Xác Sống Cuồng Yêu

ศพที่หลงรัก

ฉันชื่อนีสา นั่งมองอคินอยู่หลังเคาน์เตอร์ร้านเบเกอรี่เล็กๆ ของฉันทุกบ่าย แสงแดดยามบ่ายสาดลงบนโต๊ะไม้ตัวเดิมที่เขานั่งทุกวัน เขานั่งเงียบๆ กับสมุดสเก็ตช์ภาพของเขา จิบกาแฟดำไม่ใส่น้ำตาล และไม่เคยแม้แต่จะสบตาฉันนานเกินสองวินาที อคินเป็นสถาปนิก เขาดูเรียบร้อยและมีเสน่ห์แบบผู้ใหญ่ แต่เขามีผู้หญิงของเขาอยู่แล้ว ชื่อว่าเมย์ เธอสวย สง่างาม และเป็นส่วนหนึ่งของโลกที่ฉันไม่มีวันเอื้อมถึง โลกที่เต็มไปด้วยความมั่นใจและความสมบูรณ์แบบ ฉันเป็นแค่นีสา เด็กสาวที่เก่งแค่เรื่องอบขนมปัง แต่ขี้ขลาดเกินกว่าจะสารภาพความรู้สึก

ความรักของฉันมันเป็นความลับ เป็นความปรารถนาที่หมกมุ่น มันไม่ใช่ความรักที่บริสุทธิ์เท่าไหร่หรอก มันคือความอยากได้ การครอบครอง ฉันอยากให้ดวงตาคู่นั้นมองมาที่ฉันด้วยความหลงใหล ไม่ใช่ความว่างเปล่าที่สุภาพเรียบร้อยแบบนั้น ในแต่ละวันฉันจะพยายามทำขนมปังรสชาติใหม่ๆ เพื่อให้เขาลอง แต่เขาก็จะแค่ยิ้มสุภาพ และตอบว่า “อร่อยครับ” คำสั้นๆ นั้นทำให้ฉันเจ็บปวด เพราะมันเหมือนเป็นกำแพงที่หนาและสูง ฉันรู้ว่าตัวเองกำลังจมดิ่งลงไปในความรู้สึกที่เป็นไปไม่ได้ และความรู้สึกที่ว่า ‘เป็นไปไม่ได้’ นี่แหละที่ทำให้ฉันเริ่มคิดอะไรที่มันเกินขอบเขตของความจริง

บ่ายวันหนึ่ง เมย์มาหาอคินที่ร้าน พวกเขาทะเลาะกันอย่างเงียบๆ แต่ฉันได้ยินทุกคำพูด เมย์พูดด้วยน้ำเสียงที่เย็นชาว่า “คุณไม่เคยอยู่กับฉันจริงๆ เลยนะอคิน คุณอยู่แต่ในโลกของตัวเอง” อคินดูอ่อนล้า เขาไม่ได้โต้แย้งอะไรเลย แค่ก้มหน้านิ่ง นั่นทำให้หัวใจฉันเต้นแรง ด้วยความหวังอันบ้าคลั่ง ฉันเห็นรอยร้าวในความสัมพันธ์ของพวกเขา และฉันก็รู้ทันทีว่านี่คือโอกาสสุดท้ายของฉันที่จะทำอะไรสักอย่าง แต่ทำอะไรล่ะ ในเมื่อฉันไม่มีอะไรจะเทียบกับเมย์ได้เลย

คืนนั้นฉันนั่งคนเดียวในร้านที่ปิดแล้ว ท่ามกลางกลิ่นหอมของแป้งและเนย ฉันรู้สึกถึงความว่างเปล่าที่กัดกินจิตใจ ฉันเปิดอินเทอร์เน็ต พิมพ์คำที่ฉันไม่ควรพิมพ์ “วิธีดึงดูดคนรัก” “เสน่ห์แรงๆ” และสุดท้ายก็ “สาริกาลิ้นทอง” มันเป็นเรื่องไร้สาระ แต่ฉันหมดหนทางแล้ว หน้าจอคอมพิวเตอร์นำฉันไปสู่เว็บบอร์ดลึกลับ ที่มีผู้คนมากมายพูดถึงเรื่องไสยศาสตร์และมนต์ดำ หนึ่งในนั้นคือเรื่องของ ‘น้ำมันพราย’ และ ‘ขุนแผน’ แต่สิ่งที่สะดุดตาฉันที่สุดคือเรื่องเล่าเกี่ยวกับ ‘สัปเหร่อ’ คนหนึ่งที่สามารถทำเสน่ห์ที่เรียกว่า “เสน่ห์ยาแฝด” ได้ มันเป็นมนต์ดำที่ทรงพลังที่สุด เป็นมนต์ที่ผูกวิญญาณคู่แฝดที่ตายไปแล้วเข้ากับคนเป็น เพื่อให้ความรักที่เกิดขึ้นนั้นเป็นความรักที่บริสุทธิ์ แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นการครอบครองที่ไม่สามารถหลุดพ้นได้

ฉันพยายามสืบค้นหาข้อมูลของหญิงชราคนหนึ่งที่ชื่อว่า ยายม่อย เธออาศัยอยู่ในซอยเล็กๆ มืดๆ หลังวัดเก่าในจังหวัดปริมณฑล การเดินทางไปหายายม่อยในวันรุ่งขึ้นเป็นการตัดสินใจที่กล้าหาญที่สุดและโง่เขลาที่สุดในชีวิตของฉัน ฉันโกหกแม่ว่าไปซื้อวัตถุดิบทำขนม แต่แท้จริงแล้วฉันกำลังเดินเข้าไปในโลกที่ฉันไม่เข้าใจ

บ้านของยายม่อยเป็นบ้านไม้เก่าๆ ที่เต็มไปด้วยวัตถุมงคลและกลิ่นธูปที่เข้มข้นจนแสบจมูก ยายม่อยเป็นหญิงชราที่ร่างกายผอมบาง ดวงตาของเธอคมกริบราวกับมีด เธอมองมาที่ฉันและยิ้มอย่างรู้ทัน ราวกับว่าเธออ่านความปรารถนาอันมืดมิดในใจของฉันได้ เธอบอกว่า “หนูมาหาเรื่องที่ไม่ควรจะหา” น้ำเสียงของเธอแหบพร่าและเย็นยะเยือก

ฉันกลืนน้ำลายลงคอด้วยความยากลำบาก และพูดออกไปอย่างไม่กล้าสบตา “ฉันต้องการให้ผู้ชายคนหนึ่งรักฉัน รักอย่างไม่มีเงื่อนไข” ฉันไม่ได้บอกชื่ออคิน แต่ยายม่อยก็หัวเราะเบาๆ ในลำคอ “ความรักที่ถูกบังคับ มันก็มีราคาของมันนะหนู”

ยายม่อยหยิบกล่องไม้เล็กๆ ที่มีลายแกะสลักรูปคู่แฝดที่กำลังกอดกันออกมาจากใต้แท่นบูชา เธอเปิดกล่องออก ภายในมีตลับเงินเล็กๆ และในตลับนั้นมี “สัปเสน่ห์ยาแฝด” มันเป็นขี้ผึ้งสีเหลืองซีดที่ดูแห้งและไม่มีกลิ่นใดๆ เลย แต่ฉันรู้สึกถึงพลังงานที่เยือกเย็นและหนักอึ้งจากมัน ยายม่อยอธิบายว่า “ขี้ผึ้งนี้ถูกสร้างขึ้นจากน้ำมันพรายของคู่แฝดที่ตายไปแล้ว พวกเขาถูกผูกมัดไว้ด้วยกันตลอดไป เมื่อหนูใช้มัน จะมีวิญญาณอีกดวงหนึ่งที่รักหนูอย่างบ้าคลั่งผ่านร่างของผู้ชายคนนั้น แต่จำไว้ว่า วิญญาณนั้นมีตัวตน มันไม่ใช่แค่ความรัก มันคือการครอบครอง”

ฉันถามด้วยเสียงสั่นเครือ “ฉันต้องทำยังไงบ้างคะ”

“ง่ายมาก” ยายม่อยตอบพร้อมกับรอยยิ้มที่ทำให้ฉันรู้สึกหนาวสะท้าน “หนูต้องป้ายมันเพียงเล็กน้อยลงบนผิวหนัง หรืออาหารของเขา แล้วเขาก็จะเป็นของหนูทันที และมีข้อแม้ที่สำคัญที่สุด ห้ามหนูเปิดกล่องกระดาษที่ห่อตลับขี้ผึ้งนี้โดยเด็ดขาด เพราะในนั้นมีสิ่งที่วิญญาณแฝดต้องการเก็บไว้เป็นส่วนตัว และห้ามให้ใครแตะต้องตลับนี้”

ฉันจ่ายเงินจำนวนมหาศาลที่เก็บสะสมมาทั้งชีวิต และรีบหนีออกมาจากบ้านของยายม่อยด้วยความรู้สึกผสมผสานระหว่างความตื่นเต้นและความรู้สึกผิด กล่องสัปเสน่ห์ยาแฝดหนักอึ้งอยู่ในกระเป๋าของฉัน ราวกับฉันกำลังแบกรับชะตากรรมของใครบางคนเอาไว้

เมื่อกลับถึงห้อง ฉันเปิดกล่องออกมาดูอีกครั้ง ขี้ผึ้งดูธรรมดา แต่เมื่อฉันแตะมันเบาๆ ฉันรู้สึกเหมือนมีกระแสไฟฟ้าเย็นเฉียบวิ่งผ่านปลายนิ้ว มันเป็นความรู้สึกที่น่ากลัวแต่ก็เย้ายวน ฉันมองไปที่รูปถ่ายของอคินที่ฉันแอบเก็บไว้ ความลังเลใจสุดท้ายของฉันจางหายไป เมื่อฉันนึกถึงรอยยิ้มสุภาพแต่ห่างเหินของเขา ฉันต้องการเขา และฉันพร้อมที่จะทำทุกอย่างเพื่อได้เขามา

เช้าวันรุ่งขึ้น อคินมาที่ร้านตามปกติ เขาออร์เดอร์กาแฟดำเหมือนเดิม หัวใจฉันเต้นรัวเหมือนกลองศึก ฉันแอบเอานิ้วแตะขี้ผึ้งเพียงเล็กน้อย แล้วรีบป้ายลงบนขอบแก้วกาแฟด้านในที่เขาจะดื่ม ฉันเสิร์ฟกาแฟให้เขา มือฉันสั่นจนเกือบทำแก้วตก ฉันพยายามทำตัวให้เป็นปกติ แต่ทุกเซลล์ในร่างกายฉันกำลังกรีดร้อง

อคินรับกาแฟไป เขาจิบมันอย่างไม่รู้ตัว แล้วเขาก็เงยหน้าขึ้นมองฉัน ทันใดนั้น ดวงตาของเขาก็เปลี่ยนไป ความว่างเปล่าที่เคยมีถูกแทนที่ด้วยประกายแสงที่ร้อนแรงและลึกซึ้ง มันไม่ใช่แค่ความสนใจ แต่มันคือ ความหิวกระหาย เขาจ้องมองฉันราวกับว่าเพิ่งเห็นฉันเป็นครั้งแรก หลังจากที่ฉันซ่อนตัวอยู่หลังกำแพงมานานหลายเดือน

“นีสา” เขาเรียกชื่อฉัน น้ำเสียงของเขาแหบพร่าและเต็มไปด้วยความเร่งรีบ “ผมไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ผมคิดถึงคุณมาตลอด”

ความรู้สึกผิดของฉันถูกกลืนหายไปในกระแสคลื่นของความสุขที่ท่วมท้น นั่นคือจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์ที่สวยงามและน่ากลัวที่สุดในชีวิตของฉัน


ฉันเก็บตลับเสน่ห์ยาแฝดไว้ในลิ้นชักที่ล็อกกุญแจอย่างแน่นหนา มันเป็นความลับที่หนักอึ้ง เป็นกุญแจสำคัญสู่ความสุขที่ถูกขโมยมา ความสัมพันธ์ของเราเริ่มต้นขึ้นอย่างรวดเร็วและรุนแรง อคินไม่ได้แค่รักฉัน แต่เขาหลงใหลฉัน เขาแสดงความรักที่เปิดเผยและเร่งรีบอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน เขาจูบฉันกลางร้านเบเกอรี่ต่อหน้าลูกค้าคนอื่นๆ โดยไม่สนใจสายตาใครๆ เขาโทรหาฉันทุกชั่วโมง ส่งข้อความยาวๆ ที่เต็มไปด้วยคำหวานที่ทำให้ฉันเขินอาย ในเวลานั้น ความรู้สึกผิดของฉันถูกกลบฝังไว้ใต้คลื่นความสุขที่ท่วมท้น ฉันรู้สึกเหมือนเป็นผู้หญิงที่โชคดีที่สุดในโลก ที่ได้ครอบครองความรักที่บริสุทธิ์และดุดันแบบนี้

อคินไม่มาทำงานหลายวัน เขาบอกว่าเขาขอลาพักร้อน เพื่อมาใช้เวลากับฉันอย่างเต็มที่ เราไปเที่ยวชายทะเลกัน เขาเช่าบ้านพักหลังเล็กๆ ที่มีแต่เราสองคน แสงอาทิตย์ยามเช้าสาดส่องผ่านผ้าม่าน ฉันตื่นขึ้นมาในอ้อมกอดของเขา ใบหน้าของเขาหลับใหลอย่างสงบ ดูอ่อนโยนอย่างที่ฉันเคยจินตนาการไว้ แต่เมื่อเขาลืมตาขึ้นมา ดวงตาคู่นั้นก็ฉายแววที่เข้มข้นจนทำให้ฉันหายใจติดขัด “นีสา คุณรู้ไหมว่าผมรอคุณมานานแค่ไหน” เขาพูดด้วยน้ำเสียงที่ลึกและแหบพร่า ราวกับเป็นคำสารภาพที่มาจากก้นบึ้งของจิตวิญญาณ ไม่ใช่ของอคินที่เป็นสถาปนิกเรียบร้อยคนนั้น

ความรักของอคินมันเริ่มที่จะเปลี่ยนจากความโรแมนติกเป็นความอึดอัด เขาไม่ชอบให้ฉันพูดคุยกับใครนานเกินไป เขาไม่ชอบให้ฉันเปิดร้านเบเกอรี่ถ้าฉันไม่ได้อยู่กับเขา เขาพยายามที่จะอยู่ใกล้ฉันตลอดเวลา เหมือนกับว่าถ้าเขาปล่อยฉันไปแม้แต่วินาทีเดียว ฉันก็จะหายไปจากโลกนี้ “คุณเป็นของผมนะนีสา เป็นของผมคนเดียว” เขากระซิบข้างหูฉันเสมอ คำพูดนั้นทำให้ฉันรู้สึกดี แต่ในขณะเดียวกันก็ทำให้รู้สึกเหมือนถูกล่ามโซ่

