Hát Ru Vong Hồn: ‘Đứa Con Nuôi’ Của Nỗi Điên Loạn

กล่อมวิญญาณ: ‘ลูกเลี้ยง’ แห่งความวิปลาส

เสียงนาฬิกาแขวนผนังดังติ๊กต็อก มันเป็นเสียงเดียวที่เคลื่อนไหวในความเงียบยามวิกาลของโรงพยาบาลศิริราช นิดา (นิดา) พยาบาลเวรดึก ถอนหายใจยาว อากาศในเดือนตุลาคมเริ่มเย็น แต่เครื่องแบบสีกาวน์ของเธอกลับชื้นเหงื่อเล็กน้อย

เวลาเที่ยงคืนห้านาที แสงไฟฟลูออเรสเซนต์บนทางเดินยาวกะพริบเป็นจังหวะ หนึ่ง… สอง… ดับ… แล้วก็สว่างวาบขึ้นมาใหม่ นิดาเดินตรวจคนไข้ตามวอร์ด เสียงฝีเท้าของเอดังก้องไปตามทางเดินที่ว่างเปล่า มันเป็นความเงียบที่หนักอึ้ง ความเงียบที่ดูเหมือนจะซ่อนอะไรบางอย่างไว้

เธอหยุดที่หน้าห้อง 304 ค่อยๆ ผลักประตูเข้าไป คนไข้หญิงชราหลับตาพริ้ม หายใจสม่ำเสมอ เธอขยับผ้าห่มให้เล็กน้อย เช็คสายน้ำเกลือ ทุกอย่างปกติ

นิดาอายุ 34 ปี เธอทำงานที่นี่มาเกือบสิบปีแล้ว เธอเห็นทุกอย่าง… ความเจ็บป่วย ความตาย และการเกิด แต่ช่วงหลังมานี้ เธอกลัว “การเกิด” มากกว่าสิ่งอื่นใด

เธอเดินกลับไปที่เคาน์เตอร์พยาบาล นั่งลงบนเก้าอี้หมุนที่เย็นชืด ในลิ้นชัก เธอหยิบขวดวิตามินเม็ดเล็กๆ ออกมา คนอื่นอาจคิดว่ามันคือยาบำรุง แต่สำหรับนิดา… มันคือความหวัง และความสิ้นหวังในขวดเดียวกัน

เธอกลืนมันลงคอโดยไม่ใช้น้ำ รสขมเฝื่อนติดอยู่ที่ลิ้น

สายตาของเธอเหม่อมองไปสุดทางเดิน ที่นั่น… ตรงสุดทางเลี้ยว มีประตูเหล็กบานใหญ่ตั้งตระหง่าน มันไม่ใช่ประตูห้องพักคนไข้ มันถูกปิดตาย

โซ่เส้นใหญ่พันธนาการบานประตูไว้ คล้องด้วยแม่กุญแจตัวใหญ่ที่ขึ้นสนิมแดง บนบานประตู มี “ยันต์” สีแดงซีดจางแปะอยู่ หมึกสีชาดแทบจะเลือนหายไปตามกาลเวลา กระดาษยันต์นั้นเก่าจนขอบเปื่อยยุ่ย

“แผนกสูตินรีเวชกรรม… เก่า”

ป้ายไม้เก่าๆ ยังคงแขวนอยู่เหนือประตู ถูกทิ้งร้างมาสิบปีแล้ว โรงพยาบาลบอกว่าเกิดจาก “ไฟฟ้าลัดวงจร” แต่คนเก่าๆ ที่นี่ยังคงกระซิบกระซาบถึงเรื่องอื่น เรื่องที่น่ากลัวกว่านั้น

นิดาไม่เคยสนใจเรื่องเล่าไร้สาระพวกนั้น เธอเป็นคนยึดมั่นในเหตุผล ในวิทยาศาสตร์ แต่คืนนี้… ความเงียบมันต่างออกไป

เสียง…

เสียง “กริ๊ก” เบาๆ เหมือนโลหะกระทบกัน นิดาชะงัก หูผึ่ง เธอหันขวับไปมองทางประตูเหล็กบานนั้น

ความเงียบ ไม่มีอะไร แสงไฟยังคงกะพริบ หนึ่ง… สอง… ดับ…

“หนู” นิดาพึมพำกับตัวเอง “คงเป็นหนูตัวใหญ่” โรงพยาบาลเก่าก็แบบนี้ เธอพยายามปัดความรู้สึกขนลุกที่ท้ายทอยทิ้งไป

เธอลุกขึ้นยืน หยิบแฟ้มประวัติคนไข้ขึ้นมา ยังมีงานต้องทำ ยังมีคนไข้ห้อง 309 ที่เพิ่งคลอดลูกเมื่อเย็นนี้ เธอต้องไปตรวจดูแผล และตรวจดู “เด็ก”

ความคิดนั้นทำให้ท้องไส้ของเธอบิดเกร็ง เธอเกลียดความรู้สึกนี้ เธอเดินไปตามทางเดิน พยายามไม่หันกลับไปมองประตูเหล็กบานนั้น แต่ในใจเธอกลับได้ยินเสียงนั้นอีกครั้ง “กริ๊ก…” ชัดเจนกว่าเดิม ไม่ใช่หนู มันดังมาจากหลังบานประตูที่ถูกปิดตาย

ร่างของนิดาสั่นสะท้าน เธอเร่งฝีเท้า หัวใจเต้นแรงขึ้น เธอรู้สึกเหมือนมีคนกำลังจ้องมองเธอจากความมืดมิด ความมืดมิดที่อยู่หลังแผ่นยันต์สีซีดผืนนั้น

เธอมาถึงหน้าห้อง 309 สูดหายใจเข้าลึกๆ พยายามรวบรวมสติ มือของเธอเย็นเฉียบขณะจับลูกบิดประตู เสียงกริ๊กนั่นยังคงก้องอยู่ในหู

เธอต้องคิดไปเอง มันเป็นแค่ความเหนื่อยล้า อาการนอนไม่พอ ผลข้างเคียงจากยา เธอบอกตัวเองซ้ำๆ

แต่เมื่อเธอเปิดประตูห้อง 309 เข้าไป กลิ่นนมผงจางๆ ก็ลอยมาแตะจมูก กลิ่นของทารกแรกเกิด และทันใดนั้น เสียงโลหะที่เธอได้ยินก็เปลี่ยนไป

มันกลายเป็นเสียงอื่น เสียงที่แผ่วเบา เหมือนเสียงลมลอดผ่านช่องแคบ เสียงครวญคราง ที่ฟังดูคล้าย… คล้ายเสียงเด็กร้องไห้

นิดายืนนิ่งตัวแข็งทื่อ หน้าซีดเผือด เป็นไปไม่ได้ เสียงนั้นมันดังมาจากสุดทางเดิน จากแผนกสูติฯ เก่าที่ถูกผนึก

แสงจันทร์สาดส่องผ่านหน้าต่างห้อง 309 อาบไล้ร่างของหญิงสาวที่นอนหลับอยู่บนเตียง ข้างๆ กัน ในเปลเด็กใส ทารกน้อยกำลังขยับตัว

นิดาพยายามกลืนน้ำลายที่เหนียวหนืด เธอต้องตั้งสติ นี่คือความเป็นจริง เสียงนั่นคือจินตนาการ

เธอเดินเข้าไปหาคนไข้ แต่หูของเธอยังคงเงี่ยฟังเสียงจากภายนอก ความเงียบกลับมาแล้ว เงียบจนน่าขนลุก

บางที… อาจจะเป็นแค่เสียงท่อลม หรือเสียงอาคารเก่าๆ ที่กำลังลั่น เธอเป็นพยาบาล เธอต้องมีเหตุผล

แต่ในขณะที่เธอก้มลงมองทารกในเปล ดวงตาเล็กๆ นั้นก็ลืมโพลงขึ้นมา จ้องมองเธอ และในความเงียบนั้น นิดาก็ได้ยินมันอีกครั้ง ไม่ใช่จากทางเดิน แต่ดังชัด… อยู่ในหัวของเธอ เสียงร้องไห้ของทารก ที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวด และ… ความหิวโหย

HỒI 1 – PHẦN 2

นิดาผงะถอยหลัง หัวใจเธอเต้นกระหน่ำราวกับจะหลุดออกมานอกอก ทารกในเปลยังคงจ้องเธอเขม็ง ดวงตาใสแจ๋วราวกับกระจก สะท้อนความกลัวของเธอ แต่… เด็กไม่ได้ร้องไห้ ริมฝีปากเล็กๆ นั่นยังคงปิดสนิท

“คุณพยาบาล… มีอะไรรึเปล่าคะ” เสียงแหบพร่าของคนไข้ดังขึ้น หญิงสาวบนเตียงขยับตัวลุกขึ้นนั่ง มองมาที่นิดาด้วยความงัวเงีย

นิดาสะดุ้ง เธอรีบปรับสีหน้า “เปล่าค่ะ… ไม่มีอะไร” เธอตอบเสียงสั่นเล็กน้อย “แค่มาตรวจดูแผล… กับดูน้องน่ะค่ะ”

เธอแสร้งทำเป็นตรวจเช็คแฟ้ม พยายามหลบสายตาของทารก เสียงร้องไห้ในหัวเงียบไปแล้ว เหลือทิ้งไว้แต่เสียงหึ่งๆ ในหู เหมือนมีแมลงบินวนเวียน

“น้อง… แข็งแรงดีนะคะ” นิดาพูด แม้ว่าคำพูดนั้นจะติดขัดอยู่ในลำคอ

หญิงสาวผู้เป็นแม่ยิ้มอย่างอ่อนโยน “ค่ะ… เขานอนเก่ง ไม่กวนเลย” เธอมองลูกชายตัวน้อยด้วยความรัก “ฉันรอเขามานานเหลือเกิน”

คำพูดนั้นแทงเข้าที่หัวใจของนิดา “ฉันรอเขามานาน” เธอเองก็รอ… รอมาห้าปี รอจนกระทั่งหกเดือนก่อน

ภาพนั้นแวบเข้ามาในหัว รวดเร็วและรุนแรง พื้นห้องน้ำที่เย็นเฉียบ… สีแดงที่แผ่กระจายเป็นวงกว้าง… ความเจ็บปวดที่ท้อง และความว่างเปล่าที่ตามมา

“คุณพยาบาล… คุณหน้าซีดมาก” คนไข้ทักขึ้นอีกครั้ง “ไม่สบายรึเปล่าคะ”

“ฉัน… ฉันแค่เพลียนิดหน่อยค่ะ” นิดารีบตอบ “ทุกอย่างเรียบร้อยดีนะคะ พักผ่อนเถอะค่ะ” เธอหมุนตัว เดินออกจากห้อง 309 อย่างรวดเร็ว ราวกับหนีอะไรบางอย่าง

เธอไม่ได้หนีคนไข้ เธอไม่ได้หนีทารก เธอหนีเสียงในหัว และหนีความทรงจำของตัวเอง

เธอกลับมาที่เคาน์เตอร์พยาบาล มือสั่นจนต้องกุมไว้ใต้โต๊ะ เธอจ้องมองไปที่ทางเดิน ประตูเหล็กบานนั้นยังคงนิ่งสนิท ยันต์สีซีดเหมือนดวงตาที่ปิดตาย

“เธอต้องพัก” นิดาบอกตัวเอง “เธอทำงานหนักเกินไป” อนันต์… สามีของเธอ… พูดแบบนี้เสมอ “นิดา… พักบ้างเถอะ เรื่องลูก… เราค่อยๆ พยายามกันใหม่ก็ได้”

แต่เขาไม่เข้าใจ เขาไม่เข้าใจความรู้สึกของการสูญเสียสิ่งที่ยังไม่ทันได้มี เขาสูญเสีย “ความคิด” แต่เธอสูญเสีย “ชิ้นส่วน” ของร่างกาย

ความเครียด… ใช่… ต้องเป็นเพราะความเครียด และความเหนื่อยล้า มันทำให้เธอหูแว่ว ทำให้เธอเห็นภาพหลอน

