กรรมนำทาง: เสียงกระซิบจากหมู่บ้านไร้เสียง
อรรณลืมตาขึ้น.
ไม่ใช่สิ. เธอลืมตาอยู่ตลอดเวลา.
เปลือกตาของเธอแห้งผาก แสบร้อนจากการจ้องฝ่าความมืดสลัวบนทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 11 มานานหลายชั่วโมง. แสงสุดท้ายของวันกำลังจะหมดไป เหลือเพียงเส้นขอบฟ้าสีม่วงคล้ำที่ถูกกลืนกินโดยเมฆฝน.
ที่ปัดน้ำฝนเริ่มทำงาน. เสียงยางเสียดสีกับกระจกดัง…แกร่ก…แกร่ก…
มันเป็นจังหวะเดียวที่สม่ำเสมอในชีวิตของเธอตอนนี้.
อรรณ, นักออกแบบ UI/UX วัย 29 ปี, กำลังขับรถ. ขับหนี. ขับไปสู่สิ่งที่เธอหวังว่าจะเป็น “การเริ่มต้นใหม่” ที่เชียงใหม่. แต่ยิ่งเธอขับห่างจากกรุงเทพฯ มากเท่าไหร่ ความรู้สึกอึดอัดในช่องท้องก็ยิ่งบีบรัดแน่นขึ้นเท่านั้น.
เธอพยายามเพิ่มเสียงพอดแคสต์ที่กำลังฟังอยู่. ‘สิบวิธีฮีลใจในสามสิบวัน’. เสียงของผู้จัดรายการฟังดูร่าเริงเกินจริง.
“…เพราะการให้อภัยตัวเองคือของขวัญชิ้นแรก…”
อรรณสบถเบาๆ ในลำคอ. “ไร้สาระ” เธอกดปิดมัน.
ความเงียบในรถดังยิ่งกว่า. มีเพียงเสียงเครื่องยนต์ เสียงฝนที่เริ่มหนักขึ้น และเสียงยางที่บดไปบนถนนเปียก.
หน้าจอโทรศัพท์ที่วางอยู่บนแท่นชาร์จสว่างวาบขึ้น.
ชื่อ “มาร์ค” ปรากฏขึ้นพร้อมกับไอคอนรูปหัวใจสีจาง.
หัวใจของเธอเต้นผิดจังหวะ. นิ้วของเธอจิกพวงมาลัยแน่น.
อย่ารับ.
เสียงสั่นของโทรศัพท์ดังครืดๆ สู้กับเสียงฝน. มันเหมือนเสียงจั๊กจั่นที่น่ารำคาญ.
ไม่.
เธอเอื้อมมือไปปัด. แต่แทนที่จะกดตัดสาย เธอกลับปัดมันตกจากแท่นชาร์จ. โทรศัพท์ร่วงลงไปที่วางเท้าฝั่งคนนั่งข้างๆ.
“บ้าจริง!” อรรณตะโกน.
เธอก้มลงมองแวบหนึ่ง. หน้าจอยังคงสว่าง. มาร์คยังคงโทรมา.
เขายังต้องการอะไรอีก? เขากดดันให้เธอทำมัน. เขาเป็นคนพูดเองว่า ‘จัดการมันซะ อรรณ มันไม่ใช่เวลาของเรา’.
ความเจ็บปวดแล่นแปลบขึ้นมาในท้องน้อย. ความทรงจำเมื่อสามเดือนก่อนหวนกลับมา. แสงไฟเย็นเยียบในคลินิก. กลิ่นยาฆ่าเชื้อ.
เธอสะบัดหัวแรงๆ ไล่ความคิด. “อย่าคิด” เธอพูดกับตัวเอง “ขับรถ. ขับต่อไป.”
เธอละสายตาจากถนนเพียงเสี้ยววินาทีเพื่อก้มลงควานหาโทรศัพท์.
เอี๊ยดดดด!
รถกระบะคันหนึ่งที่ไฟท้ายดับสนิท ปรากฏขึ้นตรงหน้าเธอเหมือนผี.
อรรณกระทืบเบรกจนตัวโก่ง. รถฮอนด้าซีวิคของเธอหมุนคว้างกลางถนนที่ลื่น. เสียงยางบดถนนดังสนั่น.
เธอหลับตาปี๋.
…เงียบ.
รถหยุดนิ่ง. มันแฉลบเข้าข้างทาง แต่ไม่ได้ชน.
อรรณหอบหายใจ. เหงื่อเย็นเยียบไหลท่วมแผ่นหลัง. เธอทุบพวงมาลัยดัง “ปัง!”
“เกือบไปแล้ว…”
หัวใจเธอเต้นรัวเหมือนกลองสงคราม.
เธอมองไปที่โทรศัพท์. หน้าจอดับไปแล้ว. มาร์คเลิกโทรแล้ว.
“ตั้งสติ” เธอบอกตัวเอง “ตั้งสติ.”
เธอพยายามบังคับรถกลับเข้าเลน. ฝนตอนนี้ตกหนักเหมือนฟ้ารั่ว. ทัศนวิสัยแย่มาก.
ทันใดนั้น เสียงที่ไร้อารมณ์จาก Google Maps ก็ดังขึ้น:
“ตรวจพบเส้นทางที่เร็วกว่า. ประหยัดเวลา 45 นาที. อีก 200 เมตร เลี้ยวซ้าย.”
อรรณขมวดคิ้ว. เลี้ยวซ้าย? ตรงนี้? มันเป็นทางหลวงสายหลัก. เธอจำไม่ได้ว่ามีทางแยกใหญ่อะไรแถวนี้.
เธอมองหน้าจอ GPS บนโทรศัพท์ที่เธอยังไม่ได้เก็บขึ้นมา. แสงสว่างจ้าจากที่วางเท้า. มันแสดงเส้นทางสีน้ำเงินที่แยกออกจากทางหลวงสีเหลือง.
45 นาที.
เธอมองไปข้างหน้า. มีแต่ความมืดและม่านฝน. เธอเหนื่อย. เธอแค่อยากไปให้ถึงที่พัก. เธอไม่อยากขับรถในพายุแบบนี้อีกแล้ว.
“เอาเถอะ” เธอพึมพำ. “อะไรก็ได้ที่ทำให้ฉันไปถึงเร็วขึ้น.”
เธอเห็นป้ายบอกทางเล็กๆ เก่าๆ ที่แทบมองไม่เห็นในความมืด. มันไม่ได้บอกชื่อถนน. มันมีแค่สัญลักษณ์… รูปปั้นเด็ก?
“เลี้ยวซ้าย.” เสียง GPS ย้ำ.
อรรณเปิดไฟเลี้ยว. หักพวงมาลัยเข้าสู่ความมืด.
ถนนเส้นใหม่นี้แตกต่างทันที. มันแคบ. ต้นไม้สองข้างทางสูงใหญ่ โน้มกิ่งเข้าหากันเหมือนอุโมงค์. ไม่มีไฟถนนแม้แต่ดวงเดียว.
ฝนยังคงตกหนัก แต่เสียงกลับเปลี่ยนไป. มันไม่ใช่เสียงฝนที่กระทบถนนลาดยางอีกแล้ว.
กึก… กึก… กึก…
อรรณชะลอรถ. เธอเพิ่งรู้ตัว. นี่ไม่ใช่ถนนลาดยาง. มันเป็นถนนดินลูกรัง.
“อะไรเนี่ย…” เธอพึมพำ.
เธอพยายามจะถอยรถกลับ. แต่ถนนแคบเกินไป. และเมื่อเธอมองกระจกหลัง… เธอกลับไม่เห็นแสงไฟจากทางหลวงอีกแล้ว. เห็นเพียงความมืดทึบ.
หัวใจเธอเริ่มเต้นไม่เป็นส่ำอีกครั้ง. “ไม่เป็นไร” เธอบอกตัวเอง “GPS บอกว่าเร็วกว่า. มันคงเป็นทางลัดผ่านหมู่บ้าน.”
เธอขับต่อไป.
ห้านาทีต่อมา. ถนนแย่ลง. หลุมบ่อเต็มไปหมด.
สิบนาที. หมอกเริ่มลง. มันไม่ใช่หมอกธรรมดา. มันเป็นหมอกสีขาวขุ่นหนาทึบ ลอยตัวต่ำเหนือพื้นดิน. มันเกาะกระจกรถเหมือนใยแมงมุม.
ที่ปัดน้ำฝนแทบจะปัดมันไม่ออก.
อรรณรู้สึกเหมือนกำลังขับรถเข้าไปในปุยฝ้ายชื้นๆ.
เธอมองหน้าจอโทรศัพท์.
ไม่มีสัญญาณ.
แถบสัญญาณบนสุดของหน้าจอว่างเปล่า. และลูกศรสีน้ำเงินเล็กๆ ที่แทนตำแหน่งรถของเธอบนแผนที่… มันกำลังกะพริบ.
“กำลังค้นหาสัญญาณ GPS…”
“ไม่ ไม่ ไม่…” อรรณพึมพำ.
เธอขับต่อไปช้าๆ. ช้ามาก. เธอแทบมองไม่เห็นหน้ารถตัวเอง.
ทันใดนั้น. ฟุ่บ.
เครื่องยนต์ดับ.
ไฟหน้าดับ. เพลงดับ. ทุกอย่างดับ.
รถของเธอไหลต่อไปอีกไม่กี่เมตรก่อนจะหยุดนิ่งสนิทกลางป่าทึบ.
ความเงียบที่ตามมานั้น… หนักอึ้ง.
อรรณนั่งตัวแข็งทื่อ. มีเพียงเสียงหัวใจของเธอที่เต้นอยู่ในหู.
เธอพยายามสตาร์ทรถใหม่.
คลิก… คลิก… คลิก…
ไม่มีอะไร. แบตเตอรี่ยังเต็ม. รถเพิ่งเช็คระยะ.
คลิก… คลิก… คลิก…
“ติดสิ! ติด!” เธอตะโกนใส่คอนโซลรถ.
แต่รถก็นิ่งสนิท.
เธอถูกทิ้งไว้กลางป่าที่ไม่รู้จัก. ในพายุฝน. ในสายหมอก. โดยไม่มีสัญญาณโทรศัพท์.
ความตื่นตระหนกแล่นพล่านไปทั่วร่าง. เธอรู้สึกเหมือนกำลังจะขาดอากาศหายใจ.
เธอทุบกระจก. “ช่วยด้วย! มีใครอยู่ข้างนอกไหม!”
มีเพียงเสียงฝนที่กระทบหลังคารถ.
เธอนั่งนิ่งๆ พยายามรวบรวมสติ. “โอเค… โอเค… ต้องมีคนผ่านมาสิ. นี่คือทางลัด. ต้องมีรถ… ใช่ไหม?”
เธอรอ.
หนึ่งนาที. ห้านาที. สิบนาที.
ไม่มีวี่แววของแสงไฟ. ไม่มีเสียงเครื่องยนต์อื่น.
เธอติดอยู่ที่นี่จริงๆ.
อรรณตัดสินใจว่าเธอทนรอในโลงศพเหล็กนี่ต่อไปไม่ไหว. เธอต้องหาความช่วยเหลือ. เธอต้องหาหมู่บ้าน.
เธอดึงเสื้อแจ็คเก็ตกันฝนมาคลุมหัว. หายใจเข้าลึกๆ. และผลักประตูรถออกไป.
อากาศข้างนอกเย็นยะเยือกและชื้น. หมอกหนาจนเธอแทบมองไม่เห็นมือตัวเองที่ยื่นออกไป. กลิ่นดิน กลิ่นใบไม้เน่าเปื่อย และกลิ่น… กลิ่นควันจางๆ โชยมา.
“ควัน?”
ถ้ามีควัน ก็ต้องมีบ้านคน.
เธอหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา. ถึงแม้จะไม่มีสัญญาณ แต่อย่างน้อยก็ใช้เป็นไฟฉายได้.
เธอเปิดไฟฉาย. ลำแสงส่องไปได้ไม่ไกล. มันกระทบกับม่านหมอกหนาทึบ.
เธอเริ่มเดิน. เดินไปตามทิศทางที่เธอคิดว่าถนนควรจะอยู่.
ก้าว… ก้าว…
เสียงเท้าของเธอดังจมหายไปในความชื้น.
“ฮัลโหล!” เธอตะโกน. “มีใครอยู่ไหมคะ! ช่วยด้วยค่ะ! รถฉันเสีย!”
เสียงของเธอถูกกลืนหายไป.
เธอเดินไปเรื่อยๆ. ความกลัวเริ่มเกาะกุมหัวใจ. ป่านี้มันเงียบเกินไป. ไม่มีเสียงนก. ไม่มีเสียงแมลง. มีแค่เสียงฝีเท้าของเธอ.
และทันใดนั้น… เธอก็ได้ยิน.
คิก… คิก… คิก…
เสียงหัวเราะ.
อรรณหยุดกึก. ขนลุกซู่ไปทั้งตัว.
มันเป็นเสียงหัวเราะของเด็ก.
คิก… คิก… คิก…
มันดังมาจากข้างหน้า. ลอดผ่านม่านหมอก.
“ใครน่ะ?” อรรณตะโกน. เสียงของเธอสั่นเครือ. “มีใครอยู่ตรงนั้นเหรอ?”
เสียงหัวเราะหยุดลง. แล้วก็เริ่มขึ้นใหม่. ดังขึ้น.
คิก… คิก… ฮ่าๆๆ…
มันไม่ใช่แค่คนเดียว. มันเหมือนมีเด็กหลายคนกำลังเล่นกัน.
ความกลัวของอรรณแปรเปลี่ยนเป็นความหวัง. “เด็กเหรอ? ต้องมีหมู่บ้านอยู่ใกล้ๆ แน่!”
เธอรีบเดินตามเสียงนั้นไป. “เดี๋ยวก่อน! รอด้วย! น้าต้องการความช่วยเหลือ!”
เธอเดินฝ่าพงไม้เตี้ยๆ. หมอกเริ่มจางลงเล็กน้อย.
