Lời Hứa Máu Và Thần Chết Trên Doi Suthep

คำสาบานเลือด: กุมารทองผู้หิวกระหายชัยชนะ

ลมหายใจของนนท์กระแทกเข้ากับหน้าอกราวกับค้อนทุบ ปอดของเขากำลังลุกเป็นไฟ ทุกเส้นใยกล้ามเนื้อที่น่องและต้นขากรีดร้องประท้วง เหงื่อไม่ได้ไหล มันทะลักออกมาจากทุกรูขุมขน สาดกระเซ็นลงบนเฟรมคาร์บอนไฟเบอร์ของจักรยานคู่ใจ แว่นตากันลมของเขาพร่ามัวไปด้วยไอน้ำและความพยายาม

เขาเงยหน้าขึ้น หรี่ตามองผ่านม่านเหงื่อ เสื้อสีเหลืองสดใส—เสื้อของแชมป์—ยังคงอยู่ข้างหน้า ห่างออกไปราวห้าสิบเมตร เอกขยับไปตามจังหวะการปั่นที่มั่นคงและราบรื่นราวกับเครื่องจักร มันเป็นจังหวะที่นนท์เกลียดชัง จังหวะที่บอกว่า ‘ฉันควบคุมได้’

“โธ่เว้ย!” นนท์สบถออกมา คำพูดนั้นหายไปในสายลมที่พัดผ่านใบหู

นี่คือดอยสุเทพ ทางขึ้นเขาที่โหดหินที่สุดในเชียงใหม่ และอาจจะในประเทศไทย สนามเด็กเล่นของราชา และขุมนรกของผู้อ่อนแอ นนท์รู้ทุกโค้งหักศอก รู้ทุกรอยแตกบนพื้นยางมะตอย เขาซ้อมที่นี่จนแทบจะอาเจียนเป็นเลือด แต่เอก… เอกยังคงอยู่ข้างหน้าเสมอ

นนท์พยายามเร่งความเร็ว กดบันไดจักรยานหนักขึ้นอีก ลมหายใจของเขาแปรเปลี่ยนเป็นเสียงคำรามต่ำๆ ในลำคอ เขาไม่ใช่แค่นักปั่น เขาคือนักล่าที่กำลังไล่เหยื่อ แต่เหยื่อตัวนี้ไม่เคยเหนื่อย

พวกเขาเข้าใกล้ ‘โค้งวัดใจ’ โค้งสุดท้ายก่อนถึงจุดชมวิวที่มักใช้เป็นเส้นชัยจำลองสำหรับการซ้อม นี่คือจุดที่นนท์มักจะแผ่วเสมอ มันไม่ใช่แค่ความชัน มันคือจิตวิทยา

เสื้อสีเหลืองขยับห่างออกไปอีกนิด เอกกำลังจะทิ้งเขาอีกแล้ว

“ไม่!” นนท์ตะโกน กัดฟันแน่นจนกรามปวด เขาฝืนร่างกาย ยืนขึ้นโยกจักรยาน ใช้แรงทั้งหมดที่มี โซ่จักรยานเสียดสีเสียงดังลั่น เขาขยับเข้าไปใกล้ขึ้น… สี่สิบเมตร… สามสิบเมตร…

ทันใดนั้นเอง เอกก็เร่งความเร็ว ไม่ได้เร่งแบบกระชาก แต่เป็นการเปลี่ยนเกียร์ที่นุ่มนวลและเพิ่มรอบขาอย่างมั่นคง ราวกับว่าเขารอให้นนท์เข้ามาใกล้ เพื่อที่จะบดขยี้ความหวังนั้นทิ้ง

นนท์รู้สึกเหมือนโดนตบหน้า ความเร็วที่เขาเค้นออกมาจนสุดแรง กลับถูกตอบโต้กลับอย่างง่ายดาย

เอกผ่านโค้งนั้นไปอย่างสง่างามเหมือนสายลม ในขณะที่นนท์ไปถึงจุดนั้นด้วยสภาพที่แทบจะหมดแรง ขาของเขาหนักอึ้งราวกับคอนกรีต เขาหอบหายใจอย่างหนักหน่วง มองตามแผ่นหลังของเอกที่ค่อยๆ ลับหายไปตรงจุดพักรถ

เขาแพ้อีกแล้ว แม้กระทั่งในการซ้อม

นนท์ปั่นจักรยานต่อไปอย่างช้าๆ ความโกรธผสมผสานกับความอับอายจนแทบจะทำให้เขาคลื่นไส้ เขารู้สึกถึงรสชาติขมปร่าของความพ่ายแพ้ในลำคอ

เอกยืนรออยู่ตรงนั้น กำลังจิบน้ำจากขวดอย่างใจเย็น เมื่อนนท์ปั่นมาจอด ร่างกายสั่นเทาไปหมด เอกก็พยักหน้าให้ แววตาของเขาไม่ได้เยาะเย้ย มันเป็นแววตาที่นนท์เกลียดที่สุด… แววตาของความเห็นใจ

“เกือบดีแล้วนะนนท์” เอกพูด เสียงปกติ ไม่หอบแม้แต่น้อย

นนท์กระแทกเท้าลงพื้น ปลดคลีทออกจากบันได ก้าวลงจากจักรยานแทบจะล้มทั้งยืน เขาไม่อยากฟัง

“อีกนิดเดียวเอง” เอกพูดต่อ “แต่ปัญหาของนายไม่ได้อยู่ที่ขา”

นนท์ถอดแว่นตากันลมออก ขว้างมันลงพื้น “แล้วมันอยู่ที่ไหนล่ะ ไอ้แชมป์?”

เอกมองไปยังวิวเมืองเชียงใหม่ที่อยู่เบื้องล่าง “ใจนายมันหนักเกินไป นนท์” เขากล่าวเรียบๆ “นายไม่ได้แข่งกับฉัน นายกำลังแข่งกับภูเขา และภูเขามันไม่สนใจว่านายอยากเอาชนะมันมากแค่ไหน มันสนใจแค่ว่านายเคารพมันหรือเปล่า”

คำพูดนั้นแทงใจนนท์ มันคือความจริงที่เขาไม่อยากยอมรับ เอกไม่ได้แค่ชนะเขาด้วยร่างกาย แต่ชนะด้วยจิตใจ

“นายมันก็ดีแต่พูด” นนท์เค้นเสียงออกมา “เพราะนายมันชนะตลอด”

เอกส่ายหัวช้าๆ “ฉันไม่ได้ชนะตลอด แต่ฉันเรียนรู้ที่จะแพ้ นั่นคือสิ่งที่นายยังทำไม่ได้”

เอกเดินกลับไปที่จักรยานของเขา ตบเบาๆ ที่ไหล่นนท์ “พักซะบ้าง อย่าให้ความอยากชนะมันเผานายจนหมด”

นนท์ยืนนิ่ง มองตามเอกที่ปั่นจักรยานจากไปอย่างง่ายดาย ทิ้งเขาไว้กับความพ่ายแพ้อีกครั้งบนยอดดอยที่เขาใฝ่ฝันอยากจะเป็นราชา

ความเงียบเข้ามาแทนที่เสียงหอบหายใจ มีเพียงเสียงลมหวีดหวิวผ่านแนวสน นนท์ก้มลงมองจักรยานของเขา มันคือสุดยอดเทคโนโลยี แต่ในวันนี้ มันรู้สึกเหมือนเศษเหล็กไร้ค่า

เขาคว้าขวดน้ำที่เกือบจะว่างเปล่าของตัวเองขึ้นมา และด้วยความโกรธที่อัดอั้นจนระเบิดออกมา เขาก็ขว้างมันสุดแรงเข้ากับป้ายบอกทาง

“โธ่เว้ยยยยย!”

เสียงตะโกนของเขาก้องสะท้อนไปมา แต่ภูเขาก็แค่รับฟัง ไม่ตอบโต้อะไร ปล่อยให้เขาจมอยู่กับความอับอายเพียงลำพัง

นนท์ทรุดตัวลงนั่งข้างถนน หัวใจเต้นแรงด้วยความโกรธ ไม่ใช่ความเหนื่อยล้า การแข่งขันชิงแชมป์ “ราชาแห่งดอยสุเทพ” ตัวจริงจะเริ่มในอีกหนึ่งสัปดาห์ นี่คือโอกาสสุดท้ายของเขา

สปอนเซอร์เริ่มส่งสัญญาณไม่พอใจ พวกเขาไม่ได้จ่ายเงินให้ ‘ที่สองตลอดกาล’ ถ้าเขาแพ้ครั้งนี้อีก ทุกอย่างจบ อาชีพนักปั่นที่เขาทุ่มเทมาทั้งชีวิตจะพังทลายลงต่อหน้า

เขาต้องชนะ เขาไม่สนว่าต้องใช้วิธีไหน เขาต้องชนะเอกให้ได้

ความคิดนั้นวนเวียนอยู่ในหัวขณะที่เขาปั่นจักรยานลงจากดอยอย่างช้าๆ ความเร็วที่เคยทำให้เขารู้สึกเป็นอิสระ ตอนนี้กลับรู้สึกเหมือนโซ่ตรวน เขาไม่ได้แข่งกับภูเขาอย่างที่เอกบอก เขาแข่งกับเงาของเอก เงาที่ทาบทับตัวเขามาตลอดหลายปี