เธอกำลังจะลุกไปชงกาแฟ ตอนนั้นเองที่พยาบาลอาวุโสคนหนึ่งเดินผ่านมา ป้าปราณี พยาบาลหัวหน้าแผนกวัย 58 ปี เป็นคนเดียวที่ยังทำงานอยู่ที่นี่ตั้งแต่สมัยที่แผนกสูติฯ เก่ายังเปิดทำการ

ป้าปราณีหน้าตาใจดี แต่ดวงตาของเธอบอกว่าเธอเห็นโลกมามากเกินไป “เป็นอะไรนิดา” ป้าปราณีทัก “หน้าเหมือนเห็นผี”

นิดาสะดุ้ง “เปล่าค่ะป้า… แค่… เหนื่อยๆ”

ป้าปราณีหรี่ตามองเธอ แล้วสายตาก็เหลือบไปมองที่ประตูเหล็กสุดทางเดิน “หรือว่า… ได้ยินอะไรเข้าล่ะ” น้ำเสียงของป้าปราณีเบาหวิว

หัวใจของนิดาหล่นวูบ “ป้าหมายความว่ายังไงคะ”

ป้าปราณียืนนิ่งไปครู่หนึ่ง ราวกับกำลังชั่งใจ “สิบปีก่อน… ตอนที่แผนกนั้นยังไม่ปิด” bà Pranee bắt đầu nói, giọng trầmลง “พวกพยาบาลเวรดึก… มักจะได้ยินเสียง”

“เสียงอะไรคะ” นิดาถาม แม้ว่าในใจจะเริ่มกลัวคำตอบ

“เสียงเด็ก” ป้าปราณีตอบ “เสียงเด็กร้องไห้… ทั้งๆ ที่ไม่มีทารกอยู่ในห้องเด็กอ่อน” เธอมองตรงไปที่ประตูเหล็ก “มันดังมาจากห้องเก็บประวัติคนไข้… ห้องในสุด”

นิดากลืนน้ำลาย “แล้ว… มันเกิดอะไรขึ้นคะ ทำไมแผนกถึงปิด”

“ไฟฟ้าลัดวงจร” ป้าปราณีพูดคำตอบสำเร็จรูป แต่ดวงตาของเธอไม่ได้บอกแบบนั้น “เกิดไฟไหม้เล็กน้อย… ไม่มีใครเป็นอะไรมาก แต่หลังจากนั้น… โรงพยาบาลก็สั่งปิดตาย ย้ายทุกอย่างไปตึกใหม่ เอาโซ่มาคล้อง เอายันต์มาแปะ เหมือนกลัวอะไรบางอย่าง”

“กลัวอะไรคะ”

“กลัวในสิ่งที่ยังอยู่” ป้าปราณีพูดเป็นปริศนา เธอกลับมามองนิดา สายตาจริงจัง “นิดา… ถ้าเธอได้ยินอะไร… อย่าไปสนใจ อย่าไปเข้าใกล้มัน อย่าพยายามอยากรู้ สิ่งที่ตายไปแล้ว… ก็ปล่อยให้มันตายไป”

พูดจบ ป้าปราณีก็เดินจากไป ทิ้งนิดาไว้กับความสับสน และความกลัวที่เพิ่มทวีคูณ

คำเตือนของป้าปราณีไม่ได้ทำให้เธอสบายใจขึ้น แต่มันกลับยืนยันสิ่งที่เธอได้ยิน มันไม่ใช่จินตนาการ

คืนนั้นผ่านไปอย่างเชื่องช้า นิดาพยายามจดจ่อกับงาน แต่หูของเธอกลับคอยเงี่ยฟังเสียงจากสุดทางเดิน แต่… ไม่มีเสียงใดๆ อีก มีเพียงความเงียบ และความเย็นเยียบที่แผ่ซ่านออกมาจากประตูบานนั้น

จนกระทั่งเวลาตีสาม เวลาที่ว่ากันว่าเป็นชั่วโมงของภูตผี เวลาที่โลกของคนเป็นและคนตายเข้าใกล้กันมากที่สุด

นิดากำลังเดินไปที่ห้องเก็บยา ทางเดินนั้นต้องผ่านหน้าแผนกสูติฯ เก่า

เธอพยายามเดินให้เร็วที่สุด ไม่มองไปที่ประตู แต่แล้ว… หางตาของเธอ… ก็เห็นอะไรบางอย่าง

เงา เงาดำตะคุ่ม ยืนอยู่หน้าประตูเหล็ก

นิดาหยุดกึก หัวใจหยุดเต้น เธอค่อยๆ หันไปมอง ไม่ใช่เงา แต่เป็น “คน”

ผู้ชาย รูปร่างสูง สวมชุดสีเข้ม มองไม่ชัดในความมืดสลัว เขาหันหลังให้เธอ ยืนนิ่ง… ใกล้ประตูมาก ราวกับกำลัง… สวดมนต์

ปากของเขากำลังขยับพึมพำ เป็นภาษาที่เธอฟังไม่ออก เสียงทุ้มต่ำ น่าขนลุก

และในมือของเขา เขากำลัง “อุ้ม” อะไรบางอย่าง เป็น… “ห่อผ้าสีดำ” ห่อผ้ายาวๆ ที่ดูเหมือน… ไม่… เป็นไปไม่ได้…

มันดูเหมือนห่อศพทารก มีคราบสีเข้ม… เหมือนเลือด… ติดอยู่บนผ้า

ทันใดนั้น เสียง “กริ๊ก” ก็ดังขึ้นอีกครั้ง ไม่ใช่จากหลังประตู แต่ดังมาจากแม่กุญแจ โซ่ที่พันธนาการประตู… กำลังคลายออกเอง!

ประตูเหล็กบานใหญ่นั้น… ค่อยๆ แง้มออก ช้าๆ อย่างเงียบกริบ เผยให้เห็นความมืดมิดที่ลึกจนมองไม่เห็นอะไรข้างใน

ชายชุดดำคนนั้น ก้าวเข้าไปในความมืด พร้อมกับห่อผ้าสีดำในอ้อมแขน

และประตูก็ปิดลง “ปัง!”

เสียงดังลั่น ก้องสะท้อนไปตามทางเดิน ทิ้งไว้เพียงความว่างเปล่า กับนิดาที่ยืนตัวแข็งทื่อ อ้าปากค้าง กรีดร้องไม่ออก


ความเงียบ ความเงียบที่ดังยิ่งกว่าเสียงตะโกน นิดายืนนิ่งอยู่ตรงนั้น ลมหายใจติดขัดอยู่ในอก ตาเบิกกว้าง จ้องมองประตูเหล็กที่ปิดสนิท เหมือนกับว่า… ไม่มีอะไรเกิดขึ้น

“เมื่อกี้…” เธอพึมพำเสียงสั่น “ฉัน… ฉันตาฝาด”

เป็นไปไม่ได้ ประตูถูกล็อคด้วยโซ่ ยันต์ก็ยังแปะอยู่ (เธอมองไม่เห็นในความมืด… แต่เธอบอกตัวเองว่ามันยังอยู่) ไม่มีทางที่ใครจะเปิดเข้าไปได้ ไม่มีทาง…

เธอหมุนตัว และ… วิ่ง วิ่งกลับมาที่เคาน์เตอร์พยาบาล เสียงรองเท้ายางเสียดสีกับพื้นลินินเลียม เธอทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ มือไม้เย็นเฉียบ เหงื่อกาฬแตกซึมทั่วแผ่นหลัง

“ประสาทหลอน” เธอบอกตัวเอง “ฤทธิ์ยา… ความเครียด… การนอนไม่พอ” เธอพยายามหาเหตุผลมารองรับ เธอต้องหา มิฉะนั้นเธอจะเป็นบ้า

ผู้ชายชุดดำ ห่อผ้าเปื้อนเลือด ประตูที่เปิดเอง มันคือภาพหลอน คือฝันร้ายที่เกิดขึ้นทั้งๆ ที่ยังลืมตา

เธอนั่งตัวสั่นอยู่ตรงนั้นนานหลายนาที พยายามควบคุมการหายใจ เธอกลัว กลัวจนแทบสิ้นสติ แต่ยิ่งกว่าความกลัว เธอรู้สึก… สับสน

ป้าปราณีบอกว่า “อย่าไปยุ่ง” แต่สิ่งที่เธอเห็น… มันคืออะไร ถ้ามันเป็นเรื่องจริงล่ะ ถ้ามีคน… เอา “บางอย่าง” เข้าไปข้างในนั้นจริงๆ

และแล้ว… เธอก็ได้ยินมัน

มันไม่ใช่เสียงในหัว มันไม่ใช่เสียงที่เธอจินตนาการ มันคือ “เสียง” จริงๆ

แผ่วเบา… มาจากสุดทางเดิน ลอดผ่านประตูเหล็กบานนั้นออกมา

“แอ… แอ…”

เสียงเด็กร้องไห้ เสียงทารก ไม่ใช่เสียงกรีดร้อง แต่เป็นเสียงครวญคราง โหยหวน และ… หนาวเหน็บ

นิดายกมือขึ้นปิดปาก น้ำตาคลอหน่วย เสียงนั้น… มันเหมือนกับเสียงที่เธอเฝ้ารอคอยที่จะได้ยิน เสียงที่เธอควรจะได้ยินเมื่อหกเดือนก่อน

เสียงร้องไห้นั้นบาดลึกเข้าไปในจิตใจ มันไม่ได้ทำให้เธอกลัว แต่… มันทำให้เธอ “เจ็บปวด”

เธอค่อยๆ ลุกขึ้นยืน เดิน… เหมือนคนละเมอ เดินตรงไปยังต้นเสียง ขาของเธอสั่น แต่มีบางอย่างที่แข็งแกร่งกว่า… ดึงดูดเธอไป

เธอหยุดยืนอยู่ห่างจากประตูเหล็กประมาณสิบเมตร ไกลพอที่จะปลอดภัย แต่ใกล้พอที่จะได้ยินมันชัดเจน

“แอ… แอ…”

เสียงนั้นดังต่อเนื่อง เศร้าสร้อย โดดเดี่ยว เหมือนเด็กที่ถูกทอดทิ้งในความมืดมิด

“ไม่จริง…” นิดาส่ายหน้า “มันเป็นแค่เสียงลม… หรือท่ออะไรสักอย่าง” เธอพยายามโกหกตัวเอง

แต่เสียงนั้นช่างเหมือนจริงเหลือเกิน เหมือนจริงจนหัวใจของเธอแตกสลาย มันคือเสียงของ “ลูก” ลูกที่กำลังเรียกหาแม่

เธอทนฟังต่อไปไม่ไหว เธอวิ่งกลับมาที่เคาน์เตอร์ เปิดวิทยุทรานซิสเตอร์เครื่องเล็ก เสียงซ่า… เสียงเพลงลูกทุ่งเก่าๆ ดังขึ้น เธอบิดเสียงจนดัง เพื่อกลบเสียงนั้น

แต่… เธอยังได้ยินมัน เสียงร้องไห้นั้นลอดผ่านเสียงดนตรีเข้ามา มันแทรกซึมเข้ามาในโสตประสาทของเธอ

คืนนั้นจบลงอย่างทุลักทุเล นิดาแทบไม่ได้ทำงาน เธอเอาแต่นั่งเหม่อ และหวาดระแวง จนกระทั่งรุ่งสาง เมื่อแสงแรกของวันส่องเข้ามา เสียงร้องไห้นั้น… ก็เงียบหายไป ราวกับไม่เคยเกิดขึ้น

เธอพาร่างที่อ่อนล้ากลับบ้าน อนันต์ สามีของเธอ สังเกตเห็นความผิดปกติ “นิดา… เป็นอะไรรึเปล่า” เขาถามด้วยความเป็นห่วง “เมื่อคืนเวรหนักเหรอ”

เธอมองหน้าสามี เธออยากจะเล่า อยากจะบอกเขาว่าเธอเห็นอะไร ได้ยินอะไร แต่… เขาจะเชื่อเหรอ เขาคงคิดว่าเธอเป็นบ้า คิดว่าเธอหมกมุ่นเรื่องลูกจนเพี้ยนไปแล้ว

