ผู้พิทักษ์วิหารแห่งความตาย: พันธสัญญาในยามสนธยา
เสียงนาฬิกาดิจิทัลที่ข้อมือดังขึ้นเบาๆ เป็นสัญญาณว่าเที่ยงคืนแล้ว อนันต์ (Anan) สวมชุดรปภ.สีเข้มของบริษัทเอกชนที่อยู่ถัดไป เขาก้าวลงจากรถกระบะเก่าๆ ที่จอดซ่อนอยู่ในเงามืดของพุ่มไม้ข้างรั้วเหล็กสนิมเกรอะของ “คิดส์ เพลย์แลนด์” สวนสนุกร้างกลางกรุงเทพฯ ที่ถูกทิ้งร้างมาเกือบสองปีแล้ว ลมยามค่ำคืนพัดมาพร้อมกลิ่นอับชื้นและกลิ่นดินสาบๆ อนันต์ไม่ได้รู้สึกหนาว แต่เหงื่อซึมที่แผ่นหลัง เขาไม่ใช่ผู้บุกรุกธรรมดา เขาเป็นสถาปนิกและผู้จัดการโครงการที่สร้างสถานที่แห่งนี้กับมือ
เขาใช้กุญแจผีที่ทำขึ้นเองไขเข้าไปในประตูเล็กๆ ด้านข้างที่เคยเป็นทางเข้าออกของพนักงาน เสียงเหล็กกระทบกันเบาๆ นั้นดังและก้องกังวานในความเงียบราวกับเสียงระฆังมรณะ เขาก้าวเข้าไปข้างในอย่างเชื่องช้า สายตาของเขากวาดมองไปทั่วสนามเด็กเล่นที่เคยเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ บัดนี้เครื่องเล่นทุกชิ้นยืนตระหง่านอยู่ใต้แสงจันทร์ที่ริบหรี่ราวกับโครงกระดูกยักษ์ ม้าหมุนหยุดนิ่งในท่าที่น่าขนลุก ชิงช้าที่ผูกติดอยู่กับโครงเหล็กแกว่งไกวเบาๆ ราวกับมีบางสิ่งที่มองไม่เห็นกำลังนั่งอยู่
อนันต์เดินตรงไปยังจุดศูนย์กลางของพื้นที่ สองเท้าของเขาหยุดลงบนผืนทรายที่ทึบและเย็นชืด “บ่อทรายกลาง” ขนาดใหญ่สิบเมตรคูณสิบเมตร ที่นี่เป็นจุดเกิดเหตุของโศกนาฏกรรมทั้งหมด ไม่ใช่แค่หลานชายของเขา นัท (Nut) แต่ยังมีเด็กคนอื่นๆ ที่ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตอย่างเป็นปริศนาในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน รายงานอย่างเป็นทางการสรุปว่ามันเป็นอุบัติเหตุจากความประมาทเลินเล่อของบริษัท ทำให้เขาต้องรับผิดชอบและถูกไล่ออก อนันต์เคยเชื่อในรายงานนั้น แต่ตอนนี้ไม่ใช่
“จะต้องมีอะไรสักอย่างที่ฉันมองข้ามไป” อนันต์พึมพำกับตัวเอง เขาก้มลงแตะทรายสีคล้ำนั้น มันเย็นกว่าทรายปกติอย่างไม่น่าเชื่อ แม้ในเวลากลางวันก็ตาม อนันต์ดึงถุงมือหนังขึ้นมาสวม เขาเปิดกระเป๋าเป้สะพายหลัง หยิบพลั่วเล็กๆ สำหรับทำสวนและไฟฉายแรงสูงออกมา เขาเริ่มขุดทรายอย่างระมัดระวัง
เขาสืบสวนเรื่องนี้มานานหลายเดือนแล้ว ตั้งแต่เขาว่างงานและไร้จุดหมายในชีวิต ภรรยาของเขาทิ้งไปพร้อมกับความเชื่อที่ว่าเขาบ้าไปแล้วกับการพยายามพิสูจน์ความจริงที่ไม่มีใครเชื่อ เขานอนไม่หลับมานาน เขาเห็นภาพหลานชายของเขา นัท วิ่งเล่นและหัวเราะอยู่เสมอ แล้วภาพสุดท้ายคือร่างเล็กๆ ที่นอนนิ่งอยู่ที่ขอบบ่อทรายแห่งนี้
ขณะที่เขาขุดลงไปลึกประมาณหนึ่งฟุต พลั่วของเขาก็กระทบกับอะไรบางอย่างที่แข็งและเย็นชืด ไม่ใช่ก้อนหิน แต่มันเป็นแผ่นคอนกรีตที่ถูกเทไว้ใต้ทราย อนันต์เคยเป็นวิศวกรและเขารู้ดีว่าคอนกรีตนี้ถูกเทในขั้นตอนการก่อสร้างฐานของบ่อทรายเพื่อความมั่นคง ไม่ใช่เรื่องผิดปกติ แต่เขากลับรู้สึกว่ามันมีบางอย่างผิดที่ผิดทางกับฐานที่แข็งแกร่งนี้
เขากำลังใช้แปรงปัดทรายออกจากแผ่นคอนกรีตเพื่อมองหารอยร้าวหรือความบกพร่องทางโครงสร้าง ทันใดนั้น ไฟฉายก็กระพริบแล้วดับลงทันที อนันต์สบถ เขาเคาะไฟฉายแรงๆ แต่แสงก็ไม่กลับมา ความมืดเข้าครอบงำอย่างรวดเร็ว ความมืดที่เต็มไปด้วยเงาและรูปทรงที่ไม่ชัดเจนของเครื่องเล่นรอบตัวเขา
“แบตหมดงั้นเหรอ” เขากล่าวอย่างหงุดหงิด เขารื้อกระเป๋าเป้อีกครั้งเพื่อหาไฟฉายสำรอง ท่ามกลางความมืดและเสียงลม อนันต์ได้ยินบางสิ่ง บางสิ่งที่ไม่ใช่เสียงลมพัดผ่านโครงเหล็ก มันเป็นเสียงเล็กๆ ดังมาจากทางบ่อทราย เสียงหัวเราะของเด็ก เสียงที่แผ่วเบาและแหบพร่า ราวกับว่าผู้ที่หัวเราะกำลังสำลักอยู่
อนันต์แข็งค้าง เขาทิ้งกระเป๋าเป้และหันกลับไปทางบ่อทรายทันที หัวใจของเขาเต้นรัวอย่างบ้าคลั่ง ความกลัวที่เขาพยายามปฏิเสธมาตลอดพุ่งเข้าจู่โจมเขาเหมือนคลื่นยักษ์ เขาไม่เห็นอะไรเลย ไม่มีใครอยู่ตรงนั้น แต่เสียงนั้นดังชัดเจนและใกล้มาก จนเหมือนมาจากใต้พื้นทรายที่เขายืนอยู่
“ใครน่ะ!” อนันต์ตะโกน เสียงของเขาแตกพร่าในความเงียบ
เสียงหัวเราะหายไปทันที เหลือไว้เพียงความเงียบที่หนักอึ้ง อนันต์หยิบไฟฉายสำรองขึ้นมาเปิด ส่องตรงไปยังจุดที่เขาขุดไว้ สิ่งที่เขาเห็นทำให้เขาต้องถอยหลังไปสองก้าว
บนกองทรายที่เขี่ยขึ้นมา มี รถบรรทุกของเล่นสีแดงคันเล็กๆ วางอยู่ รถคันนี้ไม่ได้เปื้อนทรายเลยแม้แต่น้อย มันดูสะอาดราวกับเพิ่งถูกนำออกมาจากกล่อง แต่รถคันนี้ไม่ใช่ของเขา ไม่ใช่ของที่เขาจำได้ว่าเห็นก่อนหน้านี้ และที่สำคัญคือเขาไม่เห็นว่ามันถูกนำมาวางได้อย่างไร
อนันต์เขย่าหัวอย่างแรง พยายามปัดความคิดเรื่องผีสางออกไป “หนู จิ้งจก หรืออาจจะเป็นกลไกความร้อนที่ฉันไม่ได้ตรวจ” เขาพยายามคิดหาเหตุผลทางวิทยาศาสตร์ แต่ในใจเขารู้ดีว่าไม่มีหนูตัวไหนจะแบกรถของเล่นที่ทำจากพลาสติกแข็งขนาดนี้ได้
เขาตัดสินใจติดตั้งกล้องอินฟราเรดที่ซ่อนไว้บนหลังคากระท่อมเล็กๆ ของผู้ดูแลซึ่งอยู่ใกล้กับบ่อทรายที่สุด กล้องตัวนี้มีระบบตรวจจับการเคลื่อนไหวที่ละเอียดอ่อน เขาตั้งใจที่จะถ่ายภาพสิ่งที่เข้ามาในพื้นที่นี้ให้ได้ไม่ว่ามันจะเป็นอะไรก็ตาม
เช้าวันรุ่งขึ้น อนันต์กลับมาพร้อมกับกาแฟร้อนและน้ำหนักอึ้งในใจ เขารีบตรงไปที่กระท่อมผู้ดูแลและดึงการ์ดหน่วยความจำของกล้องออกมาใส่ในแล็ปท็อปเก่าของเขา
ภาพในวิดีโอเริ่มต้นด้วยความมืดและภาพนิ่งของบ่อทราย จากนั้นคือภาพการทำงานของเขาเมื่อคืน จนกระทั่งไฟฉายดับและเสียงหัวเราะดังขึ้น
อนันต์เร่งวิดีโอไปที่ช่วงเวลาสำคัญ เมื่อเสียงหัวเราะดังขึ้น หน้าจอของแล็ปท็อปก็เริ่มมีสัญญาณรบกวน (Static) ภาพบิดเบี้ยวและสลับไปมาอย่างรวดเร็ว เขาเห็นเพียงเงาเบลอๆ รูปร่างเล็กๆ ที่ปรากฏขึ้นในกรอบกล้อง จากนั้นสัญญาณรบกวนก็หายไป และภาพก็กลับมาชัดเจนอีกครั้ง โดยมีรถบรรทุกของเล่นสีแดงวางอยู่ตรงกลางทรายที่เขาขุดไว้
ไม่มีภาพการเคลื่อนไหวของรถบรรทุกนั้นเลย มันปรากฏขึ้นทันที เหมือนถูก “เทเลพอร์ต”
อนันต์เงยหน้าจากจอ มองไปยังบ่อทรายจริงที่อยู่ตรงหน้า และในตอนนี้ นอกเหนือจากรถบรรทุกสีแดง เขายังเห็น ตุ๊กตาผ้าขาดวิ่นตัวหนึ่ง วางอยู่ข้างๆ รถ ตุ๊กตาตัวนี้ไม่มีดวงตา และดูเหมือนถูกทิ้งไว้ใต้แสงแดดมานานจนสีซีด
เขารู้สึกเย็นวาบตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า นี่เป็นเพียง “ของเล่น” ที่เพิ่มขึ้น
โทรศัพท์ของอนันต์สั่น เขาเห็นชื่อ หลิน (Lin) แสดงขึ้นมา เป็นผู้หญิงที่เขาเคยติดต่อเมื่อไม่นานมานี้ เธอเป็นนักวิจัยประวัติศาสตร์ท้องถิ่นและวัฒนธรรมความเชื่อ
ข้อความจากหลิน: “อนันต์ ฉันรู้ว่าคุณกลับไปที่นั่น ได้โปรดอย่าทำอย่างนั้น ที่ดินนั้นมีวิญญาณปกครองอยู่ มันไม่ใช่เรื่องโครงสร้างหรืออุบัติเหตุธรรมดา พวกเขาไม่ต้องการให้ใครมายุ่งกับสถานที่เล่นของพวกเขา”
อนันต์ตอบกลับด้วยท่าทีเยาะเย้ยตัวเอง: “ที่เล่น? หลิน ที่นี่คือที่ตายของหลานชายฉัน ฉันจะทำลายทุกตารางนิ้วเพื่อหาหลักฐานที่แท้จริง”
ข้อความจากหลิน: “คุณเข้าใจผิดแล้ว อนันต์! คุณไม่ใช่ผู้สืบสวน คุณเป็นเหยื่อรายต่อไป Kuman Thong ที่นั่น มันแค่ต้องการเพื่อนเล่นใหม่ มันไม่ได้ตั้งใจฆ่า แต่การเล่นของมันอันตรายถึงชีวิต”
อนันต์อ่านข้อความแล้วหัวเราะอย่างเหนื่อยหน่าย เขาเก็บแล็ปท็อป เขาไม่เชื่อในคำสาปหรือกุมารทอง แต่การปรากฏตัวของของเล่นนั้นท้าทายตรรกะของเขาอย่างสิ้นเชิง และนั่นทำให้เขาโกรธมากกว่ากลัว เขาจะต้องพิสูจน์ให้ได้ว่ามีมนุษย์คนอื่นอยู่เบื้องหลังเรื่องนี้ อาจจะเป็นคนงานเก่าที่โกรธแค้น หรือคู่แข่งทางธุรกิจที่ต้องการให้เขาเสียชื่อเสียง
เขาหันไปที่บ่อทราย หยิบพลั่วขึ้นมาอีกครั้ง คราวนี้เขาจะขุดให้ทะลุคอนกรีต เขาจะต้องหาให้ได้ว่าอะไรอยู่ข้างใต้ฐานที่แข็งแกร่งนี้ อนันต์ยกพลั่วขึ้นสุดแขนและฟาดลงไปที่คอนกรีตตรงกลางฐานอย่างแรง
เคร้ง! เสียงโลหะกระทบกับคอนกรีตดังสนั่น
ทันใดนั้น อุณหภูมิรอบตัวเขาก็ลดลงอย่างรวดเร็ว ไอร้อนจากกาแฟในมือของเขากลายเป็นควันขาวชัดเจน ลมที่เคยพัดเบาๆ กลายเป็นกระแสลมที่รุนแรงและเย็นยะเยือก พัดเอาทรายเข้าใส่หน้าเขาอย่างบ้าคลั่ง อนันต์รู้สึกเหมือนถูกมองจากทุกทิศทาง
ขณะที่พายุทรายเล็กๆ โหมกระหน่ำอยู่รอบตัวเขา อนันต์เห็นรอยเท้าเล็กๆ ที่ชัดเจนปรากฏขึ้นบนทรายที่ถูกพัดไป มันเป็นรอยเท้าของเด็ก รอยเท้าเล็กๆ นั้นไม่ได้เดินเข้ามาจากรั้ว ไม่ได้เดินลงมาจากเครื่องเล่น แต่ มันกำลังหมุนวนเป็นวงกลมรอบๆ จุดที่เขาฟาดพลั่วลงไป
อนันต์พยายามสูดหายใจเข้าลึกๆ เขายกพลั่วขึ้นอีกครั้งเพื่อฟาดลงไปที่คอนกรีต แต่ก่อนที่เขาจะได้ทำ ทรายที่พื้นก็ยุบตัวลงเล็กน้อย และมีแรงกระแทกจากใต้ดินอย่างรุนแรง พลั่วในมือของเขาถูกกระชากออกไปอย่างรวดเร็วราวกับมีมือที่มองไม่เห็นกระตุกมันจากปลายด้าม
พลั่วกระเด็นไปตกไกลกว่าสิบเมตร อนันต์ล้มลงบนเข่า ทรายที่เคยนุ่มนวลบัดนี้กลายเป็นน้ำแข็งที่แหลมคมทิ่มแทงผิวหนังของเขา
เขามองไปยังจุดที่พลั่วตกลงไป และบนผนังคอนกรีตที่เขายังไม่ได้ขุดเจอทั้งหมด อนันต์เห็นรอยขีดเขียนใหม่ที่เพิ่งปรากฏขึ้น มันไม่ได้ถูกเขียนด้วยดินสอหรือถ่าน แต่ดูเหมือนถูกขีดด้วยอะไรบางอย่างที่คมและแข็งบนคอนกรีตนั้น รอยขีดเขียนเป็นภาพวาดง่ายๆ ของเด็กคนหนึ่ง:
ภาพวาดของเขาเอง (อนันต์) ตัวใหญ่และดูโกรธเกรี้ยว กำลังถูกมือเล็กๆ ของเด็กอีกคนหนึ่ง ดึงขา ให้จมลงไปในกองทราย
และข้างภาพนั้นมีข้อความที่เขียนด้วยตัวอักษรไทยหวัดๆ เหมือนลายมือเด็ก: “อย่ารื้อบ้านของเพล็ก”
อนันต์จ้องมองภาพนั้นอย่างไม่เชื่อสายตา นี่ไม่ใช่ฝีมือมนุษย์ เขาแน่ใจ และชื่อนั้น “เพล็ก” (Pee Lek) เป็นชื่อที่หลินเคยกล่าวถึงในงานวิจัยเก่าๆ ของเธอเกี่ยวกับตำนานท้องถิ่นของพื้นที่แห่งนี้
ทันใดนั้น เสียง แคร้ง! ดังมาจากด้านหลัง ประตูเหล็กบานใหญ่ที่เขาใช้เข้าออกเมื่อคืนถูกล็อกจากด้านในแล้ว ลูกกุญแจของเขาถูกหักคาอยู่กับแม่กุญแจที่ถูกคล้องปิดจากด้านนอก อนันต์ตัวแข็งทื่อ เขาไม่สามารถออกไปได้ และเขาแน่ใจว่าเขาไม่ได้ทำอะไรกับแม่กุญแจเลยตั้งแต่มาถึงที่นี่
ความเงียบกลับมาอีกครั้ง แต่เป็นความเงียบที่น่ากลัวกว่าเดิม
เสียงกระซิบที่แผ่วเบาและเย็นยะเยือกดังขึ้นข้างหูของอนันต์ มันเป็นเสียงเดียวกับเสียงหัวเราะเมื่อคืน แต่ตอนนี้มันเป็นคำพูดที่ชัดเจน แม้จะฟังดูเหมือนเสียงของเด็กที่ติดอยู่ในกล่องไม้
“ถึงตาคุณเล่นแล้ว อนันต์…”
อนันต์ผุดลุกขึ้นยืน ตัวเขาสั่นเทาด้วยความกลัวและความโกรธที่ผสมปนเปกัน นี่ไม่ใช่เรื่องโครงสร้าง นี่คือสิ่งที่เหนือธรรมชาติ และเขากำลังถูกขังอยู่ในสนามเด็กเล่นของสิ่งที่เรียกว่า กุมารทอง
เขาพุ่งตัวไปที่รั้วเหล็กด้านที่เขาเข้ามา แต่ก็พบว่ามันถูกล็อคแล้วเช่นกัน เขาถูกขังอยู่ในพื้นที่ที่กำลังจะกลายเป็นสุสานของเขาเอง
อนันต์วิ่งไปตามแนวรั้วเหล็กด้วยความสิ้นหวัง เขาใช้มือจับรั้วแล้วเขย่าอย่างรุนแรง พยายามหาจุดอ่อนที่จะปีนข้ามหรือจุดที่พอจะงัดแงะได้ แต่รั้วสูงสามเมตรและด้านบนมีลวดหนามพันไว้อย่างแน่นหนา เขาเคยออกแบบรั้วนี้เองกับมือเมื่อหลายปีก่อน เขาออกแบบมันให้แข็งแกร่งเพื่อป้องกันการบุกรุก แต่วันนี้มันกำลังกักขังตัวเขาเอง
“นี่มันบ้าสิ้นดี! ต้องมีคนอยู่แถวนี้!” อนันต์ตะโกนก้อง เสียงของเขาแหบแห้ง แต่ไม่มีเสียงตอบรับใดๆ นอกจากเสียงสะท้อนที่ตายด้านของตัวเอง เขาพยายามใช้เหตุผลเข้าควบคุมสถานการณ์อีกครั้ง อาจจะเป็นรปภ.คนเก่าที่คิดจะแกล้งเขา หรืออาจจะเป็นพวกวัยรุ่นที่เล่นพิเรนทร์ เขาปฏิเสธความเป็นไปได้เรื่องผีสางอย่างเด็ดขาด แต่เสียงกระซิบที่ข้างหูเมื่อครู่มันจริงยิ่งกว่าความจริงใดๆ ที่เขาเคยสัมผัสมา
เขากลับไปที่บ่อทราย เก็บพลั่วที่ถูกโยนทิ้งไปขึ้นมา ก้มมองภาพวาดเด็กที่ขีดเขียนบนคอนกรีต แล้วเอามือปัดทรายออกอย่างรุนแรง ภาพนั้นยังคงอยู่ ลายเส้นขยุกขยิกนั้นยังคงจ้องมองเขาอยู่ ราวกับดวงตาที่ไม่มีดวงตา
ขณะที่เขากำลังยืนกราดเกรี้ยวอยู่ตรงนั้น เขาก็เหลือบไปเห็นสิ่งที่สามที่ปรากฏขึ้น ลูกแก้วสีฟ้าขนาดใหญ่ ลูกแก้วเก่าๆ ที่มีรอยบิ่นเล็กน้อย ถูกวางไว้บนเนินทรายเล็กๆ ที่เขาขุดไว้ มันสะท้อนแสงจันทร์เป็นประกายเย็นยะเยือก
ลูกแก้ว. นัทชอบเล่นลูกแก้ว นัทมีลูกแก้วสีฟ้าลูกใหญ่ที่สุดที่เขาเคยให้เป็นของขวัญวันเกิด
อนันต์ก้มลงหยิบลูกแก้วนั้นขึ้นมา ความรู้สึกที่สัมผัสได้คือความเย็นที่บาดลึกกว่าความเย็นของอากาศ มันเย็นราวกับน้ำแข็งที่ถูกเก็บไว้ในที่มืดนานนับปี ความทรงจำหนึ่งแล่นผ่านเข้ามาในสมองอย่างรวดเร็วและชัดเจน
ภาพย้อนอดีต: นัทกำลังนั่งเล่นบ่อทรายนี้อย่างมีความสุข เขาไม่ได้อยู่คนเดียว เขาพูดคุยและหัวเราะกับบางสิ่งที่มองไม่เห็น อนันต์ในฐานะวิศวกรที่ยุ่งอยู่กับการตรวจสอบความปลอดภัยมองเห็นหลานชายกำลังนั่งยิ้มแก้มปริ นัทหันมาหาเขาและพูดว่า “ลุงครับ ลุงอนันต์ เพล็กบอกว่าลูกแก้วของเพล็กสวยกว่าลูกแก้วของนัทอีก” อนันต์หัวเราะและคิดว่าหลานชายของเขากำลังมีเพื่อนในจินตนาการ
ภาพย้อนอดีตจบลง อนันต์กำลูกแก้วในมือแน่นจนเจ็บปวด หากนัทมีเพื่อนในจินตนาการมาตลอด แล้วเพื่อนในจินตนาการคนนั้นคืออะไร? เพื่อนที่หลินเรียกว่า กุมารทอง พีเล็ก (Pee Lek) หรือไม่? เพื่อนที่อยู่ใต้บ่อทรายมาตลอดหรือไม่?
