นรกคนจร: เพลงกล่อมเด็กกุมารทอง ณ สุสานเครื่องบิน
เสียงฝนกระทบโลหะดังเหมือนเสียงกลองสงคราม
มันคือเสียงเดียวที่ทิวได้ยินมาตลอดคืน
กรุงเทพฯ ร้องไห้ และสุสานเครื่องบินแห่งนี้คืออ่างรับน้ำตาของมัน
ทิวนั่งขดตัวอยู่ในสิ่งที่เคยเป็นที่นั่งชั้นเฟิร์สคลาสของเครื่องโบอิ้ง 747 ที่ถูกควักไส้ในออกไปหมดแล้ว อากาศเย็นและชื้น กลิ่นสนิมเหล็กผสมกับกลิ่นอับของเบาะที่นั่งเก่าๆ ลอยคละคลุ้งอยู่ในอากาศ
เทียนไขเล่มเล็กที่ปักอยู่บนกระป๋องถั่วเก่าๆ สั่นไหวอย่างน่าเวทนา แสงของมันเผยให้เห็นใบหน้าที่ซูบตอบและเหนื่อยล้าของชายวัยสี่สิบห้าปี ดวงตาของเขาจ้องมองออกไปนอกหน้าต่างห้องนักบินที่แตกละเอียด
เขาเคยเป็นช่างซ่อมบำรุงอากาศยาน
เขาเคยรู้จักเครื่องบินลำนี้ดียิ่งกว่าฝ่ามือของตัวเอง เขารู้ว่าสายไฟเส้นไหนเชื่อมต่อไปยังส่วนใด เขารู้เสียงของเครื่องยนต์ตอนที่มันสตาร์ทติด เขารู้สึกถึงพลังของมันยามทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า
ตอนนี้ เขากับมันไม่ต่างกัน
เป็นแค่ซากโลหะที่รอวันผุพัง
ทิวไอออกมาเบาๆ ไอแห้งๆ ที่ติดอยู่ในลำคอมาหลายสัปดาห์ เขาหยิบเศษเหล็กที่เก็บได้ในวันนี้ออกมานับ มันเป็นชิ้นส่วนเล็กๆ น้อยๆ ที่เขาแงะออกมาจากแผงวงจรที่ถูกทิ้งไว้ เศษทองแดงเล็กจิ๋ว กองรวมกันแล้วยังไม่พอค่าข้าวหนึ่งมื้อด้วยซ้ำ
เขาเหลือบมองโทรศัพท์มือถือรุ่นเก่า หน้าจอมีรอยร้าว แต่เขายังเก็บมันไว้ชาร์จไฟกับแบตเตอรี่เก่าๆ ที่เขาซ่อมขึ้นมาเอง เขารอสาย
เสียงฝนเริ่มหนักขึ้น ลมพัดหวีดหวิวผ่านลำตัวเครื่องบินที่ว่างเปล่า ราวกับเสียงกระซิบของผีที่หลงทาง
ที่นี่ไม่ใช่บ้านของเขาคนเดียว
ห่างออกไปไม่ไกล ในซากเฮลิคอปเตอร์ขนส่ง สร กำลังตะโกนอะไรบางอย่าง สรเป็นคนหนุ่มกว่า ปากดี และคิดเร็วทำเร็วเสมอ ทิวมองเห็นแสงไฟฉายวูบวาบจากกลุ่มนักท่องเที่ยวที่อยากรู้อยากเห็น สรคงกำลังพยายามขาย “ของที่ระลึก” จากเครื่องบินอีกตามเคย
“ของแท้จากห้องนักบินเลยพี่! หูฟังนักบินรบ!”
ทิวรู้ว่านั่นเป็นแค่หูฟังผู้โดยสารเก่าๆ ที่เขาแกะออกมาจากที่นั่งชั้นประหยัด
อีกด้านหนึ่ง ใต้ปีกของเครื่องบินลำเลียง C-130 ป้านิ่มกำลังนั่งคุกเข่าอยู่หน้าแท่นบูชาเล็กๆ ที่ bà ประดิษฐ์ขึ้นเอง Bà โรยข้าวสารลงบนพื้นดิน พึมพำบทสวดที่ฟังไม่เป็นภาษา
ป้านิ่มอยู่ที่นี่นานที่สุด Bà บอกว่า bà กำลังดูแล “เด็กๆ ของลม” วิญญาณเร่ร่อนที่อาศัยอยู่ในซากเครื่องบินเหล่านี้ ทิวคิดว่า bà สติไม่ดี แต่ bà ก็ไม่เคยทำร้ายใคร
และยังมีออม
เด็กสาวคนใหม่ที่เพิ่งมาถึงได้ไม่กี่สัปดาห์ ออมมักจะแยกตัวอยู่คนเดียวในซากเครื่องบินเจ็ตส่วนตัวลำเล็กๆ ทิวเห็นเธอนั่งเหม่อลอย จ้องมองรูปถ่ายเก่าๆ ที่ซีดจางใบหนึ่งในมือเสมอ ดวงตาของเธอดูว่างเปล่าและหวาดกลัวอยู่ตลอดเวลา
ทุกคนที่นี่กำลังหนีจากอะไรบางอย่าง
แต่ทิวไม่ได้หนี เขาแค่กำลังรอ… รอวันที่จะได้กลับไป
ทันใดนั้น โทรศัพท์ของเขาก็สั่น
ทิวสะดุ้งสุดตัว หัวใจเขาเต้นแรง เขารีบคว้ามันขึ้นมา หน้าจอสว่างขึ้น เป็นเบอร์จากบ้านนอก
“ฮัลโหล… แม่เหรอ”
เสียงสัญญาณไม่ดี มีเสียงซ่าแทรก “ทิว… ได้ยินไหม… ตะวัน…”
ชื่อของลูกสาวทำให้หัวใจของเขาบีบรัด
“ตะวันเป็นอะไร! แม่! พูดดังๆ หน่อย!”
“ตะวัน… ไข้ขึ้นสูง… หมอที่อนามัยบอกว่าต้องย้าย… ต้องเข้ากรุงเทพด่วน… ไอไม่หยุดเลย…”
โลกของทิวหยุดหมุน
เข้ากรุงเทพ… นั่นหมายถึงเงิน หมายถึงค่ารักษาพยาบาลจำนวนมหาศาลที่เขาไม่มี
“แม่… ผม…” เขาพยายามพูด แต่เสียงของเขาแหบพร่า “ผมจะหาทาง… ผมจะรีบส่งเงินไปให้”
“ต้องเร็วนะทิว… หมอบอกว่าถ้าช้า…”
สายตัดไป
ทิวกำโทรศัพท์ไว้แน่น เขาหลับตาลง เห็นภาพใบหน้าของตะวัน ลูกสาวตัวน้อยของเขา รอยยิ้มของเธอคือสิ่งเดียวที่ทำให้เขายังมีชีวิตอยู่
เขาต้องหาเงินให้ได้
เสียงฟ้าร้องดังสนั่นหวั่นไหว ฝนเทกระหน่ำลงมาอย่างบ้าคลั่ง
“โว้ย! น้ำรั่ว!” เสียงสรตะโกนลั่น “ไอ้ 747 นี่มันจะจมแล้ว! ไปหลบที่ลำเล็กดีกว่า! ลำที่เศรษฐีมันทิ้งไว้น่ะ!”
ทิวลุกขึ้นอย่างเชื่องช้า เขาเก็บเศษเหล็กของเขาใส่กระเป๋าอย่างทุลักทุเล สายตาของเขาไม่ได้อยู่ที่ปัจจุบันอีกต่อไปแล้ว มันอยู่ที่โรงพยาบาลในต่างจังหวัด
ป้านิ่มและออมวิ่งฝ่าสายฝนมาสมทบ ทั้งสี่คนมุ่งหน้าไปยังซากเครื่องบินเจ็ตส่วนตัวลำเล็ก กัลฟ์สตรีม ที่จอดนิ่งอยู่ในมุมที่มืดที่สุดของสุสาน
ข้างในนี้แคบกว่า แต่ก็แห้งกว่า
พวกเขาเคยเรียกมันว่า “ห้องนั่งเล่น” เพราะมันยังมีเบาะกำมะหยี่สีแดงที่ยังไม่เปื่อยยุ่ยมากนัก ทั้งสี่คนนั่งเบียดกัน กลิ่นสาบเสื้อผ้าเปียกฝนอบอวลไปทั่ว
สรดูหงุดหงิดที่การค้าของเขาถูกขัดจังหวะ เขากระทืบเท้าไปมาอย่างไม่พอใจ “เวรเอ๊ย! ฝนบ้าอะไรจะตกหนักขนาดนี้”
ขณะที่เขากำลังสบถ เขาก็เตะไปโดนแผ่นพื้นใต้พรมที่เผยอขึ้นมา
“หือ?” สรหยุดชะงัก
“มีอะไร” ทิวถามอย่างไม่ใส่ใจ
“มีอะไรอยู่ข้างใต้นี่” สรนั่งลง ใช้มีดพกของเขาแงะแผ่นพื้นออก มันคือช่องเก็บของเล็กๆ ที่ซ่อนอยู่ใต้พื้นห้องโดยสาร
สรล้วงมือลงไป
“อะไรวะ… หนักชะมัด” เขาออกแรงดึง
สิ่งที่เขาดึงออกมาทำให้ทุกคนนิ่งเงียบ
มันคือกระเป๋าเดินทางหนังใบเก่า
ไม่ใช่กระเป๋าเดินทางพลาสติกสมัยใหม่ แต่มันเป็นหีบหนังอย่างดี สีแดงเข้มจนเกือบดำ มันดูเก่ามาก แต่สภาพยังดีอย่างน่าประหลาด ที่มุมกระเป๋ามีตัวอักษรสีทองสลักไว้ แต่ก็เลือนลางจนอ่านไม่ออก
ที่สำคัญที่สุด… มันถูกล็อคด้วยกุญแจทองเหลืองอันใหญ่
หัวใจของสรเต้นแรง “ของมีค่าแน่ๆ! เศรษฐีพวกนี้มันชอบซ่อนของ!”
เขาลองดึง ลองทุบ แต่กุญแจไม่ขยับ
ป้านิ่มมองกระเป๋าใบนั้นด้วยสายตาแปลกๆ Bà เริ่มสวดมนต์พึมพำเบาๆ
ออมขยับตัวถอยห่าง ราวกับว่ากระเป๋าใบนั้นมีไอร้อนแผ่ออกมา
สรหันมามองทิว ดวงตาของเขาเป็นประกาย “ทิว… มึงมันช่างเครื่อง มึงเก่งเรื่องพวกนี้”
เขายื่นมีดพกให้ทิว
“เปิดมัน”
ทิวมองไปที่กระเป๋าใบนั้น… แล้วเขาก็มองไปที่โทรศัพท์ในมือที่มืดสนิท
เขาคิดถึงเสียงไอของตะวัน
เขาพยักหน้าช้าๆ
“กูจะลอง”
ทิวรับมีดพกมาจากสร เขารู้สึกถึงความเย็นของโลหะในมือ
เขาไม่ได้สนใจสมบัติ เขาสนใจแค่เสียงไอของลูกสาว
เขาคุกเข่าลงข้างกระเป๋าหนังสีแดงเข้ม สัมผัสได้ถึงความเก่าแก่ของมัน เขามองไปที่รูกุญแจทองเหลืองโบราณ มันไม่ใช่กุญแจธรรมดา
“ต้องใช้เครื่องมือ” ทิวพูดเสียงเรียบ “มีดนี่พังมันไม่ได้หรอก”
“งั้นก็ไปเอามาสิ!” สรเร่งเร้า
ทิวพยักหน้า เขาเดินฝ่าสายฝนกลับไปยังซาก 747 ของเขา เปิดกล่องเครื่องมือที่ขึ้นสนิมจนแทบเปิดไม่ออก มันเป็นสมบัติชิ้นสุดท้ายที่เหลือมาจากชีวิตเก่าของเขา
เขาหยิบคีมล็อคตัวเล็ก ไขควงปากแบนด้ามยาว และแท่งเหล็กแหลมที่เขาใช้สำหรับงัดแงะ
เมื่อเขากลับมา ทุกคนยังคงจ้องมองกระเป๋าใบนั้นเหมือนเดิม ราวกับว่ามันเป็นงูพิษที่กำลังขดตัวอยู่
ทิวไม่ได้พูดอะไร เขาเริ่มทำงาน
เขาใช้ไขควงสอดเข้าไปในรูกุญแจ พยายาม “รู้สึก” ถึงกลไกข้างใน มันซับซ้อนกว่าที่คิด ไม่ใช่แค่กลไกธรรมดา เขารู้สึกเหมือนมีสลักเล็กๆ หลายตัวขวางอยู่
“แม่งเอ๊ย…” สรบ่น “นานจังวะ”
“หุบปาก” ทิวสวนกลับโดยไม่เงยหน้า “ถ้ามันง่าย มึงคงเปิดไปแล้ว”
เขาวางไขควงลง หยิบแท่งเหล็กแหลมและคีม เขาตัดสินใจใช้กำลัง เขาจะไม่พยายามสะเดาะกุญแจ แต่จะทำลายมัน
เขาใช้แท่งเหล็กสอดเข้าไปในช่องว่างระหว่างฝากระเป๋ากับตัวล็อค แล้วใช้คีมล็อคบิดอย่างแรง
แกร๊ก!