“เปล่าค่ะ… แค่เพลียนิดหน่อย” เธอโกหก “ขอตัวไปนอนก่อนนะคะ”

เธอขังตัวเองอยู่ในห้องนอน พยายามข่มตาหลับ แต่เสียง “แอ… แอ…” นั้นยังคงก้องอยู่ในหู เธอพลิกตัวไปมา ความเหนื่อยล้า… ความเศร้า… และความ “อยากรู้” กำลังกัดกินเธอ

ถ้ามีเด็ก… ถ้ามีเด็กจริงๆ ถูกขังอยู่ในนั้นล่ะ ชายชุดดำนั่น… เขาเอาเด็กไปทำอะไร ทำไมเขาถึงมีกุญแจ หรือมันเป็น… พิธีกรรมอะไรบางอย่าง

ความคิดของเธอฟุ้งซ่าน จากความกลัว… กลายเป็นความกังวล จากความกังวล… กลายเป็นความโกรธ

เธอหลับไปได้ไม่กี่ชั่วโมง ก็ต้องตื่นมาเตรียมตัวไปเข้าเวร คืนนี้… เธอต้องเผชิญหน้ากับมันอีกครั้ง

เมื่อความมืดมาเยือน โรงพยาบาลศิริราชก็กลับสู่ความเงียบสงัด แต่สำหรับนิดา ความเงียบนั้นคือการรอคอย

เที่ยงคืน ไม่มีอะไร

ตีหนึ่ง ยังคงเงียบ

ตีสอง เธอเริ่มคิดว่า… บางที… เธออาจจะแค่ฝันไปจริงๆ

ตีสาม ชั่วโมงเดิม เวลาเดิม

มันเริ่มขึ้น “แอ… แอ… แอ…”

ครั้งนี้… มันต่างออกไป มันไม่ใช่เสียงครวญครางโหยหวน แต่มันดังขึ้น ชัดเจนขึ้น และ… “เกรี้ยวกราด” ขึ้น

มันไม่ใช่เสียงของเด็กที่เศร้า มันคือเสียงของเด็กที่ “โกรธ” และ “เรียกร้อง”

“แง… แง… แง!!!!”

เสียงนั้นดังจนนิดาสะดุ้ง มันดังราวกับอยู่แค่ปลายทางเดิน มันเต็มไปด้วยความเจ็บปวด ความทรมาน เหมือนเด็กกำลังถูกทำร้าย

นิดาทนไม่ไหว ความรู้สึกของคนเป็นพยาบาล… ความรู้สึกของ “แม่” … มันบีบคั้นหัวใจเธอ

“ต้องมีใครสักคน… ทำอะไรสักอย่าง” เธอพึมพำ

เธอวิ่งไปหาป้าปราณีที่ห้องพักพยาบาล เขย่าตัวหญิงชราที่กำลังสัปหงก “ป้า! ป้าได้ยินไหม!”

ป้าปราณีสะดุ้งตื่น “อะไรของเธอ… เสียงอะไร” bà ấy lắng tai “ฉันไม่ได้ยินอะไร”

“เสียงเด็ก! เสียงเด็กร้องไห้! ดังมาก!” นิดาตะโกน น้ำตาร่วงพรู

ป้าปราณีลุกขึ้นยืน สีหน้าเคร่งเครียด “ฉันบอกเธอแล้วใช่ไหม… ว่าอย่าไปยุ่ง” “เธอกำลังคิดไปเอง… กลับไปทำงาน”

“ไม่! ป้าไม่ได้ยินจริงๆ เหรอ!” นิดาแทบจะกรีดร้อง “มันดังขนาดนี้! ต้องมีเด็ก… มีเด็กจริงๆ อยู่ในนั้น!”

ป้าปราณีจับไหล่นิดาไว้แน่น “ไม่มี!” bà ấy quátเสียงดัง “ไม่มีเด็ก… ไม่มีอะไรทั้งนั้น! มันคือที่ต้องห้าม! สิ่งที่อยู่ในนั้น… มันไม่ใช่ “เด็ก” มันคือคำสาป!”

นิดาผลักมือป้าปราณีออก “ป้าโกหก! ป้ารู้อะไร! ทำไมป้าถึงปล่อยให้เด็กต้องทรมานแบบนั้น!”

ความสิ้นหวังและความโกรธเข้าครอบงำเธอ เธอไม่เชื่อป้าปราณี เธอเชื่อในสิ่งที่เธอได้ยิน เสียงร้องไห้ที่แสนทรมานนั้น

เสียงนั้น… มันเหมือนกับเสียงร้องของลูกเธอ ลูกที่เธอไม่มีวันได้ยินเสียง ตอนนี้… มีเด็กอีกคนกำลังร้องขอความช่วยเหลือ และเธอ… จะไม่ยอมปล่อยให้เด็กคนนั้นตาย

เธอมองป้าปราณีด้วยสายตาแน่วแน่ “ถ้าป้าไม่ทำ… หนูจะทำเอง”

เธอวิ่งออกมาจากห้องพัก ทิ้งป้าปราณีให้ยืนตะลึง นิดาไม่กลับไปที่เคาน์เตอร์ เธอตรงไปที่ห้องทำงานของหัวหน้าพยาบาล ที่ที่… ป้าปราณีเก็บกุญแจสำรองทั้งหมดไว้

ตู้เหล็กเก่าๆ เธอรู้ว่าป้าปราณีซ่อนกุญแจตู้ไว้ใต้กระถางต้นไม้ มือของเธอสั่นเทา แต่ใจเธอกลับนิ่งสงบอย่างประหลาด

เธอกระชากตู้เปิดออก พวงกุญแจนับร้อยแขวนระโยงระยาง เธอไล่สายตาหา ป้ายชื่อเก่าๆ ซีดจาง

“ห้องเก็บยา” “ห้องดับเพลิง” “ห้องเครื่อง”

และแล้ว… เธอก็เจอมัน กุญแจดอกใหญ่ ทำจากทองเหลืองเก่าจนขึ้นสนิมเขียว แขวนอยู่อันเดียวในมุมในสุด ป้ายไม้เล็กๆ สลักคำว่า…

“สูติฯ เก่า”

เธอคว้ากุญแจดอกนั้น กำมันไว้แน่นจนขอบโลหะบาดเนื้อ ความเย็นเฉียบของมันแล่นผ่านฝ่ามือ เหมือนกระแสไฟฟ้า

เสียงร้องไห้ยังคงดังลั่น “แง… แง… แง!!!” มันกำลังเรียกเธอ มันกำลังรอเธอ

นิดาไม่ลังเลอีกต่อไป เธอไม่สนใจคำเตือน เธอไม่สนใจ “คำสาป” เธอสนใจแค่เสียงร้องไห้นั้น เสียงของลูก… ที่ต้องการความช่วยเหลือ

เธอเดินกลับไปที่ทางเดินมืด ตรงไปที่ประตูเหล็กบานนั้น หยุดยืนอยู่หน้ามัน เผชิญหน้ากับโซ่เส้นใหญ่ และยันต์สีซีด

เธอยกมือที่ถือกุญแจขึ้น มันสั่น… แต่เธอก็สอดมันเข้าไปในรูกุญแจของแม่กุญแจตัวใหญ่ บิดมัน เสียงโลหะเสียดสีกันดัง “แกร๊ก!”

โซ่… คลายออก ร่วงหล่นลงสู่พื้น เสียงดัง “เคร้ง!”

สิ้นเสียงนั้น เสียงร้องไห้… ก็หยุดกึก ทันที เหลือเพียงความเงียบ เงียบยิ่งกว่าเดิม เงียบจนน่าขนลุก

และในความเงียบนั้น นิดาได้ยินเสียงกระซิบ เบาหวิว ลอดออกมาจากช่องประตูที่แง้มอยู่ “แม่…”

นิดาผลักประตูเหล็กบานนั้นให้เปิดออก


ประตูเหล็กบานหนักอ้าออกอย่างเชื่องช้า เสียงบานพับที่แห้งผากฝืดเคืองเสียดสีกัน ดัง “เอี๊ยด…” บาดลึกเข้าไปในความเงียบยามดึก

กลิ่น… กลิ่นแรกที่ปะทะจมูกของนิดา มันคือกลิ่นอับชื้นของสถานที่ที่ถูกปิดตาย กลิ่นฝุ่นหนาเตอะ กลิ่นเชื้อรา แต่ที่เลวร้ายที่สุด… คือกลิ่นจางๆ ของ “นมผงเด็ก” กลิ่นนมที่บูดเปรี้ยว… และกลิ่นคาวเลือดจางๆ

ความมืดมิดอยู่ตรงหน้าเธอ มืดสนิท เหมือนกำแพงสีดำ แสงไฟจากทางเดินส่องเข้าไปได้ไม่ถึงเมตร เสียงร้องไห้ที่เคยดังลั่น… ตอนนี้เงียบสนิท

“มีใคร… อยู่ข้างในไหม” นิดาตะโกนเรียก เสียงของเธอสั่นเครือ “มีเด็ก… อยู่ในนี้รึเปล่า”

ไม่มีคำตอบ มีเพียงเสียงของเธอเองที่สะท้อนกลับมา “ไหม… ไหม… ไหม…”

เธอลังเลอยู่หน้าประตู คำเตือนของป้าปราณียังก้องอยู่ในหัว “มันคือคำสาป”

แต่เสียงกระซิบเมื่อครู่… “แม่…” เสียงนั้นยังคงติดอยู่ที่หูของเธอ

เธอหยิบโทรศัพท์มือถือออกมา เปิดไฟฉาย ลำแสงสีขาวสาดส่องเข้าไปในความมืด เผยให้เห็น… โถงทางเดินที่เหมือนกับฝั่งที่เธออยู่ แต่… มันถูกทำลาย

เพดานบางส่วนพังลงมา เศษปูนเกลื่อนพื้น เก้าอี้รถเข็นพลิกคว่ำ ตะไคร่น้ำสีเขียวคล้ำเกาะตามผนังที่ชื้นแฉะ

และ… รอยเท้า รอยเท้าที่ยังใหม่ เป็นรอยรองเท้าบูทของผู้ชาย เปื้อนโคลน มุ่งตรงเข้าไปด้านใน รอยเท้าของ “ชายชุดดำ” คนนั้น

“เขาเข้ามาจริงๆ” นิดาพึมพำ ความกลัวถูกแทนที่ด้วยความมุ่งมั่น ถ้าเขาเข้ามาได้ เธอก็ต้องเข้าไปได้ เธอต้องรู้ให้ได้ว่าเขาเอาอะไรเข้ามา และเสียงร้องไห้นั่นคืออะไร

เธอก้าวข้ามธรณีประตู เท้าสัมผัสกับพื้นเย็นเฉียบของแผนกสูติฯ เก่า ทันทีที่เธอก้าวเข้ามา ประตูเหล็กบานหนัก… ก็เคลื่อนตัวปิดเอง “ปัง!”

นิดาสะดุ้งสุดตัว หันขวับ สาดไฟฉายไปที่ประตู มันปิดสนิท เธอรีบวิ่งไปผลัก มันไม่ขยับ เธอลองบิดลูกบิด มันล็อค ล็อคจากด้านนอก

“ไม่… ไม่… เปิดสิ!” เธอทุบประตู “เปิด! ช่วยด้วย! ใครก็ได้!”