อนันต์เริ่มรู้สึกคลื่นไส้กับความจริงที่เขาต้องเผชิญหน้า เขาวิ่งกลับไปที่กระท่อมผู้ดูแล คว้าโทรศัพท์มือถือที่แบตเตอรี่เหลือน้อยออกมา แล้วเริ่มค้นหาข้อมูลบนอินเทอร์เน็ต เขาต้องหาเหตุผล เขาต้องหาคำอธิบายทางวิทยาศาตร์หรืออย่างน้อยก็พิธีการทางไสยศาสตร์ที่สามารถ “ทำลาย” หรือ “ล้างอาถรรพ์” ได้ เขาไม่ยอมรับการยอมจำนนต่อสิ่งนี้
สิ่งที่เขาพบในอินเทอร์เน็ตมีแต่เรื่องราวสยองขวัญและคำเตือน บล็อกเกอร์คนหนึ่งที่เขียนเกี่ยวกับอาถรรพ์ในพื้นที่เก่าๆ ของกรุงเทพฯ เคยกล่าวถึงตำนานของสวนสนุกแห่งนี้ และระบุว่ากุมารทองที่นี่เป็นประเภท “เรียกคู่” หรือ “เรียกเพื่อนเล่น” ซึ่งแตกต่างจากกุมารทองทั่วไปที่คอยปกป้องบ้านเรือน บทความนั้นเตือนไว้ว่า:
“ถ้าคุณได้ยินเสียงเด็กเรียก หรือพบของเล่นที่ปรากฏขึ้นเอง คุณได้ถูกเลือกเป็นเพื่อนเล่นแล้ว วิธีเดียวที่จะหยุดการเล่นของมันคือ… ยอมเล่นจนกว่าคุณจะตาย หรือพาเพื่อนเล่นคนใหม่ไปให้มัน”
อนันต์อ่านแล้วตัวสั่นเทิ้ม เพื่อนเล่นคนใหม่? เขาถูกขังอยู่ที่นี่ และเพื่อนเล่นคนปัจจุบันของพีเล็กคือเขาเอง อนันต์
เขาตัดสินใจโทรหาหลิน เขาต้องขอความช่วยเหลือจากคนที่เชื่อในสิ่งนี้
“หลิน! ฉันเอง อนันต์” เขาพูดเสียงหอบเหนื่อยเมื่อหลินรับสาย “ฟังฉันนะ พวกมันขังฉันไว้ที่นี่ ล็อคประตูทุกบาน ฉันเห็นของเล่น ฉันได้ยินเสียง… มันกำลังเล่นกับฉันจริงๆ”
เสียงของหลินในโทรศัพท์ฟังดูสงบแต่แฝงไปด้วยความหวาดหวั่น “ฉันเตือนคุณแล้ว อนันต์ คุณบุกรุกอาณาเขตของเขา พีเล็กคิดว่าคุณคือคนที่ทำให้เพื่อนที่ดีที่สุดของเขา (นัท) ต้องจากไป เขาไม่ได้ตั้งใจฆ่าคุณ… ตอนนี้ เขาแค่ ‘อยากจะเล่นตลอดไป’”
“ฉันจะออกไปได้อย่างไร? บอกฉันสิ วิธีการทางไสยศาสตร์อะไรก็ได้ ฉันจะทำลายไอ้บ่อทรายนั่น!” อนันต์ตะโกน
“คุณทำลายไม่ได้ อนันต์! พีเล็กไม่ได้สิงอยู่ที่โครงสร้าง แต่สิงอยู่ที่ หินยันต์ ที่ฝังอยู่ใต้ทรายนั้นเมื่อหลายสิบปีก่อน หินยันต์นั้นถูกฝังเพื่อปกป้องพื้นที่ แต่เมื่อเวลาผ่านไป พลังงานด้านลบและความเหงาก็ทำให้พีเล็กเปลี่ยนไป เขาเป็นเพียงวิญญาณเด็กที่ถูกทิ้งไว้กับความเบื่อหน่าย ถ้าคุณพยายามขุดหินยันต์นั้น มันจะปลดปล่อยเขาออกมาอย่างสมบูรณ์ และเขาจะฆ่าคุณทันที” หลินอธิบายเสียงเครียด
“แล้วฉันต้องทำอะไร? คาถา? บูชายัญ?”
“คุณต้อง ‘หลอกล่อ’ เขา อนันต์ คุณต้องเล่นกับเขาในแบบของเขา และทำให้เขาพอใจจนกว่าจะถึงรุ่งเช้า เมื่อดวงอาทิตย์ขึ้น พลังของเขาจะอ่อนแอลง… และคุณต้องหาวิธี ถอนยันต์ ในตอนที่พลังของเขาอ่อนแอที่สุด ฉันกำลังจะมาที่นั่น แต่ต้องใช้เวลา ฉันต้องเตรียมของบางอย่างไปให้คุณ”
จู่ๆ โทรศัพท์ก็ดับ แบตเตอรี่หมดเกลี้ยงในทันที อนันต์ทุบโทรศัพท์ลงบนโต๊ะไม้ เขาถูกตัดขาดจากโลกภายนัยอย่างสมบูรณ์
เขาเหลือบมองออกไปนอกหน้าต่างของกระท่อมผู้ดูแล ตรงไปยังสนามเด็กเล่น
และ เกมก็เริ่มขึ้นอีกครั้ง
ชิงช้าสวรรค์ที่อยู่ห่างออกไปราวห้าสิบเมตร จู่ๆ ก็เริ่มหมุนอย่างช้าๆ มันเป็นชิงช้าสวรรค์ขนาดเล็กสำหรับเด็กที่ใช้พลังงานไฟฟ้าจากแผงโซลาร์เซลล์ขนาดเล็กที่ถูกตัดขาดไปนานแล้ว แต่ตอนนี้มันกำลังหมุน เสียงโลหะเก่าๆ ที่เสียดสีกันนั้นดังครืดคราดน่าขนลุกเหมือนเสียงร้องของคนแก่ที่กำลังหายใจเฮือกสุดท้าย
แล้วสิ่งที่ทำให้หัวใจของอนันต์หยุดเต้นก็คือเขาเห็น บางสิ่ง กำลังนั่งอยู่บนที่นั่งของชิงช้าสวรรค์นั้น ร่างเล็กๆ ที่บิดเบี้ยวในความมืด อนันต์ขยี้ตา มองให้ชัดขึ้น
ไม่ใช่ร่างของพีเล็ก แต่เป็นร่างที่คุ้นเคยยิ่งกว่านั้น ร่างที่ดูเหมือน นัท หลานชายของเขา!
นัทกำลังนั่งอยู่บนชิงช้าสวรรค์ ใบหน้าซีดเซียวและว่างเปล่า ดวงตาของเขาจ้องตรงมาที่กระท่อมผู้ดูแล ในขณะที่ชิงช้ากำลังหมุนอย่างช้าๆ นัทชี้มือเล็กๆ ของเขามาที่อนันต์ แล้วเสียงกระซิบที่คุ้นเคยก็ดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ดังมาจากลำโพงเก่าๆ ที่อยู่บนเสาไฟที่ใกล้ที่สุด
“ลุงอนันต์… มาเล่นม้าหมุนกับนัทสิ… มาเล่นกับเพล็กด้วย…”
อนันต์กำมือแน่น เขารู้ว่านี่ไม่ใช่หลานชายของเขา แต่มันคือภาพหลอนที่สร้างขึ้นจากความผิดและความเจ็บปวดที่เขามีต่อหลานชาย พีเล็กกำลังใช้จุดอ่อนที่สุดของเขาในการล่อลวง
“ไม่!” อนันต์ตะโกน “แกไม่ใช่หลานชายฉัน! ฉันไม่เล่นเกมของแก!”
ทันทีที่เขาปฏิเสธ ชิงช้าสวรรค์ก็หยุดหมุนทันที แต่แล้ว ม้าหมุนไม้ที่อยู่ใกล้กันก็เริ่มทำงานแทน! ม้าไม้ที่มีสีซีดจางและดูน่ากลัวเริ่มหมุนวนและขึ้นลงอย่างรุนแรงและรวดเร็ว เสียงดนตรีจากกล่องดนตรีเก่าๆ ก็ดังขึ้นด้วย เสียงที่บิดเบี้ยวและเพี้ยนไปหมด เหมือนเทปที่กำลังยืดออก
บนหลังม้าหมุนตัวโปรดของนัท (ม้าสีขาวที่สวมชุดเกราะสีเงิน) มี นัท กำลังนั่งอยู่ ร่างของนัทไม่ได้ถูกยึดติดไว้กับม้าเลย ร่างเล็กๆ นั้นถูกเหวี่ยงไปมาอย่างรุนแรงตามจังหวะที่ม้าหมุนกำลังหมุนอย่างบ้าคลั่ง นัทไม่ร้องไห้ แต่ใบหน้าของเขานิ่งสนิท ดวงตาที่ว่างเปล่าราวกับพูดว่า ลุงช่วยนัทด้วย…
นี่คือ “กับดักทางจิต” พีเล็กกำลังเล่น “เกมแห่งความสำนึกผิด”
อนันต์วิ่งออกจากกระท่อม เขาไม่อาจทนเห็นหลานชายของเขาถูกเหวี่ยงอย่างทรมานได้ไม่ว่ามันจะเป็นภาพหลอนหรือไม่ก็ตาม
“หยุดนะ! หยุดมันเดี๋ยวนี้!” เขาตะโกนขณะวิ่งไปยังม้าหมุนที่กำลังหมุนด้วยความเร็วสูง
ม้าหมุนนั้นเร็วเกินกว่าที่เขาจะกระโดดเข้าไปได้ เขาจึงตัดสินใจพุ่งตัวไปที่ตู้ควบคุมไฟฟ้าเก่าๆ ที่อยู่ข้างๆ เขาพยายามดึงสายไฟทั้งหมดออก ดึงคันโยกหลักลง แต่ไฟฟ้ายังคงจ่ายและม้าหมุนยังคงหมุนต่อไปอย่างไม่หยุดหย่อน มันเหมือนกับว่าพลังงานที่ขับเคลื่อนมันไม่ได้มาจากสายไฟ แต่มาจาก บางสิ่งอื่น
อนันต์ถูกพายุหมุนของความรู้สึกผิดและความหวาดกลัวเข้าจู่โจม เขาล้มลงข้างๆ ม้าหมุน ในขณะที่ร่างของนัทถูกเหวี่ยงผ่านหน้าเขาไปครั้งแล้วครั้งเล่า ใบหน้าซีดๆ ของหลานชายปรากฏให้เห็นในทุกการหมุน
จู่ๆ เขาจำได้ถึงกฎทางฟิสิกส์ ข้อหนึ่งที่เขาเคยสอนนัท: “ถ้าคุณไม่สามารถหยุดการเคลื่อนที่ได้ คุณต้องเพิ่มแรงต้าน”
อนันต์รวบรวมพละกำลังที่เหลืออยู่ทั้งหมด คว้าเอาแท่งเหล็กยาวๆ ที่ใช้เป็นรั้วกั้นสนามเด็กเล่นที่หลุดออกมา เขารอจังหวะที่เหมาะสมที่สุด แล้วใช้แรงทั้งหมด แทรกแท่งเหล็กนั้นเข้าไปในเฟืองขับเคลื่อนด้านล่างของม้าหมุน
เสียง ครืน! ดังสนั่นหวั่นไหว โลหะเสียดสีกับโลหะอย่างรุนแรงจนเกิดประกายไฟสีฟ้า ม้าหมุนหยุดลงอย่างกะทันหัน พร้อมกับเสียงโลหะที่บิดเบี้ยวผิดรูป
อนันต์หอบหายใจอย่างหนัก เขาเงยหน้าขึ้นมอง ม้าหมุนหยุดแล้ว และร่างของนัทก็ยังคงอยู่บนหลังม้า เขาปีนขึ้นไปอย่างรวดเร็วเพื่อไปหาร่างนั้น แต่เมื่อมือของเขาสัมผัสกับเบาะหนังเก่าๆ ของม้าหมุน ร่างของนัทก็สลายหายไปในอากาศ ราวกับควันจางๆ ทิ้งไว้เพียงกลิ่นดินสาบๆ และความว่างเปล่า
ความเงียบกลับมาอีกครั้ง แต่คราวนี้เป็นความเงียบที่ดุดันและเต็มไปด้วยความไม่พอใจ
อนันต์มองไปที่แท่งเหล็กที่บิดเบี้ยวคาอยู่ในเฟือง มันคือหลักฐานทางกายภาพว่าเขาได้ต่อสู้กับอะไรบางอย่างที่แข็งแกร่งกว่ามนุษย์ แต่เขาชนะ… อย่างน้อยก็ในเกมนี้
เขาล้มตัวลงนั่งบนพื้นทรายที่อยู่ข้างๆ บ่อทรายกลาง เขารู้สึกถึงความอ่อนล้าอย่างรุนแรงทั้งร่างกายและจิตใจ เขาได้ทำลายม้าหมุนของพีเล็ก สิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไปจะต้องไม่ใช่แค่ “ของเล่น” ที่เพิ่มขึ้น
อนันต์ใช้หลังมือเช็ดเหงื่อผสมทรายออกจากหน้าผาก เขาหันไปที่บ่อทรายกลาง ที่ที่เขาเห็นภาพวาดของเขาถูกดึงลงสู่พื้น
และตรงกลางบ่อทรายนั้น ตอนนี้มีสิ่งที่สี่ปรากฏขึ้นมา มันไม่ใช่ของเล่น มันคือ ภาพวาดชอล์กรูปวงกลมขนาดใหญ่ วงกลมนั้นถูกวาดอย่างเร่งรีบและไม่สมมาตร ข้างในมีสัญลักษณ์ที่อนันต์ไม่เคยเห็นมาก่อน แต่เขาจำได้ว่ามันเหมือนกับสัญลักษณ์ที่หลินเคยโชว์ให้เขาดูในหนังสือเก่าๆ ของเธอ สัญลักษณ์สำหรับการกักเก็บวิญญาณ
ที่ใจกลางของวงกลมนั้น มีของเล่นชิ้นแรกที่เขาพบ รถบรรทุกสีแดงคันเล็กๆ ถูกพลิกคว่ำ
มันเป็นข้อความที่ชัดเจนจากพีเล็ก: “วงกลมนี้คือสนามเล่นของฉัน และถ้าแกไม่อยากเล่นดีๆ แกก็เตรียมตัวเจอกับบทลงโทษได้เลย”
อนันต์ลุกขึ้นยืนช้าๆ รวบรวมสติที่แตกสลายทั้งหมด เขากลับไปที่กระท่อมผู้ดูแล คว้าพลั่วและไฟฉายสำรอง เขากลับไปที่บ่อทราย แล้วเริ่มดำเนินการในสิ่งที่วิศวกรทุกคนควรทำเมื่อเจอข้อบกพร่องร้ายแรงที่สุด: การเตรียมพร้อมรับมือ
เขาจะใช้กระท่อมผู้ดูแลเป็น ฐานที่มั่น เขาจะไม่ยอมออกไปเล่นเกมข้างนอกนั่นอีกจนกว่าจะถึงรุ่งเช้า เขาจะใช้เวลาที่เหลือค้นคว้าวิธีถอนยันต์ เขาจะใช้เหตุผลที่เขามีทั้งหมดเพื่อต่อสู้กับสิ่งเหนือธรรมชาติ
แต่ขณะที่เขากำลังก้าวเท้าเข้าไปในกระท่อมหลังเล็กๆ นั้น อนันต์ก็ได้ยินเสียง กระซิบแผ่วเบา ดังมาจากใต้แผ่นกระดานของพื้นกระท่อม และเสียงนั้นก็ดังกว่าเดิม ใกล้กว่าเดิม
“ซ่อนแล้วนะ… ห้ามแอบดูนะ อนันต์… เดี๋ยวเพล็กจับได้ เพล็กจะลงโทษ”
อนันต์รู้ตัวแล้วว่าการหลบหนีหรือการซ่อนตัวไม่ใช่วิธีแก้ปัญหา พีเล็กไม่ได้เล่นแค่ในบ่อทราย แต่มันเล่นใน ความคิด และ ทุกตารางนิ้ว ของสถานที่แห่งนี้ ตอนนี้เขากลายเป็นหนูในเขาวงกตที่ถูกสร้างขึ้นอย่างประณีต
อนันต์ไม่สนใจเสียงกระซิบนั้นอีกต่อไป เขายกมือขึ้นปิดหูอย่างรุนแรง แล้วพุ่งไปที่โต๊ะทำงานเก่าๆ ภายในกระท่อมผู้ดูแล เขาใช้พลั่วที่ถือมาทุบหน้าต่างไม้ที่ปิดตายเพื่อให้แสงจันทร์สาดส่องเข้ามาได้บ้าง จากนั้นเขาก็รีบหาเครื่องมือที่พอจะใช้ป้องกันตัวหรือช่วยให้เขาหนีได้ เขาพบเพียงค้อนเก่าๆ ที่มีสนิมเกาะกรังและเทปพันสายไฟม้วนหนึ่ง
“ซ่อนแล้วนะ…” เสียงกระซิบดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ดังมาจากใต้เตียงผ้าใบที่อยู่มุมห้อง อนันต์ตัดสินใจไม่มองไปที่เตียงนั้น เขาต้องมีสมาธิ
เขาใช้ค้อนทุบที่ขอบหน้าต่างไม้เก่าๆ นั้นจนแตกเป็นชิ้นๆ หน้าต่างบานแรกแตก แต่บานที่สองและสามยังคงอยู่ อนันต์เริ่มหงุดหงิดกับความช้าของตัวเอง เขาพุ่งไปยังประตูหลังของกระท่อม ซึ่งมีเพียงสายยูเก่าๆ คล้องอยู่
เปรี๊ยะ!
