เจ้าปู่คำชะโนด: งานเลี้ยงคาวเลือด… ของผู้สิ้นหวัง
กลิ่นฝุ่นและควันท่อไอเสียจางๆ ปะปนกับกลิ่นอับชื้นของตรอกซอย คืออากาศที่อาร์ตใช้หายใจทุกวัน เสื้อแจ็คเก็ตสีส้มสะท้อนแสงที่เขาใส่อยู่ เปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อจนสีซีด อาร์ต (อาร์ต) อายุ 25 ปี อาชีพของเขาคือคนส่งพัสดุ เขาไม่ใช่คนส่งพัสดุที่ดีเด่นอะไร เขาเป็นแค่คนที่พยายามเอาตัวรอดไปวันๆ ในเมืองหลวงที่โหดร้าย
วันนี้เป็นวันซวย ฝนตกหนักจนพัสดุเปียก ลูกค้าโวยวาย และตอนนี้ เขากำลังยืนอยู่หน้าตึกแถวเก่าแก่แห่งหนึ่ง มันคือร้านขายของเก่าที่ปิดตาย อาร์ตมองดูใบนำส่งในมือ พัสดุกล่องนี้ถูกตีกลับหลายครั้งแล้ว “เจ้าของเสียแล้ว” เพื่อนบ้านตะโกนบอกเขา “ไม่มีใครอยู่รับหรอก พ่อหนุ่ม” อาร์ตถอนหายใจ เขารู้กฎดี พัสดุที่ไม่มีผู้รับและติดต่อไม่ได้นานเกินกำหนด จะถูกส่งคืนคลังสินค้า และส่วนใหญ่… ก็จะหายไป
แต่วันนี้มีบางอย่างต่างออกไป ประตูเหล็กของร้านแง้มอยู่เล็กน้อย อาจเป็นเพราะญาติๆ มาเก็บของ อาร์ตลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ความคิดชั่วร้ายแล่นเข้ามาในหัว ถ้าเขาแค่แอบเข้าไปวางพัสดุไว้ข้างใน แล้วเซ็นรับเองล่ะ? เขาก็จะได้ปิดงานนี้เสียที
อาร์ตผลักประตูเหล็กที่ฝืดเฝื่อนเข้าไป ข้างในมืดและเต็มไปด้วยฝุ่น กลิ่นเหม็นอับของกาลเวลาปะทะจมูกเขา “ขอโทษนะครับ! มีใครอยู่ไหมครับ!” ไม่มีเสียงตอบรับ มีเพียงกองข้าวของที่ถูกรื้อค้นกระจัดกระจาย อาร์ตเดินลึกเข้าไป ตั้งใจจะวางกล่องพัสดุลงบนโต๊ะที่ใกล้ที่สุด แต่แล้วสายตาของเขาก็เหลือบไปเห็นบางสิ่ง ใต้โต๊ะไม้สักที่เต็มไปด้วยหยากไย่ มีกล่องไม้เล็กๆ กล่องหนึ่งซ่อนอยู่ มันดูไม่เข้าพวกกับของเก่าชิ้นอื่นๆ ที่นี่เลย มันเป็นกล่องไม้สีเข้ม แกะสลักลวดลาย… คล้ายๆ เกล็ดงู
หัวใจของอาร์ตเต้นแรง เขากำลังทำในสิ่งที่เรียกว่า “ลักเล็กขโมยน้อย” แต่มือของเขามันไวกว่าความคิด เขารู้สึกได้ถึงความหนักอึ้งของกล่องใบนั้น มันไม่ใช่กล่องเปล่า อาร์ตคว้ากล่องไม้นั้นยัดเข้าไปในกระเป๋าสะพายข้างที่ใช้ใส่เอกสารส่งของ เขารีบวางพัสดุของลูกค้าลงบนพื้น หันหลัง และวิ่งออกจากร้าน เสียงประตูเหล็กดังเอี๊ยดอ๊าดตอนที่เขาดึงมันปิด ราวกับเสียงกรีดร้อง
คืนนั้น ในห้องเช่าขนาดสี่เหลี่ยมจัตุรัสเล็กๆ ที่อาร์ตเรียกว่าบ้าน กลิ่นบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปคละคลุ้งไปทั่วห้อง เขานั่งอยู่บนพื้น จ้องมองกล่องไม้ในมือ พิม (พิม) แฟนสาวของเขา กำลังพิมพ์ข้อความตอบลูกค้าด้วยความเร็วสูงอยู่บนเตียง เธอทำงานเป็นแอดมินเว็บพนันออนไลน์ “วันนี้ได้กี่เที่ยวล่ะ” เธอถามโดยไม่เงยหน้า “ก็… เหมือนเดิม” อาร์ตตอบเสียงเบา เขาไม่อยากให้เธอรู้ว่าเขาขโมยของมา พิมคือเหตุผลที่เขายอมทำทุกอย่าง เขารักเธอ และอยากพาเธอหนีไปจากที่นี่ หนีไปจากซอยที่เหมือนนรกนี่
อาร์ตค่อยๆ เปิดฝากล่อง ข้างในบุด้วยกำมะหยี่สีแดงซีด และบนนั้น มีสมุดปกหนังเก่าๆ วางอยู่หนึ่งเล่ม มันไม่ใช่ทอง ไม่ใช่เพชรพลอย อาร์ตขมวดคิ้วด้วยความผิดหวังเล็กน้อย เขายกสมุดขึ้น และใต้สมุดเล่มนั้น คือสิ่งที่ทำให้ลมหายใจของเขาแทบหยุด มันคือแผนที่ แผนที่ที่วาดด้วยมือบนแผ่นหนังฟอก สีน้ำตาลเข้ม ลายเส้นดูโบราณ แต่ชัดเจนอย่างน่าประหลาด มันคือแผนที่ของพื้นที่ลุ่มน้ำแห่งหนึ่ง มีสัญลักษณ์รูปต้นไม้แปลกๆ และตรงกลาง มีสัญลักษณ์รูปดวงตาของพญานาค ข้างใต้สัญลักษณ์นั้น มีตัวอักษรไทยโบราณเขียนหวัดๆ
“ที่ซึ่งนาคาหลับใหล… ขุมทรัพย์รอผู้กล้า”
อาร์ตไม่เคยได้ยินชื่อสถานที่นี้มาก่อน “คำชะโนด” เขาเปิดสมุดปกหนังเล่มนั้น ข้างในเต็มไปด้วยบันทึกการเดินทางของใครบางคน ลายมือจดบันทึกถึงตำนานท้องถิ่น เรื่องเล่าของพญานาค และ… ทองคำ ทองคำจำนวนมหาศาลที่ถูกซ่อนไว้เพื่อบูชางูเจ้าที่
อาร์ตกลืนน้ำลาย นี่มันอะไรกัน? เรื่องตลกงมงาย หรือว่า… ของจริง? “อาร์ต! มัวทำอะไรน่ะ! มาช่วยกันตอบลูกค้าหน่อยสิ!” เสียงพิมดังขึ้น อาร์ตสะดุ้ง เขารีบปิดกล่อง “เปล่าๆ แค่ดูของนิดหน่อย”
อาร์ตรู้ดีว่าเขามันโง่ เขาเป็นแค่คนส่งของ ถ้าเรื่องนี้เป็นจริง เขาไม่มีทางทำสำเร็จคนเดียวได้ เขาต้องการคนที่… “มีบารมี” คนที่ “ทำเรื่องใหญ่” ได้ ในชุมชนแออัดแห่งนี้ มีคนแบบนั้นอยู่แค่คนเดียว
วันรุ่งขึ้น อาร์ตไม่ได้ไปทำงาน เขาเดินลัดเลาะไปท้ายซอย ที่นั่นมีสำนักงานเล็กๆ ที่ดูดีเกินจริงตั้งอยู่ ป้ายเขียนว่า “บริษัท วิน วิน โกลบอล จำกัด” มันคือออฟฟิศของ วิน (วิน) วิน อายุ 28 ปี คือตำนานของซอยนี้ เขาคือคนที่ใส่สูทปลอม แต่ดูเหมือนของจริง คือคนที่พูดจาฉะฉานจนคนยอมควักเงินกู้มาลงทุนกับธุรกิจเครือข่าย (MLM) ของเขา วินคือความหวัง และคือฝันร้ายของทุกคนที่นี่
อาร์ตเดินเข้าไปในออฟฟิศที่เปิดแอร์เย็นฉ่ำ วินกำลังนั่งไขว่ห้างอยู่บนโต๊ะทำงาน ขาของเขาสั่นไม่หยุด สีหน้าของเขาดูเคร่งเครียดผิดปกติ “อ้าว… ไอ้หนุ่มส่งของ มีอะไร” วินถาม น้ำเสียงไม่เป็นมิตร “คือ… ผมมีเรื่อง… เรื่องใหญ่ จะให้พี่ดูครับ” อาร์ตพูดตะกุกตะกัก เขารู้สึกเหมือนลูกแกะที่เดินเข้าหาหมาป่า
วินถอนหายใจยาว “กูไม่ว่าง กูไม่มีอารมณ์มาฟังมึงขายฝันปัญญาอ่อน” ทันใดนั้น ประตูออฟฟิศก็ถูกกระแทกเปิดออก ชายร่างใหญ่สองคนในชุดดำเดินเข้ามา กลิ่นเหล้าผสมกลิ่นเหงื่อลอยฟุ้ง “คุณวินครับ… ถึงกำหนดแล้วนะครับ” ชายคนหนึ่งพูดเสียงเรียบ อาร์ตตัวแข็งทื่อ เขารู้จักคนพวกนี้ พวกมันคือแก๊งเงินกู้นอกระบบ วินหน้าซีดเผือด แต่ยังเก๊กท่าทางไว้ “เดี๋ยวก่อนสิเฮีย… ช่วงนี้ธุรกิจมันฝืด… ขอเวลาอีกหน่อย” “หน่อยของมึงคือเมื่อไหร่!” ชายคนนั้นตวาดลั่น “ดอกมันเดินทุกวันนะเว้ย!” ชายอีกคนเดินไปหยิบรูปปั้นมังกรหยกปลอมบนโต๊ะของวินขึ้นมา “ของสวยดีนี่… ยึด” “อย่านะเฮีย! นั่นมันของทำมาหากินผม!” “งั้นก็จ่ายมา! สองแสน! เดี๋ยวนี้!”
อาร์ตยืนตัวสั่นอยู่มุมห้อง วินเหลือบมาเห็นเขา… เห็นแววตาตื่นกลัวของเขา วินยิ้มออกมา… เป็นรอยยิ้มที่น่าขนลุก “เฮีย… ผมมี” วินพูดเสียงดังฟังชัด “ผมมีทางหาเงินสองแสน… ไม่สิ… สองล้าน… มาให้เฮียได้ภายในอาทิตย์นี้” ชายชุดดำเลิกคิ้ว “มึงจะเล่นตลกอะไรอีก” วินชี้มาที่อาร์ต “ไอ้นี่… มันมีแผนที่… แผนที่ขุมทรัพย์”
อาร์ตอยากจะบ้าตาย เขากำลังจะถูกฆ่าหมกออฟฟิศไปด้วยใช่ไหม แต่ชายชุดดำกลับหัวเราะลั่น “ขุมทรัพย์? มึงเพี้ยนไปแล้วเหรอไอ้วิน” “คำชะโนด! เฮียเคยได้ยินไหม!” วินตะโกน “ป่าศักดิ์สิทธิ์! พญานาค! ทองคำ!” ชายชุดดำหยุดหัวเราะ “อุดรธานี? นั่นมันที่ของแรงนะเว้ย” “แรงสิเฮีย! ถึงได้มีทองไง!” วินเดินมาตบไหล่อาร์ตแรงๆ “โชว์ของให้เฮียดูหน่อยสิ… ไอ้น้อง”
อาร์ตตัวสั่นเทา เขายื่นกล่องไม้ให้วินอย่างไม่เต็มใจ วินเปิดกล่อง หยิบแผนที่หนังฟอกแผ่นนั้นออกมา แววตาของชายชุดดำเปลี่ยนไปทันทีที่เห็นมัน พวกเขาอาจจะไม่รู้หนังสือโบราณ แต่พวกเขาสัมผัสได้ถึงความเก่าแก่ “ถ้ากูได้ทองนั่นมา… หนี้สองแสนนี่ขี้หมาเลยเฮีย” วินพูดด้วยน้ำเสียงที่เขาใช้ปิดการขาย “แต่ผมต้องการทุน… ค่าเดินทาง ค่าอุปกรณ์… และผมต้องการความคุ้มครองจากเฮีย” ชายชุดดำมองหน้ากัน “แล้วถ้ามึงโกหก?” “ถ้าผมโกหก… เฮียก็เอาชีวิตผมไปเลย” วินพูด “หึ… ชีวิตมึงมันไร้ค่า” ชายชุดดำพูด “แต่กูชอบแววตาหมาจนตรอกของมึง… กูจะให้เวลามึงห้าวัน… ห้าวันเท่านั้น เอาลูกน้องกูไปด้วยคนนึง” “ไม่!” วินปฏิเสธทันควัน “เรื่องนี้ต้องเป็นคนของผมเท่านั้น… ยิ่งคนน้อย ส่วนแบ่งยิ่งเยอะ… เฮียเชื่อใจผมสิ” ชายชุดดำจ้องหน้าวินเขม็ง “ก็ได้… ห้าวัน… ถ้ามึงไม่กลับมาพร้อมเงิน… ไอ้ซอยนี้กูจะเผาให้ราบ” พูดจบ ชายชุดดำก็เดินกระแทกไหล่อาร์ตออกไป
ในออฟฟิศกลับมาเงียบอีกครั้ง มีเพียงเสียงแอร์ที่ดังหึ่งๆ วินทิ้งตัวลงบนเก้าอี้ เหงื่อแตกพลั่ก เขามองหน้าอาร์ต… แววตาเปลี่ยนจากคนสิ้นหวังเป็นนักล่า “มึง… มึงทำดีมากไอ้อาร์ต” วินหัวเราะแห้งๆ “พี่วิน… ผม…” “มึงไม่ต้องพูด” วินตัดบท “มึงเพิ่งช่วยชีวิตกู… และมึงเพิ่งทำให้เราสองคนเป็นเศรษฐี” วินลุกขึ้น เดินไปล็อคประตูออฟฟิศ เขากางแผนที่ลงบนโต๊ะ “กูจะรวบรวมทีม” วินพูด ดวงตาเป็นประกาย “งานนี้… ต้องมีคนของเรา” วินหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา “ไอ้กร… มึงอยู่ไหน… กูมีงานใหญ่ให้ทำ… เตรียมอุปกรณ์เจาะระบบ… ไม่สิ… เตรียมอุปกรณ์เดินป่ามาให้กู… ของดีที่สุดที่มึงจะขโมยมาได้” “แล้วก็… ไอ้โอม… มึงบอกว่าบ้านมึงอยู่อุดรใช่ไหม? มึงเคยไปคำชะโนดรึเปล่า?” วินวางสาย แล้วหันมามองอาร์ต “ส่วนมึง… ไอ้อาร์ต… ไปบอกแฟนของมึง… พิม… ให้ไปด้วย” อาร์ตตกใจ “พิมไปด้วยเหรอครับ? แต่… นี่มันอันตราย” วินยิ้มมุมปาก “อันตรายสิ… กูถึงต้องเอาคนที่ไว้ใจได้ไปด้วย” รอยยิ้มของวินเย็นเยียบ “พิม… มันติดหนี้กูอยู่… มึงรู้ใช่ไหม?” อาร์ตหน้าซีด “หนี้อะไรครับ?” “ฮ่าๆๆๆ!” วินหัวเราะลั่น “มึงนี่มันซื่อจริงๆ ไอ้อาร์ต… เอาเป็นว่า… ถ้ามึงอยากให้แฟนรอด… มึงต้องไปกับกู… และต้องหาทองนั่นให้เจอ”
