รอยเลือดบนกำแพง: คำสาปสุโขทัย
คืนนั้นอากาศเย็นจัดจนความชื้นเกาะเป็นเม็ดน้ำค้างบนพื้นหินนิรันดร์นั่งอยู่บนรถกระบะเก่าๆ จ้องมองไปยังกำแพงศิลาด้านหลังวัดมหาธาตุความมืดสนิทกลืนกินทุกสิ่งเว้นแต่แสงจันทร์สีเงินที่สาดกระทบให้เห็นผิวหินตะปุ่มตะป่ำเขาอยู่ที่นี่มาสามคืนแล้วหลังจากผู้ดูแลคนสุดท้ายกลับบ้านไปความหลงใหลของเขาไม่ใช่ลายสลักอันวิจิตรแต่เป็นสิ่งที่ไม่มีใครสนใจสิ่งที่นักโบราณคดีรุ่นก่อนสรุปว่าเป็นเพียงริ้วรอยตามธรรมชาติหรือความเสียหายจากกาลเวลา
นิรันดร์หยิบไฟฉายพลังสูงขึ้นมากระแสแสงส่องเจาะความมืดมิดเผยให้เห็นความผิดปกตินับพันบนผิวหินมันไม่ใช่รอยแตกแต่เป็นร่องตื้นๆ ที่ดูคล้ายกับการถูกกดด้วยแรงมหาศาลเขาค่อยๆ ลากนิ้วไปตามร่องรอยเหล่านั้นความรู้สึกที่ได้คือความแข็งกระด้างและเย็นเฉียบนิรันดร์ใช้กล้องจุลทรรศน์แบบพกพาส่องดูใกล้ๆ ภายใต้กำลังขยายสูงเขาเห็นโครงสร้างที่ละเอียดอ่อนบางอย่างที่ฝังลึกอยู่ในเนื้อหินมันมีสีน้ำตาลเข้มเกือบดำบางจุดมีสีแดงเรื่อๆ ซึ่งไม่น่าจะเป็นแร่ธาตุตามธรรมชาติมันดูเหมือน…ผิวหนังและเลือดแห้งกรัง
เขาจำคำพูดของครูสักได้ผู้เฒ่าที่ดูแลบริเวณนี้มาหลายสิบปีครูสักพูดด้วยเสียงแหบพร่าและหนักแน่นว่า”อย่าแตะต้องกำแพงนั้นมันไม่ใช่หินมันคือคำสาบาน”นิรันดร์ในฐานะนักวิทยาศาสตร์หัวเราะในลำคอต่อคำเตือนนั้นแต่ตอนนี้เขากลับรู้สึกเย็นวาบที่สันหลังความรู้สึกนี้ไม่ใช่ความกลัวผีแต่เป็นความกลัวต่อความจริงที่กำลังจะถูกเปิดเผยเขาต้องการความถูกต้องทางประวัติศาสตร์เขาต้องการพิสูจน์ว่าโลกได้มองข้ามสิ่งสำคัญที่สุดของสุโขทัยไป
วันรุ่งขึ้นนิรันดร์จัดเตรียมตัวอย่างหินเล็กๆ พร้อมเศษอินทรียวัตถุที่เขาขูดได้ส่งไปยังห้องปฏิบัติการที่เชื่อถือได้ในกรุงเทพฯเขาต้องการหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ก่อนที่เรื่องนี้จะรั่วไหลออกไปสู่สาธารณะและถูกตีความผิดๆนิรันดร์รู้ดีว่าสังคมต้องการเรื่องราวที่น่าตื่นเต้นมากกว่าข้อเท็จจริงที่ซับซ้อนและนั่นทำให้เขาต้องพบกับแพรวแพรวเป็นนักข่าวสายสืบสวนอิสระที่มีชื่อเสียงด้านความไม่ประนีประนอมและความสามารถในการเข้าถึงข้อมูลลึกๆเขาไม่ชอบวิธีการของเธอที่เน้นการสร้างความแตกตื่นแต่เขาต้องการกระบอกเสียงที่มีอำนาจ
การพบกันครั้งแรกเป็นไปอย่างตึงเครียดในร้านกาแฟเล็กๆ แพรวมองนิรันดร์ด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความสงสัยและเหยียดหยามเล็กน้อย”คุณหมอนิรันดร์คุณบอกว่าคุณค้นพบร่องรอยของมนุษย์ที่ถูกฝังไว้ในกำแพงอายุเจ็ดร้อยปีฟังดูเหมือนพล็อตเรื่องหนังสยองขวัญชั้นสองนะคะ”แพรวพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่คมกริบ
นิรันดร์กุมมือที่เย็นชื้นของตัวเองไว้บนโต๊ะ”ผมไม่ได้บอกว่ามันเป็นเรื่องเหนือธรรมชาติคุณแพรวผมบอกว่ามันเป็นหลักฐานทางโบราณคดีที่ถูกละเลยที่บ่งชี้ถึงความโหดร้ายที่คาดไม่ถึงและพิธีกรรมที่น่าสะพรึงกลัวในช่วงต้นของอาณาจักรนี่คือชิ้นส่วนของผิวหนังและเลือดที่ติดอยู่ในหิน”เขาเปิดภาพถ่ายความละเอียดสูงของร่องรอยนั้นให้เธอดูร่องรอยที่ดูคล้ายนิ้วมือที่บิดเบี้ยวและเกร็งค้างในหิน
แพรวเงียบไปครู่หนึ่งสายตาของเธอจับจ้องอยู่ที่ภาพนั้นเธอเป็นคนที่มีเหตุผลและไม่เชื่อเรื่องงมงายแต่ภาพเหล่านั้นมีความจริงจังบางอย่างที่ทำให้เธอหยุดคิด”คุณต้องการให้ฉันทำอะไรกับมันคะเงินทุนวิจัยหรือพื้นที่ข่าว”เธอกลับมาเป็นมืออาชีพอีกครั้ง”ผมต้องการทั้งสองอย่างและผมต้องการให้คุณสัญญาว่าจะไม่บิดเบือนข้อเท็จจริงผมกำลังสืบสวนเรื่องการสังเวยเหยื่อที่ไม่ใช่แค่การประหารชีวิตธรรมดา”นิรันดร์ตอบ
ความร่วมมือที่ไม่เต็มใจจึงเริ่มต้นขึ้นแพรวเริ่มศึกษาตำนานท้องถิ่นอย่างลึกซึ้งขึ้นเธอพบเรื่องเล่าที่ถูกเลือนหายไปเกี่ยวกับนักโทษที่ไม่ได้ถูกประหารชีวิตด้วยดาบแต่ถูก ‘ผูกติด’ ไว้กับกำแพงขณะที่ปูนยังไม่แห้งเพื่อใช้เป็นโล่กำบังวิญญาณPrachuen Khamphra (คำสาปานขังวิญญาณ) คือชื่อที่ถูกเรียกขานเธอรู้สึกเย็นวาบเมื่อค้นพบว่าคำสาปานนี้ถูกใช้เพื่อ ‘ล็อก’ ความกลัวและพลังงานลบไว้ที่กำแพงเพื่อสร้าง ‘เกราะป้องกัน’ ทางจิตวิญญาณให้กับเมือง
ในคืนที่สี่นิรันดร์พาแพรวไปที่กำแพงจริงภายใต้แสงจันทร์และไฟฉายของเขาความเงียบของสุโขทัยยามค่ำคืนนั้นกดดันจนได้ยินเสียงหัวใจเต้นของตัวเองเมื่อแพรวแตะร่องรอยนิ้วมือนั้นเธอสัมผัสได้ถึงความเย็นที่ผิดธรรมชาติและรู้สึกเหมือนได้ยินเสียงกระซิบแผ่วเบาที่ไม่เป็นภาษาเธอกลืนน้ำลายลงคอและถ่ายภาพซูมทุกรายละเอียดด้วยกล้องมืออาชีพของเธอจู่ๆ ไฟฉายของนิรันดร์ก็ดับลงและแบตเตอรี่ที่เพิ่งเปลี่ยนใหม่ก็หมดลงอย่างไม่มีเหตุผล
ในความมืดมิดนั้นแพรวรู้สึกเหมือนมีบางอย่างเคลื่อนไหวที่ขอบการมองเห็นของเธอเธอเห็นเงาเล็กๆ สะท้อนกลับมาบนผิวหินที่ชื้นแฉะเธอคิดว่ามันเป็นเพียงแสงจันทร์ที่หักเหแต่เมื่อนิรันดร์เปิดไฟฉายสำรองได้สำเร็จเธอก็ชี้ไปที่จุดหนึ่งบนหิน”เมื่อกี้ฉันเห็น…”เธอยังพูดไม่จบประโยคนิรันดร์ก็มองเห็นสิ่งเดียวกันร่องรอยนิ้วมืออันหนึ่งมีรอยเปื้อนสีแดงก่ำคล้ายเลือดที่เพิ่งหยดลงไปใหม่ๆมันวาววับและเปียกชื้นราวกับเพิ่งเกิดขึ้นเดี๋ยวนี้
นิรันดร์เข้าใกล้และเอื้อมมือไปแตะด้วยความระมัดระวังแต่เมื่อนิ้วของเขาสัมผัสกับพื้นผิวหินความชื้นและสีแดงนั้นก็หายไปอย่างสมบูรณ์ราวกับภาพลวงตานิรันดร์และแพรวหันมามองหน้ากันด้วยความรู้สึกที่ผสมปนเปกันระหว่างความกลัวและความตื่นเต้นความกลัวต่อสิ่งที่มองไม่เห็นและความตื่นเต้นต่อหลักฐานที่ไม่อาจปฏิเสธได้ถึงการมีอยู่ของบางสิ่งที่ไม่ใช่แค่ประวัติศาสตร์ที่ตายแล้ว คำสาปกำลังตื่นขึ้นมา นิรันดร์รู้ว่าเขาได้ก้าวข้ามเส้นแบ่งระหว่างการศึกษาทางวิทยาศาสตร์กับการเปิดประตูสู่สิ่งลี้ลับไปแล้วเขาตัดสินใจแน่วแน่ว่าจะต้องตามหาความจริงเบื้องหลังรอยเลือดเหล่านี้ให้ได้ไม่ว่าจะต้องแลกด้วยอะไรก็ตาม
เหตุการณ์คืนนั้นกลายเป็นจุดเปลี่ยนความสัมพันธ์ระหว่างนิรันดร์กับแพรวความสงสัยของนักข่าวสาวถูกแทนที่ด้วยความประหลาดใจและความอยากรู้ที่ไม่ธรรมดาเธอยังคงพยายามหาคำอธิบายทางวิทยาศาสตร์ให้กับปรากฏการณ์ของเหลวสีแดงที่หายไปในพริบตาแต่ลึกๆ ในใจเธอรู้ว่ามันเป็นมากกว่าแค่การหักเหของแสง”คุณเชื่อเรื่องผีไหม”แพรวถามนิรันดร์ในเช้าวันต่อมาขณะที่พวกเขานั่งอยู่ในรถกระบะเก่าๆ ริมทาง
นิรันดร์กำลังจ้องมองผลการวิเคราะห์ทางนิติวิทยาศาสตร์เบื้องต้นจากกรุงเทพฯเขาเงยหน้าขึ้นอย่างช้าๆ”ผมเชื่อในพลังงานที่ถูกสะสมพลังงานแห่งความเจ็บปวดและความหวาดกลัวที่ถูกอัดแน่นอยู่ในวัตถุทางกายภาพและสารอินทรีย์ที่เราส่งไปนี่คือตัวอย่างผิวหนังและเม็ดเลือดแดงมันเก่าแก่มากจนแทบจะกลายเป็นแร่ธาตุไปแล้วแต่ที่น่าตกใจคือมันมาจากหลายร้อยคน“เขาเน้นคำว่าหลายร้อยคนเสียงต่ำ
