รังมารใต้ผิวา
ลมหายใจของกรุงเทพฯ ยามค่ำคืน คือส่วนผสมของความมั่งคั่งและไอเสียจางๆ พิมพ์ชนก หรือ พิม ยืนพิงแผงกระจกหนาของสกายบาร์ห้าดาว แสงไฟนับล้านดวงจากเบื้องล่างส่องประกายราวกับอัญมณีที่ถูกโปรยทิ้งไว้ แต่ในดวงตาของเธอ มันกลับดูแบนราบและไร้ชีวิต
เธอสวย… สวยแบบเย็นชาและอันตราย เส้นผมสีดำขลับถูกรวบตึงจนไร้ที่ติ ชุดเดรสซิลค์สีมิดไนท์บลูรัดร่างสมบูรณ์แบบของเธอ แต่เธอกลับยืนอยู่ตรงนี้เพียงลำพัง
เสียงหัวเราะใสๆ ลอยมาจากด้านใน… เสียงของนิศรา
พิมหันกลับไปมองผ่านแผงกระจกบานเดิม ภาพด้านในสะท้อนกลับมา แต่ชัดเจนกว่าแสงไฟด้านนอก นิศรา ลูกพี่ลูกน้องของเธอ กำลังเป็นศูนย์กลางของทุกสิ่ง รอยยิ้มของเธอสว่างไสวเหมือนดวงดาว และมือของเธอกำลังกุมมือของกรณ์
กรณ์… นักธุรกิจหนุ่มอนาคตไกล คู่ค้าคนสำคัญของตระกูล และเป็นผู้ชายที่พิมปรารถนามาตลอด
กรณ์กำลังมองนิศราด้วยสายตาที่พิมไม่เคยได้รับ สายตาที่เต็มไปด้วยความเอ็นดูและความชื่นชมอย่างเปิดเผย พิมรู้สึกถึงบางอย่างบิดเกร็งในช่องท้อง เธอไม่ได้อิจฉา… เธอเกลียดชังความรู้สึกนี้ ความรู้สึกของการเป็นส่วนเกินในโลกที่ควรจะเป็นของเธอ
พิมยกแก้วแชมเปญขึ้นจรดริมฝีปาก ของเหลวราคาแพงไหลผ่านลำคอ แต่เธอกลับไม่รับรู้รสชาติใดๆ เสียงหัวเราะของนิศราดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้มันเหมือนเข็มนับพันเล่มที่ทิ่มแทงเข้ามาในหูของเธอ
“พิม… มายืนทำอะไรตรงนี้คนเดียว”
กรณ์เดินออกมาหาเธอ เขายังคงดูดีเสมอในชุดสูทสั่งตัดราคาแพง “งานเลี้ยงฉลองให้นิศรานะ เธอควรจะเข้าไปข้างใน”
“ฉันแค่ออกมาสูดอากาศ” พิมตอบเสียงเรียบ “ข้างใน… อบอุ่นเกินไปหน่อย”
กรณ์ขมวดคิ้วเล็กน้อย เขาไม่เคยเข้าใจความซับซ้อนในตัวพิม “พิม… ฉันรู้ว่าเธออาจจะรู้สึก…”
“รู้สึกอะไรเหรอคะ คุณกรณ์” พิมตัดบท “รู้สึกยินดีเหรอ? แน่นอน ฉันยินดีกับนิศราเสมอ น้องสาวของฉันนี่คะ”
เธอยิ้ม… รอยยิ้มที่ฝึกฝนมาอย่างดี รอยยิ้มที่ไม่เคยไปถึงดวงตา
กรณ์ถอนหายใจ “พรุ่งนี้เช้ามีประชุมตระกูลเรื่องพินัยกรรมฉบับใหม่ของคุณปู่ หวังว่าทุกอย่างจะเรียบร้อยนะ”
พิมเพียงแค่พยักหน้ารับช้าๆ “ค่ะ… หวังว่าจะเป็นอย่างนั้น”
เธอมองกลับเข้าไปข้างในอีกครั้ง นิศรากำลังโบกมือให้เธอ พิมยกแก้วขึ้นเล็กน้อยเป็นการตอบรับ ก่อนจะหันหลังให้กับภาพนั้น กลับไปจ้องมองความมืดมิดของเมืองที่อยู่เบื้องล่างอีกครั้ง
…
ห้องประชุมบอร์ดบริหารในคฤหาสน์เก่าแก่ของตระกูลอบอวลไปด้วยกลิ่นหนัง กลิ่นไม้ขัดมัน และกลิ่นของอำนาจที่สั่งสมมานานหลายรุ่น
พิมนั่งนิ่งอยู่ตรงข้ามกับนิศรา นิศราดูประหม่าเล็กน้อย เธอไม่ชินกับบรรยากาศกดดันเช่นนี้ แต่พิมกลับรู้สึกเหมือนปลาได้น้ำ นี่คือสนามรบของเธอ
ทนายความประจำตระกูล ซึ่งรับใช้ครอบครัวมานานกว่าสามสิบปี เปิดแฟ้มเอกสารสีแดงเข้มออก
“เนื่องด้วยสุขภาพของคุณท่านประธาน (คุณปู่ของพวกเธอ) ที่ทรุดโทรมลงอย่างหนัก ท่านจึงได้มีการปรับปรุงพินัยกรรมฉบับสุดท้าย เพื่อให้การดำเนินงานของกลุ่มบริษัทเป็นไปอย่างราบรื่น”
เสียงของทนายความแหบและไร้อารมณ์ เขากระแอมเล็กน้อยก่อนจะอ่านต่อ
“ข้าพเจ้า… ขอมอบหุ้นส่วนในการบริหารจัดการทั้งหมด… เจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์ (70%) ให้แก่… นางสาวนิศรา…”
ความเงียบที่ตามมาหนักอึ้งจนแทบหายใจไม่ออก พิมไม่ได้กะพริบตา เธอยังคงจ้องมองทนายความคนนั้นนิ่ง
นิศราสะดุ้ง อ้าปากค้างเล็กน้อย “อะไรนะคะ… คุณปู่…”
ทนายความอ่านต่อ ไม่สนใจปฏิกิริยาใดๆ “โดยมีเหตุผลประกอบว่า… นิศราเป็นผู้มีคุณธรรมในการประกอบธุรกิจ เหมาะสมที่จะนำพากลุ่มบริษัทไปในทิศทางที่ยั่งยืน”
คุณธรรม… คำๆ นี้เสียดแทงพิมยิ่งกว่ามีดเล่มไหนๆ
“และสำหรับ… นางสาวพิมพ์ชนก… ข้าพเจ้าขอมอบหุ้นส่วนสามสิบเปอร์เซ็นต์ (30%) ที่เหลือ… โดยมีเงื่อนไขว่า ในการตัดสินใจทางธุรกิจที่สำคัญ พิมพ์ชนกจะต้องรายงานและได้รับการอนุมัติจากนิศรา ในฐานะผู้ถือหุ้นใหญ่”
โลกของพิมหยุดหมุน
รายงาน… ให้นิศรา?
เธอกำลังจะได้ยินอะไรผิดไปหรือเปล่า เธอ… พิมพ์ชนก ผู้ซึ่งทุ่มเททั้งชีวิต เรียนรู้ทุกกลยุทธ์ สกปรกบ้าง สะอาดบ้าง เพื่อพยุงอาณาจักรนี้มาตลอดหลายปีที่คุณปู่ล้มป่วย… จะต้องรายงานให้นิศรา… เด็กสาวที่เพิ่งเรียนจบและสนใจแต่เรื่องการกุศลงี่เง่านั่นน่ะหรือ?
“และเพื่อให้การถ่ายโอนอำนาจเป็นไปอย่างสมบูรณ์” ทนายความปิดท้าย “คุณกรณ์ จะเข้ามาดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาพิเศษ เพื่อช่วยเหลือในการบริหารงานของคุณนิศรา”
นั่นคือตอกสุดท้ายที่ปิดฝาโลง
พิมไม่ได้กรีดร้อง เธอไม่ได้โวยวาย เธอไม่แม้แต่จะมองหน้ากรณ์ที่พยายามสบตาเธออย่างเห็นใจ
เธอสูญเสียทุกอย่าง
อำนาจ… มรดก… และผู้ชายที่เธอต้องการ
นิศราน้ำตาคลอ “คุณปู่… ทำไมท่านถึง… พิม… พี่พิม… นี่มันไม่ถูกเลยนะ…”
พิมค่อยๆ หันไปมองลูกพี่ลูกน้องของเธอ ช้าๆ ราวกับเครื่องจักรที่กำลังเคลื่อนไหว เธอยื่นมือข้ามโต๊ะไป แตะลงบนมือนุ่มของนิศราเบาๆ
“ไม่เป็นไรจ้ะ นิศรา”
เสียงของพิมนุ่มนวลอย่างน่าประหลาดใจ จนตัวเธอเองยังแปลกใจ
“นี่คือการตัดสินใจของคุณปู่… พี่… ยอมรับ”
เธอลุกขึ้นยืน ปรับชายกระโปรงให้เข้าที่ “ยินดีด้วยนะ… ท่านประธานคนใหม่”
พิมเดินออกจากห้องประชุมด้วยท่าทางสง่างามไม่ต่างจากทุกวัน หลังของเธอตั้งตรง คอของเธอเชิดขึ้น ไม่มีใครในห้องนั้นรู้เลยว่า ภายใต้ความสงบเยือกเย็นนั้น… บางสิ่งบางอย่างได้แตกสลายลงอย่างสมบูรณ์
และในความมืดมิดที่เข้ามาแทนที่นั้น… มีเพียงชื่อเดียวที่ผุดขึ้นมาในหัวของเธอ
ชื่อที่เธอเคยได้ยินจากปากของคนรับใช้เก่าแก่คนหนึ่งเมื่อนานมาแล้ว…
อาจารย์เก่ง…
พิมไม่ได้ร้องไห้ เธอรู้ว่าน้ำตาคือสัญลักษณ์ของความอ่อนแอ และเธอสาบานกับตัวเองว่า เธอจะไม่อ่อนแออีกต่อไป
เธอขับรถสปอร์ตคันหรูของเธอออกจากคฤหาสน์ ไม่ได้มุ่งหน้ากลับไปที่เพนท์เฮาส์ แต่เลี้ยวเข้าไปในเส้นทางที่เธอไม่เคยคิดจะเหยียบย่าง… มุ่งหน้าสู่ตรอกซอยที่คับแคบและอับชื้นริมฝั่งแม่น้ำ
เธอกำลังจะไปทวงคืนทุกสิ่งที่เป็นของเธอ
…
ตรอกนั้นเหม็นอับ กลิ่นคาวปลาผสมกับกลิ่นขยะและกลิ่นน้ำเน่าที่ขังนอง พิมก้าวลงจากรถ รองเท้าส้นสูงราคาแพงของเธอเหยียบลงบนพื้นซีเมนต์ที่แตกและชื้นแฉะ
เธอรู้สึกถึงสายตาหลายคู่ที่จับจ้องมา… สายตาของความจนและความสิ้นหวัง แต่เธอไม่สนใจ เธอมองตรงไปข้างหน้า เดินตามคำบอกเล่าที่เธอจำได้ลางๆ
จนกระทั่งถึงหน้าบ้านไม้เก่าๆ หลังหนึ่งที่ตั้งอยู่เกือบท้ายสุดของตรอก ประตูไม้ผุพังเปิดแง้มไว้ มีเพียงแสงสลัวจากตะเกียงน้ำมันด้านใน
เธอก้าวเข้าไปข้างใน
กลิ่นเหม็นอับชื้นรุนแรงกว่าด้านนอก ผสมกับกลิ่นควันธูปแปลกๆ และกลิ่นสาบของบางอย่างที่เธอไม่อยากรู้ว่าคืออะไร
ร่างผอมเกร็งร่างหนึ่งนั่งอยู่บนเสื่อทอเก่าๆ ในเงามืด เขาคือ อาจารย์เก่ง ชายชราที่ดูเหมือนอายุของเขาจะนับไม่ถ้วน ดวงตาของเขาเป็นสีขุ่นมัวเหมือนน้ำนม แต่เมื่อเขามองมาที่พิม เธอกลับรู้สึกเหมือนเขามองทะลุไปถึงจิตวิญญาณ
“ในที่สุดเธอก็มา” เสียงของเขาแหบพร่าเหมือนกระดาษทราย
“ท่านรู้ว่าฉันจะมา?” พิมถาม พยายามควบคุมเสียงไม่ให้สั่น
อาจารย์เก่งยิ้มแสยะ เผยให้เห็นฟันที่ดำและผุ “กลิ่นของคนแบบเธอ… มันชัดเจน” เขาสูดหายใจเข้าลึกๆ “กลิ่นของความทะเยอทะยาน… กลิ่นของความเกลียดชัง… และกลิ่นของความพ่ายแพ้”
พิมเม้มปากแน่น “ฉันต้องการบางอย่างที่ไม่ได้เป็นของฉัน… อย่างน้อยก็ในตอนนี้”
“เธอต้องการเอาคืนสิ่งที่เธอคิดว่าถูกพรากไป” อาจารย์เก่งพูดสวนขึ้นมา “อำนาจ… และผู้ชายคนนั้น”
พิมผงะ เขาพูดราวกับอ่านความคิดของเธอได้
“ฉันต้องการให้นิศรา… หายไป” พิมพูดออกมาในที่สุด เสียงของเธอเย็นชาและเฉียบขาด
“หายไปแบบไหนล่ะ? หายไปจากชีวิต? หรือหายไปจากโลกนี้?”