วินเดินมาตบหน้าอาร์ตเบาๆ “นี่คือโอกาสเดียวในชีวิตของเรา… โอกาสที่จะหนีไปจากที่นี่” “อย่าทำให้กูผิดหวัง”
อาร์ตเดินออกจากออฟฟิศของวิน ขาของเขาสั่น เขารู้สึกเหมือนเพิ่งทำสัญญากับปีศาจ เขาไม่ได้แค่ขโมยกล่องไม้… เขาเพิ่งขโมยความตายมาให้ตัวเองและทุกคนที่เขารู้จัก
คืนนั้น อาร์ตบอกพิมเรื่องการเดินทาง เขาโกหกเธอ… เขาบอกว่านี่คือ “งาน” ที่วินจ้างไปสำรวจพื้นที่ พิมมองหน้าเขาด้วยสายตาที่อ่านไม่ออก “วินเหรอ?” เธอทวนคำ “ช่วงนี้… ฉันไม่อยากยุ่งกับเขเลย” “เขาให้เงินดีนะ… เขาบอกว่าถ้างานนี้สำเร็จ เราจะมีเงินพอไปตั้งตัวที่อื่น” อาร์ตพยายามปั้นเสียงให้ดูมีความหวัง พิมถอนหายใจยาว เธอมองไปรอบๆ ห้องเช่าเหม็นอับ มองกองบะหมี่ถ้วยที่มุมห้อง มองชีวิตที่เหมือนติดอยู่ในวงจรอุบาทว์ “ก็ได้” เธอพูดในที่สุด “ฉันจะไป… แต่ถ้ามีอะไรไม่ชอบมาพากล… เราจะกลับกันทันทีนะอาร์ต” “แน่นอน” อาร์ตโกหก เขากอดเธอแน่น… กอดที่รู้สึกเหมือนการอำลา
เช้าวันต่อมา ที่สถานีขนส่งหมอชิต กลุ่มคนห้าคนมารวมตัวกัน วิน… ในชุดสูท (ปลอม) ตัวเก่ง อาร์ต… ในชุดเดินป่ามือสองที่เพิ่งซื้อมา พิม… ที่ดูเหนื่อยล้าและหวาดระแวง กร (กร) อายุ 23 ปี… เด็กหนุ่มท่าทางขี้ขลาดที่เชี่ยวชาญเรื่องเทคโนโลยี (เถื่อน) เขากำลังวุ่นวายกับอุปกรณ์ GPS ที่เพิ่งแฮ็กมา และโดรนมือสอง และคนสุดท้าย… โอม (โอม) อายุ 27 ปี โอมเป็นคนอุดรฯ โดยกำเนิด เขามีรอยสักรูปพญานาคที่แขน เขาหาเลี้ยงชีพด้วยการขายวัตถุมงคลปลอมๆ และเล่นการพนัน “ไงพวกมึง” โอมทักทาย “กูไม่นึกเลยว่ามึงจะบ้าจี้มาหาของในป่าผีดิบแบบนี้” “ผีดิบอะไรของมึง” วินตบหัวโอม “นั่นมันที่ศักดิ์สิทธิ์… ที่ที่จะทำให้เรารวย!” โอมหัวเราะ “สำหรับพวกมึง… มันอาจจะเป็นแค่ทอง… แต่สำหรับคนแถวนั้น… เขาเรียกมันว่า ป่ากินคน” อาร์ตกลืนน้ำลาย รถทัวร์เคลื่อนตัวออกจากชานชาลา มุ่งหน้าสู่ภาคอีสาน ไม่มีใครในห้าคนนี้รู้เลยว่า… นี่คือตั๋วเที่ยวเดียว พวกเขาไม่ได้กำลังไปตามหาขุมทรัพย์ พวกเขา… กำลังไปเป็นเหยื่อ
การเดินทางยาวนาน 10 ชั่วโมงบนรถตู้เช่าราคาถูก อบอ้าวและเหม็นกลิ่นเบาะสังเคราะห์ วินไม่ได้จ่ายค่ารถทัวร์ เขาบอกว่า “ไปแบบส่วนตัว” จะได้ไม่เป็นที่สังเกต แต่ความจริงคือ เขาเอาเงินที่กู้มาเพิ่มไปเช่ารถตู้ เพื่อที่เขาจะ “คุมเกม” ได้ทั้งหมด ตลอดทาง วินเอาแต่สั่งการ “ไอ้กร! มึงเช็ค GPS หรือยัง ว่ามันเชื่อมต่อดาวเทียมได้จริงๆ” “เช็คแล้วพี่… นี่มันรุ่นท็อปเลยนะ… ผมแฮ็กมาจากบริษัทสำรวจแร่” กรตอบเสียงสั่น เขาเกลียดเวลากลางคืนบนถนนที่ไม่คุ้นเคย “รุ่นท็อปเหี้ยอะไร โดรนมึงก็ยังดูกระป๋องกระแป๋ง” วินถ่มน้ำลายออกนอกหน้าต่าง “ถ้าของมึงพังกลางป่า กูถีบมึงทิ้งตรงนั้นแหละ”
พิมนั่งเงียบมาตลอดทาง เธอเอนศีรษะซบไหล่อาร์ต แต่อาร์ตไม่ได้กอดตอบ เขากำลังจมอยู่กับความคิดของตัวเอง เขาเหลือบมองกล่องไม้ที่ซ่อนไว้ในเป้ สมบัติ… หรือคำสาป? ความรู้สึกผิดเรื่องที่ขโมยมันมาเริ่มกัดกินเขา เขามองพิม… ผู้หญิงที่เขารัก กำลังถูกลากเข้ามาในเรื่องบ้าๆ นี้เพราะเขา ไม่… เพราะไอ้วิน อาร์ตเหลือบมองวินผ่านกระจกมองหลัง แววตาของวินกระหายเลือด อาร์ตรู้สึกหนาวเยือก ทั้งที่อากาศร้อนตับแลบ
โอมเป็นคนเดียวที่ดูผ่อนคลาย เขานั่งฮัมเพลงลูกทุ่งอยู่เบาะหลังสุด เคี้ยวหมากฝรั่งเสียงดัง “ใกล้ถึงแล้วพวกมึง” โอมตะโกนข้ามเบาะ “กูเริ่มได้กลิ่นบ้านเกิดกูแล้ว… กลิ่นดิน กลิ่นน้ำ กลิ่น… พญานาค” “มึงหยุดพูดเรื่องไร้สาระได้แล้วไอ้โอม” วินตะคอก “มึงมีหน้าที่นำทาง ไม่ใช่นำสวด” “เอ้า… พี่ไม่เชื่อเหรอ” โอมหัวเราะ “ที่นี่น่ะ… ศรัทธามาก่อนเงินทองนะพี่… ถ้าเราไม่แสดงความเคารพ… ท่านอาจจะไม่เปิดทางให้” “กูไม่สนว่าใครจะเปิดทาง” วินตบที่ซองปืนใต้เสื้อแจ็คเก็ต “กูมี ‘ที่เปิดทาง’ ของกูอยู่แล้ว”
รถตู้มาถึงอำเภอบ้านดุง จังหวัดอุดรธานี ในช่วงเช้ามืด อากาศที่นี่ต่างจากกรุงเทพฯ อย่างสิ้นเชิง มันหนักอึ้ง… ชื้น… และเงียบสงัด ความเงียบที่ดังกว่าเสียงใดๆ โอมนำทางรถตู้เลี้ยวออกจากถนนใหญ่ เข้าสู่ทางดินลูกรังที่ขรุขระ “เราจะไม่เข้าทางปกตินะเว้ย” โอมอธิบาย “ทางที่นักท่องเที่ยวเข้าน่ะ มันมีคนเฝ้า… เราจะเข้าทาง ‘ป่าหลังบ้าน’ ที่กูรู้จัก”
รถจอดสนิทที่ท้ายหมู่บ้านเล็กๆ แห่งหนึ่ง ไก่ขันรับแสงอรุณ แต่บรรยากาศกลับไม่งดงาม ชาวบ้านที่เดินผ่านไปมา มองพวกเขาด้วยสายตาแปลกๆ… สายตาที่เต็มไปด้วยความสงสัยและเกรงกลัว “หยิบของ!” วินสั่ง “ไอ้อาร์ต เป้หนักๆ มึงถือไป” พวกเขาห้าคนแบกสัมภาระที่หนักอึ้งเดินตามโอมไป โอมพาพวกเขาเดินลัดเลาะไปตามคันนาที่เปียกแฉะ กลิ่นโคลนสาบสางรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งพวกเขามาหยุดอยู่ที่ชายป่า มันไม่ใช่ป่าโปร่งสวยงาม มันคือดงของต้นชะโนดที่ขึ้นเบียดเสียดกันแน่นทึบ ลำต้นสูงชะลูดเสียดฟ้า แต่ด้านล่างกลับรกทึบไปด้วยพงหญ้าและหนามหวาย และที่น่าขนลุกคือ… บริเวณนี้เต็มไปด้วยน้ำ น้ำนิ่งๆ สีขุ่น ที่มองไม่เห็นว่าลึกแค่ไหน
“นี่เหรอวะ ทางเข้า?” กรพูดเสียงสั่น “กูว่าเรากลับไปเข้าทางปกติเหอะพี่วิน” “เงียบปาก!” วินผลักหัวกร “ไอ้โอม… นำไป” โอมทำหน้าเครียด “เดี๋ยวก่อนพี่… ตามธรรมเนียม… เราต้องไหว้เจ้าที่ก่อน” โอมชี้ไปยังศาลเพียงตาเล็กๆ ที่ตั้งอยู่ใต้ต้นไทรใหญ่ตรงทางเข้าป่า มันเป็นศาลเก่าๆ ที่ดูเหมือนจะพังแหล่มิพังแหล่ มีขวดน้ำแดงที่สีซีดจาง และพวงมาลัยแห้งๆ แขวนอยู่
ทันใดนั้น พวกเขาก็สังเกตเห็น มีคนอยู่ที่นั่น หญิงชราคนหนึ่ง… หลังค่อมเกือบจะเป็นมุมฉาก เธอกำลังก้มๆ เงยๆ ทำอะไรบางอย่างอยู่หน้าศาล อาร์ตเพ่งมอง… เธอไม่ได้กำลังกวาดใบไม้ เธอกำลังใช้มือเปล่าๆ หยิบข้าวสารที่โรยอยู่บนพื้นดิน… ป้อนให้กับ… ฝูงแมลง… และกิ้งกือจำนวนมหาศาล ที่กำลังคลานยั้วเยี้ยอยู่รอบโคนต้นไทร
ทุกคนหยุดกึก “ยาย… ยายครับ” โอมเรียกเสียงเบา หญิงชราเงยหน้าขึ้นช้าๆ ใบหน้าของเธอยับย่นเหมือนเปลือกไม้แห้ง ดวงตาข้างหนึ่งฝ้าฟาง… แต่อีกข้างหนึ่งคมกริบ เธอมองพวกเขา… มองทีละคน สายตาของเธอหยุดที่วิน… แล้วเลื่อนไปที่อาร์ต… และจับจ้องที่พิมนานที่สุด
“พวกสู… มาเฮ็ดหยังกัน” (พวกเธอ… มาทำอะไรกัน) เสียงของยายแหบพร่าเหมือนใบไม้แห้งเสียดสีกัน “เอ่อ… มาเที่ยวครับยาย… มาดูป่าคำชะโนด” โอมพยายามตอบเป็นภาษาถิ่น ยายหัวเราะ… เสียงหัวเราะที่ฟังดูเหมือนคนกำลังจะขาดใจ “เที่ยวเหรอ… หึ… ป่านี้บ่มักคนมาเที่ยวเล่น” (ป่านี้ไม่ชอบคนมาเที่ยวเล่น) “ยายหมายความว่าไง” วินเริ่มหงุดหงิด ยายหันขวับมามองวิน “ป่านี้บ่มักเสียงดัง” (ป่านี้ไม่ชอบเสียงดัง) เธอลุกขึ้นยืนช้าๆ… ข้าวสารร่วงกราวจากมือเหี่ยวๆ ของเธอ ฝูงกิ้งกือคลานมาที่เท้าของเธอ… แต่เธอไม่สนใจ เธอก้าวเข้ามาหาพวกเขา
“แต่ป่านี้… มักกลิ่น” (แต่ป่านี้… ชอบกลิ่น) “กลิ่นอะไรของยาย” วินขมวดคิ้ว ยายยื่นมือที่เปื้อนดินมาเกือบจะแตะหน้าอาร์ต “กลิ่นของคนที่ขโมยของ” อาร์ตสะดุ้งสุดตัว ถอยหลังกรูด ยายหันไปมองพิม “กลิ่นของคนที่เป็นหนี้… หนี้ที่ต้องจ่ายด้วยชีวิต” พิมหน้าซีดเผือด เธอกำมือแน่น สุดท้าย… ยายมองทุกคน… มองลึกเข้าไปในดวงตา “ป่านี้… มักกลิ่นของคนสิ้นหวัง” (ป่านี้… ชอบกลิ่นของคนสิ้นหวัง)
“พวกสูคืออาหารอันโอชะ” (พวกเธอคืออาหารอันโอชะ) “ไปเถอะยาย! อย่ามาพูดจาขวางทางทำมาหากิน!” วินหมดความอดทน เขาผลักยายจนเซถลา “ไอ้วิน!” พิมกรีดร้อง ยายคนนั้นไม่ได้ล้ม… เธอยืนนิ่ง… แล้วยิ้ม เป็นรอยยิ้มที่ไม่มีฟัน… และน่ากลัวที่สุดเท่าที่อาร์ตเคยเห็น “เข้าไปแล้ว… ก็บ่ได้ออกมาง่ายๆ ดอก” (เข้าไปแล้ว… ก็ไม่ได้ออกมาง่ายๆ หรอก) “ระวัง… ‘เจ้าปู่’ เพิ่นหิว” (ระวัง… ‘เจ้าปู่’ ท่านหิว) ยายพูดจบก็หันหลังเดินช้าๆ หายลับไปหลังพุ่มไม้ ทิ้งไว้เพียงกลิ่นธูปจางๆ และเสียงกิ้งกือที่ยังคงคลานวนเวียน
ความเงียบเข้าปกคลุม ไม่มีใครกล้าพูดอะไร แม้แต่วินก็ยังอึ้งไปชั่วขณะ “แม่งเอ๊ย… หลงมาเจอคนบ้า” วินสบถ “ไป! เข้าไปได้แล้ว!” โอมกลืนน้ำลายเอื๊อก… ความมั่นใจเมื่อครู่หายไปหมด เขาพนมมือไหว้ท่วมหัวไปทางศาล “เจ้าปู่ศรีสุทโธ เจ้าแม่ย่าศรีปทุมมา… ลูกช้างมาดี… ลูกช้างมาขอโชคขอลาภ… อย่าได้ถือสาไอ้คนบ้าเมื่อกี้นี้เลย…” “มึงจะสวดอีกนานไหม!” วินตะคอก “ไป!”
โอมเป็นคนแรกที่ก้าวเท้าเหยียบลงไปในทางเข้าป่า มันเป็นทางเดินแคบๆ ที่มีน้ำเจิ่งนอง ทันทีที่เท้าของเขาสัมผัสพื้นดิน… เสียงจักจั่นเรไรที่เคยดังระงม… ก็เงียบกริบ เหมือนมีคนกดปุ่มปิดเสียง อากาศที่เคยร้อนชื้น… กลายเป็นเย็นเยียบและอับทึบ แสงแดดยามเช้าส่องไม่ถึงพื้นดิน มีเพียงความมืดสลัวของดงชะโนดที่หนาทึบ
อาร์ตเดินเป็นคนที่สอง เขารู้สึกเหมือนกำลังเดินลงไปใต้น้ำ อากาศหนักจนแทบหายใจไม่ออก พิมเดินตาม… มือของเธอจิกแขนอาร์ตไว้แน่น กรเดินรั้งท้าย… เขาเปิด GPS ที่ขโมยมา “พี่วิน… สัญญาณ… สัญญาณมันแปลกๆ” “แปลกยังไงของมึง!” “มัน… มันขึ้นว่า ‘ไม่พบตำแหน่ง’ สลับกับ ‘ตำแหน่งไม่แน่นอน’ ตลอดเลยพี่” “ของห่วย!” วินด่า “ช่างแม่งมัน… เรามีแผนที่… เรามีไอ้โอม… เดินต่อไป!”