เสียงโลหะบิดตัวดังขึ้น แต่กุญแจยังไม่หลุด
“อีกที!” สรเชียร์
ทิวออกแรงมากขึ้น เหงื่อเริ่มซึมออกมาตามหน้าผาก ทั้งที่อากาศก็เย็นชื้น เขากัดฟันแน่น
แกร๊ง!
คราวนี้ ตัวล็อคทองเหลืองหักสะบั้นและกระเด็นออกไป
ทุกคนถอนหายใจออกมาพร้อมกัน
สรกระโจนเข้าไปทันที เขาไม่รอช้า รีบเปิดฝากระเป๋าที่หนักอึ้งขึ้น
ความเงียบเข้าปกคลุม…
ตามมาด้วยคำสบถของสร
“อะไรวะเนี่ย!”
สิ่งที่อยู่ข้างใน ไม่ใช่ทองคำแท่ง ไม่ใช่ปึกธนบัตร ไม่ใช่เพชรนิลจินดา
ภายในกระเป๋าบุด้วยผ้าไหมสีแดงสด… คือร่างเล็กๆ นับสิบที่นอนเรียงรายกันอย่างเป็นระเบียบ
มันคือตุ๊กตาทองเหลือง
กุมารทอง
พวกมันมีขนาดเล็ก แต่ละตัวมีรูปร่างหน้าตาเหมือนกันหมด ราวกับถูกหล่อมาจากแม่พิมพ์เดียวกัน ทั้งหมดอยู่ในท่านั่งพนมมือ ดวงตาปิดสนิทเหมือนกำลังหลับใหล
พวกมันถูกจัดวางอย่างดี เหมือนครอบครัวใหญ่ที่กำลังนอนหลับอย่างสงบสุข
ออมร้องเสียงหลงและถอยหลังไปจนชิดผนังเครื่องบิน “พระเจ้า…”
ทิวขมวดคิ้ว “แค่ตุ๊กตา” เขาพูด “ทองเหลืองเก่าๆ เอาไปชั่งกิโลขาย”
ความผิดหวังฉายชัดบนใบหน้าของเขา เงินค่ารักษาของตะวัน… หายวับไปกับตา
“ไม่…” เสียงแหบแห้งของป้านิ่มดังขึ้น
Bà คลานเข้าไปใกล้กระเป๋า ดวงตาเบิกกว้างด้วยความหวาดกลัวสุดขีด
“ไม่ใช่… ไม่ใช่ตุ๊กตา…” Bà ตัวสั่น “พวกเขากำลังหลับ… พวกเขาเป็นพี่น้องกัน…”
“พี่น้องเหี้ยอะไรล่ะป้า!” สรตะคอก ความผิดหวังเปลี่ยนเป็นความโกรธ “ก็แค่ของเล่น!”
แต่แล้ว ดวงตาของสรก็กลับมาเป็นประกายอีกครั้ง
“เดี๋ยวนะ…” สรยิ้มเจ้าเล่ห์ “กูรู้แล้ว… กุมารทอง! เครื่องราง! พวกคนรวย พวกคนจีน มันชอบของแบบนี้”
เขามองไปที่ตุ๊กตาเหล่านั้นด้วยสายตาของนักล่า
“เราแบ่งกัน” สรประกาศ “เอาไปขายที่ตลาดพระท่าพระจันทร์ พรุ่งนี้รวย!”
“อย่า!” ป้านิ่มกรีดร้อง เสียงของ bà ดังจนน่ากลัว “อย่าแยกพวกเขาออกจากกัน! พวกเขาจะตามหา! พวกเขาจะโกรธ!”
สรหัวเราะเยาะ “ป้าเพี้ยนไปแล้ว!”
สรเป็นคนแรกที่ล้วงมือลงไปในกระเป๋า เขาคว้ากุมารทองขึ้นมาหนึ่งกำมือ ยัดใส่กระเป๋ากางเกงอย่างไม่ใยดี
“ใครอยากได้ก็หยิบไป ส่วนกูเอาส่วนแบ่งของกูก่อน”
เขามองไปที่ออม “มึงด้วย… เอาไปสิ ดีกว่านั่งขอทาน”
ออมมองไปที่ป้านิ่ม แล้วมองไปที่สร เธอตัวสั่น แต่ความหิวโหยและความสิ้นหวังก็เอาชนะความกลัว เธอเอื้อมมือที่สั่นเทาไปหยิบมาหนึ่งองค์ กำไว้แน่นจนข้อนิ้วขาวซีด
เหลือเพียงทิว
เขายืนนิ่ง มองดูความโกลาหลตรงหน้า “กูไม่เชื่อเรื่องผีสาง” เขาบอกตัวเอง
แต่แล้ว เขาก็เห็นมัน
ที่กลางกระเป๋า มีกุมารทององค์หนึ่งที่แตกต่างจากองค์อื่นๆ
องค์นี้ใหญ่กว่าองค์อื่นเล็กน้อย ถูกแกะสลักอย่างวิจิตรบรรจงกว่า มีลวดลายที่ละเอียดอ่อนบนผิวทองเหลือง และดูเหมือนจะสวมเครื่องประดับเล็กๆ ที่คอ
ดูเหมือน “พี่ใหญ่”
ทิวนึกถึงตะวัน เขาต้องใช้เงิน
เขาเอื้อมมือลงไป ไม่สนใจองค์เล็กๆ ที่สรกวาดไป
เขามองตรงไปที่องค์ที่ใหญ่ที่สุด
“ขอโทษนะ… ตะวัน” เขาพึมพำกับตัวเอง
เขากำลังจะหยิบ “พี่ใหญ่” องค์นั้นขึ้นมา
“อย่านะทิว!” ป้านิ่มร้องไห้ น้ำตาไหลอาบใบหน้าที่เหี่ยวย่น “องค์นั้น… องค์นั้นคือหัวใจของพวกเขา! ถ้าเจ้าเอาเขาไป…”
ทิวชะงักมือไปครู่หนึ่ง แต่เสียงไอของลูกสาวก็ดังขึ้นในหัวอีกครั้ง มันดังกว่าเสียงร้องห้ามของป้านิ่ม
เขาหยิบกุมารทององค์นั้นขึ้นมา มันหนักและเย็นเฉียบในมือของเขา เขารีบซ่อนมันไว้ในกระเป๋าเสื้อแจ็คเก็ตเก่าๆ ของเขา
ทันทีที่มือของเขาถอนออกมา ลมกระโชกแรงก็พัดเข้ามาในเครื่องบินเจ็ต
เทียนไขของทิวดับวูบ
ความมืดและความหนาวเย็นเข้าปกคลุมในบัดดล
“พรุ่งนี้เจอกันที่ตลาด” สรพูด ท่ามกลางความมืด น้ำเสียงของเขายังคงร่าเริง “กูจะไปหาที่ขายก่อน”
สรและออมรีบวิ่งฝ่าสายฝนออกไปทันที ทิ้งป้านิ่มที่กำลังร้องไห้สะอึกสะอื้นไว้กับกระเป๋าหนังที่ว่างเปล่าไปเกือบครึ่ง
ทิวเองก็เดินตามออกไปอีกทาง เขาไม่ไปตลาดพระ เขารู้จักพ่อค้าของเก่ารายใหญ่ในย่านเจริญกรุงที่น่าจะให้ราคาสิ่งนี้ได้ดีกว่า
เขาเดินฝ่าสายฝนไป ความรู้สึกเย็นเยียบของโลหะในกระเป๋าเสื้อ กดทับหน้าอกของเขา
เขาไม่ได้สังเกตเห็น…
ในความมืดของเครื่องบินเจ็ตลำนั้น
ป้านิ่มกำลังกอดกระเป๋าที่ว่างเปล่าแน่น Bà โยกตัวไปมาเหมือนกำลังกล่อมเด็ก
“หลับเถิดนะ… หลับเถิด… อย่าร้องไห้เลย… เดี๋ยวพี่เขาก็กลับมา…”
ทิวเดินฝ่าสายฝนที่เริ่มซาเม็ดลง ถนนเจริญกรุงในยามค่ำคืนสะท้อนแสงไฟนีออนเป็นทางยาว
เขาเปียกโชกและสกปรก ขยะแขยงตัวเองที่เดินเข้าไปในย่านที่หรูหราเช่นนี้
เขามาหยุดอยู่หน้าร้านขายของเก่าแห่งหนึ่ง ร้านเล็กๆ ที่ซ่อนตัวอยู่ระหว่างตึกแถว แต่หน้าต่างกระจกใสนั้นสว่างไสว เผยให้เห็นเครื่องลายครามและพระพุทธรูปราคาแพงที่จัดแสดงไว้อย่างดี
เขารวบรวมความกล้า ผลักประตูไม้หนักๆ เข้าไป
เสียงกระดิ่งที่ประตูดังขึ้น
ชายชราสวมแว่นตาทรงกลมคนหนึ่งเงยหน้าขึ้นจากโต๊ะทำงานไม้สักขนาดใหญ่ เขาคือ “เสี่ยเอก” พ่อค้าของเก่าที่ทิวเคยทำงานส่งของให้สมัยที่เขายังมีงานทำ
เสี่ยเอกมองทิวตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยสายตาดูแคลน “มีอะไร… ที่นี่ไม่รับซื้อขยะนะทิว”
ทิวไม่พูดอะไร เขาแค่ล้วงมือเข้าไปในเสื้อแจ็คเก็ตที่เปียกชื้น หยิบกุมารทององค์นั้นออกมา วางลงบนโต๊ะ
ความเย็นจากโลหะยังคงติดอยู่ที่ปลายนิ้วของเขา
สีหน้าของเสี่ยเอกเปลี่ยนไปทันที
ความรังเกียจหายไป ถูกแทนที่ด้วยความสนใจอย่างเขม้นข้น เขาสวมถุงมือผ้าสีขาว หยิบแว่นขยายขึ้นมาส่องดูองค์กุมารอย่างละเอียด
“เนื้อทองเหลืองเก่า… แต่แปลก” เสี่ยเอกพึมพำ “ฝีมืองาน… ไม่ใช่ของตลาด”
เขาพลิกดูใต้ฐาน พลิกดูด้านหลัง “รายละเอียดดีมาก… เครื่องทรงนี่… เหมือนของเจ้านายสมัยก่อน”
“ลูกสาวผมป่วย” ทิวพูดโพล่งออกมา เสียงแหบเครือ “ผมต้องการเงิน… ด่วน”
เสี่ยเอกเงยหน้าขึ้นมองทิว รอยยิ้มบางๆ ปรากฏขึ้นที่มุมปาก
เขารู้ว่าเขากำลังกุมไพ่เหนือกว่า
“ของขโมยมาล่ะสิ”
“ผมเก็บได้” ทิวตอบ “ที่สุสานเครื่องบิน”
เสี่ยเอกหัวเราะเบาๆ “สุสานเครื่องบินมีของแบบนี้ด้วยเหรอ” เขาวางแว่นขยายลง “มันเป็นของดีนะทิว แต่ไม่มีที่มาที่ไปแบบนี้… ให้ราคามากไม่ได้หรอก”
