มพ์นิ่งไปครู่หนึ่ง หัวใจที่เคยเต้นรัวเมื่อได้ยินชื่อนี้ บัดนี้กลับนิ่งสงบอย่างประหลาด “เขาเป็นยังไงบ้างคะ?”
“เขาเปลี่ยนไปเป็นคนละคนเลยครับ” การินถอนหายใจ “เงินทองที่เขาเคยมีถูกยึดไปหมดแล้ว สุขภาพเขาก็ไม่ค่อยดีนัก เห็นว่าตอนนี้ไปอาศัยอยู่ที่วัดในต่างจังหวัด ช่วยงานจิปาถะและศึกษาธรรมะ เขาฝากคำขอโทษมาให้คุณอีกครั้ง และเขาบอกว่าเขาไม่มีความกล้าพอที่จะมาพบคุณด้วยตัวเอง เขาขอเพียงแค่ให้คุณมีความสุขกับชีวิตที่คุณเลือก และขอให้ลูกได้รับสิ่งที่ดีที่สุด”
“แล้วคุณชมดาวล่ะคะ?” พิมพ์ถามต่อโดยไม่ได้แสดงอาการใดๆ
“รายนั้นเขาลำบากกว่าครับ หลังจากพ้นโทษออกมา เขาก็พยายามจะกลับเข้าสู่วงการธุรกิจเดิม แต่ไม่มีใครยอมรับ สุดท้ายเห็นว่าย้ายไปอยู่ต่างประเทศแล้วก็เงียบหายไปเลยครับ ส่วนคุณปู่พิชัย… ท่านจากไปอย่างสงบเมื่อสามเดือนก่อน ท่านทิ้งพินัยกรรมไว้ให้ตะวันด้วยนะพิมพ์ ท่านตั้งกองทุนมหาศาลไว้เพื่ออนาคตของเด็กคนนี้ โดยมีคุณเป็นผู้จัดการร่วมกับผม”
น้ำตาไหลซึมออกมาจากหางตาของพิมพ์ ไม่ใช่เพราะความเสียใจที่มีต่อศักดาหรือชมดาว แต่เป็นความกตัญญูที่มีต่อคุณปู่พิชัย ผู้ชายที่ให้โอกาสเธอได้เริ่มต้นใหม่และยังคงเป็นห่วงแม้ในวาระสุดท้ายของชีวิต “คุณปู่เมตตาเราเสมอจริงๆ ค่ะ”
“มีอีกเรื่องหนึ่งครับพิมพ์” การินหยิบห่อผ้าสีขาวออกมาจากกระเป๋า “พยาบาลที่เคยดูแลคุณที่โรงพยาบาลในวันแต่งงาน เขาฝากสิ่งนี้มาให้ เขาบอกว่าเขาเก็บมันไว้ได้หลังจากความวุ่นวายในห้องแต่งตัววันนั้น และเขาคิดว่าคุณควรจะเป็นเจ้าของมัน”
พิมพ์ค่อยๆ แกะห่อผ้าออก สิ่งที่ปรากฏต่อหน้าเธอคือ “ผ้าคลุมหน้าเจ้าสาว” ผืนยาวที่เคยเป็นชนวนเหตุของความแตกสลายในอดีต ผ้านั้นยังคงขาวบริสุทธิ์แม้เวลาจะผ่านไปหลายปี พิมพ์ลูบไล้ไปบนเนื้อผ้าลูกไม้อย่างแผ่วเบา ภาพวันนั้นไหลย้อนกลับมาเหมือนฉากในภาพยนตร์ เสียงหัวเราะเยาะของชมดาว แววตาที่เย็นชาของศักดา และน้ำตาที่ไหลอาบแก้มของเธอในห้องแต่งตัว แต่คราวนี้ความรู้สึกที่เกิดขึ้นในใจไม่ใช่ความเจ็บปวด แต่มันคือ “ความเข้าใจ”
“ขอบคุณนะคะการินที่นำมันมาให้” พิมพ์พูดพร้อมกับลุกขึ้นยืน “ช่วยเดินตามพิมพ์มาหน่อยได้ไหมคะ?”
