Kuman Thong Chao Phraya: Bóng Hình Oán Hận Dưới Nước Sông

กุมารทองเจ้าพระยา: เงาแค้นใต้ผืนน้ำ

พู่กันในมือของพิมสั่นเล็กน้อย

เธอจุ่มมันลงในถ้วยน้ำล้างสี แปรงสีแดงชาดเก่าๆ ถูกชะล้างจนน้ำกลายเป็นสีขุ่น

พิมจินตนาการว่ามันคือสีของแม่น้ำเจ้าพระยาในตอนค่ำ

สีแดงขุ่นเหมือนเลือดที่ถูกเจือจาง

เธอลองอีกครั้ง แต้มสีฟ้าครามลงบนกระดาษวาดเขียนราคาแพง

แต่น้ำที่มากเกินไปทำให้สีกระจายตัว

มันซึมผ่านเส้นขอบที่เธอร่างไว้ ไหลรวมกันจนกลายเป็นรอยด่างพร้อยน่าเกลียด

เหมือนคราบน้ำมัน… หรือคราบเลือดจางๆ ที่ล้างไม่ออก

พิมถอนหายใจ

เธอวาดภาพแม่น้ำสายนี้มานับครั้งไม่ถ้วน แต่ไม่เคยสำเร็จ

มันควรจะงดงาม มันควรจะเงียบสงบ โดยเฉพาะเมื่อมองจากหน้าต่างห้องนอนของเธอบนชั้นสองของคฤหาสน์ริมน้ำหลังนี้

แต่ในสายตาของพิม แม่น้ำไม่เคยสงบ

มันเคลื่อนไหวเชื่องช้า หนักอึ้ง และเก็บงำความลับไว้ใต้ผิวน้ำสีตะกั่ว

เสียงบางอย่างแตกดังลั่นมาจากชั้นล่าง

พิมสะดุ้ง ทำสีหกใส่กระดาษแผ่นที่เกือบจะดีแล้ว

เธอสบถเบาๆ ไม่ใช่เพราะกระดาษ แต่เพราะเสียงนั้น

เสียงของพ่อเธอ ธานิน

ตามมาด้วยเสียงตวาดแหลมสูงของแม่ มาลัย

พวกเขาเถียงกันอีกแล้ว

พิมวางพู่กัน เธอไม่อยากวาดรูปอีกต่อไป

บ้านหลังนี้ใหญ่โตเกินไปสำหรับคนสามคน มันโอ่อ่า หรูหรา แต่กลับว่างเปล่าและหนาวเย็น

ความเงียบในบ้านหลังนี้หนักอึ้งยิ่งกว่าเสียงตะโกน

พิมคุ้นชินกับมัน เธอเติบโตมาในความเงียบที่ถูกคั่นด้วยเสียงทะเลาะวิวาทเป็นระยะ

เธอเดินออกจากห้องนอน แสงแดดอ่อนๆ ยามบ่ายส่องผ่านหน้าต่างบานสูงทอดเป็นลำลงบนพื้นหินอ่อนขัดมัน

เธอมองเห็นพ่อของเธอยืนอยู่ตรงโถงทางเข้า เขาเพิ่งปาโทรศัพท์มือถือเครื่องหรูลงกับพื้น

เศษกระจกและพลาสติกแตกกระจาย

“มันจบแล้ว!” ธานินตะโกน “เรือทุกลำถูกอายัด! ไอ้พวกสารเลว!”

มาลัยยืนกอดอก มองสามีด้วยสายตาเย็นชา

เธอยังสวมชุดผ้าไหมราคาแพง แม้ว่าธุรกิจโลจิสติกส์ทางน้ำของสามีกำลังจะล่มสลาย

“ฉันเตือนคุณแล้ว” เธอกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย “ฉันเตือนแล้วว่าอย่าไว้ใจพวกมัน”

“แล้วจะให้ฉันทำยังไง!” ธานินทึ้งผมตัวเอง “เงินมันหมดแล้ว! ไม่มีเหลือแล้ว!”

“ยังมีเครื่องเพชรของฉัน” มาลัยพูด “ยังมีที่ดินที่หัวหิน”

“นั่นมันไม่พอ! มันไม่เคยพอ!”

พิมไม่อยากฟังต่อ เธอถอยกลับเข้าไปในห้องอย่างเงียบเชียบ

เธอรู้ว่าปัญหาคืออะไร ธุรกิจของพ่อกำลังจะเจ๊ง

ความหรูหราที่เธอคุ้นเคยมาทั้งชีวิตกำลังจะหายไป

แต่สิ่งที่ทำให้เธออึดอัด ไม่ใช่การสูญเสียเงินทอง

แต่เป็นบรรยากาศในบ้านที่เปลี่ยนไป

มันไม่ใช่แค่ความตึงเครียด

มันคือ… ความกลัว

พ่อของเธอ จากชายผู้มั่นใจและน่าเกรงขาม กลายเป็นคนฉุนเฉียวและหวาดผวา

ส่วนแม่ของเธอ ก็ยิ่งเย็นชาและห่างเหินมากขึ้น

ราวกับว่าทั้งสองคนกำลังรอคอยบางสิ่งที่เลวร้ายกว่าการล้มละลาย

พิมกลับไปนั่งที่โต๊ะ มองดูภาพวาดที่เสียหาย

รอยเปื้อนสีแดงขุ่นนั้น ตอนนี้มันดูเหมือนดวงตาที่กำลังจ้องมองเธอกลับมาจากผืนน้ำ

เธอขนลุก รีบขยำกระดาษนั้นทิ้งลงถังขยะ

มื้อค่ำในคืนนั้นเงียบงันยิ่งกว่าปกติ

บนโต๊ะอาหารขนาดใหญ่ที่จุคนได้ยี่สิบคน มีเพียงพ่อ แม่ และตัวเธอนั่งอยู่คนละมุม

อาหารหรูหราถูกจัดวางอย่างสวยงาม กุ้งแม่น้ำเผาตัวโตส่งกลิ่นหอม

แต่ไม่มีใครแตะต้องมัน

ธานินเอาแต่ดื่มไวน์ราคาแพงเหมือนดื่มน้ำเปล่า

มาลัยเขี่ยอาหารในจานไปมา

พิมรู้สึกเหมือนอาหารไม่ผ่านลำคอ

แม่บ้านเริ่มเก็บจาน

เมื่อเธอเอื้อมมือไปที่จานกุ้งเผา ซึ่งยังเหลืออยู่หลายตัว มาลัยก็พูดขึ้น

“เดี๋ยว”

แม่บ้านชะงัก มือค้างอยู่กลางอากาศ

“อย่าเพิ่งทิ้ง” มาลัยพูด ดวงตาของเธอมองไปที่จานกุ้งอย่างเย็นชา

“เอาไปให้ ‘เพชร'”

เพียงแค่ได้ยินชื่อนั้น พิมก็รู้สึกถึงความเย็นเยียบแล่นผ่านสันหลัง

แม่บ้านคนนั้นหน้าซีดเผือด มือที่ยื่นออกมาเริ่มสั่น

“แต่… คุณผู้หญิงคะ” เธออิดออด “กุ้งนี่… มันเป็นของเหลือ…”

แววตาของมาลัยคมกริบ

“ฉันบอกให้เอาไป”

“แต่ปกติ… คุณผู้หญิงจะให้จัดของใหม่… น้ำแดง… ของเล่น…” แม่บ้านเสียงสั่น

“ปกติงั้นเหรอ?” มาลัยหัวเราะเยาะ “ตอนนี้ไม่มีอะไรปกติทั้งนั้น”

เธอลุกขึ้น ยืนเต็มความสูง “มันเคยกินของดีมามากพอแล้ว ตอนนี้… มีอะไรก็กินๆ ไปเถอะ”

“ให้ดิฉันเอาไปเถอะค่ะ” แม่บ้านพยายามอีกครั้ง

“ไม่ต้อง!” มาลัยตวาด “เธอไม่อยากยุ่งไม่ใช่เหรอ? ได้… ฉันจัดการเอง”

มาลัยคว้าจานกุ้งเผาที่เย็นชืดและเริ่มมีกลิ่นคาว

เธอไม่ใส่ใจกับความหรูหราหรือความเหมาะสมอีกต่อไป

เธอเดินตรงไปที่ประตูบานหนึ่งซึ่งอยู่สุดทางเดิน… ประตูที่นำไปสู่ชั้นใต้ดิน

พิมกลืนน้ำลาย

ชั้นใต้ดินคือเขตหวงห้ามของบ้านหลังนี้

ตั้งแต่จำความได้ เธอถูกสั่งห้ามไม่ให้ลงไปที่นั่นเด็ดขาด

เธอรู้แค่ว่าข้างล่างนั้นมี “ห้องบูชา”

และในห้องนั้น มี “เพชร” อาศัยอยู่

พ่อกับแม่บอกเธอเสมอว่า “เพชร” คือกุมารทอง… เครื่องรางนำโชคที่ทำให้ครอบครัวร่ำรวย

พิมเคยแอบเห็นแม่ถือขวดน้ำแดง ของเล่นเด็ก หรือสร้อยทองเส้นเล็กๆ ลงไปที่นั่นในอดีต

แต่ตอนนี้… แม่ของเธอกำลังถือจานกุ้งเหลือๆ ลงไป

พิมมองตามแผ่นหลังตึงเครียดของแม่

เธอเห็นแม่ไขกุญแจดอกใหญ่ที่ประตูไม้หนาหนัก

เสียงกลอนปลดล็อกดังสะท้อนในความเงียบ

ประตูแง้มเปิดออก เผยให้เห็นเพียงความมืดมิดและกลิ่นอับชื้นที่โชยออกมา

กลิ่นเหมือนโคลนริมแม่น้ำผสมกับกลิ่นดอกมะลิเก่าๆ ที่เริ่มเน่า

มาลัยก้าวเข้าไปข้างใน

พิมได้ยินเสียงแม่พูดเบาๆ แต่ฟังไม่ชัด

ครู่ต่อมา มาลัยก็เดินกลับออกมา ปิดประตู และล็อกกลอนอย่างแน่นหนา

สีหน้าของเธอดูซีดกว่าเดิมเล็กน้อย แต่ก็ยังคงเรียบเฉย

“กินข้าวต่อสิ พิม” เธอกล่าวขณะเดินกลับมาที่โต๊ะ “ทำไมไม่กินล่ะ”

พิมมองหน้าแม่

“เพชร… เขาคืออะไรกันแน่คะแม่” พิมตัดสินใจถาม

ธานินที่เงียบอยู่นาน ตบโต๊ะเสียงดังปัง!