ทิวจ้องหน้าเสี่ยเอก “เท่าไหร่”
เสี่ยเอกเอนหลังพิงเก้าอี้ เคาะนิ้วลงบนโต๊ะ “หมื่นเดียว”
หัวใจของทิวหล่นวูบ “แต่เสี่ยบอกว่ามันเป็นของดี…”
“หมื่นเดียว” เสี่ยเอกย้ำคำเดิม “หรือไม่ก็เอากลับไปลองขายที่ท่าพระจันทร์เอง แต่แถวนั้นน่ะ… เจอของแบบนี้ เขากดมึงเหลือห้าร้อยด้วยซ้ำ”
ทิวหลับตาลง หมื่นเดียว… มันไม่พอค่ารถไปโรงพยาบาลด้วยซ้ำ แต่… มันคือเงินก้อนแรก
มันคือความหวัง… แม้จะริบหรี่ก็ตาม
“…ก็ได้”
เสี่ยเอกยิ้มอย่างพึงพอใจ เขาเปิดลิ้นชัก หยิบปึกธนบัตรสีเทาออกมานับอย่างช้าๆ ส่งให้ทิว
ทิวรับเงินมาด้วยมือที่สั่นเทา เขารีบยัดมันใส่กระเป๋ากางเกง
“ขอบคุณเสี่ย”
เขาหันหลังเดินออกจากร้าน ไม่แม้แต่จะหันกลับไปมองกุมาร “พี่ใหญ่” องค์นั้น ที่ตอนนี้นอนตะแคงอยู่บนโต๊ะไม้สัก ใต้แสงไฟสปอตไลท์สว่างจ้า… ดูโดดเดี่ยวอย่างประหลาด
ฝนหยุดตกแล้วตอนที่ทิวเดินกลับ
อากาศเย็นลงจนรู้สึกหนาวเหน็บ เขากระชับเสื้อแจ็คเก็ตให้แน่นขึ้น ที่ที่เคยกดทับหน้าอกเขา ตอนนี้มันว่างเปล่า รู้สึกโหวงๆ อย่างบอกไม่ถูก
เขาเดินผ่านปากทางเข้าตลาดพระ เห็นแสงไฟและได้ยินเสียงผู้คนจอแจอยู่ไกลๆ
เขามองเห็นสร…
สรนั่งอยู่ที่ร้านเหล้าเล็กๆ ข้างทาง กำลังหัวเราะเสียงดัง โบกธนบัตรในมือไปมา มีขวดเหล้าราคาถูกวางอยู่บนโต๊ะ ดูเหมือนสรจะขายส่วนของเขาได้แล้ว และกำลังใช้เงินอย่างรวดเร็ว
ทิวไม่เห็นออม
เขารีบเดินต่อ ไม่อยากยุ่งเกี่ยวกับใคร เขากลับมาถึงสุสานเครื่องบินตอนเที่ยงคืนพอดี
ที่นี่เงียบสงัด… เงียบจนน่าขนลุก
ไม่มีเสียงฝน ไม่มีเสียงรถรา มีเพียงเสียงลมหวีดหวิวเบาๆ ผ่านซากโลหะ
เขาเห็นแสงเทียนริบหรี่มาจากใต้ปีกเครื่อง C-130… ป้านิ่มยังไม่นอน Bà ยังคงสวดมนต์
ทิวถอนหายใจยาว เขาปีนกลับเข้าไปในรังของเขา… ซาก 747
ข้างในนี้มืดและเย็น เขารู้สึกเหนื่อยล้าไปทั้งตัว เหนื่อยทั้งกายและใจ เขาจุดเทียนเล่มใหม่ของเขา แสงสว่างเพียงน้อยนิดขับไล่ความมืดออกไป
เขานั่งลง เอนหลังพิงผนังเครื่องบิน
เขาหยิบเงินออกมานับอีกครั้ง
หมื่นบาท…
เขามองไปที่โทรศัพท์มือถือที่มืดสนิท
“พรุ่งนี้… พรุ่งนี้กูจะหาเพิ่มนะตะวัน… พ่อสัญญา”
เขาพยายามข่มตาให้หลับ เขารู้สึกผิด… ผิดที่ขาย “เด็ก” เพื่อช่วย “เด็ก” อีกคน
“ไร้สาระ” เขาพึมพำกับตัวเอง “มันก็แค่ทองเหลือง”
เขาเป่าเทียนให้ดับ
ความมืดมิดเข้าปกคลุมทันที
ทิวหลับตาลง พยายามบังคับให้ตัวเองพักผ่อน
เขาได้ยินเสียงน้ำหยด… ติ๋ง… ติ๋ง… น้ำฝนที่ค้างอยู่บนหลังคาเครื่องบิน
เขาได้ยินเสียงโลหะลั่น… เอี๊ยด… อ๊าด… เสียงปกติของสุสานตอนกลางคืนที่อากาศเย็นลง
แต่แล้ว…
เขาก็ได้ยินเสียงอื่น
เสียงที่ไมควรจะอยู่ที่นี่
คิก…
ทิวลืมตาโพลงในความมืด เขาเกร็งตัว หูเงี่ยฟัง
คิก… คิก…
มันเป็นเสียงหัวเราะ
เสียงหัวเราะคิกคักของเด็กเล็กๆ
ทิวกลั้นหายใจ หัวใจของเขาเริ่มเต้นรัว
“หนูเหรอ?” เขาคิด… “หรือเสียงลม?”
ฮิ… ฮิ…
คราวนี้มันดังขึ้น ชัดเจนขึ้น
มันไม่ใช่เสียงลม และไม่ใช่เสียงหนู
มันดังมาจาก… ข้างหน้าเขา
มาจากห้องนักบินที่ว่างเปล่า… ที่อยู่ห่างออกไปไม่กี่เมตร…
ทิวตัวแข็งทื่อ ขนลุกซู่ไปทั้งตัว
ห้องนักบินนั่นมันว่างเปล่า… เขาอยู่ที่นี่มาเป็นปี เขารู้!
ความเย็นเยียบที่ไม่ใช่ความเย็นของอากาศแผ่ซ่านไปทั่วร่าง
เสียงหัวเราะหยุดลง
ความเงียบที่น่าอึดอัดกลับเข้ามาแทนที่
ทิวพยายามกลืนน้ำลายที่เหนียวหนืดในลำคอ
ฮี๊… ฮี๊… คิก…
เสียงนั้นกลับมาอีกครั้ง! คราวนี้มันไม่ได้อยู่ในห้องนักบินแล้ว…
มันดังอยู่ข้างนอก…
…ตรงหน้าต่างที่แตกละเอียด… ข้างๆ ที่เขานอนอยู่
ทิวจ้องเข้าไปในความมืดนอกหน้าต่างที่แตกละเอียด
ว่างเปล่า
มีเพียงเงาตะคุ่มของซากเครื่องบินลำอื่นๆ ที่จอดสงบนิ่งเหมือนยักษ์ที่ตายแล้ว
เสียงหัวเราะคิกคัก… หายไปแล้ว
ความเงียบกลับเข้ามาแทนที่ หนาหนักจนน่าอึดอัด ทิวกลืนน้ำลาย
“กูคงจะบ้าไปแล้ว” เขาพึมพำ “เครียดเกินไป… แค่นั้นเอง”
เขาหลับตาลง พยายามบังคับให้ตัวเองสงบ สูดหายใจลึกๆ กลิ่นอับชื้นของเบาะเก่าๆ ตีเข้าจมูก
แล้วเขาก็ได้ยินมันอีกครั้ง
แต่คราวนี้… มันไม่ใช่เสียงหัวเราะ
มันคือเสียงสะอื้น
เสียงของเด็กตัวเล็กๆ ที่กำลังร้องไห้เบาๆ
“หนาว…”
เสียงนั้นแผ่วเบา แต่คมชัด มันไม่ได้มาจากนอกหน้าต่าง มันดังอยู่รอบตัวเขา… ราวกับว่ามันดังอยู่ในหัวของเขาเอง
“แม่จ๋า… อยู่ไหน”
เลือดในกายของทิวเย็นเฉียบ
นี่ไม่ใช่เสียงลม นี่ไม่ใช่เสียงหนู
“ใครน่ะ!” เขาตะโกน เสียงสั่น “ออกมานะ!”
ไม่มีใครตอบ
มีเพียงเสียงสะอื้นที่ดังขึ้น… และมันไม่ได้มีแค่เสียงเดียวอีกต่อไป
“พี่… พี่จ๋า…” เสียงที่สองดังขึ้น แหลมกว่า “หนาว…”
“เจ็บ… ช่วยด้วย…” เสียงที่สาม
“พี่ใหญ่… ไปไหน…”
มันกลายเป็นเสียงร้องไห้ระงม
เสียงเด็กๆ นับสิบ… หรืออาจจะนับร้อย… กำลังร้องไห้คร่ำครวญ เสียงของพวกเขาสะท้อนไปมาระหว่างซากเครื่องบิน ลำตัวโลหะที่กลวงโบ๋ของสุสานแห่งนี้ทำหน้าที่เป็นลำโพงขนาดยักษ์ ขยายเสียงแห่งความเจ็บปวดและความโดดเดี่ยวให้ก้องกังวานไปทั่ว
เหมือนสุสานทั้งสุสานกำลังร่ำไห้
ทิวทนไม่ไหวอีกต่อไป
เขากระเด้งตัวลุกขึ้น คว้าไฟฉายเก่าๆ ที่เขาพยายามซ่อม คว้าคีมอันใหญ่ไว้ในมืออีกข้างเพื่อเป็นอาวุธ เขากระโดดออกจากทางออกฉุกเฉินของ 747 ลงสู่พื้นดินที่ชื้นแฉะ
เขาหอบหายใจ เหงื่อกาฬแตกพลั่ก
เขาไม่ได้เป็นบ้าคนเดียว
แสงไฟฉายวูบวาบมาจากทางเครื่องบินเจ็ตส่วนตัว
ออม…
ออมยืนตัวสั่นอยู่หน้าประตูเครื่องบินของเธอ เธอใช้มือทั้งสองข้างปิดหูตัวเองแน่น กรีดร้องออกมาไม่เป็นภาษา
“ออม!” ทิวตะโกนเรียก “มึงก็ได้ยินเหรอ!”
อีกด้านหนึ่ง ป้านิ่มวิ่งออกมาจากใต้ปีกเครื่อง C-130 หน้าตาตื่นยิ่งกว่าครั้งไหนๆ Bà ทำข้าวสารในมือหกกระจายไปทั่วพื้นดิน
ทั้งสามคนวิ่งมารวมกันที่ลานโล่งตรงกลางสุสาน สัญชาตญาณบอกให้พวกเขาหนีออกจากกรงโลหะที่กำลังร่ำไห้
“มันเรียก!” ออมกรีดร้อง น้ำตาไหลอาบแก้ม “มันกำลังเรียกหนู! หยุดนะ! หยุดเดี๋ยวนี้!”
“พวกเขาตื่นแล้ว…” ป้านิ่มพูดเสียงสั่นเครือ “พวกเขาตื่นแล้ว… อย่างที่ป้าบอก… พวกเขากำลังหากัน… เขาตามหาพี่ชาย…”
ดวงตาของป้านิ่มเบิกกว้างจ้องไปที่ทิว
“มึง… มึงเอาพี่ใหญ่ของเขาไป!”
