กุมารทองตาแดง: ผู้นำทางสู่ขุมทรัพย์… หรือผู้ลวงวิญญาณสู่นรกของผู้พิทักษ์?
เสียงฝนตกหนักกระทบหลังคาสังกะสีเก่าๆ ดังเหมือนเสียงกรีดร้องของโลหะ อานนท์นั่งอยู่บนพื้นไม้ที่เย็นเฉียบ แสงเทียนริบหรี่ในห้องสี่เหลี่ยมเล็กๆ เผยให้เห็นคราบความยากจนที่ฝังแน่น มุมห้องมีใยแมงมุม ผนังไม้ผุพังจนเห็นแสงจันทร์สลัวๆ ลอดผ่าน กลิ่นอับชื้นของไม้เก่าผสมกับกลิ่นควันกำยานราคาถูก นี่คือบ้านของเขา และคือคุกของเขา
ตรงหน้าอานนท์ คือสองสามีภรรยาชาวบ้าน ใบหน้าซีดเผือด เต็มไปด้วยความกลัว พวกเขาซุกตัวเข้าหากันราวกับลูกนกที่หนาวสั่น “มัน… มันยังอยู่ที่นั่นไหมครับหมอ” ผู้เป็นสามีถาม เสียงสั่นเครือ
อานนท์หลับตานิ่ง เขาทำท่าเหมือนกำลังรวบรวมสมาธิ ริมฝีปากขมุบขมิบ สวดคาถาที่ไม่มีความหมาย ในความเป็นจริง เขากำลังคำนวณว่าควรจะเรียกเงินจากคนโง่สองคนนี้เท่าไหร่ พวกเขามาจากหมู่บ้านถัดไป เดินทางตากฝนมาหลายชั่วโมง เพียงเพราะลูกสาวของพวกเขาตื่นมาร้องไห้กลางดึกทุกคืน พวกเขาเชื่อว่าบ้านถูกผีสิง
“มันดุร้าย” อานนท์พูดเสียงแหบพร่า ลืมตาขึ้น ดวงตาของเขาจ้องเขม็งไปที่มุมมืดของห้องตัวเอง “มันไม่ยอมไปง่ายๆ”
ภรรยาสะอื้นไห้ “หมอต้องช่วยเรานะคะ”
อานนท์พยักหน้าช้าๆ “ข้าจะลองดู แต่พลังของมันกล้าแข็ง” เขาลุกขึ้น เดินไปที่แท่นบูชาเล็กๆ หยิบขวดดินเผาขึ้นมา เขาเดินกลับมา ยื่นให้สองสามีภรรยา “น้ำมนต์นี่… เอาไปพรมรอบบ้าน”
ทันใดนั้น! เสียงบางอย่างขูดกับพื้นไม้ใต้ถุนบ้าน กรรร… แคร่ก… สองสามีภรรยาสะดุ้งสุดตัว กรีดร้องออกมาเบาๆ
อานนท์ยิ้มในใจ ไอ้หมาผอมโซที่เขาเลี้ยงไว้ใต้ถุนบ้าน ทำงานได้ดีเสมอ เขาแค่ต้องกระทืบเท้าเบาๆ เป็นสัญญาณ มันก็จะเริ่มข่วนเสาไม้ เพราะคิดว่ามีหนู
“มันโกรธแล้ว!” อานนท์ตวาด “พวกเจ้าต้องรีบไป! เอาสิ่งนี้ไปด้วย!” เขายัดยันต์กระดาษสีแดงใส่มือของสามี “แปะไว้หน้าประตู… และ… ค่าครู”
สามีรีบควักเงินในย่ามที่เปียกชื้น ธนบัตรยับยู่ยี่หลายใบถูกยื่นมาตรงหน้า อานนท์รับเงินมาโดยไม่แม้แต่จะนับ เขารู้สึกขยะแขยง ไม่ใช่ขยะแขยงในสิ่งที่เขาทำ แต่ขยะแขยงในความง่ายดายของมัน… และความน้อยนิดของเงินที่ได้
“ไปได้แล้ว! ก่อนที่มันจะตามพวกเจ้าไป!” เขาผลักไสสองคนผัวเมียออกไปนอกชาน พวกเขาโค้งคำนับ ลนลานวิ่งฝ่าสายฝนกลับไป
อานนท์ปิดประตูไม้เสียงดัง เขากลับมายืนกลางห้อง ความเงียบเข้ามาแทนที่ มีเพียงเสียงฝนที่ยังคงดังไม่หยุด เขาก้มลงมองยันต์อีกแผ่นที่ตกอยู่บนพื้น เป็นยันต์แบบเดียวกับที่เขาให้สองคนนั้นไป เขาหยิบมันขึ้นมา… แล้วโยนมันเข้ากองไฟในเตาอย่างไม่ใยดี กระดาษสีแดงม้วนงอ กลายเป็นเถ้าถ่าน
“พวกโง่” เขาพึมพำ เขาเดินไปที่หน้าต่าง มองออกไปในความมืด อายุสี่สิบห้า… เขายังคงอยู่ที่นี่ ในกระท่อมผุพังท้ายหมู่บ้านชายแดน ที่ที่ผู้คนยังเชื่อเรื่องไสยศาสตร์มากกว่าหมอ อานนท์ไม่ใช่หมอผี เขารู้ตัวดี เขาเป็นนักต้มตุ๋น เป็นนักแสดงที่เล่นบทเดิมๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพื่อแลกกับเงินพอยาไส้
ความจนมันกัดกินจิตใจ เขามองดูมือหยาบกร้านของตัวเอง นี่ไม่ใช่ชีวิตที่เขาต้องการ ลึกลงไปในตัวเขา มีความทะเยอทะยานที่ดำมืดยิ่งกว่า เขากระหายอำนาจ กระหายความร่ำรวยที่จะทำให้เขายืนเหนือคนพวกนี้
เขาเดินไปที่มุมห้อง ยกแผ่นไม้ที่ซ่อนอยู่แผ่นหนึ่งขึ้น ข้างใต้คือหีบไม้เก่าๆ เขาเปิดมันออก ข้างในไม่ได้มีเงินทอง มีเพียงสมุดเล่มเดียว …สมุดปกดำ
เขาหยิบมันขึ้นมา นี่คือมรดกชิ้นเดียวที่พ่อของเขาทิ้งไว้ให้ พ่อของเขาเคยเป็นหมอผีจริงๆ เป็นผู้ใช้มนต์ดำที่ผู้คนหวาดกลัว และเขาก็ตายอย่างน่าสยดสยอง ร่างกายถูกฉีกเป็นชิ้นๆ ในป่าลึก ชาวบ้านบอกว่าโดนเสือสมิง แต่อานนท์รู้ดีกว่านั้น… พ่อของเขาเล่นกับของที่สูงเกินไป
อานนท์เปิดสมุดปกดำ หน้ากระดาษสีเหลืองกรอบเต็มไปด้วยอักขระโบราณที่อ่านยาก หลายปีที่ผ่านมา เขาศึกษาศาสตร์เหล่านี้ แต่เขาไม่เคยกล้าใช้มัน เขาใช้ความรู้เหล่านี้เพื่อสร้างกลโกง สร้างพิธีกรรมปลอมๆ เขาขี้ขลาดเกินกว่าจะเดินตามรอยเท้าพ่อ
นิ้วของเขาสไลด์ไปตามหน้ากระดาษ ผ่านพิธีเรียกผีสาง… พิธีทำเสน่ห์ยาแฝด… ของพวกนี้ใช้ได้ผลจริง แต่ก็มีราคาที่ต้องจ่าย เขาไม่อยากจ่าย
จนกระทั่ง… เขาเปิดมาถึงหน้าที่เกือบจะติดกัน มันเป็นหน้าที่เขาอ่านซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนกระดาษบริเวณนั้นช้ำกว่าส่วนอื่น
หัวข้อของมันถูกเขียนด้วยหมึกสีแดงคล้ำ “กุมารทองตาแดง”
ไม่เหมือนกุมารทองทั่วไปที่คนเลี้ยงไว้ค้าขาย นี่คือศาสตร์ต้องห้าม เป็นการสร้าง “อสุรกาย” ขึ้นมาจากวิญญาณดิบ ต้องใช้ซากทารกที่ยังไม่คลอด นำมาย่างไฟ ปลุกเสกด้วยเลือด ผูกมัดวิญญาณนั้นไว้รับใช้
ราคาที่ต้องจ่ายคือการแบ่งปันอายุขัยของผู้สร้าง และหากผู้สร้างควบคุมมันไม่ได้… มันจะกินวิญญาณของผู้สร้างเป็นอาหาร
อานนท์ควรจะกลัว แต่สายตาของเขาจับจ้องอยู่ที่บรรทัดสุดท้ายของย่อหน้าแรก “มันผู้ถูกสร้างจากความมืด… จมูกของมันไวต่อกลิ่นของความตาย… และกลิ่นของทองคำที่ถูกฝัง”
กลิ่นของทองคำ…
หัวใจของอานนท์เต้นแรง ในป่าต้องห้ามด้านหลังหมู่บ้าน มีตำนานที่ถูกเล่าขานกันมาหลายชินอายุคน ตำนานเรื่อง “ทองป่า”
ว่ากันว่า… ในสมัยสงคราม ขุนนางพม่าผู้หนึ่งได้ขนทองคำจำนวนมหาศาลหนีการจับกุม ทองคำหนักหนึ่งตัน พวกเขาซ่อนมันไว้ในถ้ำลึกกลางป่าต้องห้ามนั้น และเพื่อปกป้องมัน ขุนนางผู้นั้นได้ทำพิธีสละชีวิตทหารองครักษ์ทั้งหมด ผูกวิญญาณของพวกเขาไว้กับสมบัติ
หลายคนพยายามเข้าไปหามัน และไม่มีใครได้กลับออกมา บางคนหลงป่า… บางคนถูกสัตว์ร้ายกัดกิน… บางคนก็แค่… หายไป
อานนท์เคยคิดว่ามันเป็นแค่นิทานหลอกเด็ก แต่ตอนนี้… สมุดปกดำเล่มนี้กำลังบอกเขาว่า… มันมีวิธี “มันได้กลิ่นทองคำที่ถูกฝัง”
หนึ่งตัน… ทองคำหนึ่งตัน จินตนาการถึงชีวิตที่เขาจะมี บ้านหลังใหญ่… รถยนต์… ผู้คนกราบกรานเขา ไม่ใช่ในฐานะหมอผีจนๆ แต่ในฐานะ “นายท่าน”
เขาลูบไล้หน้ากระดาษนั้น ความโลภเย็นเยียบแล่นไปทั่วสันหลัง มันบดบังความกลัวจนหมดสิ้น นี่คือทางลัด นี่คือคำตอบของทุกสิ่ง
การสร้างกุมารทองตาแดง มันต้องการซากทารก เขาจะไปหามันมาจากไหน?