“อย่าถาม!” เขาตะคอก “ฉันเคยบอกแล้วใช่มั้ยว่าอย่าถามเรื่องนี้!”

“ธานิน!” มาลัยปรามสามี แต่สายตาของเธอกลับจับจ้องที่พิม

“มันไม่ใช่เรื่องของเด็ก” มาลัยกล่าว “กินข้าวซะ แล้วขึ้นห้องไป”

พิมก้มหน้ามองจานข้าวของตัวเอง

ความอยากอาหารหายไปหมดสิ้น

คืนนั้น พิมนอนไม่หลับ

เสียงแม่น้ำไหลเอื่อยๆ ที่เคยทำให้เธอรู้สึกผ่อนคลาย ตอนนี้กลับฟังดูเหมือนเสียงกระซิบที่น่าขนลุก

เธอมองออกไปนอกหน้าต่าง

พระจันทร์ส่องแสงสีเงินอาบไล้ผิวน้ำ

ทันใดนั้น เธอก็ได้ยินเสียง

เพล้ง!

เสียงเหมือนจานกระเบื้องถูกปาลงพื้นจนแตกละเอียด

มันดังมาจากข้างล่าง… จากชั้นใต้ดิน

พิมลุกพรวดขึ้นนั่งบนเตียง หัวใจเต้นระรัว

เธอเงี่ยหูฟัง

ความเงียบกลับมาอีกครั้ง

บางทีเธออาจจะหูแว่ว…

แต่แล้ว… เธอก็ได้กลิ่น

กลิ่นเดิมกับที่หน้าประตูห้องใต้ดิน

กลิ่นโคลนชื้นๆ และกลิ่นดอกมะลิที่เน่าเหม็น

มันรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ

ราวกับว่ามันไม่ได้ลอยมาจากชั้นล่าง… แต่กำลังคืบคลานเข้ามาในห้องนอนของเธอ

พิมรีบลุกไปปิดหน้าต่างจนสนิท

แต่กลิ่นนั้นไม่ได้มาจากข้างนอก

มันมาจากข้างในบ้าน

และมันก็เข้มข้นขึ้นทุกวินาที


เช้าวันรุ่งขึ้น พิมตื่นขึ้นมาด้วยความรู้สึกอ่อนเพลีย

กลิ่นเหม็นเน่านั้นจางหายไปแล้ว ราวกับว่ามันเป็นเพียงความฝัน

แต่เสียงจานแตกยังคงก้องอยู่ในหูของเธอ

บรรยากาศในบ้านหนักอึ้งกว่าเดิม

ธานินออกจากบ้านไปแต่เช้าตรู่ ทิ้งไว้เพียงกลิ่นไวน์บูดและควันบุหรี่จางๆ

พิมเดินลงมาที่ห้องครัว

เธอเห็นแม่บ้านกำลังยืนตัวสั่นอยู่หน้ามาลัย

ในมือของแม่บ้านถือถาดเงินใบเล็ก ในถาดมีน้ำแดงขวดใหม่ และพวงมาลัยดอกมะลิสดที่เพิ่งร้อยเสร็จ

เธอกำลังจะเดินไปที่ประตูชั้นใต้ดิน

“หยุด”

เสียงของมาลัยเย็นชาและเฉียบขาด

แม่บ้านสะดุ้ง ทำน้ำแดงเกือบหก

“เอาของพวกนั้นไปเก็บ” มาลัยสั่ง

“แต่คุณผู้หญิงคะ…” แม่บ้านอ้าปากค้าง “ถึงเวลาถวายของให้ ‘เพชร’ แล้วนะคะ…”

“ฉันบอกให้เอาไปเก็บ!” มาลัยตวาดลั่น “เปลืองเงิน! ธุรกิจกำลังจะเจ๊ง ยังจะเอาเงินไปโยนทิ้งกับเรื่องไร้สาระพวกนี้อีกเหรอ”

“แต่ ‘เพชร’ ท่านจะ…”

“จะอะไร” มาลัยตัดบท “มันก็แค่รูปปั้น มันไม่ใช่เทพเจ้า”

พิมที่แอบฟังอยู่ถึงกับตกใจ

เธอไม่เคยได้ยินแม่พูดถึง ‘เพชร’ ด้วยน้ำเสียงดูถูกเหยียดหยามเช่นนี้มาก่อน

“จากนี้ไป” มาลัยกล่าวต่อ “น้ำเปล่าถ้วยเดียวก็พอ ไม่ต้องมีดอกไม้ ไม่ต้องมีของเล่น”

เธอยิ้มเยาะ “ถ้ามันอยากได้มากนัก… ก็ให้มันไปหาเอาเอง”

แม่บ้านหน้าซีดเผือด รีบก้มหน้ารับคำและนำถาดกลับเข้าไปในครัว

มาลัยหันกลับไปสนใจบัญชีรายรับรายจ่ายบนแท็บเล็ตของเธอ ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น

ความอยากรู้อยากเห็นของพิมมีมากกว่าความกลัว

เธอรอจนกระทั่งแม่ของเธอเดินขึ้นไปที่ห้องทำงานเพื่อตรวจนับเครื่องเพชร

พิมย่องไปที่ประตูชั้นใต้ดิน

มันถูกล็อกไว้แน่นหนาเหมือนเช่นเคย

เธอลองหมุนลูกบิด แต่ก็ขยับไม่ได้

เธอแนบหูลงกับบานประตูไม้หนาทึบ

ในตอนแรก… เธอไม่ได้ยินอะไรเลย

นอกจากเสียงเรือหางยาวที่แล่นผ่านไปในแม่น้ำ

แต่แล้ว… เธอก็ได้ยิน

เสียง… ขูด… เบาๆ

ครืด… ครืด…

เหมือนเล็บเล็กๆ กำลังขูดอยู่ที่อีกด้านหนึ่งของประตู

พิมผงะถอยหลัง ขนลุกซู่ไปทั้งตัว

เสียงนั้นหยุดลงทันที

เธอรีบวิ่งกลับขึ้นไปชั้นบน ล็อกประตูห้องนอนของตัวเอง

เธอพยายามบอกตัวเองว่าเธอคิดไปเอง

มันอาจจะเป็นเสียงหนู หรือเสียงไม้ลั่นเพราะความชื้นจากแม่น้ำ

แต่ลึกลงไปในใจ เธอรู้ว่ามันไม่ใช่

เย็นวันนั้น พิมขังตัวเองอยู่ในห้อง เธอพยายามร่างภาพสเก็ตช์ใหม่เพื่อส่งอาจารย์

เธอมองออกไปนอกหน้าต่าง

แม่น้ำเจ้าพระยายามค่ำคืนดูมืดมิดและน่าสะพรึงกลัว

แสงไฟจากเรือสำราญดินเนอร์ที่แล่นผ่านไป ส่องกระทบผิวน้ำเป็นประกายวูบวาบ

มันควรจะโรแมนติก แต่พิมกลับรู้สึกหนาว

บ้านทั้งหลังเงียบสงัด… เงียบจนน่ากลัว

พ่อของเธอยังไม่กลับ

แม่ของเธอคงกำลังจมอยู่กับกองเอกสารหนี้สิน

มีเพียงเสียงดินสอที่ขูดไปบนกระดาษของเธอเท่านั้น

…คิก…

พิมตัวแข็งทื่อ เธอหยุดหายใจ

ดินสอในมือของเธอนิ่งงัน

…คิก… คิก…

มันเป็นเสียงหัวเราะของเด็ก

เสียงใสๆ แต่ไร้ซึ่งความรื่นเริง

มันไม่ได้มาจากนอกหน้าต่าง

มันดังมาจาก… ข้างล่าง

เสียงนั้นลอดผ่านพื้นห้องนอนของเธอขึ้นมา

พิมลุกขึ้นยืนช้าๆ หัวใจของเธอเต้นแรงราวกับจะทะลุออกมานอกอก

เสียงหัวเราะหยุดลง

และทันใดนั้น… กลิ่นก็มา

กลิ่นโคลนชื้นๆ จากแม่น้ำ กลิ่นเดียวกับเมื่อคืน

แต่มันรุนแรงกว่าเดิม

และมันผสมปนเปกับกลิ่นใหม่

กลิ่นดอกมะลิ

ไม่ใช่ดอกมะลิหอมสดชื่น

แต่เป็นกลิ่นดอกมะลิที่ถูกทิ้งไว้จนช้ำ… จนเน่าเหม็น

กลิ่นของพวงมาลัยที่แม่บ้านเตรียมไว้ แต่ไม่ได้ถูกนำไปถวาย

พิมอุดจมูก เธอรู้สึกคลื่นไส้

กลิ่นนั้นรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จนแทบจะหายใจไม่ออก

เธอวิ่งไปเปิดประตูห้องนอน หวังจะหนีออกไปสูดอากาศบริสุทธิ์ที่โถงทางเดิน

โถงทางเดินว่างเปล่าและเงียบสงบ

ไม่มีกลิ่นอะไรเลย

พิมหอบหายใจ เธอมองย้อนกลับเข้าไปในห้อง

กลิ่นเหม็นเน่ายังคงอบอวลอยู่ข้างใน

เธอมองลงไปที่พื้นโถงทางเดิน มองไปยังทิศทางของบันไดที่ทอดลงสู่ชั้นใต้ดิน

ประตูบานนั้นยังคงปิดสนิท

เธอกำลังจะบ้าไปแล้วเหรอ?

มันคือความเครียด พิมบอกตัวเอง มันคือจินตนาการ

เธอกำลังจะก้าวกลับเข้าไปในห้อง

…คิก…

เสียงหัวเราะดังขึ้นอีกครั้ง

คราวนี้… มันไม่ได้อยู่ข้างล่าง

มันดังมาจากด้านหลังเธอ… ที่โถงทางเดิน

พิมค่อยๆ หันกลับไป

ไม่มีใคร

แต่เธอกลับรู้สึกได้ถึงความเย็นยะเยือก

ราวกับมีคนกำลังยืนจ้องมองเธอจากในเงามืด


พิมถอยหลังกรูดกลับเข้าห้อง หัวใจของเธอเต้นรัวอยู่ในลำคอ

เธอพยายามตะโกนเรียกแม่ แต่เสียงที่ออกมาแหบพร่าและสั่นเครือ

“แม่คะ! พ่อ!”

