เลือดของแม่ ความโลภของลูก: กุมารทองและแรงอาฆาตที่พระโขนง
ฉันยืนอยู่หน้าศาลย่านาค ที่วัดมหาบุศย์… กลิ่นมะลิ กลิ่นธูป กลิ่นดอกไม้ที่ถูกทับถมกันมานานหลายสิบปี มันอวลอยู่ในอากาศ กลิ่นแห่งความหวัง… และกลิ่นแห่งความสูญเสีย
ฉันมาที่นี่ทุกวันศุกร์ มาจนแม่ค้าแถวนี้จำหน้าได้ ฉันไม่ใช่คนโลภมาก ฉันไม่เคยขอหวย ไม่เคยขอโชคลาภ สิ่งที่ฉันขอจากย่านาคมีเพียงอย่างเดียว “ย่าคะ… ได้โปรด” ฉันกระซิบ สองมือกำดอกบัวแน่นจนช้ำ “ขอให้หัวใจของพี่เดชเป็นของพิม… ของพิมแค่คนเดียว”
ฉันชื่อพิม ฉันมีร้านดอกไม้เล็กๆ อยู่ตรงข้ามวัด ชีวิตฉันดูเหมือนจะสมบูรณ์แบบ ฉันมีสามีที่รักฉัน… พี่เดช เขาเป็นวิศวกรก่อสร้าง เขาตัวสูง ไหล่กว้าง และยิ้มเก่ง โลกของฉันหมุนรอบตัวเขา ทุกครั้งที่เขากลับบ้าน ทุกครั้งที่เขากอดฉัน… ฉันรู้สึกเหมือนได้ครอบครองโลกทั้งใบ
แต่ลึกลงไปในใจ… ฉันรู้ว่าโลกใบนี้มันเปราะบาง ฉันกลัว… ฉันกลัวว่าพี่เดชดีเกินไป เขาสมบูรณ์แบบเกินไปสำหรับผู้หญิงธรรมดาอย่างฉัน ฉันกลัวว่าสักวันหนึ่ง เขาจะตื่นขึ้นมา แล้วพบว่าฉันไม่น่าสนใจอีกต่อไป ความกลัวนี้มันเกาะกินฉันเหมือนสนิม
เย็นวันนั้น พี่เดชแวะมาหาที่ร้าน เขาเพิ่งเลิกงาน ร่างกายยังเต็มไปด้วยกลิ่นเหงื่อ กลิ่นฝุ่นปูนจากไซต์งาน และกลิ่นบุหรี่อ่อนๆ ที่ฉันคุ้นเคย เขาเดินเข้ามากอดฉันจากด้านหลัง วางคางบนไหล่ฉัน “เหนื่อยจังเลยพิม” ฉันกำลังจะหันไปหอมแก้มเขา แต่แล้ว… ฉันก็ได้กลิ่นนั้น
มันเป็นกลิ่นจางๆ จางมาก… แต่จมูกฉันไม่เคยพลาด กลิ่นน้ำหอมผู้หญิง กลิ่นหวานเลี่ยนที่ไม่ใช่กลิ่นของฉัน หัวใจฉันเหมือนถูกบีบ อากาศในปอดหายไปทันที
“กลิ่นอะไรคะ” ฉันถาม เสียงสั่นเล็กน้อย พี่เดชขมวดคิ้ว “หอมเหรอ วันนี้ไปคุยงานกับลูกค้าคนใหม่มาน่ะ เขาเป็นผู้หญิง… สงสัยกลิ่นติดมา” เขายิ้มให้ฉันเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่สำหรับฉัน… มันคือสัญญาณเตือนภัย มันคือรอยร้าวแรกบนโลกที่สมบูรณ์แบบของฉัน
คืนนั้น ฉันนอนไม่หลับ ฉันแกล้งทำเป็นหลับ รอจนกระทั่งเสียงลมหายใจของพี่เดชสม่ำเสมอ ฉันค่อยๆ เอื้อมมือไปหยิบโทรศัพท์ของเขาที่วางอยู่บนโต๊ะข้างเตียง นิ้วฉันสั่น ฉันกลัวสิ่งที่ฉันอาจจะได้เห็น ฉันปลดล็อกหน้าจอ… รหัสคือวันเกิดของฉัน มันควรจะทำให้ฉันใจชื้นขึ้น แต่ไม่เลย
ฉันไล่ดูข้อความในไลน์ ดูประวัติการโทร ดูรูปภาพ ว่างเปล่า… ไม่มีอะไรน่าสงสัยเลย แต่ความ “ไม่มีอะไร” นี่แหละ ที่ทำให้ฉันยิ่งคลั่ง เขาลบมันไปแล้วเหรอ? เขาระวังตัวขนาดนี้เลยเหรอ? ความหึงหวง ความหวาดระแวง มันเหมือนหนอนที่ชอนไชอยู่ในหัวฉัน ฉันอยากจะกรี๊ดออกมาดังๆ แต่ทำได้แค่กัดริมฝีปากตัวเองจนได้กลิ่นคาวเลือด
ฉันนอนมองเพดานมืดๆ จนเช้า ความรักของฉันมันไม่เหมือนคนอื่น ความรักของฉันมันคือความครอบครอง ฉันทนไม่ได้ถ้าจะต้องแบ่งเขาให้ใคร ฉันทนไม่ได้แม้แต่จะ “คิด” ว่าเขามีคนอื่น
อาทิตย์ต่อมา พี่เดชต้องไปดูงานที่เชียงใหม่ สามวัน สามวันที่เหมือนสามชาติ บ้านที่ไม่มีเขา มันไม่ใช่บ้าน มันคือความว่างเปล่าที่หนาวเย็น ความกลัวที่เคยอยู่ในใจฉัน มันพองตัวขึ้น มันบอกฉันว่า… ฉันต้องทำอะไรสักอย่าง ฉันจะพึ่งย่านาคอย่างเดียวไม่ได้ ย่านาคคือความรักที่บริสุทธิ์ แต่สิ่งที่ฉันต้องการตอนนี้… คือการ “ผูกมัด”
ฉันจำได้ว่าเคยได้ยินเด็กในร้านพูดกันถึง… “อาจารย์ขลัง” ในตรอกลึกแถวนี้ คนที่รับทำของ… ทำให้ผัวรักผัวหลง ฉันไม่เคยเชื่อเรื่องพวกนี้ ฉันคิดว่ามันงมงาย แต่ตอนนี้… ฉันไม่มีอะไรจะเสียแล้ว
ฉันเดินเข้าไปในตรอกนั้น มันแคบและอับชื้น กลิ่นเหม็นสาบปะปนกับกลิ่นธูปราคาถูก ฉันเจอสำนักเล็กๆ ซ่อนตัวอยู่หลังม่านเก่าๆ อาจารย์คนนั้นเป็นผู้หญิงแก่ ผอมเกร็ง ดวงตาเธอลึกโบ๋ เหมือนมองทะลุเข้าไปในใจฉัน “รู้อยู่แล้วว่าต้องมา” เธอยิ้มเหยียดๆ “อยากได้อะไรล่ะ… อยากให้ผัวกลับมา หรืออยากให้ผัวไปไหนไม่ได้”
“อยากให้เขาอยู่กับฉันค่ะ” ฉันตอบเสียงแผ่ว “อยากให้เขามีแค่ฉันคนเดียว”
อาจารย์หัวเราะเสียงแหบ “ความรักมันไม่พอสินะ” เธอหยิบตุ๊กตาเด็กผู้ชายตัวเล็กๆ ออกมาจากไหดินเผา มันเป็นตุ๊กตาดินปั้น หน้าตาบูดเบี้ยว แต่ดวงตาดูมีชีวิต “กุมารทอง… ชื่อ ‘เจ้าซอย'” เธอยื่นมันให้ฉัน “เขาจะช่วยลูกได้ เขาจะดึงผัวลูกกลับบ้าน เขาจะกันผู้หญิงทุกคนที่เข้าใกล้ผัวลูก”
ฉันจ้องมองตุ๊กตาในมือ มันเย็นเฉียบ…
“แต่มีข้อแม้” อาจารย์พูดต่อ เสียงกดต่ำ “ลูกต้องรักเขา ลูกต้องเลี้ยงเขา ต้องให้เขากิน… และที่สำคัญ” เธอโน้มตัวเข้ามาใกล้ จนฉันได้กลิ่นปากเหม็นๆ “ลูกต้องรักเขา… มากกว่าที่ลูกรักผัวของลูก”
ฉันควรจะกลัว ฉันควรจะวิ่งหนีออกมาจากที่นั่น แต่ฉันกลับพยักหน้า “ตกลงค่ะ… ฉันตกลง”
ฉันจ่ายเงิน แล้วซ่อนเจ้าซอยไว้ในกระเป๋า ฉันเดินกลับบ้าน ก้าวขาแทบไม่ออก ส่วนหนึ่งในตัวฉันร้องไห้… ฉันมาถึงจุดนี้ได้ยังไง แต่อีกส่วนหนึ่ง… มันกำลังยิ้ม ยิ้มอย่างผู้ชนะ
ฉันกลับถึงบ้าน บ้านที่เงียบเหงา ฉันพาเจ้าซอยไปที่ตู้เสื้อผ้าในห้องนอน ฉันจัดมุมเล็กๆ ให้เขา ฉันเทน้ำแดงใส่แก้วเล็กๆ วางไว้ข้างๆ พร้อมกับขนมหวานอีกสองสามชิ้น ฉันจ้องมองดวงตาที่ว่างเปล่าของมัน
ฉันนึกถึงคำพูดของอาจารย์ ฉันหยิบเข็มหมุดเล็กๆ ขึ้นมา หลับตา… แล้วจิ้มลงบนปลายนิ้วชี้ เลือดสีแดงสดผุดซึมออกมา
ฉันสั่น… แต่ฉันก็ทำ ฉันบีบเลือดหยดนั้น… ให้มันหยดลงไปในปากเล็กๆ ของตุ๊กตาดินปั้น “ตั้งแต่วันนี้… แกคือลูกของแม่นะ” ฉันกระซิบ “ชื่อของลูกคือ ‘เจ้าซอย'” “ช่วยแม่นะลูก… พาทุกอย่างของแม่กลับมา พาพ่อของลูกกลับมา… อยู่กับแม่… ตลอดไป”
สามวันผ่านไปเหมือนสามสิบปี ฉันจัดดอกไม้ในร้าน ใจลอย ฉันคอยฟังเสียงมอเตอร์ไซค์ของพี่เดช ทุกครั้งที่มีรถเลี้ยวเข้าซอย ฉันจะสะดุ้ง
ฉันแอบขึ้นไปดูเจ้าซอยวันละหลายครั้ง ฉันเปลี่ยนน้ำแดงทุกเช้า ขนมไม่เคยขาด ฉันพูดกับเขา “พ่อจะกลับมาแล้วนะลูก… พ่อจะกลับมาอยู่กับเรา” ตุ๊กตาดินปั้นยังคงนิ่งเงียบ แต่ฉันรู้สึกได้… อากาศในห้องนอนมันเปลี่ยนไป มันหนัก… มันเย็น… และมันเหมือนมี “ใคร” บางคนกำลังรอคอยอยู่
เย็นวันที่สาม… พี่เดชกลับมา ฉันได้ยินเสียงรถเขาจอดหน้าบ้าน ฉันวิ่งออกไปรับ วินาทีที่ฉันเห็นหน้าเขา ความกังวลทั้งหมดก็หายไป ฉันกระโดดกอดเขาแน่น “คิดถึง… คิดถึงที่สุด” “พี่ก็คิดถึงพิม” เขาหัวเราะ หอมแก้มฉันฟอดใหญ่ “หิวไหมคะ พิมทำแกงเขียวหวานไว้ให้” “หิวสิ… แต่” สายตาเขาเปลี่ยนไป… สายตาที่ฉันโหยหา “พี่ขอกินอย่างอื่นก่อนได้ไหม”
คืนนั้น… เราอยู่ในห้องนอน เสียงฝนพรำอยู่ข้างนอก พี่เดชกำลังจูบฉัน มือของเขาลูบไล้ไปทั่วตัวฉัน ฉันหลับตาลง ปล่อยให้ตัวเองจมดิ่งไปกับสัมผัสของเขา นี่คือสิ่งที่ฉันต้องการ นี่คือโลกของฉัน เขาเป็นของฉัน…
ฉันกำลังจะลืมทุกอย่าง… ลืมความกลัว ลืมน้ำหอมกลิ่นนั้น ลืมเจ้าซอยที่อยู่ในตู้…
เพล้ง!