วันหนึ่งฉันออกไปซื้อของตามลำพังที่ตลาด ฉันเจอเพื่อนเก่าชื่อแก้ว แก้วเป็นเพื่อนสนิทที่ฉันไม่ได้คุยด้วยนานแล้ว เรายืนคุยกันอย่างสนุกสนานถึงเรื่องชีวิตและงานแต่งงานของแก้ว ทันใดนั้น อคินก็ปรากฏตัวขึ้น เขาเดินเข้ามาหาฉันด้วยใบหน้าที่เรียบเฉย แต่ดวงตาของเขาลุกโชนไปด้วยความโกรธที่มองไม่เห็น แก้วยิ้มให้เขาและกล่าวทักทาย “สวัสดีค่ะคุณอคิน”

อคินไม่ได้ตอบ เขาแค่จับข้อมือฉันแน่น และดึงฉันออกมาจากตรงนั้นทันที เขาไม่พูดอะไรจนกระทั่งเรากลับมาถึงบ้านพัก “ทำไมคุณต้องคุยกับเขาด้วย” น้ำเสียงของเขาไม่ใช่คำถาม แต่เป็นคำสั่งที่เยียบเย็น “เขาเป็นแค่เพื่อนเก่าของฉันนะอคิน” ฉันพยายามอธิบาย แต่เขาไม่ฟัง “เพื่อนงั้นเหรอ ผมเห็นสายตาของเขานะนีสา เขาอยากได้คุณไปจากผม อย่าให้ใครมามองคุณแบบนั้นอีก”

ในคืนนั้น อคินไม่ได้กอดฉันแบบคนรัก แต่กอดแบบผู้ล่าที่กำลังหวงเหยื่อ แขนของเขารัดแน่นจนฉันแทบหายใจไม่ออก ใบหน้าของเขาซ่อนอยู่ในเส้นผมของฉัน และฉันได้ยินเขาพึมพำอะไรบางอย่างที่ฟังไม่ชัดเจน มันเป็นคำพูดที่ไม่ใช่ภาษาไทย เหมือนบทสวดโบราณ หรือคำสาบานที่เย็นเยือก

ฉันเริ่มสังเกตเห็นความผิดปกติอื่นๆ อคินมักจะทำตัวเหมือนคนสองคนในร่างเดียว บางครั้งเขาก็เป็นอคินคนเดิมที่อ่อนโยน เขาจะขอโทษสำหรับการแสดงออกที่รุนแรงของเขา เขาจะพูดว่า “ผมไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับผม ผมควบคุมตัวเองไม่ได้” แต่ในอีกไม่กี่นาทีต่อมา เขาก็จะกลับไปเป็นอีกคนหนึ่ง เป็นคนแปลกหน้าที่ดุดันและเย็นชา ที่มองฉันด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความคาดหวังที่เกินจริง

ฉันพยายามเปิดร้านเบเกอรี่อีกครั้ง ฉันคิดว่าถ้าเรากลับไปใช้ชีวิตตามปกติ ทุกอย่างอาจจะดีขึ้น แต่เมื่อมีลูกค้าชายคนหนึ่งเข้ามาสั่งเค้กวันเกิด อคินก็ยืนอยู่ข้างหลังฉันตลอดเวลา เขาจ้องมองลูกค้าคนนั้นอย่างไม่กระพริบตา จนลูกค้าคนนั้นต้องรีบรับเค้กและเดินออกไปอย่างรวดเร็ว “คุณไม่จำเป็นต้องทำงานหนักขนาดนั้นหรอกนีสา ให้ผมดูแลคุณเถอะ” อคินพูดด้วยรอยยิ้ม แต่ในแววตานั้น ฉันเห็นแต่การครอบครองที่สมบูรณ์

ฉันเริ่มฝันร้าย ฝันถึงเด็กชายสองคนที่หน้าตาเหมือนกันกำลังวิ่งเล่นอยู่ในทุ่งหญ้า เด็กคนหนึ่งล้มลงและอีกคนหนึ่งก็หัวเราะใส่ เด็กคนที่ล้มลงมองมาที่ฉันด้วยดวงตาที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวดและความโกรธ ในความฝัน ฉันได้ยินเสียงกระซิบที่เย็นเฉียบว่า “เธอทำลายเรา”

ความกลัวเริ่มกัดกินฉัน ฉันเริ่มสงสัยเกี่ยวกับขี้ผึ้งยาแฝดนั้น มันเป็นแค่การดึงดูด หรือมันคือการเชื้อเชิญบางสิ่งบางอย่างที่อันตรายเข้ามาในชีวิตฉัน ฉันตัดสินใจที่จะหยุดใช้มัน แต่ทันทีที่ฉันพยายามจะเก็บตลับขี้ผึ้งไว้ในที่ที่ไกลขึ้น อคินก็เข้ามาในร้าน เขาจ้องมองที่ลิ้นชักที่ล็อกกุญแจอยู่ “คุณซ่อนอะไรจากผม” เขาถามด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวลแต่เต็มไปด้วยอันตราย ฉันสั่นสะท้านไปทั้งตัว

“ไม่มีอะไร” ฉันตอบด้วยเสียงที่กระตุก “ฉันแค่เก็บเงิน”

อคินไม่ได้พูดอะไร เขาแค่ยื่นมือมาแตะที่หน้าผากของฉันอย่างอ่อนโยน แต่ฉันรู้สึกเหมือนเป็นกรงเล็บที่กำลังบีบขย้ำสมองของฉัน “คุณไม่ควรมีความลับกับผมนะนีสา ความลับมันจะทำให้เราต้องแยกจากกัน และผมจะไม่ยอมให้เป็นแบบนั้น” เขายิ้ม แต่รอยยิ้มของเขาเย็นชาจนฉันรู้สึกเหมือนยืนอยู่ท่ามกลางพายุหิมะ

ในคืนนั้น ขณะที่อคินกำลังอาบน้ำ ฉันตัดสินใจที่จะทำตามสัญชาตญาณของตัวเอง ฉันแอบไปที่ลิ้นชักที่ล็อกไว้ ฉันหยิบตลับยาแฝดออกมา และมองมันด้วยความรู้สึกเกลียดชังและหลงใหล ยายม่อยเคยบอกว่า ห้ามเปิดกล่องกระดาษที่ห่อตลับขี้ผึ้งนี้โดยเด็ดขาด ฉันมองไปที่ตลับเงินนั้น มันถูกห่อด้วยกระดาษแก้วสีซีดๆ ที่ดูเก่าและเปราะบาง มือของฉันสั่นเทาด้วยความอยากรู้และความกลัว

ฉันได้ยินเสียงน้ำหยุดไหลจากห้องน้ำ ฉันรู้ว่าฉันมีเวลาไม่มากนัก หัวใจของฉันเต้นรัวเหมือนนกที่ถูกขังในกรง ฉันตัดสินใจแล้ว ฉันต้องรู้ว่าอะไรอยู่ในนั้น ก่อนที่ฉันจะสายเกินไป


ฉันใช้ไขควงเล็กๆ งัดสลักล็อกลิ้นชักออกอย่างระมัดระวัง แม้ว่าฉันจะล็อกมันไว้เพื่อป้องกันอคิน แต่ตอนนี้ฉันกลับต้องงัดมันเพื่อเอาสิ่งที่น่ากลัวที่สุดออกมาด้วยมือของตัวเอง ตลับขี้ผึ้งเย็นเฉียบอยู่ในอุ้งมือ ฉันมองไปที่กระดาษแก้วสีซีดที่ห่อหุ้มมันไว้ กระดาษนั้นดูเหมือนไม่ได้ถูกสัมผัสมานานหลายปีแล้ว มันเป็นกระดาษชนิดเดียวกับที่ห่อศพ หรือของเก่าที่ถูกลืม ฉันรู้สึกถึงเสียงเรียกร้องจากความอยากรู้อยากเห็นที่บีบคั้นหัวใจ จนเอาชนะความกลัวและคำเตือนของยายม่อยไปได้ทั้งหมด

ฉันค่อยๆ แกะกระดาษแก้วออกอย่างช้าๆ มันขาดออกจากกันอย่างง่ายดายราวกับใยแมงมุม เมื่อกระดาษเปิดออก ฉันเห็นกระดาษม้วนเล็กๆ ซ่อนอยู่ระหว่างตลับเงินกับกระดาษแก้วนั้น กระดาษนั้นถูกพับไว้อย่างบรรจง ฉันคลี่มันออกอย่างระมัดระวัง มันเป็นกระดาษวาดเขียนเก่าๆ ที่มีรอยยับย่นและคราบสกปรก

ภาพวาดบนกระดาษทำให้เลือดในตัวฉันเย็นยะเยือก . มันเป็นภาพวาดด้วยดินสออย่างเด็กๆ แต่รายละเอียดนั้นน่าขนลุก มันเป็นภาพเด็กชายสองคนยืนอยู่ข้างหลุมศพ หลุมศพมีป้ายชื่อเขียนแบบหวัดๆ ว่า ธนา เด็กชายคนหนึ่งกำลังยิ้มอย่างบ้าคลั่ง ในขณะที่เด็กชายอีกคนหนึ่งกำลังร้องไห้ แต่สิ่งที่ทำให้ฉันกลัวที่สุดคือรอยยิ้มของเด็กชายที่กำลังยิ้มนั้น มันเป็นรอยยิ้มที่เหมือนกับรอยยิ้มของอคินในยามที่เขาแสดงความเป็นเจ้าของอย่างรุนแรง

ที่ด้านล่างของภาพ มีลายมือหวัดๆ เขียนไว้ด้วยปากกาสีน้ำเงินเข้มเพียงสามคำ: “เราจะไม่มีวันแยกจากกัน”

ธนา คือชื่อของวิญญาณแฝด ฉันเข้าใจทุกอย่างแล้ว อคินมีคู่แฝดที่ตายไปแล้ว และวิญญาณนั้นถูกผูกมัดไว้กับเขา และตอนนี้ก็ถูกผูกมัดไว้กับฉันด้วย เสน่ห์ยาแฝดนี้ไม่ได้ทำให้แค่ อคิน รักฉัน แต่มันทำให้ ธนา รักและครอบครองฉันผ่านร่างของอคิน ธนาเป็นวิญญาณที่ถูกแยกจากคู่แฝดของตัวเองด้วยความตาย และเมื่อฉันใช้บ่วงเสน่ห์นี้ ฉันได้นำเขากลับมา แต่การกลับมาของเขาคือการครอบครองอย่างสมบูรณ์

เสียงเปิดประตูห้องน้ำดังขึ้น ทำให้ฉันกระโดดตกใจ ฉันรีบยัดกระดาษวาดเขียนนั้นกลับเข้าไปในลิ้นชักและปิดมันไว้ แต่ฉันลืมล็อกกุญแจ อคินก้าวเข้ามาในห้อง เขาสวมเพียงผ้าเช็ดตัวผืนเดียวที่พันรอบเอว เส้นผมของเขายังเปียกชื้น และดวงตาของเขาก็ร้อนแรงราวกับไฟที่เพิ่งถูกจุด เขาไม่ได้พูดอะไร แต่สายตาของเขาก็จ้องมาที่ลิ้นชักอย่างไม่มีทางหลีกเลี่ยง เขารู้ เขาสัมผัสได้ถึงพลังงานที่เปลี่ยนไป

“ทำไมคุณถึงดูประหม่าจังนีสา” เขาถามด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนจนน่ากลัว เขาเดินเข้ามาหาฉันอย่างช้าๆ ฉันถอยหลังไปจนหลังชนกำแพง หัวใจฉันเต้นรัวจนแทบจะทะลุออกมาจากหน้าอก

“ฉัน…ฉันแค่รู้สึกหนาว” ฉันโกหก แต่เขาก็ไม่เชื่อ เขายกมือขึ้นมาสัมผัสใบหน้าของฉัน นิ้วโป้งของเขาเกลี่ยเบาๆ ที่โหนกแก้มของฉัน ความรู้สึกเย็นเฉียบของน้ำจากผมที่เปียกของเขากระทบกับผิวของฉัน

“หนาวเหรอ” อคินยิ้ม รอยยิ้มนั้นไม่ได้มาจากอคินที่ฉันรู้จัก แต่เป็นรอยยิ้มของคนที่รู้ความลับดำมืดที่สุดของฉัน “คุณซ่อนอะไรไว้ในลิ้นชักนั้น”

ฉันพยายามที่จะพูด แต่ไม่มีคำใดหลุดออกจากปากได้ อคินจับข้อมือฉัน และเดินนำฉันไปที่ลิ้นชัก เขาเปิดมันออกช้าๆ และเห็นตลับเสน่ห์ยาแฝดที่ถูกแกะกระดาษแก้วออกแล้ว เขาก้มลงมองกระดาษวาดเขียนที่ถูกยัดไว้ใต้ตลับนั้น ภาพเด็กชายสองคนบนพื้นหลังของหลุมศพถูกเปิดเผย

ใบหน้าของอคินเปลี่ยนเป็นสีขาวซีด เขาดูเหมือนคนกำลังป่วย มือของเขาที่จับอยู่ที่ข้อมือฉันก็สั่นเทาอย่างรุนแรง จู่ๆ เขาก็ก้มหน้าลง กุมศีรษะไว้แน่น ราวกับกำลังต่อสู้กับอะไรบางอย่างที่อยู่ในหัวของเขา

“ไม่…นั่นมัน…มันไม่ใช่ของผม” อคินพูดด้วยเสียงที่อ่อนแอและสับสน “ผม…ผมไม่เคยเห็นภาพนี้”

แต่แล้วใบหน้าของเขาก็เงยขึ้นมาอีกครั้ง ในเสี้ยววินาทีนั้น ความสับสนก็หายไป แทนที่ด้วยความเย็นชาและความโกรธแค้น ดวงตาของเขาแดงก่ำและลุกวาว “คุณเปิดมันทำไม นีสา” เสียงที่ออกมาไม่ใช่เสียงของอคิน แต่เป็นเสียงที่ทุ้มต่ำและหยาบกระด้างกว่ามาก มันเป็นเสียงของ ธนา

“คุณ…คุณเป็นใคร” ฉันถามด้วยความกลัวจนตัวแข็งทื่อ

ธนาในร่างของอคินยิ้มอย่างน่าสยดสยอง “ฉันคือคู่แฝดของเขา ฉันคือธนา และตอนนี้คุณก็รู้แล้ว” เขาเดินเข้ามาหาฉันอย่างรวดเร็วและผลักฉันติดกับกำแพง ห้องนั้นเต็มไปด้วยความหนาวเย็นที่แผ่ออกมาจากร่างกายของอคิน