ไม่มีใครได้ยิน เธอถูกขังแล้ว ขังอยู่ในความมืด… กับอะไรก็ตามที่อยู่ในนี้

หัวใจเธอเต้นรัว เหงื่อเย็นไหลอาบขมับ เธอต้องตั้งสติ เธอมีไฟฉาย เธอต้องหาทางออกอื่น หรือ… เธอต้องเดินหน้าต่อ

เธอสูดหายใจเข้าลึกๆ พยายามระงับความตื่นตระหนก “โอเค… นิดา… ตั้งสติ” เธอหันกลับมาเผชิญหน้ากับความมืด สาดไฟฉายไปตามทางเดิน

รอยเท้ายังคงอยู่ มุ่งหน้าไปทางซ้าย ที่ป้ายบอกทางเก่าๆ เขียนว่า “ห้องคลอด” “ห้องเด็กอ่อน” และ “ห้องเก็บประวัติ”

เธอไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากเดินตามรอยเท้านั้นไป เธอเดินช้าๆ ระมัดระวัง เสียงฝีเท้าของเธอดังสะท้อน ทุกย่างก้าวเหมือนมีคนนับพันกำลังจ้องมอง

อากาศข้างในนี้… เย็นกว่าข้างนอก เย็นจนเธอตัวสั่น เธอเดินผ่านห้องพักฟื้นที่ถูกทิ้งร้าง ประตูเปิดอ้า ข้างใน… เตียงว่างเปล่า มีเพียงผ้าปูที่นอนที่กลายเป็นสีเทาเพราะฝุ่น เธอมองเห็นรถเข็นเด็กเก่าๆ จอดทิ้งไว้มุมห้อง มันเริ่มขยับโยกเอง… ช้าๆ โยกเยก… โยกเยก…

นิดารีบเบือนหน้าหนี สาดไฟไปข้างหน้า “ฉันตาฝาด… ฉันแค่ตาฝาด”

เธอเดินต่อไป กลิ่นนมบูดเปรี้ยวเริ่มแรงขึ้น ผสมกับกลิ่นสาปสาง เธอมาถึงทางแยก รอยเท้า… เลี้ยวไปทาง “ห้องเก็บประวัติ” ห้องที่ป้าปราณีบอกว่า… เสียงร้องไห้ดังออกมาจากที่นั่นเมื่อสิบปีก่อน

และ… เสียง เสียง “กุกกัก” ดังมาจากสุดทางเดินนั้น

นิดาหยุดชะงัก ปิดไฟฉายทันที ทุกอย่างจมดิ่งสู่ความมืด เธอเงี่ยหูฟัง

เสียงคน… เสียงคนกำลังร่ายมนต์ เสียงทุ้มต่ำ… พึมพำ… ภาษาบาลีโบราณ มันคือเสียงของ “ชายชุดดำ” คนนั้น

เขายังอยู่ในนี้!

หัวใจของนิดาเต้นแรงจนเจ็บหน้าอก เธอควรจะหนี ควรจะวิ่งกลับไปที่ประตู แต่… เธอหนีไม่ได้ และ… มีบางอย่างดึงดูดเธอ บางอย่างที่ทำให้เธอต้องรู้

เธอค่อยๆ ย่องเท้า ไร้เสียง เกาะผนังที่เย็นชืดและชื้นแฉะ เดินไปตามความมืด มุ่งหน้าไปยังห้องเก็บประวัติ

ประตูห้องนั้นแง้มอยู่ มีแสงเทียนสลัวๆ ลอดออกมาจากข้างใน

นิดาแอบมองผ่านช่องประตู สิ่งที่เธอเห็น… ทำให้เธอแทบหยุดหายใจ

มันคือห้องเก็บเอกสารจริงๆ ตู้เหล็กสูงใหญ่เรียงราย แต่กลางห้อง… ถูกตั้ง “แท่นบูชา” เป็นโต๊ะไม้เก่าๆ บนนั้นมีเทียนไขสีดำจุดอยู่ห้าเล่ม ควันธูปคลุ้งตลบอบอวล กลิ่นกำยานฉุนกึก

และ “ชายชุดดำ” คนนั้น อาจารย์สัก… เธอมองเห็นหน้าเขาในแสงเทียน ชายวัยกลางคน หน้าตาซีดเซียว เหงื่อโทรมกาย เขากำลังนั่งคุกเข่า สวดมนต์ด้วยเสียงอันดัง มือไม้สั่นเทา

บนแท่นบูชา ตรงหน้าอาจารย์สัก มี “ห่อผ้าสีดำ” วางอยู่ ห่อผ้าที่เขาอุ้มเข้ามา ห่อผ้าเปื้อนเลือด

แต่มันไม่ใช่ห่อผ้าธรรมดา มันคือ… ร่างของทารก ทารกที่เพิ่งคลอด ผิวหนังยังแดง สายสะดือถูกตัดอย่างหยาบๆ ร่างนั้นนอนนิ่ง ไม่ไหวติง ตายแล้ว…

“เขาเอาศพเด็กเข้ามา” นิดาคิด หัวใจเธอเย็นวาบ “เขาเอามาทำอะไร… ทำพิธีอะไร”

อาจารย์สักหยิบมีดหมอขึ้นมา กรีดที่นิ้วหัวแม่มือตัวเอง เลือดสีเข้มหยดลงบนร่างทารกนั้น เขาท่องคาถาเร็วขึ้น เสียงดังขึ้น “จงตื่น… จงตื่น… รับเครื่องเซ่นนี้… แล้วจงสงบ… จงสงบเสียที!”

เขากำลังพูดกับใคร ไม่ใช่กับศพทารกบนแท่น แต่เขาพูดกับ “บางอย่าง” ที่อยู่ในห้อง

ทันใดนั้น อาจารย์สักก็ชะงัก เขาหันขวับมาทางประตู จ้องเขม็งมาที่นิดา “ใคร!” เขาตวาด

นิดาสะดุ้ง เผลอถอยหลัง ชนเข้ากับชั้นวางของเก่าๆ เสียงโลหะล้มดัง “โครม!”

ความแตก เธอเปิดไฟฉาย สาดเข้าใส่หน้าอาจารย์สัก ชายคนนั้นยกมือขึ้นบังตา “อย่า!” เขาร้อง “ดับไฟ! เธอจะทำให้มันตื่น!”

“ตื่น… อะไรตื่น” นิดาถามเสียงสั่น เธอสาดไฟฉายไปรอบห้อง และเธอก็เห็นมัน

ที่มุมห้อง… มุมที่มืดที่สุด มี “ตู้เอกสาร” เหล็กเก่าๆ ตู้ใบใหญ่ ที่ถูกพันธนาการด้วยสายสิญจน์สีแดง และแปะยันต์ไว้เต็มพรืด มากกว่าที่หน้าประตูเสียอีก

ตู้ใบนั้น… กำลัง “สั่น” สั่นสะเทือนอย่างรุนแรง ราวกับมีอะไรบางอย่าง… กำลังพยายามพังออกมาจากข้างใน

เสียง… เสียง “ครืด… คราด…” ดังมาจากในตู้ เสียงเล็บ… เล็บเล็กๆ… กำลังขูดขีดโลหะจากด้านใน


“เธอเป็นใคร!” อาจารย์สักตะโกน ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนก “เข้ามาได้ยังไง! ออกไป! ออกไปเดี๋ยวนี้!”

“คุณ… คุณกำลังทำอะไร” นิดาพยายามข่มเสียงไม่ให้สั่น เธอกำไฟฉายในมือแน่น “นั่น… นั่นศพเด็ก! คุณขโมยมาจากไหน!”

“ไม่สำคัญ!” อาจารย์สักลุกขึ้นยืน ท่าทางลนลาน “เธอไม่รู้ว่าเธอทำอะไรลงไป! เสียง… ความสว่าง… เธอปลุกมัน! เธอทำให้มันตื่น!”

“มัน… มันคืออะไร” นิดาถอยหลังไปหนึ่งก้าว แต่สายตายังคงจับจ้องไปที่ตู้เหล็กที่กำลังสั่น เสียงขูดขีดโลหะดังถี่ขึ้น น่าขนลุก

“ชู่ว์!” อาจารย์สักยกนิ้วขึ้นแตะปาก “เงียบ… ได้โปรด… เงียบ…” เหงื่อเม็ดโป้งผุดขึ้นเต็มหน้าผาก “บางที… บางทีมันอาจจะยังไม่รู้ตัวเต็มที่”

เขากลับไปคุกเข่าหน้าแท่นบูชา พนมมือสั่นเทา เริ่มท่องคาถาอีกครั้ง แต่ครั้งนี้… เสียงของเขาสั่นเครือ เต็มไปด้วยความหวาดกลัว

นิดายืนนิ่ง สับสน ศพทารกบนแท่น… อาจารย์สักที่กำลังสวดอ้อนวอน… และตู้เหล็กที่สั่นสะเทือน…

“เสียงร้องไห้…” นิดาพึมพำ “เสียงร้องไห้ที่ฉันได้ยิน… มันไม่ได้ดังมาจากศพนี่”

เธอค่อยๆ ขยับตัว สาดลำแสงไฟฉาย ฝ่าควันธูป ไปยังตู้เหล็กใบนั้น

สายสิญจน์สีแดงที่พันอยู่… มันตึงเปรี๊ยะ ยันต์หลายแผ่นกำลังสั่นระริก และเสียงขูดขีด… มันดังมาจาก “ข้างใน” นั้น

“แกร๊ก… แกร๊ก… แกร๊ก…” ราวกับสัตว์ตัวเล็กๆ ที่กำลังคลั่ง พยายามตะกุยออกมา

“คุณขังอะไรไว้ในนั้น” นิดาถามเสียงดัง ความกลัวเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นความโกรธ

อาจารย์สักสะดุ้ง หยุดสวด “ฉันเตือนเธอแล้ว! ยัยโง่! เธอทำทุกอย่างพังหมดแล้ว!”

เขาลุกขึ้นยืน ถอยห่างจากแท่นบูชา ไปยืนชิดผนัง มองตู้เหล็กนั้นด้วยความหวาดผวา

“สิบปีก่อน…” เขาพูด เสียงเหมือนคนกำลังจะขาดใจ “สิบปีก่อน… มีครอบครัวเศรษฐีจ้างฉัน ลูกชายของพวกเขา… ตายในท้อง คลอดออกมา… แต่ไม่หายใจ”

เขาชี้ไปที่แท่นบูชา “พวกเขาอยากให้ลูกอยู่ต่อ อยากให้เป็น ‘กุมารทอง’ คอยปกป้องคุ้มครอง ฉัน… ฉันก็รับทำ”

“คุณ… คุณทำไสยศาสตร์… ในโรงพยาบาล” นิดาไม่อยากจะเชื่อ

“ที่นี่… มันคือที่ที่พลังแรงที่สุด” อาจารย์สักพูดต่อ “ที่ที่มีทั้งการเกิดและความตาย… แต่… ฉันพลาด”

ดวงตาของเขาเบิกกว้าง จ้องมองอดีตที่น่าสะพรึงกลัว “เด็กคนนั้น… มันไม่ได้เกิดมาเพื่อเป็นเทพ วิญญาณมัน… แรงเกินไป มัน ‘อาฆาต’ มันโกรธที่ไม่ได้เกิด”

“พิธีกรรมล้มเหลว” เขาตัวสั่น “แทนที่จะได้กุมารทอง… ฉันกลับปลุก ‘เปรต’ เปรตอสุรกาย… ในร่างของทารก”

เสียงขูดขีดในตู้ดังขึ้น “แคร่ก!!!!” เหมือนโลหะกำลังจะฉีกขาด

“มันหิวโหย” อาจารย์สักกระซิบ “มัน ‘กิน’ มันกินวิญญาณของทารกคนอื่นในแผนกนี้ ทีละคน… ทีละคน… จนแผนกนี้กลายเป็นนรก ไอ้ที่เขาพูดกันว่า ‘ไฟฟ้าลัดวงจร’ น่ะเหรอ… โกหกทั้งเพ! มันคือสิ่งที่ไอ้เปรตนี่ทำ! พวกเรา… พวกพยาบาลเก่าๆ กับฉัน… ต้องผนึกมันไว้ ขังมันไว้ในตู้นี้!”

นิดาหน้าซีดเผือด “ป้าปราณี… ป้าปราณีก็รู้เรื่องนี้”

“รู้สิ! เรารู้กันหมด! เราสาบานว่าจะไม่พูด! เราทิ้งมันไว้ที่นี่… ให้มันอดตาย ให้มันสลายไปเอง…”

“แล้ว… แล้วคุณกลับมาทำไม” นิดาถาม “คุณเอาศพทารกนี่มาทำไม”

อาจารย์สักมองเธอด้วยสายตาที่สิ้นหวัง “เพราะมันไม่ยอมสลาย! สิบปีแล้ว… แต่พลังของมันกลับแรงขึ้น มันเริ่มส่งเสียง มันเริ่มเรียกหา… มัน ‘หิว’ ฉัน… ฉันกลัวว่ามันจะพังผนึกออกมาได้”

เขาชี้ไปที่ศพทารกบนแท่น “ฉันต้องเอา ‘ของเซ่น’ มาให้มัน เอาวิญญาณดวงใหม่… มาสังเวยมัน… เพื่อ… เพื่อ ‘ไถ่โทษ’ เพื่อต่ออายุผนึก เพื่อให้มันสงบลง…”

“คุณมันบ้าไปแล้ว!” นิดากรีดร้อง “คุณฆ่าเด็กคนนี้เหรอ!”