เสียงแก้วแตกดังลั่นมาจากในครัว ดังมาก… เหมือนมีคนขว้างมันลงพื้นอย่างแรง ฉันกับพี่เดชสะดุ้งสุดตัว “อะไรน่ะ!” พี่เดชขมวดคิ้ว “หนูเหรอ” “ไม่รู้สิคะ” ฉันตอบ แต่หัวใจฉันเต้นรัว พี่เดชลุกจากเตียง หยิบผ้าเช็ดตัวมาพันรอบเอว “เดี๋ยวพี่ไปดูเอง”
ฉันรีบใส่เสื้อคลุมแล้ววิ่งตามไป ใจฉันสั่น… ฉันรู้… ฉันรู้ว่ามันคืออะไร เราเดินไปถึงห้องครัว ไฟถูกเปิดออก สิ่งที่ฉันเห็น… ทำให้ฉันตัวเย็นเฉียบ
แก้วน้ำแดงที่ฉันวางไว้บนเคาน์เตอร์… มันไม่ได้แค่ตก มัน “ระเบิด” เศษแก้วสีแดงกระจายเกลื่อนพื้น น้ำหวานสีเลือดสาดกระเซ็นไปทั่วผนัง เหมือนภาพวาดสยดสยอง
“พิมเอาแก้วมาวางไว้ตรงนี้เหรอ” พี่เดชถามเสียงงุนงง เขาเดินไปดูใกล้ๆ “มันตกได้ยังไง” “พิม… พิมคงวางไว้ขอบๆ น่ะค่ะ” ฉันโกหก เหงื่อเย็นๆ ไหลซึมออกมาจากไรผม พี่เดชส่ายหัว “แปลก… เศษแก้วมันกระเด็นไปไกลจัง” เขาหันมามองฉัน “ไม่เป็นไร เดี๋ยวพรุ่งนี้ค่อยเก็บ วันนี้เหนื่อยแล้ว… ไปนอนต่อเถอะ” เขากอดคอฉันเดินกลับห้องนอน แต่ฉันแอบหันกลับไปมองที่ตู้เสื้อผ้าในห้อง… ตู้ที่เจ้าซอยอยู่ ฉันไม่ได้ยินเสียง แต่ฉัน “รู้สึก” ได้ถึงความไม่พอใจ ความเกรี้ยวกราด… ความหึงหวง เจ้าซอยกำลังแสดงอิทธิฤทธิ์ ส่วนหนึ่งฉันกลัว… แต่อีกส่วนหนึ่ง… ฉันกลับรู้สึกพอใจ เขามีจริง… เขาปกป้องฉันได้จริง
คืนนั้น… พี่เดชหลับสนิทเพราะความเหนื่อย แต่ฉันนอนลืมตาโพลง ฉันรู้สึกเหมือนไม่ได้อยู่ในห้องนี้แค่สองคนอีกต่อไป
เช้าวันรุ่งขึ้น ฉันตื่นมาด้วยความรู้สึกผิดอย่างรุนแรง ฉันรู้สึกว่าตัวเองสกปรก ฉันใช้ไสยศาสตร์มนตร์ดำ ฉันหลอกลวงพี่เดช… และที่แย่กว่านั้น… ฉันรู้สึกว่าฉันกำลังหลอกลวง “ย่านาค” ท่านคือสัญลักษณ์ของรักแท้ แต่ฉันกลับใช้มนตร์ดำเพื่อ “ล่าม” สามีตัวเอง
ฉันต้องไปขอขมา ฉันรีบไปที่ร้าน จัดพวงมาลัยมะลิที่สวยที่สุด ซื้อดอกบัวสีชมพูตูมกำใหญ่ ฉันต้องไป “รายงานตัว” กับย่า ฉันต้องแสดงให้ท่านเห็นว่าฉันยังรักท่าน ฉันต้องกลบเกลื่อนความผิดของตัวเอง
ฉันเดินข้ามถนนไปยังวัดมหาบุศย์ วันนี้คนเยอะกว่าปกติ กลิ่นธูปควันเทียนยังคงอบอวล ฉันเดินไปที่ศาลของย่านาค คุกเข่าลง วางดอกไม้และพวงมาลัยลงบนถาด ฉันก้มลงกราบ “ย่าคะ… พิมมาแล้ว” ฉันกระซิบ “ขอบคุณย่าที่คุ้มครองพี่เดช… ขอบคุณที่เขากลับมาอย่างปลอดภัย” ฉันพยายามสวดมนต์ พยายามทำจิตใจให้สงบ แต่ในหัวฉัน… มันมีแต่ภาพเศษแก้วสีแดงแตกกระจาย
ทันใดนั้น… กลิ่นมะลิที่หอมเย็น… ก็เปลี่ยนไป มันกลายเป็นกลิ่นเหม็นไหม้… เหมือนกลิ่นธูปที่ถูกจี้ดับ ฉันขมวดคิ้ว ฉันเงยหน้าขึ้นมอง และสิ่งที่ฉันเห็น… ทำให้ฉันแทบหยุดหายใจ
ดอกบัวสีชมพูตูมที่ฉันเพิ่งวางบูชา… มันกำลังเหี่ยว เหี่ยวต่อหน้าต่อตาฉัน! กลีบดอกไม้ที่เคยสด… บัดนี้กลายเป็นสีน้ำตาลช้ำ มันหงิกงอ… ราวกับถูกมือที่มองไม่เห็นขย้ำอย่างแรง พวงมาลัยมะลิที่ฉันร้อยมาอย่างดี… ด้ายมันขาดผึง! ดอกมะลิร่วงกราวลงบนพื้น…
ฉันตัวสั่น… เกิดอะไรขึ้น ฉันมองไปรอบๆ ทุกคนยังคงไหว้พระตามปกติ ไม่มีใครสังเกตเห็น มีแค่ฉัน…
ฉันกำลังจะเอื้อมมือไปแตะดอกบัวที่เหี่ยวเฉา ลม… ลมวูบหนึ่งพัดผ่านต้นคอฉัน มันเย็น… เย็นจนถึงกระดูก และพร้อมกับสายลมนั้น… ฉันได้ยินเสียงกระซิบ
มันไม่ใช่เสียงผู้หญิง มันไม่ใช่เสียงผู้ชาย มันคือเสียงที่เก่าแก่… และเต็มไปด้วยความผิดหวัง เสียงนั้นกระซิบที่ข้างหูฉัน… แผ่วเบา… แต่ชัดเจน “…คนหลอกลวง…”
ฉันกรีดร้องออกมา ฉันผงะถอยหลัง จนล้มก้นจ้ำเบ้า ดอกไม้ที่เน่าสลาย… เสียงกระซิบที่น่าขนลุก ฉันรู้ทันที นี่คือคำเตือน ย่านาครับรู้ ท่านรู้ว่าฉันทำอะไรลงไป ท่านโกรธ… ฉันไม่ได้กำลังขอพร… ฉันกำลังก่อสงคราม ฉันรีบลุกขึ้น วิ่งหนีออกมาจากศาล ไม่สนใจสายตาคนที่มองมา ฉันวิ่งข้ามถนนกลับมาที่ร้าน หัวใจเต้นเหมือนจะทะลุออกมานอกอก ฉันเพิ่งรู้ตัว… ว่าฉันไม่ได้อยู่ลำพัง ฉันถูกขนาบข้าง… ด้านหนึ่งคือผีเด็กที่หิวกระหาย อีกด้านหนึ่ง… คือวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ที่เต็มไปด้วยความพิโรธ ฉันติดอยู่ตรงกลาง
ฉันวิ่งกลับเข้าร้าน ตัวสั่นเหมือนลูกนก ฉันล็อคประตู ฉันพิงประตู หอบหายใจ เสียงของย่านาคยังก้องอยู่ในหู “…คนหลอกลวง…”
ฉันทำอะไรลงไป ฉันกลายเป็นคนที่น่ารังเกียจ ฉันทรยศต่อความรักที่ฉันบูชา ฉันอยากจะขว้างเจ้าซอยทิ้งไป ฉันอยากจะวิ่งกลับไปกราบเท้าย่านาค ขอให้ท่านอภัย
แต่… แล้วยังไงต่อ? ถ้าฉันทิ้งเจ้าซอย… มนต์ก็จะคลาย แล้วถ้า… ถ้าพี่เดชรู้ว่ามีผู้หญิงคนอื่นรอเขาอยู่ ถ้าเขาจากฉันไปจริงๆ ล่ะ? ฉันทนไม่ได้… ความคิดนั้นเจ็บปวดยิ่งกว่าการถูกผีหลอก เจ็บยิ่งกว่าความตาย
ไม่… ฉันถอยไม่ได้ ฉันมาไกลเกินไปแล้ว ฉันเดินขึ้นห้องนอน ฉันเปิดตู้เสื้อผ้า เจ้าซอยยังอยู่ที่เดิม แต่ฉันรู้สึกว่ามันเปลี่ยนไป มันไม่ได้เป็นแค่ตุ๊กตาดินปั้นอีกต่อไป มันมี “ตัวตน” ฉันหยิบแก้วน้ำแดงใบใหม่มาเปลี่ยนให้ ฉันกระซิบเสียงสั่น “แม่ขอโทษ… แม่ตกใจ” “แม่อยู่ข้างลูกนะ… อยู่ข้างแม่นะ”
วันต่อมา… สิ่งที่ฉันกลัว… และสิ่งที่ฉันหวัง… ก็เกิดขึ้น พี่เดชกำลังจะออกไปทำงาน ฉันจัดเนคไทให้เขา เขาจูบหน้าผากฉัน “เย็นนี้พี่อาจจะกลับดึกหน่อยนะ” ใจฉันกระตุก “ทำไมคะ” “พี่ต้องไปกินข้าวกับลูกค้าคนนั้น… คนใหม่น่ะ”
ผู้หญิงคนนั้น… คนที่กลิ่นน้ำหอมติดตัวพี่เดชมา เลือดในกายฉันเย็นเฉียบ ฉันยิ้ม… แต่ตาฉันไม่ยิ้ม “ค่ะ… ขับรถดีๆ นะคะ”
เขาก้าวขาออกจากบ้าน ฉันมองตามแผ่นหลังกว้างของเขา ฉันภาวนา… แต่ฉันไม่ได้ภาวนาต่อย่านาค ฉันกำลังภาวนาต่อ “ลูกชาย” ของฉัน “เจ้าซอย… ลูกแม่… อย่าให้เขาไป” ฉันยืนนิ่ง กัดเล็บตัวเอง “อย่าให้เขาไป… เอาเขากลับมา…”