ไม่มีเสียงตอบกลับ

มีเพียงความเงียบและเสียงหัวเราะคิกคักที่ดูเหมือนจะห่างไกลออกไป… แต่ก็ยังวนเวียนอยู่ในอากาศ

พิมผวา เธอวิ่งไปกระแทกประตูห้องนอนปิด

ปัง!

เธอบิดลูกบิดล็อกอย่างรวดเร็ว มือสั่นจนแทบจะทำกุญแจหลุดมือ

เธอถอยไปจนสุดห้อง หลังชนเข้ากับผนังเย็นเฉียบ

เธอยืนตัวแข็งทื่อ จ้องมองไปที่ประตู

กลิ่นโคลนและกลิ่นมะลิเน่ายังคงลอยคละคลุ้งอยู่ในอากาศ

มันเหมือนจะซึมผ่านเข้ามาทางช่องใต้ประตู

พิมนั่งลง กอดเข่าแน่น

เธอพยายามหายใจเข้าลึกๆ บอกตัวเองว่านี่คือฝันร้าย

มันเป็นแค่ความเครียดที่สะสม

พ่อแม่เธอกำลังจะล้มละลาย บ้านกำลังจะถูกยึด เธอกำลังจะสูญเสียทุกอย่าง

สมองของเธอกำลังเล่นตลกกับเธอ

ใช่… มันต้องเป็นอย่างนั้นแน่ๆ

เสียงหัวเราะหายไปแล้ว

กลิ่นเหม็นเน่าเริ่มจางลง

พิมไม่รู้ว่าเธอเผลอหลับไปตอนไหน

เธอไม่ได้หลับ… มันเหมือนการหมดสติไปชั่วขณะด้วยความอ่อนเพลียและหวาดกลัว

เธอสะดุ้งตื่นขึ้นมากลางดึก

ความเงียบสงัดปกคลุมไปทั่วทั้งบ้าน

แต่… มันหนาว

หนาวเหน็บอย่างประหลาด ไม่ใช่ความเย็นจากเครื่องปรับอากาศ

มันเป็นความเย็นชื้นๆ ที่แทรกซึมผ่านผ้าห่มผืนหนาเข้ามาถึงกระดูก

พิมลืมตาโพลงในความมืด

เธอนอนตัวแข็งทื่อ จ้องมองไปยังทิศทางของประตูห้องนอน

และหัวใจของเธอก็หยุดเต้น

ประตู…

ประตูที่เธอจำได้แม่นว่าล็อกกลอนไว้อย่างแน่นหนา…

ตอนนี้มันแง้มเปิดอยู่

ช่องว่างสีดำมืดปรากฏขึ้นระหว่างบานประตูกับวงกบ

พิมกลั้นหายใจ

เธอแน่ใจว่าเธอไม่ได้ฝัน

ความหนาวเย็นยะเยือกแผ่ซ่านออกมาจากช่องว่างนั้น

เธอค่อยๆ ยื่นมือไปเปิดโคมไฟที่หัวเตียง

แสงสีนวลสว่างวาบขึ้น

เธอมองไปที่ประตูอีกครั้ง มันเปิดแง้มอยู่จริงๆ

เธอตัวสั่นเทา พยายามรวบรวมความกล้า

มีใครเข้ามาในห้อง?

“แม่คะ?” เธอเรียกเสียงสั่น

ไม่มีเสียงตอบ

เธอค่อยๆ ลุกจากเตียง เท้าสัมผัสพื้นไม้เย็นเฉียบ

เธอเดินช้าๆ ไปที่ประตู

หัวใจของเธอเต้นแรงราวกับจะระเบิด

เธอแอบมองผ่านช่องประตูที่แง้มอยู่

โถงทางเดินมืดสนิท… แต่ไม่เงียบ

เธอได้ยินเสียง…

…ติ๋ง… ติ๋ง…

เสียงเหมือนน้ำหยดลงบนพื้นหินอ่อน

พิมรวบรวมความกล้า ผลักประตูให้เปิดกว้างขึ้น

เธอเอื้อมมือไปกดสวิตช์ไฟโถงทางเดิน

แสงไฟสว่างจ้าขึ้นทันที

และพิมก็กรีดร้องออกมาไม่ได้

เธอยกมือขึ้นปิดปากตัวเอง ดวงตาเบิกกว้างด้วยความสยดสยอง

พื้นหินอ่อนสีครีม… เปียกโชก

ไม่ใช่แค่น้ำ

มันคือรอยเท้า

รอยเท้าเล็กๆ ของเด็ก

รอยเท้าที่เต็มไปด้วยโคลนสีดำสนิทจากก้นแม่น้ำเจ้าพระยา

รอยเท้าที่เปียกปอนและสกปรก

พิมมองตามรอยเท้านั้น

มันเริ่มจากบันไดที่ทอดตัวลงไปยังชั้นใต้ดิน…

มันเดินลากโคลนมาตามโถงทางเดิน…

และมัน…

มันหยุดอยู่ตรงหน้าประตูห้องนอนของเธอ

มันเคยยืนอยู่ตรงนี้

ยืนอยู่ด้านนอก… รอคอย

พิมถอยหลังกลับเข้าห้องอย่างตื่นตระหนก

เธอกำลังจะกระแทกประตูให้ปิดสนิท

ก๊อก…

เสียงเคาะเบาๆ ดังขึ้นที่ประตู

พิมตัวแข็งทื่อ มือของเธอหยุดชะงัก

ก๊อก…

เสียงดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ชัดเจนขึ้น

ก๊อก… ก๊อก… ก๊อก…

เสียงเคาะรัวและแรงขึ้นเรื่อยๆ

ราวกับว่า… เด็กน้อยคนนั้นกำลังหมดความอดทน

พิมกรีดร้องสุดเสียง


พิมไม่ได้นอนอีกเลยในคืนนั้น

เธอขดตัวอยู่ใต้ผ้าห่มผืนหนา จ้องมองไปที่ประตูห้องจนกระทั่งแสงอาทิตย์ยามเช้าสาดส่องเข้ามา

รอยเท้าโคลนที่พื้นโถงทางเดิน… หายไปแล้ว

ไม่มีร่องรอยของความสกปรกใดๆ หลงเหลืออยู่

หินอ่อนกลับมาสะอาดเงาวับเหมือนไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้น

พิมไม่แน่ใจว่าเธอควรจะรู้สึกโล่งใจหรือหวาดกลัวมากขึ้นกันแน่

เธอลงไปชั้นล่างด้วยใบหน้าซีดเซียวและดวงตาที่แดงก่ำ

ธานินกลับมาแล้ว เขานั่งอยู่ตรงโต๊ะอาหาร กำลังดื่มกาแฟเข้มข้น

มาลัยกำลังคุยโทรศัพท์ ใบหน้าตึงเครียด

พิมพยายามทำตัวให้เป็นปกติที่สุด

“พ่อคะ… เมื่อคืนพิมได้ยินเสียงแปลกๆ ค่ะ” เธอเริ่มพูด “เหมือนมีอะไรแตกที่ชั้นใต้ดิน แล้วก็… เสียงเคาะประตู”

ธานินวางแก้วกาแฟลงอย่างแรง

“เธอพูดเรื่องไร้สาระอะไรอีกแล้วพิม!” เขาตวาด “ฉันเหนื่อยกับเรื่องธุรกิจจะตายอยู่แล้ว ยังจะต้องมาฟังเรื่องผีๆ สางๆ ของเธออีกเหรอ!”

“แต่มันเป็นรอยเท้าโคลนจริงๆ นะคะพ่อ” พิมพยายามอธิบาย “มันหยุดอยู่หน้าห้องพิมเลย”

มาลัยที่เพิ่งวางสายโทรศัพท์ลง หันมามองพิมด้วยสายตาเย็นชา

“รอยเท้า? ลูกคงฝันไป” มาลัยกล่าว “กลางดึกมีแต่โจรเท่านั้นที่จะเดินในบ้านนี้ ถ้ามีรอยเท้าจริง… มันคงเป็นโจร”

“มันเป็นรอยเท้าเด็กค่ะแม่” พิมยืนยัน

มาลัยหัวเราะเยาะ “รอยเท้าเด็ก? ลูกคิดว่าบ้านเรามีเด็กที่ไหนมาวิ่งเล่น? ไปเรียนได้แล้ว อย่าทำตัวว่างจนจิตตก”

ทั้งพ่อและแม่ปฏิเสธอย่างสิ้นเชิง

แต่สายตาที่พวกเขาใช้มองกันและกันเมื่อพิมหันหลังให้นั้น… มันเต็มไปด้วยความหวาดหวั่นอย่างแท้จริง

วันนั้นเอง ความผิดปกติก็เริ่มขยายวงกว้าง

สัตว์เลี้ยงตัวโปรดของธานิน… ปลาหมอสีครอสบรีดราคาหลายแสนบาท ถูกพบตายอยู่บนพื้นห้องนั่งเล่น

อ่างปลามีฝาปิดไว้อย่างแน่นหนา

มันไม่น่าจะกระโดดออกมาได้

“มันต้องป่วยตาย” ธานินพูด พยายามควบคุมเสียงของตัวเอง แต่พิมเห็นมือของเขาสั่นขณะถือไม้กวาด

“พ่อคะ… พิมคิดว่ามันไม่ใช่แค่ป่วย” พิมกระซิบ

“หุบปาก!” ธานินตะคอก เขากวาดปลาตัวนั้นทิ้งลงถังขยะอย่างรุนแรง

แต่พิมสังเกตเห็นบางอย่าง

บนพื้นไม้สักที่เปียกชื้นบริเวณที่ปลาตาย มีรอยเปื้อนสีน้ำตาลจางๆ

มันไม่ใช่รอยน้ำจากปลา

มันเป็นรอยเปื้อนของ… โคลน

โคลนสีดำสนิทจากแม่น้ำ

เย็นวันนั้น พิมเดินออกไปที่ระเบียงริมน้ำ

ดวงอาทิตย์กำลังลับขอบฟ้าเหนือแม่น้ำเจ้าพระยา

แสงสีส้มแดงฉาบผืนน้ำดูงดงามแต่ก็แฝงความเศร้า

พิมเหม่อมองออกไป… และเธอเห็นมัน

เงาดำมืดรูปร่างคล้ายเด็กกำลังว่ายน้ำหงายอยู่กลางแม่น้ำ

มันลอยนิ่งๆ… และหันหน้ามาทางคฤหาสน์

หันหน้ามาทางพิม

พิมหายใจสะดุด

เงาเด็กคนนั้นไม่กระดุกกระดิก

มันจ้องมองมาที่เธอ… ด้วยดวงตาว่างเปล่าที่สะท้อนแสงอาทิตย์ยามอัสดง

ทันใดนั้นเอง… เรือท่องเที่ยวขนาดใหญ่ที่เปิดไฟสว่างไสวก็แล่นผ่านมา

ไฟฉายของนักท่องเที่ยวสาดส่องวูบวาบไปบนผิวน้ำ

เมื่อแสงไฟกระทบเข้าที่เงาดำนั้น… มันก็หายวับไป

พิมรีบถอยหลัง เธอเดินกลับเข้าบ้านอย่างรวดเร็ว

“ฉันเห็นมัน” เธอคิด “ฉันเห็นมันจริงๆ”