“ไม่จริง!” ทิวตะโกนสวน สู้กับความกลัวด้วยความโกรธ “มันก็แค่เสียง! แค่เสียงลม! หรือไม่ก็… พวกขี้ยาแถวนี้มันแกล้ง!”
ทิวพยายามหาเหตุผล เขาคือช่างเครื่อง เขาเชื่อในสิ่งที่จับต้องได้
“ไม่มีผี!” เขาตะโกนก้องฟ้า “ไม่มี!”
แต่เสียงร้องไห้ยังคงดังต่อไป ไม่สนใจคำปฏิเสธของเขา
“หิว… หิวเหลือเกิน…”
“กลับมา… เอากลับมา…”
“แม่จ๋า… หนูหนาว…”
เสียงเหล่านั้นช่างฟังดูจริงเหลือเกิน… จริงจนหัวใจสลาย
ความโกรธของทิวพุ่งขึ้นถึงขีดสุด เขาโกรธที่ตัวเองกลัว โกรธที่หาเงินได้ไม่พอ โกรธที่ลูกสาวกำลังป่วย
“กูต้องไปหาเงิน!” เขาตะคอกใส่หญิงทั้งสอง “กูต้องช่วยลูกกู! กูไม่สนผีเปรตอะไรทั้งนั้น!”
เขาหันหลังกลับอย่างฉุนเฉียว เดินกระทืบเท้ากลับไปยัง 747 ของเขา
เขามีเรื่องสำคัญกว่าต้องทำ
เขาต้องปกป้องสมบัติของเขา… กองเศษเหล็กและทองแดงที่เขาเก็บสะสมไว้เป็นอาทิตย์ นั่นคือเงินจริง นั่นคือสิ่งที่เขาจะเอาไปขายในวันพรุ่งนี้เพื่อรวมกับเงินที่ได้มา
เขาปีนกลับเข้าไปในซากเครื่องบิน
ข้างในนี้… เงียบ
เสียงร้องไห้ที่ดังระงมอยู่ข้างนอก พอก้าวเข้ามาในนี้กลับเบาลงจนเกือบไม่ได้ยิน
เหลือเพียงความเงียบที่เย็นยะเยือก
ทิวจุดเทียนไขเล่มใหม่อีกครั้ง มือของเขาสั่นจนแทบจุดไม่ติด
แสงไฟสว่างวาบขึ้น
เขาหันไปมองที่มุมห้อง… มุมที่เขาวางกระสอบป่านเก่าๆ ที่ใส่ “สมบัติ” ของเขาทั้งหมดไว้
กระสอบ… หายไป
หัวใจของทิวหยุดเต้น
“ไม่…”
เขาพุ่งเข้าไปค้นหา เขาพลิกเบาะเก่าๆ เขาส่องไฟฉายไปใต้แผงควบคุม
ว่างเปล่า
เศษเหล็กของเขา… ของมีค่าเพียงอย่างเดียวที่เขามี… หายไปหมดแล้ว
“ไอ้สร!” ทิวคำราม “มึงย้อนกลับมาขโมยของกูเหรอ!”
เขากำลังจะวิ่งออกไปตามล่าสร…
แต่แล้ว เขาก็หยุดชะงัก
เท้าของเขาแข็งติดอยู่กับพื้น
แสงเทียนสลัวๆ ส่องไปกระทบอะไรบางอย่าง… กลางพื้นห้องโดยสาร
มันไม่ได้อยู่ตรงนั้นก่อนที่เขาจะออกไป
มันคือกองขนม
เยลลี่หลากสีสัน… ลูกอม… ขนมหวานที่เด็กๆ ชอบกิน
พวกมันกองรวมกันอยู่อย่างเป็นระเบียบ… ตรงจุดที่กระสอบเศษเหล็กของเขาเคยตั้งอยู่
เยลลี่บางส่วนเริ่มละลาย เหนียวเหนอะหนะ ติดอยู่กับพื้นโลหะที่เย็นเฉียบ
ทิวจ้องมองกองขนมนั้น
สมองของเขาปฏิเสธที่จะประมวลผล
นี่ไม่ใช่ฝีมือสร… สรจะเอาขนมพวกนี้มาจากไหน และทำไมต้องทำแบบนี้
ความจริงที่น่าสะพรึงกลัวค่อยๆ คืบคลานเข้ามาในจิตใจของเขา
พวกเขา “แลกเปลี่ยน”
พวกเขาเอา “ของมีค่า” ของเขาไป… และทิ้ง “ของมีค่า” ของพวกเขาไว้ให้
ทิวยืนนิ่ง แข็งเป็นหิน
เขาค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมองไปในความมืดของห้องนักบิน
เสียงร้องไห้จากข้างนอกหยุดลงแล้ว
ตอนนี้ เขาได้ยินเสียงใหม่
เสียงหัวเราะคิกคักเบาๆ… เสียงเดิมกับที่เขาได้ยินครั้งแรก
มันดังขึ้นอีกครั้ง… แต่คราวนี้… มันฟังดูพึงพอใจ
ทิวทรุดตัวลงข้างกองเยลลี่ที่กำลังละลาย
มือของเขากำคีมจนแน่น เล็บจิกเข้าในเนื้อจนเจ็บ แต่ความเจ็บปวดทางกายไม่ได้ช่วยลดทอนความหนาวเย็นที่แทรกซึมเข้ามาในจิตใจของเขาเลย
“มึง… ต้องการอะไร…” เขาพึมพำกับความว่างเปล่า
ความเงียบตอบกลับมา
แต่เขาไม่ได้อยู่คนเดียวอีกต่อไปแล้ว
ความรู้สึกที่ถูกจ้องมองจากทุกซอกมุมของเครื่องบินลำนี้ มันกดดันจนหายใจติดขัด ทิวรู้ว่า “พวกเขา” อยู่ที่นี่… เด็กๆ ของป้านิ่ม… วิญญาณที่ถูกรบกวนด้วยการแยกจาก
เขาคิดถึงสร
ถ้าเขายังอยู่ เขาก็คงโดนเหมือนกัน
เสียงฝีเท้าดังมาจากทางท้ายเครื่องบิน ทิวสะดุ้งสุดตัว คว้าไฟฉายส่องไปทันที
สร
สรดูไม่เหมือนคนที่เพิ่งได้เงิน เขาดูเหมือนศพที่เดินได้
เสื้อผ้าของเขาเปียกโชก แต่ไม่ใช่เพราะฝน ดวงตาของเขาเบิกกว้างด้วยความหวาดกลัว และใบหน้าของเขาซีดเผือดจนเป็นสีเทา
“ทิว…” สรพูด เสียงแหบพร่า “มึง… มึงได้ยินอะไรไหม”
“ได้ยิน” ทิวตอบ “มึงเอาเศษเหล็กกูไปเหรอ”
สรส่ายหน้าอย่างรวดเร็ว เขายกมือขึ้นมาปิดหูแน่น
“ไม่! ไม่! กูไม่ได้เอาอะไรไป! พวกมัน… พวกมันตามกูไปที่ร้านเหล้า”
สรเดินโซซัดโซเซมาทรุดตัวลงข้างทิว “กูขายได้… กูขายให้พวกนักท่องเที่ยวไปห้าตัว… ได้เงินมาเยอะเลย…”
เขาล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าเสื้อ หยิบปึกธนบัตรออกมา แต่มือของเขาสั่นจนเงินเกือบจะร่วงหล่น
“กูใช้ไปเยอะ… แล้วกู… กูได้ยินเสียง…”
“เสียงอะไร”
“เสียงเด็ก… เด็กเล็กๆ… ร้องไห้… ตะโกนเรียกชื่อกู”
สรเล่าต่อ ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความหวาดกลัว “กูนั่งกินเหล้าอยู่… แล้วแก้วก็ตกแตกเอง… โต๊ะสั่น… แล้วพวกมัน… พวกมันบอกว่า…”
เขากลืนน้ำลายอย่างยากลำบาก “พวกมันบอกว่า… พวกมันหิว… พวกมันบอกว่า… เอาพี่ใหญ่กลับมา“
ทิวรู้สึกเหมือนมีก้อนน้ำแข็งจุกอยู่ในอก สรก็โดน… แต่เขาโดนรุนแรงกว่า
“พวกมันไม่ได้อยากได้เงิน” สรพูดต่อ เสียงสั่นไปทั้งตัว “พวกมันอยากได้พี่ชาย! พวกมันตามหาครอบครัว! กูพยายามจะวิ่งหนี… แต่เหมือนมีเด็กตัวเล็กๆ นับสิบ… เกาะขา… ขย้ำ… ดึงกูไว้…”
สรชี้ไปที่กางเกงของเขา กางเกงยีนส์ของสรเต็มไปด้วยรอยฉีกขาดเล็กๆ นับไม่ถ้วน ราวกับว่าถูกสัตว์เล็กๆ กัดแทะด้วยความโกรธ
ทิวรู้สึกคลื่นไส้
“มึงไปที่ที่มึงซ่อนพวกมันไว้” ทิวพูด “มึงต้องหาทาง… คืนพวกมัน”
สรเริ่มหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง “คืนเหรอ! กูจะไปหาที่ไหนวะ! กูขายไปแล้ว! กูเอาไปแลกเหล้าแล้ว!”
“แล้วออมล่ะ” ทิวถาม “ออมไปไหน”
สีหน้าของสรเปลี่ยนเป็นหวาดกลัวยิ่งกว่าเดิม “ออม… ออมกลับมาก่อนกู… กูเห็นนางเดินไปทางเครื่องเล็ก… นางดูไม่ดีเลย”
ทิวกับสรจึงรีบวิ่งฝ่าความมืดไปยังซากเครื่องบินเจ็ตส่วนตัว
ขณะที่วิ่งผ่านซากเครื่องบินลำใหญ่ สรก็ชี้ไปที่พื้นดินที่เปียกชื้น
“ทิว! ดูนั่น!”
พื้นดินเต็มไปด้วยรอยเท้าเล็กๆ นับไม่ถ้วน
รอยเท้าเล็กๆ ของเด็ก… เดินวนเวียนรอบซากเครื่องบินลำต่างๆ ราวกับกำลังวิ่งเล่นซ่อนหาอย่างบ้าคลั่งในความมืด
พวกเขามาถึงเครื่องบินเจ็ต
ข้างในเงียบสงัด มีเพียงความมืดและกลิ่นอับของกำมะหยี่เก่าๆ
“ออม!” ทิวเรียก “ออม! อยู่ไหน!”
ไม่มีเสียงตอบ
มีเพียง…
เสียงเพลงกล่อมเด็กที่ดังแผ่วเบา… มาจากส่วนท้ายของเครื่องบิน…
…นอนเสียนะแม่คนดี… หลับตาลงเสียนะลูกรัก…
มันเป็นเพลงกล่อมเด็กเก่าๆ ที่ฟังดูเศร้าสร้อยและคุ้นเคย
ทิวกับสรค่อยๆ ย่องเข้าไปด้านใน ไฟฉายส่องไปที่เบาะที่นั่ง…
ออมนั่งอยู่ตรงนั้น
เธอไม่ได้ร้องไห้ เธอไม่ได้หวาดกลัว
เธอนั่งนิ่ง… เหมือนถูกสะกดจิต
เธอกำลังกอดก้อนผ้าขี้ริ้วเก่าๆ ที่เปียกน้ำ… และกำลังร้องเพลงกล่อมเด็กให้มันฟัง
ดวงตาของเธอเบิกกว้าง แต่ไม่มีแววตา เธอมองไปที่ทิวและสร ราวกับมองทะลุพวกเขาไปถึงอีกมิติหนึ่ง
“ออม… มึงทำอะไร” สรเข้าไปกระชากแขนเธอ
ออมไม่ตอบ เธอแค่ยิ้มอย่างน่ากลัว
“มาแล้วเหรอคะ…” ออมพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “แม่หาที่นอนให้ลูก… ลูกจะได้ไม่หนาวอีก…”
เธอชี้ไปที่มุมห้องโดยสาร…
กำแพงโลหะที่มุมห้องโดยสาร ถูกขูดขีดเป็นรูปร่างต่างๆ ด้วยอะไรบางอย่างที่คมกริบและแข็งแรง
ไม่ใช่รอยขีดเขียน แต่เป็นภาพวาด
ภาพวาดเด็กๆ นับสิบ…
และภาพหนึ่ง… ที่อยู่ตรงกลาง… คือภาพเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ ที่ถูกทิ้งไว้ข้างถนน…
ออมมองไปที่ภาพนั้น… แล้วน้ำตาของเธอก็ไหลออกมาอย่างเงียบเชียบ
“ลูก… แม่ขอโทษ… แม่ทิ้งลูกไว้ที่ท่ารถ…” ออมเริ่มคร่ำครวญ “แม่ไม่ได้ตั้งใจ… แม่กลัว…”
สรและทิวตกตะลึง พวกเขาไม่เคยรู้เรื่องนี้
ออม… คือคนทิ้งลูก
ป้าแก่อยู่ที่นี่เพื่อเฝ้าดูดวงวิญญาณ
ส่วนออม… เธอถูกดึงดูดเข้ามาที่นี่ด้วยความรู้สึกผิด…
ทันใดนั้น เสียงร้องไห้จากข้างนอกก็ดังกระหึ่มขึ้นมาอีกครั้ง!