พวกเขาเดินลึกเข้าไป ป่าเริ่มกลืนกินพวกเขา เสียงย่ำน้ำดัง “จ๋อมแจ๋ม” เป็นจังหวะที่น่าขนลุก ไม่มีเสียงนก… ไม่มีเสียงสัตว์อื่น มีเพียงเสียงย่ำเท้าของพวกเขา และกลิ่น… กลิ่นที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ไม่ใช่กลิ่นโคลน… ไม่ใช่กลิ่นป่า มันคือกลิ่นคาว… กลิ่นคาวเลือดจางๆ ผสมกับกลิ่นสาบของสัตว์เลื้อยคลาน
พิมเริ่มไอค่อกแค่ก “ฉัน… ฉันหายใจไม่ค่อยออก” “ทนหน่อยน่า” วินพูดอย่างรำคาญ “แค่ป่าชื้นๆ” “ไม่ใช่พี่” กรพูดเสียงสั่น “ผม… ผมก็ได้กลิ่น… เหมือน… เหมือนงู” “งูเหี้ยอะไรจะตัวใหญ่ขนาดกลิ่นแรงขนาดนี้” “ผม… ผมไม่รู้… แต่ผมกลัว” อาร์ตหยุดเดิน เขารู้สึกว่ามีอะไรบางอย่างเคลื่อนไหว บนต้นชะโนดสูงใหญ่ข้างหน้าเขา มันไม่ใช่ลิง… ไม่ใช่นก มันคือเงาสีดำขนาดใหญ่… ที่เลื้อยพันอยู่รอบลำต้น เขามองไม่ชัดในความมืดสลัว “พี่วิน…” อาร์ตเรียก “อะไรอีก!” “ข้างบนนั่น…” วินเงยหน้าขึ้น เงาดำนั้นหยุดนิ่ง แล้วมันก็ค่อยๆ คลายตัวออก… เผยให้เห็นเกล็ดสีเขียวเข้มเหลือบดำ มันไม่ใช่งู มันคือ… เถาวัลย์? เถาวัลย์ขนาดใหญ่ที่พันรอบต้นไม้… “ตาฝาดไอ้สัส!” วินตวาด “เดินต่อ!”
แต่อาร์ตแน่ใจว่าเขาเห็น… เถาวัลย์นั้น… มันขยับได้ เขาเห็นดวงตาสีแดงคู่หนึ่ง… จ้องมองลงมาจากความมืด ก่อนที่มันจะหดกลับหายวับไปในพุ่มใบ
อาร์ตไม่ได้บอกใคร เขาเริ่มตระหนักแล้วว่า… คำพูดของยายแก่คนนั้น… อาจจะไม่ใช่แค่คำขู่ พวกเขาเดินต่อไป… ลึกเข้าไปในป่าที่ไม่มีทางออก ทิ้งโลกปกติไว้เบื้องหลัง ก้าวเข้าสู่เขตแดนของบางสิ่งที่รอคอยพวกเขาอยู่ บางสิ่งที่… กำลังหิวโหย
พวกเขาเดินฝ่าน้ำครำและรากไม้ที่พันกันยุ่งเหยิงมานานหลายชั่วโมง แสงอาทิตย์แทบจะกลายเป็นเพียงความทรงจำ ป่าคำชะโนดแห่งนี้ไม่เหมือนป่าอื่น ยิ่งเดินลึก… ต้นชะโนดก็ยิ่งสูงใหญ่และเบียดกันแน่นขึ้น ลำต้นของพวกมันดูบิดเบี้ยว… บางต้นโค้งงอเข้าหากันราวกับซุ้มประตู… บางต้นก็มีรูปร่างคล้ายงูยักษ์ที่กำลังชูคอ อากาศที่เคยเย็นเยียบ ตอนนี้กลับเริ่มอบอ้าวและมีกลิ่นฉุน กลิ่นที่โอมยืนยันว่าเป็น “กลิ่นของเจ้าปู่” แต่สำหรับคนอื่น… มันคือกลิ่นของความเน่าเปื่อย
“กูไม่ไหวแล้ว… พี่วิน… พักก่อน” กรเป็นคนแรกที่ทิ้งตัวลงนั่งแหมะบนรากไม้ใหญ่ เป้ที่หนักอึ้งร่วงจากหลังเขา “ไอ้ขี้แพ้!” วินหันมาตวาด “เพิ่งเดินมาไม่กี่ชั่วโมง มึงจะสำออยไปถึงไหน” “ไม่กี่ชั่วโมงเหรอพี่!” กรเถียง “นี่มันจะมืดแล้วนะ! ผมดูนาฬิกา… เราเดินกันมา 6 ชั่วโมงแล้ว!” ทุกคนชะงัก อาร์ตยกนาฬิกาข้อมือของตัวเองขึ้นดู… มันตายสนิท เข็มหยุดเดินตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ พิมพยายามเปิดมือถือ “ไม่มีสัญญาณ… ไม่มีเลย” “ช่างแม่งนาฬิกา!” วินเตะเป้ของกร “ลุกขึ้น! ก่อนที่กูจะลากมึงไป” “พี่วิน… มันมืดแล้วจริงๆ” อาร์ตพยายามช่วยพูด “เรามองไม่เห็นทาง… ถ้าเราเดินสะดุดตอไม้ขาหัก หรือโดนงูกัดตอนกลางคืน… มันจะจบเห่เอานะครับ” “เราควรรอให้เช้า” พิมเสริม “หาที่โล่งๆ ตั้งแคมป์คืนนี้ก่อน”
วินหงุดหงิดอย่างเห็นได้ชัด เขากำลังเสียการควบคุม ความมืดในป่านี้มันกดดันประสาทเกินไป “เออ! ก็ได้!” วินตะคอก “หาที่แห้งๆ! ก่อไฟ! ใครก็ได้ก่อไฟเดี๋ยวนี้!” แต่การหาที่แห้งในป่าที่เจิ่งนองไปด้วยน้ำนั้นยากพอๆ กับการหาทอง โอมชี้ไปที่เนินดินเล็กๆ ที่อยู่สูงกว่าระดับน้ำขังไม่มากนัก “ตรงนั้น… น่าจะพอได้”
พวกเขาใช้เวลาอีกเกือบชั่วโมงในการถางหญ้าและกิ่งไม้ อาร์ตกับกรพยายามก่อไฟ แต่ไม้ทุกท่อนชื้นจนแทบจุดไม่ติด มีเพียงควันขโมงที่ทำให้แสบตา แต่ไม่มีเปลวไฟ “ไอ้กร! มึงเอาไฟแช็กมานี่!” วินกระชากไฟแช็กมาจากมือกร เขาเอาน้ำมันรอนสันที่พกมา (เพื่อจุดบุหรี่ราคาแพง) ราดลงไปบนกองไม้ ไฟลุกพรึ่บขึ้นมาทันที เปลวไฟสีส้มสว่างวาบขึ้นท่ามกลางความมืด มันควรจะทำให้รู้สึกอุ่นใจ… แต่เงาของต้นชะโนดที่ทอดล้อเล่นไปกับแสงไฟ… กลับดูเหมือนอสูรกายที่กำลังเต้นรำ
พวกเขานั่งล้อมวงเงียบๆ ไม่มีใครอยากอาหาร พิมแกะข้าวห่อใบตองที่ซื้อมาจากตลาดออกมา… มันบูดเสียแล้ว กลิ่นเปรี้ยวที่โชยออกมาทำให้เธอแทบอาเจียน “เวรเอ๊ย…” กรสบถ “แล้วเราจะแดกอะไรวะ” วินโยนปลากระป๋องไปให้ “แดกนี่ไปก่อน… ประหยัดๆ ด้วย… กูไม่รู้ว่าต้องอยู่ที่นี่อีกกี่วัน”
โอมไม่ยอมแตะต้องอาหาร เขานั่งแยกตัวออกไปไกลจากกองไฟเล็กน้อย หันหน้าเข้าหาความมืด… พนมมือ… และเริ่มสวดมนต์พึมพำ เสียงสวดของเขาเบาหวิว… แต่ในความเงียบของป่า… มันกลับดังก้องและน่าขนลุก “ไอ้โอม! มึงหยุดสวดได้ไหมวะ!” วินปาปลากระป๋องที่เหลือใส่ “กูรำคาญ!” โอมสะดุ้ง… แต่ไม่ได้หยุดสวด… เขายิ่งสวดเร็วขึ้น… แต่เสียงเบาลง ราวกับกำลังกระซิบวิงวอนต่อบางสิ่งที่มองไม่เห็น
พิมขยับเข้ามาเบียดอาร์ต “อาร์ต… ฉันกลัว” “ไม่เป็นไรนะ… เดี๋ยวพรุ่งนี้เราก็เจอทางแล้ว” อาร์ตปลอบ… ทั้งที่มือเขาก็สั่น เขามองไปที่วิน… ที่กำลังนั่งลับมีดเดินป่าเล่มยาวของเขาอยู่ แสงไฟวูบวาบบนคมมีด… แววตาของวินดูว่างเปล่า… และอันตราย อาร์ตรู้ดี… ว่าสิ่งที่น่ากลัวที่สุดในตอนนี้… อาจจะไม่ใช่ป่า
“กูจะไปเฝ้ายาม” วินพูด พลางเก็บมีดใส่ฝัก “กูกับไอ้อาร์ตจะเฝ้าผลัดแรก… พวกมึงที่เหลือ… รีบนอนซะ” ไม่มีใครหลับลง เสียงของป่าในยามค่ำคืนเริ่มบรรเลง มันไม่ใช่เสียงจิ้งหรีด… ไม่ใช่เสียงกบ มันคือเสียง “บางอย่าง” ที่กำลังเคลื่อนไหวอยู่ในน้ำ เสียง “ซวบซาบ” เสียงเหมือนมีอะไรขนาดใหญ่… กำลังลากตัวไปมาในความมืด “เสียง… เสียงอะไรวะ” กรพยายามกระซิบ “งู… งูแน่ๆ” อาร์ตตัวแข็งทื่อ “งูเหี้ยอะไรจะตัวเท่าควาย” วินพูด แต่ก็อดชักปืนออกมาถือไว้ไม่ได้ “ไม่ใช่งู” โอมพูดขัดขึ้นมา… ดวงตาเขาเบิกกว้าง “มันคือเสียง… ท่านกำลังสำรวจ” “สำรวจเหี้ยอะไรของมึงอีก!” “ท่าน… ท่านกำลังดมกลิ่นเรา” โอมเริ่มตัวสั่น “ท่านรู้แล้วว่าเราอยู่ที่นี่” “หุบปาก!” วินเอาปืนจ่อหน้าโอม “ถ้ามึงยังพูดจาเพ้อเจ้ออีก… กูยิงมึงทิ้งตรงนี้แหละ!”
โอมเงียบไป… แต่เขาก้มลงกราบกับพื้นดิน… กราบไปในทิศทางที่เสียงนั้นดังมา ความตึงเครียดแขวนอยู่ในอากาศ… หนักอึ้งจนแทบระเบิด
เวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ไม่มีใครรู้ ความเหนื่อยล้าเริ่มเอาชนะความกลัว พิมเผลอหลับไปในอ้อมแขนของอาร์ต กรก็นั่งสัปหงกพิงเป้ของตัวเอง เหลือเพียงอาร์ตกับวินที่ยังตื่น… จ้องมองเข้าไปในความมืดที่ล้อมรอบกองไฟ เสียง “ซวบซาบ” นั่นก็หายไปแล้ว เหลือเพียงความเงียบ… ความเงียบที่หนักอึ้งกว่าเดิม
อาร์ตกำลังจะผล็อยหลับ… และทันใดนั้น… “อ๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก!!!!!”
เสียงกรีดร้องของกรดังลั่นป่า พิมสะดุ้งตื่น… อาร์ตลุกพรวด วินหันปืนไปทางกรทันที “อะไร! เกิดอะไรขึ้น!” กรไม่ได้ตอบ… เขาเอาแต่ชี้มือไปที่เป้ของเขา… ดวงตาเบิกค้าง… น้ำลายฟูมปาก… ตัวสั่นเทาอย่างรุนแรง
อาร์ตส่องไฟฉายตามไป และสิ่งที่เขาเห็น… ทำให้เส้นผมทั่วร่างลุกชัน มันไม่ใช่ความฝัน… มันไม่ใช่ภาพหลอน มันคือ… กองทัพ กองทัพกิ้งกือ ไม่ใช่แค่สิบหรือร้อยตัว… แต่นับพัน… นับหมื่นตัว พวกมันตัวดำมะเมื่อม… ขนาดใหญ่กว่าปกติ… พวกมันคลานยั้วเยี้ยออกมาจากเป้ของกร คลานออกมาจากใต้รากไม้… คลานลงมาจากต้นชะโนด… พวกมันมุ่งหน้ามายังที่ตั้งแคมป์ของพวกเขา
“เชี่ย… เชี่ย… เชี่ยอะไรวะเนี่ย!” อาร์ตสบถ กิ้งกือพวกนั้นไม่ได้แค่คลานผ่าน พวกมันมุ่งหน้ามาที่… อาหาร ปลากระป๋องที่เปิดทิ้งไว้… ตอนนี้ถูกกิ้งกือดำทะมึนห่อหุ้มจนมองไม่เห็น ข้าวห่อที่บูด… พวกมันกำลังรุมทึ้ง และที่น่าสยดสยองที่สุด… พวกมันคลานขึ้นมาบนตัวกร… ที่ยังคงนั่งช็อกตัวแข็ง “เอา… เอามันออกไป! ช่วยด้วย!” กรเริ่มได้สติ เขาปัดป่ายอย่างบ้าคลั่ง กิ้งกือจำนวนมากถูกบดขยี้… และกลิ่นเหม็นฉุน… กลิ่นสาบ… กลิ่นที่เหมือนโลหะไหม้… ก็พวยพุ่งออกมา มันคือกลิ่นเดียวกับที่พวกเขาได้กลิ่นตลอดทาง!
“อ๊าก! มันเข้าเสื้อกู!” กรลุกขึ้นเต้นเร่าๆ พิมกรีดร้อง… พวกมันเริ่มคลานมาทางเป้ของเธอแล้ว “พี่วิน! ทำอะไรสักอย่างสิ!” อาร์ตตะโกน วินยืนนิ่งไปชั่วขณะ… แววตาของเขาดูเหมือนคนเสียสติ เขาเคยเห็นคน… เคยเห็นเลือด… แต่เขาไม่เคยเจออะไรแบบนี้ ความกลัวในแววตาของเขา… แปรเปลี่ยนเป็นความบ้าคลั่งในเสี้ยววินาที
“กูไม่สน!” วินคำราม “กูบอกแล้ว… ว่าไม่มีอะไรหยุดกูได้!” วินยกปืนขึ้น “พี่วิน! อย่า!” อาร์ตพยายามห้าม แต่สายไปแล้ว
ปัง! ปัง! ปัง! ปัง!
เสียงปืนดังสนั่นหวั่นไหว กระสุนเจาะทะลวงฝูงกิ้งกือ… เศษซากของพวกมันกระเด็นไปทั่ว กระสุนบางนัดเฉี่ยวเป้ของกร… บางนัดฝังเข้าไปในลำต้นของต้นชะโนด วินยิงเหมือนคนบ้า… ยิงจนหมดแม็กกาซีน เขากรีดร้อง… ไม่ใช่ด้วยความกลัว… แต่ด้วยความโกรธ “ตาย! ตายให้หมด! พวกมึงก็แค่หนอน! มึงมาขวางทางกูไม่ได้!”
เสียงปืนเงียบลง… เหลือเพียงเสียงหอบหายใจของวิน และเสียง… “ซ่า…” เสียงฝูงกิ้งกือที่ยังคงคลานต่อไป พวกมันไม่สนใจเสียงปืน พวกมันไม่สนใจเพื่อนที่ตาย พวกมันยังคงมุ่งหน้ามา
อาร์ต พิม และกร ยืนตัวแข็งทื่อ ความรุนแรงของวิน… มันน่ากลัวกว่าฝูงกิ้งกือเสียอีก วินเปลี่ยนแม็กกาซีนใหม่… มือของเขาสั่น เขาจ้องมองไปที่ฝูงกิ้งกือนับหมื่นที่กำลังคลานเข้ามาใกล้กองไฟ “ไม่มีใคร… ได้กลับ” วินพูดเสียงแหบ “ไม่มีใครได้ออกไปจากที่นี่… จนกว่ากูจะได้ทอง” เขาหันกระบอกปืนมาที่กร… ที่กำลังร้องไห้ฟูมฟาย “มึง… ไอ้ตัวถ่วง… มึงอยากกลับเหรอ?” “ผม… ผม… ผมกลัว… พี่วิน… เรากลับกันเถอะ… นี่มันนรก…” “นรกเหรอ?” วินหัวเราะ เขาเอาปืนจ่อหัวกร “มึงจะได้เจอนรกของจริง… ถ้ามึงยังพูดคำว่า ‘กลับ’ อีกแม้แต่คำเดียว” วินมองไปที่อาร์ตและพิม “พวกมึงด้วย!” “ใครอยากกลับ… กูก็จะส่งมันไปนรกเดี๋ยวนี้!”