เมื่ออนันต์กำลังจะทุบสายยูนั้น แสงไฟนีออนเก่าๆ ที่ติดอยู่บนเพดานกระท่อมก็เริ่มกระพริบอย่างรุนแรง มันไม่ได้กระพริบเหมือนไฟฟ้าลัดวงจร แต่มันกระพริบเป็นจังหวะเหมือนสัญญาณบางอย่างที่ถูกส่งออกมา
ภาพติดตา: แสงนีออนสว่างวาบและดับลง… สว่างวาบ… ดับลง…
จากนั้น ภาพบนผนังที่อยู่ข้างหน้าเขาก็เปลี่ยนไป ผนังไม้เก่าๆ นั้นฉายภาพเหมือน ภาพโฮโลแกรม ที่โปร่งแสง มันเป็นภาพ “นัท” หลานชายของเขากำลังยืนอยู่ข้าง “พีเล็ก” พีเล็กในภาพนั้นเป็นเพียงเงาตะคุ่มๆ รูปร่างของเด็กที่ดูซีดเซียวและไร้ใบหน้า
นัทในภาพโฮโลแกรมกำลังยิ้ม แต่รอยยิ้มนั้นกลับดูเย็นชาและว่างเปล่า นัทชี้มือไปที่อนันต์ แล้วภาพโฮโลแกรมก็เปลี่ยนไป
ภาพที่สอง: เป็นภาพเหตุการณ์ในคืนเกิดเหตุ ภาพที่อนันต์ไม่เคยเห็นมาก่อน
นัทกำลังเล่นอยู่ในบ่อทราย แต่เขาไม่ได้ล้มหรือสะดุดล้มอย่างที่รายงานของตำรวจระบุ นัทกำลังถูก “ดึง” ลงไปในทรายอย่างช้าๆ โดยเงาตะคุ่มๆ ของพีเล็ก นัทพยายามดิ้นรนและร้องขอความช่วยเหลือ แต่ก็ไม่มีใครได้ยิน เพราะเป็นเวลากลางดึก
อนันต์ที่กำลังยืนมองภาพนั้นอยู่ น้ำตาไหลอาบแก้ม เขารู้สึกเหมือนหัวใจของเขาถูกบีบคั้นอย่างรุนแรง เขารู้สึกผิดอย่างมหันต์ เขาไม่ได้ประมาท แต่เขาไม่รู้ว่ามีภัยร้ายที่มองไม่เห็นอยู่ตรงนี้ พีเล็กไม่ได้ตั้งใจฆ่า แต่เขา “อยากได้เพื่อนเล่น” และเมื่อนัทพยายามจากไป พีเล็กก็ดึงเขาไว้… ตลอดไป
ภาพโฮโลแกรมค่อยๆ จางหายไป เหลือไว้เพียงความมืดและผนังไม้ที่เปียกชื้น อนันต์คุกเข่าลงบนพื้นทรายที่อยู่ภายในกระท่อม เขาหันไปที่เตียงผ้าใบที่อยู่มุมห้อง แล้วพูดด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนและอ่อนล้าที่สุดเท่าที่เขาจะทำได้:
“พีเล็ก… ลุงขอโทษ… ลุงไม่รู้…”
ทันทีที่เขากล่าวคำนั้น เสียงกระซิบก็เงียบไปโดยสมบูรณ์ ความเงียบนี้แตกต่างจากความเงียบก่อนหน้า มันเป็นความเงียบที่เต็มไปด้วยความคาดหวัง
อนันต์ลุกขึ้นยืน เขารู้แล้วว่าต้องทำอะไร เขาต้องยอมรับเกมของพีเล็กแต่เขาจะเล่นในแบบของเขา
“ลุงยอมเล่นแล้ว พีเล็ก… แต่เกมนี้ต้องมี กฎ” อนันต์กล่าวเสียงดังพอสมควร ราวกับพูดกับเด็กที่อยู่ใต้พื้นดิน
เสียงกระซิบตอบกลับมาทันที แต่คราวนี้ฟังดูตื่นเต้นและดีใจ
“เย้! อนันต์ใจดี… กฎอะไรเหรอ?”
“กฎข้อที่หนึ่ง: ถ้าลุงหาของเล่นชิ้นที่หายไปของพีเล็กเจอทั้งหมด พีเล็กจะต้อง เปิดประตู ให้ลุงออกไปเมื่อดวงอาทิตย์ขึ้น”
ความเงียบเข้าปกคลุม อนันต์ยืนรออย่างใจจดใจจ่อ
“ตกลง!” พีเล็กตอบกลับอย่างรวดเร็ว “แต่ถ้าหาไม่เจอ… อนันต์จะต้องเล่นกับเพล็กตลอดไป”
“ตกลง… กฎข้อที่สอง: พีเล็กจะต้องไม่ใช้ภาพของนัทมาหลอกล่อลุงอีก มันทำให้ลุงเจ็บปวดมากเกินไปแล้ว” อนันต์รู้สึกว่าหัวใจเขาบีบแน่นเมื่อพูดถึงหลานชาย
“อืมมมม… ตกลง… แต่เพล็กจะแกล้งอนันต์ด้วยวิธีอื่นนะ! จะแกล้งให้กลัวที่สุดเลย!” เสียงของพีเล็กฟังดูขี้เล่นและร้ายกาจ
“กฎข้อที่สาม: บอกลุงมา ของเล่นชิ้นที่หายไปมีทั้งหมดกี่ชิ้น? และมันคืออะไรบ้าง?” อนันต์รู้ว่าเขาต้องจำกัดขอบเขตของเกมให้ได้
พีเล็กหัวเราะเสียงแหลม “ของเล่นของเพล็กหายไป สามชิ้น! รถบรรทุกสีแดง… ตุ๊กตาตาบอด… กับ… กับ…”
เสียงของพีเล็กชะงักไป ราวกับว่ามีบางสิ่งขัดขวางไม่ให้เขาพูดชิ้นสุดท้ายออกมาได้
“กับอะไร พีเล็ก?!” อนันต์ตะโกนเร่งเร้า
“กับ… กับ… หัวของเจ้าหญิง!” พีเล็กตอบเสียงแผ่วเบา
หัวของเจ้าหญิง? อนันต์คิด เขาจำไม่ได้ว่าเคยเห็นของเล่นแบบนี้ในสวนสนุกเลย
“ของเล่นทั้งสามชิ้นอยู่ที่ไหน?” อนันต์ถามต่อ
“พวกมันถูกซ่อนอยู่ใน “บ้าน” ของเพล็ก… ข้างล่างนี้!” เสียงกระซิบดังมาจากใต้พื้นดินอย่างชัดเจน
อนันต์มองลงไปที่พื้นไม้ของกระท่อมผู้ดูแล เขารู้แล้วว่า “บ้าน” ที่พีเล็กพูดถึงคือ “หินยันต์” ที่ฝังอยู่ใต้บ่อทรายกลาง ซึ่งเป็นจุดที่เขาเริ่มขุดเมื่อคืน
ตอนนี้อนันต์รู้แล้วว่าเป้าหมายของเขาคือการหา “หัวของเจ้าหญิง” ที่หายไป เพื่อให้ครบสามชิ้น และมันทั้งหมดถูกซ่อนอยู่ใต้คอนกรีตฐานของบ่อทราย
เขาต้องหาทาง ทำลายคอนกรีต ที่ปิดทับ หินยันต์ ที่หลินบอกว่ามันจะปลดปล่อยพีเล็กออกมาอย่างสมบูรณ์ และทำให้เขาต้องตายทันทีที่เขาขุดมันขึ้นมา
อนันต์เหลือบมองค้อนเก่าๆ ที่สนิมเขรอะในมือ แล้วมองไปยังพลั่วเหล็กที่บิดเบี้ยวที่เขาใช้หยุดม้าหมุน
ช้อยส์สุดท้าย: ออกไปนอกกระท่อมเพื่อเตรียมพร้อมรับมือ
อนันต์วิ่งออกจากกระท่อม มุ่งตรงไปยังบ่อทรายกลาง เขายืนอยู่หน้าภาพวาดเด็กที่ขีดเขียนบนคอนกรีต และวงกลมชอล์กขนาดใหญ่
เขารู้ว่าเขาถูกขังไว้จนถึงเช้า และเขากำลังเล่นเกมเดิมพันด้วยชีวิตกับวิญญาณเด็กที่เหงาและขี้เล่น
“เกมเริ่มแล้ว! พีเล็ก!” อนันต์ประกาศกร้าว แล้วยกพลั่วขึ้นสุดแขนอีกครั้ง เตรียมฟาดลงบนวงกลมชอล์กนั้น
แต่พลั่วในมือของเขากลับถูกกระชากออกไปอย่างรวดเร็วราวกับถูกดึงด้วยแรงลม
ฟึ่บ!
“หาไม่เจอหรอก! อนันต์!” เสียงหัวเราะแหลมเล็กดังลั่นไปทั่วสวนสนุก “เพล็กเอาของเล่นของเพล็กไปซ่อนไว้ใน… ที่เล่นใหม่ ของเพล็กแล้ว!”
อนันต์มองไปรอบๆ พลั่วที่หายไปไม่ได้ตกลงพื้น แต่มันกำลังลอยอยู่กลางอากาศเหนือ หลุมบ่อทราย ที่เขาขุดไว้
แล้วพลั่วก็ตกลงไปในหลุมนั้นอย่างรวดเร็ว
พร้อมกับเสียง “ฟุบ!” ที่ดังราวกับว่าวัตถุหนักตกลงไปใน “น้ำ” ไม่ใช่ทราย
อนันต์เดินเข้าไปใกล้หลุมบ่อทรายอย่างระมัดระวัง สิ่งที่เขาเห็นทำให้เขาตกใจจนแทบสิ้นสติ
ทรายสีดำที่อยู่ก้นหลุมบ่อบัดนี้ กลายเป็นของเหลวสีดำข้นหนืด ราวกับบ่อโคลนที่ลึกและไร้ก้น
และ รถบรรทุกสีแดงคันเล็กๆ กับ ตุ๊กตาผ้าตาบอด กำลังลอยคว้างอยู่บนผิวน้ำสีดำนั้น ราวกับเป็นการเชื้อเชิญให้เขาลงไปคว้ามันขึ้นมา
“ถ้าอนันต์ไม่ลงมาหา… เพล็กก็จะขึ้นไปหาเอง!” เสียงกระซิบของพีเล็กดังขึ้นเบาๆ
ทันใดนั้น ของเหลวสีดำข้นหนืดในบ่อก็เริ่ม “เดือด” และมี “มือเล็กๆ” สีดำซีดขาวจำนวนมากผุดขึ้นมาจากผิวน้ำ พวกมันยื่นมือมาทางอนันต์ด้วยความเร็วสูง พยายามจับขาของเขาให้ดึงลงไปในบ่อ “ที่เล่นใหม่” ที่กำลังลุกเป็นไฟด้วยพลังงานที่มืดมิด
อนันต์ต้องหาทางหนีหรือหา “หัวของเจ้าหญิง” ให้เจอ ก่อนที่เขาจะถูกดึงลงไปเล่นในบ่อโคลนดำนี้ตลอดกาล
อนันต์ไม่รอช้าเมื่อเห็นมือดำทะมึนยื่นออกมาจากบ่อทรายราวกับปลาไหลที่หิวกระหาย เขาใช้แรงทั้งหมดกระโดดถอยหลังออกไปอย่างรวดเร็ว เสียงเล็บที่ขีดข่วนไปบนพื้นทรายดัง ‘ครืด’ หวุดหวิดจะจับข้อเท้าของเขาได้ มือดำเหล่านั้นมีจำนวนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ มันยืดตัวออกมาจากของเหลวสีดำที่ ‘เดือด’ อยู่ในบ่อทรายกลาง ราวกับเป็นหนองน้ำที่เต็มไปด้วยพลังงานด้านมืด
“แกอยากเล่นใช่ไหม พีเล็ก! ได้! ฉันจะเล่นด้วย!” อนันต์ตะโกนอย่างกราดเกรี้ยว น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความแค้นและความรู้สึกผิดที่สั่งสมมานานหลายปี
เขากวาดสายตาไปรอบๆ สนามเด็กเล่นที่เต็มไปด้วยของเล่นและอุปกรณ์ต่างๆ สิ่งเหล่านี้เคยเป็นแหล่งความสุข แต่บัดนี้มันคืออาวุธที่ใช้เล่นงานเขา อนันต์ตัดสินใจใช้หลักการทางวิศวกรรมที่เขาเชี่ยวชาญเพื่อตอบโต้ เขาพุ่งไปยังกองไม้เก่าๆ ที่เป็นซากปรักหักพังของชิงช้าที่ถูกถอดออกแล้ว เขารวบรวมไม้ที่ยาวและแหลมที่สุดมาไว้ในมือ
“ถ้าแกคือแรงต้าน… ฉันก็จะใช้แรงประทับ!” อนันต์พึมพำกับตัวเอง
เขาเข้าใกล้บ่อทรายอีกครั้งอย่างระมัดระวัง แล้วใช้แท่งไม้เหล่านั้นแทงและทิ่มลงไปยังมือดำๆ ที่ยื่นขึ้นมาเพื่อจับเขา
เพล้ง! เสียงคล้ายแก้วแตกดังขึ้นเมื่อแท่งไม้กระทบกับมือดำเหล่านั้น มือบางส่วนยุบตัวลงไปในของเหลว แต่พวกมันก็ก่อตัวขึ้นใหม่ได้อย่างรวดเร็ว อนันต์รู้แล้วว่าการทำลายมือเหล่านี้เป็นไปไม่ได้ เขาต้องหา “หัวของเจ้าหญิง” ให้เจอ
อนันต์จำคำพูดของพีเล็กได้: “เพล็กเอาของเล่นของเพล็กไปซ่อนไว้ใน… ที่เล่นใหม่ ของเพล็กแล้ว!”