พิมพ์เดินนำการินไปที่ลานกว้างหน้าบ้านที่มีกองไฟขนาดเล็กที่คนงานเพิ่งก่อไว้เพื่อต้มน้ำชารอบเย็น พิมพ์จ้องมองผ้าคลุมหน้าเจ้าสาวในมือเป็นครั้งสุดท้าย สิ่งนี้เคยเป็นสัญลักษณ์ของความฝันที่พังทลาย เป็นเครื่องเตือนใจถึงความโง่เขลาและความเจ็บปวด แต่วันนี้เธอรู้แล้วว่ามันเป็นเพียง “วัตถุ” ที่ไม่มีอำนาจเหนือจิตใจของเธออีกต่อไป เธอค่อยๆ วางผ้าคลุมหน้าเจ้าสาวผืนนั้นลงบนกองไฟ แสงไฟสีส้มค่อยๆ ลามเลียไปบนผ้าลูกไม้เนื้อดี กลิ่นไหม้ของผ้าสังเคราะห์ลอยขึ้นมาพร้อมกับควันที่จางหายไปในอากาศ
“คุณทำแบบนี้ทำไมครับพิมพ์?” การินถามด้วยความสงสัย
“เพราะพิมพ์ไม่อยากให้มันเป็นเงาที่คอยติดตามพิมพ์หรือตะวันอีกต่อไปค่ะ” พิมพ์ตอบพลางมองดูเปลวไฟที่มอดลง “ความลับและความแค้นในวันนั้นได้ถูกเผาทำลายไปพร้อมกับผ้าผืนนี้แล้ว ต่อจากนี้ไป พิมพ์นภาจะไม่มีวันถูกใครเอาผ้าคลุมหน้ามาปิดตาหรือปิดหัวใจได้อีก พิมพ์ขอบคุณศักดาและชมดาวที่ทำให้พิมพ์รู้ว่า ความแข็งแกร่งที่แท้จริงไม่ได้เกิดจากการถูกรักจากคนอื่น แต่เกิดจากการรักและเคารพในตัวเอง”
การินมองดูพิมพ์ด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความชื่นชม “คุณเติบโตขึ้นมากจริงๆ พิมพ์ ผมเชื่อว่าตะวันจะต้องภูมิใจที่มีแม่ที่เข้มแข็งแบบคุณ”
“แม่ครับ! มาเล่นว่าวกันครับ!” เสียงตะวันเรียกมาจากทุ่งหญ้าข้างไร่ชา พิมพ์หันไปเห็นลูกชายกำลังพยายามวิ่งชูว่าวรูปนกอินทรีสีสดใสขึ้นสู่ท้องฟ้า พิมพ์ยิ้มกว้างแล้วหันมาลาการิน “พิมพ์ขอตัวไปหาตะวันก่อนนะคะ การินพักผ่อนที่นี่ตามสบายเลย คืนนี้เราจะมีเลี้ยงฉลองเล็กๆ กันในไร่”
พิมพ์วิ่งถลาลงไปในสนามหญ้า ร่วมกับลูกชายและเด็กๆ ในหมู่บ้าน ลมพัดแรงพอที่จะทำให้ว่าวทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าสีครามที่กว้างใหญ่ พิมพ์มองดูว่าวที่โบยบินอย่างอิสระบนฟากฟ้า มันดูสง่างามและไร้พันธนาการ เหมือนกับชีวิตของเธอในตอนนี้ ความสุขที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่จุดจบของเส้นทาง แต่อยู่ที่ทุกย่างก้าวที่เราเดินไปพร้อมกับใจที่บริสุทธิ์
บทสรุปของเรื่องราวชีวิตที่ผ่านพ้นมา สอนให้พิมพ์รู้ว่า “กรรม” ไม่ใช่แค่การถูกทำโทษ แต่คือผลของการกระทำที่สะท้อนกลับมาหาเราเสมอ ศักดาและชมดาวได้รับผลจากความโลภและการหลอกลวงของตัวเอง ในขณะที่พิมพ์ได้รับการเยียวยาจากการให้อภัยและการยืนหยัดด้วยตัวเอง การเป็นสะใภ้อัครโภคินอาจจะเป็นความฝันที่ล้มเหลว แต่การเป็น “แม่พิมพ์” และเจ้าของไร่ชาที่นี่คือความจริงที่งดงามที่สุด
