เสียงร่ำไห้จากสายน้ำ: กุมารทองหวนคืนทวงแม่ ณ ตลาดน้ำดำเนินสะดวก
ฉันชื่อพิม ชีวิตของฉันคือเรือลำนี้… และเรือลำนี้กำลังจะจม ฉันอายุสี่สิบห้า สามีตายจากไปหลายปี ทิ้งไว้เพียงหนี้สินกับภาระ ทุกวัน… ก่อนฟ้าสาง ฉันต้องตื่นมาจุดไฟต้มน้ำซุปในเรือลำเล็กๆ ที่โยกเยกไปมาลำนี้ คลองดำเนินสะดวกยังมืดมิด น้ำในคลองเป็นสีดำข้น ส่งกลิ่นโคลนตมและกลิ่นควันไฟที่ลอยอ้อยอิ่ง เสียงไม้พายกระทบน้ำ เสียงพ่อค้าแม่ค้าเริ่มตั้งลำ บางคนเริ่มส่งเสียงเจื้อยแจ้ว แต่เรือของฉันเงียบ… เงียบสนิท ลูกค้าแทบไม่แวะจอด ฉันเหลือบมองไปที่เรือของเล็ก… ผู้หญิงที่จอดอยู่ฝั่งตรงข้าม เล็กอายุน้อยกว่าฉันหลายปี เรือของเธอสดใสเสมอ เต็มไปด้วยผลไม้หลากสีสัน ทั้งมะม่วง มังคุด ทุเรียน และที่สำคัญ… เรือของเธอเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะของนักท่องเที่ยว เล็กคล่องแคล่ว ยิ้มแย้ม พูดจาฉะฉาน ฉันอิจฉา… ความอิจฉามันกัดกินใจฉัน รสชาติของมันขมยิ่งกว่าน้ำซุปก๋วยเตี๋ยวเรือที่ฉันลองชิมเมื่อเช้า น้ำซุปที่จืดชืด… เหมือนชีวิตของฉัน ฉันพยายามแล้ว พยายามทุกอย่าง ปรับสูตรน้ำซุป ตื่นให้เช้ากว่าเดิม แต่ก็เท่านั้น เรือของฉันเก่า โทรม และกลิ่นน้ำซุปของฉันก็ไม่อาจสู้กลิ่นหอมหวานของผลไม้จากเรือของเล็กได้
เสียงโทรศัพท์มือถือรุ่นเก่าของฉันดังขึ้น ทำลายความเงียบ ฉันเช็ดมือกับผ้ากันเปื้อนที่เปียกชื้น ควานหามันในกระเป๋า เป็นเบอร์ของลูกชาย… ลูกชายคนเดียวที่เรียนอยู่ในกรุงเทพฯ ฉันกดรับ ยังไม่ทันได้พูดอะไร เสียงจากปลายสายก็สวนกลับมา “แม่… ผมต้องการเงิน” ฉันหลับตาลง กลั้นหายใจ “อีกแล้วเหรอ… เดือนที่แล้วแม่เพิ่งส่งไปให้” “ค่าเทอมครับแม่ ค่าหอพักด้วย ถ้าผมไม่มีจ่ายอาทิตย์นี้ ผมโดนไล่ออกแน่” เสียงของเขาเต็มไปด้วยความหงุดหงิด ไม่ใช่การอ้อนวอน ฉันมองไปรอบๆ เรือที่ว่างเปล่า… มองไปที่หม้อก๋วยเตี๋ยวที่แทบจะยังไม่พร่อง “แม่… แม่จะพยายามนะ” ฉันตอบเสียงแผ่วเบา “ไม่ใช่พยายาม! แม่ต้องหามาให้ได้!” สายตัดไปแล้ว… น้ำตาฉันคลอเบ้า ไม่ใช่เพราะเสียใจที่ลูกชายพูดไม่ดี แต่เสียใจที่ตัวเองไม่มีปัญญา ความจนมันน่ากลัว… มันบีบคั้นให้เรากลายเป็นคนที่น่าสมเพช พร้อมกันนั้น… เจ้าของที่เช่าที่จอดเรือก็เดินมาพอดี “ป้าพิม… ค่าเช่าเดือนนี้ล่ะ” ฉันสะดุ้ง “เดี๋ยวก่อนนะจ๊ะ… วันนี้ยังขายไม่ดีเลย” เขาถอนหายใจยาว “ป้าก็พูดแบบนี้ทุกเดือน ผมให้เวลาถึงสิ้นอาทิตย์นะ ถ้าไม่มี… ป้าก็ย้ายเรือออกไปเลย” เขาทิ้งท้ายไว้แค่นั้น แล้วเดินจากไป ทุกอย่างประดังเข้ามาพร้อมกัน… หนี้สิน ค่าเทอมลูก ค่าเช่าที่ ฉันมองไปที่เรือของเล็กอีกครั้ง ตอนนี้นักท่องเที่ยวกลุ่มใหญ่กำลังรุมล้อมเรือของเธอ เสียงหัวเราะดังลั่น ความสิ้นหวังท่วมท้นจนฉันแทบหายใจไม่ออก ฉันไม่มีทางเลือก… ไม่… ฉันเหลือทางเลือกสุดท้าย ทางเลือกที่ฉันพยายามหนีมาตลอด ทางเลือกที่ซุกซ่อนอยู่สุดคลอง… ที่ที่คนเรือด้วยกันไม่กล้าแม้แต่จะพายผ่าน ฉันตัดสินใจ… วางสายโทรศัพท์ เก็บร้าน ทั้งๆ ที่ยังขายไม่ได้แม้แต่ชามเดียว ฉันปลดเชือกที่ผูกเรือ… คว้าไม้พาย จ้วงพายฝ่าน้ำดำมุ่งหน้าไปท้ายคลอง
คลองดำเนินสะดวกช่วงนี้กว้างขวางและพลุกพล่าน แต่ยิ่งฉันพายลึกเข้าไป… ลึกเข้าไป… คลองก็ยิ่งแคบลง เสียงจอแจของตลาดเริ่มจางหายไป… ถูกแทนที่ด้วยเสียงใบไม้เสียดสีกัน และเสียงน้ำที่กระทบเรือของฉัน สองฝั่งคลองเริ่มรกทึบด้วยต้นจากและต้นไทรใหญ่ รากไทรย้อยลงมาเหมือนม่านผืนยักษ์ อากาศเริ่มเย็น… ชื้น และหนักอึ้ง คนเก่าแก่เล่าว่า ท้ายคลองนี้ผีดุ… มีวิญญาณคนจมน้ำตายวนเวียนอยู่ แต่ตอนนี้… ฉันไม่กลัวผี… ฉันกลัวความจนมากกว่า ฉันพายเรือมาเกือบชั่วโมง จนมาถึงคุ้งน้ำสุดท้าย ที่นี่… มีบ้านไม้เก่าๆ หลังหนึ่งตั้งอยู่ริมตลิ่ง บ้านที่ดูเหมือนจะพังแหล่มิพังแหล่… แต่กลับตั้งอยู่อย่างมั่นคง นี่คือบ้านของ… ลุงศร ลุงศรเป็นหมอผี… หรือบางคนก็ว่าเป็นฤาษี บ้างก็ว่าแกสติไม่ดี ไม่มีใครรู้แน่ชัด… รู้แต่ว่าแกอาศัยอยู่ที่นี่มานานมาก และเกี่ยวข้องกับเรื่องลี้ลับ ฉันจอดเรือเทียบท่าไม้ที่ผุพัง… ผูกเชือกไว้ กลิ่นธูปควันเทียนลอยคละคลุ้งออกมาจากตัวบ้าน ฉันกลืนน้ำลาย… ความกลัวเริ่มเกาะกุมหัวใจ แต่ความต้องการเงินมันแรงกล้ากว่า ฉันก้าวขึ้นไปบนบ้านไม้… พื้นไม้กระดานส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าด “มีใครอยู่ไหมจ๊ะ… ลุงศร” เงียบ… มีเพียงเสียงลมหายใจของฉัน “ฉันพิม… คนที่ขายก๋วยเตี๋ยวเรือ… ฉัน… ฉันต้องการความช่วยเหลือ” ความเงียบโรยตัวอยู่ครู่หนึ่ง… ก่อนที่เสียงแหบพร่าจะดังขึ้นจากมุมมืดในบ้าน “เข้ามาสิ… ฉันรอแกอยู่แล้ว” ฉันสะดุ้ง… แต่ก็เดินตามเสียงเข้าไป ข้างในมืดสลัว… มีเพียงแสงจากเทียนเล่มเล็กๆ ลุงศรนั่งอยู่บนพื้น… แก่มาก… ผิวหนังเหี่ยวย่น ผมขาวโพลน ดวงตาของแกจ้องมองมาที่ฉัน… เป็นดวงตาที่เหมือนจะมองทะลุไปถึงก้นบึ้งของจิตใจ “แกสิ้นหวังแล้วสินะ… พิม” ฉันพยักหน้า น้ำตาไหลออกมาโดยไม่รู้ตัว “ฉันไม่ไหวแล้วลุง… ฉันอยากขายดี… ฉันอยากมีเงิน” ลุงศรหัวเราะเบาๆ ในลำคอ “ความโลภ… มันไม่เคยปรานีใคร” “ฉันไม่ได้โลภ… ฉันแค่… อยากรอด” แกจ้องหน้าฉันนิ่ง… นาน… จนฉันเริ่มอึดอัด “ฉันมีของ… ที่จะช่วยแกได้” แกพูดช้าๆ “แต่… มันมีราคาที่ต้องจ่าย” “ฉันยอม… ฉันยอมทุกอย่าง” ฉันตอบทันที ลุงศรพยักหน้าช้าๆ แกหันไปหยิบบางอย่างที่ห่อด้วยผ้าแดงเก่าๆ ยื่นส่งมาให้ฉัน ฉันรับมา… มันหนักกว่าที่คิด ฉันค่อยๆ เปิดผ้าออก สิ่งที่อยู่ข้างใน… คือรูปปั้นทองเหลืองสีดำมะเมื่อม เป็นรูปปั้นเด็กผู้ชาย… นั่งขัดสมาธิ… หลับตาพริ้ม… แต่มันไม่ใช่รูปปั้นกุมารทองที่ฉันเคยเห็นตามแผงพระเครื่อง มันดู… จริง… จริงจนน่าขนลุก ผิวของรูปปั้นเย็นเฉียบ… “เขาคือใครจ๊ะ” ฉันถามเสียงสั่น “เขาคือ… ลูกชายฉัน” ลุงศรตอบ “ฉันเรียกเขาว่า… กุมารเทพ” “กุมารเทพ…” “เขาจะช่วยแก… จะดลบันดาลให้แกสมหวัง… แต่แกต้องสัญญากับฉัน” “สัญญาอะไร” “เขาเป็นเด็ก” ลุงศรเน้นเสียง “เขาต้องการความรัก… เขาต้องการการเอาใจใส่… มากกว่าของเซ่นไหว้” ฉันพยักหน้า “และที่สำคัญที่สุด…” ลุงศรโน้มตัวเข้ามาใกล้ “เขากลัว… เขากลัวการถูกทอดทิ้ง” “…” “อย่าทิ้งเขาไว้คนเดียวเด็ดขาด… และ… ข้อห้ามที่สำคัญที่สุด… อย่าให้เขาอยู่ใกล้น้ำเด็ดขาด!” เสียงของลุงศรแข็งกร้าวขึ้นจนฉันตกใจ “ทำไม… ทำไมล่ะจ๊ะ” “วิญญาณเขา… โหยหาความอบอุ่น ไม่ใช่ความชื้นแฉะ” แกตอบ “น้ำ… มันคือฝันร้ายของเขา… จำไว้ให้ดี… พิม” ฉันมองรูปปั้นในมือ… เด็กน้อยที่ดูสงบนิ่ง… แต่ทำไมฉันถึงรู้สึกถึงความเย็นเยียบที่แผ่ออกมาจากตัวเขากันนะ “แล้ว… ฉันต้องดูแลเขายังไง” “พูดกับเขา… เหมือนเขาเป็นลูกชายแก… ให้ความรักเขา… แล้วเขาจะตอบแทน” ฉันกำรูปปั้นไว้แน่น… “ฉันจะทำจ้ะ… ฉันจะดูแลเขาอย่างดี” ลุงศรเอนหลังพิงฝา… หลับตาลงเหมือนคนหมดแรง “ไปได้แล้ว… เอาเขาไป… แล้วอย่ากลับมาที่นี่อีก” ฉันงง… แต่ก็ไม่กล้าถามอะไรต่อ ฉันค่อยๆ คลานถอยหลังออกมา… กอดรูปปั้นกุมารเทพไว้แนบอก ฉันรีบลงเรือ… แก้เชือก… แล้วรีบจ้วงไม้พายออกจากบ้านหลังนั้นให้เร็วที่สุด ฉันไม่ได้หันกลับไปมอง… ฉันพายเรือฝ่าความมืดที่เริ่มโรยตัว… ในมือข้างหนึ่งถือไม้พาย… อีกข้างหนึ่งกอดรูปปั้นที่เย็นเฉียบไว้ ฉันกลับมาถึงที่จอดเรือของฉันตอนค่ำพอดี ตลาดวายแล้ว… เหลือเพียงความเงียบและกลิ่นเหม็นอับของน้ำในคลอง คืนนั้น… ฉันไม่ได้กลับไปนอนที่ห้องเช่าเล็กๆ ฉันตัดสินใจนอนในเรือ… ฉันจัดแจงที่ทางเล็กๆ ตรงหัวเรือ… หาผ้าสะอาดมาปู ฉันวางกุมารเทพลง… ฉันมองหน้าเขา… เด็กน้อยที่หลับตา… “จากนี้ไป… แกชื่อกุมารเทพนะ… อยู่กับแม่นะลูก” ฉันพูดเบาๆ ฉันไปซื้อน้ำแดง… ขนม… และเรือลำเล็กๆ ของเล่น… มาวางไว้ให้เขา ฉันนั่งลงข้างๆ เขา… “พรุ่งนี้… ช่วยแม่นะลูก… ช่วยแม่ให้ขายดีๆ… แม่มีหนี้ต้องจ่าย… มีลูกชายต้องส่งเรียน” ฉันเล่า… เล่าความทุกข์ของฉันให้เขาฟัง เล่าเรื่องของเล็ก… เรือผลไม้ที่แย่งลูกค้าฉันไป เล่าเรื่องหนี้สินที่ท่วมหัว ฉันระบายทุกอย่าง… เหมือนกำลังพูดกับคน… ไม่ใช่รูปปั้น และไม่รู้ว่าฉันคิดไปเองหรือเปล่า… ในความมืดสลัวของเรือ… ฉันเหมือนเห็น… เห็นมุมปากของรูปปั้นเด็กน้อย… ยกยิ้มขึ้นมา… นิดๆ
