เสียงกรีดร้องกุมารทอง: เมื่อวิญญาณร้ายกลืนกินองค์พระ
รุ่งอรุณสาดแสงแรกจับขอบฟ้า แสงสีทองอ่อนจางลอดผ่านช่องเขาของถ้ำเขาหลวง จังหวัดเพชรบุรี มันไม่ใช่แสงแห่งความอบอุ่น แต่เป็นแสงที่อาบไล้ความเย็นเยียบลงบนหินปูนเก่าแก่ภายในถ้ำ ที่นี่คือดินแดนศักดิ์สิทธิ์ที่หลับใหล อากาศนิ่งสงบและหนักอึ้งด้วยกลิ่นกำยานจางๆ แสงนั้นค่อยๆ เดินทางลึกเข้ามา เผยให้เห็นหมู่พระพุทธรูปนับร้อยองค์ ประดิษฐานอยู่ตามชะง่อนผาและพื้นถ้ำ แต่ละองค์มีท่วงท่าและขนาดแตกต่างกันไป บางองค์เล็กเท่าฝ่ามือ บางองค์ใหญ่ตระหง่าน ทุกองค์ล้วนสงบนิ่งอยู่ในสมาธิชั่วนิรันดร์
ณ ใจกลางโถงถ้ำหลัก ร่างของพระพุทธไสยาสน์องค์ใหญ่ทอดกายนิ่งสงบ รอยยิ้มบางเบาประดับบนพระพักตร์ ดูเหมือนกำลังเฝ้ามองทุกสิ่งด้วยความเมตตา แต่ในยามเช้าเช่นนี้ แสงที่ส่องกระทบทำให้รอยยิ้มนั้นดูคล้ายกำลังเก็บงำความลับบางอย่างไว้
พระบุญ หรือที่ชาวบ้านเรียกสั้นๆ ว่า “บุญ” กำลังทำกิจของสงฆ์อย่างเงียบเชียบ เด็กหนุ่มอายุสิบเก้าในผ้าเหลืองผืนบาง กวาดใบไม้แห้งที่ปลิวเข้ามาในถ้ำเมื่อคืนอย่างตั้งใจ ท่าทางของเขานอบน้อมและสงบเย็น หัวใจของเขาบริสุทธิ์เหมือนอากาศยามเช้าในถ้ำแห่งนี้
บุญเติบโตมากับถ้ำเขาหลวง เขาคุ้นเคยกับทุกซอกทุกมุม รู้จักพระพุทธรูปทุกองค์ยิ่งกว่าคนในครอบครัว สำหรับเขา ที่นี่คือบ้าน คือความศรัทธา คือทุกสิ่ง
ขณะที่มือกำลังปัดกวาดฝุ่นออกจากฐานพระพุทธรูปองค์หนึ่ง บุญก็ชะงัก เขารู้สึกถึงบางสิ่งที่ผิดปกติ…
วูบ…
ลมเย็นเยียบสายหนึ่งพัดผ่านต้นคอของเขา มันไม่ใช่ลมธรรมชาติที่พัดมาจากปากถ้ำ แต่มันเกิดขึ้นรอบตัวเขาราวกับมีใครบางคนเป่าลมหายใจเย็นยะเยือกใส่ บุญขนลุกซู่ไปทั้งตัว เขารีบหันขวับไปมองรอบกาย
ไม่มี… ไม่มีใครเลย มีเพียงความเงียบและหมู่พระพุทธรูปที่จ้องมองกลับมา
บุญพยายามสลัดความรู้สึกนั้นทิ้งไป อาจเป็นเพราะอากาศเปลี่ยน เขาคิดในใจ มือบางหยิบผ้าขี้ริ้วชุบน้ำหมาดๆ ขึ้นมา เริ่มบรรจงเช็ดทำความสะอาดพระพุทธรูปปางสมาธิองค์เล็กที่อยู่ใกล้ที่สุด
ทันใดนั้น สายตาของเขาก็เหลือบไปเห็นบางอย่างที่แท่นบูชาเล็กๆ ซึ่งมีคนนำมาตั้งไว้ กระถางธูปที่ควรจะมีธูปปักอยู่เรียบร้อย บัดนี้กลับว่างเปล่า ส่วนก้านธูปสามดอกที่ควรจะปักอยู่ กลับหักเป็นสองท่อน ตกกระจายอยู่บนพื้นหินราวกับถูกใครบางคนจงใจหักทิ้ง
บุญขมวดคิ้ว นี่มันแปลกมาก ไม่มีร่องรอยของสัตว์ และเมื่อคืนก็ไม่มีลมแรงถึงขนาดจะหักก้านธูปได้แบบนี้ เขาก้มลงเก็บซากธูปขึ้นมา ความรู้สึกไม่สบายใจเริ่มก่อตัวขึ้นในใจเงียบๆ เหมือนมีเมฆดำก้อนเล็กๆ กำลังลอยเข้ามาบดบังแสงสว่างในถ้ำ
…
ห่างออกไปหลายสิบกิโลเมตร ในห้องแถวเล็กๆ ที่อับทึบและเหม็นคลุ้ง กลิ่นควันธูปเน่า กลิ่นน้ำมันว่าน และกลิ่นอับชื้นผสมปนเปกันจนแทบสำลัก อาจารย์ไกร กำลังนั่งจ้องมองเปลวเทียนบนหิ้งบูชาด้วยแววตาขุ่นมัว
ชายวัยกลางคนในชุดขาวหมองๆ ผมเผ้ารุงรัง ใบหน้าตอบซูบซีด ครั้งหนึ่งเขาเคยเป็นที่นับหน้าถือตา ผู้คนต่างแห่แหนมาขอของดี ขอโชคลาภ แต่ตอนนี้… ยุคสมัยมันเปลี่ยนไปแล้ว
“ของอาจารย์มันไม่ได้ผล! ฉันบูชาไปเป็นเดือน ไม่เห็นจะมีอะไรดีขึ้น!” เสียงผู้หญิงคนหนึ่งโวยวายมาจากหน้าบ้าน “นังร้านข้างๆ มันขายดีเอาๆ สงสัยมันไปบูชาของที่อื่นมาแน่ๆ!”
อาจารย์ไกรทุบกำปั้นลงบนตักอย่างแรง ความโกรธผสมกับความอับอายแล่นพล่าน “ของข้าดีที่สุด! พวกแกมันบุญไม่ถึงเอง!” เขาตะคอกกลับไป
เสียงสบถและเสียงถ่มน้ำลายดังขึ้นก่อนที่เสียงฝีเท้าจะเดินจากไป
“เฮงซวย!” ไกรสบถ เขารู้ดีว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่ “บุญ” ของลูกค้า ปัญหาอยู่ที่ “ของ” ของเขาต่างหาก
สายตาของเขาจับจ้องไปยังมุมมืดที่สุดของห้องบูชา บนนั้นมีหิ้งเล็กๆ ที่แยกออกมาต่างหาก บนหิ้งมีเพียงโกศดินเผาขนาดเล็กใบหนึ่งตั้งอยู่ ปิดผนึกด้วยผ้าแดงและสายสิญจน์ที่เก่าจนเปื่อยยุ่ย
ในนั้นคือ “ชัย” กุมารทองที่เขาเลี้ยงไว้ “ชัย” คือความหวังสุดท้ายของเขา แต่พักหลังมานี้ “ชัย” ดูเหมือนจะอ่อนแรงลงทุกที พิธีกรรมที่เคยทำก็ดูเหมือนจะไม่ได้ผล
ไกรลุกขึ้นเดินไปที่โกศนั้น เขาวางมือลงบนฝาที่เย็นชืด “ชัยลูกพ่อ… ทำไมมึงถึงไม่ช่วยพ่อ” เขากระซิบเสียงสั่น “เงิน… พ่อต้องการเงิน พ่อต้องการชื่อเสียงกลับคืนมา มึงเข้าใจไหม!”
ไม่มีเสียงตอบรับจากในโกศ มีเพียงความเงียบที่น่าอึดอัด
ความล้มเหลว ความยากจน และความอิจฉาริษยาที่เห็นคนอื่นได้ดีกว่า กำลังกัดกินจิตใจของไกรจนแทบไม่เหลือชิ้นดี ความสิ้นหวังผลักดันให้เขาต้องทำอะไรสักอย่าง… อะไรก็ได้ที่จะพลิกสถานการณ์นี้
ไกรเดินไปที่หีบไม้เก่าๆ ที่วางซ่อนอยู่ใต้แท่นบูชา เขาใช้กุญแจดอกเล็กไขมันออกอย่างระมัดระวัง ฝุ่นคลุ้งขึ้นมาทันทีที่ฝาหีบถูกเปิดออก ข้างในมีตำราเก่าๆ สองสามเล่ม แต่มีเพียงม้วนหนังม้วนหนึ่งที่ถูกมัดแยกไว้ต่างหาก
มือเหี่ยวย่นของเขาหยิบมันขึ้นมาอย่างสั่นเทา นี่คือคัมภีร์ที่เขาได้มาจากครูของครูอีกทีหนึ่ง เป็นวิชาที่ถูกสั่งห้ามเด็ดขาด
เขาคลี่ม้วนหนังนั้นออกช้าๆ ตัวอักษรขอมโบราณสีแดงคล้ำปรากฏขึ้นบนผืนหนังที่แห้งกรอบ มันคือ “พิธีสูบวิญญาณศักดิ์สิทธิ์”
หัวใจของไกรเต้นแรง เหงื่อเม็ดเล็กๆ ผุดขึ้นตามไรผม เขาเคยอ่านมันผ่านๆ เมื่อหลายสิบปีก่อน และรีบม้วนเก็บด้วยความหวาดกลัว มันเป็นวิชาที่บ้าคลั่ง เป็นการลบหลู่ขั้นสูงสุด
พิธีกรรมนี้ต้องใช้เลือดสด… และต้องทำในสถานที่ที่มีพลังพุทธคุณเข้มข้นถึงขีดสุด จุดประสงค์ของมันไม่ใช่การขอพร แต่คือการ “ขโมย”
มันคือการใช้มนต์ดำและเครื่องเซ่นที่อัปมงคล เพื่อบังคับให้พลังงานศักดิ์สิทธิ์เหล่านั้น “ไหลย้อนกลับ” เปลี่ยนพลังแห่งความเมตตาให้กลายเป็นพลังดิบเถื่อน ป้อนให้กับภูตผีที่เลี้ยงไว้
หากทำสำเร็จ “ชัย” จะไม่ได้เป็นแค่กุมารทองธรรมดาๆ อีกต่อไป มันจะกลายเป็นสิ่งที่ทรงพลังอำนาจเหนือจินตนาการ
และสถานที่ใดเล่า จะมีพลังพุทธคุณเข้มข้นไปกว่า “ถ้ำเขาหลวง” ที่ซึ่งพระพุทธรูปนับร้อยนับพันองค์ได้ซึมซับคำอธิษฐานและแรงศรัทธามานานนับศตวรรษ
ความคิดนั้นทำให้ไกรตัวสั่น เขารู้ว่ามันคือบาปมหันต์ มันคือการประกาศสงครามกับสิ่งที่เขาเองก็เคยเคารพบูชา แต่เสียงตะโกนด่าทอของลูกค้าเมื่อครู่ยังคงก้องอยู่ในหู ภาพความยากจนยังคงฉายชัดในหัว
ความโลภและความสิ้นหวังได้บดขยี้ความกลัวต่อบาปกรรมจนหมดสิ้น
“พ่อจะทำให้มึงยิ่งใหญ่… ชัย” อาจารย์ไกรพึมพำกับโกศดินเผา ดวงตาของเขาแดงก่ำลุกวาวด้วยความมุ่งมั่นอันชั่วร้าย “แล้วมึง… ต้องทำให้พ่อยิ่งใหญ่กว่า”
เขาม้วนคัมภีร์เก็บ เริ่มรวบรวมอุปกรณ์สำหรับค่ำคืนนี้ มีดอาคม น้ำมันเสน่ห์ และขวดโหลสำหรับใส่สิ่งที่สำคัญที่สุด… เลือดไก่ดำทั้งตัว ที่จะต้องถูกเชือดในคืนเดือนมืด
…
กลับมาที่ถ้ำเขาหลวง บุญยังคงทำความสะอาดต่อไป แม้จะพยายามไม่คิด แต่ความรู้สึกเย็นวาบที่ต้นคอ และภาพของธูปที่หักเป็นท่อนๆ ก็ยังคงวนเวียนอยู่ในหัว
เขามองขึ้นไปยังพระพุทธไสยาสน์องค์ใหญ่ที่กำลังยิ้มให้เขา
“ลูกเณรกลัวอะไรหรือ…” บุญถามตัวเองเบาๆ “อยู่ที่นี่มาทั้งชีวิต ไม่เคยมีอะไรน่ากลัว”
เขาพยายามยิ้มตอบพระพุทธรูป แต่รอยยิ้มของเขาในวันนี้กลับฝืดเฝื่อนอย่างประหลาด
เด็กหนุ่มไม่รู้เลยว่า คืนนี้ ความสงบสุขที่เขาคุ้นเคยกำลังจะถูกทำลายลงอย่างยับเยิน ความมืดมิดที่ชั่วร้ายที่สุดกำลังคืบคลานเข้ามายังสถานที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ โดยมีเป้าหมายคือการสูบกลืนแสงสว่างทั้งหมดไป
…
อาจารย์ไกรนั่งลับมีดอาคมของเขา เสียงเหล็กเสียดสีกับหินลับมีดดังแหลมเล็กบาดหูในความเงียบของห้องแถว มันเป็นเสียงเดียวกับเสียงความโลภที่กำลังกรีดร้องอยู่ในใจของเขา คืนนี้ เขาจะไปที่ถ้ำเขาหลวง และเขาจะไม่มีวันกลับมามือเปล่า
เช้าวันต่อมา แสงแดดดูเหมือนจะสว่างขึ้นเล็กน้อย แต่สำหรับบุญ ความรู้สึกหนักอึ้งในใจกลับไม่จางหายไป เขาเห็นร่างที่คุ้นเคยเดินเข้ามาจากปากถ้ำ “แซม” หญิงสาววัยยี่สิบปี รูปร่างคล่องแคล่วในชุดเสื้อยืดกางเกงยีนส์ หิ้วปิ่นโตเข้ามาด้วยรอยยิ้ม
แซมเป็นเพื่อนกับบุญมาตั้งแต่จำความได้ บ้านของเธอเปิดร้านขายของชำเล็กๆ อยู่หน้าทางเข้าเขาหลวง แซมจึงแวะเวียนเอาอาหารเช้ามาให้บุญเสมอๆ ตั้งแต่เขามาบวชเป็นเณร
“ไง บุญ วันนี้หน้าตาดูไม่สดชื่นเลย” แซมทักทายพลางวางปิ่นโตลงบนโต๊ะไม้เตี้ยๆ “เมื่อคืนนอนไม่พอเหรอ หรือว่า…” เธอชะงักไปครู่หนึ่ง หรี่ตามองไปรอบๆ ถ้ำ “รู้สึกแปลกๆ เหมือนกันนะ”
“แปลกยังไงเหรอ” บุญถาม เขานั่งลงฝั่งตรงข้ามอย่างอ่อนแรง
“ก็ไม่รู้สิ… มัน… อึดอัด” แซมยักไหล่ เธอเป็นคนสมัยใหม่ ไม่ได้เชื่อเรื่องผีสางเทวดาจริงจังนัก แต่เธอก็เคารพสถานที่แห่งนี้ “มันเหมือนอากาศมันหนักๆ กว่าปกติ”
บุญถอนหายใจยาว “ฉันก็รู้สึก… เมื่อเช้าฉันเจอธูปที่แท่นบูชาถูกหักทิ้ง”
“ฝีมือพวกขี้ยารึเปล่า” แซมตักข้าวต้มใส่ถ้วยให้
“ไม่รู้สิ” บุญส่ายหน้า “แต่มันไม่ใช่แค่นั้น เมื่อคืน… ฉันได้ยินเสียง”
แซมเลิกคิ้ว “เสียงอะไร เสียงคนเหรอ”
“คล้ายๆ… คล้ายๆ เสียงหินมันลั่น” บุญพยายามอธิบาย “เหมือนมีใครเอาของแข็งเล็กๆ มาเคาะตามผนัง… เบาๆ แต่ดังอยู่นาน”
แซมทำหน้าครุ่นคิด เธอมองไปรอบๆ โถงถ้ำที่กว้างใหญ่และเงียบสงัด “ที่นี่มันก็เก่าแล้วนะบุญ หินมันก็คงมีการยืดหดตัวบ้าง”
“ฉันรู้ แต่ไม่ใช่แค่นั้น” บุญก้มหน้าลง “ฉันได้กลิ่น… กลิ่นคาว”
คำพูดนั้นทำให้แซมชะงัก “คาว? คาวแบบไหน คาวเลือดเหรอ”
“ไม่เชิง… มันเหม็นอับๆ ปนกับกลิ่นคาวแปลกๆ ฉันเดินหาจนทั่วเมื่อเช้า แต่ก็หาที่มาไม่เจอ”
ความเงียบเข้าปกคลุมทั้งคู่ชั่วขณะ มีเพียงเสียงลมหวีดหวิวเบาๆ ที่ปากถ้ำ แซมลดรอยยิ้มลง สีหน้าเธอดูจริงจังขึ้น
“บุญ… ฉันจะเล่าอะไรให้ฟัง” เธอพูดเสียงเบาลง “แต่อย่าเพิ่งตกใจนะ”
“อะไรเหรอ”
“เมื่ออาทิตย์ที่แล้ว… มีนักท่องเที่ยวกลุ่มหนึ่งวิ่งหน้าตาตื่นออกมาจากถ้ำ วิ่งแบบไม่คิดชีวิตเลย” แซมเล่า “พวกเขาบอกว่า… พวกเขาเห็น… ตาของพระพุทธรูปองค์หนึ่ง… ขยับ”
บุญเงยหน้าขึ้นทันที “องค์ไหน!”
“ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน!” แซมรีบตอบ “พวกเขาชี้มั่วๆ ไปทางด้านในนั่นแหละ บอกว่าตอนกำลังจะถ่ายรูป จู่ๆ ก็เห็นลูกตาของพระพุทธรูปองค์หนึ่งกลอกมองตามกล้อง พวกเขากรี๊ดลั่นแล้วก็เผ่นออกมาเลย”
บุญกลืนน้ำลายฝืดๆ “คนเมาหรือเปล่า”
“ก็ไม่รู้… แต่หน้าซีดกันเป็นไก่ต้มเลย” แซมถอนหายใจ “ฉันก็ไม่อยากจะเชื่อหรอกนะ แต่พอมาเจอที่บุญเล่าเรื่องเสียงกับกลิ่น… มันก็… น่าขนลุกเหมือนกัน”
แซมหันไปมองพระพุทธรูปนับร้อยที่ประดิษฐานอยู่ในความสลัว “อยู่ที่นี่คนเดียวตอนกลางคืน… บุญไม่กลัวเหรอ”
“ฉันชินแล้ว” บุญตอบเสียงแผ่ว “แต่ตอนนี้… ฉันเริ่มไม่แน่ใจแล้ว”
แซมตบที่ไหล่บุญเบาๆ “ระวังตัวด้วยแล้วกัน ถ้ามีอะไรแปลกๆ อีก รีบไปบอกหลวงพ่อเลยนะ”
บุญพยักหน้า รับข้าวต้มมาถือไว้ แต่กลับรู้สึกไม่อยากอาหาร ความหนาวเย็นที่เขาสัมผัสเมื่อวาน มันไม่ใช่แค่ความรู้สึก แต่บางที… มันอาจจะเป็นคำเตือน
…
ในขณะเดียวกัน ที่ห้องแถวอับชื้นของอาจารย์ไกร การเตรียมการสำหรับพิธีสำคัญกำลังจะเริ่มขึ้น ไกรไม่ได้สนใจลูกค้าหน้าไหนอีกแล้ว เขาปิดประตูล็อคกุญแจ ขังตัวเองอยู่กับเครื่องรางและตำราของเขา
สิ่งแรกที่เขาต้องเตรียมคือ “เครื่องสังเวย” ไกรเดินไปที่หลังห้อง ที่นั่นมีกรงเหล็กเล็กๆ ขังไก่แจ้สีดำสนิทตัวหนึ่งอยู่ มันเป็นไก่ที่เขาซื้อมาจากตลาดเมื่อวาน บอกคนขายว่าจะเอาไปต้มยา แต่จุดประสงค์ที่แท้จริงของมันน่าสะพรึงกลัวกว่านั้นมาก
“คืนนี้… มึงจะได้ไปอยู่ในที่ชอบที่ชอบ” ไกรพึมพำกับไก่ตัวนั้น ดวงตาของมันจ้องกลับมาอย่างไม่เข้าใจ
เขาเริ่มเตรียมอุปกรณ์อื่นๆ น้ำมันจันทน์ น้ำมันว่านดอกทอง และที่สำคัญที่สุด… น้ำมันพรายที่เขาเก็บไว้ก้นหีบ มันคือน้ำมันที่ได้จากการเผาศพเด็กที่ตายทั้งกลม กลิ่นของมันเหม็นหืนจนแทบอาเจียน
แต่ส่วนผสมที่ขาดไม่ได้สำหรับ “พิธีสูบวิญญาณศักดิ์สิทธิ์” คือเลือด คัมภีร์ระบุไว้ชัดเจน… “โลหิตสีดำจากสัตว์บริสุทธิ์ ที่ถูกปลิดชีพด้วยความอาฆาต”
ไกรหยิบมีดอาคมที่ลับไว้จนคมกริบขึ้นมา เขาจ้องมองไก่ดำในกรง เขารู้ว่าสิ่งที่กำลังจะทำมันผิดมหันต์ มันไม่ใช่แค่การฆ่าสัตว์ตัดชีวิต แต่เป็นการฆ่าอย่างทารุณเพื่อปลุกปั่นวิญญาณให้เกิดความแค้น เพื่อใช้ความแค้นนั้นเป็นสะพานเชื่อมพลัง
บาปกรรม… คำนี้ผุดขึ้นมาในหัวของเขาชั่ววูบหนึ่ง เขาเห็นภาพตัวเองตกนรกอเวจี ถูกไฟแผดเผา ถูกทรมานอย่างแสนสาหัส
แต่แล้ว… ภาพของลูกค้าที่ถ่มน้ำลายใส่หน้าบ้าน… ภาพของความยากจนข้นแค้น… และภาพของอาจารย์คนอื่นๆ ที่ร่ำรวย มีลูกศิษย์ลูกหามากมาย ก็ซ้อนทับขึ้นมา
ความโลภมันร้อนแรงกว่าไฟนรก ความสิ้นหวังมันทรมานยิ่งกว่าหอกแหลมใดๆ
“กรรมเหรอ… ชาติหน้าค่อยว่ากัน” ไกรพึมพำกับตัวเอง “แต่ชาตินี้… กูต้องรวย!”
เขาเปิดกรงเหล็ก คว้าคอไก่ดำตัวนั้นขึ้นมาอย่างแรง มันดิ้นรนส่งเสียงร้องลั่นด้วยความตกใจ ไกรไม่สนใจ เขากดหัวมันลงกับพื้น เขียงไม้เก่าๆ ถูกวางรองไว้
เขาไม่ได้เชือดมันทันที… เขาเริ่มท่องคาถา… คาถาปลุกปั่นความโกรธแค้น ทิ่มแทงดวงวิญญาณของสัตว์เดรัจฉานด้วยคำสาปแช่ง เขาใช้มีดกรีดที่ผิวหนังมันเบาๆ สร้างความเจ็บปวดทรมานให้มันอย่างช้าๆ เสียงร้องของไก่ตัวนั้นเปลี่ยนจากความตกใจเป็นความหวาดกลัวสุดขีด และสุดท้าย… กลายเป็นเสียงโหยหวนที่เต็มไปด้วยความอาฆาต
“จงเกลียด! จงแค้น! จงอย่าไปผุดไปเกิด!” ไกรตะคอก ดวงตาเบิกกว้างราวกับคนเสียสติ
ฉับ!
มีดอาคมตัดคอไก่ดำตัวนั้นจนเกือบขาด เลือดสีแดงคล้ำเกือบดำทะลักออกมา ไกรใช้ถ้วยดินเผารองรับเลือดนั้นทุกหยด เขามองเลือดที่ยังอุ่นๆ ในถ้วยด้วยรอยยิ้มพึงพอใจ
เขารู้สึกได้ถึงพลัง… พลังดิบเถื่อนที่แฝงอยู่ในเลือดถ้วยนี้ นี่คือ “กุญแจ” ที่จะใช้ไขเข้าไปสู่ขุมพลังในถ้ำเขาหลวง
ไกรวางถ้วยเลือดลงบนแท่นบูชา ข้างๆ โกศดินเผาของ “ชัย” “คืนนี้แหละลูกพ่อ… คืนนี้มึงจะได้อิ่ม”
เขานั่งลง มองดูอุปกรณ์ทั้งหมดที่พร้อมแล้ว… มีดอาคม… ถ้วยเลือดไก่ดำ… น้ำมันพราย… และโกศของชัย คืนนี้… เขาจะลอบเข้าไปในถ้ำ ตอนที่มันเงียบสงัดที่สุด ตอนที่เหล่าทวยเทพและสิ่งศักดิ์สิทธิ์หลับใหล
อาจารย์ไกรไม่รู้เลยว่า… สิ่งศักดิ์สิทธิ์ในสถานที่เช่นนั้น… ไม่เคยหลับใหล พวกเขากำลังเฝ้ามอง… และการลบหลู่ที่กำลังจะเกิดขึ้นนี้ จะปลุกบางสิ่งที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่ากุมารทองที่เขาเลี้ยงไว้ให้ตื่นขึ้น
…
ที่ถ้ำเขาหลวง บุญยังคงนั่งเหม่อลอยอยู่หน้าถ้วยข้าวต้มที่เย็นชืด แซมลากลับไปแล้ว ทิ้งไว้เพียงคำเตือนที่ยังก้องอยู่ในหู
“ตาของพระพุทธรูป… ขยับ”
บุญส่ายหัว พยายามไล่ความคิดบ้าๆ นั้นออกไป เขาหันไปมองพระพุทธรูปปางสมาธิองค์ใหญ่ที่ตั้งตระหง่านอยู่ลึกเข้าไปในโถงถ้ำ องค์ที่นักท่องเที่ยวกลุ่มนั้นน่าจะชี้ไป
มันยังคงสงบนิ่ง… พระพักตร์เปี่ยมไปด้วยความเมตตาเหมือนเช่นทุกวัน …หรืออย่างน้อย ก็ดูเหมือนจะเป็นเช่นนั้น
เที่ยงคืน…
ความมืดกลืนกินถ้ำเขาหลวงจนหมดสิ้น แสงจันทร์คืนแรมส่องลงมาเพียงริบหรี่ ไม่เพียงพอที่จะขับไล่เงาตะคุ่มที่ทอดตัวอยู่ตามซอกหิน เหล่าพระพุทธรูปนับร้อยจมอยู่ในความมืด สันโดษและเย็นชา
มีเพียงเสียงหยดน้ำที่หยดจากหินงอกหินย้อย… ติ๋ง… ติ๋ง… ดังก้องในความเงียบราวกับเสียงนาฬิกาที่กำลังนับถอยหลังสู่หายนะ
พระบุญปิดประตูลูกกรงเหล็กด้านหน้าถ้ำแล้วกลับไปยังกุฏิของตนซึ่งอยู่ห่างออกไปเล็กน้อย คืนนี้เขารู้สึกไม่สบายใจอย่างรุนแรง แต่ก็บอกตัวเองว่าคงเป็นเพราะคำพูดของแซมที่ทำให้เขาคิดมาก
ถ้ำทั้งถ้ำตกอยู่ในความเงียบสงัด… แต่ไม่นานนัก
ร่างตะคุ่มร่างหนึ่งเคลื่อนไหวในเงามืด อาจารย์ไกรมาถึงแล้ว เขาสวมชุดดำทั้งตัว สะพายย่ามใบใหญ่ที่หนักอึ้งไปด้วยเครื่องประกอบพิธี ลมหายใจของเขาติดขัดด้วยความตื่นเต้นระคนหวาดกลัว
ไกรไม่ได้เดินเข้าทางประตูหน้า เขารู้จักถ้ำนี้ดีกว่าที่ใครๆ คิด สมัยยังหนุ่ม เขาเคยมาที่นี่เพื่อศึกษาอาคม และเขารู้จักช่องทางลับเล็กๆ ด้านหลังถ้ำที่น้อยคนจะสังเกตเห็น
เขาค่อยๆ แทรกตัวผ่านช่องหินที่แคบและชื้นแฉะ กลิ่นดินและกลิ่นอับชื้นปะทะจมูก เขามาโผล่ที่โถงด้านในสุดของถ้ำ แสงจันทร์ส่องไม่ถึงจุดนี้ มีเพียงความมืดมิดที่หนาวเหน็บ
ไกรจุดเทียนไขเล่มเล็กที่เตรียมมา แสงสลัวๆ เผยให้เห็นดวงตาของพระพุทธรูปหลายสิบองค์ที่กำลังจ้องมองมาที่เขาจากทุกทิศทาง “ขอประทานโทษ… ที่ต้องล่วงเกิน” ไกรพึมพำเสียงสั่น “แต่ข้า… ไม่มีทางเลือก”
เขาเดินลึกเข้ามา ผ่านร่างของพระพุทธไสยาสน์องค์ใหญ่ รอยยิ้มบนพระพักตร์นั้นในยามนี้ดูเหมือนกำลังเย้ยหยันมากกว่าเมตตา ไกรพยายามไม่มอง เขาตรงไปยังเป้าหมาย…
ณ ใจกลางโถงถ้ำ จุดที่แสงจันทร์ควรจะส่องถึงหากเป็นคืนวันเพ็ญ คือที่ประดิษฐานของพระพุทธรูปปางสมาธิองค์ใหญ่ที่สุดในถ้ำ องค์ที่สง่างามและน่าเกรงขามที่สุด องค์ที่บุญและแซมรู้สึกถึงความผิดปกติ
ที่นี่แหละ… คือศูนย์รวมของพลังงานทั้งหมด ไกรวางย่ามลงบนพื้นหินที่เย็นเฉียบ มือของเขาสั่นจนควบคุมไม่อยู่ เขาต้องรีบทำพิธีก่อนที่ความกลัวจะครอบงำจิตใจ
เขาเริ่มจัดวางเครื่องเซ่น เทียนขี้ผึ้งสีดำห้าเล่ม ถูกปักลงบนดินน้ำมันเป็นรูปดาวห้าแฉก ตรงกลางดาว เขาเทน้ำมันพรายกลิ่นเหม็นหืนลงไปจนเป็นวงกลม จากนั้น เขาวางโกศดินเผาของ “ชัย” ลงไปตรงกลางวงกลมนั้น
และสุดท้าย… ถ้วยเลือดไก่ดำ เลือดในถ้วยจับตัวเป็นลิ่มเล็กน้อย สีของมันคล้ำจนเกือบดำสนิทในแสงเทียนสลัว
ไกรสูดหายใจลึก พยายามรวบรวมสมาธิ เขาหยิบมีดอาคมขึ้นมา ชูมันขึ้นเหนือหัว “บัดนี้… พิธีสูบวิญญาณศักดิ์สิทธิ์… จักเริ่มขึ้น!”