แต่คราวนี้… มันไม่ได้ร้องไห้ขอความช่วยเหลือ
มันร้องไห้ด้วยความโกรธแค้น
ไอ้สารเลว! มันทิ้งน้องไว้!
ฆ่ามัน!
เอาเลือดของมันมา!
ออมกรีดร้องอย่างบ้าคลั่ง เธอโยนก้อนผ้าขี้ริ้วทิ้ง แล้วคลานไปทางด้านท้ายเครื่องบินอย่างรวดเร็ว
“ออม! มึงจะไปไหน!” ทิววิ่งตาม
เธอไม่ฟัง
ออมหายเข้าไปในช่องเก็บของเล็กๆ… ช่องเก็บของที่พวกเขาพบกระเป๋าหนังสีแดง…
ทิวส่องไฟฉายตามไป…
ออมหายไปแล้ว
ช่องเก็บของนั้นว่างเปล่า
ทิวและสรจ้องมองกันด้วยความสยดสยอง
ความเงียบกลับมาอีกครั้ง… แต่คราวนี้… มันเป็นความเงียบของความพ่ายแพ้
มีเพียงภาพถ่ายเล็กๆ… ที่ออมเคยถือไว้… ตกอยู่บนพื้นไม้ที่บิดเบี้ยว
นั่นคือภาพถ่ายของลูกสาวที่เธอทิ้งไป
“พวกมัน… พวกมันเอาตัวเธอไปแล้ว” สรพึมพำ
“ป้านิ่ม!” ทิวร้องลั่น “ป้านิ่มอยู่ไหน!”
พวกเขาต้องไปหาคนเดียวที่รู้เรื่องทั้งหมด
แต่ก่อนที่พวกเขาจะทันวิ่งออกไป…
มีบางอย่างดึงข้อเท้าของสรไว้
สรกรีดร้องสุดเสียง
ทิวส่องไฟฉายลงไป
ไม่เห็นอะไร
แต่สรกลับล้มลงอย่างแรง
“เด็ก! เด็ก! พวกมัน… พวกมันจับขาฉัน!” สรตะโกนลั่น “ปล่อยฉันนะ! ฉันขอโทษ!”
สรดิ้นรนอย่างบ้าคลั่งบนพื้นโลหะที่เย็นเฉียบ มือของเขากวาดไปมาในความว่างเปล่า
แล้ว…
ก็มีเสียงฉีกขาด
เสื้อผ้าของสรฉีกขาดเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย ราวกับถูกกรงเล็บเล็กๆ นับร้อยฉีกออก
ทิวผงะถอยหลัง
“กลับมา! เอาพี่ใหญ่ของพวกเราคืนมา!” เสียงเด็กๆ นับสิบดังขึ้นพร้อมกันจากทุกทิศทาง
ทิวรู้ตัวทันที
เขาต้องหนี
เขาวิ่งออกไปอย่างไม่คิดชีวิต ทิ้งสรที่กำลังกรีดร้องอย่างทรมานไว้เบื้องหลัง
ทิววิ่งอย่างไม่คิดชีวิต
เสียงกรีดร้องของสรถูกกลืนหายไปในความมืดที่โหดร้ายของสุสาน เสียงสุดท้ายของเขาคือเสียงร้องขอการให้อภัย ก่อนจะเงียบไปอย่างน่าขนลุก
ทิวไม่ได้สนใจที่จะมองย้อนกลับไป สัญชาตญาณเดียวของเขาคือการหาป้านิ่ม
ป้านิ่มคือคนเดียวที่เข้าใจกฎของสถานที่แห่งนี้
เขาวิ่งไปยังใต้ปีกเครื่อง C-130 ที่ซึ่งป้านิ่มมักจะอยู่
“ป้านิ่ม! ป้านิ่ม!”
เขาส่องไฟฉายเข้าไป…
เทียนไขดับหมดแล้ว
มีเพียงแท่นบูชาเล็กๆ ที่ป้านิ่มทำไว้ และกองข้าวสารที่ยังเปียกชื้น
ป้านิ่มหายไปแล้ว
ทิวทรุดตัวลงด้วยความสิ้นหวัง
“ไม่… ไม่จริง…”
ความหนาวเย็นแผ่ซ่านเข้ามาในจิตใจของเขา ความหวังสุดท้ายของเขามลายไปแล้ว
เขานั่งลงท่ามกลางความมืด ฟังเสียงหัวใจที่เต้นรัวของตัวเอง
เสียงกรีดร้องของเด็กๆ เงียบไปอีกครั้ง
ความเงียบที่ตามมานั้นน่ากลัวยิ่งกว่าเสียงใดๆ
มันคือความเงียบที่บอกว่า “เรามาแล้ว”
ทิวได้ยินเสียงฝีเท้า
ไม่ใช่เสียงฝีเท้าเล็กๆ แต่เป็นเสียงฝีเท้าที่หนักแน่น… ของผู้ใหญ่
ป้านิ่ม!
เขาเงยหน้าขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่องไฟฉายไปที่ทางเข้าใต้ปีกเครื่องบิน
ป้านิ่มกำลังเดินเข้ามา… แต่ bà ดูเปลี่ยนไป
ดวงตาของ bà ไม่ได้เบิกกว้างด้วยความหวาดกลัวอีกต่อไปแล้ว แต่กลับเต็มไปด้วยความเศร้าสร้อยอย่างที่สุด
“พวกเขาเอาไปแล้ว…” Bà พึมพำ “เอาตัวคนที่ไม่ให้ความเคารพไปแล้ว…”
ทิวคลานเข้าไปหา Bà “ป้า… ป้าหายไปไหนมา! สร… ออม… พวกเขาหายไปแล้ว! พวกเขาถูกจับไปแล้ว!”
ป้านิ่มนั่งลงช้าๆ เหมือนคนชราที่แบกรับน้ำหนักของโลกไว้บนบ่า
“ป้าไม่ได้ไปไหน” Bà พูดเสียงแผ่วเบา “ป้าอยู่ในนี้… คอยเฝ้าดูพวกเขา”
Bà ชี้ไปที่กระเป๋าหนังสีแดงที่วางอยู่ข้างๆ แท่นบูชาของ Bà กระเป๋าใบเดิมที่ถูกเปิดออก
“ป้ารู้ว่ามันจะเกิดขึ้น… มันถูกกำหนดไว้แล้ว”
ป้านิ่มเงยหน้าขึ้นมองทิว “ทิว… เจ้าเป็นคนเดียวที่ยังเหลืออยู่… เพราะเจ้าไม่ได้ถูกความโลภครอบงำอย่างสมบูรณ์เหมือนไอ้สร… หรือความสำนึกผิดที่รุนแรงเหมือนออม”
“แต่ป้าก็รู้ใช่ไหมว่าข้าเอาพี่ใหญ่ไป!” ทิวตะโกน “เพื่อจะเอาเงินไปรักษาลูกสาวข้า! มันต่างกันตรงไหน!”
“ต่างกันมาก” ป้านิ่มตอบ “สรเอาพวกเขาไปเพื่อความมั่งคั่งอย่างคนโง่ ออมถูกลงโทษเพราะบาปของเธอที่เกี่ยวข้องกับเด็กคนอื่น”
“ส่วนเจ้า…” Bà มองลึกเข้าไปในดวงตาของทิว “เจ้าแลกเปลี่ยน เจ้าแลกวิญญาณเพื่อความรักของลูก แต่เจ้าเอา ‘พี่ใหญ่’ ไป… โดยที่เจ้าไม่รู้เลยว่านั่นคือสิ่งสำคัญที่สุด”
ป้านิ่มเริ่มเล่าเรื่องที่น่าสะพรึงกลัวอย่างช้าๆ
“เมื่อหลายสิบปีก่อน… ป้าเป็นคนใช้ของอาจารย์ไสยเวทย์” Bà ชี้ไปที่กระเป๋า “อาจารย์สร้างกุมารทองเหล่านี้… จากวิญญาณของเด็กที่ถูกทอดทิ้ง… พวกเขาเป็นพี่น้องกัน… เป็นครอบครัวที่ถูกสร้างขึ้นจากการรวมตัวกันของความเจ็บปวด”
“แต่มีอยู่องค์หนึ่ง…” Bà จ้องไปที่ทิว “องค์ที่เจ้าเอาไป… องค์นั้นคือ ‘แกน’ ของพวกเขา… เป็นวิญญาณที่มีพลังที่สุด… เป็น ‘ผู้ปกครอง’… เป็นคนเดียวที่ทำให้พวกเขา ‘หลับ’ และเป็นระเบียบได้”
“ตอนที่อาจารย์ตาย ป้าไม่กล้าทำลายพวกเขา ป้าจึงซ่อนพวกเขาไว้ที่นี่… เพื่อให้พวกเขาได้พักผ่อนอย่างสงบในสถานที่ที่พวกเขาถูก ‘ทิ้ง’ ไปแล้ว”
“แต่เจ้า… เจ้ามาเปิดกระเป๋า… แล้วเอา ‘แกน’ ไป… เหมือนฉีกดึงหัวใจของพวกเขาออกไป”
ทิวรู้สึกเหมือนกำลังสำลัก เขาหายใจเอาความจริงที่โหดร้ายนี้เข้าไป
“แล้วข้าต้องทำยังไง!” เขาถามเสียงสั่น
“ต้องเอากลับมา” ป้านิ่มตอบ “ก่อนที่ความโกรธของพวกเขาจะพังทลายทุกสิ่ง”
Bà หยิบผ้าห่อผ้าเก่าๆ ออกมาจากเสื้อผ้าของ Bà
“ตอนที่เจ้าหนีไป ป้าแอบตามเจ้าไปห่างๆ ป้ารู้ว่าเจ้าไปขายที่ไหน” Bà ยื่นผ้าห่อผ้าให้ทิว
ข้างในนั้นคือ… กุญแจ
กุญแจเก่าๆ ที่เป็นสนิมเล็กน้อย
“นี่คือกุญแจสำรองของเสี่ยเอก… มันไม่ได้เปิดร้าน แต่เปิดตู้เก็บของที่เขามักจะซ่อนของมีค่าที่ไม่ต้องการให้ใครเห็น” Bà กระซิบ “ป้าแอบขโมยมาตอนที่เขาเผลอ”
“เขาอยู่ที่ไหน”
“เขาอยู่ในร้าน… เขาอยู่ที่นั่นเสมอ”
ป้านิ่มมองไปที่ทิว ดวงตาของ Bà เต็มไปด้วยความเมตตาและเสียใจ
“ทิว… พวกเขากำลังเรียกเจ้า”
ทันใดนั้น… เสียงร้องไห้ก็กลับมาอีกครั้ง!