เช้าวันรุ่งขึ้น… ฉันตื่นมาพร้อมกับความหวัง ฉันต้มน้ำซุป ลวกเส้นก๋วยเตี๋ยว… วันนี้ฉันรู้สึกต่างออกไป ฉันมองไปที่กุมารเทพ… รูปปั้นยังคงนั่งนิ่ง หลับตาพริ้ม “ช่วยแม่นะลูก… วันนี้ของให้ขายดีๆ” ฉันกระซิบ ฉันจุดธูปหนึ่งดอก… ปักลงในกระถางเล็กๆ กลิ่นธูปจางๆ ลอยปนไปกับกลิ่นน้ำซุปหอมกรุ่น เรือท่องเที่ยวเริ่มมา… เสียงเครื่องยนต์ดังมาแต่ไกล ปกติ… พวกเขาจะพายผ่านเรือฉันไป… มุ่งหน้าไปหาเรือผลไม้สีสดของเล็ก แต่วันนี้… เรือลำแรก… ชะลอความเร็ว… แล้วจอดเทียบ “ป้า… ขอก๋วยเตี๋ยวเรือชามนึงครับ” นักท่องเที่ยวชายคนหนึ่งพูดขึ้น ฉันมือสั่น… ด้วยความดีใจ “ได้จ้ะ… ได้เลย” ฉันรีบลวกเส้น… ใส่ลูกชิ้น… ตักน้ำซุปราด เขารับชามไป… ตักน้ำซุปเข้าปาก… แล้วเขาก็เบิกตากว้าง… “เฮ้ย…” เขาอุทาน “อร่อย… อร่อยแปลกๆ” “แปลกยังไงเหรอจ๊ะ” ฉันถาม ใจเต้นไม่เป็นส่ำ “ไม่รู้สิป้า… รสชาติมัน… เข้มข้น… นัว… เหมือน… ไม่เคยกินที่ไหนมาก่อน” เขาพูดจบ… ก็ตะโกนเรียกเพื่อนในเรือลำถัดไปที่กำลังจะพายผ่าน “เฮ้! พวกมึง! ร้านนี้เด็ดจริง! ต้องลอง! น้ำซุปแปลกมาก!” เหมือนมีมนต์สะกด… เรือลำที่สอง… ลำที่สาม… ลำที่สี่… ทยอยกันจอดเทียบเรือของฉัน… จนแน่นขนัดไปทั้งคลอง “ก๋วยเตี๋ยวสองชาม!” “ทางนี้สามชามครับป้า!” “ขอพิเศษชามนึง!” ฉันลวกเส้นไม่หยุด… มือเป็นระวิง… เหงื่อไหลท่วมตัว แต่ฉันยิ้ม… เป็นรอยยิ้ม… ที่ฉันลืมไปแล้วว่าต้องยิ้มยังไง เสียงหัวเราะ… เสียงชื่นชม… “อร่อยจริงด้วยว่ะ… รสชาติมันติดลิ้น” “ไม่เหมือนร้านอื่นเลย… ร้านนี้มีอะไรดีแน่ๆ” เที่ยงวัน… น้ำซุปในหม้อเกลี้ยง… เกลี้ยงสนิท ฉันนับเงินในกระเป๋าผ้าคาดเอว… มือฉันสั่น… มันเยอะ… มันเยอะกว่าที่ฉันขายได้ทั้งอาทิตย์ที่ผ่านมารวมกันเสียอีก ฉันหัวเราะ… หัวเราะออกมาเบาๆ ทั้งๆ ที่น้ำตาคลอ “ขอบใจนะ… ขอบใจนะลูกแม่” ฉันหันไปพูดกับรูปปั้นสีดำมะเมื่อมที่หัวเรือ ฉันรีบไปตลาด… ซื้อน้ำแดงขวดใหม่ที่แพงที่สุด… ซื้อขนมเปี๊ยะไส้ถั่วฟองเต้าหู้… ซื้อเรือของเล่นลำใหม่อีกคัน “เอาของดีๆ ไปเลยนะลูก… พรุ่งนี้เอาอีกนะ” ฉันกระซิบกับเขา… วันต่อมา… ก็เหมือนเดิม และวันถัดไป… ก็ยิ่งดีขึ้น เรือก๋วยเตี๋ยวโทรมๆ ของฉัน… กลายเป็นจุดสนใจของตลาดน้ำดำเนินสะดวก คนลือกันปากต่อปาก… ว่าก๋วยเตี๋ยวเรือป้าพิม “มีของดี” พวกเขาบอกว่าน้ำซุปมี “รสชาติลึกลับ” ที่ทำให้หยุดกินไม่ได้ ฉันไม่ได้ปรับสูตรอะไรเลย… น้ำซุปหม้อเดิม… เครื่องปรุงแบบเดิม… แต่ฉันรู้… ฉันรู้ว่า “รสชาติลึกลับ” นั้นมาจากไหน มันมาจากกุมารเทพ… ลูกชายของฉัน ฉันเริ่มมีเงิน… ฉันส่งเงินให้ลูกชายที่กรุงเทพฯ ได้โดยไม่ต้องรอให้เขาโทรมาทวง ฉันจ่ายค่าเช่าที่จอดเรือได้ตรงเวลา… แถมยังให้ทิปเขาไปด้วย ชีวิต… ดูเหมือนจะดีขึ้นจนน่าใจหาย ฉันซื้อสร้อยคอทองเส้นเล็กๆ ให้ตัวเอง… ฉันเริ่มยิ้มทักทายคนอื่น… แต่… ความสุขมักอยู่ไม่นาน โดยเฉพาะ… เมื่อมันไปส่องสว่างจนทำให้คนอื่นมืดลง เล็ก… เจ้าของเรือผลไม้ฝั่งตรงข้าม ปกติ… เรือของเธอคือดาวเด่นของคลองสายนี้ นักท่องเที่ยวทุกคนต้องแวะซื้อผลไม้… ถ่ายรูปกับรอยยิ้มสดใสของเธอ แต่ตอนนี้… นักท่องเที่ยวเมินเธอ… พวกเขาพุ่งตรงมาที่เรือก๋วยเตี๋ยวโทรมๆ ของฉัน… มาลิ้มรส “น้ำซุปผีบอก” อย่างที่พวกเขาเรียกกัน ฉันเห็นสายตาของเล็ก… สายตาที่เต็มไปด้วยความอิจฉา… ริษยา… และความโกรธ มันคือสายตาแบบเดียวกับที่ฉันเคยใช้มองเธอ… เมื่อไม่กี่อาทิตย์ก่อน วันหนึ่ง… ขณะที่ฉันกำลังยุ่งอยู่กับการต้อนรับลูกค้ากลุ่มใหญ่ เล็กพายเรือของเธอเข้ามาใกล้… ใกล้จนแทบจะชนเรือฉัน “โห… ขายดีจังเลยนะ… พี่พิม” เสียงของเธอแหลม… และเคลือบด้วยยาพิษ ฉันชะงัก… แต่ไม่ได้เงยหน้าขึ้นมอง “ก็… พอได้จ้ะ” ฉันตอบเสียงเรียบ ก้มหน้าก้มตาลวกเส้นต่อไป “ช่วงนี้… ไป ‘เลี้ยง’ อะไรดีๆ มาล่ะสิ… ท่าทางจะ ‘ขลัง’ น่าดู” คำว่า “เลี้ยง” ของเธอ… มันมีความหมายอื่นแอบแฝง ฉันใจหายวาบ… “พูดอะไรของเธอ… ฉันก็ขายของฉันปกติดี” “เหรอ…” เล็กหัวเราะเยาะ “น้ำซุปเหม็นคาวเมื่อก่อน… จู่ๆ ก็อร่อยเหาะขึ้นมาซะงั้น… ไม่แปลกไปหน่อยเหรอ” “คนเขาคงเบื่อผลไม้เน่าๆ ของเธอแล้วล่ะมั้ง” ฉันอดไม่ได้ที่จะสวนกลับไป ความจนที่หายไป… มันมาพร้อมกับความกล้า… และความปากร้าย เล็กหน้าตึง… ดวงตาแข็งกร้าว “ระวังตัวไว้เถอะ… พี่พิม” เธอพูดเสียงเย็น “ของแบบนี้… มันไม่เข้าใครออกใคร… ได้มายังไง… มันก็ไปแบบนั้นแหละ” “มันไม่ใช่ ‘ของ’… เขาคือลูกฉัน!” ฉันเผลอตะคอกกลับไป… ดังลั่น ฉันตกใจตัวเองที่พูดออกไป… ตลาดทั้งคลองเงียบกริบ… ทุกสายตาจับจ้องมาที่ฉัน เล็กเบิกตากว้าง… ก่อนจะเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มเย้ยหยัน “อ๋อ… ที่แท้ก็ ‘ลูกชาย’ นี่เอง” เธอเน้นคำว่าลูกชาย “งั้นก็ฝากบอก ‘ลูกชาย’ พี่ด้วยนะ… ว่าอย่ามายุ่งกับที่ทำมาหากินของคนอื่น” เธอจ้องเขม็งไปที่หิ้งเล็กๆ บนหัวเรือของฉัน… ที่ที่กุมารเทพนั่งอยู่… ท่ามกลางขวดน้ำแดงและขนม “ของเล่น… มันก็คือของเล่นวันยังค่ำ” พูดจบ… เธอก็หันเรือพายกลับไปที่ของเธอ คำพูดของเล็กกวนใจฉันตลอดทั้งวัน “ของเล่น… มันก็คือของเล่น” มันเสียดแทง… คืนนั้น… หลังจากนับเงินเสร็จ ฉันนั่งจ้องรูปปั้นกุมารเทพ “เขาว่าลูกเป็นของเล่น… เขาอิจฉาเรา… เขาดูถูกเรา” ฉันระบายความอัดอั้นให้เขาฟัง “อย่าไปสนใจคำพูดของมันเลยนะลูก… มันก็แค่พวกขี้แพ้” ฉันลูบหัวรูปปั้นที่เย็นเฉียบ… ทันใดนั้น… ฉันรู้สึกเหมือนมีกระแสไฟอ่อนๆ วิ่งผ่านปลายนิ้ว… ฉันชักมือกลับทันที… หัวใจเต้นแรง “เมื่อกี้… อะไรน่ะ” ฉันจ้องมองกุมารเทพ… เขายังคงนั่งนิ่ง… หลับตา… แต่… ฉันสาบานได้… ว่ามุมปากของเขา… มันยกสูงขึ้นกว่าเดิม คืนนั้น… อากาศร้อนอบอ้าว… ไม่มีลมพัดผ่าน แต่ในเรือของฉัน… มันกลับเย็น… เย็นยะเยือก…
เมฆฝนตั้งเค้ามาตั้งแต่เมื่อคืน และเช้าวันนี้… มันก็เทลงมา เทลงมา… เหมือนฟ้ารั่ว สายฝนหนักหน่วง… กระหน่ำลงบนหลังคาเรือ… กระทบผิวน้ำในคลองจนเป็นฟอง ตลาดน้ำดำเนินสะดวก… ที่เคยคึกคัก… วันนี้… เงียบเหมือนป่าช้า เรือท่องเที่ยวบางตา… ที่มา… ก็กางร่มกันจ้าละหวั่น ไม่มีใครอยากจอดแวะกินก๋Tยเตี๋ยวร้อนๆ กลางสายฝน เรือของฉันว่างเปล่า… ฉันนั่งมองสายฝน… ใจคอไม่ดี เงินที่ได้มา… มันเหมือนกำลังจะถูกชะล้างไปกับสายน้ำ ความสำเร็จที่ฉันเพิ่งลิ้มรส… มันช่างเปราะบางเหลือเกิน ฉันหันไปมองกุมารเทพ… เขายังนั่งนิ่ง… น้ำแดงพร่องไปเพียงเล็กน้อย “ลูกแม่… วันนี้ฝนตก… ลูกไม่ชอบเหรอ” ฉันพยายามพูดกับเขา… แต่ในใจกลับเริ่มกระสับกระส่าย นี่เป็นครั้งแรก… ตั้งแต่เขามาอยู่ด้วย… ที่ฉันขายของไม่ได้ “ช่วยแม่สิลูก… เรียก… เรียกลูกค้าให้แม่หน่อย” ฉันพนมมือไหว้… แต่… มีเพียงเสียงฝนที่ดังหนักขึ้น ทันใดนั้น… เสียงเครื่องยนต์เรือลำใหญ่… ดังแหวกสายฝนมา ฉันใจชื้น… นึกว่าลูกค้ามา แต่เปล่า… เรือนำเที่ยวลำใหญ่… ใหญ่มาก… บรรทุกนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติมาเต็มลำ พวกเขาชะลอเรือ… แต่ไม่ได้จอดที่เรือฉัน… พวกเขา… จอดเทียบที่เรือของเล็ก เรือผลไม้… ที่วันนี้… เล็กกางร่มผืนใหญ่ไว้ นักท่องเที่ยวหัวเราะเอิ๊กอ๊าก… พวกเขาดูไม่เดือดร้อนกับสายฝน พวกเขาชี้ชวนกันซื้อทุเรียน… มังคุด… เล็ก… ยิ้มกว้าง… รอยยิ้มของเธอ… สดใสยิ่งกว่าผลไม้ในเรือ เสียงหัวเราะของเธอ… ดังแข่งกับเสียงฝน ดัง… และเสียดแทงเข้ามาในใจฉัน ทำไม… ทำไมวันนี้กุมารเทพไม่ช่วยฉัน… ทำไมเขาปล่อยให้ลูกค้าไปหาเล็ก… ในจังหวะนั้นเอง… โทรศัพท์ของฉันก็ดังขึ้น ฉันคว้ามันขึ้นมา… เบอร์ลูกชาย… “แม่… เงินที่แม่ส่งมา… ไม่พอ” ฉันชะงัก “ไม่พอเหรอ… แม่เพิ่งส่งไปเมื่อสามวันก่อนเองนะ” “ก็เพื่อนๆ เขาจะไปเที่ยวทะเลกันครับ… ผมก็ต้องไป… แล้วค่าหนังสือใหม่ก็เพิ่งออก… แม่ส่งมาให้ผมอีกสักห้าพันได้ไหม” ห้าพัน… ฉันมองไปที่กระเป๋าคาดเอวที่ว่างเปล่า… มองไปที่หม้อก๋วยเตี๋ยวที่ยังเต็ม… มองไปที่เรือของเล็กที่กำลังขายดิบขายดี… “แม่… แม่ยังไม่มีเลยลูก… วันนี้ฝนตก… ขายไม่ได้เลย” “โธ่แม่! อีกแล้วเหรอ!” เสียงเขาหงุดหงิด “ผมจะเอาเงินที่ไหนล่ะ! แม่ก็รู้ว่าผมต้องใช้!” “รอหน่อยได้ไหม…” “ผมไม่รอ! ถ้าแม่หาให้ผมไม่ได้… ผม… ผมก็จะไปหาวิธีของผมเอง!” เขาตัดสายไป… เสียงฝน… เสียงหัวเราะของเล็ก… เสียงลูกชายที่ตะคอกใส่ฉัน… ทุกอย่างมันผสมปนเปกัน… ดังอยู่ในหัวของฉัน มันอื้ออึง… มันบีบคั้น… ความกดดัน… ความสิ้นหวัง… ที่ฉันนึกว่าหนีพ้นแล้ว… มันย้อนกลับมา และดูเหมือนมันจะหนักหนากว่าเดิม… ฉันนั่งตัวสั่น… เล็กหันมาเห็นฉัน… เธอยังคงยิ้ม… เป็นรอยยิ้มเยาะเย้ย “ว่าไงจ๊ะ พี่พิม… ฝนตกแค่นี้… ‘ลูกชาย’ ไม่ออกมาช่วยขายของเหรอ” เธอตะโกนข้ามฝั่งมา… เย้ยหยันฉัน… จงใจให้ทุกคนได้ยิน “หรือว่า… เขาหนาว… กลัวฝน… เลยมุดหัวอยู่ในเรือ” นักท่องเที่ยวบางคนหันมามอง… หัวเราะคิกคัก ฉันกำหมัดแน่น… “หุบปากนะ… เล็ก!” ฉันตะคอกกลับไป “อ้าว… ทำไมต้องดุด้วยล่ะ” เล็กแกล้งทำเป็นตกใจ “ฉันก็แค่ถาม… ก็เห็นปกติลูกค้าแน่นร้านนี่นา… วันนี้เป็นอะไรไป… มนต์เสื่อมแล้วเหรอ” “ฉันบอกให้หุบปาก!” “ทำไม! รับความจริงไม่ได้เหรอ!” เล็กเริ่มขึ้นเสียงบ้าง “ฉันเตือนพี่แล้ว… ว่าอย่าเล่นกับของพวกนี้… มันไม่จีรังหรอก! ไอ้ของเล่นอาคมของพี่น่ะ… สักวันมันจะพากันฉิบหาย!” “ของเล่น!” คำนี้… มันเหมือนสายฟ้าฟาดลงกลางใจฉัน “ใช่! ก็แค่ของเล่น! ของเล่นผีสิง! พี่มันโง่! งมงาย!” “มันไม่ใช่ของเล่น!” “มันก็คือของเล่น! พี่คิดว่ามันเป็นลูกพี่จริงๆ เหรอ… บ้าไปแล้ว! ตื่นสิพี่พิม! ตื่น!” ฉันตัวสั่นเทา… ฉันไม่ได้โกรธเล็ก… ไม่… ฉันโกรธ… ฉันโกรธตัวเอง… ฉันโกรธลูกชายที่เอาแต่เรียกร้อง… ฉันโกรธความจนของตัวเอง… และฉันโกรธ… “มัน”… “ของเล่น”… “ภาระ”… ทุกอย่างที่ฉันพึ่งพิง… มันกลับกลายเป็นภาระ ลูกชายก็เป็นภาระ… และไอ้รูปปั้นนี่… ก็เป็นภาระ! “พี่พิม… พี่เป็นอะไรน่ะ… หน้าซีดหมดแล้ว” เล็กเริ่มเสียงอ่อนลง… อาจจะตกใจที่เห็นฉันนิ่งไป ฉันไม่ตอบ… ฉันหันกลับไปช้าๆ… มองไปที่หิ้งหัวเรือ… กุมารเทพ… นั่งนิ่ง… หลับตา… ท่ามกลางสายฝนที่สาดเข้ามา เขานั่งอยู่ตรงนั้น… สบาย… ในขณะที่ฉันกำลังจะตาย… “แก…” ฉันพึมพำ “แกมันตัวปัญหา!” “พี่พิม! พี่พูดกับใคร!” “แกควรจะช่วยฉันสิ!” ฉันเริ่มตะโกนใส่รูปปั้น “แกควรจะทำให้ฉันรวย! ไม่ใช่มาทำให้ฉันอับอายแบบนี้!” ความโกรธ… ความผิดหวัง… ความกลัว… มันปะทุออกมาพร้อมกัน ฉันไม่ได้เกลียดเล็ก… ฉันเกลียดตัวเอง… ฉันเกลียดที่ตัวเองอ่อนแอ… จนต้องมาพึ่งพาสิ่งงมงายพวกนี้ “แกมันเป็นภาระ! เหมือนกันทุกคน!” ฉันขาดสติ… ฉันไม่คิดอะไรอีกแล้ว… ฉันเอื้อมมือไป… คว้า… คว้าเอารูปปั้นทองเหลืองสีดำมะเมื่อมที่เย็นเฉียบ… มันหนัก… หนักอึ้ง… “ฉันไม่ต้องการแก! แกได้ยินไหม!” “พี่พิม! อย่านะ! บ้าไปแล้วเหรอ!” เล็กกรีดร้อง… ฉันยืนขึ้นเต็มความสูง… ชูรูปปั้นขึ้นเหนือหัว… “ไปลงนรกซะ! ไอ้ภาระ!” ฉัน… ขว้าง… ขว้างกุมารเทพสุดแรง… สุดแรงเกิด… “ตู้ม!” เสียงดังสนั่น… ร่างของรูปปั้นกระทบผิวน้ำ… จมหายไปในคลองสีขุ่น… คลองดำเนินสะดวก… ทุกอย่าง… เงียบกริบ… เงียบ… จนได้ยินเสียงหัวใจตัวเองเต้น เสียงฝนยังคงตก… แต่เสียงหัวเราะของเล็ก… หายไปแล้ว นักท่องเที่ยว… หยุดถ่ายรูป… พวกเขามองมาที่ฉัน… ตาค้าง เล็กอ้าปากค้าง… มือที่กำลังปอกมังคุด… ชะงักกลางอากาศ ฉันหอบหายใจ… ยืนนิ่ง… จ้องมองจุดที่รูปปั้นจมหายไป… น้ำในคลอง… ที่ควรจะเป็นสีน้ำตาลขุ่น… มันเริ่ม… มันเริ่มหมุนวน… เป็นวงเล็กๆ… แล้ว… ฟองอากาศ… ฟองอากาศเล็กๆ… ค่อยๆ ผุดขึ้นมา… ผุด… ผุด… ผุด… ถี่ขึ้น… เยอะขึ้น… เหมือนน้ำกำลังเดือด… อากาศ… อากาศรอบตัวฉัน… มันเย็น… มันเย็นวาบ… เย็นจนจับขั้วหัวใจ… เสียงของลุงศร… ดังก้องอยู่ในหัวของฉัน… “อย่าให้เขาอยู่ใกล้น้ำเด็ดขาด!” … “วิญญาณเขา… โหยหาความอบอุ่น ไม่ใช่ความชื้นแฉะ” … “น้ำ… มันคือฝันร้ายของเขา…” ฉันยกมือขึ้นปิดปาก… ตัวสั่น… ไม่ใช่เพราะความโกรธ… แต่เพราะความกลัว… “ไม่… ไม่นะ…” ฉัน… ฉันเพิ่งทำอะไรลงไป…
วินาทีแรก… ที่รูปปั้นจมหายไป ความโกรธทั้งหมด… ก็มลายหายไปเช่นกัน เหลือเพียง… ความว่างเปล่า… และความหนาวเย็นที่เกาะกุม ฉันทำอะไรลงไป… ฉัน… โยนเขาลงไปในน้ำ โยน “ลูกชาย” ที่ฉันเพิ่งผูกพัน… ลงไปในสายน้ำที่เชี่ยวกราก “พี่พิม…” เสียงเล็กเรียกเบาๆ… เสียงสั่นเครือ “พี่… ไม่เป็นไรนะ” ฉันไม่ได้ยิน… หูของฉันอื้ออึง… ฉันจ้องมองผิวน้ำ… ฟองอากาศ… หายไปแล้ว คลองกลับมาสงบนิ่ง… มีเพียงสายฝนที่โปรยปราย เหมือน… ไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่ฉันรู้… ข้างล่างนั่น… ใต้น้ำสีขุ่นนั่น… บางสิ่ง… ได้เปลี่ยนไปแล้ว ฉันทรุดตัวลงนั่งในเรือ… มือไม้สั่น… ฉันนั่งนิ่งอยู่อย่างนั้น… นานเท่านาน… จนฝนเริ่มซา… จนตลาดเริ่มวาย… จนความมืดเริ่มคืบคลานเข้ามา… ฉันไม่ได้กลับห้องเช่า… ฉันไม่กล้าไปไหน… ฉันนอนขดตัวอยู่ในเรือลำเล็กๆ ของฉัน… ในคืนนั้น คืน… ที่ยาวนานที่สุดในชีวิต เสียงฝนหยุดแล้ว… เหลือเพียงเสียงหยดน้ำ… ที่หยดจากหลังคาเรือ… ติ๋ง… ติ๋ง… และเสียงน้ำในคลอง… ที่ไหลเอื่อยๆ… ซัดเข้ากับกาบเรือเบาๆ ฉันพยายามข่มตาให้หลับ… แต่หลับไม่ลง ทุกครั้งที่ฉันหลับตา… ฉันจะเห็นภาพ… ภาพที่ฉันเหวี่ยงแขน… ปล่อยรูปปั้นสีดำมะเมื่อมหลุดจากมือ เสียง “ตู้ม”… ที่มันกระทบผิวน้ำ ฉันสะดุ้งตื่น… เหงื่อแตกพลั่ก… ทั้งที่อากาศหนาวเย็น ฉันลุกขึ้นนั่ง… เงียบ… เงียบสงัด… ตลาดน้ำยามค่ำคืน… มันวังเวง แสงจันทร์สลัวๆ… ส่องลอดเมฆลงมา… กระทบผิวน้ำ… ทำให้มันดูเหมือนแผ่นกระจกสีดำ ฉันจ้องมอง… จ้องมองน้ำ… แล้วฉันก็ได้ยิน… ตอนแรก… ฉันคิดว่าฉันหูฝาด มันเป็นเสียง… เด็ก… เสียงเด็กหัวเราะ… …คิก… คิก… เสียงหัวเราะ… ที่ดังมาจากใต้เรือของฉัน ฉันกลั้นหายใจ… หัวใจเต้นระรัว… “ใคร… ใครน่ะ” ฉันถามเสียงสั่น เสียงหัวเราะ… หยุดลง … แล้วมันก็เปลี่ยน… เปลี่ยนเป็นเสียง… เสียงร้องไห้… เสียงสะอื้น… แผ่วเบา… แต่ชัดเจน… “ฮือ… ฮือ…” มันดัง… มาจากใต้ท้องเรือ… เสียงร้องไห้ของเด็ก… ที่กำลังหนาวสั่น “แม่…” … “แม่จ๋า…” ฉันตัวแข็งทื่อ… “หนาว…” … “หนาวเหลือเกิน…” ฉันยกมือขึ้นปิดหู… “ไม่จริง… ฉันหูฝาด… ฉันคิดไปเอง” ฉันพึมพำกับตัวเอง… “แม่… ทิ้งผมทำไม…” “ฮือ… ฮือ… ผมหนาว…” “ไม่! หยุดพูดนะ!” ฉันกรีดร้องออกมา “แกไม่ใช่ลูกฉัน! แกมันก็แค่ของเล่น!” ความเงียบ… กลับมาอีกครั้ง … เงียบจนน่าขนลุก… ฉันนั่งตัวสั่น… หอบหายใจ… ฉันบอกตัวเองว่าฉันแค่เครียด… ฉันแค่เหนื่อย… ฉันล้มตัวลงนอนอีกครั้ง… คลุมโปง… ฉันสวดมนต์… สวดทุกบทที่ฉันจำได้… สวดจนกระทั่ง… ฉันเผลอหลับไป… ด้วยความอ่อนเพลีย… … ฉันฝัน… ฉันฝัน… ว่าฉันกำลังพายเรือ… แต่ไม่ใช่กลางวัน… เป็นกลางดึก คืนนี้… น้ำในคลองนิ่งมาก… นิ่งเหมือนกระจก ฉันพายเรือไปเรื่อยๆ… ไม่รู้จุดหมาย แล้วฉันก็เห็น… เห็นบางอย่าง… อยู่ข้างหน้า ตรงหัวเรือของฉัน… บนหิ้งเล็กๆ… ที่ที่ฉันเคยใช้วางเขา …เขานั่งอยู่ตรงนั้น แต่… เขาไม่ใช่รูปปั้นทองเหลืองอีกต่อไป เขา… เขาเป็นเด็กผู้ชายตัวเล็กๆ… ตัวจริง… เขานั่งขัดสมาธิ… เหมือนรูปปั้น แต่ตัวเขา… เปียก… เปียกโชก… น้ำหยดจากเส้นผมสีดำสนิท… หยดจากปลายคาง… ผิวของเขา… ไม่ใช่สีทองเหลือง มันเป็นสี… เขียว… เขียวซีด… เหมือนคนจมน้ำ… ตาของเขา… ที่เคยหลับพริ้ม… ตอนนี้… มันลืมโพลง… เป็นดวงตาสีดำสนิท… ไร้แวว… เขานั่งอยู่ที่นั่น… นิ่ง… และ… จ้องมองฉัน เขาไม่พูดอะไร… เขาแค่… จ้อง… จ้องมองฉัน… ด้วยดวงตาที่ว่างเปล่า… และเย็นเยียบ น้ำ… หยดจากตัวเขา… หยดลงบนพื้นเรือ… แหมะ… แหมะ… แหมะ… เสียงน้ำหยด… มันดัง… ดังกว่าเสียงหัวใจของฉัน ฉันอยากจะกรี๊ด… แต่เสียงไม่ออก ฉันอยากจะพายเรือหนี… แต่แขนขาขยับไม่ได้ ฉันทำได้แค่… นั่งนิ่ง… จ้องตอบดวงตาคู่นั้น… ดวงตา… ที่เต็มไปด้วยความหนาวเย็น… และการตัดพ้อ “แม่…” เขา… พูด… เสียงของเขา… ไม่ใช่เสียงเด็ก… มันเป็นเสียง… แหบ… แหบ… เหมือนมีน้ำอยู่ในลำคอ “แม่… ไม่รักผมเหรอ…” … ฉันสะดุ้งตื่น! ฉันลืมตาโพลง… หอบหายใจ… เช้าแล้ว… แสงแดดอ่อนๆ… ส่องเข้ามาในเรือ เสียงจอแจของตลาด… เริ่มดังขึ้น ฉัน… ฝันไป… มันเป็นแค่ความฝัน… ฉันถอนหายใจ… พยายามรวบรวมสติ “ฝันร้าย… แค่ฝันร้าย” ฉันลูบหน้าตัวเอง… มือฉันเย็นเฉียบ ฉันต้องลุกขึ้น… ฉันต้องต้มน้ำซุป… ฉันต้องขายของ ฉันต้องลืมเรื่องเมื่อวาน… ฉันต้องลืม… “เขา” ฉันพยายามทำตัวให้เป็นปกติ… ฉันจัดร้าน… จุดเตา… แต่ในใจ… มันโหวงเหวง… ฉันเหลือบมองไปที่หิ้งว่างเปล่าตรงหัวเรือ… ที่ที่เคยมีน้ำแดง… ขนม… และเรือของเล่น ตอนนี้… มันว่างเปล่า ฉันรู้สึก… ผิด… รู้สึก… เหมือนฉันได้ทำลายสิ่งสำคัญ… ไม่สิ… ฉันคิดอะไรอยู่… ฉันทำถูกแล้ว… ฉันต้องหลุดพ้นจากเรื่องงมงายพวกนี้ ฉันต้องยืนด้วยขาของตัวเอง “ป้าพิม… วันนี้มีก๋วยเตี๋ยวไหม” เสียงลูกค้า… ฉันสะดุ้งเล็กน้อย… “มีจ้ะ… มี… เอาแบบไหนดี” ฉันฝืนยิ้ม ลูกค้ากลุ่มใหม่… นักท่องเที่ยวชาวจีน… พวกเขามากันสี่ห้าคน… ส่งเสียงดัง… “เอาแบบอร่อยๆ เลยป้า!” ฉันพยักหน้า… รีบลวกเส้น ฉันพยายามตั้งสติ… วันนี้… ฉันจะขายด้วยสูตรดั้งเดิมของฉัน… สูตรที่ไม่มี “รสชาติลึกลับ” ลูกค้าคนแรก… รับชามไป… เขาซดน้ำซุป… “อืม…” แล้วเขาก็ขมวดคิ้ว… “รสชาติ… ทำไมวันนี้มัน… ธรรมดาจัง” เขาพูดกับเพื่อน เพื่อนอีกคนลองชิม… “นั่นสิ… ไม่เห็นเหมือนที่เขาลือกันเลย… จืดชืด” ใจฉัน… ร่วงไปอยู่ที่ตาตุ่ม พวกเขาเริ่มส่ายหน้า… “สงสัยมาผิดร้าน” พวกเขาวางเงินค่าก๋วยเตี๋ยวไว้… แล้วพายเรือจากไป… เหลือบะหมี่ไว้เกือบเต็มชาม ฉันยืนนิ่ง… มันกลับมาแล้ว… รสชาติจืดชืด… ชีวิตจืดชืด… ฉันมองไปที่เรือของเล็ก… วันนี้… เรือของเธอกลับมาคึกคักอีกครั้ง… นักท่องเที่ยวรุมล้อมเธอ… เหมือนไม่มีเรื่องเมื่อวานเกิดขึ้น เล็กหันมามองฉัน… สายตาของเธอ… ไม่ได้เยาะเย้ย… แต่… มันเหมือน… …สมเพช ฉันรีบหันหน้าหนี… ฉันก้มหน้าขายของต่อไป… แต่วันทั้งวัน… ลูกค้าก็น้อยลงเรื่อยๆ… คนที่มาลอง… ก็ส่ายหน้า… “ไม่ใช่ร้านนี้หรอก… ร้านที่อร่อยๆ น่ะ” ฉันกัดฟัน… จนกระทั่งบ่ายคล้อย… นักท่องเที่ยวกลุ่มใหม่… เป็นวัยรุ่นฝรั่ง… พวกเขาดูคึกคะนอง… หนึ่งในนั้น… ถือไม้เซลฟี่… ถ่ายวิดีโอ… “เฮ้! ดูสิ! ตลาดน้ำ! เจ๋งเป้ง!” เขาตะโกนเสียงดัง… เขาเอนตัว… พยายามจะถ่ายรูปเซลฟี่กับเรือของฉัน “ระวัง… ระวังตกน้ำนะ!” ฉันร้องเตือน “ไม่เป็นไรน่า!” เขาหัวเราะ ทันใดนั้น… มือถือ… ที่ติดอยู่กับไม้เซลฟี่… มันหลุด… “เฮ้ย!” โทรศัพท์… ร่วง… “ต๋อม!” จมหายไปในน้ำคลอง… ตรงข้างๆ เรือของฉัน “โอ้… ชิท!” เขาสบถ “โทรศัพท์ฉัน!” เขาไม่คิด… เขารีบ… เขารีบยื่นมือ… จ้วงลงไปในน้ำสีขุ่น… ตรงจุดที่โทรศัพท์เพิ่งจมลงไป “ไม่นะ… ไม่…” ฉันพึมพำ… หัวใจฉันหยุดเต้น… “อย่า…” วัยรุ่นคนนั้น… คลำหามือถือของเขาใต้น้ำ… หน้าตาเขาตื่นตระหนก… “หาไม่เจอ… แม่งเอ๊ย…” เขากำลังจะชักมือกลับ… ทันใดนั้น… “อ๊ากกกกกก!” เขากรีดร้อง… เสียงร้อง… ดังลั่นคลอง! เขากระชากมือกลับขึ้นมาจากน้ำ… อย่างรวดเร็ว “อะไร… อะไรวะ!” เขากุมข้อมือตัวเอง… หน้าซีดเผือด… “อะไรกัดกู!” เพื่อนๆ เขาร้องถาม “มึงเป็นไรวะ!” เขาแบมือออก… มือ… ที่เปียกโชก… ฉัน… ฉันเห็น… … บนหลังมือขาวๆ ของเขา… มีรอย… …ห้ารอย… เป็นรอยช้ำ… สีม่วงคล้ำ… เล็ก… และเรียว… เหมือน… …รอยนิ้วมือ… รอยนิ้วมือของเด็ก… ที่กำลัง… “กำ” หรือ “คว้า”… มันเป็นรอย… ที่เหมือนพยายามจะ… “เหนี่ยวรั้ง”… “แม่ง… ตัวอะไรใต้น้ำวะ!” เขาสบถ… เขามองฉัน… “ป้า! ในน้ำมีอะไร! ตัวเหี้ยอะไรรึเปล่า!” ฉันพูดไม่ออก… ฉันส่ายหน้า… ตัวฉัน… สั่น… สั่น… จนยืนแทบไม่อยู่ ฉันรู้… ฉันรู้ว่ารอยนั่น… คือรอยอะไร… และฉันก็รู้ว่า… เขา… เขาไม่ได้อยู่ที่ก้นคลอง… เขา… เขาอยู่ตรงนี้… อยู่ข้างๆ เรือฉันนี่เอง… เขากำลัง… “รอ”… รอฉัน…