อาร์ตกอดพิมไว้แน่น เขารู้แล้ว… พวกเขาติดอยู่ ติดอยู่ในป่าผีสิง… กับฝูงกิ้งกือกระหายเลือด… และชายที่ถือปืน… ซึ่งบ้าคลั่งยิ่งกว่าปีศาจตนไหน
แสงอาทิตย์ไม่ได้นำความหวังมาให้ มันเป็นเพียงแสงสีเทาหม่นที่ส่องลอดผ่านม่านใบชะโนดที่หนาทึบ เผยให้เห็นซากปรักหักพังของค่ำคืนที่ผ่านมา กองไฟมอดดับไปแล้ว… เหลือเพียงเถ้าถ่านที่ชื้นแฉะ และซากกิ้งกือ… ซากสีดำมะเมื่อมเกลื่อนกลาดไปทั่วเนินดิน กลิ่นเหม็นสาบฉุนรุนแรงจนแทบสำลัก วินยืนอยู่กลางวง… ปืนในมือของเขายังคงอุ่น แววตาของเขาแดงก่ำ… เขาไม่ได้นอนเลยทั้งคืน เขาจ้องมองทุกคน… ทีละคน
“เก็บของ” เสียงของเขาแหบพร่าและไร้ความรู้สึก ไม่มีใครขยับ กรยังคงนั่งตัวสั่นอยู่ที่เดิม… ดวงตาเหม่อลอย พิมซุกหน้าอยู่กับอกของอาร์ต… ตัวเธอสั่นไม่หยุด “กูบอก… ให้เก็บของ!” วินตะคอกลั่น เขาเดินไปเตะเป้ของกรอย่างแรง “มึงอยากตายอยู่ที่นี่รึไง! ลุกขึ้น!”
กรสะดุ้งสุดตัว… น้ำตาไหลพราก “ผม… ผมไม่ไป… ผมจะกลับ… ผมทนไม่ไหวแล้ว” “กลับ?” วินหัวเราะในลำคอ “มึงดูรอบๆ สิ… มึงคิดว่ามึงรู้เหรอว่าทางกลับมันอยู่ตรงไหน” อาร์ตกลืนน้ำลาย… วินพูดถูก ป่านี้มันเหมือนกันหมดทุกทิศทาง… ต้นชะโนดที่บิดเบี้ยวเหมือนกันหมด “เรามี GPS” อาร์ตพยายามพูด “เออ! ไอ้กร! เอา GPS มึงขึ้นมา!” วินสั่ง
กรค่อยๆ คลานไปที่เป้ของเขา… มือสั่นเทา เขาหยิบเครื่อง GPS ที่เขาเคยอวดอ้างนักหนาออกมา หน้าจอของมัน… ว่างเปล่า “มัน… มันดับ” “มึงก็เปิดสิไอ้ควาย!” “ผมเปิดแล้ว! มันไม่ติด!” กรแทบจะร้องไห้ “แบต… แบตหมด” “อะไรนะ!” วินกระชากคอเสื้อกรขึ้นมา “มึงบอกกูว่ามึงชาร์จมาเต็ม!” “ผมชาร์จมาเต็มจริงๆ พี่! แต่… แต่เมื่อคืน… ตอนที่กิ้งกือนั่นมัน…” กรชี้ไปที่เพาเวอร์แบงค์สำรองของเขา… มันถูกกองทัพกิ้งกือคลานทับ… น้ำเมือกเหนียวๆ ของพวกมันเกาะเต็มช่องเสียบ USB เกิดประกายไฟช็อตเล็กๆ… และมีกลิ่นไหม้ มันพังแล้ว… พังสนิท
วินผลักกรล้มลงกับพื้น ความเงียบที่น่าอึดอัดเข้าปกคลุม อุปกรณ์ไฮเทคชิ้นเดียวที่พวกเขามี… ไร้ประโยชน์ “ไม่เป็นไร…” วินพยายามคุมสติ “เรายังมีแผนที่… ของไอ้อาร์ต” อาร์ตรีบเปิดเป้ของตัวเอง… หัวใจเขาเต้นรัว เขากลัวว่ากิ้งกือจะเข้าไปในเป้เขาด้วย แต่โชคดี… กล่องไม้ยังอยู่… แผนที่ยังปลอดภัย เขาคลี่แผ่นหนังฟอกออกมา “ตามแผนที่… เราต้องเดินไปทางทิศตะวันออก… ข้ามลำห้วยเล็กๆ” “แล้วทิศตะวันออกมันอยู่ทางไหน” พิมถามเสียงสั่น ทุกคนเงยหน้ามองท้องฟ้า… แสงสีเทาหม่น… ส่องลงมาเท่ากันทุกทิศ… ไม่มีใครบอกได้ว่าดวงอาทิตย์อยู่ตรงไหน
“ไอ้กร! โดรน!” วินนึกขึ้นได้ “เอาโดรนของมึงขึ้นบิน! บินให้สูงกว่ายอดไม้… ดูว่าทิศไหนมีแสงแดด!” กรหน้าซีด… แต่เขาก็รีบหยิบโดรนมือสองออกมาจากกระเป๋ากันกระแทก นี่คือความหวังสุดท้าย เขาวางมันลงบนพื้นที่ราบที่สุดเท่าที่จะหาได้ ใบพัดเริ่มหมุน… เสียง “หึ่งๆๆ” ของมอเตอร์ดังแหวกความเงียบของป่า โดรนลอยขึ้น… สูงขึ้น… สูงขึ้น กรจ้องมองหน้าจอรีโมต ภาพจากกล้องเริ่มสั่นไหว… แต่ก็ยังพอมองเห็น มันบินสูงขึ้น… จนเกือบจะพ้นยอดชะโนดที่หนาทึบ
“เห็นแล้ว!” กรตะโกน “แสง… แสงอยู่ทางนั้น!” เขากำลังจะหันโดรนเพื่อจับทิศทางให้ชัดเจน และทันใดนั้น… “แกร๊ก!” มีเสียงบางอย่างดังขึ้น… ภาพบนหน้าจอสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง… แล้วก็หมุนคว้าง “อะไรวะ!” วินตะโกน “ไม่รู้พี่! เหมือน… เหมือนมันชนอะไรบางอย่าง!” “ชนอะไร! บนฟ้านั่นน่ะนะ!” ภาพสุดท้ายที่พวกเขาเห็น… คือเงาสีดำขนาดใหญ่ที่พุ่งผ่านหน้ากล้อง… อาจจะเป็นนก… แต่มันใหญ่เกินไป… ใหญ่เหมือน… ไม่… มันไม่ใช่นก มันคือสิ่งที่เหมือนกิ่งไม้… ที่เคลื่อนไหวได้ มันฟาดเข้าที่ใบพัดของโดรนอย่างจัง “สัญญาณหายไปแล้ว!” กรร้องลั่น โดรน… ความหวังสุดท้ายของพวกเขา… ร่วงหล่นหายไปในดงชะโนดที่อยู่ไกลออกไป พร้อมกับเสียง “ตุบ” ที่ดังแผ่วเบา
จบสิ้นแล้ว ไม่มี GPS… ไม่มีโดรน… ไม่มีทิศ พวกเขาทั้งห้าคน… หลงทางอย่างสมบูรณ์แบบ “มึง!” วินตรงเข้าไปต่อยหน้ากรเต็มแรง “ไอ้ขยะ! ของที่มึงเอามา… ไม่มีเหี้ยอะไรใช้ได้เลย!” กรล้มลง… เลือดกำเดาไหล “ผม… ผมไม่รู้… ผมขอโทษ…”
“พอได้แล้ววิน!” พิมกรีดร้อง “มันไม่ช่วยอะไร!” “ไม่ช่วยเหรอ!” วินหันมาจ้องพิม “ที่นี่ไม่มีอะไรช่วยเราได้ทั้งนั้น! นอกจากตัวเราเอง!” เขากลับไปที่แผนที่ของอาร์ต “ไอ้โอม! มึง… มึงเป็นคนพื้นที่… มึงต้องรู้สิ” โอม… ที่นั่งเงียบมาตลอดตั้งแต่เมื่อคืน… ค่อยๆ เงยหน้าขึ้น แววตาของเขาเปลี่ยนไป มันไม่ได้ดูหวาดกลัว… มันดู… ว่างเปล่า “ผมไม่รู้” โอมตอบเสียงเรียบ “มึงหมายความว่าไงว่ามึงไม่รู้! มึงบอกว่ามึงมาที่นี่บ่อย!” “ผมมา… แต่ผมมาทางที่คนเขามากัน” โอมพูดช้าๆ “ผมไม่เคยมา ‘ทางนี้’… ทางที่ยายคนนั้นบอก” เขาลุกขึ้นยืน “แต่ตอนนี้… ผมรู้แล้วว่าเราต้องไปทางไหน” “ทางไหน?” วินถามอย่างมีความหวัง โอมยกมือขึ้น… ชี้ไปในทิศทางที่มืดทึบที่สุด “ท่าน… ท่านกำลังเรียกผม”
อาร์ตขนลุกซู่ “โอม… มึงพูดเรื่องอะไร… ใครเรียกมึง” “เจ้าปู่… ท่านกำลังเรียก” โอมยิ้ม… เป็นรอยยิ้มที่น่าขนลุก “เมื่อคืน… ตอนที่พวกมึงกลัวกิ้งกือ… ท่านมาหาผม” “ท่านบอกว่า… ท่านให้อภัยผมแล้ว… ที่ผมเคยเอาของปลอมไปหลอกขาย” “ท่านบอกว่า… ถ้าอยากได้สมบัติ… ก็ต้องเอาของมาแลก” โอมเริ่มเดินนำไปในทิศทางที่เขาชี้ “ไป… พวกเราต้องไปหาท่าน” วินมองหน้าอาร์ต… พวกเขาทั้งคู่รู้ว่าโอมเริ่มเพี้ยนไปแล้ว แต่… พวกเขามีทางเลือกอื่นไหม? “เอาวะ” วินตัดสินใจ “อย่างน้อยมันก็ยังเดิน… ดีกว่านั่งรอความตายอยู่ที่นี่” วินเอาปืนจ่อหลังโอม “นำไป… ไอ้ร่างทรง… แต่อย่าคิดตุกติก… กูดูมึงอยู่”
พวกเขาเก็บของ… ทิ้งซากกิ้งกือและอุปกรณ์ที่พังแล้วไว้เบื้องหลัง เดินตามชายที่เสียสติไปแล้ว… เข้าไปในป่าที่ลึกขึ้น การเดินทางที่ไร้ทิศทางเริ่มต้นขึ้น พวกเขาเดิน… และเดิน… ป่าเริ่มเปลี่ยนรูปร่าง ต้นชะโนดเริ่มมีลักษณะแปลกประหลาดขึ้น บางต้นมีรากอากาศห้อยย้อยลงมา… หนาทึบเหมือนม่าน บางต้นมีลำต้นบวมเป่ง… เหมือนมีอะไรบางอย่างอยู่ข้างใน น้ำที่พวกเขาเดินย่ำ… เริ่มเปลี่ยนสี… จากสีขุ่น… กลายเป็นสีเขียวคล้ำ… และมีกลิ่นเหม็นเน่ารุนแรงขึ้น
กรเดินสะดุดรากไม้ล้มลง “โอ๊ย!” เขาพยายามยันตัวลุกขึ้น… และมือของเขาก็จับเข้ากับบางสิ่งที่… นุ่ม… เขาดึงมันขึ้นมาจากโคลน มันคือ… รองเท้าบูท รองเท้าบูทเดินป่า… ที่ไม่ใช่ของใครในกลุ่มพวกเขา มันเก่า… และเปื่อยยุ่ย… และยังมีบางอย่างอยู่ในนั้น กรเทมันออกมา โครงกระดูกเท้าเล็กๆ… ร่วงกราวลงบนพื้น
“ไอ้เหี้ย!!!” กรร้องลั่น เขารีบคลานถอยหลัง ทุกคนหยุดกึก “มีคน… มีคนเคยมาที่นี่… แล้วไม่ได้กลับออกไป” พิมพูดเสียงสั่น วินเอาปลายมีดเขี่ยดูกระดูกนั้น “ก็แค่พวกโง่… ที่เตรียมตัวมาไม่ดีเหมือนเรา” เขาพยายามพูดให้ดูเหนือกว่า… แต่เสียงเขาก็สั่นเล็กน้อย “ไปต่อ!” แต่ขวัญกำลังใจของพวกเขาแตกสลายไปแล้ว ป่านี้… มันกินคนจริงๆ
พวกเขาเดินต่อไปอีกหลายชั่วโมง จนกระทั่งอาร์ตสังเกตเห็นบางอย่าง “เดี๋ยวนะ…” เขาชี้ไปที่ต้นชะโนดต้นหนึ่ง ต้นที่มีรอยบาก… “รอยอะไรวะ” วินถาม “ผม… ผมเป็นคนทำเอง” อาร์ตพูด “ผมใช้มีดบากมันไว้… ตอนที่เราออกจากแคมป์เมื่อเช้า… เพื่อดูว่าเราจะเดินวนกลับมาที่เดิมรึเปล่า” ทุกคนเงียบ… “แล้วไง” วินถาม “นี่มัน… รอยที่สองแล้ว” อาร์ตพูด “ไม่ใช่สิ… รอยที่สาม” เขาชี้ไปที่รอยบากสามรอย… ที่อยู่บนต้นไม้ต้นเดียวกัน “เรา… เรากำลังเดินวน” พิมพูด “เราเดินวนอยู่ที่เดิมมาตลอดทั้งวัน” ความจริงที่น่าสะพรึงฟาดหน้าพวกเขา ป่ากำลังเล่นตลกกับพวกเขา มันไม่ยอมให้พวกเขาออกไป… และมันก็ไม่ยอมให้พวกเขาเดินหน้าต่อ “เป็นไปไม่ได้!” วินคำราม “ไอ้โอม! มึงนำทางภาษาอะไรของมึง!” วินหันไปหาโอม แต่โอม… โอมไม่ได้สนใจพวกเขา เขากำลังยืนอยู่หน้าต้นชะโนดต้นหนึ่ง… ต้นที่ใหญ่ที่สุดที่พวกเขาเคยเห็น ลำต้นของมันบวมเป่งอย่างน่าเกลียด โอมกำลัง… “คุย” กับต้นไม้ต้นนั้น “ครับ… ผมเข้าใจแล้วครับท่าน… ผมจะพาพวกเขามา… พวกเขาทั้งหมด” โอมพึมพำ… แล้วเขาก็ค่อยๆ คุกเข่าลง ก้มหัว… เอาหน้าผากแตะกับเปลือกไม้ที่หยาบกระด้างนั้น “ผมจะเอา ‘ของแลกเปลี่ยน’ มาให้ท่าน… เดี๋ยวนี้แหละครับ” โอมหันกลับมามองพวกเขา… แววตาของเขาไม่ใช่แววตาของมนุษย์อีกต่อไป มันคือแววตาของ… นักบวชผู้คลั่งศาสนา “ท่านรออยู่” โอมยิ้ม “ท่านหิวแล้ว”
“ท่านหิวแล้ว” คำพูดของโอมลอยคว้างอยู่ในอากาศที่หนักอึ้ง วิน… ที่กำลังเสียการควบคุม… พบเป้าหมายใหม่ทันที เขาหันกระบอกปืนไปที่โอม “มึงนั่นแหละ… ที่จะเป็นอาหารให้ท่าน!” วินคำราม “ไอ้คนนำทางปัญญาอ่อน! พาพวกกูมาเดินวนอยู่ที่เดิม!” แต่อาร์ตกับพิมคาดไม่ถึง… โอมไม่กลัว โอม… ผู้ซึ่งเคยขี้ขลาดและพยายามเอาตัวรอด… กลับยืนนิ่ง เขายิ้ม… “ท่านไม่เอาผม” โอมพูดเสียงเรียบ “ผมคือผู้รับใช้ท่าน” “ผู้รับใช้เหรอ?” วินเดินเข้าไปใกล้… เอาปากกระบอกปืนจ่อหน้าผากโอม “งั้นมึงบอกท่านสิ… ว่ากูจะยิงหัวมึงเดี๋ยวนี้!”