เขานึกถึงแววตาของเอก แววตาที่มั่นใจและเยือกเย็นนั้น นนท์อยากจะบดขยี้แววตานั้นให้แหลกคามือ

เมื่อเขาปั่นลงมาเกือบถึงตีนดอย ผ่านหน้ามหาวิทยาลัยเชียงใหม่และกำลังจะเข้าสู่ตัวเมืองที่วุ่นวาย นนท์ก็ชะลอความเร็ว เขาเหนื่อยล้าทั้งกายและใจ แสงแดดที่เคยสดใสในตอนเช้าเริ่มจะร้อนแรง แผดเผาผิวของเขา

เขาจอดจักรยานที่ร้านกาแฟเล็กๆ ข้างทาง สั่งน้ำเย็นจัดมาดื่มรวดเดียวจนหมด ความเย็นของน้ำช่วยให้สมองที่กำลังเดือดพล่านของเขาสงบลงได้บ้าง

ขณะที่เขานั่งเหม่อมองถนนที่ผู้คนสัญจรไปมา สายตาของเขาก็ไปสะดุดกับชายชราคนหนึ่งที่กำลังเข็นรถขายผลไม้แห้งและเครื่องรางเล็กๆ น้อยๆ ชายชราคนนั้นดูเหมือนคนเร่ร่อนธรรมดา แต่มีบางอย่างในแววตาที่จับจ้องมาที่เขา… แววตาที่เหมือนจะรู้อะไรบางอย่าง

นนท์พยายามเบือนหน้าหนี แต่สายตานั้นก็ยังตามมา ราวกับแม่เหล็ก

ชายชราเข็นรถมาหยุดใกล้ๆ โต๊ะของนนท์ “อากาศมันร้อนนะ พ่อหนุ่ม” เขาพูด เสียงแหบพร่า “ดื่มน้ำเย็นๆ ก็ยังดับไฟในใจไม่ได้หรอก”

นนท์ขมวดคิ้ว “ลุงหมายความว่ายังไง”

ชายชราหัวเราะเบาๆ “ภูเขามันสูง ชัยชนะมันก็หอมหวาน แต่บางครั้ง… แรงของเราอย่างเดียวมันก็ไม่พอ”

คำพูดนั้นเหมือนเข็มทิ่มแทงเข้าไปในใจของนนท์ “ลุงรู้เรื่องอะไร”

ชายชราหยิบพวงกุญแจไม้แกะสลักรูปช้างยื่นให้ “ฉันไม่ได้รู้อะไรมากไปกว่าที่ตาเห็นหรอก” เขามองไปทางยอดดอยสุเทพที่อยู่ไกลออกไป “ฉันเห็นคนหนุ่มที่อยากชนะ แต่ไม่รู้วิธีที่จะชนะ”

นนท์กำหมัดแน่น “ถ้าลุงไม่มีอะไรจะพูด ก็ไปเถอะ”

ชายชราส่ายหัว “มีคนเคยบอกฉันว่า… ถ้าอยากได้อะไรมากๆ แต่สู้เขาไม่ได้… เราก็ต้องหา ‘ตัวช่วย'”

“ตัวช่วย?” นนท์ทวนคำ

“ใช่” ชายชรายิ้ม เผยให้เห็นฟันที่หลอไปหลายซี่ “มีคนๆ หนึ่งที่ช่วยคนแบบพ่อหนุ่มได้ เขาไม่อยู่ในเมือง เขาอยู่กับภูเขา อยู่กับสิ่งที่คนเมืองลืมไปแล้ว”

นนท์รู้สึกถึงความเย็นวาบแล่นผ่านสันหลัง แม้ว่าอากาศจะร้อนอบอ้าว “ลุงพูดถึงใคร”

“ชาวบ้านเขาเรียกแกว่า ‘ตาพร’ แกอยู่แถวๆ ทางขึ้นดอยเก่าน่ะ ตรงใกล้ๆ ศาลเจ้าที่คนเขาไม่ไปกันแล้ว” ชายชราพูด พลางจัดของในรถเข็น “แกมีความรู้เก่าๆ ความรู้ที่ช่วยให้คน… ‘เร็ว’ ขึ้นได้”

นนท์นิ่งเงียบ ความคิดในหัวตีกันวุ่นวาย ส่วนหนึ่งบอกว่านี่มันงมงาย ไร้สาระ แต่อีกส่วนหนึ่ง… ส่วนที่กำลังสิ้นหวัง… มันกลับตะโกนว่า ‘ทำไมไม่ลอง’

“แล้วฉันจะหาเขาเจอได้ยังไง” นนท์ถาม เสียงเบาลง

ชายชรายิ้มกว้างขึ้น “ถ้าพ่อหนุ่ม ‘อยาก’ มากพอ… เดี๋ยวก็เจอเอง” เขายัดพวงกุญแจช้างใส่มือนนท์ “เอาไป ถือเป็นของปลอบใจ”

ชายชราเข็นรถจากไป ทิ้งให้นนท์นั่งอยู่กับความคิดที่สับสนอลหม่าน เขามองพวงกุญแจในมือ แล้วเงยหน้ามองขึ้นไปยังยอดดอยสุเทพอีกครั้ง

‘ตัวช่วย’ งั้นหรือ?

เขากำลังจะแพ้ทุกอย่างอยู่แล้วไม่ใช่หรือ? ถ้ามีทางลัด… แม้ว่ามันจะเป็นทางที่มืดมิดแค่ไหน… เขาก็ควรจะลองดูไม่ใช่หรือ?

นนท์ดื่มน้ำอึกสุดท้าย ตัดสินใจ เขาลุกขึ้น คว้าจักรยาน และปั่นออกไป ไม่ได้กลับไปทางห้องพัก แต่ย้อนกลับไปทางตีนดอย มุ่งหน้าไปยังเส้นทางเก่าที่เขาไม่เคยสนใจมาก่อน


นนท์ปั่นจักรยานไปตามถนนสายเล็กๆ ที่แยกออกจากทางหลัก เส้นทางที่นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ไม่รู้จัก มันเป็นทางเก่าที่ชาวบ้านเคยใช้ก่อนที่ถนนสายใหม่จะถูกตัดผ่าน ป่าสองข้างทางเริ่มหนาทึบขึ้น แสงแดดที่เคยแผดจ้ากลับถูกบดบังด้วยเรือนยอดไม้สูง ทำให้อากาศเย็นลงอย่างประหลาด

ความเงียบเข้ามาแทนที่เสียงจอแจของเมือง มีเพียงเสียงยางรถของเขาที่บดไปบนถนนที่เริ่มผุพัง และเสียงหรีดหริ่งเรไรที่ดังระงมมาจากในป่าลึก นนท์รู้สึกถึงสายตาที่มองไม่เห็นจับจ้องมาที่เขา มันเป็นความรู้สึกที่ทำให้ขนลุกซู่

เขาปั่นมาถึงทางแยกเล็กๆ ที่แทบจะมองไม่เห็น ถ้าไม่สังเกตดีๆ ก็คงนึกว่าเป็นแค่พุ่มไม้รกๆ แต่มันมีร่องรอยของทางเดินดินแคบๆ ที่ทอดลึกเข้าไปในป่า นนท์ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง จักรยานราคาแพงของเขาไม่ได้ออกแบบมาเพื่อทางแบบนี้

‘ถ้าพ่อหนุ่ม ‘อยาก’ มากพอ… เดี๋ยวก็เจอเอง’

เสียงของชายชราคนนั้นดังก้องในหัว ความสิ้นหวังผลักดันให้เขาก้าวไปข้างหน้า นนท์ลงจากจักรยาน เข็นมันเข้าไปในทางเดินนั้น

ทันทีที่ก้าวเข้าไป อากาศก็เปลี่ยนไปอีกครั้ง มันหนักอึ้งและชื้น กลิ่นดิน กลิ่นใบไม้เน่า และกลิ่น… ธูปจางๆ ลอยมาตามลม

ทางเดินนั้นชันและลื่นกว่าที่คิด เขาต้องออกแรงดันจักรยานราคาหลายแสนบาทผ่านรากไม้และก้อนหิน ความรู้สึกไร้สาระแวบเข้ามาในหัว เขามาทำอะไรที่นี่? ไล่ตามคำพูดของคนแก่สติเฟื่องคนหนึ่งงั้นหรือ?