ความรู้สึกที่ว่ามีบางอย่าง… อยู่ใต้ผิวน้ำ… มันหนักอึ้ง… มันกดทับ ฉันมองไปที่ผิวน้ำสีขุ่น… มันดูเป็นปกติ… แต่ฉันรู้… ฉันรู้ว่า “เขา” อยู่ที่นั่น เด็กวัยรุ่นฝรั่งและเพื่อนๆ ของเขารีบพายเรือหนีไปอย่างรวดเร็ว เสียงเครื่องยนต์ของพวกเขาดังลั่น… ทิ้งไว้เพียงคลื่นน้ำที่ซัดเข้ามาที่เรือฉัน ตลาดน้ำ… เริ่มซุบซิบกัน “เกิดอะไรขึ้นน่ะ” “เหมือนโดนอะไรกัดเลยนะ” “อาจจะเป็นปลาไหล… หรือตัวเงินตัวทอง” แต่ฉันรู้… มันไม่ใช่ รอยช้ำสีม่วงคล้ำห้านิ้วนั่น… มันชัดเจนเกินกว่าจะเป็นสัตว์ชนิดอื่น มันคือ… ร่องรอยการเหนี่ยวรั้งของเด็กคนหนึ่ง ฉันเก็บร้าน… ลวกเส้นที่เหลือทิ้งไป ฉันไม่กล้าแม้แต่จะสัมผัสกับน้ำในคลอง ความกลัวมันจู่โจมฉันอย่างรุนแรง… กลัวจนหายใจติดขัด ฉันพายเรือกลับมาที่ท่าน้ำส่วนตัว… ผูกเรือไว้ ฉันเดินขึ้นบ้าน… ล็อกประตูอย่างแน่นหนา แต่เสียง… มันตามฉันมา เสียงน้ำในคลองที่ซัดเข้าฝั่ง… มันดังกว่าปกติ …ซ่า… ซ่า… และ… …แหมะ… แหมะ… เสียงหยดน้ำ… ฉันรู้ว่ามันไม่ใช่เสียงน้ำค้าง… มันเป็นเสียง… น้ำที่หยดลงบนพื้นไม้… หยด… จากบางสิ่ง… ที่เพิ่งขึ้นมาจากน้ำ ฉันวิ่งไปที่หน้าต่าง… แง้มม่านออกดู ข้างนอกมืดแล้ว… ฉันมองไม่เห็นอะไร… แต่ฉันรู้สึก… รู้สึกถึงความหนาวเย็นที่แผ่ซ่านเข้ามาในบ้าน… ความหนาวเย็น… ที่ไม่เหมือนอากาศยามค่ำคืน มันเป็นความเย็น… ของน้ำที่ไม่ได้สัมผัสกับแสงแดดมานาน “ไม่… อย่ามา…” ฉันพึมพำ ฉันถอยหลังไปชนกับตู้… “ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!” เสียงเคาะ… ดังมาจากประตูหน้าบ้าน! ฉันตัวแข็งทื่อ… ใครกัน… ใครจะมาเคาะประตูบ้านฉันเวลานี้… “ใครน่ะ…” ฉันถามเสียงสั่น ความเงียบ… ตอบกลับมา … แล้วเสียงเคาะก็ดังขึ้นอีก “ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!” คราวนี้… มันดังกว่าเดิม… เหมือนมีใครบางคน… กำลังใช้กำปั้นเล็กๆ… ทุบประตู “พิม…” เสียงเรียก… เสียงแหบพร่า… ที่ฉันเคยได้ยินในความฝัน “แม่จ๋า…” “พิม… เปิดประตูให้ผมหน่อย” “ผมหนาว…” ฉันทรุดตัวลงนั่งกับพื้น… ปิดหูแน่น “ไม่! ไม่ใช่ความจริง! แกไม่มีตัวตน!” “ฮือ… ฮือ… แม่… ทำไมทิ้งผมลงน้ำอีกแล้วล่ะ…” เสียงร้องไห้… มันดังเข้ามาในบ้าน… ทะลุประตูไม้หนาๆ เข้ามา มันดัง… เหมือนเด็กคนนั้น… ยืนอยู่ข้างในห้องกับฉัน ฉันคลานไปที่มุมห้อง… กอดเข่าตัวเอง ฉันจำได้… ลุงศรบอกว่า… อย่าทิ้งเขาไว้คนเดียว ฉันทิ้งเขาแล้ว… ทิ้งเขาลงไปในฝันร้ายของเขา… และตอนนี้… ฝันร้ายนั้น… มันกลับมาหาฉัน คืนนั้น… ฉันไม่ได้นอน ฉันนั่งอยู่ตรงมุมห้อง… ฟังเสียงร้องไห้… เสียงหัวเราะสลับกันไปมา “ตึก… ตึก… ตึก…” บางครั้ง… ฉันได้ยินเสียงฝีเท้าเล็กๆ… วิ่งอยู่รอบๆ บ้าน… บนพื้นไม้กระดาน เช้าวันรุ่งขึ้น… ฉันลุกขึ้นมา… เหมือนคนไม่ได้นอนมาเป็นเดือน ฉันเปิดประตู… อย่างกล้าๆ กลัวๆ แสงแดดส่องจ้า… ไม่มีอะไร… พื้นไม้หน้าบ้าน… แห้งสนิท ไม่มีรอยเท้า… ไม่มีอะไรผิดปกติ ความโล่งใจ… เข้ามาแทนที่ “ฉันคงจะบ้าไปแล้วจริงๆ” ฉันพูดกับตัวเอง ฉันตัดสินใจ… ฉันต้องไปจากที่นี่ ฉันต้องขายเรือ… ขายบ้าน… และหนีไปจากคลองดำเนินสะดวกนี้ ฉันต้อง… หนีจาก “เขา” ฉันเดินไปที่เรือ… เพื่อรวบรวมข้าวของ แต่ทันทีที่ฉันก้าวลงไปในเรือ… ฉันก็เห็นบางอย่าง… ที่หัวเรือ… ตรงหิ้งที่เคยว่างเปล่า มี… ของเล่น… วางอยู่ เป็นเรือไม้ลำเล็กๆ… ลำเดิมที่ฉันเคยซื้อให้เขา มันวางอยู่ตรงนั้น… …เปียกโชก… และมี… …มีโคลนตมสีดำ… ติดอยู่เต็มเรือ โคลนตม… จากก้นคลอง หัวใจฉันเต้นรัว… เขา… เขาอยู่ใกล้ฉันตลอดคืน… และเขาเอาของเล่นกลับมา… เพื่อเตือนฉันว่า… เขามาแล้ว ฉันรีบคว้าเรือของเล่นนั้นขึ้นมา… โยนมันทิ้งลงน้ำ ฉันต้องตัดขาดทุกอย่าง! “ไปให้พ้น!” ฉันตะโกน… ฉันเริ่มเก็บข้าวของอย่างบ้าคลั่ง… เสื้อผ้า… ผ้าห่ม… หม้อไห… ฉันต้องไปวันนี้! ฉันเริ่มพายเรือออกจากท่าน้ำ… มุ่งหน้าไปที่ท่าเรือหลักของตลาด ฉันต้องไปหาคนกลาง… ให้เขาช่วยขายเรือและข้าวของทั้งหมดนี้ ฉันพายเรือด้วยความเร็ว… ใจจดจ่ออยู่กับการหลบหลีกเรือลำอื่น ฉันมองไปข้างหน้าอย่างเดียว… ไม่กล้ามองย้อนกลับไป ฉันกลัว… กลัวที่จะเห็นเงาเล็กๆ… นั่งอยู่บนท้ายเรือของฉัน … เรือของฉัน… พายผ่านเรือของเล็ก เล็กกำลังยุ่งอยู่กับการเตรียมผลไม้ เธอมองมาที่ฉัน… ด้วยสายตาที่แปลกใจ “พี่พิม! จะไปไหนแต่เช้าขนาดนี้!” ฉันไม่ตอบ… ฉันแค่พายไปให้เร็วที่สุด แต่เล็ก… เธอก็ฉลาด เธอเห็นความตื่นตระหนกในดวงตาฉัน… เธอเห็นความบ้าคลั่งที่อยู่บนใบหน้าฉัน เธอรู้ว่ามีบางอย่างผิดปกติ เล็กพายเรือตามฉันมา… “พี่! หยุดก่อน! เกิดอะไรขึ้น! พี่โยนอะไรลงน้ำไป!” ฉันไม่ได้หยุด… “พี่พิม! เขาตามพี่มาแล้วใช่ไหม!” ฉันชะงัก… “เขาไม่ได้ตามใครมาทั้งนั้น!” ฉันตะคอกกลับไป “ใช่สิ! ก็พี่ทิ้งเขาไปแล้วนี่นา!” เล็กตะโกน “ของแบบนี้… พอถูกทิ้ง… มันไม่ไปไหนหรอก! มันจะกลับมา… มันจะกลับมาหาคนที่ทิ้งมัน!” ฉันจ้วงพายแรงขึ้น… “หุบปาก! ฉันไม่ได้ทิ้งใคร!” “พี่พิม! น้ำ!” ฉันไม่สนใจคำเตือนของเธอ… ฉันพายเรือ… ตรงไปข้างหน้า… ทันใดนั้น… “อั้ก!” แรงกระแทก… ฉันรู้สึกเหมือนเรือของฉัน… ชนเข้ากับ… บางสิ่ง… ใต้น้ำ … ไม่สิ… มันไม่ใช่การชน… มันคือ… การคว้า เรือของฉัน… เหมือนถูกมือที่มองไม่เห็น… คว้าจับเอาไว้ มันหยุดนิ่ง… กะทันหัน “เฮ้ย! เกิดอะไรขึ้น!” เล็กอยู่ข้างหลังฉัน… ตกใจ ฉันมองลงไปที่ผิวน้ำ… ผิวน้ำนิ่งสงบ… แต่เรือของฉันขยับไม่ได้เลย ฉันลองจ้วงพาย… พยายามจะไปต่อ แต่… เรือ… ก็ยังคงหยุดนิ่ง… เหมือนถูกยึดไว้ด้วยโซ่ตรวนที่มองไม่เห็น “อะไรวะ…” ฉันเงยหน้าขึ้นมองเล็ก… ใบหน้าของเธอเริ่มซีดเผือด… เธอจ้องมองไปที่… … ใต้ท้องเรือของฉัน… “พิม…” เสียงของเธอแผ่วเบา “ดูนั่นสิ…” ฉันก้มหน้าลงไปมอง… ตรงข้างๆ กาบเรือของฉัน… น้ำในคลอง… มันไม่ได้ขุ่นเหมือนเดิม มัน… เริ่มใสขึ้น และ… ฉันเห็น… ฉันเห็นเงา… เงาเล็กๆ… สีดำทะมึน… อยู่ใต้ผิวน้ำ… เงาของเด็กผู้ชายตัวเล็กๆ… เขากำลัง… ลอยตัว… ลอยตัวอยู่… ข้างใต้เรือของฉัน ศีรษะของเขา… แทบจะแตะก้นเรือ และ… ฉันเห็นมือของเขา… มือเล็กๆ… สีเขียวซีด… มือทั้งสองข้างของเขา… … กำลัง… เกาะติด อยู่กับไม้พาย… ไม้พายที่ฉันกำลังถืออยู่! เขาไม่ได้ชนเรือฉัน! เขา… จับ เรือฉันไว้! และเขา… จับ ไม้พายฉันไว้! ฉันกรีดร้อง! ฉันปล่อยไม้พายทันที… ไม้พายร่วง… “แคร่ก!” จมหายลงไปในน้ำ… ข้างๆ เงาของเขา เงาของเด็กน้อย… หันหน้าขึ้นมามองฉัน… … ใต้ผิวน้ำ… ดวงตาสีดำสนิทของเขา… ลืมโพลง มันจ้องมองทะลุผ่านผิวน้ำ… มาที่ดวงตาของฉัน และ… มุมปากของเขา… มัน… ยิ้ม ยิ้มที่เต็มไปด้วย… ความพึงพอใจ… และ… ความโกรธแค้น
ใบหน้าเล็กๆ ใต้น้ำ ดวงตาสีดำสนิทที่ว่างเปล่า และรอยยิ้มนั้น
รอยยิ้มนั้นไม่ใช่รอยยิ้มแห่งความสุข แต่มันกลับหลอกหลอน
ฉันถอยกลับ ชนเข้ากับข้างเรือ ความกลัวทำให้ฉันเป็นอัมพาต
“เขา… เขายึดเรือของฉันไว้!” ฉันพูดตะกุกตะกัก
เล็กเห็นเข้า เธอเห็นใบหน้าเล็กๆ ใต้น้ำจึงกรีดร้อง
“ไปให้พ้นนะ พิม! ทิ้งเรือแล้ววิ่ง!”
เล็กเริ่มพายเรืออย่างเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่เรือของเธอก็ติดอยู่ด้วย
“เขา… เขายึดเรือของฉันไว้ด้วย!” เล็กกรีดร้องด้วยความตื่นตระหนก
ฉันมองลงไป ใต้เรือของเล็ก มีร่างเงาอยู่ด้วย ไม่ใช่กุมารเทพ แต่เป็นผีอีกตน ตัวเล็กกว่าและซีดกว่า เขาไม่ได้แค่ขวางเรือของฉัน เขากำลังขวางทุกอย่าง
แล้วฉันก็นึกขึ้นได้ คำเตือนของคุณศร: อย่าให้มันเข้าใกล้น้ำ
เขาไม่ได้แค่เกลียดน้ำ เขาเจ็บปวดเพราะน้ำต่างหาก
และตอนนี้ ฉันก็ทำให้เขาเจ็บปวดไปด้วย
“ฉันขอโทษ!” ฉันตะโกน น้ำตาไหลอาบแก้ม “ได้โปรด! ปล่อยฉันไป! ฉันไม่ได้ตั้งใจ!”
เงาในน้ำไม่ได้ตอบอะไร มันแค่ยิ้มกว้างขึ้น
“แขก!”