เขาเริ่มสวด… มันไม่ใช่บทสวดสรรเสริญพระพุทธคุณ ไม่ใช่คาถาขอพร แต่มันคือบทสวดภาษาขอมโบราณที่บิดเบือนและน่าสะพรึงกลัว เสียงของเขาแหบพร่าและสั่นเครือ ก้องสะท้อนไปทั่วผนังถ้ำ
“โอม… อสุรา กาลสูตร… จงเปิด… จงปลุก… จงสูบ…”
ทันทีที่เริ่มสวด อากาศในถ้ำก็เปลี่ยนไป ความเย็นยะเยือกที่บุญเคยรู้สึก บัดนี้มันเข้มข้นขึ้นนับร้อยเท่า มันไม่ใช่แค่ความเย็น แต่เป็นความหนักอึ้งที่กดทับลงมา เหมือนถ้ำทั้งถ้ำกำลังบีบตัวเข้าหาเขา
เปลวเทียนสีดำทั้งห้าเล่มสั่นไหวอย่างรุนแรง ทั้งที่ไม่มีลมพัดแม้แต่น้อย เงาของพระพุทธรูปนับร้อยที่ทอดตัวอยู่บนผนังถ้ำ เริ่มบิดเบี้ยว… เต้นระริก… ราวกับพวกมันกำลังมีชีวิต
ไกรรู้สึกได้ถึงพลังงานมหาศาลที่อยู่รอบตัว พลังแห่งศรัทธาที่สะสมมานับศตวรรษกำลังตื่นตัว… แต่ตื่นขึ้นด้วยความสับสนและตื่นตระหนกต่อผู้บุกรุก
“ฮ่าๆๆ… ได้ผล!” ไกรหัวเราะเสียงต่ำ “ชัย… ลูกพ่อ… เตรียมตัวรับพลัง!”
เขาใช้มีดอาคมกรีดลงบนฝ่ามือของตัวเอง เลือดสีแดงสดหยดลงไปผสมกับเลือดไก่ดำในถ้วย “เลือดต่อเลือด… วิญญาณต่อวิญญาณ!”
เขายกถ้วยเลือดขึ้นเหนือโกศของชัย เริ่มเทเลือดนั้นรดลงบนผ้าแดงที่ปิดผนึกโกศไว้ ควันสีดำเริ่มพวยพุ่งออกมาจากถ้วยเลือด เสียง “ฉ่า” ดังขึ้นราวกับเอาน้ำไปราดบนเหล็กร้อน
โกศดินเผาเริ่มสั่น… มันสั่นเบาๆ ในตอนแรก… แล้วค่อยๆ แรงขึ้น… แรงขึ้น… จนมันเต้นกระดอนอยู่บนพื้นหิน ไกรรู้สึกถึงแรงต้านมหาศาล พลังศักดิ์สิทธิ์ในถ้ำกำลังต่อต้านวิชาอาคมของเขา มันเหมือนกับการพยายามอัดน้ำเข้าท่อที่เล็กเกินไป
“มึงต้องรับให้ได้! ชัย!” ไกรตะคอก เขาเร่งบทสวดให้เร็วยิ่งขึ้น “สูบมันเข้าไป! เอาพลังของพวกมันมาให้หมด!”
โกศสั่นสะเทือนรุนแรงขึ้นอีก เสียงครืดคราดดังออกมาจากข้างใน ไกรยิ้มอย่างบ้าคลั่ง เขากำลังจะทำสำเร็จ…
แต่แล้ว… สิ่งที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น
ความผิดพลาดไม่ได้มาจากตัวไกร… แต่มาจาก “สิ่งอื่น” บางทีอาจจะเป็นงูตัวใหญ่ที่ตกลงมาจากเพดานถ้ำ เพราะถูกกลิ่นคาวเลือดล่อลวง… หรืออาจจะเป็นเสียงระฆังยามดึกที่ดังแว่วมาจากกุฏิของบุญ ที่คืนนี้เขานอนไม่หลับและลุกขึ้นมาสวดมนต์ไหว้พระเร็วกว่าปกติ…
ไม่ว่าจะด้วยเหตุใดก็ตาม… สมาธิของไกรแตกสลายไปชั่วเสี้ยววินาที
และในเสี้ยววินาทีนั้นเอง… เขาสวดคาถาผิดไปหนึ่งพยางค์
“ฉิบหายแล้ว!”
เหมือนกับการเปลี่ยนเกียร์ผิดจังหวะของเครื่องจักรที่ทำงานเต็มกำลัง พลังงานที่กำลังถูก “สูบ” เข้า… พลัน “ตีกลับ” อย่างรุนแรง
ฟุ่บ!
เปลวเทียนทั้งห้าเล่มดับวูบลงพร้อมกัน ความมืดมิดเข้าครอบงำถ้ำในทันที สิ่งที่เกิดขึ้นต่อจากนั้น… รวดเร็วและน่าสะพรึงกลัว
โกศดินเผาของ “ชัย” ที่กำลังสั่นอย่างรุนแรง… หยุดนิ่งกะทันหัน ความเงียบที่น่าอึดอัดเข้าแทนที่… เงียบจนได้ยินเสียงหัวใจของไกรที่เต้นระรัวเหมือนกลองศึก
แล้ว…
เปรี๊ยะ!
รอยร้าวเล็กๆ ปรากฏขึ้นบนผิวโกศดินเผา ไกรเบิกตากว้าง ถอยหลังกรูดด้วยความตกใจ “ไม่… ไม่… ชัย! ลูกพ่อ!”
เปรี๊ยะ… เคร้ง!
โกศนั้นระเบิดออกเป็นเสี่ยงๆ เศษดินเผากระจายไปทั่วพื้น สิ่งที่พวยพุ่งออกมาไม่ใช่ร่างของกุมารทอง…
มันคือกลุ่มควันสีดำสนิท… ดำยิ่งกว่าความมืดในถ้ำ… ดำจนดูเหมือนเป็น “รูโหว่” ในอากาศ กลุ่มควันนั้นรวมตัวกันเป็นรูปร่างที่ไม่แน่นอน… บิดเบี้ยว… และเกรี้ยวกราด
“กรี๊ดดดดดดดดดดด!”
เสียงกรีดร้องโหยหวนดังขึ้น มันไม่ใช่เสียงของเด็ก… แต่มันคือเสียงกรีดร้องที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวดและความคลุ้มคลั่ง มันไม่ใช่เสียงที่ออกมาจากลำคอ แต่เป็นเสียงที่ดังขึ้นในหัวของไกรโดยตรง
ไกรทรุดลงกับพื้น เอามืออุดหูด้วยความเจ็บปวด “ไม่… ชัย! กลับมา! กลับมาหาพ่อ!”
แต่มันสายเกินไปแล้ว… พลังงานที่ตีกลับได้ฉีกกระชากวิญญาณของ “ชัย” จนแหลกสลาย ผสมปนเปกับพลังอาฆาตของเลือดไก่ดำ และ “ความโกรธ” ของสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ถูกลบหลู่
มันไม่ได้เป็น “กุมารทอง” อีกต่อไปแล้ว มันกลายเป็นบางสิ่งที่ดิบเถื่อน… บ้าคลั่ง… และหิวกระหาย
กลุ่มควันสีดำนั้นไม่สนใจไกรผู้เป็นนาย มันพุ่งพล่านไปทั่วถ้ำอย่างบ้าคลั่ง ชนพระพุทธรูปองค์เล็กๆ จนล้มระเนระนาด มันกำลังมองหา… มองหา “ร่างใหม่” มองหาภาชนะที่แข็งแกร่งพอที่จะรองรับพลังงานอันบิดเบี้ยวนี้ได้
ไกรเงยหน้าขึ้นด้วยความหวาดกลัวสุดขีด เขามองตามกลุ่มควันนั้นไป
“ไม่… อย่า… อย่าไปทางนั้น!”
กลุ่มควันสีดำพุ่งตรงไปยังเป้าหมายที่ใหญ่ที่สุด… สง่างามที่สุด… พระพุทธรูปปางสมาธิองค์ใหญ่ใจกลางถ้ำ…
มันพุ่งเข้าใส่ร่างหินนั้นราวกับอุกกาบาต ไม่มีเสียงปะทะ… มีเพียงความเงียบ…
กลุ่มควันสีดำซึมหายเข้าไปในเนื้อหิน… ราวกับฟองน้ำที่ดูดซับน้ำหมึก ทุกอย่างหยุดนิ่ง…
ไกรกลั้นหายใจ เขาลุกขึ้นยืนอย่างช้าๆ จ้องมองไปยังพระพุทธรูปองค์นั้น มันยังคงนั่งนิ่ง… สงบ… เหมือนเดิม
“ฟู่…” ไกรถอนหายใจอย่างโล่งอก “มันคง… สลายไปแล้ว” เขาคิดว่ามันจบแล้ว…
แต่แล้ว… เขาก็เห็นมัน…
ณ ดวงตาของพระพุทธรูปที่เคยปิดสนิทในสมาธิ… บัดนี้… ค่อยๆ ลืมตาขึ้น…
ไม่ใช่… มันไม่ใช่การลืมตา เปลือกตาที่ทำจากหินแข็ง… กำลัง “แตกออก” เป็นรอยร้าว และจากภายในรอยร้าวนั้น… มีแสงสีแดงก่ำ… ลุกวาบขึ้นมา
ราวกับดวงตาของปีศาจร้ายที่กำลังจ้องมองออกมาจากภายในองค์พระ
“อ๊ากกกกกกกกก!”