ทันใดนั้น เขานึกถึงคลินิกเถื่อนในตัวอำเภอ ที่นั่น… ที่ที่เหล่าเด็กสาวใจแตกไป “แก้ปัญหา” ที่นั่นต้องมีสิ่งที่เขาต้องการ
อานนท์ปิดสมุด เสียงดัง “ปึ่ก” เหมือนเสียงประตูนรกที่เพิ่งถูกเปิดออก
การหลอกลวงชาวบ้านมันไม่พออีกต่อไปแล้ว เขาเหนื่อยกับการแกล้งทำเป็นมีอำนาจ ถึงเวลา… ที่เขาจะมีอำนาจจริงๆ
เขาเดินไปที่เตาไฟ หยิบถ่านไม้ที่ยังคุอยู่ขึ้นมา เขาวาดสัญลักษณ์บางอย่างบนฝ่ามือ มันเป็นสัญลักษณ์ป้องกันตัวแบบพื้นฐาน เขาไม่ได้กำลังจะไปทำพิธี… แต่เขากำลังจะไปก่ออาชญากรรม นี่คือการข้ามเส้น เส้นที่เขาไม่เคยกล้าข้ามมาก่อน
สายฝนข้างนอกเริ่มซาลง เหลือเพียงเสียงลมที่หอบหวิว อานนท์สวมเสื้อคลุมเก่าๆ ดึงหมวกคลุมศีรษะ เขาเหลือบมองกระจกบานเล็กที่ร้าว ดวงตาที่มองตอบกลับมา… ไม่ใช่ดวงตาของนักต้มตุ๋นอีกต่อไป มันคือดวงตาของคนที่พร้อมจะเดิมพันทุกอย่าง
เขาเปิดประตู ก้าวเท้าออกไปในความชื้นแฉะยามค่ำคืน มุ่งหน้าสู่ตัวอำเภอ มุ่งหน้าสู่คลินิกเถื่อนแห่งนั้น
เขารู้ดีว่าสิ่งที่เขากำลังจะทำ… มันคือบาป บาปที่ล้างไม่หมด แต่หนึ่งตัน… ทองคำหนึ่งตัน… มันหนักกว่าบาปใดๆ ที่เขานึกออก
เขายังไม่รู้… ว่าบาปที่เขากำลังจะก่อ มันเทียบไม่ได้เลยกับนรกที่เขากำลังจะปลุกขึ้นมา
คลินิกเถื่อนตั้งซ่อนตัวอยู่ในตรอกแคบๆ หลังตลาด กลิ่นคาวเลือดและยาฆ่าเชื้อลอยคละคลุ้งปะปนกับกลิ่นขยะเน่าเหม็น อานนท์ซ่อนตัวอยู่ในเงามืด รอ… จนกระทั่งพยาบาลกะดึกทิ้งถุงขยะสีแดงก่ำใบสุดท้ายลงในถังขยะโลหะขนาดใหญ่หลังคลินิก เสียงประตูปิดและล็อค อานนท์รออีกสิบนาทีเต็ม จนแน่ใจว่าไม่มีใครอยู่
เขากระโจนออกจากที่ซ่อน ฝีเท้าเบาเหมือนแมว เขาเปิดฝาถังขยะ กลิ่นเหม็นคาวพุ่งปะทะใบหน้าจนแทบสำลัก เขาไม่ลังเล มือของเขาสวมถุงมือผ้า ล้วงลงไปในกองขยะเปียกแฉะ ค้นหา… เขาเจอถุงสีแดงถุงนั้น
หัวใจของเขาเต้นรัว ไม่ใช่เพราะความกลัวว่าจะถูกจับได้ แต่คือความตื่นเต้นที่น่าสะพรึง เขากำลังจะข้ามเส้นแบ่ง เขารู้สึกถึงมัน ความรู้สึกเหนียวเหนอะหนะ เขาดึงถุงนั้นออกมา มันหนักกว่าที่คิด
เขาไม่เปิดดู เขารีบนำมันไปที่มุมมืดของตรอก วางมันลงบนผ้าอาคมสีดำที่เตรียมมา ห่อมันอย่างรวดเร็ว สวดคาถากำกับสั้นๆ เพื่อ “ปิด” สัมผัส จากนั้นยัดมันใส่ย่ามใบเก่า แล้วรีบจ้ำอ้าว หายตัวไปในความมืดของตัวอำเภอ มุ่งหน้ากลับกระท่อมของเขา
…
ป่ารอบกระท่อมของอานนท์คืนนี้เงียบสงัด เงียบผิดปกติ ไม่มีเสียงจิ้งหรีด ไม่มีเสียงกบเขียด เหมือนสรรพสิ่งกำลังกลั้นหายใจ รอคอยสิ่งที่กำลังจะมาถึง
อานนท์ไม่ได้จุดไฟในเตา เขาลงไปที่ห้องใต้ดินเล็กๆ ที่เขาใช้เก็บของเก่าๆ และเครื่องมือทำมาหากินปลอมๆ คืนนี้… มันจะกลายเป็นสถานประกอบพิธี อากาศข้างล่างเย็นและชื้นกว่าปกติ
เขาจุดเทียนขี้ผึ้งแท้สี่เล่ม วางไว้สี่มุม แสงสีส้มสลัวเผยให้เห็นพื้นดินเปลือย เขาใช้ผงเถ้าถ่านผสมเกลือ โรยเป็นวงกลมขนาดใหญ่กลางห้อง ตรงกลางวงกลม เขาวางเตาดินเผาขนาดเล็ก และข้างๆ กันนั้น… คือตุ๊กตาไม้ขนาดเท่าทารก ที่เขาแกะสลักด้วยตัวเองเมื่อหลายปีก่อน เขาเคยตั้งใจจะใช้มันหลอกชาวบ้าน แต่ตอนนี้… มันกำลังจะมีชีวิต
เขาเปิดสมุดปกดำ วางมันไว้ข้างนอกวงกลม อ่านทวนขั้นตอนอีกครั้ง “จันทร์สีเลือด… โลหิตของผู้สร้าง… และวิญญาณที่ถูกฉีก” เขาแหงนหน้ามองช่องระบายอากาศเล็กๆ คืนนี้ไม่ใช่จันทร์สีเลือด… แต่เขาไม่มีเวลารอ
“ต้องใช้ของทดแทน” เขาพึมพำ เขาหยิบมีดหมอเล่มเก่าของพ่อออกมา กรีดเลือดไก่ดำที่เตรียมไว้ ราดลงไปในเตา เสียง “ฉ่า” ดังขึ้น ควันสีดำพวยพุ่ง
แล้วเขาก็ก้มลงที่ห่อผ้าสีดำนั้น มือของเขาสั่น นี่คือวินาทีสุดท้ายที่จะถอยหลังกลับ ภาพของทองคำหนึ่งตัน ภาพของกระท่อมผุพัง ภาพของชาวบ้านโง่ๆ ที่เขาต้องก้มหัวให้… มือของเขาหยุดสั่น
เขาแกะห่อผ้าออก สิ่งที่อยู่ข้างในถูกวางลงบนตะแกรงเหนือเตาดินเผา อานนท์เริ่มสวด ไม่ใช่บทสวดที่เขาใช้หลอกคน แต่เป็นภาษาโบราณจากสมุดปกดำ ภาษาที่ฟังดูเหมือนเสียงคราง เสียงที่บิดเบือนอากาศรอบตัว
กลิ่น… กลิ่นเนื้อไหม้เริ่มคละคลุ้ง มันเป็นกลิ่นที่น่าสะอิดสะเอียนที่สุดที่เขาเคยได้กลิ่น แต่เขาก็ยังสวดต่อไป เสียงดังขึ้น… เร็วขึ้น…
ข้างนอก… ลมเริ่มพัด เสียงเหมือนคนกระซิบผ่านรอยแตกของผนัง เทียนทั้งสี่เล่ม เปลวไฟเต้นระริก เอนลู่ไปมา… ราวกับมีบางสิ่งกำลังวิ่งวนอยู่รอบห้อง ทั้งที่ไม่มีลมในห้องใต้ดินนี้
“อาคัจฉาหิ… ปิശാเจ… ข้าเรียกเจ้า” (จงมา… วิญญาณร้าย… ข้าเรียกเจ้า) อานนท์ตะโกน เขาหยิบมีดหมอขึ้นมาอีกครั้ง กรีดลงบนฝ่ามือของตัวเอง ไม่ลึก… แต่ก็มากพอ เลือดสีแดงเข้มหยดลงบนตุ๊กตาไม้ หยด… หยด… หยด…
อากาศในห้องเย็นยะเยือก เหมือนมีคนเปิดประตูนรก กลิ่นเนื้อไหม้หายไป ถูกแทนที่ด้วยกลิ่นเหมือนโลหะเก่า… และกลิ่นโอโซนก่อนฟ้าผ่า อานนท์รู้สึกขนลุกซู่ไปทั้งตัว
“ข้าคือพ่อของเจ้า! ข้าคือผู้สร้าง! จงรับเลือดเนื้อนี้!” เขาตะโกนใส่ตุ๊กตาไม้ที่เปื้อนเลือด
วินาทีนั้น… เทียนทั้งสี่เล่มก็ดับพรึ่บพร้อมกัน เหมือนมีคนเป่า ห้องใต้ดินตกอยู่ในความมืดสนิท ความมืดที่สมบูรณ์แบบ อานนท์กลั้นหายใจ เสียงหัวใจของตัวเองดังเหมือนกลองรบ
เงียบ… เงียบจนได้ยินเสียงเลือดในหู
แล้วมันก็มา… ไม่ใช่เสียงจากในห้อง ไม่ใช่เสียงจากข้างนอก แต่เป็นเสียงที่ดังขึ้น… …ในหัวของเขา
เป็นเสียงกระซิบ แหบ… พร่า… แต่ชัดเจนเหมือนคนมากระซิบข้างหู “หิว” (หิว…)
อานนท์สะดุ้งสุดตัว เขารีบควานหามีดไม้ขีดไฟ จุดมันขึ้นมา แสงสว่างวาบขึ้น มือของเขาสั่นจนแทบถือไม้ขีดไว้ไม่อยู่
เขาจ้องไปที่กลางวงกลม ตุ๊กตาไม้ยังอยู่ที่เดิม แต่มีบางอย่างเปลี่ยนไป เตาดินเผาแตกเป็นเสี่ยงๆ เถ้าถ่านกระจาย และสิ่งที่เขาใช้ทำพิธี… หายไปแล้ว ไม่เหลือแม้แต่รอย
เขาค่อยๆ เลื่อนไม้ขีดไฟเข้าไปใกล้ตุ๊กตาไม้ หัวใจของเขาแทบจะหยุดเต้น ตุ๊กตาไม้… มันร้าว มีรอยแตกยาวพาดผ่านใบหน้าที่แกะสลักอย่างหยาบๆ
และในเบ้าตาที่เคยว่างเปล่า… บัดนี้… มีหินสีแดงก่ำสองเม็ดฝังอยู่ เหมือนดวงตา มันสะท้อนแสงไฟจากไม้ขีด วาววับ… เหมือนมีชีวิต
“กุมารทองตาแดง” อานนท์พึมพำ เขาทำสำเร็จแล้ว…
เสียงกระซิบดังขึ้นในหัวเขาอีกครั้ง ชัดเจนกว่าเดิม… และแฝงไปด้วยความเยาะเย้ย “หิว… พ่อ”
อานนท์กลืนน้ำลายที่เหนียวข้นลงคอ เขามองไปรอบๆ ห้องที่มืดมิด ความรู้สึกโดดเดี่ยวที่เคยมี… หายไปแล้ว ตอนนี้เขาไม่ได้อยู่คนเดียวอีกต่อไป
ไม้ขีดไฟในมือมอดดับลง ทิ้งเขากลับไปสู่ความมืด พร้อมกับเสียงหัวเราะคิกคักเบาๆ ที่ดังมาจากตุ๊กตาไม้ตัวนั้น และดังมาจากในหัวของเขาเอง
อานนท์จุดตะเกียงน้ำมัน แสงสว่างที่สั่นไหวขับไล่ความมืดออกไป แต่กลับขับไล่ความหนาวเย็นยะเยือกไม่ได้ เขานั่งจ้องตุ๊กตาไม้ตาแดงนั้นนิ่ง มันกลับไปเป็นวัตถุไร้ชีวิต ไม่ขยับ… ไม่ส่งเสียง มีเพียงดวงตาสีทับทิมสองข้างที่จับจ้องเขากลับมา ราวกับกำลังเยาะเย้ย
“เจ้าหิว” อานนท์พูดกับมัน เสียงของเขาแหบโหย ไม่มีเสียงตอบ แต่เขารู้สึกได้ถึงแรงกดดันในหัว ความหิวโหยที่เรียกร้อง
“ข้าให้เลือดไก่เจ้าไปแล้ว” เสียงหัวเราะคิกคักดังขึ้นในสมองของเขา “ไม่พอ… เลือดมันจืดชืด… ต้องการเลือดของผู้สร้าง”
อานนท์กำหมัดแน่น นี่คือราคาที่เขาต้องจ่าย เขาหยิบมีดหมอขึ้นมาอีกครั้ง มองแผลเก่าบนฝ่ามือ เขาลังเล… ภาพของทองคำหนึ่งตันฉายชัดขึ้นมาในมโนสำนึก เขาตัดสินใจ กรีดลงไปที่เดิม แผลเปิดออกอีกครั้ง
เขาบีบเลือดให้หยดลงบนปากที่แกะสลักของตุ๊กตาไม้ หยดที่หนึ่ง… หยดที่สอง… เลือดซึมหายเข้าไปในเนื้อไม้ทันที ราวกับไม้แห้งที่กระหายน้ำ
เมื่อเลือดหยดที่สามตกลงไป เสียงกระซิบก็ดังขึ้น “อ่า… อบอุ่น… หวาน…” ดวงตาสีแดงนั้นดูเหมือนจะเปล่งประกายเข้มขึ้นชั่วขณะ “ข้าชื่อ ‘มัน’ (มัน)” เสียงนั้นประกาศในหัวของอานนท์ “และข้าเป็นของพ่อ… ตลอดไป”
อานนท์รู้สึกถึงความเชื่อมโยงที่น่าขยะแขยง เหมือนมีเชือกที่มองไม่เห็นผูกมัดเขากับสิ่งที่เขาเพิ่งสร้างขึ้นมา “ดี” อานนท์พูด พยายามควบคุมเสียงไม่ให้สั่น “เจ้ารับใช้ข้า… และข้าจะป้อนเจ้า”
“รับใช้…” เสียงนั้นทวนคำ “ได้… แต่ข้าหิวตลอดเวลา พ่อ”
“เจ้าจะได้กิน… หลังจากเจ้าทำงานให้ข้า” อานนท์สูดหายใจลึก นี่คือคำถามสำคัญ “ในป่าต้องห้าม… มีตำนานทองคำหนึ่งตัน… ทองป่า… มันจริงหรือไม่?”