ไม่ถึงห้านาที… พี่เดชเดินกลับเข้ามาในบ้าน หน้าตาซีดเผือด เหงื่อแตกพลั่ก เขากุมท้องตัวเอง “พิม… พี่… ปวดท้อง” เขาพูดเสียงขาดๆ หายๆ “ปวดเหมือนมีใครมาบิดไส้” เขาทรุดตัวลงนั่งบนโซฟา “สงสัยอาหารเป็นพิษ”
ฉันรีบไปหายามาให้เขา มือฉันสั่น… แต่ครั้งนี้… มันไม่ใช่ความกลัว มันคือความตื่นเต้น ความตื่นเต้นที่น่ารังเกียจ พี่เดชรับยาไปกิน เขาโทรไปหาลูกค้าคนนั้น… “ผม… ผมไปไม่ไหวแล้วครับ… ขอโทษจริงๆ” ฉันได้ยินเสียงผู้หญิงตอบกลับมา… เสียงหวาน… แต่แฝงความผิดหวัง
หลังจากวางสาย… ไม่ถึงสิบนาที อาการปวดท้องของพี่เดช… ก็หายไป หายไปเหมือนไม่เคยเกิดขึ้น เขานั่งงงๆ “แปลก… หายปวดแล้ว” “พี่คงเครียดไปน่ะค่ะ” ฉันพูด พยายามทำเสียงให้ปกติที่สุด “พักผ่อนเถอะนะคะวันนี้… ไม่ต้องไปแล้ว” ฉันกอดเขา เขากอดตอบ… แต่กอดของเขาดูอ่อนแรง
ฉันรู้สึกถึงชัยชนะ เจ้าซอยทำได้… เขา “ทำงาน” ได้ผล ฉันชนะแล้ว… ฉันคิดแบบนั้น… จนกระทั่งฉันเดินไปที่ร้านดอกไม้
กลิ่น… ทันทีที่ฉันไขกุญแจเข้าไป กลิ่นเหม็นเน่าก็ปะทะจมูก ไม่ใช่กลิ่นดอกไม้เหี่ยว แต่มันคือกลิ่นโคลน… กลิ่นสาบ… เหมือนกลิ่นน้ำครำในคลองพระโขนง ฉันเปิดไฟ แล้วฉันก็เห็น…
ดอกไม้ทั้งหมดในร้าน ดอกกุหลาบ ดอกลิลลี่ ดอกเบญจมาศ ที่ฉันเตรียมไว้ส่งลูกค้า… มัน “ตาย” ไม่ใช่แค่เหี่ยว แต่มันกลายเป็นสีดำ กลีบดอกไม้ร่วงกราว… ก้านดอกเปราะ… เหมือนถูกเผาด้วยความเย็นจัด น้ำในแจกันกลายเป็นสีขุ่นคลั่ก
ฉันทรุดตัวลงกับพื้น นี่คือคำตอบ นี่คือการลงโทษ ฉันอาจจะ “ล่าม” พี่เดชไว้ในบ้านได้ แต่ย่านาคกำลัง “ทำลาย” โลกภายนอกของฉัน ท่านกำลังทำลายอาชีพของฉัน ทำลายชีวิตของฉัน
ฉันกลายเป็นนักโทษ ถูกขังอยู่ในบ้าน… พร้อมกับสามีที่ถูกล่ามไว้ และผีเด็กที่หิวกระหาย
ชีวิตของเราเปลี่ยนไป พี่เดชไม่ได้ไปทำงานหลายวัน เขาดูเหนื่อยล้า… เขาบอกว่าเขารู้สึก “หนัก” “เหมือนมีอะไรกดไหล่พี่ไว้ตลอดเวลาเลยพิม” เขาเริ่มหงุดหงิด จากผู้ชายใจดี… เขากลายเป็นคนฉุนเฉียว เราทะเลาะกันบ่อยขึ้น “พิมจะจ้องพี่ทำไมนักหนา!” เขาตวาด “พี่ไม่ได้ทำอะไร… พี่ก็อยู่นี่ไง!”
ฉันเองก็ไม่ต่างกัน ฉันหวาดระแวง ฉันไม่ได้นอน ฉันคอยฟัง… ฟังเสียงหัวเราะคิกคักของเจ้าซอย… และฟังเสียงร้องไห้ของผู้หญิง… ที่ดังมาจากท่อระบายน้ำ
คืนหนึ่ง… พี่เดชหลับ… แต่เขาหลับไม่สนิท เขาฝันร้าย… เขาพลิกตัวไปมา เหงื่อท่วมตัว แล้วเขาก็ละเมอ… เขาเรียกชื่อ… แต่ไม่ใช่ชื่อฉัน
“คุณ… คุณต้องฟังผม… ผม…” เขาเรียกชื่อผู้หญิงคนนั้น… ชื่อของ “คู่ค้า” คนนั้น
ความหึงหวงมันระเบิดออกมา มันกลบความกลัวทั้งหมด เจ้าซอย… มันยังทำไม่พอ! พี่เดชยังคิดถึงผู้หญิงคนอื่น!
ฉันลุกจากเตียง เดินไปที่ตู้เสื้อผ้า ฉันหยิบเข็มขึ้นมาอีกครั้ง ความลังเลทั้งหมดหายไปแล้ว เหลือแต่ความโกรธ… ความต้องการที่จะ “เอาชนะ”
ฉันจิ้มปลายนิ้ว… เลือดไหลออกมา… ฉันป้อนมันให้เจ้าซอย “ไม่พอ…” ฉันกระซิบ “แค่นี้มันไม่พอ” “แม่ต้องการเขาทั้งหมด… ทั้งตัว… และหัวใจ” “เขาห้ามคิดถึงใคร… เขาห้ามฝันถึงใคร… นอกจากแม่!” “ผูกเขาไว้… เอาเขามาให้แม่!”
ฉันป้อนเลือดให้มัน… หยดแล้วหยดเล่า ตุ๊กตาดินปั้นดูดซับเลือดของฉันอย่างหิวกระหาย ดวงตาของมัน… ฉันสาบานได้… ว่ามันเรืองแสงสีแดงวาบขึ้นมาในความมืด
ทันใดนั้น… บนเตียง… พี่เดชที่กำลังฝันร้าย… ก็หยุดชะงัก เขาลืมตาโพลง อ้าปาก… แต่ไม่มีเสียงออกมา เขากำลังหายใจไม่ออก! เหมือนมีมือที่มองไม่เห็นกำลังบีบคอเขา! ร่างกายเขาเกร็ง…
ฉันมองภาพนั้น… สยดสยอง… แต่ก็ขยับตัวไม่ได้ ฉันรู้แล้ว… สงครามมันเริ่มขึ้นแล้ว และฉัน… ก็ได้เลือกข้างแล้ว ฉันเลือกความครอบครอง… ฉันเลือกนรกขุมนี้ด้วยตัวเอง
พี่เดชรอดตาย… เขาไอโขลกๆ หน้าดำหน้าแดง เขามองฉันด้วยสายตาตื่นกลัว “เมื่อกี้… พี่… พี่ฝันร้าย… เหมือนมีใครบีบคอ” ฉันรีบเข้าไปลูบหลังเขา “ไม่เป็นไรนะคะ… พิมอยู่นี่แล้ว” ฉันกอดเขา… แต่ตัวเขาสั่น และฉันรู้… ว่าเขากำลังสั่นเพราะกลัวฉัน เขาอาจจะไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่สัญชาตญาณของเขากำลังบอกว่า… ฉันคืออันตราย
หลังจากคืนนั้น… พี่เดชก็ไม่เหมือนเดิมอีกเลย เขากลายเป็นคนเงียบขรึม สายตาที่เคยมองฉันด้วยความรัก… ตอนนี้มันว่างเปล่า เขาเหมือนหุ่นยนต์ ตื่นเช้า… กินข้าว… นั่งดูทีวี… แล้วก็เข้านอน เขาไม่แตะต้องตัวฉันอีกเลย เขาไม่แม้แต่จะมองหน้าฉันตรงๆ
ส่วนฉัน… ฉันได้ในสิ่งที่ฉันต้องการแล้วใช่ไหม? เขาอยู่บ้าน… เขาอยู่กับฉันทุกลมหายใจ แต่ทำไม… ฉันถึงไม่รู้สึกชนะ ฉันรู้สึกเหมือนกำลังเฝ้าศพ… ศพที่ยังมีชีวิต
เจ้าซอย “ทำงาน” ได้ผลดีเกินไป มันไม่ได้แค่ “กัน” ผู้หญิงคนอื่น แต่มัน “กัน” ทุกอย่าง มันสร้างกำแพงที่มองไม่เห็นขึ้นมารอบตัวพี่เดช เขาโทรศัพท์คุยงาน… ปลายสายก็บอกว่าสัญญาณไม่ดี เพื่อนที่ทำงานนัดเจอ… พอถึงวันนัด รถก็สตาร์ทไม่ติด มีครั้งหนึ่ง พี่เดชดื้อดึงจะออกไป เขาบอกว่าเขาจะบ้าตายถ้ายังอยู่ในบ้านนี้ เขาก้าวขาออกจากประตูหน้าบ้าน… ฉันยังไม่ทันได้อ้อนวอนเจ้าซอย แค่คิดในใจว่า “อย่าให้เขาไป” วินาทีนั้น… กระถางต้นไม้บนระเบียงชั้นสอง… ก็ร่วงลงมา ร่วงลงมาตรงจุดที่พี่เดชเพิ่งก้าวผ่านไปแค่ครึ่งวินาที แตกกระจายเสียงดังลั่น! ดินและเศษกระเบื้องสาดเต็มหน้าประตู ถ้าเขาช้ากว่านี้แค่เสี้ยววินาที… หัวเขาคงโดนกระแทกแหลก
พี่เดชยืนตัวแข็งทื่อ… เขาหันกลับมาช้าๆ มองฉันที่ยืนอยู่ในบ้าน สายตาของเขา… ไม่ใช่มนุษย์ มันคือสายตาของสัตว์ที่ติดกับ เขารู้แล้ว… ว่าบ้านหลังนี้ “ไม่ยอม” ให้เขาออกไป เขาเดินกลับเข้ามาในบ้าน… อย่างเงียบเชียบ แล้วกลับไปนั่งที่โซฟาตัวเดิม
ฉันพอใจ… ฉันควรจะพอใจ แต่ฉันกลับกลัว… กลัวอำนาจที่ฉันปลุกขึ้นมา ฉันเลี้ยงมันด้วยเลือดและความหึงหวง ตอนนี้มันโต… โตเกินกว่าที่ฉันจะควบคุมแล้ว