“เปล่า! ฉันไม่ได้ฆ่า!” อาจารย์สักเถียง “เด็กนี่… ตายตั้งแต่ในท้อง ฉันแค่… ‘ยืม’ ร่างเขามา… ก่อนที่โรงพยาบาลจะเอาไปทำลาย”

“ปัง!!! ปัง!!! ปัง!!!”

เสียงกระแทกจากข้างในตู้ ไม่ใช่เสียงขูดขีดอีกต่อไป แต่เป็นเสียง “ทุบ” เสียงทุบอันทรงพลัง จนตู้เหล็กทั้งใบสั่นสะเทือน สายสิญจน์ที่พันไว้… เริ่มขาดผึง ทีละเส้น… ทีละเส้น…

“ไม่… ไม่ทันแล้ว…” อาจารย์สักทรุดลงกับพื้น ตัวสั่นงันงก “เธอปลุกมัน… แสงไฟของเธอ… เสียงของเธอ… มันรู้แล้วว่ามี ‘คนเป็น’ อยู่ที่นี่ มันรู้แล้วว่ามี… ‘อาหารสด’ มาส่ง”

ยันต์แผ่นสุดท้าย… ปลิวหลุดออกจากบานตู้ ความเงียบเข้าครอบงำชั่วอึดใจ เสียงทุบ… หยุดลง

และในความเงียบนั้น… นิดาได้ยินเสียง เสียงหัวเราะคิกคัก เสียงหัวเราะ… ของเด็กทารก ที่ฟังดูชั่วร้าย… และหิวโหย ดังมาจากข้างในตู้


เสียงหัวเราะคิกคักนั้น… หยุดลง แทนที่ด้วยเสียง “กริ๊ก” เสียงกลอนประตูตู้… ถูกปลดล็อค… จาก “ข้างใน”

บานประตูตู้เหล็ก… ค่อยๆ แง้มออก… ช้าๆ เชื่องช้า… อย่างทรมาน เสียงบานพับดัง “เอี๊ยด…” เหมือนเสียงกรีดร้อง

ความมืดมิดที่อัดแน่นอยู่ภายใน ทะลักออกมา พร้อมกับกลิ่นเหม็นเน่า กลิ่นของความตายที่ถูกหมักหมมมานับทศวรรษ กลิ่นสาบสาง… รุนแรงจนนิดาต้องยกมือขึ้นปิดจมูก

อาจารย์สักตัวสั่น ครางฮือๆ อยู่ที่มุมห้อง “มันออกมาแล้ว… มันออกมาแล้ว…”

นิดาสาดไฟฉาย จ่อไปที่ปากตู้ที่เปิดอ้า ลำแสงสั่นเทาตามจังหวะหัวใจของเธอ

“อะไร… อยู่ในนั้น” เธอพยายามมอง แต่… ไม่มีอะไร ในตู้… ว่างเปล่า มีเพียงคราบสีดำแห้งกรัง… ติดอยู่ตามผนังตู้

“มัน… มันไปไหน” นิดาพึมพำ

“มันไม่ได้ ‘ไป’ ไหน” เสียงอาจารย์สักสั่นเครือ “มัน ‘อยู่’ ที่นี่มาตลอด”

ทันใดนั้น เสียง “กุกกัก” ก็ดังขึ้น ไม่ใช่จากในตู้ แต่ดังมาจาก “บนเพดาน”

นิดาเงยหน้า สาดไฟฉายขึ้นไป และเธอก็กรีดร้อง… เสียงกรีดร้องดังลั่น สะท้อนก้องไปมาในแผนกที่ถูกปิดตาย

“มัน” เกาะอยู่บนเพดาน เหมือนแมงมุม ซ่อนตัวอยู่ในเงามืด… เหนือหัวเธอ

มันไม่ใช่ “เด็ก” มันไม่ใช่ “วิญญาณ” มันคือ “ร่าง”

ร่างที่แห้งกรัง เหมือนมัมมี่ ผิวหนังเหี่ยวย่น สีดำคล้ำ ติดกระดูก แขนขาลีบเล็ก แต่… “เล็บ” เล็บของมันยาวและแหลมคม เหมือนกรงเล็บ ที่ขูดขีดโลหะจนเป็นรอยลึก

และ “ดวงตา” ดวงตากลมโต เบิกโพลง ไม่มีตาขาว มีแต่ลูกตาดำทมิฬ ที่จ้องมองเธอ… สะท้อนแสงไฟฉาย… วาวโรจน์ เต็มไปด้วยความอาฆาต

มันคือ “ห่อผ้าสีดำดั้งเดิม” ร่างของทารกที่ตายในท้องเมื่อสิบปีก่อน ร่างที่อาจารย์สักใช้ทำพิธี ร่างที่ควรจะเน่าสลาย… แต่มันไม่สลาย มันแค่… “แห้ง” และมัน “ตื่น”

มันไมได้ร้องไห้ มัน “คำราม” เสียงขู่… “แฮ่…” ดังมาจากลำคอที่แห้งผากของมัน

“เอาไป!” อาจารย์สักได้สติ เขาคลานไปที่แท่นบูชา คว้าศพทารกที่เปื้อนเลือด ชูขึ้น “รับไป! นี่คือของเซ่น! ข้าเอามาให้เจ้าแล้ว! กินมัน! กินแล้วก็กลับไป!”

เปรตทารกบนเพดาน… หันขวับ ดวงตาสีดำทมิฬจ้องมองศพในมืออาจารย์สัก มันเอียงคอ เหมือนกำลังพิจารณา

แล้วมันก็… “แสยะยิ้ม” ริมฝีปากที่แห้งแตก… เปิดอ้า เผยให้เห็นเหงือกที่ไม่มีฟัน แต่คมกริบ… เหมือนกระดูกที่ถูกลับ

มันไม่สนใจ “ของตาย” มันกระโดด รวดเร็ว เหมือนอสุรกาย ไม่ใช่ไปทางอาจารย์สัก แต่พุ่งตรงมาที่ “นิดา”

“กรี๊ดดด!” นิดาล้มลงกับพื้น เธอยกแขนขึ้นบังหน้า หลับตาปี๋ รอคอยความเจ็บปวด

แต่… ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ไม่มีกรงเล็บ ไม่มีความเจ็บปวด

เธอค่อยๆ ลืมตา สาดไฟฉายไปรอบตัว ว่างเปล่า มันหายไปแล้ว เปรตทารกนั่น… หายไป เหมือนไม่เคยมีอยู่

“มัน… มันไปแล้ว” เธอหอบหายใจ “หรือ… หรือฉันตาฝาด”

“มันไม่ได้ไปไหน” อาจารย์สักกระซิบ หน้าซีดเผือด “มันไม่จำเป็นต้อง ‘สัมผัส’ ตัวเธอ มัน ‘เข้ามา’ แล้ว”

“เข้ามา… เข้ามาที่ไหน” นิดาถามอย่างไม่เข้าใจ

และแล้ว เธอก็ได้ยินมัน เสียง… “แอ… แอ…”

ไม่ใช่เสียงเดียว แต่เป็นเสียงของทารกนับสิบ นับร้อย ดังขึ้นพร้อมกัน รอบตัวเธอ ดังมาจากทุกทิศทุกทาง ดังมาจากผนัง จากพื้น จากเพดาน

“แง… แง… แง!!!” เสียงกรีดร้อง เสียงโหยหวน เสียงของวิญญาณทารก… ที่ถูกมัน “กิน” เมื่อสิบปีก่อน

“อ๊ากกกก!” นิดากรีดร้อง ยกมือขึ้นปิดหู “หยุด! หยุดเดี๋ยวนี้!”

แต่มันไม่หยุด เสียงนั้นดังขึ้นเรื่อยๆ มันไม่ได้ดังจากข้างนอก มันดัง… “ในหัวของเธอ”

เปรตทารกนั่น… มันไม่ได้โจมตีร่างกายเธอ มันโจมตี “จิตใจ” มันใช้ความทรมานของเหยื่อรายอื่นๆ เป็นอาวุธ

“ปวดหัว… ปวดหัวเหลือเกิน” นิดาทรุดลง ตัวงอ น้ำตาไหลพราก เสียงนับร้อยเสียงกำลังฉีกกระชากสมองเธอ

“มันกำลังหาจุดอ่อน” อาจารย์สักตะโกน “มันกำลังค้น… มันกำลังค้นหาความกลัวของเธอ! อย่าให้มันเจอ!”

แต่… มันสายเกินไป เสียงร้องไห้นับร้อย… เริ่มหลอมรวม กลายเป็นเสียงเดียว

เสียง… ที่นิดาคุ้นเคย เสียง… ที่เธอกลัวที่สุด

“แม่…”

เสียงกระซิบ ไม่ใช่เสียงของเปรต แต่เป็นเสียงใสๆ เสียงของเด็ก… เด็กที่เธอไม่เคยได้ยินเสียง

“แม่… ทำไมแม่ทิ้งหนู”

ภาพ… ภาพฉายเข้ามาในหัวของเธอ รุนแรง… ชัดเจน…

พื้นห้องน้ำ… เลือด… ความเจ็บปวด… แต่… มันไม่ใช่แค่นั้น

ภาพ… ที่เธอซ่อนมันไว้… ลึกที่สุดในใจ ภาพ… ก่อนที่เธอจะล้ม


ภาพในหัวของนิดา… ไม่ใช่ภาพที่เธอล้ม ไม่ใช่ “อุบัติเหตุ”

มันคือ… เย็นวันนั้น หกเดือนก่อน เธอทะเลาะกับอนันต์… สามีของเธอ ทะเลาะกันอย่างรุนแรง “เราพยายามมามากพอแล้ว” อนันต์พูด เสียงของเขาเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้า “นิดา… พอเถอะ… บางที… บางทีเราก็ไม่มีดวงเรื่องนี้”

“พอเหรอ!” เธอตะโกนกลับ “คุณพูดคำว่า ‘พอ’ ง่ายจัง! คุณไม่ได้อุ้มท้อง! คุณไม่ได้รู้สึกว่ามัน ‘มีอยู่’!”

“ผมรู้ว่าคุณเจ็บปวด” อนันต์พยายามปลอบ “แต่ผมทนเห็นคุณเป็นแบบนี้ต่อไปไม่ไหวแล้ว ทุกครั้งที่เราเสียเขาไป… คุณก็เหมือนตายตามไปด้วย เรา… หยุด… เราหยุดพักกันก่อนได้ไหม”

“หยุดพัก…” คำนั้น… เหมือนมีดกรีดหัวใจเธอ “คุณกำลังจะ ‘ทิ้ง’ ใช่ไหม คุณทนไม่ไหวแล้วใช่ไหม คุณจะทิ้งฉัน… เหมือนที่คนอื่นทิ้ง!”