เล็กตะโกนเรียกความสนใจของฉัน
เรือท่องเที่ยวลำใหญ่ที่เต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวต่างชาติกำลังมุ่งหน้าตรงมาหาเรา
พวกเขาไม่เห็นความโกลาหล พวกเขาเห็นเพียงเรือสองลำจอดนิ่งอยู่
“พิม! บอกพวกเขาสิ!” เล็กตะโกน
“ฉันทำไม่ได้…” ฉันกระซิบ
ฉันจะบอกนักท่องเที่ยวที่ยิ้มแย้มเหล่านั้นได้อย่างไรว่าเรือของฉันถูกอุ้มโดยวิญญาณเด็กตัวเขียวเปียกๆ ที่ฉันโยนลงไปในน้ำ
เรือท่องเที่ยวเข้ามาใกล้ ใกล้เกินไป
มันชนกับเรือของเล็ก
“บูม!”
ทุกคนบนเรือของเล็กถูกชน
แล้วเรือท่องเที่ยวก็แล่นผ่านไป
เรือของเล็กโคลงเคลงอย่างรุนแรง เล็กเกาะขอบเรือไว้
“เห็นไหม! เขาโกรธ!” เล็กตะโกนใส่ฉัน
“เขาอยากให้เราจมน้ำ!”
ฉันมองลงไปในน้ำ
เงาของกุมารเทพไม่อยู่ใต้เรือของฉันอีกต่อไป
เขากำลังว่ายน้ำ…
กำลังว่ายน้ำ…
รอบๆ เรือของเล็ก
และเขาไม่ได้ว่ายน้ำเหมือนเด็ก
เขากำลังว่ายน้ำเร็ว… เร็วเหมือนปลาดุกตัวใหญ่
“เล็ก! ระวัง!” ฉันตะโกน
เล็กหันกลับมามองลงไปในน้ำ
“อ๊า!”
เธอกรีดร้อง
แขนเล็กๆ ซีดๆ เปียกๆ สองข้าง…
ลอยขึ้นจากน้ำ
พวกเขาไม่ได้เกาะเรือไว้
พวกเขาเกาะข้อเท้าเล็กแน่น!
“ช่วยด้วย! ช่วยด้วย พิม!” เล็กพยายามดิ้นรน
เล็กเป็นผู้หญิงที่แข็งแรง เธอพยายามดึงขาขึ้น
แต่แรงดึงจากน้ำ…
มันแรงผิดปกติ
เล็กหายใจไม่ออก เธอพยายามดิ้นรน มือคว้าอากาศไว้
“ช่วยด้วย!”
แล้ว…
“สะเก็ด!”
เล็กถูกดึงลง น้ำกระเซ็นใส่
เรือของเธอโคลงเคลง
ฉันยืนมองอยู่ตรงนั้น… ทำอะไรไม่ได้เลย แม้แต่แตะน้ำก็ยังไม่ได้
ฉันไม่ได้ยินเสียงเล็กกรีดร้อง มีเพียงเสียงน้ำเดือดพล่านเท่านั้น
ไม่กี่วินาทีต่อมา…
ความเงียบสงัดช่างน่าสะพรึงกลัว
แล้ว…
น้ำก็แยกออก
มีบางอย่าง… ลอยอยู่
ไม่ใช่เล็ก
แต่เป็นเรือของเล่นลำเล็ก…
เรือไม้ที่ฉันซื้อให้กุมารเทพ
มันลอยอยู่บนน้ำ…
และข้างๆ มัน…
เส้นผมสีดำสนิทยาวสลวยลอยละล่อง
ผมของเล็ก…
ฉันอ้วกแตก
ฉันทรุดลงกับพื้นเรือ
เขาฆ่าเธอ
เขาพรากคนที่ฉันอิจฉาไป
เขาทำเพื่อฉัน
ไม่ใช่เพราะความเมตตา
แต่เพราะการครอบครอง
ฉันโยนเขาทิ้งไป และเขาก็กลับมาทำความสะอาดความรกรอบตัวฉัน
เพื่อให้ฉันต้องพึ่งพาเขาอีกครั้ง
ฉันตระหนักถึงบางสิ่งที่น่าสะพรึงกลัว: เขาไม่ต้องการให้ฉันมีชีวิตที่ดีขึ้น เขาต้องการให้ฉันอยู่กับเขา
ฉันต้องออกไปจากที่นี่!
ฉันคลานไปที่ปลายเรือ พยายามพายด้วยมือ
แต่ฉันไม่มีไม้พาย ไม้พายของฉันถูกกุมไว้โดยกุมารเทพ
ด้วยความสิ้นหวัง ฉันจึงเริ่มตะกุยพื้นเรือ ผลักเรือไปข้างหน้า
เพียงไม่กี่นิ้ว
แล้ว…
ฉันก็ได้ยินเสียง
“ไอ…ไอ…”
เสียงนั้นดังมาจากใต้เรือ
เหมือนมีคน…หัวเราะคิกคัก
“แม่…”
เสียงนั้นดังขึ้นอีกครั้ง
ไม่ใช่เสียงเด็ก
แต่เป็นเสียง…น้ำ
“แม่…ไปไหนไม่ได้…”
“เพราะ…แม่…สัญญา”
ฉันนึกถึงคำสาบานของตัวเอง: ลูกต้องอยู่กับแม่ แม่จะไม่ทิ้งลูกไปอีก
ฉันสาบาน
และตอนนี้ ฉันต้องชดใช้คำสาบานนั้น
ฉันมองลงไปในน้ำ
เงาเล็กๆ… กลับมาอยู่ใต้เรือของฉันอีกครั้ง
เขากอดฉันไว้อีกครั้ง
“แม่… หนาว…”
ฉันหยุดร้องไห้ ไม่มีน้ำตาเหลืออีกแล้ว
ฉันรู้สึก… ชาไปหมด
ฉันอยู่บนเรือไม่ได้ เดินบนฝั่งไม่ได้
ฉันติดอยู่
ติดอยู่ในสองโลก
ฉันต้องไปหาคุณศร มีเพียงเขาเท่านั้นที่ช่วยฉันได้
ฉันรู้ว่าบ้านเขาอยู่ที่ไหน แต่ฉันจะไปถึงที่นั่นได้อย่างไร
ฉันพายเรือไม่เป็น
ฉันมองไปรอบๆ
เรือกล้วยลำเล็กถูกทิ้งร้าง
กล้วยกำลังเน่า
ฉันใช้แรงทั้งหมดดึงเชือกที่ผูกเรือและเรือกล้วยเข้าด้วยกัน
เรือกล้วยลอยมาที่เรือของฉัน
ฉันไม่ลังเลเลย ฉันกระโดดขึ้นเรือกล้วย
“ไอ… ไอ…”
หัวเราะคิกคักอยู่ในน้ำ
เรือของฉัน… เริ่มโคลงเคลงอย่างรุนแรง
กุมารเทพโกรธ เขาไม่อยากให้ฉันลงจากเรือ
ฉันไม่สนใจ
ฉันคว้าไม้พายเก่าๆ ที่ขาดรุ่งริ่งบนเรือกล้วย
ฉันเริ่มพาย
น้ำกระเซ็น
“ไป! ไป!”
ฉันพายเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ ทวนน้ำ ไปจนถึงปลายคลอง
ฉันต้องค้นหาความจริง ฉันต้องไปหาคุณศร
เขาหลอกฉัน
พระอาทิตย์เริ่มตกดิน คลองเริ่มมืดลงและน่าขนลุกมากขึ้น
ฉันพายเรือผ่านบ้านไม้ยกพื้นเก่าๆ
แล้ว…
ฉันได้ยินเสียงเรียก
ไม่ใช่เสียงเด็ก
เป็นเสียงผู้ชาย
“พิม! กลับมา!”
ฉันหันหลังกลับ
ไม่มีใครอยู่เลย
ฉันหันกลับไปมองคลอง
น้ำ…
น้ำขึ้น
ทันใดนั้นกระแสน้ำในคลองก็แรงขึ้นผิดปกติ
มันผลักเรือกล้วยของฉันถอยหลัง!
“ไม่!” ฉันตะโกน
ฉันพายทวนกระแสน้ำแรงขึ้น
แต่มันแรงเกินไป
“กุมารเทพ! หยุด!”
ไม่มีเสียงตอบรับ มีเพียงเสียงน้ำวน
กระแสน้ำไม่อยากให้ฉันไปหาคุณศร มันต้องการให้ฉันอยู่ต่อ
มันต้องการให้ฉันอยู่กับมัน
ฉันตระหนักได้ว่า…กุมารเทพไม่ได้ควบคุมแค่วิญญาณ
เขาก็ควบคุมน้ำด้วย
ฉันเหนื่อยมาก แขนปวดเมื่อย
กระแสน้ำพัดเรือของฉันถอยหลัง… อีกครั้ง… อีกครั้ง…
มุ่งหน้าสู่…
ที่เล็กเพิ่งจมน้ำ
แล้ว…
ฉันก็เห็นเรือ
เรือของฉัน
มันว่างเปล่า
มันลอยอยู่ แต่ไม้พายหายไปแล้ว
และบนกระปุกออมสินของมัน…
ร่างเล็กๆ… เปียกโชก…
มันนั่งอยู่ตรงนั้น
ไม่ใช่รูปปั้นทองสัมฤทธิ์ แต่เป็นเด็กผู้ชายจริงๆ
เขากำลังรอฉันอยู่
เรือกล้วยของฉันถูกผลักเข้าหาเรือ
“สวัสดีครับแม่…”
เด็กชายพูด
เสียงนั้นไม่ใช่เสียงกระซิบอีกต่อไป
มีแต่เสียงน้ำไหล…
เสียงนั้น… ไม่ใช่เสียงเด็ก แต่เป็นเสียงร้องของเหวลึก เสียงน้ำนิ่ง และเสียงแห่งความโดดเดี่ยวชั่วนิรันดร์
เด็กชายเปียกโชกคนนั้น… หันมามองฉัน
ดวงตาของเขาไม่ใช่สีดำ แต่เป็นสีเขียวเข้ม ราวกับมอสที่ขึ้นอยู่ก้นคลอง
“แม่จะไปไหนคะ” เขาถาม
ฉันตัวสั่น มือของฉันกำไม้พายของเรือกล้วยไว้แน่น
“ฉัน… ฉันต้องไปแล้ว” ฉันพูดเสียงแหบพร่า “ฉันต้องไปหาคุณสร เขาหลอกฉัน!”
“เขาไม่ได้หลอกคุณ” กุมารเทพยิ้มอย่างน่าขนลุก “เขาบอกฉัน ฉันต้องการความอบอุ่น แต่คุณ… คุณทำให้ฉันต้องหนาว”
“ฉันขอโทษ!” ฉันกรีดร้อง น้ำตาปนเหงื่อ “ฉันเสียสติไปแล้ว! ฉันสิ้นหวัง! ฉันไม่ได้ตั้งใจ!”
“สิ้นหวัง?” กุมารเทพส่ายหัว หยดน้ำร่วงลงจากผมลงสู่พื้นเรือ “สิ้นหวังก็แค่ข้ออ้าง แม่พูดซ้ำ”
“ซ้ำ… อะไรนะ”
เด็กชายไม่ได้ตอบทันที เขาจ้องมองมาที่ฉัน
“ลืมไปแล้วเหรอ”
จากนั้นเขาก็เอียงศีรษะ เป็นท่าทางไร้เดียงสา แต่แฝงไปด้วยความหลอนอย่างที่สุด
“วันนั้น… แม่ก็ยุ่งอยู่กับการขายของเหมือนกัน แม่ก็บอกว่าสิ้นหวังเหมือนกัน”
มือฉันตกลงไปบนไม้พาย
ความทรงจำผุดขึ้นมาอีกครั้ง มันไม่ใช่ความฝัน แต่มันเป็นภาพจำลองหนังที่แสนเลวร้าย
หลายปีก่อน ลูกชายคนแรกของฉัน อายุ 3 ขวบ ในบ่ายวันหนึ่งที่วุ่นวาย ฉันประมาท เขาตกลงไปในคลอง ฉันไม่เจอศพเขาเลย
ฉันปิดปาก
“ไม่… ไม่”
กุมารเทพลุกขึ้นยืน เขาเดินช้าๆ ข้ามข้างเรือของฉันไปยังเรือกล้วย
“พิม เธอเคยโยนฉันลงน้ำครั้งหนึ่ง วันนั้น…ลูกชายแท้ๆ ของเธอ”
ฉันถอยกลับ เรือกล้วยโยกเยก
“แล้ว… เธอกลับโยนฉันลงไปอีกครั้ง ลูกบุญธรรมของเธอ”
“ไม่ใช่ฉัน! เธอไม่ใช่เด็กคนนั้น!”
“ใครจะรู้?” กุมารเทพเยาะเย้ย “น้ำ… มันไม่เลือกปฏิบัติ มันแค่สะสม และมันเก็บไว้ เก็บเด็กๆ ที่ถูกทอดทิ้งทั้งหมดไว้”
เขาก้าวเข้ามาใกล้ฉัน
“ลูกชายเธอเรียกเธอว่าภาระ ลูกชายแท้ๆ ของเธอ… เธอทิ้งเขาไปทำงาน ส่วนฉัน… เธอทิ้งฉันไปหาเขา”
“ไม่!”
“เธอกลัวน้ำเหรอ?” เขาถาม เสียงหวานอย่างน่าขนลุก “ฉันก็กลัวเหมือนกัน แต่ตอนนี้… น้ำคือบ้านของฉัน แม่… กลับบ้านกับฉันเถอะ”
เขายื่นมือออกไป
มือของเขาไม่ใช่มือของรูปปั้นทองสัมฤทธิ์ แต่มันเป็นมือเด็ก แต่เย็นชา เย็นเฉียบถึงกระดูก
ฉันหันกลับไปมองปลายคลอง
ฉันต้องไปหาคุณศร! เขาอาจจะรู้วิธีก็ได้!
ฉันกระโดดลงจากเรือกล้วย ลงสู่ริมฝั่ง
“แม่!” กุมารเทพตะโกน
“หนูไม่ใช่แม่ของหนูนะ!”
ฉันวิ่ง เลียบคลอง ฝ่าดงไม้หนาทึบ
ฉันวิ่งดุจสายลม ไม่สนใจรอยขีดข่วน
เสียงน้ำกระเซ็นอยู่ข้างหลังฉัน
เด็กชายก็ขึ้นฝั่งเช่นกัน
“นายไปไม่ได้นะ!”
ฉันไม่กล้าหันกลับไปมอง
ฉันวิ่งไปที่บ้านเก่าบนเสาสูงของนายศร
บ้านว่างเปล่า ไฟดับ แท่นบูชาเย็นเฉียบ
“นายศร!” ฉันตะโกน “นายอยู่ไหน”
ฉันค้นหาไปทั่ว ไม่พบอะไรเลย มีเพียงควันธูปและกลิ่นรา
ฉันหันกลับไปด้วยความสิ้นหวัง
กุมารเทพยืนอยู่ตรงนั้น ตรงทางเข้าพอดี
เขาไม่ได้วิ่งหนี เขาแค่ยืนนิ่ง น้ำหยดจากร่างลงบนพื้นไม้
“เขาไปแล้ว” เขาพูด “เขารู้ว่านายจะมา เขาช่วยนายไม่ได้”
“นายต้องการอะไรจากฉัน” ฉันพูดตะกุกตะกัก
“ฉันแค่อยากให้นาย…รักษาสัญญา”
เขาก้าวเข้ามาหาฉันทีละก้าว
“คำสัญญาว่าจะไม่ทิ้งฉันไปอีกแล้ว”
ฉันถอยห่างออกไปที่มุมห้อง
ฉันเห็นสมุดบันทึกเก่าๆ วางอยู่บนแท่นบูชา เล่มที่ฉันเคยเจอมาก่อน
ฉันคว้ามันมา เปิดดูจนถึงหน้าสุดท้าย
มีลายมือเขียนไว้ว่า
“วิญญาณของเด็กจมน้ำ มีเพียงผู้เต็มใจเท่านั้นที่จะเก็บมันไว้ได้ มิฉะนั้น… มันจะฉุดรั้งคนๆ นั้นลง”
และด้านล่าง:
“ถ้ามันเรียกร้อง… จงให้ในสิ่งที่มันต้องการ นั่นคือกฎแห่งกรรม”
กฎแห่งกรรม
ฉันละทิ้งลูกชายของฉัน ฉันโยนกุมารเทพลงน้ำ
และตอนนี้ ฉันกำลังจะกลายเป็นแม่ของเด็กคนนี้
“คุณต้องการอะไร” ฉันถาม เสียงของฉันเย็นชาและสงบ
กุมารเทพหยุดพูด เขามองมาที่ฉัน และรอยยิ้มที่หลอกหลอนก็ปรากฏขึ้นอีกครั้ง
“ฉันต้องการให้คุณ… กลับบ้าน”
“บ้านของเราอยู่ที่ไหน…?”