ฉันขึ้นไปบนห้องนอน เปิดตู้เสื้อผ้า ฉันมองเจ้าซอย… ตอนนี้มันดูไม่เหมือนตุ๊กตาดินปั้นอีกแล้ว ผิวของมันดู “ชื้น” เหมือนมีเหงื่อซึมออกมา และดวงตาของมัน… มันไม่ได้มองตรงไปข้างหน้า ฉันรู้สึกว่ามันกำลัง “มอง” ฉัน “เก่งมากลูกแม่” ฉันกระซิบ “ขอบใจนะ… ที่เก็บพ่อไว้ให้แม่” ฉันวางขนมและน้ำแดงให้ ฉันมีความสุข… แต่เป็นความสุขที่บิดเบี้ยว ความสุขที่ต้องจ่ายด้วยวิญญาณของคนอื่น
แต่… ในขณะที่เจ้าซอยกำลัง “ล่าม” พี่เดชไว้ในบ้าน โลกภายนอก… กำลัง “แก้แค้น” ฉัน
ร้านดอกไม้ของฉัน… เจ๊ง ไม่มีลูกค้าคนไหนกล้าเข้าร้าน พวกเขาบอกว่า… ทุกครั้งที่เดินผ่าน จะได้กลิ่นเหม็นเน่าเหมือนซากศพ ดอกไม้ที่ฉันสั่งมาใหม่… เหี่ยวตายภายในไม่กี่ชั่วโมง น้ำในแจกันกลายเป็นสีดำ… เหมือนมีใครเอาน้ำคลองพระโขนงมาเทใส่
ฉันเริ่มเห็น… “ท่าน” ฉันไม่ได้ยินแค่เสียงกระซิบอีกต่อไป ฉันเริ่มเห็น… ในกระจกเงา… ฉันจะเห็นเงาสะท้อนของผู้หญิงผมยาว… ยืนอยู่ข้างหลังฉัน แต่พอฉันหันไป… ก็ไม่มีใคร ในห้องน้ำ… ฉันจะได้ยินเสียงผู้หญิงร้องไห้ เสียงคร่ำครวญ… โหยหวน… ดังมาจากท่อระบายน้ำ “ทรยศ… ทรยศ…”
ฉันเริ่มฝันร้าย… ฝันว่าฉันอยู่ในเรือลำเล็ก… ลอยอยู่กลางคลอง น้ำนิ่ง… และเหม็น แล้วจู่ๆ… ก็มีมือซีดๆ โผล่ขึ้นมาจากน้ำ มือมากมาย… มันเกาะขอบเรือ… แล้วร่างของผู้หญิงผมยาว… ก็โผล่ขึ้นมาจากความมืด ใบหน้าท่านเปียกโชก… ดวงตาจ้องเขม็งมาที่ฉัน ท่านไม่พูด… ท่านแค่จ้อง… จ้องด้วยความผิดหวัง… และความพิโรธ แล้วท่านก็คว้าข้อเท้าฉัน… กระชากฉันลงไปในน้ำเน่าสีดำนั่น ฉันจมลงไป… จมลงไป… โคลนเลนอุดปากอุดจมูกฉัน… ฉันกรีดร้อง… แต่ไม่มีเสียง
ฉันสะดุ้งตื่น… เนื้อตัวชุ่มเหงื่อ พี่เดชยังคงนอนนิ่งอยู่ข้างๆ… เหมือนคนตาย ฉันมองไปรอบห้องที่มืดมิด ฉันไม่ได้อยู่คนเดียว ฉันได้ยินเสียง… เสียงหัวเราะคิกคัก… มาจากในตู้เสื้อผ้า เจ้าซอยกำลังเยาะเย้ยฉัน
บ้านหลังนี้กลายเป็นนรก นรกที่ฉันสร้างขึ้นเอง ฉันถูกขังอยู่ระหว่างสองโลก โลกของผีเด็กที่หึงหวง… ที่คอย “จับ” สามีไว้ให้ฉัน และโลกของวิญญาณศักดิ์สิทธิ์… ที่คอย “ลงโทษ” ฉัน ฉันหายใจไม่ออก อากาศในบ้านมันหนักอึ้ง มันเต็มไปด้วยแรงอาฆาต… แรงหึงหวงของเจ้าซอย… และแรงพิโรธของย่านาค
ฉันเริ่มผอมลง ขอบตาดำคล้ำ ฉันกลายเป็นเหมือนผีดิบที่เดินไปเดินมาในบ้าน คอยปรนนิบัติสามีที่เป็นหุ่นยนต์ และคอยเซ่นสรวงกุมารผี
พี่เดชก็ไม่ต่างกัน เขานั่งเหม่อลอย มีอยู่วันหนึ่ง… ฉันเห็นเขานั่งคุยคนเดียว เขาพึมพำ… “ปล่อยผมไป… ผมไม่ได้ทำอะไรผิด” ฉันเดินเข้าไปหา “พี่เดช… คุยกับใครคะ” เขาสะดุ้ง… มองฉันเหมือนคนแปลกหน้า “เปล่า… ไม่มีอะไร” แต่ฉันเห็น… ฉันเห็นที่แขนของเขา มีรอย… รอยขีดข่วนเล็กๆ เป็นทางยาว… เหมือนรอยเล็บเด็ก มันเพิ่งเกิดขึ้น… เลือดซิบๆ
ฉันรู้ทันที… เจ้าซอย… มันไม่ได้แค่ “กัน” มันเริ่ม “ทำร้าย” แล้ว มันหึง… มันหึงแม้กระทั่งฉัน… ที่เข้าไปคุยกับพี่เดช มันต้องการพี่เดชไว้ “เล่น” คนเดียว ไม่… มันต้องการ “ครอบครอง” เราทั้งคู่
รอยข่วนบนแขนพี่เดชทำให้ฉันใจหาย มันไม่ใช่รอยที่เกิดจากอุบัติเหตุ มันคือการ “เตือน” เตือนว่าเจ้าซอยกำลังแสดงความเป็นเจ้าของ มันไม่ต้องการให้ใครเข้าใกล้พี่เดช แม้แต่ฉัน… ผู้ที่เป็นแม่ของมัน
ฉันเริ่มรู้สึกว่าตัวเองกลายเป็นคนกลาง ฉันไม่ได้เป็นภรรยา… หรือแม่ ฉันกลายเป็นผู้ดูแล… ผู้ดูแลคนบ้าสองคน คนหนึ่งคือสามีที่กำลังถูกกักขังและถูกผีหลอก อีกคนหนึ่งคือผีเด็กที่กำลังคลั่ง
ความสัมพันธ์ของเราพังทลายอย่างสิ้นเชิง พี่เดชไม่ยอมให้ฉันเข้าใกล้ ถ้าฉันพยายามจับมือเขา เขาจะสะดุ้งดึงมือกลับ เขาเริ่มมองตู้เสื้อผ้าอย่างหวาดระแวง บางครั้ง ฉันเห็นเขากำลังจ้องประตูตู้… เหมือนพยายามจะมองทะลุเข้าไปข้างใน เขาคงรู้สึกได้ว่า “มีอะไร” อยู่ที่นั่น
วันหนึ่ง… ฉันนั่งดูเขานั่งอยู่บนโซฟา เขาดูผอมลงมาก ตาของเขาแดงก่ำจากการนอนไม่หลับ ฉันเห็นน้ำตาเขาไหลออกมาเงียบๆ เขาไม่ได้ร้องไห้เสียงดัง แต่น้ำตาของเขาไหลออกมาไม่หยุด เหมือนคนหมดหวัง
“พิม…” เขาเรียกชื่อฉัน เสียงของเขาแหบพร่า “พิมรู้ไหม… พี่รู้สึกเหมือนพี่กำลังจะตาย” “พี่ไม่ได้กลัวตายนะ” เขาหันมามองฉัน… เป็นครั้งแรกในรอบหลายวัน สายตาของเขาเต็มไปด้วยความเจ็บปวด “พี่กลัว… ที่จะตายในบ้านหลังนี้… โดยที่พี่ไม่รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น”
ฉันอยากจะสารภาพ… อยากจะกอดเขาแล้วบอกความจริงทั้งหมด อยากจะขอโทษที่ฉันพาปีศาจเข้ามาในบ้าน แต่คำพูดมันจุกอยู่ในคอ ฉันพูดไม่ได้ เจ้าซอย… มันเฝ้าดูอยู่
และแล้ว… การลงโทษจากอีกฟากก็มาถึง ช่วงบ่ายวันนั้น… มีจดหมายมาส่งที่บ้าน เป็นจดหมายจากธนาคาร ฉันเปิดอ่าน… มือฉันสั่น ธนาคารกำลังเรียกคืนเงินกู้สำหรับร้านดอกไม้ เพราะรายได้เป็นศูนย์มาหลายสัปดาห์ ฉันกำลังจะล้มละลาย
ฉันวิ่งไปที่ตู้เย็น เปิดประตูออก ฉันเห็น… นมและอาหารสดทั้งหมดในตู้เย็น… เน่าเสีย ไม่ใช่วันสองวัน แต่มันเละ… มันมีราขึ้นหนา กลิ่นเหม็นเปรี้ยวตีเข้าหน้าฉันอย่างแรง ฉันเพิ่งซื้อของพวกนี้เมื่อวาน!
พี่เดชที่นั่งอยู่หน้าทีวีได้กลิ่น เขาเดินมาดู “อะไรน่ะพิม! ทำไมมันเหม็นขนาดนี้” “พี่… พิม… พิมไม่รู้” ฉันตอบเสียงสั่น ฉันมองไปที่นมกล่องที่วางอยู่… มันบวมเป่ง… เหมือนมีอะไรดันออกมาจากข้างใน ฉันรู้แล้ว… ย่านาคกำลังทำลายแหล่งยังชีพของฉัน ท่านกำลังทำให้ฉัน… “อดอยาก” เหมือนที่ท่านเคยอดอยาก… ท่านกำลังเอาคืนฉัน… ด้วยความเจ็บปวดเดียวกันกับที่ท่านเคยได้รับ ความรู้สึกว่า… แม้แต่สิ่งที่ควรรักษาไว้… ก็เน่าสลายไปต่อหน้าต่อตา
ความกลัวของฉันเปลี่ยนเป็นความแค้น ฉันไม่เหลืออะไรให้ย่านาคแล้ว! ท่านต้องการให้ฉันสำนึกผิดใช่ไหม? ไม่! ฉันจะไปต่อให้สุดทาง! ฉันต้องการพี่เดช… แค่นั้น!