เขากำลังจะหันหลังกลับ แต่แล้วเขาก็เห็นมัน

ท่ามกลางต้นไม้ใหญ่ มีศาลเจ้าเล็กๆ เก่าซอมซ่อตั้งอยู่ ศาลเจ้านั้นแทบจะพังทลายลงมาอยู่แล้ว หลังคาถูกปกคลุมไปด้วยมอสส์และเถาวัลย์ สีแดงที่เคยสดใสบนตัวศาลบัดนี้ซีดจางและหลุดลอก แต่ที่น่าแปลกคือ ตรงหน้าศาลมีร่องรอยของธูปที่เพิ่งจุดใหม่ปักอยู่

และข้างๆ ศาลเจ้านั้น คือกระท่อมไม้หลังเล็กที่ดูเหมือนจะสร้างมานานหลายสิบปี มันกลมกลืนไปกับป่าจนแทบจะแยกไม่ออก ควันสีเทาจางๆ ลอยออกมาจากปล่องเล็กๆ

นนท์กลืนน้ำลาย เขารู้สึกเหมือนกำลังบุกรุกเข้าไปในสถานที่ที่ไม่ควรย่างกราย เขาพิงจักรยานไว้กับต้นไม้ แล้วเดินช้าๆ ไปที่หน้ากระท่อม

“เอ่อ… มีใครอยู่ไหมครับ?” เขาตะโกนเรียก เสียงของเขาฟังดูประหม่า “มีคนบอกให้ผมมาหา… ตาพร”

ความเงียบตอบกลับมา มีเพียงเสียงลมพัดใบไม้

นนท์กำลังจะเรียกอีกครั้ง แต่ประตูไม้ที่ปิดไม่สนิทก็ค่อยๆ แง้มออกช้าๆ พร้อมกับเสียงเอี๊ยดอ๊าดที่น่าขนลุก

ร่างของชายชราคนหนึ่งก้าวออกมา เขาสวมเพียงผ้าขาวม้าผืนเดียวที่มัดไว้รอบเอว ผิวหนังเหี่ยวย่นสีแทนเข้ม ผมและหนวดเคราสีขาวโพลนยาวรุงรัง แต่สิ่งที่ทำให้นนท์ชะงักคือดวงตาของเขา

ดวงตาของตาพรไม่ได้ขุ่นมัวเหมือนคนแกทั่วไป มันใสดั่งแก้ว และคมกริบราวกับใบมีด เขามองนนท์ตั้งแต่หัวจรดเท้า หยุดสายตาไว้ที่จักรยานราคาแพงที่พิงอยู่ แล้วก็เลื่อนกลับมามองหน้านนท์

“เจ้ามาผิดที่แล้ว” ตาพรพูด เสียงแหบพร่าแต่ทรงพลัง “ที่นี่ไม่มีอะไรให้แชมป์”

นนท์สะดุ้ง “ผม… ผมยังไม่ใช่แชมป์”

“ข้ารู้” ตาพรพูดเรียบๆ “ข้าเห็นความพ่ายแพ้ในตาของเจ้า ภูเขามันไม่ยอมรับเจ้า”

คำพูดนั้นเหมือนกับที่เอกพูด แต่ความหมายต่างกันโดยสิ้นเชิง นี่ไม่ใช่คำแนะนำ มันคือคำตัดสิน

“ตาพร… ช่วยผมด้วย” นนท์ก้าวเข้าไปใกล้ กลิ่นสมุนไพรแห้งและกลิ่นอับชื้นที่ประหลาดลอยออกมาจากตัวชายชรา “ผมต้องชนะการแข่งครั้งนี้ มันคือทุกอย่างของผม”

ตาพรหรี่ตามองเขา “ทุกอย่างรึ? ชีวิตของเจ้า? หรือแค่ความทะนงตน?”

“ผมจะทำทุกอย่าง!” นนท์พูดสวนขึ้นมาทันที ความอับอายและความสิ้นหวังปะทุเข้าด้วยกัน “ผมยอมทุกอย่าง ขอแค่ให้ผมชนะไอ้เอก… ขอแค่ให้ผมได้เป็นราชาแห่งดอยสุเทพ”

ตาพรนิ่งไปครู่หนึ่ง จ้องลึกเข้าไปในดวงตาของนนท์ ราวกับกำลังค้นหาบางสิ่ง “ความอยากของเจ้ามันแรงกล้า… แต่ก็มืดบอด”

ชายชราถอนหายใจยาว “เข้ามาข้างใน”

นนท์เดินตามเข้าไปในกระท่อมที่มืดสลัว ภายในมีเพียงแสงสว่างจากตะเกียงน้ำมันดวงเล็กๆ อากาศข้างในยิ่งหนักอึ้งกว่าข้างนอก ผนังเต็มไปด้วยยันต์ประหลาดและหน้ากากไม้แกะสลักที่ดูน่ากลัว บนหิ้งเล็กๆ มีขวดโหลบรรจุของเหลวและรากไม้แปลกๆ

ตาพรเดินไปที่มุมหนึ่ง หยิบห่อผ้าสีดำเก่าคร่ำคร่าที่วางอยู่บนแท่นบูชาเล็กๆ ออกมา เขาวางมันลงบนโต๊ะเตี้ยๆ ตรงหน้านนท์

“สิ่งที่เจ้าขอ มันมีราคาที่ต้องจ่าย” ตาพรพูด พลางค่อยๆ คลี่ห่อผ้าออกช้าๆ

นนท์กลั้นหายใจมองตาม

ข้างในห่อผ้านั้น คือวัตถุชิ้นหนึ่ง มันทำจากไม้สีเข้มจนเกือบดำ ถูกแกะสลักเป็นรูปเด็กนั่งยองๆ กอดเข่า ดวงตาของมันกลมโพลง เบิกกว้าง จ้องมองมาที่นนท์อย่างไม่กระพริบ แม้จะเป็นเพียงไม้แกะสลัก แต่ดวงตานั้นกลับดูราวกับมีชีวิต

“นี่คืออะไรครับ?” นนท์ถาม เสียงสั่น

“กุมารทอง” ตาพรตอบ “แต่ไม่ใช่แบบที่คนเมืองเขาเลี้ยงกันด้วยน้ำแดงขนมหวาน”

ตาพรยื่นนิ้วที่เหี่ยวย่นของเขาไปลูบที่หัวของรูปสลักนั้นเบาๆ “เขาคือจิตวิญญาณของภูเขา จิตวิญญาณที่ถูกลืม เขาไม่ได้อยากได้ของเล่น”

“แล้ว… เขาต้องการอะไร?” นนท์รู้สึกถึงความเย็นที่แผ่ซ่านออกมาจากตัวกุมารทอง แม้ว่าเขาจะยังไม่ได้สัมผัส

“เขาต้องการ ‘พันธะสัญญา'” ตาพรจ้องนนท์เขม็ง “เขาหิว… เขาโหยหาชัยชนะที่แท้จริง”

ชายชราก้มหน้าลงมากระซิบ “เขาต้องการ เลือด ของผู้ชนะ”

นนท์ชาวาบไปทั้งตัว นี่มันบ้าไปแล้ว นี่มันไสยศาสตร์ชัดๆ เขานักกีฬา เขาเชื่อในวิทยาศาสตร์การกีฬา แต่… ภาพที่เอกปั่นทิ้งเขาไปอย่างง่ายดายก็แวบเข้ามาในหัว เสียงจากสปอนเซอร์ที่ขู่จะตัดสัญญาดังก้อง

ความกลัวเริ่มถูกแทนที่ด้วยความมุ่งมั่นที่บิดเบี้ยว

“ต้องทำยังไง?” นนท์ถาม เสียงหนักแน่นขึ้น

ตาพรยิ้มเป็นครั้งแรก มันเป็นรอยยิ้มที่น่าขนลุก “เขายังหลับอยู่ เจ้าต้องปลุกเขา”

ชายชราหยิบมีดเล่มเล็กที่วางอยู่บนหิ้งส่งให้นนท์ “คืนก่อนวันแข่ง ให้เลือดของเจ้าแก่เขา ให้คำมั่นสัญญาแห่งชัยชนะแก่เขา”

นนท์รับมีดมา ถือมันไว้ในมือที่สั่นเทา มันเย็นเฉียบ

“แต่จงจำไว้” ตาพรพูด เสียงเข้มขึ้น “เมื่อเขาตื่น… เขาจะไม่กลับไปหลับอีก เขาจะอยู่กับเจ้า เขาจะช่วยเจ้าให้เร็ว… เร็วกว่าที่เจ้าเคยฝัน”

ตาพรโน้มตัวเข้ามาใกล้ จนนนท์ได้กลิ่นลมหายใจเหม็นอับของเขา “และเมื่อเจ้าชนะ… เขาจะ ‘กิน’ ชัยชนะของเจ้าเป็นอาหาร และเขา… หิวตลอดเวลา”

นนท์มองกุมารทองในห่อผ้า เขามองมีดในมือ เขามองเห็นเส้นชัยบนยอดดอยสุเทพ

เขาพยักหน้าช้าๆ “ตกลง”

ความสิ้นหวังได้บดบังความกลัวจนหมดสิ้นแล้ว


ตาพรห่อกุมารทองกลับเข้าที่เดิมอย่างช้าๆ แต่สายตาของเขายังคงจับจ้องอยู่ที่นนท์ ตรึงเขาไว้กับที่

“ข้าเตือนเจ้าเป็นครั้งสุดท้าย” เสียงของตาพรดังลอดไรฟัน “เมื่อเขาตื่น… เขาจะไม่กลับไปหลับอีก”

นนท์พยักหน้าช้าๆ พยายามกลืนน้ำลายที่เหนียวหนืดในลำคอ

“เขาจะอยู่กับเจ้า เขาจะเรียกร้องส่วนแบ่งจากชัยชนะของเจ้า” ชายชรากล่าวต่อ “และเจ้า… ต้องป้อนเขาเสมอ อย่าปล่อยให้เขาหิว”

