูกจัดงานศพอย่างสมเกียรติ ผมถูกยกย่องให้เป็น ‘ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์’
แต่เรื่องราวของผม… มันไม่ได้จบลงแค่นั้น มันมี ‘หางเสียง’
ที่โรงพักบุรีรัมย์… ‘จ่าเฉย’ ทำงานหนักกว่าเดิม เขาต้องแอบนำส่ง ‘สินค้า’ ไปยังที่อยู่ใหม่ ไม่ใช่ที่อยู่ของผม แต่เป็นที่อยู่ของ… ‘ป้าปา’ ป้าปา… ได้ ‘สูตร’ ใหม่แล้ว เธอได้รู้ว่า… ‘ลาบหญ้า’ ที่ดีที่สุด… …คือ ‘เนื้อ’ ของคนที่เคยกินมันมาก่อน… …และเป็นเนื้อของคนที่ ‘แข็งแกร่ง’ ที่สุด
มีข่าวลือว่า… ตำรวจหนุ่มที่ย้ายไปทำงานที่กรุงเทพฯ… ที่ถูกยกย่องให้เป็นฮีโร่… มักจะกลับมาปรากฏตัว… ในความฝันของเพื่อนร่วมงานเก่า… เขายิ้ม… รอยยิ้มที่ ‘ว่างเปล่า’
และในเมืองหลวง… ‘นักจัดระเบียบ’ คนใหม่… …ได้ปรากฏตัวขึ้นแล้ว เขาไม่ได้ฆ่าเพื่อความสมบูรณ์แบบ เขาฆ่า… เพื่อ ‘ความหิว’ เขาฆ่า… เพื่อ ‘อยู่รอด’
เรื่องราวของผม… มันจบลงแล้ว แต่… วงจรของ ‘ลาบหญ้า’… …มันยังคงดำเนินต่อไป