โอมเอียงคอเล็กน้อย… ราวกับกำลังฟังเสียงกระซิบจากต้นไม้ “ท่านบอกว่า… ท่านรำคาญ” “รำคาญอะไร!” “ท่านรำคาญเสียงดัง” โอมพูด… แล้วสายตาของเขาก็เหลือบไปมองปืนในมือของวิน “ท่านไม่ชอบเสียงปืน… ไม่ชอบเสียงตะคอก” “ท่านชอบ… ความเงียบ”
วินโกรธจนตัวสั่น นี่คือการท้าทายอำนาจของเขา… จากไอ้ขี้ยาขายพระปลอม “กูจะทำให้มึงเงียบ… ตลอดไป!” วินง้างปืน… กำลังจะใช้ด้ามปืนฟาดเข้าที่หน้าของโอม
และในวินาทีแห่งความตึงเครียดนั้น… กร… ผู้ที่นั่งตัวสั่นอยู่… เห็นโอกาส เขาไม่ใช่คนโง่… เขาคือสิบแปดมงกุฎ เขารู้ว่าวินหมกมุ่นอยู่กับการคุมโอม เขารู้ว่าอาร์ตกับพิมกำลังจับจ้องไปที่การเผชิญหน้านั้น และเขาก็รู้… ว่าวินวางกระเป๋าเป้ใบใหญ่ไว้ข้างรากไม้… ห่างออกไปไม่กี่ก้าว ในกระเป๋าใบนั้น… คือความหวังสุดท้าย โทรศัพท์ดาวเทียม วินเคยโชว์มันให้ดูครั้งหนึ่ง… “เผื่อฉุกเฉิน… ไว้ติดต่อเฮียที่กรุงเทพฯ”
ความกลัว… เอาชนะความเจ็บปวด กรลุกขึ้น… ไม่ใช่การลุกแบบคนปกติ เขาคลาน… เขาคลานไปกับพื้นดินที่ชื้นแฉะ… เหมือนสัตว์เลื้อยคลาน… เหมือนกิ้งกือที่เขาเกลียด พยายามไม่ให้เกิดเสียง อาร์ตเหลือบไปเห็น… “กร…” เขาเผลออุทานออกมาเบาๆ มันเบามาก… แต่ในความเงียบของป่า… มันดังพอ
“กร! มึงทำเหี้ยอะไร!” เสียงของวินเปลี่ยนจากความโกรธเป็นความตื่นตระหนก วินหันขวับ ภาพที่เขาเห็น… คือกรที่กำลังรื้อค้นกระเป๋าของเขา และในมือของกร… คือโทรศัพท์ดาวเทียมเครื่องสีดำมะเมื่อม “อย่า!” พิมกรีดร้อง กรไม่สนใจ นิ้วของเขากดปุ่มเปิดเครื่องอย่างบ้าคลั่ง “ติดสิ… ติด… ขอร้องล่ะ… ติด…”
วินพุ่งเข้าไป มันไม่ใช่การวิ่ง… มันคือการกระโจน เขาถีบเข้าที่สีข้างของกรเต็มแรง กรกระเด็นไปชนต้นไม้… แต่เขายังกำโทรศัพท์ไว้แน่น “เอามาให้กู!” วินตะโกน “ไม่! ผมจะเรียกคนมาช่วย!” กรร้องไห้ฟูมฟาย “ผมจะบอกให้เขามาช่วยเรา! ผมไม่อยากตายที่นี่!” “ช่วย?” วินหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง “มึงจะเรียกใครมา! มึงจะเรียกตำรวจมาจับกูเหรอ! มึงจะบอกพวกเขาเรื่องทองเหรอ! ไอ้หน้าโง่!” วินมองกร… ไม่ใช่ในฐานะเพื่อนร่วมทีม… แต่มองในฐานะ… “คนทรยศ” ในความคิดของวิน… กรไม่ได้กำลังเรียก “ความช่วยเหลือ” กรกำลัง “ขโมย” ขโมยโอกาส… ขโมยทอง… ขโมยอนาคตของเขา
วินกระชากโทรศัพท์มาจากมือกร กรพยายามยื้อยุด “อย่าพี่วิน… ผมขอร้อง… ผมให้ส่วนแบ่งผมทั้งหมดเลย… แค่พาผมออกไป…” วินไม่ฟัง เขาเหวี่ยงโทรศัพท์ดาวเทียมเครื่องนั้นสุดแรง… มันลอยไปไกล… และหายวับไป… พร้อมกับเสียง “จ๋อม” เบาๆ มันตกลงไปในบ่อน้ำขังสีเขียวคล้ำ… ที่อยู่ห่างออกไป ฟองอากาศผุดขึ้นมาสองสามฟอง… แล้วทุกอย่างก็นิ่งสนิท
ความหวังสุดท้าย… ดับสลายไปแล้ว กรทรุดลงกับพื้น… เขาร้องไห้เหมือนเด็กหลงทาง “มึง…” วินหอบหายใจ… ความโกรธยังไม่จางหาย “มึงมันตัวทำลาย” วินเริ่มเดินวนรอบๆ ตัวกร… เหมือนนักล่าที่กำลังจ้องเหยื่อ “กูอุตส่าห์ให้โอกาสมึง… กูพามึงมารวย… แต่มึงกลับเลือกที่จะเป็นหมาขี้ขลาด” “ผม… ผมกลัว… ผม…” “ความกลัวไม่ใช่ข้ออ้าง… สำหรับการทรยศ”
วินคว้าผมของกร… ลากเขาไปตามพื้นดิน “อ๊าก! ปล่อยผม! อาร์ต! พิม! ช่วยผมด้วย!” อาร์ตกำลังจะก้าวเข้าไป “อย่า!” วินชี้ปืนมาที่อาร์ต “มึงก็อยากหนีเหมือนมันใช่ไหม! มึงก็เป็นพวกมันใช่ไหม!” อาร์ตหยุดกึก… เขามองเห็นความตายในแววตาของวิน พิมเอามือปิดปาก… ตัวสั่นเทา
วินลากกรไปที่รากไม้ขนาดใหญ่… รากเดียวกับที่กรเคยนั่งพัก “กูบอกแล้ว… ว่าป่านี้ไม่มีที่สำหรับคนขี้แพ้” วินกดร่างของกรลง เขาจับข้อเท้าขวาของกร… วางมันพาดลงบนขอบรากไม้ที่แข็งเหมือนหิน “พี่วิน… ไม่… อย่านะครับ… ผมขอโทษ… ผมจะไม่ทำอีกแล้ว… ได้โปรด…” กรดิ้นรน… แต่แรงของวินที่ถูกขับเคลื่อนด้วยความโกรธนั้นมหาศาล พิมหันหน้าหนี… ทนดูไม่ไหว อาร์ตยืนตัวแข็ง… เขาอยากจะช่วย… แต่ขามันก้าวไม่ออก ความขี้ขลาดของเขา… มันฝังลึกเกินไป
วินยกปืนขึ้น… เขาไม่ได้ใช้กระบอกปืน เขาใช้ “ด้ามปืน” “ในเมื่อมึงอยากอยู่ที่นี่นัก…” วินพูดเสียงเย็น “มึงก็ไม่ต้องเดินไปไหนอีกแล้ว” เขาเงื้อขึ้นสุดแขน… และฟาดลงมา
“แกร๊บบบ!!!!”
เสียงนั้นไม่ดัง… แต่มันคมชัด มันคือเสียงของกระดูก… ที่แตกหักออกจากกัน เสียงกรีดร้องของกร… ไม่เหมือนเสียงมนุษย์ มันคือเสียงโหยหวนของสัตว์ที่เจ็บปวดถึงขีดสุด เสียงนั้นดังสะท้อนไปทั่วป่า… นกที่เคยเงียบ… บินแตกฮือขึ้นจากยอดไม้ เสียงกรีดร้อง… ที่ทำลายความเงียบที่โอมเพิ่งพูดถึง
กรดิ้นทุรนทุรายอยู่บนพื้น… กุมข้อเท้าที่บิดเบี้ยวผิดรูปของตัวเอง เลือดเริ่มไหลซึมออกมาจากผิวหนังที่ฉีกขาด วินยืนหอบ… มองดูผลงานของตัวเอง เขาทิ้งกรไว้ตรงนั้น… เดินกลับมาหาอาร์ตกับพิม ใบหน้าของเขาไร้ความรู้สึก… แต่ดวงตาของเขาเป็นประกายอย่างน่ากลัว
“กูพูดแล้ว… ว่านี่คืองานของกู” วินพูด… พลางเช็ดโคลน (หรือเลือด) ที่กระเด็นมาติดหน้า “ใครก็ตาม… ที่คิดจะหนี” “ใครก็ตาม… ที่คิดจะขโมยส่วนแบ่งของกู” เขาพยักพเยิดไปทางกร… ที่ตอนนี้ทำได้แค่ครางฮือๆ “มันจะไม่ได้เดินกลับออกไป”
ความเงียบที่น่าสะพรึงกลัวเข้าปกคลุมอีกครั้ง อาร์ตและพิมไม่กล้ามองหน้าวิน สายสัมพันธ์ของคำว่า “เพื่อน” หรือ “คนรู้จัก” … มันขาดสะบั้นไปแล้ว นี่ไม่ใช่การเดินทาง… นี่คือคุก และวิน… คือผู้คุม กฎหมายของโลกภายนอก… ใช้ไม่ได้ที่นี่
อาร์ตค่อยๆ เหลือบมองไปทางโอม เขากลัวว่าเสียงกรีดร้องของกร… จะทำให้โอมโกรธที่ไป “ทำลายความเงียบ” แต่สิ่งที่เขาเห็น… ทำให้เลือดในกายเย็นเฉียบยิ่งกว่าเดิม โอม… ยังคงยืนอยู่ที่หน้าต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ของเขา เขากำลัง… “ปรบมือ” แปะ… แปะ… แปะ… เขาปรบมือช้าๆ… เป็นจังหวะ รอยยิ้มปรากฏบนใบหน้าของเขา “ท่านชอบ” โอมกระซิบ… แต่เสียงนั้นดังพอที่ทุกคนจะได้ยิน “ท่านชอบเสียงกรีดร้อง” “ท่านบอกว่า… นี่คือเสียงดนตรี… ที่ไพเราะที่สุด” “เป็นการบูชา… ที่ยอดเยี่ยม”
วินหันไปมองโอม… ความบ้าคลั่งสองขั้ว… จ้องมองกัน นักล่าที่โหดเหี้ยม… และผู้ศรัทธาที่เสียสติ อาร์ตกับพิม… ติดอยู่ตรงกลาง และกร… คือเหยื่อบูชายัญชิ้นแรก
“เราต้องไปต่อ” เสียงของวินดังขึ้น ทำลายความเงียบอันน่าอึดอัด เขาไม่สนใจเสียงร้องครวญครางของกร “ไปไหน?” พิมถามเสียงสั่น… เธอไม่กล้าสบตาวิน “ไปตามที่ไอ้โอมมันบอก” วินตอบ… เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น “เราเดินวนมาทั้งวัน… บางทีไอ้คนบ้าคนนี้อาจจะพูดถูก” วินเดินไปหาโอม… ที่ยังคงยิ้มแป้น “มึง… นำทางไป… ไปหา ‘ท่าน’ ของมึง… ไปหาทอง” โอมพยักหน้าอย่างยินดี “ได้เลย… ท่านรออยู่… ท่านบอกว่า… ท่านกำลังเตรียมงานเลี้ยง” “แล้ว… แล้วกรล่ะ?” อาร์ตเป็นคนเดียวที่กล้าถาม เขาชี้ไปที่กร… ที่ตอนนี้แทบจะหมดสติเพราะความเจ็บปวด
วินมองกร… เหมือนมองดูซากสัตว์ “มันเลือกทางของมันเอง” “เราจะทิ้งเขาไว้ที่นี่เหรอ?” พิมถาม… เสียงของเธอเต็มไปด้วยความหวาดกลัวและขยะแขยง “ทิ้งเหรอ?” วินหัวเราะ “ไม่… กูไม่ทิ้ง” “ไอ้อาร์ต!” วินสั่ง “มึง… ไปแบกมันมา” อาร์ตเบิกตากว้าง “ผม… ผมเหรอครับ?” “เออ! มึงไง! มึงเป็นเพื่อนมันไม่ใช่เหรอ? หรือมึงอยากให้กูยิงขามันอีกข้าง… ให้มันคลานตาม?” อาร์ตไม่มีทางเลือก เขากลัววิน… แต่เขาก็ยังเหลือความเป็นมนุษย์อยู่นิดหน่อย เขาเดินไปหากร… พยายามไม่มองข้อเท้าที่บิดเบี้ยว “กร… ลุกไหวไหม” “เจ็บ… อาร์ต… กูเจ็บ… กูเดินไม่ไหว” กรสะอื้น “ไม่ต้องเดิน… มึงขี่หลังกู” อาร์ตพยายามอย่างทุลักทุเล… กว่าจะพยุงร่างของกรขึ้นมาบนหลังได้ น้ำหนักของกร… บวกกับความกลัวและความเหนื่อยล้า… ทำให้อาร์ตแทบทรุด แต่วินเอาปืนจ่อหลังเขา “เดิน!”
การเดินทางนรกบทใหม่เริ่มต้นขึ้น โอมเดินนำ… ฮัมเพลงประหลาด… และพูดคุยกับต้นไม้ไปตลอดทาง วินเดินคุมเชิงอยู่ตรงกลาง… ปืนพร้อมในมือ พิมเดินตาม… พยายามอยู่ให้ห่างวินมากที่สุด และอาร์ต… เดินรั้งท้าย… แบกร่างของกรที่กำลังจะตาย
ป่าที่พวกเขาเดินเข้าไป… ยิ่งเลวร้ายกว่าเดิม มันไม่ใช่แค่ทางเดินวน… มันคือทางที่ “เปลี่ยนไป” โอมนำพวกเขาไปยังพื้นที่ที่น้ำลึกขึ้น… น้ำที่ขังอยู่… ไม่ใช่สีเขียวคล้ำอีกต่อไป มันกลายเป็นสีแดงจางๆ… เหมือนมีใครเอาเลือดมาผสมน้ำ และกลิ่น… กลิ่นคาวเลือด… กับกลิ่นเหม็นเน่า… รุนแรงจนแสบจมูก
“กู… กูไม่ไหวแล้ว… อาร์ต” กรพึมพำที่ข้างหูเขา “วางกูลงเถอะ… ทิ้งกูไว้ตรงนี้แหละ” “เงียบปากน่า… ใกล้ถึงแล้ว” อาร์ตโกหก เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่ากำลังจะไปไหน “กูขอโทษ… อาร์ต” “ขอโทษเรื่องอะไร” “เรื่อง… เรื่องที่กูขโมยโทรศัพท์… กู… กูแค่อยากกลับบ้าน” อาร์ตน้ำตาซึม… “กูรู้”
ทันใดนั้น… โอมก็หยุดเดิน เขาหยุดกระทันหันจนวินเกือบจะชน “ถึงแล้ว” โอมพูด… เสียงของเขาเปลี่ยนไป… มันแหบโหยและเต็มไปด้วยความปิติยินดี “ถึงไหนวะ!” วินตะคอก… เขาเริ่มรำคาญเต็มที “ที่… ที่ท่านรอ”
โอมชี้ไปข้างหน้า สิ่งที่อยู่ตรงหน้าพวกเขา… ไม่ใช่ป่าชะโนดอีกต่อไป มันคือ… “ลาน” ลานโล่งขนาดใหญ่… ที่ไม่มีต้นไม้ขึ้นเลย และใจกลางลานโล่งนั้น… คือบึง บึงขนาดใหญ่… ที่เต็มไปด้วยโคลนสีดำมะเมื่อม โคลนที่กำลัง “เดือด” ไม่ใช่เดือดเพราะความร้อน… แต่เดือดเพราะ… “อะไรวะนั่น…” พิมกระซิบ …เพราะงู งูตัวเล็กๆ นับพัน… นับหมื่นตัว… กำลังชอนไชอยู่ใต้ผิวโคลน ทำให้มันดูเหมือนกำลังเดือดอยู่ตลอดเวลา
นี่คือฉากจากนรก “ที่นี่… ที่นี่คือที่ไหน” อาร์ตถาม… เขาปล่อยกรลงจากหลัง “บึงนาคราช” โอมตอบ… คุกเข่าลงกราบ “สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุด… ที่ที่ท่าน… จะรับ ‘ของถวาย'” วินมองไปรอบๆ “แล้วทองล่ะ! ทองอยู่ที่ไหน!” โอมหัวเราะ “ใจร้อนจัง… ท่านยังไม่รับของถวายเลย… ท่านจะให้ทองได้ยังไง” “ของถวายอะไรของมึง!”