ความเงียบเข้าครอบงำ อานนท์เผลอกลั้นหายใจ เขารอ… วินาทีนั้นยาวนานราวกับชั่วนิรันดร์
แล้วเสียงหัวเราะคิกคักก็กลับมา ดังกว่าเดิม… เย็นเยียบกว่าเดิม “จริงสิ พ่อ… จริงแท้แน่นอน” “มันอยู่ที่นั่น… นอนรออยู่”
หัวใจของอานนท์พองโต ความโลภพุ่งพล่านจนหน้ามืด เขาทำได้แล้ว! เขาทำสำเร็จแล้ว! “พามันไปหามัน!” เขาออกคำสั่ง “บอกข้าว่ามันอยู่ที่ไหน!”
“ไม่ยากเลย” เสียง ‘มัน’ ตอบกลับมา “ข้าได้กลิ่นมันจากที่นี่… กลิ่นเหมือนโลหะเก่า… และกลิ่นของความตายมากมาย” ‘มัน’ หยุดไปชั่วขณะ ก่อนจะพูดต่อ ประโยคที่ทำให้อานนท์ชะงักไปครู่หนึ่ง
“ทองอยู่ที่นั่น… แต่มันไม่ได้อยู่ลำพัง” “มันกำลังรอคอย… รอเจ้านายคนใหม่” “…รอผู้พิทักษ์คนใหม่”
อานนท์ขมวดคิ้ว “ผู้พิทักษ์? ผีองครักษ์นั่นน่ะรึ? เจ้าจัดการพวกมันได้หรือไม่?”
‘มัน’ หัวเราะอีกครั้ง เสียงหัวเราะที่ไร้ความสุข “ข้าเป็นแค่วิญญาณดวงเล็กๆ พ่อ… แต่ข้าฉลาด” “ข้าจะพาพ่อไปที่นั่น… ส่วนที่เหลือ… ก็แล้วแต่ ‘โชค’ ของพ่อ”
อานนท์ยิ้มหยัน ผู้พิทักษ์อะไรกัน เมื่อเขามีปีศาจรับใช้ เขามีมนต์ดำจากสมุดปกดำ อะไรก็หยุดเขาไม่ได้
“ผู้พิทักษ์รึ” อานนท์พึมพำกับตัวเอง “เมื่อข้าได้ทองมา… ข้าจะจ้างคนมาเป็นผู้พิทักษ์ให้ข้าสักร้อยคน” ความโลภได้บดบังคำเตือนนั้นจนหมดสิ้น เขาเห็นเพียงทองคำ เขาไม่เห็นหลุมศพที่ตัวเองกำลังขุด
เขาพยักหน้า “ตกลง… เราจะไป”
อานนท์กลับขึ้นไปชั้นบน ทิ้งห้องใต้ดินที่มืดมิดและเย็นเยียบไว้เบื้องหลัง เขาคว้าถุงย่ามใบที่ใหญ่ที่สุด ยัดสมุดปกดำลงไปก่อนเป็นอย่างแรก ตามด้วยมีดหมอ… เชือก… ไม้ขีดไฟ… และข้าวสารแห้งจำนวนหนึ่ง เสบียงสำหรับคน… แต่เขารู้ดีว่าเสบียงสำหรับ “เพื่อนร่วมทาง” ของเขา… คือตัวเขาเอง
เขากลับลงไป หยิบตุ๊กตาไม้ตาแดงขึ้นมา มันเย็นเฉียบเมื่อสัมผัส เขาเอามันใส่ในถุงผ้าเล็กๆ ผูกเชือก… แล้วคล้องมันไว้รอบคอ ซ่อนไว้ใต้เสื้อคลุมเก่าๆ เขารู้สึกได้ถึงน้ำหนักของมันที่ถ่วงอยู่บนอก และความหิวกระหายที่เต้นตุบๆ ตามจังหวะหัวใจของเขา
รุ่งสางกำลังจะมาถึง แสงสีเทาซีดๆ เริ่มลอดผ่านช่องหน้าต่าง อานนท์ยืนอยู่ที่หน้าประตู เขามองกลับไปในกระท่อมที่เขาอาศัยมาเกือบทั้งชีวิต ความรังเกียจที่เขามีต่อมัน… มันมหาศาล เขาจะไม่มีวันกลับมาที่นี่อีก เขาจะกลับมาในฐานะคนรวย… หรือไม่ก็ไม่กลับมาเลย
เขาเปิดประตู ก้าวเท้าออกไป อากาศยามเช้าเย็นสดชื่น แต่เขากลับรู้สึกหนาวสั่นจากข้างใน
เขาเดินผ่านลานบ้านโล่งๆ มุ่งหน้าสู่แนวป่าทึบที่อยู่ห่างออกไปไม่ไกล …ป่าต้องห้าม
ชาวบ้านเรียกมันว่า “ป่าผีสิง” “ป่ากินคน” ที่ที่ไม่มีใครกล้าเข้าไป อานนท์หยุดยืนอยู่ที่ขอบป่า ต้นไม้สูงใหญ่บิดเบี้ยว กิ่งก้านของมันดูเหมือนแขนของยักษ์ที่พยายามคว้าจับท้องฟ้า ทางเข้าป่าเป็นเพียงช่องแคบๆ มืด… และดูเหมือนปากของถ้ำที่ไร้ก้นบึ้ง
เขากำย่ามแน่น เขากำลังจะก้าวข้ามเส้นแบ่ง ไม่ใช่แค่เส้นแบ่งระหว่างหมู่บ้านกับป่า แต่เป็นเส้นแบ่งระหว่างโลกของมนุษย์… กับโลกของบางสิ่งที่เก่าแก่กว่า
เขาก้าวเท้าแรกเข้าไป ทันทีที่เท้าของเขาสัมผัสพื้นดินในป่า… ทุกอย่างก็เงียบลง เสียงนก… เสียงลม… หายไปหมด เหลือเพียงความเงียบที่หนักอึ้ง
และในวินาทีเดียวกันนั้น ถุงผ้าที่ห้อยคอเขาก็ร้อนจี๋ขึ้นมา ร้อนจนแทบจะลวกผิวหนัง อานนท์สะดุ้ง เขากำลังจะดึงมันออกมา
แต่แล้วเสียงกระซิบก็ดังขึ้นในหัวเขา ชัดเจนกว่าครั้งไหนๆ “เกม… เริ่มแล้ว” “…พ่อ”
อานนท์ยืนตัวแข็งทื่อ ท่ามกลางความมืดมิดของป่าต้องห้าม เขาเพิ่งรู้ตัวว่า… เขาไม่ได้เป็นคนคุมเกมนี้อีกต่อไปแล้ว
ป่าต้องห้าม… ไม่เหมือนป่าที่เขารู้จัก ทันทีที่เขาเข้ามาได้ประมาณหนึ่งร้อยก้าว เสียงของโลกภายนอกก็ถูกตัดขาด เหมือนมีกำแพงที่มองไม่เห็นกั้นไว้
ไม่มีเสียงนก ไม่มีเสียงแมลง ไม่มีแม้แต่เสียงลมที่พัดผ่านใบไม้ มีเพียงเสียงฝีเท้าของเขาเอง… ที่ดังย่ำไปบนใบไม้แห้งที่ทับถมกันหนา ดัง… และโดดเดี่ยว… จนน่าขนลุก
อากาศในป่านี้… หนัก มันกดทับลงมาบนบ่าของเขา อานนท์รู้สึกเหมือนกำลังเดินอยู่ใต้น้ำ ต้นไม้ที่นี่สูงใหญ่ สูงจนแทบมองไม่เห็นยอด กิ่งก้านของมันสานกันแน่นทึบ บดบังแสงอาทิตย์จนเกือบหมด เหลือเพียงแสงสีเขียวสลัวๆ ที่ลอดลงมาได้ ทำให้ทุกอย่างดูบิดเบือน… และไม่จริง
“ทางไหน?” อานนท์กระซิบถาม เขาไม่ได้ถามตัวเอง เขาถามสิ่งที่ห้อยอยู่บนคอ
ตุ๊กตาไม้ร้อนขึ้นเล็กน้อย เสียง ‘มัน’ ดังขึ้นในหัว “เดิน… ไปก่อน”
อานนท์เดินไปข้างหน้า ไร้ทิศทาง เขาพยายามสังเกตเส้นทาง พยายามหักกิ่งไม้เพื่อทำสัญลักษณ์ แต่ป่านี้ดูเหมือนจะวนเวียน ทุกต้นไม้… ทุกก้อนหิน… ดูเหมือนกันหมด เขาเดินมานานเท่าไหร่แล้ว? หนึ่งชั่วโมง? หรือสามชั่วโมง? เขาเริ่มไม่แน่ใจ เวลาในนี้ดูเหมือนจะยืดออก… หรือหดสั้นลง… ตามใจชอบ
เขารู้สึกถึงความหิวที่ท้อง และความกระหายเลือดจางๆ ที่ไม่ใช่ของเขา “ข้าหิว” เสียง ‘มัน’ กระซิบ “อดทนไว้” อานนท์ตอบเสียงเข้ม “หาทองให้เจอก่อน” “ถ้าข้าไม่ได้กิน… ข้าก็มองไม่เห็น” ‘มัน’ เถียง
อานนท์สบถ เขากำลังจะกรีดเลือดตัวเอง แต่ ‘มัน’ ก็พูดขึ้นมาก่อน “เดี๋ยวก่อน… พ่อ… ข้าได้กลิ่น” “กลิ่นอะไร?” “กลิ่น… หวาน”
อานนท์ขมวดคิ้ว “กลิ่นหวาน? ในป่าเน่าๆ นี่น่ะรึ?” “ทางซ้าย… พ่อ… ตามกลิ่นไป… กลิ่นมันหอมหวาน”
อานนท์ไม่มีทางเลือก เขาเชื่อมัน เขาเดินลึกเข้าไปทางซ้าย ฝ่าพงหนามที่เกี่ยวเสื้อผ้าเขาจนขาดวิ่น ยิ่งเดิน… กลิ่นหวานนั่นก็ยิ่งชัดเจนขึ้น มันเป็นกลิ่นหอม… แต่หอมจนเวียนหัว เหมือนกลิ่นดอกไม้ที่เข้มข้นเกินไป ผสมกับกลิ่นเหมือนผลไม้ที่เน่าสุกงอม
แล้วเขาก็มาถึง มันเป็นลานโล่งเล็กๆ ที่เดียวในป่าที่ดูเหมือนจะมีแสงส่องถึง และที่นั่น… เต็มไปด้วยดอกไม้ ดอกไม้ที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อนในชีวิต ดอกไม้สีม่วงเข้ม… สลับกับสีขาวซีด กลีบดอกของมันดูหนา… และเป็นมันเงา… เหมือนเนื้อหนัง กลิ่นหวานนั้นมาจากดอกไม้พวกนี้
อานนท์มองอย่างตะลึง มันสวยงาม… แต่สวยงามอย่างน่าประหลาด สวยเหมือนกับดัก
เขากำลังจะก้าวเข้าไป แต่แล้วสายตาของเขาก็เหลือบไปเห็นบางอย่าง ที่กลางดงดอกไม้
มันคือ… ซากกวาง กวางตัวผู้ขนาดใหญ่… ยังมีเขา แต่มันไม่ได้ถูกฉีกกระชากโดยสัตว์ร้าย ไม่มีรอยเลือด ร่างของมัน… เหี่ยวแห้ง เหมือนถูกสูบน้ำออกไปจนหมด หนังของมันแห้งกรัง… ติดกระดูก ดวงตาเบิกกว้าง… แห้งผาก… เต็มไปด้วยความสยดสยอง
อานนท์ผงะถอยหลัง ขนลุกซู่ไปทั้งตัว เขารู้จักดอกไม้นี้ เขาเคยเห็นมันในสมุดปกดำของพ่อ “บุปผากินวิญญาณ” (Soul-Eating Blossom) มันล่อเหยื่อด้วยกลิ่นหอม แล้วค่อยๆ สูบกินพลังชีวิตจนหมด… เหลือเพียงร่างที่แห้งกรัง