แพรวเงียบไปครู่ใหญ่หลายร้อยคนไม่ใช่แค่การประหารชีวิตหมู่คณะแต่มันคือการสังหารหมู่ที่ถูกทำให้เป็นพิธีกรรมเธอเริ่มค้นคว้าอย่างจริงจังเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ลับของอาณาจักรสุโขทัยเธอพบข้อมูลที่ถูกลบไปจากบันทึกทางการระบุว่ากษัตริย์ในยุคนั้นมีที่ปรึกษาที่เป็นนักไสยศาสตร์ที่เชื่อในการสร้างเกราะป้องกันเมืองด้วย ‘วิญญาณแห่งความกลัว’เพื่อขับไล่ภัยพิบัติและศัตรู
ความร่วมมือของทั้งสองเริ่มเข้าถึงครูสักชายชราผู้ดูแลสถานที่ครูสักยังคงปฏิเสธที่จะให้ความร่วมมืออย่างแข็งขัน”ความสงบสุขนี้แลกมาด้วยราคาที่สูงมากเด็กๆ”ครูสักพูดด้วยน้ำเสียงที่เหนื่อยล้า”การปลุกความจริงขึ้นมาก็เหมือนการเปิดประตูคุกให้วิญญาณที่เกรี้ยวกราดพวกเขายังคงรอคอยการชดใช้”นิรันดร์รู้สึกถึงความเจ็บปวดในสายตาของครูสักมันไม่ใช่ความกลัวแต่เป็นความรู้สึกผิดและภาระ
นิรันดร์เริ่มฝันถึงกำแพงคืนแล้วคืนเล่าในความฝันเขาไม่ได้เห็นผีแต่เขาได้ยินเสียงกรีดร้องที่ยาวนานและสิ้นหวังเขาเห็นมือที่พยายามตะเกียกตะกายออกจากปูนที่เปียกชื้นเขาเห็นใบหน้าของคนเหล่านั้นที่ถูกบังคับให้ยืนพิงกำแพงมือถูกกดลงบนปูนจนเนื้อหนังติดกับหิน ความรู้สึกเจ็บปวดนั้นรุนแรงจนเขาตื่นขึ้นมาพร้อมกับรอยเล็บที่ข้อมือของตัวเอง
วันหนึ่งขณะที่นิรันดร์กำลังตรวจสอบหินใต้กำแพงอย่างละเอียดเขาพบกล่องหินขนาดเล็กที่ถูกซ่อนไว้ใต้ฐานรากอย่างแนบเนียนภายในกล่องมีม้วนกระดาษใบลานที่ถูกเก็บรักษาไว้เป็นอย่างดีเมื่อนิรันดร์และแพรวถอดรหัสอักษรโบราณได้พวกเขาก็พบกับสิ่งที่ยืนยันความกลัวที่เลวร้ายที่สุดมันคือบันทึกส่วนตัวของผู้ที่ถูกเรียกว่า ‘ผู้บวงสรวง’
บันทึกนั้นบรรยายถึงพิธีกรรม “Prachuen Khamphra” อย่างละเอียดมันไม่ใช่แค่เรื่องการเมืองหรือการสงครามมันเป็นเรื่องของความกลัวที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อคงอำนาจกษัตริย์สั่งให้สังเวยผู้บริสุทธิ์ที่ไม่มีทางสู้เพื่อสร้างพลังงานบริสุทธิ์ที่เต็มไปด้วยความคับแค้นจิตวิญญาณของพวกเขาถูก ‘ล็อค’ ด้วยคาถาที่ซับซ้อนเพื่อให้กำแพงศิลาเป็น ‘ที่กักขัง’ นิรันดร์อ่านเจอประโยคหนึ่งที่ทำให้หัวใจเขาชาไปหมด: “ข้าขอวิงวอนต่อฟ้าดินว่าอย่าให้บุตรหลานของข้าต้องแบกรับบาปนี้เลย”
แพรวใช้ความสามารถในการสืบสวนของเธอติดตามแหล่งที่มาของกระดาษใบลานเธอค้นพบว่ามันเชื่อมโยงกับสายเลือดของครูสักครูสักไม่ได้เป็นเพียงผู้ดูแลเขาเป็นทายาทของหนึ่งในผู้ที่ต้องรับผิดชอบในการทำพิธีนี้แต่ไม่ใช่ด้วยความเต็มใจบรรพบุรุษของครูสักถูกบังคับให้ทำเช่นนั้นเพื่อรักษาชีวิตของครอบครัวตัวเองมันคือวงจรของความรุนแรงและการบีบบังคับ
ความจริงนี้ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างนิรันดร์กับครูสักเปลี่ยนไปนิรันดร์เริ่มเห็นความขัดแย้งภายในใจของชายชราคนนี้ความภักดีต่อบรรพบุรุษผู้บีบบังคับและความเจ็บปวดต่อวิญญาณที่ถูกจองจำครูสักสารภาพอย่างขมขื่นว่า”ปู่ย่าตายายของฉันถูกสั่งให้ดูแลสถานที่นี้เพื่อไม่ให้มีใครมารบกวนวิญญาณที่กำลังหลับใหลแต่ฉันรู้ว่าพวกเขาไม่ได้หลับพวกเขาเพียงแค่รอคอย… รอคอยที่จะให้ใครสักคนปลดปล่อยพวกเขา”
ในขณะที่นิรันดร์กำลังจมอยู่กับความจริงที่เจ็บปวดแพรวได้รับโทรศัพท์จากแหล่งข่าวที่ไม่เปิดเผยตัวตนเกี่ยวกับนักการเมืองคนสำคัญคนหนึ่งชื่อ **ท่านสมบัติ (Sombat)**ผู้ซึ่งเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินผืนใหญ่ที่อยู่ติดกับกำแพงและกำลังผลักดันโครงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ขนาดใหญ่แหล่งข่าวระบุว่าท่านสมบัติเป็นลูกหลานโดยตรงของราชวงศ์โบราณที่ทำการสังเวยนั้นและเขาต้องการทำลายกำแพงนี้เพื่อลบหลักฐานทั้งหมด
ข้อมูลนี้เป็นเหมือนฟ้าผ่าลงกลางใจทั้งสองคนมันไม่ใช่แค่เรื่องประวัติศาสตร์แต่มันคือการต่อสู้กับอำนาจในปัจจุบันที่ต้องการปิดบัง ‘บาป’ ของบรรพบุรุษนิรันดร์ตระหนักว่าการค้นพบของเขาไม่ได้ทำให้เขาได้ชื่อเสียงแต่กำลังพาเขาไปสู่ความขัดแย้งที่อาจถึงแก่ชีวิต
จุดแตกหัก: นิรันดร์ได้รับโทรสารจากห้องแล็บหลักฐานยืนยัน DNA ของมนุษย์โบราณหลายร้อยคนและผลการวิเคราะห์ธาตุโลหะหนักที่พบบนกำแพงนั้นเข้ากันได้กับโลหะที่ใช้ในการสร้างอาวุธในช่วงเวลานั้นหมายความว่าผู้เคราะห์ร้ายถูกฆ่าและถูกทำให้เป็นกำแพงในเวลาเดียวกันความโหดร้ายนี้รุนแรงกว่าที่เขาคิดไว้มากนัก
คืนนั้นขณะที่เขากลับไปที่กำแพงอีกครั้งนิรันดร์มองไปที่ร่องรอยนิ้วมือในความมืดเขาเอื้อมมือไปใกล้แต่ไม่ได้แตะมันเขารู้สึกได้ถึงแรงดึงดูดของความเจ็บปวดและเสียงกระซิบที่ดูเหมือนจะเรียกชื่อเขาซ้ำๆเขาต้องตัดสินใจแล้วว่าจะถอยกลับไปเขียนรายงานทางวิชาการที่ปลอดภัยหรือจะเสี่ยงทุกอย่างเพื่อเปิดโปงความจริงที่ชั่วร้ายที่ฝังลึกอยู่ในประวัติศาสตร์และปัจจุบัน
โทรสารจากห้องแล็บที่กรุงเทพฯ เป็นเสมือนคำพิพากษาสำหรับนิรันดร์มันยืนยันอย่างเป็นทางการถึงการสังหารโหดที่ฝังอยู่ในกำแพงหลายร้อยชีวิตถูกบังคับให้เป็นเครื่องบูชาเพื่อความอยู่รอดของอาณาจักรความกระหายที่จะได้รับความยอมรับทางวิชาการของเขาได้มลายหายไปสิ้นเหลือไว้เพียงความรู้สึกผิดชอบชั่วดีที่แผดเผาเขาเดินไปมาในห้องพักเก่าๆ ของโรงแรมสุโขทัยราวกับคนบ้าในมือเขามีกระดาษใบลานโบราณและผลการตรวจดีเอ็นเอที่ทันสมัยที่สุด
แพรวโทรมาด้วยเสียงที่เต็มไปด้วยความเร่งรีบและความตื่นตระหนก”คุณนิรันดร์ฉันพบหลักฐานว่าท่านสมบัติมีนัดประชุมลับเพื่อเซ็นอนุมัติการพัฒนาที่ดินซึ่งหมายถึงการทำลายพื้นที่รอบกำแพงภายในสัปดาห์หน้าเราเหลือเวลาน้อยมาก”เธอเล่าอย่างรวดเร็วถึงเครือข่ายอำนาจของท่านสมบัติและการติดสินบนเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นเพื่อเร่งรัดกระบวนการ”พวกเขาต้องการทำลายมันก่อนที่เรื่องราวจะดังขึ้น”
นิรันดร์รู้ดีว่าการต่อสู้กับคนที่มีอำนาจขนาดท่านสมบัติเป็นเรื่องที่อันตรายถึงชีวิตมันไม่ใช่แค่เรื่องการรักษาโบราณสถานแต่เป็นการเปิดโปงอาชญากรรมทางประวัติศาสตร์ที่เชื่อมโยงถึงผู้มีอำนาจในปัจจุบันเขามองไปที่ภาพถ่ายของร่องรอยนิ้วมือที่บิดเบี้ยวเหล่านั้นแล้วรู้สึกถึงแรงกดดันมหาศาลหากเขาถอยเขาก็จะทรยศต่อวิญญาณที่ถูกจองจำเหล่านั้นแต่ถ้าเขาสู้เขาอาจจะสูญเสียทุกอย่างแม้กระทั่งชีวิต
เขาตัดสินใจไปพบครูสักอีกครั้งในตอนพลบค่ำครูสักกำลังกวาดลานวัดด้วยท่าทีที่สงบแต่แฝวไปด้วยความเศร้าเมื่อได้ยินแผนการของท่านสมบัติครูสักก็หยุดมือลงทันทีดวงตาของเขาวาวโรจน์ด้วยความโกรธและความเจ็บปวด”พวกเขายังไม่พอใจอีกหรือพวกเขาจะยังขังพวกเราไว้แม้กระทั่งหลังความตาย”ครูสักก้มหน้าลงซ่อนน้ำตาที่ไหลออกมา”พวกเขาไม่เคยเรียนรู้จากบาปของบรรพบุรุษเลย”