“ฉันไม่สน” พิมตอบ “ฉันแค่อยากให้เธอหยุดขวางทางฉัน ฉันอยากให้เธอเจ็บปวด… เหมือนที่ฉันกำลังเจ็บปวด”
อาจารย์เก่งหัวเราะเบาๆ เสียงหัวเราะแห้งๆ ที่ฟังดูน่าขนลุก “ความเจ็บปวดน่ะง่าย แต่การทำลายล้างที่แท้จริง… มันต้องใช้ศิลปะ”
เขาคลานช้าๆ ไปยังแท่นบูชาเล็กๆ ที่มุมห้อง หยิบขวดโหลแก้วเก่าๆ ใบหนึ่งออกมา ภายในนั้นมีบางอย่างขดตัวอยู่… สัตว์ห้าชนิดที่ถูกดองไว้ในน้ำมันสีเหลืองขุ่น
“คุณไสย… ไม่ใช่แค่การฆ่า” อาจารย์เก่งพูดพลางลูบไล้ขวดโหลนั้น “มันคือการกัดกิน… การสูบฉีดความทรมานเข้าไปในจิตวิญญาณ”
เขามองสบตาพิม ดวงตาขุ่นมัวของเขาดูเหมือนจะเรืองแสงได้ในความมืด
“ฉันมีของที่เหมาะกับเธอ… ของที่ทรงพลัง… ของที่จะทำให้ศัตรูของเธอปรารถนาความตายที่ไม่เคยมาถึง”
เขาชูขวดโหลขึ้นเล็กน้อย
“มันเรียกว่า… ‘อาถรรพ์เบญจพิษ’”
อาจารย์เก่งแสยะยิ้มอีกครั้ง ฟันสีดำของเขาดูน่ากลัวภายใต้แสงตะเกียง
“อาถรรพ์เบญจพิษ… ไม่ใช่ยาพิษธรรมดาที่หาได้ตามท้องตลาด” เขาเริ่มอธิบาย เสียงของเขาเหมือนใบไม้แห้งเสียดสีกัน “มันคือการอัญเชิญ… อัญเชิญความหิวโหยของสัตว์เดรัจฉานห้าชนิด ที่ถูกเลี้ยงด้วยมนต์ดำและเครื่องเซ่นไหว้”
เขาวางขวดโหลลงบนพื้น หันไปหยิบขวดแก้วเล็กจิ๋วขนาดเท่านิ้วก้อยออกมาจากใต้แท่นบูชา ภายในบรรจุของเหลวสีอำพันข้นหนืด ส่องประกายเล็กน้อยเมื่อต้องแสงไฟ
“งู… เพื่อความอาฆาตที่รัดรึง” “ตะขาบ… เพื่อความเจ็บปวดที่แทรกซึมไปทุกอณู” “แมงป่อง… เพื่อพิษร้ายที่ทำลายจากภายใน” “คางคก… เพื่อความอัปลักษณ์ที่จะเกาะกินผิวหนัง” “และแมงมุม… เพื่อถักทอใยแห่งความวิปลาส”
พิมกลืนน้ำลาย ความหนาวเย็นแล่นวาบไปทั่วสันหลัง แม้ว่าอากาศในห้องจะอบอ้าว
“มันทำงานยังไง” เธอถาม พยายามรักษาความเยือกเย็นไว้
“มันไม่ฆ่าทันที” อาจารย์เก่งตอบ “นั่นมันหยาบคายเกินไป… แต่มันจะ ‘กัดกิน’… พวกมันจะเข้าไปในร่างของเหยื่อ ชอนไชไปตามเส้นเลือด กัดกินวิญญาณทีละน้อย”
เขาจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของพิม “เหยื่อของเธอจะเริ่มจากอาการคัน… ความเหนื่อยล้า… แล้วจะกลายเป็นความหวาดระแวง เธอจะรู้สึกเหมือนมีบางอย่าง… เคลื่อนไหวอยู่ใต้ผิวหนัง เธอจะเริ่มเกลียดชังร่างกายของตัวเอง… กรีดร้อง… คลุ้มคลั่ง จนกระทั่งจิตใจของเธอแตกสลายเป็นเสี่ยงๆ”
“ร่างกายจะยังอยู่” เขาสรุป “แต่ข้างใน… จะกลวงโบ๋… เป็นเพียงเปลือกที่รอวันเน่าเปื่อย ช้าหรือเร็ว… ขึ้นอยู่กับความเข้มแข็งของจิตใจเหยื่อ”
พิมรู้สึกพอใจกับคำตอบนั้น นี่คือสิ่งที่เธอต้องการ… ไม่ใช่การฆาตกรรมที่โจ่งแจ้ง แต่คือการทำลายล้างที่สมบูรณ์แบบ
“ฉันต้องทำยังไง”
“ห้าหยด” อาจารย์เก่งยื่นขวดแก้วเล็กๆ นั้นให้เธอ “ผสมในเครื่องดื่มอะไรก็ได้… แค่ห้าหยดเท่านั้น พวกมันจะรู้หน้าที่ของมันเอง”
พิมรับขวดแก้วนั้นมา กำมันไว้แน่นในฝ่ามือที่ชื้นเหงื่อ มันเย็นเฉียบอย่างน่าประหลาด
“ราคาเท่าไหร่” เธอถาม พร้อมกับหยิบกระเป๋าเงินขึ้นมา
“ของแบบนี้… ไม่ได้คิดเป็นเงิน” อาจารย์เก่งพูดช้าๆ “แต่มันมี ‘ราคา’ ที่ต้องจ่ายเสมอ”
เขายื่นหน้าเข้ามาใกล้ กลิ่นสาบเหม็นปะทะเข้าจมูกพิม “มีคำเตือนหนึ่งข้อ… คุณหนู”
“อะไร”
“เมื่อพวกมัน… สัตว์ทั้งห้า… กินอาหารมื้อเก่าจนอิ่มหนำแล้ว วิญญาณของเหยื่อถูกทำลายจนหมดสิ้นแล้ว… พวกมันจะหิวอีกครั้ง”
ดวงตาขุ่นมัวของเขาสบตาพิมนิ่ง “และเมื่อนั้น… พวกมันจะต้องการ ‘บ้าน’ หลังใหม่… ร่างกายใหม่ที่จะสิงสู่”
“…”
“และพวกมัน… ก็มักจะโปรดปราน… รสชาติของคนที่เรียกมันมา”
พิมชะงักไปครู่หนึ่ง แต่เธอก็ปัดความรู้สึกนั้นทิ้งอย่างรวดเร็ว นี่มันก็แค่คำขู่… กลอุบายของพวกหมอผีต้มตุ๋นที่พยายามจะขูดรีดเงินเพิ่ม หรือสร้างความน่ากลัวให้ตัวเอง
“ฉันเข้าใจ” เธอกล่าวอย่างเย็นชา “ฉันจะจ่ายให้คุณอย่างงามเมื่อ ‘งาน’ สำเร็จ”
เธอโยนซองเอกสารหนาสีน้ำตาลลงบนเสื่อ เงินสดก้อนโตทะลักออกมาเล็กน้อย
“นั่นแค่ค่ามัดจำ”
เธอหันหลังเดินออกจากกระท่อมผุพังนั้นทันที ไม่หันกลับไปมองชายชราที่กำลังหัวเราะหึๆ อยู่ในเงามืด พิมก้าวข้ามความสกปรกของตรอกซอย กลับไปยังรถสปอร์ตของเธอ กลิ่นหอมหรูหราภายในรถ ช่วยขับไล่กลิ่นเหม็นอับเมื่อครู่ออกไปจนหมดสิ้น
ในมือของเธอ ยังคงกำขวดแก้วเล็กๆ นั้นไว้แน่น
…
สองวันต่อมา… ณ ห้องเพรสซิเดนเชียลสวีท ของโรงแรมห้าดาวใจกลางกรุงเทพ
ห้องนี้คือขั้วตรงข้ามกับกระท่อมของอาจารย์เก่งอย่างสิ้นเชิง ทุกอย่างสว่างไสว หรูหราด้วยหินอ่อนสีขาว พรมขนสัตว์หนานุ่ม และวิวเมืองแบบพาโนรามา
พิมเป็นคนนัดนิศรามาที่นี่ด้วยตัวเอง อ้างเหตุผลว่า “เพื่อส่งมอบงานและเอกสารสำคัญของบริษัทอย่างเป็นทางการ”
และเธอก็ “บังเอิญ” เชิญกรณ์มาด้วย… ในฐานะพยานและคนกลาง
นิศรามาถึงด้วยท่าทีอึดอัดเล็กน้อย เธอยังคงรู้สึกผิดต่อพิม ส่วนกรณ์ก็มีสีหน้าเคร่งเครียด เขาหวังว่าการพบกันครั้งนี้จะช่วยสมานรอยร้าวของครอบครัวได้
“พี่พิม… ขอบคุณนะคะที่นัดนิศรามา” นิศราเป็นฝ่ายเริ่มก่อน
พิมเงยหน้าขึ้นจากกองเอกสารที่เธอแกล้งทำเป็นจัดเรียงอยู่บนโต๊ะกระจก เธอลุกขึ้นยืน… และสิ่งที่เธอทำ ทำให้ทั้งนิศราและกรณ์ประหลาดใจ
พิมเดินเข้าไปสวมกอดนิศรา…
“พี่ต่างหากที่ต้องขอบคุณ… ที่ยังยอมมาพบพี่” พิมพูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือเล็กน้อย ราวกับพยายามกลั้นน้ำตา
เธอผละออกจากอ้อมกอด มองหน้านิศราด้วยสายตาที่เต็มไปด้วย “ความสำนึกผิด”
“พี่ขอโทษนะนิศรา… พี่ขอโทษจริงๆ สำหรับท่าทีของพี่ในวันนั้น พี่… พี่แค่ตกใจ พี่ไม่ได้ตั้งใจจะทำให้เธอไม่สบายใจเลย”
นิศราตาโต อมยิ้มออกมาบางๆ “ไม่เป็นไรค่ะพี่พิม… นิศราเข้าใจ… นิศรารู้ว่าพี่พิมรักคุณปู่และรักบริษัทมากแค่ไหน”
“ใช่… แต่พี่ก็ไม่ควรทำแบบนั้น” พิมกล่าว “พี่ยอมรับการตัดสินใจของคุณปู่แล้ว… และพี่ก็ดีใจด้วยซ้ำที่เป็นเธอ… ไม่ใช่คนอื่น”
กรณ์มองภาพนั้น เขาถอนหายใจออกมาเบาๆ อย่างโล่งอก… วิกฤตครอบครัวที่เขากลัว… ดูเหมือนจะคลี่คลายลงแล้ว
“ดีแล้วล่ะพิม” กรณ์พูดขึ้น “เราทุกคนยังเป็นครอบครัวเดียวกัน”
“ค่ะ…” พิมยิ้มรับ… รอยยิ้มที่ดูจริงใจที่สุดเท่าที่เธอจะเสแสร้งได้ “เพื่อเป็นการไถ่โทษ… และเพื่อการเริ่มต้นใหม่ของเรา… พิมขอเลี้ยงเครื่องดื่มต้อนรับ ‘ท่านประธานคนใหม่’ หน่อยนะคะ”
เธอเดินไปที่มินิบาร์หรูหรา หยิบขวดน้ำแร่ราคาแพงที่สุดออกมา
“ดื่มน้ำเปล่าดีกว่านะคะ จะได้สดชื่น คุยงานกันได้ยาวๆ”
พิมหยิบแก้วคริสตัลเจียระไนอย่างดีสามใบออกมา เธอหันหลังให้พวกเขาทั้งสองคนเล็กน้อย อ้างว่ากำลังเปิดขวด
วินาทีนั้น… หัวใจของเธอเต้นนิ่งและเย็นชา
มือของเธอนิ่งสนิท… นิ่งกว่าที่เคยเป็นมาทั้งชีวิต
เธอเปิดฝาขวดน้ำแร่… และในจังหวะเดียวกันนั้น เธอก็เปิดจุกขวดแก้วเล็กๆ ที่ซ่อนอยู่ในอุ้งมือ
เธอเทน้ำแร่ลงในแก้วสามใบ…
แต่ในแก้วใบหนึ่ง… แก้วที่เธอจำตำแหน่งของมันได้แม่นยำ… ของเหลวสีอำพันข้นหนืดห้าหยด ได้หยดลงไป… และสลายตัวรวมเป็นหนึ่งเดียวกับน้ำแร่นั้นทันที… ไร้สี… ไร้กลิ่น…
เธอหันกลับมาพร้อมกับถาดเงินที่รองแก้วทั้งสามใบ
“สำหรับกรณ์ค่ะ” เธอส่งแก้วใบแรกให้เขา “และนี่… สำหรับนิศรา” เธอส่งแก้วใบที่สอง… แก้วใบนั้น… ให้นิศรา และแก้วสุดท้ายสำหรับตัวเธอเอง
“ดื่มค่ะ” พิมยกแก้วของตัวเองขึ้น “เพื่ออนาคตของบริษัท… และเพื่อครอบครัวของเรา”
กรณ์ยิ้มและยกแก้วขึ้นดื่ม
นิศรา… ผู้แสนดี… ผู้มองโลกในแง่ดีเสมอ… ยิ้มกว้างอย่างโล่งใจที่สุด
“เพื่อครอบครัวของเราค่ะ… พี่พิม”
เธอยกแก้วขึ้น… และดื่มมัน… จนหมดแก้ว
พิมมองดูหยดน้ำหยดสุดท้ายที่ไหลผ่านริมฝีปากของนิศราลงไป… ในใจของเธอไร้ซึ่งความรู้สึกผิด… มีเพียงความรู้สึกเดียวที่ชัดเจน…
ชัยชนะ.