“คุณใช้เสน่ห์ยาแฝดนี้เพื่อดึงดูดอคิน แต่คุณก็ได้ฉันมาด้วย” ธนากระซิบใกล้หูฉัน ลมหายใจของเขาเย็นยะเยือกราวกับไอซ์ “ฉันเกลียดการถูกแยกจากเขา เกลียดความโดดเดี่ยว และเมื่อคุณใช้ขี้ผึ้งนี้ คุณก็ผูกมัดฉันไว้กับคุณด้วย คุณไม่สามารถรักอคินได้โดยไม่มีฉัน และฉันก็จะไม่ยอมให้คุณไปจากเขาเด็ดขาด เพราะคุณเป็นของ เรา

คำว่า “เรา” นั้นทำให้ฉันรู้สึกเหมือนถูกฉีกขาดเป็นสองส่วน ความสับสน ความกลัว และความรู้สึกผิดท่วมท้นจนฉันแทบทรุดลงไปกับพื้น ธนาจูบฉันอย่างเร่าร้อนและรุนแรง มันไม่ใช่การจูบที่แสดงความรัก แต่เป็นการจูบเพื่อแสดงความเป็นเจ้าของอย่างสมบูรณ์ ฉันพยายามที่จะผลักเขาออกไป แต่ร่างกายของเขาก็แข็งแกร่งเกินกว่าที่ฉันจะต้านทานได้ ความรู้สึกเหมือนถูกรุกรานทั้งทางร่างกายและจิตใจมันทำให้ฉันกรีดร้องในใจ

ในช่วงเวลาที่ความสัมพันธ์ของเรากำลังพุ่งไปสู่จุดสูงสุด อคิน/ธนาจับใบหน้าของฉันไว้แน่น ดวงตาของเขาจ้องลึกเข้ามาในดวงตาของฉัน ร่างกายของเขาสั่นสะท้านอย่างรุนแรง

“คุณ…เป็น…ของ…ผม” อคินพูดด้วยเสียงกระซิบที่แผ่วเบา เป็นเสียงของอคินคนเดิมที่ฉันรัก แต่แล้วใบหน้าของเขาก็บิดเบี้ยวอย่างน่ากลัว กล้ามเนื้อใบหน้าของเขาเกร็งแน่น

และในวินาทีที่ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีของฉันถูกทำลายลงอย่างสิ้นเชิง เขาพึมพำชื่อหนึ่งออกมาด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวดและรักใคร่:

ธนา…

มันไม่ใช่ชื่อของฉัน แต่เป็นชื่อของวิญญาณแฝดที่กำลังครอบงำเขาอยู่ ฉันหยุดหายใจ หัวใจของฉันหยุดเต้นชั่วขณะ ฉันผลักอคินออกไปทันทีด้วยพละกำลังที่มาจากความตกใจและความหวาดกลัว

อคินนอนหอบอยู่บนเตียง ใบหน้าของเขายังคงบิดเบี้ยวด้วยความสับสนและความเจ็บปวด ฉันมองเขาด้วยความรู้สึกที่น่ากลัวที่สุด นั่นคือความตระหนักรู้ที่ว่าฉันไม่ได้อยู่กับคนที่ฉันรัก แต่ฉันอยู่กับร่างที่ถูกควบคุมโดยวิญญาณอาฆาตที่กำลังรัก (และเกลียด) ฉันอย่างสุดขั้ว ความสัมพันธ์ของเราได้ถึงจุดจบแล้ว มันกลายเป็นจุดเริ่มต้นของฝันร้ายที่ฉันไม่สามารถตื่นขึ้นมาได้

ฉันเก็บเสื้อผ้าอย่างรวดเร็ว มือของฉันสั่นจนแทบจะจับอะไรไม่ได้ ฉันรู้ว่าฉันต้องหนี และต้องหนีให้เร็วที่สุด ก่อนที่ธนาจะควบคุมอคินได้อย่างสมบูรณ์


ฉันวิ่งหนีออกมาจากห้องนั้นราวกับคนบ้า ฉันไม่รู้ว่าตัวเองวิ่งไปไหน รู้แค่ว่าต้องออกไปจากอ้อมกอดที่เย็นเฉียบและดวงตาที่ลุกโชนไปด้วยความเกลียดชังของธนา ฉันไม่กล้าหันหลังกลับไปมองอคินที่นอนหอบอยู่บนเตียง ฉันคว้ากุญแจรถและกระเป๋าถือที่อยู่ใกล้ที่สุด และขับรถหนีออกมากลางดึก ถนนมืดมิดและไร้ผู้คน มีเพียงแสงไฟจากหน้ารถเท่านั้นที่นำทาง ความกลัวทำให้ร่างกายของฉันชาไปหมด ฉันพยายามโทรหายายม่อย แต่โทรศัพท์ของเธอกลายเป็นเสียงตอบรับภาษาอังกฤษที่ฉันไม่คุ้นเคย เหมือนกับว่าเธอได้หายไปจากโลกนี้แล้วทันทีที่ฉันเปิดกล่องต้องห้ามนั้น

เมื่อฉันกลับมาถึงอพาร์ตเมนต์ของตัวเอง ฉันล็อกประตูสามชั้น พิงหลังกับบานประตูและทรุดตัวลงไปร้องไห้ มันไม่ใช่การร้องไห้ด้วยความเสียใจ แต่เป็นการร้องไห้ด้วยความสยดสยอง ฉันทำลายชีวิตของตัวเองและทำลายชีวิตของผู้ชายที่ฉันรัก ฉันไม่ได้แค่ขโมยความรักของเขา แต่ฉันได้มอบร่างกายของเขาให้กับวิญญาณอื่น และวิญญาณนั้นกำลังตามล่าฉัน

รุ่งเช้า โทรศัพท์ของฉันก็เริ่มสั่น มันเป็นข้อความจากอคิน ข้อความเหล่านั้นเริ่มต้นด้วยคำหวานๆ ว่า “ที่รัก คุณไปไหนมา ทำไมทิ้งผมไว้คนเดียว” แต่เมื่อฉันไม่ตอบ ข้อความก็เริ่มเปลี่ยนไป “คุณคิดว่าคุณหนีฉันพ้นเหรอนีสา คุณเป็นคนเรียกฉันมาเอง คุณผูกมัดฉันไว้กับคุณ” และสุดท้ายก็มีข้อความที่ทำให้ฉันแทบหยุดหายใจ “ผมรู้ว่าคุณซ่อนอะไรไว้ในลิ้นชักที่ร้านเบเกอรี่ ผมจะไปหาคุณที่นั่น”

ฉันรู้ทันทีว่ามันคือธนา ไม่ใช่อคิน อคินตัวจริงจะไม่มีวันรู้เรื่องลิ้นชักที่ล็อกไว้ที่ร้านเบเกอรี่ของฉัน ธนาไม่เพียงแค่ควบคุมร่างกายของอคิน แต่ยังเข้าถึงความทรงจำบางส่วนของอคินและรวมเข้ากับความรู้ที่ธนามีในฐานะวิญญาณที่ถูกผูกมัด ฉันรู้สึกเหมือนมีใครบางคนกำลังมองทะลุผนังเข้ามาในทุกความคิดของฉัน

ฉันตัดสินใจที่จะไม่กลับไปที่ร้านเบเกอรี่ ฉันเปลี่ยนโทรศัพท์มือถือ และไปซ่อนตัวอยู่ในโรงแรมเล็กๆ ในเมืองที่ฉันไม่คุ้นเคย แต่ความรู้สึกว่าถูกตามติดนั้นไม่เคยจางหายไป ฉันเห็นเงาของอคินในรถยนต์ที่วิ่งผ่านไปมา ฉันได้ยินเสียงฝีเท้าหนักๆ ที่ชั้นบนของโรงแรม แม้ว่าฉันจะรู้ว่ามันเป็นไปไม่ได้ก็ตาม ความสัมพันธ์ที่ถูกบังคับนี้ได้สร้างพันธนาการทางจิตวิญญาณที่แข็งแกร่งเกินกว่าที่ฉันจะเข้าใจ

ฉันเริ่มค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับอคินอย่างจริงจัง ฉันค้นหาชื่อของเขาและคำว่า “คู่แฝด” ในกูเกิล ใช้เวลานานหลายชั่วโมง จนกระทั่งฉันเจอข่าวเก่าๆ ข่าวเมื่อสิบปีที่แล้ว มันเป็นพาดหัวข่าวสั้นๆ เกี่ยวกับอุบัติเหตุทางรถยนต์ที่น่าสยดสยองในถนนชนบท ข่าวรายงานว่ามีเด็กชายคู่แฝดสองคนอยู่ในรถ คนหนึ่งรอดชีวิต อีกคนหนึ่งเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ เด็กชายที่เสียชีวิตคือ ธนา ส่วนผู้รอดชีวิตคือ อคิน

ข่าวบรรยายว่าธนาเสียชีวิตทันทีที่รถชนเข้ากับต้นไม้ แต่อคินรอดมาได้โดยมีบาดแผลทางร่างกายเพียงเล็กน้อย แต่บาดแผลทางจิตใจนั้นลึกซึ้งมาก หลังจากอุบัติเหตุ อคินก็กลายเป็นคนเก็บตัวและเย็นชา นั่นคือเหตุผลที่เขามีท่าทีเหินห่างกับเมย์ และกับคนอื่นๆ ด้วย นั่นคือบาดแผลที่ฉันมองเห็นตั้งแต่แรก และเป็นจุดอ่อนที่ทำให้ฉันตัดสินใจใช้เสน่ห์ยาแฝดนี้

ฉันนั่งนิ่ง มองรูปถ่ายขาวดำของเด็กชายสองคนที่ยิ้มเหมือนกันในข่าว อคินและธนา พวกเขาสวมเสื้อเชิ้ตลายทางเหมือนกันทุกอย่าง แต่ดวงตาของธนาในภาพนั้นดูซุกซนและดื้อรั้นกว่าอคินอย่างเห็นได้ชัด ฉันรู้สึกเหมือนกำลังมองเห็นภาพย้อนหลังของคนที่ฉันได้ปลุกให้ตื่นขึ้นมา

ฉันเริ่มตระหนักถึงความสยองขวัญที่แท้จริงของการกระทำของฉัน: ธนาคือความเจ็บปวดที่อคินซ่อนไว้มาตลอดสิบปี ธนาคือความผิดที่อคินไม่เคยให้อภัยตัวเอง และตอนนี้ฉันได้ใช้ความเจ็บปวดนั้นมาเป็นเครื่องมือเพื่อความรักของฉัน

ทันใดนั้น โทรศัพท์เครื่องเก่าของฉันที่ถูกซ่อนไว้ในกระเป๋าก็มีข้อความเข้า มันเป็นข้อความจากธนาอีกครั้ง “คุณคิดว่าคุณสามารถหาทุกอย่างเกี่ยวกับผมได้จากอินเทอร์เน็ตเหรอ นีสา คุณไม่มีทางเข้าใจว่ามันรู้สึกยังไงที่ต้องถูกทิ้งไว้ข้างหลัง”

ฉันตกใจมาก ฉันมั่นใจว่าฉันเปลี่ยนเบอร์โทรศัพท์ไปแล้ว ธนาในร่างของอคินจะต้องรู้ว่าฉันอยู่ที่ไหน เขาจะต้องรู้ว่าฉันกำลังทำอะไร และที่สำคัญที่สุด เขาจะต้องรู้ว่าฉันกำลังค้นคว้าเกี่ยวกับ ธนา

เย็นวันนั้น ฉันตัดสินใจที่จะหาทางติดต่อเมย์ อดีตคนรักของอคิน เมย์เป็นคนเดียวที่รู้จักอคินดีที่สุดก่อนที่ขี้ผึ้งจะทำงาน เมย์อาจจะให้คำตอบบางอย่างที่สามารถช่วยฉันแยกอคินออกจากธนาได้ ฉันโทรไปหาเมย์ด้วยโทรศัพท์สาธารณะ น้ำเสียงของฉันสั่นเครือจนแทบจะควบคุมไม่ได้

เมย์รับสายด้วยน้ำเสียงที่เย็นชา “ใครคะ”

“เมย์ นี่นีสานะ ฉัน…ฉันต้องคุยกับคุณเรื่องอคิน เรื่องสำคัญมาก”

มีความเงียบงันนานหลายวินาที เมย์ถามกลับมาว่า “นีสา? คุณคือคนที่เป็นแฟนใหม่ของอคินใช่ไหม แล้วคุณมีอะไรจะคุยกับฉันอีก ในเมื่อคุณได้เขาไปแล้ว”

“มันไม่ใช่อย่างที่คุณคิด เมย์ อคินกำลังมีปัญหาใหญ่ เขา…เขาไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว” ฉันพยายามใช้คำพูดที่ฟังดูมีเหตุผลที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

เมย์หัวเราะเยาะ “อคินไม่เหมือนเดิมงั้นเหรอ เขาไม่เคย ‘เหมือนเดิม’ มาตั้งแต่ธนาตายแล้ว นีสา คุณไม่เข้าใจหรอก เขาอยู่กับความผิดมาตลอดสิบปี” เมย์ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดต่อด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงเล็กน้อย “เมื่อก่อนอคินเป็นคนดีมากนะ แต่หลังจากธนาไป เขาก็กลายเป็นคนไร้อารมณ์ เหมือนกับว่าส่วนหนึ่งของเขามันตายไปด้วย”

ฉันรีบถาม “คุณรู้เรื่องธนามากแค่ไหน”

“ฉันรู้ว่าธนาเป็นคู่แฝดที่ซุกซนกว่า อคินรักเขามาก และธนาคือคนขับรถในคืนเกิดเหตุ พวกเขาทะเลาะกันเรื่องผู้หญิง และธนาก็ขับรถเร็วมาก” เมย์ถอนหายใจ “อคินไม่เคยพูดถึงเรื่องนี้กับฉันเลย เขาปฏิเสธที่จะพูดถึงธนาตลอดเวลา”

ข้อมูลที่เมย์ให้มาทำให้ฉันเริ่มปะติดปะต่อเรื่องราว ธนาคือความรักของอคิน และธนาตายด้วยความผิดของตัวเอง และอคินก็ปฏิเสธที่จะยอมรับเรื่องราวทั้งหมด ธนาในร่างของอคินจะต้องแค้นเคืองและต้องการความรักความสนใจที่อคินไม่สามารถให้ได้

ฉันตัดสินใจที่จะกลับไปที่อพาร์ตเมนต์ของฉันเพื่อเอาตลับขี้ผึ้งยาแฝดนั้นมาให้ได้ ฉันรู้ว่าฉันไม่สามารถทำลายมันได้ แต่ฉันต้องรู้ว่ามันมีพลังงานอะไรอีกที่ฉันยังไม่รู้ ฉันขับรถกลับไปที่อพาร์ตเมนต์ด้วยความระมัดระวังที่สุด เมื่อฉันเปิดประตูเข้าไปในห้อง ทุกอย่างดูเป็นปกติ แต่มีกลิ่นแปลกๆ กลิ่นเหมือนธูปที่ถูกเผาไหม้แล้ว และมีกลีบดอกไม้แห้งสีดำโรยอยู่บนพื้นหน้าประตูห้องนอน