“หัวของเจ้าหญิง” คือกุญแจสำคัญ เขาเดาว่าของเล่นชิ้นสุดท้ายนี้ต้องมีความสำคัญมากกว่ารถบรรทุกหรือตุ๊กตาตาบอด อาจจะไม่ใช่ของเล่นเด็กทั่วไป แต่เป็นวัตถุที่มีความสำคัญทางไสยศาสตร์หรือมีพลังงานบางอย่างที่เกี่ยวข้องกับหินยันต์
เขาหยิบโทรศัพท์มือถือที่แบตเตอรี่หมดเกลี้ยงเมื่อครู่ขึ้นมาดูอย่างไม่ตั้งใจ และในขณะนั้นเอง หน้าจอโทรศัพท์ก็ติดขึ้นมาอีกครั้งอย่างกะทันหัน แสงหน้าจอสีฟ้าสว่างวาบในความมืด พร้อมกับ ข้อความเสียงสั้นๆ ที่ถูกส่งมาในช่องทางที่เขาไม่เคยใช้: วอยซ์เมลเก่าที่มาจากแอปพลิเคชันที่ถูกลบทิ้งไปนานแล้ว
เสียงนั้นเป็นเสียงของ หลิน
“อนันต์! ถ้าคุณได้ยินข้อความนี้… มันหมายความว่าคุณกำลังเผชิญหน้ากับเขาโดยตรงแล้ว พีเล็กเป็นวิญญาณเด็กผู้ชายที่ถูกยันต์กักขัง แต่หินยันต์นั้นถูกทำให้สมบูรณ์ด้วย สิ่งของคู่กัน หนึ่งในนั้นคือ เศียรเจ้าหญิง (Princess’s Head)”
เสียงหลินฟังดูเครียดและหายใจถี่ “มันไม่ใช่หัวตุ๊กตา! มันคือ ประติมากรรมหินสลัก รูปใบหน้าหญิงสาวที่งดงาม ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นของบูชาบนศาลเจ้าเก่าแก่ของที่ดินนี้ ก่อนที่จะถูกสร้างเป็นสวนสนุก ผู้รับเหมาของคุณกลัวการสาปแช่งจึงไม่ได้ฝังมันไว้ใต้ทราย แต่ซ่อนมันไว้ใน ห้องเก็บของใต้ดิน ของอาคารบริหาร เพื่อให้มันยังคงอยู่ในอาณาเขตของพีเล็ก แต่หลุดพ้นจากการควบคุมโดยตรง”
“ถ้าคุณหาเศียรเจ้าหญิงนั้นพบ… คุณจะมีเวลาเพียงเล็กน้อยเท่านั้นที่จะใช้ อำนาจ ของมัน… ซึ่งคือพลังงานหยินที่ตรงข้ามกับหยางของพีเล็ก… ในการควบคุมเขาเป็นการชั่วคราว จงนำมันกลับไปที่บ่อทราย และ ฝังมันลงไป ที่ฐานคอนกรีต! นั่นคือทางเดียว!”
ข้อความเสียงจบลง โทรศัพท์ดับวูบและไม่มีวี่แววจะกลับมาอีก อนันต์หอบหายใจอย่างแรง มือเขาสั่น แต่ตอนนี้เขาไม่มีความสับสนอีกต่อไป เขามี ภารกิจ
“อาคารบริหาร!” อนันต์พึมพำ เขาหันหลังให้กับบ่อโคลนดำที่กำลังคุกรุ่น มุ่งหน้าไปยังอาคารหลังใหญ่ที่ดูมืดมิดและทึบตันที่สุดของสวนสนุก
ทันทีที่อนันต์หันหลังให้ พีเล็กก็โกรธจัด เสียงหัวเราะแหลมสูงดังขึ้นจากบ่อทราย และในขณะเดียวกัน ไฟสปอร์ตไลท์ เก่าๆ ที่ติดตั้งอยู่บนหลังคาอาคารบริหารก็สว่างวาบขึ้นมา พร้อมกับไฟฉุกเฉินทั้งหมดที่กระพริบเป็นจังหวะรัวๆ
เกมใหม่เริ่มต้นขึ้น: เกมแห่งการตามล่า (The Hunt)
อนันต์วิ่งไปตามทางเดินซีเมนต์ที่เต็มไปด้วยเถาวัลย์ เสียงฝีเท้าของเขาก้องกังวานและสะท้อนกลับมาอย่างน่ากลัว ราวกับว่ามีคนอีกนับสิบกำลังวิ่งตามเขามา ไฟสปอร์ตไลท์ที่ส่องลงมาทำให้เกิดเงาของเขาที่ยาวและบิดเบี้ยวบนพื้น เงาของเขาไม่ได้เป็นเพียงเงา แต่ดูเหมือนเป็น ภาพลวงตา ที่เคลื่อนไหวได้ด้วยตัวเอง
เงาของอนันต์บนพื้นจู่ๆ ก็ยกมือขึ้นโบกไม้โบกมือให้เขา จากนั้นเงาของเขาก็ แยกออกจากกัน กลายเป็นเงาสองเงา เงาหนึ่งวิ่งนำหน้าเขาไปอย่างรวดเร็วเพื่อเปิดประตูอาคารบริหาร และอีกเงาหนึ่งวิ่งตามหลังเขาอย่างใกล้ชิด
“นั่นคือเงาของฉันที่ถูกพีเล็ก ควบคุม” อนันต์คิดอย่างรวดเร็ว “มันกำลังพยายามล่อลวงให้ฉันไปติดกับ หรือทำให้ฉันไขว้เขว”
เขาพุ่งไปที่ประตูเหล็กของอาคารบริหาร เงาที่วิ่งนำหน้าเขากำลัง “ไขกุญแจ” ที่ถูกล็อคไว้ เมื่อเขามาถึง เงาของเขาก็จางหายไป พร้อมกับเสียง แกร๊ก! เบาๆ ประตูก็ถูกเปิดออกแล้ว
อนันต์ก้าวเข้าไปในความมืดที่เย็นเยียบของโถงทางเข้า เสียงฝีเท้าของเขาดัง ‘ตึงๆ’ บนพื้นกระเบื้องที่ปกคลุมไปด้วยฝุ่นหนา ความเย็นที่นี่ไม่เหมือนความเย็นของอากาศ แต่เป็นความเย็นที่แทรกซึมเข้าไปในกระดูกราวกับยืนอยู่ท่ามกลางน้ำแข็ง
เขาค้นหาทางลงไปห้องเก็บของใต้ดินอย่างรวดเร็ว เขาจำได้ว่าแผนผังโครงสร้างของอาคารนี้มีทางลงที่ถูกปกปิดอยู่ อนันต์พยายามใช้ไฟฉายส่องหา แต่ไฟฉายก็เริ่มกระพริบอย่างรุนแรงอีกครั้ง
“อย่าหลอกฉันด้วยความมืด พีเล็ก!” อนันต์คำราม
ทันใดนั้น เสียงเพลงเบาๆ ก็ดังขึ้นจากวิทยุเก่าๆ ที่วางอยู่บนโต๊ะประชาสัมพันธ์ เสียงเพลงนั้นเป็นเพลงกล่อมเด็กที่นัทชอบฟังก่อนนอน และเพลงนั้นก็มาพร้อมกับ กลิ่นอาย ที่คุ้นเคย… กลิ่นของ แป้งเด็ก ที่นัทเคยใช้
ความทรงจำพุ่งเข้ามาอีกครั้ง: นัทกำลังอยู่ในห้องเก็บของแห่งนี้ นัทกำลังซ่อนตัวอยู่ใต้โต๊ะทำงานของเขาเมื่อหลายปีก่อน อนันต์กำลังยุ่งอยู่กับเอกสาร และนัทก็กำลังเล่นซ่อนหากับ เพื่อนในจินตนาการ
“นัท! นัทอยู่ไหนครับ!” เสียงของอนันต์ในความทรงจำดังขึ้น
“เพล็กบอกว่านัทต้องซ่อนให้ดีๆ ลุงอนันต์หาไม่เจอหรอก!” เสียงเล็กๆ ของนัทตอบกลับมาจากใต้โต๊ะ
อนันต์ในปัจจุบันทรุดตัวลงคุกเข่า เขาเอาสองมือปิดหูแน่น เขาไม่ต้องการได้ยินเรื่องนี้อีกต่อไป เขาไม่ต้องการความรู้สึกผิดที่รุนแรงเช่นนี้
“พอแล้ว!” อนันต์ตะโกน
ทันใดนั้น เพลงก็หยุดลง กลิ่นแป้งเด็กก็หายไป ความทรงจำสลายไปเหลือไว้เพียงความจริงที่โหดร้าย: พีเล็กกำลังซ่อนอยู่ใต้โต๊ะนั้น และตอนนี้มันก็กำลังรอให้เขาเข้าไปใกล้
อนันต์เดินเข้าไปหาโต๊ะอย่างช้าๆ โต๊ะทำงานเก่าๆ ที่เต็มไปด้วยกองเอกสารและพิมพ์เขียวที่เหลืองกรอบ เขาจุดไฟแช็กที่พกมาติดตัวขึ้นมาอย่างระมัดระวัง แล้วก้มลงมองใต้โต๊ะ
ไม่มีใครอยู่ตรงนั้น มีเพียงความมืดและฝุ่นหนา แต่บนพื้นใต้โต๊ะ มี ลิ้นชักที่ถูกดึงออกมาเล็กน้อย อนันต์เดินเข้าไปใกล้และแตะที่ลิ้นชักนั้น
ทันใดนั้น แรงกระชากอย่างรุนแรงก็เกิดขึ้นจากด้านใน ลิ้นชักถูกกระชากออกมาอย่างรวดเร็วชนเข้าที่หน้าอกของอนันต์อย่างจัง เขาล้มลงไปข้างหลัง
เมื่อล้มลง อนันต์เห็นภายในลิ้นชัก: มันเต็มไปด้วย กุญแจเก่าๆ นับร้อยดอกที่ถูกผูกติดกันเป็นพวง และหนึ่งในพวงกุญแจเหล่านั้นมี จี้รูปกุญแจโบราณ ที่ทำจากทองเหลืองคล้ำๆ
จี้กุญแจนี้ถูกใช้เป็น สัญลักษณ์ อนันต์จำได้ว่ามันเป็นสัญลักษณ์ที่ใช้ระบุห้องเก็บของที่ถูกผนึกไว้ใต้ดิน
“แกกำลังเล่นเกมไขปริศนาเหรอ พีเล็ก!” อนันต์รีบคว้าจี้กุญแจทองเหลืองนั้นไว้ในมือทันที
เขาหันกลับไปที่ผนังด้านหลังโต๊ะทำงาน เขาจำได้ว่าทางเข้าห้องเก็บของลับใต้ดินจะต้องอยู่ตรงนี้
อนันต์ใช้ค้อนที่เขาคว้ามาทุบผนังไม้เก่าๆ นั้นอย่างแรง ไม้ผุๆ แตกออกอย่างรวดเร็ว เผยให้เห็น ช่องทางเดินแคบๆ ที่มืดมิดและลาดลงสู่พื้นดิน ความเย็นที่พุ่งออกมาจากช่องทางนั้นทำให้ขนของเขาลุกชัน
“อย่าลงไปนะ… อนันต์! มันมืดแล้วก็หนาวนะ!” เสียงกระซิบของพีเล็กเปลี่ยนเป็นเสียงเตือนที่แฝงไปด้วยความกลัว “ถ้าอนันต์เอาของเล่นของเพล็กไป… เพล็กจะโกรธมาก!”
อนันต์ไม่สนใจคำเตือนนั้น เขาสอดจี้กุญแจทองเหลืองเข้าไปในช่องว่างเล็กๆ บนผนังคอนกรีตที่อยู่ภายในช่องทางเดิน แกร๊ก! เสียงดังขึ้น และช่องทางเดินก็เปิดออกกว้างขึ้นอีกนิด เผยให้เห็นทางลงสู่ห้องใต้ดิน
อนันต์จุดไฟแช็กขึ้นมาอีกครั้ง เขาไม่รอช้าที่จะก้าวลงไปในความมืดที่เต็มไปด้วยฝุ่นและกลิ่นดินสาบๆ
เขาลงไปในห้องใต้ดินที่เต็มไปด้วยโครงสร้างเหล็ก เศษคอนกรีต และพิมพ์เขียวเก่าๆ ห้องนี้ไม่มีแสงสว่างใดๆ เลยนอกจากแสงริบหรี่จากไฟแช็กของเขา
เขามองเห็นที่มุมห้อง ซึ่งเป็นจุดที่หลินบอกว่าประติมากรรมหินสลักอาจจะถูกซ่อนไว้ มี กองพิมพ์เขียวขนาดใหญ่ วางทับอยู่ และบนกองนั้นมี ตุ๊กตาผ้าขาดวิ่นตัวหนึ่ง วางอยู่
ตุ๊กตาตัวนี้ไม่ใช่ตุ๊กตาตาบอดที่อยู่ในบ่อทราย แต่เป็น ตุ๊กตาเจ้าหญิง ที่มีชุดสวยงาม แต่ ไม่มีศีรษะ
อนันต์รู้ตัวแล้วว่าเขามาถูกที่ เขาพุ่งตรงไปที่กองพิมพ์เขียว เขาใช้มือทั้งสองข้างฉีกกระดาษและดึงเศษซากวัสดุก่อสร้างออกอย่างบ้าคลั่ง
“ไม่นะ! ไม่เอา! อย่าแตะของเล่นของเพล็ก!” เสียงกรีดร้องของพีเล็กดังขึ้นอย่างบ้าคลั่งในห้องใต้ดิน มันไม่ได้อยู่ในรูปของเสียงกระซิบอีกต่อไป แต่มันคือ เสียงร้องไห้ ของเด็กที่สิ้นหวัง
แรงสั่นสะเทือนรุนแรงจนเศษฝุ่นและปูนร่วงหล่นลงมา อนันต์ถูกฝังอยู่ใต้กองพิมพ์เขียวที่หนักอึ้ง เขากระสับกระส่ายและพยายามดิ้นรนออกมา
แต่แล้ว มือของเขาก็สัมผัสได้ถึง ความเรียบเนียนและความเย็น ของวัตถุที่แข็งและไม่บุบสลาย
อนันต์กวาดฝุ่นออกไปอย่างเร่งรีบ และเขาก็เห็นมัน: เศียรเจ้าหญิง
มันเป็นประติมากรรมหินสลักขนาดเท่ากำปั้นเด็ก ทำจากหินหยกซีดที่เย็นเฉียบและเรียบเนียน รูปใบหน้าหญิงสาวนั้นมีความสงบและอ่อนโยนอย่างน่าประหลาดใจ เมื่ออนันต์แตะมัน คลื่นความสงบก็แผ่ซ่านเข้ามาในจิตใจของเขา ความหวาดกลัวและความรู้สึกผิดที่เคยกัดกินเขาพลันจางหายไปชั่วขณะ
ทันทีที่เศียรเจ้าหญิงถูกดึงออกมาจากที่ซ่อน เสียงร้องไห้ของพีเล็กก็เงียบไปทันที ห้องใต้ดินกลับสู่ความเงียบสงบอย่างสมบูรณ์ ความเย็นยะเยือกนั้นยังคงอยู่ แต่พลังงานที่บ้าคลั่งนั้นหายไปแล้ว
อนันต์ยืนขึ้น เขากำเศียรเจ้าหญิงไว้ในมือแน่น
แต่ความสงบนั้นกินเวลาไม่นาน
เสียงหัวเราะของพีเล็กดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ดังมาจาก ด้านบน ของอาคาร เสียงนั้นดังสนั่นและเต็มไปด้วยความโกรธแค้นที่ควบคุมไม่ได้
“อนันต์… แกทำไม่ได้! แกจะเอาเพื่อนของเพล็กไปไม่ได้! เพล็กจะเล่นกับแกเดี๋ยวนี้! เล่น ‘เกมมรณะ’!”