อาจารย์ไกรกรีดร้องสุดเสียง เขาสติแตกโดยสมบูรณ์ เขาทิ้งทุกอย่าง… ทิ้งถ้วยเลือด… ทิ้งเทียนดำ… เขาลืมแม้กระทั่งมีดอาคมที่ตกลงบนพื้น เขาวิ่ง… วิ่งหนีสุดชีวิต… คลานตะเกียกตะกายกลับไปยังช่องทางลับที่เขาเข้ามา
เสียงหัวเราะคิกคักเบาๆ… เหมือนเสียงเด็ก… แต่แหบพร่าและเย็นเยียบ… ดังตามหลังเขาไป
ไกรหนีไปแล้ว… ทิ้งไว้เพียงความมืดมิด… และความศักดิ์สิทธิ์… ที่ถูกย่ำยีจนไม่เหลือชิ้นดี
ณ ใจกลางถ้ำ พระพุทธรูปองค์นั้นยังคงนั่งนิ่ง… แต่บัดนี้… มันไม่ได้อยู่เพียงลำพังอีกต่อไป รอยร้าวที่ดวงตา… ค่อยๆ ขยายใหญ่ขึ้น… ช้าๆ… และมั่นคง เหมือนกับบางสิ่งที่กำลัง “เติบโต” อยู่ภายใน
รุ่งเช้ามาเยือนถ้ำเขาหลวงอีกครั้ง แต่ครั้งนี้… ไม่เหมือนครั้งก่อนๆ แสงอาทิตย์ที่สาดส่องเข้ามาดูเหมือนจะอ่อนแรงลงอย่างน่าประหลาด หรืออาจเป็นเพราะอากาศที่ขมุกขมัวเกินกว่าจะให้แสงทะลุผ่านเข้ามาได้
พระบุญกลับมาทำกิจของสงฆ์ตามปกติ แต่ทันทีที่เขาเปิดประตูลูกกรงเหล็ก เขาก็สัมผัสได้ถึงความผิดปกติอย่างรุนแรง
กลิ่น…
กลิ่นคาวเลือดที่เมื่อวานเขาได้กลิ่นเพียงแผ่วเบา บัดนี้มันคละคลุ้งจนน่าเวียนหัว ปนกับกลิ่นสาบและกลิ่นควันกำยานที่มอดดับไปแล้ว
บุญรีบเดินเข้าไปข้างใน เขากวาดสายตาไปรอบๆ อย่างตื่นตระหนก และเขาก็เห็น “ร่องรอย” ของค่ำคืนที่น่าสะพรึงกลัว
จุดศูนย์กลางของโถงถ้ำ… มีร่องรอยของการจัดพิธีกรรมที่ถูกทิ้งร้าง เศษดินเผาแตกกระจายเต็มพื้นหิน กระถางธูปถูกถีบล้มคว่ำ และที่น่าตกใจที่สุดคือ… มีถ้วยดินเผาเล็กๆ ใบหนึ่งที่ยังมีคราบเลือดแห้งกรังติดอยู่
บุญทรุดตัวลงคุกเข่าอย่างสั่นเทา นี่คือการลบหลู่ นี่คืออาชญากรรมทางจิตวิญญาณ เขาก้มลงเก็บเศษโกศดินเผานั้นขึ้นมา มันเป็นร่องรอยของการกระทำที่ชั่วร้ายอย่างชัดเจน
แต่สิ่งที่ทำให้หัวใจของเขาเต้นรัวอย่างบ้าคลั่งคือ…
มีดอาคมที่ตกอยู่ข้างๆ แท่นบูชา
มันเป็นมีดที่ทำจากเหล็กกล้าสีดำ มีรอยแกะสลักเป็นอักขระขอมโบราณที่บุญเคยเห็นในตำราต้องห้ามของครูบาอาจารย์เก่าๆ มันคือมีดที่ใช้ในพิธีไสยดำขั้นสูง… และมันถูกทิ้งไว้ข้างพระพุทธรูปองค์สำคัญที่สุด
บุญรีบเก็บมีดนั้นใส่ในผ้าเหลืองอย่างรวดเร็ว เขากลัวว่าหลวงพ่อหรือชาวบ้านจะมาเห็น เขาเริ่มทำความสะอาดทุกอย่างอย่างเร่งรีบที่สุดเท่าที่จะทำได้ พยายามเช็ดคราบเลือดที่แห้งติดพื้นหินให้หมดจด เพื่อลบร่องรอยของการบุกรุกที่ชั่วร้ายนี้
ขณะที่มือของเขากำลังเช็ดพื้นอยู่ใกล้ฐานพระพุทธรูปองค์ใหญ่นั้นเอง…
บุญก็เงยหน้าขึ้นมององค์พระ
พระพุทธรูปปางสมาธิองค์นั้นยังคงนั่งสงบ นิ่งสนิท ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง… แต่!
ดวงตาของบุญเบิกกว้างด้วยความตกใจ เขาเห็น… รอยร้าว!
มันเป็นรอยร้าวเล็กๆ ที่ขอบเปลือกตาขององค์พระ ที่เมื่อวานเขาจำได้ว่าไม่มี รอยร้าวนั้นไม่ได้เกิดจากการกระทบกระแทก แต่มันเหมือนรอยแตกที่เกิดจากแรงดันจากภายใน… มันละเอียดอ่อน แต่ชัดเจน
บุญเอามือลูบเบาๆ ไปที่รอยร้าวนั้น พื้นผิวของหิน… เย็นเฉียบยิ่งกว่าปกติ
ไม่ใช่แค่เย็น… แต่มันรู้สึกเหมือนเขากำลังสัมผัสกับก้อนน้ำแข็งที่ใหญ่ยักษ์ ความรู้สึกนี้แตกต่างจากความเย็นตามธรรมชาติของหินในถ้ำ มันเป็นความเย็นที่ทำให้รู้สึกปวดร้าว… และทำให้เขารู้สึกเหมือนถูก “จ้องมอง”
บุญรีบชักมือกลับอย่างรวดเร็ว หัวใจของเขาเต้นไม่เป็นจังหวะ
เขาไม่ได้คิดไปเอง! บางสิ่งได้เกิดขึ้นเมื่อคืนนี้ และบางสิ่งนั้น… ได้เข้าไปอยู่ในองค์พระแล้ว
…
ในห้องแถวที่สกปรก อาจารย์ไกรนอนซมอยู่บนฟูกเก่าๆ เขาถูกไข้รุมเร้าอย่างหนัก ร่างกายสั่นเทาจนควบคุมไม่ได้ ไม่สบายกายไม่เท่าไหร่… แต่สิ่งที่ทรมานเขาที่สุดคือจิตใจ
เขาล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง… และผลลัพธ์ของการล้มเหลวครั้งนี้มันน่าสะพรึงกลัวเกินกว่าที่เขาจะจินตนาการได้
ไกรไม่ได้ฝัน… แต่เขายังคงได้ยินเสียงหัวเราะกิ๊กกั๊กของ “ชัย” เสียงนั้นไม่ได้อยู่ในโกศ… แต่ดังมาจากทุกทิศทาง… และมันไม่ใช่เสียงหัวเราะดีใจ… แต่มันคือเสียงหัวเราะเยาะเย้ย!
“ฮ่าๆๆ… พ่อ… พ่อโง่เง่า…” เสียงเด็กดังแว่วมาในความมืดมิด
ไกรพยายามลุกขึ้น แต่ทำได้เพียงนั่งตัวงออยู่บนเตียง เขารู้สึกเหมือนมีบางอย่างได้ถูก “ดูด” ออกไปจากร่างกายของเขา ไม่ใช่แค่พลัง… แต่เหมือนชิ้นส่วนของวิญญาณ… ถูกฉีกออกไปจากแก่นแท้
เขาหยิบกระจกเก่าๆ ขึ้นมาส่อง ใบหน้าของเขาซีดเผือดจนเป็นสีเหลืองอ่อน ดวงตาโปนแดงก่ำ เขามองเห็นบางอย่าง… ข้างหลังเขา…
เงา! เงาดำทะมึนที่ไม่ได้มีรูปร่างชัดเจน… แต่มันอยู่ตรงนั้น… จ้องมองเขา เงาที่ดูเหมือนจะใหญ่ขึ้น… และใหญ่ขึ้น…
ไกรกรีดร้องอย่างบ้าคลั่ง โยนกระจกทิ้งไป เขารู้ดี… ว่าสิ่งที่เขาปลดปล่อยออกมาเมื่อคืน… มันยังอยู่! มันไม่ได้หายไปไหน แต่มันอยู่ในที่ที่ใหญ่กว่าเดิม… แข็งแกร่งกว่าเดิม… และกำลังสนุกกับความเจ็บปวดของผู้สร้างมัน
“กูไม่ยอม! กูต้องเอามึงกลับมา!” ไกรตะโกนลั่นอย่างหมดหวัง เขารู้ว่า “ชัย” ต้องการเลือดของเขาเพื่อทำให้พิธีสมบูรณ์… แต่บัดนี้… “ชัย” อาจจะไม่ได้ต้องการแค่เลือด… มันอาจจะต้องการทั้งชีวิต!
ไกรพยายามรวบรวมสติที่เหลืออยู่ เขาต้องหาวิธี… ต้องทำพิธีสะกด… หรือพิธีทำลาย… เขาต้องย้อนกลับไปที่ถ้ำเขาหลวง… ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป… ก่อนที่กุมารทองของเขาจะกลายเป็นสิ่งที่น่าสะพรึงกลัวเกินกว่าใครจะควบคุมได้
…
ที่ถ้ำเขาหลวง…
บุญทำความสะอาดจนเสร็จสิ้น เขานำเศษดินเผาของโกศไปทิ้งในที่ที่ไม่มีใครเห็น และซ่อนมีดอาคมไว้ในกุฏิอย่างมิดชิด เขาพยายามทำให้ทุกอย่างกลับสู่สภาพเดิม… แต่บรรยากาศในถ้ำไม่ยอมกลับมา
นักท่องเที่ยวเริ่มทยอยเข้ามา แต่ในวันนี้… เสียงหัวเราะและเสียงพูดคุยดูเหมือนจะเงียบลงกว่าปกติอย่างน่าใจหาย
นักท่องเที่ยวหลายคนแสดงอาการแปลกๆ บางคนเดินเข้ามาในถ้ำได้ไม่กี่ก้าวก็รีบเดินออกไปอย่างรวดเร็ว โดยอ้างว่ารู้สึก “ปวดหัว” หรือ “แน่นหน้าอก”
บางคนกำลังจะถ่ายรูปพระพุทธรูปองค์ใหญ่… แต่จู่ๆ กล้องก็ดับ… แบตเตอรี่หมดทั้งๆ ที่เพิ่งชาร์จมาเต็ม
และที่แปลกที่สุด…
มีหญิงวัยกลางคนคนหนึ่ง เธอเข้ามาในถ้ำด้วยความศรัทธาอย่างเต็มเปี่ยม เธอเดินตรงไปที่พระพุทธรูปองค์ใหญ่… พนมมือไหว้… แต่เมื่อเธอกำลังจะก้มลงกราบ… เธอก็ชะงักไป
สีหน้าของเธอเปลี่ยนจากความศรัทธาเป็นความสับสน… และสุดท้าย… เป็นความขยะแขยง เธอถอยหลังอย่างรวดเร็ว ปิดปากแน่น แล้วรีบวิ่งออกจากถ้ำไปอาเจียนที่นอกถ้ำ
บุญมองเห็นเหตุการณ์ทั้งหมด เขายืนอยู่ห่างๆ และหัวใจของเขากำลังเต้นรัวเหมือนกำลังจะทะลุออกมาจากอก เขาเดินไปที่จุดที่หญิงคนนั้นยืนอยู่ แล้วมองขึ้นไปบนองค์พระ
พระพักตร์ขององค์พระยังคงสงบ… แต่บุญสังเกตเห็นอะไรบางอย่าง…
มันคือ “กลิ่น” …
กลิ่นคาวที่เขาได้กลิ่นเมื่อเช้านี้ ไม่ได้มาจากพื้นหินที่เขาทำความสะอาดไปแล้ว… แต่มันมาจากองค์พระ!
บุญค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมองดวงตาขององค์พระ… รอยร้าวเล็กๆ นั้น… ดูเหมือนจะใหญ่ขึ้นเพียงเล็กน้อย… และจากรอยร้าวที่ขอบเปลือกตานั้น…
บุญแน่ใจว่าเขาเห็น… “ของเหลว” สีดำข้นๆ… ค่อยๆ ซึมออกมา… เหมือน “น้ำตา” ที่ไหลลงมาจากดวงตาขององค์พระ หยดของเหลวนั้นถูกดูดซึมเข้าไปในเนื้อหินอย่างรวดเร็ว…
แต่ก่อนที่มันจะหายไปหมด… บุญก็เห็นมันชัดเจน
หยดสีดำนั้น… มันคือ “เลือด”…
เลือดที่ไหลออกมาจากดวงตาของพระพุทธรูปหิน! ความรู้สึกไม่ใช่ความกลัวอีกต่อไป… แต่เป็นความเย็นยะเยือกที่แทรกซึมไปถึงกระดูก
บุญกำลังยืนอยู่ตรงหน้าสิ่งที่คนชั่วได้สร้างขึ้นมา… และสิ่งที่สร้างขึ้นนั้น… กำลังร้องไห้ด้วยความเจ็บปวดและความอาฆาต
ไม่กี่ชั่วโมงต่อมา แซมเดินหิ้วปิ่นโตกลับเข้ามาในถ้ำอีกครั้งตามปกติ บุญยืนรอเธออยู่ แต่ครั้งนี้ท่าทางของเขาเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด
“วันนี้… ปิ่นโตเบาจัง” บุญทักด้วยน้ำเสียงที่อ่อนล้ากว่าปกติ
“ฉันทำกับข้าวมาให้นายแค่นิดหน่อย” แซมตอบ พลางมองบุญอย่างพิจารณา “บุญ… นายไม่เป็นไรนะ หน้าตานายซีดมากเลย”
“ฉันไม่เป็นไร” บุญรีบตอบ แต่แววตาของเขาซ่อนความกังวลไว้ไม่มิด เขายังคงคิดถึงรอยร้าวที่ดวงตาขององค์พระ และหยดของเหลวสีดำที่เขาเห็น
แซมวางปิ่นโตลงและหันไปมองรอบๆ ถ้ำ
“นายทำความสะอาดอะไรเหรอวันนี้… กลิ่นมันแปลกๆ” เธอขมวดคิ้ว “ไม่เหมือนกลิ่นสะอาด… แต่มันเหมือนกลิ่นคาวที่ถูก ‘เช็ด’ ออกไปแล้ว”
บุญเงียบไป ไม่กล้าบอกเรื่องเศษดินเผาและมีดอาคม
“เมื่อเช้าเกิดอะไรขึ้น” แซมจ้องตาเขา “มีคนบุกรุกเหรอ”
บุญลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แล้วตัดสินใจตอบความจริงเพียงครึ่งเดียว “เมื่อคืน… ฉันได้ยินเสียงแปลกๆ ฉันเลยออกไปดูตอนเช้า… และฉันก็เจอ… ร่องรอยของการประกอบพิธีบางอย่าง”
“พิธี? พิธีอะไร”
“ฉันก็ไม่รู้… แต่ดูจากร่องรอยแล้ว… มันน่าจะเป็นไสยศาสตร์… ที่ผิดจารีต” บุญพูดเสียงเบา “พวกเขา… ทำลายความสงบของสถานที่นี้”
คำพูดของบุญทำให้แซมรู้สึกหนาวสั่นตามไปด้วย เธอไม่เคยเห็นบุญกังวลขนาดนี้มาก่อน เธอเดินเข้าไปกลางโถงถ้ำ จุดที่บุญทำความสะอาด แม้ร่องรอยจะถูกลบไปแล้ว แต่ ความรู้สึก ของสถานที่นั้นยังคงอยู่
แซมสัมผัสได้ถึงความหนาวเย็นที่ไม่ได้มาจากอุณหภูมิปกติของถ้ำ มันเป็นความเย็นที่ทำให้รู้สึกปวดร้าว… และอึดอัดอย่างรุนแรง
“ฉันรู้สึกได้… อากาศมันหนักจริงๆ” แซมพึมพำ “เหมือนถ้ำมันกำลัง ‘ป่วย'”
เธอเดินเข้าไปใกล้พระพุทธรูปองค์ใหญ่… และเธอก็สังเกตเห็น “รอยร้าว” ที่บุญเห็น รอยร้าวเล็กๆ ที่ขอบเปลือกตา… และถึงแม้จะยืนอยู่ห่างๆ แซมก็รู้สึกเหมือนรอยร้าวนั้นกำลังจ้องมองกลับมาที่เธอ
“บุญ…” แซมพูดเสียงเบา “ตาของพระพุทธรูป… มันร้าว”
“ใช่” บุญตอบเสียงเครือ “ฉันก็เพิ่งเห็นเมื่อเช้านี้”
ความผิดปกติของถ้ำเขาหลวงไม่ได้จำกัดอยู่แค่เพียงในหมู่คนสนิท ตลอดทั้งวันนั้น ข่าวลือได้แพร่สะพัดไปทั่วชุมชน
ชาวบ้านที่เข้ามาสักการะกลับออกไปพร้อมกับเรื่องเล่าที่น่าขนลุก
“ฉันรู้สึกว่าองค์พระ… ท่านมองตามฉัน!” “ฉันได้กลิ่นเหมือนเลือดเน่าๆ ตอนไหว้พระ!” “ฉันถวายเงินไป… แต่รู้สึกเหมือนท่านไม่รับ เหมือนมีอะไรบางอย่างขวางอยู่!”