ฉันเดินเข้าไปในห้องนอน และสิ่งที่ฉันเห็นทำให้ฉันกรีดร้องออกมาอย่างเงียบๆ บนเตียงนอนของฉัน มีรูปถ่ายกรอบไม้เก่าๆ วางอยู่ มันคือรูปถ่ายของอคินและธนาในชุดนักเรียน ธนาในภาพกำลังโอบไหล่อคินและยิ้มอย่างกว้างขวาง ใกล้ๆ กับรูปถ่าย มีตลับขี้ผึ้งยาแฝดวางอยู่ มันถูกวางไว้บนเสื้อผ้าที่ฉันทิ้งไว้เมื่อคืนก่อน

ธนามาที่นี่แล้ว เขาเข้ามาในห้องของฉัน จัดฉาก จัดของ และวางตลับขี้ผึ้งไว้ตรงหน้าฉันอย่างจงใจเพื่อบอกเป็นนัยว่าเขาตามฉันมาถึงที่นี่แล้ว และที่น่ากลัวที่สุดคือ ธนาจะต้องรู้ว่าฉันกำลังหาทางติดต่อเมย์ เพราะรูปถ่ายที่เขาจัดวางนั้นคืออคินและธนาในอดีต ซึ่งเป็นการตอบสนองโดยตรงต่อสิ่งที่ฉันกำลังค้นหา

ทันใดนั้น เสียงโทรศัพท์บ้านก็ดังขึ้น ฉันไม่มีโทรศัพท์บ้าน หัวใจฉันเต้นรัวด้วยความกลัว ฉันเดินไปที่โต๊ะข้างๆ ซึ่งมีโทรศัพท์บ้านเครื่องเก่าที่ฉันไม่เคยใช้และถูกถอดสายออกไปแล้ว แต่ตอนนี้มันกำลังดัง เสียงกรีดร้องดังมาจากเครื่องโทรศัพท์เก่าๆ นั้น

ฉันเดินไปหยิบหูโทรศัพท์ขึ้นมาอย่างไม่ตั้งใจ “ฮัลโหล”

มีเพียงเสียงกระซิบที่ทุ้มต่ำและเปี่ยมไปด้วยความแค้น “คุณไม่มีทางไปจากผมได้หรอกนีสา เราคือ คู่แฝด ที่ถูกผูกมัด คุณได้ปลุกความตายให้ตื่นขึ้นมาแล้ว”

เสียงนั้นไม่ใช่แค่เสียงของธนา แต่เป็นเสียงที่ดังมาจากวิญญาณ ธนาไม่ได้พยายามที่จะหลอกฉันอีกต่อไป เขาเปิดเผยตัวตนที่แท้จริงออกมาแล้ว

ฉันตัดสินใจแล้วว่าฉันไม่สามารถหนีได้อีกต่อไป ฉันต้องเผชิญหน้ากับความจริง ฉันต้องกลับไปหายายม่อย หรือไม่ก็ต้องหาทางทำลายขี้ผึ้งยาแฝดนั้น ก่อนที่ธนาจะทำลายอคินและฉันไปพร้อมๆ กัน


ฉันรู้ว่าการหนีไปเรื่อยๆ นั้นเป็นไปไม่ได้ ธนาตามฉันมาได้ทุกที่ ทุกความลับของฉันถูกเปิดโปง ฉันตัดสินใจที่จะเผชิญหน้ากับเขาที่ร้านเบเกอรี่ ร้านที่ความสุขและความหายนะของฉันเริ่มต้นขึ้น ฉันคิดว่าในสถานที่ที่เต็มไปด้วยผู้คนในตอนกลางวันอาจจะปลอดภัยกว่า แต่เมื่อฉันมาถึง ร้านเบเกอรี่ของฉันกลับถูกปิดโดยธนา อคินในร่างของธนาคงทำทุกอย่างเพื่อตามหาฉัน

ฉันเห็นอคินยืนอยู่หน้าร้าน เขาไม่ได้แต่งตัวเรียบร้อยเหมือนสถาปนิกอีกแล้ว เสื้อเชิ้ตของเขายับยู่ยี่ และมีหนวดเคราขึ้นประปราย ดวงตาของเขาว่างเปล่า แต่เมื่อเขาเห็นฉัน แววตาที่เต็มไปด้วยความหลงใหลที่ฉันเคยเห็นในวันแรกๆ ก็กลับมา แต่ในครั้งนี้ มันมีความบ้าคลั่งและความครอบครองที่อันตรายกว่าเดิม

“นีสา” เขาเรียกชื่อฉัน เสียงของเขาแหบพร่าและเต็มไปด้วยความโล่งใจที่เห็นฉัน “คุณไปไหนมา ทำไมถึงไม่ยอมรับสายโทรศัพท์ของผม ผมเป็นห่วงคุณแทบตาย”

ฉันยืนนิ่ง มองเขาอย่างไม่กระพริบตา ฉันเห็นร่องรอยของความทรมานบนใบหน้าของเขา ไม่ใช่แค่ความทรมานทางจิตใจ แต่เหมือนกับความเหนื่อยล้าทางร่างกายจากการถูกควบคุม “อคิน…คุณไม่ใช่เขา” ฉันพูดออกไปอย่างชัดเจน เสียงของฉันมั่นคงอย่างไม่น่าเชื่อ “ฉันรู้เรื่องธนาแล้ว”

ทันใดนั้น รอยยิ้มของอคินก็เลือนหายไป สีหน้าของเขากลับมาเป็นความเย็นชาและเกรี้ยวกราดในทันที “ในที่สุดคุณก็รู้” เสียงที่ออกมาไม่ใช่เสียงของอคิน มันทุ้มต่ำราวกับเสียงสะท้อนจากบ่อลึก ธนาในร่างของอคินพับแขนยืนพิงประตูร้านเบเกอรี่ “คุณคิดว่าคุณฉลาดเหรอ นีสา คุณคิดว่าคุณสามารถใช้พวกเราเพื่อผลประโยชน์ของคุณได้งั้นเหรอ”

“ฉันแค่ต้องการความรักจากอคิน” ฉันสารภาพอย่างอ่อนแรง “ฉันไม่ต้องการทำร้ายใคร”

ธนาหัวเราะเสียงดัง เสียงหัวเราะนั้นฟังดูเหมือนกับเสียงกรีดร้องที่ถูกกลบไว้ในลำคอ “ความรัก? คุณไม่รู้หรอกว่าความรักของเรามันเป็นยังไง อคินรักฉันมากกว่าที่เขารักผู้หญิงทุกคนในโลกนี้! เราคือคู่แฝด เราถูกผูกมัดไว้ด้วยกันตั้งแต่เกิด และเมื่อฉันตาย เขาควรจะตายตามฉันไปด้วย แต่เขาหนีไป เขาปฏิเสธที่จะจดจำฉัน ปฏิเสธที่จะพูดถึงฉันราวกับว่าฉันไม่เคยมีตัวตนอยู่จริง”

เขาชี้มาที่ฉันด้วยนิ้วที่สั่นเทา “และคุณ คุณเข้ามาในชีวิตเขาด้วยเสน่ห์ยาแฝดที่ดึงดูดวิญญาณของเราเข้ามาใกล้กันอีกครั้ง คุณคิดว่าคุณจะสามารถรักอคินได้โดยปราศจากเงาของฉันเหรอ”

ฉันรู้สึกเหมือนถูกตบหน้าอย่างรุนแรง ธนาพูดถูก ฉันไม่ได้คำนึงถึงผลที่ตามมาของการใช้มนต์ดำนี้เลย ฉันแค่มองหาทางลัดสู่ความรักที่ฉันเชื่อว่าเป็นไปไม่ได้

“แต่คุณก็ควบคุมเขาไม่ได้นานหรอก ธนา อคินตัวจริงกำลังต่อสู้” ฉันพูดอย่างมุ่งมั่น “ฉันเห็นเขา ผมเห็นความสับสนในดวงตาของเขา เขากำลังพยายามผลักคุณออกไป”

เมื่อฉันพูดถึงการต่อสู้ของอคิน ใบหน้าของธนาในร่างอคินก็เริ่มบิดเบี้ยว กล้ามเนื้อบนใบหน้าของเขากระตุกอย่างรุนแรง ดวงตาข้างหนึ่งของเขาแสดงความโกรธแค้นในแบบของธนา ส่วนดวงตาอีกข้างหนึ่งกลับเต็มไปด้วยความเจ็บปวดและความหวาดกลัวในแบบของอคิน เขาใช้มือทั้งสองข้างกุมขมับไว้แน่น เขาสลับพูดด้วยสองเสียงในประโยคเดียวกัน

“มันเจ็บปวด…” (เสียงทุ้มต่ำของธนา) “ปล่อยฉันไปเถอะ…” (เสียงแหบพร่าของอคิน) “ไม่! ฉันจะไม่ปล่อย! เธอเป็นของฉัน!” (เสียงธนา)

มันเป็นฉากที่น่าสยดสยองราวกับกำลังดูคนสองคนถูกเย็บติดกันอย่างน่ารังเกียจ ธนาพยายามที่จะควบคุมร่างกายของอคินไว้ แต่จิตวิญญาณของอคินก็กำลังต่อสู้ด้วยพละกำลังทั้งหมดที่เขามี

ทันใดนั้น ธนาก็กรีดร้องออกมาด้วยความโกรธแค้น เขากระชากผมของตัวเองอย่างรุนแรง ใบหน้าของเขากลับมาเป็นใบหน้าของธนาอย่างสมบูรณ์ ความเจ็บปวดของอคินถูกกลบฝังไว้ใต้ความเดือดดาลของวิญญาณแฝด “เธอคิดว่าเธอช่วยเขาได้เหรอนีสา เธอเป็นคนมอบเขาให้ฉันด้วยเสน่ห์ยาแฝดของเธอ! เธอจะรับผิดชอบชีวิตของเราทั้งสองคน!”

เขาเดินเข้ามาหาฉันอย่างรวดเร็วและผลักฉันติดกับผนังคอนกรีตของร้านเบเกอรี่ กระเป๋าถือของฉันตกลงบนพื้นและของทุกอย่างกระจัดกระจาย ธนาจ้องมองฉันด้วยความเคียดแค้น “ฉันจะไม่มีวันยอมให้ใครมาทำร้ายเราได้อีก”

“ฉันไม่ได้ทำร้ายคุณ” ฉันตอบกลับด้วยความกล้าหาญที่มาจากความสิ้นหวัง “ฉันแค่รักเขา”

“แต่คุณไม่รักฉัน!” ธนากรีดร้องใส่หน้าฉัน ลมหายใจของเขาร้อนผ่าว “ฉันคือความรู้สึกทั้งหมดที่อคินไม่มี! ฉันคือความหลงใหลที่แท้จริง! คุณสามารถมีอคินที่จืดชืดคนนั้นได้ แต่คุณต้องมีฉันอยู่ในนั้นด้วย!”

เขาคว้าโทรศัพท์มือถือที่ฉันกำลังซ่อนไว้ในกระเป๋าเสื้อของฉัน และขว้างมันลงบนพื้นอย่างแรงจนแตกกระจาย ธนาหยิบแก้วกาแฟที่วางอยู่บนเคาน์เตอร์ขึ้นมา และโยนมันเข้าใส่ผนังอย่างบ้าคลั่ง เสียงแก้วแตกดังลั่นราวกับเสียงปืน เขาไม่ได้ทำร้ายร่างกายฉันโดยตรง แต่เขาทำลายทุกสิ่งที่อยู่รอบตัวฉัน เพื่อแสดงให้เห็นว่าเขาสามารถทำลายชีวิตของฉันได้อย่างง่ายดาย

“ฉันจะให้คุณเลือก” ธนากระซิบด้วยน้ำเสียงที่เย็นเฉียบและเป็นอันตราย “คุณจะอยู่กับเรา และเป็นคนรักที่สมบูรณ์แบบที่ฉันสามารถควบคุมได้ หรือคุณจะหนีไป และฉันจะตามคุณไปทุกที่ จนกว่าคุณจะตายจากความกลัว”

ในช่วงเวลานั้น ฉันเข้าใจแล้วว่าฉันกำลังเผชิญหน้ากับอะไร ธนาไม่ได้ต้องการแค่ความรัก แต่เขาต้องการ การยอมจำนน ของฉัน เขามีความสุขกับการเห็นฉันหวาดกลัวและอยู่ภายใต้การควบคุมของเขา เขากำลังใช้ความรักที่ฉันมีต่ออคินมาเป็นอาวุธเพื่อทำร้ายฉัน

ฉันก้มลงไปมองตลับเสน่ห์ยาแฝดที่ถูกล็อกไว้อย่างแน่นหนาในลิ้นชักที่อยู่ข้างหลังฉัน ฉันต้องหาทางทำลายมันให้ได้ แต่ฉันไม่รู้ว่าวิธีทำลายมันคืออะไร ยกเว้นสิ่งที่ยายม่อยเคยบอกว่า ห้ามเปิดกล่องกระดาษ และฉันได้เปิดมันไปแล้ว ฉันต้องคิดวิธีอื่น

ฉันตัดสินใจที่จะยอมทำตามที่ธนาต้องการชั่วคราว เพื่อให้เขาผ่อนคลายความระแวงและฉันจะมีโอกาสหาทางหนีหรือหาทางช่วยเหลือ

“ฉัน…ฉันจะอยู่กับคุณ” ฉันพูดด้วยเสียงที่สั่นเครือแต่พยายามให้ฟังดูมั่นคงที่สุด “ฉันจะอยู่กับอคิน”

รอยยิ้มที่บ้าคลั่งปรากฏขึ้นบนใบหน้าของธนาอีกครั้ง “คุณตัดสินใจได้ถูกแล้ว นีสา” เขาคลายมือออกจากฉัน และโอบไหล่ฉันราวกับผู้ชนะ “เราจะอยู่ด้วยกันตลอดไป”

เขาพาฉันกลับไปที่อพาร์ตเมนต์ที่ตอนนี้กลายเป็นเหมือนกรงขังของเรา ธนาเก็บอาวุธทุกอย่างที่ฉันสามารถใช้ป้องกันตัวได้ เขาพยายามทำตัวเป็นคนรักที่อ่อนโยน แต่ฉันเห็นความเย็นชาในดวงตาของเขาตลอดเวลา ธนาเล่าเรื่องราวในอดีตของเขากับอคินให้ฉันฟังอย่างละเอียด เขาเล่าถึงความสนิทสนมกัน การทะเลาะกัน การหึงหวง และความรู้สึกที่ขาดหายไปเมื่อเขาตายจากไป มันไม่ใช่การเล่าเรื่องของวิญญาณที่เศร้าโศก แต่เป็นการเล่าเรื่องของวิญญาณที่เย้ยหยันและภูมิใจในความเป็นเจ้าของ