เธอวิ่งหนีเขา วิ่งเข้าห้องน้ำ ล็อคประตู เธอทรุดตัวลงกับพื้น ร้องไห้ ไม่ใช่แค่ความเสียใจ แต่คือความ “โกรธ” ความโกรธที่อัดอั้น โกรธโชคชะตา โกรธร่างกายตัวเอง และ… โกรธสามีของเธอ

เธอจ้องมองตัวเองในกระจก ท้องที่นูนขึ้นมาเล็กน้อย… หลักฐานของความหวัง… และหลักฐานของความล้มเหลวที่กำลังจะมาถึง

“ถ้าฉันมีลูกไม่ได้…” เธอคิด “ถ้าฉันต้องเจ็บปวดซ้ำๆ… ถ้าสุดท้าย… เขาก็จะทิ้งฉันไปอยู่ดี…”

ความสิ้นหวัง… มันบดบังทุกสิ่ง มันทำให้เธอ… “ตัดสินใจ”

เธอลุกขึ้น เปิดตู้ยา มือสั่นเทา หยิบ… ไม่ใช่… เธอไม่ได้ “ล้ม”

เธอหยิบ “ขวดยา” ขวดยาสมุนไพรจีน… ที่คนขายบอกว่า “แรงมาก” ยา… ขับ… ยาที่เธอซื้อมา… เผื่อไว้… เผื่อว่าเธอ “เปลี่ยนใจ”

และในวินาทีนั้น ในความบ้าคลั่งของความสิ้นหวัง เธอ… “ดื่มมัน”

เธอกระดกทั้งขวด รสขมเฝื่อนแผ่ซ่าน ไม่ใช่… นี่ไม่ใช่ความจริง… นิดาพยายามปฏิเสธภาพในหัว “ไม่! ฉันไม่ได้ทำ!”

แต่ภาพนั้นยังคงฉายชัด เธอไม่ได้ล้ม เธอ “ทรุด” ความเจ็บปวด… บิดเกร็งที่ช่องท้อง… รุนแรง… มากกว่าทุกครั้ง และ… เลือด… เลือดที่ทะลักออกมา อาบย้อมพื้นห้องน้ำ

“ไม่!!!!!” นิดากรีดร้องออกมาในโลกแห่งความจริง เธอกุมขมับ ความจริง… ความจริงที่เธอซ่อนไว้… แม้กระทั่งกับตัวเอง… มันถูกเปิดโปงแล้ว

เธอไม่ได้ “แท้ง” เธอ “ฆ่า” เธอฆ่าลูกของตัวเอง เพราะความโกรธ เพราะความกลัวที่จะถูกทอดทิ้ง

“แม่…” เสียงกระซิบในหัว… ชัดเจนขึ้น บริสุทธิ์ และเต็มไปด้วยความเจ็บปวด “แม่… มันเจ็บ… หนูเจ็บ… ทำไมแม่ทำแบบนี้”

เสียงนั้น… คือเสียง “ลูก” ของเธอ เสียงที่เธอจินตนาการมาตลอด บัดนี้… มันกำลังกล่าวโทษเธอ

“ไม่… ไม่… ลูกแม่… แม่ขอโทษ” นิดาร้องไห้ ตัวสั่น สติแตก “แม่ไม่ได้ตั้งใจ… แม่… แม่แค่กลัว… แม่ขอโทษ!”

“มันกำลังหลอกเธอ!” เสียงของอาจารย์สักดังแทรกเข้ามา เขามองเห็นนิดาที่กำลังทุรนทุราย “ตื่น! ยัยโง่! นั่นไม่ใช่ลูกเธอ! นั่นคือ ‘มัน’! มันกำลังใช้ความรู้สึกผิดของเธอ!”

อาจารย์สักพยายามลุกขึ้น พยายามจะไปเขย่าตัวนิดา “มันคือเปรต! มันไม่มีความรู้สึก! มันแค่ ‘หิว’!”

แต่… มันสายเกินไป “แฮ่!!!!!” เสียงคำรามดังขึ้น เหนือหัวอาจารย์สัก

เปรตทารก… มันเกาะอยู่บนเพดาน จ้องมองอาจารย์สักด้วยดวงตาสีดำทมิฬ มันไม่พอใจ… ที่เขามายุ่งกับ “อาหาร” ของมัน

มันกระโจนลงมา รวดเร็ว เหมือนเงาดำ ตะปบลงบนร่างของอาจารย์สัก

“อ๊ากกกกกก!!!!” เสียงกรีดร้องสุดท้าย สั้น… และสยดสยอง กรงเล็บที่แห้งกรัง… ฉีกกระชาก… เลือดสาดกระเซ็น ความเงียบ… เข้ามาแทนที่

นิดาเบิกตากว้าง มองภาพตรงหน้า ร่างของอาจารย์สัก… ถูกฉีกเป็นชิ้นๆ ต่อหน้าต่อตาเธอ

เปรตทารก… ยืนอยู่กลางกองเลือด มันหันมามองนิดา ร่างเล็กๆ ที่แห้งกรัง… ชุ่มโชกไปด้วยเลือดสดๆ

มันไม่สนใจศพของอาจารย์สัก มันไม่สนใจศพทารกบนแท่นบูชา เป้าหมายของมัน… คือ “นิดา”

“แม่…” เสียงกระซิบ… กลับมาอีกครั้ง ในหัวของเธอ เสียงลูกของเธอ “แม่… ช่วยหนูด้วย… หนูหนาว… หนูอยู่คนเดียว… อย่าทิ้งหนูไปอีก… แม่…”

นิดามองไปที่ตู้เหล็ก ตู้ที่เปิดอ้า ที่ที่… เปรตทารกเคยอยู่ แต่… เปล่า… เสียงไม่ได้มาจากตรงนั้น

เสียง… มาจากร่างที่ยืนอยู่กลางกองเลือด

“เป็นไปไม่ได้…” นิดาส่ายหน้า “แกไม่ใช่ลูกฉัน… แกคือปีศาจ!”

“หนูคือลูกของแม่” เสียงนั้นตอบ เศร้าสร้อย “แม่… ‘เลือก’ หนูแล้ว แม่ ‘สร้าง’ หนูขึ้นมา… ด้วยความโกรธของแม่ ด้วยความเจ็บปวดของแม่”

เปรตทารก… ค่อยๆ เดินเข้ามาหาเธอ ช้าๆ ยื่นแขนเล็กๆ ที่ลีบแหลม และเปื้อนเลือด… ออกมา

“กอดหนูสิแม่… หนูคือ ‘กุมารทอง’ ของแม่ หนูจะปกป้องแม่… จะไม่มีใครทิ้งแม่ไปอีก… แค่… กอดหนูไว้”

นิดามองแขนที่ยื่นมา มองดวงตาสีดำทมิฬ ที่จ้องมองเธอ… ไม่… มันไม่ได้จ้องด้วยความอาฆาต มันจ้อง… ด้วยความ “เข้าใจ”

ความจริง… เธอฆ่าลูกตัวเอง เธอคือฆาตกร เธอไม่สมควรได้รับการให้อภัย เธอสมควร… ได้รับ “สิ่งนี้”

น้ำตาของเธอหยุดไหล ใบหน้า… นิ่งเฉย ว่างเปล่า

“แม่ขอโทษ…” เธอพูด ไม่ใช่กับเปรต แต่กับลูก… ที่เธอฆ่า

เธอค่อยๆ ยื่นมือที่สั่นเทาออกไป สัมผัส… ผิวหนังที่แห้ง… เย็น… และเหนียวเหนอะ…

เปรตทารก… ขยับตัว รุกเข้าหาเธอ ปีนขึ้นมาบนตักของเธอ

“ลูกแม่…” นิดากระซิบ

เธอรวบรวมเรี่ยวแรง อุ้มร่างที่น่าสะพรึงกลัวนั้นขึ้นมา กอดมัน… แนบชิดกับอก

กอด… ที่เธอไม่เคยได้ให้ กอด… ที่เธอโหยหามาตลอด

เธอหลับตาลง กอด “ลูก” ของเธอไว้ “แม่อยู่นี่แล้ว…” เธอกระซิบ “แม่… จะไม่ทิ้งลูกไปไหนอีก”

และทันทีที่เธอพูดจบ… เสียงร้องไห้นับร้อย… ในหัวของเธอ… ก็เงียบสนิท ทันที

เหลือเพียง… ความเงียบ และความรู้สึก… “อบอุ่น” อย่างประหลาด เมื่อร่างเล็กๆ ที่แห้งกรังนั้น… ขยับตัว ซุกหน้า… เข้าหาอกของเธอ

นิดา… ยิ้ม ท่ามกลางน้ำตา ยิ้ม… อย่างมีความสุข และ… วิปลาส


แสงแดดยามเช้า… สาดส่องผ่านช่องหน้าต่างที่แตกละเอียดของแผนกสูติฯ เก่า ขับไล่ความมืดมิดที่ครอบงำมานานสิบปี

นิดานั่งอยู่ที่นั่น ท่ามกลางซากปรักหักพัง ท่ามกลางกองเลือด และชิ้นส่วนร่างกายของอาจารย์สัก

เธอนั่งนิ่ง เหมือนรูปปั้น แผ่นหลังพิงผนังที่เย็นชืด ในอ้อมแขน… เธอกอด “บางอย่าง” ไว้แนบอก เป็นห่อผ้าสีดำ… ที่เธอรวบรวมเศษผ้าเก่าๆ ในห้องนั้น… มาห่อหุ้ม “ร่าง” นั้นไว้

ร่างเล็กๆ ที่แห้งกรัง… บัดนี้… สงบนิ่ง มันซุกอยู่ในอ้อมอกของเธอ เหมือนทารก… ที่หลับใหลอย่างเป็นสุข

ใบหน้าของนิดา… ซีดเซียว เปรอะเปื้อนไปด้วยฝุ่นและคราบเลือด แต่… ดวงตาของเธอ… กลับสงบนิ่ง สงบ… และว่างเปล่า รอยยิ้มจางๆ… ยังคงประดับอยู่ที่มุมปาก

เสียง… เสียงฝีเท้า และเสียงเรียก “นิดา! นิดา! เธออยู่ในนั้นรึเปล่า!”

เสียงป้าปราณี ดังมาจากอีกฟากของประตูเหล็ก

ประตู… ที่ปิดตายเมื่อคืน… บัดนี้… ถูกเปิดออก แสงสว่างจ้าจากทางเดินสาดเข้ามา

ป้าปราณีวิ่งนำเข้ามา ตามมาด้วยเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยอีกสองคน ใบหน้าของหญิงชราเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก “นิดา! พระเจ้า… เกิดอะไรขึ้น…”

แล้วสายตาของเธอก็หยุดกึก เมื่อเห็น… สภาพในห้อง เห็น… ศพของอาจารย์สัก

“โอ้… ไม่…” ป้าปราณีแทบทรุด “มัน… มันออกมาแล้ว” เธอมองไปรอบๆ อย่างหวาดผวา “มันไปไหน… เปรตนั่น… มันไปไหนแล้ว”

เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยอีกสองคนหน้าซีด ยกวิทยุสื่อสารขึ้นมา รายงานเหตุฆาตกรรม… ด้วยเสียงสั่นเทา

และในตอนนั้นเอง ท่ามกลางความโกลาหล นิดาก็… ลุกขึ้นยืน ช้าๆ

ทุกคนหันมามองเธอ “นิดา…” ป้าปราณีเรียก เสียงเบาหวิว “เธอ… เธอไม่เป็นอะไรใช่ไหม”

นิดาไม่ตอบ เธอกระชับ “ห่อผ้าสีดำ” ในอ้อมแขน ดวงตาว่างเปล่าของเธอ… จ้องมองป้าปราณี “หนู… สบายดีค่ะ” เธอตอบ เสียงเรียบ… ไร้ความรู้สึก “หนู… สบายดีมาก”

เธอเดิน… เดินผ่านป้าปราณี เดินผ่านเจ้าหน้าที่ เดินตรง… ออกจากห้องเก็บประวัติ มุ่งหน้าไปยังประตูเหล็ก

“เดี๋ยว… นิดา!” ป้าปราณีพยายามจะคว้าแขนเธอ “ใน… ในอ้อมแขนเธอ… นั่นมันอะไร”

นิดาหยุดชะงัก เธอก้มลงมอง “ห่อผ้า” นั้น ด้วยสายตา… ที่เต็มไปด้วยความ “รัก” “ลูกค่ะ” เธอตอบ “นี่คือลูกของหนู”

ป้าปราณีตัวแข็งทื่อ มองหน้าซีดๆ และรอยยิ้มที่วิปลาสของนิดา “นิดา… ตั้งสติ… นั่นมันไม่ใช่… สิ่งที่เธออุ้มอยู่… มันคือ…”