เมื่อดวงอาทิตย์เริ่มลับขอบฟ้า แสงสีทองส้มทาบทับไปทั่วขุนเขา พิมพ์โอบกอดตะวันไว้ในอ้อมแขนขณะมองดูแสงสุดท้ายของวัน แสงสว่างนั้นไม่ได้บอดตาเหมือนแสงแฟลชในงานแต่งงาน แต่มันอบอุ่นและมั่นคงเหมือนรักที่แม่มีให้ลูก พิมพ์นภาสูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ รู้สึกถึงความสุขที่สงบนิ่งและถาวร เธอรู้ดีว่าไม่ว่าวันพรุ่งนี้พายุลูกใหม่จะพัดเข้ามาอีกกี่ครั้ง เธอก็จะไม่มีวันล้มลงอีกต่อไป เพราะเธอได้เรียนรู้ที่จะเป็น “เจ้าของโชคชะตา” ของตัวเองอย่างแท้จริงแล้ว
ภายใต้เงาของขุนเขาที่สง่างาม เรื่องราวของเจ้าสาวผู้ถูกหักหลังได้จบลง และตำนานของหญิงแกร่งแห่งไร่ตะวันก็ได้เริ่มต้นขึ้น เป็นเรื่องราวที่จะถูกเล่าขานสืบไปในฐานะบทพิสูจน์ว่า น้ำตาที่เคยไหลในวันวาน สามารถกลายเป็นหยาดน้ำทิพย์ที่หล่อเลี้ยงชีวิตใหม่ให้เบ่งบานได้อย่างมั่นคงในวันนี้ และตลอดไป
หกเดือนต่อมา ท้องฟ้าเมืองเชียงใหม่ใสกระจ่างราวกับภาพวาดสีน้ำที่บรรจงระบายด้วยสีฟ้าครามสดใส ลมหนาวจางๆ พัดโชยมาปะทะผิวหน้า นำพากลิ่นหอมของดอกไม้ป่าและไอดินที่ชุ่มชื่น วันนี้คือวันที่สำคัญที่สุดในชีวิตใหม่ของฉัน วันที่ “บ้านแห่งหัวใจ” หรือโครงการอาคารสร้างสรรค์เพื่อสถาปนิกและผู้หญิงที่ผ่านมรสุมชีวิตได้เปิดตัวอย่างเป็นทางการ อาคารหลังนี้ตั้งตระหง่านอยู่บนที่ดินที่เคยเต็มไปด้วยขี้เถ้าของความทรงจำ แต่วันนี้มันกลับกลายเป็นสถาปัตยกรรมที่งดงามที่สุดเท่าที่ฉันเคยออกแบบมา มันไม่ใช่ปราสาทที่สร้างจากอิฐหินที่แข็งกระด้าง แต่เป็นอาคารที่สร้างจากกระจกใสที่เปิดรับแสงสว่างและต้นไม้ใหญ่ที่โอบล้อมรอบทิศทาง เพื่อบอกให้ทุกคนรู้ว่า ความจริงใจและความเป็นอิสระคือฐานรากที่มั่นคงที่สุดของชีวิต
ฉันยืนอยู่ในห้องโถงกลางที่สูงโปร่ง แสงแดดยามเช้าทอดลำแสงผ่านหลังคากระจก ตกกระทบลงบนพื้นหินอ่อนสีนวลตา ฉันมองดูเงาของตัวเองที่ทอดอยู่บนพื้น มันไม่ใช่เงาที่พร่าเลือนหรือหม่นหมองอีกต่อไป แต่เป็นเงาที่มีเส้นสายชัดเจนและมั่นคง ฉันสวมชุดกระโปรงสีขาวบริสุทธิ์ ตัดกับผ้าคลุมไหล่สีแดงเพลิงผืนเล็กที่เป็นสัญลักษณ์ของความกล้าหาญที่ฉันมีต่อตัวเอง ชุดนี้คือคำประกาศอิสรภาพว่า ฉันสามารถใส่สีแดงได้อย่างสง่างามโดยไม่ต้องรอคำอนุญาตจากใคร และสีแดงนี้ไม่ได้หมายถึงการประชดประชันอดีต แต่มันคือสีของเลือดเนื้อและหัวใจที่กลับมาเต้นแรงอีกครั้ง
“คุณนาราครับ แขกเริ่มมากันแล้วนะครับ” ปกรณ์เดินเข้ามาหาฉันในชุดสูทสีเทาเรียบหรู สายตาที่เขามองมานั้นเต็มไปด้วยความภูมิใจที่ปิดไม่มิด เขาเดินเข้ามาใกล้แล้ววางมือลงบนไหล่ของฉันอย่างแผ่วเบา “วันนี้คุณสวยมากจริงๆ สวยจนผมแทบไม่เชื่อสายตาตัวเองว่านี่คือความจริง”
“ขอบคุณค่ะปกรณ์ ขอบคุณที่ทำให้ความฝันของนารากลายเป็นความจริงที่จับต้องได้” ฉันหันไปสบตาเขา แววตาของเราทั้งคู่สื่อสารถึงความผูกพันที่ก้าวข้ามผ่านกาลเวลาและการทดสอบมามากมาย
ในบรรดาแขกที่มาร่วมงาน ฉันเห็นใบหน้าที่คุ้นเคยมากมาย หนึ่งในนั้นคือมะลิ เธอเดินเข้ามาหาฉันด้วยช่อดอกไม้สีขาวสะอาดตาในมือ มะลิในวันนี้ดูเป็นผู้ใหญ่และมีความมั่นใจมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เธอไม่ได้แต่งตัวเลียนแบบใครอีกต่อไป แต่เธอสวมชุดที่สะท้อนตัวตนที่เป็นนักศึกษาที่มีอนาคตไกล เธอเดินเข้ามาสวมกอดฉันด้วยความซาบซึ้ง
“ยินดีด้วยนะคะคุณนารา โครงการนี้สวยงามมากจริงๆ ค่ะ หนูเห็นแล้วรู้สึกเหมือนได้รับพลังที่จะสู้ต่อเลย” มะลิพูดเสียงสั่น “ขอบคุณที่ให้โอกาสหนูได้กลับมาเรียน และขอบคุณที่เป็นแรงบันดาลใจให้หนูรู้ว่า เราไม่ต้องเป็นเงาของใครเพื่อที่จะได้รับความรัก”
“ขอบใจจ้ะมะลิ เธอเองก็เก่งมากที่ก้าวผ่านเรื่องนั้นมาได้ ขอให้ตั้งใจเรียนนะ แล้ววันหนึ่งเธออาจจะได้กลับมาออกแบบอะไรบางอย่างที่ยิ่งใหญ่ที่นี่ก็ได้” ฉันลูบหัวเธอด้วยความเอ็นดู ความแค้นเคืองในอดีตมลายหายไปสิ้น เหลือเพียงความปรารถนาดีที่ผู้หญิงคนหนึ่งมีให้แก่กัน
เมื่อถึงเวลาทำพิธีเปิด ฉันก้าวขึ้นไปบนเวทีที่จัดไว้อย่างเรียบง่ายท่ามกลางสวนสน ท่ามกลางสายตาของผู้คนนับร้อยที่มาร่วมแสดงความยินดี ฉันมองเห็นคุณพ่อและคุณแม่ของปกรณ์นั่งอยู่ที่แถวหน้า ท่านทั้งสองยิ้มให้ฉันด้วยความอบอุ่นและยอมรับในฐานะผู้หญิงที่จะก้าวเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัว การต้อนรับของพวกท่านช่างแตกต่างจากบรรยากาศในครอบครัวรัตนกรที่เน้นแต่เปลือกนอกและความเพอร์เฟกต์ที่จอมปลอม
“สวัสดีค่ะทุกท่าน” ฉันเริ่มกล่าวสุนทรพจน์ด้วยน้ำเสียงที่มั่นคงและชัดเจน “อาคารหลังนี้ไม่ได้สร้างขึ้นเพื่อแสดงความเก่งกาจของสถาปนิก แต่มันสร้างขึ้นเพื่อเป็นเครื่องเตือนสติว่า ชีวิตคนเราอาจจะพังทลายลงได้ในพริบตาเดียว แต่อิฐทุกก้อนที่หล่นลงมา คือโอกาสที่เราจะได้นำมาสร้างพื้นฐานที่แข็งแรงกว่าเดิม ครั้งหนึ่งนาราเคยเป็นผู้หญิงที่ใช้ชีวิตอยู่ในเงาของคนตาย นาราเคยคิดว่าความอดทนคือความรัก และการยอมเสียสละตัวตนคือการทำหน้าที่ภรรยาที่ดี แต่นาราคิดผิดค่ะ ความรักที่แท้จริงต้องเริ่มจากการรักตัวเอง และการยอมรับความจริงว่าไม่มีใครสามารถแทนที่ใครได้”
เสียงปรบมือดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วป่าสน ฉันเห็นผู้หญิงหลายคนในงานน้ำตาซึม พวกเขาคงเคยผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากมาเช่นกัน