คืนนั้น… ฉันตัดสินใจทำในสิ่งที่น่ากลัวที่สุด ฉันรู้ว่าเจ้าซอยต้องการเลือด… เลือดของฉัน… คือเชื้อเพลิง ฉันเริ่มฝันถึง… การเสียเลือด ฉันเริ่มเห็นภาพตัวเองกรีดข้อมือ… ภาพนั้นหลอนฉันตลอดเวลา
พี่เดชนอนไม่หลับอีกแล้ว เขาพลิกตัวไปมา ฉันจ้องมองเขาในความมืด เขาดูอ่อนแอ… และเปราะบาง ฉันอยากจะปลอบโยนเขา แต่ฉันกลัวเจ้าซอย
ทันใดนั้น… พี่เดชสะดุ้งตื่น เขาจ้องมองไปที่เพดาน สีหน้าของเขาเปลี่ยนไป จากความกลัว… เป็นความหวาดผวาอย่างถึงที่สุด
“พิม… พิมเห็นไหม” เขาพูดเสียงกระซิบ “อะไรคะ…” ฉันมองไปที่เพดานตามเขา ไม่มีอะไร… มีแต่ความมืด
“มันหยด…” เขาพูด “น้ำ… น้ำเน่า…” เขาชี้ขึ้นไปที่เพดาน “มันหยดลงมาบนหน้าพี่…” ฉันไม่เห็นอะไรเลย แต่พี่เดชกำลังเช็ดหน้าเขา ใบหน้าของเขาเปียก…
“มันเหม็นมาก” เขาพูดเสียงสั่น “เหม็นเหมือน… น้ำในคลอง… เหม็นสาบ” เขาเหมือนกำลังถูกทรมาน เขาเชื่อว่ามี “น้ำเน่า” กำลังหยดใส่เขาอยู่ แต่ฉัน… ฉันไม่ได้กลิ่นอะไรเลย
นี่คือการโจมตี ย่านาคใช้ภาพหลอน… ใช้กลิ่น… ใช้ความรู้สึก โจมตีจิตใจของพี่เดช ทำให้เขาทรมาน… จนกว่าฉันจะยอมแพ้
แต่ฉัน… ฉันจับมือพี่เดชไว้แน่น ฉันรู้สึกถึงเลือดในกายฉันที่เดือดพล่าน “ไม่ต้องกลัวนะคะพี่เดช” ฉันพูด “มันเป็นแค่ภาพหลอน… หนูจะอยู่ข้างๆ พี่” ฉันหันไปมองตู้เสื้อผ้าในความมืด ฉันกระซิบในใจ… ไปถึงเจ้าซอย “ลูกแม่… ดูแลพ่อด้วย” “จัดการพวกมัน… อย่าให้มันเข้าใกล้พ่อ”
ฉันกลายเป็นคนบ้า ฉันไม่ได้กำลังปลอบสามี ฉันกำลังสั่งการผีเด็กให้ไปสู้กับผีผู้หญิง ในห้องนอนของเรา…
พี่เดชลุกขึ้นจากเตียงอย่างรวดเร็ว เขาเดินไปที่มุมห้อง เขาคุกเข่าลง เหมือนกำลังคุยกับใครบางคน “คุณทำแบบนี้ไม่ได้…” เขาพึมพำ “ผมไม่ผิด… ผมไม่รู้เรื่องด้วย”
ฉันได้ยินเสียงตอบกลับ… แต่ไม่ใช่เสียงจากปากพี่เดช มันคือเสียงของผู้หญิง… มาจากพื้นห้อง เสียงแหลม… แต่อ่อนโยน… “โกหก…” “หัวใจของเจ้า… ได้เลือกแล้ว…”
พี่เดชเงยหน้าขึ้น ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความสับสนและหวาดกลัว เขาหันมามองฉัน “พิม! เสียงอะไรน่ะ!” “พี่เดช…” ฉันเดินเข้าไปหาเขา “ไม่ใช่เสียง… พี่คิดไปเอง”
แต่เขากลับผลักฉันออกไป “ไม่! เธอต้องรู้! เธอต้องทำอะไรสักอย่าง!” เขาเริ่มโทษฉัน และนั่น… คือสิ่งที่เจ้าซอยรออยู่
ทันใดนั้น… ไฟในห้องก็ดับพรึ่บ ความมืดมิดเข้าครอบงำ ฉันได้ยินเสียง… กรีดร้อง ไม่ใช่เสียงของพี่เดช แต่เป็นเสียงที่ทุ้มต่ำ… และโกรธแค้น ดังมาจากในตู้เสื้อผ้า! “ของข้า! เป็นของข้า!”
ฉันรู้สึกเหมือนมีกระแสลมเย็นจัดพุ่งเข้าใส่ ฉันล้มลงกับพื้น พี่เดชกำลังยืนอยู่ตรงนั้น… ในความมืด แล้วฉันก็เห็น… ร่างของเขาถูกยกขึ้นจากพื้น! เหมือนมีมือที่มองไม่เห็น… กำลังบีบคอเขา! พี่เดชดิ้นรน… ฉันกรีดร้อง เจ้าซอยกำลังโจมตีพี่เดชโดยตรงแล้ว!
ฉันกรีดร้องในความมืด พี่เดชถูกยกขึ้นจากพื้น ร่างของเขาลอยเคว้งคว้างอยู่กลางอากาศ คอของเขาถูกบีบด้วยพลังที่มองไม่เห็น ฉันเห็นเส้นเลือดที่คอของเขาปูดโปนขึ้นมา ขาของเขาพยายามดิ้นรน
“เจ้าซอย! หยุดนะ! นั่นพ่อของลูกนะ!” ฉันตะโกน ฉันคลานไปที่ตู้เสื้อผ้า พยายามจะเปิดมันออก แต่มือจับตู้ร้อนระอุ เหมือนมันถูกแช่อยู่ในลาวา! ฉันดึงมือกลับมา มือฉันพองทันที
เจ้าซอยไม่ได้ฟังฉัน มันกำลังบ้าคลั่ง มันหึงหวงอย่างสุดขีด มันอยากให้พี่เดชตาย… หรือไม่ก็เป็นอัมพาต เพื่อจะได้ไม่มีใครแตะต้องได้อีก!
“พิม… ช่วย… ด้วย…” เสียงของพี่เดชแหบพร่า เขาพยายามยื่นมือมาหาฉัน แต่เขาอยู่ไกลเกินเอื้อม
ในวินาทีแห่งความสิ้นหวังนั้น… ฉันได้ยินเสียง ไม่ใช่เสียงกรีดร้องของเจ้าซอย แต่เป็นเสียง… น้ำไหล เสียงน้ำคลอง… ดังมาจากหน้าต่าง! เสียงน้ำที่เชี่ยวกราก…
แล้วฉันก็เห็น แสงสีขาวนวล… สว่างวาบขึ้นมาจากนอกหน้าต่าง มันไม่เหมือนแสงไฟ แต่มันเหมือนแสงจากดวงจันทร์ที่ส่องทะลุผิวน้ำ มันสว่างจ้า… จนทำให้ความมืดมิดในห้องหายไปชั่วขณะ
ทันใดนั้น! ร่างของพี่เดชก็ร่วงลงสู่พื้น! โครม! เขานอนหอบหายใจอยู่ตรงนั้น เขาไม่ถูกบีบคออีกต่อไป
แต่แทนที่เขาจะปลอดภัย… ฉันเห็นเงา เงาของผู้หญิงผมยาว… สูงใหญ่… เงาของย่านาค! ท่านยืนอยู่ข้างเตียง และท่านไม่ได้มองเจ้าซอย
ท่านมอง… ฉัน!
แรงกดอากาศหนักอึ้ง หนาวเย็น… หนาวเย็นกว่าความตาย ฉันรู้สึกเหมือนถูกสาป ท่านไม่ได้มาช่วยพี่เดช ท่านมา… ตัดสิน!
พี่เดชพยายามคลานหนี เขากลัว… กลัวเงาผู้หญิงคนนั้น “ไป… ไปให้พ้น!” เขาละเมอ แต่เขาคลานได้แค่สองสามก้าว เงาของท่านก็หายไป
แทนที่เงา… ฉันเห็นน้ำ น้ำสีขุ่นข้น… มันซึมออกมาจากพื้นไม้กระดาน! มันซึมออกมาจากผนัง! น้ำเน่าสีคล้ำ… มันค่อยๆ ท่วมพื้นห้องของเรา
พี่เดชกรีดร้อง “น้ำ! น้ำมาแล้ว!” เขาพยายามลุกขึ้น แต่น้ำเน่านั้น… มันไม่ใช่น้ำจริง มันคือภาพหลอน… มันคือการทรมานทางจิตวิญญาณ ฉันมองเห็นพื้นไม้แห้งๆ แต่พี่เดช… เขาคลานอยู่ในโคลน เขาปัดป้อง… “อย่าเข้ามา! อย่าเข้ามาใกล้ผม!”
ย่านาคกำลังทำให้พี่เดชเจอกับ “โคลนตม” แห่งการทรยศที่ฉันก่อขึ้น ท่านกำลังทำให้เขาทรมาน… จนกว่าฉันจะยอมรับความผิด
เจ้าซอย… ในตู้เสื้อผ้า มันกำลังหัวเราะคิกคัก มันชอบใจที่พี่เดชกำลังเจ็บปวด มันชอบใจที่ย่านาคไม่ได้โจมตีมันโดยตรง แต่กำลัง “เล่นงาน” เหยื่อของมันให้ซมซาน! ฉันรู้สึกว่าเจ้าซอยกำลังพยายามบอกฉันว่า “แม่เห็นไหม… พวกมันโง่แค่ไหน… พวกมันทำอะไรเราไม่ได้หรอก”
แต่พี่เดช… เขาทนไม่ไหวแล้ว เขาหันมามองฉัน สายตาของเขา… ไม่ใช่สามีที่รักภรรยาอีกต่อไป มันคือสายตาที่เต็มไปด้วยความเกลียดชัง และความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง
“เธอ…” เขาพยายามจะพูด… แต่เสียงของเขาแหบแห้ง “เธอพาอะไรเข้ามาในบ้าน!” “เธอ… บ้าไปแล้วเหรอพิม!”
เขาเข้าใจแล้ว! เขาไม่รู้ว่าเป็นกุมารทอง แต่เขารู้ว่า “ฉัน” คือคนที่ทำ “พี่ไม่ได้ทำอะไรผิด!” เขาตะโกน น้ำตาของเขาไหลอาบแก้ม ปนกับสิ่งที่เขาคิดว่าเป็นน้ำเน่าบนพื้น
ฉันวิ่งเข้าไปกอดเขา “ไม่จริง! พี่ไม่ได้ทำ! หนูแค่… แค่กลัวพี่จะทิ้งหนูไป!” “เธอมันบ้า! ฉันไม่ได้นอกใจใคร! ฉันไม่เคยคิดจะทิ้งเธอ!” เขาผลักฉันออก แรงผลักนั้น… ทำให้ฉันล้มลงกับพื้น
พี่เดชลุกขึ้นยืน เขาเหมือนเพิ่งตื่นจากภวังค์ ความหวาดกลัว… เปลี่ยนเป็นความโกรธ เขาเดินโซซัดโซเซไปที่ประตูห้องนอน เขาบิดลูกบิดประตู… มันถูกล็อค!