เสียงกระซิบกระซาบเหล่านี้ไม่ได้พูดถึง “ผี” หรือ “กุมารทอง” โดยตรง สิ่งที่ชาวบ้านพูดถึงคือ “เคราะห์” และ “ความอัปยศ” ที่ถ้ำกำลังเผชิญ
“สงสัยว่าถ้ำเรามันถึงคราวเสื่อมแล้ว” “ต้องมีคนทำเรื่องไม่ดีแน่ๆ ไปลบหลู่เจ้าที่เจ้าทาง” “เจ้าอาวาสคงต้องทำพิธีล้างอาถรรพ์แล้ว ไม่งั้นลูกหลานเราจะอยู่กันยังไง”
แรงสั่นสะเทือนทางจิตวิญญาณได้ก่อให้เกิดผลกระทบทางกายภาพที่แปลกประหลาด
ช่วงบ่ายแก่ๆ คณะผู้สูงอายุกลุ่มหนึ่งเดินขึ้นมาสักการะ ขณะที่พวกเขากำลังเดินขึ้นบันไดหินที่เก่าแก่ตรงทางเข้าหลัก…
ครืดดด!
จู่ๆ พื้นหินบริเวณนั้นก็ลื่นผิดปกติราวกับมีน้ำมันบางๆ เคลือบอยู่ ทั้งที่อากาศไม่ได้ชื้นขนาดนั้น หญิงชราคนหนึ่งก้าวพลาด ล้มลงก้นจ้ำเบ้า กลุ่มคนรีบพากันเข้าไปช่วย แต่ไม่มีใครเห็น “น้ำมัน” ที่ว่านั้น
มันไม่ใช่เหตุการณ์เหนือธรรมชาติโดยตรง แต่มันคือ “ความไม่มั่นคง” ที่เกิดขึ้นกับสภาพแวดล้อม พลังงานบิดเบี้ยวที่ถูกปล่อยออกมาในถ้ำ กำลังทำให้การระเหยและการควบแน่นของน้ำในอากาศผิดเพี้ยนไปอย่างรุนแรง ทำให้พื้นหินที่ควรจะแห้งกลับ “ซึม” ด้วยความชื้นประหลาดๆ
เหตุการณ์นี้แพร่กระจายไปอย่างรวดเร็ว…
“พื้นถ้ำมันลื่นผิดธรรมชาติ! เหมือนมีใครมาป้ายน้ำมันไว้!” “ไม่ใช่แค่ลื่นหรอก… มันเหมือนพื้นดินมันไม่เป็นมิตรกับเราแล้ว!”
ข่าวลือเริ่มลุกลามใหญ่โต แซมยืนมองเหตุการณ์เหล่านั้นจากร้านของชำหน้าทางเข้าถ้ำ เธอเห็นคนท้องถิ่นที่เคยศรัทธาอย่างแรงกล้า พากันถอยห่างจากถ้ำเขาหลวงอย่างไม่สบายใจ
เธอหันไปมองที่กุฏิของบุญ เห็นเขากำลังนั่งสวดมนต์อยู่ แต่ท่าทางของเขากลับไม่สงบเหมือนเดิม แซมรู้ว่าบุญไม่ได้สวดมนต์เพื่อทำใจให้สงบ แต่เขากำลังพยายามใช้ ‘คาถา’ ของเขาต่อสู้กับ ‘บางสิ่ง’
แซมเก็บร้านเร็วกว่าปกติ เธอล็อคประตูร้านอย่างแน่นหนา เธอรู้สึกว่าคำเตือนของเธอเมื่อวานนี้มันอ่อนเกินไปแล้ว เธอต้องทำอะไรมากกว่าแค่เตือนบุญ…
“มันไม่ใช่แค่เรื่องผีสางแล้ว” แซมคิดในใจ “มันกำลังจะกลายเป็นเรื่องของชุมชน… และบุญก็เป็นเป้าหมายแรกของเรื่องนี้”
เธอมุ่งหน้าไปยังกุฏิของบุญด้วยท่าทางที่มุ่งมั่นและจริงจัง ถ้ามีใครสักคนรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับถ้ำนี้… คนนั้นก็คือพระบุญ
แต่ก่อนที่เธอจะไปถึงกุฏิ… แซมก็ชะงักฝีเท้า เธอรู้สึกถึง… ‘สายลม’ สายหนึ่ง มันพัดวนรอบตัวเธออย่างประหลาด… เย็นเฉียบ… และมีกลิ่นคาวเลือดจางๆ
เธอรีบหันไปมองรอบๆ… ไม่มีใคร…
แต่ทันใดนั้น… เธอได้ยินเสียง…
ไม่ใช่เสียงกรีดร้อง ไม่ใช่เสียงร้องไห้… แต่มันคือเสียงหัวเราะคิกคักเบาๆ… เหมือนเสียงเด็กกำลังสนุกกับความเจ็บปวดของคนอื่น เสียงนั้นมาจากทิศทางของถ้ำเขาหลวง… และมันไม่ใช่เสียงของเด็กจริงๆ…
แซมขนลุกซู่ไปทั้งตัว เธอวิ่งตรงไปยังกุฏิของบุญทันที เธอต้องรู้ให้ได้ว่าอะไรอยู่ในถ้ำนั้น… และต้องหาทางช่วยบุญก่อนที่พลังมืดจะครอบงำเขาไป
แซมผลักประตูไม้ของกุฏิบุญเข้าไปอย่างรวดเร็ว บุญสะดุ้งเล็กน้อย เขาเงยหน้าขึ้นจากหนังสือสวดมนต์เก่าๆ ในมือ แววตาของเขาเหนื่อยล้าและเต็มไปด้วยความหวาดระแวง
“แซม! ทำไมไม่เคาะก่อน” บุญตำหนิเสียงเบา
“ฉันไม่มีเวลามาเคาะแล้วบุญ” แซมพูดเสียงเครียด ใบหน้าของเธอซีดเผือด “ฉันได้ยินเสียง… ฉันได้ยินเสียงเด็กหัวเราะ… มันมาจากทางถ้ำ”
บุญนิ่งไปชั่วขณะ มือที่ถือหนังสือสวดมนต์ของเขากำแน่น “เธอไม่ได้คิดไปเอง”
“นายต้องบอกความจริงฉันมาให้หมดแล้วนะบุญ” แซมก้าวเข้าไปใกล้ “เมื่อคืนเกิดอะไรขึ้นแน่? รอยร้าวบนองค์พระนั่น… กลิ่นคาว… และมีด! นายซ่อนอะไรไว้ใช่ไหม!”
บุญถอนหายใจยาว เขารู้ว่าไม่สามารถปิดบังเพื่อนที่สนิทที่สุดของเขาได้อีกต่อไป เขาเดินไปที่ใต้เตียงไม้ ยกแผ่นกระดานขึ้น แล้วหยิบมีดอาคมสีดำเล่มนั้นออกมา
แซมมองมีดเล่มนั้นด้วยความรู้สึกขยะแขยงและความหวาดกลัวในคราวเดียวกัน “นี่มัน…”
“มันคือมีดของไสยดำ” บุญกระซิบเสียงแผ่ว “ฉันพบมันตกอยู่ข้างองค์พระพร้อมกับเศษโกศแตกๆ และคราบเลือด”
“ใครเป็นคนทำ! นายรู้ไหม” แซมถามอย่างร้อนรน
“ฉันไม่รู้ชื่อ… แต่ฉันพอจะเดาจากยันต์บนมีด” บุญชี้ไปที่อักขระขอมโบราณที่สลักอยู่บนใบมีด “นี่คือยันต์ที่ใช้ในพิธีเรียกกุมารทอง… แต่เป็นการเรียกที่ผิดจารีต เพื่อบังคับให้มัน ‘กิน’ พลังศักดิ์สิทธิ์”
“กุมารทอง?” แซมทวนคำ
“และดูเหมือนว่าเขาจะล้มเหลว” บุญกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความหนักใจ “วิญญาณนั้นคงจะถูกฉีกกระชาก และตอนนี้มันได้เข้าไปอยู่ใน… ในที่ที่ไม่ควรอยู่”
แซมมองตามสายตาของบุญไปยังทิศทางของถ้ำ “ในองค์พระ?”
“ใช่… มันไม่ได้แค่ ‘สิง’ แต่ฉันรู้สึกว่ามันกำลัง ‘เปลี่ยน’ องค์พระ” บุญสั่นศีรษะอย่างสิ้นหวัง “มันไม่ได้รับพรจากพระพุทธเจ้า แต่มันกำลังสวมรอยพระพุทธเจ้า… มันคือ ‘พระมาร’ (ปีศาจที่สวมรอยพระพุทธรูป)”
“เราจะทำยังไงดีบุญ” แซมถาม
“ฉันก็ไม่รู้” บุญตอบอย่างหมดหวัง “ฉันสวดมนต์ทั้งวันทั้งคืน… แต่องค์พระ… ท่านไม่ตอบรับคำสวดของฉันเลย”
แซมเงียบไปครู่หนึ่ง… ก่อนที่ใบหน้าของเธอจะฉายแววความมุ่งมั่นขึ้นมา
“ฉันจะไปหาคนที่จะตอบได้” แซมพูดอย่างเด็ดขาด
“เธอจะไปหาใคร”
“อาจารย์สิงห์” แซมตอบ “หมอผีเฒ่าที่เกษียณไปอยู่บ้านนอกคนนั้น เขาเคยเป็นศิษย์ร่วมสำนักกับคนที่ทำมีดนี่แน่ๆ ฉันเคยได้ยินยายเล่าว่าเขารู้จักทุกวิชาในย่านนี้”
“แต่แซม… มันอันตรายนะ”
“นายอยู่ในที่ที่อันตรายกว่าฉันหลายเท่าบุญ” แซมคว้ามีดอาคมนั้นมาจากมือบุญ “ฉันจะเอามีดนี่ไปให้เขาดู เขาอาจจะรู้ว่าใครคือเจ้าของ และที่สำคัญกว่า… จะทำลาย ‘ชัย’ หรือ ‘พระมาร’ นั่นได้ยังไง”
โดยไม่รอคำตอบจากบุญ แซมก็รีบออกจากกุฏิ มุ่งหน้าไปยังหมู่บ้านเล็กๆ นอกตัวเมืองที่ซึ่งอาจารย์สิงห์อาศัยอยู่
…
บ้านของอาจารย์ไกร…
ไกรกำลังประสบกับความทรมานที่แสนสาหัส เขาถูก “ภาพหลอน” และ “เสียงหลอน” ตามหลอกหลอนตลอดเวลา ความร้อนจากไข้ผสมกับความหนาวเย็นจากอาคมที่ผิดพลาดทำให้ร่างกายของเขารวนเรไปหมด
เขาพยายามค้นหาตำราอาคมเพื่อหาวิธี “ทำลาย” หรือ “สะกด” สิ่งที่เขาปลดปล่อยไป แต่เมื่อเขาเปิดตำรา… ตัวอักษรก็บิดเบี้ยว… เลือนหายไปจากหน้ากระดาษ ทุกความรู้ ทุกคาถา… ดูเหมือนจะถูกลบออกไปจากสมองของเขาอย่างสิ้นเชิง
เสียงเด็กหัวเราะคิกคัก… เสียงนั้นดังขึ้นข้างหูของเขา
“พ่อ… พ่อหาไม่เจอหรอก…”
ไกรหันขวับ “มึงอยู่ที่ไหน! ออกมาเดี๋ยวนี้! ชัย!”