“นาราขออุทิศอาคารหลังนี้ให้แก่ความเข้มแข็งของผู้หญิงทุกคน และอุทิศให้แก่บทเรียนจากอดีตที่ทำให้เราเติบโต วันนี้ที่นี่ไม่ใช่ที่ของความโศกเศร้า แต่เป็นที่ของความหวังและการเริ่มต้นใหม่ ขอบคุณค่ะ”
หลังจบพิธีเปิด ปกรณ์พาฉันเดินเลี่ยงออกมาที่ริมหน้าผาจุดเดิมที่เราเคยมายืนดูพระอาทิตย์ตกดินด้วยกัน แสงแดดอ่อนๆ ยามบ่ายคล้อยทำให้บรรยากาศดูนุ่มนวลและเป็นส่วนตัว เขาจูงมือฉันไปที่ใต้ต้นสนใหญ่ต้นเดิมที่ฉันเคยฝังแหวนและขุดมันขึ้นมา
“นาราครับ…” ปกรณ์หยุดเดินแล้วหันมาเผชิญหน้ากับฉัน เขาหยิบกล่องกำมะหยี่สีน้ำเงินเข้มออกมาจากกระเป๋าเสื้อ “ผมรู้ว่าคุณเคยเจ็บปวดกับคำสัญญาที่ทำไม่ได้ และเคยเสียใจกับแหวนที่ถูกฝังไว้ใต้ดิน แต่ผมอยากให้คุณรู้ว่า ความรักของผมไม่มีคำสัญญาที่เลื่อนลอย มีเพียงการกระทำที่สม่ำเสมอและความซื่อสัตย์ที่มีให้คุณคนเดียวเท่านั้น”
เขาเปิดกล่องออก ภายในนั้นมีแหวนทองคำขาวเรียบง่ายที่ประดับด้วยเพชรเม็ดเล็กๆ ที่ส่องประกายระยิบระยับ มันไม่ใช่เพชรเม็ดใหญ่โตโอ้อวดเหมือนที่ธนวัฒน์เคยให้ แต่มันคือแหวนที่สะท้อนถึงความบริสุทธิ์และความจริงใจ
“คุณจะให้เกียรติผม เดินเคียงข้างกันไปในฐานะคู่ชีวิต และร่วมกันออกแบบอนาคตของเราสองคนได้ไหมครับ?” ปกรณ์ถามด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือด้วยความตื่นเต้น
น้ำตาแห่งความสุขเอ่อล้นออกมาจากดวงตาของฉัน ฉันไม่จำเป็นต้องคิดหาคำตอบใดๆ เลย เพราะหัวใจของฉันบอกคำตอบนั้นมานานแล้ว “ค่ะปกรณ์… นารายินดีที่จะร่วมเดินทางไปกับคุณค่ะ”
ปกรณ์สวมแหวนให้ฉันอย่างบรรจง เขากุมมือฉันไว้แน่นแล้วดึงเข้าไปกอด ความอบอุ่นจากอ้อมกอดของเขาทำให้ฉันรู้สึกถึงความปลอดภัยและความสงบสุขอย่างแท้จริง มันไม่ใช่กอดที่พยายามจะยื้อแยุดหรือครอบครอง แต่มันคือกอดที่บอกว่าเราจะซัพพอร์ตกันตลอดไป
เรายืนกอดกันอยู่เนิ่นนานท่ามกลางเสียงลมพัดผ่านกิ่งสนและเสียงนกที่ร้องเพลงขับขาน ฉันมองออกไปที่ขอบฟ้า เห็นเทือกเขาสลับซับซ้อนที่สวยงามจนแทบลืมหายใจ ฉันนึกถึงธนวัฒน์ นึกถึงพิม และนึกถึงช่วงเวลาสี่ปีที่แสนขมขื่นในคฤหาสน์รัตนกร ขอบคุณความเจ็บปวดเหล่านั้นที่ทำให้ฉันรู้ว่าความสุขที่แท้จริงมีค่าเพียงใด ขอบคุณที่ทำให้ฉันต้องดิ้นรนหาทางออกจนพบกับศักยภาพที่ซ่อนอยู่ในตัวเอง