คืนนั้น ฉันนอนกอดอคินที่ตอนนี้ถูกธนาควบคุมอย่างสมบูรณ์ ฉันได้ยินเสียงหัวใจของอคินเต้นอยู่ใกล้ๆ แต่ฉันสัมผัสได้ถึงความเย็นเฉียบของธนาที่แผ่ออกมาจากร่างกายของเขา จู่ๆ ฉันก็รู้สึกถึงบางสิ่งที่แข็งๆ ซ่อนอยู่ในหมอนของอคิน ฉันเอื้อมมือไปควานหา และพบว่ามันคือตลับเสน่ห์ยาแฝดนั้นเอง

ธนาเอาตลับขี้ผึ้งมาไว้ใต้หมอนของอคิน เขาไม่ได้ต้องการซ่อนมัน แต่เขาต้องการให้มันอยู่ใกล้ๆ ราวกับเป็นเครื่องรางที่แสดงถึงพลังอำนาจที่เขามีเหนือเราสองคน และในขณะที่ฉันกำลังจะตัดสินใจทำอะไรสักอย่าง จู่ๆ ธนาก็กระซิบด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความรักและเป็นอันตราย “คุณไม่ควรแตะต้องมันนะที่รัก เพราะถ้ามันถูกทำลาย เราก็จะถูกทำลายไปด้วย”

คำพูดนั้นทำให้ฉันตระหนักได้ว่านี่คือโอกาสสุดท้ายของฉัน ฉันต้องทำลายมัน แต่ฉันก็กลัวความจริงที่ว่า อคินก็อาจจะตายไปพร้อมกับธนาด้วย

ฉันมองไปที่ใบหน้าของอคินที่หลับตาอยู่ มันดูสงบและไร้เดียงสาเหมือนเด็กๆ แต่ทันใดนั้น ใบหน้าของเขาก็ปรากฏรอยยิ้มที่น่ากลัว รอยยิ้มของธนา

“คุณกำลังคิดอะไรอยู่ นีสา ผมรู้ทุกอย่างที่อยู่ในใจของคุณ”

ฉันผวาตกใจ ร่างกายของฉันแข็งทื่อด้วยความกลัว ธนาลืมตาขึ้นมา ดวงตาของเขาฉายแววที่เย้ยหยัน “คุณคิดว่าคุณจะหนีไปได้เหรอ ผมไม่ปล่อยให้คุณหนีไปได้หรอก”

เขาดึงฉันเข้ามาใกล้และจูบฉันอย่างเร่าร้อนและรุนแรง การจูบครั้งนี้ไม่ใช่ความรัก แต่เป็นเครื่องหมายของการเป็นเจ้าของ เขาใช้กำลังทั้งหมดที่มีเพื่อรั้งฉันไว้ ธนาทำให้ฉันรู้สึกเหมือนฉันเป็นเหยื่อที่กำลังจะถูกกลืนกินโดยเงาแห่งความตายของเขา

ฉันต้องเปิดกล่องนั้นอีกครั้ง ฉันต้องทำลายสิ่งที่ธนาหวงแหนที่สุด แม้ว่ามันอาจจะทำให้ฉันต้องสูญเสียอคินไปตลอดกาล


ฉันใช้ชีวิตอยู่ในอพาร์ตเมนต์ที่ตอนนี้กลายเป็นกรงขังของตัวเอง ฉันแสร้งทำเป็นว่าเชื่อฟังและรักธนาในร่างของอคินอย่างที่เขาต้องการ ฉันปรุงอาหารให้เขากิน ฟังเขาเล่าเรื่องราวในอดีตที่ธนาเท่านั้นที่รู้ และแสดงความรักที่ถูกบังคับและถูกบิดเบือน ธนาดูเหมือนจะพอใจกับบทบาทใหม่นี้ เขาอ่อนโยนและใส่ใจ แต่ความอ่อนโยนนั้นมาพร้อมกับดวงตาที่จับจ้องฉันอยู่ตลอดเวลา ฉันรู้ว่าเขาไม่ได้ไว้ใจฉันเลย และทุกการกระทำของฉันอยู่ภายใต้การเฝ้าระวังทางจิตวิญญาณของเขา

คืนหนึ่ง ขณะที่ธนานอนหลับอย่างสงบอยู่ข้างๆ ฉัน ฉันพยายามที่จะส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือ ฉันจำได้ว่ามีโทรศัพท์มือถือเครื่องเก่าที่ซ่อนไว้ในกล่องเก็บของฉุกเฉินในห้องน้ำ ฉันคลานลงจากเตียงอย่างเงียบกริบ ทุกฝีก้าวของฉันเบาเหมือนขนนก หัวใจเต้นรัวจนแทบระเบิด ฉันไปถึงห้องน้ำและเปิดกล่องนั้นออก มือของฉันสั่นเทาขณะที่ฉันกดเบอร์โทรศัพท์ของเมย์ อดีตแฟนสาวของอคิน ซึ่งเป็นคนเดียวที่ฉันคิดว่าจะช่วยอคินได้จริง

“เมย์ ได้โปรดช่วยฉันด้วย” ฉันกระซิบเบาๆ เมื่อเมย์รับสาย “อคินกำลังแย่ เขาถูกควบคุมโดยธนา ฉันต้องทำลายขี้ผึ้งยาแฝดนั้น แต่ฉันไม่รู้ว่าจะทำยังไง”

เมย์ตกใจ “นีสา! คุณพูดเรื่องบ้าอะไรน่ะ คุณไม่สบายหรือเปล่า”

“ฉันไม่ได้บ้า! ธนาเป็นวิญญาณ เขากลับมาเพราะเสน่ห์ยาแฝด ฉันรู้ว่าคุณเคยเห็นด้านมืดของอคินมาก่อน ได้โปรด…คุณต้องช่วยเขาด้วย”

ก่อนที่เมย์จะตอบอะไร จู่ๆ ประตูห้องน้ำก็ถูกกระชากเปิดออกอย่างรุนแรง ธนายืนอยู่ตรงนั้น ใบหน้าของเขาแดงก่ำไปด้วยความโกรธ ดวงตาของเขามืดมิดราวกับหลุมดำ เขามองมาที่ฉันด้วยความผิดหวังและความเกลียดชังที่บาดลึกกว่าความโกรธใดๆ ที่ฉันเคยเห็น

“คุณกล้าดียังไง นีสา” เสียงของธนาเย็นเฉียบและเต็มไปด้วยอันตราย “คุณพยายามที่จะหักหลังเรางั้นเหรอ”

ฉันรีบปิดโทรศัพท์ แต่มันก็สายเกินไปแล้ว ธนาเดินเข้ามาช้าๆ และดึงสายโทรศัพท์มือถือออกจากมือฉัน เขายิ้มอย่างเหยียดหยาม “คุณคิดว่าคุณซ่อนอะไรจากฉันได้เหรอ ตั้งแต่คุณเปิดกล่องนั้น พลังของเราก็เชื่อมโยงกันอย่างสมบูรณ์ ฉันได้ยินทุกความคิดของคุณ ได้ยินทุกคำกระซิบในใจของคุณ”

ธนาขว้างโทรศัพท์ลงกับพื้นจนแตกละเอียดอีกครั้ง คราวนี้เขาไม่ได้ทำลายข้าวของ แต่เขาทำลาย ความหวัง ของฉัน ธนาจับไหล่ฉันแน่น เขย่าฉันอย่างรุนแรง “คุณไม่สามารถขอความช่วยเหลือจากใครได้ นีสา คุณทำลายชีวิตของตัวเองแล้ว คุณจะต้องอยู่กับเราตลอดไป”

ในตอนนั้นเอง ร่างกายของอคินก็เริ่มต่อสู้กลับอีกครั้ง ใบหน้าของเขาเปลี่ยนไปมาอย่างรวดเร็วระหว่างความโกรธแค้นของธนาและความเจ็บปวดของอคิน ธนากรีดร้องด้วยความทรมาน แต่เขาก็ยังคงควบคุมร่างกายไว้ได้

“ปล่อยเธอไปซะ ธนา!” เสียงที่แหบพร่าและทรมานของอคินดังออกมาจากลำคอของเขา

“ไม่! ฉันจะไม่ปล่อย!” ธนาตอบกลับอย่างรวดเร็ว “ฉันจะไม่ยอมให้เธอพาความรักของฉันไปอีกแล้ว อคิน! เธอทำให้ฉันต้องตาย!”

ทันใดนั้น ธนาก็กดฉันลงกับพื้นห้องน้ำที่เย็นเฉียบ เขาจ้องมองฉันอย่างบ้าคลั่ง และเริ่มเปิดเผยความจริงทั้งหมด ความจริงที่อคินซ่อนไว้มาตลอดสิบปี

“อุบัติเหตุนั้น…มันไม่ใช่แค่อุบัติเหตุ นีสา” ธนากระซิบ น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความเศร้าโศกและโกรธแค้นในเวลาเดียวกัน “เราทะเลาะกันเรื่องเมย์ อคินรักเมย์ แต่เมย์ก็ชอบฉันมากกว่า อคินรู้สึกว่าตัวเองถูกทิ้งไว้ข้างหลังมาโดยตลอด ฉันเป็นคนขับรถในคืนนั้น ฉันโกรธอคินที่เขาพยายามแย่งเมย์ไปจากฉัน ฉันบอกอคินว่า ‘ถ้าเราไม่สามารถอยู่ด้วยกันได้ เราก็ควรจะตายไปด้วยกัน’ และฉันก็เหยียบคันเร่งลงไปอย่างเต็มที่”

คำสารภาพของเขาทำให้ฉันตกตะลึงจนพูดไม่ออก ธนาไม่ได้ตายเพราะอุบัติเหตุ แต่เขาตั้งใจที่จะฆ่าตัวตายและพาอคินไปด้วย และอคินรอดมาได้เพียงคนเดียว

“อคินรอด แต่เขาไม่เคยให้อภัยตัวเอง เขาคิดว่าเขาควรจะตายแทนฉัน เขาทรมานมาตลอดสิบปี และความทรมานของเขาก็คือ อาหาร ของฉัน” ธนาหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง “เขาพยายามที่จะลืมฉัน แต่เสน่ห์ยาแฝดของคุณดึงฉันกลับมา และตอนนี้ฉันจะไม่ยอมให้ใครพรากเขาไปจากฉันอีกแล้ว”

ธนาลากฉันออกจากห้องน้ำอย่างรวดเร็วและโยนฉันลงบนพื้นห้องนั่งเล่น เขามองไปรอบๆ ห้อง และดวงตาของเขาก็หยุดอยู่ที่เชือกผูกม่านที่วางอยู่บนพื้น เขาหยิบมันขึ้นมาอย่างช้าๆ

“คุณต้องการที่จะหนีจากเราเหรอ นีสา” ธนาพูดด้วยน้ำเสียงที่เย็นชาและไร้อารมณ์ “คุณไม่สามารถหนีได้ และเพื่อเป็นการลงโทษ คุณจะต้องอยู่กับเราอย่างเงียบๆ จนกว่าคุณจะเรียนรู้ที่จะรัก เรา อย่างแท้จริง”

เขาใช้เชือกผูกมัดข้อมือและข้อเท้าของฉันไว้แน่นกับขาเก้าอี้ ฉันดิ้นรนและกรีดร้องอย่างสุดเสียง แต่ไม่มีใครได้ยินเสียงของฉัน ธนาไม่ได้ทำร้ายฉันทางร่างกาย แต่เขาขังฉันไว้ราวกับเป็นสัตว์เลี้ยงที่น่ารัก เขาจัดผ้าห่มและหมอนมาให้ฉันอย่างบรรจง และจูบหน้าผากของฉันอย่างอ่อนโยน

“พักผ่อนเถอะที่รัก เราจะไม่มีวันแยกจากกันอีกแล้ว”

ก่อนที่ธนาจะเดินออกไปจากห้อง เขาหยิบตลับเสน่ห์ยาแฝดที่ซ่อนไว้ใต้หมอนออกมา และวางมันไว้บนโต๊ะข้างๆ ฉัน ตลับขี้ผึ้งนั้นเรืองแสงจางๆ ในความมืด มันเป็นเครื่องเตือนใจถึงความผิดบาปที่ฉันก่อขึ้น และการเป็นทาสของวิญญาณที่ถูกควบคุมโดยความแค้นและความรักที่บิดเบี้ยว

ธนาล็อกประตูห้องนั่งเล่นจากด้านนอก และความมืดมิดก็กลืนกินฉันไปทั้งหมด ฉันถูกขังไว้กับความกลัว ความสิ้นหวัง และความจริงที่น่าสยดสยองที่ว่า ฉันไม่สามารถทำลายบ่วงนี้ได้โดยปราศจากการทำลายอคินไปพร้อมๆ กัน

ฉันรู้สึกถึงความหนาวเย็นที่แผ่ออกมาจากตลับขี้ผึ้ง ฉันรู้ว่าฉันจะต้องหนี และจะต้องหาทางทำลายมันให้ได้


ความมืดมิดในห้องนั่งเล่นไม่ใช่สิ่งที่น่ากลัวที่สุด สิ่งที่น่ากลัวคือความเงียบที่มาพร้อมกับมัน ฉันได้ยินเสียงหัวใจของตัวเองเต้นอย่างบ้าคลั่ง และเสียงของตลับขี้ผึ้งที่วางอยู่บนโต๊ะข้างๆ เหมือนกำลังเยาะเย้ยฉัน ฉันถูกมัดแน่น แต่จิตใจของฉันยังคงพยายามหาทางออก ฉันนึกถึงเศษแก้วโทรศัพท์ที่ธนาขว้างแตกเมื่อคืนก่อน มันอยู่ไม่ไกลจากขาเก้าอี้ที่ฉันถูกมัด

ฉันเริ่มดิ้นรน พยายามใช้แรงทั้งหมดที่มีเพื่อเลื่อนเก้าอี้ไปข้างหน้าอย่างช้าๆ เสียงเก้าอี้ลากกับพื้นดังน่ากลัวในความเงียบยามดึก แต่ธนาคงไม่ได้ยินเพราะห้องนอนอยู่ไกลออกไป ฉันใช้เวลาหลายนาทีในการขยับเก้าอี้ไปทีละน้อยจนกระทั่งมือของฉันสัมผัสกับความเย็นของเศษแก้วที่คมกริบ

ฉันพยายามคว้าเศษแก้วนั้นด้วยนิ้วมือที่ถูกมัดติดกัน มันเป็นงานที่ยากและเจ็บปวด เศษแก้วบาดเข้าที่นิ้วของฉัน เลือดสีแดงเข้มซึมออกมา แต่ฉันไม่สนใจความเจ็บปวดนั้นเลย ฉันรู้ว่านี่คือโอกาสเดียวของฉันที่จะรอดพ้นจากการครอบครองของธนา

เมื่อคว้าเศษแก้วมาได้ ฉันเริ่มตัดเชือกที่มัดข้อมือของฉันอย่างระมัดระวัง ฉีกขาดไปทีละเส้นๆ เชือกมันหนาและแข็งแรงมาก และความคมของเศษแก้วก็ลดลงเรื่อยๆ ฉันต้องใช้ความอดทนและแรงทั้งหมดที่มี ในที่สุด หลังจากที่พยายามอยู่นาน ฉันก็ได้ยินเสียง “แคว๊ก” เบาๆ และเชือกที่มัดข้อมือข้างหนึ่งของฉันก็ขาดออก

ฉันคลายมือที่ชาและบวมออกมาจากการถูกมัด และรีบใช้มือข้างที่ว่างนั้นแกะเชือกที่เหลือออกจากข้อมือและข้อเท้าอย่างรวดเร็ว เมื่อเป็นอิสระแล้ว ร่างกายของฉันก็ทรุดลงไปบนพื้นด้วยความเหนื่อยล้า แต่ความตื่นเต้นและความหวาดกลัวทำให้ฉันรีบคลานไปที่ประตูอย่างรวดเร็ว

ขณะที่ฉันกำลังจะเอื้อมมือไปไขลูกบิดประตู เสียงฝีเท้าหนักๆ ก็ดังมาจากโถงทางเดิน ธนากลับมาแล้ว!