แต่คราวนี้… มันไม่ได้มาจากรอบตัวเขา…
มันดังมาจาก… ภายในเครื่องบินลำใหญ่… ซาก 747 ที่เป็นบ้านของทิว
พ่อ!
เสียงที่สามดังขึ้น… แต่คราวนี้… มันแตกต่างจากเสียงอื่น
มันไม่ได้ตะโกนด้วยความโกรธ
มันตะโกนด้วยความเจ็บปวดอย่างที่สุด
พ่อ! ช่วยด้วย!
เสียงนั้น… เป็นเสียงของผู้หญิงตัวเล็กๆ…
เป็นเสียงที่ทิวรู้จักดีที่สุดในโลก…
ตะวัน
“ตะวัน!” ทิวกรีดร้อง
เขาไม่สนใจกุญแจ ไม่สนใจป้านิ่ม ไม่สนใจกฎเกณฑ์ใดๆ
เขาพุ่งตัวออกไปจากใต้ปีกเครื่องบิน วิ่งไปตามทางเดินมืดมิด
เขาคิดว่าเขากำลังช่วยลูกสาวของเขา
ป้านิ่มมองตามร่างของทิวที่หายไปในเงามืด Bà ส่ายหน้าอย่างเศร้าสร้อย
“วิญญาณแห่งการหลอกลวง…” Bà พึมพำ “ลูกเขาไม่ได้อยู่ที่นี่… แต่เขาก็ถูกดึงดูดไปแล้ว”
ป้านิ่มเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้ายามค่ำคืน
“ไปเถิดลูก…” Bà พูดด้วยน้ำเสียงรักใคร่ “ไปตามหาพี่ชายของเจ้า… และนำสันติสุขกลับมาให้แก่ครอบครัวของเจ้าเสีย”
ทิวพุ่งตัวเข้าไปในเครื่อง 747 ที่ว่างเปล่า
ความมืดมิดและกลิ่นสนิมเข้าปะทะ
“ตะวัน! ลูกอยู่ไหน!” เขาตะโกนลั่น เสียงสะท้อนไปมาอย่างน่ากลัว
ไม่มีเสียงตอบกลับมา มีแต่ความเงียบที่หนักอึ้ง
ทิวรู้ว่าลูกสาวของเขาไม่ได้อยู่ที่นี่ แต่เสียงเมื่อครู่… มันชัดเจนจนทำให้สติของเขาดับวูบ
เขาไม่สนใจอีกต่อไปว่ามันเป็นเสียงจริงหรือเสียงหลอน เขารู้แค่ว่าความหวาดกลัวที่รุนแรงที่สุดของเขากำลังถูกใช้เป็นอาวุธ
เขาเปิดไฟฉาย ส่องไปทั่วห้องนักบิน
ว่างเปล่า
ที่ที่เขาเคยนอน… ที่ที่กองขนมเยลลี่เคยอยู่…
เขาส่องไปที่ผนัง
รอยขีดข่วน!
ไม่… ไม่ใช่รอยขีดข่วน
มันคือรอยประทับเล็กๆ ของนิ้วมือเด็ก
รอยมือเปื้อนสีดำๆ นับสิบ… ประทับอยู่บนผนังและหน้าต่างห้องนักบิน
ราวกับว่าเด็กๆ เหล่านั้นกำลังพยายามปีนออกมาจากภายใน
ทิวถอยหลังชนเก้าอี้ เขาหายใจหอบแรง
ทันใดนั้น เสียงโทรศัพท์ของเขาก็ดังขึ้น!
เสียงเรียกเข้าที่คุ้นเคยในความมืดทำให้เขาเกือบจะหัวใจวาย เขาคว้าโทรศัพท์ที่สั่นอยู่ในกระเป๋ากางเกง
มันเป็นข้อความ
จากเบอร์โทรศัพท์บ้านนอกของเขา
ทิวเปิดอ่าน…
ข้อความสั้นๆ: “พ่อ… หนูหนาว… พวกมันไม่ให้หนูไปหาพ่อ…”
ข้อความถูกส่งมาเมื่อสามนาทีที่แล้ว… หลังจากเสียงร้องที่เขาได้ยิน
ทิวทรุดตัวลงกับพื้นเย็นๆ ของเครื่องบิน
ความหวาดกลัวถูกแทนที่ด้วยความโกรธแค้น
“ไอ้พวกบ้า! ปล่อยลูกกูนะ!” เขาตะโกนอย่างบ้าคลั่ง
เขาเงยหน้าขึ้นมองเพดานห้องนักบิน
เขามองเห็นแล้ว
เงา
เงาเล็กๆ นับสิบเงา…
กำลังคลานไปมาบนผนังด้านบนของเครื่องบิน
พวกมันไม่ได้มีตัวตนทางกายภาพ แต่มองเห็นได้ด้วยสายตาเปล่าๆ ราวกับภาพสะท้อนในน้ำ
พวกเขาหัวเราะคิกคัก
อยากให้ไปหาเหรอ… เอาพี่ใหญ่มาแลกสิ…
ทิวเข้าใจแล้ว
นี่คือการต่อรองที่โหดร้ายที่สุดที่เขาเคยเจอ
พวกเขาจับ “จิตวิญญาณ” ของลูกสาวเขาไว้เป็นตัวประกัน… เพื่อแลกกับ “แกน” ของพวกเขา
เขาไม่มีทางเลือก
เขาต้องไปที่ร้านของเสี่ยเอก
เขากำกุญแจที่ป้านิ่มให้มาไว้ในมือแน่น มันเย็นเฉียบและเป็นสนิม แต่ตอนนี้มันคือความหวังเดียวของเขา
ทิววิ่งออกจากสุสานเครื่องบิน มุ่งหน้าสู่ถนนเจริญกรุง
เขาเร่งฝีเท้าอย่างบ้าคลั่ง ทิ้งความปลอดภัยเพียงน้อยนิดของสุสานไว้เบื้องหลัง
แต่ยิ่งเขาออกจากพื้นที่ของสุสานเท่าไหร่… เสียงร้องไห้ก็ยิ่งดังขึ้นเท่านั้น
ไม่ใช่เสียงร้องไห้ของเด็กที่ต้องการความอบอุ่น
แต่เป็นเสียงร้องไห้ของเด็กที่ต้องการ การแก้แค้น
มันไม่จริงใจ!
มันจะเอาพี่ชายของเราไป!
อย่าปล่อยให้มันไป!
ทิวรู้สึกเหมือนมีอะไรบางอย่างกำลังดึงขาของเขา เขาหกล้มลงกับพื้นถนน
เขามองไม่เห็นอะไร แต่รู้สึกได้ถึงแรงกดดันเล็กๆ นับสิบที่ข้อเท้าของเขา เหมือนถูกมือเล็กๆ นับไม่ถ้วนยึดไว้
ทิวกรีดร้อง เขาใช้มือตะกายไปข้างหน้า
“ปล่อยกูนะ! กูจะเอากลับไปให้แล้ว! ปล่อย!”
ทันใดนั้น
เสียงทั้งหมดก็เงียบลง
ความกดดันที่ข้อเท้าหายไป
ทิวหอบหายใจอย่างหนัก คลานไปตามถนน
เขามองย้อนกลับไป…
มีเพียงความมืดและความว่างเปล่าของถนน
แต่เขารู้ว่าพวกเขาปล่อยเขาไปทำไม
พวกเขาอนุญาตให้เขาไป
เพราะพวกเขาต้องการ “พี่ใหญ่” คืนมา
เขาไปถึงร้านของเสี่ยเอกตอนตีสาม
ร้านปิดแล้ว ไฟทุกดวงดับสนิท มีเพียงแสงไฟถนนสลัวๆ ที่ส่องมากระทบหน้าต่างร้าน
ทิวใช้กุญแจที่ป้านิ่มให้มา… มันเปิดประตูหลังร้านได้อย่างง่ายดาย
เขาย่องเข้าไปในความมืด… กลิ่นกำยานเก่าๆ และไม้หอมลอยคละคลุ้ง
เขาเปิดไฟฉายโทรศัพท์ ส่องไปที่โต๊ะทำงานของเสี่ยเอก
โต๊ะทำงานว่างเปล่า… กุมารทองไม่ได้อยู่ตรงนั้น
ทิวเริ่มค้นหาอย่างเร่งรีบ เขาเปิดลิ้นชักทุกอัน
แล้วเขาก็เห็นมัน
ตู้เซฟขนาดเล็กที่ถูกซ่อนอยู่หลังภาพวาดรูปมังกรเก่าๆ
ตู้เซฟถูกล็อคด้วยกุญแจดอกเล็ก
ทิวรู้ทันทีว่ากุญแจที่ป้านิ่มให้มาต้องเป็นดอกนี้
เขาสอดกุญแจเข้าไป… บิด…
เสียงดัง ‘แกร๊ก’ เบาๆ
ประตูตู้เซฟเปิดออก
ทิวหายใจเข้าลึกๆ ส่องไฟฉายเข้าไปในตู้เซฟ
ข้างในมีซองจดหมายเก่าๆ… และ…
กุมารทององค์ “พี่ใหญ่”
มันถูกวางอยู่บนผ้ากำมะหยี่สีแดงอย่างประณีต
ทิวยื่นมือเข้าไป…
โลหะขององค์กุมารนั้นไม่ได้เย็นเฉียบอีกต่อไปแล้ว
มัน ร้อน
มันร้อนราวกับถูกไฟเผา
ทิวทรมานแต่ก็กำมันไว้แน่น แล้วดึงออกมาจากตู้เซฟ
ทันทีที่องค์กุมารหลุดออกมาจากตู้เซฟ…
สัญญาณเตือนภัยของร้านก็ดังขึ้น!
“ใครน่ะ!”
เสียงของเสี่ยเอกดังมาจากชั้นสองของร้าน
ทิวไม่สนใจ เขาหันหลังกลับ วิ่งไปยังประตูหลัง
แต่ทันทีที่เขาก้าวเท้าออกไป…
เขาได้ยินเสียง
เสียงที่ไม่ได้มาจากวิญญาณ
เสียงของเด็กผู้หญิง…
“พ่อ… หนูอยู่ข้างหลังพ่อ…”
ทิวหยุดชะงัก หันกลับไปมอง…
เขาเห็นเงาของเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ คนหนึ่ง… ยืนอยู่ที่หน้าตู้เซฟที่เปิดอ้า…
เธอไม่ได้เป็นวิญญาณ
นั่นคือ ตะวัน
ลูกสาวของเขากำลังยืนอยู่ตรงนั้น… ในชุดเสื้อผ้าที่เขาจำได้ดี… แต่ดวงตาของเธอเบิกกว้างด้วยความหวาดกลัว… และมัน ดำมืด
“ตะวัน!” ทิวตะโกน
เขาจะวิ่งเข้าไปหาลูกสาว…
แต่เธอกลับยิ้ม
รอยยิ้มที่ไม่ใช่ของตะวัน
และทันใดนั้น…
ดวงตาของเด็กหญิงก็หันมาจ้องมองที่กุมารทองในมือของทิว
กลับบ้านนะ… พี่ชาย
ทิวเข้าใจแล้ว… นั่นไม่ใช่ตะวัน! นั่นคือวิญญาณที่ปลอมตัว!
เขาต้องหนี!