“ฉันอยู่ในที่ที่ยิ่งใหญ่กว่าที่พ่อจะจินตนาการได้…” เสียงนั้นตอบอย่างเย้ยหยัน “ที่นั่นมีพลังให้ฉันกิน… มากมายเหลือเกิน… และมันก็เย็นสบาย… มากกว่าห้องเหม็นๆ ของพ่อเยอะเลย”
ไกรคลานลงจากเตียงด้วยความบ้าคลั่ง เขารู้สึกถึงความอ่อนแอ… และความโดดเดี่ยว เขาล้มเหลวในการเป็นอาจารย์… และตอนนี้เขากำลังล้มเหลวในการควบคุม “ผี” ของตัวเอง
เขาพยายามทำพิธีเล็กๆ เพื่อป้องกันตัวเอง แต่ธูปที่จุดไว้ก็ดับลงทันที น้ำมนต์ที่เสกไว้ก็กลายเป็นสีดำขุ่น…
ไกรรู้สึกเหมือนกับว่า… ทุกสิ่งที่เขาเคยมี ทั้งพลังอำนาจและเกียรติยศ… ได้ถูก “ดูด” ออกไป เขามองมือของตัวเองที่สั่นเทา… มือที่เคยถือมีดอาคมทำพิธี… ตอนนี้มันอ่อนแรงราวกับมือคนชรา
วิชาของเขา… มันไม่ได้ผลกับ ‘พระมาร’ แล้ว
ไกรตระหนักถึงความจริงอันน่าสะพรึงกลัว: เขาไม่ได้สร้างผี… แต่เขาสร้าง “พระเจ้า” องค์ใหม่… และพระเจ้าองค์นี้ไม่ต้องการผู้สร้างที่อ่อนแออย่างเขาอีกต่อไป
ความกลัวและความโกรธผสานกันจนกลายเป็นความมุ่งมั่นสุดท้าย เขาต้องกลับไปที่ถ้ำ… เขาต้องใช้เลือดของตัวเอง… เลือดที่ทำให้อาคมเริ่มต้น… เพื่อเป็นจุดจบของมัน
เขาคลานไปที่ลิ้นชักข้างเตียง หยิบขวดเหล้าขาวเก่าๆ ขึ้นมาดื่มรวดเดียวหมดขวด เพื่อให้มีความกล้าพอที่จะเผชิญหน้ากับสิ่งที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดในชีวิตของเขา
“ชัย… มึงจะไม่มีวันได้พลังทั้งหมดนั้นไป!” ไกรคำราม “มึงจะต้องกลับไปกับกู!”
เขาลุกขึ้นยืนอย่างโซซัดโซเซ คว้าเอาผ้าขาวม้าผืนเดียวมาคลุมกาย… อาจารย์ไกร… ผู้ที่ครั้งหนึ่งเคยยิ่งใหญ่… บัดนี้กำลังมุ่งหน้ากลับไปยังถ้ำเขาหลวง… เหมือนกับแมลงเม่าที่บินเข้าหาแสงไฟ…
…
ในขณะเดียวกัน แซมก็เดินทางมาถึงบ้านของอาจารย์สิงห์ บ้านไม้เก่าๆ ที่เงียบสงบในสวนมะพร้าว
แซมเดินเข้าไปอย่างนอบน้อม เธอวางมีดอาคมไว้บนผ้าขาวตรงหน้าอาจารย์สิงห์ หมอผีเฒ่าผู้นั่งหลับตาอยู่ ค่อยๆ ลืมตาขึ้นมองมีดเล่มนั้น…
สีหน้าของอาจารย์สิงห์เปลี่ยนไปทันทีที่เห็นมีดอาคม… “นี่… มีดเล่มนี้… มัน… มันของใคร!” เสียงของเขาแหบแห้งและสั่นเครือ
“อาจารย์รู้เหรอคะ” แซมถามอย่างกระวนกระวาย
อาจารย์สิงห์ไม่ตอบคำถามนั้น แต่เขากลับถามคำถามที่น่าขนลุกแทน
“หนู… เห็นร่องรอยของการทำพิธี… ที่ถ้ำเขาหลวงใช่ไหม”
“ใช่ค่ะ! และตอนนี้พระพุทธรูปองค์ใหญ่กำลังถูกบางสิ่งครอบงำ!” แซมตอบ
อาจารย์สิงห์หลับตาลงอย่างช้าๆ “อาจารย์ไกร… มันก็ยังไม่ทิ้งนิสัยเดิม”
เขาบอกชื่อของไกรออกมา… และเผยความจริงที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่า
“นี่ไม่ใช่แค่พิธีเรียกกุมารทองธรรมดาหรอกหนู… นี่คือพิธี ‘สับเปลี่ยนวิญญาณ’ เขาใช้กุมารทองเป็นสะพาน เพื่อเรียกบางสิ่งที่เก่าแก่และน่ากลัวกว่า… สิ่งที่กินวิญญาณเป็นอาหาร… และตอนนี้มันกำลังกิน ‘ศรัทธา’ ขององค์พระเป็นอาหาร”
อาจารย์สิงห์หยิบมีดอาคมขึ้นมาด้วยมือที่สั่นเทา… “มีดเล่มนี้… มันเป็นกุญแจสำคัญ”
“มันคือทั้งจุดเริ่มต้น… และมันก็ต้องเป็นจุดจบ”
อาจารย์สิงห์วางมีดอาคมสีดำลงบนพื้น เขาไม่แตะต้องมันอีก แต่สายตาของเขาจับจ้องอยู่ที่แซมด้วยความรู้สึกที่ผสมผสานระหว่างความเสียใจและความมุ่งมั่น
“หนูชื่อแซมใช่ไหม” อาจารย์สิงห์ถามด้วยน้ำเสียงที่ทรงอำนาจและแหบแห้ง
“ใช่ค่ะ อาจารย์” แซมตอบอย่างนอบน้อม
“เอาล่ะ… อาจารย์ไกรน่ะ เป็นศิษย์สำนักเดียวกันกับข้า สมัยก่อนเขาเป็นคนมีวิชา แต่จิตใจใฝ่ต่ำ… เขาไม่เชื่อในคำสอนเรื่องการละกิเลส แต่เชื่อใน ‘อำนาจ’ และ ‘ความยิ่งใหญ่’ ของวิชาอาคม”
อาจารย์สิงห์เริ่มอธิบายถึงความน่าสะพรึงกลัวที่แท้จริง
“วิชา ‘สับเปลี่ยนวิญญาณ’ นี้… มันเป็นวิชาต้องห้าม” เขาเน้นย้ำทุกคำ “อาจารย์ไกรมักจะเก็บตัวสร้างกุมารทองที่แรงกล้าที่สุด แต่ครั้งนี้เขาต้องการมากกว่านั้น เขาต้องการ ‘ธาตุ’ ที่บริสุทธิ์ที่สุดเพื่อเป็นภาชนะ… และนั่นคือพระพุทธรูปในถ้ำเขาหลวง”
“แต่ทำไมต้องสับเปลี่ยนล่ะคะ” แซมถาม “ทำไมเขาไม่แค่ทำพิธีสิงสถิตธรรมดา”
“เพราะกุมารทองของเขา… ‘ชัย’ น่ะ… มันถูกสร้างขึ้นจากความพยาบาทและเลือดเนื้อ” อาจารย์สิงห์ตอบ “วิญญาณที่เต็มไปด้วยความพยาบาทจะเข้าสถิตในพระพุทธรูปไม่ได้โดยตรง เพราะพลังพุทธคุณจะเผาผลาญมันทันที… อาจารย์ไกรจึงต้องทำพิธี ‘ฉีก’ วิญญาณของชัยออกเป็นสองส่วน”
“ฉีก?”
“ส่วนหนึ่งคือ ‘สะพาน’… ที่ทำให้พลังพุทธคุณชะงักงัน และอีกส่วนหนึ่งคือ ‘ภาชนะ’… ที่คอยตักตวงพลังงาน” อาจารย์สิงห์ชี้ไปที่รอยร้าวบนมีดอาคม “มีดเล่มนี้คือหัวใจของพิธี มันถูกใช้เพื่อ ‘ร้าว’ (crack) พลังคุ้มครองขององค์พระ และในขณะเดียวกันก็ ‘สะกด’ วิญญาณดั้งเดิมของชัยไว้”
“แล้วสิ่งที่อยู่ในองค์พระตอนนี้คืออะไรคะ” แซมถามอย่างใจหาย
“มันคือ ‘พระมาร’ ที่ข้าบอก” อาจารย์สิงห์กล่าว “มันคือความว่างเปล่าที่เต็มไปด้วยความอาฆาต… วิญญาณที่ไร้ซึ่งจุดหมาย… มันไม่ใช่ชัยอีกต่อไป แต่มันคือการรวมตัวของความพยาบาททุกอย่างที่ชัยเคยมี… และมันจะแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ ตราบใดที่พระบุญยังคงสวดมนต์ และชาวบ้านยังคง ‘ศรัทธา’ ในองค์พระนั้น”
“แล้วเราจะหยุดมันได้ยังไงคะ”
อาจารย์สิงห์หยิบผ้าขาวผืนหนึ่งขึ้นมาคลี่ออก ภายในมีผงแป้งสีขาวบริสุทธิ์ผสมกับเส้นผมสีเทาๆ ของเขา และกระปุกน้ำมันเล็กๆ
“นี่คือ ‘ผงพุทธคุณ’ และ ‘น้ำมันประจุอาคม’ ที่ข้าทำไว้เพื่อล้างอาถรรพ์โดยเฉพาะ” อาจารย์สิงห์อธิบาย “แต่มันใช้ไม่ได้โดยตรงกับ ‘พระมาร’ แล้ว”
เขาจ้องไปที่มีดอาคมสีดำ “กุญแจสำคัญคือมีดเล่มนี้… มันคือ ‘เครื่องมือ’ ที่ผูกมัดทุกสิ่งไว้ด้วยกัน”
อาจารย์สิงห์บอกแซมถึงพิธีที่อันตรายที่สุด “หนูต้องนำมีดเล่มนี้… ไปเสียบลงไปในรอยร้าวที่ดวงตาขององค์พระ”
แซมตกใจจนตัวแข็ง “เสียบ… เข้าไปในองค์พระพุทธรูปเลยเหรอคะ! มันเป็นการลบหลู่…”
“การลบหลู่คือสิ่งที่อาจารย์ไกรทำไปแล้ว!” อาจารย์สิงห์ขึ้นเสียงเล็กน้อย “การทำแบบนี้ไม่ใช่การทำลายพระพุทธรูป… แต่เป็นการ ‘ปลดปล่อย’ องค์พระให้เป็นอิสระจากพันธนาการของมีดอาคม… และเป็นการเปิดทางให้พลังงานบริสุทธิ์ของผงพุทธคุณเข้าไปชำระล้าง”
“แต่ถ้าไม่สำเร็จล่ะคะ”
“ถ้าไม่สำเร็จ…” อาจารย์สิงห์ถอนหายใจ “วิญญาณของชัยจะกลืนกินมีดนี้อย่างสมบูรณ์ และพระมารก็จะแข็งแกร่งจนไม่มีใครทำลายได้… แต่ถ้าสำเร็จ… มีดจะถูกทำลาย… และสิ่งที่สิงสถิตอยู่ภายในจะถูกผลักดันกลับไปสู่โลกของมัน”
อาจารย์สิงห์ยื่นผงพุทธคุณและน้ำมันประจุอาคมให้แซม
“ข้าไม่สามารถไปกับหนูได้แล้ว สังขารข้าไม่อำนวย… แต่ข้าจะสอนคาถาบทสุดท้ายให้หนูไปใช้”
เขาได้มอบภารกิจที่อันตรายและดูเหมือนจะเป็นไปไม่ได้ให้กับแซม… ภารกิจที่ต้องใช้ศรัทธาและคาถาที่อาจารย์สิงห์ได้มอบให้ เพื่อก้าวเข้าไปเผชิญหน้ากับความมืดมิดในถ้ำเขาหลวง
…
ที่เชิงเขาหลวง…
อาจารย์ไกรมาถึงในสภาพที่เลวร้ายที่สุดเท่าที่เขาเคยเป็น เสื้อผ้าขาดรุ่งริ่ง… ร่างกายผอมโซและเต็มไปด้วยเหงื่อเย็นๆ ใบหน้าของเขาไม่ได้มีร่องรอยของความกลัว… แต่มันคือความบ้าคลั่งที่บริสุทธิ์
เขาเดินอย่างโซซัดโซเซผ่านร้านค้าที่ปิดเงียบ และป้ายประกาศที่ห้ามขึ้นถ้ำหลังตะวันตกดิน เขารู้ว่าต้องไม่มีใครเห็นเขา… ไม่ใช่เพราะกลัวกฎหมาย… แต่เพราะกลัว ‘ชัย’ ที่จะโกรธเขามากขึ้น
เสียงหัวเราะคิกคัก… เสียงนั้นดังขึ้นอีกครั้ง… แต่ครั้งนี้ดังกว่าเดิม… เหมือนจะอยู่ใกล้เขามาก…
“พ่อ… พ่อกลับมาทำไม… ที่นี่ของฉัน… ของฉันแล้ว!”
“ไม่จริง!” ไกรคำราม เขาพุ่งตัวเข้าไปในถ้ำอย่างรวดเร็ว
บรรยากาศภายในถ้ำเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง อากาศไม่ได้เย็นชื้น… แต่กลับร้อนอบอ้าวอย่างแปลกประหลาด ไกรรู้สึกเหมือนกำลังเดินเข้าไปในเตาหลอมที่เต็มไปด้วยพลังงานที่บิดเบี้ยว
เขามองเห็นพระบุญที่กำลังนั่งสมาธิอยู่หน้าองค์พระพุทธรูปองค์ใหญ่ พระบุญยังคงนั่งนิ่ง… แต่ร่างกายของเขาสั่นสะท้านอย่างควบคุมไม่ได้ เขาไม่ได้สวดมนต์… แต่เขากำลัง ‘พยายาม’ สวดมนต์… แต่ทุกพยางค์ที่เปล่งออกมาดูเหมือนจะถูกบีบอัดและกลืนกินโดย ‘บางสิ่ง’ ที่มองไม่เห็น
ไกรเห็นภาพที่น่าสะพรึงกลัว: พลังงานสีดำขมุกขมัวกำลังไหลออกมาจากรอยร้าวที่ดวงตาขององค์พระ… และมันกำลังพุ่งตรงเข้าไปในร่างของพระบุญ… ดูดซึม ความอ่อนแอและความสิ้นหวังของท่าน…
“มึงใช้พระ… เป็นเครื่องดูดพลัง!” ไกรตะโกนใส่องค์พระด้วยความโกรธแค้น
เขาไม่สนใจบุญ เขาพุ่งตรงไปที่แท่นบูชาอย่างบ้าคลั่ง เขาเปิดผ้ารัดเอวของตัวเองออก… เผยให้เห็นขวดน้ำมันเก่าๆ ที่ซ่อนอยู่… ไม่ใช่เพื่อประกอบพิธี… แต่เพื่อ ‘ล่อ’ สิ่งที่เขาปลดปล่อยไป
“ชัย! ลูกพ่อ! ออกมาเดี๋ยวนี้!” ไกรตะโกนลั่น “พ่อเอาเลือดมาให้ลูกแล้ว! พ่อจะทำพิธีให้ลูกแข็งแกร่งที่สุดในโลกนี้!”