การเจรจาที่ห้องสวีทในวันนั้น… ประสบความสำเร็จอย่างงดงาม
พิมกลับเข้าสู่โหมดการทำงานของเธออย่างเต็มที่ เธอปรากฏตัวในที่ประชุมคณะกรรมการบริหารในเช้าวันรุ่งขึ้น ด้วยท่าทีที่มั่นคง เด็ดเดี่ยว และเปี่ยมไปด้วยพลัง
เธอนำเสนอแผนฟื้นฟูบริษัท (ซึ่งเป็นแผนที่เธอเตรียมไว้เนิ่นนานแล้ว) ด้วยความเฉียบขาด จนบอร์ดบริหารที่เคยลังเล… ต่างพยักหน้ายอมรับ
กรณ์ ซึ่งนั่งอยู่ในที่ประชุมด้วย มองเธอด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป… มีความชื่นชมฉายชัดอยู่ในนั้น
ส่วนนิศรา… ไม่ได้มาประชุม
พิมเป็นคนแจ้งต่อที่ประชุมเองว่า “น้องนิศรายังไม่คุ้นเคยกับงานบริหารหนักๆ และรู้สึกไม่ค่อยสบายจากความเครียด พิมเลยอาสาจะดูแลงานส่วนนี้แทนไปก่อน จนกว่าน้องจะพร้อม”
ทุกคนลงความเห็นว่า… พิมคือผู้เสียสละ
…
สามวันผ่านไป…
ทุกอย่างดำเนินไปตามแผนของพิมอย่างสมบูรณ์แบบ จนกระทั่งเสียงโทรศัพท์มือถือของเธอดังขึ้นในบ่ายวันหนึ่ง
เป็นเบอร์ของกรณ์
“สวัสดีค่ะ คุณกรณ์” พิมรับสายด้วยน้ำเสียงสดใส
“พิม…” เสียงของกรณ์ที่ตอบกลับมา เคร่งเครียดและเต็มไปด้วยความกังวล “นิศรา… นิศราอาการไม่ค่อยดีเลย”
รอยยิ้มบนใบหน้าของพิมหายไปทันที… ถูกแทนที่ด้วยสีหน้า “วิตกกังวล” ที่เธอปั้นแต่งขึ้นอย่างแนบเนียน
“ไม่ดีเหรอคะ? เป็นอะไรไป? หรือว่าเครียดเรื่องงานจริงๆ พิมบอกแล้วว่าไม่ต้องรีบ…”
“เปล่า… ไม่ใช่แค่เครียด” กรณ์ตัดบท “หมอมาตรวจแล้ว บอกว่าร่างกายปกติดีทุกอย่าง แต่… แต่นิศรา… เธอดู… เธอดูแย่มาก”
“แย่ยังไงคะ”
“เธอเอาแต่บ่นว่าเหนื่อย… เหนื่อยตลอดเวลา แล้วก็… คัน”
“คัน?” พิมขมวดคิ้ว “แพ้อะไรรึเปล่าคะ”
“หมอก็ว่างั้น… แต่… พิม… เธอมาดูเองดีกว่าไหม? ตอนนี้นิศราอยู่ที่คฤหาสน์… เธอเอาแต่เก็บตัวอยู่ในห้อง ไม่ยอมออกมาเจอใครเลย”
“ตายจริง…” พิมอุทาน “ได้ค่ะ… พิมจะรีบไปเดี๋ยวนี้เลย”
เธอวางสาย… และรอยยิ้มเย็นเยียบก็ปรากฏขึ้นบนริมฝีปากของเธอ… เพียงชั่วครู่… ก่อนจะจางหายไป
เธอสั่งให้เลขานำช่อดอกลิลลี่สีขาวที่งดงามที่สุด ไปส่งที่รถ
…
คฤหาสน์ของตระกูลเงียบสงัดผิดปกติ คนรับใช้เดินกันอย่างเงียบกริบ
พิมเดินขึ้นบันไดไปยังปีกที่พักของนิศรา เธอพบกรณ์ยืนรออยู่ที่หน้าห้องด้วยสีหน้ากลัดกลุ้ม
“เธออยู่ในนั้นครับ” กรณ์พูดเบาๆ “เธอไม่ยอมเปิดไฟ”
พิมพยักหน้า “คุณรออยู่ข้างนอกดีกว่าค่ะ… บางที… เธออาจจะแค่อยากคุยกับพิมตามลำพัง”
พิมเคาะประตูเบาๆ “นิศรา… พี่เองนะ… พี่เข้าไปได้ไหม”
มีเพียงเสียงเงียบ… ก่อนจะได้ยินเสียงอนุญาตแผ่วเบา… “ค่ะ”
พิมเปิดประตูเข้าไป…
ห้องนอนที่เคยสว่างไสวของนิศรา บัดนี้มืดทึบ ผ้าม่านหนาถูกปิดทึบทุกด้าน มีเพียงแสงสลัวจากโคมไฟหัวเตียงเท่านั้น
กลิ่นหอมสะอาดที่เคยมี… ถูกแทนที่ด้วยกลิ่นอับจางๆ
นิศรานอนขดตัวอยู่บนเตียง… ซีดเซียว… ผมเผ้ายุ่งเหยิง ดวงตาเบิกกว้างแต่ดูเหม่อลอย
“นิศรา… นี่พี่เอาดอกไม้มาเยี่ยมนะ” พิมพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนที่สุด เดินไปวางช่อดอกลิลลี่ลงบนโต๊ะข้างเตียง
“ขอบคุณค่ะ… พี่พิม” นิศราตอบ… เสียงของเธอแหบแห้ง
“เป็นยังไงบ้าง… ทำไมถึงปิดม่านมืดแบบนี้”
“นิศรา… ไม่ชอบแสงค่ะ… มันแสบตา”
พิมนั่งลงที่ขอบเตียง… เธอสังเกตเห็น…
นิศรากำลัง… ลูบแขนตัวเอง…
ไม่ใช่การเกา… แต่เป็นการลูบแรงๆ… ถูไปถูมา… ราวกับกำลังพยายามปัดเป่า หรือ… กด… อะไรบางอย่างไว้
“คันเหรอ?” พิมถามอย่างจงใจ
นิศราสะดุ้งเล็กน้อย “ค่ะ… นิดหน่อย… หมอบอกว่านิศราคงเครียดจนเป็นลมพิษ”
“เหรอ…” พิมมองลึกลงไปในดวงตาของน้องสาว “แต่มันดู… ไม่เหมือนลมพิษนะ”
นิศราหยุดลูบแขน… เธอมองพิมด้วยสายตาที่สับสน… และหวาดกลัว
“นิศรา… ก็ไม่รู้เหมือนกันค่ะ… พี่พิม” เธอเริ่มกระซิบ “มัน… มันคันแปลกๆ… มันไม่ใช่แค่คันบนผิวหนัง…”
เธอกลืนน้ำลาย…
“มันเหมือน… มันเหมือนมีอะไร… ไช… อยู่ข้างใน”
พิมแสร้งทำตาโต “พูดอะไรน่ะนิศรา… เธอคงคิดมากไปเอง”
“นิศราไม่ได้คิดมาก!” นิศราขึ้นเสียงเล็กน้อย ก่อนจะกลับไปกระซิบอีกครั้ง “นิศราพยายามนอน… แต่พอนอน… ก็รู้สึกเหมือนมีตัวอะไรเล็กๆ… มันกำลังเดิน… เดินไปมาในแขน… ในขา…”
“นิศรา…”
พิมยื่นมือออกไป… ตั้งใจจะแตะแขนของนิศราเพื่อปลอบโยน…
ทันทีที่ปลายนิ้วของพิมสัมผัสกับผิวของนิศรา…
“ว้ายยยย!”
นิศรากรีดร้องสุดเสียง… สะดุ้งถอยหลังอย่างรุนแรงจนตกเตียง… เธอกระแทกเข้ากับโต๊ะข้างเตียง แจกันดอกลิลลี่ที่พิมเอามาให้ล้มลง… น้ำและดอกไม้กระจายเกลื่อนพื้น…
กรณ์พังประตูเข้ามาทันที “เกิดอะไรขึ้น! นิศรา!”
นิศราร้องไห้โฮ… เธอกอดตัวเองแน่น ตัวสั่นเทา… ชี้มาที่แขนของตัวเอง… แขนที่พิมเพิ่งสัมผัส…
“มันขยับ! พี่กรณ์! เมื่อกี้… ตอนที่พี่พิมแตะ… Em รู้สึกได้… มันขยับ!”
เธอมองพิมด้วยสายตาตื่นกลัวสุดขีด
“พวกมัน… พวกมันกำลังเดิน! มันอยู่ใต้ผิวของนิศราจริงๆ! เอาพวกมันออกไป! เอาพวกมันออกไปที!”
นิศราเริ่มใช้เล็บของตัวเอง… จิก… ข่วน… ลงบนแขนของเธออย่างบ้าคลั่ง…
“นิศรา! หยุดนะ!” กรณ์ถลาเข้าไปรวบตัวเธอไว้ พยายามยื้อยุดมือของเธอ “เธอเป็นอะไรไป! ไม่มีอะไรทั้งนั้น!”
พิมยืนนิ่ง… มองภาพนั้นด้วยใบหน้าที่ซีดเผือด… ใบหน้าที่แสดงความตกใจและเสียใจอย่างสุดซึ้ง…
“ตายแล้ว… นิศรา… น้องเป็นอะไรไป…” เธอพูดเสียงสั่น
เธอมองดูนิศราที่กำลังดิ้นรนอยู่ในอ้อมแขนของกรณ์… กรีดร้องอย่างเสียสติว่ามีบางอย่างกำลังไชผิวของเธอ…
พิมค่อยๆ ถอยหลังออกมาจากห้อง… ช้าๆ… ทีละก้าว…
เธอหันหลังให้กับความโกลาหลนั้น…
และในขณะที่เสียงกรีดร้องของนิศรายังคงดังก้องอยู่เบื้องหลัง…
พิมพ์ชนก… ก็ยิ้มออกมา
มันเป็นรอยยิ้มที่ไม่มีใครเห็น… รอยยิ้มที่เยือกเย็น… อิ่มเอม… และเต็มไปด้วยชัยชนะอันมืดมิด
สงคราม… เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้น
หนึ่งสัปดาห์…
เพียงแค่หนึ่งสัปดาห์… โลกของนิศราก็พังทลายลงอย่างสิ้นเชิง
สิ่งที่เริ่มต้นจาก “อาการคัน” และ “ความเหนื่อยล้า” ได้แปรเปลี่ยนเป็นความหวาดผวาอย่างรุนแรง
นิศราปฏิเสธอาหาร เธอบอกว่าเธอรู้สึกถึง “บางสิ่ง” ที่ดิ้นอยู่ในท้องของเธอ เธอนอนไม่หลับ… ทุกครั้งที่ข่มตาหลับ เธอจะสะดุ้งตื่น กรีดร้องว่ามี “ขาเล็กๆ” นับพันกำลังไชไปทั่วร่าง
เธอเริ่มพูดจาไม่รู้เรื่อง… พูดกับกำแพง… อ้อนวอนอากาศธาตุให้ “หยุดเดิน”
แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตเวชที่ดีที่สุดในกรุงเทพ ถูกเรียกตัวมาที่คฤหาสน์
หลังจากการประเมินอย่างเคร่งเครียดนานหลายชั่วโมง… คำวินิจฉัยก็ออกมา
“ภาวะจิตเภทเฉียบพลัน… ที่มีอาการหลงผิดทางร่างกาย (Somatic Delusion)”
หมออธิบายว่า… นิศราเชื่ออย่างสุดหัวใจว่า… ร่างกายของเธอกำลังถูกรบกวนจากปรสิตหรือแมลงบางชนิดที่มองไม่เห็น มันคืออาการป่วยทางจิตที่รุนแรง… เกิดจากความเครียดสะสมอย่างหนัก
ตระกูลตกอยู่ในความสับสนวุ่นวาย…
และในท่ามกลางความโกลาหลนั้น… พิมพ์ชนกก็ก้าวออกมา… เป็นเสาหลักที่มั่นคงเพียงหนึ่งเดียว
“พิมจะดูแลน้องเองค่ะ” เธอกล่าวต่อหน้าญาติผู้ใหญ่และกรณ์ ด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่นแต่แฝงไว้ด้วยความร้าวราน “นิศราต้องการการรักษาที่ดีที่สุด… ห่างไกลจากความกดดันที่นี่”
แผนการถูกจัดการอย่างรวดเร็วและเงียบเชียบ
นิศรา… ในสภาพที่เกือบจะไม่รับรู้สิ่งใดแล้ว… ถูกส่งตัว “โดยเครื่องบินส่วนตัว” ไปยังสถาบันบำบัดจิตเวชชั้นสูงในประเทศสวิตเซอร์แลนด์
มันคือสถานที่อันเงียบสงบ… งดงามท่ามกลางเทือกเขา… และเป็นสถานที่ที่ “ตัดขาดจากโลกภายนอก” อย่างสมบูรณ์
ไม่มีใครได้ยินเสียงกรีดร้องของเธออีกต่อไป…
พิมเป็นคนจัดการเรื่องเอกสารทั้งหมด… ในฐานะผู้ดูแลโดยชอบธรรมของนิศรา
และในฐานะ… ผู้รับมอบอำนาจในการบริหารบริษัททั้งหมด… จนกว่านิศราจะ “หายดี”
ซึ่งพิมรู้ดีว่า… วันนั้นจะไม่มีวันมาถึง
…