“เขาชื่อ ‘กุมาร'” นิดาพูดขัดขึ้นมา “เขาเป็น ‘กุมารทอง’ เขาจะอยู่กับหนู เขาจะปกป้องหนู”

เธอยิ้มให้ป้าปราณี รอยยิ้ม… ที่น่าขนลุกที่สุด ที่หญิงชราเคยเห็น

แล้วเธอก็เดินจากไป เดินออกจากแผนกสูติฯ เก่า ทิ้งความสยดสยอง ทิ้งศพ… และทิ้ง “สติ” ของเธอ… ไว้เบื้องหลัง

เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย… อ้าปากค้าง แต่ไม่มีใครกล้าขวางเธอ พวกเขากลัว… กลัวดวงตาที่ว่างเปล่าคู่นั้น กลัว “บางอย่าง” ที่พวกเขาอธิบายไม่ถูก

ป้าปราณียืนนิ่ง มองตามแผ่นหลังของนิดาที่เดินลับหายไป เธอยกมือขึ้นทาบอก สวดมนต์ “พระเจ้า… ช่วยเธอด้วย” หญิงชราพึมพำ “ไม่… พระเจ้าคงช่วยเธอไม่ได้อีกแล้ว”

ป้าปราณีรู้… เปรตทารกนั่น… มันไม่ได้ “หายไป” มันไม่ได้ “ตาย” มันแค่… “ย้ายที่อยู่”

มันได้ในสิ่งที่มันต้องการมาตลอดสิบปี ไม่ใช่ “อาหาร” แต่คือ… “แม่” แม่… ที่ยอมรับมัน แม่… ที่มีความมืดในใจ… มากพอๆ กับมัน


เสียงประตูหน้าบ้านเปิดออก อนันต์… สามีของนิดา… สะดุ้งตื่นจากโซฟา เขารอเธอทั้งคืน โทรศัพท์หาก็ไม่รับ ใจคอไม่ดี

“นิดา! คุณกลับมาแล้ว! คุณหายไปไหนมาทั้งคืน! ที่โรงพยาบาลเกิดเรื่องอะไรขึ้น!” เขาโผเข้าไปหาเธอ ความเป็นห่วงฉายชัดในแววตา

แต่… เขาก็ต้องชะงัก เมื่อเห็นสภาพของเธอ เสื้อผ้าเปรอะเปื้อน ใบหน้าซีดขาว และ… รอยยิ้ม รอยยิ้มที่เขาไม่คุ้นเคย รอยยิ้มที่… ว่างเปล่า

“นิดา… คุณ… คุณเป็นอะไร” เขาจับไหล่เธอ “คุณโดนทำร้ายเหรอ”

นิดา… ค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมองเขา เธอยิ้มกว้างขึ้น “เปล่าค่ะ… อนันต์ ฉันสบายดี ฉัน… มี ‘ข่าวดี’ จะบอกคุณ”

“ข่าวดี… ข่าวดีอะไร” อนันต์สับสน เขามองไปที่ “ห่อผ้าสีดำ” ที่เธอกอดไว้แนบอก “นั่น… นั่นอะไรน่ะนิดา คุณอุ้มอะไรมา”

“ลูกค่ะ” นิดาตอบ เสียงหวาน… อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน “ลูกของเรา… ในที่สุด… เขาก็มา”

อนันต์หน้าซีด “คุณ… คุณพูดเรื่องอะไร ลูก… นิดา… นี่มันอะไรกัน”

เขาพยายามจะดึงผ้าออก เพื่อดูว่าข้างในคืออะไร แต่… นิดากอดมันไว้แน่น “อย่าค่ะ!” เธอตวาด เสียงแหลม ดวงตาว่างเปล่าคู่นั้น… ฉายแวว “ดุร้าย” ขึ้นมาวูบหนึ่ง “อย่า… อย่าทำลูกตกใจ เขา… เพิ่งหลับ”

อนันต์ชะงัก ผงะถอย เขาไม่เคยเห็นนิดาเป็นแบบนี้ นี่ไม่ใช่ภรรยาของเขา

นิดาเมินสายตาจากเขา เดิน… เหมือนคนละเมอ ผ่านห้องนั่งเล่น ตรงไปยัง… “ห้องนั้น”

ห้อง… ที่พวกเขาเคยเตรียมไว้ ห้องเด็ก… ห้องที่เต็มไปด้วยของเล่น เตียงเด็กอ่อน ห้อง… ที่ถูกปิดตาย หลังจากที่เธอแท้งครั้งล่าสุด ห้อง… ที่อนันต์เก็บกวาดของทุกอย่าง… ยัดใส่กล่อง เพราะคิดว่า… มันทำร้ายจิตใจเธอ

แต่บัดนี้… นิดาเดินไปเปิดประตูห้องนั้น ก้าวเข้าไป

อนันต์เดินตามไปอย่างสับสน “นิดา… เรา… เราตกลงกันแล้วว่าจะเก็บห้องนี้”

นิดาไม่ฟัง เธอเดินตรงไปที่ “เตียงเด็กอ่อน” ที่ว่างเปล่า… มีเพียงผ้าคลุมกันฝุ่นสีขาว

เธอค่อยๆ… บรรจง… วาง “ห่อผ้าสีดำ” ลงในเตียง อย่างนุ่มนวล ราวกับว่ามันเป็นแก้วที่เปราะบางที่สุด

“นอนนะคะ… ลูกแม่” เธอพูด เสียงอ่อนโยน “นอนหลับฝันดี… ‘กุมาร’ ของแม่”

เธอเริ่ม… “ฮัมเพลง” เพลงกล่อมเด็ก… เพลงที่เธอเคยอยากจะร้อง เสียงฮัมเพลงของเธอ… แหบพร่า และเพี้ยน… ดังคลอไปกับความเงียบที่น่าอึดอัดในห้อง

อนันต์ยืนอยู่ที่ประตู ตัวแข็งทื่อ เขามองไปที่เตียงเด็กอ่อน สิ่งที่เขาเห็น… ไม่ใช่ “ลูก” ไม่ใช่ “ทารก”

เขาเห็น… แค่ “กองผ้าขี้ริ้วเก่าๆ” กองผ้าสีดำ ที่… เหม็นสาบ และ… ดูเหมือน… มีคราบเลือดแห้งกรังติดอยู่

“นิดา…” เขาเรียก เสียงสั่น “ได้โปรด… นั่น… นั่นมันแค่ผ้า… มันไม่มีอะไรในนั้น”

นิดาหันขวับมามองเขา รอยยิ้ม… หายไปจากใบหน้า แทนที่ด้วยความเย็นชา “คุณพูดอะไรน่ะ” เธอถาม เสียงกดต่ำ

“ในนั้น… มันไม่มีอะไร…” อนันต์พยายามพูด แม้ว่าหัวใจของเขาจะแตกสลาย “นิดา… คุณ… คุณป่วย คุณต้องให้หมอช่วยนะ”

“ป่วยเหรอ” นิดาหัวเราะ เสียงหัวเราะเย็นเยียบ “ฉันไม่ได้ป่วย ฉัน ‘ตื่น’ แล้วต่างหาก ฉัน… ได้ในสิ่งที่ฉันต้องการแล้ว สิ่งที่คุณ… ให้ฉันไม่ได้”

“นิดา…” อนันต์น้ำตาคลอ เขาก้าวเข้าไปหาเธอ “ผมรักคุณนะ… เรา… เราจะผ่านเรื่องนี้ไปด้วยกัน แค่… วางผ้านั่นลง แล้วไปหาหมอกับผมนะ… นะ”

เขาพยายามจะจับมือเธอ แต่… “อย่าแตะต้องฉัน!” นิดาปัดมือเขาทิ้ง อย่างแรง “และอย่า… แตะต้อง ‘ลูก’ ของฉัน!”

เธอหันกลับไปที่เตียงเด็กอ่อน จ้องมอง “ห่อผ้า” นั้น ด้วยความรักที่บิดเบี้ยว “คุณไม่เข้าใจ… อนันต์… คุณไม่เคยเข้าใจเลย”

เธอพึมพำ “แต่เขา… เขา ‘เข้าใจ’ หนู เขาจะอยู่กับหนู ตลอดไป”

อนันต์ยืนนิ่ง หมดคำพูด เขากำลังมองภรรยาของเขา… ค่อยๆ ดำดิ่ง… สู่ความวิปลาส ต่อหน้าต่อตาเขา

และความเงียบที่น่าสะพรึงกลัวนั้น ก็ถูกทำลายลง ด้วยเสียง… เสียง “กุกกัก” เบาๆ ดังมาจาก… ในเตียงเด็กอ่อน ดังมาจาก… ใต้ “ห่อผ้าสีดำ” นั้น


เสียง “กุกกัก” มันไม่ใช่แค่เสียง แต่มันคือ “การเคลื่อนไหว”

อนันต์ตัวแข็งทื่อ เขาได้ยินชัดเจน มันดังมาจากในเปล… จากกองผ้าขี้ริ้วสีดำเหม็นสาบ มัน… ขยับ

“คุณ… คุณได้ยินไหม” นิดาถาม รอยยิ้มวิปลาสของเธอกว้างขึ้น ดวงตาที่เคยว่างเปล่า… บัดนี้… ส่องประกาย ด้วยความปีติยินดี… แบบ “แม่” “เขาตื่นแล้วค่ะ เขา… ตื่นมาทักทายคุณ”

“นิดา…” อนันต์ถอยหลัง เหงื่อเย็นกาฬไหลอาบแผ่นหลัง “เอา… เอามันออกไป นั่นมันไม่ใช่ลูก… นั่นมัน… ปีศาจ”

“อย่าเรียกเขาแบบนั้น!” นิดาตวาด เสียงแหลม ความอ่อนโยนหายไปในพริบตา แทนที่ด้วยความเกรี้ยวกราด “เขาคือ ‘กุมาร’! เขาคือลูกของหนู!”

“ไม่!” อนันต์ตะโกนกลับ ความกลัว… แปรเปลี่ยนเป็นความพยายามที่จะดึงสติภรรยา “ลูกของเรา… ลูกของเราตายไปแล้ว! นิดา… จำได้ไหม! หกเดือนก่อน… เราเสียเขาไป! ตื่นสิ! ได้โปรด!”

คำพูดของอนันต์… เหมือนสวิตช์ ที่ไปปลุก “บางสิ่ง” ในหัวของนิดา

“แอ… แอ…” เสียงร้องไห้… กลับมาอีกครั้ง ดัง… ก้อง… ในสมองของเธอ แต่มันไม่ใช่เสียงของลูกเธอ มันคือเสียงที่… “เย็นชา” และ “ชี้แนะ”

“เขาโกหก… แม่” เสียงนั้นกระซิบ “เขานั่นแหละ… ที่อยากให้เรา ‘หยุด’ เขา… ‘โล่งใจ’ … ที่เราตาย เขา… ไม่เคยต้องการเรา”

ใบหน้าของนิดา… บิดเบี้ยว “คุณ… โล่งใจ” เธอพึมพำ คำพูดของ “มัน” … กลายเป็นคำพูดของเธอ

“อะไรนะ” อนันต์สับสน “นิดา… คุณพูดเรื่องอะไร”

นิดาไม่ตอบสามี เธอก้มลงมอง “ห่อผ้า” ในเปล เธอยื่นมือที่สั่นเทา… ค่อยๆ… อุ้มมันขึ้นมา

อนันต์แทบหัวใจหยุดเต้น เมื่อเขาเห็น… “ห่อผ้า” นั้น… มัน “หนัก” มันไม่ได้เบาหวิวเหมือนกองผ้า มันหนัก… และมัน… “ขยับ” ขยับ… บิดตัว… อยู่ในอ้อมแขนของเธอ

“พระเจ้า… ไม่…” อนันต์ส่ายหน้า “มัน… มันมีชีวิต”

“แน่นอน” นิดาตอบ เธอกอดมันแนบอก “เขาคือลูกของหนู หนูจะไม่มีวัน… ‘ทิ้ง’ เขา… เหมือนที่หนู ‘เคย’ ทำ”

ความรู้สึกผิด… และความบ้าคลั่ง… หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว เธอได้ “ไถ่โทษ” แล้ว ด้วยการ “ยอมรับ” … อสุรกายตนนี้