เขาหยิบมีดพับเล็กๆ ที่ติดตัวมา… กรีดเข้าที่แขนของตัวเองจนเลือดสีแดงสดไหลอาบออกมา… หยดลงบนพื้นหินหน้าองค์พระ
ทันทีที่หยดเลือดสัมผัสพื้น…
ครืนนนน!
ถ้ำทั้งถ้ำสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง… ไม่ใช่แผ่นดินไหว… แต่เป็น ‘พลังงาน’ ที่ถูกกระตุ้น
พระบุญลืมตาขึ้น… ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความเจ็บปวด เขามองเห็นอาจารย์ไกรที่ยืนอยู่ข้างหน้าองค์พระ… และไกรก็เห็นเขา
“ไกร!” บุญเรียกชื่อผู้บุกรุก “เจ้ามาทำอะไรอีก! เจ้ายังไม่พออีกเหรอ!”
“เงียบไปบุญ!” ไกรตะคอกกลับ “กูจะเอาลูกกูกลับมา! มึงไม่เกี่ยว!”
แต่ก่อนที่ไกรจะทำอะไรต่อ…
เสียงหัวเราะคิกคัก เสียงนั้นดังขึ้นกลางโถงถ้ำ… มันไม่ใช่เสียงเด็กเล็กๆ อีกต่อไป… แต่มันคือเสียงหัวเราะที่ทรงพลัง… เยือกเย็น… และเต็มไปด้วยความเหยียดหยาม!
“ฮ่าๆๆๆ! เลือดเน่าๆ ของพ่อ… ฉันไม่ต้องการแล้ว…”
ร่างของบุญถูกพลังงานที่มองไม่เห็นผลักกระเด็นไปติดผนังถ้ำ… ไกรหันไปมององค์พระ…
รอยร้าวที่ดวงตาขององค์พระ… ใหญ่ขึ้น! และจากรอยร้าวนั้น… แสงสีดำขมุกขมัวพุ่งออกมา… ก่อตัวเป็นร่างเงาของเด็ก… ที่ใหญ่ยักษ์และบิดเบี้ยว…
‘พระมาร’ ได้ปรากฏกายแล้ว…
มันมองลงมาที่อาจารย์ไกร… ผู้สร้างที่น่าสมเพช…
“ฉันกินของที่ยิ่งใหญ่กว่าเลือดของพ่อไปแล้ว…” เสียงนั้นดังก้องไปทั่วถ้ำ “ฉันกิน ‘ศรัทธา’ และ ‘ความบริสุทธิ์’ ของศาสดา… และตอนนี้… ฉันจะกิน ‘ชีวิต’ ของพ่อ… เพื่อให้ฉันสมบูรณ์แบบ!”
อาจารย์ไกรกรีดร้องอย่างบ้าคลั่ง…
และในขณะที่ความมืดมิดกำลังจะกลืนกินทุกสิ่ง…
แซมก็วิ่งเข้ามาในถ้ำ… มือของเธอกำมีดอาคมของไกรไว้แน่น… พร้อมด้วยผงพุทธคุณที่อาจารย์สิงห์มอบให้… เธอมาทันเวลา… แต่ก็สายเกินไปที่จะหยุดการปะทุของ ‘พระมาร’ แล้ว…
แซมวิ่งเข้ามาในถ้ำด้วยความเร็วสูงสุด หัวใจของเธอเต้นรัวเหมือนกลองรบ แต่ในมือของเธอก็กำมีดอาคมของอาจารย์ไกรและผงพุทธคุณไว้แน่น
สิ่งที่เธอเห็นอยู่ตรงหน้าคือภาพที่น่าสะพรึงกลัวจนเกินกว่าจินตนาการ อาจารย์ไกรกำลังคุกเข่าอยู่หน้าพระพุทธรูปองค์ใหญ่ ร่างกายสั่นเทาด้วยความหวาดกลัว และจากรอยร้าวที่ดวงตาขององค์พระ… มีพลังงานสีดำพวยพุ่งออกมา ก่อตัวเป็นเงาร่างของเด็ก… ชัย… ที่ใหญ่โตและน่าเกลียดน่ากลัวอย่างที่สุด
‘พระมาร’ ไม่ได้มีรูปร่างเหมือนเด็กธรรมดาอีกแล้ว มันเป็นเงาปีศาจสีดำที่มีขนาดใหญ่โตเท่าพระพุทธรูป… แต่กลับมีท่าทางเกรี้ยวกราดและคลุ้มคลั่ง เสียงหัวเราะเยาะเย้ยของมันก้องสะท้อนไปทั่วถ้ำ ทำให้หินงอกหินย้อยสั่นสะเทือน
“พ่อ… ในที่สุดพ่อก็กลับมา” ‘พระมาร’ พูดด้วยน้ำเสียงที่เย็นยะเยือกและเต็มไปด้วยความเหยียดหยาม “ฉันรอที่จะกินพลังชีวิตของพ่อมานานแล้ว… มันคือเครื่องสังเวยสุดท้ายที่ฉันต้องการ!”
พลังงานมืดพุ่งออกมาจากองค์พระพุทธรูป และพุ่งตรงไปยังอาจารย์ไกร ไกรกรีดร้องอย่างบ้าคลั่ง เขารู้สึกเหมือนถูกมือที่มองไม่เห็นกระชากวิญญาณออกจากร่าง
“ไม่! ชัย! มึงต้องเชื่อฟังข้า!” ไกรพยายามอ้างอำนาจสุดท้ายที่เขามี
แต่ ‘พระมาร’ ไม่สนใจ มันกำลังสนุกกับการทรมานผู้สร้างของมัน
“พ่อสร้างฉันมา… แต่ฉันได้ทำลายพ่อแล้ว! ฉันไม่ได้ถูกควบคุมโดยวิชาไสยดำอีกต่อไป! ฉันคือสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่า! ฉันคือ ‘พระมาร’!”
ขณะที่ไกรกำลังจะถูกกลืนกิน…
แซมก็โผล่ออกมาจากเงามืด “หยุดนะ!” เธอตะโกนสุดเสียง
‘พระมาร’ และไกรหันมามองเธอพร้อมกัน ดวงตาของ ‘พระมาร’ ที่เป็นรอยร้าวสีแดงก่ำ จ้องมองมาที่แซมอย่างแปลกใจ
“มนุษย์โง่ๆ… เจ้าเป็นใคร” เสียงของมันดังขึ้นในหัวของแซม
แซมไม่สนใจคำพูดนั้น เธอวิ่งเข้าไปใกล้บุญที่นอนตัวงออยู่ข้างผนังถ้ำ “บุญ! มีด! เราต้องเสียบมีดเข้าไปในองค์พระ!” แซมกระซิบอย่างเร่งรีบ
บุญลืมตาขึ้นมาอย่างยากลำบาก ใบหน้าของเขาซีดเผือด แต่ดวงตาของเขากลับมีประกายความมุ่งมั่นสุดท้าย เขาส่ายศีรษะอย่างอ่อนแรง “ไม่ใช่ฉัน… แซม… มีดนั้น… มันต้องการ ‘ผู้สร้าง'”
‘พระมาร’ เริ่มเข้าใจสถานการณ์ มันหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง “ฮ่าๆๆ! คิดจะทำลายฉันด้วยมีดอาคมเหรอ! เด็กสาวโง่ๆ! มีดนี่มันเป็นส่วนหนึ่งของฉันไปแล้ว!”
‘พระมาร’ ยื่นแขนเงาที่ใหญ่โตออกไป คว้าตัวอาจารย์ไกรขึ้นมา “พ่อรู้ไหม… การดูดกลืนพลังชีวิตของคนสร้าง… มันคือสิ่งที่หอมหวานที่สุด!”
“อ๊ากกกกกกกก!” ไกรกรีดร้องเมื่อร่างของเขาลอยขึ้นกลางอากาศ พลังชีวิตของเขากำลังถูกฉีกกระชาก
แซมตระหนักได้ทันที… คำพูดของบุญถูกต้อง มีดอาคมนี้ผูกมัดกับไกร… มันคือจุดเริ่มต้น… และไกรต้องเป็นจุดจบ
เธอกำมีดอาคมไว้แน่น มองไปยังอาจารย์ไกรที่กำลังดิ้นรนอย่างทรมาน ความเมตตาของแซม… ถูกกลบด้วยความมุ่งมั่นที่จะกอบกู้ถ้ำเขาหลวง
“ไกร! คุณต้องทำเอง!” แซมตะโกน “มีดนี่เป็นของคุณ! คุณต้องจบมัน! ไม่ใช่ทำลายองค์พระ… แต่เป็นการปลดปล่อย!”
ไกรหันมามองแซม… ดวงตาของเขาฉายแววความสำนึกผิดครั้งสุดท้าย เขาเห็นพระบุญที่นอนบาดเจ็บอยู่… เขาเห็นความศักดิ์สิทธิ์ที่ถูกย่ำยี… และเขาเห็นความชั่วร้ายที่เขาได้ปลดปล่อยออกมา
ความสำนึกผิดนั้น… เปลี่ยนเป็นความกล้าบ้าบิ่นที่บริสุทธิ์
‘พระมาร’ บีบอัดร่างของไกรให้แน่นขึ้น “ไม่! พ่อต้องตาย!”
แต่ในเสี้ยววินาทีสุดท้าย… อาจารย์ไกร… ผู้ซึ่งเคยเป็นอาจารย์ไสยดำผู้ยิ่งใหญ่… ได้รวบรวมพลังที่เหลืออยู่ทั้งหมด…
เขาจ้องมอง ‘พระมาร’ ที่สถิตอยู่ในองค์พระ “มึง… มึงเป็นลูกกู… มึงต้องเชื่อฟังกู… มึง… ต้องกลับไป… มึงต้องกลับไปอยู่ในที่ที่มึงจากมา!”
อาจารย์ไกรตะโกนลั่น… ไม่ใช่ด้วยคาถาอาคม… แต่ด้วยอำนาจสุดท้ายของผู้เป็นเจ้าของวิชา… เขาใช้ความพยายามสุดท้าย… ดึงดูด มีดอาคมจากมือของแซม!
“ว้าย!” แซมปล่อยมีดหลุดมือ
มีดอาคมสีดำพุ่งทะยานจากมือของแซมตรงไปยังอาจารย์ไกร ‘พระมาร’ หัวเราะเยาะ “โง่เง่า! พ่อจะเอามีดมาฆ่าฉันได้ยังไง!”
แต่ไกรไม่ได้ตั้งใจจะฆ่า ‘พระมาร’ เขารับมีดอาคม… มีดที่ผูกมัดชีวิตของเขากับกุมารทอง…
และในวินาทีที่วิญญาณของเขากำลังถูก ‘พระมาร’ ดูดกลืนจนหมดสิ้น… อาจารย์ไกรก็ทำในสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิด
เขาหันคมมีดอาคม… และแทงเข้าที่หัวใจของตัวเองอย่างแรง!
“อ๊ากกกกกกกกก!”
เสียงกรีดร้องไม่ได้มาจากไกรคนเดียว มันเป็นเสียงที่ผสมปนเปกันระหว่างความเจ็บปวดของมนุษย์… และความตกตะลึงของปีศาจ!
ไกรทรุดลงทันที เลือดสีแดงสดทะลักออกมาจากบาดแผล “มึง… มึงจะไม่มีวัน… ได้กูไป… ทั้งหมด…!” ไกรกระซิบเป็นคำสุดท้าย เขาไม่ได้ฆ่าตัวตาย… แต่เขาได้ทำพิธี ‘สังเวย’ ตัวเอง… เพื่อเป็นจุดจบของอาคมที่เขาเริ่มต้น
ทันทีที่อาจารย์ไกรแทงมีดอาคมเข้าที่หัวใจตัวเอง ร่างกายของเขาก็ล้มลงกระทบพื้นหิน เลือดสีแดงฉานไหลอาบมีดอาคมสีดำที่ยังคงเสียบคาอยู่
ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น… น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าที่ทุกคนคาดคิด
‘พระมาร’ กรีดร้องโหยหวน!
เสียงกรีดร้องนี้ไม่ได้มาจากลำคอ แต่มาจากเนื้อหินขององค์พระพุทธรูป! มันเป็นเสียงที่แหลมสูงจนบาดแก้วหู เหมือนเสียงของกระจกที่กำลังแตกออกเป็นเสี่ยงๆ พลังงานสีดำที่เคยพวยพุ่งออกมาจากดวงตาขององค์พระ… หยุดชะงักทันที
‘พระมาร’ ไม่ได้มีรูปร่างสมบูรณ์อีกต่อไป มันบิดเบี้ยว… ยืดออก… และหดตัวลงอย่างรุนแรง เหมือนกับไส้เดือนที่ถูกโรยด้วยเกลือ
“ไม่! พ่อทำอะไรลงไป! พ่อกำลังทำลายฉัน!” เสียงโหยหวนของ ‘พระมาร’ เต็มไปด้วยความเจ็บปวดและความตกใจ
การสังเวยตัวเองของอาจารย์ไกร ได้สร้าง ‘แรงต้าน’ ครั้งสุดท้าย ไกรใช้ “อำนาจเจ้าของ” ดึงดูดพลังงานที่เขาปลดปล่อยไป… และล็อกมันไว้กับร่างกายที่กำลังจะตายของเขา ทำให้วิญญาณของ ‘ชัย’ ที่พยายามจะหลอมรวมกับพลังพุทธคุณ… ถูกดึงกลับมาอย่างรุนแรง
พลังงานมหาศาลที่ถูกกักเก็บไว้ในองค์พระ… ถูกฉีกออกจากกัน
ครืนนนนน!