เธอเห็นแสงไฟ.
ไม่ใช่แสงไฟฟ้านีออน. แต่เป็นแสงสีส้มริบหรี่. แสงจากตะเกียงน้ำมัน.
แสงไฟนั้นส่องมาจากบ้านไม้หลายหลังที่ตั้งอยู่รวมกันเป็นกลุ่ม.
เธอเดินเร็วขึ้น. หัวใจเต้นแรงด้วยความโล่งอก. “ขอบคุณพระเจ้า…”
เธอมาถึงทางเข้า. มันเป็นเหมือนซุ้มประตูไม้เล็กๆ ที่ผุพัง. มีป้ายไม้เก่าๆ ห้อยอยู่. ตัวอักษรบนป้ายจางจนแทบอ่านไม่ออก.
อรรณใช้ไฟฉายจากมือถือส่องไปที่ป้าย.
บ… บ้… า… น…
บ้านกุมาร. (Baan Guman)
เธอขมวดคิ้ว. “ชื่อแปลกจัง”
แต่เธอก็รีบก้าวผ่านซุ้มประตูนั้นเข้าไป.
สิ่งที่เธอเห็น ทำให้เธอต้องหยุดชะงัก.
นี่ไม่ใช่หมู่บ้านธรรมดา.
มันเงียบ. เงียบจนน่าขนลุก.
มีบ้านไม้ประมาณสิบหลัง. ทุกหลังดูเก่าแก่. แต่ที่แปลกคือ… มีเด็กๆ อยู่เต็มลานดินกลางหมู่บ้าน.
เด็กๆ ประมาณสิบกว่าคน. อายุราว 5-7 ขวบ. ทั้งหมดสวมเสื้อผ้าเก่าๆ ขาดๆ.
พวกเขากำลังเล่นกัน. แต่เป็นการเล่นที่ไร้เสียง. พวกเขาแค่ยืนจ้องมองกัน. บางคนกำลังนั่งยองๆ ปั้นอะไรบางอย่างจากดินเหนียว.
เมื่ออรรณก้าวเข้ามา. เด็กทุกคน… หยุด.
พวกเขาทั้งหมดหันมามองเธอพร้อมกัน.
ไม่มีใครพูดอะไร.
พวกเขาแค่… ยิ้ม.
รอยยิ้มที่กว้าง… แต่ไม่ถึงดวงตา.
และในความเงียบนั้น อรรณสังเกตเห็นสิ่งอื่น.
บนชานเรือนของบ้านแต่ละหลัง. มีคนนั่งอยู่.
พวกเขาคือคนแก่. ชายชราและหญิงชรา. นั่งนิ่งไม่ไหวติง. จ้องมองออกไปในความมืด.
พวกเขาเห็นอรรณ. แต่พวกเขาไม่แสดงปฏิกิริยาใดๆ.
ไม่พยักหน้า. ไม่โบกมือ.
พวกเขาแค่จ้องมอง. ด้วยดวงตาที่ว่างเปล่า… และเงียบสนิท.
เสียงหัวเราะที่เธได้ยิน… มันหายไปไหนแล้ว?
ความเงียบ.
นั่นคือสิ่งที่อรรณรู้สึกเป็นอย่างแรก.
ไม่ใช่ความเงียบสงบของชนบท. แต่มันเป็นความเงียบที่หนักอึ้ง. เหมือนมีคนกดปุ่ม “ปิดเสียง” โลกทั้งใบ.
สายฝนยังคงตก. แต่แม้แต่เสียงฝนก็ยังฟังดูอู้อี้.
เด็กๆ สิบกว่าคนยังคงยืนนิ่ง. รอยยิ้มค้างอยู่บนใบหน้า. ดวงตาของพวกเขาจับจ้องมาที่เธอ. ประเมิน. สังเกต.
คนแก่บนชานเรือน… พวกเขาไม่แม้แต่จะกะพริบตา.
“ส… สวัสดีค่ะ” อรรณพูด. เสียงของเธอดังประหลาดในสถานที่แห่งนี้. “เอ่อ… ช่วยด้วยค่ะ. รถฉันเสียอยู่บนถนน. ฉัน… ฉันหลงทาง.”
ไม่มีการตอบสนอง.
อรรณก้าวเท้าเข้าไปในลานดิน. รองเท้าผ้าใบของเธอจมลงไปในโคลน. “ที่นี่… ที่นี่คือที่ไหนคะ? ฉันขอใช้โทรศัพท์ได้ไหม? หรือ… หรือมีใครพอจะช่วยไปดูรถให้ฉันได้บ้าง?”
เธอมองไปที่กลุ่มคนแก่. นั่นคือผู้ใหญ่. พวกเขาควรจะช่วยเธอ.
เธอเดินเข้าไปหาหญิงชราคนหนึ่งที่นั่งอยู่ใกล้ที่สุด. หญิงชราร่างผอมเกร็ง. ผมขาวโพลน. เธอนั่งนิ่งเหมือนรูปปั้นหิน.
“คุณยายคะ?” อรรณโบกมือไปมาตรงหน้าหญิงชรา. “คุณยายได้ยินฉันไหม?”
ดวงตาของหญิงชรามองทะลุผ่านตัวเธอไป. ว่างเปล่า. เหมือนดวงตาของปลาที่ตายแล้ว.
อรรณสัมผัสได้ถึงความเย็นเยียบ. เธอถอยหลังกรูด.
“พวก… พวกเขาเป็นอะไร?” เธอพึมพำ.
“พวกเขาไม่ได้ยินหรอก.”
อรรณสะดุ้ง. หันขวับไปตามเสียง.
เสียงนั้นไม่ได้มาจากคนแก่. มันมาจากเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ คนหนึ่ง. เด็กที่ยืนอยู่ใกล้เธอที่สุด.
เด็กคนนั้นไม่ได้ขยับปาก.
อรรณขมวดคิ้ว. “เมื่อกี้… เมื่อกี้เธอพูดเหรอ?”
เด็กหญิงแค่ยิ้มกว้างขึ้น.
…คิก… คิก…
เสียงหัวเราะดังขึ้นอีกครั้ง. ไม่ใช่จากปากของเด็กๆ. มันดังอยู่ในหัวของเธอ. หรือดังมาจากรอบทิศ. อรรณบอกไม่ถูก.
“ฉันคงจะบ้าไปแล้วแน่ๆ” อรรณกอดตัวเอง. เธอเปียกโชกและหนาวสั่น. “นี่มันเรื่องตลกร้ายอะไรกัน.”
ความสิ้นหวังเริ่มครอบงำเธอ. เธอติดอยู่ในหมู่บ้านของคนบ้า.
ในขณะที่เธอกำลังจะหันหลังวิ่งหนีกลับเข้าไปในป่า… ประตูของบ้านหลังใหญ่ที่สุดที่อยู่กลางหมู่บ้านก็เปิดออก.
เสียงบานพับดัง…แอดดด…
หญิงชราคนหนึ่งก้าวออกมา.
เธอแตกต่างจากคนอื่นๆ. คนอื่นๆ นั่งนิ่ง. แต่หญิงชราคนนี้… เคลื่อนไหว.
เธอดูแก่มาก. หลังค่อม. ถือตะเกียงน้ำมันกะพริบแสง. เธอสวมผ้าถุงสีเข้มเก่าๆ.
เธอมองอรรณ. ดวงตาของเธอ… ไม่ได้ว่างเปล่า. มันฉายแวว… รับรู้.
หญิงชราคนนี้… อรรณเรียเธอในใจว่า “ยายใหญ่” (Bà Yai).
ยายใหญ่ไม่พูด. เธอแค่พยักหน้าช้าๆ. เหมือนกับว่าเธอกำลังรออรรณอยู่.
“คุณยาย!” อรรณวิ่งเข้าไปหา. “ขอบคุณพระเจ้า! คุณยายคะ ช่วยฉันด้วย. รถฉันเสีย. ฉันต้อง…”
ยายใหญ่ยกมือขึ้น. ห้ามเธอ.
ความเงียบกลับมาอีกครั้ง.
ยายใหญ่จ้องมองอรรณ. มองตั้งแต่หัวจรดเท้า. สายตาของเธอหยุดนิ่งอยู่ที่… หน้าท้องของอรรณ.
เพียงแวบเดียว.
อรรณรู้สึกอึดอัด. เผลอกอดตัวเองแน่นขึ้น.
จากนั้น ยายใหญ่ก็ชี้ไปที่สายฝนที่กำลังโหมกระหน่ำ. แล้วชี้ไปที่ตัวอรรณที่เปียกปอน. แล้วสุดท้าย… เธอก็ชี้ไปที่กระท่อมเล็กๆ หลังหนึ่งที่อยู่สุดขอบหมู่บ้าน.
“คุณยาย… จะให้ฉันไปที่นั่นเหรอคะ?” อรรณถาม.
ยายใหญ่พยักหน้า.
เธอหันหลังและเริ่มเดินนำไป. ช้าๆ. ก้าวต่อก้าว.
อรรณลังเล. ส่วนหนึ่งในตัวเธอกรีดร้องให้ออกไปจากที่นี่. วิ่งไปเลย. วิ่งไปที่ไหนก็ได้ที่ไม่ใช่ที่นี่.
แต่… ข้างนอกนั่นมีอะไร? ความมืด. ป่า. พายุ.
อย่างน้อยที่นี่… ก็มีที่กำบัง. มีไฟ.
“รอด้วยค่ะ!” อรรณตัดสินใจ. เธอไม่มีทางเลือกอื่น.
เธอเดินตามยายใหญ่ไป. โคลนดูดรองเท้าเธอแทบทุกก้าว. เด็กๆ ทุกคนหันมามองตามเธอ. รอยยิ้มของพวกเขากลายเป็นความอยากรู้อยากเห็น.
ยายใหญ่ผลักประตูไม้ที่ผุพังของกระท่อมหลังนั้น.
ข้างใน… มืด. และมีกลิ่นอับชื้น. กลิ่นดิน. กลิ่นไม้เก่า.
ยายใหญ่ก้าวเข้าไปข้างใน. วางตะเกียงลงบนโต๊ะไม้เล็กๆ. แสงสีส้มสาดส่องไปทั่วห้อง.
มันเป็นห้องโล่งๆ. มีแค่แคร่ไม้ไผ่สำหรับนอนหนึ่งตัว. กับโต๊ะตัวนั้น.
“ฉัน… ฉันพักที่นี่ได้เหรอคะ?” อรรณถาม.
ยายใหญ่พยักหน้าอีกครั้ง.
เธอเดินไปที่มุมห้อง. หยิบผ้าห่มผืนหนา เก่าๆ แต่ดูสะอาด ออกมาจากหีบไม้. เธอยื่นมันให้อรรณ.
“ขอบคุณค่ะ” อรรณรับมา.
ยายใหญ่จ้องหน้าเธออีกครั้ง. แล้วเธอก็ยิ้ม.
มันเป็นรอยยิ้มที่ไม่มีฟัน. และมันทำให้อรรณขนลุกยิ่งกว่าเดิม.
ยายใหญ่หันหลัง. เดินออกจากกระท่อม. และดึงประตูให้ปิดตามหลัง.
แกร๊ก.
เสียงเหมือนกลอนไม้ถูกเลื่อนจากด้านนอก.
อรรณชาวาบไปทั้งตัว. เธอพุ่งไปที่ประตู. “เดี๋ยว! คุณยาย!”
เธอผลักประตู.
มันไม่ได้ล็อค.
อรรณถอนหายใจ. “คิดมากไปเอง…”
เธอแง้มประตูดู. ยายใหญ่กำลังเดินฝ่าสายฝนกลับไปที่บ้านหลังใหญ่. เด็กๆ ยังคงอยู่ที่ลาน. จ้องมองมาที่กระท่อมของเธอ.
อรรณรีบปิดประตู. ลงกลอนจากด้านใน.
“โอเค… ปลอดภัยแล้ว” เธอพึมพำ. “อย่างน้อยก็ชั่วคราว.”
เธอพิงประตู. ตัวสั่นเทา. ไม่ใช่แค่เพราะความหนาว.
เธอต้องตั้งสติ. พรุ่งนี้เช้า. ถ้าฝนหยุด. เธอจะเดินกลับไปที่ถนนใหญ่. ต้องมีคนช่วย.
ตอนนี้ เธอแค่ต้องผ่านคืนนี้ไปให้ได้.
เธอใช้โทรศัพท์ที่แบตเตอรี่ใกล้จะหมด ส่องไฟฉายไปรอบๆ ห้อง.
ห้องนี้… ว่างเปล่าจริงๆ.
จนกระทั่ง… แสงไฟฉายส่องไปกระทบกับชั้นวางของที่ทำจากไม้ไผ่เก่าๆ ที่ผนังด้านในสุด.
อรรณหยุดหายใจ.
บนชั้นนั้น… เรียงรายไปด้วยตุ๊กตา.
ไม่ใช่ตุ๊กตาบาร์บี้. ไม่ใช่ตุ๊กตาหมี.
มันเป็นตุ๊กตาดินปั้น.
ตัวเล็กๆ. ขนาดเท่าฝ่ามือ. บางตัวก็เล็กกว่านั้น.
มีเป็นร้อยๆ ตัว.
พวกมันถูกปั้นอย่างหยาบๆ. เป็นรูปเด็ก. บางตัวมีแขนขา. บางตัวเป็นแค่ก้อนดินที่มีรอยบุ๋มเป็นตา.
พวกมันดูเหมือน… กุมารทอง.
แต่เป็นกุมารทองที่น่าขนลุก. ทำจากดินเหนียวสีแดงคล้ำ.
อรรณเดินเข้าไปใกล้อย่างช้าๆ. เหมือนต้องมนต์สะกด.
ตุ๊กตาทุกตัว… ถูกวางให้หันหน้าออกมา.
“นี่มัน… ห้องเก็บของเหรอ?” เธอพึมพำ.