“ผมเข้าใจ” นนท์ตอบกลับ เสียงหนักแน่นกว่าที่เขารู้สึกจริงๆ ในหัวของเขาไม่ได้ยินเสียงคำเตือน เขาเห็นแต่ภาพตัวเองกำลังชูถ้วยรางวัลอยู่บนยอดดอย

เขารับห่อผ้าสีดำนั้นมา มันหนักอึ้งอย่างประหลาดในมือของเขา หนักกว่าที่ไม้แกะสลักชิ้นเล็กๆ ควรจะเป็น

“ไปซะ” ตาพรโบกมือไล่ “แล้วอย่ากลับมาที่นี่อีก ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น”

นนท์ไม่ได้กล่าวลา เขารีบหันหลังกลับ คว้าจักรยาน และเข็นมันฝ่าทางเดินแคบๆ ออกมาจากป่าทึบ เขารู้สึกเหมือนดวงตาของตาพรยังคงจ้องมองตามแผ่นหลังของเขามาตลอดทาง


คืนนั้น… คืนก่อนการแข่งขัน “ราชาแห่งดอยสุเทพ”

นนท์อยู่ในห้องพักราคาถูกของโรงแรม แสงไฟนีออนสีขาวซีดสาดส่องเข้ามาทางหน้าต่าง เผยให้เห็นความว่างเปล่าของห้อง มีเพียงเตียง โต๊ะ และจักรยานของเขาที่พิงอยู่กับผนัง มันคือความแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับห้องพักหรูที่พวกนักแข่งระดับท็อปอย่างเอกได้พัก

เขานั่งอยู่บนขอบเตียง จ้องมองห่อผ้าสีดำที่วางอยู่ตรงหน้า มีดเล่มเล็กที่ตาพรให้มาวางอยู่ข้างๆ กัน

หัวใจของเขาเต้นแรงจนเจ็บหน้าอก ส่วนหนึ่งในตัวเขาตะโกนว่านี่มันบ้าบอ นี่มันงมงาย เขาเป็นนักกีฬา เขาเชื่อในการฝึกซ้อม โภชนาการ และวิทยาศาสตร์

แต่แล้ว… ภาพของเอกที่ปั่นแซงเขาอย่างง่ายดายราวกับเขาเป็นเพียงเด็กหัดขี่จักรยานก็แวบเข้ามาในหัว

เสียงของผู้จัดการทีมดังก้อง “ถ้านายไม่ชนะครั้งนี้ นนท์… เราคงต้องหาคนใหม่ สปอนเซอร์เขาไม่จ่ายเงินให้ที่สอง”

ความพ่ายแพ้ซ้ำซาก ความอับอาย ความกลัวที่จะสูญเสียทุกสิ่งทุกอย่างที่เขาสร้างมา มันบดขยี้ความเป็นเหตุเป็นผลจนแหลกละเอียด

นนท์กำหมัดแน่น เขาจะไม่ยอมแพ้อีกแล้ว เขาจะไม่ยอมเป็น ‘ที่สองตลอดกาล’ อีกต่อไป

เขาหยิบมีดเล่มเล็กขึ้นมา มือของเขาสั่นเล็กน้อย เขาค่อยๆ คลี่ห่อผ้าออก

กุมารทองไม้สีดำนอนนิ่งอยู่ตรงนั้น ดวงตาที่เบิกกว้างของมันจ้องมองเขาในความเงียบของห้อง มันเหมือนกำลังรอคอย

นนท์สูดหายใจเข้าลึกๆ กลั้นหายใจ แล้วใช้ปลายมีดกรีดลงบนนิ้วหัวแม่มือของตัวเอง

ความเจ็บแปลบแล่นปราด แต่เขากัดฟันทน เลือดสีแดงเข้มเริ่มซึมออกมา เขายกนิ้วขึ้น จ่อมันไว้เหนือหน้าผากของรูปสลัก

เขาปล่อยให้เลือดหยดลงไป

หยดแรก…

สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้นนท์แทบหยุดหายใจ

เลือดไม่ได้ไหลซึมหรือเปรอะเปื้อนผิวไม้ แต่มัน หายวับ ไปในทันทีที่สัมผัส ราวกับเนื้อไม้ที่แห้งผากมานานนับศตวรรษกำลังกระหายน้ำอย่างรุนแรง

หยดที่สอง…

มันหายไปอีกครั้ง

นนท์รู้สึกถึงความเย็นเยียบที่แผ่ซ่านไปทั่วห้อง อากาศที่เคยอับชื้นกลับหนาวเหน็บขึ้นมาทันที ราวกับมีคนเปิดเครื่องปรับอากาศไปที่อุณหภูมิต่ำสุด เขาถึงกับตัวสั่น

เขารีบห่อกุมารทองกลับเข้าที่เดิมอย่างลวกๆ หัวใจเต้นรัวเหมือนกลองสงคราม

“กูแค่คิดไปเอง…” เขากระซิบกับตัวเอง “กูแค่เครียด… ใช่ แค่เครียดกับการแข่งพรุ่งนี้”

เขาซุกห่อผ้าไว้ใต้หมอน พยายามข่มตาให้หลับ แต่ความเย็นนั้นยังคงอยู่ และเขาก็ไม่ได้หลับเลยตลอดทั้งคืน


เช้าวันแข่งขัน

เสียงประกาศดังกระหึ่มที่จุดสตาร์ท นักแข่งหลายร้อยคนกำลังวอร์มอัพ สร้างบรรยากาศที่ตึงเครียดและคึกคักไปพร้อมกัน นนท์ยืนอยู่ท่ามกลางฝูงชน รู้สึกมึนงงจากการนอนไม่หลับ แต่ก็ตื่นตัวอย่างประหลาด

เขาหาเชือกไนลอนเส้นเล็กๆ มาผูกห่อผ้ากุมารทองไว้แน่น เขาสวมมันไว้รอบคอ ซ่อนมันไว้ใต้เสื้อแข่งแนบกับหน้าอก

เขาลองใช้ปลายนิ้วแตะมันผ่านเนื้อผ้า

สิ่งที่เขาสัมผัสได้ทำให้เลือดในกายแข็งตัว

มัน… อุ่น

รูปสลักไม้ที่ควรจะเย็นชืดตามอุณหภูมิห้อง บัดนี้กลับอุ่นราวกับมีชีวิตเล็กๆ อยู่ข้างใน อุ่นเหมือนร่างกายของมนุษย์

“เฮ้ นนท์!”

นนท์สะดุ้งสุดตัว หันขวับไปมอง เอกยืนอยู่ข้างๆ เขาในชุดสีเหลืองของแชมป์เก่า ใบหน้ายิ้มแย้มสดใส “พร้อมนะ? วันนี้แข่งกับภูเขาล่ะ ไม่ใช่แข่งกันเอง” เอกยิ้ม ตบไหล่นนท์เบาๆ

นนท์ไม่ยิ้มตอบ เขาทำได้แค่พยักหน้า เขารู้สึกถึงความอุ่นที่หน้าอกอย่างชัดเจน มันเหมือนกำลังเต้นตุบๆ… หรือเขาแค่คิดไปเอง?

เขาเข็นจักรยานไปที่เส้นสตาร์ท ยืนคร่อมจักรยานอยู่ข้างๆ เอก

“ห้า… สี่… สาม… สอง… หนึ่ง…”

“ปัง!”

เสียงปืนสัญญาณดังขึ้น! การแข่งขันที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตของเขาเริ่มต้นขึ้นแล้ว!

กลุ่มนักแข่งพุ่งทะยานออกไป นนท์กดบันไดจักรยานสุดแรง

วินาทีแรกที่เขาออกตัว เขาก็รู้ว่ามีบางอย่างไม่เหมือนเดิม

เขาไม่ได้รู้สึกถึงความเหนื่อยล้าจากการอดนอนเลยแม้แต่น้อย เขารู้สึก… เบาหวิว

เขารู้สึกถึงพลังงานที่เย็นเยียบแต่รุนแรงอย่างไม่น่าเชื่อ มันไม่ได้มาจากขาของเขา แต่มันกำลัง ดัน เขาจากข้างหลัง ราวกับมีลมอีกกระแสหนึ่งที่คนอื่นมองไม่เห็นกำลังส่งเขาไปข้างหน้า

เขาเหลือบมองเอกที่อยู่ข้างๆ

วันนี้… วันนี้จะต้องไม่เหมือนเดิม


กลุ่มนักปั่นหลายร้อยคนพุ่งทะยานไปข้างหน้าราวกับฝูงกระทิงคลั่ง เสียงโซ่และเกียร์ดังประสานกันเป็นเสียงออร์เคสตราแห่งความเร็ว นนท์อยู่ท่ามกลางกลุ่มนั้น แต่เขารู้สึกเหมือนถูกแยกออกมาอยู่คนเดียว

ความรู้สึกเบาหวิวนั้นยังคงอยู่ มันไม่ใช่แค่ความรู้สึกทางจิตใจ แต่เป็นความรู้สึกทางกายภาพ ราวกับว่ากฎแห่งแรงโน้มถ่วงถูกบิดเบือนไปเล็กน้อยสำหรับเขาคนเดียว ขาของเขาที่ควรจะเริ่มตึงเครียดกับการออกตัวอย่างรุนแรง กลับรู้สึกสดชื่นราวกับเพิ่งเริ่มวอร์มอัพ