เธอกำลังจะไปเล่าเรื่องนี้ให้พ่อแม่ฟัง

แต่เธอต้องหยุดตัวเอง

พวกเขาจะบอกว่าเธอประสาทหลอน

เธอต้องหาหลักฐาน

เธอต้องลงไปที่ห้องใต้ดิน

พิมรอจนถึงช่วงเวลาที่อันตรายที่สุด… ช่วงหัวค่ำ

เธอรู้ว่ามาลัยอยู่ในห้องทำงานข้างบน กำลังนับยอดหนี้สิน

และธานินอยู่ในห้องสมุด ดื่มไวน์เพื่อลืมความจริง

พิมเดินไปที่ประตูห้องใต้ดิน

มันถูกล็อกอยู่

เธอรู้ว่ากุญแจอยู่กับแม่

เธอจึงค่อยๆ ย่องขึ้นไปที่ห้องทำงานของมาลัย

มาลัยไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมองเมื่อพิมเปิดประตู

“มีอะไร” แม่ถามเสียงห้วน โดยที่สายตายังคงจับจ้องอยู่ที่ตัวเลข

“พิม… พิมหิวค่ะแม่” พิมโกหก “พิมจะลงไปทำแซนด์วิช”

“ก็ไปทำสิ”

พิมเดินอ้อมไปด้านหลังเก้าอี้ของมาลัย

พวงกุญแจเงินเงาวาว… ห้อยอยู่ที่เอวของชุดคลุมผ้าไหมของแม่

พิมทำใจดีสู้เสือ ค่อยๆ เอื้อมมือออกไป

แตะ… สัมผัสถึงโลหะเย็นเฉียบ

เธอเกี่ยวเอากุญแจดอกใหญ่ที่สุดออกมาอย่างแผ่วเบา

มาลัยไม่แม้แต่จะขยับ

“รีบๆ กินแล้วขึ้นมาอ่านหนังสือ” แม่พูด

พิมกำกุญแจไว้ในมือแน่น

กุญแจดูหนักและเย็นชืด… เหมือนหินที่จมอยู่ในน้ำมานาน

เธอรีบลงมาที่ชั้นล่าง


พิมรู้สึกเหมือนมือของเธอกำลังกลั่นแกล้งเธอ

กุญแจดอกใหญ่ในมือของเธอเย็นเฉียบและเปียกชื้น

เธอใช้เวลาเกือบห้านาทีในการคลำหากุญแจดอกที่ถูกต้อง

กึก!

เสียงปลดล็อกดังแผ่วเบา แต่ในความเงียบของบ้านมันกลับดังราวกับเสียงปืน

พิมรีบไขประตูชั้นใต้ดิน

กลิ่นโคลนและมะลิเน่าตีเข้าจมูกอย่างรุนแรง

ความมืดมิดเบื้องล่างดูเหมือนจะกลืนกินแสงสว่างไปทั้งหมด

พิมลังเลอยู่ครู่หนึ่ง

เธอไม่ได้กลัวแค่ความมืด แต่เธอกลัวสิ่งที่อยู่ในความมืดนั้น

เธอได้ยินเสียงพ่อของเธอตวาดมาจากชั้นบน

“มาลัย! ฉันบอกให้เธอหยุดเล่นบ้าๆ นี่ได้แล้ว!”

เสียงมาลัยดังตอบกลับอย่างอิดออด “ฉันไม่ได้เล่น! มันไม่ยอมออกไป!”

พิมชะงัก

เกิดอะไรขึ้นกับแม่?

พิมรีบปิดประตู แต่ไม่ทันได้ล็อกกลอน

เธอก็ได้ยินเสียงกรีดร้องแหลมสูงของมาลัย

“กรี๊ดดด! อย่า! ปล่อยฉันนะ!”

พิมรีบวิ่งกลับขึ้นไปชั้นบน เธอพบธานินกำลังยืนอยู่หน้าประตูห้องทำงานของมาลัย

เขาเคาะประตูอย่างบ้าคลั่ง

“มาลัย! เธอเป็นอะไรไป! เปิดประตูเดี๋ยวนี้!”

“มัน… มันมาแล้ว! มันบอกว่ามันหิว! มันบอกว่าอาหารไม่สะอาด!” มาลัยร้องเสียงหลงจากด้านใน

พิมกับธานินมองหน้ากัน

สายตาของธานินเต็มไปด้วยความหวาดกลัวอย่างที่สุด

“เธอทำอะไรลงไปอีก!” ธานินสบถ “เธอให้ของเหลือๆ มันเหรอ!”

“ไม่! ฉันให้กุ้งเผา! มันอยากได้มากกว่านั้น! มันอยากได้… อยากได้ของใหม่!”

ธานินตระหนักได้ว่าเรื่องนี้ไม่ธรรมดาแล้ว

“พิม! ไปตามแม่บ้านมา! ให้พวกเขางัดประตู!”

“พ่อคะ! ไม่ทันแล้ว! พิมได้ยินเสียงอะไรบางอย่างแตกที่ข้างใน!”

ธานินตัวแข็งทื่อ เขาไม่รู้จะทำอย่างไร

พิมวิ่งลงไปชั้นล่างอีกครั้ง คว้าเอาเหล็กชะแลงที่ใช้สำหรับงานสวน

เธอยื่นมันให้ธานิน

“งัดเลยค่ะพ่อ! เร็วเข้า!”

ธานินไม่มีทางเลือก

เขาใช้เหล็กชะแลงงัดประตูไม้มะฮอกกานีหนาหนักของห้องทำงานอย่างรุนแรง

โครม!

ประตูพังทลายลงในที่สุด

ทั้งพิมและธานินรีบก้าวเข้าไปในห้อง

แสงไฟในห้องทำงานสลัวมืด เครื่องปรับอากาศถูกปิดจนอุณหภูมิในห้องสูงขึ้นผิดปกติ

และมาลัย…

เธอนั่งอยู่ที่พื้นห้อง

ชุดผ้าไหมราคาแพงของเธอเปียกโชกไปด้วยน้ำ… ที่ไม่ได้มาจากฝน

ใบหน้าของมาลัยเต็มไปด้วยโคลนสีดำจากแม่น้ำ

เธอไม่ได้นั่งเฉยๆ

มาลัยกำลังใช้มือเปล่าตัก… ดอกมะลิเน่าที่ถูกทิ้งไว้เมื่อวาน

ดอกมะลิที่ถูกทิ้งจนช้ำและส่งกลิ่นเหม็นเปรี้ยว

เธอกำลังตักมันเข้าปาก

เคี้ยว… และกลืนลงไป

“อร่อย…” มาลัยพึมพำ “อร่อย… แต่มันไม่พอ… มันบอกว่าไม่พอ”

“มาลัย!” ธานินตะโกน เขารีบวิ่งเข้าไปประคองภรรยา

มาลัยปัดมือเขาออกอย่างบ้าคลั่ง

“อย่าแตะต้องฉัน! มันหวง! มันบอกว่าอยากได้… อยากได้สิ่งที่มีชีวิต! อยากได้ความรัก!”

เธอเงยหน้าขึ้นมองธานิน ดวงตาของเธอเต็มไปด้วยความบุ่นมัวและบ้าคลั่ง

“มันบอกว่า… มันอยากได้สิ่งที่คุณสัญญาไว้! ทายาท! ทายาทแห่งสายน้ำ!”

ธานินตัวสั่นงันงก เขาเข้าใจทันทีว่า ‘เพชร’ ไม่ได้ต้องการแค่ดอกไม้หรือน้ำแดงอีกต่อไป

มันต้องการการชดใช้

เขาลากมาลัยที่ยังคงพึมพำถึงความหิวโหยของบางสิ่ง ออกจากห้องทำงานที่ตอนนี้เต็มไปด้วยกลิ่นคาวและโคลน

“ลูก… ลูกไปอาบน้ำซะ” ธานินพูดกับพิมอย่างเร่งรีบ

“พ่อจะทำอะไรคะ”

“ฉันจะโทรหาคน” ธานินรีบวิ่งไปที่โทรศัพท์บ้าน เขาไม่กล้าใช้โทรศัพท์มือถือที่เพิ่งปาไป

เขาโทรออกอย่างรวดเร็ว

“มร. สมบัติเหรอ! ผมธานิน! ด่วนที่สุด! ผมอยากให้คุณพาหมอผีที่มีชื่อเสียงที่สุดมาที่บ้านผมเดี๋ยวนี้!”

“เรื่องเพชร!” ธานินตะโกน “มัน… มันควบคุมไม่ได้แล้ว! มันกำลังจะฆ่าพวกเรา!”

สองชั่วโมงต่อมา ชายชราคนหนึ่งในชุดขาว… หรือที่คนแถบนี้เรียกว่า “หมอผี” (Mor Phee) ก็มาถึง

หมอผีสมบัติมีชื่อเสียงในเรื่องการล้างอาถรรพ์ แต่เมื่อเขามาถึงคฤหาสน์ริมน้ำ เขากลับมีสีหน้ากังวลอย่างเห็นได้ชัด

เขาไม่พูดอะไรมาก

เขาเดินตรงไปที่ประตูชั้นใต้ดินที่ถูกล็อกไว้

เขาคุกเข่าลง นำหญ้าคาที่มัดรวมกันมาวางไว้ที่พื้น

แล้วเริ่มสวดมนต์ด้วยเสียงแผ่วเบา

พิมยืนดูอยู่ข้างหลังธานินและมาลัยที่ถูกมัดด้วยสายสิญจน์ไว้ที่เก้าอี้

หมอผีสมบัติหยุดสวด

เขาเงยหน้าขึ้น สายตาของเขาจับจ้องอยู่ที่ประตูไม้ที่ปิดสนิท

“คุณธานิน” เสียงของเขาแหบพร่า “ข้างในนั่น… ไม่ใช่กุมารทองธรรมดา”

ธานินหน้าซีดเผือด “ผมรู้ครับ! มันร้ายกาจมาก! มันต้องการอะไรกันแน่!”