“เปิด! เปิดประตูเดี๋ยวนี้พิม!” เขาตวาด เขาเริ่มทุบประตูอย่างบ้าคลั่ง “ฉันจะออกไปจากที่นี่! ฉันไม่ทนอยู่กับความบ้าคลั่งของเธอแล้ว!”
ทันใดนั้น… ประตูหยุดสั่น เสียงทุบหยุดลง พี่เดชยืนตัวแข็งทื่ออยู่หน้าประตู เขาไม่ได้ถูกบีบคอ แต่เขา… เขาเงยหน้าขึ้นมองเพดาน แล้วฉันก็เห็น… รอยเลือด
เลือด! หยดสีแดงเข้ม… หยดลงมาจากเพดาน หยดลงบนใบหน้าของพี่เดช แล้วหยดลงบนพื้น
มันไม่ใช่ภาพหลอน ฉันเห็นมัน! เลือดจริง… มันมาจากไหน!
“เลือด…” พี่เดชกระซิบ เขาค่อยๆ เอามือปาดเลือดที่หน้า แล้วเขาก็หันกลับมามองฉัน ดวงตาของเขา… เต็มไปด้วยความสยดสยอง
“เธอ… เธอต้องทำอะไรสักอย่างแล้วพิม!” เขาพูดด้วยเสียงที่เกือบจะอ้อนวอน “บ้านหลังนี้… มันกำลังฆ่าฉัน!”
ฉันทรุดตัวลง มองไปที่ตู้เสื้อผ้า น้ำแดงในแก้วของเจ้าซอย… มันกำลังเดือด มันมีฟองอากาศปุดๆ เหมือนเลือดที่กำลังเดือด
เจ้าซอยไม่ได้แค่ป้องกัน มันกำลัง “ดื่ม” เลือดของพี่เดช มันต้องการให้พี่เดช “เป็นของมัน” โดยสมบูรณ์
ฉันรู้ว่าถ้าฉันไม่ทำอะไรตอนนี้ พี่เดชจะต้องตาย ไม่ใช่เพราะอุบัติเหตุ แต่เพราะความหึงหวงของผีสองตน ที่กำลังรุมทรมานเขา!
ฉันลุกขึ้นยืน เดินไปที่พี่เดช “พี่เดช…” “พี่ต้องเชื่อหนู… พี่ต้องออกไปจากที่นี่ให้ได้”
พี่เดชมองฉันด้วยสายตาที่ว่างเปล่า เลือดจากเพดานยังคงหยดลงมาเป็นจังหวะ หยด… หยด… เหมือนนาฬิกาที่กำลังนับถอยหลังสู่ความตาย
“ออกไปเหรอพิม” เขาหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง “เธอคิดว่าฉันออกไปได้เหรอ! เธอเห็นเองว่ามันเกิดอะไรขึ้น!” เขาชี้ไปที่ประตูที่เขาเพิ่งทุบ “ใครก็ตามที่เธอพาเข้ามา… มันไม่ยอมให้ฉันไป!”
“หนูรู้…” ฉันกระซิบ น้ำตาไหลอาบแก้มฉันแล้ว ฉันไม่กลัวความแค้นของย่านาค ฉันไม่กลัวความหึงหวงของเจ้าซอย สิ่งที่ฉันกลัวที่สุดตอนนี้… คือการเห็นพี่เดชตาย
ฉันก้าวเข้าไปหาเขา “หนูขอโทษพี่เดช… หนูขอโทษจริงๆ” ฉันกอดเขาแน่น เขาสะดุ้ง… แต่ครั้งนี้เขาไม่ผลักฉันออก เขาอ่อนแอเกินกว่าจะต้านทาน
“หนูทำเอง… หนูพาเขาเข้ามา” ฉันสารภาพ “หนูไปเอา… กุมารทองมา” “หนูอยากให้พี่อยู่กับหนู… แค่คนเดียว” คำสารภาพนั้นหลุดออกมาอย่างยากลำบาก มันเป็นความจริงที่ฉันพยายามซ่อนไว้
พี่เดชเงียบไป เขาค่อยๆ คลายอ้อมกอด แล้วเขาก็ใช้มือที่เปื้อนเลือดผลักฉันออกไปอย่างแรง ไม่ใช่แรงโกรธ… แต่เป็นแรงรังเกียจ
“กุมารทอง?” เขาพูดเสียงแผ่ว เขาหันไปมองตู้เสื้อผ้า แล้วหันกลับมามองฉัน ดวงตาของเขานิ่งสนิท… เหมือนน้ำแข็ง
“พิม… เธอรู้ไหมว่าเธอทำอะไรลงไป” เขาเดินโซซัดโซเซไปที่หน้าตู้เสื้อผ้า “เธอทำแบบนี้ทำไม! ฉันบอกกี่ครั้งแล้วว่าฉันไม่เคยนอกใจ!” “กลิ่นน้ำหอมนั่น… เธอรู้ไหมว่ามันคืออะไร!”
ฉันมองเขาอย่างสับสน “มัน… มันคือของคู่ค้า…”
ทันใดนั้น! เสียงระเบิดดังขึ้นในใจฉัน! พี่เดชพูดด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวด… และความสัตย์จริง
“คู่ค้าเหรอ! เธอมันบ้าไปแล้วพิม!” “ผู้หญิงคนนั้น… คุณหมอจันทร์… เธอคือจิตแพทย์! ฉันไปหาเธอมาหลายเดือนแล้ว!” “ฉันไปหาเธอ… เพราะฉันรู้ว่าเธอไม่สบาย! ฉันรู้ว่าเธอมีอาการหวาดระแวงรุนแรง!” “ฉันพยายามหาทางช่วยเธอ… โดยที่เธอไม่รู้ตัว! กลัวเธอจะเครียด!” “ฉันไม่ได้นอกใจ… ฉันกำลังช่วยเธอ! แต่เธอกลับพาปีศาจเข้ามาทำร้ายฉัน!”
ความจริง… มันเหมือนสายฟ้าฟาด ฉันทรุดตัวลงกับพื้น หัวใจฉันแตกสลาย ไม่ใช่เขาทรยศฉัน… Mà là… chính tôi đãทรยศ anh ta! ฉันทรยศต่อความรักของเขา! ฉันทรยศต่อความบริสุทธิ์ของเขา! ฉันทรยศต่อความเชื่อใจของเขา!
ทุกสิ่งที่ฉันทำ… ไม่ใช่เพื่อปกป้องความรัก แต่เพื่อสนองความเห็นแก่ตัวและความหวาดระแวงบิดเบี้ยวของฉัน!
“ไม่… ไม่จริง…” ฉันพึมพำ “พี่โกหก…”
พี่เดชทรุดตัวลงข้างๆ ฉัน เขาไม่แตะตัวฉัน เขาแค่จ้องมองความว่างเปล่า “ฉันควรจะทิ้งเธอไปตั้งนานแล้วพิม… แต่ฉันรักเธอ” “และเพราะความรักบ้าๆ นั่น… ฉันถึงถูกขังในนรกที่เธอสร้างขึ้น!”
ความผิดหวัง… ความเจ็บปวด… มันเหมือนมีดที่แทงทะลุหัวใจฉัน
ทันใดนั้น… เสียงหัวเราะคิกคักของเจ้าซอยก็ดังขึ้น! มันดังชัดเจน! มันไม่ใช่เสียงเด็ก… แต่เป็นเสียงหัวเราะที่ชั่วร้าย… เต็มไปด้วยความสะใจ
แก้วน้ำแดงในตู้เสื้อผ้า… แตก! เศษแก้วพุ่งออกมาจากช่องระบายอากาศของตู้! มันไม่ได้พุ่งใส่ฉัน แต่มันพุ่งใส่… พี่เดช! เศษแก้วเล็กๆ บาดผิวหนังเขาเป็นทางยาว เลือดไหลซิบๆ
“หยุดนะ!” ฉันกรีดร้อง “เขาไม่ผิด! ฉันผิดเอง! ฉันผิดคนเดียว!”
ฉันคลานไปที่ตู้เสื้อผ้า ทุบประตูตู้ “ซอย! หยุดทำร้ายพ่อ! แม่สั่งให้หยุด!”
แต่เสียงตอบกลับมา… เป็นเสียงกระซิบที่เย็นยะเยือก มันดังมาจากด้านหลังฉัน! “ไม่…” “เจ้าเป็นของข้า… และเขาก็เป็นของข้า…” “ไม่มีใครได้ไปทั้งนั้น… จนกว่าเจ้าจะตาย…”
ฉันหันกลับไป! ไม่มีใคร! แต่แรงลมเย็นจัด… พัดผ่านไป พัดผ่านไปหาพี่เดชที่กำลังอ่อนแรง
พี่เดชถูกยกขึ้นอีกครั้ง เขาถูกยกสูงกว่าเดิม คราวนี้… ฉันเห็นสิ่งที่เขาเห็น เงา เงาของมือเด็กเล็กๆ… กำลังบีบคอเขา! และในขณะเดียวกัน… เงาของผู้หญิงผมยาว… ก็กำลังดึงขาเขา!
พี่เดชกำลังถูกฉีก! ถูกฉีกด้วยแรงอาฆาตของผีสองตน! เจ้าซอยต้องการครอบครอง… ย่านาคต้องการลงทัณฑ์… และพี่เดช… คือเครื่องสังเวย
ฉันกรีดร้อง… ฉันมองไปที่ประตูหน้าบ้าน มันถูกล็อค มองไปที่หน้าต่าง… มันปิดสนิท
ฉันรู้แล้ว… ไม่มีทางออกอื่น ฉันต้องเลือก…
ฉันคลานไปที่กองเศษแก้วที่บาดพี่เดช ฉันหยิบเศษแก้วที่คมที่สุดขึ้นมา ปลายแหลมของมันสะท้อนแสงไฟที่สลัวๆ
ฉันมองไปที่พี่เดช… เขาพยายามจะพูด… เขาทำปาก… “วิ่ง…”
ไม่… ฉันจะไม่วิ่งอีกแล้ว
ฉันกำเศษแก้วแน่น… “พอแล้ว…” ฉันกระซิบ “ฉันยอมรับ… ฉันคือคนผิด”
ฉันกำเศษแก้วแน่น ความคมบาดเนื้อในฝ่ามือ เลือดสีแดงสดไหลซึมออกมา ความเจ็บปวดทางกาย… กลับชัดเจนกว่าความเจ็บปวดทางจิตใจ
ฉันมองพี่เดช เขาถูกตรึงอยู่กลางอากาศ ใบหน้าของเขาเปลี่ยนเป็นสีม่วง ใกล้จะหมดสติแล้ว
ฉันรู้ว่าถ้าฉันไม่ทำอะไรสักอย่างภายในไม่กี่วินาที ฉันจะเสียเขาไปตลอดกาล และนั่น… คือสิ่งที่ฉันทนไม่ได้
ฉันลุกขึ้นยืน ความหวาดกลัวทั้งหมดหายไปแล้ว เหลือเพียงความรัก… และความรู้สึกผิดที่กัดกิน
ฉันมองไปที่ตู้เสื้อผ้า มองไปยังที่ซ่อนของเจ้าซอย “ซอย…” ฉันเรียกเสียงแหบพร่า “ปล่อยพ่อไป!”