นิรันดร์นั่งลงข้างครูสักบนบันไดหินที่เย็นเฉียบ”ผมเข้าใจความเจ็บปวดของคุณครูสักผมรู้ว่าบรรพบุรุษของคุณเป็นผู้ถูกบีบบังคับให้ทำพิธีนี้แต่ถ้ากำแพงนี้ถูกทำลายวิญญาณเหล่านั้นจะไม่มีวันได้รับการปลดปล่อยพวกเขาจะกลายเป็นความแค้นที่ไม่มีที่ไป”เขายื่นมือไปจับมือที่หยาบกร้านของชายชรา”เราต้องเปิดเผยความจริงนี้ถึงแม้จะเป็นความจริงที่น่ากลัวที่สุดก็ตาม”
ครูสักเงียบไปนานเมื่อเขามองดวงตาของนิรันดร์ที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่นเขาก็เห็นภาพบรรพบุรุษของตนเองที่ต้องทรมานภายใต้คำสั่งของกษัตริย์ในที่สุดเขาก็ถอนหายใจยาวเป็นการตัดสินใจที่หนักหน่วงที่สุดในชีวิต”มีบางอย่างที่ข้ายังไม่ได้บอกพวกเจ้ามันเป็นส่วนที่สำคัญที่สุดของคำสาบาน”ครูสักกระซิบเสียงต่ำราวกับกลัวว่ากำแพงจะได้ยิน”เมื่อพิธีเสร็จสิ้นคนในราชวงศ์ต้องสละเลือดส่วนหนึ่งเพื่อปิดผนึกคำสาบานถ้าเลือดนั้นถูกล้างออกด้วยเลือดอื่นคำสาบานจะถูกทำลาย“
ข้อมูลใหม่นี้เป็นเหมือนจิ๊กซอว์ตัวสุดท้ายนิรันดร์ตระหนักว่ารอยเลือดใหม่ที่เขาเห็นเมื่อคืนนั้นไม่ใช่ภาพหลอนแต่มันคือการ ‘ตื่นตัว’ ของคำสาบานเมื่อมีคนพยายามทำลายมันวิญญาณเหล่านั้นกำลังส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือหรืออาจจะพยายามโจมตีผู้ที่รบกวนพวกเขา
เขาติดต่อแพรวทันที”เรามีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์และประวัติศาสตร์แล้วตอนนี้เราต้องสร้างแรงกระแทกทางจิตวิญญาณ“นิรันดร์บอกเธอถึงแผนการที่บ้าบิ่นของเขา”เราจะต้องกลับไปที่กำแพงคืนนี้เพื่อสร้างข่าวที่ดังพอจะหยุดท่านสมบัติให้ได้”
แพรวลังเล”คุณหมายถึงการเล่นกับเรื่องเหนือธรรมชาติเหรอคุณนิรันดร์”นิรันดร์ตอบอย่างหนักแน่น”ผมหมายถึงการใช้ความกลัวของมนุษย์ให้เป็นประโยชน์ท่านสมบัติกลัวการเปิดโปงมากกว่าวิญญาณแต่ถ้าเราเชื่อมโยงการทำลายกำแพงกับการปลุกวิญญาณร้ายเขาก็จะหยุด”
การตัดสินใจขั้นสุดท้าย: นิรันดร์และแพรวตัดสินใจที่จะไม่ตีพิมพ์รายงานทางวิชาการก่อนแต่จะจัดฉากการถ่ายทำลับๆ ที่กำแพงในคืนนั้นโดยมีครูสักเป็นพยานพวกเขาจะใช้วิธีการที่ครูสักบอกเพื่อพยายามสื่อสารกับวิญญาณและบันทึกปฏิกิริยาของกำแพงเอาไว้มันคือการพนันที่อันตรายมากที่สุด
ในคืนนั้นท้องฟ้ามืดมิดไร้ดวงดาวเมื่อทั้งสามคนมาถึงกำแพงศิลาแพรวติดตั้งกล้องถ่ายวิดีโออินฟราเรดเพื่อจับภาพทุกความผิดปกตินิรันดร์เดินไปที่จุดที่เขามั่นใจว่าเป็นรอยนิ้วมือของ ‘ผู้บวงสรวง’ ที่ถูกบังคับคนนั้นเขาหยิบมีดเล็กๆ ออกมาและกรีดนิ้วของตัวเองให้มีเลือดไหลซิบๆ
“ทำไมคุณต้องทำแบบนั้น”แพรวพูดด้วยความตกใจ”เพื่อเป็นการขอโทษและเป็นการปลดปล่อย”นิรันดร์ตอบด้วยเสียงแผ่วเบาเขาแตะเลือดของตัวเองลงบนรอยนิ้วมือเก่าแก่บนกำแพงทันใดนั้น แสงสีแดงเรื่อๆ ก็ส่องออกมาจากรอยร่องนิ้วมือนับพันทั่วทั้งกำแพงกำแพงศิลาเย็นเฉียบกลับสั่นสะเทือนเล็กน้อยและเสียงกระซิบที่เคยแผ่วเบาในความฝันของนิรันดร์ก็กลายเป็นเสียงร้องโหยหวนที่ก้องอยู่ในอากาศ กล้องของแพรวบันทึกภาพทุกอย่าง
นี่คือจุดสิ้นสุดของจุดเริ่มต้นการสั่นสะเทือนทางกายภาพและจิตวิญญาณได้เริ่มขึ้นแล้ว
แสงสีแดงเรื่อที่พวยพุ่งออกมาจากร่องรอยนิ้วมือโบราณบนกำแพงนั้นสลักลึกเข้าไปในจิตใจของทุกคนมันไม่ใช่แค่ปรากฏการณ์ทางแสงแต่มันคือการปะทุของความเจ็บปวดที่ถูกเก็บกดมานานหลายศตวรรษนิรันดร์ถอยห่างจากกำแพงด้วยร่างกายที่สั่นเทิ้มเลือดจากนิ้วที่กรีดของเขายังคงไหลซึมลงสู่พื้นดินแต่ความเจ็บปวดทางกายเทียบไม่ได้กับความรู้สึกที่ถาโถมเข้ามาในจิตใจเขา”เสียง… เสียงเหล่านั้น”เขาพึมพำ
แพรวซึ่งเป็นคนที่มีเหตุผลและไม่เชื่อเรื่องงมงายกำลังดูภาพในกล้องวิดีโอของตัวเองอย่างไม่เชื่อสายตาภาพที่บันทึกความผิดปกติทางแสงและเสียงกรีดร้องที่ถูกกรองให้ชัดเจนขึ้นเป็นหลักฐานที่น่ากลัวที่สุดที่เธอเคยได้มาเธอรู้ว่านี่ไม่ใช่แค่เรื่องข่าวแต่มันคือเรื่องที่จะสั่นสะเทือนรากฐานของความเชื่อและอำนาจในประเทศนี้”เราต้องเผยแพร่สิ่งนี้ทันทีคุณนิรันดร์”เธอกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เด็ดขาด
ครูสักนั่งคุกเข่าอยู่ข้างกำแพงน้ำตาของเขาไหลอาบแก้มเขาไม่ได้ร้องไห้ด้วยความกลัวแต่ร้องไห้ด้วยความเห็นใจ”พวกเขาตื่นแล้วพวกเขาตอบรับแล้ว”เขาพึมพำด้วยความโล่งอกปนเศร้า”แต่การปลุกพวกเขาขึ้นมาก็จะนำพาความโกรธแค้นของผู้มีอำนาจมาด้วยเช่นกัน”
ในเช้าวันรุ่งขึ้นแพรวพยายามหาช่องทางเผยแพร่วิดีโอนั้นแต่มันไม่ง่ายอย่างที่คิดสำนักข่าวใหญ่ในประเทศปฏิเสธที่จะลงเรื่องนี้ด้วยเหตุผลที่คลุมเครือว่า ‘ไม่สามารถตรวจสอบความน่าเชื่อถือได้’ในความเป็นจริงแล้วทุกคนกลัวอำนาจมืดของท่านสมบัติที่อยู่เบื้องหลังการเมืองแพรวตัดสินใจโพสต์วิดีโอสั้นๆ ความยาวหนึ่งนาทีลงบนช่องทางโซเชียลมีเดียที่เธอเคยใช้เผยแพร่การสืบสวนเล็กๆ น้อยๆ พร้อมคำบรรยายสั้นๆ: “กำแพงสุโขทัยกรีดร้อง”
ผลที่ตามมาคือความวุ่นวายวิดีโอนั้นแพร่กระจายอย่างรวดเร็วเป็นประเด็นร้อนแรงในวงการโซเชียลมีเดียหลายคนมองว่าเป็นเรื่องล้อเล่นหรือการตัดต่อที่แยบยลแต่ความตึงเครียดที่แท้จริงกลับเกิดขึ้นในแวดวงการเมืองและธุรกิจโครงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ของท่านสมบัติถูกระงับชั่วคราวด้วยคำสั่งจากหน่วยงานรัฐที่อ้างถึง ‘การตรวจสอบทางสิ่งแวดล้อม’ แต่ทุกคนรู้ดีว่ามันเป็นข้ออ้าง
นิรันดร์กลับไปที่กำแพงในเวลากลางวันเขาต้องการสำรวจความเปลี่ยนแปลงทางกายภาพที่อาจเกิดขึ้นจากการตอบสนองของกำแพงแต่สิ่งที่เขาพบคือเจ้าหน้าที่จากกรมศิลปากรและเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยในเครื่องแบบที่ไม่คุ้นเคยกำลังเฝ้าบริเวณอย่างเข้มงวดเขาไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าไปใกล้กำแพงอีกต่อไปเขาถูกขึ้นบัญชีดำว่าเป็น ‘ผู้สร้างความวุ่นวาย’
การถูกปฏิเสธไม่ให้เข้าถึงสิ่งที่เขาสังเวยเลือดของตัวเองเพื่อมันทำให้นิรันดร์รู้สึกสิ้นหวังเขากลายเป็นคนหมกมุ่นเขาเริ่มมีอาการหวาดระแวงเขาเห็นร่องรอยนิ้วมือเล็กๆ บนผนังห้องพักโรงแรมบนฝุ่นบนกระจกหน้ารถแม้กระทั่งบนร่างกายของตัวเองความฝันที่เต็มไปด้วยเสียงกรีดร้องกลับมารุนแรงขึ้นเรื่อยๆจนทำให้เขานอนไม่หลับเขาเริ่มแยกแยะความจริงกับภาพหลอนไม่ได้
แพรวซึ่งต้องต่อสู้กับการบล็อกข้อมูลและภัยคุกคามทางกฎหมายที่มาจากทีมทนายความของท่านสมบัติพบหลักฐานที่เชื่อมโยงท่านสมบัติกับบรรพบุรุษผู้บวงสรวงอย่างชัดเจนตราประทับโบราณที่ท่านสมบัติใช้ในเอกสารส่วนตัวตรงกับตราประทับที่ปรากฏในบันทึกใบลานของครูสักมันเป็นหลักฐานที่ชัดเจนว่าท่านสมบัติรู้เรื่องคำสาบานนี้ดีและต้องการทำลายมันเพื่อปกป้องอำนาจของตระกูล