“มันต้องการสิ่งที่มันถูกพรากไป” หมอผีสมบัติกล่าวอย่างช้าๆ “และการชดใช้… ด้วยชีวิต”

เขาชี้ไปที่มาลัยที่กำลังตัวสั่น “ผู้เป็นแม่ให้กำเนิด… จิตของเธอถูกดึงดูดเข้าไปแล้ว”

“แล้วลูกสาวผมล่ะ!” ธานินรีบถาม “พิมล่ะ! เธอจะปลอดภัยไหม!”

หมอผีสมบัติส่ายหน้าด้วยความเหนื่อยหน่าย

“เมื่อยี่สิบกว่าปีก่อน คุณได้ทำพิธีที่ยิ่งใหญ่เกินกว่ามนุษย์จะควบคุม”

เขามองพิม จากนั้นมองไปที่ธานิน

“คุณเคยบอกว่าคุณได้ ‘บูชายัญ’ สิ่งหนึ่งเพื่อแลกกับความมั่งคั่งมหาศาล”

หมอผีสมบัติลุกขึ้นยืน ดวงตาเต็มไปด้วยความหวาดกลัว

“มันไม่ใช่ ‘เครื่องราง’ แต่มันคือ… ‘การถวาย’ สิ่งที่มีเลือดเนื้อ”

“ตอนนี้มันหมดอายุแล้ว… มันกลับมา… และมันต้องการเลือดเนื้อ… จากคนในครอบครัว”

“ผมทำอะไรได้บ้างครับ! ช่วยผมด้วย!” ธานินพยายามอ้อนวอน

หมอผีสมบัติรีบเดินไปที่ประตูบ้านอย่างรวดเร็ว

“ผมช่วยคุณไม่ได้” เขาพูดขณะก้าวออกไป “ของที่อยู่ในนั้น… มันไม่ใช่ผีทั่วไป”

เขาหันกลับมามองธานินและพิมเป็นครั้งสุดท้าย

“มันคือ… ทายาทแห่งสายน้ำ ที่คุณสร้างขึ้นมาเอง”

เขาหายตัวไปในความมืด ทิ้งให้พิมและครอบครัวอยู่ท่ามกลางความเงียบงัน… และความตึงเครียดที่แทบจะทำให้ขาดใจ


คำพูดสุดท้ายของหมอผีสมบัติกรีดลึกเข้าไปในจิตใจของพิม

“ทายาทแห่งสายน้ำ ที่คุณสร้างขึ้นมาเอง”

พิมมองไปที่พ่อแม่ของเธอ

ธานินนั่งนิ่ง ตัวสั่นเทา ดวงตาของเขาว่างเปล่าและเต็มไปด้วยความสิ้นหวัง

มาลัยยังคงพึมพำถึงความหิวโหยของ ‘เพชร’

“ยี่สิบกว่าปีก่อน… พ่อทำอะไรลงไปกันแน่คะ” พิมถามเสียงสั่น

ธานินไม่ตอบ เขาเงยหน้าขึ้นมองพิมด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความรู้สึกผิดและความหวาดกลัว

“เรา… เราไม่มีทางเลือก” เขาพึมพำ “เราจนมาก… เราไม่มีอะไรเลย”

“แต่การบูชายัญ…” พิมพูด “มันคืออะไรคะ! มันคืออะไร!”

มาลัยหัวเราะคิกคักด้วยเสียงแหบพร่า “ฮิๆ… ลูกอยากรู้เหรอ? ลูกก็อยู่บนกองกระดูกนั้นนั่นแหละ”

พิมสับสน เธอจ้องมองแม่

“มันไม่สำคัญแล้ว!” ธานินตะโกน “ตอนนี้สำคัญที่ว่าเราจะทำยังไง! มันต้องการชีวิต… ชีวิตของพวกเรา!”

พิมรู้สึกเหมือนเลือดในกายเธอเย็นเฉียบ

เธอถูกบูชายัญตั้งแต่เกิดงั้นหรือ?

เธอไม่สามารถรับฟังคำโกหกและความหวาดกลัวของพ่อแม่ได้อีกต่อไป

เธอรู้ว่าความจริงไม่ได้อยู่ในคำพูดของพวกเขา

ความจริงอยู่ในความมืด… อยู่ในห้องใต้ดินที่ถูกล็อกไว้

ความอยากรู้อยากเห็นเอาชนะความกลัว

พิมตัดสินใจอย่างเด็ดขาด

เธอหันหลังให้พ่อแม่ที่กำลังแตกสลาย และเดินไปยังประตูชั้นใต้ดิน

มันยังคงถูกล็อก

พิมมองไปที่ธานิน “พ่อคะ กุญแจอยู่ที่ไหน”

ธานินชี้ไปที่มาลัยอย่างสั่นเทา “อยู่กับแม่… แม่ซ่อนไว้”

มาลัยหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง “หึ… เพชรมันบอกว่าความจริงต้องถูกซ่อนไว้ มันบอกว่าถ้าใครรู้… มันจะกินคนนั้นก่อน”

พิมไม่สนใจ เธอเข้าไปหามาลัย พยายามค้นหากุญแจจากชุดผ้าไหมที่ยับยู่ยี่ของแม่

มาลัยขัดขืนอย่างรุนแรง

“อย่า! อย่าไปปลุกมัน! อย่าไปยุ่งกับของของมัน!”

พิมใช้กำลังทั้งหมด งัดมือของมาลัยออก และในที่สุด… เธอก็พบมัน

กุญแจดอกเดิมที่เคยอยู่ในมือของเธอเมื่อคืนนี้… ถูกซ่อนอยู่ในกระเป๋าเสื้อด้านในของมาลัย

พิมรีบเดินไปที่ประตู

“พิม! หยุดนะ!” ธานินตะโกน “ลูกจะทำอะไร! มันอันตราย!”

พิมไม่ตอบ เธอสอดกุญแจเข้าไปใน ổ khóa

มือของเธอยังคง run แต่ความ tò mò đã lấn át hết mọi cảm xúc khác

กึก!

เสียงกลอนถูกปลดล็อก

พิมไม่ผลักประตูให้เปิดทันที

เธอรู้สึกถึงแรงผลักดันมหาศาลจากด้านใน

และกลิ่นก็กลับมาอีกครั้ง… กลิ่นโคลน ดอกมะลิเน่า และกลิ่นคาว…

พิมเปิดประตูอย่างรวดเร็ว

ชั้นใต้ดินมืดสนิท

แต่เมื่อดวงตาของเธอชินกับความมืด… เธอก็มองเห็น

ห้องใต้ดินนี้ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเก็บของ

มันคือห้องบูชา

ที่กลางห้อง มีแท่นบูชาหินอ่อนเก่าๆ ตั้งอยู่

ด้านบนมี… รูปปั้น

รูปปั้นกุมารทองตัวเล็กๆ ทำจากไม้สีเข้ม ถูกแกะสลักอย่างประณีต

แต่สิ่งที่ทำให้พิมหายใจไม่ออกคือ…

ที่กลางลำตัวของรูปปั้นไม้ มีรอยร้าวขนาดใหญ่

รอยร้าวที่ดูเหมือนรูปปาก… กำลังอ้ากว้าง

และจากรอยร้าวนั้น… มีของเหลวสีน้ำตาลเข้มไหลเยิ้มออกมา… หยดลงบนพื้น

พิมเดินเข้าไปใกล้แท่นบูชาอย่างช้าๆ

ใต้แท่นบูชา มีหินก้อนหนึ่งที่ดูเหมือนถูกก่อขึ้นมาใหม่

พิมใช้ปลายเหล็กชะแลงที่พ่อเธอเพิ่งงัดประตูห้องทำงาน ทิ่มลงไปที่ช่องหินนั้น

หินก้อนนั้นหลุดออกมา

เผยให้เห็น… ช่องลับ

พิมส่องไฟจากโทรศัพท์ลงไปในช่องลับ

ในช่องนั้นมีกล่องไม้เล็กๆ สลักด้วยภาษาบาลีที่ไม่คุ้นตา

เธอเปิดมันออก

ข้างในมีสิ่งของสามอย่าง:

  1. ชุดเสื้อผ้าเด็กแรกเกิด: ชุดผ้าฝ้ายสีซีดจาง มีขนาดเล็กมาก… เล็กกว่าชุดของเด็กปกติ
  2. สร้อยเงินเก่าๆ: สร้อยเล็กๆ ที่มีจี้รูปปลาตัวเล็กๆ
  3. ไหดินเผาขนาดเล็ก: ไหที่มีฝาปิดแน่นหนา

พิมหยิบไหดินเผาขึ้นมาอย่างสั่นเทา

เธอเปิดฝาออก

กลิ่นแปลกประหลาดพุ่งขึ้นมา… กลิ่นเหมือนดินแห้ง… และกลิ่น… เขม่า

ในไห… คือเถ้ากระดูก

เถ้ากระดูกสีขาวขุ่น… ของเด็ก

พิมทรุดตัวลงกับพื้น

เธอรู้แล้ว

‘เพชร’ ไม่ใช่แค่กุมารทองที่พ่อแม่เธอซื้อมา

มันคือ…

“ลูกคิดว่าลูกเป็นลูกคนเดียวเหรอพิม”

เสียงของมาลัยดังมาจากประตู

พิมหันกลับไป พ่อแม่ของเธอเดินตามลงมาแล้ว

“เรามีลูกชายคนแรก… ก่อนที่จะมีลูก” ธานินพูดด้วยน้ำเสียงแหบแห้ง “แต่เขาอ่อนแอมาก… เขาอยู่ได้ไม่นาน”

“เราจนมาก” มาลัยกล่าว “เราไม่มีเงินจัดงานศพที่เหมาะสม… เราต้องขายทุกอย่าง”

“แล้ววันหนึ่ง… มีหมอผีเถื่อนมาเสนอทางเลือก” ธานินพูดต่อ ดวงตาของเขาแดงก่ำ “เอา… ‘สิ่งมีค่า’ ที่สุดของเรามาบูชายัญให้กับสายน้ำ… เพื่อแลกกับความมั่งคั่ง”

“เรามอบลูกชายให้เขา…” มาลัยหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง “เราทำพิธี… เอาเลือดเนื้อของลูกชายใส่ลงไปในรูปปั้น… เพื่อให้วิญญาณของเขาผูกติดกับมัน”

“เราได้เพชรพลอย… เราได้เงิน… เราได้บ้านหลังนี้…” ธานินร้องไห้ “เราเรียกมันว่า ‘เพชร’ เพราะมันคือสมบัติของเรา”

“แล้วลูกล่ะคะ” พิมมองไปที่พ่อแม่ของเธอด้วยความเจ็บปวด “แล้วหนูเกิดมาทำไม”

มาลัยยิ้มอย่างบ้าคลั่ง “ฮิๆ… ลูกคือ ‘ของปลอบใจ’ ลูกเกิดมาหลังจากที่เรารวยแล้ว… เพื่อให้บ้านหลังนี้ดู ‘สมบูรณ์’ ดูเหมือนครอบครัวที่ถูกกฎหมาย”

พิมไม่ใช่น้องสาวของ ‘เพชร’

เธอคือ… ทายาทคนที่สอง… เป็นแค่ของประดับบ้านที่สร้างขึ้นมาจากความร่ำรวยที่เปื้อนเลือด

ทันใดนั้น…

โครม!