เธอยื่นมือที่สั่นเทาออกไป. แตะที่ตุ๊กตาตัวหนึ่ง.
มันเย็นเฉียบ. และชื้น.
ทันใดนั้น.
จี๊ดดด!
ความเจ็บปวดเฉียบพลันแล่นขึ้นมาจากช่องท้องน้อยของเธอ.
อรรณร้อง “โอ๊ย!” ออกมาเบาๆ. เธอทรุดตัวลง. กุมท้องตัวเอง.
มันเป็นความเจ็บปวดที่เธอคุ้นเคย. ความเจ็บปวดแบบเดียวกับ… วันนั้น. วันที่เธออยู่ที่คลินิก. ความรู้สึกว่างเปล่าหลังจากที่ทุกอย่าง… จบสิ้น.
“ไม่…” เธอหอบ. “ไม่… ไม่ใช่ตอนนี้.”
เธอหลับตาแน่น. พยายามหายใจ.
มันก็แค่… ปวดท้อง. เพราะฉันตากฝน. เพราะฉันเครียด.
เธอพยายามบอกตัวเอง.
แต่เมื่อเอลืมตาขึ้น. แสงจากไฟฉายในมือของเธอ ส่องไปที่ตุ๊กตาดินปั้นนับร้อย.
ในความมืดสลัว.
เธอรู้สึกเหมือน…
เหมือนพวกมันทั้งหมด… กำลังจ้องมองมาที่เธอ.
อรรณผงะถอยหลัง.
แผ่นหลังของเธอกระแทกเข้ากับผนังไม้ไผ่ที่เย็นชื้น. เธอยกมือขึ้นกุมท้อง. ความเจ็บปวดนั้นจริง… มันจริงเกินไป. มันคือความทรงจำที่ร่างกายไม่เคยลืม.
“ไม่” เธอพึมพำกับตัวเอง. “มันแค่… อาการปวดจากความเครียด. ฉันเหนื่อย. ฉันเปียก.”
เธอเบือนหน้าหนีจากชั้นวางตุ๊กตาดิน.
ไม่. เธอจะไม่มองพวกมัน.
พวกมันเป็นแค่ของเล่นประหลาด. ที่ปั้นโดยเด็กประหลาด. ในหมู่บ้านประหลาด.
พรุ่งนี้เช้า. ทุกอย่างจะกลับเป็นปกติ. เธอจะออกไปจากที่นี่.
อรรณสูดหายใจลึกๆ ที่สั่นเทา. พยายามควบคุมความกลัวที่กำลังกัดกินเหตุผลของเธอ.
เธอเดินไปที่แคร่ไม้ไผ่. มันดูไม่น่าสบายนัก. แต่ตอนนี้ มันคือที่เดียวที่เธอมี.
เธอล้มตัวลงนั่ง. ดึงผ้าห่มเก่าๆ ผืนนั้นมาคลุมตัว.
ผ้าห่มมีกลิ่นเหม็นอับ. กลิ่นเหมือนฝุ่นที่เกาะมานานหลายสิบปี. และกลิ่น… กลิ่นคาวจางๆ. เหมือนกลิ่นสนิมเหล็ก.
อย่าคิดมาก. เธอบอกตัวเองอีกครั้ง.
เธอเหลือบมองโทรศัพท์. แบตเตอรี่เหลือ 5%.
เธอปิดหน้าจอ. ประหยัดพลังงานไว้. พรุ่งนี้เช้าเธอต้องใช้มัน. มันเป็นเพียงสิ่งเดียวที่เชื่อมโยงเธอกับโลกภายนอก.
ข้างนอก. เสียงฝนยังคงกระหน่ำ. เสียงลมหวีดหวิวผ่านช่องโหว่ของผนังกระท่อม.
มันคือเสียงเดียวที่บอกว่าเธอยังอยู่ในความเป็นจริง.
อรรณเอนหลังพิงผนัง. เธอกอดเข่าชิดอก. “ฉันจะไม่หลับ” เธอสาบานกับตัวเอง. “ฉันจะนั่งรอจนเช้า.”
เธอจ้องมองเปลวไฟในตะเกียง. มันเต้นระริก. เงาของเธอทอดทาบไปบนผนัง. มันบิดเบี้ยว.
เธอจ้องมองมัน.
จ้อง…
จ้อง…
ความเหนื่อยล้าสะสมจากการขับรถหลายชั่วโมง. ความเครียด. ความกลัว. มันหนักอึ้งเกินกว่าที่เธอจะต้านไหว.
เปลือกตาของเธอเริ่มหนักอึ้ง.
แค่… พักสายตา… แป๊บเดียว…
เสียงฝนที่ดัง ซ่า… ซ่า… เริ่มกลายเป็นเสียง ติ๊ด… ติ๊ด…
ความหนาวเย็นของกระท่อม… กลายเป็นความเย็นเยียบของห้องปรับอากาศที่เย็นเกินไป.
กลิ่นอับชื้น… กลายเป็นกลิ่นยาฆ่าเชื้อ.
…เธอไม่ได้อยู่ในกระท่อมอีกต่อไป.
เธออยู่ในความฝัน. หรือความทรงจำ.
เธออยู่บนเตียง. มีผ้าสีเขียวคลุมตัว. แสงไฟนีออนสีขาวสว่างจ้า… สว่างจนแสบตา.
“อรรณ… ได้ยินหมอไหมคะ?” เสียงผู้หญิงคนหนึ่งดังขึ้น. “เราจะเริ่มแล้วนะ. หายใจเข้าลึกๆ.”
“มาร์ค… มาร์คอยู่ไหน?” อรรณถาม. เสียงของเธอแหบพร่า.
เขาบอกว่าจะรออยู่ข้างนอก.
“ไม่ต้องกังวลค่ะ. แป๊บเดียว.”
คลิก. เสียงเครื่องมือโลหะกระทบกัน.
“นี่ดีที่สุดแล้ว… อรรณ” เสียงของมาร์คดังสะท้อนในหัวเธอ. ไม่ใช่เสียงจากห้องข้างๆ. แต่เป็นเสียงจากความทรงจำเมื่อสัปดาห์ก่อน. “เรายังไม่พร้อม. เธอ ก็รู้.”
“ฉัน…” เธอพยายามจะพูด. “ฉันไม่…”
“นับถอยหลังนะคะ. สิบ… เก้า…”
ไม่…
ความเจ็บปวด. ไม่ใช่ความเจ็บที่ท้อง. แต่เป็นความเจ็บที่หัวใจ. ความรู้สึก… สูญเสีย. ความรู้สึก… ว่างเปล่า.
ว่างเปล่า…
…ว่างเปล่า.
อรรณสะดุ้งตื่น.
เธอกลับมาอยู่ในกระท่อม.
มืด. มืดสนิท.
ตะเกียงดับไปแล้ว. น้ำมันคงหมด.
หัวใจเธอเต้นรัวอยู่ในอก. เหงื่อกาฬแตกพลั่ก. ทั้งๆ ที่อากาศหนาวเหน็บ.
มีอะไรบางอย่าง… ผิดปกติ.
เธอเงี่ยหูฟัง.
…เสียงฝน.
มันหยุดแล้ว.
ความเงียบที่เข้ามาแทนที่นั้น… น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่า. มันเงียบ… จนเธอได้ยินเสียงเลือดสูบฉีดในหู.
ฟึ่ด… ฟึ่ด…
เสียง.
มันอยู่ข้างนอก.
เสียงเหมือนเท้าเปล่า… ย่ำไปมาบนพื้นดินที่เปียกแฉะ.
อรรณกลั้นหายใจ. ตัวแข็งทื่อ.
ฟึ่ด… ฟึ่ด…
เสียงนั้นหยุดลง.
…หน้าประตู.
อรรณจ้องมองความมืดในจุดที่เธอจำได้ว่าเป็นประตู.
เธออยากจะกรีดร้อง. แต่ไม่มีเสียงเล็ดลอดออกมาจากลำคอ.
แล้วเธอก็ได้ยิน.
เสียงกระซิบ.
แผ่วเบา. เย็นเยียบ. ลอดผ่านช่องประตูเข้ามา.
“…แม่…”
ไม่ใช่. เธอหูฝาดไป. มันคือเสียงลม.
“…แม่จ๋า…”
มันชัดขึ้น.
มันคือเสียงเด็ก.
อรรณยกมือขึ้นปิดปาก. น้ำตาแห่งความหวาดกลัวเริ่มไหลอาบแก้ม.
“…อยู่ไหน… หนูหนาว…”
เสียงนั้น… มันไม่ได้แค่ “เหมือน” เสียงเด็ก. มันคือเสียงเด็กจริงๆ.
และมันอยู่ห่างจากเธอแค่… ผนังไม้บางๆ กั้น.
ตึก… ตึก… ตึก…
เสียงเหมือนมีคนเคาะเบาๆ. หรือเอาเล็บข่วน.
ตึก… ตึก…
“แม่… เปิดประตู… เล่นกับหนู…”
ความตื่นตระหนกพุ่งพล่าน. อรรณคลำหามือถืออย่างบ้าคลั่ง. ไฟฉาย! ฉันต้องการไฟฉาย!
มือที่สั่นเทาของเธอคว้าเจอมันบนแคร่.
เธอจิกเล็บลงบนปุ่มเปิดเครื่อง. “ติดสิ! ติด!”
หน้าจอ… สว่างวาบขึ้นมาทันที.
สว่างจ้าจนเธอต้องหรี่ตา.
แต่มันไม่ได้เปิดไปที่หน้าจอบูตเครื่อง.
มันไม่ได้เปิดไปที่หน้าโฮม.
มันเปิดค้างไว้ที่แอป…
Google Maps.
หน้าจอแผนที่ว่างเปล่า. เป็นสีเทาทึบ. ไม่มีถนน. ไม่มีป่า. มีเพียงจุดสีน้ำเงินที่กะพริบอยู่ตรงกลาง.
กำลังค้นหาสัญญาณ GPS.
แอปมันเปิดขึ้นมาเองได้ยังไง? แบตเหลือแค่ 5%.
เธอพยายามจะกดปิด. แต่มือเธอสั่นเกินไป.
แล้วเธอก็เห็น.
ในช่องค้นหา. ช่องที่ปกติเธอจะใช้พิมพ์ “ร้านกาแฟ” หรือ “ปั๊มน้ำมัน”.
มันไม่ได้ว่างเปล่า.
มีข้อความพิมพ์อยู่.
ตัวอักษรสีดำ. บนพื้นหลังสีขาว. สว่างวาบในความมืดของกระท่อม.
มันคือประโยคที่ถูกพิมพ์… โดยใครบางคน. หรือบางสิ่ง.
ข้อความนั้นเขียนว่า:
“แม่จ๋า, อยู่เล่นกับหนู.”
อรรณกรีดร้อง.
เสียงกรีดร้องของเธอแหลมสูงและแหบพร่า. มันดังสะท้อนผนังไม้แคบๆ ของกระท่อม.
เธอขว้างโทรศัพท์ทิ้ง.
เครื่องมือสื่อสารชิ้นสุดท้าย. ความหวังสุดท้าย. ถูกเหวี่ยงไปกระแทกผนังอีกฝั่ง. แคร้ง!
หน้าจอสว่างวาบ. ไม่แตก.
และข้อความนั้น… ก็ยังคงอยู่.
“แม่จ๋า, อยู่เล่นกับหนู.”
“ไม่! ฉันไม่ใช่แม่แก!” อรรณตะโกนใส่ความมืด. “ออกไป! ไปให้พ้น!”
คิก… คิก… คิก…
เสียงหัวเราะ.
มันกลับมาอีกแล้ว. ดังอยู่รอบกระท่อม. เหมือนมีเด็กหลายสิบคนกำลังวิ่งเล่นไล่จับกันอยู่ข้างนอก.
ข่วน… ข่วน… แคร่ก…
เสียงเล็บข่วนผนังไม้. มาจากทุกทิศ.
“แม่… หนาว…” “เปิดประตู…” “เล่นกับหนู…”
เสียงกระซิบนั้นไม่ใช่แค่เสียงเดียวอีกต่อไป. มันคือเสียงประสาน. เสียงของเด็กนับสิบ. ทั้งหมดเรียกหา “แม่”.
อรรณทรุดตัวลงกับพื้น. เธอคลานไปจนมุมห้อง. กอดตัวเองแน่น.
“นี่มันไม่ใช่เรื่องจริง… ฉันแค่ฝันไป… ฉันแค่เหนื่อย… ฉันหลอนไปเอง.”
เธอปิดหู. หลับตาแน่น.
แต่เธอก็ยังได้ยิน.
เสียงกระซิบมันไม่ได้ดังมาจากข้างนอก. มันดังอยู่ในหัวของเธอ.
ตึก… ตึก…
เสียงข่วนหยุดลง.
แต่มีเสียงใหม่.
เสียงเหมือนมีคนโยนก้อนดินเล็กๆ… ใส่หลังคากระท่อม.
แปะ… แปะ… แปะ…
“ปล่อยฉันไป…” อรรณเริ่มสะอื้น. น้ำตาไหลอาบแก้ม. “ฉันขอโทษ… ฉันขอโทษ…”
เธอไม่รู้ว่าเธอกำลังขอโทษใคร. ขอโทษภูตผี. หรือขอโทษ… ความทรงจำ.
“ฉันไม่ได้ตั้งใจ… ฉันไม่ได้อยากทำ…”
คิก… คิก… เสียงหัวเราะดังขึ้น.
เวลาผ่านไปนานแค่ไหน. เธอไม่รู้.
มันอาจจะแค่ไม่กี่นาที. หรืออาจจะหลายชั่วโมง.
เธอจมดิ่งอยู่ในความหวาดกลัว. จนกระทั่ง…
…ทุกอย่างหยุดลง.
เสียงกระซิบ. เสียงหัวเราะ. เสียงข่วน.
มันหายไป.
อรรณค่อยๆ ลดมือออกจากหู.
เงียบ.