ในขณะที่ทั้งสองคนกำลังเดินหน้าต่อไปครูสักได้รับสัญญาณเตือนที่น่ากลัวเขาพบรอยนิ้วมือขนาดเล็กที่กำแพงบ้านของเขาเองไม่กี่ชั่วโมงต่อมาหลานสาวตัวน้อยของครูสักเกิดอาการป่วยอย่างกะทันหันเธอมีไข้สูงและเพ้อถึง “คนมือเลือด” ที่ยืนอยู่ข้างเตียงเธอครูสักตระหนักว่าวิญญาณเหล่านั้นไม่ได้ถูกปลดปล่อยพวกเขากลับถูกปลุกให้ตื่นขึ้นและอาจจะมองหา ‘การชดใช้’ จากผู้คนในปัจจุบัน
ครูสักรู้สึกผิดอย่างรุนแรงเขาได้พานิรันดร์และแพรวเข้าสู่ความเสี่ยงและนำคำสาปมาสู่ครอบครัวของตัวเองเขารีบไปพบนิรันดร์และแพรวด้วยสีหน้าซีดเผือด”พวกเขากำลังตามล่าเราการเปิดเผยความจริงของเราอาจทำให้พวกเขาเข้าใจผิดคิดว่าเราเป็นศัตรู”ครูสักพูดด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ”คำสาปไม่ได้แยกแยะระหว่างผู้ทำและผู้เปิดโปง”
นิรันดร์เริ่มตระหนักถึงข้อผิดพลาดที่ร้ายแรงของเขาเขาไม่ได้เตรียมพร้อมสำหรับผลกระทบทางจิตวิญญาณเขาคิดว่าเขาแค่กำลังทำหน้าที่เป็นนักโบราณคดีแต่เขากลับกลายเป็นผู้ปลุกพลังงานที่ควบคุมไม่ได้
ในค่ำคืนที่เต็มไปด้วยความมืดมิดและอากาศร้อนอบอ้าวแพรวได้รับโทรศัพท์ขู่ฆ่าโดยตรงจากชายปริศนาที่บอกให้เธอหยุดยุ่งเกี่ยวกับ ‘บาปของราชวงศ์’ หากเธอไม่หยุดจะมีคนได้รับบาดเจ็บเธอไม่สนใจคำขู่แต่ในขณะที่เธอกำลังขับรถเพื่อไปหานิรันดร์เบรกของรถเธอก็ทำงานผิดปกติอย่างกะทันหันรถพุ่งชนกำแพงอิฐเก่าๆ แพรวบาดเจ็บสาหัสแต่รอดชีวิตมาได้
เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องยืนยันแก่นิรันดร์ว่าการต่อสู้ของพวกเขาได้ก้าวข้ามขอบเขตของกฎหมายและหลักฐานไปแล้วมันเป็นการต่อสู้กับอำนาจมืดทั้งในโลกมนุษย์และโลกวิญญาณเขาต้องเผชิญหน้ากับความจริงที่ว่าการค้นหาความจริงของเขานำมาซึ่งความหายนะและความเจ็บปวดต่อคนรอบข้างเขาเริ่มสงสัยในจุดยืนของตัวเอง
อุบัติเหตุของแพรวเป็นบาดแผลทางจิตใจของนิรันดร์มันคือความจริงที่เจ็บปวดว่าความหลงใหลในการค้นพบของเขาได้นำพาภัยพิบัติมาสู่อีกชีวิตหนึ่งเขาไปเยี่ยมแพรวที่โรงพยาบาลเธอมีอาการบาดเจ็บสาหัสแต่โชคดีที่ไม่ได้ถึงแก่ชีวิตแพรวยังคงเด็ดเดี่ยวแม้ในสภาพที่อ่อนแอ”อย่าหยุดนะคุณนิรันดร์…พวกเขาต้องการให้เรากลัว”เธอพึมพำด้วยเสียงแหบพร่า”หลักฐาน…ฉันยังซ่อนมันไว้อย่างปลอดภัย”
อย่างไรก็ตามนิรันดร์เริ่มจมดิ่งสู่ ‘Moment of Doubt’ (ช่วงเวลาแห่งความสงสัย)ที่รุนแรงเขาถูกตัดขาดจากแหล่งข้อมูลและเพื่อนร่วมงานทางวิชาการทั้งหมดเขาถูกตามรอยโดยคนของท่านสมบัติอย่างลับๆทุกการเคลื่อนไหวของเขาถูกจับตามองเขาเริ่มสงสัยในเจตนาของตัวเองเขาตามหาสัจธรรมหรือความรุ่งโรจน์ชื่อเสียงกันแน่
ความหวาดระแวงของเขาไม่ได้จำกัดอยู่แค่คนเท่านั้นในความเงียบยามค่ำคืนของสุโขทัยเขารู้สึกได้ถึงพลังงานที่มองไม่เห็นที่วนเวียนอยู่รอบตัวเขาเขาเริ่มเห็นภาพหลอนของมือที่บิดเบี้ยวบนกำแพงห้องพักเขาพยายามนอนหลับโดยการเปิดไฟไว้แต่เสียงกระซิบที่ได้ยินจากกำแพงนั้นเริ่มดังขึ้นเรื่อยๆมันไม่ใช่แค่เสียงกรีดร้องอีกต่อไปแต่มันคือการวิงวอนขอความช่วยเหลือและคำสาปแช่งที่ปะปนกัน
นิรันดร์รู้ว่าเขาต้องค้นหา ‘บาปที่ถูกปกปิด’ ที่ลึกกว่านี้สิ่งที่เชื่อมโยงท่านสมบัติกับพิธีกรรมโบราณนี้นอกเหนือจากตราประทับเขาเชื่อว่าต้องมีหลักฐานทางกายภาพที่หลงเหลืออยู่จากพิธีสังเวยที่ใกล้เคียงกับปัจจุบันมากขึ้นไม่ใช่แค่เรื่องราวในศตวรรษที่สิบสาม
เขาตัดสินใจไปเยี่ยมครูสักอีกครั้งครูสักซึ่งยังคงเป็นห่วงหลานสาวตัวน้อยที่ยังคงมีอาการป่วยปริศนาต้อนรับนิรันดร์ด้วยสีหน้าหมดหวัง”พวกเขาอยู่ที่นี่คุณนิรันดร์…วิญญาณเหล่านั้นพวกเขาต้องการการชดเชยไม่ใช่การเปิดเผยความจริง”ครูสักบอกว่าเขาพยายามทำพิธีขอขมาอย่างลับๆ หลายครั้งแต่ความโกรธแค้นในกำแพงนั้นรุนแรงเกินไป
นิรันดร์มองเห็นโอกาสในความสิ้นหวังของครูสัก”คุณครูสักคุณบอกว่าบรรพบุรุษของคุณเป็นผู้ถูกบีบบังคับให้ทำพิธีนี้อย่างนั้นต้องมีบันทึกอีกชุดที่ถูกซ่อนไว้ใช่ไหมบันทึกที่ไม่ใช่ของกษัตริย์แต่เป็นของ ผู้ทำพิธี“นิรันดร์ชี้ไปที่ความจริงที่ว่าคนถูกบีบบังคับมักจะทิ้งร่องรอยของการต่อต้านไว้เสมอ
ครูสักลังเลอย่างหนักแต่ความรู้สึกผิดต่อชะตากรรมของหลานสาวทำให้เขาต้องยอมแพ้เขาพาให้นิรันดร์ไปยังส่วนที่ลึกที่สุดและเก่าแก่ที่สุดของบ้านซึ่งเป็นศาลบรรพบุรุษที่ถูกซ่อนไว้อย่างแนบเนียนภายใต้พื้นดินมีกล่องไม้เล็กๆ ที่ผุพังอยู่ภายในนั้นมีม้วนหนังเก่าๆ ที่มีข้อความที่ถูกเขียนเป็นภาษาโบราณแต่เป็นลายมือที่แตกต่างจากบันทึกใบลานเดิม
ม้วนหนังนี้เป็น ‘บันทึกพยาน’ ของบรรพบุรุษครูสักผู้ทำพิธีมันเป็นบัญชีรายชื่อของเหยื่อที่ถูกสังเวยโดยมีรายละเอียดที่น่าสะเทือนใจเกี่ยวกับอายุชื่อและสถานการณ์การถูกจับกุมเหยื่อส่วนใหญ่เป็นชาวบ้านผู้บริสุทธิ์ที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเมืองแต่ที่น่าตกใจที่สุดคือบัญชีรายชื่อนี้ไม่ได้หยุดอยู่แค่ในยุคสุโขทัย
การเปิดเผย (Twist กลางทาง): รายชื่อเหยื่อในม้วนหนังมีวันที่ที่ระบุไว้ในช่วง สงครามโลกครั้งที่สอง!มันคือช่วงเวลาที่ประเทศอยู่ในภาวะวุ่นวายและมีการสังหารผู้ต้องสงสัยว่าเป็น ‘ผู้ทรยศ’นั่นหมายความว่าพิธีกรรม Prachuen Khamphra ไม่ได้เป็นเพียงตำนานในอดีตแต่ถูกนำกลับมาใช้ใหม่โดยทายาทราชวงศ์ (ที่ตอนนี้คือกลุ่มผู้มีอำนาจของท่านสมบัติ) เพื่อ ‘ผนึกกำลัง’ ของประเทศในช่วงวิกฤตความโหดร้ายไม่ได้จบลงแต่ถูกสืบทอด
นิรันดร์รู้สึกเหมือนถูกสายฟ้าฟาดเขาจำได้ว่าตอนเด็กเขาเคยได้ยินปู่ของเขาซึ่งเป็นอดีตทหารผ่านศึกในช่วงเวลานั้นพูดถึง ‘ความผิดพลาดที่ไม่อาจแก้ไขได้’ ที่เกิดขึ้นใกล้กับสุโขทัยปู่ของเขามีอาการหวาดผวาหลังสงครามและไม่เคยพูดถึงรายละเอียดนั้นอีกเลย
ความเชื่อมโยงนี้เป็นเหมือนโซ่ตรวนที่ผูกมัดนิรันดร์ไว้กับคำสาปนี้ปู่ของเขาซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของระบบกองทัพในยุคนั้นอาจจะมีส่วนร่วมในการปิดบังหรืออาจจะเลวร้ายกว่านั้นคือมีส่วนร่วมในการ ‘ส่งมอบ’ เหยื่อสำหรับการสังเวยครั้งที่สองนิรันดร์ตระหนักว่าเขาไม่ได้ค้นพบเรื่องราวของคนแปลกหน้าแต่เขากำลังขุดคุ้ย ‘บาปกรรม’ ของครอบครัวตัวเอง ความปรารถนาในการค้นหาความจริงของเขาที่แท้จริงคือความปรารถนาที่จะชดเชยบาปของตระกูลที่เขาก็ไม่รู้ตัว
ความจริงที่ว่าพิธีกรรมสังเวยถูกทำซ้ำในช่วงเวลาที่ใกล้กับปัจจุบันทำให้กำแพงนั้นเต็มไปด้วยพลังงานที่ ‘สดใหม่’ และรุนแรงกว่าที่เขาคิดความกลัวและความเจ็บปวดในกำแพงไม่ได้เก่าแก่เจ็ดร้อยปีทั้งหมดบางส่วนเพิ่งจะถูกฝังไว้ไม่ถึงร้อยปี