แน่นอน… มันไม่ฟัง เสียงหัวเราะชั่วร้ายยังคงดังก้อง
ฉันก้าวไปข้างหน้า ตรงไปที่หน้าต่าง ฉันไม่ได้ตั้งใจจะหนี ฉันต้องการ “สื่อสาร” กับอีกฝ่าย
ฉันตะโกนออกไปที่ความมืด… ตะโกนออกไปที่คลองพระโขนง… “ย่านาค! ท่านได้ยินไหม! ท่านต้องการลงโทษใคร!” “ฉันนี่ไง! ฉันคือคนโกหก! ฉันคือคนทรยศต่อความรัก!” “ท่านต้องการความยุติธรรมใช่ไหม! ท่านต้องลงโทษฉัน!”
ทันใดนั้น… ร่างของพี่เดชก็ถูกปล่อยลง! เขาหล่นลงบนพื้นอย่างแรง เขานอนแน่นิ่ง… หมดสติ
ฉันรู้แล้ว… การสารภาพบาปของฉัน… มีผล ย่านาคกำลังรอคอย “ความสำนึก” เมื่อเป้าหมายการลงโทษเปลี่ยนไป ร่างของพี่เดชก็ถูกปล่อย
แต่ในขณะเดียวกัน… เจ้าซอย… มันโกรธแค้น! มันกรีดร้องมาจากในตู้! “ไม่! เขาต้องเป็นของข้า!”
ฉันไม่สนใจเสียงกรีดร้องนั้น ฉันรีบคลานไปหาพี่เดช เขาหายใจแผ่วเบา… ฉันตบแก้มเขาเบาๆ “พี่เดช! ตื่นสิ! พี่เดช!”
เขาค่อยๆ ลืมตาขึ้น ดวงตาของเขามองฉัน… ด้วยความสับสน และ… ความเจ็บปวด
“พิม…”
“ฟังหนูนะคะพี่เดช” ฉันพูดด้วยเสียงที่หนักแน่น “พี่ต้องไปจากที่นี่ให้ได้” “พี่ต้องไปที่วัด… ไปที่ศาลย่านาค” “พี่ต้องไปขอ… ‘อภัย’ แทนหนู”
“ไม่… เธอ… เธอจะทิ้งฉันไว้” เขาพยายามพูด
“ไม่ค่ะ… หนูจะอยู่ต่อ” ฉันจับมือเขาแน่น… “พี่เดช… สิ่งที่หนูทำไป… หนูรักพี่มากเกินไป” “ความรักของหนูมันบิดเบี้ยว… มันทำลายพี่” “ตอนนี้… หนูต้องแก้ไขมัน”
ฉันหยิบเศษแก้วในมือขึ้นมา เศษแก้วที่เปื้อนเลือดของฉัน
“พี่ต้องทำลาย… มัน” ฉันพูด “มันอยู่ในตู้เสื้อผ้า… มันคือตุ๊กตาเด็ก”
พี่เดชเบิกตากว้าง ความกลัวในสายตาเขากลับมาอีกครั้ง “พี่ทำไม่ได้… ฉัน… ฉันกลัวมัน”
“พี่ทำได้… พี่ต้องทำ” “ถ้าพี่ไม่ทำ… เราจะตายทั้งคู่” “พี่ต้องทำลายเครื่องรางนั้น… แล้วรีบวิ่งไปที่วัด!”
แต่ก่อนที่พี่เดชจะตอบ ตู้เสื้อผ้า… ก็ระเบิดออก!
โครม! ประตูตู้กระเด็นหลุด! แรงกระแทกทำให้ฉันและพี่เดชต้องก้มตัวลง
เจ้าซอย… มันไม่ได้อยู่ในรูปตุ๊กตาอีกต่อไป มันคือเงาดำขนาดเล็ก… มันลอยอยู่กลางอากาศ ดวงตาของมันเรืองแสงสีแดงก่ำ… มันมองฉันด้วยความโกรธแค้น ความโกรธของเด็ก… ที่ถูกแย่งของเล่น
มันพุ่งเข้ามาหาฉัน! ไม่ใช่พี่เดช… มันรู้ว่าฉันกำลังทรยศมัน!
ฉันหลับตา เตรียมรับความเจ็บปวด แต่แล้ว… เสียงของพี่เดช!
“พิม!”
พี่เดชไม่ได้หนี เขาไม่ได้ทำลายตุ๊กตา เขาทำในสิ่งที่ฉันไม่คาดคิด
เขากระโดดเข้ากอดฉัน! เขาเอาตัวเอง… บังฉันไว้จากเงาของเจ้าซอย!
“แกอย่าทำร้ายเมียฉัน!” เขาคำราม เสียงของเขาเต็มไปด้วยความรักและความโกรธที่แท้จริง นี่คือพี่เดชที่ฉันรู้จัก… คนที่รักฉันมากกว่าชีวิตของตัวเอง!
ทันใดนั้น… เงาของเจ้าซอยก็หยุดชะงัก มันลังเล มันไม่สามารถโจมตีฉันได้… เพราะพี่เดชกำลัง “ปกป้อง” และมันไม่สามารถทำร้ายพี่เดชได้… เพราะเขาเป็น “เหยื่อ” ที่มันต้องการครอบครอง
มันเป็นช่วงเวลาแห่งความอลหม่าน ฉันมองเห็นทางออก “พี่เดช!” ฉันตะโกน “วิ่ง! วิ่งไปที่ประตู!” “วิ่งไป… แล้วอย่าหันกลับมา!”
ฉันยื่นเศษแก้วที่เปื้อนเลือดของฉันให้เขา “เอาไป… ไปทุบรูปปั้นย่านาค… ไปขอให้ย่านาคช่วยพี่!”
พี่เดชมองเศษแก้วในมือ… มองฉัน… แล้วมองไปที่เงาดำของเจ้าซอย
เขาตัดสินใจแล้ว เขาพยักหน้าให้ฉัน เขาปล่อยฉัน แล้ววิ่งตรงไปที่ประตูบ้าน!
เจ้าซอยกรีดร้องอย่างบ้าคลั่ง มันพุ่งตามพี่เดชไป “พ่อจะไปไหนไม่ได้!”
แต่ทันใดนั้น… ฉันได้ยินเสียง… เสียงกระซิบที่เก่าแก่ ดังมาจากพื้นบ้าน… ดังมาจากอากาศ… เสียงของย่านาค…
“เลือดแลกเลือด… วิญญาณแลกวิญญาณ…”
ฉันรู้แล้ว… ฉันรู้ว่าฉันต้องทำอะไร ฉันไม่ใช่คนดี แต่ฉันเลือกความรัก… มากกว่าการครอบครอง
พี่เดชวิ่งไปที่ประตู เขาพยายามปลดล็อคกลอนประตูที่ถูกตรึงไว้ด้วยมนต์ดำ มือเขาพันกันยุ่งเหยิง
เจ้าซอย… มันตามไปติดๆ มันกำลังจะโจมตีพี่เดชจากด้านหลัง
ฉันมองเห็นทุกอย่าง ฉันเห็นเงาดำของผีเด็กกำลังจะตะครุบเหยื่อ ฉันเห็นพี่เดชกำลังดิ้นรน และฉันได้ยินเสียงกระซิบของย่านาค “เลือดแลกเลือด…”
ฉันรู้แล้วว่าต้องทำยังไง เจ้าซอยถูกผูกไว้กับ “ชีวิต” ของฉัน มันถูกเลี้ยงด้วยเลือดของฉัน และมันเชื่อว่าฉันเป็น “แม่” ของมัน ความต้องการสูงสุดของมันคือฉัน… เพื่อที่มันจะได้ “ครอบครอง” สิ่งที่ฉันรัก
ฉันวิ่งตามไป ไม่ใช่เพื่อช่วยพี่เดชปลดล็อคประตู แต่ฉันวิ่งตรงไปที่… ตู้เสื้อผ้าที่แตกกระจาย
ฉันเห็นตุ๊กตาดินปั้นเจ้าซอยตกอยู่บนพื้น มันถูกบดบังด้วยเศษไม้และเศษแก้ว มันดูน่าสังเวช…
ฉันหยิบเศษแก้วที่คมกริบที่สุดขึ้นมา ปลายแหลมของมันจ่ออยู่ที่ข้อมือของตัวเอง ฉันมองไปที่พี่เดชเป็นครั้งสุดท้าย เขาปลดล็อคประตูได้แล้ว! เขากำลังจะวิ่งออกไป!
“พี่เดช!” ฉันตะโกนสุดเสียง “วิ่งไป! อย่าหันกลับมา!”
พี่เดชกำลังจะหันมามองฉัน แต่ฉันส่ายหน้าอย่างแรง “ไปสิ! ไปขอขมาแม่นาค!”
วินาทีที่พี่เดชก้าวขาพ้นธรณีประตู เงาของเจ้าซอยก็พุ่งย้อนกลับมา! มันรู้ว่าเหยื่อหลักหนีไปแล้ว และมันรู้ว่าฉัน… กำลังจะทำลายตัวเอง
เงาดำของเจ้าซอยพุ่งเข้ามาหาฉัน! “ไม่! แม่! แม่จะทิ้งลูกไม่ได้!” เสียงกรีดร้องของมันดังกึกก้อง
ฉันหลับตาลง รอยยิ้มสุดท้ายปรากฏบนใบหน้าฉัน รอยยิ้มที่มาจากความรักที่บริสุทธิ์… ที่เพิ่งได้ค้นพบ “ฉัน… ไม่ได้รักแก… ฉันรักเขา!”
ฉันกรีดข้อมือของตัวเอง! เศษแก้วคมกริบกรีดลงบนเส้นเลือดใหญ่ เลือดพุ่งกระฉูด! มันเป็นความเจ็บปวดที่แสนสาหัส แต่ในความเจ็บปวดนั้น… ฉันรู้สึกถึงการปลดปล่อย
เลือดของฉัน… ทะลักออกมา มันสาดไปทั่วตุ๊กตาดินปั้นเจ้าซอยที่อยู่บนพื้น มันไม่ใช่การ “ให้” เลือดอีกต่อไป แต่มันคือการ “สิ้นสุด” ของพันธะ
ทันทีที่เลือดของฉันสัมผัสกับตุ๊กตา เงาดำของเจ้าซอยก็หยุดชะงักกลางอากาศ! มันกรีดร้องด้วยความเจ็บปวด… เสียงกรีดร้องนั้นไม่ใช่เสียงเด็กอีกแล้ว แต่มันคือเสียงของวิญญาณที่ถูกดึงกลับไปสู่ความว่างเปล่า
“ไม่! ข้าไม่ยอม!”