ทันใดนั้น บันไดคอนกรีตเก่าๆ ที่อนันต์ใช้ลงมาก็ ยุบตัวลง อย่างรวดเร็ว เศษปูนและเหล็กเส้นหล่นลงมาปิดปากทางเข้า-ออก อนันต์ถูกขังอยู่ในห้องใต้ดินกับเศียรเจ้าหญิง และพีเล็กกำลังเตรียมพร้อมสำหรับการโจมตีครั้งสุดท้ายที่รุนแรงที่สุด
อนันต์ใช้เศียรเจ้าหญิงแนบไว้กับหน้าอกของเขา ความเย็นจากหยกสลักนั้นมอบความสงบที่แปลกประหลาดให้แก่เขาชั่วขณะ เขารู้สึกว่าตนเองมีสติมากขึ้น ท่ามกลางเสียงกรีดร้องและเสียงโลหะลั่นที่ดังมาจากชั้นบนของอาคาร เสียงเหล่านั้นบ่งบอกว่าพีเล็กกำลังทำลายสิ่งของทุกอย่างด้วยความโกรธเกรี้ยว
เขาเหลือบมองไปยังทางที่ถูกปิดกั้นด้วยซากปรักหักพัง พีเล็กได้ตัดขาดเส้นทางหนีของเขาแล้ว อนันต์ตัดสินใจที่จะไม่รอช้า เขาจะต้องใช้ อำนาจ ของเศียรเจ้าหญิงตามที่หลินได้บอกไว้
“หลินบอกว่ามันคือพลังงานหยินที่ตรงข้ามกับหยางของพีเล็ก” อนันต์พึมพำขณะเดินสำรวจห้องใต้ดิน เขาพบว่าห้องนี้มีท่อระบายน้ำเก่าๆ ขนาดใหญ่ที่ถูกปิดด้วยตะแกรงเหล็กสนิมเขรอะ ท่อระบายน้ำนี้น่าจะเป็นทางออกฉุกเฉินหรืออย่างน้อยก็เป็นทางเชื่อมไปยังส่วนอื่นของสวนสนุก
อนันต์ใช้ค้อนเก่าๆ งัดตะแกรงเหล็กนั้นออก เสียงเหล็กกระทบกันดัง แกร๊กๆ ท่ามกลางเสียงโครมครามจากชั้นบน ภายในท่อระบายน้ำมีเพียงความมืดและกลิ่นเหม็นอับของโคลนและน้ำเน่า
ขณะที่เขากำลังจะคลานเข้าไปในท่อ ความสั่นสะเทือนจากชั้นบนก็รุนแรงขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ โครม! เสียงดังสนั่นเมื่อบางสิ่งที่มีน้ำหนักมหาศาลตกลงมา และในขณะเดียวกัน ฝุ่นสีเทา จำนวนมากก็เริ่มโปรยลงมาจากรอยร้าวบนเพดานคอนกรีต
ฝุ่นเหล่านี้ไม่ใช่ฝุ่นธรรมดา อนันต์รู้สึกว่ามันมี ความเย็นจัด และเมื่อมันสัมผัสผิวหนังของเขา เขาก็รู้สึกเหมือนถูกเข็มน้ำแข็งนับพันทิ่มแทง เขาไอและหายใจติดขัด
“ฝุ่นทรายพิษ… เพล็กกำลังเล่นเกมกลั่นแกล้ง!”
“อนันต์… อยากเล่นซ่อนหาใต้ดินไหม?” เสียงของพีเล็กดังมาจากรอบๆ ตัวเขา ราวกับว่าผนังและพื้นห้องกำลังพูดได้ “เพล็กหาอนันต์ได้ทุกที่เลยนะ!”
อนันต์พยายามใช้เศียรเจ้าหญิงชูขึ้นเหนือศีรษะ ราวกับเป็นโล่กำบัง และทันทีที่เขาทำเช่นนั้น ฝุ่นทรายที่ร่วงลงมาก็เปลี่ยนทิศทางเล็กน้อย มันไม่ได้ตกลงมาใส่เขาโดยตรง แต่ถูกผลักออกไปเป็นวงกลมรอบๆ ตัวเขา เศียรเจ้าหญิงกำลังทำงาน
“พีเล็ก ฉันกำลังจะออกไปจากที่นี่ และฉันจะนำ บ้าน ของแกไปที่ที่เหมาะสม!” อนันต์กล่าวท้าทาย
พีเล็กกรีดร้องอย่างโกรธแค้น “บ้านของเพล็ก! อนันต์เอาไปไม่ได้! อนันต์ไม่เคยรับผิดชอบอะไรเลย!”
คำพูดของพีเล็กแทงใจอนันต์อย่างจัง มันคือความจริง เขาหนีจากความรับผิดชอบมาตลอด แต่เขาก็รู้ว่าตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่จะมาคร่ำครวญ อนันต์ต้องเคลื่อนไหว เขาคลานลงไปในท่อระบายน้ำอย่างรวดเร็ว พร้อมกับกำเศียรเจ้าหญิงไว้แน่น
ภายในท่อระบายน้ำเต็มไปด้วยความมืดและความชื้น อนันต์คลานไปข้างหน้าอย่างทุลักทุเล มือของเขาเต็มไปด้วยโคลนและน้ำเน่า กลิ่นเหม็นอับรุนแรงจนเขาแทบจะอาเจียน แต่เขาก็ต้องคลานต่อไป
จู่ๆ อนันต์ก็รู้สึกว่ามี บางสิ่งเย็นๆ แตะที่ข้อเท้าของเขา มันไม่ใช่หนูหรือแมลงสาบ แต่มันเป็น แรงกระชากเบาๆ
“จับได้แล้ว!” เสียงของพีเล็กดังขึ้นเบาๆ ข้างหลังเขา “เพล็กไม่ชอบเล่นในที่สกปรก! แต่อยากเล่นกับอนันต์!”
อนันต์พยายามดิ้นรนที่จะคลานไปข้างหน้าให้เร็วขึ้น แต่แรงกระชากที่ข้อเท้าก็แรงขึ้นเรื่อยๆ ราวกับมีเด็กคนหนึ่งกำลังห้อยอยู่กับขาของเขา อนันต์ใช้เท้าถีบไปด้านหลังอย่างรุนแรง
ผลัก! เขาได้ยินเสียงคล้ายการปะทะกับของเหลวหรือดินเหนียว แล้วแรงกระชากก็หายไป
เขามองไปยังเศียรเจ้าหญิงที่อยู่ในมือ แสงสลัวๆ จากหยกสลักนั้นดูเหมือนจะอ่อนลงเล็กน้อย ราวกับว่าพลังงานของมันกำลังถูกใช้ไป
อนันต์คลานต่อไปอีกหลายนาที จนกระทั่งเขาเห็นแสงสว่างจางๆ อยู่ที่ปลายท่อระบายน้ำ มันคือทางออกฉุกเฉินที่อยู่ใกล้กับบ่อทรายกลาง
เมื่อเขาคลานออกมาจากท่อระบายน้ำ อนันต์ก็พบว่าตนเองอยู่หลังพุ่มไม้ขนาดใหญ่ที่อยู่ใกล้กับบ่อทราย เขามองเห็น บ่อโคลนดำ ที่ยังคงเดือดพล่านอยู่ตรงหน้า แต่ดูเหมือนมือดำๆ ได้หดตัวกลับเข้าไปในบ่อแล้ว
“ฉันได้ของเล่นของแกมาแล้ว พีเล็ก! แกแพ้แล้ว!” อนันต์ตะโกน พร้อมกับชูเศียรเจ้าหญิงขึ้น
ทันใดนั้น เสียงของพีเล็กก็เปลี่ยนไป มันไม่ได้ฟังดูโกรธเกรี้ยว แต่ฟังดู เศร้าสลดอย่างที่สุด
“อนันต์… ใจร้าย! อนันต์ไม่เคยชอบเล่นกับเพล็กเลย… อนันต์ไม่เคยรักนัทด้วยซ้ำ!”
เสียงนี้กระแทกเข้าสู่จิตใจของอนันต์อย่างรุนแรง พีเล็กกำลังเล่น “เกมแห่งความผิดหวัง”
ภาพติดตา: อนันต์เห็นภาพตัวเองในชุดวิศวกรยืนมองดูนัทกำลังเล่นอยู่คนเดียวในบ่อทราย เขาไม่ได้เข้าไปเล่นกับหลานชาย เพราะเขามัวแต่สนใจรายงานความปลอดภัยที่กองอยู่บนโต๊ะ อนันต์ปฏิเสธการมีส่วนร่วมในความสุขของนัทเพราะความบ้างานของตัวเอง
ความรู้สึกผิดท่วมท้น อนันต์ทรุดตัวลงบนพื้น
“ไม่จริง! ฉันรักนัท!” อนันต์พยายามปฏิเสธความจริงที่ทารุณนั้น
“ถ้าอนันต์รักนัท… ทำไมถึงไม่เคยมาเล่นกับเพล็กและนัทเลย?” เสียงของพีเล็กนั้นใสซื่อแต่เต็มไปด้วยการกล่าวโทษ “นัทบอกว่าลุงอนันต์ยุ่ง… เพล็กเลยต้องดูแลนัทเอง… เพล็กไม่ได้อยากให้นัทตาย… เพล็กแค่อยากให้มีคนเล่นด้วยตลอดไป”
น้ำตาของอนันต์ไหลออกมา เขาตระหนักว่าเขาไม่เพียงแต่ล้มเหลวในการตรวจสอบทางวิศวกรรม แต่เขาล้มเหลวในฐานะ อา และในฐานะ มนุษย์
ฟุ่บ!
ในขณะที่อนันต์กำลังจมอยู่กับความรู้สึกผิด ก้อนทรายขนาดใหญ่ก็ถูกปามาใส่หน้าของเขาอย่างรุนแรง มันไม่ใช่ก้อนทรายธรรมดา แต่มันคือ ก้อนทรายที่ถูกปั้นเป็นรูปกำปั้นเล็กๆ ที่แข็งและคม
“ถึงตาเพล็กเล่นสนุกแล้ว!” เสียงหัวเราะดังขึ้นอีกครั้ง แต่คราวนี้มาพร้อมกับเสียง ก้อนหิน จำนวนมากที่ถูกขว้างมาใส่เขาอย่างรวดเร็ว
อนันต์ต้องกลิ้งตัวหลบอย่างรวดเร็ว เขายกเศียรเจ้าหญิงขึ้นเพื่อป้องกันใบหน้า แต่เขาถูกโจมตีอย่างหนักจาก “ลูกแก้วปีศาจ” นับร้อยลูกที่ถูกยิงออกมาจากบ่อทราย มันคือลูกแก้วสีฟ้าลูกใหญ่ที่เขาเก็บได้ในตอนแรก แต่ตอนนี้มันมีจำนวนเพิ่มขึ้นหลายเท่า
ลูกแก้วเหล่านั้นกระทบกับเสาเหล็กและผนังซีเมนต์อย่างรุนแรงจนเกิดเสียงดัง แก๊ง! และลูกแก้วบางลูกก็กระทบกับร่างกายของเขา ทำให้เขารู้สึกเจ็บปวดรุนแรงราวกับถูกยิงด้วยกระสุนขนาดเล็ก
อนันต์พุ่งตัวไปที่ฐานของชิงช้าสวรรค์เก่าๆ ที่อยู่ใกล้ที่สุดเพื่อหาที่กำบัง และในขณะนั้น หลิน ก็มาถึง
หลินปีนข้ามรั้วเข้ามาในสภาพที่เหนื่อยล้า เธอถือ ถุงผ้าสีขาว ที่เต็มไปด้วยของบูชาและเครื่องรางของขลัง
“อนันต์! คุณหาเศียรเจ้าหญิงเจอแล้ว! ดีมาก!” หลินตะโกน “ใช้มัน! ฝังมันลงไปที่ฐานคอนกรีตตอนนี้!”
“ฉันทำไม่ได้! พีเล็กกำลังโจมตี!” อนันต์ตะโกนตอบ
หลินคว้าเอา ผ้ายันต์สีแดง ที่มีคาถาภาษาบาลีเขียนอยู่ แล้วโยนมันเข้าใส่บ่อทรายกลางทันที ผ้ายันต์นั้นตกลงบนบ่อโคลนดำ ซ่า! เกิดเสียงควันและไอน้ำพุ่งขึ้นมาอย่างรวดเร็ว และผิวน้ำสีดำก็สงบลงชั่วขณะ พีเล็กถูกชะงัก
“เร็วเข้า! ฉันยับยั้งเขาได้ไม่นาน!” หลินเร่งเร้า
อนันต์ตัดสินใจอย่างรวดเร็ว เขาใช้พลั่วที่ถูกโยนลงไปในบ่อโคลนดำเมื่อครู่ซึ่งตอนนี้ลอยอยู่บนผิวน้ำ เขาจับที่ด้ามพลั่ว แล้วลากมันขึ้นมาอย่างทุลักทุเล
เขาพุ่งไปที่ฐานคอนกรีตของบ่อทรายกลางที่เขาขุดไว้ในตอนแรก มีเพียงรอยร้าวเล็กๆ ที่เขาทำไว้
อนันต์ใช้พลั่วทุบไปที่รอยร้าวนั้นอย่างแรง และแรงทุบครั้งนี้ไม่ได้มีแต่แรงกาย แต่มีพลังจาก เศียรเจ้าหญิง ที่เขากำไว้ในมือด้วย
ครืน!
รอยร้าวขยายออกอย่างรวดเร็ว และแผ่นคอนกรีตก็แตกออกเป็นสองส่วน เผยให้เห็น หินยันต์ ที่อยู่ข้างใต้ มันเป็นหินก้อนใหญ่สีดำที่มีอักขระโบราณสลักอยู่ ดูเหมือนหัวใจของสถานที่แห่งนี้ที่เต็มไปด้วยความมืดมิด
“ไม่นะ! บ้านของเพล็ก!” เสียงกรีดร้องของพีเล็กดังขึ้นพร้อมกับการระเบิดของพลังงาน
ผ้ายันต์สีแดงของหลินถูกฉีกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย และบ่อโคลนดำก็ ปะทุ ขึ้นอย่างรุนแรง คราวนี้ของเหลวสีดำนั้นไม่ได้เพียงแค่เดือด แต่ มันพุ่งขึ้นมากลางอากาศ เป็นพวยพุ่งสูงกว่าสิบเมตร และร่างของ พีเล็ก ก็ปรากฏขึ้นพร้อมกับไอน้ำสีดำนั้น
พีเล็กมีรูปร่างคล้ายเด็กชายตัวเล็กๆ ผิวสีซีด ดวงตาของเขามืดมิดและเต็มไปด้วยความโกรธเกรี้ยว เขาลอยอยู่เหนือบ่อโคลนดำ จ้องมองอนันต์ด้วยความแค้นที่รุนแรงที่สุด
“อนันต์… แกจะไปลงนรกซะ!” พีเล็กตะโกนด้วยเสียงที่ดังและแหบพร่า ไม่ใช่เสียงกระซิบอีกต่อไป
พีเล็กยกมือเล็กๆ ขึ้นมา และ แรงลมที่มองไม่เห็น ก็พุ่งเข้าชนร่างของหลินอย่างรุนแรง หลินถูกซัดไปกระแทกกับรั้วเหล็กจนร่างแน่นิ่งไปทันที
อนันต์รู้ตัวว่าเขาอยู่คนเดียวแล้ว และเขาเหลือเวลาเพียงไม่กี่วินาที
เขากำเศียรเจ้าหญิงไว้แน่น แล้วใช้พลั่วที่อยู่ในมือขุดไปที่ กึ่งกลาง ของหินยันต์สีดำที่แตกออก
เขาฝัง เศียรเจ้าหญิง ลงไปในรอยแยกของหินยันต์อย่างรวดเร็ว
ทันทีที่หยกสลักสัมผัสกับหินยันต์สีดำ ก็เกิด แสงสีขาว ที่รุนแรงพุ่งออกมาจากบ่อทราย แสงนั้นสว่างจ้าจนอนันต์ต้องปิดตาลง และมันก็มาพร้อมกับ เสียงหวีดหวิว ที่ยาวนานราวกับเสียงกรีดร้องของวิญญาณที่กำลังถูกฉีกขาด
แสงสีขาวสาดส่องไปทั่วสวนสนุก และเมื่ออนันต์ลืมตาขึ้นอีกครั้ง
พีเล็กก็หายไปแล้ว บ่อโคลนดำสงบลงอย่างสมบูรณ์ กลายเป็นเพียงบ่อทรายที่เต็มไปด้วยโคลนเฉอะแฉะ เศียรเจ้าหญิงถูกฝังไว้ที่กึ่งกลางของหินยันต์สีดำที่แตกสลาย มันดูเหมือน หัวใจดวงใหม่ ที่กำลังเต้นอย่างเงียบๆ
อนันต์หอบหายใจอย่างรุนแรง เขาทรุดตัวลงใกล้ๆ หลิน
เขาได้ทำลายความบ้าคลั่งของพีเล็ก แต่เขาไม่แน่ใจว่าได้ปลดปล่อยหรือสังหารวิญญาณดวงนั้นกันแน่
อนันต์คลานไปหาหลินอย่างทุลักทุเล ร่างของเธอแน่นิ่งอยู่ข้างรั้วเหล็ก อนันต์รู้สึกถึงชีพจรของเธอ มันเต้นแผ่วเบาแต่ยังคงอยู่ หลินยังไม่ตาย แต่หมดสติจากแรงปะทะของพีเล็ก อนันต์ถอดเสื้อคลุมรปภ.ที่เปียกชุ่มและสกปรกของเขาออก คลุมร่างหลินไว้เพื่อรักษาความอบอุ่น
เขาเหนื่อยล้าจนแทบไม่มีเรี่ยวแรง แต่ความสงบที่เพิ่งเกิดขึ้นทำให้เขามีสติและมองเห็นสถานการณ์ได้ชัดเจนยิ่งขึ้น เขาหันไปมองที่บ่อทรายกลาง เศียรเจ้าหญิงฝังอยู่ในรอยแยกของหินยันต์อย่างสมบูรณ์ แสงสลัวๆ ของหยกสลักยังคงเปล่งประกายออกมาเบาๆ
ทุกอย่างเงียบสงบ. เงียบสงบจนน่าขนลุก