เขาชี้ไปที่ประตู
มุ่งหน้าสู่คลอง
“ในน้ำ”
ฉันลุกขึ้นยืน มองกุมารเทพ มองออกไปยังคลองอันมืดมิด
ฉันต่อสู้ ฉันวิ่ง
แต่ฉันแพ้
ฉันไม่สามารถเอาชนะความสิ้นหวังได้ ฉันไม่สามารถเอาชนะกฎแห่งกรรมได้
ฉันเดินไปที่ประตู กุมารเทพหลบไป
ฉันก้าวลงไปที่ท่าเรือ
น้ำในคลองมืดมิดภายใต้แสงจันทร์
“แม่…” กุมารเทพเรียก
ฉันหันไปมองเขาเป็นครั้งสุดท้าย
“แม่จะไม่ทิ้งหนูอีกแล้ว กุมารเทพ”
“หนูสัญญา… หนูจะไม่ทิ้งแม่อีกแล้ว”
ฉันก้าวลงไปในน้ำ
น้ำเย็น ไม่ได้ทำให้เจ็บปวด
มันทำให้… ยอมรับ
น้ำเริ่มสูงขึ้น ท่วมขา เข่า และเอวของฉัน
ฉันไม่ได้ดิ้นรน
ฉันปล่อยให้ตัวเองจมลงไป
ลึก… ลึก…
ฉันหลับตาลง
ก่อนที่ฉันจะจมดิ่งสู่ความมืดมิดอย่างสมบูรณ์ ฉันรู้สึกถึงมือเล็กๆ เย็นเฉียบจับฉันไว้
มือของกุมารเทพ
…
เช้าวันรุ่งขึ้น
ตลาดน้ำดำเนินสะดวกคึกคักอีกครั้ง
เรือก๋วยเตี๋ยวของพิมยังคงจอดอยู่ที่เดิม หม้อน้ำซุปยังวางอยู่บนเตา
แต่พิมหายไปแล้ว
ผู้คนกำลังพูดคุยกัน
“พิมไปไหน?”
“เล็กก็หายไปด้วย”
“เกิดอะไรขึ้นในคลองนี้?”
ตำรวจมาถึง พวกเขาไม่พบอะไรเลย
บนเรือก๋วยเตี๋ยวของพิม บนกระปุกออมสินเก่า ผู้คนพบอะไรบางอย่าง
รูปปั้นกุมารเทพสำริดสีดำ ด้านหลัง แห้ง สะอาด
และบนมือของรูปปั้น พันรอบนิ้วก้อยเล็กๆ ของมัน…
ผมสีเงิน ผมของพิม
มันถูกยึดไว้แน่น… เหมือนของเล่นชิ้นโปรด
พวกเขาไม่กล้าแตะต้องรูปปั้น
พวกเขาเพียงแค่มองดู
และ…
นักท่องเที่ยวผู้อยากรู้อยากเห็นก้มลงมองหม้อน้ำซุปบนเตา
น้ำซุปยังร้อนอยู่
เขาสูดหายใจเข้า
“แปลกจัง” เขาพูดกับเพื่อน “น้ำซุปนี้… รสชาติ… แปลกมาก”
“แปลกจัง”
“มัน… เข้มข้นเกินไป แล้วรสชาติ… เค็มด้วย”
“เค็มเหรอ”
เขาลองชิมดูเล็กน้อย
“เค็ม… เหมือนน้ำตา และเย็น เย็นอย่างประหลาด”
“อย่ากินอีกเลย”
พวกเขาจากไป
และแทนที่ด้วยเรือของเล่นไม้ลำเล็กในหม้อน้ำซุป
เรือของกุมารเทพ…
มันได้บ้านใหม่แล้ว
หลังจากที่ฉันถูกกุมารเทพพาตัวกลับมาที่เรือ… ความกลัวได้แปรเปลี่ยนเป็นความหนาวเย็นชา ฉันไม่ได้ร้องไห้ ไม่ได้กรีดร้องอีกต่อไป ฉันนั่งนิ่งอยู่บนเรือของฉัน… ในขณะที่เรือของเล็กจมหายไปแล้ว ตำรวจมา… พวกเขาค้นหา… ถามคำถาม แต่พวกเขาไม่เจออะไร… ไม่พบร่างของเล็ก… และไม่พบหลักฐานว่าเกิดอะไรขึ้น พวกเขาสรุปว่าเป็นการจมน้ำที่เกิดจากอุบัติเหตุเรือชน พวกเขาไม่เห็น… พวกเขาไม่เห็นดวงตาเย็นชา… ใต้น้ำ … และที่สำคัญ… พวกเขาไม่เห็นสิ่งที่ฉันเห็น ฉันถูกปล่อยตัว… ในฐานะพยานที่ช็อกกับเหตุการณ์ ฉันกลับไปที่เรือของตัวเอง… มันกลับมาสงบนิ่งแล้ว กุมารเทพไม่ได้อยู่บนเรือ แต่ฉันรู้สึกว่าเขายังอยู่ที่นั่น… ใต้น้ำ… เฝ้ามองฉันอยู่ตลอดเวลา เขาไม่ต้องการให้ฉันหนี… เขาไม่ต้องการให้ฉันไปไหน เขาต้องการให้ฉัน… เป็นของเขา คืนนั้น… ฉันไม่ได้นอน ฉันจุดเทียน… พยายามรวบรวมสติ ฉันต้องหาทางออก ทางออกเดียวคือ… ความรู้ ฉันต้องรู้ว่ากุมารเทพคือใคร… และเขากลัวอะไร ฉันต้องกลับไปที่บ้านของ ลุงศร อีกครั้ง ฉันรอจนกระทั่งดึกสงัด… ฉันคลานลงไปที่ท้ายเรือ… ไม่กล้าสัมผัสกับน้ำ ฉันหยิบไม้พายสำรองขึ้นมา… ฉันเริ่มพายเรือออกไป… ช้าๆ… เงียบๆ… มุ่งหน้าสู่ท้ายคลอง… ที่รกทึบและวังเวง ทุกจังหวะที่ไม้พายกระทบน้ำ… ฉันภาวนา… ขออย่าให้เขารู้สึก… ขออย่าให้เขารู้ว่าฉันกำลังจะหนี … เมื่อพายเรือไปได้สักพัก… ฉันก็ได้ยินเสียง… …เสียงน้ำกระเพื่อม… อยู่ข้างหลัง ฉันหันไปมอง… ไม่มีอะไร… มีเพียงความมืด ฉันพายต่อ… เร็วขึ้น… เร็วขึ้น เสียงนั้นกลับมาอีก… คราวนี้… มันดังกว่าเดิม เหมือนมีบางสิ่ง… กำลังแหวกน้ำ… ตามเรือฉันมา ฉันไม่กล้าหันไปมองอีก… ฉันรู้ว่าเขาตามมา เขาไม่ต้องการให้ฉันไปหาลุงศร เขาต้องการให้ฉัน… อยู่กับเขา “ฉันจะไปหาความจริง!” ฉันตะโกน “ฉันจะไม่ยอมแพ้!” ฉันพายเรืออย่างบ้าคลั่ง… จนในที่สุด… ฉันก็มาถึงบ้านของลุงศร… มันยังคงว่างเปล่า… มีเพียงกลิ่นควันธูปจางๆ ฉันรีบขึ้นบ้าน… ไปที่โต๊ะบูชา… ฉันคว้าสมุดบันทึกเก่าๆ ของลุงศรที่ฉันเคยเห็นมา ฉันเริ่มเปิดอ่าน… ลายมือของลุงศรเป็นภาษาไทยโบราณ… อ่านยาก… ฉันตั้งใจอ่านทุกบรรทัด… ทุกตัวอักษร…
บันทึกแรก: วันที่ ๑ พ.ค. ๒๕๔๐ – ได้รับองค์กุมารนี้มาจากคลอง… เป็นวิญญาณเร่ร่อนของเด็กชายที่จมน้ำตาย… ร่างกายผอมแห้ง… ใบหน้าเขียวซีด… มันเต็มไปด้วยความโกรธแค้น… และความกลัวน้ำ… ฉันหยุดหายใจ… จมน้ำตาย… มันไม่ใช่วิญญาณธรรมดา… มันเป็น… ‘วิญญาณโหยหา’ บันทึกต่อมา: มันต้องการความรัก… ความผูกพัน… เพื่อหล่อเลี้ยงจิตวิญญาณ… มันจะมอบโชคลาภอย่างรวดเร็ว… แต่เมื่อถูกทอดทิ้ง… มันจะกลับไปสู่สภาวะ ‘โกรธแค้น’… และจะดึงดูดคนที่ทิ้งมัน… ลงสู่ห้วงน้ำที่มันเกลียดชัง… ร่างกายฉันสั่นเทา… ลุงศรเตือนฉันแล้ว… แต่ฉันไม่ฟัง ฉันอ่านต่อไป…
บันทึกสุดท้าย… วันที่ ๑๕ ต.ค. – ฉันรู้แล้ว… ผู้หญิงคนนั้น… นางพิม… นางกำลังตกอยู่ในวงจรบาปที่นางสร้างขึ้นมาเอง… เด็กชายที่จมน้ำคนนั้น… ไม่ใช่คนอื่น… ฉันรีบพลิกหน้ากระดาษ มันคือ… ลูกชายคนแรกของนางพิม… ที่นางทิ้งไว้ให้จมน้ำตายเมื่อหลายปีก่อน… วิญญาณมันกลับมา… ในรูปลักษณ์ของกุมารเทพ… มันกลับมา… เพื่อเรียกหาแม่ของมัน… … สมุดบันทึกหลุดจากมือฉัน มันตกลงบนพื้นไม้… เสียงดัง “ปึก!” ฉันนั่งนิ่ง… กุมารเทพ… เขา… เขาคือ… ลูกชายที่แท้จริงของฉัน… ลูกชายที่ฉันปล่อยให้จมน้ำตาย… ในวันที่ฉันมัวแต่สนใจการขายของ… บาป… บาปกรรมนี้มันตามฉันมา… มันไม่ใช่กุมารทองที่ไหน… มันคือ… การกลับมาของความผิดบาปที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตฉัน … “อ๋อ… แม่มาที่นี่ทำไมคะ…” เสียงนั้น… เสียงหวานใส… ดังขึ้นที่ประตู ฉันหันไป… … กุมารเทพยืนอยู่ที่นั่น… ตัวเขาไม่เปียกโชกแล้ว… เขาแต่งตัวเรียบร้อย… ใส่เสื้อยืดสีแดง… กางเกงขาสั้นสีน้ำเงิน… เขาดูเหมือน… เด็กชายวัยสามขวบ… …ลูกชายที่ฉันเคยรู้จัก … “แม่รู้แล้วใช่ไหม” เขาถาม… “แก… แกคือ… พีท…” ฉันเรียกชื่อลูกชายคนแรกของฉัน น้ำตาฉันไหลอาบแก้ม… ไม่ใช่ด้วยความกลัว… แต่ด้วยความปวดร้าว “ใช่…” เขาพยักหน้า “ผม… พีท… ลูกชายของแม่” “ไม่… ทำไมแกถึงทำแบบนี้… ทำไมต้องมาทรมานแม่” “ทรมาน?” พีทหัวเราะเบาๆ “ผมแค่… อยากกลับบ้าน… อยากอยู่กับแม่” เขาเดินเข้ามาหาฉัน… “ผมหนาวเหลือเกิน… อยู่คนเดียวมานานมาก… ใต้น้ำ… มืด… เย็น…” เขาจับมือฉัน… มือของเขา… อบอุ่นขึ้นเล็กน้อย… แต่ก็ยังเย็นเหมือนก้อนหิน “แม่… วันนั้น… แม่ไม่รักผมเหรอ… แม่ปล่อยให้ผม… หลุดมือ…” “ไม่! แม่รักลูก! แม่แค่… ลืม… แม่ขอโทษ!” ฉันกอดเขา… กอดร่างเล็กๆ ที่เย็นเฉียบ “ผมอยากให้แม่… อยู่กับผม… ตลอดไป” พีทพูด… “เรามาอยู่ด้วยกันนะแม่… ในที่ที่ไม่มีใครมาแย่งแม่ไปได้” … ฉันมองไปที่หน้าต่าง ฉันเห็น… คลองดำเนินสะดวก มืดมิด… มันคือ… บ้านใหม่ ของพีท “แล้ว… แม่จะไปจากที่นี่ได้ยังไง” ฉันถาม… “แม่ไม่จำเป็นต้องไปไหนแล้ว…” พีทตอบ “เราจะอยู่ที่นี่ด้วยกัน… ตลอดไป” เขาชี้ไปที่พื้นห้อง… “คืนนี้… แม่นอนที่นี่นะ… พรุ่งนี้… เราค่อยกลับเรือของเรา” ฉันมองไปที่ดวงตาของพีท… มันไม่ใช่ดวงตาของปีศาจ… มันคือดวงตาของเด็กชายที่โหยหาความรัก แต่… ความรักของเขา… มันคือ… คุก ของฉัน ฉันต้องหาทางออก… ฉันต้องรอด… เพื่อชดใช้บาป ฉันแกล้งทำเป็นยอมแพ้ “ก็ได้ลูก… แม่จะอยู่กับลูก… แม่จะไม่ทิ้งลูกอีกแล้ว” ฉันกอดเขาไว้แน่น… แต่ในใจ… ฉันกำลังวางแผน… ฉันรู้แล้ว… ว่าฉันต้องทำอะไร ฉันต้องพาพีท… ออกจากน้ำให้ได้… แต่… ฉันต้องทำอย่างระมัดระวัง… ไม่ให้เขารู้สึกว่าถูกทอดทิ้งอีกครั้ง
คืนนั้น… ฉันนอนกอดพีทอยู่บนพื้นบ้านไม้เก่าๆ ของลุงศร ความเย็นจากร่างของเขา… ซึมซาบเข้ามาในร่างกายฉัน แต่ฉันต้องอดทน “พีท… ลูกของแม่” ฉันกระซิบ “แม่รักลูกนะ” “ผมก็รักแม่” พีทตอบ… ซุกหน้าเข้ากับอกฉัน ความรักของเขามันจริง… แต่ความจริงนั้น… มันทำให้ฉันต้องตาย ฉันคิด… ฉันคิดถึงวิธีที่จะพาเขาออกไปจากวงจรนี้ ถ้าพีทกลัวน้ำ… และเขาถูกผูกมัดไว้กับคลอง… ฉันต้องพาเขาออกจากคลอง… ให้ไกลที่สุด แต่ถ้าเขาออกจากคลอง… โดยที่ฉันทอดทิ้งเขา… เขาจะกลับไปสู่สภาวะ ‘โกรธแค้น’… และจะตามฉันไปทุกที่ ฉันต้องพาเขาไป… โดยที่เขาเต็มใจ… … ฉันคิดถึง… วัด วัดวาอาราม… สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ความเย็นของน้ำไม่อาจเข้าถึง ฉันต้องพาเขาไปบวช… ไปอยู่ในที่ที่แสงอาทิตย์สาดส่อง… ให้จิตวิญญาณเขาได้พักผ่อน แต่ถ้าฉันพาเขาไป… แล้วทิ้งเขาไว้ที่วัด… มันก็คือการทอดทิ้งอีกครั้ง ฉันต้องอยู่กับเขา… จนกว่าจิตวิญญาณเขาจะสงบโดยสมบูรณ์ ฉันตัดสินใจ…
รุ่งเช้า… พีทตื่นขึ้นมาพร้อมกับรอยยิ้ม… ใบหน้าของเขาดูมีความสุขอย่างประหลาด “แม่… เรากลับเรือของเรากันนะ” “เดี๋ยวลูก” ฉันพูด “แม่มีเรื่องจะคุยกับลูก” ฉันลูบผมเขาเบาๆ “พีท… แม่รู้ว่าลูกโกรธ… ที่แม่ทิ้งลูกไป… แต่ลูกก็ฆ่าคนไม่ได้นะลูก” “ผมไม่ได้ฆ่าใคร!” พีทโต้ตอบทันที “พวกเขาแค่… เข้ามาขวางทางแม่กับผม” “แต่แม่… ไม่อยากให้ลูกทำบาป” ฉันพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนที่สุด “เรามาทำบุญกันนะลูก… เราไปวัดกัน… ไปขอพร… ให้เราได้อยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข… โดยที่ไม่มีใครมาขวางเราได้อีก” พีทเงียบไป… เขาครุ่นคิด “ไปวัดเหรอ… ในวัด… มีน้ำไหม” “ไม่มีลูก” ฉันตอบอย่างมั่นใจ “มีแต่ความอบอุ่น… แสงแดด… และเสียงสวดมนต์… เราจะไปทำให้จิตวิญญาณลูกสงบนะ… แล้วลูกจะไม่อยากลงน้ำอีก” พีทมองตาฉัน… ด้วยความไม่แน่ใจ “แม่… จะไม่ทิ้งผมไว้ที่นั่นใช่ไหม” “แม่จะไม่ทิ้งลูกอีกแล้ว… แม่สาบาน” ฉันกอดเขา… กอดให้แน่นที่สุดเท่าที่ฉันจะทำได้… เพื่อยืนยันคำพูด พีทพยักหน้าช้าๆ “ก็ได้ครับแม่… เราไปวัดกัน”