ช่วงกิโลเมตรแรกๆ เป็นทางเรียบเลียบคลองชลประทาน กลุ่มนักปั่นยังคงเกาะกันแน่นเพื่อแหวกอากาศ นนท์ปล่อยให้ตัวเองลอยไปตามกลุ่ม ไม่ฝืน ไม่เร่ง แต่เขาก็ขยับขึ้นมาอยู่ส่วนหน้าของกลุ่มได้อย่างง่ายดายอย่างน่าประหลาด

เขาเหลือบมองเครื่องวัดอัตราการเต้นของหัวใจบนแฮนด์ ตัวเลขที่แสดงผลนั้น… ต่ำเกินไป ต่ำจนน่าหัวเราะสำหรับความเร็วที่เขากำลังใช้อยู่ นี่มันเป็นไปไม่ได้ ร่างกายของเขาไม่ควรจะสงบนิ่งได้ขนาดนี้

แล้วเส้นทางก็เริ่มไต่ระดับ ความชันช่วงแรกยังไม่มากนัก แต่ก็เพียงพอที่จะเริ่มยืดกลุ่มนักปั่นให้แตกออก เสียงหอบหายใจของคนรอบข้างเริ่มดังขึ้น แต่ลมหายใจของนนท์ยังคงสม่ำเสมอ

เขารู้สึกถึงมันอีกครั้ง… พลังงานที่คอยผลักดันเขาจากด้านหลัง มันไม่ใช่ลม มันรู้สึก… เย็นและหนักแน่นกว่านั้น มันคือแรงส่งที่มั่นคงทุกลมหายใจเข้าออก

อากาศที่ควรจะร้อนอบอ้าวกลับรู้สึกเย็นสบายรอบตัวเขา

และแล้ว เขาก็ได้ยินมัน

เสียงนั้นเริ่มต้นเหมือนเสียงหวีดหวิวเบาๆ เขาคิดว่าเป็นเสียงลมที่พัดผ่านช่องระบายอากาศบนหมวกกันน็อค หรืออาจจะเป็นเสียงยางคาร์บอนล้อสูงของเขาที่กำลังตัดอากาศ

แต่มันไม่ใช่

เสียงนั้นไม่ได้มาจากภายนอก มันดังขึ้น… ในหูของเขา

“เร็ว…”

มันเป็นเสียงกระซิบแหบพร่าเหมือนเสียงเด็ก แต่ก็แฝงไว้ด้วยความเก่าแก่ที่น่าขนลุก

นนท์สะดุ้งเล็กน้อย หันซ้ายหันขวามองนักปั่นที่อยู่ข้างๆ พวกเขากำลังก้มหน้าก้มตากัดฟันปั่น ไม่มีใครพูดอะไร ไม่มีใครอยู่ใกล้พอที่จะกระซิบกับเขาได้

“ประสาทหลอน… กูกำลังประสาทหลอน” เขาพึมพำกับตัวเอง

เขาส่ายหัว พยายามตั้งสมาธิกลับไปที่การแข่งขัน แต่แล้วเขาก็รู้สึกถึงความอุ่นที่หน้าอก ห่อผ้าที่เขาซ่อนไว้ใต้เสื้อกำลังร้อนขึ้นทีละน้อย ไม่ได้ร้อนจนลวก แต่ร้อนพอที่จะทำให้เขารู้สึกได้ชัดเจน

“เร็วอีก…”

เสียงนั้นดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ชัดเจนกว่าเดิม มันไม่ใช่แค่คำพูด มันคือคำสั่ง

พร้อมกับเสียงนั้น พลังงานระลอกใหม่ก็สูบฉีดเข้าสู่ขาของเขา มันเป็นความรู้สึกที่แปลกประหลาด มันไม่ใช่ความแข็งแกร่งที่มาจากกล้ามเนื้อ แต่เป็นพลังงานเย็นเยียบที่แล่นไปตามเส้นเลือด

นนท์ตอบสนองต่อมันโดยไม่รู้ตัว เขากดบันไดหนักขึ้น รอบขาของเขาเพิ่มขึ้นอย่างกะทันหัน

เขาทะยานผ่านนักปั่นคนแล้วคนเล่าอย่างง่ายดาย คนที่เมื่อวานยังปั่นทิ้งเขาห่างเป็นกิโล ตอนนี้กลับดูเหมือนกำลังปั่นฝ่าโคลนตม เขาได้ยินเสียงหอบหายใจที่สิ้นหวังของพวกเขาขณะที่เขาแซงผ่านไป

ความรู้สึกที่ได้แซงผ่านคนอื่น… มันช่างหอมหวาน มันคือความรู้สึกที่เขาโหยหามาตลอด

ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีที่เคยมีเริ่มเลือนรางไป ถูกแทนที่ด้วยความหฤหรรษ์ที่บิดเบี้ยว

เขากำลังบิน!

“ฮ่าๆๆๆ!” นนท์เกือบจะหลุดหัวเราะออกมา เขากำลังจะกลายเป็นราชา!

เขามองไปข้างหน้า ตอนนี้กลุ่มนำเริ่มแตกสลาย เหลือเพียงนักปั่นระดับพระกาฬไม่กี่คนที่ยังเกาะกลุ่มกันอยู่ และท่ามกลางกลุ่มนั้น… เสื้อสีเหลืองสดใสของเอก

เอกยังคงปั่นด้วยจังหวะที่มั่นคงและทรงพลังเหมือนทุกครั้ง เขาคือเป้าหมาย เขาคือคนที่ต้องขยี้

ราวกับว่ามันอ่านใจเขาออก

“แซงมัน…”

เสียงกระซิบนั้นดังขึ้นอีกครั้ง ไม่ใช่แค่ในหู แต่ดังก้องอยู่ในหัวของเขา มันเต็มไปด้วยความกระหาย ความเกลียดชัง และความหิวโหย

นนท์ก้มหน้าลง ตรึงสายตาไว้ที่ล้อหลังของเอก ความรู้สึกอุ่นที่หน้าอกบัดนี้เริ่มกลายเป็นความร้อน มันไม่ได้ให้ความสบายอีกต่อไป มันคือการกระตุ้น คือการเร่งเร้า

เขาไม่ใช่นนท์คนเดิมอีกต่อไปแล้ว เขาไม่ใช่ ‘ที่สองตลอดกาล’

เขาคือเครื่องจักรสังหารที่กำลังถูกขับเคลื่อนด้วยบางสิ่งที่มองไม่เห็น และมัน… กำลังหิว


นนท์เร่งความเร็วขึ้นอีกครั้ง รอบขาของเขาสูงขึ้นจนน่าตกใจ นักปั่นคนอื่นๆ ที่กำลังตามกลุ่มนำหันมามองเขาด้วยสายตาที่ไม่เข้าใจ ไม่มีใครเคยเห็นนนท์มีพละกำลังและความมุ่งมั่นขนาดนี้มาก่อน

เขาเริ่มขยับเข้าใกล้เอกและกลุ่มผู้นำอย่างรวดเร็ว ระยะห่างหดสั้นลงอย่างน่าทึ่งในทางขึ้นเนินที่โหดเหี้ยม

“เร่งอีก! เร็วอีกสิ!” เสียงกระซิบนั้นเริ่มมีน้ำเสียงที่ตื่นเต้น ราวกับเด็กที่ได้ของเล่นใหม่ มันเร่งเร้าให้เขาข้ามขีดจำกัดของมนุษย์ไป

นนท์รู้สึกถึงความเจ็บปวดที่กล้ามเนื้อ แต่ความเจ็บนั้นแปลกออกไป มันไม่ใช่ความเจ็บที่บั่นทอนกำลังใจ แต่เป็นความเจ็บที่เพิ่มพูนความสุข เหมือนเป็นสัญญาณว่าเขากำลังก้าวข้ามทุกสิ่งที่เคยยับยั้งเขาไว้

เขาใช้เวลาเพียงไม่กี่อึดใจก็มาถึงกลุ่มนำ เขาเห็นเอกเงยหน้าขึ้นมามองด้วยความประหลาดใจ แววตาที่เคยสงบนิ่งเริ่มฉายแววของความไม่มั่นใจ

นนท์ไม่ได้แค่ตามทัน เขาแซงทะลุกลุ่มผู้นำอย่างรวดเร็ว!

เอกพยายามตอบโต้ เขาเปลี่ยนเกียร์ และเร่งรอบขาตาม แต่นนท์ทิ้งห่างไปแล้วอย่างง่ายดาย

ชัยชนะอยู่ใกล้แค่เอื้อม นนท์รู้สึกถึงความเยือกเย็นของพลังงานที่ปกคลุมตัวเขา มันเป็นพลังงานของ ‘ใครอีกคน’ ที่กำลังทำทุกอย่างเพื่อเขา

เขากำลังจะเป็นที่หนึ่ง!

แต่เมื่อเขาปั่นนำเดี่ยวออกมาได้ไม่นาน เสียงกระซิบที่เคยเป็นเพื่อนก็เริ่มเปลี่ยนไป

“ไม่พอ… แค่นี้ไม่พอ” เสียงนั้นเต็มไปด้วยความหงุดหงิด

“ไม่พออะไร?” นนท์คิดในใจ “กูนำแล้วนะ! ทิ้งห่างแล้ว!”