นิรันดร์ต้องเผชิญหน้ากับความจริงที่ว่าท่านสมบัติไม่ได้แค่ต้องการปกป้องทรัพย์สินแต่ต้องการลบหลักฐานของอาชญากรรมสงครามที่ตระกูลเขาก่อขึ้นอีกครั้งเขานำม้วนหนังและบัญชีรายชื่อเหล่านั้นกลับมาในใจเขามีความมุ่งมั่นใหม่ที่น่าสะพรึงกลัวเขาจะต้องเปิดเผยความจริงทั้งหมดนี้ให้ได้เพื่อปลดปล่อยวิญญาณและชดเชยบาปของครอบครัว
การค้นพบรายชื่อเหยื่อในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองได้เปลี่ยนนิรันดร์จากนักวิชาการผู้คลั่งไคล้กลายเป็นผู้ตามล่าความจริงที่เต็มไปด้วยความแค้นส่วนตัวเขารู้สึกถึงภาระทางกรรมที่สืบทอดมาจากบรรพบุรุษเขาต้องเปิดโปงท่านสมบัติให้ได้ก่อนที่จะมีเหยื่อรายใหม่เพิ่มขึ้นนิรันดร์พยายามติดต่อแหล่งข่าวเก่าๆ และอดีตเพื่อนร่วมงานของปู่เพื่อยืนยันเรื่องราวที่น่าสะพรึงกลัวเกี่ยวกับปฏิบัติการลับในช่วงสงคราม
ความเครียดและความหวาดระแวงเริ่มเข้าครอบงำเขาอย่างสมบูรณ์อาการเห็นภาพหลอนและได้ยินเสียงกระซิบยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นเขาพยายามใช้สติปัญญาทางวิทยาศาสตร์ทั้งหมดเพื่อควบคุมอาการเหล่านี้แต่เสียงกรีดร้องจากกำแพงนั้นมันดังชัดเจนและใกล้ชิดราวกับอยู่ในหัวของเขาเองบางครั้งเขารู้สึกเหมือนมือของเขาเองกำลังบิดเบี้ยวและพยายามกดลงบนพื้นผิวแข็งๆ มันคือการถ่ายทอดความเจ็บปวด
ในขณะเดียวกันแพรวซึ่งพักรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลได้ใช้เวลาในการซ่อนวิดีโอหลักฐานที่สำคัญที่สุดอย่างชาญฉลาดเธอไม่ได้เก็บไว้ในโทรศัพท์หรือคอมพิวเตอร์แต่เธอแบ่งมันออกเป็นชิ้นเล็กๆ และเข้ารหัสฝังไว้ในเซิร์ฟเวอร์สำรองหลายแห่งในต่างประเทศเธอรู้ว่าท่านสมบัติจะไม่ปล่อยให้เธอนำมันออกไปได้ง่ายๆ
นิรันดร์และครูสักเริ่มแผนการเสี่ยงตายพวกเขาตัดสินใจที่จะแอบเข้าไปในสำนักงานใหญ่ของโครงการพัฒนาที่ดินของท่านสมบัติในคืนหนึ่งเพื่อค้นหาเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานลับในอดีตและปัจจุบันนิรันดร์เชื่อว่าต้องมี ‘ห้องเก็บของ’ ที่ท่านสมบัติใช้ซ่อนความลับของตระกูล
ภายใต้แสงจันทร์ที่มืดมิดทั้งสองคนลอบเข้าไปในอาคารที่ถูกทิ้งร้างที่เคยเป็นที่ทำการเก่าของรัฐบาลที่ท่านสมบัติใช้เป็นศูนย์บัญชาการชั่วคราวนิรันดร์ใช้ความรู้ทางโบราณคดีของเขาในการค้นหาส่วนที่ถูกซ่อนไว้ในที่สุดเขาก็พบห้องใต้ดินที่มีประตูลับที่ถูกปิดผนึกอย่างแน่นหนา
เมื่อเปิดประตูได้นิรันดร์และครูสักก็ต้องพบกับห้องที่เต็มไปด้วยวัตถุโบราณที่ถูกขโมยและแผนที่โบราณมากมายแต่สิ่งที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดคือ อัลบั้มภาพถ่ายสีซีด ที่มีรูปภาพของเหยื่อที่ถูกสังเวยในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองอย่างชัดเจนรูปภาพเหล่านั้นแสดงให้เห็นถึงความหวาดกลัวในดวงตาของพวกเขาและการทรมานที่พวกเขาต้องเผชิญหน้าก่อนที่จะถูก ‘ผนึก’ เข้ากับกำแพงมันคือความโหดร้ายที่ไม่อาจบรรยายได้
ขณะที่นิรันดร์กำลังถ่ายภาพหลักฐานเหล่านี้อย่างลนลานครูสักซึ่งยืนเฝ้าประตูอยู่ก็ส่งสัญญาณให้เงียบเสียงเขาได้ยินเสียงฝีเท้าที่ดังเข้ามาในห้องใต้ดินอย่างช้าๆทั้งสองคนหลบอยู่หลังกองลังอย่างรวดเร็ว
ชายคนหนึ่งเดินเข้ามาพร้อมไฟฉายและถุงมือหนังสีดำเขาเดินตรงไปยังตู้เซฟเก่าๆ ที่ถูกซ่อนไว้เมื่อชายคนนั้นเปิดตู้เซฟก็ปรากฏว่ามีเอกสารสำคัญมากมายเกี่ยวกับโครงการและบัญชีธนาคารต่างประเทศที่ใช้ในการทำธุรกรรมที่ผิดกฎหมาย
แต่สิ่งที่ทำให้นิรันดร์หัวใจสลายคือการได้เห็นใบหน้าของชายที่ถือไฟฉาย นั่นคือผู้ช่วยวิจัยคนสนิทของเขาเอง ชื่อ อาจารย์พงษ์ (Phong) ที่เคยร่วมงานกับนิรันดร์ในการค้นคว้าข้อมูลชุดแรกและเป็นคนที่ช่วยเขาส่งตัวอย่างไปที่ห้องแล็บในกรุงเทพฯ
Twist แห่งการทรยศ: อาจารย์พงษ์ไม่ได้เป็นผู้ช่วยที่ซื่อสัตย์แต่เป็นสายของท่านสมบัติเขาเป็นผู้ที่คอยสอดแนมการเคลื่อนไหวของนิรันดร์และเป็นคนให้ข้อมูลแก่ทนายความของท่านสมบัติพงษ์หัวเราะเยาะอย่างชั่วร้ายขณะที่เขากำลังเก็บเอกสาร”คุณนิรันดร์โง่มากเขาคิดว่าทุกคนสนใจแต่ประวัติศาสตร์แต่ผมสนใจแค่เงิน”
พงษ์พบว่าตัวเองเป็นลูกหลานของทายาทราชวงศ์ที่ไม่ได้รับมรดกเขาเห็นโอกาสในการเข้าร่วมกับท่านสมบัติเพื่อรับส่วนแบ่งอำนาจและความมั่งคั่งเมื่อท่านสมบัติทำลายหลักฐานทั้งหมดพงษ์คือคนที่ให้ข้อมูลเกี่ยวกับวิดีโอหลักฐานของแพรวและทำให้เธอประสบอุบัติเหตุเพื่อแย่งชิงวิดีโอนั้น
นิรันดร์รู้สึกเหมือนถูกแทงข้างหลังอย่างแรงความเจ็บปวดจากการถูกทรยศนี้รุนแรงกว่าความเจ็บปวดจากคำสาปเสียอีกความเชื่อมั่นใน ‘คน’ ของเขาพังทลายลงอย่างสิ้นเชิงเขาตระหนักว่าเขาไม่ได้แค่ต่อสู้กับคนชั่วในอดีตแต่ต่อสู้กับความโลภและความหักหลังในปัจจุบัน
ขณะที่พงษ์กำลังจะเดินออกไปครูสักตัดสินใจกระโดดออกมาขวางทางพงษ์ตกใจและยิงปืนที่เขาพกมาอย่างไม่ตั้งใจ กระสุนพลาดครูสักแต่เจาะทะลุกองลังไม้ และไปโดน หม้อดินโบราณ ที่ถูกซ่อนไว้ข้างในหม้อดินแตกออกเผยให้เห็นผงสีขาวที่บรรจุอยู่ข้างใน
พงษ์ไม่สนใจผงนั้นเขารีบวิ่งหนีไปเมื่อเห็นว่าครูสักไม่เป็นอะไรและนิรันดร์กำลังออกมาจากที่ซ่อน
Cảm xúc cực đại cuối hồi: นิรันดร์และครูสักยืนอยู่กลางห้องใต้ดินที่เต็มไปด้วยฝุ่นและผงสีขาวจากหม้อดินที่แตกสลายนิรันดร์เงยหน้าขึ้นมองเพดานด้วยดวงตาที่ว่างเปล่าเขาสูญเสียแพรวเขาถูกทรยศโดยเพื่อนสนิทและตอนนี้เขารู้แล้วว่าปู่ของเขาก็มีส่วนร่วมในบาปนี้เช่นกันเขาได้กลายเป็นคนเดียวดายอย่างสมบูรณ์
นิรันดร์เดินอย่างช้าๆ ไปหากำแพงอิฐเก่าๆ ของห้องใต้ดินนั้นเขารู้สึกถึงแรงดึงดูดที่ไม่อาจต้านทานได้เขาเริ่มใช้เล็บมือขูดไปบนผิวอิฐอย่างบ้าคลั่งพยายามที่จะรู้สึกถึง ‘ความเจ็บปวด’ ที่เขาได้เห็นในรูปภาพเขาไม่ได้กรีดร้องแต่เขาปล่อยเสียงครางต่ำๆ ในลำคอของตัวเองเสียงที่เต็มไปด้วยความสิ้นหวังและความแค้น
เขากำลังเปลี่ยนไป นิรันดร์ไม่ใช่แค่นักวิชาการอีกต่อไปเขาได้กลายเป็น สะพาน ที่เชื่อมโยงโลกมนุษย์กับความเจ็บปวดอันเลวร้ายของกำแพงความมุ่งมั่นของเขาไม่ใช่การหาหลักฐานอีกต่อไปแต่เป็นการ ชำระล้าง
หลังจากการทรยศของอาจารย์พงษ์และความล้มเหลวในการหาหลักฐานที่สำคัญนิรันดร์ก็จมอยู่ในความว่างเปล่าเขารู้สึกเหมือนเป็นคนที่ยืนอยู่บนหน้าผาความสัมพันธ์ทั้งหมดที่เขาสร้างขึ้นเพื่อภารกิจนี้ได้พังทลายลงไม่ว่าจะเป็นความน่าเชื่อถือทางวิชาการการสนับสนุนจากแพรวหรือแม้กระทั่งความไว้วางใจในเพื่อนร่วมงานเขากลายเป็นคนนอกที่ถูกไล่ล่าและเป็นคนในที่ถูกทรยศ
ครูสักพาหลานสาวที่ยังป่วยไม่หายกลับบ้านด้วยความเศร้าและกลับมาหานิรันดร์ด้วยสีหน้าจริงจัง”ผงสีขาวนั้นคุณนิรันดร์มันไม่ใช่แค่ฝุ่นมันคือผงสลายคำสาปที่ผู้บวงสรวงที่ถูกบีบบังคับในยุคแรกพยายามจะสร้างขึ้นเพื่อทำลายพิธีนี้ในภายหลังพวกเขาซ่อนมันไว้รอคอยลูกหลานที่กล้าหาญพอที่จะใช้มัน”ครูสักอธิบายเสียงสั่นเครือ”แต่มันเป็นเพียงจำนวนเล็กน้อยมันไม่พอที่จะทำลายคำสาปทั้งหมดได้”