อนันต์มองไปที่หลินอีกครั้ง เธอเสี่ยงชีวิตเพื่อช่วยเขา โดยเชื่อในสิ่งที่เขาเคยปฏิเสธมาตลอด เขาเป็นวิศวกรที่เชื่อมั่นในความจริงทางวัตถุ แต่ตอนนี้เขากำลังนั่งอยู่ข้างศิลาหยกสลักโบราณที่เพิ่งใช้ยับยั้งวิญญาณเด็ก
“ฉันต้องขอความช่วยเหลือ…” อนันต์พึมพำ เขาใช้มือคลำหาโทรศัพท์มือถือที่แบตเตอรี่หมดไปแล้ว แต่เมื่อเขาหยิบมันขึ้นมาอย่างไม่มีความหวัง จอของมันก็สว่างวาบขึ้นอีกครั้งราวกับมีใครบางคนเพิ่งชาร์จแบตเตอรี่จนเต็ม
เป็นไปไม่ได้ทางวิทยาศาสตร์ แต่มันก็เกิดขึ้นแล้ว อนันต์ไม่แปลกใจอีกต่อไป เขาพยายามโทรหาตำรวจหรือรถพยาบาล
แต่ไม่มีสัญญาณโทรศัพท์
หน้าจอแสดงผลเพียงคำเดียวที่น่าสะพรึงกลัว: “เล่นต่อ”
อนันต์มองไปที่บ่อทรายกลางอีกครั้ง ที่นั่นมี การเปลี่ยนแปลงที่เล็กน้อยแต่สำคัญ
ตุ๊กตาผ้าตาบอด และ รถบรรทุกสีแดงคันเล็กๆ ที่เคยลอยอยู่ในบ่อโคลนดำ บัดนี้ได้ถูก นำมาวางเรียงกัน อยู่บนพื้นทรายที่แห้งแล้วข้างๆ ขอบบ่อ ราวกับว่ามีคนเพิ่งจัดวางอย่างประณีต
และระหว่างของเล่นทั้งสองชิ้น มี กล่องดนตรี เก่าๆ วางอยู่ กล่องดนตรีไม้ที่ดูเปราะบาง และมันกำลัง เล่นเพลง ที่เขาเคยได้ยินจากม้าหมุน: เพลงกล่อมเด็กที่บิดเบี้ยวและเพี้ยน
พีเล็กยังไม่จากไป เขาถูกยับยั้ง แต่เขายังคงอยู่ที่นี่ และเขากำลังเล่น “เกมสุดท้ายของความเหงา”
อนันต์ค่อยๆ ลุกขึ้นเดินไปที่กล่องดนตรีอย่างช้าๆ เขาไม่รู้สึกกลัว แต่รู้สึกถึงความสงสารที่แสนเศร้า เขาตระหนักว่าพีเล็กไม่ได้ต้องการความตายของเขา แต่ต้องการ การยอมรับ และ เพื่อน
เขาปิดฝากล่องดนตรีนั้นอย่างเบามือ แล้วหันไปหาบ่อทรายกลางอีกครั้ง เขาเดินเข้าไปใกล้กับหินยันต์ที่ถูกฝังด้วยเศียรเจ้าหญิง
“พีเล็ก… แกชนะแล้ว” อนันต์กล่าวด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยน “ฉันยอมรับว่าที่นี่คือบ้านของแก… และแกก็ไม่ใช่วิญญาณที่ชั่วร้าย… แกเป็นแค่เด็กที่โดดเดี่ยว”
ทันใดนั้นเอง เงา ของอนันต์ก็ปรากฏขึ้นอีกครั้งบนพื้นทรายใต้แสงจันทร์ แต่คราวนี้เงาของเขา ไม่ได้ถูกบิดเบือน มันเป็นเงาของชายวัยกลางคนธรรมดาที่เต็มไปด้วยความรู้สึกผิด
แต่แล้ว เงาเล็กๆ อีกเงาหนึ่ง ก็ปรากฏขึ้นข้างเงาของอนันต์ เงาของเด็กชายตัวเล็กๆ ที่ กำลังจับมือ กับเงาของเขา เงาของพีเล็กกำลังจับมือกับเงาของอนันต์
เงาเด็กชายนั้นไม่ได้ดูน่ากลัว แต่ดู เหงาหงอย และ เศร้า
ภาพติดตา: อนันต์เห็นภาพนัทกำลังโบกมือให้เขาจากมุมหนึ่งของสวนสนุก นัทกำลังยิ้ม… แต่แล้วนัทก็หันกลับมาและเดินเข้าไปในเงามืด เงาของพีเล็ก
นี่คือ Twist ทางอารมณ์ที่รุนแรง ที่สุด อนันต์เข้าใจแล้วว่าเขาไม่ได้ทำให้นัทตายโดยตรง แต่เขาทำให้นัทต้อง พึ่งพา พีเล็กมากเกินไป จนกระทั่งความเหงาของพีเล็กได้ ดูดกลืน ชีวิตของนัท
อนันต์คุกเข่าลงต่อหน้าบ่อทราย เขาหยิบ รถบรรทุกสีแดง และ ตุ๊กตาผ้าตาบอด ขึ้นมา เขาพยายามนึกถึง “หัวของเจ้าหญิง” ที่แท้จริง
เขาจำได้ว่าก่อนที่เขาจะมอบของเล่นให้ นัทมักจะขอให้เขา “แต่งเรื่อง” ให้กับของเล่นเหล่านั้นเสมอ นัทไม่เคยชอบของเล่นที่ไม่มีเรื่องราว
“ฉันจะเล่นกับแก พีเล็ก… เป็นครั้งสุดท้าย” อนันต์เริ่มเล่าเรื่องด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนและนุ่มนวลอย่างที่ไม่เคยทำมาก่อน
“เจ้าหญิงในหินสลัก… เธอไม่ได้ต้องการกักขังใคร… เธอเป็น แม่ ที่ต้องการปกป้องลูกๆ ที่ถูกทิ้งไว้ในที่ดินแห่งนี้ เธอต้องการให้เด็กๆ ของเธอมี เพื่อน”
“รถบรรทุกสีแดงคันนี้… มันถูกขับโดย อัศวิน ที่ต้องการพาเพื่อนของเขา (นัท) ออกไปจากความมืดมิด… แต่เขาถูกขัดขวางโดย เจ้าหญิง เพราะเธอต้องการให้เพื่อนๆ ของเขาอยู่ด้วยกัน… อยู่ใน บ้าน”
“และตุ๊กตาตาบอด… เธอตาบอดเพราะเธอ มองไม่เห็นความสุข ของเด็กๆ ที่อยู่รอบตัวเธอ… เธอถูกบังคับให้เห็นแต่ความเศร้าและความเหงาของพีเล็ก… จนกระทั่งเธอไม่สามารถทนได้อีกต่อไป”
ขณะที่อนันต์กำลังเล่าเรื่อง เสียงดนตรีจากกล่องดนตรีที่ปิดอยู่ก็เริ่มดังขึ้นมาอีกครั้ง แต่คราวนี้ เสียงเพลงไพเราะและไม่บิดเบี้ยว เหมือนเดิมแล้ว ราวกับว่าความเข้าใจของเขาได้ เยียวยา กล่องดนตรีนั้น
“จบแล้วเหรอ… อนันต์?” เสียงของพีเล็กดังขึ้นเบาๆ แต่คราวนี้ฟังดู เด็กน้อย และ เศร้าสร้อย อย่างแท้จริง ไม่ใช่เสียงที่น่ากลัว
“ยังไม่จบ พีเล็ก…” อนันต์หยิบ ลูกแก้วสีฟ้า ที่เขาเก็บได้ในตอนแรกขึ้นมา “นี่คือลูกแก้วของแก… และมันก็เป็นลูกแก้วของนัทด้วย… นี่คือ คำสัญญา ว่าพวกแกจะเป็นเพื่อนกันตลอดไป… แต่ ไม่ใช่ที่นี่”
อนันต์วางของเล่นทั้งสามชิ้น – รถบรรทุก, ตุ๊กตาตาบอด, และลูกแก้ว – ไว้บนหินยันต์ที่ถูกฝังด้วยเศียรเจ้าหญิง
“ฉันจะทำให้พวกแกเป็นอิสระ… แต่ฉันจะต้องอยู่ตรงนี้… เพื่อดูแลบ้านหลังนี้ให้แก”
ทันใดนั้น ร่างของอนันต์ก็เริ่มสั่นสะเทือน เขาได้รับ ความเข้าใจ ที่เจ็บปวดที่สุด
Twist of Fate: อนันต์รับรู้ว่าพีเล็กไม่ได้ถูกยับยั้ง แต่เขาเพียงแค่ ยอมรับ อนันต์เป็นเพื่อนเล่นคนใหม่ และเมื่ออนันต์ให้เศียรเจ้าหญิง พีเล็กไม่ได้หายไป แต่เขา รวม เอาวิญญาณของเขาเข้ากับเศียรเจ้าหญิง เพื่อให้กลายเป็น ผู้ปกครอง คนใหม่ของสถานที่แห่งนี้ และอนันต์คือ ผู้เฝ้าบ้าน
อนันต์ไม่สามารถออกไปได้แล้ว เขาถูกพันธนาการด้วยความรู้สึกผิดและหน้าที่ใหม่ในฐานะผู้ดูแล เขาเลือกที่จะ เสียสละ ตัวเองเพื่อแลกกับความสงบสุขของพีเล็กและนัท
เขานั่งลงข้างๆ หลิน และรอจนกว่าดวงอาทิตย์จะขึ้น
อนันต์นั่งกอดเข่าอยู่ข้างหลิน ร่างกายของเขาสะบักสะบอมด้วยรอยฟกช้ำจากลูกแก้วและทรายปีศาจ แต่จิตใจของเขาสงบอย่างน่าประหลาด ความตื่นกลัวและความกราดเกรี้ยวได้หายไป แทนที่ด้วยความเศร้าสร้อยและการยอมรับอย่างลึกซึ้ง เขาได้ทำในสิ่งที่เขาควรทำตั้งแต่แรก: การอยู่เพื่อรับผิดชอบ
เขาเงยหน้ามองท้องฟ้ายามเช้าที่เริ่มมีสีส้มอ่อนๆ แสงอาทิตย์กำลังจะมาถึง อนันต์รู้ว่านี่คือช่วงเวลาที่อ่อนแอที่สุดของพลังงานด้านมืด และเป็นโอกาสสุดท้ายของเขาที่จะทำตามข้อตกลง
เขาค่อยๆ ลุกขึ้นยืนอย่างช้าๆ แล้วเดินไปยังรั้วเหล็กที่ถูกล็อคอยู่เมื่อคืนนี้ กุญแจที่ถูกหักคาแม่กุญแจยังคงอยู่ที่เดิม แต่ในความมืดสลัวก่อนรุ่งสาง อนันต์เห็น มือเล็กๆ ที่โปร่งแสง กำลังจับอยู่ที่แม่กุญแจนั้น
“ถึงเวลาแล้ว พีเล็ก” อนันต์กล่าวอย่างแผ่วเบา “ฉันทำตามข้อตกลงแล้ว… แกได้ของเล่นกลับคืนมาทั้งหมด และฉันก็ได้มอบ เรื่องราว ที่เจ้าหญิงต้องการ”
มือโปร่งแสงนั้นค่อยๆ เลื่อนออกจากแม่กุญแจ เสียงกระซิบสุดท้ายที่แผ่วเบาและเต็มไปด้วยความลังเลดังขึ้นข้างหูของอนันต์
“อนันต์จะไม่ทิ้งเพล็กใช่ไหม? เหมือนที่ลุงอนันต์ทิ้งนัท?”
อนันต์ส่ายหน้าช้าๆ “ฉันจะไม่ทิ้งพวกแก พีเล็ก ฉันจะอยู่ตรงนี้เพื่อดูแล บ้าน หลังใหม่ของพวกแก… จนกว่าจะมีใครมาแทนที่ฉันได้”
ทันใดนั้น มือโปร่งแสงนั้นก็หายไป พร้อมกับเสียง แกร๊ก! ดังมาจากแม่กุญแจ แม่กุญแจหลุดออก จากสายยูแล้ว!
“ไปเถอะ อนันต์… ไปดูแลเพื่อนของเพล็กด้วยนะ” เสียงของพีเล็กนั้นฟังดูเศร้าสร้อย แต่ก็มีความพึงพอใจแฝงอยู่
อนันต์รีบเข้าไปประคองหลิน หลินเริ่มไอและขยับตัวเล็กน้อย เธอปรือตาขึ้นมองอนันต์
“อนันต์… คุณ… คุณทำสำเร็จเหรอ?” หลินถามด้วยเสียงแหบพร่า
“สำเร็จแล้ว หลิน… แต่ฉันต้องอยู่ที่นี่… มันคือ กรรม ที่ฉันต้องชดใช้” อนันต์กล่าว
เขาใช้แรงทั้งหมดลากร่างของหลินออกไปจากสวนสนุกร้าง เขาปีนข้ามรั้วเหล็กที่ตอนนี้เปิดอยู่ แล้วจัดให้หลินนอนอยู่บนพื้นหญ้าข้างถนนอย่างปลอดภัย ก่อนที่เขาจะโทรศัพท์ขอความช่วยเหลือจากรถพยาบาล
ขณะที่เขากำลังรอรถพยาบาลอยู่ริมถนน แสงอาทิตย์ก็สาดส่องเข้ามาเต็มที่ แสงแดดนั้นอบอุ่นและให้ความรู้สึกถึงการเริ่มต้นใหม่ แต่สำหรับอนันต์ มันคือจุดจบของชีวิตเก่าของเขา
เขามองไปยังสวนสนุกที่ถูกทิ้งร้าง แสงแดดสาดส่องลงบน บ่อทรายกลาง ซึ่งตอนนี้เป็นเพียงบ่อโคลนที่แห้งแล้ว เศียรเจ้าหญิง ยังคงส่องแสงสลัวๆ อยู่ตรงกลางหินยันต์ที่แตกออก ของเล่นสามชิ้นถูกวางไว้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย
รถพยาบาลมาถึงอย่างรวดเร็ว พร้อมกับเสียงไซเรนที่ดังไปทั่วบริเวณ อนันต์ให้ข้อมูลกับเจ้าหน้าที่อย่างใจเย็นและมีสติ เขาไม่ได้พูดถึงกุมารทองหรือวิญญาณ แต่พูดถึงอุบัติเหตุจากไฟฟ้าลัดวงจรและความตื่นตระหนกที่ทำให้หลินหมดสติไป
ก่อนที่หลินจะถูกนำตัวขึ้นรถพยาบาล เธอกุมมืออนันต์ไว้
“คุณไม่ต้องชดใช้อะไรแล้ว อนันต์… คุณออกมาแล้ว… คุณเป็นอิสระแล้ว” หลินกล่าว
อนันต์มองเข้าไปในดวงตาของหลิน แล้วยิ้มออกมาอย่างเศร้าๆ “ฉันไม่เป็นอิสระหรอกหลิน… ฉันคือ ผู้เฝ้าบ้าน คนใหม่… และฉันทำสัญญาแล้ว”
เมื่อรถพยาบาลเคลื่อนตัวออกไปพร้อมกับหลิน อนันต์ก็เดินกลับไปยังรั้วเหล็กของสวนสนุกร้าง เขาไม่ได้ล็อคมันอีกครั้ง เขาแค่ยืนอยู่ตรงหน้ามัน
เขาไม่ได้รู้สึกถึงแรงดึงดูดทางกายภาพใดๆ แต่เขารู้สึกถึงพันธนาการทางจิตวิญญาณอย่างรุนแรง เขาเดินเข้าไปในสวนสนุกอีกครั้ง แล้วตรงไปยังบ่อทรายกลาง
อนันต์คุกเข่าลงต่อหน้าหินยันต์ที่ถูกฝังด้วยเศียรเจ้าหญิง เขาถอด นาฬิกาข้อมือ ที่นัทเคยให้เป็นของขวัญออก นาฬิกาเรือนนี้เป็นนาฬิกาข้อมือที่เขาสวมใส่ตลอดเวลา และมันคือสัญลักษณ์ของ “เวลา” ที่เขาทุ่มเทให้กับงานมากกว่าหลานชาย
เขาวางนาฬิกาข้อมือเรือนนั้นไว้ข้างๆ ของเล่นทั้งสามชิ้น มันคือ ของเล่นชิ้นที่สี่ และเป็นสัญลักษณ์ของ การเสียสละ และ การทิ้งเวลาส่วนตัว ของเขาไว้กับพีเล็กและนัท
“นี่คือสัญลักษณ์แห่งมิตรภาพของฉัน พีเล็ก… และสัญญาว่าจะ เฝ้าดู พวกแกเล่นกันตลอดไป”
อนันต์ไม่เคยออกไปจากสวนสนุกแห่งนั้นอีกเลย เขากลายเป็น ตำนาน ของคนในพื้นที่ บางคนบอกว่าเขาหายตัวไป บางคนบอกว่าเขาเป็นคนบ้าที่เฝ้าสวนสนุกร้าง
เหตุการณ์สุดท้ายของบท:
หลายเดือนต่อมา ที่ดินสวนสนุกไม่ได้ถูกรื้อถอน แต่ถูกซื้อโดยบริษัทใหม่เพื่อพัฒนาเป็น สวนสาธารณะขนาดเล็ก ก่อนจะมีการก่อสร้าง ได้มีการจัดพิธีบวงสรวงครั้งใหญ่ โดยมี หลิน เป็นผู้ดำเนินการพิธี
หลินไม่ได้มองหาอนันต์ แต่เธอทำสิ่งที่อนันต์ทำ: เธอ ย้าย หินยันต์ที่ถูกฝังด้วยเศียรเจ้าหญิง พร้อมของเล่นทั้งสี่ชิ้น ไปยัง ศาลเจ้าขนาดเล็ก ที่ถูกสร้างขึ้นอย่างสงบเงียบที่มุมหนึ่งของสวนสาธารณะแห่งใหม่
หลินรู้ว่าเธอไม่สามารถทำลายพันธะของอนันต์ได้ แต่เธอสามารถให้ บ้านที่สงบสุข กับพวกเขาได้
ในเย็นวันเปิดสวนสาธารณะอย่างไม่เป็นทางการ เด็กๆ กลับมาเล่นที่นี่อีกครั้ง เสียงหัวเราะดังไปทั่วบริเวณ
อนันต์ไม่ปรากฏตัว แต่ที่ศาลเจ้าเล็กๆ นั้น ดอกไม้บูชา ที่หลินนำมาวางไว้ ถูกจัดเรียงใหม่ให้เป็น รูปหัวใจ โดยที่ไม่มีใครแตะต้อง