ความเงียบที่แตกต่างจากเมื่อคืน. ไม่ใช่ความเงียบที่หนักอึ้ง. แต่เป็นความเงียบ… ที่ว่างเปล่า.
เธอค่อยๆ ลืมตา.
มีแสงสว่าง.
แสงสีเทาจางๆ… ลอดผ่านช่องโหว่ของผนังเข้ามา.
…เช้าแล้ว.
รุ่งเช้า.
อรรณตัวสั่น. เธอไม่รู้ว่าเธอเผลอหลับไป หรือเผลอสลบไปเพราะความกลัว.
แต่เสียงนรกนั่น… มันหายไปแล้ว.
“เช้าแล้ว…” เธอพึมพำ. เสียงแหบแห้ง. “ฉันต้องออกไปจากที่นี่.”
เธอรวบรวมเรี่ยวแรงทั้งหมด. ค่อยๆ พยุงตัวเองลุกขึ้นยืน. ขาของเธอชาและปวดเมื่อย.
เธอมองไปที่โทรศัพท์. มันตกอยู่ที่พื้น. หน้าจอดับไปแล้ว. แบตหมด.
ดี. เธอคิด. ฉันไม่อยากเห็นมันอีก.
เธอเดินไปที่ประตู. มือสั่นเทา.
เธอยังจำเสียงที่อยู่หน้าประตูเมื่อคืนได้.
แม่จ๋า…
เธอสูดหายใจเข้าลึกๆ. มันเป็นแค่ฝัน. แค่ฝันร้าย.
เธอปลดกลอนไม้.
แกร๊ก…
เธอผลักประตู.
เอี๊ยด…
บานพับส่งเสียงครวญคราง.
แสงสว่างยามเช้าสาดเข้ามา. ทำเธอตาพร่า.
อรรณก้าวออกไปข้างนอก.
หมอก.
หมอกหนาจัด. สีขาวเหมือนน้ำนม. ปกคลุมไปทั่วทั้งหมู่บ้าน.
ฝนหยุดแล้ว. แต่อากาศยังคงเย็นเยียบและชื้น.
หมู่บ้าน… ว่างเปล่า.
ไม่มีเด็ก.
ไม่มีคนแก่ที่นั่งนิ่งเหมือนรูปปั้น.
ลานดินกลางหมู่บ้านว่างเปล่า. ชานเรือนทุกหลังว่างเปล่า.
มันเหมือนกับ… ทุกคนหายตัวไป.
“ฮัลโหล?” อรรณลองตะโกน.
มีเพียงเสียงสะท้อนของเธอที่ตอบกลับมา. “…ฮัลโหล…”
ความเงียบนี้… น่ากลัวกว่าเสียงหัวเราะเมื่อคืนเสียอีก.
นี่คือโอกาส.
สมองของเธอบอก. นี่คือโอกาสที่จะหนี.
พวกเขาหายไปแล้ว. ไม่ว่า “พวกเขา” จะเป็นอะไรก็ตาม.
อรรณไม่รอช้า.
เธอออกวิ่ง.
วิ่งสุดชีวิต.
เธอไม่สนใจโคลนที่ดูดรองเท้า. เธอไม่สนใจความหนาว.
เธอวิ่งตรงไปยังซุ้มประตูไม้เก่าๆ. ที่ที่เธอเข้ามาเมื่อคืน.
เธอวิ่งผ่านมันไป. กลับเข้าสู่เส้นทางดินลูกรัง… ที่นำเธอมาที่นี่.
“ต้องเจอถนน… ต้องเจอทางหลวง…”
เธอวิ่งฝ่าม่านหมอก.
ป่าสองข้างทางดูเหมือนเดิม. ต้นไม้สูงใหญ่. กิ่งก้านบิดเบี้ยว.
เธอวิ่งไปตามทางดิน. มันมีแค่ทางเดียว. ไม่มีทางแยก.
ฉันต้องวิ่งย้อนกลับไปทางเดิม.
เธอวิ่ง. วิ่งจนปอดแทบระเบิด.
ความเจ็บแปลบที่ท้องน้อยกลับมาอีกครั้ง. แต่เธอไม่สนใจ.
ต้องออกไป. ต้องออกไป.
เธอวิ่งไปเรื่อยๆ. ผ่านไปนานแค่ไหน? สิบนาที? ยี่สิบนาที?
ทำไมมันไกลจัง?
เมื่อคืนเธอเดินมา… มันไม่น่าจะไกลขนาดนี้.
หมอกเริ่มหนาขึ้น. บดบังเส้นทาง.
อรรณชะลอฝีเท้าลง. หอบหายใจ. “ทางไหน… ทางไหน…”
เธอหลงทางในป่าหมอก.
ไม่… ทางมันมีแค่ทางเดียว.
เธอเริ่มวิ่งเหยาะๆ ต่อไป.
ฉันต้องใกล้ถึงทางหลวงแล้ว… ต้องใกล้แล้ว…
เธอเห็นบางอย่างอยู่ข้างหน้า. ลางๆ ในม่านหมอก.
โครงสร้างบางอย่าง.
“นั่นไง!” เธอดีใจ. “ป้ายบอกทาง! ต้องใช่แน่ๆ!”
เธอเร่งฝีเท้า. วิ่งตรงไปหามัน.
หมอกจางลงเล็กน้อย.
มันไม่ใช่ป้ายบอกทางหลวง.
มันคือ… ซุ้มประตูไม้.
ซุ้มประตูไม้เก่าๆ ที่ผุพัง.
อรรณหยุดกึก.
หัวใจเธอหล่นไปอยู่ที่ตาตุ่ม.
“ไม่… เป็นไปไม่ได้…”
เธอจ้องมองมัน. มันคือซุ้มประตู… ทางเข้า “บ้านกุมาร”.
เธอวิ่งเป็นวงกลม.
“ไม่! ฉันวิ่งตรงมาตลอด!” เธอตะโกนใส่ป่า.
เธอหันหลัง. ตั้งใจจะวิ่งกลับไปอีกทาง.
และเธอก็ชนเข้ากับ… บางอย่าง.
ตุ้บ.
“โอ๊ย…”
เสียงเด็ก.
อรรณเงยหน้าขึ้น.
เด็กหญิงตัวเล็กๆ. คนเดียวกับที่เธอกลัวว่าพูดได้เมื่อคืน.
เธอยืนอยู่ตรงหน้าอรรณ. ขวางทาง.
และเธอก็ไม่ได้อยู่คนเดียว.
เด็กคนอื่นๆ… ค่อยๆ เดินออกมาจากม่านหมอก.
ทีละคน. ทีละคน.
พวกเขายืนล้อมเธอเป็นครึ่งวงกลม.
รอยยิ้มเดิม. ดวงตาที่ว่างเปล่าเหมือนเดิม.
อรรณมองข้ามไหล่เด็กๆ ไป.
ที่หมู่บ้าน.
คนแก่… กลับมานั่งที่เดิมแล้ว.
บนชานเรือน. นั่งนิ่ง. จ้องมองมาที่เธอ.
เหมือนกับว่า… พวกเขาไม่เคยไปไหน.
เหมือนกับว่า… พวกเขารอให้เธอกลับมา.
“พวกแก… พวกแกเป็นตัวอะไร…” อรรณพึมพำ. เข่าของเธออ่อนแรง.
เด็กหญิงที่อยู่ตรงหน้าเธอ… ยิ้มกว้างขึ้น.
เธอยื่นมือเล็กๆ ออกมา.
ในมือนั้น… ถือโทรศัพท์มือถือของอรรณ.
อรรณจำได้ว่าเธอขว้างมันทิ้งไว้ในกระท่อม.
“แก… แกเอามันออกมาได้ยังไง…”
เด็กหญิงไม่ตอบ. เธอแค่เอียงคอ.
หน้าจอโทรศัพท์สว่างขึ้นเอง.
แบตเตอรี่ที่ควรจะหมด… กลับมาเต็ม.
และหน้าจอก็แสดงแอป Google Maps.
ข้อความเดิม.
“แม่จ๋า, อยู่เล่นกับหนู.”
เด็กหญิงเอียงคอมากขึ้น.
และเสียงนั้น… ก็ดังขึ้นในหัวของอรรณอีกครั้ง. ชัดเจน. เหมือนมีคนมากระซิบข้างหู.
“แม่… จะวิ่งหนีไปไหนเหรอ?”
อรรณอยากจะกรีดร้องอีกครั้ง. แต่เสียงจุกอยู่ที่คอ.
เธอจ้องโทรศัพท์ในมือเล็กๆ นั่น. มันคืออุปกรณ์ทรมาน.
“ฉัน… ฉัน…” เธอพูดไม่ออก.
เด็กหญิงยื่นโทรศัพท์มาให้เธอ.
อรรณถอยหลังกรูด. “ไม่! เอาไป… เอาไปให้พ้น!”
คิก…
เด็กหญิงหัวเราะ. แล้วเธอก็วางโทรศัพท์ลงบนพื้นโคลน. ตรงหน้าเท้าของอรรณ.
เหมือนการวางเครื่องสังเวย.
จากนั้น. เด็กๆ ก็แยกออก. เปิดทาง.
ทางที่ว่า… คือทางกลับเข้าไปในหมู่บ้าน.
ไม่มีใครแตะต้องตัวเธอ. ไม่มีใครผลักไส.
แต่แรงกดดันนั้น… ชัดเจน.
“กลับบ้านเถอะ, แม่.” เสียงกระซิบดังขึ้นในหัวเธอ. “ข้างนอกมันหนาว.”
อรรณยืนตัวแข็ง. “นี่ไม่ใช่บ้านฉัน.”
“แต่ใช่.” เสียงตอบกลับมา. “บ้านของหนู. ก็คือบ้านของแม่.”
อรรณมองไปที่ป่า. ม่านหมอกยังคงหนาทึบ. เธอรู้แล้ว. ไม่มีทางหนี. ป่าผืนนี้จะไม่ปล่อยเธอไป.
เธอแพ้แล้ว.
อย่างน้อยก็ในตอนนี้.
เธอค่อยๆ หันหลัง. เท้าที่หนักอึ้งเหมือนสวมรองเท้าตะกั่ว. ก้าวกลับเข้าไปในซุ้มประตู.
ก้าวกลับเข้าไปใน “บ้านกุมาร”.
เด็กๆ เดินตามหลังเธอ. ไม่ใกล้ไม่ไกล. เหมือนผู้คุมขบวนนักโทษ.
คนแก่บนชานเรือนยังคงจ้องมอง. สายตาว่างเปล่า.
อรรณเดินกลับไปที่กระท่อมของเธอ. ที่ที่เธอหนีออกมาเมื่อเช้า.
ประตูเปิดอ้าอยู่. รอเธอ.
เธอก้าวข้ามธรณีประตู.
ปัง!
ประตูถูกปิดลงจากด้านหลัง.
อรรณพุ่งเข้าไปกระแทกประตู. “เปิด! ปล่อยฉันออกไป!”
เธอได้ยินเสียง… แกร๊ก.
เสียงกลอนไม้. ถูกลงจากข้างนอก.
ครั้งนี้… มันล็อคจริงๆ.
เธอถูกขัง.
“บ้าจริง! บ้า!” เธอทุบประตู. “นี่มันบ้าไปแล้ว! นี่มันคดีลักพาตัว! ฉันจะแจ้งตำรวจ!”
ไม่มีใครตอบ.
เธอได้ยินเสียงฝีเท้าเล็กๆ… ย่ำจากไป.
คิก… คิก… คิก…
เสียงหัวเราะค่อยๆ จางหายไป.
อรรณถูกทิ้งให้อยู่คนเดียว. ในห้องขังไม้ไผ่.
เธอมองไปรอบๆ. แสงยามเช้าที่ลอดเข้ามา… สลัว. เพราะหมอกหนา.
ทุกอย่างเหมือนเดิม.
แคร่ไม้ไผ่.
และ… ชั้นวางตุ๊กตาดิน.
อรรณจ้องมองพวกมัน. นับร้อย. จ้องมองกลับมาที่เธอ.
“พวกแกต้องการอะไรจากฉัน…” เธอทรุดตัวลงพิงประตู. “ฉันไม่มีอะไรจะให้.”
ท้องของเธอร้อง โครก…
เธอเพิ่งรู้ตัว. เธอหิว. และกระหายน้ำมาก.
เธอไม่ได้กินอะไรเลยตั้งแต่เมื่อวาน.
เธอจะทำยังไง? อดตายอยู่ที่นี่เหรอ?
เวลาผ่านไป… ช้า…
เธอนั่งอยู่ตรงนั้น. ฟังเสียงหัวใจตัวเองเต้น.
เสียงหมอกที่เคลื่อนตัวอยู่ข้างนอก.
ก๊อก… ก๊อก…
เสียงเคาะประตู.
อรรณสะดุ้ง. “ใครน่ะ?”
ไม่มีเสียงตอบ.
แต่มีเสียง… เหมือนมีอะไรบางอย่างถูกวางไว้หน้าประตู.
แล้วก็มีเสียง…แกร๊ก.
กลอนถูกเปิดออก.
อรรณลังเล.
มันคือกับดักรึเปล่า?
เธอรอ.
ไม่มีอะไรเกิดขึ้น.
เธอค่อยๆ ผลักประตู.
เอี๊ยด…
ที่หน้าประตู. บนพื้นดินชื้น.
มีถาดไม้เล็กๆ วางอยู่.
ในถาดนั้น… มีชามกระเบื้องเก่าๆ หนึ่งใบ. และถ้วยน้ำหนึ่งใบ.
ในชาม… คือข้าวต้ม.
ข้าวต้มสีขาวซีด. ไม่มีหมูสับ. ไม่มีขิงซอย. ไม่มีอะไรเลย.
ในถ้วย… คือน้ำเปล่า.
อรรณมองซ้ายมองขวา.
หมู่บ้านยังคงว่างเปล่า. มีแต่หมอก.
อาหาร…
ท้องของเธอร้องอีกครั้ง. ดังกว่าเดิม.
