Sống Lại Trả Thù Kẻ Lừa Tình Bạc Tỷ: Cú Lừa Hoàn Hảo Phút Chót Khiến Hắn Trắng Tay 💔
Tiếng còi xe cấp cứu chói tai vẫn còn vang vọng trong màng nhĩ tôi. Cảm giác lạnh lẽo của…
[gtranslate]
Tiếng còi xe cấp cứu chói tai vẫn còn vang vọng trong màng nhĩ tôi. Cảm giác lạnh lẽo của…
นาลินีลืมตาขึ้นท่ามกลางความเงียบสงัดของห้องนอนที่กว้างขวางจนน่าใจหาย แสงจันทร์รำไรที่ลอดผ่านผ้าม่านกำมะหยี่ราคาแพงไม่ได้ช่วยให้ความรู้สึกเหน็บหนาวในใจเบาบางลงเลย เธอกะพริบตาถี่ ๆ พยายามขับไล่ความพร่ามัวจากการหลับลึก แต่แล้วความรู้สึกแสบร้อนอย่างรุนแรงก็แล่นพล่านมาจากข้อมือซ้าย มันไม่ใช่ความเจ็บปวดแบบแผลสด แต่มันเหมือนมีกระแสไฟฟ้าเส้นเล็ก ๆ กำลังชอนไชอยู่ใต้ผิวหนัง นาลินียกข้อมือขึ้นมาดูในความสลัว และนั่นคือวินาทีที่โลกทั้งใบของเธอเปลี่ยนไปตลอดกาล บนผิวหนังที่เคยเรียบเนียน บัดนี้ปรากฏรอยแผลเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดเล็กเท่าปลายนิ้วก้อย แต่มันไม่ใช่รอยแผลธรรมดา เพราะทันทีที่เธอเพ่งมอง แสงสีฟ้าอ่อน ๆ ก็เรืองรองออกมาจากใต้ผิวหนัง ก่อนจะขยายตัวกลายเป็นหน้าจอโปร่งแสงลอยเด่นอยู่ตรงหน้าสายตาของเธอเพียงคนเดียว…
เสียงฝนตกกระทบกระจกหน้าต่างดังสม่ำเสมอเป็นจังหวะที่ชวนให้รู้สึกเหงาอย่างบอกไม่ถูก ภายในห้องแล็บทดลองสีขาวสะอาดตา พิมชนกนั่งอยู่บนเก้าอี้กึ่งนอนที่ดูทันสมัย รอบตัวเธอเต็มไปด้วยสายระยิบระยับที่เชื่อมต่อกับศีรษะ นี่คือโครงการ “Memory Sync” การทดลองที่อ้างว่าสามารถประมวลผลข้อมูลในปัจจุบันเพื่อจำลองความทรงจำในอนาคตได้ พิมชนกไม่ได้มาที่นี่เพราะความอยากรู้อยากเห็นในเทคโนโลยี แต่เธอมาเพราะความรู้สึกสังหรณ์ใจบางอย่างที่รบกวนจิตใจเธอมาตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา แสงไฟสีฟ้าอ่อนในห้องค่อยๆ หรี่ลง ลมหายใจของเธอเริ่มสม่ำเสมอ จนกระทั่งสติของเธอจมดิ่งลงสู่ความมืดมิด ในความฝันที่ชัดเจนยิ่งกว่าความจริง พิมชนกเห็นตัวเองยืนอยู่ในห้องนั่งเล่นที่บ้านหรูของเธอเอง กลิ่นเทียนหอมกลิ่นลาเวนเดอร์ที่เธอชอบยังคงอบอวลอยู่ แต่บรรยากาศกลับเย็นเยียบ เธอเห็นตัวเองในอนาคตที่กำลังอุ้มท้องแก่ ร่างกายที่เคยสง่างามดูซูบผอมและอ่อนแรง…