หลินหันหลังเดินจากไปอย่างสงบ เธอทำสำเร็จแล้ว… เธอมอบสันติสุขให้กับเพื่อนของเธอ
แต่ ในขณะที่หลินกำลังเดินจากไป กล้องก็จับภาพไปที่ บ่อทรายเก่า ที่ถูกปรับปรุงเป็น แปลงดอกไม้ ในสวนสาธารณะ
มี รอยเท้าเล็กๆ สองคู่ ที่ประทับอยู่บนพื้นดินชื้นๆ ข้างๆ แปลงดอกไม้ รอยเท้าหนึ่งดูเหมือน นัท อีกรอยเท้าหนึ่งดูเหมือน พีเล็ก และ รอยเท้าที่สาม ที่ใหญ่และหนักกว่า ซึ่งดูเหมือนเป็นรอยเท้าของ อนันต์ ก็เดินอยู่ข้างๆ รอยเท้าทั้งสองนั้น ราวกับ ผู้ปกครอง ที่กำลังเดินไปพร้อมกับลูกๆ
อนันต์ยังอยู่ที่นั่น เขาได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของสถานที่แห่งนี้ ถูกกักขังด้วยพันธะแห่งความรักและความรับผิดชอบของตัวเอง
หลินนั่งอยู่บนเตียงคนไข้ในชุดโรงพยาบาลที่สะอาดตา เธอฟื้นตัวจากอาการบาดเจ็บทางกายแล้ว แต่ดวงตาของเธอยังคงมีความมืดมิดที่ไม่อาจลบเลือน เธอมองออกไปนอกหน้าต่าง ท้องฟ้าสีครามสดใสตัดกับความทรงจำที่ดำมืดของสวนสนุกร้าง
ปัง! ประตูห้องเปิดออก และ สารวัตรสุชาติ เดินเข้ามาพร้อมกับถือแฟ้มเอกสารในมือ เขาดูอ่อนล้าและมีรอยคล้ำใต้ตา เขาคือตำรวจที่รับผิดชอบคดีการหายตัวไปของอนันต์
“คุณหลิน ผมขอให้คุณเล่าเรื่องทั้งหมดอีกครั้งนะครับ” สารวัตรสุชาติกล่าว น้ำเสียงของเขาอ่อนโยน แต่แฝงด้วยความสงสัย
หลินเงยหน้าขึ้นมองสารวัตรสุชาติ เธอรู้ว่าเธอไม่สามารถเล่าเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นได้ ไม่มีใครจะเชื่อเรื่องวิญญาณเด็กและเศียรเจ้าหญิง
“สารวัตรคะ… ฉันบอกคุณไปแล้วค่ะ” หลินกล่าวเสียงแผ่ว “เราเข้าไปในสวนสนุกร้างนั้นเพื่อค้นหา หลักฐานใหม่ เกี่ยวกับการเสียชีวิตของนัท… เราพบสัญญาณไฟฟ้าบางอย่างผิดปกติ อนันต์ตัดสินใจเข้าไปในอาคารบริหารเพื่อหาต้นตอ”
“แล้วคุณกับอนันต์ทะเลาะกันรึเปล่า?” สารวัตรถาม
หลินส่ายหน้าช้าๆ “ไม่ค่ะ… แต่ฉันรู้สึกว่ามี บางสิ่ง ที่ไม่อยากให้อนันต์ยุ่งกับที่นั่น… ฉันถูกทำร้าย… และเมื่อฉันฟื้นขึ้นมา อนันต์ก็หายตัวไปแล้ว… เหลือไว้เพียงร่องรอยการต่อสู้เล็กน้อยที่บ่อทรายกลาง”
“ร่องรอยการต่อสู้ที่เกิดจากอะไรครับคุณหลิน? ตามรายงานของแพทย์ คุณมีอาการกระดูกซี่โครงร้าวจากการถูก กระแทกอย่างรุนแรง คล้ายการชนจากรถยนต์ แต่ในที่เกิดเหตุไม่มีอะไรเลย… และชุดที่อนันต์สวมใส่ก็ถูกถอดออกวางไว้ข้างๆ คุณ… ทั้งหมดนี้ไม่สมเหตุสมผลเลยครับ” สารวัตรกล่าวด้วยความไม่เข้าใจ
หลินมองตรงไปที่ดวงตาของสารวัตรสุชาติ “ฉันเข้าใจค่ะว่ามันไม่สมเหตุสมผล… แต่บางครั้ง… สิ่งที่ตาเห็นก็ไม่ใช่ความจริงเสมอไป อนันต์ไม่ได้หนีหายไปไหนหรอกค่ะ… เขาแค่เลือกที่จะอยู่ที่นั่น”
“อยู่ไหนครับคุณหลิน? คุณกำลังจะบอกว่าเขาถูกฆ่าตายและศพถูกซ่อนไว้ใช่ไหม?” สารวัตรเริ่มเสียงดัง
“ไม่ค่ะ” หลินปฏิเสธหนักแน่น “อนันต์ อาสา ที่จะเป็น คนเฝ้าบ้าน ให้กับสวนสนุกนั้น… เขาทำในสิ่งที่เขาคิดว่าถูกต้องแล้ว… เขาได้รับ การให้อภัย และเขาตัดสินใจที่จะ รับผิดชอบ”
สารวัตรสุชาติถอนหายใจอย่างหนัก เขาจดบันทึกบางอย่างลงในแฟ้มด้วยสีหน้าสิ้นหวัง เขาไม่สามารถสรุปคดีนี้ได้หากปราศจากร่างของอนันต์หรือคำให้การที่สมเหตุสมผล
“คุณหลิน… ถ้าคุณไม่ให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์กับเรา… เราจะต้องสรุปคดีนี้ว่าเป็นการ หนีหายโดยสมัครใจ และทรัพย์สินทั้งหมดของอนันต์จะถูกอายัดไว้” สารวัตรกล่าวอย่างเป็นทางการ
“เขาไม่มีทรัพย์สินอะไรเหลือแล้วค่ะ” หลินตอบอย่างมั่นคง “เขาเหลือเพียง หน้าที่”
ฉากที่ 2: บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ (หลายวันต่อมา)
ห้องประชุมขนาดใหญ่เต็มไปด้วยนักลงทุนและนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ หลินอยู่ในชุดสูททำงานที่เรียบร้อยและดูเป็นมืออาชีพ เธอเข้าร่วมการประชุมในฐานะ ตัวแทน ที่ไม่คาดคิดของอนันต์
“ดังนั้น… คุณหลินเป็นตัวแทนของคุณอนันต์ ผู้ถือหุ้นใหญ่ของโครงการสวนสนุกร้างนี้… และคุณจะขายที่ดินให้กับเราในราคาต่ำกว่าท้องตลาดถึง 40%?” นักลงทุนคนหนึ่งถามด้วยความสงสัย
“ใช่ค่ะ” หลินตอบ “แต่มี ข้อแม้ เพียงข้อเดียว และนี่คือเงื่อนไขที่ไม่สามารถต่อรองได้”
“ข้อแม้ว่าอย่างไรครับ?”
หลินชี้ไปที่แผนผังโครงการขนาดใหญ่บนจอภาพ “สวนสนุกแห่งนี้จะถูกสร้างเป็น สวนสาธารณะขนาดเล็ก ที่เปิดให้ประชาชนเข้าใช้ฟรี… โดยเฉพาะสำหรับเด็กๆ และตรงบริเวณ บ่อทรายกลางเก่า จะต้องถูกปรับปรุงเป็น แปลงดอกไม้ ที่งดงาม… และตรงมุมของที่ดิน จะต้องมีการสร้าง ศาลเจ้าขนาดเล็ก เพื่อระลึกถึง วิญญาณแห่งที่ดิน”
นักลงทุนและนักพัฒนาทุกคนต่างมองหน้ากันด้วยความงงงวย เงื่อนไขนี้ทำให้พวกเขาต้องลดผลกำไรลงอย่างมาก
“และศาลเจ้าเล็กๆ นั้น…” หลินกล่าวต่อ เสียงของเธอหนักแน่น “จะต้องมี คนดูแล และจะต้องมีการวาง ของเล่นเด็กเก่าๆ สี่ชิ้น ไว้ในนั้นเสมอ… ห้ามนำออกหรือโยนทิ้งโดยเด็ดขาด”
“คุณหลิน… นี่มันไม่ใช่วิธีทำธุรกิจนะครับ” นักลงทุนคนเดิมกล่าว
“นี่ไม่ใช่การทำธุรกิจค่ะ… นี่คือ การรักษาสัญญา” หลินตอบ “ถ้าคุณไม่ยอมรับเงื่อนไขนี้… ฉันก็ไม่ขายค่ะ ฉันจะหาผู้พัฒนาคนอื่นที่จะ เคารพ เงื่อนไขนี้”
หลังจากนั้นไม่นาน ด้วยอำนาจของการลดราคาที่ดินอย่างมาก และความต้องการที่จะหลีกเลี่ยง เรื่องอื้อฉาว เกี่ยวกับการหายตัวไปของวิศวกรใหญ่ในที่ดินผืนนั้น นักลงทุนก็ยอมตกลง
หลินได้ทำในสิ่งที่เธอทำได้แล้ว: เธอได้ให้บ้านที่สงบสุขแก่อนันต์ นัท และพีเล็ก
ฉากที่ 3: สวนสาธารณะแห่งใหม่ (หลายเดือนต่อมา)
สวนสาธารณะแห่งใหม่ถูกสร้างขึ้นอย่างสมบูรณ์แบบ มันเต็มไปด้วยต้นไม้เขียวขจีและสนามเด็กเล่นที่สวยงาม เสียงหัวเราะของเด็กๆ ดังไปทั่วบริเวณ
บ่อทรายเก่าได้กลายเป็นแปลงดอกไม้สีสันสดใส และศาลเจ้าขนาดเล็กที่ทำจากไม้ก็ถูกสร้างขึ้นอย่างเรียบง่ายที่มุมหนึ่งของสวนสาธารณะ
หลินในชุดลำลองยืนมองจากระยะไกล เธอไม่ได้เข้าไปใกล้ แต่เธอเห็น ตุ๊กตาตาบอด รถบรรทุกสีแดง ลูกแก้วสีฟ้า และ นาฬิกาข้อมือ ที่ถูกวางไว้อย่างเป็นระเบียบบนแท่นบูชาหิน
เด็กๆ วิ่งเล่นกันอย่างมีความสุข ไม่มีใครรู้ว่าใต้แปลงดอกไม้นั้นมี หินยันต์ ที่ถูกสลายไปแล้วถูกฝังอยู่ หรือมี เศียรเจ้าหญิง ที่กลายเป็น เครื่องยับยั้ง ที่คอยดูแลความสงบ
ขณะที่หลินกำลังจะเดินจากไป เธอเหลือบไปเห็น ชายวัยกลางคน ในชุดรปภ.ที่ดูเก่าๆ กำลังยืนอยู่ข้างแปลงดอกไม้ ชายคนนั้นกำลังยิ้มอย่างอ่อนโยนให้แก่เด็กๆ ที่วิ่งเล่นอยู่
ชายคนนั้นไม่ใช่อนันต์… แต่เขามี ร่องรอย ของอนันต์อยู่บนใบหน้า เขาคือ ยามรักษาความปลอดภัยคนใหม่ ของสวนสาธารณะแห่งนี้
ชายคนนั้นหันมามองหลิน แล้วพยักหน้าให้เธออย่างเป็นมิตร
หลินรู้แล้วว่าอนันต์ไม่ได้หายไปไหน เขาแค่ เปลี่ยนสถานะ
เธอเดินเข้าไปหาชายคนนั้น
“สวนสาธารณะที่สวยงามนะคะ” หลินกล่าว
“ใช่ครับ… เด็กๆ มีความสุขกันมาก” ยามคนนั้นตอบด้วยรอยยิ้มที่อบอุ่น
“คุณรู้ไหมคะว่าใครเป็นคนดูแลที่นี่?” หลินถาม
ยามคนนั้นมองไปที่ศาลเจ้าเล็กๆ แล้วตอบด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวล “ผมคิดว่า… เจ้าของบ้าน ตัวจริง… ก็ยังอยู่ที่นี่ครับ”
หลินยิ้มออกมาอย่างเข้าใจ แล้วเดินจากไปอย่างสงบ เธอได้รับ การปลดปล่อย แล้ว
ตอนจบ: ความสงบสุข
กล้องจับภาพไปยัง ศาลเจ้าเล็กๆ ที่มีของเล่นสี่ชิ้นวางอยู่ แสงแดดสาดส่องลงมาอย่างอ่อนโยน
บนพื้นทรายข้างศาลเจ้า มี รอยเท้าสามคู่ เดินออกจากศาลเจ้า แล้วเดินไปยังสนามเด็กเล่น… รอยเท้าเด็กเล็กสองคู่ และรอยเท้าผู้ใหญ่หนึ่งคู่
อนันต์ยังคงดูแลบ้านของเขา… และเขากำลังเล่นกับเพื่อนใหม่ของเขาอย่างมีความสุขตลอดไป
หนึ่งปีผ่านไป หลินไม่ได้อยู่ในกรุงเทพฯ อีกต่อไป เธอลาออกจากงานวิจัยและเริ่มต้นการเดินทางไปยังพื้นที่ชนบทต่างๆ ของประเทศไทย เธอใช้ความรู้ด้านวัฒนธรรมความเชื่อของเธอในการช่วยเหลือผู้คนจากเรื่องราวลึกลับและปรากฏการณ์เหนือธรรมชาติ
เธอทำเช่นนี้ ไม่ใช่เพื่อเงิน แต่เพื่อ ชดเชย ความผิดที่เธอรู้สึกต่ออนันต์ หลินเชื่อว่าหากเธอสามารถบรรลุความเข้าใจที่ลึกซึ้งขึ้นเกี่ยวกับพลังงานและพันธะทางจิตวิญญาณได้ เธออาจจะพบ หนทาง ที่จะปลดปล่อยอนันต์จากคำสาปแห่งความรับผิดชอบที่เขาสร้างขึ้นมาเอง
หลินมาถึงวัดเก่าแก่แห่งหนึ่งในจังหวัดทางภาคเหนือ ที่นี่มี อาจารย์ใหญ่ ผู้มีชื่อเสียงด้านการทำพิธีถอนคำสาปและการสื่อสารกับวิญญาณ อาจารย์เป็นพระสงฆ์สูงอายุที่ดูสงบเงียบแต่ดวงตาของท่านเต็มไปด้วยความรู้ที่ล้ำลึก
หลินเล่าเรื่องราวทั้งหมดของอนันต์ พีเล็ก นัท และเศียรเจ้าหญิงอย่างละเอียดให้กับอาจารย์ฟัง โดยไม่ได้ปิดบังอะไรเลย เธอบรรยายถึงการเสียสละของอนันต์และการกลายเป็น ผู้เฝ้าบ้าน โดยสมัครใจ
“อาจารย์คะ… หนูต้องทำอย่างไรถึงจะช่วยอนันต์ได้? เขาถูกกักขังด้วยความรู้สึกผิดและสัญญาที่เขาทำกับวิญญาณเหล่านั้น… สัญญาที่เกิดจากความรักและความรับผิดชอบที่ล่าช้าเกินไป” หลินถามด้วยความสิ้นหวัง
อาจารย์ใหญ่หลับตาลงอย่างสงบ ท่านนั่งนิ่งเงียบเป็นเวลานาน ท่ามกลางเสียงลมพัดผ่านกิ่งไม้ใบหญ้า
“คุณหลิน…” อาจารย์ใหญ่กล่าวด้วยน้ำเสียงที่แหบพร่า “คุณอนันต์ไม่ได้ถูกกักขังโดย พีเล็ก … เขาถูกกักขังโดย ความเข้าใจผิด ของตัวเขาเอง”
“ความเข้าใจผิดอะไรหรือคะ?”
“คุณอนันต์คิดว่า การเสียสละ คือการชดใช้… เขาคิดว่า การเฝ้าดู คือหน้าที่… แต่คุณต้องเข้าใจก่อนว่า พีเล็ก คืออะไร”
อาจารย์ใหญ่หยิบเอาลูกแก้วสีทึบลูกหนึ่งออกมาจากย่ามของท่าน “พีเล็กไม่ใช่วิญญาณชั่วร้าย เขาคือ พลังงานแห่งความเหงา ที่ถูกกักขังอยู่ในหินยันต์… และเมื่อคุณอนันต์ฝัง เศียรเจ้าหญิง เข้าไป… เขาไม่ได้ฆ่าพีเล็ก… แต่เขาได้ รวม สองพลังงานเข้าด้วยกัน… ทำให้พีเล็กและเศียรเจ้าหญิงกลายเป็น สมดุล แห่งสถานที่นั้น”
“แต่พันธะของอนันต์คืออะไรคะ?”
“พันธะของอนันต์ไม่ใช่กับพีเล็ก… แต่กับ นัท” อาจารย์ใหญ่กล่าวอย่างเคร่งขรึม “คุณจำได้ไหมว่าคุณอนันต์วาง นาฬิกาข้อมือ ไว้บนแท่นบูชา? นาฬิกานั่นคือสัญลักษณ์ของ เวลา ที่เขาไม่ได้มอบให้หลานชาย… และพีเล็กได้ใช้สัญลักษณ์นั้นในการ ยึดเหนี่ยว วิญญาณของอนันต์ไว้”
“คุณต้องเข้าใจ… พีเล็กต้องการเพื่อน… นัทต้องการลุง … และคุณอนันต์ได้มอบทั้งสองสิ่งให้แก่พวกเขาในที่สุด… พันธะนั้นคือความรัก … และไม่มีคาถาใดที่จะถอนความรักได้”
หลินรู้สึกว่าโลกของเธอพังทลายลง “ถ้าอย่างนั้น… อนันต์ก็จะไม่มีวันเป็นอิสระใช่ไหมคะ?”