เธอคว้าถาดนั้นเข้ามาในกระท่อม. รีบปิดประตู. ลงกลอน.
เธอจ้องมองข้าวต้ม.
มันจะมีพิษไหม?
เธอสูดกลิ่น. กลิ่นจืดชืด. กลิ่นข้าว.
ฉันไม่มีทางเลือก.
เธอตักข้าวต้มเข้าปาก.
มันจืด. และเย็นชืด.
แต่มันคืออาหาร.
เธอกินอย่างรวดเร็ว. เหมือนสัตว์ป่า. จนหมดชาม.
เธอดื่มน้ำ. จนหมดถ้วย.
เมื่อความหิวบรรเทาลง. ความคิดก็เริ่มกลับมา.
พวกเขา… ขังเธอ. แต่ก็ให้อาหารเธอ.
เหมือน… เลี้ยงสัตว์.
หรือเหมือน… เลี้ยงดู.
…เหมือนแม่…
ความคิดนั้นแวบเข้ามา.
“ไม่.” เธอส่ายหัว.
ตึก… ตึก…
เสียงข่วนที่ประตูอีกครั้ง.
อรรณถอยกรูด.
“แม่…”
เสียงกระซิบ. ดังมาจากหน้าประตู.
“อิ่มหรือยัง, แม่?”
อรรณตัวแข็ง. “ฉันไม่ใช่แม่!”
“แม่หิว. หนูก็หิว.” เสียงนั้นตอบกลับมา.
“แกต้องการอะไร!”
“หนูอยากเล่น. แม่ต้องแข็งแรง. แม่จะได้เล่นกับหนู.”
ความวิปลาส. นี่มันคือความวิปลาส.
อรรณไม่ตอบ.
วันนั้น… ผ่านไปอย่างเชื่องช้า.
เที่ยง. ถาดอาหารก็มาวางอีกครั้ง. ข้าวต้ม.
เย็น. ก็ข้าวต้ม.
อรรณกลายเป็นนักโทษ. ที่ถูก “ดูแล” โดยผู้คุมที่มองไม่เห็น.
เธอเริ่มสูญเสียการรับรู้เวลา.
หมอกข้างนอกไม่เคยจาง. มันคือกลางวันสีเทา… ที่ไม่มีวันสิ้นสุด.
เธอพยายามตะโกนเรียกคนแก่.
เธอไปที่หน้าต่างบานเล็กๆ. เห็นยายแก่คนหนึ่งนั่งนิ่งอยู่ที่ชานเรือนฝั่งตรงข้าม.
“คุณยาย!” อรรณตะโกนจนสุดเสียง. “คุณยาย! ช่วยฉันด้วย! พวกมันขังฉันไว้!”
ยายแก่ไม่หันมา.
“ได้โปรดเถอะค่ะ! ที่นี่มันเกิดอะไรขึ้น! ทำไมพวกคุณถึง… ถึงยอมให้เป็นแบบนี้!”
ยายแก่คนนั้น… ขยับ.
อรรณหยุดพูด.
ยายแก่หันหน้ามา. ช้า… ช้า…
ดวงตาของเธอ… ไม่ได้ว่างเปล่าเหมือนคนอื่น.
มันเบิกกว้าง.
…ด้วยความหวาดกลัวสุดขีด.
ยายแก่มองมาที่อรรณ. แล้วเธอก็… สั่น.
เธอเริ่มสั่นเทิ้มไปทั้งตัว.
เสียง…อือ… อือ… ดังออกมาจากลำคอ. เหมือนพยายามจะกรีดร้อง… แต่ไม่มีเสียง.
คนแก่พวกนี้… พวกเขาพูดไม่ได้!
อรรณเพิ่งตระหนัก. พวกเขาเป็นใบ้!
ยายแก่ยกมือที่สั่นเทาขึ้น.
เธอชี้มาที่อรรณ.
แล้วเธอก็… ชี้ไปที่ท้องของตัวเอง.
แล้วเธอก็ชี้… ไปที่ลานดิน… ที่ที่เด็กๆ เคยเล่น.
จากนั้น… เธอก็ส่ายหัว.
ส่ายหัวอย่างบ้าคลั่ง. น้ำตาไหลออกมาจากดวงตาที่เบิกกว้าง.
อือ… อือ… อือ…
อรรณเข้าใจ.
มันคือคำเตือน.
ยายแก่คนนี้… กำลังเตือนเธอ.
“คุณ… คุณก็เหมือนกันเหรอ?” อรรณกระซิบถาม. “คุณก็… เป็นแม่เหรอ?”
ยายแก่ร้องไห้หนักขึ้น.
ทันใดนั้น.
เด็กหญิงตัวเล็กคนเดิม… ก็ปรากฏตัวขึ้น.
เธอยืนอยู่ข้างๆ ยายแก่.
เธอยืนนิ่ง. จ้องมองยายแก่.
ยายแก่หยุดสั่นทันที.
เธอแข็งทื่อ.
เธอกลับไปเป็นรูปปั้นเหมือนเดิม.
เด็กหญิงหันมามองอรรณ. ที่หน้าต่างกระท่อม.
เธอยิ้ม.
แล้วเธอก็ชี้ไปที่ชานเรือน… ข้างๆ ยายแก่คนนั้น.
มีพื้นที่ว่าง.
มีตั่งไม้ไผ่… ว่างๆ.
เด็กหญิงชี้ไปที่ตั่งนั่น. แล้วก็ชี้มาที่อรรณ.
แล้วเธอก็… พยักหน้า.
ที่ของแม่.
เสียงนั้นดังในหัวอรรณ.
หนูกำลังเตรียมที่… ให้แม่.
“ไม่.”
อรรณกระซิบกับตัวเอง.
“ไม่. ฉันไม่เหมือนพวกแก.”
เธอถอยห่างจากหน้าต่าง. หัวใจของเธอเต้นกระหน่ำ.
นั่นคือที่ของแม่.
ภาพของตั่งไม้ไผ่ที่ว่างเปล่า… ภาพของยายแก่ที่สั่นเทิ้มด้วยความกลัว… มันติดอยู่ในหัวของเธอ.
นี่ไม่ใช่แค่การหลงทาง. นี่ไม่ใช่แค่การกักขัง.
นี่คือ… การคัดเลือก.
พวกมันกำลัง “เตรียม” เธอ.
ความกลัวแปรเปลี่ยนเป็นความโกรธ. ความโกรธที่บ้าคลั่ง.
“พวกแกจะมาตัดสินฉันไม่ได้!” อรรณตะโกนใส่ผนัง. “พวกแกไม่รู้ว่าฉันเจออะไรมา! ฉันไม่มีทางเลือก!”
…จริงเหรอ?
เสียงเล็กๆ ในหัวเธอสวนกลับมา. เธอไม่มีทางเลือก… หรือเธอแค่เลือกทางที่ง่ายที่สุด?
“หุบปาก!” อรรณทุบผนัง. “ฉันไม่ได้อยากทำ!”
…แต่เธอก็ทำ.
อรรณกุมขมับ. “มันเป็นเพราะมาร์ค… เขาบังคับฉัน… เขาพูด…”
เสียงของมาร์ค. ชัดเจนเหมือนเขายืนอยู่ตรงนี้.
“จัดการมันซะ อรรณ. เรายังไม่พร้อม. มันจะทำลายอนาคตของเรา.”
“ฉันไม่อยากทำลายอนาคตของเรา…” อรรณพึมพำ. น้ำตาเริ่มไหลอีกครั้ง.
“แม่.”
เสียงกระซิบดังขึ้น. จากมุมห้อง.
อรรณสะดุ้ง. หันขวับ.
ไม่มีใคร.
มีเพียง… ชั้นวางตุ๊กตาดิน.
“เมื่อกี้… ใครพูด…”
“อนาคต… ของใครเหรอ, แม่?”
เสียงนั้น… มันไม่ได้มาจากประตู. มันมาจาก… ตุ๊กตา.
อรรณจ้องเขม็ง. มันเป็นไปไม่ได้.
ตุ๊กตาดินปั้นตัวหนึ่ง. ตัวที่อยู่ตรงกลางแถว.
มัน… ขยับ.
ไม่สิ. มันไม่ได้ขยับ. แต่มัน… ดูชัดขึ้น.
“แก… แกพูดได้เหรอ?”
“หนูไม่ได้พูด.” เสียงนั้นตอบ. เย็นเยียบ. ไร้อารมณ์. “แม่ต่างหาก… ที่เพิ่งจะได้ยิน.”
อรรณคลานถอยหลัง. จนแผ่นหลังติดประตู.
“แม่เลือก ‘อนาคต’. แต่แม่ไม่ได้เลือก ‘หนู’.”
“ไม่… ไม่… นั่นมันไม่…”
“แม่โกหก. แม่โกหกเขา. แม่โกหกตัวเอง.”
“ฉันไม่ได้โกหก!”
“แม่บอกเขาว่า ‘เรียบร้อยแล้ว’. แม่บอกเขาว่าแม่ ‘โล่งใจ’. แม่บอกเขาว่า ‘เราทำถูกแล้ว’.”
อรรณตัวสั่น. “แก… แกรู้ได้ยังไง…”
“หนูอยู่ที่นั่น. หนูได้ยิน.”
ความจริง… มันคือความจริง.
หลังจากวันนั้น… วันที่คลินิก… มาร์คถามเธอว่าเธอโอเคไหม.
และเธอ… ก็พยักหน้า. “ฉันโอเค. เราทำถูกแล้ว.”
เธอโกหก.
เธอโกหก… เพื่อรั้งเขาไว้.
แต่สุดท้าย. เขาก็ไปอยู่ดี.
มาร์คทิ้งเธอไปเมื่อหนึ่งเดือนก่อน. หลังจากที่เธอ “จัดการ” ทุกอย่างให้เขาแล้ว.
การเดินทางมาเชียงใหม่… ไม่ใช่การเริ่มต้นใหม่.
มันคือการหนี. หนีจากความจริงที่ว่าเธอถูกทิ้ง. หนีจากความจริงที่ว่าเธอ… สูญเสียทุกอย่าง.
“แกต้องการอะไร…” อรรณสะอื้น.
“แม่โกหก.” เสียงนั้นย้ำ. “แม่ไม่ได้ถูกบังคับ. แม่… กลัว.”
“ใช่! ฉันกลัว! ฉันกลัวว่าเขาจะทิ้งฉันไป! ฉันกลัวที่จะต้องอยู่คนเดียว!”
“ตอนนี้… แม่ก็อยู่คนเดียวไง.”
คำพูดนั้น… เฉียบคมเหมือนมีด.
มันแทงทะลุเกราะป้องกันทั้งหมดของอรรณ.
เธออยู่คนเดียว. ในกระท่อมนี้. ในหมู่บ้านผีสิงนี่.
“ไม่…” เธอส่ายหัวช้าๆ. “ฉันไม่อยู่. ฉันจะไม่อยู่ที่นี่. ฉันจะไม่กลายเป็นเหมือนยายแก่พวกนั้น!”
ความโกรธระเบิดออกมา.
อรรณลุกขึ้น. คว้าเก้าอี้ไม้ตัวเล็กๆ ที่ใช้วางตะเกียง.
เธอฟาดมันลงบนชั้นวางตุ๊กตาดิน!
โครม!
ตุ๊กตาดินร่วงหล่น. แตกกระจาย.
“ออกไปจากหัวฉัน!”
โครม!
เธอฟาดซ้ำแล้วซ้ำเล่า.
“ฉันไม่ใช่แม่พวกแก! ฉันไม่ได้เลือกสิ่งนี้!”
เธอทำลายพวกมัน. บดขยี้พวกมันใต้เท้า.
จนกระทั่ง… ชั้นวางพังถล่มลงมา.
อรรณยืนหอบ. เหงื่อท่วมตัว.
ในห้อง… มีแต่เศษดินเหนียวสีแดงคล้ำ… กระจายเกลื่อนพื้น.
…เงียบ.
เสียงกระซิบ… หายไปแล้ว.
เธอทำได้. เธอชนะ.
“เห็นไหม…” เธอหอบ. “ฉัน… ฉันไม่กลัวพวกแก…”
แกร๊ก…
เสียงกลอนประตู.
…ถูกเปิดออก. จากข้างนอก.
อรรณแข็งทื่อ.
ประตู… ค่อยๆ แง้มออก.
เอี๊ยด…
ข้างนอก… ยังคงเป็นหมอกสีเทา.
ไม่มีใคร.
พวกมัน… ปล่อยเธอ?
หรือ… พวกมันกำลังเชิญชวนเธอ?
อรรณกลืนน้ำลาย.
เธอทิ้งขาเก้าอี้ลง.
เธอต้องรู้.
เธอต้องรู้ว่าที่นี่คืออะไร. ทำไมพวกคนแก่ถึงเป็นใบ้. ทำไมมีแต่เด็ก.
เธอต้องหา “ยายใหญ่”. หญิงชราคนแรกที่เธอเจอ. คนที่ดูเหมือนจะเป็นผู้นำ.
อรรณก้าวออกจากกระท่อม.
หมู่บ้านยังคงเงียบสงัด.
คนแก่… ยังคงนั่งนิ่ง. เหมือนฉากละครที่ถูกแช่แข็ง.
อรรณไม่มองพวกเขา.
เธอเดินตรงไปที่บ้านหลังใหญ่ที่สุด. หลังที่อยู่ใจกลางหมู่บ้าน. หลังที่ยายใหญ่ออกมาต้อนรับเธอ.
ประตูบ้านหลังนั้น… ปิดสนิท.
อรรณผลักมัน.
เอี๊ยด…
มันไม่ได้ล็อค.
ข้างใน… มืด. และมีกลิ่นธูป.
กลิ่นธูปที่แรง… จนแสบจมูก.
ไม่ใช่กลิ่นธูปหอมไหว้พระ. แต่เป็นกลิ่นธูป… งานศพ.
“คุณยายคะ?” อรรณเรียกเบาๆ. “คุณยายอยู่ที่นี่รึเปล่า?”