โอมหันมา… ยิ้ม… แล้วเขาก็ชี้ไปที่… กร กร… ที่นอนหายใจรวยรินอยู่บนพื้นโคลน “เขาไง” โอมพูด “เขาคือผู้ที่ถูกเลือก”
วิน… แม้แต่คนอย่างวิน… ก็ยังอึ้งไปชั่วขณะ “มึง… มึงจะให้กู… ฆ่ามัน… ถวายบึงงูนี่เหรอวะ” “โอ้… ไม่ๆๆๆ” โอมส่ายหน้า “ท่านไม่ชอบของที่ตายแล้ว… ท่านชอบ… ของสด” “ท่านชอบ… เวลาที่เหยื่อ… พยายามหนี” โอมเดินเข้าไปหากร… กรพยายามคลานหนี… แต่เขาไปไหนไม่ได้ “ช่วยด้วย… อาร์ต… พิม… ช่วยกูด้วย!” “ไม่ต้องกลัว” โอมพูดเสียงนุ่ม… เหมือนปลอบเด็ก “มันจะไม่เจ็บนาน”
โอมเริ่มฉีกเสื้อผ้าของกร “มึงทำเหี้ยอะไร!” วินตะโกน… แม้แต่เขาก็ยังทนดูความวิปริตนี้ไม่ไหว “เลือด! ท่านชอบกลิ่นเลือด!” โอมหยิบหินแหลมคม… ที่เขาซ่อนไว้ในกระเป๋าตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้… ขึ้นมา เขากำลังจะ…
“หยุดนะไอ้บ้า!” อาร์ต… เป็นอาร์ตที่ทนไม่ไหว เขาวิ่งเข้าไปผลักโอม มันคือการกระทำจากความกลัว… และความสิ้นหวัง โอมไม่ทันตั้งตัว… เขาล้มกลิ้งไป หินแหลมหลุดจากมือ
กรเห็นโอกาส… เขาไม่สนแล้วว่าขาหัก เขารวบรวมแรงเฮือกสุดท้าย… “อ๊ากกกกก!” เขาพุ่งตัว… ไม่ใช่ไปหาอาร์ต… เขาพุ่งไปที่ข้อเท้าของวิน… แล้วเขาก็… “กัด” เขากัดเข้าที่ข้อเท้าของวินอย่างบ้าคลั่ง… เหมือนหมาจนตรอก
“ไอ้เหี้ยกร!!!!” วินกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดและตกใจ เขาสะบัดขาอย่างแรง กรหลุดออกไป… แต่ก็ยังไม่วายคว้าข้อเท้าของวินไว้… ทำให้วินเสียหลัก… วิน… ที่ยืนอยู่ริมบึงโคลน… เขากำลังจะล้ม… ล้มลงไปในบึงที่เต็มไปด้วยงูนับหมื่น
“ไม่!!!!” วินตะเกียกตะกาย… พิมกรีดร้อง… อาร์ตยืนตะลึง… วินคว้ามือไปมั่วๆ และมือของเขา… ก็คว้าเข้ากับ… เป้ของกร… ที่ยังคล้องติดตัวกรอยู่ วิน… กำลังดึงกร… ให้ตกลงไปในบึงพร้อมกับเขา!
“ปล่อยกู! ไอ้สัส!” วินตะโกน “มึงต้องตายกับกู!” กรคำรามกลับ… เลือดเต็มปาก ทั้งสองคนกำลังจะร่วงลงไป วิน… ที่ยังพอมีสติมากกว่า… เขาเห็นอาร์ต… ที่ยืนอยู่ใกล้ที่สุด “ไอ้อาร์ต! ช่วยกู! ดึงกู!” วินยื่นมืออีกข้างมา นี่คือ… วินาทีตัดสิน อาร์ตมองไปที่วิน… ชายที่เพิ่งหักขากร… ชายที่เอาปืนจ่อหัวเขา แล้วเขาก็หันไปมองกร… เพื่อนที่เขารู้จักมาทั้งชีวิต… ที่กำลังจะตาย
วินาทีนั้น… มันยาวนานราวกับชั่วนิรันดร์ อาร์ตอยากจะช่วยกร… แต่เขากลัว… ถ้าเขาช่วยกร… วินก็จะตก… แต่ถ้าอาร์ตดึงไม่ไหว… เขาก็จะตกลงไปด้วย แต่ถ้าเขาช่วยวิน… กรก็จะตายแน่ๆ
“อาร์ต! ช่วยกู… กูจะให้ทองมึง… กูให้มึงหมดเลย!” วินต่อรอง “อาร์ต… อย่า… ไอ้เหี้ยนี่มันฆ่ากู…” กรพยายามพูด อาร์ตมองไปที่พิม… พิมส่ายหน้า… น้ำตานองหน้า… “อาร์ต… อย่า…” เธอหมายถึงอะไร? อย่าช่วย? หรืออย่าลังเล?
อาร์ต… ก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าว เขาไม่ได้เลือก เขา… “ไม่ทำอะไรเลย” เขาแค่ยืนดู…
วินเห็นแววตาของอาร์ต… แววตาของความขี้ขลาด… “ไอ้ชาติหมา!!!” วินคำรามเป็นคำสุดท้าย น้ำหนักของเขากับกร… ทำให้ขอบบึงยุบตัว “ตุ้บ!” ร่างของทั้งสองคน… ร่วงลงไปในบึงโคลนสีดำ ความเงียบ… เข้าปกคลุมชั่ววินาที อาร์ตกับพิมยืนตัวแข็งทื่อ โอม… ยืนยิ้ม
แล้วบึงนั้น… ก็ “ระเบิด” ออก โคลนที่เคยเดือดเบาๆ… ตอนนี้กลายเป็นคลื่น ฝูงงูนับหมื่น… ที่ถูกรบกวน… และได้กลิ่นเลือด พวกมันพุ่งเข้าหาร่างของคนทั้งสอง เสียงกรีดร้อง… ดังขึ้นมาอีกครั้ง… แต่ไม่ใช่เสียงของกร… เป็นเสียงของวิน “อ๊ากกกกก! ร้อน! ช่วยกูด้วย! มันกัดกู! อ๊ากกก!” กร… อาจจะจมโคลนตายไปแล้ว แต่วิน… วินยังไม่ตาย เขาถูกงูรุมทึ้ง… ทั้งเป็น ร่างของเขาถูกดึง… ฉุด… จมลงไปในโคลนสีดำช้าๆ ท่ามกลางเสียงหัวเราะที่บ้าคลั่งของโอม
อาร์ตกับพิม… ยืนดูเพื่อนสองคน… ถูกฝังทั้งเป็น พิมทรุดลงกับพื้น… อาเจียนออกมา อาร์ต… ยืนนิ่ง เขารู้สึกหนาว… หนาวไปถึงกระดูก เขารอด… แต่เขาก็เพิ่งจะรู้ตัว ว่าเขา… ได้ร่วมมือ… สังหารคนถึงสองคน ด้วยการ… “ไม่ทำอะไรเลย”
บึงโคลนกลับสู่ความสงบ เหลือเพียงฟองอากาศที่ผุดขึ้นมาเป็นระยะ… และคราบเลือดจางๆ ที่ลอยอยู่บนผิวน้ำ เสียงกรีดร้องของวิน… ได้เงียบหายไปแล้ว เหลือเพียงเสียงลม… ที่พัดผ่านยอดต้นชะโนด… ฟังดูคล้ายเสียงหัวเราะเย้ยหยัน พิมยังคงนั่งอาเจียนไม่หยุด… น้ำตาผสมกับน้ำลายไหลเปรอะเปื้อน อาร์ต… ยืนตัวแข็งราวกับถูกสาป ภาพที่วินกับกรจมหายไปต่อหน้าต่อตา… มันกำลังฉายซ้ำๆ ในหัวของเขา เขาไม่ได้ฆ่าพวกเขา… แต่เขาก็ไม่ได้ช่วย ความรู้สึกผิด… และความกลัว… กำลังจะทำให้เขากลายเป็นบ้า
“สวยงาม…” เสียงของโอมทำลายความเงียบ อาร์ตหันขวับไปมอง โอมกำลังยืนอยู่ที่ขอบบึง… ในจุดที่วินกับกรเพิ่งตกลงไป เขายืนชูแขนทั้งสองข้างขึ้นฟ้า… เหมือนกำลังดื่มด่ำกับบรรยากาศ “นี่คือการบูชาที่แท้จริง!” โอมตะโกน “ท่านพอใจมาก! ท่านพอใจมาก!” โอมหันกลับมามองอาร์ตกับพิม… รอยยิ้มของเขา… มันกว้างกว่าที่เคย “ท่านบอกว่า… ท่านได้รับของแล้ว” “ท่าน… จะให้รางวัลเรา” “ทอง… อยู่ไม่ไกลแล้ว”
โอมเริ่มเดินนำอีกครั้ง… แต่คราวนี้… เขาไม่ได้เดินเข้าไปในป่าทึบ เขาเดินอ้อมไปตามขอบบึงโคลน… ไปยังทิศทางที่พวกเขาไม่เคยสังเกตเห็นมาก่อน มันคือ… “ทาง” ทางเดินหินเล็กๆ ที่ทอดลึกเข้าไปในดงต้นไม้ที่ดูโบราณกว่าจุดอื่นๆ “ไปสิ” โอมหันมากวักมือเรียก “รออะไรอยู่… สมบัติรอเราอยู่”
อาร์ตมองไปที่พิม พิมเงยหน้าขึ้น… ดวงตาของเธอแดงก่ำ… และว่างเปล่า “เราจะทำยังไง… อาร์ต” เธอพูดเสียงสั่น “เราจะไปกับมันเหรอ” อาร์ตกลืนน้ำลาย “เรา… เราไม่มีทางเลือก” อาร์ตพูด “มันคือคนเดียวที่รู้ทาง… และ… และวินก็ตายไปแล้ว… ปืน… ปืนมัน…” อาร์ตเพิ่งตระหนัก… ปืน… ตกลงไปในบึงพร้อมกับวิน ตอนนี้… ไม่มีใครมีอาวุธอีกแล้ว ยกเว้นโอม… ที่ดูเหมือนจะมี “ป่า” ทั้งป่าเป็นอาวุธ “เราต้องไปกับมัน… พิม” อาร์ตเดินไปดึงแขนเธอ “แกล้งทำเป็นเชื่อมันไปก่อน… เราต้องหาทางหนี” พิมปาดน้ำตา… แววตาของเธอเปลี่ยนไป ความกลัว… แปรเปลี่ยนเป็นความเกลียดชัง เธอเกลียดโอม… เกลียดป่านี้… และเธอ… ก็เกลียดอาร์ต เกลียดความขี้ขลาดของเขา… ที่ยืนดูเพื่อนตาย
พิมสะบัดแขนออกจากมืออาร์ต “ไม่ต้องมายุ่ง” เธอพูดเสียงเย็น “ฉันเดินเองได้” เธอเป็นฝ่ายลุกขึ้นยืน… และเดินตามโอมไป… ทิ้งระยะห่าง อาร์ตยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง… เขาถูกทิ้งให้อยู่คนเดียว… ระหว่างคนรักที่เกลียดเขา… และคนบ้าที่กำลังจะพาเขาไปตาย เขาไม่มีทางเลือก… นอกจากเดินตามไป
ทางเดินหินนั้น… นำพวกเขาไปสู่ที่ที่มืดที่สุด มันคืออุโมงค์ที่เกิดจากรากของต้นชะโนดที่พันกันแน่นทึบ อาร์ตต้องก้มหัวเดิน เขารู้สึกเหมือนกำลังเดินลงไปในหลุมศพ กลิ่นเหม็นเน่า… และกลิ่นคาวเลือด… หายไป กลิ่นใหม่ที่เข้ามาแทนที่คือ… กลิ่นกำมะถันจางๆ และ… กลิ่นของ “ทอง” มันเป็นกลิ่นโลหะที่แปลกประหลาด… หอมหวาน… และชวนเวียนหัว
และแล้ว… พวกเขาก็ทะลุออกมา อาร์ตต้องหรี่ตา… มันไม่ใช่แสงแดด มันคือ… แสงสีทอง แสงที่ส่องออกมาจาก… “โอ้… พระเจ้า…” พิมเผลออุทาน ที่นั่น… ใจกลางโพรงใต้ดินขนาดใหญ่… คือ “ถ้ำ” ถ้ำที่ผนังไม่ได้ทำจากหิน… แต่ทำจากรากไม้ที่พันกัน และใจกลางถ้ำนั้น… มีรูปปั้น รูปปั้น “พญานาค” ไม่ใช่รูปปั้นเล็กๆ แบบที่เห็นตามวัด แต่มันคือรูปปั้นขนาดมหึมา… ตัวของมันขดพันกันเป็นภูเขาเลากา… หัวของมันชูขึ้นสูง… จ้องมองพวกเขาด้วยดวงตาที่ทำจาก… ทับทิมสีแดงฉาน
และรอบๆ รูปปั้นนั้น… คือสิ่งที่พวกเขาตามหา “ทอง…” อาร์ตพูดเสียงแผ่ว มันคือทองคำ กองเป็นภูเขา… เครื่องประดับโบราณ… ถ้วยโถโอชาม… แท่งทองคำ… ปะปนอยู่กับอัญมณีที่ส่องแสงระยิบระยับ มันคือสมบัติ… ที่มากพอจะซื้อได้ทั้งประเทศ แสงสีทองที่พวกเขาเห็น… คือแสงสะท้อนจากกองสมบัติพวกนี้
อาร์ตขาแข็ง… เขาแทบไม่เชื่อสายตา ความเหนื่อย… ความกลัว… ความรู้สึกผิด… ทุกอย่างหายไปหมด… เหลือเพียง… “ความโลภ” นี่คือสิ่งที่เขารอคอย… นี่คือตั๋วที่จะพาเขาหนีไปจากชีวิตเก่าๆ “มัน… มันมีอยู่จริง” อาร์ตพึมพำ… เขาเริ่มก้าวเดิน… เหมือนคนละเมอ
“ใช่แล้ว… น้องรัก” เสียงของโอมดังขึ้นจากข้างรูปปั้น เขาไปถึงที่นั่นก่อนแล้ว… เขากำลังลูบไล้เกล็ดของรูปปั้นพญานาค… เหมือนมันเป็นสัตว์เลี้ยง “นี่คือรางวัล… สำหรับผู้ที่ศรัทธา”
อาร์ตกำลังจะก้าวเข้าไปในกองสมบัติ “เดี๋ยวก่อน!” เสียงของพิมรั้งเขาไว้ อาร์ตหันไปมองเธออย่างหงุดหงิด “อะไรอีก!” “นาย… นายไม่เห็นเหรอ” พิมพูดเสียงสั่น… เธอชี้ไปที่พื้น… รอบๆ กองทองคำ อาร์ตก้มลงมอง พื้นถ้ำ… ไม่ใช่ดิน มันถูกปูด้วย… “กระดูก…” กระดูกมนุษย์ โครงกระดูกนับร้อย… นับพัน… นอนทับถมกันอยู่รอบฐานของรูปปั้น… บางโครงยังสวมชุดเกราะโบราณ… บางโครงก็เพิ่งตายไม่นาน และที่น่าสยดสยองคือ… โครงกระดูกเหล่านั้น… ไม่ได้นอนตายอย่างสงบ พวกมันอยู่ในท่า… “ตะเกียกตะกาย” เหมือนกำลังพยายาม… “คลานหนี” ออกมาจากกองทองคำ
“กับดัก…” พิมกระซิบ “มันคือกับดัก” อาร์ตชะงัก… ความโลภเมื่อครู่ถูกความกลัวแช่แข็งในทันที เขาหันไปมองโอม “โอม… นี่มันอะไรกัน” โอมหัวเราะ… “รางวัล… ก็ต้องมีคนจ่าย” โอมตบไปที่รูปปั้น “ท่าน… ท่านไม่ใช่แค่ผู้พิทักษ์… ท่านคือ ‘นักสะสม'” “ท่านสะสมทอง… และท่านก็สะสม… ‘วิญญาณ'” “ทองพวกนี้… ไม่ใช่ของฟรี” โอมพูดต่อ “มันคือ ‘เหยื่อล่อ'” “เหมือนที่ชาวบ้านเขาใช้ข้าวล่อหนู… ท่านก็ใช้ทอง… ล่อคนโง่” “คนโง่ที่เต็มไปด้วยความโลภ… เหมือนพวกมึง”
“มึง… มึงหลอกเรามาตลอด!” อาร์ตตะคอน “หลอกเหรอ?” โอมเอียงคอ “กูเปล่า… กูคือผู้ส่งสาร… กูคือคนนำ ‘ของถวาย’ มาให้ท่าน” “วินกับกร… คือของคาว” โอมชี้มาที่อาร์ตกับพิม “ส่วนพวกมึง… คือของหวาน” “ท่านบอกว่า… ท่านจะเก็บวิญญาณของพวกมึงไว้ที่นี่… ตลอดกาล”
ทันใดนั้น… อาร์ตก็สังเกตเห็น… “พิม… แผนที่!” เขาควักแผนที่หนังฟอกออกมา… แผนที่ที่เขาขโมยมา… แผนที่… ที่ตอนนี้… กำลัง “เปลี่ยนไป” หมึกที่เคยวาดเป็นรูปป่า… กำลังจางหาย… และมีข้อความใหม่… ปรากฏขึ้นมาแทนที่… มันคือภาษาไทยโบราณ… แต่คราวนี้… อาร์ตอ่านมันออก มันอ่านว่า… “ทางเข้า… มีทางเดียว” “ทางออก… ไม่มี”
“ไม่…” อาร์ตตัวสั่น “มันต้องมีทางออกสิ!” “มีสิ” โอมพูด อาร์ตเงยหน้าขึ้นอย่างมีความหวัง โอมชี้ไปที่กองกระดูก “ทางนั้นไง… ทางเดียวกับที่ ‘นักสะสม’ คนอื่นๆ เขาออกกัน” โอมหัวเราะลั่น… เสียงหัวเราะของเขาดังก้องไปทั่วถ้ำ… มันไม่ใช่เสียงหัวเราะของมนุษย์… มันคือเสียงของความบ้าคลั่ง… ที่สมบูรณ์แบบ
และในขณะที่โอมกำลังหัวเราะ… อาร์ตก็เหลือบไปเห็น… บางสิ่งที่อยู่ข้างๆ รูปปั้น… สิ่งที่โอมใช้บูชา “ท่าน” มันคือ… หินแหลมคม… อันเดียวกับที่เขาเกือบจะใช้ฆ่ากร มันยังเปื้อนเลือด…
วินาทีนั้น… อาร์ตรู้ว่าเขาต้องทำอะไร มันไม่ใช่เพื่อพิม… ไม่ใช่เพื่อล้างแค้นให้เพื่อน แต่มันคือ… เพื่อ “ตัวเอง” เขาไม่อยากตาย… เขาไม่อยากกลายเป็นแค่กองกระดูกในถ้ำบ้าๆ นี่
อาร์ตมองพิม… พิมมองเขา ความเกลียดชังในแววตาของเธอ… ยังคงอยู่ แต่ตอนนี้… มันมีความกลัว… และความจำเป็น พวกเขาต้องร่วมมือกัน… เป็นครั้งสุดท้าย
เสียงหัวเราะของโอมยังคงดังก้อง… สะท้อนไปมาในถ้ำที่เต็มไปด้วยกระดูก เขาดูเหมือนจอมมาร… ที่กำลังชื่นชมผลงานชิ้นเอกของตนเอง อาร์ตกับพิมถอยกรูด… จนแผ่นหลังชนเข้ากับผนังรากไม้ที่เย็นชื้น พวกเขาจนตรอกแล้ว “พวกมึง… คือของหวานชิ้นสุดท้าย” โอมพูด… พลางเดินย่างสามขุมเข้ามา เขาไม่ได้เดินตรงมาที่อาร์ต เป้าหมายของเขา… คือพิม “ท่าน… ท่านชอบผู้หญิง” โอมพูด… น้ำลายฟูมปาก “ท่านบอกว่า… วิญญาณของผู้หญิงที่สิ้นหวัง… หอมหวานที่สุด”
“อย่า… อย่าเข้ามา!” พิมกรีดร้อง… เธอคว้ากะโหลกศีรษะที่อยู่ใกล้เท้าที่สุดขว้างใส่โอม มันกระทบหน้าอกโอม… แล้วร่วงลงไปแตกกระจาย โอมไม่สะทกสะท้าน… “ดิ้นสิ… กรีดร้องสิ… ท่านชอบ” โอมแสยะยิ้ม… เขากำลังจะถึงตัวพิม
วินาทีนั้น… อาร์ต… ผู้ซึ่งขี้ขลาดมาตลอดทั้งเรื่อง… ผู้ซึ่งยืนดูเพื่อนตาย เขามองไปที่พิม… ผู้หญิงที่เขารัก… แต่ก็เป็นผู้หญิงที่เกลียดเขา เขามองไปที่โอม… ไอ้คนบ้าที่ทำลายทุกอย่าง และเขาก็มองไปที่… หินแหลมคม… ที่วางอยู่ข้างรูปปั้น มันคือทางเลือกสุดท้าย ไม่ใช่เพื่อช่วยใคร… แต่เพื่อเอาชีวิตรอด
“ไอ้โอม!!!” อาร์ตตะโกนสุดเสียง… เขาไม่ได้พุ่งเข้าไปหาโอม เขาพุ่งไปที่กองทอง! “มึงอยากได้ทองนักใช่ไหม! มึงดูนี่!” อาร์ตคว้าสร้อยคอทองคำโบราณเส้นใหญ่… แล้วขว้างมัน… ไม่ได้ขว้างใส่โอม… เขาขว้างมันใส่ “รูปปั้นพญานาค” “บูชาเหรอ! มึงบูชามันนักใช่ไหม! กูจะทำลายมัน!”