นิรันดร์มองไปที่ผงสีขาวนั้นด้วยสายตาที่เย็นชาเขาไม่ได้สนใจเรื่องการทำลายคำสาปอีกต่อไปแล้วสิ่งที่เขาต้องการตอนนี้คือ การชดเชย และ การทำความเข้าใจ เขาต้องรู้ให้ชัดเจนว่าความเจ็บปวดในกำแพงนั้นรุนแรงเพียงใดและปู่ของเขาทำผิดพลาดมากแค่ไหน
เขาเริ่มหมกมุ่นกับการเชื่อมโยงทางจิตวิญญาณกับกำแพงเขาใช้เวลาหลายชั่วโมงอยู่หน้ากระจกในห้องโรงแรมจ้องมองใบหน้าของตัวเองที่เริ่มผอมซูบและมีรอยคล้ำใต้ตาเขาเห็นร่องรอยนิ้วมือในความมืดที่กำแพงห้องพักและครั้งนี้เขาไม่ได้หนีเขาเริ่มพูดคุยกับเสียงกระซิบเหล่านั้นด้วยภาษาโบราณที่เขาพอจะถอดรหัสได้จากบันทึกของครูสัก
“ฉันมาที่นี่เพื่อชดเชยไม่ใช่เพื่อหาชื่อเสียง” เขากระซิบตอบเสียงกรีดร้องที่ดังอยู่ในหู
ความผูกพันทางจิตวิญญาณของนิรันดร์กับกำแพงแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆเขาเริ่มเห็นภาพหลอนที่สมจริงขึ้นเรื่อยๆเขาไม่ได้เห็นภาพรวมของเหตุการณ์แต่เขาเห็นภาพจากมุมมองของเหยื่อที่ถูกสังเวยเขาเห็นความสิ้นหวังของหญิงสาวคนหนึ่งที่กำลังตั้งครรภ์ที่ถูกบังคับให้ยืนพิงกำแพงในช่วงสงครามโลกเขาได้ยินเสียงลูกน้อยที่ยังไม่ทันได้ลืมตาดูโลกต้องตายไปพร้อมกับมารดาภาพเหล่านี้หลั่งไหลเข้าสู่สมองของเขาอย่างรุนแรงจนเลือดกำเดาไหล
ความรุนแรงของภาพหลอนนี้ทำให้นิรันดร์ตระหนักว่าเขาไม่สามารถต่อสู้กับท่านสมบัติด้วยวิธีทางกฎหมายได้อีกต่อไปเขารู้ว่าเขาต้องหา ความจริงที่บริสุทธิ์ที่สุด ซึ่งเป็นความจริงที่ฝังลึกอยู่ในจิตวิญญาณของกำแพงเท่านั้น
นิรันดร์ตัดสินใจกลับไปที่กำแพงสุโขทัยในคืนสุดท้ายก่อนที่ท่านสมบัติจะสามารถผลักดันโครงการทำลายได้อีกครั้งเขาไม่ได้ไปพร้อมกับแพรวผู้บาดเจ็บหรือครูสักที่ถูกคุกคามแต่ไปคนเดียวด้วยความตั้งใจที่จะ สังเวยตัวเอง ในรูปแบบหนึ่ง
เขาพกเพียงไฟฉายขนาดเล็กและผงสลายคำสาปสีขาวที่เหลืออยู่จำนวนเล็กน้อยครูสักพยายามห้ามเขาด้วยน้ำตา”อย่าเข้าไปใกล้คุณนิรันดร์ความแค้นในกำแพงนั้นมันจะกลืนกินคุณ”แต่นิรันดร์ไม่ฟังเขาตอบด้วยเสียงที่แผ่วเบาและเด็ดเดี่ยว”ถ้าฉันไม่สัมผัสความเจ็บปวดทั้งหมดนี้ฉันจะไม่สามารถปลดปล่อยพวกเขาได้ฉันคือผู้สืบทอดบาปนี้ฉันต้องแบกรับมัน”
เมื่อนิรันดร์มาถึงกำแพงมันถูกล้อมรอบด้วยลวดหนามและมีป้ายห้ามเข้าแต่สำหรับเขาแล้วมันเป็นเหมือนประตูบ้านที่รอคอยการกลับมาของเขาเขาปีนข้ามลวดหนามอย่างง่ายดายความเจ็บปวดทางกายไม่ได้มีความหมายอีกต่อไปในความมืดมิดนิรันดร์เดินไปถึงกำแพงศิลาในที่สุด
กำแพงนั้นดูใหญ่โตกว่าที่เคยเป็นมาในความรู้สึกของเขาและในความเงียบสงัดนิรันดร์ได้ยินเสียงกระซิบที่ชัดเจนราวกับมีคนยืนอยู่ข้างหลังเขาเสียงนั้นไม่ได้น่ากลัวแต่มันเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้าและความสิ้นหวังของคนหลายร้อยคน
นิรันดร์หยิบผงสลายคำสาปขึ้นมาและโปรยมันลงไปบนจุดศูนย์กลางของร่องรอยนิ้วมือที่เขาเคยกรีดเลือดไว้ผงสีขาวนั้นส่องแสงเรืองรองอย่างอ่อนโยนก่อนที่จะถูกดูดซับเข้าไปในเนื้อหิน
นี่ไม่ใช่การทำลายคำสาปแต่มันคือ การเปิดประตู มันทำให้จิตวิญญาณของเหยื่อเหล่านั้นเชื่อว่านิรันดร์เป็น ผู้มาปลดปล่อย ไม่ใช่ผู้สืบทอดการทรมาน
นิรันดร์หลับตาลงหายใจเข้าลึกๆและทำสิ่งที่เขาไม่กล้าทำมาตลอดเขา วางฝ่ามือของตัวเองลงบนกำแพง บนร่องรอยนิ้วมือนับพันอย่างจงใจและเต็มใจ
ทันใดนั้นมันเหมือนกับเขากำลังถูกดูดเข้าไปในเนื้อหินความเย็นเยียบเข้าสู่ร่างกายของเขาอย่างรวดเร็ว ภาพลวงตาและความรู้สึกทุกอย่างถาโถมเข้ามา เขาเห็นความเจ็บปวดจากพิธีสังเวยครั้งแรกเมื่อเจ็ดร้อยปีก่อนเขารู้สึกถึงความหิวโหยความหวาดกลัวและแรงกดทับของปูนที่แข็งตัว
แล้วภาพก็เปลี่ยนไปเป็นพิธีสังเวยครั้งที่สองในช่วงสงครามโลกเขาสัมผัสได้ถึงความสับสนและความรู้สึกถูกทรยศของชาวบ้านผู้บริสุทธิ์ที่ถูกนำมาเป็นเครื่องบูชาเพื่อเป้าหมายทางการเมืองที่พวกเขาไม่เข้าใจเขารู้สึกถึงความคับแค้นที่รุนแรงของหญิงสาวที่ถูกฆ่าพร้อมลูกในท้องความเจ็บปวดนี้ไม่ได้เป็นแค่ความรู้สึกแต่เป็นความทรงจำที่แทรกซึมเข้าสู่จิตวิญญาณของเขา
นิรันดร์เริ่มหายใจติดขัดเขาไม่ได้กรีดร้องออกมาแต่ภายในจิตใจของเขากำลังแตกสลายนิ้วมือของเขาเองเริ่มงอและบิดเบี้ยวราวกับกำลังพยายามกดตัวเองลงบนกำแพงเช่นกันเขาได้กลายเป็นเหยื่อเหล่านั้นทั้งหมดในเวลาเดียวกันเขาแบกรับความเจ็บปวดและความแค้นของคนหลายร้อยคน
จุดสูงสุดทางอารมณ์: ในช่วงเวลาที่มืดมิดที่สุดที่นิรันดร์กำลังจะยอมแพ้และถูกดูดกลืนโดยความแค้นของกำแพงเขาก็ได้สัมผัสถึง ‘แก่นแท้’ ของคำสาป ความจริงที่บริสุทธิ์
เขาเห็น ความรัก ของแม่ที่พยายามปกป้องลูกจนวินาทีสุดท้ายเขาเห็น ความกล้าหาญ ของนักรบที่ถูกใส่ร้ายที่พยายามดิ้นรนเพื่อทิ้งร่องรอยสุดท้ายของตัวเองไว้ในหินก่อนจะสิ้นใจเพื่อเป็นพยานให้คนรุ่นหลังเขาสัมผัสได้ถึง ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีที่ยังคงมีอยู่ ในบรรพบุรุษของครูสักผู้ทำพิธีและในตัวปู่ของเขาที่พยายามจะปิดบังมันไว้เพื่อปกป้องครอบครัว
เขาตระหนักว่าคำสาปไม่ได้เป็นเพียงความแค้นแต่เป็น หลักฐาน ที่ถูกสร้างขึ้นจากความรักและความเจ็บปวดของมนุษย์ที่หวังว่าจะได้รับการชดเชย
ด้วยความมุ่งมั่นสุดท้ายนิรันดร์ใช้พลังทั้งหมดที่มีดึงมือออกจากกำแพงพร้อมกับเสียง ‘แคว๊ก’ ที่น่ากลัวราวกับเขาได้ฉีกอะไรบางอย่างออกมา เขานำความจริงและภาระกรรมออกมาจากกำแพงแล้ว
นิรันดร์ทรุดตัวลงบนพื้นหินเย็นเฉียบร่างกายของเขาสั่นสะท้านไปด้วยความเจ็บปวดและความรู้เขายังคงหายใจอยู่แต่ดวงตาของเขาว่างเปล่าราวกับจิตวิญญาณของเขาได้เดินทางไปหลายร้อยปีและเพิ่งกลับมาเขาได้เปลี่ยนไปอย่างสมบูรณ์เขาไม่ได้ต่อสู้กับความหวาดกลัวอีกต่อไปเขาได้เป็น ความหวาดกลัวนั้น และ ความจริงนั้น
แสงอรุณแรกของสุโขทัยไม่ได้นำมาซึ่งความอบอุ่นแต่มันทำให้นิรันดร์ตื่นขึ้นมาจากห้วงลึกของความมืดมิดทางจิตวิญญาณเขาไม่ได้ตื่นขึ้นมาในห้องพักโรงแรมแต่ตื่นขึ้นมาบนพื้นดินเย็นเฉียบข้างกำแพงศิลาในสภาพที่อ่อนแรงอย่างที่สุดรอยเลือดแห้งกรังจากนิ้วมือยังคงติดอยู่บนร่องรอยนิ้วมือโบราณบนกำแพงแต่ความรู้สึกของเขาเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
ความกลัวและความหวาดระแวงหายไปหมดแล้วสิ่งที่เหลืออยู่คือ ความชัดเจน ที่น่าสะพรึงกลัวเขารับรู้ถึงความจริงทั้งหมดของคำสาปาน Prachuen Khamphra ไม่ใช่แค่ข้อมูลทางประวัติศาสตร์แต่เป็นประสบการณ์ทางอารมณ์ที่ถูกฝังอยู่ในตัวเขาเขาเข้าใจถึงความโลภของกษัตริย์ในอดีตความบีบบังคับของผู้บวงสรวงที่ถูกทรมานและความโหดร้ายที่ถูกทำซ้ำในช่วงสงครามโดยทายาทผู้มีอำนาจในปัจจุบัน