ทิววิ่งออกจากร้านขายของเก่าอย่างบ้าคลั่ง สัญญาณเตือนภัยดังลั่นไปทั่วถนน
เขาวิ่งกลับไปยังสุสานเครื่องบิน…
กุมารทองในมือของเขาร้อนจนแทบจะเผาไหม้ผิวหนังของเขา
เขาวิ่งฝ่าความมืดมิด…
เขาไม่ได้สังเกตเห็น…
เสี่ยเอก… ผู้ตื่นขึ้นมาจากการถูกปลุกด้วยสัญญาณเตือนภัย…
กำลังมองลงมาจากหน้าต่าง…
ใบหน้าของเสี่ยเอกซีดเผือด…
ไม่ใช่เพราะถูกขโมย…
แต่เป็นเพราะเสี่ยเอกเห็น…
เงาเล็กๆ นับสิบเงา…
กำลังวิ่งตามทิวไป… และเงาหนึ่ง… เงาของเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ ที่มีดวงตาสีดำ… กำลังวิ่งนำหน้าพวกเขาทั้งหมด…
เสี่ยเอกจำได้…
นั่นคือภาพวาดในตู้เซฟของเขา…
ไม่ใช่ภาพวาดมังกร… แต่เป็นภาพวาดในตู้เซฟ… ภาพวาดใบหน้าเด็กที่น่ากลัว…
และนั่น… คือสิ่งสุดท้ายที่เสี่ยเอกเห็นก่อนที่เขาจะ…
ทิวกลับมาถึงสุสานเครื่องบินในสภาพที่ไม่ต่างจากศพที่วิ่งได้
กุมารทองในมือของเขาร้อนระอุจนเหมือนก้อนถ่านแดงๆ ทิวใช้ชายเสื้อแจ็คเก็ตที่เปียกชื้นห่อหุ้มมันไว้ แต่ก็ยังรู้สึกได้ถึงความร้อนที่แผดเผาผิวหนังของเขา
เขาวิ่งตรงไปยังเครื่องบินเจ็ตส่วนตัวที่ถูกทิ้งร้าง ซึ่งเป็นจุดที่ทุกอย่างเริ่มต้น
ความมืดมิดของสุสานถูกแทนที่ด้วยความเงียบสงบที่น่าหวาดหวั่น ไม่มีเสียงกรีดร้อง ไม่มีเสียงหัวเราะคิกคัก ไม่มีแม้แต่เสียงลม
มันคือความเงียบที่รอคอย
เมื่อเขามาถึงเครื่องบินเจ็ต เขาก็เห็นป้านิ่มกำลังรออยู่
ป้านิ่มนั่งคุกเข่าอยู่หน้ากระเป๋าหนังสีแดงที่เปิดอ้า… ซึ่งตอนนี้ถูกจัดวางด้วยกุมารทองที่เหลืออยู่ของ Bà อย่างเป็นระเบียบ
“กลับมาแล้วเหรอทิว” ป้านิ่มพูดเสียงแผ่วเบา “ดูเหมือนเจ้าจะนำ ‘พี่ใหญ่’ ของพวกเขามาด้วย”
ทิวล้มตัวลงคุกเข่าต่อหน้าป้านิ่ม หอบหายใจอย่างหนัก
“ผม… ผมเอากลับมาแล้ว…” ทิวแทบจะร้องไห้ “ลูกสาวผม… ตะวัน… พวกเขาใช้ตะวันหลอกผม! พวกเขาบอกว่า… พวกเขาบอกว่าตะวันอยู่ข้างหลังผม!”
ป้านิ่มยื่นมือมาจับไหล่ของทิว Bà ไม่ได้ตกใจกับเรื่องที่เกิดขึ้นเลยแม้แต่น้อย
“ป้ารู้” Bà พูด “พวกเขาเป็นเพียงวิญญาณ… ไม่ใช่ปีศาจ แต่เป็นเด็กที่ขี้เหงาและขี้เล่น พวกเขาแค่ต้องการ ‘ครอบครัว’ ที่สมบูรณ์กลับคืนมา”
Bà ชี้ไปที่องค์กุมารทองที่ทิวห่อไว้ในมือ
“ความร้อนนั้นคือความดีใจ ทิว… ไม่ใช่ความโกรธ พวกเขากำลังรอให้เจ้า… รวมพวกเขาเป็นหนึ่งอีกครั้ง”
ทิวมองไปที่ป้านิ่ม แล้วมองไปที่องค์กุมารในมือของเขา
ความร้อนที่แผดเผาเริ่มลดลงอย่างช้าๆ ถูกแทนที่ด้วยความอบอุ่นอ่อนโยน
ทิวค่อยๆ คลายมือออก
กุมารทอง “พี่ใหญ่” ที่เขาเกือบจะต้องแลกกับชีวิตลูกสาวของเขา… เผยให้เห็นเนื้อทองเหลืองที่สุกปลั่งในแสงไฟฉาย
เขาเอื้อมมือที่สั่นเทาออกไป วางองค์กุมารทองลงบนผ้าไหมสีแดงในกระเป๋าหนัง
องค์กุมารทอง… นอนลงอย่างสงบ… ตรงกลางกระเป๋า…
ท่ามกลางพี่น้องของเขา
ทันทีที่องค์กุมารทองสัมผัสกับผ้าไหมสีแดง
เกิดปรากฏการณ์ที่แปลกประหลาด
ไม่มีเสียงฟ้าผ่า ไม่มีเสียงกัมปนาท
มีเพียงแสงสว่างสีทองนุ่มนวลที่แผ่ออกมาจากกระเป๋าหนังสีแดง
แสงนั้นสว่างวาบเพียงชั่วขณะ… แล้วก็หายไป
ความรู้สึกเย็นเยียบที่เคยปกคลุมสุสานเครื่องบินก็หายไปด้วย
ถูกแทนที่ด้วยความสงบ
ความสงบอย่างแท้จริง
ทิวรู้สึกเหมือนมีก้อนหินขนาดมหึมาถูกยกออกจากหน้าอกของเขา
เขาได้ยินเสียงกระซิบเบาๆ
ขอบคุณ…
พวกเราจะนอนแล้วนะ…
ฝันดี…
เสียงของเด็กๆ ไม่ได้เป็นเสียงร้องไห้ที่น่ากลัวอีกต่อไป แต่มันเป็นเสียงกระซิบที่แผ่วเบาและเต็มไปด้วยความขอบคุณ
ป้านิ่มค่อยๆ ปิดฝากระเป๋าหนังสีแดงลงอย่างช้าๆ
“พวกเขาหลับแล้ว” Bà พูด “พวกเขาได้พักผ่อนอย่างสงบแล้ว… จนกว่าใครบางคนจะมารบกวนพวกเขาอีกครั้ง”
ทิวทรุดตัวลงกับพื้น เขาร้องไห้
ไม่ใช่เพราะความกลัว แต่เพราะความโล่งใจ
“แล้ว… สรล่ะครับป้า… ออมล่ะ…”
ป้านิ่มส่ายหน้าอย่างเศร้าสร้อย “พวกเขาจ่ายราคาของพวกเขาไปแล้วทิว… วิญญาณที่หิวโหยไม่ได้ให้อภัยความโลภ และไม่ให้อภัยบาปที่เกี่ยวข้องกับการทอดทิ้ง”
Bà มองไปที่ทิว “ตอนนี้… เจ้าต้องไปหาลูกสาวของเจ้า”
“แต่ผมจะไปได้ยังไง… ผม… ผมไม่มีเงินแล้ว…” ทิวพูดเสียงสั่น
“มีสิ” ป้านิ่มยิ้มอย่างอ่อนโยน Bà หยิบอะไรบางอย่างออกจากกระเป๋าเสื้อของ Bà
มันคือ… เงิน
ธนบัตรใบละพันบาทปึกหนึ่ง ถูกห่อไว้ด้วยยางรัดเก่าๆ
“เงินนี่…” Bà พูด “มันเป็นเงินค่าขายกุมารทองของสรและออมที่ยังไม่ได้ใช้… มันถูกทิ้งไว้ข้างๆ พวกเขา… ตอนที่พวกเขาถูกพาไป”
“ป้า… ทำไม…”
“วิญญาณพวกนี้… พวกเขาไม่ได้ต้องการเงิน” ป้านิ่มตอบ “พวกเขาต้องการครอบครัว พวกเขาเอาชีวิตที่โลภและสกปรกไป… แต่พวกเขาฝากความดีงามไว้ให้คนที่ซื่อสัตย์”
“เงินนี่… คือค่าไถ่ที่พวกเขาฝากไว้ให้เจ้า… เพื่อแลกกับการนำ ‘พี่ใหญ่’ กลับมา”
ทิวรับเงินมาด้วยมือที่สั่นเทา มันเป็นจำนวนที่มากพอที่จะพาตะวันมารักษาในกรุงเทพฯ
“แล้ว… ป้าล่ะครับ”
ป้านิ่มมองไปที่กระเป๋าหนังสีแดง Bà ยิ้มอย่างสงบ “ป้าจะอยู่ที่นี่… ป้าคือผู้เฝ้าดู ป้าสัญญาไว้กับพวกเขาแล้ว”
“เจ้าไปเถิดทิว” Bà พูด “กลับไปหาตะวัน… ไปเป็นครอบครัวที่สมบูรณ์เสีย”
ทิวเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้า ยามเช้าตรู่กำลังคืบคลานเข้ามา แสงสีส้มอ่อนๆ เริ่มสาดส่องเข้ามาในสุสานเครื่องบิน
มันเป็นรุ่งอรุณที่เงียบสงบอย่างน่าประหลาด ไม่มีความหวาดกลัว ไม่มีเสียงร่ำไห้ มีเพียงความเงียบและกลิ่นอายของฝุ่นและโลหะ
ทิวพับเก็บเงินปึกนั้นไว้ในกระเป๋าอย่างระมัดระวัง เงินที่ถูกชำระด้วย ‘คำสาป’ และ ‘ความโลภ’ แต่ตอนนี้ถูกส่งต่อมาด้วย ‘ความเมตตา’ ของวิญญาณเด็ก
เขาหันไปมองป้านิ่มที่ยังคงนั่งคุกเข่าอย่างสงบอยู่ข้างกระเป๋าหนังสีแดง
“ขอบคุณครับป้า” ทิวพูดด้วยเสียงที่แหบพร่าจากความเหนื่อยล้าและความกลัวที่สะสมมาทั้งคืน
ป้านิ่มแค่พยักหน้า Bà ไม่ได้มองเขา แต่จ้องมองไปที่กระเป๋าหนังสีแดงเหมือนกำลังจ้องมองลูกหลานที่กำลังหลับใหล
ทิวหันหลังเดินออกจากซากเครื่องบินเจ็ตส่วนตัว
เขาเดินผ่านสุสานเครื่องบินในแสงอรุณ
เขาเดินผ่านที่ที่สรเคยกรีดร้อง…
เขาเดินผ่านที่ที่ออมเคยหายตัวไป…
เขาเดินผ่านซาก 747 ที่เคยเป็นที่หลบภัยของเขา…
ทุกอย่างเงียบสงบ
ไม่มีร่องรอยของการต่อสู้ ไม่มีรอยขีดข่วน ไม่มีความวุ่นวาย
ราวกับว่าเรื่องราวทั้งหมดเป็นเพียงฝันร้ายที่เกิดขึ้นภายในจิตใจของพวกเขาเท่านั้น
แต่ทิวรู้ว่ามันไม่ใช่ฝันร้าย
เขาคิดถึงสร ชายที่โลภและเห็นแก่ตัว แต่ท้ายที่สุดก็เป็นมนุษย์ที่หวาดกลัว…
เขาคิดถึงออม หญิงสาวที่พยายามจะหนีจากอดีต แต่ก็ถูกอดีตดึงกลับมา…
พวกเขาถูกกลืนหายไปแล้ว… หรืออาจจะ… ถูกพาไปสู่ความสงบในรูปแบบที่ต่างกันไป
ทิวเดินไปถึงทางออกของสุสานเครื่องบิน เขาไม่เหลียวหลังกลับไปมอง
เขาจะไม่กลับมาที่นี่อีกแล้ว
เมื่อเขาเดินออกมาถึงถนนใหญ่ แสงอาทิตย์ก็ส่องกระทบใบหน้าของเขา
มันเป็นโลกที่วุ่นวายและเต็มไปด้วยความเร่งรีบของกรุงเทพฯ เมืองที่ไม่เคยหลับใหล…
แต่ในสายตาของทิว… มันดูเหมือนสวรรค์
ทิวเดินไปยังป้ายรถเมล์ที่ใกล้ที่สุด เขาหยิบโทรศัพท์มือถือที่แบตเตอรี่ใกล้จะหมดออกมา
เขาส่งข้อความกลับไปยังเบอร์ที่เคยส่งข้อความปริศนามาให้เขา
เขาพิมพ์อย่างระมัดระวัง: “ผมได้เงินแล้ว… พ่อกำลังไปรับลูก”
ทันทีที่เขากดส่ง
โทรศัพท์ของเขาก็ดับวูบ… แบตเตอรี่หมดเกลี้ยง
ทิวไม่ได้สนใจ
เขาเงยหน้าขึ้นมองถนน เขาโบกมือเรียกแท็กซี่คันแรกที่แล่นผ่านมา
“ไปโรงพยาบาลพระมงกุฎฯ ครับ… ด่วนที่สุด!”