แสงแดดยามเช้าที่ส่อง qua ม่านลูกไม้สีขาวนวลเข้ามาในห้องนอนกว้างขวางนั้น ดูอบอุ่นและสมบูรณ์แบบจนเกือบจะเป็นเหมือนภาพฝัน วิภาดายืนอยู่หน้ากระจกบานใหญ่ มือเรียวบางลูบไล้ไปบนหน้าท้องที่เริ่มนูนเด่นออกมาอย่างแผ่วเบา สัมผัสของชีวิตใหม่ที่กำลังเติบโตอยู่ข้างในทำให้เธอมักจะเผลอยิ้มออกมาคนเดียวเสมอ ความรู้สึกตื่นเต้นปนหวาดหวั่นของคนที่จะได้เป็นแม่คนครั้งแรกมันช่างเปี่ยมล้นจนล้นปรี่ออกมาจากหัวใจ แต่ทว่า ในส่วนลึกของดวงตาสีเข้มคู่นั้น กลับมีความเหงาบางอย่างซ่อนอยู่เงียบๆ ราวกับหมอกจางที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า เสียงฝีเท้าหนักๆ ที่คุ้นเคยดังขึ้นจากด้านหลัง ก่อนที่อ้อมกอดหนาจะสวมกอดเธอไว้อย่างถนอม รณกรจูบลงที่ขมับของภรรยาด้วยความรักที่ดูเหมือนจะมั่นคงดั่งหินผา เขาเปรียบเสมือนภาพลักษณ์ของสามีในอุดมคติที่ผู้หญิงทั้งประเทศต่างพากันอิจฉา ทั้งรูปหล่อ ร่ำรวย และดูเหมือนจะรักเดียวใจเดียว…
แสงแดดยามเช้าสาดส่องผ่านผนังกระจกใสของคฤหาสน์หลังงาม กลิ่นหอมของกาแฟคั่วบดอวลไปทั่วห้องครัวที่ตกแต่งอย่างเรียบหรู ฉันยืนมองภาพสะท้อนของตัวเองในกระจกเงา วันนี้คือวันครบรอบแต่งงานปีที่ห้าของฉันกับอัครินทร์ ชีวิตที่ใครต่อใครต่างพากันอิจฉา ฉันมีสามีที่แสนดี เป็นนักธุรกิจหนุ่มไฟแรงที่รักมั่นคงเพียงแต่ฉัน เราสองคนตกลงกันว่าจะใช้ชีวิตคู่แบบอิสระ ไม่ต้องมีพันธะเรื่องลูกมาเหนี่ยวรั้งความฝัน อัครินทร์บอกเสมอว่าแค่มีฉันเขาก็ไม่ต้องการอะไรอีกแล้ว เสียงฝีเท้าหนักมั่นคงเดินเข้ามาทางด้านหลัง อ้อมแขนที่คุ้นเคยโอบกอดเอวฉันไว้อย่างแผ่วเบา อัครินทร์จูบที่ไหล่ของฉันเบาๆ พร้อมกับวางกล่องกำมะหยี่สีแดงลงบนเคาน์เตอร์หินอ่อน เขากระซิบข้างหูว่าสุขสันต์วันครบรอบนะชมพูนุช ภายในกล่องนั้นคือสร้อยคอเพชรน้ำงามที่ส่องประกายระยิบระยับ เขาสวมมันให้ฉันด้วยมือที่ดูทะนุถนอม ราวกับว่าฉันคือสิ่งของล้ำค่าที่สุดในชีวิตของเขา เราสบตากันในกระจก ฉันเห็นเงาของความสุขที่เอ่อล้น…
เสียงฝนตกหนักกระทบหลังคาสังกะสีเก่าๆ ดังสนั่นไปทั่วบริเวณ มันเป็นเสียงที่น่ารำคาญและเหน็บหนาวในเวลาเดียวกัน อริสรากอดท้องที่นูนเป่งของเธอไว้แน่น ร่างกายของเธอสั่นสะท้อนไม่ใช่แค่เพราะความหนาว แต่เพราะความเจ็บปวดที่ถูกคนที่รักที่สุดเหยียบยำหัวใจ “ออกไป! อย่ามาให้ฉันเห็นหน้าอีก” เสียงของนพพลยังคงดังหวีดหวิวอยู่ในหูของเธอ เขาไล่ภรรยาที่กำลังจะคลอดลูกในอีกไม่กี่วันข้างหน้าออกจากบ้าน เพียงเพื่อจะเปิดทางให้กานดา ผู้หญิงที่เขานิยามว่าคือรักแท้และความตื่นเต้นครั้งใหม่ อริสราเดินโซเซไปตามถนนที่มืดมิด น้ำตาไหลอาบแก้มปนไปกับหยาดฝน เธอไม่มีที่ไป ไม่มีเงินติดตัว และไม่มีแม้แต่แรงที่จะร้องขอความช่วยเหลือ แสงไฟสลัวจากตึกเก่าคร่ำครึแห่งหนึ่งดึงดูดสายตาของเธอ ป้ายหน้าร้านเลือนลางจนแทบอ่านไม่ได้ แต่เธอยังพอเห็นตัวเลขตัวใหญ่ที่เขียนว่า…