เธอเดินเข้าไปข้างใน.
ตาของเธอเริ่มปรับเข้ากับความมืด.
นี่… ไม่ใช่บ้านคน.
มันไม่มีเตียง. ไม่มีห้องครัว.
มันคือ… วิหาร.
หรือ… ศาลเจ้า.
กำแพงทั้งสี่ด้าน… คือชั้นวางของ.
เหมือนกับในกระท่อมของเธอ. แต่… ใหญ่กว่า. สูงจรดเพดาน.
และบนชั้นวางเหล่านั้น…
อรรณยกมือขึ้นปิดปาก.
ตุ๊กตาดิน.
ไม่ใช่ร้อย. แต่เป็น… พัน.
หมื่น.
ตุ๊กตาดินปั้น… รูปเด็ก.
ทุกขนาด. ทุกรูปแบบ. บางตัวสมบูรณ์. บางตัว… เป็นแค่ก้อนดิน.
พวกมันเรียงรายอัดแน่น. จ้องมองมาที่จุดศูนย์กลางของห้อง.
และที่น่าขนลุกกว่านั้น…
คือสิ่งที่อยู่ หลัง ตุ๊กตา.
อรรณเดินเข้าไปใกล้.
หลังตุ๊กตาแต่ละตัว… มีโกศดินเผาเล็กๆ วางอยู่.
โกศ… สำหรับใส่กระดูก.
“โอ… พระเจ้า…” อรรณพึมพำ.
นี่ไม่ใช่ศาลเจ้า.
นี่คือ… สุสาน.
สุสาน… ของผู้ที่ไม่ได้เกิด.
“ที่นี่… คือที่ของพวกเขา.”
เสียงแหบแห้ง. ดังขึ้นจากมุมมืด.
อรรณหันขวับ.
“ยายใหญ่!”
หญิงชราคนนั้น… นั่งอยู่บนพื้น. ในมุมที่มืดที่สุด.
เธอกำลัง… ปั้น.
ในมือของเธอ… คือดินเหนียวสีแดงก้อนหนึ่ง.
เธอกำลังปั้นตุ๊กตาตัวใหม่.
“คุณยาย… พูดได้เหรอ?” อรรณถาม. สับสน. ยายแก่คนนั้นพูดไม่ได้… แต่คนนี้…
ยายใหญ่ไม่เงยหน้า. มือเหี่ยวย่นของเธอยังคงนวดคลึงดิน.
“คนที่ยอมแพ้… จะพูดไม่ได้.” ยายใหญ่ตอบ. เสียงเหมือนใบไม้แห้งเสียดสีกัน. “พวกนั้น… เลือกที่จะเงียบ. เลือกที่จะลืม.”
“ลืม? ลืมอะไร?”
“ลืมว่าตัวเองเป็นใคร. ลืมว่าตัวเอง… ทำอะไรลงไป.” ยายใหญ่ปั้นดินเป็นก้อนกลมๆ. “ความรู้สึกผิด… มันหนัก. พอแบกไปนานๆ… มันก็กลืนกินเสียง. กลืนกินสติ.”
ยายใหญ่ใช้นิ้วโป้ง… กดลงไปบนก้อนดิน.
เป็นรอยบุ๋ม.
“แล้วคุณล่ะ?” อรรณถาม. “ทำไมคุณยังพูดได้?”
“เพราะฉันจำ.” ยายใหญ่ตอบ. “ฉันจำทุกอย่าง. ฉันคือคนดูแล. ฉันดูแลพวกเขา.”
เธอชี้ไปที่โกศนับพัน.
“พวกเขาคือใคร… เด็กพวกนั้น…”
“พวกเขาคือผู้ถูกปฏิเสธ.” ยายใหญ่พูด. “วิญญาณ… ที่ไม่มีที่ไป. ที่แม่ของพวกเขา… ไม่ต้องการ.”
ความเย็นเยียบแล่นไปทั่วสันหลังของอรรณ.
“เด็กๆ… ที่ฉันเห็น…”
“พวกเขาแค่อยากเล่น. พวกเขาแค่อยาก… ให้มีคนเห็น.” ยายใหญ่วางตุ๊กตาที่เพิ่งปั้นเสร็จลง. มันเป็นแค่ก้อนกลมๆ… ที่มีรอยบุ๋มสองรอย. “พวกเขาถูกดึงดูด… มาหาคนที่เหมือนกัน.”
“เหมือนกัน?”
ยายใหญ่เงยหน้าขึ้น. สบตาอรรณเป็นครั้งแรก.
ดวงตาของเธอลึก… และเศร้า.
“เหมือน… แม่.”
ยายใหญ่ลุกขึ้นยืน. ช้าๆ.
เธอกวาดมือไปทั่ววิหาร.
“ที่นี่คือบ้านกุมาร. สถานที่พักพิง… ของคนบาป.”
“ฉัน… ฉันไม่ได้บาป!” อรรณเถียง. เสียงสั่น.
“เธอปฏิเสธเขา.” ยายใหญ่พูดเรียบๆ. “เธอกลัว. เธอหนี. และเธอก็วิ่ง… มาที่นี่. เหมือนที่คนอื่นๆ เคยทำ.”
“คนอื่นๆ… ยายแก่พวกนั้น…”
“ใช่. พวกเขาคือแม่. เหมือนเธอ.”
“ไม่! ฉันไม่เหมือน! ฉันจะไม่อยู่ที่นี่! ฉันจะไมเป็นใบ้! ฉันจะไมกลายเป็นแบบนั้น!”
“เธอเลือกเอง.” ยายใหญ่พูด.
“ฉันไม่ได้เลือก!”
“งั้นเหรอ?” ยายใหญ่ชี้ไปที่ชั้นวางที่ว่างเปล่า… ชั้นหนึ่ง.
มีพื้นที่เล็กๆ. พอดีสำหรับโกศหนึ่งใบ. และตุ๊กตาหนึ่งตัว.
“พื้นที่นั้น… รอเธออยู่.”
“ไม่…” อรรณส่ายหน้า.
“เธอทำลายตุ๊กตาในกระท่อม. เธอคิดว่าเธอทำลายเขาได้.” ยายใหญ่พูด. “แต่เธอทำลายไม่ได้. เพราะเขา… ไม่ได้อยู่ที่นั่น.”
ยายใหญ่ชี้ไปที่… ท้องของอรรณ.
“เขา… อยู่ตรงนี้.”
“ไม่.”
คำพูดของอรรณแหบพร่า. “มันไม่จริง. ข้างในนี้… มันว่างเปล่า.”
เธอก้าวถอยหลัง. ชนเข้ากับชั้นวางโกศดินเผา.
“มันว่างเปล่า!” เธอตะโกน. ไม่ใช่ใส่ยายใหญ่. แต่ตะโกนใส่โชคชะตา. “ฉันเอามันออกไปแล้ว! มันจบไปแล้ว!”
ยายใหญ่ส่ายหน้าช้าๆ. สายตาเต็มไปด้วยความสมเพช.
“มันไม่เคยว่างเปล่า, ลูกเอ๋ย.” ยายใหญ่พูด. “มันแค่… ถูกปฏิเสธ. แต่เขาไม่เคยไปไหน.”
“ไม่…”
“ตราบใดที่แม่ยังไม่ปล่อย… เขาก็ยังอยู่.”
อรรณส่ายหัวอย่างบ้าคลั่ง. “ไม่จริง! นี่มันแค่หมู่บ้านบ้าๆ! พวกแกมันพวกคนวิปลาส!”
“แม่ต่างหาก… ที่กำลังหนี.”
เสียงนั้น.
ไม่ใช่เสียงยายใหญ่.
อรรณหันขวับไปที่ประตู.
เด็กๆ.
พวกเขามายืนอยู่ที่ทางเข้าวิหาร.
สิบกว่าคน. ยืนเรียงหน้ากระดาน. ขวางทางออก.
พวกเขาไม่ได้ยิ้มอีกต่อไป.
ใบหน้าของพวกเขา… ว่างเปล่า. ไร้ความรู้สึก. เหมือนตุ๊กตาที่ยังไม่เสร็จ.
พวกเขาเดินเข้ามา. ช้าๆ. ทีละก้าว.
เสียงฝีเท้าเล็กๆ นับสิบคู่… ดังประสานกันบนพื้นดินเย็นชืด.
พวกเขาเดินผ่านยายใหญ่. ราวกับว่าเธอเป็นอากาศธาตุ.
พวกเขาเดินตรงมาหาอรรณ.
“ออกไป!” อรรณตวาด. “อย่าเข้ามา!”
พวกเขาไม่หยุด.
พวกเขาเดินเข้ามา… จนล้อมตัวเธอไว้.
วงกลม… แคบลง. แคบลง.
อรรณถูกขังไว้กลางวงล้อมของเด็กๆ ที่เงียบงัน.
อากาศในวิหาร… เปลี่ยนไป.
มันเย็นลง. เย็นจนเธอเห็นลมหายใจตัวเอง.
กลิ่นธูปที่คละคลุ้ง… เริ่มจางหายไป.
และมีกลิ่นใหม่เข้ามาแทน.
กลิ่น… ที่เธอเกลียด. กลิ่นที่เธอพยายามลืม.
กลิ่นแอลกอฮอล์ฆ่าเชื้อ.
“ไม่… ไม่…” อรรณเริ่มสั่น.
เธอไม่ได้อยู่ในวิหารอีกต่อไป.
เธอหลับตา. แต่ภาพมันชัดเจน.
ผนังสีเขียวอ่อนของคลินิก. แสงไฟนีออนที่สว่างจ้า.
เธอมองไปที่ยายใหญ่.
ยายใหญ่ไม่ได้ปั้นดินอีกต่อไป.
เธอกำลังสวมถุงมือยางสีขาว.
“คุณยาย…?”
“ไม่ต้องกลัวนะคะ.” ยายใหญ่พูด. แต่… มันไม่ใช่เสียงของยายใหญ่.
มันคือเสียงของ… พยาบาล.
“หายใจเข้าลึกๆ นะคะ. เดี๋ยวก็เสร็จแล้ว.”
“ไม่! นี่มันไม่จริง!” อรรณตะโกน.
วิหาร… กลับมา.
แต่เด็กๆ ยังคงล้อมเธอ.
อรรณรู้สึกเหมือนกำลังจะขาดอากาศหายใจ.
“พวกแกต้องการอะไร!” เธอทุบไปที่เด็กคนหนึ่ง.
มือของเธอ… ทะลุผ่านร่างของเขา.
เหมือนควัน. เหมือนหมอก.
พวกเขา… ไม่ใช่กายเนื้อ.
พวกเขาคือความรู้สึกผิด. อรรณตระหนัก. พวกเขาคือความทรงจำ.
เด็กหญิงตัวเล็กคนเดิม. คนที่ให้โทรศัพท์เธอ. คนที่ยืนขวางเธอที่ซุ้มประตู.
เธอก้าวออกมาข้างหน้า.
ยืนอยู่ตรงหน้าอรรณ.
อรรณจ้องมองเด็กคนนี้.
นี่เป็นครั้งแรก… ที่เธอ เห็น จริงๆ.
นี่ไม่ใช่แค่… เด็กผี.
“มาร์ค…” อรรณกระซิบ. “เธออยู่ที่ไหน… มาร์ค…”
เธออยากให้เขามาช่วยเธอ. เหมือนที่เธอหวังว่าเขาจะมาช่วยเธอ… วันนั้น.
เด็กหญิงตรงหน้า… เอียงคอ.
เธอเปิดปาก.
และเสียงที่ออกมา… ไม่ใช่เสียงเด็ก.
“เธอกลัวอะไร, อรรณ?”
อรรณสะดุ้งสุดตัว.
นั่นคือเสียงของ… มาร์ค.
เสียงที่ทุ้ม. แต่เต็มไปด้วยความรำคาญ.
“ไม่…”
เด็กหญิงก้าวเข้ามาอีกก้าว.
“มันก็แค่… ก้อนเนื้อ. ไม่ใช่คนซะหน่อย.”
“ไม่! แกไม่ใช่เขา! หุบปาก!”
เด็กหญิงยังคงพูดด้วยเสียงของมาร์ค.
“อนาคตของเราสำคัญกว่า. เธอรู้ใช่ไหม? จัดการมันซะ. เพื่อเรา.”
“ฉันทำแล้ว! ฉันทำเพื่อนายแล้ว!” อรรณกรีดร้อง. น้ำตาทะลัก.
เด็กหญิง… เปลี่ยนไป.
เธอไม่ได้พูดด้วยเสียงมาร์คอีกต่อไป.
เธอพูด… ด้วยเสียงของ อรรณ.
เสียงของเธอเอง… ในวันที่เธออยู่บนเตียงผ่าตัด. เสียงที่อ่อนแรง. สั่นเครือ. เต็มไปด้วยยา.
“…ฉันกลัว… ฉันเจ็บ… มันเจ็บ…”
“พอแล้ว!” อรรณทรุดตัวลงคุกเข่า. เธอยกมือขึ้นปิดหู. “พอที! พอ! ฉันขอโทษ!”
“แม่.”
อรรณเงยหน้าขึ้น.
เด็กหญิงคนนั้น… นั่งยองๆ ลงตรงหน้าเธอ.
ในระดับสายตาเดียวกัน.
เสียงกระซิบของมาร์คหายไปแล้ว. เสียงสะอื้นของเธอเองก็หายไปแล้ว.
เหลือเพียง… ความเงียบ.
เด็กหญิงมองเธอ.
ใบหน้าของเธอ… ไม่ได้ว่างเปล่าอีกต่อไป.
มันไม่ได้โกรธ.
มันแค่… เศร้า.
เศร้าอย่างสุดประมาณ.
เด็กหญิงยื่นมือเล็กๆ ที่โปร่งแสง… ออกมา. เหมือนอยากจะสัมผัสแก้มของอรรณ.
แล้วเธอก็ถาม.
ด้วยเสียงของเธอเอง.
เสียงเล็กๆ. ชัดเจน. ที่แทงทะลุหัวใจของอรรณ.