เขามองซากกวาง แล้วมองดอกไม้ แล้วเขาก็ตระหนักได้… ‘มัน’ นำเขามาที่นี่ ตั้งใจ…
ตุ๊กตาไม้ที่คอเขาร้อนขึ้น เสียงหัวเราะคิกคักที่คุ้นเคยดังขึ้นในหัว “สวยจังเลย… พ่อ… ดูสิ… มันกำลังกินอาหาร” อานนท์หันขวับ เขามองไม่เห็นใคร แต่เขารู้สึกได้ถึงการจ้องมอง “เจ้า… เจ้ารู้ว่ามันคืออะไร” อานนท์คำราม
“แน่นอน” ‘มัน’ ตอบกลับมาอย่างไม่สะทกสะท้าน “กลิ่นมันหอมดี… ข้าชอบ” “เจ้าเกือบพาข้าไปตาย!” “พ่อไม่ได้เดินเข้าไปซะหน่อย” ‘มัน’ ตอบอย่างกวนประสาท “พ่อฉลาด… พ่อเห็นกับดักก่อน”
อานนท์กำหมัดแน่น นี่ไม่ใช่ผู้รับใช้ นี่มันปีศาจ มันกำลังทดสอบเขา หรือมันแค่… ไม่สนใจ… ว่าเขาจะอยู่หรือตาย
“แล้วทองล่ะ?” อานนท์ถาม เปลี่ยนเรื่อง เขาต้องโฟกัส เขาต้องไม่กลัว
‘มัน’ เงียบไปครู่หนึ่ง ราวกับกำลังดมกลิ่น “ทอง… ก็ชอบกลิ่นนี้เหมือนกัน” “มันอยู่ไม่ไกลจากที่นี่… พ่อ” “กลิ่นของทอง… กับกลิ่นของความตาย… มันผสมกัน”
อานนท์มองซากกวางที่เหี่ยวแห้ง เขาเริ่มเข้าใจแล้วว่าทำไมไม่มีใครเคยกลับออกจากป่านี้ ป่านี้… มันเองก็เป็นนักล่า มันมีกับดัก มันมีความหิวโหยของมันเอง
เขาหันหลังให้ลานโล่งประหลาดนั่น กลิ่นหอมหวานยังคงติดอยู่ที่จมูก เขาต้องรีบไปจากที่นี่ “นำทางต่อ” เขาสั่ง “แต่คราวหน้า… ถ้ามีกับดัก… บอกข้าก่อน”
เสียง ‘มัน’ หัวเราะเบาๆ “แบบนั้นมันจะสนุกได้ยังไงล่ะ… พ่อ”
อานนท์เริ่มออกเดินอีกครั้ง แต่ตอนนี้… ความมั่นใจของเขาเริ่มสั่นคลอน ความโลภยังคงอยู่ แต่มันถูกเจือปนด้วยความกลัว ความกลัวที่ว่า… เขาอาจไม่ได้กำลังตามหาทอง แต่เขากำลังถูก “บางสิ่ง” ล่อ… ให้ไปหามัน
อานนท์เดิน… และเดิน ป่าเริ่มทึบขึ้น กิ่งไม้เกี่ยวพันกันจนแสงสลัวๆ แทบจะส่องไม่ถึง เขาเหมือนกำลังเดินอยู่ในอุโมงค์สีเขียวอมดำ กลิ่นดอกไม้กินวิญญาณค่อยๆ จางหายไป ถูกแทนที่ด้วยกลิ่นอับชื้นของใบไม้เน่าและเชื้อรา
อานนท์รู้สึกถึงมัน… ตุ๊กตาไม้ที่คอของเขา… มันกำลังเย็นลง เย็น… และหนัก… เหมือนก้อนหินที่ตายแล้ว
“ทางไหนต่อ?” อานนท์ถาม ไม่มีคำตอบ ความเงียบ… ความเงียบที่หนักอึ้งของป่า
“ข้าถามว่าทางไหน!” เขาตวาดเบาๆ ดึงตุ๊กตาออกมาจากใต้เสื้อ ดวงตาสีแดงของมันดูหม่นแสงลง ไม่วาววับเหมือนตอนแรก
“ข้า…” เสียงในหัวของเขาเบา… และแหบ… “ข้า… หนาว” “เลือดของพ่อ… มันไม่พอ” “มันจืดชืด… พลังของมันหมดแล้ว”
อานนท์หยุดกึก หัวใจของเขากระตุก “เจ้าพูดว่าอะไรนะ? เจ้าสัญญากับข้าแล้ว!” “ข้าไม่ได้สัญญา…” ‘มัน’ กระซิบ “ข้าแค่บอกว่าข้าจะพาไป… แต่ตอนนี้… ข้ามองไม่เห็น” “กลิ่นทอง… มันจางไปแล้ว… ข้าหนาวเกินไป”
ความกลัวเย็นเยียบแล่นไปทั่วสันหลังของอานนท์ เขามองไปรอบตัว ต้นไม้… ต้นไม้… และต้นไม้… ทุกทิศทางดูเหมือนกันหมด เขากำลังหลงทาง หลงทาง… โดยมีปีศาจที่กำลังจะตายห้อยอยู่ที่คอ
“เจ้าต้องการอะไร!” อานนท์เขย่าตุ๊กตา “บอกข้าสิ! เจ้าต้องการอะไร!”
“เลือด…” เสียงนั้นคราง “เลือดสด… เลือดที่ยังอุ่น… เลือดที่มี ‘ความกลัว’ อยู่ในนั้น” “เลือดของพ่อมีแต่ ‘ความโลภ’… มันไม่อร่อย”
อานนท์ขบกรามแน่น เลือดสด… เลือดที่มีความกลัว นั่นหมายถึง… เลือดของสิ่งที่ยังมีชีวิต สิ่งที่รู้ตัวว่ากำลังจะตาย
เขาเป็นนักต้มตุ๋น เขาเป็นขโมย แต่เขา… ไม่ใช่นักฆ่า เขาไม่เคยฆ่าอะไรที่ใหญ่กว่าไก่
เขาพยายามกรีดเลือดตัวเองอีกครั้ง บีบเลือดหยดลงไป แต่ตุ๊กตาไม้ก็ยังเย็นเฉียบ “ไม่เอา…” ‘มัน’ กระซิบอย่างดื้อรั้น “ไม่พอ…” แล้ว ‘มัน’ ก็เงียบไป
อานนท์อยู่คนเดียว อยู่คนเดียวจริงๆ… ในป่าต้องห้าม เขาตะโกนเรียก ‘มัน’ ไม่มีเสียงตอบ เหลือเพียงตุ๊กตาไม้ที่ไร้ชีวิต และความเงียบของป่า
ความเงียบ… แต่… มันเงียบจริงๆ หรือ?
อานนท์เงี่ยหูฟัง เขาได้ยินเสียง… เสียงที่นอกเหนือจากเสียงฝีเท้าของเขา เสียง… เหมือนคนกระซิบ แว่วมาจากไกลๆ ซุบซิบ… ซุบซิบ… เขาหันขวับ ไม่มีใคร มีเพียงเงาที่ทอดลึกระหว่างต้นไม้
เขาเริ่มเดินอีกครั้ง เร็วขึ้น… เสียงซุบซิบนั้น… เหมือนจะตามเขามา เขาเห็นการเคลื่อนไหวที่หางตา เงาดำ… วูบผ่านไป เร็วเกินกว่าจะมองเห็นชัดๆ
“ใครน่ะ!” เขาตะโกน เสียงของเขากถูกป่ากลืนหายไปทันที ไม่มีเสียงสะท้อน
เขาเริ่มวิ่ง สะดุดรากไม้ ล้มลุกคลุกคลาน ความหวาดระแวง (Paranoia) กัดกินเขาอย่างรวดเร็ว ป่านี้ไม่ได้มีแค่เขา ป่านี้มี ‘บางสิ่ง’ บางสิ่งที่กำลัง… เฝ้ามองเขา
เขาพิงต้นไม้ใหญ่ หอบหายใจ เหงื่อเย็นกาฬไหลท่วมตัว เขาหลงทาง… เขากำลังถูกล่า… และเครื่องนำทางเพียงหนึ่งเดียวของเขา… ก็กำลังจะตาย
“ตกลง!” เขากระซิบอย่างสิ้นหวัง “ข้าจะหาให้เจ้า… ข้าจะหาให้!” เขาพูดกับตุ๊กตาไม้ที่เงียบงัน “ข้าจะหาเลือดสดให้เจ้า… แค่… กลับมา… อย่าทิ้งข้าไว้คนเดียว!”
เขาเริ่มมองหา ไม่ใช่ทาง แต่มองหา “เหยื่อ”
เขาเห็นมัน กระต่ายป่าตัวหนึ่ง กำลังแทะเล็มใบไม้สีแดงแปลกตา อานนท์ตัวแข็ง เขาค่อยๆ วางย่ามลง หยิบเชือกบ่วงออกมา นี่คือทักษะเดียวที่เขาได้มาจากพ่อ ทักษะการดักสัตว์
เขาวางกับดักอย่างเงียบเชียบ เชี่ยวชาญ… แล้วเขาก็ไล่ต้อนมัน กระต่ายวิ่งเตลิด… ตรงเข้าไปในบ่วง
เสียงร้องจิ๊ดๆๆๆ ของมัน เสียงที่เต็มไปด้วยความกลัว มันดิ้นรน อานนท์วิ่งเข้าไป หัวใจของเขาเต้นแรง เขามองตากระต่าย ดวงตาสีดำที่เบิกกว้าง… สะท้อนภาพความตาย
เขากำลังจะบีบคอมัน แต่มือเขาสั่น… เขาทำไม่ได้…
“พ่อ…” เสียงกระซิบที่แผ่วเบาดังขึ้นในหัว “มันกำลังกลัว… เร็วเข้า… ก่อนที่มันจะหายไป…” ความหิวโหยของ ‘มัน’ ส่งผ่านมาถึงเขา มันรุนแรง… และเย้ายวน
อานนท์หลับตา เขาหยิบมีดหมอขึ้นมา “ขอโทษ” เขาพึมพำ แล้วเขาก็เชือดคอมัน ในคราวเดียว
เลือดอุ่นๆ พุ่งกระฉูด เปรอะเปื้อนมือของเขา เสียงร้องของกระต่ายเงียบลง เหลือเพียงร่างที่กระตุกสองสามครั้ง… แล้วก็นิ่งไป
อานนท์ยืนนิ่ง ตัวสั่น เขามองเลือดที่มือตัวเอง นี่คืออาชญากรรมครั้งแรกของเขา การฆ่า… เพื่อบูชายัญ
เขาไม่รอช้า เขารีบเอาตุ๊กตาไม้ จุ่มลงไปที่บาดแผลของกระต่าย ให้เนื้อไม้ได้สัมผัสกับเลือดที่ยังอุ่น
ทันทีที่สัมผัส… ตุ๊กตาก็สั่นสะท้านในมือเขา มัน… มันเหมือนกำลัง “ดื่ม” เสียงครางด้วยความพึงพอใจดังขึ้นในหัวของอานนท์ “อ๊า… ใช่… ใช่… หวาน… หวานเหลือเกิน…”
ดวงตาสีแดงของมันเปล่งประกายเจิดจ้าขึ้นมาทันที สว่างกว่าครั้งแรกที่เขาปลุกมันเสียอีก ความร้อนแผ่ซ่านออกมาจากตัวตุ๊กตา ความเชื่อมต่อกลับมาแล้ว… แข็งแกร่งกว่าเดิม
“ข้าเห็นแล้ว… พ่อ” ‘มัน’ พูด เสียงของมันกลับมาชัดเจน… และทรงพลัง “ข้าเห็นทางแล้ว… กลิ่นทองชัดมาก”
“ทางไหน?” อานนท์ถามอย่างหมดแรง เขาทรุดตัวลงนั่งข้างซากกระต่าย
‘มัน’ หัวเราะคิกคัก “ตรงไป… มุ่งหน้าไปทางที่ดินมันร้องไห้”
“ที่ดินร้องไห้?” อานนท์ทวนคำ “มันหมายความว่าอะไร?”