หกเดือนต่อมา…
ห้องทำงานของประธานกรรมการบริหาร… ที่เคยเป็นของคุณปู่… บัดนี้เป็นของพิมพ์ชนกอย่างสมบูรณ์
เธอพิสูจน์ให้ทุกคนเห็นว่า… เธอคือคนที่ใช่
ภายใต้การบริหารของเธอ บริษัทที่เคยซบเซา กลับมาทำกำไรสูงสุดในรอบสิบปี เธอกล้าได้กล้าเสีย… เฉียบขาด… และไร้ความปรานี
เธอคือ “ราชินีน้ำแข็ง” คนใหม่แห่งวงการธุรกิจกรุงเทพฯ
และความสัมพันธ์ของเธอกับกรณ์… ก็เช่นกัน
กรณ์… ในตอนแรก… เขาเต็มไปด้วยความรู้สึกผิดและโศกเศร้าเรื่องนิศรา เขาบินไปเยี่ยมเธอที่สวิตเซอร์แลนด์ถึงสองครั้ง
ครั้งแรก… นิศราจำเขาไม่ได้เลย… เอาแต่จิกทึ้งผ้าปูที่นอน ครั้งที่สอง… นิศราอาละวาดใส่เขา… ขว้างปาข้าวของ… กรีดร้องว่าเขาคือ “หนึ่งในพวกมัน”
แพทย์ที่นั่นส่ายหน้า… บอกว่าอาการของเธอมีแต่จะทรงกับทรุด
กรณ์กลับมาที่กรุงเทพฯ… ด้วยหัวใจที่แตกสลาย…
และพิมก็อยู่ที่นั่น… เพื่อปลอบโยนเขา
เธอทำงานเคียงข้างเขา… เธอรับฟังเขา… เธอเข้าใจความเจ็บปวดของเขา… เธอแสดงให้เขาเห็นถึงความเข้มแข็ง… ที่เขาเองก็ต้องการ
ความเศร้าโศก… ความใกล้ชิดในการทำงาน… และความชื่นชมในความสามารถของพิม…
มันค่อยๆ ก่อตัวขึ้นช้าๆ
จากที่ปรึกษา… กลายเป็นเพื่อน… จากเพื่อน… กลายเป็นคนรู้ใจ…
จนกระทั่งคืนหนึ่ง… ในงานเลี้ยงฉลองความสำเร็จของโปรเจกต์ยักษ์ที่พวกเขาทั้งคู่ทำร่วมกัน…
ท่ามกลางแสงสีของเมืองหลวง… ในเพนท์เฮาส์หรูของพิม…
กรณ์ดึงเธอเข้ามาจูบ
มันไม่ใช่จูบที่อ่อนหวานเหมือนที่เขาเคยมีให้นิศรา… แต่มันคือจูบที่เต็มไปด้วยความหลงใหล… ความต้องการ… และการยอมรับในอำนาจของกันและกัน
พิมได้ทุกอย่างที่เธอต้องการแล้ว…
เธอมีบริษัท… เธอมีอำนาจ… และเธอมีกรณ์
เธอคือผู้ชนะ… อย่างสมบูรณ์แบบ
…
ค่ำคืนนั้น… คือค่ำคืนที่ควรจะเป็นจุดสูงสุดในชีวิตของเธอ
หลังจากที่กรณ์หลับไปแล้วด้วยความอ่อนเพลีย… พิมลุกขึ้นจากเตียง… เดินไปยืนริมหน้าต่างกระจกบานใหญ่ มองดูเมืองที่อยู่แทบเท้าของเธอ
เธอรู้สึกถึงความพึงพอใจอย่างท่วมท้น…
แต่แล้ว… เธอก็รู้สึกถึงมัน…
ความรู้สึกเล็กๆ… ที่เกือบจะไม่สังเกตเห็น…
มันเริ่มที่บริเวณหัวไหล่ด้านซ้าย…
…คัน…
ไม่ใช่การคันแบบปกติ… ไม่ใช่การแพ้… แต่มันเป็นการคันยิบๆ… ที่น่ารำคาญ
พิมขมวดคิ้วเล็กน้อย… ยกมือขึ้นเกาเบาๆ
“สงสัยจะแพ้ไวน์” เธอพึมพำกับตัวเอง
เธอเกามันอีกครั้ง… แรงขึ้นเล็กน้อย… แต่ความรู้สึกนั้นก็ไม่หายไป
มันเหมือนมีขนเล็กๆ… หรือใยอะไรบางอย่าง… มาสัมผัสผิวหนังของเธอ…
เธอพยายามปัดมันออก… แต่ก็ไม่มีอะไร
พิมเริ่มรู้สึกหงุดหงิดเล็กน้อย… เธอเดินไปที่ห้องน้ำ เปิดไฟสว่างจ้า… ส่องดูไหล่ของตัวเองในกระจก
ผิวเนียนละเอียดของเธอ… ขาวผ่อง… ไม่มีร่องรอย… ไม่มีผื่น… ไม่มีอะไรเลย
“คงคิดมากไปเอง” เธอสรุป
เธอเกามันเป็นครั้งสุดท้าย… แรงๆ… จนผิวบริเวณนั้นแดงเป็นปื้นเล็กน้อย
ดูเหมือนว่าความคันจะหายไปแล้ว…
พิมปิดไฟห้องน้ำ… กลับไปที่เตียง… ล้มตัวลงนอนข้างๆ กรณ์
เธอกอดผู้ชายที่เธอแย่งชิงมาได้… หลับตาลง… พร้อมกับรอยยิ้มของผู้ชนะ
แต่ลึกลงไป… ใต้ชั้นผิวหนังที่เธอมองไม่เห็น… ณ จุดที่เธอเพิ่งเกาไปเมื่อครู่…
บางสิ่งบางอย่าง… ที่หลับใหลมานาน…
ได้เริ่ม… ขยับตัว…
อาการคันที่หัวไหล่ในคืนนั้น… เป็นเพียงจุดเริ่มต้น
ชีวิตของพิมพ์ชนกดำเนินไปอย่างสมบูรณ์แบบในสายตาคนนอก เธอคือประธานหญิงที่ทรงอำนาจที่สุดในรอบทศวรรษ ทุกย่างก้าวของเธอมั่นคง ทุกคำพูดของเธอคือคำสั่ง
แต่ภายใต้ชุดสูทผ้าไหมสั่งตัดราคาแพง… บางสิ่งกำลังเปลี่ยนแปลง
…
ห้องประชุมบอร์ดบริหารอากาศเย็นเฉียบ พิมพ์ชนกนั่งอยู่หัวโต๊ะ เป็นศูนย์กลางของอำนาจ สายตาของเธอเฉียบคมขณะที่เธอฟังรายงานสรุปไตรมาส
ทุกอย่างเป็นไปตามคาด… กำไรพุ่งสูงขึ้น
เธอกำลังจะเปิดปากพูด…
แล้วเธอก็รู้สึกถึงมันอีกครั้ง
ครั้งนี้… มันไม่ได้อยู่ที่หัวไหล่…
มันเริ่มที่ข้อมือ… ใต้สายนาฬิกาหรูของเธอ
ความรู้สึกยิบๆ… น่ารำคาญ… แต่ครั้งนี้… มันไม่ได้หยุดอยู่แค่ที่เดียว
พิมขมวดคิ้วเล็กน้อย… พยายามตั้งสมาธิกับตัวเลขตรงหน้า
แต่แล้ว… ความรู้สึกนั้น… มัน… เคลื่อนไหว
มันไม่ใช่แค่คัน… มันคือการ “คลาน”
พิมรู้สึกได้อย่างชัดเจน… เหมือนมีแมลงตัวเล็กๆ… หรือขาของตะขาบ… กำลังค่อยๆ คืบคลาน… ชอนไช… จากข้อมือของเธอ… ลอดผ่านใต้ผิวหนัง… ขึ้นมาทางท้องแขน…
มุ่งหน้า… สู่ข้อศอก
“อ๊ะ!”
เธออุทานออกมาเบาๆ… แต่ดังพอในความเงียบของห้องประชุม
ปากกาปาร์กเกอร์สีทองในมือของเธอ… ร่วงหล่น… กระทบกับโต๊ะไม้ขัดมัน…
เสียง “แก๊ก” เพียงครั้งเดียว… แต่ดังกังวาน
ทุกสายตา… ทุกคู่… ในห้องประชุม… จับจ้องมาที่เธอ
กรรมการบริหารอาวุโสที่กำลังรายงานอยู่ หยุดชะงัก
“คุณพิม… เป็นอะไรรึเปล่าครับ”
พิมพ์ชนกหน้าซีดเผือด… เธอรีบก้มลงเก็บปากกา… มือของเธอสั่นเทาเล็กน้อย ความรู้สึกที่แขน… หยุดกึก… เหมือนมันรู้ตัวว่าถูกจับได้
“เปล่าค่ะ… ไม่มีอะไร” เธอพูด เสียงยังคงราบเรียบ “แค่… เมื่อยแขนนิดหน่อย” เธอสูดหายใจเข้าลึกๆ “รายงานต่อเถอะค่ะ”
แต่สมาธิของเธอแตกกระเจิงไปแล้ว ตลอดการประชุมที่เหลืออีกหนึ่งชั่วโมง… เธอรู้สึกได้ถึงมัน… มันไม่ได้คลานอีก… แต่มัน “หยุด” … นิ่งอยู่ตรงข้อพับแขนของเธอ…
ราวกับว่ามันกำลัง… รอคอย
ทันทีที่การประชุมสิ้นสุดลง… “พักสิบห้านาทีนะคะ” เธอประกาศ… พิมรีบพุ่งตัวออกจากห้องประชุม… ตรงไปยังห้องน้ำส่วนตัวของประธาน
เธอสบถ… ล็อกประตู…
เธอกระชากแขนเสื้อสูทขึ้นอย่างแรง… ถลกมันขึ้นไปจนถึงหัวไหล่
เธอยืนจ้องแขนเรียวขาวของตัวเองในกระจก…
ไม่มีอะไร…
ไม่มีร่องรอย… ไม่มีผื่นแดง… ไม่มีแม้แต่รอยขีดข่วน… ผิวของเธอยังคงเนียนละเอียด… ไร้ที่ติ
“บ้าจริง…” เธอพึมพำ “ฉันเครียดเกินไป… ฉันทำงานหนักเกินไป”
เธอเริ่มคิด… หรือว่า… นี่คืออาการเดียวกันกับที่นิศราเคยเป็น? ความกลัวเย็นเยียบแล่นวาบไปทั่วสันหลัง
ไม่… ไม่… นั่นมันอาการทางจิต… นิศราอ่อนแอ… แต่ฉันไม่ใช่
เธอจ้องตัวเองในกระจก… พยายามสงบสติอารมณ์…
แต่แล้ว… เธอก็เห็นมัน…
ไม่ใช่ที่แขน…
แต่ที่… ขมับ… ข้างขวาของเธอ
ภายใต้แสงไฟนีออนสว่างจ้าของห้องน้ำ… เส้นเลือดเส้นเล็กๆ ที่ขมับของเธอ…
มันกำลัง… เต้น…
พิมขมวดคิ้ว… จ้องเขม็ง…
มันไม่ใช่การเต้นตุบๆ ตามจังหวะของชีพจร… ไม่ใช่จังหวะการเต้นของหัวใจ…
มันเป็นการ… กระตุก… ที่ผิดปกติ…
มันกระตุกเป็นจังหวะสั้นๆ… ยิก… ยิก… ยิก… ราวกับ… ขาของตะขาบที่กำลังพยายามเดิน… แต่ติดอยู่กับที่…
เธอยกมือขึ้นแตะขมับของตัวเอง… ทันทีที่นิ้วสัมผัส… การเคลื่อนไหวนั้นก็หยุดลง เธอรู้สึกได้ถึงเส้นเลือดปกติ… ที่เต้นตามจังหวะหัวใจ…
เธอเอามือออก… จ้องกระจกอีกครั้ง…
ทุกอย่าง… กลับเป็นปกติ
“ฉัน… ฉันแค่… ตาลาย”
พิมเปิดก๊อกน้ำ… วักน้ำเย็นสาดใส่หน้าตัวเอง… ครั้งแล้วครั้งเล่า…
ความเย็นของน้ำช่วยเรียกสติของเธอกลับมา
มันไม่มีอะไร… มันคือความเครียด… มันคือความเหนื่อยล้า… เธอแค่ต้องการพักผ่อน
เธอกลับเข้าห้องประชุมด้วยใบหน้าที่เรียบเฉย… ไม่มีใครสังเกตเห็นความผิดปกติ
แต่ความกลัว… ได้ถูกปลูกฝังลงในใจของเธอแล้ว
…
คืนนั้น… กรณ์กลับมาที่เพนท์เฮาส์ดึกกว่าปกติ พิมยังไม่นอน… เธอนั่งอ่านรายงานอยู่บนโซฟา… ในชุดคลุมผ้าไหมเนื้อดี
แต่เธอไม่ได้ใส่แขนกุด… เธอใส่ชุดคลุมแขนยาว
กรณ์เดินเข้ามา… ถอดเนคไทออก… เขาโน้มตัวลงจูบที่หน้าผากเธอ
“เหนื่อยไหมครับ” เขาถาม
“นิดหน่อยค่ะ” พิมตอบ พยายามยิ้ม “คุณล่ะคะ… ประชุมกับสิงคโปร์เป็นยังไงบ้าง”
“ก็ดีครับ… แต่…” กรณ์ชะงัก… เขามองไปที่ต้นคอของเธอ
“พิม…”
“คะ?”
“คุณ… เกาอีกแล้วนะ”
พิมสะดุ้ง… มือของเธอที่กำลังเกาบริเวณท้ายทอยอย่างลืมตัว… หยุดค้างอยู่ตรงนั้น
“ช่วงนี้… คุณเกาบ่อยจัง” กรณ์พูดด้วยน้ำเสียงห่วงใย “ผื่นนั่นยังไม่หายเหรอครับ… ไปหาหมอดีไหม”
พิมรีบดึงมือกลับ… ความหงุดหงิดพุ่งขึ้นมาอย่างไม่ทราบสาเหตุ
“ไม่มีอะไร!”