เสียงดังสนั่น

รูปปั้นกุมารทองบนแท่นบูชา… แตกออกเป็นเสี่ยงๆ

รอยร้าวที่เคยเป็นเพียงรอยแยก… ตอนนี้กลายเป็นปากอ้ากว้าง

และจากรูปปั้นที่พังทลายนั้น…

เงามืดขนาดเล็กก่อตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว

เป็นรูปร่างของเด็กชายตัวเล็กๆ… เปียกโชกไปด้วยโคลนแม่น้ำ… มีดวงตาที่ไม่มีชีวิตชีวา… แต่เต็มไปด้วยความโกรธแค้นที่ถูกทอดทิ้งมานานถึงสองทศวรรษ

“แม่… พ่อ…” เสียงเด็กกระซิบ… เสียงที่พิมเคยได้ยินในความมืด

มันหันมามองพิม

“พี่สาว… พี่สาวจะเล่นกับผม… ใช่ไหม?”


คฤหาสน์ทั้งหลังเข้าสู่ความโกลาหล

ทันทีที่เงาดำของเด็กชายก้าวออกมาจากรูปปั้นที่แตกหัก… แรงสั่นสะเทือนก็ถาโถมเข้าใส่

โครม!

หลอดไฟนีออนเก่าๆ ในห้องใต้ดินระเบิดออกทันที

ความมืดกลับมาอีกครั้ง แต่คราวนี้… มันเป็นความมืดที่มีชีวิต

เสียงน้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยาดังสนั่นหวั่นไหว

มันไม่ได้ไหลเอื่อยๆ อีกต่อไป แต่มันกระแทกเข้ากับฐานรากของคฤหาสน์อย่างบ้าคลั่ง

ธรณีประตูและหน้าต่างชั้นใต้ดินที่อยู่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเลเริ่มมีรอยร้าว

น้ำโคลนสีดำขุ่นเริ่มซึมผ่านรอยร้าวเข้ามา… อย่างรวดเร็ว

“ไม่! ไม่นะ!” ธานินกรีดร้องอย่างบ้าคลั่ง

เขาไม่ได้กรีดร้องเพราะกลัวลูกชายคนแรกที่เขาบูชายัญ

แต่เขากรีดร้องเพราะความโลภ

เขารีบวิ่งไปยังตู้เซฟขนาดเล็กที่ซ่อนอยู่ในผนังห้องใต้ดิน

“เงินฉัน! ทองของฉัน! มันต้องอยู่ที่นี่!”

เขาไม่สนใจมาลัยที่ยังคงนั่งพึมพำอยู่ที่พื้น

และไม่สนใจพิมที่ยืนนิ่งอยู่หน้าเถ้ากระดูกของพี่ชาย

ธานินไขตู้เซฟอย่างสั่นเทา มือของเขาเปียกโชกไปด้วยเหงื่อและความตื่นตระหนก

เขาคว้าเอาทองคำแท่งและเงินสดที่เหลืออยู่เพียงเล็กน้อยออกมา

“เราต้องไป! เราต้องไปจากที่นี่เดี๋ยวนี้!”

มาลัยคลานเข้ามาหาธานิน เธอดึงชายเสื้อเขาไว้

“มันไม่ปล่อยเราไปหรอกธานิน! มันหิว! มันบอกว่ามันหิวเลือด! คุณสัญญาว่าจะให้มันเป็นทายาท! ให้มันกินเลยสิ!”

มาลัยเงยหน้าขึ้นมองพิมด้วยแววตาที่โหดเหี้ยม

“ให้มันกินลูกสาวของเรา! ลูกเป็นแค่ของปลอม! ลูกไม่ใช่ทายาทที่แท้จริง!”

“แม่!” พิมอุทานด้วยความเจ็บปวด

คำพูดนี้บาดลึกกว่าการกระทำใดๆ

พิมรู้มาตลอดว่าพ่อแม่ไม่ได้รักเธออย่างแท้จริง แต่เธอไม่เคยคิดว่าพวกเขาจะปฏิเสธการมีตัวตนของเธอได้อย่างเลือดเย็นถึงขนาดนี้

เงาของเด็กชาย… ‘เพชร’… เริ่มลอยสูงขึ้นจากพื้น

ดวงตาของมันเรืองแสงสีแดงจางๆ ในความมืด

มันไม่ได้มองที่ธานินหรือมาลัย

มันจ้องไปที่พิม

“พี่สาว… ทำไมพี่สาวถึงได้ของเล่นมากมาย… แต่ผมไม่มีอะไรเลย” เสียงของมันเป็นเสียงกระซิบที่เย็นเยือก

ธานินเห็นโอกาส!

เขารีบผลักมาลัยที่กำลังหมดสติจากการหวาดกลัว ไปที่เงาของเพชร

“เอาไป! เอาผู้หญิงคนนี้ไป! เธอคือแม่ของมัน! เธอเป็นคนสั่งให้มันทำทุกอย่าง!”

เพชรไม่สนใจมาลัย มันยังคงจ้องพิมอยู่

ธานินคว้าพิมอย่างรุนแรง

“พิม! ลูกต้องช่วยพ่อ! ลูกคือของแก้บน! ลูกไปอยู่กับมันซะ! ลูกจะได้รู้ว่าการเป็นทายาทมันเป็นยังไง!”

ธานินใช้แรงทั้งหมด ผลักพิมกระแทกไปที่เพชร

พิมล้มลงกับพื้นโคลนที่กำลังมีน้ำผุดขึ้นมา

เธอเงยหน้าขึ้นมองพ่อของเธอ

ธานินไม่ได้มองเธอเลย

เขาหันหลังวิ่งหนี

เขาพุ่งตรงไปยังประตูชั้นใต้ดินที่เปิดอ้าอยู่

“เราจะไป! เราจะไปทางเรือ!” ธานินตะโกนใส่มาลัยที่กำลังพยายามลุกขึ้น

มาลัยรีบลุกขึ้นวิ่งตามสามีไปอย่างบ้าคลั่ง

ทั้งสองคนวิ่งหนีลูกชายคนแรกที่พวกเขาบูชายัญ และลูกสาวคนที่สองที่พวกเขาปฏิเสธ

พิมนอนนิ่งอยู่บนพื้น โคลนเย็นเฉียบทำให้เธอรู้สึกชา

เธอไม่ได้ร้องไห้ เธอไม่ได้หวาดกลัว

เธอรู้สึกว่างเปล่า

ความรู้สึกที่ถูกหักหลังอย่างสิ้นเชิง… มันเย็นชาและหนักอึ้งกว่าความกลัวใดๆ

เธอเงยหน้าขึ้นมองเพชร

มันลอยตัวอยู่เหนือเธอ… จ้องมองเธอด้วยความสับสน

มันอาจจะไม่เข้าใจว่าทำไมพ่อแม่ของมันถึงทอดทิ้งมัน… และกำลังจะทอดทิ้งพี่สาวของมันอีกคน

ธานินและมาลัยวิ่งกระหืดกระหอบออกจากบ้าน

พวกเขาตรงไปยังท่าน้ำส่วนตัวของคฤหาสน์

เรือยอชต์ขนาดเล็กถูกจอดทิ้งไว้ที่นั่น

ธานินรีบขึ้นไปบนเรือและพยายามสตาร์ทเครื่องยนต์

“เร็วเข้า! เร็วเข้าสิ!” เขาทุบไปที่แผงควบคุม

มาลัยปีนขึ้นเรือตามมา เธอหอบหายใจอย่างหนัก

“สตาร์ท! สตาร์ทสิ!”

เสียงเครื่องยนต์ดังครืด… ครืด… แต่ไม่ติด

ธานินพยายามอีกครั้ง

ครืด…

มันติดแล้ว!

เรือยอชต์เริ่มเคลื่อนตัวออกจากท่าอย่างช้าๆ

ธานินและมาลัยยิ้มออกมาด้วยความโล่งอกอย่างที่สุด

พวกเขาหนีพ้นแล้ว! พวกเขาทิ้งความชั่วร้ายไว้ข้างหลังแล้ว!

แต่ทันใดนั้น…

เรือก็หยุดนิ่ง

น้ำนิ่งสนิท

แล้ว… ก็เริ่มก่อตัวเป็นคลื่นขนาดใหญ่

คลื่นนั้นไม่ได้มาจากพายุ

มันมาจากใต้เรือ

แม่น้ำเจ้าพระยา… กำลังก่อตัวเป็นวังวนขนาดใหญ่!

วังวนสีดำขุ่นที่ดูเหมือนปากอ้ากว้าง

วังวนนั้นเกิดขึ้นใต้ท้องเรือยอชต์ของพวกเขาโดยตรง!