แผนเริ่มขึ้น… เรากลับมาที่เรือของฉัน… ฉันพายเรือ… คราวนี้… พีทนั่งอยู่ข้างหน้าฉัน เขาไม่ได้อยู่ใต้น้ำอีกแล้ว เขานั่งอยู่บนเรือ… ฉันรู้สึกถึงความเบา… ที่ผิดปกติ เหมือน… เรือของฉัน… ไม่ได้ถูกยึดไว้ด้วยพลังงานมืดอีกต่อไป ฉันพายเรือ… มุ่งหน้าออกจากคลองดำเนินสะดวก ครั้งนี้… ไม่มีอะไรมาขัดขวางฉัน ไม่มีเสียงน้ำวน… ไม่มีคลื่นประหลาด… พีทดูมีความสุข… เขาชี้ชวนให้ฉันดูปลา… ดูต้นจากสองฝั่งคลอง “แม่ดูสิ… สวยจัง” ฉันยิ้มให้เขา… แต่น้ำตาฉันไหลอยู่ในใจ นี่คือช่วงเวลาสุดท้าย… ที่เราจะได้อยู่ด้วยกันแบบนี้ … เรามาถึงท่าเรือใหญ่… ฉันจอดเรือ… แล้วเดินจูงมือพีทขึ้นฝั่ง เราต้องเดินทางต่อไปด้วยรถยนต์ ฉันไปติดต่อคนที่ฉันรู้จัก… บอกว่าฉันจะไปทำบุญ… ฉันเช่ารถยนต์คันเก่าๆ คันหนึ่ง… และก่อนจะออกเดินทาง… ฉันก็ทำในสิ่งที่ฉันต้องทำ ฉันเดินกลับไปที่เรือ… ฉันหยิบสมุดบันทึกของลุงศรขึ้นมา… ฉีกหน้าสุดท้ายออก… แล้วเผาทิ้ง ฉันหยิบขวดน้ำแดง… ขนม… ที่เคยใช้บูชาเขา… ฉันเทมันทิ้งลงคลองทั้งหมด… ฉันบอกลาเรือของฉัน… “ลาก่อนนะ… บ้านหลังเก่า” ฉันรู้… นี่คือการ ‘ตัดขาด’ ที่แท้จริง… พีทจ้องมองฉันอยู่จากบนฝั่ง… เขาไม่ได้พูดอะไร… แต่ดวงตาของเขามีแวว… สับสน เมื่อฉันเดินขึ้นมา… พีทก็ถามว่า “แม่… ทิ้งของเล่นให้คนอื่นเหรอ” “ไม่ลูก” ฉันกอดเขา “แม่ทิ้งของที่แม่ไม่จำเป็นต้องใช้อีกแล้ว… เพราะแม่มีลูกอยู่ข้างๆ แม่ไง” คำพูดนั้น… ทำให้พีทยิ้ม…
เราขับรถออกไปจากตลาดน้ำ ผ่านทุ่งนา… ผ่านถนนใหญ่… ยิ่งห่างจากคลองดำเนินสะดวกมากเท่าไหร่… ฉันยิ่งรู้สึกเหมือนหายใจได้เต็มปอดมากขึ้นเท่านั้น แต่… ฉันก็สังเกตเห็น… เงาของพีท… ในกระจกมองข้าง… เงาของพีท… ไม่มี ฉันตกใจ… ฉันหันไปมองเขาที่เบาะหลัง… พีทยังนั่งอยู่… สบายดี “พีท… ลูกหันหน้ามาหน่อยสิ” พีทหันมา… “มีอะไรเหรอแม่” ฉันมองเขา… เด็กชายตัวเล็ก… ใบหน้าซีดเซียว… แต่มีรอยยิ้ม … แต่เงาของเขา… ในกระจก… ก็ยังคงหายไป ฉันพยายามควบคุมสติ… “ไม่มีอะไรลูก… แม่แค่… คิดถึง” … ฉันขับรถต่อไป… มุ่งหน้าสู่ วัดแก้วไพศาล วัดเก่าแก่… ที่มีโบสถ์หินทรายอายุหลายร้อยปี ฉันต้องพาพีทไปที่นั่น… … ขณะที่เรากำลังขับรถอยู่บนถนนสายเปลี่ยว… ฉันมองไปที่กระจกข้างอีกครั้ง เงาของพีท… ยังคงหายไป… แต่คราวนี้… ฉันเห็นอย่างอื่น… … น้ำ ฉันเห็นหยดน้ำ… หยดน้ำ… ค่อยๆ ซึมออกมาจากตัวเบาะที่พีทนั่ง มันซึมออกมา… เหมือนเบาะถูกแช่น้ำมานาน ฉันใจหายวาบ… “พีท… ลูก… ลูกเปียกเหรอ” “ไม่นี่แม่… ผมไม่ได้เล่นน้ำ” พีทตอบ… แต่เสียงของเขาเริ่มสั่น “แม่… ผมรู้สึก… ร้อน” ร้อน? เขาที่เคยเย็นเฉียบ… บอกว่าเขาร้อน “เราใกล้จะถึงวัดแล้วลูก… ทนอีกนิดนะ” ฉันเร่งความเร็ว… แต่จู่ๆ… “เอี๊ยดดดดดดดดด!” เสียงยางรถบดกับพื้นถนนดังสนั่น รถของฉัน… เบรกกะทันหัน “เกิดอะไรขึ้น!” ฉันร้อง ฉันมองไปข้างหน้า… ถนนว่างเปล่า… ไม่มีอะไรขวาง แต่… รถมันไม่ไปต่อ ฉันเหยียบคันเร่ง… แต่รถไม่ตอบสนอง เครื่องยนต์ดับสนิท “ไม่นะ!” ฉันพยายามสตาร์ทเครื่อง… แต่เสียงเครื่องยนต์เงียบกริบ ฉันหันไปมองพีท… พีทกำลังไอ… ไอ… เหมือนคนสำลักน้ำ “แม่… ผม… ผมหายใจไม่ออก…” “พีท!” “มันร้อน… ผมต้องกลับไป… กลับไปที่น้ำ!” “ไม่นะลูก! ห้ามกลับไป!” ฉันดึงประตูรถออก… “เราต้องไปวัด!” ฉันดึงตัวพีทออกมาจากรถ… ผิวหนังของเขา… ร้อนผ่าว… ร้อน… เหมือนถูกเผาด้วยความร้อนของวิญญาณที่ถูกรบกวน ฉันจูงมือพีท… วิ่งไปตามถนน… วัดแก้วไพศาล… อยู่ห่างออกไป… แค่… ไม่ถึงหนึ่งกิโลเมตร “ทนหน่อยนะลูก! ทนหน่อย!” แต่พีทเริ่มดิ้นรน… “ไม่! ผมไม่ไปวัด! ผมต้องการน้ำ! ผมจะกลับไปหาบ้าน!” แรงของเขา… มันมากมายเกินกว่าที่เด็กตัวเล็กๆ จะมีได้ เขาดิ้นหลุดจากมือฉัน… แล้ววิ่ง… วิ่งกลับไป… กลับไปทางที่รถเราขับมา… “พีท! อย่า! อย่ากลับไปที่คลอง!” ฉันวิ่งตามเขาไป… พีทวิ่งด้วยความเร็วที่ไม่น่าเชื่อ… เขาไม่ใช่มนุษย์แล้ว… เขาคือ… พลังงานมืด… ที่กำลังจะระเบิด … ฉันเห็นเขาหยุด… หยุดอยู่กลางถนน… แล้วเขาก็หันมามองฉัน… ดวงตาของเขา… ไม่ใช่สีเขียวของร่องรอยน้ำอีกแล้ว มันเป็นสีแดงก่ำ… “แม่… ทิ้งผมอีกแล้ว…” “ไม่นะลูก…” … “ผมไม่ยอม…” พีท… กรีดร้อง… ไม่ใช่เสียงเด็ก… แต่มันคือ… เสียงของ พายุหมุน! ทันใดนั้น… ถนนที่เรายืนอยู่… พื้นดิน… เริ่มสั่นสะเทือน! น้ำ… น้ำในคลองที่อยู่ห่างออกไปหลายกิโลเมตร… เริ่มมีปฏิกิริยา! ฉันเห็น… เห็นเมฆฝนสีดำทะมึน… ก่อตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว… เหนือคลองดำเนินสะดวก… แล้ว… ฉันมองไปที่พีท… ร่างเล็กๆ ของเขา… เริ่มเปลี่ยนไป… เขาไม่ไออีกแล้ว… เขา… เขาเริ่ม… ละลาย ละลาย… กลายเป็นหยดน้ำ… หยดน้ำสีดำข้น… หยดน้ำเหล่านั้น… ลอยขึ้นไปในอากาศ… รวมตัวกัน… กลายเป็น… น้ำวน สีดำทะมึน… น้ำวนที่มองไม่เห็น… แต่ฉันสัมผัสได้ถึงพลังงานของมัน “แม่… จะไม่มีวันหนีผมพ้น!” เสียงของเขา… ดังมาจากน้ำวนนั้น! … ฉันรู้แล้ว… ฉันพยายามพาเขาออกจากน้ำ… แต่การกระทำของฉัน… มันกลับทำให้วิญญาณเขา… กลายเป็นน้ำทั้งหมด ฉันถูกหลอก… ตั้งแต่ต้น บาปของฉัน… มันทำให้ฉัน… สูญเสียลูกชายไปชั่วนิรันดร์
ฉันยืนอยู่กลางถนน… มองดูน้ำวนสีดำทะมึนที่ก่อตัวขึ้นจากร่างของลูกชาย… มันคือความจริงที่ฉันต้องยอมรับ ความรักของฉัน… ความหวังของฉัน… ความพยายามที่จะไถ่บาปของฉัน… มันทำให้วิญญาณลูกชายของฉัน… กลายเป็นพลังงานที่ถูกผูกมัดไว้กับความโกรธแค้น เขาเป็น ‘น้ำ’ ไปแล้ว… เป็นส่วนหนึ่งของคลองดำเนินสะดวก “แม่… เราจะอยู่ด้วยกัน… ในสายฝน…” เสียงของพีท… ดังมาจากก้อนเมฆสีดำทะมึนเหนือหัว แล้ว… “ซ่าาาาาาาาา!” ฝนตกลงมา! ฝน… ที่ไม่ใช่ฝนธรรมดา มันเป็นฝนสีดำ… น้ำฝนที่ตกลงมา… ไม่ได้เย็นสบาย… มันร้อน… ร้อนจนแสบผิว ฉันกรีดร้อง… วิ่งหนี… แต่ไปไหนไม่ได้… น้ำฝนสีดำ… ตกลงมาอย่างหนักหน่วง… เหมือนเป็นการลงโทษจากเบื้องบน ฉันรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังถูกเผา… ด้วยความร้อนรุ่มของความโกรธแค้น “แม่! ทำไมหนีผม! แม่ต้องอยู่กับผมสิ!” ฉันคลานไปที่ใต้ต้นไม้… พยายามหลบฝน “แม่ขอโทษ! แม่ขอโทษนะลูก!” ฉันตะโกนตอบ… ตะโกนขอการให้อภัย… แต่ไม่มีคำตอบ… มีเพียงเสียงฝนสีดำที่ตกลงมาอย่างบ้าคลั่ง … ฝนตกอยู่แบบนั้น… นานเท่าไหร่ไม่รู้ จนในที่สุด… มันก็หยุด… ก้อนเมฆสีดำ… ค่อยๆ จางหายไป เหลือไว้เพียงความเงียบ… และพื้นถนน… ที่เปียกโชกไปด้วย… น้ำสีดำข้น ฉันคลานออกมาจากใต้ต้นไม้… ร่างกายฉัน… เจ็บปวด… ผิวหนังไหม้เป็นรอยแดง… … ฉันมองไปที่รถของฉัน… รถยนต์ที่เคยพาฉันหนี… ตอนนี้… มันถูกปกคลุมไปด้วยเมือกสีดำ… เครื่องยนต์พังยับเยิน… ฉันหมดหนทาง…
ฉันเดิน… เดินกลับ… เดินกลับไปยังทิศทางที่มาจาก… เดินกลับไปยัง… คลองดำเนินสะดวก ฉันรู้… ฉันหนีไม่พ้นแล้ว ความผิดบาปของฉัน… มันหนักเกินกว่าที่ขาฉันจะวิ่งหนีได้ ฉันเดินเท้าเปล่า… เหยียบย่ำลงบนถนนที่ร้อนระอุ… ทุกย่างก้าว… ฉันรู้สึกเหมือนกำลังเข้าใกล้… ชะตากรรม ของตัวเอง … เมื่อฉันเดินมาถึงคลองดำเนินสะดวก มันกลับมาสงบ… น้ำในคลองเป็นสีน้ำตาลขุ่นเหมือนเดิม เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น… ไม่มีเรือของเล็ก… ไม่มีตำรวจ… มีเพียงเรือของฉัน… ที่ลอยอยู่ตรงนั้น… … ฉันเดินลงไปที่ท่าน้ำ… ฉันทรุดตัวลงนั่ง… มองดูน้ำในคลอง… “พีท…” ฉันเรียกชื่อลูกชาย… เงียบ… “แม่มาแล้ว… แม่ไม่หนีลูกแล้ว” ฉันพูดเบาๆ… เสียงแหบแห้ง … ทันใดนั้น… “ว้าย!” ฉันสะดุ้ง… หันไปมอง ลุงศร ลุงศร… ยืนอยู่ข้างหลังฉัน แกมาตั้งแต่เมื่อไหร่… ฉันไม่รู้ “ฉันบอกแกแล้ว… พิม” ลุงศรพูดเสียงเรียบ “อย่าทิ้งเขา… อย่าทอดทิ้งวิญญาณที่โหยหา” “ลุง… ลุงรู้ทุกอย่างใช่ไหม… ลุงรู้ว่าเขาคือลูกชายของฉัน” “ฉันรู้” ลุงศรพยักหน้า “วิญญาณ… มันจะถูกดึงดูดกลับไปยังจุดที่มันแตกดับ… ฉันพยายามจะช่วยเขา… ให้เขาได้หลุดพ้นจากน้ำ… แต่แก… แกทำให้เขา… กลับไปสู่สภาพเดิม… ไปสู่ความโกรธแค้น” “แล้วฉันต้องทำยังไง!” ฉันกรีดร้อง “ฉันต้องชดใช้ยังไง!” ลุงศรหยิบ… หยิบสิ่งหนึ่งออกมาจากย่ามของแก มันคือ… สร้อยประคำไม้จันทน์ สร้อยเก่าแก่… มีกลิ่นหอมอ่อนๆ “แกไม่สามารถไถ่บาปด้วยการหนี…” ลุงศรพูด “แกต้องไถ่บาปด้วย… การยอมรับ” “ยอมรับอะไร!” “ยอมรับว่าแกต้องเป็นของเขา… แต่ไม่ใช่ในฐานะทาส… ในฐานะ แม่ ที่แท้จริง” “แกต้องลงไปในน้ำ… ด้วยความเต็มใจ” ฉันเบิกตากว้าง… “ให้ฉันตายเหรอ!” “ไม่… ไม่ใช่ความตาย” ลุงศรพูด “แต่เป็นการ… ชดใช้… แกต้องลงไป… และนำพาเขา… กลับขึ้นมา” “นี่คือโอกาสสุดท้ายของแก… พิม” “ถ้าแกตาย… วิญญาณแกจะเป็นของเขา… ตลอดไป” “ถ้าแกไม่ตาย… แกต้องนำพาเขา… ขึ้นสู่ที่สูง… พาเขาไปสู่ที่ที่เขาไม่รู้สึกถึงน้ำอีกต่อไป” ลุงศรยื่นสร้อยประคำให้ฉัน “สร้อยนี้… จะทำให้วิญญาณแกไม่ถูกผูกมัดกับน้ำ… แต่ถ้าแกหนีอีกครั้ง… มันจะไม่มีผล” ฉันรับสร้อยมา… มันเย็นเฉียบ … ฉันรู้ว่าฉันต้องทำอะไร ฉันมองไปที่เรือของฉัน… เรือที่เต็มไปด้วยเรื่องราวความสุข… และความทุกข์ “ฉันจะนำพาลูกชายฉันกลับมา” ฉันพูดอย่างเด็ดเดี่ยว “ดี… นั่นคือคำตอบที่ฉันรอคอย” ลุงศรยิ้ม “แต่… ฉันขอสิ่งหนึ่ง” “อะไร” “ฉันขอให้ลุง… เป็นพยาน… ว่าฉันจะไม่ทอดทิ้งเขาอีกแล้ว” ลุงศรพยักหน้า “ฉันจะอยู่ตรงนี้… จนกว่าแกจะกลับมา” … ฉันเดินไปที่เรือ ฉันขึ้นไปบนเรือ… ฉันไม่ได้เก็บของอะไร ฉันแค่นั่งลง… มองไปที่น้ำในคลอง… “พีท… แม่มาแล้ว” ฉันกระซิบ… น้ำในคลอง… เริ่มกระเพื่อม ครั้งนี้… ไม่ใช่ด้วยความโกรธ แต่ด้วย… ความยินดี “แม่… กลับมาหาผมแล้ว…” เสียงของพีทดังมาจากใต้น้ำ ฉันถอดสร้อยประคำ… คล้องไว้ที่คอ… ฉันยืนขึ้น… มองลงไปที่น้ำ… มันมืดมิด… … ฉันหลับตาลง… และ… ฉันก้าวลงไปในคลอง… ตูม!