“พ่อก็จะเห็นเอง… ที่ที่พื้นดิน… ไม่เคยหยุดหลั่งน้ำตา” ‘มัน’ ตอบอย่างมีเลศนัย “ไปกันเถอะ… พ่อ… อาหารมื้อนี้… อร่อยจริงๆ”
อานนท์ลุกขึ้นยืน ทิ้งซากกระต่ายที่แห้งเหี่ยวลงอย่างรวดเร็วไว้เบื้องหลัง เขาก้าวเดินต่อไป มือที่เปื้อนเลือดของเขากำแน่น เขาข้ามเส้นอีกเส้นหนึ่งแล้ว และเขา… เริ่มจะไม่สนใจแล้วว่า… จะต้องข้ามอีกกี่เส้นก็ตาม
“ที่ดินร้องไห้” อานนท์เข้าใจความหมายของมันทันทีที่เขามาถึง มันคือบึงน้ำขนาดใหญ่ บึงมรณะ… น้ำนิ่งสนิท สีดำเหมือนน้ำมันดิน ต้นไม้ที่ตายแล้วยืนต้นแช่น้ำ กิ่งก้านของมันบิดงอ… ชี้ขึ้นฟ้า… เหมือนแขนของคนที่กำลังจมน้ำ หมอกสีขาวขุ่นลอยอ้อยอิ่งเหนือผิวน้ำ ทำให้ทุกอย่างดูเหมือนฝันร้าย
กลิ่นเหม็นเน่ารุนแรง กลิ่นของซากพืช… และบางอย่างที่เลวร้ายกว่านั้น อานนท์เหยียบลงบนพื้นดินริมบึง มันนุ่ม… และยุบตัว… เหมือนกำลังเหยียบลงบนฟองน้ำ น้ำสีดำซึมขึ้นมารอบข้อเท้าของเขา นี่คือ “ที่ดินร้องไห้”… พื้นดินที่ชุ่มโชกไปด้วยน้ำตาแห่งความเน่าเปื่อย
“กลิ่นทอง… อยู่ฝั่งตรงข้าม” เสียง ‘มัน’ กระซิบในหัว “มันแรงมาก… พ่อ… เราเกือบถึงแล้ว”
อานนท์มองข้ามบึงไป มันกว้าง… เขาไม่เห็นอีกฝั่ง มีเพียงหมอกที่หนาทึบ “ข้าจะข้ามไปได้ยังไง? เดินลุยไปรึ?” “พ่อต้องหาทาง” ‘มัน’ ตอบ “ข้าบอกได้แค่ทิศ… ไม่ได้บอกทาง”
อานนท์เริ่มเดินเลียบขอบบึง พยายามหาจุดที่ตื้นพอจะข้ามไปได้ แต่ยิ่งเดิน… เขาก็ยิ่งรู้สึก… ว่าเขากำลังถูกจ้องมอง ไม่ใช่จาก ‘มัน’ แต่จากในบึง… และในหมอก
เสียงกระซิบที่เขาเคยได้ยินในป่า… ตอนนี้มันดังขึ้น มันไม่ได้อยู่ไกลๆ อีกแล้ว มันอยู่รอบตัวเขา เสียงผู้หญิงร้องไห้… เสียงเด็กหัวเราะ… และเสียง… …เสียงโลหะกระทบกัน กริ๊ง… กริ๊ง… เหมือนเสียงเหรียญทองจำนวนมากที่ถูกรินลงบนพื้น
“เจ้าได้ยินเสียงนั่นไหม?” อานนท์ถาม ‘มัน’ เขาเกาะเกี่ยว ‘มัน’ ไว้เป็นที่พึ่งเดียว เหมือนเด็กที่เกาะชายเสื้อแม่ในตลาดที่พลุกพล่าน
“เสียงอะไร… พ่อ?” ‘มัน’ ตอบกลับ “ข้าได้ยินแต่เสียงหัวใจของพ่อ… มันเต้นแรง” ‘มัน’ กำลังโกหก… อานนท์รู้ ‘มัน’ แค่กำลังสนุก
อานนท์เห็นเงา วูบไหว… อยู่ในม่านหมอก รูปร่างคล้ายคน… แต่สูง… และผอม… พวกมันกำลังเคลื่อนไหว ขนานไปกับการเดินของเขา “นั่น! เจ้าเห็นนั่นไหม!” เขาชี้ เงาหายไป “พ่อตาฝาด” ‘มัน’ หัวเราะคิกคัก “ในนี้มีแค่เรา… สองคน”
อานนท์ไม่เชื่อ เขาเริ่มพูดกับตัวเอง พูดกับ ‘มัน’ ไม่หยุด… “ต้องหาทางข้าม… ต้องหาทอง… ทองจะทำให้ทุกอย่างคุ้มค่า… ใช่ไหม… ใช่… ทองหนึ่งตัน… ข้าจะจ้างคนมาสูบบึงนี้ให้แห้ง… ข้าจะสร้างสะพาน… ข้าจะ…” เขาพูด… เพื่อกลบเสียงกระซิบ พูด… เพื่อกลบความกลัวของตัวเอง
เขาเดินมาถึงจุดที่ดูเหมือนจะเป็นทางข้ามเก่า ท่อนไม้ผุๆ วางพาดเป็นสะพาน ส่วนใหญ่จมอยู่ใต้น้ำ ดูไม่น่าไว้วางใจ “นี่รึเปล่า?” เขาถาม ‘มัน’
ไม่มีคำตอบ
“ข้าถามว่านี่ใช่ทางรึเปล่า!” อานนท์ดึงตุ๊กตาออกมา ความร้อนที่เคยแผ่ออกมา… หายไปแล้ว มันเย็นเฉียบอีกครั้ง แต่ไม่ใช่ความเย็นเพราะความหิว มันคือความเย็น… ของ “ความกลัว”
“เกิดอะไรขึ้น?” อานนท์เขย่ามัน “ตอบข้าสิ! ไอ้ปีศาจ!”
“ชู่ววว…” เสียงในหัวของเขาตอบกลับมา แผ่วเบา… และสั่นเทา “เบาๆ สิ… พ่อ… อย่าส่งเสียงดัง”
อานนท์ตัวแข็งทื่อ นี่เป็นครั้งแรก… ที่ ‘มัน’ ไม่ได้เยาะเย้ยเขา นี่เป็นครั้งแรก… ที่ ‘มัน’ ฟังดู… กลัว
“กลัวอะไร?” อานนท์กระซิบ “เจ้าคือปีศาจนะ”
“มัน… มันได้กลิ่นเราแล้ว” ‘มัน’ คราง “กลิ่นเลือดกระต่าย… กลิ่นความโลภของพ่อ… มันตื่นแล้ว”
“อะไรตื่น? ผู้พิทักษ์รึ?” อานนท์กวาดสายตามองไปรอบตัว หมอกดูเหมือนจะหนาทึบขึ้น เสียงโลหะกระทบกัน… ดังขึ้น กริ๊ง… กริ๊ง… เหมือนมันกำลังเข้ามาใกล้
ทันใดนั้น… เสียงที่พูดในหัวของอานนท์ก็เปลี่ยนไป มันไม่ใช่เสียงหัวเราะคิกคักเหมือนเด็กอีกต่อไป มันกลายเป็นเสียงของชายแก่ เสียงที่แหบแห้ง… เหนื่อยล้า… และเต็มไปด้วยความสยดสยอง
“มันมาแล้ว” เสียงนั้นพูด… ไม่ใช่ ‘มัน’ แต่เป็น ‘เขา’
อานนท์ผงะ “เจ้า… เจ้าเป็นใคร!” “ข้าคือคนที่โง่เหมือนเจ้า” เสียงแก่ในหัวตอบ “ข้าคือหมอผีคนก่อน… คนที่พยายามจะสร้างกุมารทองตาแดง… เพื่อมาตามหาทอง”
ภาพความจริงที่น่าสะพรึงกางแผ่ออกในใจของอานนท์ “ไม่… ไม่จริง… ข้าสร้างเจ้าขึ้นมา…” “เจ้าไม่ได้สร้างข้า!” เสียงนั้นตะคอก “เจ้าแค่ ‘ปลุก’ ข้า! เจ้าใช้เลือดทารกนั่นเป็นกุญแจ… เจ้าปลุกข้าที่ถูกขังอยู่ในตุ๊กตานี่!”
“ขัง? ใครขังเจ้า?” ” ‘มัน’ น่ะสิ!” เสียงแก่ร้อง “ผู้พิทักษ์! มันจับข้าได้… เมื่อหลายสิบปีก่อน… ตอนที่ข้ามาถึงบึงนี่… เหมือนกับเจ้าตอนนี้” “มันกินวิญญาณข้า… แต่ไม่หมด… มันขังส่วนที่เหลือของข้าไว้ในตุ๊กตาที่ข้าสร้าง… บังคับให้ข้ากลายเป็น ‘เหยื่อล่อ’ “
อานนท์หายใจไม่ออก “เหยื่อล่อ?”
“ใช่! เพื่อล่อคนโลภรุ่นต่อไป! ล่อคนอย่างเจ้ามาที่นี่!” “ทำไม! เพื่ออะไร!”
“เพื่อ ‘แทนที่’!” เสียงนั้นกรีดร้องในหัวของอานนท์ “ผู้พิทักษ์… มันก็คือวิญญาณที่ถูกสาป… มันต้องการคนมาแทนที่… มันถึงจะเป็นอิสระ! และมันก็เลือกข้า!” “แต่ข้าไม่ยอม! ข้าซ่อนตัวอยู่ในตุ๊กตา… รอ… รอคนโง่คนต่อไปที่จะปลุกข้า… พาเจ้ามาที่นี่… เพื่อให้ ‘มัน’ กินเจ้าแทนข้า!”