“ไม่!!!!!” โอมกรีดร้อง… เสียงร้องของเขาโหยหวนยิ่งกว่าตอนที่กรถูกหักขา การกระทำของอาร์ต… มันคือการ “ลบหลู่” มันคือสิ่งที่โอมทนไม่ได้ “มึง… ไอ้คนบาป! มึงกล้าแตะต้องท่าน!” โอมเปลี่ยนเป้าหมายทันที… เขาหันขวับ… และพุ่งเข้าใส่อาร์ตอย่างบ้าคลั่ง เขาลืมพิม… เขาลืมทุกอย่าง… เหลือเพียงความโกรธที่ถูกลบหลู่
นี่คือสิ่งที่อาร์ตต้องการ! อาร์ตแกล้งทำเป็นสะดุดล้ม… ลงไปบนกองกระดูก โอมกระโจนตามมา… เหมือนสัตว์ป่า ร่างของทั้งสองคน… กลิ้งคลุกเคล้ากันอยู่บนกองสมบัติและซากศพ “มึงต้องตาย!” โอมคำราม… เขาบีบคออาร์ต อาร์ตหน้าเขียว… เขาหายใจไม่ออก นิ้วของอาร์ต… คว้าไปทั่ว… เขาจับได้ทอง… จับได้กระดูก… และในที่สุด… นิ้วของเขาก็สัมผัสกับ… ความเย็น… และความคม หินแหลม… อันเดียวกับที่โอมใช้ มันหล่นมาอยู่ใกล้ๆ ตอนที่เขาล้ม
อาร์ตไม่มีเวลาคิด เขาไม่มีแรงสู้… เขาแค่รวบรวมแรงเฮือกสุดท้าย… จ้วงแทง… แทงเข้าไปมั่วๆ “อึ่ก!”
โอมชะงัก การบีบที่คอของอาร์ต… คลายลง อาร์ตสูดอากาศเข้าปอดอย่างหิวกระหาย โอมก้มลงมองหน้าอกตัวเอง… หินแหลมคม… ปักคาอยู่ที่ลิ้นปี่ของเขา เลือดสีเข้ม… เริ่มไหลทะลักออกมา… เปรอะเปื้อนกองทองคำที่อยู่เบื้องล่าง
“มึง…” โอมพยายามพูด อาร์ต… ด้วยความกลัว… และความบ้าคลั่งที่เพิ่งค้นพบ… เขาไม่ยอมหยุด เขากระชากหินนั้นออกมา… “อ๊ากกก!” โอมร้อง แล้วอาร์ตก็แทงซ้ำ… แทง… และแทง… แทงจนกระทั่งโอมแน่นิ่งไป
เสียง “ฉึก… ฉึก… ฉึก” ที่น่าสะอิดสะเอียน… ดังก้องไปทั่วถ้ำ อาร์ตนั่งหอบอยู่บนร่างของโอม… ตัวเขาสั่นเทา… เขา… เพิ่งฆ่าคน เขาฆ่าคนจริงๆ
พิม… ที่ยืนดูเหตุการณ์ทั้งหมด… เธอไม่ได้เข้ามาช่วย เธอแค่ยืนนิ่ง… มองดูอาร์ต… ชายที่เธอเคยรัก… กำลังกลายร่างเป็นปีศาจ… ต่อหน้าต่อตาเธอ ความเงียบเข้าปกคลุม เหลือเพียงเสียงหอบหายใจของอาร์ต… และเสียง… “หยดน้ำ” ติ๋ง… ติ๋ง… เลือดของโอม… หยดลงบนกองทอง…
โอมยังไม่ตายสนิท… ลมหายใจสุดท้ายของเขา… เฮือกขึ้นมา เขาไม่ได้มองอาร์ต… เขามองผ่านอาร์ตไป… มองไปยัง… รูปปั้นพญานาค “ท่าน…” เขากระซิบ “ทำไม… ทำไมท่านไม่ช่วยข้า…” “ข้า… ถวายทุกอย่างให้ท่านแล้ว…” “ข้าคือ… ผู้รับใช้… ที่ซื่อสัตย์…” แววตาของเขา… เต็มไปด้วยความไม่เข้าใจ… ความศรัทธาทั้งชีวิต… ถูกทำลายลงในวินาทีสุดท้าย และแล้ว… ดวงตาของเขาก็เบิกกว้าง… ราวกับว่าเขาเพิ่งเข้าใจ “สัจธรรม” บางอย่าง เขาหัวเราะ… “ฮะ… ฮะ… เราทุกคน… ก็แค่… อาหาร…” สิ้นคำ… เขาก็แน่นิ่งไป
อาร์ตนั่งจมกองเลือด เขาทำสำเร็จ… เขาฆ่าโอมได้ เขา… รอดแล้ว? พิมค่อยๆ เดินเข้ามาหา “อาร์ต…” อาร์ตเงยหน้าขึ้น… แววตาของเขา… ไม่ใช่แววตาของชิปปี้ขี้ขลาดคนเดิมอีกต่อไป มันคือแววตา… ที่ว่างเปล่า เขาฆ่าโอม… เหมือนที่วินฆ่ากร เขาไม่ต่างอะไรจากวิน เขาแค่… ชนะ
“เรา… ต้องไปจากที่นี่” อาร์ตพูด… พยายามยันตัวลุกขึ้น แต่ทันทีที่เขาลุก… เขาก็รู้สึกได้ถึง… “การสั่นสะเทือน”
ครืนนนนน…. ไม่ใช่แผ่นดินไหว มันคือ… “ถ้ำ” นี้… กำลังสั่น ฝุ่นผงร่วงลงมาจากเพดานรากไม้ กองทองคำ… เริ่มสั่นไหว “อะไร… อะไรอีกล่ะ” พิมร้อง อาร์ตมองไปที่รูปปั้นพญานาค และเขาก็เห็น… เลือดของโอม… มันไม่ได้แค่หยด… มันกำลัง “ไหล” ไหลไปตามร่องหิน… ไหลไปรวมกันที่… “ฐาน” ของรูปปั้น เลือด… กำลังถูก “ดูด” เข้าไปในรูปปั้น!
“ไม่… ไม่จริงน่า” ทันทีที่เลือดหยดสุดท้าย… ถูกดูดเข้าไป “ครืนนนนนนน!!!!!” ถ้ำสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง และ… ดวงตาทับทิมสีแดงฉาน… ของรูปปั้นพญานาค… มัน… “สว่างวาบ” ขึ้น เป็นแสงสีแดง… ที่น่าขนลุก
“อาร์ต!” พิมกรีดร้อง อาร์ตมองตามที่พิมชี้ “ปาก” ของรูปปั้นพญานาค… ที่เคยปิดสนิท… บัดนี้… กำลัง “อ้า” ออกช้าๆ พร้อมกับเสียง “กร็อบแกร็บ” ที่เหมือนหินกำลังบดกัน
และจากในลำคอที่มืดมิดของรูปปั้น… มี “บางสิ่ง” กำลังเลื้อยออกมา ไม่ใช่ทอง… ไม่ใช่สมบัติ… มันคือ… “งู” งู… ตัวเดียวกับที่อยู่ในบึงโคลน… งูตัวเล็กๆ นับพัน… นับหมื่นตัว… พวกมันทะลักออกมาจากปากของรูปปั้น… เหมือนสายน้ำสีดำ… พวกมันกำลังมา… มาเพื่อ “ทำความสะอาด” มาเพื่อ… “เก็บกวาด” ของหวาน… ที่เหลืออยู่
“อ๊ากกกกกก!!!!!” พิมกรีดร้อง… เสียงของเธอแหลมเล็ก… เต็มไปด้วยความหวาดผวา สายน้ำสีดำ… ที่ประกอบด้วยงูนับหมื่นตัว… กำลังทะลักออกมาจากปากของรูปปั้นพญานาค พวกมันไม่ได้มุ่งเป้ามาที่ใคร… พวกมันแค่… “แผ่ขยาย” เหมือนน้ำท่วม… พวกมันคลานทับกองทองคำ… เสียง “ซ่า” ดังลั่น… พวกมันคลานทับกองกระดูก… และพวกมัน… ก็กำลังมุ่งหน้ามาที่อาร์ตกับพิม
“หนี! พิม! หนี!” อาร์ตลืมความเจ็บปวด… ลืมร่างของโอมที่อยู่ใต้เท้า เขาคว้าแขนพิม… ดึงเธอลุกขึ้น ความกลัวตาย… มันรุนแรงกว่าความรู้สึกผิด… รุนแรงกว่าความโลภ “ไปทางไหน!” พิมร้อง… น้ำตานองหน้า “ทางที่เรามา!” อาร์ตตะโกน ทั้งสองคนวิ่งอย่างไม่คิดชีวิต… วิ่งย้อนกลับไปในอุโมงค์รากไม้… พวกเขาวิ่งเหยียบย่ำไปบนกองกระดูก… เสียง “กรอบแกรบ” ดังขึ้นใต้ฝีเท้า…
แต่… สายเกินไป งูฝูงหนึ่ง… ที่เลื้อยเร็วกว่า… มันทะลักออกมาจาก “พื้นดิน” มันไม่ได้มาจากรูปปั้นอย่างเดียว… พวกมันออกมาจากทุกหนทุกแห่ง! งูฝูงหนึ่งตัดหน้าพวกเขา… ขวางทางเข้าอุโมงค์ไว้ มันคือพรมสีดำ… ที่กำลังเคลื่อนไหว “มัน… มันล้อมเราแล้ว” พิมทรุดลง… เธอหมดสิ้นแล้ว… ซึ่งความหวัง
“ไม่!” อาร์ตคำราม… เขาไม่อยากตาย! เขามองไปรอบๆ ถ้ำที่กำลังสั่นสะเทือน… “ครืนนน!” ผนังถ้ำส่วนหนึ่ง… ที่เกิดจากรากไม้… เริ่มปริแตก… หินและดินร่วงกราวลงมา… และ… มันเผยให้เห็น… “แสง” ไม่ใช่แสงสีทอง… มันคือแสงสีเทาหม่น… แสงของ “โลกภายนอก” มันคือช่อง… รอยแตกเล็กๆ… ที่อยู่สูงขึ้นไปเกือบถึงเพดานถ้ำ “ทางนั้น! พิม! ทางออก!” อาร์ตชี้ มันคือความหวังเดียว
ทั้งสองคนวิ่งไปที่ผนังถ้ำ… มันสูงชัน… และเต็มไปด้วยรากไม้ที่ลื่น “ปีน! เร็วเข้า!” อาร์ตสั่ง เขาเริ่มปีนก่อน… พิมปีนตามมาติดๆ เสียง “ซ่า” ไล่หลังมา… ฝูงงูกำลังตามมา… พวกมันเลื้อยขึ้นมาตามผนัง… เร็วกว่าที่คิด!
“อาร์ต! เร็ว! มัน… มันตามมาแล้ว!” พิมร้อง อาร์ตปีนอย่างบ้าคลั่ง… เล็บของเขาฉีก… มือของเขาเต็มไปด้วยแผล… แต่เขาก็ไปถึง… เขาไปถึงรอยแตกนั่น มันแคบ… แคบจนแทบจะบีบร่างเขา แต่เขาก็ยัง… “ลังเล”
เขามองย้อนกลับไป… ไม่ใช่เพื่อมองพิม… เขา… “มองทอง” กองทองคำมหาศาล… ที่กำลังจะถูกฝูงงูกลืนกิน เขามองมัน… ด้วยสายตาละห้อย “ไม่… ไม่… นี่มันของกู” อาร์ตพึมพำ เขาปีนลงไป… “อาร์ต! มึงบ้าไปแล้วเหรอ!” พิมตะโกน อาร์ตไม่ฟัง… เขาวิ่งกลับไปที่กองทอง… เขากระชากเป้สะพายหลังของเขา… เป้ที่เขาใช้แบกเสบียง… แต่ตอนนี้มันว่างเปล่า เขาเริ่มโกย… โกยทอง… โกยอัญมณี… ยัดใส่กระเป๋าอย่างบ้าคลั่ง “ไอ้เหี้ยอาร์ต! งู! งูมันมา!!!”