องค์พระพุทธรูปปางสมาธิขนาดมหึมา… เริ่มสั่นสะเทือน…
ไม่ใช่สั่นคลอน… แต่มันกำลังสั่นอย่างบ้าคลั่ง!
รอยร้าวเล็กๆ ที่ดวงตาขององค์พระ… บัดนี้… ระเบิด ออก!
รอยร้าวขยายตัวออกไปอย่างรวดเร็วราวกับใยแมงมุม ปกคลุมไปทั่วพระพักตร์… ลามไปทั่วพระวรกาย…
เสียงหินที่แตกออกดังลั่นไปทั่วถ้ำ!
“แซม! ถึงเวลาแล้ว!” พระบุญตะโกนสุดเสียง แม้ร่างกายจะยังอ่อนแอ
แซมไม่ได้คิดอะไรอีกแล้ว เธอวิ่งไปยังร่างของอาจารย์ไกรที่แน่นิ่ง… คว้ามีดอาคมที่เปื้อนเลือดออกมาจากอกของเขา!
ความรู้สึกที่มือของเธอ… เย็นยะเยือก… แต่เต็มไปด้วยพลังที่ชั่วร้ายอย่างที่สุด เธอไม่สนใจความหวาดกลัว… เธอคิดถึงแต่คำพูดของอาจารย์สิงห์…
“ต้องนำมีดเล่มนี้… ไปเสียบลงไปในรอยร้าวที่ดวงตาขององค์พระ”
แซมวิ่งตรงไปยังองค์พระพุทธรูปที่กำลังสั่นสะเทือนและแตกร้าว เศษหินปูนเริ่มร่วงลงมาจากเพดานถ้ำ
เธอปีนขึ้นไปบนฐานพระที่พังทลายอย่างไม่ลังเล จ้องมองไปยังรอยร้าวขนาดใหญ่ที่ดวงตาขององค์พระ…
‘พระมาร’ รู้ตัวว่ากำลังจะถูกทำลาย มันพยายามรวบรวมพลังงานที่เหลืออยู่… พุ่งเข้าใส่แซม
“อย่า! อย่าเข้ามายุ่ง!” เสียงของมันคำรามอย่างเกรี้ยวกราด
แต่แซมไม่ถอย เธอหยิบผงพุทธคุณที่อาจารย์สิงห์มอบให้… แล้วท่องคาถาที่ถูกสอนมาด้วยเสียงที่สั่นเครือแต่หนักแน่น
“พุทโธ… ธัมโม… สังโฆ… จงกลับคืนสู่ความว่างเปล่า…”
ผงพุทธคุณสีขาวบริสุทธิ์ถูกโยนออกไปกลางอากาศ… และถูกดูดเข้าไปในรอยร้าวที่ดวงตาขององค์พระ!
ผงพุทธคุณทำปฏิกิริยากับพลังงานมืด… เกิดเป็นแสงสว่างสีขาวจ้าพุ่งออกมาจากองค์พระพุทธรูป… ปะทะกับพลังงานสีดำอย่างรุนแรง!
ฟิ้ววววววววววววววววววววววววววววว!
พลังงานสีดำ… ถูกเผาผลาญ… ถูกชำระล้าง! เสียงกรีดร้องของ ‘พระมาร’ แปรเปลี่ยนเป็นเสียงหวีดหวิวที่เบาบางลง… มันคือเสียงของวิญญาณที่ถูกผลักดันกลับไปสู่โลกของมันอย่างรุนแรง
แต่พิธีการยังไม่สมบูรณ์… แซมมองไปที่มือของเธอ… มีดอาคมสีดำที่เต็มไปด้วยเลือดของไกร
นี่คือการจบสิ้น นี่คือการปลดปล่อยองค์พระ
แซมรวบรวมความกล้าทั้งหมด… เธอจ้องมองไปยังรอยร้าวที่ดวงตาขององค์พระที่กำลังมีแสงสีขาวและดำปะทะกัน
“พุทโธ… ปลดปล่อย!”
เธอเงื้อมีดอาคมสีดำ… และเสียบมันลงไปในรอยร้าวที่ดวงตาขององค์พระพุทธรูป!
แกรง!
เสียงโลหะกระทบหินดังสนั่น… แต่ไม่ใช่แค่เสียงนั้น… มีดอาคม… ที่เปื้อนเลือดและเป็นเครื่องมือของความชั่วร้ายมานาน…
บัดนี้… ถูกพลังงานศักดิ์สิทธิ์ที่ถูกปลดปล่อยออกมา…
แตกสลาย!
มีดอาคมสีดำระเบิดออกเป็นผงธุลีในทันที… เศษโลหะเล็กๆ กระจายหายไปในอากาศ…
เมื่อมีดอาคมถูกทำลาย… พันธนาการระหว่างวิญญาณชั่วร้ายกับองค์พระก็ถูกตัดขาดอย่างสิ้นเชิง!
แสงสีขาวบริสุทธิ์ที่รุนแรงพุ่งออกมาจากรอยร้าวที่ดวงตาขององค์พระ… กลืนกินพลังงานสีดำทั้งหมด… ความเย็นยะเยือก… ความหนักอึ้ง… กลิ่นคาว… ทั้งหมดนั้นหายไปในพริบตา
องค์พระพุทธรูปหยุดสั่นสะเทือน… แต่รอยร้าวที่ปกคลุมทั้งองค์… บัดนี้ได้ขยายใหญ่จนถึงขีดสุด
โครมมมมมมมมมมมมมมมม!
องค์พระพุทธรูปปางสมาธิที่เคยเป็นศูนย์รวมศรัทธา… พังทลายลงมาเป็นชิ้นๆ… ก้อนหินขนาดมหึมาและผงปูนแตกกระจายเต็มโถงถ้ำ… เสียงดังสนั่นหวั่นไหว…
แซมกระโดดลงจากฐานพระอย่างรวดเร็ว แล้ววิ่งเข้าไปหาบุญที่นอนอยู่ข้างผนัง
ทั้งสองคนกอดกันแน่น… รอบตัวพวกเขาคือเศษซากปรักหักพัง… และร่างที่แน่นิ่งของอาจารย์ไกร… ความเงียบสงบกลับคืนสู่ถ้ำเขาหลวงอีกครั้ง… เป็นความเงียบที่แท้จริง… ไม่มีเสียงหัวเราะเยาะเย้ยของปีศาจ… มีแต่เสียงลมหายใจที่อ่อนล้าของมนุษย์สองคน
ความชั่วร้ายถูกทำลายแล้ว… แต่ความศักดิ์สิทธิ์ก็ต้องแลกมาด้วยการสูญเสียครั้งใหญ่
แสงอาทิตย์แรกของวันใหม่สาดส่องเข้ามาในถ้ำเขาหลวงอย่างอ่อนโยน มันเป็นแสงที่อบอุ่นและให้ความรู้สึกสงบอย่างแท้จริง ผิดกับความขมุกขมัวและความหนักอึ้งในช่วงหลายวันที่ผ่านมา
พระบุญและแซมนั่งพิงผนังถ้ำที่เย็นเฉียบด้วยความอ่อนล้า พวกเขารอดชีวิตมาได้ แต่เต็มไปด้วยผงฝุ่นและร่องรอยบาดเจ็บเล็กน้อย ตรงหน้าพวกเขาคือซากปรักหักพังของพระพุทธรูปปางสมาธิองค์ใหญ่ เศษหินปูนกองมหึมา… และมีดอาคมที่ถูกทำลายไปแล้ว
“บุญ… เขา… อาจารย์ไกร…” แซมพูดเสียงแผ่ว พลางมองไปยังร่างของอาจารย์ไกรที่แน่นิ่ง อาจารย์ไกรสิ้นชีพแล้ว ใบหน้าของเขาถูกอาบด้วยเลือด… แต่แววตาสุดท้ายของเขากลับปราศจากความโกรธแค้น มีเพียงความสงบที่น่าประหลาดใจ
“เขาทำในสิ่งที่เขาต้องทำ… เพื่อชดใช้กรรม” บุญกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เศร้าสร้อย “เขาใช้ชีวิตของเขา… เป็นจุดจบของอาคมชั่วร้ายที่เขาเริ่มไว้”
แซมก้มลงกราบร่างของไกรอย่างนอบน้อม “ขอบคุณ… ที่คุณช่วยเราไว้”
บุญรู้สึกได้ถึงความเปลี่ยนแปลงของถ้ำอย่างชัดเจน ความเย็นยะเยือกที่เคยกัดกินหัวใจหายไปหมดสิ้น ถูกแทนที่ด้วยพลังงานที่บริสุทธิ์… พลังงานของ “ความว่างเปล่า” ที่ไม่ถูกแปดเปื้อน
ความศักดิ์สิทธิ์กลับมาแล้ว… แม้จะต้องแลกมาด้วยการสูญเสียภาชนะที่กักเก็บมันไว้ก็ตาม
…
ไม่นานนัก เสียงไซเรนและเสียงฝีเท้าของชาวบ้านก็ดังเข้ามาในถ้ำ แรงสั่นสะเทือนเมื่อคืนนี้ดังไปถึงตัวเมือง และการพังทลายของพระพุทธรูปองค์สำคัญทำให้ทุกคนตกตะลึง
ตำรวจเข้ามาตรวจสอบ… ตามมาด้วยนายอำเภอและเจ้าอาวาสวัดที่ดูแลถ้ำ
ภาพที่เจ้าหน้าที่เห็นคือความเสียหายครั้งใหญ่หลวง เศษหินปูนที่ถล่มลงมา… และร่างของชายแปลกหน้าคนหนึ่งที่ตายจากการถูกแทงด้วยมีด… ที่ยังเป็นปริศนาว่ามีดนั้นหายไปไหน
พระบุญและแซม… ผู้รอดชีวิตเพียงสองคน… ต้องเล่าเรื่องทั้งหมด
การให้การต่อเจ้าหน้าที่: บุญไม่ได้พูดถึง ‘พระมาร’ หรือ ‘กุมารทอง’ ที่ชั่วร้าย เขาอธิบายว่า อาจารย์ไกรเป็นนักไสยศาสตร์ที่ลักลอบเข้ามาในถ้ำ เพื่อทำพิธีชั่วร้ายเพื่อ ‘ขโมย’ พลังพุทธคุณ “เขาพยายามจะทำพิธีปลุกเสกของให้เป็นพิษ” บุญเล่าด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่น “แต่เนื่องจากถ้ำนี้ศักดิ์สิทธิ์มาก พลังงานจึงตีกลับ ทำให้เกิดการระเบิดของหินปูน”
แซมให้การสนับสนุนคำพูดของบุญอย่างแม่นยำที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยหลีกเลี่ยงรายละเอียดเหนือธรรมชาติทั้งหมด เธอยืนยันว่าอาจารย์ไกรทำร้ายตัวเองเพราะ “ถูกพลังงานมืดที่เขาสร้างขึ้นครอบงำ”
เจ้าหน้าที่ยอมรับการให้การนี้… มันเป็นเรื่องที่เข้าใจได้มากกว่าการพูดถึงพระพุทธรูปที่ลืมตาได้ พวกเขาตัดสินคดีนี้ว่าเป็นการก่ออาชญากรรมทางไสยศาสตร์ที่ล้มเหลว และอาจารย์ไกรถูกบันทึกว่าเป็นผู้เสียชีวิตจากการกระทำผิดกฎหมายของตนเอง
…
หลายเดือนต่อมา…
ถ้ำเขาหลวงกลับมาสงบสุขอีกครั้ง แต่ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นนั้นยิ่งใหญ่ พระพุทธรูปองค์ใหญ่ใจกลางถ้ำหายไปแล้ว ถูกแทนที่ด้วยกองหินปูนที่ถูกจัดวางอย่างระมัดระวังให้ดูเหมือนเป็น “เนินบูชา”
ชาวบ้านยังคงมาสักการะ แต่ตอนนี้พวกเขาไม่ได้มาขอพรจากองค์พระองค์ใดองค์หนึ่งโดยเฉพาะ พวกเขามาเพื่อสักการะ “พื้นที่” ที่เคยเป็นที่ประดิษฐานขององค์พระ ความศรัทธาของพวกเขาไม่ได้ถูกผูกมัดไว้กับ “วัตถุ” แต่ถูกผูกมัดไว้กับ “สถานที่” และ “ความบริสุทธิ์” ที่พวกเขาเชื่อว่ากลับคืนมาแล้ว
พระบุญยังคงทำหน้าที่เป็นผู้ดูแลถ้ำต่อไป แต่ตอนนี้เขาไม่ใช่แค่เด็กหนุ่มธรรมดา เขาได้ผ่านการต่อสู้ทางจิตวิญญาณมาแล้ว แววตาของเขาลึกซึ้งและสงบเย็นยิ่งกว่าเดิม เขาใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย ท่องคาถาที่อาจารย์สิงห์มอบให้ทุกวันเพื่อปกป้องสถานที่นี้
แซมกลับไปเปิดร้านขายของชำของเธอที่หน้าถ้ำ เธอยังคงนำอาหารมาให้บุญทุกเช้า แต่ความสัมพันธ์ของพวกเขาไม่ได้เป็นเพียงเพื่อนวัยเด็กอีกต่อไป พวกเขาคือ “ผู้พิทักษ์” ที่แบกรับความลับและภารกิจในการปกป้องสถานที่ศักดิ์สิทธิ์นี้ไว้ด้วยกัน
อาจารย์ไกรถูกฝังอย่างเงียบๆ ในสุสานไร้ชื่อ แต่ในคืนที่ดวงจันทร์เต็มดวง… บุญจะสวดมนต์แผ่เมตตาให้กับดวงวิญญาณของเขา เขาเข้าใจดีว่าไกรไม่ได้ชั่วร้ายอย่างสมบูรณ์… แต่เขาเป็นเหยื่อของความโลภและความสิ้นหวังของตัวเอง
ส่วนกุมารทอง ชัย… มันหายไปแล้ว วิญญาณของมันถูกทำลายไปพร้อมกับมีดอาคม… และถูกผลักดันกลับสู่โลกที่มันจากมา ความเงียบที่เหลืออยู่… คือการยืนยันว่าไม่มีความชั่วร้ายใดหลงเหลืออยู่ในถ้ำเขาหลวงอีกต่อไป