นี่คือความจริง นี่คือกับดัก กุมารทองตาแดง… มันไม่ใช่ผู้รับใช้ มันคือเหยื่อ… ที่กำลังหาคนมาตายแทน
“มันกำลังมา…” เสียงแก่นั้นกระซิบอีกครั้ง เต็มไปด้วยความหวาดกลัว “มันได้กลิ่นเจ้าแล้ว… อานนท์… กลิ่นของความโลภที่สุกงอม” “มันคืออาหารโปรดของมัน”
เสียงโลหะกระทบกันดังขึ้น… อยู่ตรงหน้าเขา… ในม่านหมอก กริ๊ง… กริ๊ง… กริ๊ง… และมีบางอย่าง… บางอย่างที่ตัวใหญ่… และมืดทึบ… กำลังก่อตัวขึ้นจากผิวน้ำสีดำของบึงมรณะ
“มัน” ก่อตัวขึ้น มันไม่มีรูปร่างที่ชัดเจน มันคือเงาดำมหาศาล… ที่รวมตัวกันจากหมอกและน้ำสีดำในบึง สูง… สูงเสียดฟ้า… มันบดบังแสงสลัวๆ ที่เหลืออยู่จนหมด ดวงตาสองดวง… ไม่สิ… ไม่ใช่ดวงตา… มันคือจุดสองจุดที่สว่างวาบ… เย็นเยียบ… เหมือนดาวที่ตายแล้ว ลอยอยู่ในความมืดมิดนั้น
เสียงโลหะกระทบกัน… กริ๊ง… กริ๊ง… กริ๊ง… มันไม่ได้มาจากหมอก มันมาจาก “ข้างใน” ตัวมัน ราวกับว่าร่างของมัน… ถูกสร้างขึ้นจากเหรียญทองคำนับล้าน ที่กำลังเสียดสีกัน… กรีดร้อง…
นี่คือผู้พิทักษ์… นี่คือ “มัน”
อานนท์กรีดร้อง ไม่ใช่เสียงตะโกน… แต่เป็นเสียงแหลมเล็กที่หลุดออกมาจากลำคอ เสียงของความกลัวบริสุทธิ์ เขาหันหลังกลับ สัญชาตญาณดิบสั่งให้เขา “หนี”
เขาไม่สนทิศทาง เขาไม่สนทองคำ เขาสนแค่การมีชีวิตรอด เขาวิ่งย้อนกลับไปทางที่เขามา เหยียบย่ำไปบนดินที่ชุ่มน้ำ เท้าของเขาลื่นไถล “ช่วยด้วย!” เขาตะโกน แต่เขาตะโกนเรียกใคร? เขาคือคนที่ปลุกปีศาจ เขาคือคนที่ทำบาป ไม่มีใคร… ไม่มีพระเจ้าองค์ไหน… ที่จะช่วยเขา
“มัน” เคลื่อนไหว มันไม่จำเป็นต้อง “เดิน” มันแค่… ขยายตัว เงาดำนั้นทะลักท่วมท้นมา… ราวกับคลื่นยักษ์ เร็วกว่าที่เขาจะวิ่งได้ เสียง “กริ๊ง… กริ๊ง… กริ๊ง…” ดังสนั่นหวั่นไหว มันบดขยี้โสตประสาท เหมือนมีคนเอาเหล็กแหลมทิ่มเข้าไปในหูของเขา
อานนท์สะดุดรากไม้ที่มองไม่เห็น เขาล้มหน้าคะมำ ร่างของเขากระแทกลงกับพื้นดินที่เย็นเฉียบ ย่ามที่เขาสะพาย… เหวี่ยงไปข้างหน้าอย่างแรง ปากย่ามเปิดอ้าออก ของทุกอย่าง… ข้าวสาร… เชือก… มีดหมอ… และ… …สมุดปกดำ
หนังสือเล่มนั้น… มรดกของพ่อ… ความรู้เดียว… เกราะป้องกันเดียวที่เขามี… มันลอย… แล้วตกลง… “จ๋อม” ลงไปในน้ำสีดำข้นของบึงมรณะ
“ไม่!!!” อานนท์ตะโกนสุดเสียง เขารีบคลานเข้าไป ยื่นมือลงไปในน้ำที่เย็นเหมือนน้ำแข็ง ควานหา… แต่น้ำนั้นข้น… และลึก… นิ้วของเขาสัมผัสได้เพียงโคลนที่เหนียวเหนอะ มันจมไปแล้ว… จมหายไปในความมืด… มันหายไปแล้ว…
ความสิ้นหวังกระแทกเข้าที่หน้าอกของเขา รุนแรงกว่าการล้มเมื่อครู่ เขาไม่มีอะไรเหลือแล้ว ไม่มีเวทมนตร์ ไม่มีคาถาป้องกันตัว ไม่มีความรู้ที่จะต่อกร เขาเปลือยเปล่า… ต่อหน้าอสุรกาย
เขาหันกลับไปมอง ร่างเงาดำมหาศาลนั้น… หยุดแล้ว มันหยุด… ห่างจากเขาไปแค่ไม่กี่สิบก้าว มันยืนนิ่ง… เหมือนกำลัง… รอ เสียง “กริ๊ง” ค่อยๆ เบาลง เหลือเพียงเสียงฮัมต่ำๆ ที่สั่นสะเทือนไปถึงกระดูก
อานนท์นั่งแช่อยู่ในโคลน น้ำตาร้อนๆ ไหลอาบแก้ม ผสมกับน้ำในบึงที่เหม็นเน่า เขาพ่ายแพ้แล้ว “ฆ่าข้าเลยสิ” เขากระซิบ “เอาเลย! ทำให้มันจบๆ ไป!”
เสียงหัวเราะที่แหบพร่าของชายแก่ดังขึ้นในหัวเขา “ฮ่า… ฆ่าเจ้ารึ? อานนท์… เจ้ามันโง่จริงๆ”
เสียงของกุมารทอง… ไม่สิ… เสียงของอดีตหมอผี “เจ้าคิดว่ามันต้องการชีวิตเจ้ารึ?” “ชีวิตของเจ้ามันไร้ค่า”
“แล้วมันต้องการอะไร?” อานนท์สะอื้น “ทำไมมันไม่ฆ่าข้า?”
“มัน ‘เหนื่อย’ ” เสียงนั้นตอบ “มันถูกขังอยู่ที่นี่… ถูกสาปให้เฝ้าทองนั่น… มานานกี่ร้อยปีแล้วก็ไม่รู้” “มันกินวิญญาณ… ใช่… เพื่อประทังความหิว” “แตสิ่งที่มัน ‘ต้องการ’ จริงๆ…” “คือ ‘อิสรภาพ’ “
อานนท์เงยหน้าขึ้น มองเงาดำนั้น “อิสรภาพ…?”
“ใช่… มันต้องการ ‘คนแทนที่’ “
คำพูดนั้น… หนักอึ้ง… และเยียบเย็น… กว่าน้ำในบึงมรณะ อานนท์เข้าใจแล้ว “คนแทนที่… ข้า…?”
“ถูกต้อง” เสียงนั้นตอบ “ทองคำ… อยู่ฝั่งตรงข้ามของบึงนี่” “ถ้าเจ้าข้ามไป… ถ้าเจ้าไปถึงตัวทอง… เจ้าก็จะ ‘รับช่วงต่อ’ ” “เจ้าจะกลายเป็นผู้พิทักษ์คนใหม่… ถูกพันธนาการไว้กับสมบัตินั่น… ตลอดกาล” “และ ‘มัน’ … ก็จะเป็นอิสระ” เสียงนั้นหัวเราะอย่างบ้าคลั่งในหัวของอานนท์ “และข้า… ข้าที่อยู่ในตุ๊กตานี่… ข้าก็จะหลุดพ้นจากมันไปด้วย!”
นี่คือทางเลือก นี่คือนรก “แล้ว… แล้วถ้าข้าไม่ไปล่ะ?” อานนท์กระซิบถาม “ถ้าข้าอยู่ที่นี่… หรือพยายามหนีกลับ…”
เงาดำที่เคยนิ่ง… เริ่มสั่นไหวอีกครั้ง เหมือนมันได้ยินคำถามของเขา จุดสว่างสองจุด… จ้องเขม็งมาที่เขา เสียง “กริ๊ง… กริ๊ง… กริ๊ง…” เริ่มดังขึ้นอีก ทีละน้อย… แต่หนักแน่น
“ถ้าเจ้าไม่ไป…” เสียงหมอผีเฒ่าตอบ… เจือไปด้วยความสนุกสนานที่โหดเหี้ยม ” ‘มัน’ ก็จะแค่… ‘กิน’ เจ้า” “กินช้าๆ… สูบกินวิญญาณของเจ้าทีละนิด… จนกว่าเจ้าจะแห้งกรังเหมือนกวางตัวนั้น” “แล้วมันก็จะกลับไปรอ… รอจนกว่าข้า… จะหาคนโง่โลภมากคนต่อไป… มาที่นี่อีก”
อานนท์ติดกับ เขาติดอยู่ระหว่างอสุรกาย… กับบึงมรณะ เขามองไปทางซ้าย… ทางที่สมุดปกดำของเขาจมหายไป เขามองไปทางขวา… ทางที่สะพานไม้ผุพัง… ทอดข้ามไปยังอีกฝั่ง… ฝั่งที่ทองคำรออยู่
เขารู้แล้วว่า… นี่ไม่ใช่การตามหาสมบัติ นี่คือการเดินไปรับโทษทัณฑ์
อานนท์นั่งคุกเข่า จมอยู่ในโคลนและน้ำเน่าของบึงมรณะ เขามอง “มัน” เงาดำทะมึนที่ยืนนิ่งอยู่เบื้องหน้า ผู้พิทักษ์… อสูรกายที่เกิดจากความโลภ… และกำลังรอคอยการปลดปล่อย
เสียง “กริ๊ง… กริ๊ง…” ดังแผ่วๆ เหมือนเสียงเตือน… เหมือนเสียงนาฬิกาที่กำลังนับถอยหลัง อานนท์รู้ว่าเขามีเวลาไม่มาก
“เลือกสิ… อานนท์…” เสียงหมอผีเฒ่าในหัวของเขากระซิบ ตอนนี้… เสียงนั้นไม่แหบพร่าด้วยความกลัวอีกต่อไปแล้ว มันแฝงไปด้วยความตื่นเต้น… ความเร่งเร้า… “เลือกเร็วเข้า… มันเริ่มหิวแล้ว”
อานนท์รู้สึกได้ คลื่นความหิวโหยที่เย็นเยียบ แผ่ออกมาจากร่างเงาดำนั้น มันไม่ได้หิว “อาหาร” มันหิว “วิญญาณ” มันดึง… มันดูด… เขารู้สึกเหมือนวิญญาณของตัวเองกำลังจะถูกกระชากออกจากร่าง มันคือความเจ็บปวดที่เหนือจินตนาการ
“ไม่…” เขากระซิบ เขากลัว… เขากลัวความเจ็บปวด เขากลัวการถูก “กิน” ความตาย… ยังน่ากลัวน้อยกว่าการถูกสูบสิ้นจนตัวตนสลายไป
เขามองไปทางซ้าย… ที่ที่สมุดปกดำจมหายไป ความหวังเดียวของเขา… จมดิ่งอยู่ในความมืด เขามองไปทางขวา… สะพานไม้ผุพัง… ทอดข้ามน้ำสีดำ… มุ่งไปสู่ความมืดมิดอีกฟากฝั่ง มุ่งไปสู่… ทองคำ
นั่นคือทางเลือกของเขา ไม่ใช่ระหว่าง “รอด” กับ “ตาย” แต่เป็นระหว่าง “ความตายที่เจ็บปวด” … กับ “ชีวิตนิรันดร์ที่ถูกจองจำ”
“ฮ่าๆๆๆ…” เสียงหมอผีเฒ่าหัวเราะ “เจ้าเข้าใจแล้วสินะ… อานนท์” “ไม่มีทางหนี… มีแต่ทาง ‘ยอมจำนน’ “
อานนท์ขบกรามแน่น น้ำตาแห่งความอัปยศไหลอาบแก้ม ความโลภ… ความโลภของเขาเองที่ลากเขามาถึงจุดนี้ เขาหลอกลวงชาวบ้าน… เขาขโมยซากทารก… เขาฆ่ากระต่าย… ทั้งหมดนี้… เพื่ออะไร? เพื่อมานั่งคุกเข่าต่อหน้าอสูรกายตนนี้
“ตกลง” อานนท์พึมพำ ไม่ใช่พูดกับอสูรกาย ไม่ใช่พูดกับหมอผีเฒ่า เขาพูดกับ “โชคชะตา” ของเขาเอง “ข้า… ยอมแล้ว”
เขาค่อยๆ ยันตัวลุกขึ้นยืน ขาของเขาสั่น… แต่เขาก็ยังยืน เขาหันหลังให้ “มัน” หันหลังให้ผู้พิทักษ์ที่กำลังรอคอยอิสรภาพ
ทันทีที่เขาหันหลัง เสียง “กริ๊ง… กริ๊ง…” ก็เบาลง คลื่นความหิวโหยที่ดึงรั้งวิญญาณของเขา… หยุดลง “มัน” กำลัง… อนุญาต อนุญาตให้เขาเดินไปรับโทษทัณฑ์
อานนท์เดินไปที่สะพานไม้ผุ เขาเหยียบเท้าลงบนแผ่นไม้แผ่นแรก มันลื่น… และยวบยาบ… ใต้ฝ่าเท้าคือผืนน้ำสีดำที่นิ่งสนิท ถ้าเขาตกลงไป… เขาไม่อยากจะคิด
“ดีมาก… ดีมาก… อานนท์” เสียงหมอผีเฒ่าครางอย่างพึงพอใจ “เดินไป… ใช่… ไปรับสมบัติของเจ้า” “อิสรภาพของข้า… อยู่ที่นั่น!”