งูตัวแรก… เลื้อยมาถึงข้อเท้าเขา อาร์ตสะดุ้ง… เขากระทืบมัน… แต่ฝูงที่เหลือ… ก็ตามมา “ช่างแม่ง!” อาร์ตตัดสินใจ… เขาคว้าทองได้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้… รูดซิบเป้… และวิ่งกลับไปที่ผนัง… เป้ที่หนักอึ้ง… ทำให้เขาปีนช้าลง
“ช่วยด้วย! อาร์ต!” พิม… ที่กำลังปีนอยู่… งูตัวหนึ่ง… งับเข้าที่ข้อเท้าเธอ “อ๊า!” พิมเตะมัน… แต่เธอก็เสียหลัก… เธอกำลังจะร่วง! “อาร์ต! จับมือฉัน! ช่วยด้วย!” พิมยื่นมือมา… มือที่สั่นเทา… มือที่อยู่ห่างจากเขา… แค่เอื้อม
อาร์ต… ที่กำลังปีนอยู่เหนือพิม… เขาหยุด… เขามองมือของพิม… แล้วเขาก็มองเป้ที่สะพายอยู่บนหลัง… เป้ที่เต็มไปด้วยทอง… มันหนัก… มันหนักมาก… ถ้าเขาเอื้อมมือไปจับพิม… น้ำหนักของพิม… บวกกับเป้ทองคำ… เขาอาจจะร่วง… ทั้งคู่ หรือ… เขาอาจจะต้อง “เลือก”
“อาร์ต… ได้โปรด” เสียงของพิม… ไม่ใช่เสียงของความเกลียดชัง… มันคือเสียงของผู้หญิงที่เขารัก… ที่กำลังจะตาย อาร์ตหลับตาลง… ความทรงจำ… ตอนที่เขายืนดู “กร” จมลงไปในบึง… มันย้อนกลับมา ตอนนั้น… เขา “ไม่ทำอะไรเลย”
ครั้งนี้… เขา “เลือก” อาร์ตลืมตาขึ้น “กูขอโทษ… พิม” เขาไม่ได้ยื่นมือไปจับเธอ เขา… เขาใช้เท้า… ยันเข้าที่ “ไหล่” ของพิม “อาร์ต! ไม่!” “กูต้องรอด!” เขา “ถีบ” เขาถีบพิม… เพื่อใช้เธอเป็น “ฐาน” ส่งตัวเขาเอง… ให้ปีนขึ้นไปสูงขึ้น “อ๊ากกกกกกกกกกก!!!!” พิมกรีดร้อง… เสียงร้องที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวด… และความไม่เชื่อ แววตาของเธอ… แววตาที่อาร์ตจะไม่มีวันลืม… เธอมองเขา… ชายที่เธอเคยรัก… ชายที่เธอเกลียด… และชาย… ที่เพิ่งจะฆ่าเธอ ร่างของพิมร่วงหล่น… หายลับไปในคลื่นงูสีดำ… ที่กำลังรออยู่เบื้องล่าง
อาร์ตไม่มอง… เขาปีนต่อไป… เขาใช้แรงเฮือกสุดท้าย… ยัดตัว… และเป้ทองคำที่หนักอึ้ง… ผ่านรอยแตกนั้นออกไป
“แฮ่ก… แฮ่ก…” เขาหลุดออกมาได้ เขาไม่ได้อยู่ที่ปากถ้ำ… เขามาโผล่ที่ “ราก” ของต้นชะโนด… เขายังอยู่ในป่า… แต่อยู่สูงจากพื้นดิน เสียงกรีดร้องของพิม… เงียบไปแล้ว เหลือเพียงเสียง “ซ่า” ที่ดังมาจากใต้ดิน
อาร์ต… คือผู้รอดชีวิต เขารอด… เพียงคนเดียว… พร้อมกับทองคำ… ที่เปื้อนเลือด… และโคลน
อาร์ตรอดแล้ว เขายืนอยู่บนรากไม้ขนาดใหญ่… หอบหายใจเหมือนคนจมน้ำ เป้ที่หลังของเขาหนักอึ้ง… มันคือ “รางวัล” รางวัลที่แลกมาด้วยชีวิตของคนสี่คน วิน… กร… โอม… และพิม…
เสียงครืนนน… ที่ดังมาจากใต้ดิน… ค่อยๆ เงียบลง เสียงฝูงงู… หายไปแล้ว ราวกับว่า… “งานเลี้ยง” ได้จบสิ้นลง ป่าคำชะโนด… กลับสู่ความเงียบสงัดอีกครั้ง ความเงียบ… ที่หนักอึ้งและน่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าเดิม
อาร์ตไม่รอช้า เขาไม่สนว่าทิศไหนเป็นทิศไหน เขาแค่… “วิ่ง” เขากระโดดลงจากรากไม้… ยอมให้ตัวกระแทกกับพื้นโคลนที่เย็นเฉียบ เขาไม่รู้สึกเจ็บ… สารอะดรีนาลีน… หรืออาจจะเป็นความบ้าคลั่ง… กำลังสูบฉีดไปทั่วร่าง เขาวิ่ง… วิ่งฝ่าน้ำครำ… วิ่งฝ่าพงหนาม… เขาวิ่งโดยไม่มองหลัง
เขาวิ่งนานแค่ไหน… เขาไม่รู้ หนึ่งชั่วโมง… หรืออาจจะแค่สิบนาที ป่าที่เคยกักขังพวกเขา… ที่เคยทำให้พวกเขาเดินวน… ตอนนี้… มันกลับ “เปิดทาง” ให้ ราวกับว่า… มัน “พอใจ” แล้ว มันได้ “อาหาร” ที่มันต้องการแล้ว… มันจึงยอมคาย “เศษอาหาร” ชิ้นหนึ่งออกมา
และแล้ว… เขาก็เห็น “แสง” แสงแดด… แสงแดดจริงๆ… ที่ส่องสว่าง… ไม่ใช่แสงสีเทาหม่น เขาวิ่ง… วิ่งสุดชีวิต… พุ่งทะลุออกจากชายป่า… ร่างของเขาล้มกลิ้ง… ลงบนคันนาที่แห้งผาก
“อ๊อก… แฮ่ก… แฮ่ก…” อาร์ตนอนแผ่หราอยู่บนพื้นดิน… กลิ่นดิน… กลิ่นฟาง… มันคือกลิ่นของ “โลกภายนอก” เขาสูดมันเข้าปอด… เขา… รอดแล้ว เขารอดจริงๆ
เขากอดเป้ทองคำไว้แน่น… เขาลุกขึ้นนั่ง… หัวเราะ… เขาหัวเราะเหมือนคนบ้า “กูรอดแล้ว! ฮ่าๆๆๆ! กูรอดแล้ว! กูรวยแล้ว!” เขารวยแล้วจริงๆ… เขาคือผู้ชนะ… เขาล้มลุกคลุกคลาน… ลุกขึ้นยืน เขามองย้อนกลับไป… ป่าคำชะโนด… มันยืนสงบนิ่งอยู่ที่นั่น… เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เหมือนมันแค่รอ… รอเหยื่อรายต่อไป “พวกมึง… ก็แค่พวกขี้แพ้” อาร์ตพึมพำ… เขาหมายถึงเพื่อนที่ตายไป “มีแต่กู… ที่สมควรได้มัน”
เขาหันหลังให้ป่า… และเริ่มเดิน เขาต้องไปจากที่นี่… ไปให้ไกลที่สุด เขาเดินโซเซ… ไปตามทางลูกรัง… ทางที่โอมเคยพาเข้ามา
เขาเดินมาถึงศาลเพียงตา… ศาลเก่าๆ… ใต้ต้นไทร… ที่ที่ทุกอย่างเริ่มต้น และ… เธอก็อยู่ที่นั่น “ยาย” ยายแก่คนเดิม… เธอกำลัง… “โปรยข้าวสาร” โปรยอาหารให้ฝูงกิ้งกือ… เหมือนกับวันแรกที่เขาเห็น
อาร์ตหยุดกึก หัวใจของเขา… ที่เพิ่งจะเต้นปกติ… กลับเต้นระส่ำอีกครั้ง ยายค่อยๆ เงยหน้าขึ้น… ดวงตาที่ฝ้าฟางข้างหนึ่ง… และคมกริบอีกข้างหนึ่ง… จ้องมองมาที่เขา “อ้าว…” ยายพูดเสียงแหบพร่า “เหลือแต่สู… คนเดียวเหรอ” (เหลือแต่เธอ… คนเดียวเหรอ)
อาร์ตกลืนน้ำลาย เขาอยากจะวิ่ง… แต่ขามันแข็งทื่อ “คนอื่น… ไปไสหมด” (คนอื่น… ไปไหนหมด) อาร์ตไม่ตอบ… ยายยิ้ม… รอยยิ้มที่ไม่มีฟัน… ที่น่าขนลุก “บ่เป็นหยัง… ยายฮู้” (ไม่เป็นไร… ยายรู้) “ป่า… เพิ่นอิ่มแล้ว” (ป่า… ท่านอิ่มแล้ว) “คราวนี้… อิ่มนานเลย”
ยายก้มลงโปรยข้าวสารต่อ… เหมือนไม่สนใจเขา อาร์ต… ค่อยๆ ก้าวถอยหลัง… เขาต้องไป… “เดี๋ยวก่อน… พ่อหนุ่ม” ยายเรียกเขาไว้ อาร์ตหยุดอีกครั้ง “ยาย… ยายจะเอาอะไร” อาร์ตพยายามขู่… แต่เสียงเขาสั่น “ยายบ่อยากได้หยังดอก” (ยายไม่อยากได้อะไรหรอก) ยายชี้ไปที่ “เป้” ของเขา เป้ที่หนักอึ้ง… และมีคราบเลือดจางๆ ติดอยู่ “ของในนั้น… มันหนัก” “มันบ่ใช่แค่ทอง… แต่มันคือ ‘หนี้'” (มันไม่ใช่แค่ทอง… แต่มันคือ ‘หนี้’)
“ยายพูดเรื่องอะไร! ผมไม่รู้เรื่อง!” อาร์ตกำลังจะหันหลังวิ่ง “สูเป็นหนี้… ชีวิต” (เธอเป็นหนี้… ชีวิต) ยายพูดต่อ… เสียงเย็นชา “สูเอาชีวิตเพื่อนสู… แลกกับทอง” (เธอเอาชีวิตเพื่อนเธอ… แลกกับทอง) “สูเอาชีวิตผู้หญิงที่ฮักสู… มาเหยียบย่ำ… เพื่อให้ตัวเองรอด” (เธอเอาชีวิตผู้หญิงที่รักเธอ… มาเหยียบย่ำ… เพื่อให้ตัวเองรอด) “ทองนั่น… มันมี ‘เจ้าของ’ นะ”
“หยุดพูดนะ!” อาร์ตตะคอก “ผมไม่เชื่อยาย!” “สูบ่ต้องเชื่อ” (เธอไม่ต้องเชื่อ) ยายหันมามองเขา… แววตาที่คมกริบ… จ้องลึกเข้ามาในวิญญาณของอาร์ต “แต่สู… หนีมันบ่พ้นดอก” (แต่เธอ… หนีมันไม่พ้นหรอก) “สูอาจจะหนีออกจากป่าได้… แต่สู… หนี ‘พวกเขา’ บ่ได้” (เธออาจจะหนีออกจากป่าได้… แต่เธอ… หนี ‘พวกเขา’ ไม่ได้)
“พวกเขาไหน!” ยายไม่ตอบ… เธอยิ้ม… แล้วชี้… ชี้ไปที่ “ข้างหลัง” อาร์ต
อาร์ตขนลุกซู่… เขาค่อยๆ หันกลับไปมอง… ไม่มีอะไร… มีแค่ทางลูกรังว่างเปล่า… “ยายหลอกผม!” อาร์ตหันกลับมา… แต่… ยาย… หายไปแล้ว ไม่มียายแก่… ไม่มีข้าวสาร… ไม่มีกิ้งกือ ศาลเพียงตา… ว่างเปล่า เหลือเพียงกลิ่นธูปจางๆ… ที่เพิ่งดับ
อาร์ตสับสน… เขาตาลายเหรอ? เขาบ้าไปแล้วเหรอ? “ช่างแม่ง!” เขาตัดสินใจวิ่ง… วิ่ง… วิ่ง… วิ่ง… ไม่หันกลับไปมองอีก
[ฉากตัด]
หลายเดือนต่อมา… คอนโดหรู… ใจกลางกรุงเทพฯ อาร์ต… ในชุดคลุมอาบน้ำผ้าไหม… เขากำลังยืนมองวิวเมืองยามค่ำคืน… ในมือถือแก้ววิสกี้ราคาแพง เขา “รอด” เขาขายทองไปบางส่วน… ได้เงินมาหลายสิบล้าน เขาทิ้งชีวิตเก่า… เขากลายเป็น “คนใหม่”
เขารวย… เขามีทุกอย่าง… แต่… เขา “นอน” ไม่หลับ ทุกคืน… ทันทีที่เขาหลับตา… เขาจะ “ได้ยิน” เสียง… “ซ่า” เสียงเหมือนฝูงงู… ที่กำลังเลื้อย เขามองไปรอบห้อง… ห้องของเขา… ต้องเปิดไฟสว่างจ้าตลอดเวลา เขาเกลียดความมืด
เขาหันกลับไปที่เตียงคิงไซส์… เขาไม่ได้นอนคนเดียว มีผู้หญิงคนหนึ่ง… นอนอยู่บนเตียง แต่… อาร์ตจำไม่ได้ว่าเธอคือใคร เขาแค่… “ซื้อ” เธอมา… เพื่อไม่ให้ตัวเองต้องอยู่คนเดียว
อาร์ตเดินไปที่ห้องน้ำ… กระจกบานใหญ่… สะท้อนภาพของเขา ชายหนุ่มที่มั่งคั่ง… แต่ดวงตาของเขา… มันคือดวงตาของ “ผีดิบ” ดวงตาของคนที่ตายไปแล้ว… จากข้างใน
เขาก้มลงล้างหน้า… น้ำเย็นๆ สาดใส่หน้า… เขาเงยหน้าขึ้น… มองเข้าไปในกระจกอีกครั้ง
และ… เขาก็ “เห็น” ในกระจก… มันไม่ใช่แค่เขา วิน… ยืนอยู่ข้างหลังเขา… ร่างกายเน่าเปื่อย… เต็มไปด้วยงู กร… นั่งอยู่ที่พื้น… ขาบิดเบี้ยว… จ้องมองเขา โอม… ยืนยิ้ม… เลือดท่วมอก และ… พิม… พิมยืนอยู่ตรงหน้าเขา… เธอยื่นมือมา… มือที่สั่นเทา… “ช่วยฉันด้วย… อาร์ต” เธอพูด…
“อ๊ากกกกกกกกกกกกกกก!!!!!” อาร์ตกรีดร้อง… เขาทุบกระจก… “ออกไป! ออกไปจากหัวกู! กูรวยแล้ว! พวกมึงตายไปแล้ว!” ผู้หญิงในห้องนอนสะดุ้งตื่น… วิ่งหนีออกไป อาร์ต… ทรุดลงกับพื้น… ท่ามกลางเศษกระจกที่บาดมือ เลือดของเขา… ไหลนองพื้นหินอ่อนราคาแพง
เขาเงยหน้าขึ้น… มองไปที่เศษกระจกชิ้นที่ใหญ่ที่สุด… ในนั้น… พวกเขาทั้งสี่คน… ยังคงยืนจ้องมองเขา แววตาของพวกเขา… ไม่ได้โกรธแค้น… แววตาของพวกเขา… แค่ “รอ” รอ… วันที่หนี้… จะถูกชำระ รอ… วันที่เขาจะกลับไป “อยู่ด้วยกัน”
อาร์ตหัวเราะ… หัวเราะทั้งน้ำตา เขารอด… แต่เขาก็ไม่เคย “รอด” เลย เขากลายเป็น “นักโทษ” ที่ถูกขังอยู่ในคุก… ที่เขาสร้างขึ้นเอง คุก… ที่ทำจากทองคำ… และความทรงจำ
ภาพสุดท้าย… ซูมออกไปจากคอนโดหรู… กลับไปที่… ป่าคำชะโนด… ที่ศาลเพียงตา… ยายแก่คนเดิม… นั่งอยู่ เธอกำลังโปรยข้าวสาร… และเธอก็กำลัง “ยิ้ม”