“ต้องขยี้มัน! ต้องทำลายมัน!” เสียงนั้นเกรี้ยวกราดขึ้นราวกับเสียงแผดร้องของเด็กที่ไม่ได้ของเล่น

นนท์เหลือบมองกระจกข้าง มันเป็นช่วงทางขึ้นเขาที่เต็มไปด้วยโค้งหักศอก เขาเห็นเอกกำลังไล่ตามมาอย่างไม่ลดละ

วินาทีนั้นเอง ภาพที่เขาถูกเอกแซงในการซ้อมก็ย้อนกลับมา ความอับอายและความโกรธที่สั่งสมมานานปีปะทุขึ้นพร้อมกับแรงกระตุ้นอันบ้าคลั่งจากบางสิ่งที่อยู่ใต้เสื้อของเขา

“ทำลายมัน!”

นนท์ไม่สามารถควบคุมตัวเองได้อีกต่อไป เขาปั่นจักรยานด้วยความเร็วที่บุมบ่ามจนเกินกว่าความปลอดภัยบนทางโค้งหักศอก

เขาเข้าโค้งด้วยความเร็วสูงมาก เขาเหยียบเส้นกลางถนน และในขณะที่รถของเอกกำลังปั่นขึ้นมาใกล้จากด้านล่าง นนท์ก็หักรถเบียดเข้าไปหาอย่างกะทันหัน

“นนท์! ไอ้บ้า!” เอกร้องตะโกนด้วยความตกใจ

ล้อหน้าของเอกแทบจะเกี่ยวเข้ากับล้อหลังของนนท์ เอกต้องเบรกกะทันหัน ทำให้รถของเขาเสียหลักเซถลา ล้อหลังปัดอย่างรุนแรงจนเกือบจะตกขอบทางที่ติดกับเหวหุบเขา

เอกประคองรถไว้ได้อย่างหวุดหวิด แต่เขาเสียเวลาไปหลายวินาที และเสียจังหวะการปั่นอย่างสิ้นเชิง

นนท์มองไม่เห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมด แต่เขารู้สึกได้ถึงมัน

เขารู้สึกถึงความพึงพอใจอันชั่วร้ายที่แล่นผ่านร่างกายของเขา และเสียงหัวเราะเล็กๆ ที่แฝงอยู่ในเสียงกระซิบนั้น

“ดี… ดีมาก… แบบนี้แหละ!”

ความรู้สึกผิดแวบเข้ามาในใจของนนท์ เขาเพิ่งทำสิ่งที่อันตรายและไม่ยุติธรรมที่สุดในการแข่งขัน เขากำลังเสี่ยงชีวิตเพื่อนร่วมอาชีพ

แต่ความรู้สึกผิดนั้นถูกปัดเป่าออกไปอย่างรวดเร็วด้วยความร้อนระอุที่หน้าอก และความหฤหรรษ์ของการเป็นที่หนึ่ง

เขาได้นำเดี่ยวแล้ว เขาเหลือเพียงภูเขาที่ต้องเอาชนะเท่านั้น

ตอนนี้ไม่มีใครไล่ตามเขาอีกแล้ว มีแต่เสียงกระซิบที่คอยอยู่เป็นเพื่อน

“ไป! ไปอีก!”

นนท์ปั่นต่อไปอย่างไม่ลดละ ความเหนื่อยล้าไม่มาเยือน เขาเข้าสู่สภาวะเหมือนการหลับใน ร่างกายทำงานไปเองภายใต้การควบคุมของสิ่งอื่น

เขาทะยานผ่านวัดพระธาตุดอยสุเทพ เส้นชัยอยู่ใกล้แล้ว

เขามองเห็นมัน… ป้ายเส้นชัยที่โบกสะบัด

เขากำลังจะชนะ!


นอนกัมกรีดร้องอย่างบ้าคลั่ง ฟันของเขากัดแน่นจนรู้สึกถึงรสเลือดในปาก ทุกโมเลกุลในร่างกายของเขาถูกผลักดันจนถึงขีดสุด แต่ความรู้สึกเหนื่อยล้านั้นเป็นเพียงของปลอม ความรู้สึกปลอมๆ ที่ปกปิดความรู้สึกว่างเปล่าที่แท้จริง

เขาปั่นผ่านประตูสู่ลานวัดพระธาตุ ทุกคนกำลังมองมาที่เขา นนท์เห็นหน้าตาตกตะลึงของกองเชียร์และเจ้าหน้าที่ พวกเขาคงไม่คิดว่าเขาจะนำโด่งขนาดนี้

เสื้อสีขาวของเขาทะยานผ่านเส้นชัย

เสียงปืนสัญญาณดังขึ้นอีกครั้ง เป็นเสียงที่ประกาศถึงชัยชนะ

นนท์ชะลอความเร็วลงอย่างกะทันหัน เขาหยุดรถในสภาพที่หอบหายใจอย่างหนัก ไม่ใช่เพราะความเหนื่อยล้า แต่เป็นเพราะความตื่นเต้นและความสับสน

เขาชนะแล้ว! นนท์คือแชมป์! ราชาแห่งดอยสุเทพคนใหม่!

ผู้คนกรูกันเข้ามาหาเขา กล้องหลายสิบตัวฉายแสงแฟลชใส่หน้าเขา เจ้าหน้าที่สนามรีบเข้ามาประคองจักรยานของเขาไว้ ผู้จัดการทีมของเขาที่ตามขึ้นมาถึงทีหลัง วิ่งเข้ามาสวมกอดเขาด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความโล่งใจและปิติยินดี

“นนท์! นายทำได้แล้ว! พระเจ้าช่วย! นายคือพระเจ้า! เราทำได้แล้ว!”

นนท์พยายามยิ้ม แต่รอยยิ้มนั้นแห้งผากบนใบหน้า มันรู้สึกเหมือนหน้ากากที่กำลังจะหลุดออกไป

ความร้อนที่หน้าอกของเขา… มันร้อนระอุราวกับว่ามีไฟกำลังเผาเสื้อของเขาอยู่ เขาอยากจะปลดห่อผ้าสีดำนั้นออกในทันที แต่มือของเขากลับไม่มีแรงจะทำเช่นนั้น

ในท่ามกลางเสียงโห่ร้องยินดี เขาได้ยินเสียงหนึ่งที่ชัดเจนกว่าเสียงอื่น

มันเป็นเสียงหัวเราะ

ไม่ใช่เสียงหัวเราะของผู้จัดการทีม ไม่ใช่เสียงหัวเราะของกองเชียร์ มันเป็นเสียงหัวเราะเล็กๆ แหลมๆ เย็นเยียบ…

“อร่อย…”

เสียงกระซิบนั้นดังขึ้นในหัวของนนท์ มันไม่ใช่แค่คำพูด แต่มันเป็นความรู้สึกที่ส่งผ่านเข้ามาในจิตใจของเขา มันคือความรู้สึกอิ่มเอมอย่างประหลาด ความอิ่มเอมที่มาจากชัยชนะของเขา

“ความเร็ว… ความหิวโหย… อร่อยมาก!”

นนท์รู้สึกถึงความเย็นเยือกที่แล่นเข้าสู่ร่างกายของเขาทีละน้อย ขณะที่ความร้อนจากห่อผ้าเริ่มแผ่ซ่านออกมา มันเป็นการแลกเปลี่ยนที่ไม่ยุติธรรม ความสุขที่ควรจะเป็นของเขากำลังถูกดูดซับออกไป

เขามองไปยังป้ายเส้นชัย เขาคือแชมป์ เขาควรจะรู้สึกมีความสุขจนล้นปรี่ แต่กลับรู้สึกว่าตัวเอง… ว่างเปล่า

ร่างกายของเขาสั่นเทาอย่างควบคุมไม่ได้ เขาไม่ใช่แค่เหนื่อย แต่เขากำลังถูก ‘กิน’

“ไปพักก่อนนะนนท์ นายดูไม่ค่อยดีเลย” ผู้จัดการทีมประคองเขาออกจากฝูงชน

นนท์เดินโซซัดโซเซไปยังจุดพัก เขาปลดหมวกกันน็อคออก และสิ่งที่เขาทำทันทีคือการดึงเสื้อขึ้น กระชากห่อผ้าสีดำนั้นออกอย่างรุนแรง

ห่อผ้าหลุดออกมาจากคอของเขา หล่นลงสู่พื้นหินขัดของลานวัด

ทันทีที่มันหลุดออกไป ความรู้สึกเย็นชาที่คุกคามเขาก็หายไปในทันที นนท์รู้สึกเหมือนกลับมาหายใจได้อีกครั้ง แต่ร่างกายก็ทรุดฮวบลงอย่างหนัก

เขานั่งลง มองไปยังห่อผ้าที่พื้น มันเย็นชืดและไร้ชีวิตชีวาอีกครั้ง

“นนท์!”