ตุ๊กตาไม้ที่ห้อยคอเขา ดวงตาสีแดงของมัน… ส่องสว่างเจิดจ้า ไม่ใช่ด้วยความหิวโหย… แต่ด้วย “ความหวัง” … ความหวังอันชั่วร้ายของมัน
อานนท์ก้าวที่สอง… ก้าวที่สาม… เขาเดินข้ามสะพานที่ผุพัง เขาไม่มองซ้าย… ไม่มองขวา… เขากลัวจะเห็น “บางสิ่ง” ลอยอยู่ในน้ำ เขากลัวจะเห็นเงาของตัวเอง… ที่กำลังเดินไปสู่ความตาย
เขาได้ยินเสียงกระซิบ ไม่ใช่จากหมอผีเฒ่า แต่จากบึงมรณะ… เสียงซุบซิบ… นับร้อย… นับพันเสียง… “มาแล้ว… คนใหม่…” “ผู้พิทักษ์คนใหม่…” “มาร่วมกับเราสิ…” “หนึ่งในพวกเรา…”
บึงนี้… มันคือสุสาน สุสานของวิญญาณที่ถูกผู้พิทักษ์ “กิน” พวกเขากำลัง… ต้อนรับสมาชิกใหม่
อานนท์หลับตา ก้าวเดินต่อไป เขาคิดถึงกระท่อมผุพังของเขา ตอนนี้… มันดูเหมือนสวรรค์ เขาคิดถึงชาวบ้านโง่ๆ ที่เขาเคยดูถูก ตอนนี้… เขาอิจฉาพวกเขาเหลือเกิน
เขาเดิน… ไม่รู้ว่านานเท่าไหร่ จนกระทั่ง… เท้าของเขาสัมผัสกับพื้นดินที่แข็ง ไม่ใช่ดินโคลนที่นุ่มยุบ แต่เป็นหิน… หินที่เย็นเฉียบ
เขาถึงฝั่งแล้ว
เขาหอบหายใจ ทรุดตัวลงนั่ง เขามองย้อนกลับไป ข้ามผืนน้ำสีดำ… “มัน” … ผู้พิทักษ์ตนเก่า… ยังคงยืนอยู่ที่นั่น เป็นเงาดำทะมึน… มันไม่ข้ามตามมา มันยืนนิ่ง… เหมือนนักโทษที่กำลังมองผู้คุมคนใหม่… เดินเข้ามารับตำแหน่ง
“มันตามมาที่นี่ไม่ได้” เสียงหมอผีเฒ่าอธิบาย เสียงของมันเต็มไปด้วยความโล่งอก “ที่นี่คือ ‘เขตศักดิ์สิทธิ์’ … หรือ ‘ห้องเก็บสมบัติ’ ” “มันถูกขังอยู่ ‘ข้างนอก’ นั่น… ส่วนเจ้า… กำลังจะถูกขังอยู่ ‘ข้างใน’ นี่”
อานนท์หมดแรงจะโต้เถียง เขาแพ้แล้ว “แล้ว… ยังไงต่อ?” เขากระซิบถาม “ทองอยู่ที่ไหน?” อย่างน้อย… ในเมื่อเขาต้องอยู่ที่นี่ตลอดกาล… เขาก็ขอดูหน้าตาของสิ่งที่เขาต้องแลกมาด้วยวิญญาณ
เสียงหมอผีเฒ่าหัวเราะคิกคัก กลับไปเป็นเสียงเด็กอีกครั้ง “พ่อไม่เห็นรึ?” “กลิ่นมันแรงขนาดนี้” “ดูข้างหน้าสิ… พ่อ”
อานนท์หันหน้ากลับมาจากบึง เบื้องหน้าเขา… คือหน้าผาหินที่สูงชัน ถูกปกคลุมไปด้วยเถาวัลย์ที่แห้งตาย แต่ท่ามกลางเถาวัลย์เหล่านั้น… มีช่อง… ช่องมืด… ปากถ้ำ… ที่อ้ากว้างราวกับกำลังรอเหยื่อ
เสียง “กริ๊ง… กริ๊ง…” จากอีกฝั่งของบึง… ได้เงียบหายไปแล้ว แต่ตอนนี้… อานนท์ได้ยินเสียงใหม่ เสียงฮัมต่ำๆ… ที่สั่นสะเทือน… เสียงโลหะ… ที่ดังมาจาก “ข้างใน” ถ้ำนั้น
นี่คือจุดสิ้นสุด นี่คือสุสานของเขา
เขาลุกขึ้นยืน สูดอากาศเข้าไป อากาศที่นี่… มีกลิ่นเหมือนสนิม… เหมือนทองแดง… และกลิ่นของพลังงานบางอย่างที่อัดแน่น เขาเดิน… ก้าวเข้าไปในปากถ้ำ ก้าวเข้าไปในความมืดมิด… ที่กำลังรอต้อนรับเขา
ความมืดในถ้ำ… มันแตกต่างจากความมืดในป่า หรือในห้องใต้ดินของเขา นี่คือความมืดที่หนักอึ้ง ความมืดที่จับต้องได้… มันเย็น… และนิ่งสนิท ราวกับว่าเวลาได้หยุดเดินไปแล้วนับพันปี
อานนท์เดินลึกเข้าไป เขาไม่จำเป็นต้องใช้ตะเกียง เพราะ… มีแสง…
แสงสีทอง… สลัว… แต่เรืองรอง… มันส่องออกมาจากส่วนที่ลึกที่สุดของถ้ำ สะท้อนไปมาบนผนังหินที่ชื้นแฉะ
“พ่อเห็นไหม… พ่อ…” เสียงหมอผีเฒ่าในหัวของเขาสั่นเครือ “มันอยู่นั่น… สมบัติ… สมบัติทั้งหมด…”
อานนท์เดินตามแสงนั้นไป หัวใจของเขา… มันควรจะเต้นแรงด้วยความโลภ แต่เปล่าเลย… มันเต้น… ด้วยความหวาดหวั่น กลิ่นสนิมโลหะ… มันแรงขึ้น… ผสมกับกลิ่น… เหมือนโอโซน… กลิ่นของพลังงานที่อัดแน่น และเสียงฮัมต่ำๆ นั้น… มันไม่ใช่เสียงโลหะเสียดสีกัน มันคือเสียง… …เสียงสวดมนต์… นับพันเสียง… ที่ถูกบีบอัด… จนกลายเป็นเสียงครางเสียงเดียว
แล้วเขาก็มาถึง ห้องโถงขนาดใหญ่ และเขาก็เห็น “มัน”
ทองคำหนึ่งตัน…
แต่มันไม่ใช่เหรียญ… ไม่ใช่แท่ง… ไม่ใช่เครื่องประดับ…
มันคือ… รูปปั้น รูปปั้นขนาดเท่าเด็กทารก… นับร้อย… นับพัน… ยืนเรียงราย… นั่ง… และนอน… กระจายเต็มพื้นถ้ำ พวกมันทั้งหมด… ทำจากทองคำ ทองคำที่สุกปลั่ง… ส่องสว่างในความมืด ตาของรูปปั้นทุกตัว… ถูกฝังด้วยหินสีแดง เหมือนกับกุมารทองที่ห้อยคอเขา… เหมือนกับดวงตาของผู้พิทักษ์… ที่เขาทิ้งไว้เบื้องหลัง
นี่ไม่ใช่ห้องเก็บสมบัติ อานนท์ตระหนักได้ในทันที นี่คือ… สุสาน สุสานของเด็ก
“มันสวยงาม…” เสียงหมอผีเฒ่าคราง “ทอง… ทองทั้งหมดเป็นของเรา!”
“นี่มันคำสาป” อานนท์กระซิบ เขาเดินเข้าไปใกล้ เขามองใบหน้าของรูปปั้นทองคำตัวหนึ่ง มันแกะสลักอย่างงดงาม แต่ใบหน้านั้น… มันบิดเบี้ยว… ด้วยความเจ็บปวด… ด้วยความกรีดร้อง…
เขายกมือที่สั่นเทาขึ้น เขารู้ว่าเขาไม่ควรแตะต้องมัน แต่โชคชะตาของเขา… มันถูกผนึกไว้แล้ว เขาต้องรู้…
นิ้วของเขา… สัมผัสลงบนแก้มสีทองที่เย็นเฉียบของรูปปั้นเด็ก
วินาทีนั้น!!!
เสียงกรีดร้อง… ไม่ใช่หนึ่ง… แต่เป็นพันเสียง!!! ระเบิดขึ้นในหัวของอานนท์ ดัง… จนเขาทรุดตัวลงกับพื้น มือ… กุมศีรษะ
“อ๊ากกกกกก!!!”
แสงสีทองจากรูปปั้นทั้งหมด… สว่างวาบขึ้น เจิดจ้า… จนมองไม่เห็นอะไร พลังงานที่เคยถูกกักเก็บไว้… บัดนี้… มันถูกปลดปล่อย
อานนท์ได้ยินเสียง… เสียงที่คุ้นเคย… เสียง “กริ๊ง… กริ๊ง… กริ๊ง…” ไม่ใช่จากนอกถ้ำ แต่มันดังขึ้น… รอบตัวเขา!
เขามอง… เงาดำทะมึน… ผู้พิทักษ์… มันไม่ได้อยู่ที่บึงอีกต่อไป มัน “อยู่” ที่นี่… มัน “คือ” ที่นี่
ร่างเงาดำนั้น… มันคือกลุ่มควันดำที่พวยพุ่งออกมาจาก “รูปปั้นทุกตัว” มันคือวิญญาณที่เกรี้ยวกราด… วิญญาณรวมของเด็กหนึ่งพันคน… ที่ถูกกษัตริย์โบราณสังเวย… ผูกมัดไว้กับทองคำ… เพื่อพิทักษ์อาณาจักร ทองคำ… ไม่ใช่สมบัติ ทองคำ… คือ “คุก”
และผู้พิทักษ์… มันไม่ได้เฝ้าทอง มัน “คือ” ทอง!
ร่างเงานั้นก่อตัวขึ้น สูงตระหง่าน… เต็มห้องโถง ดวงตาที่ลุกโชนนับพันคู่… จ้องมองมาที่เขา
“จบแล้ว…” อานนท์คิด “มันจะกินข้า… ที่นี่…”
แต่… เงาดำนั้น… ไม่ได้โจมตีเขา มันลอยผ่านร่างของเขาไป… เหมือนกลุ่มหมอกที่ไร้ตัวตน… มุ่งหน้า… ไปหา “บางสิ่ง”
“ไม่… ไม่! มันเกิดอะไรขึ้น!” เสียงหมอผีเฒ่าในหัวของอานนท์… กรีดร้องด้วยความตื่นตระหนก “มันควรจะรับเจ้าไป! เจ้าแตะต้องทองแล้ว! เจ้าคือคนแทนที่!”
อานนท์มองไปที่คอของตัวเอง ตุ๊กตาไม้กุมารทอง… มันสั่นสะท้านอย่างรุนแรง ดวงตาสีแดงของมัน… เบิกกว้าง… ไม่ใช่ด้วยความหวัง… แต่ด้วย “ความสยดสยอง”
กลุ่มเงาดำ… วิญญาณนับพัน… มันไม่สนใจอานนท์ เหยื่อที่มันต้องการ… อยู่ที่นี่ตลอดเวลา มันคือ “วิญญาณผู้บุกรุก” … อีกดวงหนึ่ง
“ไม่! ข้าคือพวกเดียวกับเจ้า!” หมอผีเฒ่ากรีดร้องผ่านตุ๊กตาไม้ “ข้าก็ถูกสาป! ปล่อยข้าไป!”