เสียงของเธอแหลม… และคม… จนน่าตกใจ
กรณ์ผงะเล็กน้อยกับปฏิกิริยาของเธอ “ผม… ผมแค่เป็นห่วง”
พิมหลับตาลง… พยายามควบคุมอารมณ์ “ขอโทษค่ะ… พิม… พิมแค่เครียดเรื่องงานนิดหน่อย” เธอปั้นยิ้ม “มันก็แค่คันๆ น่ะค่ะ… อากาศมันร้อน”
กรณ์มองเธออย่างพินิจพิเคราะห์… “แต่เราเปิดแอร์เย็นฉ่ำเลยนะ…”
“พิมจะไปอาบน้ำค่ะ” เธอตัดบท ลุกขึ้นยืนทันที “รู้สึกเหนียวตัว”
เธอเดินเลี่ยงเขา… เข้าห้องน้ำไป…
กรณ์มองตามหลังเธอไป… ความรู้สึกกังวลบางอย่างเริ่มก่อตัวขึ้นในใจ ท่าทีเมื่อกี้ของพิม… มันดู… ป้องกันตัว… และ… หวาดระแวง…
มันทำให้เขานึกถึง… ใครบางคน… ที่เขาพยายามจะลืม
…
ในห้องน้ำ… พิมไม่ได้อาบน้ำ…
เธอยืนพิงประตูที่ล็อกไว้… หายใจหอบ…
อาการคันมันกลับมาอีกแล้ว… คราวนี้… มันไม่ใช่แค่จุดเดียว…
มันคันยิบๆ… พร้อมกัน… ทั่วทั้งแผ่นหลัง… เหมือนมีมดนับพันตัวกำลังไต่วุ่นวายอยู่ใต้ผิวหนังของเธอ
เธออยากจะถอดชุดคลุมออก… อยากจะเกามันแรงๆ… อยากจะกรีดร้อง…
แต่เธอทำได้เพียง… ยืนนิ่ง… กัดริมฝีปากตัวเองจนห้อเลือด…
“ไม่…” เธอกระซิบกับตัวเอง… “แกจะมาทำลายฉันไม่ได้… ฉันไม่ใช่… นิศรา”
แต่ลึกลงไป… เธอรู้ดี… นี่ไม่ใช่ความเครียด…
พวกมัน… ตื่นแล้ว
การนอนหลับ… กลายเป็นสิ่งฟุ่มเฟือยที่พิมพ์ชนกไม่สามารถครอบครองได้อีกต่อไป
ทุกครั้งที่เธอข่มตาหลับ… ความรู้สึกนั้นจะรุนแรงขึ้น… มันไม่ใช่แค่การคลาน… แต่มันคือการ “เคลื่อนไหว” ที่พร้อมเพรียงกัน
เธอไปหาหมอ… แพทย์ผิวหนังที่ดีที่สุดในกรุงเทพฯ… ผู้เชี่ยวชาญที่เคยดูแลผิวพรรณระดับราชวงศ์
พวกเขาตรวจดูผิวของเธอใต้กล้องจุลทรรศน์… ตรวจเลือด… ตรวจทุกอย่าง…
“ผิวของคุณ… สมบูรณ์แบบครับ คุณพิมพ์ชนก” หมอสรุปด้วยรอยยิ้มอย่างมืออาชีพ “ไม่มีร่องรอยของปรสิต… ไม่มีอาการแพ้… มันคือ… อาการทางจิต… ที่เกิดจากความเครียด (Psychosomatic)”
คำเดิม… คำวินิจฉัยเดียวกับที่พวกเขาเคยใช้กับนิศรา
พิมจ่ายเงินค่าตรวจราคาแพงลิบลิ่ว… และเดินออกมาพร้อมกับยาคลายเครียด… ที่เธอโยนมันทิ้งลงถังขยะทันทีที่ถึงรถ
“พวกโง่” เธอสบถ “พวกมันไม่รู้อะไรเลย”
แต่เธอรู้…
ตอนนี้เธอรู้แล้ว… เธอสัมผัสได้ถึงพวกมัน… แยกแยะได้เป็นเอกเทศ
มีบางอย่าง… ลื่นไหล… และเย็นเฉียบ… กำลังค่อยๆ รัดพันรอบซี่โครงของเธอ… มันคือ “งู” มีบางอย่าง… ที่มีขามากมาย… กำลังค่อยๆ ไต่ขึ้นลงตามแนวกระดูกสันหลังของเธอ… มันคือ “ตะขาบ” มีบางอย่าง… แหลมคม… ซ่อนอยู่ในฝ่ามือของเธอ… มันคือ “แมงป่อง”… ที่รอคอยจังหวะจะต่อย มีบางอย่าง… ทำให้ผิวหนังของเธอรู้สึกหยาบและพอง… เหมือนผิว “คางคก” และมีบางอย่าง… ที่กำลังถักทอใย… เหนียวหนืด… อยู่ในช่องท้องของเธอ… “แมงมุม”
พวกมันอยู่ที่นี่… พวกมันอยู่ในตัวเธอ… พวกมันคือ… อาถรรพ์เบญจพิษ
…
กรณ์สังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงนั้น… มันชัดเจนเกินกว่าจะเพิกเฉยได้
พิมพ์ชนกที่เขาเคยรู้จัก… ราชินีน้ำแข็งผู้สง่างาม… กำลังหายไป
ถูกแทนที่ด้วยผู้หญิงที่หวาดระแวง… ขี้หงุดหงิด… และ… เกา…
เธอเกาตลอดเวลา
เธอเกา… ในขณะที่เธอกำลังเซ็นเอกสารสำคัญ… เธอเกา… ใต้โต๊ะอาหาร… ในขณะที่กำลังดินเนอร์กับนักลงทุน… เธอเกา… แม้กระทั่งในยามหลับ…
กรณ์ตื่นขึ้นมากลางดึกคืนหนึ่ง… เพราะได้ยินเสียงแปลกๆ เขาหันไปมองข้างเตียง… พิมไม่ได้นอนอยู่ตรงนั้น
เขาได้ยินเสียงขูดขีด… เบาๆ… มาจากห้องน้ำ
“พิม…” เขาเรียกเบาๆ ลุกจากเตียง
เขาเดินไปที่ห้องน้ำ… แสงไฟสลัวลอดออกมาจากใต้ประตู เขาเปิดประตูเข้าไป…
ภาพที่เขาเห็น… ทำให้เลือดในกายของเขาเย็นเฉียบ
พิมพ์ชนก… ยืนอยู่หน้ากระจกบานใหญ่… เธอสวมเพียงชุดชั้นใน… ในมือขวาของเธอ… ถือ… ใบมีดโกน…
เธอกำลังใช้ปลายแหลมของใบมีดโกนนั้น… กรีด… กรีดเบาๆ… ลงบนผิวเนื้อที่แขนซ้ายของเธอ…
ไม่ใช่การกรีดเพื่อฆ่าตัวตาย… แต่เป็นการกรีด… เพื่อ “เปิดทาง”
เลือดสีแดงสดไหลซึมออกมาเป็นทางยาว… แต่พิมดูเหมือนจะไม่รู้สึกเจ็บปวด
เธอกำลังจ้องมองรอยกรีดนั้น… และกระซิบ… กระซิบซ้ำไปซ้ำมา… ด้วยน้ำเสียงที่แหบแห้งและสิ้นหวัง…
“ออกไป…” “ได้โปรด… ออกไปจากตัวฉัน…” “ออกไปสิ… ฉันให้พวกแกออกไปไง…”
“พิม!!!”
กรณ์ตะโกนสุดเสียง… ถลาเข้าไปแย่งใบมีดโกนออกจากมือเธอ พิมสะดุ้งสุดตัว… หันขวับมามองเขา… ดวงตาของเธอเบิกกว้าง… แดงก่ำ… เต็มไปด้วยความตื่นกลัว… ไม่ใช่ความกลัวเขา… แต่คือความกลัวบางสิ่งที่มองไม่เห็น
“คุณ… คุณทำอะไร!” กรณ์ตะคอก เสียงสั่นด้วยความตกใจ “คุณบ้าไปแล้วเหรอ!”
“ปล่อยฉัน!” พิมกรีดร้อง พยายามแย่งใบมีดคืน “คุณไม่เข้าใจ! พวกมัน… พวกมันจะไม่ออกไป! ฉันต้องเอามันออก!”
กรณ์จับไหล่เธอเขย่าอย่างแรง “มันไม่มีอะไรทั้งนั้น! พิม! ตั้งสติ! มันไม่มีอะไรอยู่ตรงนั้น!”
“มันมี!!!” พิมตะโกนสวนกลับ “พวกมันอยู่ในตัวฉัน! มันกำลังกินฉัน! มันเหมือนกับที่… เหมือนกับที่…”
เธอชะงักกึก…
คำพูด… หายไปในลำคอ
“เหมือนกับที่… ใครเหรอ… พิม” กรณ์ถาม… เสียงของเขาเย็นลงทันที เขามองลึกเข้าไปในดวงตาที่หวาดกลัวของเธอ…
และในวินาทีนั้น… เขาก็จำได้…
เสียงกรีดร้องสุดท้ายของนิศรา… ก่อนที่เธอจะถูกส่งตัวไป… “พี่กรณ์! มันอยู่ใต้ผิวของนิศรา! เอาพวกมันออกไป!”
ความทรงจำนั้น… กระแทกเข้าใส่เขาราวกับค้อนปอนด์ เขามองพิม… ผู้หญิงที่เขานอนกอดทุกคืน… แต่นี่… ไม่ใช่พิมที่เขารู้จัก
“คุณ…” กรณ์กระซิบ… ค่อยๆ ปล่อยมือออกจากไหล่ของเธอ “คุณ… รู้อะไรเกี่ยวกับเรื่องของนิศราบ้าง… ใช่ไหม”
พิมมองเขานิ่ง… ความคลุ้มคลั่งเมื่อครู่หายไป… ถูกแทนที่ด้วยความเย็นชาที่น่ากลัว
เธอไม่ตอบ… เธอแค่หยิบชุดคลุมขึ้นมาสวม… เดินชนไหล่เขาออกไปจากห้องน้ำ… ทิ้งให้กรณ์ยืนตัวแข็งทื่ออยู่กับรอยเลือดบนพื้น
…
ความสิ้นหวัง… ผลักดันให้พิมกลับไปสู่จุดเริ่มต้น
เธอกลับไปที่ตรอกเหม็นอับริมแม่น้ำอีกครั้ง… ในเวลาตีสาม เธอทุบประตูไม้ผุพังนั้นอย่างบ้าคลั่ง
“อาจารย์เก่ง! เปิดประตู! เปิดเดี๋ยวนี้!”
ประตูแง้มเปิดออกช้าๆ อาจารย์เก่ง… ยังคงนั่งอยู่ที่เดิม… แต่ดูเหมือนเขาจะ “เหี่ยวแห้ง” และ “ผุพัง” ลงกว่าเดิม… ราวกับถูกสูบพลังชีวิตออกไป
เขามองเธอ… ด้วยดวงตาขุ่นมัวคู่เดิม… และยิ้มแสยะ…
“กลับมาเร็วกว่าที่ข้าคิดนะ… คุณหนู”
“เอาพวกมันออกไปจากตัวฉัน!” พิมตะโกนใส่หน้าเขา โยนกระเป๋าถือแบรนด์เนมลงบนพื้น “ฉันจะให้ทุกอย่างที่ฉันมี! ฉันจะให้คุณสิบเท่า… ร้อยเท่า! แค่เอาพวกมันออกไป!”
อาจารย์เก่งหัวเราะ… เสียงหัวเราะแหบแห้ง… ก้องกังวานในความเงียบยามดึก
“โง่… โง่จริงๆ” เขาพูดช้าๆ “ข้าบอกเจ้าแล้ว… ว่ามันมี ‘ราคา’ ที่ต้องจ่าย”
“หมายความว่ายังไง! แกหลอกฉัน!”
“ข้าไม่ได้หลอก” อาจารย์เก่งตอบ “ข้าแค่ไม่ได้บอกทั้งหมด… วิญญาณของนังเด็กนั่น… มันอ่อนแอ… เปราะบาง… พวกมัน ‘กิน’ อิ่มเร็วเกินไป”
เขายื่นหน้าเข้ามาใกล้… กลิ่นเหม็นสาบปะทะหน้าพิม
“ตอนนี้… พวกมันต้องการบ้านใหม่… และพวกมันก็ ‘ชอบ’ เจ้าเหลือเกิน… คุณหนู”
“ทำไม…” พิมกระซิบ เสียงสั่น “ทำไมต้องเป็นฉัน”
“เพราะเจ้าแข็งแกร่งกว่า” อาจารย์เก่งตอบ “เจ้าเต็มไปด้วยพลัง… ความทะเยอทะยาน… ความเกลียดชัง… และที่สำคัญที่สุด… ความ ‘กลัว’ ของเจ้า…”
เขายิ้มอีกครั้ง…
“มันคือ… อาหารชั้นเลิศ… สำหรับพวกมัน”
“ไม่…”
“ไม่มีทางเอาพวกมันออกไปได้แล้ว” อาจารย์เก่งสรุป “มันสายเกินไป… พวกมันเริ่มสร้างรังแล้ว… พวกมันเป็นของเจ้า… และเจ้า… ก็เป็นของพวกมัน… ตลอดไป”
…
พิมกลับมาที่เพนท์เฮาส์ในสภาพเหมือนคนตายทั้งเป็น เธอไม่ร้องไห้… เธอไม่กรีดร้อง…
เธอเดินตรงไปที่ตู้เสื้อผ้า… รื้อ… เธอโยนชุดผ้าไหม… ชุดเดรสหรูหรา… ทุกอย่างที่เนื้อผ้าละเอียดอ่อน… ทิ้งลงบนพื้น เธอทนความรู้สึกที่ผ้าเหล่านั้นเสียดสีกับผิวหนังของเธอไม่ได้อีกต่อไป… มันเหมือนมีเข็มนับล้านทิ่มแทง…
เธอหยิบเสื้อยืดผ้าฝ้ายเก่าๆ ตัวใหญ่ๆ ออกมาสวม…
เธอหยุดสัมผัสกรณ์… ทุกครั้งที่ผิวหนังของเขาสัมผัสเธอ… เธอรู้สึกเหมือนถูกไฟช็อต… เธอหนีเขา… ล็อกตัวเองอยู่ในห้องทำงาน… เธอนั่งขดตัวอยู่ในมุมมืด… จ้องมองเงาของตัวเองบนกำแพง… เธอเห็น… เงาของเธอกำลังบิดเบี้ยว… เหมือนมีบางอย่างเคลื่อนไหวอยู่ภายใน…
เธอรู้สึกได้… พวกมันกำลัง “กัดกิน” … ไม่ใช่ผิวหนังอีกต่อไป… แต่เป็น… อวัยวะภายใน…
…
คืนนั้น… กรณ์ตัดสินใจเผชิญหน้า เขาไขกุญแจสำรองเข้าไปในห้องทำงานของเธอ
“พิม… เราต้องคุยกัน”
พิมนั่งนิ่งอยู่ในความมืด…
“คุณไปทำอะไรมา… ในคืนที่นิศราป่วย” กรณ์ถามตรงๆ “คุณไปเจอใคร… คุณทำอะไรกับน้ำแก้วนั้น”
ความเงียบ…
“ตอบผมมา!!!” กรณ์ตะคอก
พิมค่อยๆ เงยหน้าขึ้น… ในแสงจันทร์ที่ส่องผ่านหน้าต่างเข้ามา… ใบหน้าของเธอซีดขาว… แต่ดวงตาของเธอ… กลับลุกโชนด้วยความบ้าคลั่ง
“ฉันทำในสิ่งที่ฉันต้องทำ!” เธอตวาดกลับ “ฉันเอาทุกอย่างที่เป็นของฉันคืนมา! รวมถึง… คุณ!”