“มีหนทางเดียว…” อาจารย์ใหญ่กล่าวอย่างแผ่วเบา “คุณต้องหา ของเล่นชิ้นที่ห้า ที่พีเล็กและนัทต้องการจริงๆ… ของเล่นที่สามารถ นำพาความทรงจำ ที่แท้จริงของความรักและความสุขของพวกเขามาได้”
“ของเล่นชิ้นที่ห้า?” หลินรู้สึกสับสน
“ของเล่นที่จะทำให้ พีเล็ก รู้สึกว่า เขาไม่ได้อยู่คนเดียว … และทำให้ นัท รู้สึกว่า ลุงอนันต์รักเขามากพอ … คุณต้องสร้าง ความเข้าใจใหม่ ระหว่างพวกเขา… เมื่อพันธะที่สร้างขึ้นด้วยความรักถูกเติมเต็ม… มันจะถูก ปล่อยวาง … ไม่ใช่ถูกทำลาย”
อาจารย์ใหญ่บอกให้หลินกลับไปที่สวนสาธารณะ และใช้เวลาในการ สังเกต ความสุขของเด็กๆ ที่มาเล่นที่นั่น… และสิ่งที่ขาดหายไปในศาลเจ้าเล็กๆ นั้น
ฉากที่ 5: การกลับสู่สวนสาธารณะ (ปัจจุบัน)
หลินกลับมาที่กรุงเทพฯ เธอมาเยี่ยมชมสวนสาธารณะแห่งนั้นอีกครั้ง สวนสาธารณะแห่งนี้สวยงามและเต็มไปด้วยชีวิตชีวา บ่อทรายเก่าถูกแทนที่ด้วยแปลงดอกไม้ที่สดใสอย่างที่เธอต้องการ
เธอมองไปยังศาลเจ้าเล็กๆ ชายวัยกลางคนที่ดูเหมือนอนันต์ไม่ได้อยู่ที่นั่นแล้ว มีรปภ.คนใหม่ยืนเฝ้าอยู่แทน หลินเดินเข้าไปใกล้ศาลเจ้า เธอเห็นของเล่นสี่ชิ้นวางอยู่: รถบรรทุกสีแดง, ตุ๊กตาตาบอด, ลูกแก้วสีฟ้า, และนาฬิกาข้อมือของอนันต์
หลินก้มลงดูของเล่นเหล่านั้น เธอจดจำคำพูดของอาจารย์ใหญ่: “ของเล่นที่จะทำให้พีเล็กรู้สึกว่าเขาไม่ได้อยู่คนเดียว… และทำให้นัทรู้สึกว่าลุงอนันต์รักเขามากพอ”
หลินใช้เวลาหลายชั่วโมงในการสังเกตเด็กๆ ในสวนสาธารณะ พวกเขาวิ่งเล่น หัวเราะ และแบ่งปันขนมกัน
ทันใดนั้น สายตาของเธอก็หยุดอยู่ที่เด็กชายคนหนึ่งที่กำลังนั่งเล่นอยู่คนเดียว เขาไม่ได้เล่นกับใคร แต่กำลังคุยกับบางสิ่งที่มองไม่เห็น และในมือของเขา เขาถือ กล้องถ่ายรูปโพลารอยด์ ขนาดเล็กที่ดูเก่าๆ
ปัง! ความทรงจำแล่นผ่านเข้ามาในสมองของหลิน
ภาพย้อนอดีต: อนันต์เคยบ่นให้เธอฟังเรื่อง นัท ชอบเอา กล้องโพลารอยด์ เก่าๆ ของเขาไปถ่ายรูป เพื่อนในจินตนาการ ในสวนสนุกร้างเมื่อตอนที่มันยังเปิดอยู่ อนันต์คิดว่ามันเป็นเรื่องไร้สาระ และเขาทำลายรูปถ่ายเหล่านั้นทิ้งทั้งหมด
นัทไม่ได้ต้องการของเล่นราคาแพง นัทต้องการ การมองเห็น และ การยอมรับ จากอนันต์
พีเล็กก็เช่นกัน พีเล็กต้องการ ถูกมองเห็น ในฐานะเพื่อนของนัท ไม่ใช่แค่พลังงานด้านมืด
กล้องถ่ายรูป คือ ของเล่นชิ้นที่ห้า ที่หายไป!
หลินวิ่งไปหาเด็กชายคนนั้นและขอซื้อกล้องโพลารอยด์เก่าๆ นั้นในราคาที่สูงมาก เด็กชายคนนั้นตกลงอย่างรวดเร็ว
ฉากที่ 6: การเผชิญหน้าครั้งสุดท้าย (คืนนั้น)
หลินกลับมาที่ศาลเจ้าเล็กๆ ในคืนนั้น เธอนำกล้องโพลารอยด์นั้นมาวางไว้บนแท่นบูชาข้างๆ ของเล่นสี่ชิ้น และนั่งลงรอ
ความเงียบเข้าปกคลุมอย่างรวดเร็ว ความเย็นยะเยือกที่เธอคุ้นเคยเริ่มแผ่ซ่านเข้ามา
“ใครน่ะ… มายุ่งกับของเล่นของเพล็ก!” เสียงกระซิบของพีเล็กดังขึ้นเบาๆ แต่คราวนี้ฟังดู ระแวง มากกว่าโกรธ
“นั่นไม่ใช่ของเล่น พีเล็ก… นั่นคือหลักฐาน” หลินตอบกลับอย่างมั่นคง “นี่คือ กล้องถ่ายรูป ที่นัทเคยใช้… มันคือสิ่งที่ บันทึก ความสุขของพวกแกไว้… แต่ ลุงอนันต์ ทำลายมันทิ้งไปเพราะเขา มองไม่เห็น”
หลินหยิบนาฬิกาข้อมือของอนันต์ขึ้นมา แล้วพูดกับวิญญาณของนัทที่เธอเชื่อว่าอยู่ที่นั่นด้วย
“นัท… ลุงอนันต์รักนัทมาก… เขาไม่ได้ทิ้งนัท… เขาแค่ไม่รู้ว่าจะ แสดง ความรักออกมาอย่างไร… ลุงอนันต์คิดว่าการมอบ เวลา (นาฬิกา) คือการชดใช้… แต่สิ่งที่นัทต้องการคือ ภาพถ่าย … ภาพถ่ายที่ลุงอนันต์จะ เห็น มิตรภาพของนัทและพีเล็ก”
หลินวางนาฬิกาข้อมือลงข้างๆ กล้องโพลารอยด์
ทันใดนั้น กล้องโพลารอยด์ก็เริ่ม สั่นสะเทือน และ ทำงานด้วยตัวเอง แสงแฟลชสีขาวสว่างวาบขึ้นมาอย่างรวดเร็วและต่อเนื่องถึงสามครั้ง
ภาพโพลารอยด์สามภาพถูกดีดออกมาจากตัวกล้อง หลินรีบหยิบมันขึ้นมาอย่างใจจดใจจ่อ
ภาพที่ 1: นัท กำลังหัวเราะอย่างมีความสุขกับ เงา ของเด็กชายที่นั่งอยู่ข้างๆ ในบ่อทรายเก่า
ภาพที่ 2: พีเล็ก กำลังยืนอยู่ข้างๆ อนันต์ ในชุดวิศวกรที่กำลังยิ้ม โดยที่ นัท กำลังชี้มือไปที่ทั้งสองคน
ภาพที่ 3: อนันต์ (ในชุดรปภ.) กำลังยิ้มอย่างอ่อนโยน โดยมี เงาของเด็กชายสองคน กำลังจับมือเขาไว้
ภาพสุดท้ายนี้คือ ความจริง อนันต์มีความสุขกับพันธะใหม่ของเขา เขาไม่ได้ถูกทรมาน แต่เขา ค้นพบความสงบ
“เพล็กเห็นแล้ว… ลุงอนันต์ไม่ได้โกรธเพล็ก… ลุงอนันต์มีความสุขที่ได้เล่นกับเพล็ก…” เสียงของพีเล็กดังขึ้นอย่างมีความสุขและพึงพอใจอย่างที่สุด
“ใช่ พีเล็ก” หลินตอบ “อนันต์ไม่ได้ถูกลงโทษ… เขาเป็น ผู้ปกครอง … และเขากำลังเล่นเกมที่เขารัก… เกมแห่งความรับผิดชอบและความรัก”
ทันใดนั้น แสงสีขาวอ่อนโยน ก็สาดส่องออกมาจากศาลเจ้า แสงนั้นโอบล้อมของเล่นทั้งห้าชิ้น และในแสงนั้น นาฬิกาข้อมือ ของอนันต์ก็ หายไป
เสียงกระซิบสุดท้ายที่แผ่วเบาและเป็นอิสระดังขึ้น
“ขอบคุณนะ หลิน… เพล็กจะไม่เหงาอีกแล้ว… ลุงอนันต์จะอยู่ตรงนี้…”
หลินก้มลงเก็บภาพโพลารอยด์ทั้งสามภาพไว้ในกระเป๋าของเธอ แล้วเธอก็เดินออกจากสวนสาธารณะอย่างเงียบๆ
หลายเดือนผ่านไปนับตั้งแต่คืนที่หลินได้นำ กล้องโพลารอยด์ ไปวางไว้ที่ศาลเจ้าเล็กๆ ชีวิตของหลินกลับเข้าสู่ความปกติ แต่เธอไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว เธอใช้ความรู้ที่ได้รับมาช่วยเหลือผู้คนและแก้ไขปัญหาความขัดแย้งทางจิตวิญญาณอย่างเงียบๆ
สวนสาธารณะแห่งนี้กลายเป็นสถานที่ที่สงบสุขอย่างแท้จริง เรื่องราวของสวนสนุกผีสิงได้หายไปจากความทรงจำของผู้คน มีเพียงตำนานเล่าขานถึง “ศาลเจ้าของเล่น” ที่เด็กๆ มักจะนำขนมหรือดอกไม้มาวางบูชาเสมอ
หลินได้รับจดหมายจากสำนักงานตำรวจ สารวัตรสุชาติได้สรุปคดีของอนันต์ว่าเป็นการ “หายตัวไปโดยสมัครใจอย่างมีเงื่อนงำ” และได้ทำการ โอน ทรัพย์สินที่เหลือของอนันต์ (ซึ่งเหลือเพียงบัญชีธนาคารจำนวนเล็กน้อย) ให้แก่หลินในฐานะ ผู้รับมอบอำนาจ ที่ใกล้ชิดที่สุด
ในจดหมายมี กุญแจทองเหลืองโบราณ ที่ถูกเก็บไว้ในหลักฐานของตำรวจ กุญแจที่อนันต์เคยใช้ไขทางลงสู่ห้องใต้ดิน กุญแจดอกนี้คือ สัญลักษณ์ ของการเชื่อมต่อกับสถานที่นั้น
หลินมองดูกุญแจดอกนั้น เธอรู้ว่ามันถึงเวลาที่เธอจะต้อง ปล่อยวาง พันธะสุดท้ายของเธอเอง
เธอเดินทางไปยังสวนสาธารณะในวันครบรอบหนึ่งปีของการเปิดสวนสาธารณะอย่างเป็นทางการ อากาศเย็นสบายและท้องฟ้าปลอดโปร่ง
เธอเดินตรงไปยังศาลเจ้าเล็กๆ สิ่งของทั้งห้าชิ้นยังคงอยู่ที่นั่น: รถบรรทุก, ตุ๊กตาตาบอด, ลูกแก้ว, เศียรเจ้าหญิง (ที่ถูกฝังไว้ใต้แท่นบูชา) และกล้องโพลารอยด์ หลินหยิบ กุญแจทองเหลือง นั้นขึ้นมา แล้ววางมันลงข้างๆ กล้องโพลารอยด์
“อนันต์… ฉันนำกุญแจมาคืนให้คุณแล้ว” หลินกล่าวเบาๆ “ฉันรู้ว่าคุณอยู่ที่นี่… และคุณมีความสุขแล้ว”
TWIST สุดท้าย: ลำดับการเกิด
ทันใดนั้น เสียงกระซิบที่คุ้นเคยก็ดังขึ้น แต่มันไม่ใช่เสียงของพีเล็ก… มันคือเสียงของอนันต์
“ขอบคุณนะ หลิน… ฉันเป็นอิสระแล้ว… อิสระจากความกลัวของตัวเอง”
หลินตกใจ เธอหันไปรอบๆ แต่ไม่เห็นใครเลย
“คุณเป็นอิสระแล้วเหรอคะ อนันต์?” หลินถามด้วยความตื่นเต้น
“ใช่ หลิน… เมื่อฉันวาง นาฬิกา ลงไป… ฉันมอบเวลาที่ฉันไม่เคยมีให้แก่นัท… เมื่อคุณวาง กล้อง ลงไป… ฉันได้มอบ การยอมรับ ที่ฉันไม่เคยมีให้แก่พีเล็ก… ฉันได้ชดใช้ กรรม ของฉันแล้ว”
เสียงของอนันต์หยุดลงครู่หนึ่ง แล้วกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงที่ลึกล้ำยิ่งกว่าเดิม
“แต่ความจริงที่คุณยังไม่รู้… คือ พีเล็ก และ นัท ไม่ได้อยู่กับฉันตลอดไป”
ภาพติดตาของความจริง:
หลินเห็นภาพย้อนอดีตอย่างรวดเร็ว ภาพที่ทำให้เธอแทบหยุดหายใจ:
- เมื่ออนันต์ฝังเศียรเจ้าหญิงลงไปในหินยันต์ พีเล็ก (พลังงานแห่งความเหงา) สงบลง และ ถูกดูดซับ เข้าไปในเศียรเจ้าหญิง (พลังแห่งการปกป้อง)
- เมื่อหลินนำกล้องโพลารอยด์มาวางไว้ พีเล็กได้ สร้าง ภาพสุดท้ายขึ้นมา… ภาพที่อนันต์มีความสุข… และภาพนั้นคือ การปล่อยวาง
- นัท (วิญญาณหลานชาย) ไม่เคยถูกกักขังอย่างแท้จริง นัทแค่ ไม่ยอมไป เพราะเขาเป็นห่วงอนันต์ที่กำลังเศร้าโศกเสียใจ
“นัท… ได้ไปอยู่กับครอบครัวของเขาแล้ว… ตั้งแต่คืนนั้นที่ฉันทำลายม้าหมุน… พีเล็กเป็นคนพาเขาไป… พีเล็กแค่ต้องการให้ฉัน เชื่อ ว่าพวกเขายังอยู่ที่นี่… เพื่อให้ฉัน มีความหวัง”
อนันต์ใช้การเสียสละของตัวเองเป็น เกราะกำบัง เพื่อให้วิญญาณเด็กทั้งสองดวงสามารถไปสู่สุคติได้อย่างสงบ เขาไม่ได้ถูกกักขัง แต่เขา เลือก ที่จะอยู่เป็น ผี เฝ้าสวนสาธารณะ เพื่อให้ภารกิจของเขาเสร็จสมบูรณ์
“แล้วคุณอนันต์ล่ะคะ? คุณเป็นอะไร? คุณเป็นอิสระแล้วใช่ไหม?”
เสียงของอนันต์ตอบกลับด้วยเสียงหัวเราะที่อบอุ่นและเป็นอิสระอย่างแท้จริง
“ฉันเป็นอิสระแล้ว หลิน… เมื่อฉันรู้ว่านัทกับพีเล็กไปอย่างสงบแล้ว… ฉันก็ไม่ต้อง เฝ้าดู พวกเขาอีกต่อไป… การเฝ้าดูคือความรับผิดชอบสุดท้ายของฉัน”
“ฉันได้พบหนทางที่จะ ปลดปล่อย ตัวเองจาก ความรู้สึกผิด… การมอบกุญแจให้คุณวันนี้… คือการ มอบสิทธิ์ในการจัดการสถานที่นี้ คืนให้แก่โลกภายนอก”
กล้องจับภาพไปยัง กุญแจทองเหลือง ที่วางอยู่บนแท่นบูชา… มัน สั่นสะเทือน และ หายไป อย่างช้าๆ ราวกับควันจางๆ
ฉากที่ 8: การเดินทางครั้งสุดท้าย
หลินเดินกลับไปที่รถของเธอ เธอเปิดประตูรถและนั่งลง เธอหยิบ ภาพโพลารอยด์ทั้งสามภาพ ที่เป็นหลักฐานของมิตรภาพและความสุขออกมาดู
บนภาพที่ 3 (อนันต์กำลังยิ้ม โดยมีเงาของเด็กชายสองคนจับมือเขา) เงาของเด็กชายทั้งสอง ค่อยๆ จางหายไป อย่างช้าๆ เหลือไว้เพียง เงาของอนันต์ ที่ยืนอยู่คนเดียว
อนันต์เป็นอิสระแล้ว
หลินสตาร์ทรถและขับออกจากสวนสาธารณะอย่างช้าๆ เธอไม่ได้มองกลับไปอีกแล้ว
แต่ ในกระจกมองหลังของรถ ภาพของ สวนสาธารณะ ที่กำลังจะลับหายไปจากสายตา
ที่ประตูทางเข้าสวนสาธารณะ ชายวัยกลางคน ในชุดรปภ.ที่หลินเคยเห็น (อนันต์) กำลังยืนอยู่ เขายืนมองรถของหลินขับออกไปจนลับตา
เขาไม่ได้ยิ้มอย่างอ่อนโยนเหมือนครั้งก่อน รอยยิ้มของเขาคือรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความพึงพอใจอย่างที่สุด
เขาหยิบเอา นาฬิกาข้อมือ ที่หายไปเมื่อครู่ขึ้นมาสวมใส่ที่ข้อมืออีกครั้ง
อนันต์ไม่ได้เป็นผีที่ถูกกักขัง เขาเป็น ผู้ดูแล ที่ได้เลือก อาชีพ นี้ด้วยตัวเอง
เขาได้พบความสงบใน การอยู่ และ การเฝ้าดู และ การรับผิดชอบ ต่อความปลอดภัยและความสุขของเด็กๆ ทุกคนที่มาเล่นที่นี่แทนลูกชายและหลานชายของเขา
อนันต์ไม่เคยออกไปไหน เพราะเขาไม่ต้องการไปไหนอีกแล้ว
เขากำลังเล่นเกม “ชีวิต” ที่เขาเคยหลีกเลี่ยง… เกมแห่งการใส่ใจ
ภาพสุดท้าย: อนันต์เดินกลับไปยังศาลเจ้าเล็กๆ เขาหยิบ รถบรรทุกสีแดง ขึ้นมา แล้วเดินไปยังแปลงดอกไม้ (บ่อทรายเก่า) แล้วเริ่ม “เล่น” กับรถบรรทุกนั้นอย่างเงียบๆ
เสียงหัวเราะของเด็กๆ ที่กำลังเล่นชิงช้าสวรรค์ดังเข้ามาในหูของเขา
อนันต์มีความสุข