แท็กซี่ออกตัวไปอย่างรวดเร็ว
ตลอดทาง ทิวนั่งนิ่ง เขากำเงินในกระเป๋ากางเกงไว้แน่น เขามองออกไปนอกหน้าต่าง ดูชีวิตของผู้คนที่กำลังดำเนินต่อไปอย่างไม่รู้เรื่องราวอันน่าสะพรึงกลัวที่เพิ่งเกิดขึ้น
เมื่อมาถึงโรงพยาบาล เขาจ่ายเงินค่าแท็กซี่และวิ่งตรงไปยังแผนกผู้ป่วยเด็ก
เขาพยายามควบคุมตัวเองให้ดูไม่เหมือนคนบ้าที่เพิ่งผ่านค่ำคืนที่เต็มไปด้วยความสยดสยอง
เขาพบแม่ของเขาที่นั่งเฝ้าอยู่หน้าห้องพักผู้ป่วยรวม
“แม่!”
แม่ของเขาลุกขึ้น น้ำตาไหลอาบแก้ม Bà โผเข้ากอดเขาอย่างแน่นหนา
“ทิว! มาทำไมตอนนี้! โทรศัพท์ก็ติดต่อไม่ได้!”
“ผมขอโทษแม่… ผมเพิ่งได้เงินมา… ตะวันเป็นยังไงบ้าง!” ทิวถามอย่างร้อนรน
แม่ของเขายิ้มอย่างอ่อนโยน
“ตะวัน… ปลอดภัยแล้วทิว”
ทิวรู้สึกโล่งใจจนแทบจะทรุดตัวลง “ปลอดภัยแล้วเหรอครับ… หมอว่าไงบ้าง”
“เมื่อเช้ามืด… ประมาณตีสี่กว่าๆ” แม่ของเขากระซิบ “ไข้ลดลงอย่างรวดเร็ว หมอตรวจแล้วบอกว่าอาการดีขึ้นอย่างน่าประหลาด… แล้ว…”
แม่ของเขามองไปรอบๆ อย่างไม่สบายใจ
“แล้วมีจดหมายฉบับหนึ่งมาถึง…”
“จดหมายอะไรครับแม่”
แม่ของเขายื่นซองจดหมายสีขาวสะอาดให้เขา
ทิวรับมาเปิดออก
ข้างในมีเพียงกระดาษใบเดียว… และข้อความที่เขียนด้วยลายมือเด็กๆ ที่ไม่เป็นระเบียบ…
“หนูขอโทษที่โกหกเรื่องที่หนูหนาว… แต่ตอนนี้หนูไม่หนาวแล้ว… พ่อไม่ต้องห่วงหนูแล้วนะ… รักพ่อ”
“ป.ล. มีคนใจดีจ่ายค่ารักษาให้ตะวันหมดแล้ว”
ทิวมองไปที่ลายมือเด็กๆ นั้น… ลายมือที่ไม่ใช่ของตะวัน… แต่เป็นลายมือที่เขาเคยเห็น…
รอยประทับนิ้วมือเด็กบนผนังเครื่องบิน…
เขาเข้าใจแล้ว
การแลกเปลี่ยนไม่ได้หยุดอยู่แค่การคืน “พี่ใหญ่”
พวกเขาให้ “ความสงบ” กลับคืนสู่ครอบครัวของเขา…
ทิวกำจดหมายใบนั้นแน่น
เงินที่อยู่ในกระเป๋าของเขา… เงินที่เขาได้มาจากการแลกเปลี่ยนกับวิญญาณ… ตอนนี้ไม่ได้มีความหมายแล้ว
“ใคร… ใครเป็นคนจ่ายให้ครับแม่”
แม่ของทิวส่ายหน้า “หมอก็ไม่รู้เหมือนกัน เขาบอกว่ามีองค์กรการกุศลแห่งหนึ่งมาจัดการให้ทั้งหมด… โดยไม่เปิดเผยชื่อ”
“องค์กรการกุศล…” ทิวพึมพำ
เขาเงยหน้าขึ้นมองเพดานโรงพยาบาล
เขาเข้าใจแล้ว
นั่นคือการไถ่บาป… ไม่ใช่ของเขา… แต่ของ พวกเขา
วิญญาณเด็กๆ เหล่านั้นไม่ได้ต้องการให้เขาเป็นหนี้บุญคุณ พวกเขาเพียงต้องการให้ครอบครัวของเขา… เป็นครอบครัว… ซึ่งเป็นสิ่งที่พวกเขาไม่เคยมี
ทิวเดินเข้าไปในห้องพักผู้ป่วยรวม
เขาเห็นตะวัน ลูกสาวของเขากำลังนอนหลับอยู่บนเตียง
ใบหน้าของเธอแดงเรื่อเล็กน้อย แต่การหายใจของเธอเป็นปกติแล้ว
ทิวทรุดตัวลงข้างเตียง กุมมือเล็กๆ ของลูกสาวไว้
มือของตะวันอบอุ่น… อบอุ่นกว่ากุมารทององค์ “พี่ใหญ่” ที่เขาถือไว้เมื่อคืนนี้อย่างเปรียบเทียบไม่ได้
“พ่อมาแล้วนะตะวัน” เขาพึมพำ “พ่อ… พ่อขอโทษที่มาช้า”
ตะวันลืมตาขึ้นช้าๆ ดวงตาของเธอใสแจ๋ว… ไม่ได้ดำมืดเหมือนภาพหลอนที่เขาเห็นเมื่อคืน
เธอเห็นพ่อของเธอ เธอยิ้มกว้าง
“พ่อ! หนูไม่หนาวแล้ว”
ทิวจูบหน้าผากลูกสาว เขาไม่อธิบายอะไรให้เธอฟัง
เขาไม่จำเป็นต้องพูดอะไร
ชีวิตของเขากลับมาแล้ว
หนึ่งเดือนต่อมา
ทิวไม่ได้กลับไปที่สุสานเครื่องบินอีกเลย
เขาใช้เงินที่เหลือจาก “การไถ่บาป” ของวิญญาณเหล่านั้น… เปิดร้านซ่อมมอเตอร์ไซค์เล็กๆ อยู่ในย่านชานเมือง
เขากลายเป็นคนทำงานหนัก เงียบขรึม และไม่เคยบ่นเรื่องความเหนื่อยล้าอีกเลย
เขามีชีวิตอยู่เพื่อตะวัน และแม่ของเขา
คืนหนึ่ง… ขณะที่เขากำลังนั่งซ่อมเครื่องยนต์เก่าๆ ในร้านของเขา…
แม่ของเขาเดินเข้ามาพร้อมกับหนังสือพิมพ์เก่าๆ ฉบับหนึ่ง
“ทิว… ดูนี่สิ”
พาดหัวข่าวในหนังสือพิมพ์ดึงดูดความสนใจของทิว
“พ่อค้าของเก่าชื่อดัง เสี่ยเอก… เสียชีวิตอย่างปริศนาในร้าน… ตรวจสอบพบหัวใจวายเฉียบพลัน… แต่ที่น่าตกใจ… พบรอยขีดข่วนคล้ายกรงเล็บนับไม่ถ้วนบนตู้เซฟ”
ภาพถ่ายในหนังสือพิมพ์แสดงให้เห็นร้านขายของเก่าที่หน้าต่างแตกละเอียด… และตู้เซฟที่เปิดอ้า…
ทิวไม่ได้รู้สึกตกใจ
เขาเข้าใจแล้ว
เขาเป็นเพียงคนเดียวที่รอดพ้นจากความโกรธของพวกเขา… เพราะเขาได้คืนสิ่งที่สำคัญที่สุด
ส่วนเสี่ยเอก… เขาถูกลงโทษฐานความโลภ… ที่เก็บ “หัวใจ” ไว้ในกล่องเพื่อความมั่งคั่งของตนเอง
ทิววางหนังสือพิมพ์ลง เขาหยิบกุญแจที่ป้านิ่มให้มาออกมาดู
มันเป็นกุญแจสำรองของตู้เซฟ…
ทิวไม่ได้นำมันกลับไป… เขาเก็บมันไว้ในกล่องเครื่องมือของเขา
มันคือเครื่องเตือนใจถึงโลกอีกใบหนึ่งที่เขาเคยสัมผัส
เย็นวันนั้น… ทิวขับมอเตอร์ไซค์เก่าๆ ที่เขาซ่อมเสร็จแล้ว ไปรับตะวันที่โรงเรียน
ตะวันกระโดดขึ้นนั่งซ้อนท้าย เธอโอบเอวพ่อของเธอไว้แน่น
ขณะที่พวกเขาขับรถผ่านท้องถนนที่เต็มไปด้วยแสงไฟ
ตะวันกระซิบถามเขา
“พ่อคะ… พ่อจำได้ไหม… ตุ๊กตาที่พ่อเคยให้หนู…”
ทิวสะดุ้ง “ตุ๊กตาอะไรครับตะวัน”
“ตุ๊กตาทองเหลืองตัวเล็กๆ… หนูจำไม่ได้ว่าพ่อให้ตอนไหน แต่หนูเก็บไว้ใต้หมอนตลอดเลย”
ทิวใจหายวาบ
เขาไม่เคยให้กุมารทองกับลูกสาวเลย
“หนู… หนูเอาออกมาดูสิลูก”
ตะวันยิ้ม “หนูเอาออกมาไม่ได้แล้วค่ะ… มันหายไปแล้ว”
“หายไปไหนครับ” ทิวถามเสียงสั่น
“หนูไม่รู้ค่ะ” ตะวันตอบอย่างร่าเริง “แต่เมื่อคืนก่อน… หนูได้ยินเสียงกระซิบ… เสียงเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ… เขาบอกว่า… ขอบคุณที่ให้ที่นอน“
ทิวกำแฮนด์รถไว้แน่น
เขาทราบแล้ว
“พี่ใหญ่” ได้กลับบ้านแล้ว
แต่ก่อนที่พวกเขาจะหลับใหลอย่างแท้จริง…
พวกเขาได้มากล่าวคำอำลา… และมอบ “คำอวยพรสุดท้าย” ให้กับลูกสาวของเขา
ทิวขับรถต่อไปบนถนนที่เต็มไปด้วยรถรา
เขาไม่กลัวอีกต่อไปแล้ว
เขารู้ว่าสุสานเครื่องบินยังคงอยู่ที่นั่น…
ป้านิ่มยังคงเฝ้าดู “เด็กๆ ของลม”…
และกระเป๋าหนังสีแดงยังคงนอนสงบอยู่ในความมืดมิด…
เรื่องราวนี้จบลงแล้ว
แต่บทเรียนยังคงอยู่
บทเรียนเกี่ยวกับ “กรรม” และ “หัวใจ”
เมื่อหัวใจถูกแบ่งแยก… ครอบครัวจะพินาศ
เมื่อหัวใจถูกรวมเป็นหนึ่ง… สันติสุขก็จะกลับมา
ทิวขับรถออกไปสู่แสงไฟของเมืองใหญ่… ไม่เคยลืมความมืดที่เขาเคยจากมา