“คุณมัน… ปีศาจ” กรณ์กระซิบ… เขาก้าวถอยหลัง… ความรังเกียจฉายชัดบนใบหน้า
“ใช่!” พิมหัวเราะ “ฉันคือปีศาจ! แล้วยังไงล่ะ! ฉันชนะ! ฉันมีทุกอย่าง!”
“คุณไม่มีอะไรเลย… พิม” กรณ์พูดเสียงเย็น “คุณเสียสติไปแล้ว… เหมือนกับที่คุณทำกับนิศรา”
เขากำลังจะหันหลังเดินจากไป…
“อย่าไป!!!”
พิมกรีดร้อง… พุ่งเข้าใส่เขา…
แต่กรณ์เร็วกว่า… เขาผลักเธอออก… พิมล้มลงกระแทกพื้น…
“ผมจะไปแจ้งตำรวจ… ผมจะรื้อฟื้นเรื่องของนิศราทั้งหมด” กรณ์พูดอย่างเด็ดขาด “คุณจบแล้ว… พิม”
เขากำลังจะเดินออกจากห้อง…
“ไม่… ไม่…” พิมพึมพำ… เธอลุกขึ้นยืน… ความกลัว… ความสิ้นหวัง… ความโกรธ… ปะทุขึ้นมาพร้อมกัน
เธอเหลือบไปเห็นบางอย่าง…
อ่างอาบน้ำหินอ่อนขนาดใหญ่ในห้องน้ำที่เชื่อมต่อกัน… อ่างที่เต็มไปด้วยน้ำ… ที่เธอเปิดทิ้งไว้… เพราะเธอคิดว่าเสียงน้ำไหล… จะกลบเสียง “พวกมัน” ได้
ในวินาทีนั้น… เธอมองไปที่ผิวน้ำ… และผิวน้ำ… มัน… กระเพื่อม
มันไม่ได้กระเพื่อมจากลม… แต่มันกระเพื่อม… จาก “ข้างล่าง” …
ราวกับมีบางอย่าง… กำลังจะว่าย… แหวก… ออกมาจากท่อระบายน้ำ…
“อ๊ากกกกกกก!!!”
พิมกรีดร้องสุดเสียง… เสียงกรีดร้องที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัวขั้นสูงสุด… เธอชี้ไปที่อ่างน้ำ… “มันกำลังมา! พวกมันกำลังจะออกมา!”
กรณ์… ที่กำลังจะเปิดประตู… หันขวับกลับมาด้วยความตกใจ เขาวิ่งเข้ามาหาเธอ… “พิม! เป็นอะไร! มันไม่มีอะไรทั้งนั้น!”
เขาคว้าไหล่ของเธอ… พยายามเขย่าเพื่อให้เธอได้สติ…
นั่นคือ… ความผิดพลาดครั้งสุดท้ายของเขา
ในเสี้ยววินาทีที่มือของเขาสัมผัสตัวเธอ… บวกกับความหวาดกลัวสุดขีดจากสิ่งที่เธอ (คิดว่า) เห็นในอ่างน้ำ…
สัญชาตญาณดิบของพิม… หรือ… สัญชาตญาณของ “พวกมัน” … ก็เข้าครอบงำ
“อย่าแตะต้องฉัน!!!”
เธอแผดเสียง… รวบรวมพละกำลังทั้งหมดที่มี… ผลัก… ผลักกรณ์อย่างสุดแรง…
ผลักเขา… ออกไปให้พ้นจากตัวเธอ…
ผลักเขา… ตรงไปยัง… อ่างอาบน้ำหินอ่อน…
“ไม่!!!”
เสียงของกรณ์… หายไป…
ตามมาด้วยเสียง… “ตุบ” … ที่ทึบและหนัก…
ร่างของกรณ์กระแทกเข้ากับขอบอ่างหินอ่อนอย่างจัง… ศีรษะของเขา… ฟาดเข้ากับมุมแหลมของหิน…
ความเงียบ… เข้ามาแทนที่ทันที…
เงียบ… จนน่ากลัว…
มีเพียงเสียงน้ำที่ยังคงไหลเอื่อยๆ…
ร่างของกรณ์… แน่นิ่ง… ล้มพับลงไปกองกับพื้น… ดวงตาของเขาเบิกกว้าง… จ้องมองเพดาน…
และของเหลวสีแดงเข้ม… ก็เริ่มไหล… ไหลออกจากท้ายทอยของเขา… ผสมกับน้ำที่เจิ่งนองบนพื้น… แผ่ขยาย… เป็นวงกว้าง…
พิมพ์ชนก… ยืนตัวแข็งทื่อ… เธอมองภาพนั้น… มองร่างของกรณ์… มองกองเลือด…
เสียงกรีดร้อง… หายไป… ความหวาดกลัว… หายไป…
และ… อาการคัน… อาการคันที่ทรมานเธอมาตลอดหลายสัปดาห์…
ในวินาทีนั้น… มัน… หยุดลง…
ทุกอย่าง… สงบนิ่ง…
พิมก้มลงมองมือของตัวเอง… เธอไม่รู้สึกถึงพวกมันอีกต่อไป… ไม่รู้สึกถึงงู… ตะขาบ… หรือแมงป่อง…
เธอไม่รู้สึกอะไรเลย… นอกจาก…
ความว่างเปล่า…
และ…
ความ “หิว” … ที่พุ่งขึ้นมาอย่างรุนแรง…
ความเงียบ…
มีเพียงเสียงน้ำที่ยังคงไหลกระทบพื้นหินอ่อน… และเสียงหยด… หยด… ของเลือดที่ผสมกับน้ำ
พิมพ์ชนกยืนนิ่ง…
เธอไม่ได้กรีดร้อง… เธอไม่ได้ร้องไห้… เธอไม่ได้พุ่งเข้าไปพยุงร่างของกรณ์…
เธอยืนมอง… มองร่างที่ไร้วิญญาณนั้น… ด้วยดวงตาที่ว่างเปล่า…
ความรู้สึกแรกที่แล่นเข้ามาในหัวของเธอ… ไม่ใช่ความเสียใจ… ไม่ใช่ความกลัว… แต่คือ… ความรำคาญ
เขากำลังจะทำทุกอย่างพัง… เขาคือ ‘ปัญหา’
ความเย็นชาแผ่ซ่านไปทั่วร่าง… มันสงบ… และเยือกเย็น… อาการคันที่เคยทรมานเธอ… หายไปปลิดทิ้ง ความหวาดระแวงที่กัดกินจิตใจ… หายไป…
ราวกับว่า… การตายของกรณ์… คือ ‘เครื่องเซ่น’ คือการสังเวย… ที่ทำให้ ‘พวกมัน’ พอใจ
ตอนนี้… พวกมันสงบแล้ว… และเธอก็สงบ…
พิมสูดหายใจเข้าลึกๆ… ช้าๆ… เธอกลายเป็นเครื่องจักร… ที่ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ
เธอมองไปที่โทรศัพท์มือถือของกรณ์… ที่วางอยู่บนเคาน์เตอร์อ่างล้างหน้า เธอมองไปที่โทรศัพท์มือถือของเธอ…
เธอไม่ได้โทรหา 191… เธอไม่ได้โทรเรียกรถพยาบาล…
เธอกดเบอร์โทรด่วน… เบอร์ที่เธอท่องจำขึ้นใจ… เบอร์ของ… หัวหน้าทีมรักษาความปลอดภัยส่วนตัวของเธอ ชายผู้ภักดี… ผู้ที่เคย ‘จัดการ’ ปัญหา สกปรก ให้ตระกูลของเธอมานับครั้งไม่ถ้วน
“ครับ… คุณพิม” เสียงทุ้มต่ำตอบกลับมาทันที… แม้จะเป็นเวลาตีสี่
“ที่เพนท์เฮาส์ของฉัน” พิมพูด… เสียงของเธอราบเรียบ… นิ่งสนิท… จนน่ากลัว “เกิดอุบัติเหตุ… คุณกรณ์… ลื่นล้มในห้องน้ำ… ศีรษะฟาดขอบอ่าง”
มีความเงียบ… เพียงชั่วครู่… ที่ปลายสาย
“ผมจะไปเดี๋ยวนี้ครับ” เขาตอบ… ไม่ถามคำถาม… “อย่าแตะต้องอะไร… จนกว่าผมจะไปถึง”
…
ทีม ‘ทำความสะอาด’ มาถึงภายในสิบห้านาที พวกเขาทำงานอย่างเงียบกริบ… และเป็นมืออาชีพ
พิมนั่งรออยู่บนโซฟาในห้องนั่งเล่น… สวมชุดคลุมผ้าฝ้ายตัวเดิม… เธอมองดูพวกเขาทำงาน… ผ่านประตูห้องน้ำที่เปิดกว้าง… ราวกับกำลังชมการแสดง…
มีการถ่ายภาพ… มีการวัดระยะ… มีการ ‘จัดท่า’ ร่างของกรณ์เล็กน้อย… ให้ดูเหมือนการลื่นล้มที่ ‘สมจริง’ ที่สุด มีการเช็ดรอยนิ้วมือของพิม… ออกจากทุกจุดที่เธออาจจะสัมผัส… แม้ว่านี่จะเป็นบ้านของเธอก็ตาม… แต่ทุกอย่างต้อง… สะอาด
“คุณกรณ์เครียดเรื่องงานมากครับ… ช่วงนี้” หัวหน้าทีมพูดขึ้นลอยๆ… ในขณะที่เขากำลังตรวจดูรอบสุดท้าย “เขาบ่นกับผมเรื่องการประชุมกับสิงคโปร์เมื่อวาน”
พิมพยักหน้าช้าๆ “ใช่ค่ะ… เขาดูเหนื่อยมาก… เขาคงลุกขึ้นมากลางดึก… แล้วหน้ามืด”
“ครับ… มันน่าจะเป็นอย่างนั้น”
ทุกอย่างถูกจัดฉาก… อย่างแนบเนียน
หลังจากนั้น… พิมก็เริ่ม… ‘การแสดง’ เธอหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา… กดเบอร์ 191… เสียงของเธอ… ที่เคยราบเรียบเมื่อครู่… บัดนี้… สั่นเทา… และเต็มไปด้วย… “ความตื่นตระหนก”
“ช่วยด้วยค่ะ! ช่วยด้วย! สามี… สามีฉัน… เขา… เขาลื่นล้ม… ในห้องน้ำ! เขาไม่หายใจ!”
…
ตำรวจมาถึง… ตามด้วยหน่วยกู้ภัย…
พวกเขาพบ… หญิงม่ายคนใหม่… ที่กำลังเสียขวัญ… นั่งตัวสั่นเทาอยู่มุมห้อง พวกเขาพบ… ห้องน้ำหรูหรา… ที่มีขอบอ่างหินอ่อนแหลมคม… ซึ่งเป็น ‘อันตราย’ ที่พบเห็นได้บ่อยในบ้านคนรวย พวกเขาพบ… ร่างของนักธุรกิจหนุ่มไฟแรง… ที่เสียชีวิตจากการกระแทกอย่างรุนแรงที่ท้ายทอย พวกเขาได้ยิน… คำให้การของหัวหน้าทีมรักษาความปลอดภัย… ที่ยืนยันว่าผู้ตายมีอาการเครียดและอ่อนเพลียสะสม
ทุกอย่าง… ชัดเจน
“อุบัติเหตุที่น่าสลดใจ” นั่นคือ… บทสรุปของคดี
พิม… คือเหยื่อ… คือหญิงสาวผู้น่าสงสาร… ที่สูญเสียสามีไปอย่างกะทันหัน
…
สองสัปดาห์ผ่านไป…
งานศพที่หรูหรา… และเงียบเหงา… จบลงแล้ว ข่าวซุบซิบในวงสังคม… เริ่มจางหาย…
พิมพ์ชนก… กลับมาทำงาน
เธอก้าวเข้ามาในห้องประชุมบอร์ดบริหาร… ในเช้าวันจันทร์ ทุกคนในห้อง… ลุกขึ้นยืน… บางคนมองเธอด้วยความสงสาร… บางคนมองด้วยความอึดอัด…
แต่พิม… ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
เธอไม่ได้สวมชุดผ้าฝ้าย… หรือชุดสูทสีทึมๆ เพื่อไว้ทุกข์ เธอกลับมา… ในชุดเดรสซิลค์สีแดงเลือดนก… ชุดที่รัดรึง… เผยให้เห็นสัดส่วน… และ ‘อำนาจ’ ของเธอ
เธอไม่เกา… เธอไม่หงุดหงิด… เธอไม่หวาดระแวง…
เธอ… เย็นชา…
ดวงตาของเธอ… ที่เคยฉายแววตื่นกลัว… บัดนี้… นิ่ง… และลึก… เหมือนดวงตาของ… สัตว์นักล่า
“นั่งลงค่ะ” นั่นคือคำแรกของเธอ
การประชุมเริ่มขึ้น… หัวข้อคือการเจรจาที่ดินผืนใหญ่… ที่กำลังมีปัญหากับคู่แข่ง กรรมการคนหนึ่ง… ที่เคยเป็นปฏิปักษ์กับเธอมาตลอด… เริ่มโต้แย้ง
“ผมคิดว่า… ในสถานการณ์ที่คุณพิมเพิ่งผ่านเรื่องเลวร้ายมา… เราควรจะประนีประนอม…”
พิมยกมือขึ้น… ไม่ใช่การยกมืออย่างสุภาพ… แต่คือการยกมือขึ้น… เพื่อ “หยุด”
ทั้งห้อง… เงียบกริบ
พิมหันไปมองกรรมการคนนั้น… ช้าๆ… เธอมองเขา… ไม่ใช่ในฐานะเพื่อนร่วมงาน… แต่ในฐานะ… ‘เหยื่อ’
“คุณธนากร” เธอเรียกชื่อเขา… เสียงเรียบ… เย็น…
“ครับ… คุณพิม” เขาเริ่มอึดอัด… ภายใต้สายตานั้น
“คุณกลัวเหรอคะ”
“อะไรนะครับ?”