“แม่… ทำไมแม่ไม่เลือกหนู?”
คำถาม.
ไม่ใช่คำกล่าวหา. ไม่ใช่คำสาปแช่ง.
แค่คำถาม… ที่บริสุทธิ์.
คำถาม… ที่อรรณไม่มีคำตอบ.
“ฉัน…” อรรณพยายามจะพูด. “ฉัน… ฉัน…”
ความจริง.
ความจริงที่ฟาดหน้าเธอ.
เธอไม่ได้ถูกบังคับ.
เธอ… เลือก.
เธอเลือกความกลัว. เธอเลือกผู้ชายที่ไม่ได้รักเธอ. เธอเลือกความสบายจอมปลอม.
เธอไม่ได้… เลือกเด็กคนนี้.
โลกทั้งใบ… หมุนคว้าง.
โกศนับพันบนชั้น… ตุ๊กตาดินนับหมื่น… ใบหน้าเศร้าๆ ของเด็กคนนั้น…
มันหมุน. หมุน.
ยายใหญ่ที่ยืนอยู่ในเงามืด…
…ที่ของแม่…
“ไม่…”
นั่นคือคำสุดท้ายที่เธอพูดได้.
ก่อนที่ทุกอย่าง… จะดับวูบไป.
อรรณล้มฟุบลงบนพื้นดินเย็นเยียบของวิหาร.
หมดสติ.
อรรณลืมตาขึ้น.
สิ่งแรกที่เธอรู้สึก… คือความเงียบ.
ไม่ใช่ความเงียบที่น่าสะพรึงกลัว. แต่เป็นความเงียบที่… ว่างเปล่า.
เธออยู่ที่ไหน?
เธอกะพริบตา. เพดานไม้ไผ่.
“ไม่… ไม่ใช่…”
เธอจำได้. วิหาร. โกศนับพัน. เด็กคนนั้น.
…แม่… ทำไมแม่ไม่เลือกหนู?
เธอเด้งตัวลุกขึ้นนั่ง.
เธอไม่ได้อยู่ในวิหาร.
เธอกลับมาอยู่ที่กระท่อม.
เธอนั่งอยู่บนแคร่ไม้ไผ่.
อรรณมองไปรอบๆ. ทุกอย่าง… เปลี่ยนไป.
ห้อง… สะอาด.
พื้นดินที่เคยเกลื่อนไปด้วยเศษตุ๊กตาแตกๆ… บัดนี้สะอาดเอี่ยม.
เหมือนกับว่า… ไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้น.
เหมือนกับว่า… ความคลุ้มคลั่งของเธอเมื่อวานนี้. เป็นแค่ความฝัน.
หรือ… อรรณคิด. …มีคนมาทำความสะอาด.
…มีคน… พยุงเธอกลับมานอน.
ความคิดนั้น… ทำให้เธอขนลุกยิ่งกว่าเสียงกระซิบ.
“ตื่นแล้วเหรอ, แม่.”
อรรณหันขวับ.
ที่มุมห้อง. ในเงามืด.
เด็กหญิงคนนั้น.
เธอนั่งกอดเข่า. มองอรรณนิ่งๆ.
เธอไม่ได้โปร่งแสงเหมือนในวิหาร. เธอดู… จับต้องได้. เหมือนเด็กธรรมดา… ที่นั่งอยู่ในห้องกับเธอ.
ไม่มีรอยยิ้ม. ไม่มีความโกรธ.
มีเพียง… ความเศร้า.
“นานแค่ไหนแล้ว… ที่ฉัน…” อรรณถาม. เสียงแหบ.
“นานแล้ว.” เด็กหญิงตอบ. เสียงเบา. “แม่เหนื่อย. แม่เลยหลับไป.”
อรรณจ้องมองเด็กคนนั้น. ความกลัวของเธอ… มันหายไปแล้ว.
มันถูกแทนที่ด้วยความรู้สึก… ชา. ความรู้สึกพ่ายแพ้.
“ทำไม…” อรรณกระซิบ. “ทำไมถึงทำแบบนี้กับฉัน?”
“หนูไม่ได้ทำ.” เด็กหญิงตอบ. “แม่ต่างหาก. แม่พาตัวเองมาที่นี่.”
“ไม่… GPS… มันพาฉันมา…”
เด็กหญิงส่ายหน้าช้าๆ. “Google Maps… มันแค่ฟังเสียงในใจแม่.”
อรรณขมวดคิ้ว. “หมายความว่ายังไง?”
“บ้านกุมาร… ไม่ได้อยู่บนแผนที่.” เด็กหญิงพูด. “มันไม่มีอยู่จริง… ในโลกของแม่.”
“แล้ว… ที่นี่คืออะไร?”
“ที่นี่… คือที่พัก.” เด็กหญิงพูด. “ที่พัก… สำหรับแม่ที่กำลังหนี. ที่… สำหรับแม่ที่โกหก.”
คำว่า “โกหก” แทงใจอรรณ.
เธอจำได้. เธอนอนอยู่บนเตียงในห้องพักฟื้น. มาร์คเดินเข้ามา.
“…อรรณ… เธอโอเคไหม?…”
เธอยังเจ็บ. ยังชา. ยังว่างเปล่า. แต่เธอก็ยิ้มให้เขา.
“…ฉันโอเค. เราทำถูกแล้ว…”
เธอโกหก.
“แม่โกหก” เด็กหญิงพูดต่อ. ราวกับอ่านใจเธอออก. “แม่บอกทุกคนว่าแม่โอเค. แม่บอก ตัวเอง ว่าแม่โอเค. แม่พยายาม… จะลืมหนู.”
“ฉันไม่ได้…”
“แม่หนี.” เด็กหญิงพูดตัดบท. “แม่หนีเขา. แม่หนีความจริง. แต่แม่… ไม่เคยหนี หนู.”
เด็กหญิงลุกขึ้น. เดินเข้ามาหาอรรณช้าๆ.
“ความรู้สึกผิดของแม่… มันเหมือนสมอเรือ, แม่.”
เธอหยุดยืนอยู่ข้างแคร่.
“มันหนัก. มันดึงแม่ลงมา. และมัน… ก็ขังหนูไว้.”
อรรณเงยหน้ามอง. น้ำตาเริ่มคลอ. “ขัง… ขังเธอไว้เหรอ?”
“หนูไปไหนไม่ได้. ตราบใดที่แม่ยัง… โกหก.” เด็กหญิงพูด. “วิญญาณ… ที่ถูกปฏิเสธ. แต่ไม่ถูก ปล่อย… จะมาอยู่ที่นี่. รอ.”
อรรณเพิ่งเข้าใจ.
เธอไม่ใช่เหยื่อ.
เธอ… คือผู้คุม.
ความรู้สึกผิดของเธอ… คือโซ่ตรวน. ที่ล่ามเด็กคนนี้ไว้กับสถานที่แห่งนี้.
“GPS มันไม่ได้นำทางแม่.” เด็กหญิงพูด. ” บาป… ต่างหากที่นำทางแม่.”
ความจริงที่โหดร้าย.
นี่ไม่ใช่การลักพาตัว. นี่คือ… กรรม.
“แล้ว… คุณยายพวกนั้นล่ะ?” อรรณถาม. “คนที่พูดไม่ได้…”
“พวกเขาคือแม่. เหมือนแม่.”
“แต่ทำไม… พวกเขาถึง…”
“พวกเขาคือแม่… ที่เลือกจะอยู่.” เด็กหญิงตอบ. “พวกเขาขอโทษ… แต่พวกเขาไม่เคย ให้อภัย ตัวเอง.”
อรรณชาวาบไปทั้งตัว.
“พวกเขาคิดว่า… การถูกขังอยู่ที่นี่. การเงียบ. คือการลงโทษ. คือการชดใช้.”
“มันไม่ใช่เหรอ?”
“มันคือความขี้ขลาด.” เด็กหญิงตอบ. เย็นชา. “พวกเขาเลือกที่จะ จม. แทนที่จะ ปล่อย.”
อรรณมองลึกเข้าไปในดวงตาของเด็กหญิง.
“ฉัน… ฉันขอโทษ…” อรรณพูดออกมา.
นี่คือคำขอโทษ… ครั้งแรก.
ที่ออกมาจากใจจริง.
ไม่ใช่คำขอโทษที่พูดกับผี. แต่พูดกับ… เขา.
“ฉันขอโทษ… ที่ไม่ได้เลือกเธอ.” อรรณสะอื้น. “ฉัน… ฉันกลัว. ฉันกลัวเกินไป.”
เด็กหญิงพยักหน้า. “หนูรู้.”
เธอยื่นมือเล็กๆ ออกมา. แตะที่แก้มของอรรณ.
มือของเธอ… เย็น. แต่จับต้องได้.
“ตอนนี้… ถึงเวลาเลือกแล้ว, แม่.”
อรรณมองเธอ. ไม่เข้าใจ. “เลือก? เลือกอะไร?”
“มันมีสองทาง.”
เด็กหญิงชี้ไปที่ประตู.
“ทางแรก… แม่เลือกที่จะอยู่. เหมือนพวกเขา. จมอยู่กับความรู้สึกผิด. กลายเป็นคนเงียบ… ที่รอวันตาย. หนู… ก็จะอยู่ที่นี่กับแม่. ตลอดไป.”
อรรณส่ายหน้า. “ไม่… ฉันไม่อยาก…”
“หรือ… ทางที่สอง.”
เด็กหญิงลดมือลง.
“แม่… ต้อง ปล่อย หนูไป.”
“ปล่อย…” อรรณพึมพำ. “ปล่อยยังไง? ฉันต้องทำยังไง?”
“แม่ต้องยอมรับความจริง.” เด็กหญิงพูด. “ยอมรับว่าแม่ทำ. ยอมรับว่าแม่เจ็บ. และ… ยอมรับว่าหนู… เคยมีอยู่จริง.”
อรรณตัวสั่น.
นี่คือสิ่งที่เธอกลัวที่สุด.
การยอมรับ.
“การที่แม่อยู่ที่นี่… มันไม่ได้ช่วยอะไรหนูเลย, แม่.” เด็กหญิงพูด. เสียงเศร้า. “มันแค่… ทำร้ายเราทั้งคู่.”
“หนูเหนื่อยแล้ว.” เธอกระซิบ. “หนูไม่อยากอยู่ที่นี่อีกต่อไป. หนูอยากไป.”
เด็กหญิงถอยหลัง. ไปยืนที่ประตู.
เธอเปิดประตูออก.
ข้างนอก. หมอกยังคงหนา.
แต่ที่หน้ากระท่อม… ยายใหญ่ยืนรออยู่.
และในมือของยายใหญ่…
ถือตุ๊กตาดินปั้นตัวใหม่. และโกศดินเผาใบเล็ก… ที่ว่างเปล่า.
ยายใหญ่ยื่นมันมาทางอรรณ.
มันคือ… ทางเลือกที่สาม.
ไม่ใช่ “อยู่” หรือ “ไป”.
แต่คือ “รับไว้”.
“เขาเป็นของแม่.” ยายใหญ่พูด. เสียงแหบ.
เด็กหญิงพยักหน้า. “รับหนูไปสิ, แม่. รับหนู… แล้วปล่อยหนู.”
อรรณจ้องมองวัตถุในมือของยายใหญ่.
โกศดินเผาที่ว่างเปล่า.
ตุ๊กตาดินเหนียวที่ยังเปียกหมาด.
นี่คือ… ทางเลือก.
ไม่ใช่ “อยู่” หรือ “หนี”.
แต่คือ “ยอมรับ”.
เสียงกระซิบของเด็กหญิงยังคงก้องอยู่ในหู. “รับหนูไปสิ, แม่. รับหนู… แล้วปล่อยหนู.”
นี่คือสิ่งที่เธอหนีมาตลอด. ไม่ใช่แค่หนีจากคลินิก. ไม่ใช่แค่หนีจากมาร์ค.
เธอหนี… จากสิ่งนี้. จากความเป็นจริงที่ว่า… เธอได้พรากบางสิ่งไป.
มือของอรรณสั่น. แต่ไม่ใช่เพราะความกลัว.
มันคือความสั่น… ของการตัดสินใจ.
เธอค่อยๆ ก้าวเท้าออกจากกระท่อม. ก้าวข้ามธรณีประตู… ที่เคยกักขังเธอ.
เธอยืนอยู่ตรงหน้ายายใหญ่.
ยายใหญ่จ้องมองเธอ. รอคอย.
อรรณสูดหายใจเข้าลึกๆ. กลิ่นหมอกเย็นชืด.
เธอไม่พูดอะไร.
เธอยื่นมือที่สั่นเทาออกไป.
เธอรับ… โกศดินเผาใบเล็กนั้นมา.
มันเย็น. และว่างเปล่า.
จากนั้น… เธอรับตุ๊กตาดินเหนียว.
มันอุ่น. อุ่นจากมือของยายใหญ่.
ในวินาทีที่เธอสัมผัสมัน. ความเจ็บปวดที่ท้องน้อย… ที่เธอรู้สึกมาตลอด…
…มันหายไป.
จางหายไป. เหมือนไม่เคยมีอยู่.
อรรณก้มมองสิ่งที่อยู่ในมือ.
เด็กหญิง… วิญญาณ… ที่ยืนอยู่ข้างๆ ยายใหญ่.
เธอยิ้ม.
มันคือรอยยิ้ม… ครั้งแรก.
ไม่ใช่รอยยิ้มเยาะเย้ย. ไม่ใช่รอยยิ้มที่ว่างเปล่า.
มันคือรอยยิ้ม… ที่เศร้า. แต่… โล่งใจ.
“แม่…” เธอกระซิบ. “ได้เวลาแล้ว.”
“ฉัน… ฉันต้องทำยังไง?” อรรณถาม. เสียงแหบเครือ.
ยายใหญ่พยักหน้า. ชี้ไปที่ตุ๊กตาดินในมือของอรรณ.