“ไม่! ไม่นะ! มันคือแม่น้ำ!” ธานินตะโกนด้วยความหวาดกลัวอย่างที่สุด

มาลัยมองไปที่ผืนน้ำ

เธอมองเห็นเงามืดๆ มากมายกำลังเคลื่อนไหวอยู่ใต้ผิวน้ำ

ไม่ใช่แค่เพชร

แต่เป็นวิญญาณทั้งหมดที่อาศัยอยู่ในสายน้ำนี้

วิญญาณเหล่านั้นกำลังมาทวงคืน

เพชร… มันไม่ได้อยู่ในบ้าน

มันคือ… แม่น้ำ!

“คุณทำอะไรลงไปธานิน!” มาลัยกรีดร้อง “คุณโกหกมัน! คุณโกหกสายน้ำ!”

“ฉันไม่รู้!” ธานินร้องไห้ “ฉันรู้แค่ว่าฉันต้องการรอด!”

วังวนนั้นหมุนเร็วขึ้นเรื่อยๆ

เรือยอชต์ของพวกเขาเริ่มเอียง

ทั้งธานินและมาลัยตกลงไปในผืนน้ำสีดำสนิท

เสียงกรีดร้องของพวกเขาถูกกลืนหายไปในเสียงคลื่นที่ซัดกระหน่ำ

พวกเขาถูกดูดลงไปใต้ผิวน้ำอย่างรวดเร็ว

วังวนปิดลง

เหลือไว้เพียงความเงียบและผิวน้ำที่กลับมาเรียบตึง… เหมือนไม่มีอะไรเคยเกิดขึ้น

ในห้องใต้ดินที่เต็มไปด้วยโคลนและน้ำที่กำลังท่วมสูง

พิมลุกขึ้นยืน

เธอเห็นเพชรที่กำลังลอยอยู่เหนือเธอ

“พวกเขาไปแล้ว” พิมพูดด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย

“พวกเขา… ทิ้งเราไป” เพชรพูด

พิมเดินไปที่แท่นบูชาที่พังทลาย

เธอหยิบไหดินเผาที่บรรจุเถ้ากระดูกของพี่ชายขึ้นมา

เธอไม่มีความหวาดกลัวอีกต่อไปแล้ว

มีแต่ความเศร้า

“ฉันขอโทษ” พิมกระซิบ “ฉันขอโทษที่เราทอดทิ้งนาย”

เธอเดินเข้าไปหาเพชร

เพชรที่ลอยอยู่เหนือผิวน้ำที่กำลังเพิ่มระดับ

“พี่สาว… พี่สาวจะไม่ทิ้งผมใช่ไหม” เพชรถาม

พิมกอดไหดินเผาไว้แนบอก

“ไม่”

เธอเงยหน้าขึ้นมองเพชรที่อยู่ตรงหน้าเธอ

เธอไม่ได้มองเห็นผีร้าย

เธอเห็นเด็กชายตัวเล็กๆ ที่ถูกฆ่าโดยความโลภของพ่อแม่ตัวเอง

“จากนี้ไป… เราจะอยู่ด้วยกัน”


น้ำโคลนในห้องใต้ดินสูงขึ้นถึงระดับเอวของพิม

กระแสน้ำเย็นเยือกแผ่ซ่านความหนาวเหน็บเข้ามาในทุกอณูของร่างกาย

คฤหาสน์หรูหราแห่งนี้กำลังถูกเจ้าพระยากลืนกินอย่างช้าๆ

แต่พิมกลับรู้สึกสงบอย่างน่าประหลาด

ความกลัวได้ถูกแทนที่ด้วยความเข้าใจและความเสียใจ

เธอเข้าใจแล้วว่าทำไมเธอถึงรู้สึกผูกพันกับแม่น้ำสายนี้อย่างบอกไม่ถูก

เพราะมันมีส่วนหนึ่งของเธอ… มีส่วนหนึ่งของครอบครัวของเธอ… อยู่ในสายน้ำนี้

พิมกอดไหดินเผาบรรจุอัฐิของ ‘เพชร’ ไว้แน่น

เธอรู้สึกถึงการสั่นสะเทือนของแผ่นดิน

“เราต้องขึ้นไป” พิมพูดกับเพชร “ที่นี่จะพังแล้ว”

เพชรซึ่งเป็นเงาดำลอยอยู่เหนือผิวน้ำโคลน… ไม่ได้ตอบอะไร

มันเพียงแต่จ้องมองพิมด้วยดวงตาที่ว่างเปล่า แต่ตอนนี้… มันดูไม่โกรธเคืองอีกต่อไป

มันดูเหงา

พิมค่อยๆ เดินออกมาจากห้องใต้ดินที่ถูกน้ำท่วม

เธอไม่ได้ล็อกประตู

ตอนนี้ประตูไม้ที่ถูกล็อกมานานถึงยี่สิบปี… เปิดอ้าออกสู่กระแสน้ำโคลน

พิมเดินขึ้นมาที่ชั้นหนึ่งของบ้าน

ความเสียหายเริ่มปรากฏขึ้นทุกหนแห่ง

พื้นไม้สักเริ่มบวม พรมเปอร์เซียมีรอยคราบน้ำโคลน

ความหรูหราที่เคยเป็นทุกสิ่งทุกอย่างของครอบครัวเธอ… ตอนนี้ไม่มีความหมายอีกต่อไป

พิมเดินไปยังห้องนั่งเล่นที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นที่ที่พ่อของเธอทุบโทรศัพท์ทิ้ง

เธอเดินไปที่ห้องครัวที่เคยมีการถกเถียงเรื่องจานกุ้งเผา

เธอหยุดอยู่ตรงหน้าตู้ปลาที่ปลาหมอสีตัวโปรดของธานินเคยอาศัยอยู่

“นายเอาปลาไปใช่ไหม” พิมถามเงาดำที่ลอยตามเธอมาอย่างเงียบๆ

เพชรไม่พูด

“นายไม่ได้หิวปลา” พิมพูดอย่างแผ่วเบา “นายแค่อยากให้พ่อของเรายอมรับว่านายยังมีตัวตนอยู่… นายอยากให้เขาสนใจ”

เพชรค่อยๆ ลอยลงมาที่พื้นตรงหน้าพิม

เงาของมันไม่ได้น่ากลัวเหมือนเมื่อก่อน

มันดูเหมือนเด็กชายตัวเล็กๆ ที่ยืนอยู่ท่ามกลางความมืดมิด

พิมนั่งลงกับพื้น

เธอเปิดไหดินเผาอีกครั้ง

เธอหยิบเสื้อผ้าเด็กแรกเกิดสีซีดจางออกมา

“นี่… นี่คือเสื้อผ้าของนาย” พิมพูด “พี่ไม่เคยรู้ว่ามีนายอยู่… แต่พี่ไม่เคยเกลียดนาย”

“พวกเขา… เกลียดผม” เพชรพูดเป็นครั้งแรกด้วยน้ำเสียงเศร้าสร้อย

“พวกเขาไม่ได้เกลียดนาย” พิมบอก “พวกเขาเกลียดความจน… พวกเขาเกลียดการตัดสินใจที่ผิดพลาดของตัวเอง… และพวกเขาเกลียดความจริงที่นายทำให้พวกเขารู้สึกว่าสิ่งที่พวกเขาได้มา… ไม่ใช่ของจริง”

พิมหยิบสร้อยเงินรูปปลาออกมา

เธอสวมมันไว้ที่คอของเธอ

“พี่จะเก็บมันไว้” พิมพูด “จากนี้ไป… นายจะไม่อยู่คนเดียวอีกแล้ว”

ทันใดนั้น…

เสียงไซเรนก็ดังขึ้นจากด้านนอกคฤหาสน์

วี้หว่อ… วี้หว่อ…

พิมชะงัก

ตำรวจ… หรือเจ้าหน้าที่กู้ภัย?

พวกเขาคงได้รับแจ้งเรื่องเรือยอชต์ที่จมลงกลางแม่น้ำ

พิมเดินไปที่หน้าต่างบานใหญ่

เธอมองเห็นไฟฉายส่องวูบวาบอยู่ด้านนอก

มีเรือลำเล็กๆ ของตำรวจกำลังแล่นเข้ามาที่ท่าเรือส่วนตัวของคฤหาสน์

เจ้าหน้าที่สองสามคนสวมเสื้อชูชีพกำลังเดินเข้ามาที่ประตูบ้าน

พิมรู้ว่าถ้าพวกเขาเข้ามา… พวกเขาจะทำลายความสงบสุขที่เพิ่งก่อตัวขึ้นนี้

พวกเขาจะนำ ‘เพชร’ ไป ‘ล้างอาถรรพ์’

พวกเขาจะพรากพี่ชายของเธอไปอีกครั้ง

และพิมจะไม่ยอมให้เป็นเช่นนั้น

เธอเดินกลับมาที่กลางห้องนั่งเล่น

เธอหยิบไหดินเผาขึ้นมา

“เราต้องไปจากที่นี่” พิมพูดกับเพชร

“ไปไหน” เพชรถาม

“ไปที่ของเรา” พิมตอบ “ที่ที่ไม่มีใครตามหาเราเจอ”

เธอเดินไปที่ห้องทำงานของพ่อและแม่

เธอหยิบพู่กันและสีที่เธอเพิ่งใช้เมื่อวานนี้

และเธอเดินกลับมาที่โถงทางเข้าบ้าน


พิมยืนอยู่กลางโถงทางเข้าบ้าน

แสงไฟฉายจากเจ้าหน้าที่ตำรวจส่องผ่านช่องประตูเข้ามาวูบวาบ

พวกเขาใกล้เข้ามาแล้ว

พิมมองไปที่ฝาผนังสีขาวสะอาด

เธอเปิดไหดินเผาอีกครั้ง แล้วใช้พู่กันจุ่มลงไปที่เถ้ากระดูกของ ‘เพชร’

เธอผสมเถ้ากระดูกนั้นกับสีแดงชาดที่เธอเคยใช้เมื่อวานนี้

มันกลายเป็นสีที่หนักแน่น… สีที่เข้มข้นกว่าสีน้ำที่เจือจาง

พิมเริ่มบรรจงวาดภาพบนผนัง

เธอวาดอย่างรวดเร็วและเด็ดขาด

เธอวาดเป็นรูปแม่น้ำเจ้าพระยา

ไม่ใช่แม่น้ำที่เงียบสงบ แต่เป็นแม่น้ำที่คดเคี้ยวและดุดัน

เธอวาดกระแสน้ำวนขนาดใหญ่… วังวนที่กลืนกินเรือยอชต์ของพ่อแม่เธอ

และเหนือวังวนนั้น… เธอวาดรูปเงาของเด็กชายตัวเล็กๆ

เพชรลอยอยู่ข้างเธอ สังเกตการกระทำของพี่สาวอย่างเงียบๆ

เสียงเคาะประตูไม้ดังขึ้นอย่างรุนแรง

ปัง! ปัง!