เขาต้องตื่นขึ้นมาและรู้สึกถึงการขาดการเชื่อมโยงทางจิตวิญญาณของฉัน หรืออาจจะแค่ตื่นขึ้นมาเพราะความกระหายความครอบครองของเขา ฉันไม่มีเวลาคิด ฉันรีบคลานไปซ่อนตัวอยู่หลังโซฟาขนาดใหญ่ มองลอดออกมาด้วยความหวาดกลัว

ประตูห้องนั่งเล่นถูกเปิดออกอย่างช้าๆ แสงสลัวๆ จากโถงทางเดินส่องเข้ามา เผยให้เห็นร่างของอคินที่ยืนอยู่ตรงนั้น ดวงตาของเขาจ้องมองไปยังจุดที่ฉันเคยถูกมัดไว้ เมื่อเขาเห็นเก้าอี้ว่างเปล่า ความโกรธแค้นก็พุ่งขึ้นมาบนใบหน้าของธนา

“นีสา! คุณหนีไปไหนไม่รอดหรอก!” เสียงของเขาเต็มไปด้วยความเกรี้ยวกราด มันไม่ใช่แค่ความโกรธ แต่เป็นความรู้สึกเหมือนถูกหักหลังอย่างรุนแรง ธนาเริ่มเดินไปรอบๆ ห้องอย่างช้าๆ ราวกับนักล่าที่กำลังตามเหยื่อ

ฉันพยายามที่จะควบคุมการหายใจของตัวเองให้เบาที่สุด แต่ความกลัวทำให้ลมหายใจของฉันติดขัด ธนาเดินเข้ามาใกล้โซฟามากขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งเขาอยู่ห่างจากที่ซ่อนของฉันเพียงไม่กี่ก้าว

ทันใดนั้น ธนาก็กระโดดข้ามโซฟามาอย่างรวดเร็วและคว้าขาของฉันไว้ ฉันกรีดร้องออกมาด้วยความตกใจ ธนาลากฉันออกจากที่ซ่อนและโยนฉันลงบนพื้นอย่างรุนแรงจนหัวของฉันกระแทกกับพื้นไม้

“ทำไมคุณถึงไม่ยอมรับความรักของผม นีสา” ธนาพูดด้วยน้ำเสียงที่ผิดหวังและทรมาน “ผมมอบทุกอย่างให้คุณแล้ว ทั้งร่างกายและจิตวิญญาณนี้ คุณไม่ต้องการฉันเหรอ”

“ฉันต้องการอคิน!” ฉันกรีดร้องตอบกลับ “ไม่ใช่คุณ ธนา! คุณทำให้เขาเจ็บปวด!”

เมื่อฉันพูดถึงชื่อของอคิน ใบหน้าของธนาในร่างอคินก็เริ่มบิดเบี้ยวอีกครั้งอย่างน่ากลัว คราวนี้มันรุนแรงกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา เส้นเลือดบนขมับของเขาปูดโปน ร่างกายของเขาสั่นเทาอย่างควบคุมไม่ได้ เขาใช้มือทั้งสองข้างบีบคอของฉัน

“ฉันจะฆ่าเธอ!” เสียงทุ้มต่ำของธนาคำรามออกมา

แต่ทันใดนั้น แรงบีบที่คอของฉันก็คลายลงเล็กน้อย ใบหน้าของเขาสลับไปมาอย่างรวดเร็วระหว่างธนาที่โกรธแค้นและอคินที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวดและน้ำตา ธนาสู้กับอคินในร่างกายของตัวเองอย่างดุเดือด

“หนีไป…นีสา…” เสียงกระซิบของอคินดังออกมาจากริมฝีปากที่สั่นเทาของเขา มันเป็นเสียงที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวดและคำขอร้อง

ธนากรีดร้องด้วยความโกรธแค้นที่ถูกขัดขวาง เขาพยายามที่จะบีบคอฉันอีกครั้ง แต่ในวินาทีนั้นเอง ร่างกายของอคินก็ใช้แรงทั้งหมดที่มี ผลักตัวเองออกไปจากฉัน แรงผลักนั้นไม่ได้ตั้งใจจะทำร้ายฉัน แต่เป็นการทำลายการควบคุมของธนา

อคิน/ธนาล้มลงไปที่พื้นและเริ่มดิ้นรนอย่างรุนแรง ราวกับถูกไฟคลอก เขาใช้มือตะกุยพื้น และฉันเห็นรอยขีดข่วนที่เลือดไหลซึมอยู่บนใบหน้าของอคิน มันเป็นร่องรอยของการต่อสู้ทางจิตวิญญาณที่เกิดขึ้นภายในตัวเขา

ฉันรู้ว่านี่คือโอกาสสุดท้ายของฉัน ฉันคลานไปที่ประตู และหันกลับไปมองอคินเป็นครั้งสุดท้าย อคินที่กำลังดิ้นรนอย่างทรมานนั้นดูเหมือนจะพยักหน้าให้ฉันเล็กน้อย ราวกับเป็นการบอกให้ฉันไป

ฉันรีบเปิดประตูและวิ่งหนีออกไปจากอพาร์ตเมนต์อย่างไม่คิดชีวิต ฉันวิ่งลงบันไดอย่างบ้าคลั่งโดยไม่สนใจความเจ็บปวดที่ข้อเท้า ฉันวิ่งไปยังที่จอดรถและกระโดดเข้าไปในรถของฉัน มือของฉันสั่นเทาจนแทบจะสตาร์ทรถไม่ได้ แต่ในที่สุดฉันก็ทำได้

เมื่อฉันขับรถออกมาจากอพาร์ตเมนต์และมองกลับไปที่หน้าต่างห้องนั่งเล่น ฉันเห็นเงาของธนายืนอยู่ตรงนั้น เขาจ้องมองมาที่ฉันด้วยดวงตาที่เต็มไปด้วยความแค้น และในขณะที่ฉันขับรถออกไป เสียงกรีดร้องที่เต็มไปด้วยคำสาปแช่งและคำขู่ก็ดังก้องอยู่ในหัวของฉัน

“คุณหนีไม่พ้นหรอก นีสา! คุณเป็นของผม! ตราบใดที่ขี้ผึ้งยังอยู่ เราจะผูกมัดกันตลอดไป! ผมจะตามล่าคุณไปจนถึงที่สุดของโลก!”

เสียงของธนานั้นไม่เพียงแค่ดังอยู่ในหัวของฉันเท่านั้น แต่ฉันรู้สึกเหมือนว่ามันสั่นสะเทือนไปทั่วทั้งร่างกายของฉัน ความรู้สึกของการถูกตามล่าและการถูกผูกมัดนั้นหนักอึ้งราวกับโซ่ที่มองไม่เห็น ฉันขับรถออกไปอย่างรวดเร็ว มุ่งหน้าไปยังที่ที่เดียวที่ฉันคิดว่าจะช่วยฉันได้ นั่นคือที่ที่ฉันได้เริ่มเรื่องราวทั้งหมดนี้

ฉันต้องกลับไปหายายม่อย หรือไม่ก็ต้องหาทางทำลายขี้ผึ้งยาแฝดนั้นให้ได้ ไม่ว่ามันจะมีราคาเท่าไหร่ก็ตาม ฉันรู้ว่าตราบใดที่ตลับขี้ผึ้งยังอยู่ อคินก็ไม่มีทางเป็นอิสระ และฉันก็ไม่มีทางรอดพ้นจากธนาได้เลย


ฉันขับรถไปตามถนนที่มืดมิดและไร้ผู้คน ในใจเต็มไปด้วยเสียงคำรามของธนา เสียงสาปแช่งของเขาดังก้องอยู่ในหัวของฉันราวกับว่าเขานั่งอยู่เบาะหลัง แม้ว่าฉันจะทิ้งร่างของอคินไว้ที่อพาร์ตเมนต์แล้วก็ตาม แต่ฉันก็รู้ว่าธนาสามารถตามฉันมาได้ทุกที่ที่ใจฉันกังวล ฉันขับรถเร็วเกินกว่าที่ควรจะเป็น แสงไฟหน้ารถส่องนำทางผ่านป่าทึบและทุ่งนาอันว่างเปล่า ความกลัวทำให้ฉันหายใจถี่และมือของฉันเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อ

ที่เดียวที่ฉันคิดว่าจะปลอดภัยและมีคำตอบคือกระท่อมของยายม่อย ฉันขับรถนานหลายชั่วโมงจนกระทั่งแสงแรกของวันเริ่มทาบท้องฟ้า ฉันมาถึงทางเข้าหมู่บ้านเล็กๆ ที่เคยมาเมื่อหลายเดือนก่อน ความรู้สึกผิดและสิ้นหวังท่วมท้นเมื่อฉันเห็นกระท่อมเก่าๆ ของยายม่อย

กระท่อมนั้นดูว่างเปล่าและเงียบสงบผิดปกติ ประตูปิดสนิทและมีเถาวัลย์เลื้อยขึ้นตามผนังอย่างรวดเร็วราวกับว่าไม่มีใครเหยียบย่ำที่นี่มานานหลายปี ฉันหยุดรถและก้าวลงไปบนพื้นดินที่เปียกชื้น อากาศยามเช้าเย็นสบาย แต่ฉันกลับรู้สึกหนาวสั่นไปถึงกระดูกสันหลัง ฉันเคาะประตูอย่างไม่แน่ใจ “ยายม่อย! ยายม่อยอยู่ไหม!”

ไม่มีเสียงตอบรับ มีเพียงเสียงใบไม้ที่ไหวตามลม ฉันตัดสินใจที่จะบุกเข้าไป ประตูกระท่อมไม่ได้ล็อก ฉันผลักเข้าไปและพบว่าด้านในว่างเปล่า ผงธูปที่เคยมีอยู่เต็มไปหมดถูกปัดกวาดออกไปอย่างเรียบร้อย โต๊ะบูชาและข้าวของเครื่องใช้ถูกนำออกไปจนหมด เหลือไว้เพียงฝุ่นละอองและความว่างเปล่า ยายม่อยจากไปแล้ว และฉันก็หมดหนทางที่จะขอความช่วยเหลือ

ความสิ้นหวังทำให้ฉันทรุดตัวลงกับพื้นไม้ที่เย็นเฉียบ ฉันร้องไห้ออกมาอย่างเงียบๆ ความพยายามที่จะหนีเมื่อคืนนี้กลายเป็นความไร้ประโยชน์แล้ว ฉันต้องหาทางออกด้วยตัวเอง ฉันเริ่มสำรวจกระท่อมอย่างละเอียดทุกซอกทุกมุม แม้จะรู้สึกว่าไร้ความหวัง แต่ฉันก็พยายามที่จะหาเบาะแสอะไรบางอย่างเกี่ยวกับเสน่ห์ยาแฝดนี้

ฉันสังเกตเห็นว่าผนังด้านหนึ่งของกระท่อมดูเหมือนจะมีการก่อสร้างที่แปลกประหลาด มันมีรอยร้าวเล็กๆ ที่แตกต่างจากส่วนอื่นของไม้ ฉันใช้แรงทั้งหมดที่มีผลักไปที่ผนังนั้น และมันก็เปิดออก เผยให้เห็นช่องลับขนาดเล็กที่ซ่อนอยู่ข้างใน

ในช่องลับนั้น มีเพียงสิ่งเดียวที่ถูกเก็บไว้ นั่นคือ ตำราโบราณสีดำ เล่มหนา ปกของมันถูกเย็บด้วยหนังและมีตัวอักษรภาษาไทยโบราณสลักอยู่ ฉันหยิบมันขึ้นมาด้วยมือที่สั่นเทา ตำรานี้คือสิ่งที่ยายม่อยเก็บซ่อนไว้จากสายตาคนทั่วไป มันต้องมีคำตอบที่ฉันต้องการ

ฉันเปิดตำราเล่มนั้นอย่างรวดเร็ว หน้ากระดาษส่วนใหญ่เต็มไปด้วยรูปวาดของเครื่องรางของขลังและคาถาอาคมที่ฉันไม่เข้าใจ แต่ในหน้าสุดท้าย มีภาพวาดที่ฉันคุ้นเคย—ภาพของตลับขี้ผึ้งยาแฝดนั้นเอง ข้างใต้ภาพมีตัวอักษรที่เขียนด้วยภาษาไทยปัจจุบัน แต่เป็นข้อความที่เขียนด้วยมือและเต็มไปด้วยคำเตือนที่อันตราย

ฉันเริ่มอ่านข้อความนั้นอย่างตั้งใจ: “เสน่ห์ยาแฝดนี้ผูกมัดผู้ใช้และวิญญาณแฝดเข้าด้วยกัน ตราบใดที่วิญญาณยังไม่ได้รับการปลดปล่อย ผู้ใช้และร่างทรงจะไม่มีทางแยกจากกันได้ หากต้องการทำลาย ต้องแลกมาด้วยความสูญเสียอันยิ่งใหญ่”

ฉันกลั้นหายใจและอ่านต่อ: “การทำลายขี้ผึ้งยาแฝดต้องทำ ณ สถานที่ที่วิญญาณได้จากไป (The place of departure) โดยผู้ใช้จะต้องแสดง ความรักและการยอมรับความสูญเสีย (Acceptance of loss) อย่างแท้จริง ขี้ผึ้งจะต้องถูกบดขยี้ด้วยมือของผู้ใช้เอง ณ ที่แห่งนั้น เมื่อขี้ผึ้งถูกทำลาย วิญญาณจะถูกปลดปล่อย แต่ร่างทรงอาจต้องสูญเสียสิ่งที่วิญญาณควบคุมไว้ทั้งหมด”