“คุณกลัวว่าจะเสียผลประโยชน์… หรือคุณกลัว… ว่าฉันจะทำไม่ได้”
เธอไม่ได้รอคำตอบ…
“เมื่อก่อน… ฉันอาจจะสนใจ… ว่าพวกคุณคิดยังไง” พิมพูด… สายตาไล่มองไปทีละคน “แต่ตอนนี้… ฉันไม่สน”
เธอหันกลับไปที่จอโปรเจกเตอร์…
“เราจะไม่ประนีประนอม” เธอกล่าว “เราจะ… บดขยี้พวกเขา”
เธอเริ่มอธิบายแผนการของเธอ… มันไม่ใช่แผนธุรกิจ… มันคือ… แผนการทำสงคราม
เธอรู้จุดอ่อนของคู่แข่ง… ทุกจุด… เธอรู้ว่าใครติดหนี้… ใครมีความลับ… ใครกำลังจะหย่าร้าง… ข้อมูลเหล่านี้… มาจากไหน… ไม่มีใครรู้
แต่เธอรู้…
มันไม่ใช่การ ‘คิดวิเคราะห์’ มันคือ… ‘สัญชาตญาณ’ สัญชาตญาณของนักล่า… ที่ได้กลิ่นคาวเลือด… จากที่ไกลๆ
เธอพูดอย่างเฉียบขาด… ต้อนคู่แข่งในจินตนาการ (และกรรมการที่คัดค้านเธอ) … ให้จนมุม
กรรมการคนนั้น… คุณธนากร… หน้าซีด… เขาพยายามจะโต้แย้ง… แต่คำพูดติดอยู่ที่ลำคอ
พิมยิ้ม… รอยยิ้มแรก… ตั้งแต่เธอกลับมา
“คุณมีอะไรจะค้านอีกไหมคะ… คุณธนากร”
“ไม่… ไม่ครับ… ท่านประธาน” เขาตอบ… ก้มหน้าลง
เธอ… สนุก… เธอสนุกกับ… ความกลัว… ในดวงตาของเขา
การประชุมจบลง… ด้วยชัยชนะอย่างสมบูรณ์ของเธอ
…
ค่ำนั้น… พิมยืนอยู่ในเพนท์เฮาส์ที่ว่างเปล่า… ห้องน้ำ… ถูกซ่อมแซม… จนไม่เหลือร่องรอยของสิ่งที่เกิดขึ้น
เธอเดินไปที่กระจกบานใหญ่… บานที่เธอเคยยืนกรีดร้อง…
เธอมองภาพสะท้อนของตัวเอง… ผู้หญิงในชุดสีแดงเลือดนก…
เธอไม่รู้สึกคัน… เธอไม่รู้สึกกลัว…
เธอยกมือขึ้น… ลูบไล้แขนของตัวเอง… ผิวเนียน… สัมผัสกับผ้าไหม… มันไม่ระคายเคืองอีกต่อไป…
มันรู้สึก… ดี
รู้สึก… เป็นหนึ่งเดียว
‘พวกมัน’ … ไม่ได้หายไปไหน… เธอรู้ดี…
พวกมันไม่ได้ทรมานเธออีกต่อไป… เพราะพวกมัน… ไม่จำเป็นต้องทำอย่างนั้นแล้ว
เธอได้พิสูจน์แล้ว… ว่าเธอคู่ควร…
เธอไม่ใช่ ‘เหยื่อ’ … เธอไม่ใช่ ‘บ้าน’ ที่พวกมันต้องยึดครอง…
เธอคือ… ‘ราชินี’ …
และพวกมัน… คือบริวาร… ที่ซ่อนอยู่ใต้ผิวหนัง… รอคอยคำสั่ง…
พิมยิ้มให้กับเงาสะท้อนของตัวเอง… รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยอำนาจ… และความมืดมิดที่ไร้ก้นบึ้ง
บ่ายวันนั้น… ท่ามกลางความเงียบสงบของผู้ชนะ… เสียงอินเตอร์คอมบนโต๊ะทำงานของเธอก็ดังขึ้น
“คุณพิมคะ…” เสียงเลขาคนใหม่ของเธอฟังดูลังเล “มี… มีคนขอพบค่ะ”
“ฉันไม่ว่าง” พิมตอบ… โดยไม่เงยหน้าจากเอกสารตรงหน้า
“เอ่อ… เขาบอกว่า… เขาชื่อสุชาติค่ะ” เลขาพูดต่อ “เขาอ้างว่า… เป็นทนายความเก่าแก่ของตระกูล”
มือของพิม… ที่กำลังจะเซ็นชื่อ… หยุดชะงัก
สุชาติ… ชายแก่หัวโบราณ… ที่ยึดมั่นใน “คุณธรรม” ของคุณปู่… ชายที่เธอไล่ออกเป็นคนแรกๆ… หลังจากที่เธอได้อำนาจมา
“ให้เขาเข้ามา” เธอสั่ง… เสียงเรียบ
ประตูไม้สักบานใหญ่เปิดออก… นายสุชาติ… ในชุดสูทผ้าไหมไทยเก่าๆ… ก้าวเข้ามา ชายชรา… ดูไม่เข้ากันอย่างสิ้นเชิง… กับออฟฟิศกระจกที่ทันสมัย… และเย็นเฉียบราวกับน้ำแข็งของเธอ
สิ่งที่ทำให้พิมประหลาดใจคือ… สุชาติไม่กลัวเธอ เขาไม่ได้มองเธอด้วยความชื่นชม… หรือความเคารพ เขามองเธอ… ด้วยสายตาที่เต็มไปด้วย… ความเวทนา
“มีธุระอะไรรึ… คุณสุชาติ” พิมถาม… เอนหลังพิงพนักเก้าอี้หนังราคาแพง “จะกลับมาของานทำเหรอ… แต่ที่นี่… เราไม่รับคนแก่ที่ตามโลกไม่ทันแล้ว”
สุชาติส่ายหน้าช้าๆ “เปล่าครับ… คุณพิม… ผมไม่ได้มาของาน” เขาพูด… ชัดถ้อยชัดคำ… “ผมมา… เพื่อส่งมอบของ… ชิ้นสุดท้าย”
เขาวางซองจดหมายซองหนึ่ง… ลงบนโต๊ะกระจกตรงหน้าเธอ
มันเป็นซองสีขาวธรรมดา… ไม่ได้จ่าหน้าซอง… แต่ปิดผนึก… และดูเก่าเก็บเล็กน้อย
“นี่คืออะไร” พิมขมวดคิ้ว
“นี่คือจดหมาย… ที่คุณนิศรา… ฝากผมไว้… เมื่อหกเดือนก่อน”
หัวใจของพิม… เต้นผิดจังหวะไปหนึ่งครั้ง
“เธอกำชับผมว่า…” สุชาติพูดต่อ “ให้มอบจดหมายนี้ให้คุณ… ก็ต่อเมื่อ… เกิดอะไรผิดปกติขึ้นกับเธอ… หรือ… เธอไม่ได้ติดต่อกลับมาหาผม… ภายในหกเดือน”
พิมจ้องซองจดหมายนั้นนิ่ง
“ตอนนี้… มันเลยกำหนดเวลามาแล้ว” สุชาติกล่าว “ผมไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับคุณนิศราที่สวิตเซอร์แลนด์… แต่ผมโทรไป… และทางนั้นแจ้งว่า… เธอไม่สามารถรับสายใครได้อีก”
เขาโค้งคำนับเล็กน้อย… “หน้าที่ของผม… หมดลงแล้ว… ลาก่อนครับ… คุณพิม”
ชายชราหันหลัง… และเดินจากไป… ทิ้งให้พิมพ์ชนก… อยู่เพียงลำพัง… กับซองจดหมายจาก… อดีต
…
พิมจ้องมองซองจดหมายนั้นนานหลายนาที ความรู้สึกรำคาญใจ… ปนเปกับ… ความอยากรู้… ที่น่าประหลาด
เรื่องไร้สาระ… ของเด็กโง่คนหนึ่ง
เธอหยิบมีดเปิดซองจดหมายที่ทำจากเงินแท้ขึ้นมา… กรีดเปิดผนึก… อย่างไม่ใส่ใจ
ข้างใน… คือกระดาษไม่กี่แผ่น… ที่เต็มไปด้วยลายมือ… ที่เธอจำได้แม่นยำ ลายมือที่สวยงาม… อ่อนช้อย… และ… น่ารังเกียจ
เธอเริ่มอ่าน…
“ถึง พี่พิม… ที่รัก”
พิมแค่นหัวเราะออกมาเบาๆ… ‘ที่รัก’ งั้นเหรอ…
“พี่พิม… นิศราเขียนจดหมายนี้… เพราะนิศรามีข่าวดีมากๆ จะบอกพี่ค่ะ”
“นิศรารู้… นิศรารู้มาตลอด… ว่าพี่พิมรักบริษัทนี้มากแค่ไหน… ว่าพี่พิมทุ่มเทให้ที่นี่… เหมือนเป็นชีวิตของพี่… และนิศรารู้… ว่าพี่เก่งกว่านิศรามากแค่ไหน”
“พี่พิมคะ… นิศรา… ไม่เคยต้องการมันเลย”
“…”
“นิศรากับพี่กรณ์… เราคุยกันแล้วค่ะ… เราตัดสินใจกัน… ตั้งแต่ก่อนที่คุณปู่จะประกาศพินัยกรรมเสียอีก”
“เราตัดสินใจแล้วว่า… เราจะ ‘สละสิทธิ์’ ทุกอย่าง… เราจะยกหุ้นทั้งหมด… และตำแหน่งประธาน… ให้พี่พิม… แต่เพียงผู้เดียว”
มือของพิม… ที่ถือกระดาษ… เริ่มสั่นเทา…
“พี่กรณ์เขาก็เห็นด้วยกับนิศรานะคะ… เขาบอกว่า… ไม่มีใครเหมาะสมกับตำแหน่งนี้… เท่าพี่พิมอีกแล้ว… เขาชื่นชมพี่พิมมาตลอด…”
“ส่วนนิศรากับพี่กรณ์… เราจะย้ายไปอยู่นิวซีแลนด์ค่ะ… เราจะไปเปิดมูลนิธิเล็กๆ… ช่วยเหลือเด็กๆ ที่นั่น… มันคือความฝันของนิศรามาตลอด”
“เอกสารทางกฎหมาย… เอกสารสละสิทธิ์ทุกอย่าง… อยู่ที่คุณสุชาติหมดแล้วค่ะ”
“วันที่เรานัดเจอกันที่โรงแรม… วันนั้น…”
พิมกลั้นหายใจ…
“…วันนั้น… นิศราตั้งใจจะเอาจดหมายนี้… กับเอกสารทั้งหมด… ไปให้พี่พิม… นิศราดีใจมาก… ที่พี่พิมชวนนิศราไปคุย… นิศราคิดว่า… ในที่สุด… เราก็จะได้เป็น… ‘พี่น้อง’ … กันจริงๆ เสียที”
“รักเสมอ… จากน้องสาวของพี่… นิศรา”
…
เคร้ง!
มีดเปิดซองจดหมาย… ร่วงหล่นจากมือของพิม… กระทบพื้นกระจก
จดหมาย… ร่วงตามลงไป
ไม่…
ไม่จริง… โกหก… เรื่องโกหก…
เธอตัวสั่น… เธอรีบคว้าจดหมายขึ้นมาอ่านอีกครั้ง… อ่านซ้ำไปซ้ำมา… ทุกตัวอักษร… ทุกคำพูด… มันตอกย้ำ… ความจริง
ทุกอย่าง… มันเป็นของเธอ… มาตั้งแต่แรกแล้ว
นิศรา… ไม่เคยคิดจะแย่ง… กรณ์… ไม่เคยคิดจะหักหลัง…
แก้วน้ำแร่… ในวันนั้น… ห้าหยด… ของอาถรรพ์เบญจพิษ… ความทรมานทุรนทุรายของนิศรา… ความตาย… ของกรณ์…
ทุกสิ่ง… ทุกอย่าง… ที่เธอทำลงไป…
มัน… ไร้ความหมาย…
ไร้ความหมาย… อย่างสิ้นเชิง
พิมไม่ได้ร้องไห้… น้ำตา… มันสำหรับมนุษย์ที่อ่อนแอ…
แต่เธอ… เธอ… หัวเราะ…
“ฮะ… ฮ่า…”
มันคือเสียงหัวเราะที่แหบแห้ง… ที่ค่อยๆ ดังขึ้น… “ฮ่า… ฮ่าๆๆๆ… ฮ่าๆๆๆๆ!”