กลุ่มควันดำ… ล้อมรอบอานนท์ แต่มันไม่แตะต้องเขา มัน… มันมุ่งตรงไปที่ตุ๊กตาไม้ที่ห้อยคอเขา!
เชือกที่คล้องคอ… ขาดสะบั้น ตุ๊กตาไม้ลอยขึ้นไปในอากาศ กลุ่มควันดำรัดพันรอบตัวมัน เหมือนงูยักษ์…
“อ๊ากกกกกก! อานนท์! ช่วยข้าด้วย! ไอ้โง่! ทำอะไรสักอย่าง!” เสียงหมอผีเฒ่ากรีดร้อง โหยหวน…
อานนท์ได้แต่นั่งมอง ตัวแข็งทื่อ เขาเห็น… ร่างวิญญาณสีเทาจางๆ… ถูกกระชาก… ออกมาจากตุ๊กตาไม้ มันคือร่างของชายแก่… ที่บิดเบี้ยวด้วยความกลัว ดิ้นรน… พยายามจะหนี…
“การแลกเปลี่ยน… เสร็จสมบูรณ์” เสียงกระซิบ… ไม่ใช่เสียงเดียว… แต่เป็นเสียงของเด็กนับพัน… ดังขึ้นพร้อมกัน… ในหัวของอานนท์
กลุ่มควันดำ… พร้อมกับวิญญาณของหมอผีเฒ่า… ถูก “ดูด” กลับ กลับเข้าไปในรูปปั้นทองคำทั้งหมด แสงสีทองสว่างวาบ… แล้วหรี่ลง กลับไปเป็นแสงสลัว… เรืองรอง… เหมือนเดิม
เสียง “กริ๊ง… กริ๊ง…” หายไป เสียงกรีดร้องของหมอผีเฒ่า… เงียบลง เสียงฮัม… หยุดลง
ในถ้ำ… กลับมาเงียบสนิทอีกครั้ง เงียบ… จนน่าสะพรึง
ตุ๊กตาไม้… ที่บัดนี้ว่างเปล่า… แตกละเอียดกลางอากาศ เศษไม้… ร่วงหล่นลงบนพื้น ไร้ค่า…
การแลกเปลี่ยน… อานนท์เข้าใจแล้ว มันไม่ใช่การ “แทนที่” ผู้พิทักษ์ มันคือการ “จ่ายค่าผ่านทาง”
ผู้พิทักษ์ (วิญญาณเด็กนับพัน) … ไม่ได้ต้องการอิสรภาพ มันต้องการ “การลงโทษ” มันลงโทษหมอผีเฒ่า… โดยการขังเขาไว้ในตุ๊กตา และมันใช้อานนท์… คนโลภคนต่อไป… เป็น “คนนำทาง” … พาเหยื่อที่ถูกสาป… กลับมาสู่คุกที่แท้จริง
วิญญาณของหมอผีเฒ่า… ถูกจับแล้ว ถูกดูดกลืน… เข้าร่วมเป็นหนึ่งในวิญญาณที่ถูกจองจำในทองคำ ส่วนอานนท์…?
เขาเป็นอิสระ…?
ความเงียบ… ความเงียบที่สมบูรณ์แบบ อานนท์นั่งอยู่บนพื้นหินที่เย็นเฉียบ เขาหอบหายใจ เสียงหัวใจของตัวเองดัง… จนน่ารำคาญ
ทุกอย่างจบแล้ว เสียงกรีดร้องของหมอผีเฒ่าหายไป เสียงกระซิบของเด็กนับพัน… เงียบลง พลังงานที่เคยอัดแน่นในถ้ำ… สลายไป เหลือเพียง… …ความว่างเปล่า
และทอง…
เขามองไปรอบตัว รูปปั้นทองคำนับพัน… ยังคงส่องสว่างเรืองรอง แต่ตอนนี้… แสงของมันดู “อบอุ่น” ไม่น่าสะพรึงกลัวเหมือนเมื่อครู่ มันดูเหมือน… ทองคำ …ทองคำธรรมดา
“ข้า… รอดแล้ว?” เขาพึมพำกับตัวเอง เขาเป็นอิสระ ผู้พิทักษ์ได้สิ่งที่มันต้องการแล้ว วิญญาณของหมอผีเฒ่า… คือการชำระหนี้ ส่วนเขา… เขาเป็นแค่คนส่งของ
อานนท์หัวเราะ เสียงหัวเราะแหบแห้ง… และบ้าคลั่ง… ดังก้องไปในถ้ำ เขาเป็นอิสระ! เขารอดตายจากป่าต้องห้าม! เขารอดจากอสูรกาย! เขารอดจากคำสาป!
แล้วสายตาของเขาก็จับจ้องไปที่รูปปั้นเด็กอีกครั้ง ความโลภ… ที่เคยถูกความกลัวกดทับไว้จนมิด… บัดนี้… มันผุดขึ้นมาอีกครั้ง รวดเร็ว… และรุนแรง… เหมือนไฟป่า
“ทอง…” เขากระซิบ ทองทั้งหมด… ผู้พิทักษ์ได้สิ่งที่มันต้องการไปแล้ว… มันคงไม่สนใจทองนี่อีกต่อไป
เขาคลานเข้าไป หยิบย่ามใบเก่าที่ว่างเปล่าของเขาขึ้นมา เขาเอื้อมมือไปหยิบรูปปั้นทองคำที่อยู่ใกล้ที่สุด มันหนัก… หนักอึ้ง… ด้วยทองคำแท้ มันเย็น… และมัน… ไม่ได้ทำอะไรเขา
เขาหัวเราะอีกครั้ง ดังกว่าเดิม “เป็นของข้า!” เขาตะโกน “ทั้งหมดเป็นของข้า!”
เขาเริ่มคว้า… คว้า… ยัดรูปปั้นทองคำลงไปในย่าม ทีละชิ้น… ทีละชิ้น… ความเหนื่อยล้า… ความกลัว… หายไปหมด ถูกแทนที่ด้วยอะดรีนาลีนแห่งความโลภ เขายัดมันลงไปจนเต็มย่าม หนัก… จนแทบยกไม่ไหว
“ข้ารวยแล้ว!” เขาคำราม “ข้าคือผู้ชนะ!”
เขาสะพายย่ามที่หนักอึ้งขึ้นบ่า เดิน… วิ่ง… ออกจากห้องโถงนั้น วิ่งย้อนกลับไปทางปากถ้ำ เขาวิ่งผ่านความมืด จนเห็นแสงสลัวๆ ของบึงมรณะอยู่เบื้องหน้า
เขาวิ่งออกมาจากปากถ้ำ กลับมายืนอยู่ที่ริมบึง เขามองย้อนกลับไปที่ฝั่งตรงข้าม เงาดำทะมึนของผู้พิทักษ์… หายไปแล้ว เหลือเพียงหมอกจางๆ ทุกอย่างจบสิ้นแล้วจริงๆ
เขาหันกลับมาที่สะพานไม้ผุ “ลาก่อน… นรก” เขาพึมพำ เขาก้าวเท้าแรก… ลงบนสะพาน ก้าวออกจาก “ดินแดนต้องคำสาป” … ก้าวกลับสู่… “โลก”
ทันที… ที่เท้าของเขาก้าวพ้นขอบถ้ำ… น้ำหนักบนบ่าของเขา… ที่เคยหนักจนแทบทรุด… มัน… …หายไป
“อะไร?” เขากระชากย่ามลงจากบ่า เปิดมันออก ความสว่างสีทอง… ที่เคยอยู่ในนั้น… ไม่มีแล้ว
ข้างในย่าม… มีเพียง… …โคลน โคลนสีดำ… เหนียวเหนอะ… จากบึงมรณะ
รูปปั้นทองคำ… มันสลายไป… กลายเป็นสิ่งที่มันจากมา
“ไม่… ไม่! ไม่!!!!” อานนท์กรีดร้อง เขาเทย่ามออก มีเพียงโคลนที่ไหลนองอยู่บนพื้น “เป็นไปไม่ได้!”
เขาหันขวับ… มองกลับเข้าไปในถ้ำ แสงสีทองเรืองรอง… ยังคงส่องสว่าง… เชื้อเชิญ… …เยาะเย้ย…
และแล้ว… เขาก็ได้ยินเสียง… ไม่ใช่เสียงหมอผีเฒ่า ไม่ใช่เสียงเด็กนับพันที่กรีดร้อง
แต่เป็นเสียง… …เสียงหัวเราะคิกคัก เสียงของเด็กๆ… ที่กำลังสนุกสนาน ดังแว่วมาจากในถ้ำ
“โง่จัง” เสียงเล็กๆ เสียงหนึ่ง… กระซิบขึ้นในหัวของเขา ชัดเจน… “ทอง… อยู่ได้แต่ในบ้านของมัน” “ทอง… อยู่กับผู้พิทักษ์เท่านั้น”
อานนท์ทรุดตัวลงคุกเข่า ณ ปากทางเข้าสุสานของเขา เขาเข้าใจแล้ว… นี่คือคำพิพากษาสุดท้าย
เขาไม่ถูกจองจำด้วยเวทมนตร์ เขาไม่ถูกล่าโดยอสูรกาย เขา “เป็นอิสระ” … …ที่จะจากไป
เขามองย่ามที่ว่างเปล่า มือของเขาเปื้อนโคลน เขาเสียทุกอย่าง… เสียศักดิ์ศรี… เสียสติ… เสียสมุดปกดำ… และเขา… ไม่ได้ทอง
เขาควรจะลุกขึ้น… เดินข้ามสะพานนั่น… กลับไปที่กระท่อมผุพัง… กลับไปใช้ชีวิตที่น่าสมเพชของเขา
เขา… ควรจะทำอย่างนั้น… แต่เขา… ทำไม่ได้
สายตาของเขา… ถูกตรึง… ไว้ที่แสงสีทองในถ้ำ มันยังอยู่ที่นั่น… มันยังเป็นของจริง… มันแค่… “เอาออกมาไม่ได้”
ความโลภ… มันไม่เคยหายไป มันฝังลึก… ยิ่งกว่าคำสาปใดๆ
เขาค่อยๆ ลุกขึ้นยืน ช้าๆ… เหมือนคนละเมอ เขาไม่ได้หันไปทางสะพาน เขาไม่ได้หันไปทางโลกภายนอก
เขาหัน… …กลับเข้าไปในถ้ำ
“ไม่เป็นไร” เขากระซิบกับตัวเอง “ข้า… ข้าแค่จะเฝ้ามันไว้” “ใช่… เฝ้ามันไว้… จนกว่าข้าจะหาทางเอามันออกไปได้” “มันเป็นของข้า…”
เขาเดิน… ก้าวเท้า… กลับเข้าไปในความมืด กลับเข้าไปในสุสานทองคำ
เขาเดินกลับไปที่ห้องโถง เขานั่งลง… ท่ามกลางรูปปั้นเด็กนับพัน เขาเอื้อมมือไป… หยิบรูปปั้นตัวหนึ่งขึ้นมา มันหนัก… มันคือทองคำ… มันยังอยู่ในมือเขา
เขายิ้ม รอยยิ้มที่ว่างเปล่า… ของคนบ้า
เขาไม่ได้พยายามจะเอามันออกไปอีก เขาแค่… …นั่ง… กอดรูปปั้นทองคำนั้นไว้ จ้องมองมัน… ชื่นชมมัน…
ข้างนอก… ที่บึงมรณะ… หมอกเริ่มก่อตัวขึ้นอีกครั้ง รอคอย… …เหยื่อรายต่อไป… ที่จะโง่พอ… ที่จะมาตามหาทองป่า
แต่อานนท์ไม่รู้… และไม่สนใจ… เขาได้สมบัติของเขาแล้ว เขาได้กลายเป็น… …ผู้พิทักษ์คนใหม่ ไม่ใช่ด้วยคำสาป… แต่ด้วย “ความโลภ” ของเขาเอง
หน้าจอ… ค่อยๆ มืดลง… เหลือเพียงแสงสีทองเรืองรองจากดวงตาของรูปปั้น… และเสียงหัวเราะคิกคักของเด็กนับพัน… ที่ดังขึ้น… …และดังขึ้น…