ฉันอ่านประโยคสุดท้ายซ้ำแล้วซ้ำอีก: “ร่างทรงอาจต้องสูญเสียสิ่งที่วิญญาณควบคุมไว้ทั้งหมด” ธนาเคยควบคุมความรักของอคินที่มีต่อฉันไว้ทั้งหมด ดังนั้น ถ้าขี้ผึ้งถูกทำลาย อคินอาจจะถูกปลดปล่อยจากธนา แต่เขาจะสูญเสียความรักที่เขามีต่อฉันไปอย่างถาวร เขาจะกลับไปเป็นอคินคนเดิมที่ไม่เคยรู้จักฉันในแง่ของคนรัก

มันเป็นการแลกเปลี่ยนที่เจ็บปวดอย่างที่สุด: เพื่อช่วยชีวิตอคิน ฉันต้องยอมรับว่าความรักที่ฉันได้รับนั้นเป็นของปลอม และฉันจะต้องสูญเสียเขาไปอย่างถาวร

ฉันรู้สถานที่ที่ธนาจากไปแล้ว — สะพานเก่าที่เกิดอุบัติเหตุทางรถยนต์ แต่ก่อนที่จะไปที่นั่น ฉันต้องกลับไปที่อพาร์ตเมนต์เพื่อเอาตลับขี้ผึ้งยาแฝดกลับมา ธนาทิ้งมันไว้บนโต๊ะข้างโซฟา และนั่นอาจเป็นโอกาสเดียวของฉันที่จะย้อนกลับไปโดยไม่ถูกทำร้าย เพราะธนาอาจจะคิดว่าฉันหนีไปไกลแล้ว

ฉันรู้สึกถึงความมุ่งมั่นที่แข็งแกร่งขึ้น ฉันไม่ได้กลับไปเพื่อความรักอีกแล้ว แต่กลับไปเพื่อ การไถ่บาป และ การปลดปล่อย อคิน

ฉันหยิบตำราโบราณนั้นติดตัวไปด้วย และขับรถกลับเข้าเมืองอย่างรวดเร็ว ในขณะที่ขับรถ ฉันวางแผนอย่างรอบคอบ อพาร์ตเมนต์ของอคินอยู่บนชั้นสูง มีเพียงทางเข้าหลักทางเดียว ฉันต้องไปในเวลาที่ธนาไม่ทันได้ตั้งตัว หรือในเวลาที่เขากำลังอ่อนแอที่สุดจากการต่อสู้กับอคินเมื่อคืนก่อน

เมื่อมาถึงอพาร์ตเมนต์ในช่วงกลางวัน ฉันปีนขึ้นบันไดหนีไฟอย่างเงียบๆ เพื่อหลีกเลี่ยงการใช้ลิฟต์และทางเข้าหลัก หัวใจของฉันเต้นแรงจนแทบหลุดออกมาเมื่อฉันมาถึงชั้นของอคิน ฉันเดินตามระเบียงที่เงียบสงบไปยังห้องของเขา ประตูไม่ได้ถูกล็อกอย่างแน่นหนาเหมือนที่ธนาเคยทำ ฉันใช้กุญแจสำรองที่เคยเก็บไว้ในกระเป๋าถือของฉันที่ธนาขว้างทิ้งไปเมื่อคืนก่อน

ฉันเปิดประตูอย่างช้าๆ ห้องนั่งเล่นยังคงอยู่ในสภาพที่ยุ่งเหยิง เศษแก้วและรอยขีดข่วนบนพื้นยังคงอยู่เป็นหลักฐานของการต่อสู้เมื่อคืนนี้

ฉันเห็นอคินนอนอยู่บนพื้นห้องนั่งเล่นอย่างหมดสติ ร่างกายของเขานิ่งสนิทราวกับไร้ชีวิต ธนาไม่อยู่ในการควบคุมแล้ว แต่อคินก็อ่อนแอเกินกว่าที่จะตื่นขึ้นมาได้

และบนโต๊ะข้างโซฟา ตลับขี้ผึ้งยาแฝดสีดำยังคงวางอยู่ตรงนั้น มันดูดพลังชีวิตจากอคินและทำให้ธนาแข็งแกร่งขึ้น ฉันรีบตรงเข้าไปหยิบตลับขี้ผึ้งนั้นใส่ในกระเป๋าของฉันทันที

ขณะที่ฉันกำลังจะออกจากห้อง ฉันหันกลับไปมองอคินเป็นครั้งสุดท้าย ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยร่องรอยของความทรมาน แต่ดูสงบกว่าที่ฉันเคยเห็นมานาน

ฉันตัดสินใจที่จะไม่พยายามปลุกเขา ธนาอาจจะกลับมาเมื่อไหร่ก็ได้ หรืออคินอาจจะถูกทำร้ายมากกว่านี้หากฉันเคลื่อนย้ายเขา ฉันกระซิบคำพูดสุดท้ายที่ฉันรู้ว่าเขาจะไม่สามารถได้ยิน “ฉันจะกลับมาหาคุณ อคิน ฉันจะช่วยคุณให้เป็นอิสระ”

ฉันรีบออกจากอพาร์ตเมนต์อย่างเงียบเชียบและขับรถมุ่งหน้าไปยัง สะพานเก่า ที่ธนาได้จากไป มันเป็นสถานที่ที่เต็มไปด้วยความทรงจำอันเจ็บปวดของทั้งคู่ และเป็นที่เดียวที่จะสามารถทำลายอาถรรพ์นี้ได้

ฉันพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับธนาและยอมรับความสูญเสียทั้งหมดแล้ว

ฉันขับรถมาถึงสะพานเก่าในช่วงเวลาที่พระอาทิตย์กำลังจะลับขอบฟ้า ท้องฟ้าเป็นสีส้มแดงปนม่วง มีหมอกจางๆ ลอยเหนือน้ำในแม่น้ำที่ไหลเชี่ยวเบื้องล่าง มันเป็นสถานที่ที่สวยงามแต่น่าขนลุก และเต็มไปด้วยพลังงานอันมืดมิดของความตายและการทรมานของธนา ฉันจอดรถทิ้งไว้ข้างทางและเดินขึ้นไปบนสะพานกลางเก่าๆ แห่งนั้น ลมพัดแรงจนเสื้อผ้าของฉันปลิวไสว มันรู้สึกเหมือนกับว่าลมกำลังพยายามพัดพาฉันออกไปจากที่นี่

ฉันยืนอยู่ตรงจุดที่ฉันรู้ว่ารถของอคินกับธนาเคยพุ่งชนราวสะพานและตกลงไป ฉันหยิบตลับขี้ผึ้งยาแฝดสีดำออกมาจากกระเป๋า มันเย็นเฉียบและดูดความอบอุ่นจากฝ่ามือของฉัน ฉันวางมันลงบนพื้นผิวเหล็กที่เย็นจัดของสะพาน และเตรียมพร้อมที่จะทำตามขั้นตอนสุดท้ายที่ตำราโบราณได้บอกไว้

“ฉันพร้อมแล้ว ธนา” ฉันกระซิบด้วยน้ำเสียงที่มั่นคงอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน “ฉันจะจบเรื่องทั้งหมดนี้”

ทันใดนั้นเอง บรรยากาศรอบตัวฉันก็เปลี่ยนไป ความกดดันที่มองไม่เห็นถาโถมเข้าใส่ฉันอย่างรุนแรง ลมที่พัดเบาๆ หยุดลงโดยสิ้นเชิง อากาศกลายเป็นหนักอึ้งและหนาวเหน็บราวกับยืนอยู่ในห้องแช่แข็ง ฉันได้ยินเสียงฝีเท้าที่ดังมาจากปลายสะพาน มันไม่ใช่เสียงฝีเท้าของคนธรรมดา แต่มันเป็นเสียงลากเท้าอย่างช้าๆ ของใครบางคนที่ร่างกายไม่มีชีวิตชีวา

อคินปรากฏตัวขึ้น ธนาควบคุมร่างของเขาได้อย่างสมบูรณ์ ใบหน้าของอคินซีดเซียวจนเกือบเป็นสีขาว ดวงตาของเขาดูว่างเปล่าแต่เต็มไปด้วยความมุ่งร้ายที่น่ากลัว ธนาเดินเข้าหาฉันอย่างช้าๆ แต่ทุกย่างก้าวของเขากดดันฉันอย่างรุนแรง

“คุณทำลายความเชื่อใจของเรา นีสา” เสียงของธนาที่ออกมาจากปากของอคินนั้นแหบแห้งและเต็มไปด้วยความเจ็บปวด “ผมให้ทุกอย่างแก่คุณ ให้ความรักที่คุณอยากได้มานานแสนนาน แต่คุณกลับเลือกที่จะหักหลังและทำลายผม”

ฉันมองเข้าไปในดวงตาที่ว่างเปล่าของอคิน ฉันรู้ว่าฉันกำลังคุยกับธนา ฉันพยายามที่จะควบคุมตัวเองและพูดด้วยน้ำเสียงที่เยือกเย็นและหนักแน่น

“ความรักที่คุณให้มันคือความปลอม ธนา” ฉันตอบกลับ “มันคือการควบคุม ไม่ใช่ความรัก และคุณก็กำลังฆ่าอคินอย่างช้าๆ การผูกมัดนี้ต้องจบลง”

ธนาหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง เสียงหัวเราะนั้นก้องกังวานและสะท้อนไปมาบนพื้นผิวของสะพาน “คุณพูดถึงความรักปลอมอย่างนั้นเหรอ นีสา? คุณลืมไปแล้วหรือว่าคุณเริ่มต้นด้วยการ บังคับ ให้เขารักคุณ? คุณคือคนแรกที่ปลอมแปลงความรู้สึกนี้! เราต่างหากที่เหมือนกัน เราต่างต้องการครอบครองในสิ่งที่ไม่อาจเป็นของเราได้”

คำพูดของธนาแทงใจดำฉันอย่างเจ็บปวด ฉันยอมรับความผิดของตัวเอง “ใช่ ฉันทำผิด และฉันยอมรับความผิดนั้น แต่ฉันจะแก้ไขมัน” ฉันชี้ไปที่ตลับขี้ผึ้งบนพื้น “ฉันรู้ว่าคุณตายที่นี่ และนี่คือที่ที่คุณจะต้องได้รับการปลดปล่อย”

ธนาเริ่มเดินเร็วขึ้น เขาพุ่งตรงมาที่ฉันด้วยความรวดเร็วที่น่ากลัว “ไม่! ผมจะไม่ปล่อยให้คุณทำลายเรา! คุณต้องการให้เขาเป็นอิสระ แต่คุณไม่ได้ต้องการความรักของเขาอีกแล้ว! คุณหักหลังความรักที่ผมสร้างขึ้น!”

ฉันรู้ว่าฉันไม่สามารถสู้กับเขาด้วยกำลังได้ ฉันต้องใช้ ความจริง ที่ธนากลัวที่สุด นั่นคือความรักที่แท้จริงระหว่างอคินกับเมย์ และความรู้สึกผิดที่อคินมีต่อเขา

“ธนา! คุณบอกว่าอคินพยายามแย่งเมย์ไปจากคุณ” ฉันตะโกนเสียงดัง “แต่นั่นคือความเข้าใจผิด! อคินไม่ได้รักเมย์แบบที่คุณคิด! อคินรักคุณ! เขารักคุณในฐานะน้องชายฝาแฝดของเขา! เขาแค่สับสน และเขาทรมานเพราะความรู้สึกผิดที่รอดชีวิตมาคนเดียว! ความแค้นของคุณมันบดบังความรักที่แท้จริงของอคิน!”

คำพูดของฉันทำให้ธนาหยุดชะงักอย่างกะทันหัน ดวงตาของเขาที่เคยว่างเปล่าเริ่มแสดงความเจ็บปวดและสับสนอย่างรุนแรง ร่างกายของอคินสั่นเทาอย่างรุนแรงอีกครั้ง ธนาพยายามที่จะควบคุมตัวเอง แต่ดูเหมือนว่าพลังของอคินจะต่อสู้กลับมาอย่างรุนแรงด้วยอารมณ์ที่ฉันปลุกขึ้นมา

“โกหก! อคินเกลียดผม! เขาอยากให้ผมตาย!” ธนาตะโกนอย่างบ้าคลั่ง

“ไม่จริง! เขาไม่เคยเกลียดคุณ!” ฉันพูดเสียงดังและหนักแน่น “เขาเก็บความรู้สึกผิดนั้นไว้คนเดียวมาตลอดสิบปี! คุณตายเพราะความแค้นของตัวเอง ไม่ใช่ความแค้นของอคิน! และเสน่ห์ยาแฝดนี้กำลังทำให้คุณทั้งคู่ต้องตายอีกครั้ง!”

ฉันใช้โอกาสนี้ที่ธนากำลังลังเล ฉันรีบก้มลงไปคว้าตลับขี้ผึ้งยาแฝดนั้น ธนาเห็นการเคลื่อนไหวของฉันและพุ่งเข้าหาฉันอย่างรวดเร็ว เขากระโจนเข้าหาฉันและพยายามแย่งตลับขี้ผึ้งไปจากมือของฉัน

เราต่อสู้กันอย่างดุเดือดบนพื้นสะพานที่เย็นเฉียบ ธนาใช้พละกำลังเหนือมนุษย์ของวิญญาณเพื่อควบคุมอคิน เขาจับข้อมือของฉันแน่นจนฉันรู้สึกเหมือนกระดูกจะแตก แต่ฉันก็กัดฟันแน่นและไม่ยอมปล่อยตลับขี้ผึ้ง ธนาผลักฉันอย่างแรงจนหลังของฉันกระแทกกับราวสะพาน ความเจ็บปวดแล่นไปทั่วร่าง แต่ฉันก็ไม่ยอมแพ้

“ถ้าคุณทำลายมัน! อคินก็จะตาย!” ธนาขู่ด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความสิ้นหวัง

“ถ้าเขาตาย เขาจะได้เป็นอิสระจากคุณ!” ฉันตอบกลับอย่างเด็ดเดี่ยว “ฉันยอมรับความสูญเสียทั้งหมดแล้ว! ความรักของฉันมันเป็นความผิดพลาด และฉันจะจ่ายค่าตอบแทนด้วยการปล่อยให้คุณไปอย่างสงบ! และปล่อยให้อคินเป็นอิสระ!”

ธนาเริ่มร้องไห้อย่างทรมาน น้ำตาไหลอาบใบหน้าของอคิน แต่รอยยิ้มที่บิดเบี้ยวของธนายังคงปรากฏอยู่บนริมฝีปากของเขา เขาใช้มือข้างหนึ่งบีบคอของฉัน ขณะที่มืออีกข้างหนึ่งพยายามเปิดตลับขี้ผึ้ง

“ผมจะเอาเธอไปอยู่กับผมด้วย นีสา! เราจะเป็นคู่แฝดกันตลอดไป!”