“เขา… ยังไม่มีชื่อ.” ยายใหญ่พูด. “วิญญาณ… ที่ไม่มีชื่อ. จะไปไหนไม่ได้.”
อรรณน้ำตาไหล.
ชื่อ.
เธอไม่เคยคิดถึงมัน.
สำหรับเธอ… มันคือ “ปัญหา”. คือ “ความผิดพลาด”. คือ “ก้อนเนื้อ”.
มันไม่เคยเป็น… คน.
“ฉัน…” อรรณมองตุ๊กตาดินในมือ. “ฉันไม่รู้… ฉันไม่เคยคิด…”
“คิดสิ, แม่.” เด็กหญิงพูดเบาๆ. “ตอนนี้… คิด.”
อรรณหลับตา.
ภาพของมาร์ค… หายไปแล้ว.
ภาพของคลินิก… จางลง.
เหลือเพียง… ความว่างเปล่า.
เธอจะเรียกเขาว่าอะไร?
แสงสว่าง.
เธอคิดถึงแสงสว่าง… ที่เธอไม่เคยได้เห็น.
“แสง…” อรรณพึมพำ. “แสง… ตะวัน.”
เธอเปิดตา. มองไปที่เด็กหญิง.
“ตะวัน…” เธอกระซิบ. “…ชื่อของลูก. คือตะวัน.”
แคร๊ก.
เกิดรอยร้าว.
ไม่ใช่ที่พื้นดิน.
แต่… ในอากาศ.
เด็กหญิงที่ชื่อตะวัน… ยิ้มกว้างขึ้น.
น้ำตา… ไหลออกมาจากดวงตาที่เคยว่างเปล่าของเธอ.
“ขอบคุณค่ะ… แม่.”
ร่างของเธอ… เริ่มจางลง.
ไม่ใช่การหายวับไป. แต่เป็นการ… สลายไป. เหมือนหมอกควันที่ลอยขึ้น.
“ตะวัน!” อรรณร้อง. เธอยื่นมือออกไป.
“หนูไปแล้ว.” เสียงของเด็กหญิงแผ่วเบา. “แม่ปล่อยหนูแล้ว. หนูเป็นอิสระแล้ว.”
“ไม่! เดี๋ยวก่อน! ฉัน…”
“ลาก่อนค่ะ, แม่.”
ร่างของตะวัน… หายไป.
เหลือเพียงเสียงกระซิบสุดท้าย…
“…หนูรักแม่.”
อรรณทรุดตัวลงคุกเข่า.
เธอร้องไห้.
ไม่ใช่การร้องไห้เพราะความกลัว. ไม่ใช่เพราะความรู้สึกผิด.
เธอร้องไห้… เพราะการสูญเสีย.
เป็นครั้งแรก… ที่เธอยอมรับว่าเธอ สูญเสีย จริงๆ.
ตุ้บ.
โกศดินเผาในมือเธอ… ที่เคยว่างเปล่า…
บัดนี้… กลับรู้สึก หนักอึ้ง.
เหมือนมีบางสิ่ง… ถูกบรรจุอยู่ข้างใน.
อรรณกอดโกศใบเล็กนั้นไว้แนบอก.
…ตะวัน…
เธอเงยหน้าขึ้น.
มีบางอย่าง… กำลังเปลี่ยนแปลง.
คิก… คิก…
เสียงหัวเราะ.
อรรณสะดุ้ง.
เด็กคนอื่นๆ.
พวกเขายืนอยู่ที่ขอบลาน. มองดูเหตุการณ์ทั้งหมด.
พวกเขาไม่ได้น่ากลัวอีกต่อไป.
พวกเขา… กำลังยิ้ม. รอยยิ้มเศร้าๆ.
ทีละคน… ทีละคน.
พวกเขาเริ่มจางหายไป.
เหมือนตะวัน.
พวกเขา… ได้รับการปลดปล่อยแล้ว.
การยอมรับของอรรณ… ได้ปลดปล่อยพวกเขา.
“เกิดอะไรขึ้น…” อรรณพึมพำ.
“ภาระกิจ… เสร็จสิ้น.”
ยายใหญ่ยืนอยู่เหนือร่างเธอ.
อรรณมองขึ้นไป. “คุณ… คุณเป็นใครกันแน่?”
“ฉันคือคนเฝ้าทาง.” ยายใหญ่ตอบ. “ฉันคือความทรงจำ… ของแม่คนแรก… ที่มาที่นี่. และเลือกที่จะ จำ… แทนที่จะ ลืม.”
ยายใหญ่ก้มลง. แตะที่ไหล่ของอรรณ.
“พวกเขาทนทุกข์… เพราะแม่ของพวกเขาทนทุกข์.” ยายใหญ่พูด. “พวกเขาถูกขัง… เพราะแม่ของพวกเขาขังตัวเอง.”
อรรณมองไปรอบๆ.
คนแก่… ที่นั่งนิ่งตามชานเรือน…
พวกเขากำลัง… สลายไป.
เหมือนเด็กๆ.
ร่างกายที่แข็งทื่อของพวกเขา… กลายเป็นธุลี. ถูกสายลมพัดปลิวไป.
พวกเขา… ได้รับการอภัยโทษแล้ว.
“พวกเขาไปไหน?”
“ไปในที่ที่พวกเขาควรจะไป.” ยายใหญ่ตอบ. “ไปสู่… ความว่างเปล่า. การเริ่มต้นใหม่.”
“บ้านกุมาร…” อรรณพูด.
“…กำลังจะหายไป.” ยายใหญ่พูดจบ.
หมอก.
หมอกสีขาวหนาทึบ… เริ่มเคลื่อนตัว.
มันไม่ได้คลืบคลานอย่างน่ากลัวอีกต่อไป.
มัน… สว่าง.
สว่างจ้า.
กระท่อม. วิหาร. ซุ้มประตูไม้.
ทุกอย่าง… เริ่มจางลง.
โครงสร้างของหมู่บ้าน… ถูกกลืนกินโดยแสงสีขาว.
“คุณล่ะ?” อรรณถามยายใหญ่.
ยายใหญ่ยิ้ม. รอยยิ้มที่ไม่มีฟัน… แต่ครั้งนี้… มันดูอบอุ่น.
“ฉันอยู่ที่นี่. เสมอ.” ยายใหญ่ตอบ. “รอ… แม่คนต่อไป.”
ยายใหญ่ถอยหลัง… ก้าวเข้าสู่ม่านหมอก.
ร่างของเธอ… กลืนหายไป.
“เดี๋ยว!” อรรณตะโกน. “แล้วฉันล่ะ! ฉันจะออกไปได้ยังไง!”
ไม่มีเสียงตอบ.
อรรณถูกทิ้งไว้คนเดียว.
คุกเข่าอยู่บนพื้นดิน… ที่กำลังจะสลายไป.
เธออยู่ท่ามกลางแสงสีขาว… ที่สว่างจ้าจนแสบตา.
เธอไม่มีทางเลือกอื่น.
อรรณกอดโกศดินเผาใบเล็ก… โกศของ “ตะวัน”… ไว้แนบอก.
เธอหลับตาแน่น.
เสียง…
เสียงแตรรถบรรทุก. ดังแผดลั่น.
แปร๊นนนน!
อรรณสะดุ้งสุดตัว.
เธอลืมตา.
แสง. แสงแดด.
ไม่ใช่แสงสีขาวที่ว่างเปล่า. แต่เป็นแสงแดดอุ่นๆ ยามเช้า.
แสงสว่าง… ที่ส่องทะลุกระจกหน้ารถ.
เธอ… อยู่ในรถ.
เธอไม่ได้คุกเข่าอยู่บนดิน. เธอนั่งอยู่บนเบาะคนขับ.
“อะไร…” เธอพึมพำ. เสียงแหบแห้ง.
เธอมองไปรอบๆ อย่างตื่นตระหนก.
นี่ไม่ใช่ “บ้านกุมาร”.
นี่คือ… ไหล่ทาง.
ข้างทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 11.
รถบรรทุกสิบแปดล้อคันเมื่อกี้… ขับแซงเธอไปแล้ว. คนขับบีบแตรเตือนที่เธอจอดรถในที่อันตราย.
ท้องฟ้า… สีฟ้า. สว่าง.
เป็นเวลาเช้า.
อรรณหอบหายใจ. หัวใจเต้นรัว. “ฝัน… มันคือฝัน… ทั้งหมด… เป็นแค่ฝันร้าย.”
เธอตบหน้าตัวเองแรงๆ.
เพียะ!
เจ็บ.
ความเจ็บปวดที่แก้ม… มันจริง.
“มันคือฝัน… ใช่. ต้องใช่แน่ๆ.”
มันสมจริงเกินไป… แต่… มันต้องเป็นแค่ความเครียด. ความเหนื่อยล้า. ที่ทำให้เธอหลับไปข้างทาง.
เธอก้มลงมอง.
โทรศัพท์มือถือ. ตกอยู่ที่วางเท้า. หน้าจอดำสนิท. แบตหมด.
ทุกอย่าง… เหมือนจริง.
เธอสตาร์ทรถ.
พรึ่ม…
เครื่องยนต์ติด. ง่ายดาย.
อรรณหัวเราะ.
เธอหัวเราะ… ทั้งน้ำตา. “ฉันบ้าไปแล้ว… ฉันแค่เหนื่อย… ฉันแค่หลับไป…”
เธอเช็ดน้ำตา. ความโล่งอกแผ่ซ่านไปทั่วร่าง.
มันจบแล้ว.
ฝันร้ายมันจบแล้ว.
เธอจับพวงมาลัย.
เธอพร้อมแล้ว. ไปเชียงใหม่. เริ่มต้นใหม่จริงๆ.
ลืมมันซะ.
เธอเข้าเกียร์.
เธอมองไปที่เบาะข้างๆ. เบาะผู้โดยสาร. ที่ที่มาร์คควรจะนั่ง.
…ว่างเปล่า.
ไม่.
ไม่ว่างเปล่า.
หัวใจของอรรณ… หยุดเต้น.
บนเบาะที่นั่งผู้โดยสาร.
มีบางอย่างวางอยู่.
มันไม่ใช่โกศดินเผา.
มันคือ… ตุ๊กตาดินเหนียว.
ตัวเดียว.
ตุ๊กตาดินเหนียวสีแดงคล้ำ… ที่เธอยังจำสัมผัสได้.
ก้อนดิน… ที่เธอยังจำได้ว่ายายใหญ่เป็นคนปั้น.
ตุ๊กตา… ที่เธอรับมาจากมือของยายใหญ่.
อรรณหยุดหายใจ.
…มันไม่ใช่ความฝัน.
ทุกอย่าง… มันเกิดขึ้นจริง.
“บ้านกุมาร” อาจจะสลายไป. หมอกอาจจะจาง.
แต่ “ตะวัน”… เขาอยู่ตรงนี้.
เขาคือความจริงที่โหดร้าย.
เขาคือ… ส่วนหนึ่งของเธอ.
อรรณจ้องมองตุ๊กตาดินตัวนั้น.
เธอไม่ได้กรีดร้อง.
เธอไม่กลัว.
เธอ… ยอมรับ.
เธอยื่นมือที่สั่นเทา… ไปสัมผัสมัน.
มันอุ่น.
อุ่นเหมือนมือเด็ก.
น้ำตา… ไหลลงมาอีกครั้ง.
อรรณค่อยๆ หยิบมันขึ้นมา.
เธอไม่ได้ขับรถมุ่งหน้าไปเชียงใหม่อีกต่อไป.
เธอเลี้ยวรถ… ที่จุดกลับรถข้างหน้า.
เธอขับไปช้าๆ.
สายตาของเธอ… มองหาบางสิ่ง.
จนกระทั่งเธอเห็น…
วัด.
วัดเล็กๆ ริมทาง. ที่มีบรรยากาศเงียบสงบ.
อรรณจอดรถ.
เธอไม่ได้เข้าไปในโบสถ์.
เธอเดินไปที่ร้านขายของชำเล็กๆ หน้าวัด. ร้านที่ขายสังฆทาน.
เธอซื้อ… นมกล่องเล็กๆ. ขนมปังกรอบห่อเล็กๆ. และ… เสื้อผ้าเด็กอ่อนสีขาวหนึ่งชุด.
เธอเดินกลับไปที่รถ.
เธอวางของเหล่านั้น… ไว้บนเบาะข้างๆ.
ข้างๆ ตุ๊กตาดิน.
เธอยืนอยู่ตรงนั้น. พิงประตูรถ.
เธอไม่ได้สวดมนต์ขอการอภัย. มันสายเกินไปที่จะขอ.
เธอไม่ได้สวดมนต์ขอพร.
เธอแค่… อุทิศส่วนกุศล.
เธอทำบุญ… ให้วิญญาณดวงหนึ่ง. ที่เธอเพิ่งรู้จัก.
“ให้ลูก… ได้ไปสู่ที่ดีนะ, ตะวัน.” เธอกระซิบ.
เธอร้องไห้.
แต่ครั้งนี้… มันคือน้ำตาของการ… ปลดปล่อย.
อรรณกลับขึ้นรถ.
เธอสตาร์ทเครื่อง.
เธอเหลือบมองไปที่เบาะข้างๆ.
ตุ๊กตาดิน… นม… เสื้อผ้า.
ความจริงที่โหดร้าย… ที่บัดนี้… ถูกยอมรับ.
มันไม่ได้หายไป. มันจะอยู่ที่นั่น. เป็นเครื่องเตือนใจ. ตลอดไป.
อรรณเข้าเกียร์.
เธอขับรถ.
เธอมุ่งหน้า… ไปเชียงใหม่.
เธอไม่ได้ขับหนีอีกต่อไป.
เธอกำลังขับ… โดยแบกรับความทรงจำของเธอไปด้วย.
ความเจ็บปวดไม่ได้หายไป.
ความรู้สึกผิด… ก็ไม่ได้หายไป.
แต่ “บ้านกุมาร”… มันไม่ได้ควบคุมเธออีกต่อไปแล้ว.