เสียงเรียกที่คุ้นเคยทำให้นนท์เงยหน้าขึ้น เอกกำลังปั่นจักรยานมาจอดข้างๆ เขา ใบหน้าของเอกซีดเผือด เต็มไปด้วยความโกรธและความผิดหวัง

เอกปั่นมาถึงในอันดับที่สอง แต่ใบหน้าของเขาไม่ได้แสดงความยินดีกับตัวเองเลยแม้แต่น้อย เขามองนนท์ด้วยสายตาที่เจ็บปวด

“นายทำบ้าอะไรลงไป” เอกพูดเสียงเบา แต่หนักแน่น “นายเกือบทำฉันตายนะนนท์”

นนท์ก้มหน้าลงอย่างละอาย “ฉันขอโทษเอก… ฉันไม่รู้ว่าฉันทำอะไรลงไป”

“ไม่รู้เหรอ?” เอกหัวเราะเยาะอย่างขมขื่น “นายตั้งใจเบียดฉัน นายทำมันเพราะความโกรธ นายต้องการชนะถึงขนาดนั้นเลยเหรอ? ถึงขนาดที่ยอมเอาชีวิตคนอื่นมาเสี่ยง”

“มันไม่ใช่ฉัน…” นนท์พึมพำ “มัน… มันมีบางอย่าง”

เอกเหลือบไปเห็นห่อผ้าสีดำที่พื้นใกล้เท้าของนนท์ “อะไรน่ะ?”

เอกกำลังจะเอื้อมมือไปหยิบ แต่นนท์ก็คว้ามันขึ้นมาซ่อนไว้ข้างหลังอย่างรวดเร็ว

“ไม่มีอะไร! แค่เครื่องรางเก่าๆ” นนท์พูด

เอกส่ายหัว “นายเปลี่ยนไปแล้ว นนท์ นายไม่ใช่คนที่ฉันรู้จัก นายชนะ แต่ฉันไม่เห็นรอยยิ้มของแชมป์ในตัวนายเลย”

เอกมองไปที่ยอดดอย “นายเคยบอกว่าอยากเป็นราชาแห่งดอยสุเทพ แต่วันนี้… นายกลับปั่นเหมือนซาตานที่กำลังหนีจากนรก”

คำพูดของเอกบาดลึกเข้าไปในจิตใจของนนท์ แต่เขาก็ไม่สามารถบอกความจริงทั้งหมดได้

“ฉันขอโทษ” เขาพูดได้แค่นั้น

เอกถอนหายใจยาว แล้วปั่นจักรยานจากไปอย่างเงียบๆ ความเงียบของเอกนั้นหนักหน่วงกว่าเสียงด่าทอใดๆ

นนท์นั่งอยู่ตรงนั้นเพียงลำพัง เขากำห่อผ้าสีดำนั้นแน่น เขามองไปที่ทางลงเขาที่คดเคี้ยวและชัน

เขาชนะแล้ว แต่เขาได้สูญเสียเพื่อนร่วมอาชีพ ความเคารพ และความสุขที่แท้จริงของชัยชนะไปแล้ว

เขาลุกขึ้นอย่างทุลักทุเล ต้องถึงเวลาลงจากดอยแล้ว

นนท์ใส่เสื้อแข่งกลับเข้าที่ แต่ไม่ได้ใส่ห่อผ้ากลับเข้าไปอีกแล้ว เขาซ่อนมันไว้ในกระเป๋าหลังเสื้อแทน

เขาขึ้นคร่อมจักรยาน คู่มือและถ้วยรางวัลจากชัยชนะของเขาอยู่ในรถยนต์ของผู้จัดการทีมแล้ว ตอนนี้เขาต้องพึ่งตัวเองในการลงจากดอย

เขาเริ่มปั่นลงอย่างช้าๆ ทางลงนั้นอันตรายกว่าทางขึ้นหลายเท่า นักปั่นต้องใช้ความระมัดระวังสูงสุดในการควบคุมความเร็ว

แต่เมื่อเขาปั่นลงไปได้เพียงร้อยเมตร

เขาก็ได้ยินมันอีกครั้ง

มันไม่ใช่เสียงกระซิบที่เร่งเร้าให้ชนะอีกต่อไปแล้ว

มันเป็นเสียงที่เต็มไปด้วยความคาดหวัง และความหิวโหยที่ไม่อาจยับยั้งได้

“จะไปแล้วเหรอ? ไม่สนุกเลย…” เสียงนั้นดังขึ้นข้างหูเขา ราวกับว่ามีเด็กตัวเล็กๆ กำลังนั่งอยู่บนที่นั่งด้านหลังของเขา

“เราสนุกด้วยกันนานกว่านี้ได้อีกนะ”

นนท์หันขวับไปมอง ไม่มีใครอยู่ข้างหลังเขาเลย มีเพียงถนนเปลี่ยวๆ และป่าทึบสองข้างทาง

เขาเร่งความเร็วลงด้วยการแตะเบรกเล็กน้อย

ทันใดนั้น เขาก็รู้สึกถึง แรงดึง ที่ด้านหลังของเสื้อ

“ไม่เอาน่า… ช้าเกินไป!”

นนท์ตกใจจนตัวแข็งทื่อ แรงดึงนั้นเป็นจริง มันไม่ได้เป็นแค่ความรู้สึก เขาต้องออกแรงต้านเบรกมากขึ้นเพื่อควบคุมจักรยานไม่ให้พุ่งลงไป

“เร็วอีก! วิ่งสิ! วิ่งให้เร็วเหมือนตอนชนะ!” เสียงนั้นเต็มไปด้วยความหงุดหงิด

นนท์รู้สึกถึงความร้อนที่แผ่ซ่านมาจากกระเป๋าหลังเสื้อ ที่ที่เขาซ่อนกุมารทองไว้ มันร้อนขึ้นอย่างรวดเร็ว

ชัยชนะไม่ใช่สิ่งที่มันต้องการ มันต้องการ ความเร็ว และ ความเสี่ยง

นนท์เริ่มหวาดกลัวอย่างแท้จริง เขากำลังปั่นลงสู่พื้นราบ แต่เพื่อนร่วมทางคนใหม่ของเขาไม่ต้องการให้เรื่องนี้จบลงแค่นั้น

เขาพยายามเบรกหนักขึ้น แต่จักรยานของเขาเหมือนไม่ฟังคำสั่ง มันเริ่มเร่งความเร็วลงไปตามทางลาดชันอย่างบ้าคลั่ง

“ฮ่าๆๆๆ! ใช่! แบบนี้แหละ! เร็วอีก! เร็วอีกสิ นนท์!”

เสียงหัวเราะของเด็กผีนั้นดังลั่นอยู่ในหัวของเขา ขณะที่จักรยานพุ่งทะยานเข้าสู่โค้งหักศอกที่อันตรายที่สุดในดอยสุเทพ… มุ่งหน้าไปยังทางที่เรียกว่า ‘เหวร่ำไห้’


โค้งหักศอกเบื้องหน้าคมกริบราวกับใบมีด นนท์ต้องเอียงตัวและควบคุมแฮนด์อย่างหนักหน่วงเพื่อไม่ให้ล้อหลุดจากถนน และพุ่งตกสู่หุบเหวเบื้องล่าง มันเป็นโค้งที่ได้ชื่อว่า ‘โค้งปีศาจ’ ที่คร่าชีวิตนักปั่นมาแล้วนับไม่ถ้วน

ความเร็วของเขานั้นอันตรายเกินกว่าเหตุ เขาไม่สามารถควบคุมมันได้อีกแล้ว

“เบรกสิ! ต้องเบรก!” นนท์คิดในใจ เขากดก้านเบรกจนสุดแรง ผ้าเบรกบดกับขอบล้อจนเกิดเสียงหวีดแหลมแสบแก้วหู กลิ่นไหม้ของยางและผ้าเบรกเริ่มคละคลุ้งในอากาศ

แต่จักรยานของเขาไม่ยอมช้าลง แรงดึงจากด้านหลังมันแข็งแกร่งกว่าแรงเบรกทั้งหมดที่เขามี

“อย่าเบรก! มันไม่สนุก!” เสียงของกุมารทองร้องลั่นในหูของเขา เสียงนั้นไม่ได้แสดงความโกรธ แต่แสดงความผิดหวังและความต้องการอย่างบ้าคลั่ง “เร็ว! เร็วอีก! เราต้องเร็วที่สุด!”

นนท์พยายามมองลอดกระจกข้าง เขามองเห็นเงาเล็กๆ ดำๆ ที่แวบหายไปอย่างรวดเร็วที่ขอบกระเป๋าหลังเสื้อของเขา มันเหมือนว่ามีเด็กตัวเล็กๆ กำลังเกาะอยู่ที่ด้านหลังของเขา และกำลัง ‘ออกแรง’ ผลักดันเขาให้พุ่งไปข้างหน้า

ความหวาดกลัวเข้าครอบงำนนท์ เขาตระหนักแล้วว่านี่ไม่ใช่แค่เรื่องของพลังจิต แต่มันคือการควบคุมทางกายภาพอย่างแท้จริง

เขาหักแฮนด์อย่างแรง พยายามบังคับให้รถพุ่งเข้าใส่ไหล่ทางที่เป็นดินลูกรัง เพื่อให้แรงเสียดทานช่วยชะลอความเร็ว แต่กุมารทองไม่ยอม

“ไม่! ทางนี้ไม่เร็ว!”