ฉันรู้ว่าฉันไม่มีเวลาเหลือแล้ว พลังของธนากำลังเพิ่มขึ้น ฉันรวบรวมแรงทั้งหมดที่มี และใช้ส้นเท้าเตะไปที่ท้องของอคินอย่างรุนแรง แรงเตะนั้นทำให้ธนาชะงักไปชั่วขณะ และการควบคุมของเขาก็คลายลง

ในวินาทีที่ธนาอ่อนแอลงนั้นเอง ฉันก้มลงไปที่ตลับขี้ผึ้งยาแฝดที่วางอยู่บนพื้นสะพาน ฉันใช้มือทั้งสองข้างกดทับตลับขี้ผึ้งนั้นอย่างแรง เสียง “กร๊อบ!” ดังสนั่น เศษขี้ผึ้งสีดำที่ผสมด้วยเลือดและเส้นผมแตกกระจายออกมาจากตลับและตกลงบนพื้นสะพาน

ธนากรีดร้องออกมาด้วยความเจ็บปวดที่บาดลึกกว่าการถูกไฟไหม้ มันเป็นเสียงกรีดร้องของวิญญาณที่ถูกทำลาย ความโกรธแค้นและความเจ็บปวดทั้งหมดของเขาพุ่งออกมาจากร่างของอคิน

“ไม่! ผมไม่ยอมไป! นีสา!”

ร่างของอคินล้มลงไปที่พื้นอย่างรุนแรง และดิ้นรนอย่างบ้าคลั่งราวกับว่ากำลังชักเกร็งอย่างรุนแรง ฉันเห็นเงาของธนาลอยออกมาจากร่างของอคิน มันเป็นเงาสีดำมืดมนที่พยายามคว้าฉันไว้ แต่เมื่อขี้ผึ้งถูกทำลาย เงาของธนาก็เริ่มสลายตัวไปอย่างรวดเร็ว

เสียงกรีดร้องของธนาค่อยๆ จางหายไปในสายลมเย็นๆ เหนือแม่น้ำ มันเป็นการจากไปที่เต็มไปด้วยความขมขื่นและความแค้น แต่ก็มีความสงบเงียบแฝงอยู่

ความกดดันที่มองไม่เห็นทั้งหมดหายไปทันที อากาศกลับมาเย็นสบายตามปกติ ลมพัดเบาๆ อีกครั้ง ราวกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย

ฉันมองไปที่เศษซากของตลับขี้ผึ้งที่แตกละเอียดบนพื้น แล้วมองไปที่ร่างของอคินที่นอนอยู่ข้างๆ เขาแน่นิ่งและหมดสติ ฉันไม่รู้ว่าอคินเป็นอย่างไรบ้าง ฉันไม่รู้ว่าเขาจะรอดหรือไม่ หรือถ้าเขารอด เขาจะจดจำฉันได้หรือไม่

แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ฉันได้ทำสิ่งที่ถูกต้องแล้ว ฉันได้ปลดปล่อยอคินจากโซ่ตรวนที่ฉันเป็นคนสร้างขึ้นมาเอง


ฉันไม่รู้ว่าใช้เวลานานแค่ไหนในการดึงร่างของอคินขึ้นรถ ฉันโทรหาโรงพยาบาลฉุกเฉิน แต่กลัวเกินกว่าจะบอกพวกเขาถึงสิ่งที่เกิดขึ้นจริง ฉันจึงตัดสินใจขับรถพาเขาไปยังโรงพยาบาลในเมืองที่ใหญ่ที่สุดด้วยตัวเอง ร่างกายของฉันเต็มไปด้วยบาดแผลและรอยฟกช้ำจากการต่อสู้กับธนา แต่ความเจ็บปวดทางกายนั้นเทียบไม่ได้เลยกับความเจ็บปวดทางใจที่ฉันแบกรับอยู่

ที่โรงพยาบาล ฉันให้ข้อมูลกับพยาบาลอย่างคลุมเครือ ฉันบอกว่าเขาเกิดอาการชักรุนแรงที่บ้าน และฉันก็หมดสติไป การสอบสวนของตำรวจเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่ฉันก็จัดการคำพูดของตัวเองได้อย่างดีเยี่ยม ฉันหลีกเลี่ยงที่จะพูดถึงยาแฝด สะพานเก่า หรือธนา ฉันเพียงแค่บอกว่าอคินมีภาวะซึมเศร้าและมีอาการทางจิตที่ฉันไม่อาจเข้าใจได้

ฉันนั่งรออยู่ที่หน้าห้องฉุกเฉินนานหลายชั่วโมง ความวิตกกังวลและความรู้สึกผิดกัดกินฉันจากภายใน ภาพของธนากรีดร้องและสลายไปในอากาศยังคงติดตาฉัน ฉันได้ทำลายชีวิตของตัวเอง เพื่อช่วยชีวิตเขา และตอนนี้ฉันต้องเผชิญหน้ากับผลที่ตามมา

ในที่สุด คุณหมอก็ออกมาพร้อมกับรอยยิ้มที่อ่อนล้า “คนไข้ปลอดภัยแล้วครับ คุณอคินไม่มีบาดแผลภายในร้ายแรงใดๆ ทางร่างกาย แต่สมองของเขามีอาการกระทบกระเทือนอย่างรุนแรง อาจจะเป็นผลมาจากความเครียดหรือสิ่งที่เขาเผชิญมาในช่วงไม่กี่เดือนนี้”

ฉันหายใจออกด้วยความโล่งอก แต่คุณหมอกล่าวต่อว่า “แต่เราพบว่าเขามีภาวะสูญเสียความจำบางส่วน เขาจำเหตุการณ์ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมาไม่ได้เลยครับ”

หัวใจของฉันหล่นวูบ นั่นคือสิ่งที่ตำราโบราณได้เตือนไว้: เขาจะสูญเสียสิ่งที่วิญญาณควบคุมไว้ทั้งหมด ความรักที่เขามีต่อฉัน ความผูกพันที่เกิดขึ้นจากการครอบครองของธนา มันถูกลบออกไปจากความทรงจำของอคินแล้ว

ฉันได้รับอนุญาตให้เข้าไปเยี่ยมเขาได้ในวันรุ่งขึ้น อคินนอนอยู่บนเตียงคนไข้ในสภาพที่สะอาดสะอ้านและดูสงบกว่าที่ฉันเคยเห็นมานาน ใบหน้าของเขาไม่มีร่องรอยของความทรมานทางจิตวิญญาณอีกต่อไป เขาคืออคินคนเดิมที่ฉันเคยหลงรักเมื่อแรกเห็น

ฉันเดินเข้าไปใกล้เตียงของเขา และนั่งลงข้างๆ อคินหันมามองฉัน ดวงตาของเขาสะอาดบริสุทธิ์และว่างเปล่า เขาใช้มือข้างหนึ่งจับขมับของตัวเองราวกับว่ากำลังพยายามนึกถึงบางสิ่งบางอย่าง

“คุณคือ…” อคินพูดด้วยน้ำเสียงที่อ่อนแรง “ผมขอโทษ ผมไม่ค่อยสบายนัก”

“ฉันคือนีสา” ฉันตอบกลับด้วยรอยยิ้มที่พยายามเก็บซ่อนความเจ็บปวดไว้ “ฉัน…เป็นเพื่อนที่ทำงานของคุณค่ะ คุณทำงานที่สำนักงานออกแบบสถาปัตยกรรม”

อคินขมวดคิ้วเล็กน้อย พยายามรวบรวมความจำ “นีสา… ใช่ ผมคิดว่าผมคุ้นๆ นะ คุณคือคนที่ทำเค้กช็อกโกแลตที่ร้านกาแฟใกล้สำนักงานใช่ไหม”

คำพูดของเขาทำให้ฉันรู้สึกเหมือนถูกมีดกรีด แม้ว่าฉันจะเตรียมใจไว้แล้วก็ตาม แต่การที่เขาจำฉันได้แค่ในฐานะ คนทำเค้ก นั้นมันเจ็บปวดกว่าที่คิดมาก มันยืนยันว่าความสัมพันธ์ทั้งหมดของเรา—ความหลงใหล ความโกรธแค้น ความทรมาน—มันไม่ได้เกิดขึ้นจริงในโลกของอคิน

“ใช่ค่ะ” ฉันตอบอย่างแผ่วเบา “ฉันดีใจที่คุณปลอดภัยนะคะ อคิน”

“ขอบคุณครับ” เขายิ้มเล็กน้อย รอยยิ้มนั้นบริสุทธิ์และอ่อนโยน แต่สำหรับฉันมันเป็นรอยยิ้มของคนแปลกหน้า

ฉันรู้ว่าภารกิจของฉันจบลงแล้ว ฉันไม่สามารถเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของอคินได้อีกต่อไป ถ้าฉันพยายามที่จะฟื้นฟูความทรงจำของเขา ธนาก็อาจจะกลับมา หรือความทรงจำนั้นอาจจะทำลายเขา ฉันเลือกที่จะเงียบและยอมรับการสูญเสียครั้งนี้อย่างแท้จริง

ฉันใช้เวลาอีกหลายวันในการจัดการเรื่องต่างๆ และตัดสินใจที่จะกลับไปที่ร้านเบเกอรี่ของฉัน ฉันทำความสะอาดและจัดร้านใหม่ทั้งหมด มันเป็นวิธีการบำบัดจิตใจของฉันเอง ฉันตัดสินใจที่จะเริ่มต้นชีวิตใหม่ด้วยการยอมรับว่าความสุขที่ถูกบังคับนั้นไม่สามารถอยู่ได้นาน และความรักที่แท้จริงต้องมาจากใจที่บริสุทธิ์เท่านั้น

สองสัปดาห์ต่อมา ชีวิตของฉันกลับสู่ความสงบเงียบ ฉันกลับไปทำเค้กและเสิร์ฟกาแฟให้กับลูกค้าที่หลากหลาย ฉันรู้สึกถึงการเป็นอิสระ แต่ก็มีความเหงาที่ลึกซึ้งแฝงอยู่

วันหนึ่ง ขณะที่ฉันกำลังจัดเค้กอยู่ในตู้โชว์ ฉันได้ยินเสียงระฆังที่ประตูร้านดังขึ้น ฉันเงยหน้าขึ้นและเห็นอคินยืนอยู่ตรงนั้น เขายืนอยู่กับผู้หญิงคนหนึ่งที่ฉันเคยเห็นในรูปถ่าย—เมย์ แฟนสาวเก่าของเขา เมย์ดูสดใสและมีความสุข พวกเขากำลังจับมือกัน

หัวใจของฉันเต้นผิดจังหวะเล็กน้อย แต่ฉันควบคุมรอยยิ้มบนใบหน้าไว้ได้ อคินดูเป็นอคินในแบบที่ควรจะเป็น—มีชีวิตชีวา อ่อนโยน และมีความสุขโดยไม่มีธนามาบงการ

อคินมองมาที่ฉันด้วยสายตาที่สุภาพและเป็นมิตร เขายิ้มอย่างเป็นทางการ “สวัสดีครับคุณนีสา เราแวะมาซื้อเค้กช็อกโกแลตของคุณ เมย์บอกว่าอร่อยมาก”

เมย์ยิ้มให้ฉันอย่างจริงใจ “เค้กของคุณอร่อยจริงๆ ค่ะ! เราเพิ่งจะกลับมาคบกันอีกครั้ง และอคินอยากจะฉลองด้วยเค้กที่คุณทำ”

ฉันยื่นเค้กช็อกโกแลตที่อคินเคยโปรดปรานให้พวกเขา ฉันรับเงินและอวยพรให้พวกเขามีความสุข ขณะที่พวกเขากำลังเดินออกจากร้านไป อคินก็หันมาและพยักหน้าให้ฉันเล็กน้อย ราวกับเป็นการขอบคุณอย่างเงียบๆ สำหรับความช่วยเหลือที่เขาไม่สามารถจำได้

เมื่อประตูร้านปิดลง ฉันพิงหลังกับตู้โชว์เค้กและถอนหายใจยาว ฉันได้ปลดปล่อยอคินแล้ว และตอนนี้เขาก็กลับไปสู่ชีวิตที่ถูกต้องของเขา ฉันได้สูญเสียความรักที่ถูกสร้างขึ้น แต่ฉันก็ได้รับความสงบภายในกลับมา

ฉันมองไปยังเงาสะท้อนของตัวเองบนกระจกตู้โชว์ใบใหญ่ ผมของฉันยุ่งเหยิง ดวงตาของฉันอ่อนล้า แต่ฉันก็ดูเป็นอิสระ

แต่ในเสี้ยววินาทีนั้นเอง ในเงาสะท้อนบนกระจกที่สลัวๆ ฉันเห็นใครบางคนยืนอยู่ข้างหลังฉัน

มันไม่ใช่ลูกค้า หรือพนักงานคนอื่น มันเป็นเงาร่างสูงโปร่งที่ยืนอยู่ใกล้จนฉันสามารถสัมผัสได้ถึงลมหายใจเย็นๆ ของเขา เงาร่างนั้น ยิ้ม ให้ฉัน รอยยิ้มนั้นเป็นรอยยิ้มที่บิดเบี้ยวและคุ้นเคยอย่างน่าสยดสยอง

เมื่อฉันหันขวับกลับไป ไม่มีใครอยู่ตรงนั้นเลย มีเพียงความว่างเปล่า

ฉันกลับมามองที่เงาสะท้อนอีกครั้ง และรอยยิ้มที่น่ากลัวนั้นก็หายไปแล้ว แต่ความรู้สึกของ การถูกเฝ้ามอง นั้นยังคงอยู่

ฉันรู้ว่าธนาจากไปแล้ว แต่เขาได้ทิ้งร่องรอยไว้ในชีวิตของฉันตลอดไป เขาทิ้งความรู้ที่ว่าฉันสามารถบังคับความรักได้ ทิ้งความรู้สึกผิดที่ไม่สามารถลบได้ และที่สำคัญที่สุด:

ธนาได้สอนให้ฉันรู้ว่า การครอบครอง นั้นง่ายกว่า การปล่อยวาง อย่างไร และแม้ว่าขี้ผึ้งจะถูกทำลายแล้วก็ตาม แต่ความมืดมิดที่ฉันได้เชิญเข้ามาในจิตวิญญาณของตัวเองนั้นยังคงอยู่ และจะตามหลอกหลอนฉันไปตลอดกาล

ฉันยิ้มอย่างอ่อนแรงให้กับเงาของตัวเองบนกระจก ซึ่งตอนนี้ดูเหมือนจะซีดเซียวและเย็นชามากขึ้นกว่าเมื่อก่อนมาก

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Facebook Twitter Instagram Linkedin Youtube