พร้อมกับการกรีดร้องนั้น พลังทั้งหมดในบ้านก็พังทลายลง เงาของเจ้าซอย… แตกสลายเป็นฝุ่นผง! มันหายไป… และตุ๊กตาดินปั้นที่อยู่บนพื้น… ก็แตกละเอียดเป็นผุยผงเช่นกัน มนต์ดำสลายไปแล้ว!
ฉันทรุดตัวลง เลือดไหลไม่หยุด ฉันรู้สึกถึงชีวิตที่กำลังไหลออกจากร่าง
ฉันเหลือบมองไปที่ประตู พี่เดชวิ่งไปแล้ว… เขาปลอดภัยแล้ว…
ในวินาทีสุดท้ายนั้น ความมืดมิดกลับกลายเป็นความสว่าง กลิ่นเหม็นสาบในห้องหายไป แทนที่ด้วยกลิ่นหอมเย็นของดอกมะลิ กลิ่นที่ฉันคุ้นเคย… กลิ่นจากศาลย่านาค
ฉันรู้สึกเหมือนมีมือที่อ่อนโยน… มาประคองศีรษะฉันไว้ ฉันลืมตาขึ้น ฉันไม่เห็นย่านาค แต่ฉันรู้สึกถึงความอบอุ่น ความรู้สึกที่ไม่ได้มาจากการลงโทษ แต่มันมาจากความ “อภัย”
เสียงกระซิบสุดท้ายที่ฉันได้ยิน มันอ่อนโยน… เหมือนเสียงผู้หญิงกำลังกล่อมลูก มันดังมาจากทุกทิศทาง… “ความรัก… ต้องมาพร้อมความเชื่อใจ… เมื่อเจ้าเลือกความเสียสละ… บาปกรรมก็ถูกไถ่ถอน”
ฉันหลับตาลง…
(Chuyển ngôi thứ ba)
พี่เดชวิ่งไม่คิดชีวิต เขาไม่ได้หันหลังกลับมามอง เพราะเขาเชื่อในคำพูดสุดท้ายของพิม
เขาวิ่งข้ามถนนไปยังวัดมหาบุศย์ ฝนเริ่มตกหนัก เขาวิ่งเข้าไปในศาลย่านาค เขาทรุดตัวลงต่อหน้าศาล ร่างกายเขาสั่นเทา… ไม่ใช่เพราะความกลัว แต่เพราะความเสียใจ
เขาทุบเศษแก้วในมือ… ที่เปื้อนเลือดของพิม ทุบลงไปบนพื้นศาล! “ย่านาค! ผมขออภัย! อภัยให้พิมด้วย!” “เธอทำไปเพราะความรัก! เธอไม่ได้ตั้งใจ! ผมขอรับโทษแทนเธอ!”
เขาร้องไห้ เขาพยายามจะทำลายสิ่งที่เขารักมากที่สุด… เพื่อไถ่บาปของเธอ
ทันใดนั้น… เสียงฟ้าผ่าดังสนั่น! ฝนที่ตกหนัก… ก็หยุดลงทันที แสงจันทร์สาดส่องลงมาที่ศาล
พี่เดชเงยหน้าขึ้น เขาเห็น รูปปั้นของย่านาค… ยังคงตั้งอยู่ ไม่มีอะไรเสียหาย
แต่ที่ฐานของรูปปั้น มีดอกมะลิสีขาวสด… หนึ่งกำมือ และในกำมะลินั้น… มีเศษผ้าผืนเล็กๆ สีแดง เปื้อนเลือด…
พี่เดชวิ่งไปที่ประตู เขาพยายามปลดล็อคกลอนประตูที่ถูกตรึงไว้ด้วยมนต์ดำ มือเขาพันกันยุ่งเหยิง
เจ้าซอย… มันตามไปติดๆ มันกำลังจะโจมตีพี่เดชจากด้านหลัง
ฉันมองเห็นทุกอย่าง ฉันเห็นเงาดำของผีเด็กกำลังจะตะครุบเหยื่อ ฉันเห็นพี่เดชกำลังดิ้นรน และฉันได้ยินเสียงกระซิบของย่านาค “เลือดแลกเลือด…”
ฉันรู้แล้วว่าต้องทำยังไง เจ้าซอยถูกผูกไว้กับ “ชีวิต” ของฉัน มันถูกเลี้ยงด้วยเลือดของฉัน และมันเชื่อว่าฉันเป็น “แม่” ของมัน ความต้องการสูงสุดของมันคือฉัน… เพื่อที่มันจะได้ “ครอบครอง” สิ่งที่ฉันรัก
ฉันวิ่งตามไป ไม่ใช่เพื่อช่วยพี่เดชปลดล็อคประตู แต่ฉันวิ่งตรงไปที่… ตู้เสื้อผ้าที่แตกกระจาย
ฉันเห็นตุ๊กตาดินปั้นเจ้าซอยตกอยู่บนพื้น มันถูกบดบังด้วยเศษไม้และเศษแก้ว มันดูน่าสังเวช…
ฉันหยิบเศษแก้วที่คมกริบที่สุดขึ้นมา ปลายแหลมของมันจ่ออยู่ที่ข้อมือของตัวเอง ฉันมองไปที่พี่เดชเป็นครั้งสุดท้าย เขาปลดล็อคประตูได้แล้ว! เขากำลังจะวิ่งออกไป!
“พี่เดช!” ฉันตะโกนสุดเสียง “วิ่งไป! อย่าหันกลับมา!”
พี่เดชกำลังจะหันมามองฉัน แต่ฉันส่ายหน้าอย่างแรง “ไปสิ! ไปขอขมาแม่นาค!”
วินาทีที่พี่เดชก้าวขาพ้นธรณีประตู เงาของเจ้าซอยก็พุ่งย้อนกลับมา! มันรู้ว่าเหยื่อหลักหนีไปแล้ว และมันรู้ว่าฉัน… กำลังจะทำลายตัวเอง
เงาดำของเจ้าซอยพุ่งเข้ามาหาฉัน! “ไม่! แม่! แม่จะทิ้งลูกไม่ได้!” เสียงกรีดร้องของมันดังกึกก้อง
ฉันหลับตาลง รอยยิ้มสุดท้ายปรากฏบนใบหน้าฉัน รอยยิ้มที่มาจากความรักที่บริสุทธิ์… ที่เพิ่งได้ค้นพบ “ฉัน… ไม่ได้รักแก… ฉันรักเขา!”
ฉันกรีดข้อมือของตัวเอง! เศษแก้วคมกริบกรีดลงบนเส้นเลือดใหญ่ เลือดพุ่งกระฉูด! มันเป็นความเจ็บปวดที่แสนสาหัส แต่ในความเจ็บปวดนั้น… ฉันรู้สึกถึงการปลดปล่อย
เลือดของฉัน… ทะลักออกมา มันสาดไปทั่วตุ๊กตาดินปั้นเจ้าซอยที่อยู่บนพื้น มันไม่ใช่การ “ให้” เลือดอีกต่อไป แต่มันคือการ “สิ้นสุด” ของพันธะ
ทันทีที่เลือดของฉันสัมผัสกับตุ๊กตา เงาดำของเจ้าซอยก็หยุดชะงักกลางอากาศ! มันกรีดร้องด้วยความเจ็บปวด… เสียงกรีดร้องนั้นไม่ใช่เสียงเด็กอีกแล้ว แต่มันคือเสียงของวิญญาณที่ถูกดึงกลับไปสู่ความว่างเปล่า
“ไม่! ข้าไม่ยอม!”
พร้อมกับการกรีดร้องนั้น พลังทั้งหมดในบ้านก็พังทลายลง เงาของเจ้าซอย… แตกสลายเป็นฝุ่นผง! มันหายไป… และตุ๊กตาดินปั้นที่อยู่บนพื้น… ก็แตกละเอียดเป็นผุยผงเช่นกัน มนต์ดำสลายไปแล้ว!
ฉันทรุดตัวลง เลือดไหลไม่หยุด ฉันรู้สึกถึงชีวิตที่กำลังไหลออกจากร่าง
ฉันเหลือบมองไปที่ประตู พี่เดชวิ่งไปแล้ว… เขาปลอดภัยแล้ว…
ในวินาทีสุดท้ายนั้น ความมืดมิดกลับกลายเป็นความสว่าง กลิ่นเหม็นสาบในห้องหายไป แทนที่ด้วยกลิ่นหอมเย็นของดอกมะลิ กลิ่นที่ฉันคุ้นเคย… กลิ่นจากศาลย่านาค
ฉันรู้สึกเหมือนมีมือที่อ่อนโยน… มาประคองศีรษะฉันไว้ ฉันลืมตาขึ้น ฉันไม่เห็นย่านาค แต่ฉันรู้สึกถึงความอบอุ่น ความรู้สึกที่ไม่ได้มาจากการลงโทษ แต่มันมาจากความ “อภัย”
เสียงกระซิบสุดท้ายที่ฉันได้ยิน มันอ่อนโยน… เหมือนเสียงผู้หญิงกำลังกล่อมลูก มันดังมาจากทุกทิศทาง… “ความรัก… ต้องมาพร้อมความเชื่อใจ… เมื่อเจ้าเลือกความเสียสละ… บาปกรรมก็ถูกไถ่ถอน”
ฉันหลับตาลง…
(Chuyển ngôi thứ ba)
พี่เดชวิ่งไม่คิดชีวิต เขาไม่ได้หันหลังกลับมามอง เพราะเขาเชื่อในคำพูดสุดท้ายของพิม
เขาวิ่งข้ามถนนไปยังวัดมหาบุศย์ ฝนเริ่มตกหนัก เขาวิ่งเข้าไปในศาลย่านาค เขาทรุดตัวลงต่อหน้าศาล ร่างกายเขาสั่นเทา… ไม่ใช่เพราะความกลัว แต่เพราะความเสียใจ
เขาทุบเศษแก้วในมือ… ที่เปื้อนเลือดของพิม ทุบลงไปบนพื้นศาล! “ย่านาค! ผมขออภัย! อภัยให้พิมด้วย!” “เธอทำไปเพราะความรัก! เธอไม่ได้ตั้งใจ! ผมขอรับโทษแทนเธอ!”
เขาร้องไห้ เขาพยายามจะทำลายสิ่งที่เขารักมากที่สุด… เพื่อไถ่บาปของเธอ
ทันใดนั้น… เสียงฟ้าผ่าดังสนั่น! ฝนที่ตกหนัก… ก็หยุดลงทันที แสงจันทร์สาดส่องลงมาที่ศาล
พี่เดชเงยหน้าขึ้น เขาเห็น รูปปั้นของย่านาค… ยังคงตั้งอยู่ ไม่มีอะไรเสียหาย
แต่ที่ฐานของรูปปั้น มีดอกมะลิสีขาวสด… หนึ่งกำมือ และในกำมะลินั้น… มีเศษผ้าผืนเล็กๆ สีแดง เปื้อนเลือด…
ถูกจำคุกในบ้านที่ถูกครอบครอง… … เป็นเวลานานจากสองฝั่งนี้ตามหลอนเขาไปตลอดกาล