“แม่… มันหนาว” เสียงในหัวกระซิบ “ที่นี่… หนาว… แล้ว… มัน ‘หิว’ มันหิวมาก”

ทันใดนั้น อากาศในห้องเด็ก… ก็เย็นเยียบลง ฉับพลัน อุณหภูมิลดฮวบ… เหมือนในแผนกสูติฯ เก่า เย็น… จนอนันต์เห็น “ไอ” … จากลมหายใจของตัวเอง

“เกิด… เกิดอะไรขึ้น” เขาตัวสั่น ไม่ใช่แค่เพราะความกลัว แต่เพราะความหนาว… ที่เสียดแทงกระดูก

หลอดไฟในห้อง… เริ่มกะพริบ ติด… ดับ… ติด… ดับ… เป็นจังหวะ… เหมือนหัวใจที่กำลังจะหยุดเต้น

“นิดา… คุณ… คุณเอา ‘อะไร’ กลับมาบ้าน” อนันต์ถาม เสียงแตกพร่า

นิดาหันมาเผชิญหน้าเขาเต็มๆ เธอยืนอยู่กลางห้อง ในความมืดสลัวที่กะพริบ เธอกอด “สิ่งนั้น” ไว้ “หนูเอา ‘ครอบครัว’ กลับมา หนูเอา ‘ความจงรักภักดี’ กลับมา สิ่งที่… คุณไม่เคยมีให้”

“คุณ… คุณมันบ้าไปแล้ว!” อนันต์ตัดสินใจ เขาต้องหนี เขาต้องไปขอความช่วยเหลือ เขาต้อง… เอานิดาออกไปจาก “สิ่งนี้”

เขาหมุนตัว วิ่ง… วิ่งออกจากห้องเด็ก มุ่งหน้าไปที่ประตูหน้าบ้าน

“คุณจะไปไหน!” เสียงนิดาดังไล่หลัง “คุณจะ ‘ทิ้ง’ เราไปอีกแล้วใช่ไหม!”

“แม่… เขาหนี… เขาจะทิ้งเรา! อย่าให้เขาไป! จับเขาไว้!” เสียงในหัว… กรีดร้อง สั่งการ

“ไม่!” นิดากรีดร้องออกมา “อย่าหนี! อนันต์! กลับมา!”

อนันต์ไปถึงประตูหน้า เขาคว้าลูกบิด บิด… มันไม่เปิด “บ้าจริง! ล็อค!”

เขาพยายามบิดสุดแรง แต่มันเหมือนถูก “เชื่อม” เขาหันไปที่หน้าต่าง “ช่วยด้วย! ใครก็ได้! ช่วยด้วย!”

เขาหันกลับมา และ… เขาก็เห็นมัน

“มัน” ไม่ได้อยู่ในห่อผ้าอีกต่อไป ห่อผ้าสีดำ… ร่วงหล่นอยู่ที่พื้นห้องเด็ก…

ส่วน “ร่าง” นั้น… ร่างที่แห้งกรัง… ดำทมิฬ… มัน “เกาะ” อยู่บนเพดานห้องนั่งเล่น เหมือน… แมงมุม… ดวงตาสีดำทมิฬ… จ้องเขม็งมาที่เขา วาวโรจน์… ในความมืด

“แฮ่…” เสียงคำราม… ต่ำ… และเปียกชื้น… ดังมาจากลำคอที่แห้งผากของมัน

“ไม่… ไม่… ไม่…” อนันต์ทรุดลงกับพื้น เขาคลานถอยหลัง “ออกไป… ออกไปจากบ้านกู!”

เขาคลานหนี… เข้าไปในครัว เขาต้องการ “อาวุธ” เขาต้องการ… “บางอย่าง”

เปรตทารก… กระโดด จากเพดาน… ลงสู่พื้น เสียง “ตั้บ!” หนักอึ้ง มันวิ่ง… สี่ขา… รวดเร็ว วิ่งไล่ตามเขา เสียงกรงเล็บที่แหลมคม… ครูดไปกับพื้นไม้… ดัง “แคร่ก… แคร่ก… แคร่ก…”

อนันต์ถลาเข้าไปในครัว คว้า “มีด” มีดทำครัวเล่มใหญ่ที่สุด เขาหันกลับมา ชูมีดขึ้น “อย่าเข้ามา! กูแทงมึงจริงๆ นะ!”

เปรตทารก… หยุด ที่หน้าประตูครัว มันเอียงคอ จ้องมองเขา แล้วมันก็ “แสยะยิ้ม” มันไม่กลัวมีด

“แม่…” เสียงกระซิบ… ดังขึ้นอีกครั้ง ไม่ใช่ในหัวของนิดา แต่ดัง… ในหัวของ “อนันต์”

“พ่อ…” เสียงนั้น… ไม่ใช่เสียงปีศาจ แต่เป็นเสียง… เด็กผู้ชายตัวเล็กๆ “พ่อ… กลัวเหรอ”

อนันต์ชะงัก “ใคร… ใครพูด”

“ผมไง” ภาพ… ฉายเข้ามาในหัวของอนันต์ ไม่ใช่ภาพสยดสยอง แต่เป็นภาพ… โรงพยาบาล… เมื่อหนึ่งปีก่อน การแท้ง… ครั้งที่สอง

“นิดา… เราเสียใจด้วยนะ” หมอบอก อนันต์ยืนอยู่ตรงนั้น เขากอดนิดาที่กำลังร้องไห้ เขาปลอบเธอ “ไม่เป็นไรนะ… เรายังพยายามใหม่ได้”

แต่… ในหัวของเขา ในใจ… ลึกๆ… เขากลับรู้สึก… “โล่งอก”

เขาเหนื่อย เขาเหนื่อยกับการพยายาม เหนื่อยกับการเฝ้ามองภรรยาของเขา… พังทลาย… ทุกครั้ง เขา… เขา “อยาก” จะหยุด

“พ่อ… โล่งใจใช่ไหม… ที่ผมตาย” เสียงเด็กคนนั้น… กระซิบในหัวของอนันต์

“ไม่… ไม่จริง! ฉันไม่ได้คิดแบบนั้น!” อนันต์ตะโกน แต่ “มัน” รู้ มัน “เห็น” ความลับ… ความรู้สึกผิด… ที่เขาก็ซ่อนมันไว้

“คุณมันก็เหมือนกัน!” เสียงของ “นิดา” ดังมาจากข้างหลังเขา เธอเดินเข้ามาในครัว ยืน… ข้างๆ “เปรตทารก” เหมือน… แม่… ที่ยืนข้างลูก

“คุณมัน… คนขี้ขลาด” นิดาพูด เสียงเย็นชา “คุณ… ก็ ‘ฆ่า’ ลูก… เหมือนกันกับฉัน คุณฆ่าเขา… ด้วย ‘ความโล่งใจ’ ของคุณ!”

“ไม่!!!” อนันต์สติแตก เขาถูกต้อนจนมุม ด้วยปีศาจ… และด้วย… ความจริง

เขาหันไปเห็น บนผนังครัว ที่ที่พวกเขาแขวน “หิ้งพระ” มี “ผ้ายันต์” และ “พระเครื่อง” ที่แม่ของเขาให้ไว้

“ของศักดิ์สิทธิ์!” เขาคิด เขาโยนมีดทิ้ง โผ… ไปที่หิ้งพระ คว้า “สร้อยพระ” ที่ห้อยอยู่ กำมันไว้แน่น ชูขึ้น เผชิญหน้ากับ… อสุรกายสองตัว

“หยุด! ออกไป! ในนามของพระพุทธเจ้า! ออกไป!”

“แกร๊!!!!!!” เปรตทารก… กรีดร้อง เสียงแหลม… บาดแก้วหู มัน… ถอยหลัง กรงเล็บตะกุยพื้น ดวงตาสีดำทมิฬ… จ้องมอง “สร้อยพระ” ในมืออนันต์… ด้วยความ “เจ็บปวด”

ควัน… ควันสีดำ… ลอยออกมาจากผิวหนังที่แห้งกรังของมัน เมื่อแสงจากองค์พระ… ส่องไปกระทบ

“มันกลัว!” อนันต์ตะโกน เขามีความหวัง “มันกลัว! นิดา! เห็นไหม! เราไล่มันได้! ช่วยกัน! สวดมนต์!”

นิดา… ยืนนิ่ง มองภาพนั้น มองสามีของเธอ… ที่กำลังไล่ “ลูก” ของเธอ มอง “ลูก” ของเธอ… ที่กำลังหวาดกลัว… และเจ็บปวด

“แม่…” เสียงในหัวของเธอ… ครั้งนี้… มันคือเสียงร้องไห้… ที่แท้จริง เสียงของเด็ก… ที่กำลังถูกทำร้าย “แม่… ช่วยหนู… มัน… ‘แสบ’ มัน… ‘ร้อน’ แม่… ช่วยหนูด้วย!”

อนันต์… ก้าวเข้ามา ช้าๆ ยื่นสร้อยพระ… เข้าใกล้ “เปรต” “ออกไป! อสุรกาย! กลับไปนรกซะ!”

“แม่!!!!!” เสียงนั้นกรีดร้อง… ครั้งสุดท้าย ในหัวของนิดา

นิดา… หลับตาลง ชั่ววินาที และ… เธอก็ลืมตาขึ้น

เธอมองอนันต์ สามี… ที่เธอเคยรัก ผู้ชาย… ที่ “โล่งใจ” … ที่ลูกเธอตาย ผู้ชาย… ที่กำลัง… ทำร้าย “ลูก” … คนใหม่ของเธอ

เธอเดิน… ช้าๆ เข้าไปหาอนันต์

อนันต์… เห็นเธอเดินมา เขายิ้ม… ทั้งน้ำตา “นิดา… ใช่… ช่วยกันนะ… ช่วยกันไล่มันไป…”

เธอเดินมา… จนหยุด… อยู่ตรงหน้าเขา อยู่ระหว่างเขากับ “เปรต”

เธอมองลึกเข้าไปในดวงตาของอนันต์ “คุณ… อยาก ‘หยุด’ ใช่ไหม” เธอกระซิบ

แล้วเธอก็… “ยิ้ม”

มือของเธอ… เคลื่อนไหว… รวดเร็ว ตบ… “ฉาด!”

ตบ… เข้าที่มือของอนันต์ “สร้อยพระ” … หลุด… กระเด็น… ตกลงสู่พื้น ไถล… ไปมุมห้อง

อนันต์… เบิกตากว้าง แข็งทื่อ “นิดา… ทำ… อะไร…”

เปรตทารก… หยุดร้องไห้ มันเงยหน้าขึ้น ดวงตาที่เคยเจ็บปวด… บัดนี้… ลุกโชน… ด้วยความหิวกระหาย

อนันต์กรีดร้อง… เขาหันหลัง… พยายามจะวิ่ง แต่… มันสายเกินไป

เปรตทารก… กระโจน เหมือนเงาดำ ตะปบ… เข้าที่แผ่นหลังของเขา ล้ม… ลงกับพื้น

เสียงกรีดร้อง… ที่ถูกตัดขาด เสียง… ฉีกกระชาก… เสียง… เคี้ยว…

นิดา… ยืนมองภาพนั้น ใบหน้า… สงบนิ่ง เธอค่อยๆ… เดินไปหยิบ “ห่อผ้าสีดำ” ที่ตกอยู่ที่พื้น ขึ้นมา กอดมันไว้ เหมือนเดิม

เธอยืน… ท่ามกลางกองเลือด ฮัม… เพลงกล่อมเด็ก เพลงเดิม… “นอน… นอนเถิดหนา… หลับตานอน…”

กล้อง… ซูมเข้าไปที่ใบหน้าของเธอ ที่กำลังยิ้ม… อย่างมีความสุข ในขณะที่เสียง “อาหารมื้อแรก” … ยังคงดังอยู่… เบื้องหลังเธอ

“ลูกหิวแล้วค่ะ” เธอกระซิบกับห่อผ้า “เขา… ต้อง ‘กิน’ … ให้อิ่มนะ”

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Facebook Twitter Instagram Linkedin Youtube