วันอาทิตย์ต่อมา ฉันและปกรณ์เดินทางไปทำบุญที่วัดบนดอย เราถวายปัจจัยและสังฆทานเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้แก่ธนวัฒน์เป็นครั้งสุดท้าย ฉันไม่ได้รู้สึกติดค้างอะไรกับเขาอีกต่อไป แม้แต่ในความฝันเขาก็ไม่เคยปรากฏตัวมาทำให้ฉันเสียใจอีกเลย ฉันเชื่อว่าดวงวิญญาณของเขาได้รับรู้ถึงความปรารถนาดีและการอโหสิกรรมจากฉันแล้ว และเขาคงกำลังเรียนรู้ที่จะรักตัวเองในมิติที่สงบกว่าเดิม
หลังทำบุญเสร็จ เราเดินลงจากวัดมาที่ตลาดชาวเขา ฉันเห็นเด็กหญิงตัวเล็กๆ คนหนึ่งกำลังนั่งวาดรูปดอกไม้ในสมุดสเก็ตช์ภาพ ฉันเดินเข้าไปชมผลงานของเธอแล้วมอบสีกล่องใหญ่ที่ฉันซื้อติดมือมาให้ “ตั้งใจวาดนะลูก วันหนึ่งหนูอาจจะเป็นสถาปนิกที่เก่งที่สุดก็ได้”
รอยยิ้มของเด็กคนนั้นทำให้ฉันนึกถึงตัวเองในวัยเด็ก วันที่เต็มไปด้วยจินตนาการและความฝัน วันนี้ฉันได้ทำตามความฝันนั้นสำเร็จแล้ว และที่สำคัญกว่านั้น ฉันได้สร้างพื้นที่ให้คนอื่นได้ฝันต่อด้วย
ชีวิตของนารา รัตนกร ในวันนี้คือการเป็นผู้ให้และผู้สร้าง ฉันใช้เวลาส่วนใหญ่ที่เชียงใหม่เพื่อดูแลโครงการ และกลับไปกรุงเทพฯ บ้างเพื่อดูแลมูลนิธิบ้านแห่งความหวัง ความสำเร็จในอาชีพการงานนำมาซึ่งความมั่นคงทางการเงิน แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคือความมั่นคงทางจิตใจ ฉันไม่ได้โหยหาคำชมจากใครอีกต่อไป เพราะฉันรู้ดีว่าผลงานของฉันพูดแทนทุกอย่างแล้ว
เย็นวันหนึ่ง ขณะที่ฉันกำลังนั่งทำงานอยู่ในห้องทำงานกระจกใสที่บ้านพักสถาพนิกรุ่นใหม่ ฉันมองเห็นเงาสะท้อนของตัวเองในกระจกอีกครั้ง คราวนี้ฉันยิ้มให้เงาในกระจกนั้นด้วยความรักอย่างสุดหัวใจ “เธอทำดีมากนะนารา เธอเก่งมากที่รอดมาได้”
เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น เป็นปกรณ์ที่โทรมาบอกว่าเขาซื้ออาหารเหนือเจ้าอร่อยมาฝาก และกำลังจะถึงบ้านในอีกไม่กี่นาที ฉันวางปากกาลงแล้วเดินออกไปรอเขาที่หน้าบ้าน ลมเย็นยามเย็นพัดมาเบาๆ แสงดาวเริ่มปรากฏขึ้นบนท้องฟ้า ท้องฟ้าที่เชียงใหม่ในคืนนี้ช่างงดงามและกว้างใหญ่เหลือเกิน
ฉันนึกถึงคำพูดที่เคยคิดว่าคนตายไม่เคยแพ้ วันนี้ฉันขอค้านความคิดนั้นในใจ คนตายไม่ได้แพ้หรือชนะหรอกค่ะ แต่คนที่แพ้จริงๆ คือคนที่จมปลักอยู่กับอดีตและไม่กล้าที่จะใช้ชีวิตในปัจจุบันต่างหาก ส่วนคนที่ชนะคือคนที่ก้าวข้ามผ่านกองเพลิงแห่งความเสียใจแล้วกลับมามีชีวิตที่สดใสกว่าเดิมได้ ฉันคือนารา… ผู้ชนะในเกมชีวิตที่โหดร้ายที่สุด และวันนี้ฉันได้รางวัลเป็นความรักที่แท้จริงและความสงบสุขนิรันดร์
บนโต๊ะทำงานของฉันมีแบบแปลนใหม่ที่ฉันกำลังเริ่มร่าง มันคือโครงการโรงเรียนขนาดเล็กสำหรับเด็กด้อยโอกาสบนดอย ฉันตั้งใจจะให้อาคารนี้เป็นอาคารสีแดง… สีแดงของความหวัง สีแดงของพลัง และสีแดงของความรักที่ไม่มีวันมอดไหม้