ครูสักมาถึงที่กำแพงอย่างรวดเร็วหลังจากพบว่านิรันดร์หายไปตลอดคืนเขาเห็นนิรันดร์นั่งนิ่งๆ ดวงตาเต็มไปด้วยความรู้ที่ไม่อาจบรรยายได้”คุณนิรันดร์…คุณไม่เป็นอะไรใช่ไหม”ครูสักถามด้วยความกังวล
“ผมเข้าใจแล้วครับครูสัก”นิรันดร์ตอบด้วยเสียงที่แหบแห้งแต่หนักแน่น”กำแพงนี้ไม่ใช่คุกแต่เป็น พยาน ที่ทำจากความเจ็บปวดและรักที่บริสุทธิ์ของเหยื่อที่ต้องการให้ความจริงปรากฏออกมาผมรู้แล้วว่าท่านสมบัติซ่อนอะไรไว้และผมรู้ว่าทำไมปู่ของผมถึงเงียบไปตลอดชีวิต”
การเปลี่ยนแปลงของนิรันดร์: เขาไม่ได้แสวงหาการรับรองจากโลกภายนอกอีกต่อไปเขาได้ปลดปล่อยความหลงใหลในชื่อเสียงของตัวเองแล้วเป้าหมายเดียวของเขาคือ การปลดปล่อยวิญญาณ เหล่านั้นด้วยการเปิดเผยความจริงทั้งหมดนิรันดร์ในตอนนี้มีความสงบแต่ก็แฝงไว้ด้วยความมุ่งมั่นที่น่ากลัวเขามองเห็นเป้าหมายชัดเจนแม้จะรู้ว่าเส้นทางนี้จะทำให้เขาต้องสูญเสียทุกอย่าง
เขาเปิดเผยความจริงเกี่ยวกับปู่ของเขาให้ครูสักฟังปู่ของนิรันดร์เป็นทหารชั้นผู้น้อยในช่วงสงครามโลกที่ได้รับคำสั่งให้ ‘ทำความสะอาด’ พื้นที่หลังพิธีสังเวยครั้งที่สองท่านไม่ได้เข้าร่วมในการฆ่าแต่ท่านเป็นผู้เห็นเหตุการณ์ความโหดร้ายและถูกบังคับให้ปิดปากเงียบ ปู่ของเขาไม่ใช่ผู้กระทำผิดแต่เป็นเหยื่อทางจิตใจ คนหนึ่งของอำนาจมืดนั้นและอาการ PTSD ที่ปู่ของเขาทนทุกข์มาตลอดชีวิตคือผลพวงจาก กรรม ที่ตระกูลสมบัติสร้างขึ้น
การชดเชย: นิรันดร์ตัดสินใจที่จะใช้ความจริงที่เขาได้รับมาจากการสัมผัสกำแพงเป็นเครื่องมือในการทำลายอำนาจของท่านสมบัติเขาติดต่อแพรวทันทีในโรงพยาบาล
แพรวซึ่งบาดเจ็บแต่ยังคงมีความมุ่งมั่นตอบรับโทรศัพท์ด้วยความยากลำบาก”ฉันรู้ว่าคุณจะกลับมาคุณนิรันดร์ฉันเตรียมพร้อมแล้ว…หลักฐานวิดีโอยังคงอยู่”แพรวเปิดเผยว่าเธอได้เข้ารหัสวิดีโอ ‘กำแพงกรีดร้อง’ ไว้ในรูปแบบที่สามารถเผยแพร่ได้พร้อมกันทั่วโลกผ่านเครือข่ายของนักข่าวอิสระนานาชาติหากมีสัญญาณให้ดำเนินการ
“อย่าใช้แค่วิดีโอคุณแพรว”นิรันดร์บอกเสียงหนักแน่น”เราจะใช้ รายชื่อเหยื่อ และ พยานที่ยังมีชีวิตอยู่“เขาเล่าถึงบันทึกพยานของบรรพบุรุษครูสักและรายชื่อเหยื่อในช่วงสงครามที่เขาได้มาจากห้องใต้ดินของท่านสมบัติรวมถึงความจริงที่ว่าท่านสมบัติเป็นผู้บงการที่พยายามทำซ้ำบาปของตระกูล
ความช่วยเหลือจากผู้ที่เคยทรยศ: แพรวซึ่งมีความสามารถในการสืบสวนที่ยอดเยี่ยมรู้ดีว่าการจะเล่นงานท่านสมบัติได้ต้องมีคนในแวดวงอำนาจช่วยเธอติดต่อกับ อาจารย์พงษ์ อดีตผู้ช่วยของนิรันดร์ที่ทรยศพวกเขา
พงษ์ตอนนี้กำลังอยู่ภายใต้ความกดดันอย่างหนักจากท่านสมบัติที่สงสัยว่าเขาเป็นคนปล่อยข่าวเรื่องกำแพงพงษ์ตระหนักว่าเขาอาจจะถูกกำจัดได้ตลอดเวลาเขาถูกตามล่าจากทั้งท่านสมบัติและเสียงกระซิบที่เขาเริ่มได้ยินหลังจากเข้าไปในห้องใต้ดินนั้น
แพรวเสนอข้อตกลงที่เรียบง่ายแต่ทรงพลังให้กับพงษ์”คุณไม่มีทางเลือกคุณพงษ์เข้าร่วมกับเราช่วยเปิดโปงท่านสมบัติและคุณจะได้ การชดเชย ไม่ใช่แค่เงินแต่เป็นการไถ่บาปให้กับตัวเองคุณช่วยทำลายบาปของตระกูลที่รับใช้ท่านสมบัติได้”พงษ์ลังเลอยู่ครู่หนึ่งแต่ความกลัวตายและความรู้สึกผิดที่เริ่มก่อตัวขึ้นทำให้เขาตัดสินใจร่วมมือ
พงษ์ให้ข้อมูลสำคัญแก่นิรันดร์และแพรว รหัสผ่านเข้าถึงเซิร์ฟเวอร์ส่วนตัว ของท่านสมบัติซึ่งจะเปิดเผยหลักฐานการฟอกเงินและการติดสินบนเจ้าหน้าที่ในปัจจุบันที่ใช้เพื่อเร่งรัดการทำลายกำแพง
นิรันดร์ตระหนักว่าเขาไม่ได้อยู่คนเดียวอีกต่อไปแล้วถึงแม้ความรู้สึกจะโดดเดี่ยวแต่เขามีทีมที่ไม่สมบูรณ์แบบที่เกิดจากการทรยศและความเจ็บปวด: นักโบราณคดีที่ถูกผีสิง, นักข่าวผู้บาดเจ็บ และ ผู้ทรยศที่สำนึกผิด พวกเขาตัดสินใจที่จะโจมตีในวันประชุมสุดท้ายที่ท่านสมบัติจะเซ็นอนุมัติการทำลายกำแพง
วันประชุมสุดท้ายของท่านสมบัติถูกจัดขึ้นอย่างลับๆ ในโรงแรมหรูในกรุงเทพฯที่ห่างไกลจากสุโขทัยเป็นการประชุมที่ออกแบบมาเพื่อเร่งรัดการอนุมัติการทำลายกำแพงศิลาในเช้าตรู่นิรันดร์ แพรว และครูสักร่วมกับอาจารย์พงษ์ผู้กลับใจทำงานแข่งกับเวลาทีมที่ไม่น่าจะเป็นไปได้นี้มีเป้าหมายเดียวคือการขัดขวางการลงนามนั้นและเปิดเผยความจริงที่ฝังลึกมานานหลายศตวรรษ
นิรันดร์ซึ่งตอนนี้มีดวงตาที่สงบและเย็นชาได้สวมเสื้อสูทที่เรียบร้อยแต่ภายในใจเขารู้ว่าเขาไม่ได้มาในฐานะนักโบราณคดีเขามาในฐานะ ผู้ไถ่บาป และ พยาน ของวิญญาณหลายร้อยดวงพงษ์ใช้รหัสผ่านที่ได้มาเข้าถึงเซิร์ฟเวอร์ส่วนตัวของท่านสมบัติและดึงข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับการติดสินบนและการฟอกเงินออกมาพร้อมกับรายชื่อเหยื่อสงครามโลกครั้งที่สองที่ถูกซ่อนไว้อย่างดี
แพรวยังคงอยู่ในโรงพยาบาลแต่เธอกำลังควบคุมการเผยแพร่ข้อมูลเธอจัดเตรียมวิดีโอ ‘กำแพงกรีดร้อง’ และเอกสารลับที่ถูกเปิดเผยโดยพงษ์เพื่อเผยแพร่ไปยังเครือข่ายนักข่าวสืบสวนระหว่างประเทศทันทีที่มีสัญญาณจากนิรันดร์
ครูสักซึ่งเป็นทายาทของผู้บวงสรวงที่ถูกบีบบังคับคือคนสำคัญที่สุดเขาพกเพียง ม้วนหนังพยาน โบราณที่เต็มไปด้วยบัญชีรายชื่อเหยื่อและคำสาปานที่ถูกเขียนด้วยลายมือของบรรพบุรุษเขา
นิรันดร์และครูสักบุกเข้าไปในห้องประชุมใหญ่ในช่วงเวลาที่สำคัญที่สุดเมื่อท่านสมบัติกำลังเตรียมปากกาเพื่อลงนามในเอกสารการอนุมัติการทำลายประตูห้องประชุมถูกเปิดออกอย่างกะทันหันทำให้ทุกคนในห้องตกใจ
ท่านสมบัติผู้มีอำนาจและเยือกเย็นจ้องมองนิรันดร์ด้วยความเกลียดชัง”คุณบุกรุกเข้ามาในที่ประชุมลับคุณนิรันดร์คุณคงไม่รู้ว่ากำลังเล่นอยู่กับใคร”
“ผมรู้ครับท่านสมบัติ”นิรันดร์ตอบด้วยเสียงที่มั่นคงอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน”ผมกำลังเล่นอยู่กับ กรรม ที่ตระกูลของท่านสร้างขึ้นมาตั้งแต่สุโขทัยจนถึงสงครามโลกครั้งที่สอง”
นิรันดร์เริ่มเปิดเผยความจริงอย่างเยือกเย็นเขาไม่ได้พูดถึงผีหรือคำสาปแต่พูดถึงหลักฐานทางวิทยาศาสตร์และประวัติศาสตร์ที่เชื่อมโยงถึงกันเขานำเสนอผลการวิเคราะห์ดีเอ็นเอโบราณและรายชื่อเหยื่อสงครามโลกที่ถูกสังเวยเพื่อให้กำแพงศิลาคงอยู่เขากล่าวว่า”ท่านไม่ได้ทำลายกำแพงเพื่อสร้างรีสอร์ทแต่ท่านทำลายเพื่อปกปิด อาชญากรรมสงคราม ที่ถูกทำซ้ำโดยบรรพบุรุษของท่านเอง”
ท่านสมบัติหัวเราะเยาะ”หลักฐานเพ้อเจ้อเรื่องเล่าเก่าๆ ที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อขู่เข็ญ”เขาพยายามควบคุมสถานการณ์และสั่งให้บอดี้การ์ดจับกุมนิรันดร์
นี่คือช่วงเวลาที่ครูสักก้าวออกมาข้างหน้าเขาไม่ได้พูดอะไรเขากาง ม้วนหนังพยาน โบราณที่บรรพบุรุษของเขาทนทุกข์เขียนขึ้นเขาไม่จำเป็นต้องพูดเพราะทุกคนในห้องสามารถรู้สึกถึง พลังงานที่หนักอึ้ง ที่แผ่ออกมาจากม้วนหนังเก่าแก่นั้น