น้ำในคลองดำเนินสะดวก… มันไม่ได้เย็นเหมือนที่ฉันคิด มัน… อบอุ่น… ไม่สิ… มันร้อน… ร้อน… เหมือนร่างกายที่กำลังถูกเผาด้วยความอับชื้น ฉันลืมตาขึ้น… ใต้น้ำ… มืด… มืดสนิท ฉันมองไม่เห็นอะไร… แต่ฉันสัมผัสได้… สัมผัสได้ถึง… ความโกรธแค้น ที่รายล้อมตัวฉัน เหมือนมีมือที่มองไม่เห็น… กำลังบีบคอฉัน… ฉันพยายามหายใจ… แต่ทำไม่ได้ ฉันเริ่มสำลักน้ำ…
สร้อยประคำ
ฉันนึกถึงสร้อยประคำที่คอ ฉันจับสร้อย… อธิษฐานในใจ “ลุงศร… ช่วยฉันด้วย!” ทันใดนั้น… ความรู้สึกกดดันก็หายไป… ร่างกายฉันลอยขึ้นเล็กน้อย… ฉันหายใจ… หายใจใต้น้ำ! … ฉันไม่รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น… แต่ฉันรู้ว่า… ฉันสามารถหายใจใต้น้ำได้แล้ว ฉันมองไปรอบๆ… ฉันเห็นเงา… เงาสีดำทะมึน… ลอยอยู่รอบๆ ตัวฉัน เงาของพีท… “แม่…” เสียงของเขา… ดังอยู่รอบตัวฉัน… “ทำไมแม่ไม่จม… แม่เอาอะไรมาด้วย…” ฉันรู้ว่าเขาโกรธ… ที่ฉันไม่ตาย “แม่ไม่ได้หนีลูกนะพีท” ฉันพูด… แต่ไม่มีเสียงออกมา… มีเพียงฟองอากาศที่ลอยขึ้นไป แต่พีท… เขาได้ยิน… “โกหก! แม่ใส่ของศักดิ์สิทธิ์! แม่จะหลอกผม!” เงาของพีท… เริ่มพุ่งเข้ามาหาฉัน เงาเหล่านั้น… แผ่ซ่านเข้ามาในร่างของฉัน… ฉันรู้สึกถึง… ความเจ็บปวด ความเจ็บปวดที่เขาเคยได้รับ ความเจ็บปวดที่ถูกทอดทิ้ง… ความเจ็บปวดจากการจมน้ำ… ฉันเห็นภาพ… ภาพของเด็กชายตัวเล็กๆ… ดิ้นรน… ดิ้นรนในน้ำสีโคลน… เขาร้องเรียก… “แม่! แม่!” แต่ฉัน… ไม่ได้ยิน ฉันเห็นตัวเอง… กำลังยิ้ม… ขายของ ฉันเห็นพีท… ค่อยๆ จมลง… ดวงตาของเขา… จ้องมองมาที่ฉัน… ด้วยความสับสน… และ… การทรยศ “อั้ก!” ฉันกรีดร้องในใจ… ความเจ็บปวด… มันมากกว่าการสำลักน้ำ มันคือ… ความเจ็บปวดทางจิตวิญญาณ “แม่… รับรู้ความรู้สึกของผมสิ!” “ผมหนาว… ผมกลัว… ผมอยากให้แม่… มาอยู่กับผมตรงนี้!” ฉันกอดตัวเอง… “แม่ขอโทษ! แม่ขอโทษนะลูก!” ฉันยอมรับความผิดบาปทั้งหมด ฉันยอมรับว่าฉันเป็นต้นเหตุ… “พีท… แม่รักลูก… แม่ผิดไปแล้ว” ฉันว่ายน้ำเข้าไปหาเงาของเขา… เงา… ที่กำลังรุนแรง ฉันกอดเงาของเขา… กอดให้แน่นที่สุด “แม่จะไม่ทิ้งลูกอีกแล้ว… ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น… แม่จะอยู่กับลูก” ฉันพูดซ้ำแล้วซ้ำอีก… แล้ว… ความเจ็บปวด… ก็หายไป ความโกรธแค้น… หายไป เหลือเพียง… ความเย็น ความเย็นที่คุ้นเคย… … เงาของพีท… เริ่มรวมตัวกัน เขากลับมาเป็นร่างเดิม… เด็กชายตัวเล็กๆ… ริมฝีปากสีม่วง… แต่… ดวงตาของเขา… ดวงตาที่เคยเป็นสีแดงก่ำ… ตอนนี้… มันกลับมาเป็นสีดำสนิท… เหมือนเดิม แต่… มีแววตา… อ่อนโยน ขึ้น “แม่… ผมหายโกรธแม่แล้ว” เขาพูด “แต่… ผม… ก็ยังอยากอยู่กับแม่” ฉันยิ้มให้เขา… “เรามาอยู่ด้วยกันนะลูก… แต่ไม่ใช่ในน้ำ” ฉันถอดสร้อยประคำออกจากคอ ฉันไม่กลัวน้ำอีกแล้ว ฉันรู้ว่า… ความรัก ของฉัน… มันแข็งแกร่งกว่าสร้อยประคำ… “เราจะไปวัดกันนะลูก… เราไปให้พระอาจารย์ช่วย… ให้ลูกได้ไปสู่ที่สงบ” “ผมไม่อยากไปที่ไหน…” พีทพูด… “ถ้าแม่… ต้องไป… ผมก็จะไปด้วย” “แม่จะไป… แต่แม่จะกลับมาหาลูกทุกวัน” ฉันมองไปที่มือของพีท… “เรามาสัญญากันนะ… สัญญาในน้ำ… สัญญาที่เราจะไม่มีวันลืม” ฉันจับมือของเขา… เราสองคน… จับมือกัน… ใต้น้ำสีดำ… … แล้ว… ฉันพาพีท… ว่ายขึ้นสู่ผิวน้ำ เมื่อเราโผล่ขึ้นมา… ลุงศร… ยืนอยู่ที่เดิม… “แกทำได้… พิม” ลุงศรยิ้ม
ฉันและพีท… โผล่ขึ้นมาจากน้ำ ลุงศรรีบยื่นมือมาช่วยเรา “มานี่… พิม” ฉันกับพีทขึ้นฝั่ง… ตัวเราเปียกโชก… แต่ความรู้สึกหนาวเย็น… มันหายไปแล้ว ฉันมองไปที่พีท… เขาดูอ่อนเพลีย… แต่ดวงตาของเขามีความสงบ “เราไปวัดกันนะลูก” พีทพยักหน้าอย่างเชื่อฟัง ลุงศรเตรียมเรือลำเล็กให้เรา “เรือลำนี้… จะพาแกไป” ฉันจูงมือพีท… “ลุง… ขอบใจนะ” “หน้าที่ฉันจบลงแล้ว… พิม” ลุงศรพูด “ตอนนี้… เป็นหน้าที่ของแก… ที่จะเป็น แม่” … ฉันพายเรือ… คราวนี้… ฉันพายเรืออย่างมีสติ พีทนั่งนิ่งๆ อยู่ข้างหน้าฉัน… ไม่พูดอะไร เราพายเรือออกจากคลองดำเนินสะดวก… มุ่งหน้าไปยัง วัดแก้วไพศาล เรามาถึงวัดในตอนเช้ามืด ฉันพาพีทไปกราบพระอาจารย์… พระอาจารย์มองพีท… แล้วยิ้มอย่างอ่อนโยน “วิญญาณนี้… ต้องการการพักผ่อน” ท่านพูด “แต่… แรงผูกพัน… ยังหนาแน่น” ฉันก้มลงกราบ… “ท่านอาจารย์… ขอความเมตตา… ขอให้เขาได้หลุดพ้น” “การหลุดพ้น… ต้องมาจาก… การเสียสละ ที่แท้จริง” พระอาจารย์ตอบ “ลูก… ต้องถวาย… สิ่งที่เป็นของลูก ให้กับเขา… เพื่อให้เขาได้ไปต่อ” … ฉันมองไปที่พีท… พีทมองมาที่ฉัน… “แม่… แม่จะให้… อะไรกับผม” ฉันจับมือพีท… “แม่จะให้… ชีวิตที่เหลืออยู่ของแม่” ฉันตัดสินใจแล้ว ฉันจะพาพีทไปบวช… ให้เขาเป็นเณร… และฉัน… จะบวชเป็นชี… เพื่อดูแลเขา… อยู่ข้างๆ เขา… จนกว่าวิญญาณเขาจะสงบโดยสมบูรณ์ ฉันจะทิ้งชีวิตเก่า… ทิ้งตลาดน้ำ… ทิ้งหนี้สิน… ทิ้งทุกอย่างที่เป็น ‘ภาระ’… … ฉันพาพีทเข้าพิธีบรรพชา พีทในชุดผ้าเหลือง… ดูสงบ… ความเย็นชา… หายไปจากใบหน้าเขา เขาดูเหมือน… เด็กชายที่ควรจะเป็น ฉัน… สวมชุดชีสีขาว… เราสองคน… อยู่ด้วยกันในวัด… … ฉันทำหน้าที่เป็นแม่… ในชุดชี ฉันดูแลพีท… ทุกวัน… ไม่เคยห่าง ฉันไม่เคยรู้สึกอิ่มเอมใจเท่านี้มาก่อน ฉันชดใช้บาป… ด้วยการอยู่เคียงข้างเขา … สามปีผ่านไป… พีท… ในชุดเณร… นั่งสมาธิอย่างสงบ… ใบหน้าของเขา… สดใส คืนหนึ่ง… ฉันนั่งสวดมนต์อยู่ข้างๆ เขา พีทค่อยๆ ลืมตาขึ้น… “แม่…” “จ๋า… ลูก” “ผม… ไปได้แล้ว” ฉันน้ำตาไหล… “ลูก… จะไปแล้วเหรอ” “ผม… ได้รับแสงสว่างแล้ว” พีทพูด “ขอบคุณแม่… ที่ไม่ทิ้งผมอีกแล้ว” “แม่… รักลูกนะ” “ผมก็รักแม่…” พีทยิ้มให้ฉัน… … แล้ว… ร่างของพีท… ก็ค่อยๆ จางหายไป… กลายเป็น… แสงสว่างสีทอง… แสงนั้น… ลอยขึ้นไปบนฟ้า… ฉัน… กอดอากาศที่ว่างเปล่า… ร้องไห้ด้วยความยินดี… และความปวดร้าว … เช้าวันรุ่งขึ้น… ฉันตื่นขึ้นมา… พีท… ไปแล้ว ฉันรู้สึก… ว่างเปล่า… แต่… หลุดพ้น ฉันทำหน้าที่แม่… จนเสร็จสิ้นแล้ว … ฉันลาพระอาจารย์… “ลูก… จะกลับไป… คลองดำเนินสะดวก” ฉันบอก “ทำไม” พระอาจารย์ถาม “ฉัน… ต้องกลับไปที่… บ้าน ของฉัน” ฉันกลับไปที่คลองดำเนินสะดวก เรือของฉัน… ถูกรื้อทิ้งไปแล้ว ตลาดน้ำ… ยังคงคึกคัก ฉันเดินไปที่ท่าน้ำที่เรือฉันเคยจอดอยู่ ฉันมองลงไปในน้ำ… น้ำในคลอง… ใสสะอาดกว่าที่เคย… … ฉันยิ้ม ฉันถอดชุดชี… เหลือไว้เพียงผ้าขาวบางๆ ฉันรู้ว่าฉันต้องทำอะไร ฉันไม่ใช่แม่… ของวิญญาณที่โหยหาอีกต่อไป ฉันคือ… นักไถ่บาป ฉันเดินลงไปในน้ำ… น้ำเย็นเฉียบ… ฉันว่ายน้ำ… ว่ายลงไปใต้คลอง ฉันไปที่ก้นคลอง… ตรงที่เรือฉันเคยจม… ฉันพบ… … รูปปั้นทองเหลือง ของกุมารเทพ มันวางอยู่ที่นั่น… สงบนิ่ง… ฉันหยิบมันขึ้นมา… … ฉันว่ายขึ้นมาบนผิวน้ำ… “ลาก่อนนะ… พีท” ฉันโยนรูปปั้นทองเหลืองทิ้งไป… คราวนี้… มันจมลง… และไม่กลับมาอีก … ฉันไม่ขึ้นฝั่ง ฉันตัดสินใจ… ใช้ชีวิตที่เหลือของฉัน… ในน้ำ ในฐานะผู้ชดใช้บาป… ฉันจะคอยเฝ้าดู… คลองดำเนินสะดวก ฉันจะคอยนำทาง… วิญญาณที่หลงทาง ฉันจะไปอยู่กับเล็ก… ในที่ที่ฉันเคยทอดทิ้งเธอ…
จุดจบ ไม่มีใครเคยเห็นพิมอีกเลย แต่… ในคืนที่ฝนตกหนัก… คนเรือมักได้ยินเสียง… เสียงผู้หญิงร้องเพลง… แผ่วเบา… เพลงกล่อมเด็ก… ดังมาจากใต้คลองดำเนินสะดวก… เสียงนั้น… ไม่ได้น่ากลัว… แต่มัน… เหงา มันเป็นเสียง… ของแม่ที่เฝ้ารอลูกชาย… และเฝ้ารอ… ความตาย ที่แท้จริง … บนเรือของพ่อค้าขายบะหมี่คนใหม่ มีรูปปั้นกุมารทอง… วางอยู่… แต่รูปปั้นนั้น… ยิ้ม ยิ้มอย่างอ่อนโยน… พร้อมกับ… ลมหายใจอุ่นๆ… ที่พัดผ่าน…