“เปิดประตู! เราคือตำรวจ! มีคนเห็นเรือจม!”

พิมไม่สนใจ เธอวาดต่อไป

เธอวาดรูปเรือสำราญที่แล่นผ่านไปเมื่อคืนนี้

เธอวาดรูปนักท่องเที่ยวที่ยิ้มแย้ม… ไม่รู้เลยว่าเบื้องล่างของพวกเขามีโศกนาฏกรรมซ่อนอยู่

และสุดท้าย… เธอวาดรูปเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง… ตัวเธอเอง

เธอยืนอยู่ริมหน้าต่าง มองดูแม่น้ำ… และเด็กชายคนนั้น…

เธอวาดใบหน้าของตัวเองให้ดูสงบและยอมรับในชะตากรรม

พิมวาดรูปนี้ไม่ได้วาดเพื่อความสวยงาม

แต่มันคือการสารภาพ

มันคือภาพที่บอกเล่าความจริงทั้งหมด

เกี่ยวกับความโลภ… การบูชายัญ… และการถูกทอดทิ้ง

เมื่อพิมวาดรูปเสร็จ เธอยืนมองมันอย่างภาคภูมิใจ

มันเป็นภาพวาดเดียวในชีวิตของเธอที่สมบูรณ์แบบ

เพราะมันคือความจริงที่เธอต้องแบกรับไว้

“เสร็จแล้ว” พิมกระซิบ

“พี่สาว…” เพชรพูด “พวกเขาจะมาเอาผมไปอีกไหม”

พิมส่ายหน้า

เธอเดินไปที่ประตูชั้นใต้ดินที่น้ำโคลนเริ่มล้นทะลักขึ้นมาบนพื้นชั้นหนึ่ง

“พวกเขาจะไม่ได้ตัวนายไปอีกแล้ว”

พิมหยิบไหดินเผาที่บรรจุอัฐิของเพชรขึ้นมา

เธอโอบกอดมันไว้แน่น

“พี่จะพานายกลับบ้านที่แท้จริงของเรา”

“บ้านที่แท้จริง?”

“ใช่… ที่นี่ไม่ใช่บ้านของเรา” พิมมองไปรอบๆ คฤหาสน์ “ที่นี่คือคุกที่สร้างจากความโลภ”

เธอเดินไปที่หน้าต่างบานใหญ่ที่มองออกไปเห็นแม่น้ำเจ้าพระยา

พิมเปิดหน้าต่างออกอย่างช้าๆ

ลมเย็นยะเยือกและกลิ่นโคลนพัดเข้ามาอย่างรุนแรง

นอกหน้าต่าง… แม่น้ำดูเหมือนจะรอคอยเธออยู่แล้ว

กระแสน้ำเชี่ยวกรากแต่กลับดูเหมือนโอบอ้อมอารี

พิมปีนขึ้นไปบนขอบหน้าต่าง

เสียงเคาะประตูชั้นหน้าดังขึ้นอย่างรุนแรงจนบานประตูเริ่มสั่น

“เปิดเดี๋ยวนี้! เราจะพังประตูเข้าไป!”

ไม่มีเวลาแล้ว

พิมมองไปยังแม่น้ำเบื้องล่าง

เธอหันกลับมามองเพชรที่ลอยอยู่ข้างหลังเธอ

เธอรู้ว่ามันเป็นทางออกเดียว

ทางออกที่โหดร้ายและเยือกเย็น… แต่เป็นทางออกที่ยุติธรรม

“เพชร… เราไปกันเถอะ”

เธอไม่ได้กระโดด

เธอเอนตัวลง… ปล่อยให้แรงดึงดูดและสายน้ำดึงเธอลงไป

พิมกับไหดินเผาในอ้อมกอดดิ่งลงสู่ผืนน้ำสีดำสนิทของแม่น้ำเจ้าพระยา

เสียงน้ำแตกกระจายเพียงครู่เดียว… แล้วความเงียบก็กลับมาเข้าปกคลุม


กี่วันแล้วก็ไม่รู้

คฤหาสน์ริมน้ำหลังนั้นยังคงยืนหยัดอยู่ แต่ก็ถูกทิ้งร้างและทรุดโทรม

ตำรวจมาถึง พวกเขางัดประตูเข้าไป แต่ไม่พบใคร

พวกเขาพบเพียงร่องรอยของความโกลาหล… รอยน้ำโคลนที่พื้น… และร่องรอยการต่อสู้

แต่ที่สำคัญที่สุด… พวกเขาพบภาพวาดขนาดใหญ่บนผนังโถงทางเข้า

ภาพวาดที่พิมใช้เถ้ากระดูกของพี่ชายวาดขึ้น

ภาพวาดบอกเล่าเรื่องราวทั้งหมด… การทรยศของพ่อแม่… การบูชายัญ… และการจมน้ำของเรือยอชต์

ตำรวจลงบันทึกไว้ในรายงานว่านี่เป็นคดี “ฆ่าตัวตายหมู่โดยมีแรงจูงใจจากความเครียดทางการเงินและภาวะหลอนทางจิต”

เรื่องราวของครอบครัวที่ร่ำรวยที่หายตัวไปอย่างลึกลับกลายเป็นข่าวใหญ่ในหน้าหนังสือพิมพ์

แต่ไม่มีใครรู้ความจริงที่อยู่เบื้องหลัง

เจ้าหน้าที่กู้ภัยค้นหาในแม่น้ำเจ้าพระยาหลายวัน

พวกเขาพบเพียงซากเรือยอชต์ที่จมอยู่ก้นแม่น้ำ

แต่ไม่พบร่างของธานิน… มาลัย… หรือพิม

แม่น้ำเจ้าพระยาได้กลืนกินความลับและทายาทของมันไปอย่างสมบูรณ์


หลายสัปดาห์ต่อมา

เป็นคืนเดือนมืดที่เงียบสงบ

เรือสำราญดินเนอร์ลำใหญ่ลำหนึ่งกำลังแล่นช้าๆ ผ่านคฤหาสน์ที่ถูกทิ้งร้าง

คฤหาสน์หลังนั้นมืดสนิทและดูเหมือนหลุดออกมาจากเรื่องเล่าสยองขวัญ

ผู้โดยสารบนเรือกำลังสนุกสนานกับการรับประทานอาหารหรูหราและการแสดงดนตรีสด

พวกเขายืนถ่ายรูปเซลฟี่ที่ระเบียงเรือ โดยมีฉากหลังเป็นแม่น้ำยามค่ำคืนและคฤหาสน์หลังใหญ่ที่ว่างเปล่า

คู่รักคู่หนึ่งที่เพิ่งถ่ายรูปเซลฟี่โดยมีคฤหาสน์เป็นฉากหลัง กำลังก้มลงดูภาพในกล้องโทรศัพท์

“ดูสิ ที่รัก” ผู้หญิงพูด “บ้านหลังนี้ดูน่าขนลุกจริงๆ เหมือนบ้านผีสิงเลยนะ”

ผู้ชายหัวเราะ “ก็นั่นแหละถึงดูดี! เป็นภาพที่สมบูรณ์แบบสำหรับอินสตาแกรม”

หญิงสาวซูมเข้าไปในภาพที่เธอเพิ่งถ่าย

ภาพถ่ายของคฤหาสน์ที่มืดมิด

เธอซูมเข้าไปที่หน้าต่างชั้นใต้ดิน… หน้าต่างบานที่เคยเป็นห้องบูชา

ในตอนแรก… เธอไม่เห็นอะไรเลย

แต่เมื่อเธอปรับความสว่างของหน้าจอโทรศัพท์ขึ้น

เธอเห็นมัน…

อย่างชัดเจน

ที่ช่องหน้าต่างกระจกที่เต็มไปด้วยคราบน้ำและโคลน…

มีเงาร่างสองเงายืนอยู่

เงาร่างหนึ่งเป็นเด็กชายตัวเล็กๆ… มีรูปร่างผอมบางและเปียกปอน

และข้างๆ เขา… คือเงาของผู้หญิงสาวคนหนึ่ง

ทั้งสองคนยืนอยู่เคียงข้างกัน

พวกเขาไม่ได้ยิ้ม

พวกเขาไม่ได้ทำท่าทางอะไรเลย

พวกเขาแค่… ยืนจ้องมองออกมา

จ้องมองตรงมาที่เรือของพวกเขา

พิม… กับเพชร…

ดูเหมือนพวกเขากำลังเฝ้าดูผู้คนที่กำลังสนุกสนานกับชีวิตที่พวกเขาไม่สามารถมีได้อีกต่อไป

หญิงสาวกรีดร้องเบาๆ และทำโทรศัพท์หลุดมือ

ภาพเซลฟี่นั้นหายไปแล้ว… ถูกแทนที่ด้วยผิวน้ำสีดำที่กำลังสะท้อนแสงไฟจากเรือ

เมื่อชายหนุ่มก้มลงเก็บโทรศัพท์ให้เธอ เธอก็ชี้ไปที่คฤหาสน์ด้วยมือที่สั่นเทา

“ที่รัก… ที่นั่น… ฉันเห็น…”

แต่เมื่อเขามองไปยังคฤหาสน์ที่มืดมิด

มันก็เป็นแค่คฤหาสน์ที่ว่างเปล่าหลังใหญ่…

แสงไฟจากเรือสำราญค่อยๆ เคลื่อนห่างออกมา

ทิ้งให้คฤหาสน์หลังนั้นจมอยู่ในความมืดมิดและความเงียบงัน…

พร้อมกับความจริงที่ถูกซ่อนไว้ใต้ผืนน้ำอันเชี่ยวกรากของแม่น้ำเจ้าพระยา


เสียงกระซิบสุดท้าย (TTS):

อย่าให้ความโลภครอบงำ…

อย่าให้คำสัญญาต่อสายน้ำ…

ถ้าคุณไม่พร้อมที่จะจ่ายด้วยชีวิต…

เพราะมันจะกลับมา… ทวงคืนเสมอ

ความสงบสุขที่แท้จริงมีอยู่เพียงที่เดียว… ในอ้อมกอดของความจริง…

ที่เย็นเฉียบ… ของสายน้ำ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Facebook Twitter Instagram Linkedin Youtube