จังหวะนั้นเอง แพรวก็ส่งสัญญาณ เครือข่ายนักข่าวสืบสวนนานาชาติทำการเผยแพร่วิดีโอ ‘กำแพงกรีดร้อง’ พร้อมกับเอกสารลับที่พงษ์เปิดเผยการฟอกเงินและการติดสินบนของท่านสมบัติ
ขณะที่วิดีโอถูกแพร่ไปทั่วอินเทอร์เน็ต โทรศัพท์มือถือทุกเครื่อง ในห้องประชุมก็เริ่มสั่นสะเทือนอย่างบ้าคลั่งทุกคนเริ่มได้รับข้อความเตือนภัยและข่าวสารด่วนจากสื่อต่างประเทศเกี่ยวกับ “คำสาปของกำแพงสุโขทัย” และการมีอยู่ของรายชื่อเหยื่อที่ถูกสังเวยอย่างโหดเหี้ยม
แต่สิ่งที่สร้างแรงสั่นสะเทือนที่แท้จริงคือ เสียง นิรันดร์ซึ่งเพิ่งได้สัมผัสความเจ็บปวดจากกำแพงอย่างสมบูรณ์สามารถ ถ่ายทอด เสียงกระซิบและเสียงร้องไห้จากวิญญาณเหล่านั้นออกมาได้
นิรันดร์จ้องมองไปที่ท่านสมบัติด้วยสายตาที่ว่างเปล่าราวกับมีวิญญาณหลายร้อยดวงมองผ่านตัวเขา”พวกเขาอยู่ที่นี่ท่านสมบัติพวกเขาตามหาความยุติธรรม”เสียงของนิรันดร์เปลี่ยนไปมันไม่ใช่เสียงของเขาอีกต่อไปแต่มันเป็นเสียงประสานของความเจ็บปวดที่ถูกจองจำ “ชดเชย!” เสียงนั้นก้องกังวานไปทั่วห้อง
ท่านสมบัติซึ่งเป็นคนที่มีเหตุผลและโหดเหี้ยมมาตลอดชีวิตเริ่มสูญเสียการควบคุมเมื่อเขามองเห็นแววตาของนิรันดร์ที่เต็มไปด้วยความแค้นของคนหลายร้อยปีเขาเห็นภาพหลอนของร่องรอยนิ้วมือเปื้อนเลือดที่ปรากฏบนโต๊ะลงนามของเขาเขาหวาดกลัวต่อ กรรม ที่ไม่อาจหลีกหนีได้
Twist แห่งความจริง: ท่านสมบัติไม่ได้กลัวแค่การติดคุกเขากลัวสิ่งที่บรรพบุรุษของเขากลัวที่สุดนั่นคือ การถูกจองจำทางจิตวิญญาณ หากเขาตายโดยที่คำสาปยังคงอยู่เขาจะถูกผูกมัดกับกำแพงเช่นกันเขาตระหนักว่าเขาพยายามทำลายกำแพงไม่ใช่เพื่อสร้างรีสอร์ทแต่เพื่อ หนี จากชะตากรรมที่สืบทอดมา
ในวินาทีที่ความตื่นตระหนกครอบงำจิตใจท่านสมบัติก็ ยอมแพ้ เขาล้มลงบนเก้าอี้ด้วยความพ่ายแพ้และสารภาพด้วยน้ำเสียงที่แตกพร่า”ใช่…ข้าทำเองข้าพยายามหนีจากคำสาปนี้”คำสารภาพของเขาถูกบันทึกไว้โดยสื่อมวลชนที่อยู่รอบนอกห้องประชุม
ความยุติธรรมได้รับการปลดปล่อยด้วยการเปิดเผยความจริงทั้งหมดหลักฐานของพงษ์ถูกใช้ในการจับกุมท่านสมบัติทันทีที่การสารภาพสิ้นสุดลงนิรันดร์ปิดตาลงอีกครั้งและ เสียงกระซิบ ทั้งหมดก็หายไป วิญญาณได้พยานแล้ว
หลังจากการจับกุมท่านสมบัติความวุ่นวายก็เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วสื่อมวลชนทั่วโลกพุ่งเป้าไปที่สุโขทัยเรื่องราวของกำแพงที่เต็มไปด้วยร่องรอยนิ้วมือของเหยื่อผู้บริสุทธิ์ถูกตีพิมพ์ในทุกหน้าหนังสือพิมพ์และเว็บไซต์ทางการเมืองโครงการพัฒนาที่ดินถูกยกเลิกทันทีและกำแพงศิลาถูกประกาศให้เป็น อนุสรณ์สถานแห่งความจริง ที่ถูกปกปิด
นิรันดร์นั่งอยู่ในที่เงียบสงบอีกครั้งไม่ใช่ในฐานะนักโบราณคดีที่ประสบความสำเร็จแต่ในฐานะ ผู้ปลดปล่อย เขาสูญเสียทุกอย่างที่โลกภายนอกมอบให้ชื่อเสียงทางวิชาการของเขาถูกทำลายเนื่องจากวิธีการที่ผิดปกติแต่เขาได้รับสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่านั้นคือ ความสงบทางจิตใจ
แพรวฟื้นตัวอย่างรวดเร็วเธอได้บรรลุเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในอาชีพการงานเธอใช้ความสามารถทั้งหมดในการเปิดเผยรายละเอียดของการทรมานในอดีตและช่วยระบุตัวตนของเหยื่อสงครามโลกที่ถูกสังเวยเพื่อให้ครอบครัวของพวกเขาได้รับทราบความจริงในที่สุด ความสำเร็จของเธอไม่ได้มาพร้อมกับความร่ำรวยแต่มาพร้อมกับการเคารพตัวเอง แพรวใช้เงินทุนทั้งหมดที่เธอได้รับจากการตีพิมพ์เรื่องราวนี้เพื่อก่อตั้งองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรเพื่อสนับสนุนการสืบสวนอาชญากรรมทางประวัติศาสตร์ที่ถูกปกปิด
อาจารย์พงษ์ให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่กับตำรวจและนักข่าวในการเปิดเผยเครือข่ายความชั่วร้ายของท่านสมบัติเขาไม่ได้ถูกตัดสินว่าผิดแต่ได้รับ การให้อภัย จากนิรันดร์และครูสักในฐานะผู้ที่ช่วยไถ่บาปในนาทีสุดท้ายพงษ์ตระหนักว่าเงินทองและอำนาจไม่สามารถซื้อความสงบสุขที่เขาได้รับจากการกลับใจครั้งนี้
การปลดปล่อยวิญญาณ: หลายสัปดาห์ต่อมาครูสักจัดพิธีที่เรียบง่ายแต่ศักดิ์สิทธิ์ที่หน้ากำแพงศิลานิรันดร์และแพรวเข้าร่วมพิธีในฐานะพยานนิรันดร์ยืนอยู่หน้ากำแพงที่เคยส่งต่อความเจ็บปวดอันมหาศาลมาให้เขาวันนี้เขารู้สึกได้ถึง ความว่างเปล่า ที่สงบสุขร่องรอยนิ้วมือยังคงอยู่ที่นั่นเป็นหลักฐานทางกายภาพของบาปที่เคยเกิดขึ้นแต่ความแค้นและความทุกข์ทรมานที่เคยสั่นสะเทือนกำแพงได้จางหายไปหมดแล้ว
ครูสักกล่าวคำอธิษฐานตามประเพณีโบราณไม่ใช่เพื่อสะกดวิญญาณแต่เพื่อ อัญเชิญ ให้พวกเขาเดินทางไปสู่ความสงบสุขเขาเผา รายชื่อเหยื่อ ที่นิรันดร์นำออกมาจากห้องใต้ดินเป็นการปล่อยให้ความจริงของพวกเขาถูกปลดปล่อยไปพร้อมกับควัน
ในขณะที่เปลวไฟลุกไหม้ม้วนหนังเก่าๆ แสงอาทิตย์ยามเย็นก็สาดส่องลงมากระทบกำแพงทำให้เห็นร่องรอยนิ้วมือเหล่านั้นอย่างชัดเจนนิรันดร์เห็นภาพสุดท้ายในจิตใจของเขาไม่ใช่ภาพเหยื่อที่กำลังทรมานแต่เป็นภาพ เงาของผู้คนเหล่านั้นที่ก้มศีรษะลง เป็นการแสดงความขอบคุณก่อนที่จะ สลายหายไป เป็นแสงสว่าง
Twist สุดท้าย (ข้อความ): แพรวค้นพบความลับสุดท้ายในบันทึกที่ถูกเข้ารหัสของท่านสมบัติข้อความที่ถูกเขียนไว้ด้วยมือของเขาในคืนที่เขาถูกจับกุมมันไม่ใช่คำสั่งหรือแผนการแต่เป็น คำสารภาพ อีกฉบับที่เต็มไปด้วยความกลัว: “ฉันได้ยินเสียงพวกเขาแล้วพวกเขาตามมา…กำแพงจะไม่มีวันปล่อยให้ลูกหลานของกษัตริย์เป็นอิสระ”
ความจริงก็คือ: คำสาปไม่ได้อยู่กับเหยื่อแต่มันอยู่กับผู้กระทำผิด ท่านสมบัติจะต้องถูกจองจำทั้งในโลกแห่งความเป็นจริงและทางจิตวิญญาณด้วยความกลัวที่เขาสืบทอดมา
บทสรุปทางจิตวิญญาณและปรัชญา: นิรันดร์มองไปที่กำแพงที่ตอนนี้เป็นเพียงอนุสรณ์สถานทางประวัติศาสตร์เขาตระหนักว่า: ความกลัวที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของมนุษย์ไม่ใช่ผีหรือวิญญาณที่ถูกจองจำแต่คือความสามารถของมนุษย์ในการทำร้ายกันเองและปิดบังความจริง กำแพงศิลาได้สอนเขาว่า การยอมรับและชดใช้กรรม เท่านั้นที่นำมาซึ่งการปลดปล่อยไม่ว่าจะเป็นกรรมของบรรพบุรุษหรือกรรมของตัวเอง
นิรันดร์ไม่ได้กลับไปเป็นนักโบราณคดีเขาตัดสินใจใช้ชีวิตที่เรียบง่ายในสุโขทัยทำงานเป็นผู้ให้คำปรึกษาแก่ผู้คนที่ถูกคุกคามจากอดีตเขาไม่ได้พยายามลืมประสบการณ์อันน่าสะพรึงกลัวนั้นแต่เขา ยอมรับ มันให้เป็นส่วนหนึ่งของตัวเองเขาได้กลายเป็น ผู้พิทักษ์ แห่งความจริง
ภาพปิดท้าย: กำแพงศิลายังคงตั้งตระหง่านอยู่ภายใต้แสงจันทร์ร่องรอยนิ้วมือยังคงฝังแน่นอยู่ในเนื้อหินแต่ตอนนี้มันไม่ได้ส่งเสียงกรีดร้องอีกต่อไปแล้วมันเป็นเพียง ความเงียบ อันสงบที่เต็มไปด้วยเรื่องราวของความกล้าหาญและความรักที่เอาชนะความโหดร้ายได้ในที่สุด ความเงียบที่ทรงพลังยิ่งกว่าเสียงร้องใดๆ