จักรยานของนนท์ถูกดึงกลับเข้าสู่เลนถนนอย่างรวดเร็วราวกับถูกเชือกผูกไว้ มันบังคับให้เขาต้องปั่นไปตามแนวถนนที่อันตรายที่สุด และเร็วที่สุด

เขากำลังพุ่งเข้าสู่ ‘โค้งปีศาจ’ ด้วยความเร็วที่ฆ่าตัวตาย

“กูต้องทิ้งมันไป!” นนท์คิด เขาพยายามเอื้อมมือไปที่กระเป๋าหลังเพื่อคว้าห่อผ้าสีดำนั้น และโยนมันทิ้งไปในป่า

แต่ทันใดนั้นเอง มือของเขาก็รู้สึกเหมือนถูก ตรึง ไว้กับแฮนด์อย่างแข็งแกร่ง เขาไม่สามารถปล่อยมือได้แม้แต่วินาทีเดียว

“อย่าทิ้งข้า! ข้าช่วยเจ้าชนะ!” เสียงของกุมารทองเปลี่ยนเป็นเสียงร้องที่สิ้นหวังราวกับถูกทอดทิ้ง แต่ก็แฝงไว้ด้วยความอาฆาต

นนท์มองเห็นทิวทัศน์เบื้องหน้าหมุนคว้างไปอย่างรวดเร็ว ต้นไม้ทุกต้นกลายเป็นเส้นสายสีเขียวที่พร่ามัว เสียงลมดังอื้ออึงจนเขาไม่ได้ยินเสียงหัวใจตัวเอง

เขาเข้าสู่โค้งนั้นแล้ว!

รถจักรยานเอียงลงจนแทบจะขนานไปกับพื้นถนน ยางรถบดกับพื้นยางมะตอยจนเกิดเสียงกรีดร้องราวกับเสียงหวีดหวิวของวิญญาณ นนท์รู้สึกว่ารถกำลังจะหลุดโค้ง แรงเหวี่ยงกำลังจะฉีกเขาออกจากรถ

ในเสี้ยววินาทีนั้น ภาพทุกอย่างก็ชัดเจนขึ้นอย่างน่าประหลาด

เขาเห็นตัวเองในอดีต: เด็กหนุ่มที่หลงใหลในความเร็ว ชายหนุ่มที่ยอมขายทุกอย่างเพื่อชัยชนะ

เขาเห็นตาพรที่ยืนยิ้มอยู่ตรงทางเข้ากระท่อม แววตาที่รู้ความจริง…

แล้วเขาก็เห็นเงาของเอกที่กำลังปั่นตามมาข้างหลัง ภาพนั้นกระตุ้นความรู้สึกสุดท้ายที่ยังเหลืออยู่—ความละอาย

เขาตระหนักว่าเขาไม่ได้ต้องการ ชัยชนะ อีกต่อไปแล้ว เขาต้องการ จบ เรื่องนี้

“อยากให้เร็วใช่ไหม? มึงอยากให้เร็วที่สุดใช่ไหม!” นนท์ตะโกนในใจ เขาพูดกับบางสิ่งที่อยู่ในกระเป๋าหลังเสื้อของเขา

นนท์ทำสิ่งที่บ้าคลั่งที่สุด

เขาปล่อยมือออกจากเบรก!

ทันทีที่เขาปล่อยเบรก แรงต้านทานทั้งหมดก็หายไป จักรยานของเขาทะยานไปข้างหน้าด้วยความเร็วที่น่าเหลือเชื่อ ความเร็วที่แท้จริงที่ถูกกุมารทองดึงออกมาจากความสามารถสูงสุดของเฟรมคาร์บอนและร่างกายของเขา

“ฮ่าๆๆๆ! ใช่! แบบนี้แหละ! ราชา! เราคือราชา!” เสียงหัวเราะของกุมารทองเปลี่ยนเป็นเสียงโห่ร้องยินดีอย่างบ้าคลั่ง มันอิ่มเอมกับความเสี่ยงและความรวดเร็วที่กำลังจะนำไปสู่จุดจบ

แต่ในขณะที่จักรยานพุ่งทะยานอย่างควบคุมไม่ได้… นนท์ก็ใช้โอกาสนี้

เขาใช้แรงทั้งหมดที่ยังเหลืออยู่ เอี้ยวตัว บิดร่างกาย คว้าห่อผ้าสีดำในกระเป๋าหลังเสื้อออกมาได้ในที่สุด

มือของเขากำวัตถุนั้นแน่น มันร้อนจัดจนแทบจะไหม้มือ แต่ความเจ็บปวดนั้นไม่สำคัญอีกแล้ว

เขาเงยหน้าขึ้น มองตรงไปยังขอบหน้าผาที่เบื้องหน้า

“มึงอยากเร็วที่สุดใช่ไหม! มึงก็เอาไปทั้งตัวกูเลย!”

นนท์ออกแรงเหวี่ยงห่อผ้ากุมารทองนั้นออกไปอย่างสุดกำลัง ทิ้งมันให้พุ่งทะยานลงสู่หุบเหว ‘เหวร่ำไห้’ เบื้องล่าง

ในวินาทีที่ห่อผ้าหลุดจากมือ นนท์รู้สึกถึงแรงต้านทานที่หายไปในทันที ร่างกายของเขากลายเป็นอิสระ แต่จักรยานของเขายังคงมีความเร็วบ้าคลั่งอยู่

นนท์พยายามกดเบรกเต็มแรงอีกครั้ง ล้อหลังล็อก ตายางบดกับถนนจนเกิดควันขาวโขมง จักรยานเสียการควบคุมอย่างสมบูรณ์

นนท์ถูกเหวี่ยงออกจากรถอย่างรุนแรง ร่างกายของเขาลอยละลิ่วกลางอากาศ…


เอกปั่นจักรยานมาถึงโค้งปีศาจด้วยความเร็วที่ลดลงอย่างระมัดระวัง เขามองเห็นเศษควันสีขาวจากล้อจักรยาน และร่องรอยการไถลยาวบนพื้นถนน

เขาหยุดรถอย่างกะทันหัน

จักรยานของนนท์พังยับเยินอยู่ข้างถนน แต่ไม่เห็นร่างของนนท์

เอกมองลงไปที่ก้นเหว หัวใจของเขาแทบหยุดเต้น

เขาได้ยินเสียงใครบางคนกำลังร้องไห้อย่างแผ่วเบา

เอกลงจากรถ เดินไปยังขอบหน้าผา

นนท์ไม่ได้ตกลงไปในเหว ร่างของเขาตกลงไปบนพุ่มไม้หนาแน่นข้างทางลาดลงไปสู่เหว เขาบาดเจ็บสาหัส แต่ยังมีชีวิตอยู่

เอกรีบเรียกเจ้าหน้าที่สนามที่อยู่ใกล้ที่สุดให้มาช่วยเหลือ

ขณะที่เอกกำลังมองหาร่องรอยของนนท์ สายตาของเขาก็ไปสะดุดกับวัตถุชิ้นหนึ่งที่กลิ้งมาหยุดอยู่ตรงหน้าเขา

มันคือห่อผ้าสีดำที่นนท์พยายามซ่อนไว้

เอกก้มลงมอง… ห่อผ้านั้นมีรอยฉีกขาดจากการกระแทก เผยให้เห็นรูปแกะสลักไม้สีดำรูปเด็กนั่งยองๆ

กุมารทอง

เอกจำได้ทันที นี่คือสิ่งที่ชาวบ้านเชื่อว่าเป็นของต่ำที่ถูกทิ้งร้างในศาลเจ้าเก่า

เขามองดูรูปสลักนั้น มันเย็นเฉียบ และดูเหมือนไร้พิษภัย

แต่ในขณะที่เขาเอื้อมมือไปหยิบ มันก็เกิดอาการ… สั่น

การสั่นนั้นเบามาก จนเกือบจะคิดไปเอง

เอกดึงมือกลับอย่างรวดเร็ว

เขายืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง มองไปยังดอยสุเทพที่เขากำลังจะเป็นราชา… แต่ก็ต้องแลกมาด้วยความพ่ายแพ้ของเพื่อน

เอกมองไปยังห่อผ้าสีดำ… ความเงียบที่น่าขนลุกเข้ามาแทนที่เสียงลม เสียงธรรมชาติรอบข้างถูกกลืนหายไป

เอกได้ยินเสียงกระซิบนั้น

มันไม่ได้อยู่ในหู แต่ดังขึ้นอย่างชัดเจนในใจของเขา

“หิว… ข้ายังหิว…”

เอกสะดุ้งสุดตัว เขาใช้เท้าเตะห่อผ้ากุมารทองนั้นให้กลิ้งกลับไปบนพื้นถนน เขารีบหันหลังกลับ ปั่นจักรยานออกไปจากจุดนั้นอย่างรวดเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้

เขาปั่นลงไป… มุ่งหน้าลงสู่เมือง… แต่เขารู้สึกได้ถึงความเย็นเยียบที่ตามมาข้างหลังเขา

เขารู้สึกว่า… บางสิ่งบางอย่าง… กำลังตามล่าหา ‘อาหาร’ ใหม่แล้ว

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Facebook Twitter Instagram Linkedin Youtube