กรุงเทพมหานคร ปี 2067… เมืองที่ควรจะรุ่งโรจน์ด้วยเทคโนโลยี กลับกลายเป็นคุกที่เยือกเย็นที่สุดสำหรับฉัน แสงไฟนีออนสีฟ้าและม่วงสะท้อนกับพื้นถนนที่เปียกโชกไปด้วยสายฝนกรด กลิ่นอายของโลหะและควันจางๆ ลอยอยู่ในอากาศ แต่มันเทียบไม่ได้เลยกับกลิ่นคาวของหยดเลือดที่ไหลซึมออกมาจากบาดแผลบนแผ่นหลังของฉัน ฉันชื่อ ‘มิ้นท์’ หรือ เขมนิจ… ผู้หญิงที่เคยเชื่อว่าตัวเองมีทุกอย่าง ในวัย 35 ปี ฉันควรจะได้ยืนอยู่บนจุดสูงสุดของหอคอยเทคโนโลยีที่ฉันร่วมสร้างมากับมือ แต่วันนี้… ฉันกลับถูกถีบลงมาในหลุมที่ลึกที่สุด…
เสียงฝนที่ตกหนักอยู่นอกหน้าต่างโรงพยาบาลในคืนนั้นยังคงดังก้องอยู่ในหัวของฉันเหมือนเสียงตะปูที่ตอกลงบนฝาโลง กลิ่นยาฆ่าเชื้อที่ฉุนกะทัดรัดผสมกับกลิ่นอายของความตายที่ลอยวนอยู่ในอากาศที่หนาวเย็นจนเสียดกระดูก ฉันนอนอยู่บนเตียงคนไข้ที่แข็งกระด้าง ร่างกายผอมแห้งจนเหลือแต่หนังหุ้มกระดูก ลมหายใจแต่ละครั้งที่สูดเข้าไปมันช่างหนักอึ้งและเต็มไปด้วยความเจ็บปวดที่ประดังประเดเข้ามาไม่หยุดหย่อน ดวงตาของฉันพร่ามัวมองไปยังเพดานสีขาวที่เริ่มมีรอยด่างดำจากความชื้น แสงไฟนีออนเหนือหัวกะพริบถี่ๆ เหมือนจะดับลงในไม่ช้า หัวใจของฉันเต้นช้าลงเรื่อยๆ ราวกับเครื่องยนต์ที่กำลังจะหมดแรงหมุน ฉันหวนนึกถึงภาพของแม่ที่นอนเสียชีวิตอยู่ในทางเดินมืดๆ ของโรงพยาบาลแห่งนี้เมื่อสัปดาห์ก่อน เพียงเพราะฉันไม่มีเงินแม้แต่จะจ่ายค่าผ่าตัดให้ท่าน ความทรงจำนั้นกรีดแทงหัวใจของฉันจนแหลกสลาย แม่ผู้ทำงานหนักมาทั้งชีวิตเพื่อส่งเสียให้ฉันได้เรียนสูงๆ แต่สุดท้ายท่านกลับต้องตายอย่างโดดเดี่ยวเพราะความโง่เขลาและความไว้ใจที่ฉันมีให้กับผู้ชายคนหนึ่ง น้ำตาหยดหนึ่งไหลรินออกจากหางตาของฉัน มันไม่ใช่เพียงแค่น้ำตาแห่งความเสียใจ แต่มันคือน้ำตาแห่งความแค้นที่สุมทรวงจนแทบจะระเบิดออกมา ในจังหวะที่สติของฉันกำลังจะหลุดลอยไป…
ฉันตื่นขึ้นมาด้วยความรู้สึกเหมือนเพิ่งผ่านฝันร้ายที่ยาวนานที่สุดในชีวิต เสียงนาฬิกาปลุกดังแผ่วเบาอยู่ข้างหู แต่มันกลับรู้สึกดังก้องอยู่ในหัวใจที่เต้นรัว ฉันหายใจหอบถี่ พยายามลืมตาขึ้นในความมืดที่คุ้นเคย กลิ่นอายของห้องนอนเก่าในบ้านหลังเดิมโชยเข้าจมูก มันเป็นกลิ่นของความหลัง กลิ่นของวันวานที่ฉันคิดว่ามันเลือนหายไปพร้อมกับหยดน้ำตาครั้งสุดท้ายก่อนที่ลมหายใจจะดับลง ฉันค่อยๆ ยันกายลุกขึ้นนั่ง มือที่สั่นเทาลูบไปตามแผ่นหลังที่เคยปวดร้าวจากการทำงานหนักเพื่อผู้ชายคนหนึ่ง แต่วันนี้มันกลับรู้สึกเบาสบายอย่างประหลาด ฉันเอื้อมมือไปเปิดโคมไฟหัวเตียง แสงสีส้มอ่อนๆ สว่างขึ้น เผยให้เห็นปฏิทินที่ตั้งอยู่บนโต๊ะเขียนหนังสือ หัวใจของฉันแทบจะหยุดเต้นเมื่อเห็นวันที่บนนั้น วันที่สิบห้า พฤษภาคม สองพันห้าร้อยสี่สิบเก้า…