เธอกุมขมับ… หัวเราะ… หัวเราะให้กับความโง่เขลาของตัวเอง… หัวเราะให้กับโชคชะตา… ที่เล่นตลกได้เจ็บปวดที่สุด…
เสียงหัวเราะของเธอดังก้อง… และบ้าคลั่ง… อยู่ในออฟฟิศที่หรูหราและเงียบสงัด
และในที่สุด… เธอก็เข้าใจ… เข้าใจทุกอย่าง…
เข้าใจคำพูดของอาจารย์เก่ง… “พวกมันชอบรสชาติของคนที่เรียกมันมา”
พวกมันไม่ได้เลือกเธอ… เพราะเธอ “แข็งแกร่ง” พวกมันเลือกเธอ… เพราะเธอคือ “อาหาร”
ความทะเยอทะยาน… ความริษยา… ความเกลียดชัง… นั่นคือ… อาหารเรียกน้ำย่อย
และตอนนี้… ความรู้สึก “ผิด” … ที่มหาศาล… ความรู้สึก “สูญเสีย” … ที่ไร้จุดหมาย… ความ “ว่างเปล่า” … ที่ไร้ก้นบึ้ง… จากความจริงที่ว่า… ทุกอย่างที่เธอทำ… มัน “ไร้ค่า”
นี่ต่างหาก… นี่คือ… “อาหารจานหลัก”
เธอไม่ได้ใช้คำสาป… คำสาปต่างหาก… ที่ “ใช้” เธอมาโดยตลอด
เสียงหัวเราะของพิม… หยุดกึก…
เธอก้มลงมองมือของตัวเอง… ที่ยังคงกำจดหมายจนยับยู่ยี่…
…มันกลับมาแล้ว
ความรู้สึกนั้น…
ไม่ใช่แค่การคันยิบๆ… ไม่ใช่แค่การเคลื่อนไหว… แต่คือความเจ็บปวด… ความเจ็บปวดที่รุนแรง… ที่ปะทุขึ้น… จาก “ข้างใน”
ราวกับมีบางอย่าง… กำลัง “ฟักตัว” … กำลัง “ฉีก” … ผิวหนังของเธอ… จากด้านใน…
พวกมัน… ที่เคยสงบนิ่ง… บัดนี้… ได้ “ตื่น” ขึ้นมา… พร้อมกัน เพราะ… อาหารมื้อใหญ่ที่สุด… ได้ถูกเสิร์ฟแล้ว
“อ๊าาาากกกกกกก!!!”
เสียงกรีดร้อง… ไม่ใช่เสียงกรีดร้องที่เกิดจากความกลัว… แต่เป็นเสียงกรีดร้อง… ที่เกิดจากความเจ็บปวดทางกาย… ที่สุดจะทนทานไหว
พิมปล่อยจดหมายในมือทิ้ง… เธอกุมท้อง… ไม่… เธอกุมหน้าอก…
ความเจ็บปวดนั้น… มันไม่ได้มาจากที่เดียว… มันมาจาก… ทุกหนทุกแห่ง… ภายในร่างกายของเธอ… พร้อมๆ กัน
เหมือนมีเข็มนับพันเล่ม… เหมือนมีใบมีดโกนนับหมื่น… กำลังทิ่มแทง… กรีด… เฉือน… จาก “ข้างใน” … ออกมา “ข้างนอก”
พวกมันไม่ได้ “เคลื่อนไหว” อีกต่อไป… พวกมันกำลัง “ฟักตัว” … พวกมันกำลัง “ฉีกขาด” … พวกมันกำลัง “เติบโต” …
“ช่วย… ด้วย…”
เธอพยายามจะตะโกนเรียกเลขา… แต่มีเพียงเสียงลมแหบแห้ง… ที่ลอดออกมาจากลำคอ
ความทรมาน… ที่นิศราเคยได้รับ… มันคือการ “กัดกิน” … แต่สิ่งที่เธอกำลังได้รับ… มันคือการ “ยึดครอง”
เธอพยุงร่างที่สั่นเทา… โซซัดโซเซ… เธอต้องการกระจก… เธอต้องเห็น…
เธอพุ่งเข้าไปในห้องน้ำส่วนตัว… ห้องน้ำหินอ่อนที่เย็นเฉียบ… เธอกระแทกร่างเข้ากับเคาน์เตอร์อ่างล้างหน้า… เธอมอง… มองเข้าไปในกระจกบานใหญ่…
ภาพที่สะท้อนกลับมา… ไม่ใช่พิมพ์ชนก… ไม่ใช่ราชินีน้ำแข็ง… แต่เป็น… สัตว์ประหลาด… ที่กำลังทุกข์ทรมาน
ใบหน้าของเธอซีดขาว… เหงื่อแตกพลั่ก… ดวงตาเบิกกว้าง… จนแทบจะถลนออกมา…
และ… มันเริ่มแล้ว…
เธอจ้องมองที่ลำคอของตัวเอง… ผิวหนังบริเวณนั้น… มันกำลัง… “เคลื่อนไหว”
มันไม่ใช่การกระตุก… หรือการเต้นของเส้นเลือด… แต่มันคือการ… “กระเพื่อม” … เหมือนมี… “บางสิ่ง” … ที่มีชีวิต… กำลังดิ้นรน… อยู่ใต้ผิวหนังที่บอบบางนั้น
เธอยกมือที่สั่นเทา… ขึ้นไปแตะ…
ทันทีที่ปลายนิ้วสัมผัส… เธอก็กรีดร้องอีกครั้ง…
เพราะเธอ “รู้สึก” ได้… รู้สึกถึง… “เปลือกแข็ง” … รู้สึกถึง… “ขา” … รู้สึกถึง… “เกล็ด” …
พวกมันอยู่ตรงนั้น… พวกมันอยู่ใต้ผิวหนังของเธอจริงๆ!
พิมถอยหลังกรูด… ชนเข้ากับผนังกระจกใสของห้องอาบน้ำ เธอจ้องมองแขนของตัวเอง… ภายใต้ผ้าไหมสีแดงเลือดนก…
มันเห็นได้ชัดเจน… แขนของเธอ… มันกำลัง “บิดเบี้ยว” … รูปทรงของมันเปลี่ยนไป… มีบางอย่าง… ที่ยาว… และลื่น… กำลัง “ขดตัว” … พันรอบกระดูกแขนของเธอ…
มันคือ… “งู”
เธอมองลงไปที่หน้าท้อง… ชุดเดรสที่เคยรัดรูป… บัดนี้… มัน “นูน” … นูนขึ้นมาเป็นก้อน… ก้อนที่กำลัง… “เคลื่อนที่” … เหมือนถุง… ที่เต็มไปด้วย… สิ่งมีชีวิตที่กำลังดิ้นรน
“ไม่… ไม่… เอาออกไป!!!”
พิมคลุ้มคลั่ง… เธอใช้เล็บยาว… ที่ทาสีมาอย่างดี… ฉีก… ฉีกกระชากชุดเดรสราคาแพงของเธอ… ผ้าไหมขาดวิ่น… กระดุมกระเด็น…
เธอต้องการให้มันออกไป!
แต่สิ่งที่เธอเห็น… เมื่อผ้าไหมถูกฉีกออก… ทำให้เธอ… หยุดหายใจ…
ผิวหนังของเธอ… ผิวที่เธอภาคภูมิใจ… ผิวที่เธอบำรุงรักษามันอย่างดีที่สุด…
บัดนี้… มันไม่เรียบเนียนอีกต่อไป…
มันคือ… “ภูมิทัศน์” … แห่งความสยดสยอง
มันเต็มไปด้วย… “รอยนูน” … ที่กำลังเคลื่อนไหว… เป็นสัน… เป็นแนว… เหมือนมี… “ตะขาบ” … นับสิบตัว… กำลังวิ่งแข่งกันอยู่ใต้ผิวหนัง… เส้นเลือด… ที่เคยเป็นสีชมพูจางๆ… บัดนี้… กลายเป็นสีดำคล้ำ… ปูดโปน… เต้นตุบๆ… ราวกับมีชีวิตของมันเอง…
ณ ใจกลางหน้าท้อง… ผิวหนังบริเวณนั้น… กลายเป็นสีเขียวคล้ำ… และ… “หยาบ” … เหมือนผิวหนังของ… “คางคก”
และที่ฝ่ามือ… จุดที่เธอเคยคิดว่าเป็นอาการทางจิต… บัดนี้… มันนูนขึ้นมาจริงๆ… ปลายแหลม… สีดำ… กำลัง… “ดัน” … ผิวหนังออกมา… เกือบจะทะลุ… หางของ… “แมงป่อง”
นี่คือ… นรก
นี่คือความจริง… เธอไม่ได้ฆ่านิศรา… เพื่อสิ่งที่ไม่มีอยู่จริง… เธอไม่ได้ฆ่ากรณ์… เพื่อความว่างเปล่า…
เธอทำทั้งหมดนั้น… เพื่อ “สิ่งนี้”
เพื่อเปลี่ยนร่างกายของเธอ… ให้กลายเป็น… “รัง” รัง… ของอสูรกาย
ความเจ็บปวด… หายไป… ในฉับพลัน…
เหมือนกับตอนที่กรณ์ตาย… ทุกอย่าง… หยุดลง
ความเจ็บปวด… ความทรมาน… สิ้นสุด…
ถูกแทนที่ด้วย… ความรู้สึก… “เย็นเฉียบ” … ความรู้สึก… ที่ “ไม่ใช่” ของเธอ…
มันคือ… “ความรับรู้” … ความรับรู้… ที่แปลกปลอม… ที่กำลังแทรกซึม… เข้ามาในสมองของเธอ…
ไม่ใช่หนึ่ง… แต่คือ… “ห้า”
เสียง… เสียงกระซิบ… เสียงขู่ฟ่อ… เสียงชิตเตอร์… ที่เคยดังอยู่ในหู… บัดนี้… มันดัง… “ในหัว” …
พวกมันไม่ได้พยายามจะออกมาอีกต่อไป… พวกมันไม่ได้ต่อสู้…
พวกมัน… “ถึงบ้าน” … แล้ว
พิมพ์ชนก… มองตัวเองในกระจกอีกครั้ง
เธอ… ยังคงเป็นเธอ… แต่… ไม่ใช่…
ดวงตาของเธอ… ที่เคยเต็มไปด้วยความทะเยอทะยาน… บัดนี้… มัน “กลวงโบ๋” … นิ่งสนิท…
เธอมองดู… ร่างกายของตัวเอง… ที่ยังคง… “กระเพื่อม” … ยังคง… “เคลื่อนไหว” … …อย่างช้าๆ… …อย่างเป็นจังหวะ…
เหมือน… การหายใจ…
เธอ… ไม่ได้สั่น… เธอ… ไม่ได้กลัว…
เธอค่อยๆ… ค่อยๆ… ยกมือขวาขึ้น… มือ… ที่มีบางสิ่งแหลมคม… ซ่อนอยู่ภายใน…
เธอ… ยื่นมือข้างนั้น… ไปสัมผัส… แก้ม… ของตัวเอง…
ผิว… ปะทะ… ผิว…
เธอรู้สึกได้… ถึงความเย็น… ความเย็น… ของเกล็ดงู… ที่อยู่ใต้ผิวแก้ม… และความอุ่น… ความอุ่น… ของพิษแมงป่อง… ที่อยู่ในฝ่ามือ…
เธอ… ไม่ได้อยู่คนเดียวอีกต่อไป… ไม่เคย…
เธอมี… “ทุกอย่าง” … ที่เธอต้องการแล้ว
อำนาจ… ที่แท้จริง… อำนาจ… ที่กำลังเต้น… อยู่ในเส้นเลือดของเธอ
เธอมองภาพสะท้อนนั้น… ภาพของ… “ราชินี” … ผู้หญิง… ที่กลายเป็น… “ภาชนะ” ผู้หญิง… ที่กลายเป็น… “อสรพิษ… ใต้อาภรณ์”
พิมพ์ชนก… “ราชินีเบญจพิษ” …
เธอ… ยิ้ม…
มันคือรอยยิ้ม… ที่ไม่ได้เกิดจากความสุข… ไม่ได้เกิดจากความพึงพอใจ… และไม่ได้เกิดจาก… ความเป็นมนุษย์
มันคือรอยยิ้ม… ที่ว่างเปล่า… ที่เยือกเย็น… ที่ยอมรับ… และ… “เป็นหนึ่งเดียว” …
เธอนั่งลง… พิงผนังหินอ่อนที่เย็นเฉียบ… ในห้องน้ำ… ที่หรูหราที่สุด… ซึ่งบัดนี้… ได้กลายเป็น… “บัลลังก์” … ของเธอ
เธอไม่จำเป็นต้องมีบริษัท… เธอไม่จำเป็นต้องมีกรณ์…
เธอมี… “บริวาร” … ที่ซื่อสัตย์… ที่อยู่กับเธอ… ตลอดไป…
พิมนั่งนิ่ง… อยู่ในความมืดที่เริ่มโรยตัวเข้ามา… เธอลูบไล้แขนของตัวเอง… อย่างอ่อนโยน… ลูบไล้… สันนูน… ที่กำลัง… “คลาน” … อย่างเชื่องช้า… …ใต้ผิวหนังของเธอ…
เธอ… ได้ “ครอบครอง” … …ทุกสิ่ง… อย่างแท้จริง